บทที่ 151 ชายหนุ่มชอบหญิงงาม
ฉีจิงไม่ได้ไปกินข้าวที่บ้านหินติดต่อกันอยู่หลายวัน กระทั่งเมื่อเขาได้คิดทบทวนจนเข้าใจแล้วถึงกลับเข้าไปที่บ้านหินของถังฉือเย่อีกครั้ง ซึ่งก็พบว่าสีหน้าและอากัปกิริยาของทุกคนนั้นดูแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของบ้านที่พอเห็นเขาก็วางตะเกียบลงบนโต๊ะแล้วลุกเดินจากไปทันที
ชายหนุ่มเม้มปาก เพราะไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด จนกระทั่งคุณนายโจวอดพูดเตือนไม่ได้ว่า “ยังไม่รีบไปง้ออีก!”
“ง้อใครขอรับ” ฉีจิงทำหน้าเหลอหลา “ง้ออาเย่น่ะเหรอ…นางโกรธอะไรข้า?”
คุณนายโจวได้ยินก็ถอนหายใจดังเฮือก ก่อนจะเบือนหน้าหนี ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานานก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด
ในขณะนั้นเองลุงหนวดเหลียงได้เดินเข้ามาหาเขาพลางบอกว่า “คุณชาย…หญิงสาวในวันนั้นมาอีกแล้ว นางอุ้มเด็กมาคนหนึ่งและบอกว่าหลานชายของนางมีพละกำลังมากเป็นพิเศษอยากจะให้ท่านช่วยขัดเกลา ตอนนี้มารอท่านอยู่ที่หน้าสำนักขอรับ”
ฉีจิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “มีพละกำลังมากเป็นพิเศษงั้นเหรอ เขาอายุเท่าไหร่?”
“สามขวบขอรับ”
จากนั้นฉีจิงก็เดินกลับไป เมื่อเข้ามาในสำนักก็เห็นถังสุ่ยจือกำลังจูงมือเด็กคนหนึ่งยืนอยู่ตรงทางเดิน ทันทีที่เห็นเขา นางก็ย่อคำนับพร้อมกับพูดเสียงใสว่า
“พ่อหนุ่มฉี”
คิ้วของฉีจิงขมวดขึ้น ก่อนจะจ้องมองไปที่เด็กคนนั้น “เป็นเขาอย่างนั้นเหรอ ที่บอกว่มีพละกำลังมากเป็นพิเศษ?”
“ใช่” ถังสุ่ยจือยิ้มมุมปาก จากนั้นก็พูดอย่างช้าๆว่า “เขาเป็นหลานชายของข้าเองชื่อว่าเสี่ยวโต้วจึ ข้าได้ยินมาว่าสำนักศิลปะการต่อสู้ของท่านมีชื่อเสียงและรับสอนเด็กที่มีความสามารถ...”
ฉีจิงไม่รอให้นางพูดจบ เขาโน้มตัวลงไปแล้วใช้มือสัมผัสกระดูกของเด็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วบอกอย่างไม่ยี่หระ “ความสามารถธรรมดา มีพละกำลังมากเป็นพิเศษที่ไหนกัน”
“แต่เขามีพละกำลังมากจริงๆนะ ข้าไม่ได้โกหกท่าน เขาสามารถยกถังข้าวสารที่บ้านขึ้นมาได้ในชั่วพริบตาเลย!” พูดไปถังสุ่ยจือก็ใช้สายตาที่ยั่วยวนมองไปที่ฉีจิง เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่ได้มองมาที่ตัวเองเลย นางจึงเอามือขาวๆที่ทาเล็บด้วยสีสันสวยงามวางแหมะไว้บนศีรษะของเด็กคนนั้น สีแดงสีขาวตัดกันได้ดีและดูมีเสน่ห์ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เย้ายวนว่า
“ท่านจะไม่เชิญข้าเข้าไปนั่งข้างในหน่อยหรือ?”
“เชิญเจ้าเข้ามาก่อน” ฉีจิงพูดอย่างขอไปที ในขณะที่ดวงตาของถังสุ่ยจือเป็นประกายในทันที นึกในใจว่าไม่มีชายใดที่ไม่ชอบหญิงงามจริงๆ เพียงแค่ให้ท่าพวกเขานิดหน่อย ไม่มีใครที่ไม่ติดกับ…หญิงสาวคิดอย่างย่ามใจขณะจูงมือเด็กคนนั้นเดินเข้าไปข้างใน
ฉีจิงชี้มาที่โต๊ะพร้อมกับบอกว่า “ไหนเจ้าลองยกโต๊ะนี้ดูซิ”
เด็กชายมองเขาอย่างซื่อๆ ถังสุ่ยจือเห็นท่าไม่ดีจึงยิ้มแล้วรีบพูดขึ้นว่า “พ่อหนุ่มฉี เสี่ยวโต้วจึไม่ใช่ว่าจะสามารถยกขึ้นได้ทุกครั้งไป เหมือนกับว่าพละกำลังของเขาจะไม่ได้มีเยอะแบบนั้นตลอด แต่ข้าก็เคยเห็นมาหลายครั้งนะ”
ว่าแล้วนางก็ใช้ผ้ามาซับตรงริมฝีปาก “คอแห้งจังเลย พ่อหนุ่มฉี ไม่เชิญข้าดื่มน้ำชาหน่อยหรือ?”
ฉีจิงไม่ได้สนใจนางเลยแม้แต่น้อย เขากดศีรษะของเสี่ยวโต้วจึเบาๆ จากนั้นก็ผลักเขาไปที่โต๊ะ “เจ้าลองยกดู เร็วเข้า!”
เด็กชายตกใจจนสะดุ้งโหยงก่อนจะร้องไห้ออกมาเสียงดัง “ท่านป้า กลับบ้าน! ข้ากลัว พวกเรากลับบ้านกันเถอะ”
หญิงสาวรีบปรี่เข้ามาอุ้มเขาทันที มือตบหลังเพื่อปลอบเขาเบาๆ จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “เด็กน้อยยากที่จะปลอบ สู้พ่อหนุ่มฉีกลับบ้านไปกับข้าดีกว่า พอข้าปลอบเขาแล้วก็จะได้ให้เขาลองทำได้ง่ายขึ้น”
“ไม่ต้องแล้ว ข้าดูจากโครงร่างของเขาก็รู้แล้วว่าพละกำลังน่าจะธรรมดา”
“แต่เขามีพละกำลังมากจริงๆนะ” นางตบหลังเด็กชายเบาๆ ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้ฉีจิง “เสี่ยวโต้วจึ บอกกับป้าสิว่าเจ้ายกถังข้าวสารขึ้นมาได้จริงหรือไม่?”
เสี่ยวโต้วจึสะอึกสะอื้นแต่ก็ยังพยักหน้าหงึกหงัก “ได้…ถังข้าวสาร เสี่ยวโต้วจึยกได้”
ฉีจิงขมวดคิ้วมุ่นอีกครั้ง เขาเชื่อว่าเด็กน้อยย่อมไม่พูดโกหกอยู่แล้ว แถมรูปร่างก็ดูธรรมดาจึงน่าแปลกใจหากมีพละกำลังมาตั้งแต่เกิด เขาไม่เคยเจอมาก่อน ชายหนุ่มยืนอยู่สักพักก็เอ่ยปากว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็ไป…ข้าเองก็อยากเห็นกับตาเหมือนกัน”
ถังสุ่ยจือดีใจเป็นอย่างมาก นางรีบอุ้มหลานชายแล้วเดินออกมาทันที ด้วยความที่อยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเมิ่งมานาน ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมาไม่น้อย อย่างเช่นชุยฉิงตานเมื่อเอาไปใส่ในชาแล้วจะไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไร้รสชาติ ขนาดคนที่ใจแข็งดั่งหินผาก็ยังต้องเกิดอารมณ์
ดังนั้นเมื่อวานนางจึงได้เอาปิ่นปักผมไปแลกมันมาหนึ่งเม็ด เพียงแต่ต้องหาโอกาสเอาไปใส่ในน้ำให้ได้ เมื่อทั้งสองได้สัมผัสต้องตัวกันแล้วค่อยโวยวายเรียกคนในบ้านออกมาเท่านั้น แผนการของนางก็จะสำเร็จ ต่อให้ไม่ได้แต่งงานกัน แต่อย่างน้อยอาจจะเรียกเงินมาได้บ้างก็ยังดี!
ถังสุ่ยจืออุ้มเสี่ยวโต้วจึแล้วเดินไปข้างหน้า เมื่อออกจากประตูแล้วได้พบผู้คน นางกล่าวคำทักทายพวกเขาอย่างเป็นกันเอง “ท่านลุงสองตระกูลถัง กลับมาแล้วหรือ?”
“เป็นถังสุ่ยจือเองหรือ แล้วนี่จะไปไหนล่ะ”
ถังสุ่ยจือก้มหน้าลงอย่างเขินอาย “พาพ่อหนุ่มฉีไปนั่งเล่นที่บ้านเสียหน่อย”
คนผู้นั้นอึ้งเล็กน้อยพร้อมกับเหลือบมองดูฉีจิงแวบหนึ่ง หญิงสาวแอบรู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ ก่อนจะเดินด้วยท่าทางที่อ้อนแอ้นส่ายเอวไปมา แต่กลับไม่ได้สังเกตเลยว่าฉีจิงที่อยู่ข้างหลังนั้นไม่ได้เดินตามมาด้วยแต่อย่างใด
ถังสุ่ยจือเดินไปไม่กี่ก้าวจึงพบว่าฉีจิงไม่ได้เดินตามมาด้วย เมื่อหันหลังมาก็เห็นเพียงลุงหนวดเหลียงคนเดียวเท่านั้นที่กำลังยืนอยู่ตรงประตูรั้ว พลางลูบคางและมองดูนางอยู่
ถังสุ่ยจือไม่ได้รังเกียจสายตาของผู้ชายที่มองมา นางจึงรีบส่งสายตาที่มีเสน่ห์กลับไปทันที พลางรีบเดินเข้าไปหาแล้วถามว่า
“พ่อหนุ่มฉีล่ะ?”
“อย่ารีบร้อนไป เดี๋ยวก็มา”
ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ฉีจิงได้มุ่งหน้าไปที่บ้านหิน เมื่อเห็นถังฉือเย่และคุณนายโจวนั่งอยู่ที่ระเบียงก็ไม่ได้พูดอะไร เขาเข้าไปดึงนางออกมาจากนั้นก็เดินออกไปทันที
ถังฉือเย่ตกใจจนสะดุ้งโหยงพยายามสะบัดแขน ถามเขาเสียงขุ่น “ทำอะไรของเจ้า?”
“ช่วยอะไรข้าหน่อย”
“เกิดอะไรขึ้น?”
ฉีจิงไม่ได้พูดอะไรได้แต่ก้าวเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ จากนั้นจึงชี้ไปที่ถังสุ่ยจือแล้วพูดขึ้นว่า “นางบอกว่าเด็กคนนั้นมีพละกำลังมากมาย”
ถังฉือเย่เลิกคิ้วขึ้นหันมาถาม “เจ้าโง่รึ?”
“ข้ารู้ว่านางโกหก แต่มันก็มีความเป็นไปได้เล็กๆอยู่” ดวงตาของนกเฟิงหวงคู่นั้นของเขาลึกล้ำ กำลังจ้องมองมาที่นางตาไม่กะพริบ ก่อนจะพูดเสียงอ้อนหน่อยๆว่า
“เจ้าไปดูเป็นเพื่อนข้าหน่อยสิ”
ถังฉือเย่กระแอมออกมาเล็กน้อย นางอยากจะพูดว่าเขานั้นเป็นพวกที่อยากได้คนมีความสามารถมาช่วยอย่างเร่งด่วน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างต้องมีเวลาของมัน แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากพูดอะไร ถังสุ่ยจือที่ยืนมองมาก็ส่งเสียงแหลมออกมาโดยอัตโนมัติ
“นางมาทำอะไรน่ะ?”
ฉีจิงจูงมือถังฉือเย่เดินเข้าไปพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ชายหญิงอยู่ด้วยกันสองต่อสองไม่ได้”
“แล้วนางไม่ใช่ผู้หญิงหรอกหรือ?” ถังสุ่ยจือถลึงตามองกลับมาด้วยความโกรธ
“ทำไม?” ถังฉือเย่อมยิ้ม “พละกำลังที่ฟ้าประทานมาเมื่ออยู่ต่อหน้าข้าแล้วจะไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างนั้นเหรอ?”
ได้ฟังดังนั้นถังสุ่ยจือก็ตัวแข็งทื่อไปในทันที นางไม่กล้าที่จะทำให้ถังฉือเย่ไม่พอใจ ได้แต่ฝืนหัวเราะและพูดขึ้นว่า
“จะเป็นแบบนั้นได้อย่างไร” แม้ว่าในใจจะรู้สึกคับแค้นและน้อยใจ แต่ตอนนี้ไม่สามารถกลับไปคฤหาสน์เมิ่งได้อีกแล้ว ถังสุ่ยจือจึงจำเป็นที่จะต้องก้มหัวให้ นางทำได้เพียงยิ้มและพูดขึ้น “ถ้าอย่างนั้นก็เชิญเจ้าทั้งสองไปที่บ้านของข้าพร้อมกัน”
ถังฉือเย่มีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าก่อนจะเดินเคียงคู่ฉีจิงไปที่บ้านของถังสุ่ยจือพร้อมกัน เมื่อมาถึงที่หน้าประตู หญิงสาวหยุดฝีเท้าลงทันที นางยิ้มก่อนจะพูดว่า “ถังสุ่ยจือ เสี่ยวโต้วจึของเจ้ามีพละกำลังจริงๆใช่หรือไม่”
ถังฉือเย่เอ่ยปากถาม…คนหมู่บ้านเดียวกัน ครั้งนี้จะเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายที่จะมอบให้ แต่น่าเสียดายที่ถังสุ่ยจือกลับไม่ได้สังเกตเห็น
นางคิดเพียงว่าครั้งนี้ถูกถังฉือเย่มาก่อกวนก็เท่านั้น ดังนั้นจึงหัวเราะพลางพูดขึ้นว่า “แน่นอน ไม่อย่างนั้นข้าคงไม่ไปหาพ่อหนุ่มฉีให้เขาช่วยดูให้หรอก”
ถังฉือเย่หัวเราะ จากนั้นก็ตามฉีจิงเข้าไปข้างใน ถังสุ่ยจือรีบรินน้ำชาและยกให้ชายหนุ่มอย่างเอาใจ ฉีจิงรอด้วยความอดทนจนผ่านไปครู่หนึ่งก็ถามว่า
“เมื่อไหร่จะแสดงให้ดู ข้ารอมานานแล้ว”
แล้วตอนนั้นเองที่ถังสุ่ยจือเดินเข้าไปกอดเสี่ยวโต้วจึกระซิบข้างหูเด็กชายว่า “โต้วจึ! เจ้าลองยกสิ่งนี้ดูว่าได้หรือไม่?”
เด็กชายเดินไปผลักโต๊ะอย่างซื่อๆ ซึ่งแน่นอนว่าเขาไม่สามารถผลักได้เลยแม้แต่น้อย ถังสุ่ยจือหัวเราะออกมาอย่างแหยๆ ก่อนหันหน้ามาบอกว่า
“น่าแปลกเสียจริง ก่อนหน้านี้ยังยกถังข้าวสารขึ้นมาได้แท้ๆ”
“อย่างนั้นเหรอ?” ถังฉือเย่ยิ้มตาหยีพลางหยิบผลพุทราผลใหญ่ออกมาจากกระเป๋า แล้วดึงเสี่ยวโต้วจึเข้ามาหาจากนั้นก็ยัดใส่มือเขา “โต้วจึ เจ้าบอกข้าหน่อยสิ ถังข้าวสารก่อนหน้านี้ที่เจ้ายกได้อยู่ที่ไหน?”
สีหน้าของถังสุ่ยจือเปลี่ยนไปในทันที นางรีบตะโกนร้องเรียก “เสี่ยวโต้วจึ!”
เด็กชายเห็นผลพุทราผลใหญ่ก็รีบรับมา จากนั้นก็หยิบขวดที่อยู่ข้างๆออกมาอย่างเชื่อฟัง “ถังข้าวสาร เสี่ยวโต้วจึยกได้!”
ถังฉือเย่อมยิ้มขณะหยิบขวดใบนั้นหมุนไปหมุนมาเล็กน้อย “พละกำลังที่ฟ้าประทานงั้นเหรอ?”
ถังสุ่ยจือใบหน้าซีดเผือด นางเพียงแค่อาศัยเด็กน้อยยังพูดได้ไม่ชัดเจน ตั้งใจมาหลอกให้เป็นเรื่องจริง แต่เมื่อถูกถังฉือเย่เปิดเผยต่อหน้าแบบนี้นางก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี
ถังฉือเย่ยิ้มตาหยีพลางถามเสี่ยวโต้วจึต่อ “ท่านป้าของเจ้าสั่งให้เจ้าทำอะไรอีกหรือ?”
“โต้วจึ! มานี่ เดี๋ยวนี้!” ถังสุ่ยจือรีบตะคอกออกมาทันที นางพุ่งเข้ามาโดยต้องการที่จะผลักถังฉือเย่ให้เต็มแรง แต่ฉีจิงใช้เท้าเกี่ยวโต๊ะเคลื่อนไปขวางนางเอาไว้ได้ทัน!
บทที่ 152 โดนล่อลวง
เสี่ยวโต้วจึสนิทกับถังฉือเย่มากกว่าถังสุ่ยจือ เด็กหนุ่มจึงพูดอย่างไร้เดียงสา “ท่านป้าบอกว่า ขอเพียงท่านป้าได้กอดกับคนที่มา เสี่ยวโต้วจึก็วิ่งออกไปเรียกท่านพ่อได้”
“นี่มันแผน ล่อ ลวง ชัดๆ!” ถังฉือเย่พูดอย่างช้าๆ เน้นทีละคำด้วยสีหน้าตกใจ นางลูบหัวของเสี่ยวโต้วจึ ก่อนจะให้ลูกอมไปสามเม็ดแล้วออกคำสั่ง
“เจ้าไปเรียกท่านพ่อมาเถอะ บอกว่าท่านป้าเรียก”
ถังสุ่ยจือคิดจะไปคว้าตัวหลานชายไว้ แต่ด้วยความที่ฉีจิงยังนั่งนิ่งไม่ขยับ แถมปลายเท้ายังสามารถเคลื่อนโต๊ะได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ไม่ว่าถังสุ่ยจือจะหันทางไหน ชายหนุ่มก็ขวางเอาไว้หมด
หลังจากนั้นไม่นานนักก็มีชายหนุ่มสองสามคนเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับได้ยินเสียงถังต้าหลางดังมาจากระยะไกลก่อนจะกรูกันเข้ามาในห้อง “ใครมันกล้ามาเอาเปรียบถังสุ่ยจือของพวกเรา!”
เมื่อเข้ามาภายในห้องแล้วเห็นถังฉือเย่กับฉีจิงค่อยๆดื่มชาอย่างช้าๆ พวกเขาก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ ท่าทางของถังต้าหลางราวกับโดนฟ้าผ่า คนอื่นๆก็สับสนเล็กน้อย มีใครบางคนถามขึ้นว่า
“เจ้าบ้านถัง…พ่อหนุ่มฉี...พวกเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
ถังฉือเย่ยิ้มมุมปาก ก่อนจะยืนขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ “ท่านคือถังต้าหลางงั้นเหรอ?”
สีหน้าสีตาของถังต้าหลางเหลอหลาทำตัวไม่ถูก ถังฉือเย่พูดอย่างเป็นต่อ “เจ้ากับน้องสาวคิดกันดีแล้วใช่ไหมที่จะใช้แผนล่อลวงต้มตุ๋นพ่อหนุ่มฉี นี่คงคิดไม่ถึงสินะว่าข้าจะอยู่ที่นี่ด้วย?”
“ไม่ใช่ ข้าแค่...” ถังต้าหลางรีบพูดอย่างกังวล
ถังฉือเย่ไม่พูดอะไรมากนอกจากคว้าแขนฉีจิงไว้แล้วเดินออกมาด้านนอกพร้อมกัน แล้วตอนนั้นเองที่คนอื่นในหมู่บ้านนึกอะไรได้รีบเดินเร็วๆ เข้ามาดักหน้าแล้วกล่าวอย่างรีบร้อน “เจ้าบ้านถัง พวกเราไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้นเลยนะ ถังต้าหลางเรียกพวกเราให้มาที่นี่ แล้วบอกว่ามีเรื่องให้ช่วย จากนั้นจู่ๆเสี่ยวโต้วจึก็วิ่งเข้ามาบอกว่าท่านป้าให้มาเรียก เขาจึงพาพวกเรามาที่นี่และบอกว่ามีคนจะเอาเปรียบถังสุ่ยจือ พวกเราไม่รู้จริงๆว่าเรื่องราวมันเป็นเช่นนี้”
เมื่อเห็นถังฉือเย่พยักหน้ารับ คนเหล่านั้นจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก แล้วรีบออกมาด้านนอกพร้อมกับถุยน้ำลาย “ถังชง ข้ามองไม่ออกจริงๆว่าเจ้าเป็นคนเช่นนี้ แม้แต่กับข้าก็ยังหลอก!”
“คนหมู่บ้านเดียวกันแท้ๆ เรียนการทำเหลียงเฟิน ทำฟองเต้าหู้ของถังฉือเย่ไป ไม่เพียงไม่กตัญญูรู้คุณ ซ้ำยังกล้าหลอกถังฉือเย่อีก ไร้คุณธรรม ไร้จรรยา!”
เมื่อคนหนึ่งพูดอีกคนก็เสริมอย่างใส่อารมณ์ “ใช่แล้ว ตอนนั้นก็ทุบตีถังฉือเย่ ตอนนี้ก็ยังมาวางแผนชั่วกับสามีของถังฉือเย่อีก ช่างไร้ยางอายสิ้นดี”
หญิงสาวนึกเอะใจกับคำพูดนั้น…เดี๋ยวนะ…สามีอะไรกัน! นี่หล่อนยังไม่ได้ตอบรับตกลงอะไรเลยจะไปเป็นภรรยาของฉีจิงได้อย่างไร
ถังฉือเย่ยื่นมือออกไปว่าช้าก่อน แต่คนเหล่านี้กลับไม่ได้ฟังรีบกระจายข่าวความชั่วร้ายของตระกูลถังไปทั่วทั้งหมู่บ้าน พวกเขาพูดอย่างโกรธเคืองพลางเดินจากไปโดยที่นางยังไม่ทันจะได้อธิบายอะไรสักคำ
เมื่อพอมาคิดดูอย่างละเอียดแล้วก็ไม่แปลกหรอกที่คนพวกนั้นจะคิด เพราะการแสดงความเป็นเจ้าของอย่างโจ่งแจ้งของตัวเองเมื่อครู่ทำให้คิดว่านางหึงหวงเขาอย่างไม่มีข้อสงสัย ฉีจิงถูกหญิงสาวยั่วยวนให้ติดกับแล้วมันเกี่ยวอะไรกับนางเล่า เหตุใดจึงต้องออกหน้าเข้าข้างเขาด้วย…ใช่ว่าฉีจิงจะจัดการเรื่องนี้ไม่ได้!
หรืออาจเป็นเพราะฉีจิงตั้งใจจะทำหรือเปล่า ถังฉือเย่หันกลับไปพลางเหลือบมองชายหนุ่มด้วยความคับแค้นใจ
ชายหนุ่มยิ้มมุมปากแล้วพูดอย่างคนอารมณ์ดี “เจ้าชอบแบบไหน ข้าจะเรียนรู้ไว้”
หญิงสาวตวัดสายตาส่งค้อนให้เขาวงใหญ่ นึกในใจว่า ‘ข้าชอบชายวัยกลางคนที่เป็นลูกผู้ชายตัวจริง’ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าฉีจิงกำลังพัฒนาเดินไปทางทิศทางนั้น ฉีจิงพึ่งพาตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย นางจึงเชื่อว่าเขาจะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในแบบที่ชอบแน่ๆ ทั้งเย็นชา และซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา…เพียงแต่ต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการพัฒนา
ถังฉือเย่เอามือแตะหน้าผากอย่างเงียบๆ ครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง
ทั้งนี้หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ผ่านพ้นไปแล้ว ชาวบ้านในหมู่บ้านจวี้เป่าทุกคนรู้ข่าวการกระทำของถังสุ่ยจือกันหมด จึงทำให้ครอบครัวของนางถูกรังเกียจ
ถังต้าหลางที่ทำงานในร้านเหล้าเองก็ถูกไล่ออกเหมือนกัน ผู้เฒ่าถังอับอายจนไม่กล้าออกจากบ้าน เพราะทันทีที่ก้าวเท้าออกไป ไม่ถูกชาวบ้านชี้หน้าต่อว่าก็ถูกมองหรือพูดอย่างเย็นชา ท่านย่าจ้าวผู้เป็นฮูหยินของผู้เฒ่าถังร้องไห้ไม่หยุด ถังสุ่ยจือได้ยินจึงรำคาญ พูดด้วยความโมโห
“พอได้แล้ว มัวแต่ร้องไห้จะมีประโยชน์อะไร”
“เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกรึ” ผู้เฒ่าถังเองก็โมโหขึ้นมา “เจ้าลากครอบครัวเข้ามาพัวพันจนตอนนี้ไม่มีใครกล้าออกจากบ้านแล้ว ยังจะมีหน้ามาโกรธคนอื่นอีก”
“ถูกข้าลากเข้าไปพัวพันมันหมายความว่าอย่างไร ตอนแรกที่ตกลงกัน ไม่ใช่ว่าพวกท่านเองก็เห็นด้วยหรอกหรือ พอไม่สำเร็จก็มาโทษข้า”
ผู้เฒ่าถังเงียบไปและในตอนนั้นเองก็มีใครบางคนมาเคาะประตู ถังต้าหลางจึงรีบเดินไปเปิดประตู คนที่อยู่นอกประตูคือท่านป้าตระกูลเดียวกัน
“ท่านป้ารอง มีเรื่องอะไรหรือ เชิญเข้ามานั่งก่อน”
“ไม่เป็นไร” ท่านป้าผู้นั้นกล่าว “ข้าแค่แวะมาบอกเท่านั้นว่าถังฉือเย่จะเก็บฟองเต้าหู้ ครึ่งชั่งหกอีแปะ เป็นการเก็บระยะยาว หากอยากขายก็ไปที่บ้านถังฉือเย่เพื่อแจ้งจำนวน”
ถังต้าหลางตอบรับก่อนจะขอบคุณครั้งแล้วครั้งเล่า ผิดกับถังสุ่ยจือที่รู้สึกถูกกระตุ้นในใจ นางเองก็เคยแต่งงานกับพ่อค้า เมิ่งจื่อหยางเป็นคนไร้กฎเกณฑ์ใดๆ ตอนมีหน้าตามีชื่อเสียงไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะพานางไปฟังไปทำความรู้จักกับคนอื่นๆเสมอ ถังฉือเย่ยังทำได้ เหตุใดนางจะทำไม่ได้เล่า หญิงสาวเชื่อว่าตัวเองไม่ได้มีอะไรด้อยไปกว่าถังฉือเย่เลยสักนิด!
ดังนั้นนางจึงรีบถามท่านป้าคนนั้นไปว่า “ท่านป้า ไม่ทราบว่าฟองเต้าหู้นี้ขายอย่างไร?”
ท่านป้าผู้นั้นไม่อยากตอบคำถามถังสุ่ยจือ “เจ้าบ้านถังบอกว่าจะเก็บทุกห้าวันหรือสิบวัน หากวันไหนฝนตกก็ให้เลื่อนออกไปก่อน แต่ละครอบครัวสามารถทำได้เท่าไหร่ ก็ต้องจดบันทึกเอาไว้ เมื่อถึงตอนนั้นจะขาดตามจำนวนนี้ไม่ได้”
ทุกวันนี้ในเมือง ฟองเต้าหู้ครึ่งชั่งก็ขายได้สูงถึงยี่สิบห้ายี่สิบหกอีแปะ อย่างต่ำก็ขายได้สิบแปดสิบเก้าอีแปะเลยทีเดียว…ถังสุ่ยจือยิ้มพลางพยักหน้าเล็กน้อย สอบถามอีกสองสามประโยค ก่อนจะปล่อยนางไป
ทันทีที่ประตูปิดลง หญิงสาวก็หันกลับมาพร้อมกับดวงตาที่เป็นประกาย “ข้าคิดออกแล้ว พวกเราซื้อของพวกนี้ของนาง แล้วเอาไปขายเองเป็นอย่างไร?”
ผู้เฒ่าถังกล่าวด้วยความโมโห “เจ้าเลิกพยายามได้แล้ว แค่นี้ยังเจ็บไม่พอรึ?”
“เช่นนั้นท่านจะยอมลำบากยากจนทนกินแกลบไปทั้งชีวิต ให้ชาวไร่ชาวนาในหมู่บ้านพวกนั้นดูถูกหรือ แต่ละคนทำราวกับติดหนี้พวกเขาอย่างนั้นแหละ จะไปสนใจอะไรพวกมัน ขอเพียงพวกเรารวย ใครจะกล้าถามเรื่องคุณธรรมนี้กับพวกเราล่ะ ถึงตอนนั้นทุกคนคงจะมารอต่อแถวประจบเรา ทำดีกับเรา”
ผู้เฒ่าถังเงียบเสียงไป ส่วนท่านย่าจ้าวไม่ได้มีความคิดเห็นใดๆ นางมองคนนั้นทีคนนี้ทีก่อนจะกล่าว “ข้าว่าเราอย่าไม่ทำอย่างนั้นเลย โชคดีแค่ไหนแล้วที่เจ้าบ้านถังไม่ได้คิดแค้นเรา ยังให้คนมาบอกกล่าวอย่างนี้”
“ถุย!” ถังสุ่ยจือถ่มน้ำลาย “ไม่คิดแค้นเรื่องก่อนหน้ากับผีน่ะสิ นางตั้งใจมาดูถูกพวกเราต่างหาก ทำให้ท่านพี่ต้องโดนไล่ออก ซ้ำยังส่งคนมาซื้อของอย่างกับขอทาน นางต้องการให้พวกเราเอาของไปส่งก็มิใช่เพื่อให้เราได้เห็นหน้าตาที่เย็นชารวมทั้งสายตาดูถูกดูแคลนจากชาวบ้านคนอื่นหรอกหรือ ถึงตอนนั้นไม่รู้ว่าจะเจ็บช้ำแค่ไหน ไม่แน่ว่าอาจจะยังต้องเจอกับแผนการกลั่นแกล้งอะไรอีก แล้วพวกเราจะทำอย่างไร?”
“เช่นนั้นเจ้าจะทำอย่างไร?” ถังต้าหลางเองก็เริ่มกังวลขึ้นมาครามครัน
“ข้าเองก็รู้จักเถ้าแก่ในเมืองอยู่ไม่น้อย ว่าจะลองไปหาคนดู”
สมาชิกของครอบครัวคนอื่นต่างมองหน้ากันอย่างสงสัย ฮูหยินของถังต้าหลางเป็นคนสกุลโหยว นางเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมคนหนึ่งหลังจากนั่งฟังมานานก็พูดขึ้นช้าๆ “เช่นนั้น พวกเราไปรายงานจำนวนตัวเลขที่บ้านถังฉือเย่กันก่อน หากกลับมาแล้วเห็นว่าอาจือของเรามีแผนสามารถเชื่อถือได้จริง พวกเราก็ไม่ต้องไปที่นั่นอีกแล้ว พวกเขาจะมาขโมยฟองเต้าหู้จากเราได้หรือ นี่จะได้เป็นการรับประกันทั้งสองฝ่าย”
ทุกคนได้ฟังก็เข้าใจ ถังต้าหลางชื่นชมว่านางเฉลียวฉลาดไม่หยุด จากนั้นก็ไปแจ้งที่บ้านของถังฉือเย่ ส่วนถังสุ่ยจือเองก็แต่งหน้าแต่งตัวเตรียมเข้าไปในเมือง เพราะมีแผนอยู่ในใจใช่ว่าจะสุ่มหาไปมั่วๆ
จำได้ว่าก่อนหน้านี้มีเถ้าแก่คนหนึ่งขายของที่หามาได้จากภูเขา เขาเป็นคนสกุลเฉิงซึ่งเคยมาพบผู้ดูแลของตระกูลเมิ่ง ตอนนั้นลูกชายคนรองของเขา ทันทีที่เห็นนางสายตาก็จ้องมองเพียงแต่นางเท่านั้น วันนี้ถังสุ่ยจือจึงจะเข้าไปเยี่ยมทักทายเสียหน่อย
หญิงสาวยิ้มให้กับแผนการของตัวเองและคิดว่าน่าจะประสบผลสำเร็จอย่างแน่นอน!
บทที่ 153 ราชาแห่งความเยือกเย็น
ความจริงแล้วการรับซื้อฟองเต้าหู้นั้นไม่ใช่ความคิดของถังฉือเย่แต่อย่างใด นางเป็นเถ้าแก่ใหญ่เพียงแค่คิดเรื่องทำการค้าที่ร้านเหล้ากับหมักเหล้าก็ยุ่งวุ่นวายมากพออยู่แล้ว นางไม่อยากกังวลเรื่องเล็กๆน้อยๆ ดังนั้นหลังจากสอนวิธีการทำเสร็จ นางก็ไม่สนใจอะไรอีก โดยความคิดดังกล่าวนี้มาจากเถ้าแก่เฉินที่บอกว่าใกล้จะเข้าฤดูหนาวแล้ว ฟองเต้าหู้หรือฟองเต้าหู้ตากแห้งและอื่นๆ คงสามารถใช้งานได้ จึงถือโอกาสนี้บอกให้ชาวบ้านรีบทำแล้วนำมาขายให้เพื่อสร้างรายได้เสริมมงคลก่อนข้ามปี ซึ่งถังฉือเย่เองก็คิดว่าดีเหมือนกัน เพียงแต่มีชื่อนางอยู่แค่ในนามเท่านั้น หญิงสาวไม่ได้เข้ามาจัดการเรื่องนี้ เรื่องทั้งหมดล้วนเป็นคนของเถ้าแก่เฉินเท่านั้นที่จัดการ
เมื่อเวลาใกล้เที่ยง ถังต้าหลางก็เดินพาคุณนายโหยวเข้ามาอย่างช้าๆ โดยเมื่อวานนี้ถังสุ่ยจือได้เข้าไปในตัวเมืองตั้งแต่ช่วงสายและไม่ได้กลับมาทั้งคืน พวกเขาจึงไม่ค่อยเชื่อใจน้องสาวที่ชอบก่อเรื่องอย่างนางมากนัก จึงได้มาที่นี่เพื่อลงชื่อขายให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยว่ากัน
พวกชายหนุ่มหน้าตาสุภาพเรียบร้อยที่เถ้าแก่เฉินพามาช่วยทำบัญชีไม่รู้จักเขา จึงได้ถามชื่อสกุลตามปกติก่อนจะลงรายละเอียดในสมุดบัญชี
“ครั้งหนึ่งจะส่งได้เท่าไหร่?”
ถังต้าหลางลังเลก่อนจะตอบ “สองสามร้อยชั่งต่อครั้ง”
“พวกเจ้ายังคงคาดเดากันอยู่เลย พยายามบอกจำนวนที่แม่นยำหน่อย” ชายหนุ่มพยายามอธิบาย แล้วตอนนั้นเองที่ท่านย่าจ้าวซึ่งอยู่ด้านนอกก็เดินเข้ามาแล้วพูดเสียงดัง “ถังต้าหลาง รีบกลับบ้าน น้องสาวเจ้ามาแล้ว!”
ถังต้าหลางผงะเล็กน้อย ท่านย่าจ้าวกลัวว่าลูกชายจะเสียเปรียบจึงรีบเดินเข้าไปดึงแขนเสื้อของเขาไว้ “ไปๆ น้องสาวเจ้าพาเศรษฐีในเมืองมา พวกเขารับซื้อฟองเต้าหู้ที่ตระกูลเราทำกันเอง ไม่ต้องมาขายที่นี่แล้ว” พร้อมกันนั้นนางก็หันมาพูดเกทับชายหนุ่มเหล่านั้นว่า
“พวกเจ้าไม่ต้องจดบันทึกอะไรทั้งนั้น เพราะพวกข้าจะไม่ขายให้แล้ว ข้าบอกพวกเจ้าไปแล้วว่าอย่าได้บังคับจดชื่อของพวกเราลงไป พวกเราไม่ยอมหรอก!”
ชายหนุ่มตะลึงงัน หลังจากที่ท่านย่าจ้าวพูดจบก็รีบพาลูกชายและลูกสะใภ้ออกไปทันที ราวกับกลัวว่าพวกเขาจะดึงรั้งตัวเอาไว้
ความจริงวันนี้เป็นวันที่สองแล้ว ผู้คนจึงไม่เยอะมากแต่ก็ยังดูคึกคักอยู่ไม่น้อย มีชาวบ้านคนหนึ่งที่ได้ยินถ้อยคำของท่านย่าจ้าวเมื่อครู่ก็เดินเข้ามาพลางกล่าวว่า “พวกเจ้าอย่ากังวลไป ข้าจะไปถามดูหน่อย” ซึ่งหลังจากสอบถามก็ได้ทราบว่าที่แท้ถังสุ่ยจือได้ไปหาพ่อค้าร้านซานฮั่วแล้ว โดยพวกเขารับซื้อฟองเต้าหู้เหมือนกันในราคาครึ่งชั่งสิบแปดอีแปะ แพงกว่าพวกเขาสองอีแปะ จึงเห็นได้ชัดว่าพ่อค้าร้านซานฮั่วผู้นั้นต้องการทำการค้าแข่งกัน!
เมื่อเถ้าแก่เฉินรู้เรื่อง เขาก็โมโหเดือดดาลขึ้นมาในทันที เขาสืบรู้มาทีหลังว่าคนที่ถังสุ่ยจือหามานั้นเป็นคนสกุลเฉิง เนื่องจากบ้านของเขาอยู่ในภูเขาลึก คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่จึงเป็นนายพราน เขาพาลูกชายสองคนและคนในหมู่บ้านอีกสองสามคนมาเริ่มเปิดร้านขายสินค้าจากภูเขา ขายสินค้าที่ทำจากขนสัตว์และอื่นๆ ซึ่งขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
คนอื่นอาจมองคนกลุ่มนี้ว่าน่าเกรงขาม แต่สำหรับเถ้าแก่เฉินแล้ว พวกเขาก็เป็นเพียงคนบ้าบิ่นกลุ่มหนึ่งเท่านั้น รับมือได้ไม่ยาก เขารีบเดินเข้าไปแจ้งข่าวให้ถังฉือเย่ทราบ ซึ่งนางก็รับฟังด้วยท่าทางสงบนิ่ง นานชั่วอึดใจจึงได้เอ่ยปากถาม
“ฟองเต้าหู้ครึ่งชั่งทำเงินได้เท่าไหร่?”
“ประมาณสิบอีแปะ”
“ใช่แล้ว” ถังฉือเย่ยิ้มอย่างเกียจคร้าน “ฟองเต้าหู้ครึ่งชั่ง ในสถานการณ์ที่เป็นเช่นนี้ยังทำเงินได้เพียงสิบอีแปะเท่านั้น เพราะฉะนั้นต้องใช้ฟองเต้าหู้หลายร้อยชั่งจึงจะได้เงินเท่ากับเหล้าหนึ่งถัง ระหว่างนั้นยังต้องมาเสียเวลากับเรื่องจุกจิก การค้าแบบนี้ไม่ทำก็ไม่เห็นจะเป็นไร”
เถ้าแก่เฉินถลึงตาพลางกล่าว “แต่ข้าทนไม่ได้จริงๆ”
“เอาล่ะ เอาล่ะ” ถังฉือเย่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “มีแรงฮึดมันก็เป็นเรื่องที่ดี แต่หากท่านคิดว่าครั้งนี้มันคุ้มค่ามากพอที่ท่านจะลงแรงกับเรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นนี้ เช่นนั้นท่านก็ทำไปเถอะ”
เมื่อได้ยินถังฉือเย่พูดเช่นนี้ เถ้าแก่เฉินก็ไม่รู้สึกว่าอยากจะทำการค้าครั้งนี้อีก เดิมทีจุดประสงค์ส่วนใหญ่ของเขาก็เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับถังฉือเย่เท่านั้น ไม่ได้คิดจะจริงจังกับการค้านี้มากนัก เขาจึงเข้าไปนั่งข้างๆนางแล้วเอ่ยว่า
“ลู่ทางทำกินดีๆ กลับสอนให้พวกไร้ประโยชน์ไปเปล่าๆ คนเหล่านั้นไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง เอาแต่ลอกเลียนผู้อื่น ช่างน่ารังเกียจนัก”
ถังฉือเย่ลูบคางพลางคิดอย่างลึกซึ้ง “มันอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องดีก็ได้ ท่านก็บอกเองว่าพวกเขาเป็นคนเลวที่มีนิสัยบุ่มบ่าม การเรียนรู้การค้าขายมันง่ายเช่นนั้นเสียที่ไหน ท่านลองคิดดูเถอะ ก่อนที่ท่านจะวางแผนทำการค้าจะต้องทำอะไรก่อน?”
“จะทำอะไรก่อนหมายความว่าอย่างไร?” เถ้าแก่เฉินทำหน้าเหลอหลา
“อย่างแรกท่านต้องให้คนไปรวบรวมถั่ว จากนั้นก็คิดถึงเรื่องการจัดเก็บ การขนส่ง การขาย รวมทั้งเรื่องอื่นๆอีกมากมาย”
เถ้าแก่เฉินพยักหน้า สิ่งที่ถังฉือเย่พูดนั้นถูกต้องทุกคำ ไม่ว่าจะทำการค้าอะไรก็จำเป็นต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว มันต้องวางแผนล่วงหน้า ไม่ใช่ว่าคิดจะทำก็เริ่มทำได้
เมื่อคิดเช่นนี้ เถ้าแก่เฉินก็ได้สติกลับมา ครอบครัวตระกูลเฉิงไม่ใช่เพราะว่าเห็นพวกเขาทำ จึงได้ริเริ่มทำตามบ้างหรอกหรือ คิดเพียงเท่านี้ก็เห็นความหายนะรออยู่ตรงปลายทางแล้ว!
ตอนนี้เขาไม่รู้สึกน้อยใจหรือโกรธอีกต่อไป เถ้าแก่เฉินยิ้มอย่างมีความสุขก่อนจะเดินจากไป ถึงแม้ว่าถังสุ่ยจือจะปล่อยข่าวออกไปแค่ไหน แต่กลับมีหลายคนที่ไม่ได้ไปบ้านของนาง อาจจะเป็นเพราะบางส่วนสำนึกในบุญคุณของถังฉือเย่ หรือไม่ก็เชื่อมั่นในความสามารถของหญิงสาวมากกว่าถังสุ่ยจือจึงยังมาลงชื่อที่บ้านหินอย่างต่อเนื่อง
ถังฉือเย่เองก็รู้สึกอารมณ์ดีอยู่ไม่น้อย หลังจากยืนยันกับเถ้าแก่เฉินว่าไม่ทำแล้ว นางก็ได้บอกกับคนเหล่านั้นไป บางคนก็ยอมแพ้แต่ยังคงขายด้วยตัวเอง หญิงสาวจึงช่วยติดต่อร้านอาหารให้ ส่วนคนอื่นๆต่างดิ้นรนพยายามไปหาถังสุ่ยจือทั้งสิ้น
ถังสุ่ยจือส่ายหน้าแรงๆอย่างคนเอาแต่ใจพลางกล่าวเยาะเย้ยถากถาง อีกทั้งยังกดดันพวกเขาอยู่หลายวัน ก่อนจะตอบตกลงอย่างไม่เต็มใจ จากนั้นการค้าฟองเต้าหู้ก็ได้เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นางมีเงินมีทองอู้ฟู่ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด โดยตระกูลเฉิงจะมาเก็บไปทุกๆสองถึงสามวัน พร้อมกับจ่ายเงินอย่างมีความสุข พริบตาเดียวทั้งหมู่บ้านก็ดูกระตือรือร้นขึ้นเมื่อมีรายได้เพิ่มพูนขึ้นมา
ครอบครัวถังสุ่ยจือที่เดิมทีไม่มีใครอยากจะเหลียวแลก็กลายเป็นอาหารอันโอชะของคนทั้งหมู่บ้าน เมื่อพบหน้ากันก็จะต้องกล่าวทักทาย และกล่าวชมสองสามประโยค ผู้เฒ่าถังเองก็หายจากอาการซึมเศร้า มีแต่คนมายิ้มแย้มประจบสอพลอ
ในระหว่างนี้หลังจากที่ถังฉือเย่ขึ้นศาลในครั้งก่อน นางก็ให้ความสำคัญกับการเรียนกังฟูมากขึ้น ช่วงนี้หญิงสาวจึงเริ่มฝึกการเดินแบบละมั้ง ทุกๆเช้านางจะเรียกฉีจิงขึ้นไปวิ่งบนภูเขารอบใหญ่ เมื่อลงมาแล้วก็จะมองเห็นเพิงที่เก็บฟองเต้าหู้ของตระกูลเฉิงจากระยะไกล
ถังสุ่ยจือยืนอยู่ในนั้นทั้งเนื้อทั้งตัวดูระยิบระยับไปหมด บนศีรษะเต็มไปด้วยไข่มุก เมื่อคนรอบข้างเข้ามาใกล้ นางก็จะใช้ผ้าปิดจมูกและปากเอาไว้ พลางขมวดคิ้วราวกับทนกลิ่นสาบของชาวบ้านไม่ได้
ผู้เฒ่าถังยืนอยู่ด้านข้างและกำลังพูดคุยกับผู้คน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มก่อนจะรับของคนหรือสองคนเป็นครั้งคราว ถังฉือเย่เห็นคนเหล่านั้นพยักหน้าพลางก้มศีรษะอ้อนวอน นานพักใหญ่กว่าที่ถังสุ่ยจือจะยอมรับซื้อฟองเต้าหู้ไว้
ลูกชายคนรองของตระกูลเฉิงซึ่งยืนอยู่ข้างๆก็ไม่ได้ขัดขวางอะไร เขาสบตากับถังสุ่ยจือเป็นครั้งคราว ในสายตานั้นล้วนเต็มไปด้วยความปรารถนา
เมื่อเห็นถังฉือเย่และฉีจิงเดินผ่านมา เสียงของนางก็ดังขึ้นในทันที “เจ้าบ้านถัง พ่อหนุ่มฉี บังเอิญจังเลยนะ?”
ถังฉือเย่เม้มปากนึกในใจว่า…บังเอิญกับผีน่ะสิ เจ้าตั้งใจย้ายเพิงมาที่นี่เป็นพิเศษ ก็เพื่อทำให้พวกเราคับแค้นใจไม่ใช่หรือ…หึ…พยายามมาตั้งหลายวัน ยังทำเงินได้ไม่เท่าเหล้าไหหนึ่งของนางเลย ก็ไม่รู้ว่ามีหน้ามาอวดดีได้อย่างไร?
ถังฉือเย่ขี้เกียจที่จะสนใจ ส่วนฉีจิงเองก็ไม่ได้เหลือบไปมองเลยแม้แต่น้อย ทั้งสองจึงเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ถังสุ่ยจือพ่นลมหายใจออกมาเพราะหากเป็นเวลาปกติ เมื่อเห็นพวกเขาทำท่าทางเช่นนี้ นางจะต้องโกรธมากเป็นแน่ เพียงแต่ว่าตอนนี้ความสาสมใจที่มีทำให้นางพอใจและมั่นใจว่าพวกเขาทั้งสองคนคงแกล้งทำเป็นใจเย็นเท่านั้น ทั้งที่จริงคงร้อนรนทรมานอยู่ในอก!
หลายวันมานี้ถังสุ่ยจือหาเงินมาได้ไม่น้อย ไม่เสียแรงที่ยอมเสียกำไลหยกไปเพื่อหาเงินมารับซื้อฟองเต้าหู้เหล่านี้…เมื่อนึกถึงกำไลหยกนางก็โมโหขึ้นมา ในตอนที่นางเจอเฉิงเอ้อหลางนั้น เขาก็จำนางได้ตั้งแต่แรกเห็น แถมยังรีบปรี่เข้ามาแตะเนื้อต้องตัวลูบมือลูบเอวอย่างไม่เกรงใจสักนิด มิหนำซ้ำยังได้ร่วมหลับนอนกัน
ใครจะเชื่อว่าพอตื่นมาตอนเช้าเมื่อถึงเวลาที่เขาต้องจ่ายเงินเพื่อหาทุนมาทำการค้า เขากลับด่าทอนางอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะใช้เหตุผลหรือใช้วิธีการเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ท้ายที่สุดนางจึงต้องตัดใจขายกำไลทิ้งเพื่อช่วยออกเงินทุนครึ่งหนึ่ง
แต่ช่างเถอะแค่กำไลวงเดียว อีกไม่นานนางก็จะร่ำรวยขึ้นมาแน่ๆ เพราะแม้แต่คนโง่อย่างถังฉือเย่ยังทำได้ มีหรือที่นางจะทำไม่ได้ กลุ่มคนบ้านนอกที่ไม่มีความรู้ ยังคงคิดว่าหญิงสาวโง่เขลาผู้นั้นเป็นคนที่ยอดเยี่ยมอะไรนั่นจริงๆทั้งที่ก็ไม่ต่างอะไรกับคนอื่นเลย
หญิงสาวยืนอยู่ด้านข้าง พลางมองดูเหล่าชาวบ้านที่เดินไปเดินมาอย่างภาคภูมิใจ ทั้งยังคิดที่จะขยายกิจการให้เติบโตขึ้นและทำให้เมิ่งจื่อหยางต้องเสียใจในภายหลัง แล้วตอนนั้นเองที่มีใครบางคนโน้มตัวไปข้างหน้าพลางกล่าว
“นายท่านถัง …ข้าขอค้างท่านเอาไว้นิดหน่อยได้หรือไม่ ท่านมีกิจการใหญ่โต โปรดยอมให้ข้าในครั้งนี้เถอะ นับเพียงสิบห้าชั่งเถอะ ครั้งหน้าข้าจะเอามาเพิ่มให้เยอะหน่อย”
ถังสุ่ยจือเหลือบมองไปที่ตาชั่ง ซึ่งเห็นว่ามันขาดไปกว่าสองชั่งกว่า แม้จะไม่ได้น้อยนิดอย่างที่ได้ยิน แต่ด้วยความอารมณ์ดีจึงตอบตกลงไป “คราวหน้าจะต้องเอามาชดเชยให้ข้านะ”
“ตกลง ตกลง ข้าขอบคุณท่านมาก…นายท่านถัง!”
หญิงสาวยิ้มอย่างพึงใจ หลายคนเริ่มค้นพบว่าถังสุ่ยจือชอบให้เรียกว่านายท่านถัง ขอเพียงเรียกนางว่านายท่านถัง เรื่องมันก็จะพูดง่ายขึ้นมากกว่าเดิมอย่างไม่น่าเชื่อ!
การค้าขายครั้งนี้ใช่ว่าจะมีแต่ครอบครัวของถังสุ่ยจือเพียงครอบครัวเดียวที่โชคดี เพราะแม้แต่ร้านซานฮั่วตระกูลเฉิงก็มีชื่อเสียงมากขึ้นเช่นกัน มีคนภายนอกจำนวนมากล้วนมาคุยการค้ากับพวกเขา จึงทำให้สมาชิกตระกูลเฉิงก็มั่งมีขึ้นมาในพริบตา เพียงแต่น่าเสียดายที่ช่วงเวลาดีๆนั้นคงอยู่ไม่นาน
คนในยุคสมัยนี้เพียงเพื่อเงินอีแปะเดียวก็ยอมวิ่งไกลถึงสิบลี้ เมื่อได้ยินว่าที่นี่มีคนขายถั่วก็มีคนหาบเร่มากมายเข้ามาซื้อเป็นเรื่องธรรมดา ไม่นานนักชาวบ้านก็ค้นพบว่าถั่วเหลืองขึ้นราคาแล้ว!
บทที่ 154 เงินเพียงหนึ่งอีแปะ!
ความจริงแล้วถั่วเหลืองไม่ได้มีมูลค่าอะไรมากมายนัก ก่อนหน้านี้ราคาแค่สามอีแปะเท่านั้น พอผ่านไปได้ไม่กี่วันกลับขึ้นเป็นห้าอีแปะ เจ็ดอีแปะ และตอนนี้เพียงแค่ชั่วพริบตาก็ขึ้นเป็นสิบอีแปะ แถมยังมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่คุ้มเลยกับการทำการค้าฟองเต้าหู้ จนทำให้ชาวบ้านหลายคนเริ่มขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ
ชาวบ้านจะยอมทำงานโดยไม่ได้อะไรตอบแทนได้อย่างไร พวกเขาจึงรวมตัวกันไปหาถังสุ่ยจือในทันที
ถังสุ่ยจือเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร นางจึงได้ไปปรึกษาเฉิงเอ้อหลางว่าจะขึ้นราคาสักสองอีแปะดีหรือไม่
คนตระกูลเฉิงเกิดมาด้วยฐานะที่ยากจน เมื่อร่ำรวยแล้วก็ยังคงมีนิสัยที่พูดจาตรงไปตรงมาอยู่
ในตอนนั้นเฉิงเอ้อหลางโมโหขึ้นมาทันทีพลางพูดว่า “ขึ้นราคาอะไรกัน ไม่ขึ้น! ตอนนั้นพวกเราได้เขียนสัญญากันแล้ว เจ้าก็บอกกับพวกเขาไป หากไม่ส่งของตามเวลาที่กำหนด เราก็จะฟ้องแน่นอน”
หญิงสาวรู้สึกมีความมั่นใจขึ้นมาในทันที จำได้ว่าตอนนั้นนางกลัวว่าคนพวกนี้จะเปลี่ยนใจแล้วไปอยู่ข้างถังฉือเย่ จึงได้ฟังความคิดเห็นของเฉิงเอ้อหลางแล้วให้ทุกคนเขียนสัญญาเอาไว้
ถังสุ่ยจือรีบกลับไปบอกกับชาวบ้าน เมื่อทุกคนได้ฟังต่างก็ร้อนใจ ในยุคสมัยที่เงินหนึ่งอีแปะสามารถทำให้คนพยายามอย่างสุดชีวิตได้เช่นนี้ ทุกคนจึงไม่ปรารถนาจะทำการค้าที่ขาดทุน แต่กระนั้นก็ยังไม่อยากขึ้นโรงขึ้นศาล กลัวที่จะต้องมีคดีติดตัว ท้ายที่สุดจึงจำใจปรึกษากันแล้วได้มาขอร้องท่านหัวหน้าตระกูลที่มีความสัมพันธ์อันดีกับถังฉือเย่มาตลอด
ตั้งแต่ครอบครัวเริ่มทำเหลียงเฟิน พวกเขาก็ยืนอยู่ฝั่งของถังฉือเย่ตลอดจะพูดว่าทั้งเชื่อฟังและทำตามนางทุกอย่างก็ได้ ฉะนั้นสำหรับเรื่องนี้ หากจะให้ท่านหัวหน้าตระกูลเป็นคนพูดก็เหมาะสมที่สุดแล้ว เพียงแต่เขาไม่อยากเข้าไปยุ่งด้วยเลยจริงๆ แต่จะไม่ทำอะไรเลยก็ไม่ได้ ท้ายสุดจึงได้พาคนไปหาถังสุ่ยจืออีกครั้ง
สำหรับตัวของถังสุ่ยจือเองนั้นตอนนี้นางคิดว่าตัวเองหลุดพ้นจากการเป็นหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาแล้ว แต่นางเป็นคนค้าขายที่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับท่านหัวหน้าตระกูลแต่อย่างใด เพราะไปๆมาๆนางก็พูดแค่เพียงว่า
“อย่างไรเสียก็มีสัญญาอยู่ ตอนนั้นพวกเขาก็อยากที่จะลงนามเอง ข้าไม่ได้บังคับให้พวกเขาลงนามเสียหน่อย ตอนนี้คิดอยากที่จะขึ้นราคา มีสิทธิ์อะไร หากพวกเขามาอาละวาดโวยวาย พวกข้าก็จะฟ้องให้พวกเขาเข้าไปนั่งอยู่ในคุกสักสองสามวัน!”
เมื่อพวกชาวบ้านได้รับรู้ในสิ่งที่ถังสุ่ยจือพูดต่างก็พากันโกรธแค้น แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกกลัวขึ้นมาอยู่ในที นึกในใจว่าการเลือกอยู่ฝั่งเดียวกับหญิงสาวผู้โชคดีอย่างถังฉือเย่นั้นไม่เคยเสียเปรียบในเรื่องใดเลยจริงๆ
ท่านหัวหน้าตระกูลกลับมาครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานาน จากนั้นจึงค่อยๆแอบไปหาถังฉือเย่เพียงลำพัง เขารู้ดีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับหญิงสาวตระกูลถังผู้นี้เลยสักนิด ชาวบ้านพวกนั้นต่างกลับคำวิ่งเข้าไปหาถังสุ่ยจือเอง ส่วนถังฉือเย่ก็ไม่ได้เข้าไปแก่งแย่งอะไร แถมยังไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับคนเหล่านั้นด้วย นางแค่วางมือและไม่ทำต่ออีก พอถึงตอนนี้เมื่อเกิดเรื่องขึ้นกลับจะไปหานางเพื่อขอความช่วยเหลือจึงทำให้ท่านหัวหน้าตระกูลรู้สึกละอายใจอยู่ลึกๆ
ถังฉือเย่นั่งนิ่งรับฟังด้วยท่าทีสงบ ก่อนจะเผยรอยยิ้มจนตาหยีพลางรินน้ำชาให้ท่านหัวหน้าตระกูลที่ยอมแบกหน้ามาและพูดเรื่องนี้ให้นางฟัง
“ท่านหัวหน้าตระกูล นี่คือการที่อุปสงค์มากกว่าอุปทาน” เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำหน้างุนงง ถังฉือเย่ก็นึกขึ้นได้ว่าคนในยุคสมัยนี้น่าจะไม่รู้จักกฎเศรษฐศาสตร์อะไร นางจึงรีบอธิบายต่อว่า “ข้าหมายความว่าคนที่ต้องการซื้อถั่วมีมากกว่าคนที่ต้องการขายถั่ว การขึ้นราคาก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ดังนั้นการค้าขายนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ข้าเองก็จนปัญญาจริงๆ”
ท่านหัวหน้าตระกูลครุ่นคิดกับสิ่งที่นางกำลังพูดถึง “ถ้าอย่างนั้นการค้าขายนี้ หากไม่อยากทำแล้วจะมีวิธีใดหรือไม่?”
ถังฉือเย่อมยิ้ม คิดว่าท่านหัวหน้าตระกูลผู้นี้ก็เป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อได้ฟังประโยคเดียวก็สามารถเข้าใจความหมายที่นางจะสื่อได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
หญิงสาวจึงยิ้มก่อนจะบอกแนะนำแนวทาง “หากให้ข้าพูด ความจริงแล้วก็ไม่ต้องทำอะไรเลย เมื่อเราหยุด เขาก็เอาเปรียบพวกเราไม่ได้แล้ว อย่างไรเสียตระกูลเฉิงก็ไม่ได้ติดหนี้ค่าฟองเต้าหู้ของพวกเรา ส่วนเรื่องสัญญา ข้าก็เคยเห็นเหมือนกัน ข้อความในนั้นระบุไว้ว่าหนึ่งครอบครัวต้องส่งให้กี่ชั่ง แต่ไม่ได้ระบุว่าหนึ่งครั้งต้องส่งให้กี่ชั่งนี่นา ดังนั้นเมื่อไหร่ที่จะต้องส่งให้หมด จะสิบปีร้อยปีก็ยังถือว่าเป็นไปตามสัญญาของนาง เหตุใดไม่หยุดพักสักสองวันล่ะ พวกเขาจะฟ้องได้อย่างไร ฟ้องเรื่องอะไร?”
เท่านั้นเองท่านหัวหน้าตระกูลก็บรรลุในทันที เขารีบกลับไปแจ้งให้ชาวบ้านทุกคนหยุดพักชั่วคราว เมื่อร้านซานฮั่วของตระกูลเฉิงได้มาที่หมู่บ้านอีกครั้งพวกเขาก็ไม่ได้ฟองเต้าหู้กลับไปจึงได้ข่มขวัญพวกชาวบ้านตามนิสัยเดิมที่ชอบทำอะไรบุ่มบ่าม
หลังจากนั้นเฉิงเอ้อหลางจึงกลับไปเรียกคนมาซึ่งเป็นกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ดูโหดร้ายกลุ่มใหญ่ เพราะต่างรู้ว่าคนในหมู่บ้านจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ดังนั้นจึงเรียกกำลังเสริมมาไม่น้อย มีทั้งคนของตัวเอง และพวกที่ไปจ้างมานับๆดูแล้วราวๆสามสิบกว่าคน ทุกคนล้วนเป็นชายฉกรรจ์ซึ่งในนั้นยังมีพวกอันธพาลที่เป็นลูกน้องของหานอี้อยู่ไม่น้อย
พวกเขารู้ว่าถังฉือเย่รู้จักกับหานอี้ แต่ถังสุ่ยจือและถังฉือเย่มีปัญหากัน ขอเพียงแค่ถังฉือเย่ไม่เข้ามายุ่ง เมื่อคนพวกนี้ได้รับเงินมาแล้วไม่ว่าสั่งให้ไปทุบตีใครพวกเขาก็จะทำ นึกไม่ถึงว่าเมื่อเข้าไปในหมู่บ้านจะมีคนออกมาเพียงไม่กี่คน พอเห็นพวกเขาต่างก็วิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
เฉิงเอ้อหลางไม่ได้สนใจว่าคนพวกนั้นจะไปเรียกใครมา เขาเข้าไปที่บ้านของถังสุ่ยจือจากนั้นก็หยิบรายชื่อออกมาพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่น่ากลัวว่า “ไป! ไปหาบ้านที่ติดหนี้มากที่สุดก่อน! ไปทีละบ้าน!”
คนที่ติดหนี้มากที่สุดคือสกุลถัง มีชื่อว่าถังต้าหู พวกเขาต่างพากันส่งเสียงดังแล้วเดินไปที่บ้านของถังต้าหู โดยมีถังสุ่ยจือและเฉิงเอ้อหลางเดินอยู่เคียงกันพลางหัวเราะกระซิบกระซาบกันอยู่สองคน เมื่อเดินมาได้ครึ่งทางก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งค่อยๆเดินออกมาเผชิญหน้า
ท่านหัวหน้าตระกูลถังและหลี่เจิงก็อยู่ด้วย จากนั้นท่านหัวหน้าตระกูลก็พูดออกมาจากที่ไกลๆว่า “สุ่ยจือ แบบนี้เจ้าจะแตกหักกับพวกชาวบ้านนะ”
ได้ฟังดังนั้นถังสุ่ยจือก็กลอกตามองบน “ท่านหัวหน้าตระกูล ข้าไม่ได้อยากจะแตกหักกับพวกชาวบ้าน แต่เป็นพวกท่านเองที่ทำให้ข้าต้องทำแบบนี้ ข้าก็เป็นคนค้าขาย เมื่อได้เขียนสัญญาลงนามกันแล้ว พวกท่านจะมากลับคำก็กลับคำ แบบนี้ทำการค้าขายไม่ได้หรอก กบในกะลาพวกนี้ไม่มีความรู้ คนอย่างพวกท่านไปข้างนอกแล้วจะทำให้คนอื่นหัวเราะเยาะเอารู้หรือไม่?”
ท่านหัวหน้าตระกูลทำสีหน้าเคร่งขรึมก่อนจะเคาะไม้เท้า “ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามเจ้าหน่อย เจ้าอยากจะลงมือให้มันแตกหักเลยใช่หรือไม่?”
ถังสุ่ยจือสะบัดผ้าพลางถอนหายใจแล้วพูดขึ้นว่า “ติดหนี้แล้วก็ต้องคืน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง หากพวกเขาส่งฟองเต้าหู้มา ข้าก็จะไม่ลงมือแน่นอน แต่หากพวกเขาไม่ส่งมาแล้วละก็ ข้าจะลงมือนิดลงมือหน่อยไม่ได้เลยรึ?”
“ไม่ต้องไปพูดจาไร้สาระกับเขาให้ยุ่งยาก!” เฉิงเอ้อหลางพูดแทรกขึ้นด้วยอาการคันไม้คันมือ “พวกข้ามาดีพวกเจ้าก็ไม่ต้องการ คงต้องใช้ไม้แข็งเสียแล้ว ท่านหัวหน้าตระกูล ท่านแก่มากแล้ว หลีกไปจะดีกว่า จะได้ไม่บาดเจ็บไปด้วย ไม่อย่างนั้นพวกข้าก็จะไม่เกรงใจแล้วนะ!”
พวกชายฉกรรจ์ต่างก็พากันหัวเราะ แต่ท่านหัวหน้าตระกูลก็ไม่ได้หลีกไปไหนยังคงยืนรออยู่ที่เดิม ผู้เฒ่าถังและพรรคพวกต่างก็เรียกคนออกมาเช่นกัน ท่านหัวหน้าตระกูลจึงพูดขึ้นว่า “ถังอันเฉิง ลูกสาวของเจ้าจะทำอะไร เจ้ารู้หรือไม่?”
ผู้เฒ่าถังยักไหล่ขึ้นอย่างไม่ยี่หระ เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไร จนท่านหัวหน้าตระกูลถามอีกครั้งอย่างใจเย็น “พูดสิ…เจ้ารู้หรือไม่ หรือเจ้าจะให้นางทำแบบนี้รึ?”
“เรื่องนี้มันไม่มีทางเลือก พวกเรามาทำฟองเต้าหู้กันดีๆก็ไม่มีเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าบ้านของพวกเจ้าก็รู้เห็นเหมือนกันหมด แต่ก็ไม่ได้เข้าไปจัดการอะไร และอยากที่จะลงไม้ลงมือกับคนในหมู่บ้านเดียวกันใช่หรือไม่?” ท่านหัวหน้าตระกูลพูดพลางหลบทางให้ “ถ้าเช่นนั้นก็ไปเถอะ”
เฉิงเอ้อหลางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าท่านหัวหน้าตระกูลผู้นี้จะเข้าใจสถานการณ์และยอมหลีกทางให้อย่างง่ายดายเช่นนี้ หลังจากนั้นพวกเขาจึงพากันบุกเข้าไปในบ้านของถังต้าหูซึ่งก็เห็นว่าประตูบ้านของถังต้าหูนั้นกำลังเปิดอยู่ มีเด็กคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกของถังต้าหูอายุเจ็ดขวบ ชื่อว่าเสี่ยวฉวน กำลังลากกระบองยืนอยู่ที่ประตู
เมื่อเห็นว่าพวกเขามา เสี่ยวฉวนก็พูดขู่ตามประสาเด็กว่า “ถ้าพวกเจ้ากล้าเข้ามา ข้าจะเรียกเพื่อนของข้ามาสู้กับพวกเจ้าด้วย!”
“เด็กน้อย ขนของเจ้าขึ้นหมดแล้วหรือ ยังบอกว่าจะมาสู้กับข้าอีก ช่างไม่เจียมตัว” เฉิงเอ้อหลางพูดพร้อมกับหัวเราะออกมาเสียงดัง
บทที่ 155 เด็กน้อยผู้เป็น…นักรบ
“หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้นะ!” เสี่ยวฉวนพูดด้วยท่าทางที่จริงจัง “พวกข้าจะสู้กับเจ้า ถ้าพวกเจ้าแพ้แล้วก็ไสหัวออกไปจากหมู่บ้านของพวกข้า แล้วอย่าได้กลับมาอีก!”
เฉิงเอ้อหลางหัวเราะจนปวดท้องไปหมด “อย่างเจ้าน่ะหรือจะทำอะไรข้าได้”
“ใช่! ข้านี่แหละ” เสี่ยวฉวนยืดอก “พวกข้าเป็นศิษย์ของสำนักศิลปะการต่อสู้นะ พวกเจ้าอย่าลืมสิ!”
“ได้ๆ นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าพูดเองนะ แล้วอย่ามาหาว่าพวกข้ารังแกเด็กก็แล้วกัน!”
แล้วพลันนั้นเองเมื่อเสี่ยวฉวนเปล่งเสียงเรียกก็มีเด็กอีกหลายสิบคนพากันวิ่งกรูออกมา ในมือของทุกคนนั้นต่างถือกระบองเอาไว้ พวกเขายืนเรียงแถวด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมดูราวกับผู้ใหญ่
“ไม่เลว ไม่เลว มองดูแล้วก็เหมือนจะใช้ได้”
จากนั้นเสี่ยวฉวนก็ก้าวเท้าขึ้นมาข้างหน้าก่อนจะพูดด้วยความกล้าหาญและสง่างามว่า “พวกเรา…บุก!”
พลันนั้นพวกเด็กๆก็วิ่งกรูกันเข้าไป โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเขาจะได้แสดงฝีมือจากการฝึกฝนที่สำนักศิลปะการต่อสู้
เด็กๆในสำนักศิลปะการต่อสู้ของฉีจิงนั้นเมื่อเวลาผ่านไปไม่นานก็มีเด็กเหลืออยู่ประมาณยี่สิบกว่าคน นอกจากเสี่ยวโต้วที่อายุต่ำกว่าห้าขวบที่ไม่ได้มาแล้ว คนอื่นๆล้วนออกมากันหมด
ฉีจิงและถังฉือเย่ได้ยึดครองภูมิศาสตร์ที่ดีบริเวณยอดของต้นไม้ต้นหนึ่งเพื่อเฝ้าสังเกตดูการต่อสู้ครั้งนี้อย่างใจจดใจจ่อ แม้หญิงสาวยังคงเชื่อมั่นในคำว่า ‘คนที่มีพละกำลังสามารถเอาชนะคนที่รู้การต่อสู้ได้’ หากเหมือนในเรื่องลู่ติ่งจี้ (อุ้ยเสี่ยวป้อ) ที่ขันทีน้อยหลายสิบคนที่เคยฝึกการต่อสู้มานานแล้วจะมาต่อสู้กับอ๋าวไป้ได้ แต่เด็กไม่กี่สิบคนตอนนี้จะต่อสู้กับพวกชายฉกรรจ์สามสิบคนอย่างนั้นได้อย่างไร นางไม่เชื่อโดยเด็ดขาด!
ถึงแม้ว่าจะได้แอบตกลงกับคนของหานอี้เอาไว้แล้วว่าให้แค่แสร้งทำเป็นร่วมมือเท่านั้น ไม่ได้ลงมือจริง แต่คนของร้านซานฮั่วฝ่ายเดียวก็มีอยู่หลายสิบคน แล้วอย่างนี้เด็กเล็กๆพวกนี้จะต้านไว้ไหวจริงหรือ
ถังฉือเย่มองตาไม่กะพริบ เมื่อพวกเด็กๆฉวยโอกาสที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัว ฟาดไม้กระบองและทุ่มลงไปกลางกลุ่มของชายฉกรรจ์อย่างรวดเร็ว กวัดแกว่งไปมาโดนตีไปหลายคน
เฉิงเอ้อหลางกุมศีรษะของตัวเองไว้พลางกระโดดไปมา เขาพูดด้วยความโกรธเมื่อรู้สึกว่าเรี่ยวแรงของตัวเองนั้นค่อยๆหดหายไปจนยืนแทบไม่อยู่
“พวกเจ้าใช้ยาพิษ!”
เสี่ยวฉวนหัวเราะเยาะแล้วพูดขึ้นว่า “ไอ้คนไม่มีความรู้ นี่คือการกดจุดต่างหาก การจี้จุด!”
เฉิงเอ้อหลางถึงกับสะอึกขึ้นมาในทันที การกดจุดที่เป็นวิชาชั้นสูงย่อมไม่ใช่สิ่งที่คนที่ใช้แต่กำลังเป็นอันธพาลข้างถนนอย่างพวกเขาจะเข้าใจได้ และเนื่องจากพวกเขาประมาทในฝีมือของเด็กพวกนี้มากเกินไป ดังนั้นจึงล้มลงไปหลายคนในเวลาอันรวดเร็ว
หลังจากนั้นก็กลายเป็นโดนเด็กพวกนี้รุม กลายเป็นผู้ใหญ่คนเดียวถูกเด็กเกือบหกถึงเจ็ดคนทำร้าย บางคนอาศัยว่ามีพละกำลังก็คิดจะแย่งกระบองมา แต่เมื่อกระชากมาแล้วจึงจะรู้ว่ากระบองพวกนั้นได้มัดเอาไว้กับมือของพวกเด็กๆอย่างแน่นหนา ดังนั้นเมื่อกระชากมาตัวของเด็กจึงถูกกระชากตามมาด้วย
พวกเด็กจึงอาศัยจังหวะนี้เข้าไปเหยียบที่ร่างกายของพวกเขา เท้าเล็กๆหลายคู่เตะเข้าไปที่ร่างอีกสองครั้ง และนั่นก็เป็นการเตะเพื่อกดจุดจึงทำให้ชายฉกรรจ์ผู้นั้นไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาในทันใด
เมื่อได้ยินชายฉกรรจ์พวกนั้นร้องโอดโอยกันเสียงดัง ถังฉือเย่ก็รู้สึกสะใจมาก ผ่านไปพักใหญ่นางจึงถามขึ้นว่า
“นี่เป็นการกดจุดจริงๆอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าสอนพวกเขาแล้ว แต่พวกเขาก็ยังจำได้ไม่แม่นยำมากนัก”
หญิงสาวยิ้มพลางนึกในใจว่า…ที่แท้ก็เป็นการใช้ยาใช่ไหมล่ะ ดูแล้วไม่เพียงแต่จะมียาอยู่ที่กระบองเท่านั้น แม้กระทั่งตรงเท้าก็มีด้วย ไม่อย่างนั้นเตะเพียงสองครั้งก็คงไม่ทำให้ล้มลงไปแบบนั้นหรอก…คิดไม่ถึงว่าชายหนุ่มอย่างฉีจิงจะมีมุมแบบนี้กับเขาด้วย!
ในระหว่างที่กำลังฟังคำอธิบายของชายหนุ่มอยู่นั้น ถังฉือเย่ก็ยังคงทอดสายตาออกไปเบื้องหน้า มองเห็นชาวบ้านหลายคนในละแวกนั้นต่างยืนอึ้งกันไปเป็นแถบๆ เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงแล้วการที่พวกเขาส่งเด็กผู้นั้นมาเรียนก็เพื่อหวังให้เด็กๆได้มีข้าวกินหรือไม่ก็จะได้มีคนช่วยดูแลให้เท่านั้น คิดไม่ถึงว่าเพียงไม่กี่เดือน เด็กแต่ละคนจะฝึกได้สุดยอดถึงเพียงนี้ทั้งวิ่งกันเร็ว กระโดดก็สูง โดยเฉพาะการโจมตีอย่างพร้อมเพรียงสวยงามนั้นรวดเร็วราวกับเป็นจ้าวแห่งยุทธภพ!
ชาวบ้านหลายคนโห่ร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น บางคนก็ทำท่าทำทางตามไปด้วย แถมยังดุเดือดยิ่งกว่าพวกเด็กๆที่ลงมือกันเองเสียอีก แม้กระทั่งท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงที่ดูเคร่งขรึมมาตลอดก็อดชมไม่ได้ ซึ่งใช้เวลาไม่นานนัก เหล่าชายฉกรรจ์ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทั้งหมด
ตอนนี้เริ่นตงถึงจะค่อยๆเดินออกมา พร้อมกับพวกเด็กๆที่ดีใจขึ้นมาในทันที พวกเข้าวิ่งกรูเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
เริ่นตงย่อตัวลงพูดด้วยสีหน้าที่จริงจังว่า “อีกไม่นานที่พวกเจ้าถูกกดจุดไปก็จะค่อยๆคลาย”
ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของใบหน้าที่มีรอยสักจึงทำให้ดูแปลกเป็นอย่างมาก เฉิงเอ้อหลางเพียงแค่เหลือบมองดูแวบหนึ่งก็ไม่กล้าที่จะมองอีก เขาก้มหน้าลงด้วยสีหน้าที่เจ็บใจเป็นอย่างมาก เพราะคิดไม่ถึงเลยว่าเหตุการณ์ทุกอย่างจะกลับตาลปัตรอย่างนี้ ตั้งใจจะมาหาเรื่องเขาแต่กลับถูกเด็กตัวเล็กๆชกต่อยจนลุกไม่ไหว หากเรื่องนี้หลุดออกไป พวกเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน แล้วเขาจะไปติดต่อค้าขายกับใครได้อีก
เริ่นตงหันมาพูดต่อว่า “ถังฉือเย่ฝากข้ามาบอกเจ้า”
“พูดมา” เฉิงเอ้อหลางสีหน้าเคร่งเครียด ในใจคิดว่านางคงจะเตือนไม่ให้เขากลับมาอีก ซึ่งถ้าหากถังฉือเย่เข้ามาจัดการเรื่องนี้อย่างนั้นแล้วเขาก็คงไม่กล้ามาอีก เพียงแต่เขาคิดไม่ถึงว่าเริ่นตงจะพูดว่า
“ถังฉือเย่บอกว่าการสูญเสียอาจจะไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดีก็ได้”
แม้เขาจะไม่ได้รับการศึกษา ไม่รู้ตัวหนังสือ แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ทำงานค้าขายมาหลายสิบปี มีประสบการณ์ได้เห็นโลกภายนอกอย่างมากมาย เฉินเอ้อหลางจึงเข้าใจในความหมายของประโยคนี้ ความหมายของนางก็คือหากไม่ได้รับฟองเต้าหู้จากชาวบ้านก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีเสมอไป
เฉิงเอ้อหลางรู้สึกเจ็บใจ แต่เขาก็ไม่กล้าพูดอะไรมากเพราะไม่ว่าจะเป็นท่านเจ้าเมือง สำนักศิลปะการต่อสู้ หรือหานอี้ต่างก็เป็นพวกของนางทั้งสิ้น ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่กล้าที่จะยั่วโมโหนาง จึงได้แต่พูดไปว่า
“เข้าใจแล้ว”
กลุ่มผู้บุกรุกที่นอนกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ เมื่อรอจนกระทั่งการกดจุดคลายแล้ว พวกเขาจึงจะค่อยๆลุกขึ้น แล้วเดินออกจากหมู่บ้านไปอย่างช้าๆ
เหตุการณ์ครั้งนี้พวกเขาเสียหน้าจนไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว เมื่อเทียบกับท่าทางที่ฮึกเหิมตอนที่บุกเข้ามาในหมู่บ้าน แต่ละคนก็ราวกับเป็นไก่ชนที่ต่อสู้ได้อย่างพ่ายแพ้จนหมดสภาพ
ครอบครัวของถังสุ่ยจือก็มองจนอึ้งไปตามๆกัน เมื่อคนเหล่านั้นจากไปหมดแล้ว พวกเขาก็ยังดึงสติกลับมาไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี แล้วตอนนั้นเองที่ท่านหัวหน้าตระกูลได้เรียกคนเข้ามาแล้วป่าวประกาศออกไปว่าให้ครอบครัวของถังสุ่ยจือออกจากตระกูล ที่นาทั้งหมดให้กลับคืนสู่ตระกูลถัง
ผู้เฒ่าถังถึงกับล้มลงไปคุกเข่ากับพื้นและคิดว่าการลงโทษครั้งนี้หนักไปหรือไม่ เพราะการไม่มีที่ดิน ไม่มีวงศ์ตระกูล แล้วครอบครัวของพวกเขาจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร
ชายชราร้องไห้เสียงดังอย่างลืมอาย เช่นเดียวกับทั้งครอบครัวที่ร้องไห้และโวยวายราวกับคนเสียสติ
ถังฉือเย่คร้านที่จะดูฉากต่อไปแล้ว นางอาศัยช่วงที่กำลังชุลมุนเดินออกมากับฉีจิง
จะพูดว่าอย่างไรดีล่ะ ความจริงแล้วการอยากจะหาเงินไม่ใช่เรื่องผิด แต่อย่างแรกต้องมีความสามารถที่สัมพันธ์กัน อย่างที่สองต้องมีทางให้ตนเองถอยกลับ ไม่ใช่ทำอะไรมุทะลุแบบนี้ ยังไม่ทันไรก็รีบที่จะตัดความสัมพันธ์กับชาวบ้านจนกระทั่งกลับมาเป็นภัยสู่ตน…ช่างโง่เขลาเสียเหลือเกิน!
ถังฉือเย่สูดหายใจเข้าลึก รู้สึกว่าเรื่องที่น่าเหนื่อยใจของคนเหล่านี้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของนางอยู่ไม่น้อย ดังนั้นนางจึงหันไปมองที่ฉีจิง
ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นด้วยคุ้นเคยกับสีหน้านี้ของนางเป็นอย่างดี แต่ปรากฏว่าหญิงสาวกลับพูดอย่างไร้เหตุผลว่า
“เจ้าแอบเก็บวิชาไว้ใช่มั้ย?”
“หืม…เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”
“ตอนที่เจ้าสอนข้า เจ้าต้องแอบเก็บวิชาไว้อย่างแน่นอน” นางพูดด้วยท่าทางที่เย่อหยิ่ง “ไม่อย่างนั้นแล้วเหตุใดพวกเขาถึงเก่งกว่าข้าได้ล่ะ?”
ฉีจิงพยักหน้ายอมรับ ถังฉือเย่อึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นก็ได้ยินเขาพูดว่า “วิชาลับ ข้าจะถ่ายทอดให้ภรรยาของข้าเท่านั้น เจ้าอยากเรียนหรือไม่?”
หญิงสาวเบิกตากว้างในทันที…วิชาลับอะไรกัน
ผ่านไปสักพัก ถังฉือเย่พบว่าฉีจิงกำลังสารภาพรักอยู่…ไม่ใช่สิ! หลังจากที่ขอแต่งงานไม่สำเร็จแล้วเหตุใดถึงได้ปล่อยความรู้สึกตัวเองอย่างอิสระแบบนี้ เมื่อก่อนถ้าพูดอะไรแบบนี้ฉีจิงคงอายจนหน้าแดงหูแดง แต่ตอนนี้ที่เขาพูดก็เหมือนกับการกินข้าวดื่มน้ำทำเหมือนมันเป็นเรื่องปกติ!
หญิงสาวไม่รู้สึกว่าตลกเลยสักนิด นางรู้สึกเหมือนถูกเขากดเอาไว้มากกว่า ด้วยเหตุนี้นางจึงถลึงตาใส่ แต่ฉีจิงเองก็จ้องกลับมองมาเช่นกัน
ดวงตาคู่นั้นของเขาช่างงดงามเสียจริง ตาสองชั้นที่คมชัด ลูกนัยน์ตาที่ดำขลับ ถังฉือเย่จ้องมองอยู่นานก็เห็นว่าภายในตานั้นมีรอยยิ้มบางๆแฝงอยู่ราวกับเป็นระลอกน้ำแพรวพราวระยิบระยับ
ฉีจิงอมยิ้ม พลางยกมือขึ้นมาลูบไปที่ศีรษะของนางเบาๆ การกระทำนี้ราวกับเป็นคู่สามีภรรยากันก็มิปาน ทั้งดูอบอุ่นและอ่อนโยนเป็นพิเศษ
ถังฉือเย่สิ้นเรี่ยวแรงขัดขืน แข้งขาของนางอ่อนลงในทันที พร้อมกับใบหน้าที่แดงก่ำ นางพยายามแสร้งทำเป็นสงบสุขุมพลางพูดขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้น เจ้าจะเก็บค่าเล่าเรียนหรือไม่?”
ฉีจิงอึ้งไปชั่วขณะ ผ่านไปครู่หนึ่งเขาถึงจะเข้าใจที่นางถามคือ ‘สอนภรรยา’ ถึงตาที่เขาจะต้องหน้าแดงบ้างแล้ว!
จบตอน
Comments
Post a Comment