เสียงของเฉียวซางอวี๋แหบแห้ง นางถอนหายใจออกดังเฮือก พยายามระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตัวเองให้สงบ “คนพวกนั้นต้องการเพียงเงินของข้าเท่านั้น ตอนนั้นร้านเย็บปักตระกูลหลินขายเสื้อผ้าได้เดือนละเกือบสองร้อยตำลึง นอกจากนี้พวกเขายังต้องการทั้งบ้านทั้งโฉนดที่ดินของข้า แต่ข้าไม่ยอมให้ ยิ่งแม่สามีก็เป็นคนที่เจ้าเล่ห์เหลือเกิน นางปฏิบัติกับข้าไม่ต่างอะไรกับคนรับใช้ แม้แต่ตอนข้าตั้งท้องหานเอ๋อร์ นางยังไม่เคยมาดูดำดูดี”
“แล้วอย่างไร…คนพวกนั้นทำอย่างไรกับเจ้าต่อ?”
ดวงตาของเฉียวซางอวี๋แดงก่ำ พูดเสียงสั่นเครือ “สัตว์เดรัจฉานพวกนั้นอาละวาดอยู่สองวัน จากนั้นก็หยุดลง เพียงแต่ข้าคิดไม่ถึงว่า เขาจะตัดสินใจทำเรื่องที่น่ารังเกียจอย่างนั้น”
“ทำไม! เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นรึ?”
“วันนั้นข้านอนอยู่ในห้องคนเดียว แล้วจู่ๆก็มีคนเข้ามาแล้วดึงเสื้อผ้าของข้าออก ตอนแรกข้าคิดว่าคงเป็นสามี แต่เพราะตอนนั้นยังโกรธกันอยู่ ข้าจึงไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร คิดไม่ถึงว่าผ่านไปครู่หนึ่ง ด้านนอกจะมีเสียงดังเอะอะโวยวาย จากนั้นเจ้าสัตว์เดรัจฉานพวกนั้นก็พากันบุกเข้ามา แล้วตะโกนบอกว่าจะมาจับชู้ในห้องข้า ตอนนั้นข้างงไปหมด ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ข้าไม่รู้จักคนผู้นั้นด้วยซ้ำ แต่ไม่ว่าข้าจะพูดอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อเลย”
ถังฉือเย่ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เฉียวซางอวี๋ซับน้ำตา
หญิงสาวสกุลเฉียวพยายามระงับเสียงสะอึกสะอื้น ก่อนจะพูดต่อว่า “มาภายหลัง ข้าลองมาคิดดูดีๆแล้วก็เพิ่งจะเข้าใจ พวกเขาทำไปก็เพื่อเงินของข้าเท่านั้น ตอนนั้นข้าไม่ได้ลงกลอนประตู จึงทำให้เขาแอบเข้ามาได้ น่าแค้นใจตอนที่ข้าไปขอเงินค่าสินสอดคืน คนพวกนั้นกลับบอกว่าไม่เคยเห็นมาก่อน แถมยังใส่ร้ายข้าอีกว่าเป็นข้าเองที่แอบเอาไปให้ชู้ แต่ข้ารู้ดีว่าเงินทั้งหมดที่คนบ้านนั้นใช้จ่ายล้วนเป็นเงินของข้าทั้งสิ้น…มิน่าล่ะ ตอนนั้นเขาจึงทำท่าเสแสร้งให้ข้านำบ้านและโฉนดที่ดินไปขาย เขาบอกว่ามีเงินเหลือไว้ถึงจะดี ข้าจึงได้รับปากเพราะคิดว่าเขาทำเพื่อหานเอ๋อร์”
“เจ้านำบ้านกับโฉนดที่ดินไปขายอย่างนั้นเหรอ?”
“เจ้าค่ะ” เฉียวซางอวี๋พูดพร้อมเสียงสะอึกสะอื้น “แต่ข้าคิดว่าเรื่องนี้จะต้องเป็นแผนของพวกมันที่วางไว้อยู่แล้วแน่นอน”
ยิ่งพูดเฉียวซางอวี๋ก็ยิ่งรู้สึกโกรธแค้นและยากที่จะระงับ ได้แต่ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย ถังฉือเย่พยักหน้าอย่างช้าๆ ในใจคิดว่า…ชีวิตของสตรีผู้นี้ช่างน่าสงสาร น่าเวทนายิ่งนัก!
นางจึงดึงเฉียวซางอวี๋ให้ลุกขึ้นพร้อมกับรินน้ำชาแล้วยื่นให้ รอจนค่อยๆสงบลงแล้วจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า “ลูกสาวของเจ้าอายุเท่าไหร่ล่ะ แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน?”
“สี่ขวบแล้ว และตอนนี้ข้าได้ฝากเพื่อนบ้านให้ช่วยดูแล”
“ได้! เอาอย่างนี้แล้วกันเดี๋ยวเจ้ากลับไปรับลูกกลับมา ข้าจะช่วยหาที่พักให้เอง ต่อไปเจ้าก็ช่วยข้าจัดการเรื่องถักทอผ้าแล้วกัน หากเจ้าไม่หักหลังข้า ขอให้เชื่อใจเพราะข้าก็จะไม่หักหลังเจ้าอย่างแน่นอน”
เฉียวซางอวี๋รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก นางหมอบตัวลงกับพื้น ก้มคำนับอยู่หลายครั้ง “ขอบใจท่านมาก ขอบใจท่านเจ้าบ้านถังมาก!”
ความรู้สึกของหญิงสาวตีกันไปหมด น้ำตาไหลลงมาเป็นทาง ยอมแม้กระทั่งจะผิดคำสาบาน ด้วยการเริ่มกลับมาถักทอเสื้อผ้าอีกครั้ง
ความที่ต้องตกระกำลำบาก อาศัยอยู่ที่บ้านเก่าทรุดโทรม แม้กระทั่งอาหารประทังชีวิตก็ไม่มี นางจึงต้องไปขุดผักป่ามาประทังชีวิตไปวันๆได้แต่ขอยืมเงินคนรอบข้างไปทั่ว พอตกกลางคืนก็ต้องคอยระแวงหัวขโมยอยู่ทุกวัน ไม่กล้าแม้จะข่มตาหลับ!
จนกระทั่งวันหนึ่ง นางทั้งรู้สึกง่วงและหิวจนเกือบหมดสติไปแล้ว นางคิดว่าพวกนางแม่ลูกจะต้องตายอยู่ตรงนั้นแล้วจริงๆ แต่แล้วในตอนนั้นเองเฉียวซางอวี๋ก็ได้ยินเสียงคนพูดดังขึ้นจากด้านนอก คนผู้นั้นพูดว่า
“เจ้าบ้านถังบอกไว้แล้วว่า หากงานฝีมือนี้ สามารถทำให้ผู้หญิงของหมู่บ้านเราดูมีคุณค่าขึ้นมา และหลังจากที่แต่งงานก็ไม่ถูกครอบครัวของสามีรังแก เช่นนั้นถึงจะถูกถ่ายทอดไปก็ไม่เป็นไร”
เฉียวซางอวี๋ได้ยินก็มีกำลังใจขึ้นมา จนไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน จู่ๆนางก็ลุกขึ้นมาได้ในทันที
พร้อมกับซักเสื้อผ้า อาบน้ำ ก่อนจะขอให้ฮูหยินของหัวหน้าหมู่บ้านช่วยดูแลลูกให้ จากนั้นนางก็คิดเสียว่าไปตายเอาดาบหน้ามุ่งหน้ามาหาถังฉือเย่ที่หมู่บ้านจวี้เป่าแห่งนี้
ตอนที่ได้พบสาวน้อยคนนั้น เป็นครั้งแรกที่เฉียวซางอวี๋รู้สึกว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของตัวเองถูกต้อง ‘เจ้าบ้านถัง’ ผู้นี้จะต้องช่วยเหลือนางได้อย่างแน่นอน!
ถังฉือเย่เฝ้ามองอีกฝ่ายอยู่เงียบๆ ด้วยรู้ดีว่าตอนนี้เฉียวซางอวี๋ต้องการระบายออกมา จึงไม่รบกวนอีก
หญิงสาวแซ่เฉียวร้องไห้อย่างหนักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงสะอึกสะอื้นนั้นจะค่อยๆสงบลง เมื่อหันมาอีกทีก็พบว่าถังฉือเย่เดินออกไปแล้ว แล้วตอนนั้นเองที่มีคนผลักประตูเข้ามา พร้อมกับยกถ้วยน้ำชายื่นให้พร้อมอมยิ้มเล็กน้อยบอกว่า
“เจ้าบ้านถังได้ช่วยหาบ้านให้เจ้าแล้ว เจ้ารีบไปล้างหน้าแล้วมาดื่มน้ำสักหน่อย รถเกวียนรออยู่ข้างนอก จะได้กลับไปรับลูกของเจ้ามาที่นี่”
เฉียวซางอวี๋ยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างซาบซึ้ง ก่อนจะรีบลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาพอให้สดชื่น แล้วเดินออกมานั่งบนเกวียนของถังฉือเย่ที่จอดรออยู่ก่อนแล้ว เพื่อกลับเข้าหมู่บ้านของตัวเองไปรับหานเอ๋อร์มาด้วยความชุ่มชื่นหัวใจ
แต่แล้วพอรถเกวียนได้เคลื่อนผ่านบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง เมื่อเฉียวซางอวี๋เปิดม่านดู แววตาของนางเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
พลันนั้นเอง ถังจวิ้นเหลียงที่เป็นคนบังคับเกวียนก็พูดขึ้นว่า “แม่หญิงเฉียว เจ้าบ้านถังบอกว่าให้เข้าไปซื้อของใช้ที่จำเป็นในเมืองก่อน”
“ไม่เป็นไร แค่มีที่ให้พวกข้าซุกหัวนอนก็พอแล้ว”
“เจ้าบ้านถังให้มายี่สิบตำลึง นางบอกว่าหากใช้ไม่หมดก็ไม่ต้องกลับหมู่บ้าน”
เฉียวซางอวี๋อึ้งไปอีกครั้งและนิ่งเงียบอยู่นาน ด้วยความที่คิดไม่ถึงว่าถังฉือเย่จะเป็นคนรอบคอบเช่นนี้ นางสามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวคนเดียว สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก
ถังจวิ้นเหลียงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นบอกนางว่า “ท่านเจ้าบ้านถังดีกับลูกน้องมาก หากมีนางอยู่ เจ้าก็ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น เพียงแต่…”
“แต่อะไร?”
“เพียงแต่อย่าทำให้นางไม่พอใจเท่านั้น เพราะนางเป็นคนที่แค้นฝังใจมาก”
“ข้าเข้าใจแล้ว” เฉียวซางอวี๋พยักหน้ารับเสียงเบา พร้อมกันนั้นน้ำตาก็ไหลลงมาอีกครั้ง นางอุ้มลูกสาวพลางก้มลงไปจูบครั้งหนึ่ง
“หานเอ๋อร์ ต่อไปพวกเราก็จะมีที่อยู่อาศัยแล้ว มีทั้งบ้าน ทั้งอาหาร เราสองคนแม่ลูกรอดตายแล้ว!”
เฉียวซางอวี๋พร่ำพูดขอบคุณไปตลอดทาง กระทั่งช่วงบ่ายถังจวิ้นเหลียงก็ได้พาพวกนางสองคนแม่ลูกกลับมา
ด้วยความที่เป็นคนต่างหมู่บ้าน ดังนั้นพวกนางจึงไม่สามารถเข้ามาอาศัยในหมู่บ้านจวี้เป่าได้ตามอำเภอใจ จำเป็นจะต้องเขียนและลงชื่อในขั้นตอนต่างๆให้เรียบร้อย เฉียวซางอวี๋จึงไปลงรายชื่อที่บ้านของหลี่เจิงซึ่งเป็นใบอนุญาตให้เข้ามาพักได้ชั่วคราว
ถังฉือเย่ขอให้ฉีหยางมาช่วยนางเขียน เมื่อสอบถามจึงได้รู้ว่า ปีนี้เฉียวซางอวี๋เพิ่งจะอายุครบยี่สิบห้าปีเท่านั้น เมื่อถามชื่อของบุตรสาวเฉียวซางอวี๋ตอบว่า
“คนตระกูลนั้นสกุลจาง ลูกสาวของข้าชื่อจางหาน”
แม้ว่านางจะเกลียดคนตระกูลนั้นขนาดไหน แต่ถึงอย่างไรลูกสาวก็ยังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลจางอยู่
“จางหาน…ชื่อนี้ใครเป็นคนตั้ง” ถังฉือเย่ถามด้วยความประหลาดใจ
“เป็นพ่อของเขาเป็นคนตั้งให้”
ถังฉือเย่เหลือบมองนางแวบหนึ่ง คิ้วขมวดเข้าหากันเมื่อพบว่าตัวอักษรหานตัวนี้ หากจำไม่ผิดน่าจะเป็นหยกที่ใช้วางในปากของคนตายตอนที่จะบรรจุลงโรงศพ คนเป็นพ่อแท้ๆ แถมยังมีการศึกษา เหตุใดจึงตั้งชื่อลูกสาวของตัวเองแบบนี้!
“ข้าว่าเรามาตั้งชื่อให้นางใหม่ดีกว่า”
“เพราะอะไรหรือ?”
ถังฉือเย่ไม่อยากอธิบาย จึงพูดเพียงว่า “ให้ลูกของเจ้าใช้สกุลของเจ้า แล้วตั้งชื่อขึ้นมาใหม่”
แม้จะยังไม่เข้าใจเท่าใดนัก แต่เมื่อเฉียวซางอวี๋เห็นแววตาของถังฉือเย่แล้ว นางก็พยักหน้าและตอบตกลงทันที “เจ้าบ้านถัง ถ้าอย่างนั้นท่านช่วยข้าตั้งชื่อหน่อยเถอะ”
“ชื่อว่าเฉียวเฉินซีแล้วกัน ความอบอุ่น แสงสว่าง ความหวัง เพราะวันใหม่ได้เริ่มขึ้นแล้ว เรื่องที่ผ่านมาทั้งหมดก็ไม่ต้องไปใส่ใจอีก”
เฉียวซางอวิ๋ยิ้มทั้งน้ำตาพลางย่อเข่าลงคำนับแล้วกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นนางจึงลุกขึ้นไปจัดการเรื่องเอกสารต่อ กว่าจะแล้วเสร็จเวลาก็ล่วงเลยจนมืดค่ำ
ในระหว่างที่เฉียวซางอวี๋กำลังจัดข้าวของอยู่ที่บ้านนั้นก็มีคนในละแวกนั้นเข้ามาช่วยอยู่ไม่น้อย เมื่อนางเห็นว่ามีคนที่พูดด้วยท่าทางที่มีความรู้ราวกับเป็นคนที่ได้รับการศึกษามาจึงแอบถามชายผู้นั้นว่า
“พ่อหนุ่ม ข้าขอถามเรื่องตัวอักษรตัวนี้หน่อยสิ” พูดพร้อมกับเขียนตัวอักษรหานลงที่พื้น “ตัวอักษรนี้ มีความหมายว่าอะไรหรือ?”
คนผู้นั้นเหลือบมองแวบหนึ่งก่อนจะบอกว่า “หาน…คำนี้หมายถึงหยกที่ใช้วางในปากของคนตายอย่างไรเล่า!”
เมื่อได้ยินเฉียวซางอวี๋ก็ตกตะลึงในทันที มือไม้เย็นขึ้นมาฉับพลัน ราวกับว่าหัวใจของนางถูกผ่าออกเป็นเสี่ยงๆ แล้วมีกระแสลมหนาวพัดโหมกระหน่ำเข้ามา
คนผู้นั้นสังเกตเห็นความผิดปกติจึงเรียกเบาๆ “แม่นางเฉียว… เจ้าไม่เป็นอะไรนะ?”
เฉียวซางอวี๋ได้สติขึ้นมา นางสูดหายใจเข้าลึกพร้อมกับส่ายหน้าช้าๆ
Comments
Post a Comment