บทที่ 17 ไว้หน้า
เมื่อเอ่ยออกไป ใครหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเสี่ยวเหยาที่ทำให้ไม่สบายใจ ทั้งที่ความจริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ และถังฉือเย่เองก็ไม่ได้หมายความถึงเด็กหญิงแต่อย่างใด
คุณนายหลิวยืนนิ่งลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมานิดหนึ่งแล้วตอบว่า “ไม่มีอะไรหรอก เจ้านี่ช่างเป็นคนเปิดเผยและตรงไปตรงมาจริงๆ ข้าจะบอกความจริงกับเจ้าก็ได้” นางหยุดไปครู่หนึ่งพลางขยับเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยเสียงเบา
“แม่ของเจ้าเคยอยู่สุขสบาย เคยเป็นนางฟ้านางสวรรค์ ปกติแล้วนางก็ไม่มาคบค้าสมาคมกับพวกข้าหรอก หากไม่ใช่เพราะว่าเจ้าให้เงินพวกข้าในวันนี้ พวกข้าก็คงไม่มาที่นี่หรอก”
ถังฉือเย่ค้อมศีรษะลงเล็กน้อย ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใด ถามไถ่อีกสองสามประโยคซึ่งก็เป็นไปอย่างที่คิดไม่ผิด ท่านย่าซุนได้ยินเรื่องเงินสิบตำลึงจึงมาหานางที่บ้าน เพียงแต่ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาพิเศษ นางที่เป็นคนอารมณ์รุนแรงก็ไม่กล้าที่จะก่อเรื่องอะไร ทำได้เพียงแค่ก่นด่าไปครึ่งชั่วยาม และขโมยข้าวไปครึ่งกระสอบเท่านั้น!
ถังฉือเย่ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เพียงแต่วังซื่อนั้นวันทั้งวันไม่ยอมขยับตัวทำงานอะไรเลย เมื่อพวกท่านป้าสามคนที่เข้ามาที่บ้านเพื่อช่วยงานเย็บปัก วังซื่อกลับนิ่งเฉยแถมยังใช้พวกนางให้ช่วยต้มน้ำเพื่อใช้สระผมเช็ดตัว ไปๆมาๆก็เสียเวลาไปเกือบครึ่งวัน โดยที่นางไม่มีทีท่าเกรงใจเลยสักนิด จนทำให้ท่านป้าทั้งสามคนนั้นไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถังฉือเย่จึงรีบกล่าวคำขอโทษแทน พร้อมกับขอร้องให้คุณนายหลิวปล่อยเรื่องนี้ผ่านไป
หลังจากส่งคุณนายหลิวแล้ว หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะกลับเข้ามาในบ้านจัดการกับหน่อไม้สองสามชิ้น พร้อมกับเห็ดเฮยหูจ่างอีกสองสามดอกนำไปให้ท่านลุงสี่ สามีของคุณนายโจวที่ร้านเหล้าซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เพื่อขอร้องอย่างจริงจัง
จนในเช้าวันต่อมาท่านลุงสี่รวมทั้งท่านลุงสองก็มาเยือนบ้านของนาง...แต่ไหนแต่ไรมาในสมัยโบราณมักให้ความสำคัญกับเรื่องของวงศ์ตระกูลมาเป็นอันดับแรก ซึ่งตระกูลของท่านลุงทั้งสองคนนี้ก็ค่อนข้างเป็นตระกูลที่มีอำนาจและร่ำรวยอยู่ไม่น้อย
ท่านลุงสี่เปิดร้านเหล้า ส่วนท่านลุงสองนั้นมีโรงตีเหล็กอยู่ ซึ่งธุระที่นางเชิญผู้อาวุโสทั้งสองคนมาในวันนี้ก็เพื่อขอความช่วยเหลือบางอย่าง
ด้วยความที่วังซื่อเป็นหญิงหม้ายและถังฉือหรงก็ไม่อยู่บ้าน ดังนั้นท่านลุงทั้งสองจึงนั่งเก้าอี้กลางลานบ้านแทนการเข้าไปในบ้าน
หญิงสาวยิ้มทักทายพลางกล่าว “เรื่องนี้อาจทำให้ท่านลุงทั้งสองต้องเหนื่อยสักหน่อย พวกท่านทานอาหารเช้ากันก่อนเถอะเจ้าค่ะ”
ทั้งสองคนปฏิเสธ แต่นางรู้ดีว่าเช้านี้ทั้งสองคนคงยังไม่ได้ทานอาหารมาแน่ๆ หญิงสาวจึงคะยั้นคะยอ “พวกท่านอย่าได้เกรงใจข้าเลย ข้ามีเรื่องอยากจะปรึกษาท่านทั้งสองอยู่พอดี ท่านลุงคงไม่รังเกียจฝีมือการทำอาหารของข้าหรอกนะ”
วันนี้ถังฉือเย่ตื่นเช้ากว่าทุกวัน นางนำเนื้อแกะและเห็ดเฮยหูจ่างมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเคี่ยวนานหนึ่งชั่วยาม นางจึงเปิดฝาหม้อ กลายเป็นน้ำซุปสีแดงสด มีกลิ่นหอมเตะจมูก จนท่านลุงสี่ถึงกับกลืนน้ำลายลงคอ
“เจ้าเห็ดนี่ช่างมีกลิ่นหอมเสียเหลือเกิน!”
หญิงสาวเจ้าของบ้านยิ้มพรายพลางเติมซุปให้ทั้งสองคน ก่อนจะหยิบขนมปังสองชิ้นถือเข้าไปให้วังซื่อซึ่งเวลานี้นางกำลังนั่งย่อตัวลงด้านข้างและดื่มซุปอย่างช้าๆ
ท่านลุงสี่อดไม่ได้ที่จะพูดรำพึง “ของดีๆอย่างนี้ให้ชาวนาอย่างพวกข้ากินมันน่าเสียดาย”
“จะเรียกว่าน่าเสียดายได้อย่างไรกัน ท่านลุงทั้งสองเป็นแขกคนสำคัญของข้านะ วันนี้พวกท่านอุตส่าห์มาช่วยเป็นธุระให้ข้า ข้าจะให้พวกท่านกลับไปโดยที่ท้องยังว่างอยู่ได้อย่างไรกัน”
เมื่อได้ยินได้ฟังดังนั้นชายทั้งสองคนก็ยิ้มอย่างพึงใจ พร้อมกับกินกันอย่างอิ่มท้องและอิ่มใจ หลังจากนั้นก็กล่าวขอบคุณถังฉือเย่ที่ให้การดูแลต้อนรับเป็นอย่างดีจนเขารู้สึกเกรงใจ และอดไม่ได้ที่จะนับถือในกิริยาสุภาพอ่อนน้อมของถังฉือเย่จนทำให้พวกเขาอยากที่จะช่วยนางให้สำเร็จ
หลังจากอาหารมื้อเช้านี้ผ่านพ้น หญิงสาวจึงเดินมาปรึกษาเรื่องที่คิดไว้ในใจตั้งแต่เมื่อวาน โดยที่นางได้เตรียมของกำนัลจำนวนสี่อย่างไว้พร้อมแล้ว ทั้งกระต่ายจำนวนหนึ่งตัว ของหวานหนึ่งห่อ จ้าวเจี่ยวและหน่อไม้อีกอย่างละหนึ่งห่อ ซึ่งสำหรับคนในหมู่บ้านนี้แล้วของขวัญที่นางเตรียมให้นั้นถือว่าเป็นของดีไม่มีที่ติ!
รอจนเวลาสมควรแล้ว ท่านลุงสองกับท่านลุงสี่ก็ได้ถือสิ่งของเหล่านี้เดินเข้าประตูบ้านสกุลถังไป และเมื่อเห็นท่าทีเคร่งขรึม เอาจริงเอาจังของพวกเขาแล้ว แม้แต่ท่านย่าซุนเองก็ถึงกับตกใจ ถามว่า
“พวกเจ้า นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
“ข้าเป็นตัวแทนมากล่าวขอบคุณพี่ใหญ่ตระกูลถัง!” ท่านลุงสองผู้มีหน้าตาติดจะโหดและน่ากลัวอยู่สักหน่อย แต่พอเวลาจริงๆแล้วกลับเป็นผู้รู้จักกาลเทศะและช่างเจรจามากกว่าท่านลุงสี่
หญิงชราตระกูลถังมองด้วยความแปลกใจ แต่ถึงอย่างไรก็พวกเขาก็มากันแล้ว หากจะไล่ไปก็คงไม่งามเท่าไหร่ นางจึงเชิญพวกเขาให้เข้าไปในบ้าน ก่อนที่ท่านลุงสองจะอธิบายถึงสาเหตุการเดินทางมาสกุลถังวันนี้
ท่านย่าซุนและเหอซื่อมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนถังหย่งฟู่นั้นดูเหมือนจะประหลาดใจเอามากๆ ทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่กลับไม่ยอมพูดออกมาเลย ส่วนท่านย่าซุนที่คิดมาเสมอว่าตัวซวยอย่างวังซื่อจะต้องเข้าไปอาศัยในบ้านหลังเก่านั้นด้วยตัวเองมาตลอด คิดในใจว่าจะต้องหาทางกำจัดนางให้ได้สักวัน แต่คิดไม่ถึงว่าถังหย่งฟู่ บุตรชายคนโตกลับเป็นคนมอบให้นาง
เช่นเดียวกับเหอซื่อที่แม้ภายนอกจะดูเป็นคนสุภาพเรียบร้อย แต่ภายในใจนั้นกลับอิจฉาวังซื่อมาตลอดที่สามารถร้องไห้เรียกความสงสารจนสามารถเอาทุกอย่างมาได้ แถมยังมาบีบน้ำตาอ้อนวอนกับสามีของนาง ดังนั้นนางจึงรู้สึกโกรธแค้นสตรีเจ้ามารยาคนนั้นขึ้นมาทันที
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะสงสัย โกรธแค้นเพียงใด เมื่อเห็นของขวัญทั้งสี่บนโต๊ะแล้วก็ต้องฝืนอดทนและรับมันไป
ท่านลุงสองและท่านลุงสี่แสร้งทำเป็นมองไม่ออก คิดในใจว่าพวกตนนั้นทานอาหารดีๆของถังฉือเย่ไปแล้ว ก็ต้องทำงานให้เต็มที่ จึงพูดขึ้นว่า
“แม่หนูเย่ตระหนักดี แม้บ้านเก่าหลังนั้นจะไม่มีใครอยู่ แม้พวกท่านจะไม่สนใจ แต่เมื่อนางไปอาศัยอยู่นางก็ไม่สบายใจ ดังนั้นนางก็เลยกำชับพวกข้าให้มาบอกกล่าวท่านป้า” เมื่อเห็นท่านย่าซุนกำลังจะเอ่ยปากต่อมาเขาก็รีบนำเงินออกมาวางจำนวนหนึ่ง จนหญิงชรารีบปิดปากฉับในทันที
ท่านลุงสองกล่าวต่อ “แม่หนูเย่บอกว่าบ้านหลังนั้นพวกนางจะไม่อยู่เฉยๆแน่ คิดเสียว่าเป็นการเช่าบ้านจากพวกท่าน เงินจำนวนนี้ นางฝากมาเป็นค่าเช่าของครึ่งปีแรก ท่านคิดเห็นเป็นประการใด…ท่านป้า”
“นังสารเลวนั่นมีเงินเสียที่ไหน! เงินของนางก็คือเงินของข้าทั้งนั้นแหละ เอาเงินของข้ามาล้อเล่นกับข้า พวกเจ้าคิดว่าข้าเป็นคนโง่มากนักรึ!?”
ท่านย่าซุนทนไม่ไหวจึงเอาแต่ก่นด่าอยู่พักหนึ่ง กระทั่งท่านลุงสี่พูดแทรกขึ้นอย่างใจเย็น “ใช่ว่าจะไม่มีบ้านหลังอื่นในหมู่บ้านนี้ หากท่านป้าไม่ให้เช่า ข้าคิดว่าคงมีอีกหลายคนที่ต้องการปล่อยให้เช่า”
“กล้าดียังไง!” พูดเสร็จก็คว้าถุงเงินที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาถือ ซึ่งในนั้นมีเหรียญทองแดงจำนวนสิบเหรียญมีค่าเท่ากับหนึ่งร้อยอีแปะ เมื่อมองดูแล้วก็เริ่มก่นด่าอีกครั้ง “เป็นขอทานหรือ เงินเพียงหนึ่งร้อยอีแปะคิดจะมาเช่าบ้านข้า!”
ทั้งสองฝ่ายต่างถกเถียงกันอยู่เป็นเวลานาน จนท่านลุงสองใบหน้าเริ่มแดงก่ำ ส่วนท่านลุงสี่ก็หน้าดำคร่ำเครียด ท้ายที่สุดก็เป็นท่านลุงสองเองที่กัดฟันพลางกระทืบเท้าแรงๆด้วยความโมโหแล้วบอกว่า
“ตกลง! พวกข้าไม่ได้มาที่นี่กันง่ายๆ และไม่อาจกลับไปหากไม่สำเร็จ จนถูกล้อเป็นเรื่องตลกได้” หลังจากนั้นจึงนำเงินขึ้นมาอีกจำนวนหนึ่ง “ข้าจะให้ท่านอีกยี่สิบอีแปะ หากท่านยังไม่ตอบตกลงอีกก็ถือว่าท่านไม่ไว้หน้าข้า!”
ส่วนท่านลุงสี่ส่ายหน้าช้าๆ กล่าวว่า “ช่างมันเถอะ! ร้อยกว่าอีแปะกลับทำอะไรไม่ได้” พลางยื่นมือไปจะเก็บเงินคืน แล้วตอนนั้นเองที่ท่านย่าซุนกลับพยักหน้ารับตอบตกลง พร้อมกับแย่งเงินอีกยี่สิบอีแปะนั้นมาถือไว้ก่อนจะกลอกตาแล้วพูดอย่างเสียมิได้ว่า
“อย่ามาบอกว่าข้าไม่ไว้หน้าพวกเจ้า! นี่ข้าเห็นแก่หน้าพวกเจ้าจึงไม่ไล่พวกนางออกไป แถมยังให้อาศัยอยู่นี่ก็มากพอแล้ว!”
จากนั้นเมื่อทั้งสองคนออกมาบ้านสกุลถังต่างคนต่างก็มองหน้ากันด้วยความรู้สึกสับสน ก่อนจะถอนหายใจออกมาโดยพร้อมเพรียง โดยเฉพาะท่านลุงสองนั้นแอบนึกประหลาดใจในความเฉลียวฉลาดของถังฉือเย่ เพราะเมื่อนางยื่นเงินให้เขาอย่างลับๆ และเขาได้บอกปฏิเสธไปแล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นอย่างที่นางบอก ท่านย่าซุนไม่ยอมอ่อนข้อให้จริงๆ แม้จะขาดเพียงเหรียญสองเหรียญก็ตาม! จนเผลอพูดออกมาเบาๆ
“ถังฉือเย่ผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ”
“เป็นเด็กที่ฉลาดมาก” ท่านลุงสี่พยักหน้าเห็นด้วย “หากช่วยได้ก็ช่วยนางไปเถอะ!”
วิสัยของคนเป็นพ่อค้าอย่างชายทั้งสองคนนี้เทียบไม่ได้กับชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ท่าทางของถังฉือเย่แม้ดูเหมือนจะเป็นปกติธรรมดา แต่ความคิดของนางกลับล้ำลึก หลังจากนี้หากทั้งสองฝ่ายมีเรื่องขัดแย้งอะไรกัน ชาวบ้านทุกคนก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าท่านย่าซุน เป็นย่าที่จิตใจอำมหิต ขับไล่ลูกสะใภ้ที่เป็นหม้ายและหลานที่เป็นกำพร้า ให้อาศัยอยู่ในบ้านที่เก่าทรุดโทรมซ้ำยังขู่กรรโชกเอาเงิน แต่ฝ่ายหลานสาวกลับอดทนทำงานหนักเพื่อที่จะอยู่อย่างสงบ!
ทั้งสองคนทอดถอนใจ เมื่อกลับไปคุยเรื่องนี้กับถังฉือเย่อีกครั้งนางก็เตรียมอาหารเอาไว้ให้ แต่ทั้งสองก็ปฏิเสธ กระทั่งถึงเวลาอาหารเย็นหญิงสาวจึงส่งเนื้อแกะไปให้ครอบครัวของพวกเขาคนละครึ่งชาม
เวลาช่วงเดียวกันนี้ในขณะที่ถังฉือเย่กำลังถือหัวไชเท้าสองหัวใหญ่กลับมา นางก็ได้พบกับแม่ของเจินเอ๋อร์ แต่พอเห็นหน้าถังฉือเย่ แม่ของเจินเอ๋อร์ผู้นี้กลับมีสีหน้าอึกอักเล็กน้อยแล้วรีบหลบหน้าไป
หญิงสาวเหลือบมองไปก็เห็นหญ้าลิ้นงูดอกสีขาวโผล่ออกมาจากตะกร้าบนหลัง ซึ่งนางก็คงได้ข่าวว่าถังฉือเย่สามารถขายหญ้าลิ้นงูดอกสีขาวครึ่งตะกร้าได้เงินมากถึงสิบตำลึงก็คงอิจฉา นางจึงตามหาจนทั้งภูเขา จนในที่สุดก็เก็บหญ้าลิ้นงูดอกสีขาวมาได้ตะกร้าหนึ่งและนำไปขาย แต่กลายเป็นว่าเถ้าแก่ร้านขายยาไม่รับพร้อมกับบอกว่าเมื่อเช้ามีคนนำหญ้าชนิดนี้มาขายให้แล้วสองคน และปกติตัวยานี้จะใช้กันไม่มาก ไม่จำเป็นต้องเก็บมามากมายขนาดนี้ก็ได้
…เสียเวลาไปตั้งมาก เงินสักอีแปะก็ยังไม่ได้ เมื่อคิดแล้วก็พลอยทำให้รู้สึกทั้งเสียใจและอิจฉาในคราวเดียวกัน…แม่ของเจินเอ๋อร์ครุ่นคิดด้วยความเสียดาย พอกลับมาถึงบ้านเห็นบุตรสาวกำลังนั่งเล่นอยู่ในโคลน ซึ่งพอแหงนหน้าขึ้นแล้วเห็นว่าเป็นมารดาก็รีบตะกุยตะกายขึ้นจากบ่อโคลนเพื่อเข้าไปหา
“ท่านแม่ ข้าหิวแล้ว…ข้าหิว”
แม่ของเจินเอ๋อร์ไม่ทันระวังจึงหลบไม่ทันทำให้ทั้งเนื้อทั้งตัวของนางเลอะไปด้วยคราบโคลน ด้วยความหงุดหงิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงทำให้นางโกรธจนเลือดขึ้นหน้า ตวัดฝ่ามือไปที่หน้าของบุตรสาวอย่างแรง
“เจ้าโง่! เจ้าเด็กโง่!”
เด็กหญิงร้องไห้เสียงดังลั่นเมื่อถูกมารดาตบ แม่ของเจินเอ๋อร์กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ นางย่อตัวลงพลางดึงมือของบุตรสาวไปล้างคราบโคลนตรงริมแม่น้ำพร้อมกับพูดเสียงสะอื้นว่า
“เจ้า…เหตุใดจึงโง่เช่นนี้ เมื่อไหร่เจ้าจะหายสักที…”
จบตอน
Comments
Post a Comment