superstar ep16

 บทที่ 16 หญิงสาวผู้คลั่งไคล้กับชายหนุ่มรูปงาม


“ถ้าเช่นนั้น เจ้าหัวขโมย เจ้าก็คงเป็นคนที่ดีแต่คุยโวโอ้อวด แต่ถึงเวลาจริงก็ทำไม่ได้อย่างที่พูดเช่นนั้นสิ…สร้างบ่วงได้ แต่กลับไม่เคยดักจับกระต่าย สร้างกับดักได้ แต่กลับจับสัตว์ไม่ได้ อาศัยแต่ธนูและคันศร ใช้แต่กำลัง มิหนำซ้ำยังปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปบ่อยๆ เอ๊ะ! ไม่สิ สัตว์ที่ยิงได้ก็วิ่งหนีหายไป หรือไม่ก็จัดการเจ้าตัวเล็กแต่เจ้าตัวใหญ่ก็โผล่ออกมา ล่าไปหนึ่งตัวแต่กลับมากันทั้งฝูงเรื่องอะไรทำนองนี้ สุดท้ายก็คงไม่พ้นต้องหวาดกลับแล้ววิ่งหนีไป” 


ถังฉือเย่กล่าวอย่างช้าๆ สายตาคอยจับสังเกตสีหน้าเขา “ข้าพูดถูกใช่หรือไม่ ดังนั้นความรู้ต่างๆที่เจ้าเรียนรู้มานั้นล้วนไร้ประโยชน์ เจ้ามันโชคไม่ดี ไม่ใช่ว่าความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตตั้งแต่เล็กจนโตจะเป็นเห็ดหลินจือที่เจ้าเอาตัวเข้าแลกเพื่อขโมยมันไปจากมือข้าหรอกนะ… หรือว่าข้าจะพูดถูก ที่ข้าพูดมันเป็นเรื่องจริงใช่มั้ยเจ้าหัวขโมย?” 


“ฉีจิง…ฉีที่มาจากฉีเหลี่ยน จิงที่มาจากจิงฉี นั่นคือชื่อของข้า!” ชายหนุ่มทนไม่ไหวที่ได้ยินนางเรียกตนเองว่า ‘เจ้าหัวขโมย’ จึงโพล่งบอกไป 


เมื่อได้ยินหญิงสาวก็ขมวดคิ้วเขาบอกชื่อ ฉีจิง...ไม่ใช่ฉีจิ้งหรอกหรือ แต่ช่างเถอะ เขาจะชื่ออะไรก็ไม่สำคัญ ถังฉือเย่สลัดความสงสัยนั้นทิ้งไปถามย้ำอีกครั้งว่า


“เสี่ยวฉี ที่ข้าพูดไปมันถูกใช่หรือไม่ล่ะ?”


ฉีจิงไม่ตอบ เขาสูดลมหายใจลึกๆ พลางหันกลับแล้วเดินจากไป แต่ก็ก้าวไปได้เพียงสองก้าวก็ต้องหยุดเมื่อก็ถูกนางรั้งไว้ 


“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! เสี่ยวฉีเรามาเดิมพันกันหน่อยไหม?”


ชายหนุ่มเอี้ยวตัวกลับมาเหล่มอง ถังฉือเย่กล่าวต่อ “ข้าพนันว่าบ่วงที่ข้าสร้างนี้จะสามารถจับกระต่ายได้ภายในบ่ายนี้ เจ้ากล้าพนันกับข้าไหม?”


เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งพลางหันไปมองบ่วงที่ดูไร้ค่าในสายตา ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เดิมพันด้วยอะไร?”


“หากบ่วงของข้าสามารถจับกระต่ายได้หนึ่งตัว จากนี้ไปเจ้าจะต้องช่วยข้าหนึ่งเรื่อง หากจับได้สองตัว เจ้าก็ต้องช่วยข้าสองเรื่อง สามตัวก็สามเรื่อง สี่ตัวก็…”


“ช่วยเรื่องอะไร?” ฉีจิงพูดขัดจังหวะ 


ถังฉือเย่ยังไม่รู้ว่าจะใช้เขาช่วยเรื่องอะไร เพียงแต่สังเกตสังกาจากรูปร่างเขาดูกำยำอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในยามที่กระโดดนั้นเขากระโดดได้สูงมากทีเดียว บางทีมันอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับนางในอนาคต ดังนั้นหญิงสาวจึงกล่าวว่า 


“ตอนนี้ข้ายังไม่รู้ แต่มันคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร คงจะเป็นอะไรที่ง่ายๆ แทบไม่ต้องออกแรงเลยประเภทนั้น” 


ชายหนุ่มคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามกลับ “แล้วถ้าหากบ่วงของเจ้าไม่สามารถจับกระต่ายได้ล่ะ ข้าจะได้อะไรตอบแทน?”


“ถ้าเช่นนั้นข้าก็ช่วยเจ้า แต่ต้องเป็นเรื่องที่ง่ายๆ และไม่ต้องใช้แรงมากเหมือนกัน”


ฉีจิงพยักหน้าตอบ “ตกลง” หลังจากนั้นเขาก็มุ่งหน้าขึ้นภูเขาไป ทิ้งให้บ่วงของหญิงสาวทำหน้าที่ดักจับกระต่ายป่าเพียงลำพัง ส่วนถังฉือเย่เองนางก็ไม่ได้มีที่ไหนให้ไปเป็นพิเศษ นางจึงเดินเล่นอยู่บนภูเขา เหนื่อยก็นั่งพักกินขนมปังสักครึ่งคำ 


และในขณะที่กำลังนั่งพักอยู่นั้นนางก็พบป่าไผ่เล็กๆ หันไปมองก็เห็นหน่อไม้อ่อนขึ้นอยู่ หญิงสาวจึงตัดหน่อไม้อ่อนเหล่านั้นมาได้ครึ่งตะกร้า ตั้งใจจะนำไปผัดกับเนื้อกระต่าย เดินไปอีกสักพักก็เจอผลน้ำเต้าป่าที่แม้จะกินไม่ได้ แต่ผลน้ำเต้าแห้งก็สามารถนำมาผ่าออกแล้วทำเป็นกระบวยตักน้ำได้พอดี หากเป็นผลยาวและมีผิวเรียบก็สามารถนำมาทำเป็นกาต้มน้ำได้ 


เมื่อได้ของมาจำนวนหนึ่งถังฉือเย่จึงเตรียมลงจากเขา ขณะนั้นเองนางก็พบกับเห็ดสีดำต้นเล็กๆ ถึงแม้ว่านางจะแยกไม่ออกว่ามันเป็นเห็ดชนิดไหน แต่เท่าที่รู้คือ เห็ดที่มีพิษมักจะมีสีสันสดใส เพราะฉะนั้นเห็ดสีดำดอกนี้น่าจะไม่มีพิษอะไร นางจึงย่อตัวลงแล้วเก็บเห็ดเหล่านั้นซึ่งขึ้นเต็มไปหมด 


พอเก็บมาจนเต็มสองมือ จู่ๆก็มีมือข้างหนึ่งยื่นกระเป๋าล่าสัตว์สะอาดมาให้อย่างเงียบๆ ถังฉือเย่กล่าวขอบคุณก่อนที่จะรับมา พอเห็นว่าเจ้าของกระเป๋าล่าสัตว์นั้นเป็นใครก็เอ่ยถาม


“เสี่ยวฉี เจ้ารู้มั้ยว่าเจ้านี่มันเรียกว่าอะไร อร่อยไหม?”


“เห็ดเฮยหูจ่าง” ฉีจิงกล่าวช้าๆ “ว่ากันว่าเห็ดสองต้นเท่ากับทองหนึ่งตำลึง แม้ว่าความจริงแล้วมันอาจจะไม่ได้มีราคาแพงขนาดนั้น แต่เห็ดเหล่านี้ก็ขายได้เจ็ดหรือแปดตำลึงเชียวล่ะ”


“ขนาดนั้นเชียวหรือ” หญิงสาวพูดอย่างใจเย็น “แล้วมันกินอย่างไร?”


“มันสามารถปรุงกับเสื้อสัตว์ หรือไม่ก็ทำเป็นซุปได้เพราะมีกลิ่นหอม มีสรรพคุณไล่ลมขับความเย็น คลายกล้ามเนื้อแถมยังช่วยเรื่องระบบไหลเวียนโลหิตได้ดี นอกจากนี้ยังสามารถใช้ผ่อนคลายความเครียดได้ด้วย มีประโยคหนึ่งกล่าวว่า ‘เห็ดเฮยหูจ่างหากทำเป็นอาหาร สามวันก็ไม่เน่าเสีย’ อีกทั้งเห็ดนี้ยังสามารถใช้บำรุงร่างกายที่อ่อนแอได้อีกด้วย”


“ดี!” หญิงสาวพูดอย่างยินดี “ปรุงเนื้อ ทำซุป เข้าใจแล้ว” 


เขาพูดมาตั้งมากมาย แต่นางกลับจำได้เพียงมันสามารถปรุงเนื้อกับทำซุปได้กระนั้นหรือ จากนั้นฉีจิงจึงไม่ได้พูดอะไรอีก ทั้งสองเดินลงมาจากภูเขาอย่างเงียบๆ จนมาถึงที่วางบ่วงกับดักเอาไว้ ถังฉือเย่สาวเท้าเข้าไปดูพลางแกะตะกร้าเตรียมที่จะไปเอาเนื้อกระต่าย แต่ฉีจิงกลับไม่คิดว่ากับดักที่ทำขึ้นมาง่ายๆ เช่นนี้จะสามารถจับกระต่ายได้ เขาจึงเหลือบตามองอย่างไม่ใส่ใจ


แต่แล้วเขาก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ผิดกับหญิงสาวเจ้าของบ่วงที่ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด นางยังคงก้มหน้าก้มตาแกะเชือกบ่วงที่ติดอยู่บนตัวกระต่ายออก ระมัดระวังไม่ทำให้ต้นหญ้าเสียหาย ก่อนจะพูดอย่างเสียดายเล็กน้อย 


“เสียดาย…ได้มาแค่สามตัวเอง” พูดพร้อมกับออกแรงลากกระต่ายทั้งสามตัวไปด้วย พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งแล้วเห็นท่าทางงุนงงสงสัยของชายหนุ่มแต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร ผิดกับหัวใจของฉีจิงที่ถูกโจมตีจนตั้งตัวไม่อยู่ ทำให้เขาเกิดความสงสัยขึ้นมาครามครันเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานในช่วงชีวิตที่ผ่านมา


ถังฉือเย่ยิ้มบางๆ พลางกล่าวอย่างผู้มีชัย “เสี่ยวฉี เห็นหรือยัง…สามตัว!” 


ฉีจิงดึงสติของตัวเองกลับมาพร้อมกับทำหน้าเคร่งขรึมพูดเสียงจริงจังตามเดิม “เห็นแล้ว ข้าไม่ผิดสัญญาหรอก อีกอย่างอย่าเรียกข้าว่าเสี่ยวฉี” 


“ตกลงเสี่ยวฉี!” หญิงสาวพูดพร้อมรอยยิ้ม “มานี่ คำขอข้อแรกของข้าคือเจ้าต้องช่วยข้าแบกกระต่ายนี่ลงเขาไปหน่อย” 


ชายหนุ่มนิ่งเงียบไร้ซึ่งคำพูดใด พลางจับกระต่ายที่แต่ละตัวมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าเจ็ดหรือแปดจินขึ้นมาแล้วแบกลงจากเขา เมื่อเข้าไปในหมู่บ้านฟ้ายังไม่ทันมืด ฉีจิงจึงนำกระต่ายมาวางไว้ตรงลานกว้างกลางบ้าน พลางจ้องมองนางอย่างสงสัย 


ถังฉือเย่แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจสายตาของเขา นางรีบโบกมือทำท่าจะให้เขากลับไป ฉีจิงจึงได้แต่เก็บความสงสัยนี้ไว้เพียงลำพังขณะเดินจากไปอย่างเงียบๆ 


หญิงสาวไม่ต้องการให้ใครโดยเฉพาะผู้หญิงคนไหนมาเห็นว่าชายหนุ่มรูปงามคนนี้มาอยู่ในบ้าน เขาจะมีหรือไม่มีอาหารมันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนางเลย ไม่ใช่ว่ามีผู้หญิงที่หลงใหล คลั่งไคล้เขาคอยส่งข้าวส่งน้ำมอบความอบอุ่นให้อยู่ทุกวันหรอกหรือ แต่ก็ไม่เห็นว่าเขาจะต้องการรับจากใคร หากแม้สิ่งเหล่านั้นฉีจิงยังไม่ยอมรับ เช่นนั้นแล้วเขาก็คงไม่ต้องการอะไรจากนางเช่นนั้นเดียวกัน 


ชายหนุ่มเดินจากไปแล้ว ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับถังกุ้ยฮวาที่เห็นเข้าพอดี อาสาวของนางผู้นี้จึงตรงดิ่งเข้ามาหาพร้อมกับจ้องหน้าแล้วถามด้วยเสียงไม่พอใจว่า


“พ่อหนุ่มฉีคนนั้นเขามาทำอะไรที่บ้านเจ้า?” 


“พ่อหนุ่มฉี…พ่อหนุ่มฉีอะไรกัน” ถังฉือเย่ทำหน้าเหลอหลา แสดงสีหน้าเหมือนไม่รู้เรื่องอะไร “ข้าเพิ่งจะมาถึง ไม่มีใครมาที่นี่ทั้งนั้น”  


ถังกุ้ยฮวาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง นางจ้องมองด้วยความจับผิดพลางสายตาเหลียวมองไปรอบบริเวณ พอเห็นมีร่างไร้วิญญาณของกระต่ายป่าสามตัววางอยู่นางจึงเดินเข้าไปพร้อมกับยื่นมือหยิบขึ้นมา 


“เจ้าล่ากระต่ายกลับมาหรือ เช่นนั้นข้าจะเอากลับไปกินสองตัว”


หญิงสาวเจ้าของกระต่ายเดินเข้าไปขวางหน้าไว้ด้วยท่าทางสงบ และแสร้งทำเป็นนึกขึ้นได้ว่า “ใช่แล้ว! ดูเหมือนว่าเมื่อครู่จะมีใครบางคนเดินผ่านหน้าประตูไป เจ้ารีบตามไปเถอะ ไม่แน่ว่าอาจจะทันก็ได้นะ”


ถังกุ้ยฮวาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังแล้วรีบวิ่งตามออกไปทันที… เห็นได้ชัดว่าเสน่ห์ความงามของชายหนุ่มผู้นั้นแรงกล้าขนาดไหน 


ในระหว่างนั้นหญิงชาวบ้านที่ถังฉือเย่จ้างมาเย็บเสื้อผ้าเครื่องนอนซึ่งกำลังทำงานกันง่วนอยู่ภายในได้ยินเสียงจึงเดินออกมาดู พวกนางเป็นสตรีวัยกลางคนจำนวนสามคนซึ่งล้วนมาจากตระกูลเดียวกัน ยกเว้นคุณนายโจวที่ทำงานเย็บปักได้ไม่ดีนักนางจึงไม่ได้มา 


หญิงสาวโบกมือทำเป็นไม่มีอะไร แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นสีหน้าสงสัยของพวกนาง ก่อนจะมอบเงินให้พวกนางคนละสิบอีแปะเพื่อเป็นค่าแรงสำหรับวันนี้ อีกทั้งยังให้หน่อไม้อีกสองสามหัวซึ่งห่ออยู่ในใบไม้ขนาดใหญ่ รวมทั้งเห็ดเฮยหูจ่างอีกสองดอก 


“ข้าต้องขอบคุณท่านป้าทุกคนมากที่มาช่วยข้าวันนี้ ของเหล่านี้พวกท่านนำกลับไปต้มซุบดื่มเถอะ”


สตรีที่หนึ่งในนั้นคือคุณนายหลิวผู้มีสายตาแหลมคมมองเห็ดเฮยหูจ่างในมือสลับกับถังฉือเย่ พลางกลืนน้ำลายคงคอ ดวงตาเป็นประกายพร้อมเอ่ยปากถามอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง


“นี่ไม่ใช่!?” 


“สถานการณ์ของครอบครัวข้าในตอนนี้ก็ไม่มีอะไรมากมายจะมอบให้ ข้าได้ยินมาว่าเห็ดเฮยหูจ่างนี่รสชาติดีทีเดียว พวกเศรษฐีในเมืองต่างก็ชอบทานกันมาก ท่านป้าอย่าได้รังเกียจเลย” 


คุณนายหลิวที่คิดว่าถังฉือเย่ไม่รู้จักเห็ดชนิดนี้จึงต้องการใช้ประโยชน์ เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคนปัญญาอ่อนผู้นี้จะสามารถตอบได้อย่างชัดเจนฉะฉานเช่นนี้ นางจึงอายจนหน้าแดงไปหมด เอาแต่ปฏิเสธซ้ำๆ แต่ถังฉือเย่ก็ยังยืนกรานที่จะให้ 


เห็ดเฮยหูจ่างไม่ใช่สิ่งที่จะพบเห็นกันง่ายๆ แม้คุณนายหลิวจะรู้จักแต่สตรีอีกสองคนกลับหารู้ไม่ จนได้ฟังซ้ำไปซ้ำไป พวกนางจึงเข้าใจว่าเห็ดชนิดนี้มีราคาแพงจึงรีบคว้าหมับแล้วเก็บท่าทีที่ไม่สบอารมณ์ไปอย่างรวดเร็ว คิดในใจว่าเด็กสาวผู้นี้ช่างเป็นคนดี มีจิตใจเอื้อเฟื้อเสียจริง 


เมื่อเห็นพวกท่านป้าทั้งสามเก็บข้าวของทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ถังฉือเย่จึงกล่าวอีกครั้งว่า “พวกท่านป้าพรุ่งนี้ก็มากันใหม่นะ” 


สตรีทั้งสามคนล้วนตอบรับ ถังฉือเย่เดินออกมาส่งพวกนางถึงหน้าประตู ก่อนจะจาก ถังฉือเย่ก็หันมาบอกกับคุณนายหลิวว่า “ท่านป้าหลิวโปรดรอข้าสักครู่ ข้ามีเรื่องจะรบกวนท่านสักหน่อย”


สตรีแซ่หลิวจึงหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ​ “เจ้ามีอะไรรึ?”


“พรุ่งนี้ข้าอยากรบกวนท่านลุงสองของตระกูลท่านป้า และท่านลุงสี่ตระกูลท่านป้าโจวมาช่วยอะไรข้าสักหน่อย” 


“ได้ เดี๋ยวข้าจะบอกให้” คุณนายหลิวรับคำแล้วจากไป ปล่อยให้ถังฉือเย่ครุ่นคิดอยู่กับตัวเองเพียงลำพัง…


วันนี้โชคดีล่ากระต่ายมาได้สามตัว จึงอาจมีหนทางพูดได้ง่ายขึ้น บ้านเก่าหลังนี้คือบ้านที่ถังหย่งฟู่ช่วยจัดหามาให้ แต่จากไมตรีจิตที่คลุมเครือมีอะไรเคลือบแฝงนี้ ทำให้หญิงสาวรู้สึกเป็นกังวลไม่สบายใจนัก 


ฉะนั้นถังฉือเย่จะต้องหาทางตอบแทนน้ำใจนี้ให้เร็วที่สุด และเพื่อบังคับให้ถังหย่งฟู่ไม่อาจปฏิเสธได้นางจึงต้องหาคนที่พอจะไปพูดคุยกล่าวคำขอบคุณแทนนาง หลังจากนั้นหากเกิดอะไรขึ้นในอนาคตจะได้พูดได้อย่างเต็มปากว่าพวกนางนั้นไร้มลทิน ไม่ติดค้างน้ำใจอะไรกัน 


ส่วนเรื่องที่สองคือนางคิดจะให้เงินกับพวกเขาเพื่อเป็นการเช่าบ้านเก่าหลังนี้ของสกุลถัง ซึ่งท่านย่าซุนจะต้องตอบตกลงแน่ เพราะบ้านเดิมหลังนี้ทั้งเก่าและทรุดโทรม หากไม่ใช่พวกนางก็คงไม่มีใครกล้ามาอยู่ และด้วยวิธีนี้ถังฉือเย่ก็จะได้เข้ามาอยู่อาศัยได้อย่างชอบธรรม จะย้ายเข้าออกเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ 


คุณนายหลิวพยักหน้าตอบรับ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับถังฉือเย่ที่กล่าวขึ้นอีกครั้ง


“วันนี้ที่ข้าไม่อยู่บ้าน มีใครในบ้านทำอะไรให้ท่านไม่สบายใจหรือไม่?”



จบตอน

Comments