superstar ep171-180 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps บทที่ 171: หรือจะปล่อยให้ตายทั้งแม่ทั้งลูก!?เมื่อถังฉือเย่เปิดออกดูก็พบว่าข้างในเป็นบัตรเชิญลงนามไว้ว่า ‘อู๋เต๋ออี้’ โดยเป็นบัตรเชิญให้ไปร่วมชิมน้ำชาที่โรงน้ำชาถงชิ่งในวันที่สิบ เดือนสิบ ส่วนสาเหตุของการเชิญ เขาไม่ได้ระบุไว้ ถังฉือเย่เปิดออกดูและมองไปที่หยางซื่อด้วยความสงสัย หยางซื่อจึงบอกว่า “ที่ว่าการของเรามีที่ประชุมการค้าอยู่ เจ้ารู้หรือไม่ว่าอู๋เต๋ออี้ผู้นี้ เป็นรองหัวหน้าการประชุมการค้า เมื่อวานเขาได้มาเยี่ยมเยียนข้า แถมยังได้เอ่ยปากว่าอยากเชิญเจ้าไปร่วมงานด้วย ข้าก็เลยรับปากเขาไว้”ถังฉือเย่ก้มหน้าลงเล็กน้อย นางเข้าใจดี สาเหตุที่อีกฝ่ายเอ่ยปากพูดขึ้นมาแบบนี้ก็เพื่ออยากจะรู้ความสนิทสนมของนางกับหยางซื่อ เมื่อหยางซื่อตอบรับคำเชิญนี้แทนนาง นั่นก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขานั้นสนิทสนมกันมากจริงๆ อู๋เต๋ออี้ก็จะยิ่งให้ความสำคัญกับนางมากขึ้นไปอีก“ในเมืองหลงเหมินของข้าเองก็มีร้านค้าหลายร้านมาเข้าร่วมในการประชุมนี้ด้วย เพราะว่าที่เมืองหลงเหมินก็มีการประชุมการค้าเช่นกัน เพียงแต่ข้าไม่สะดวกที่จะเข้าร่วม จึงได้ให้เถ้าแก่หยางไปแทน ส่วนทางฝั่งของเจ้าก็ลองดูสิว่าจะให้ใครไปในเมืองหลวงกับเจ้า” หลังจากนั้นฮูหยินของท่านเจ้าเมืองก็ชี้แจงกฎต่างๆให้นางฟังอย่างละเอียด ถังฉือเย่เคยได้ยินเกี่ยวกับการประชุมนั้นมาก่อน นั่นก็เพราะเรื่องของถังหย่งหมิง ซึ่งก่อนหน้านี้เขาได้แฝงตัวเข้าไปในการประชุมการค้าของเมืองหลงเหมินจึงทำให้ได้รู้จักกับเถ้าแก่หนิวความจริงแล้วการประชุมประเภทนี้เป็นการช่วยกันสังเกตการณ์และช่วยเหลือกันของกลุ่มพันธมิตร ในเมื่ออีกฝ่ายได้ยื่นเสนอความเป็นมิตรมาให้ก็ถือว่าเป็นการยอมรับอย่างหนึ่ง ซึ่งมันก็จะสะดวกในการที่จะสร้างความมั่นคงในเมือง และในขณะเดียวกันอาจจะเป็นสะพานที่ทำให้นางได้เดินออกไปด้วยหญิงสาวคิดว่าจะใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านจวี้เป่าไปตลอดชีวิตไม่ได้ ดังนั้นถังฉือเย่จึงตอบรับคำของหยางซื่อจากนั้นเมื่อถังฉือเย่เดินทางกลับมาถึงหมู่บ้านแล้ว นางก็ได้เจอถังฉือหรงที่ยืนรออยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน นางจิ้มไปที่เปลือกตาด้านขวาของตัวเองในที่สุดก็พบว่ามันได้หยุดกระตุกแล้วจึงก้าวลงมาจากรถ จากนั้นก็บอกให้เฉินจิ่วเอาเกวียนกลับไปที่ร้านเหล้าพลางถามถังฉือหรงว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น นางได้ก่อเรื่องอีกใช่หรือไม่?” ถังฉือหรงหัวเราะออกมาอย่างแห้งๆ พร้อมกับเล่าเรื่องราวต่างๆให้นางฟังด้วยเสียงเบาๆ ถังฉือเย่นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ วูบหนึ่งนางรู้สึกว่าวังซื่อนั้นเหมือนกับเศษขยะที่ติดอยู่บนผนัง เหมือนกับจะไม่มีพิษภัยอะไร แต่กลับทำให้รู้สึกรังเกียจจนอยากจะอาเจียนทุกครั้งที่พบเห็นทันทีที่กลับไปถึงบ้าน หญิงสาวจึงเรียกท่านยายเย่มาหาแล้วเอ่ยปากถามอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับสีหน้าของนางที่ขรึมขึ้นเรื่อยๆในตอนนี้ถือได้ว่าถังฉือเย่กลายเป็นบุคคลสาธารณะของหมู่บ้านไปแล้ว ความเป็นส่วนตัวก็จะถูกลดน้อยลงอย่างแน่นอน สิ่งที่วังซื่อพูดมานั้นทุกคนก็คงจะได้รู้กันทั่วถึงแล้ว ยิ่งตอนนี้ในหมู่บ้านจวี้เป่านั้นก็มีคนนอกอยู่ค่อนข้างเยอะ เท่ากับว่าคนนอกก็จะได้รับรู้ไปด้วยดังนั้นหลังจากนี้จะต้องไม่ปล่อยให้วังซื่อออกไปไหน และยิ่งไม่สามารถแก้ข่าวลือนี้ได้ในตอนนี้ เพราะไม่อย่างนั้นผู้คนก็จะยิ่งคาดเดากันไปต่างๆนานา ตอนนี้ทุกคนยังคงเกรงใจเพราะต่างต้องพึ่งพาโรงเหล้า เรื่องพวกนี้ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมากมายนัก แต่ต่อไปในอนาคตหากมีคนอยากจะจัดการนางล่ะ การที่วังซื่อไปมีเรื่องชู้สาวอะไรกับถังหย่งฟู่นั้นก็จะกลายเป็นระเบิดเวลาอย่างไม่ต้องสงสัยหากตกไปอยู่ในมือของคนที่จิตใจต่ำช้า นางและถังฉือหรงก็จะถูกจัดการได้อย่างง่ายดาย คิดได้ดังนี้ ถังฉือเย่ก็โกรธจนกัดฟันกรอดๆก่อนจะพูดอย่างไม่ลังเลว่า “พรุ่งนี้ข้าจะเข้าไปซื้อยาในเมือง”ท่านยายเย่เหมือนจะอยากพูดอะไรแต่ก็หยุดชะงัก หญิงสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดต่อ “ต่อไปนี้ข้าจะให้เตากวางเจี้ยนอิ่งมาเฝ้าที่นี่สักตัว ถ้าหากสามารถปลอมชีพจรได้ก็หมดเรื่องแล้ว จะได้อ้างได้ว่านางไม่สบาย แบบนั้นแล้วก็จะสามารถอธิบายกับคนอื่นๆได้ หากไม่ได้ข้าก็จะต้องไปปรึกษากับอาจิงแล้วล่ะ”พูดไปเหมือนกับรำพึงรำพันกับตัวเอง จนในที่สุดถังฉือเย่ก็สังเกตเห็นสีหน้าของยายเย่จึงถามว่า“เป็นอะไรไป?”“ไม่มีอะไร”“มีอะไรก็รีบพูดมาเถอะ!” ถังฉือเย่ไม่หลงเหลือความอดทนอยู่เลยแม้แต่น้อย หญิงชราลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมาว่า “หากอายุครรภ์มากแล้ว การที่กินยาก็จะเป็นอันตรายนะเจ้าคะ”หญิงสาวชะงักไปในทันที…ใช่แล้ว! นางลืมไปเสียสนิท การทำแท้งในอายุครรภ์สามเดือนขึ้นไปนั้นมีอันตรายอย่างยิ่ง นางป้องกันเขตบ้านไว้อย่างดีมาตลอด ถังหย่งฟู่ไม่มีโอกาสได้มาอีกเป็นแน่ แต่ถ้าหากเป็นครั้งที่แล้วละก็ ตอนนั้นเมื่อลองนับๆดูแล้วก็คงจะประมาณสี่เดือน เช่นนี้ยังสามารถทำแท้งได้หรือไม่ถังฉือเย่เดินออกไปโดยไม่พูดอะไรเพื่อไปหาฉีจิง กลางดึกคืนนั้นหมอท่านหนึ่งก็ได้ถูกเชิญมาอย่างเงียบๆ เพื่อแอบตรวจชีพจรของวังซื่อท่านหมอบอกว่า อายุครรภ์มากเกินไป อีกอย่างร่างกายของวังซื่อก็ไม่ค่อยดีนัก ไม่สามารถทำแท้งได้ ไม่อย่างนั้นอาจจะตายทั้งแม่ทั้งลูก!เมื่อไปส่งท่านหมอแล้ว ถังฉือเย่ก็ไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว แม้ว่าจะเกลียดวังซื่อถึงขั้นอยากให้ฆ่าให้ตาย แต่กระนั้นนางก็ไม่อยากฆ่าคนที่กำลังจะเป็นแม่คนอย่างนี้หรอก “ข้าจะหาสถานที่สักแห่งและคนที่ไว้ใจได้ เมื่อนางคลอดเสร็จแล้วก็ค่อยให้นางกลับมาดีหรือไม่?” ฉีจิงเสนอ เมื่อถังฉือเย่มาลองคิดอย่างละเอียดดูแล้ว นางก็ส่ายหน้าไปมา “ไม่ได้ ไม่ได้ คนอย่างนาง หากไม่อยู่ในสายตาของข้าแล้ว ข้าก็ยิ่งวางใจไม่ได้”ท่านยายเย่รีบพูดขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรกันดีๆ”ในชั่วพริบตาก็มีความคิดต่างๆผุดขึ้นในหัวของถังฉือเย่เต็มไปหมด แต่กลับไม่มีวิธีไหนที่ใช้ได้เลย นางลูบหน้าผากไปมาด้วยความกลุ้มใจพลางว่า “ข้าขอคิดหน่อย แล้วค่อยว่ากันอีกที”แต่ครั้งนี้ถังฉือเย่เองก็คิดไม่ถึงว่าเรื่องที่ไม่คาดคิดจะมาเร็วเช่นนี้ แม้กระทั่งตัวนางเองก็ยังรับมือไว้ไม่ทันรอจนเช้าวันถัดมาหญิงสาวไม่ได้ออกจากบ้าน นางเรียกให้เตากวางเจี้ยนอิ่งกลับมา พลางลูบไปที่ขนของมันขณะครุ่นคิดไปด้วย แล้วอยู่ๆ เตากวางเจี้ยนอิ่งก็ผงกหัวขึ้นมา แล้วร้องไปยังทางด้านหลังหญิงสาวขมวดคิ้วรีบเดินไป ก็เห็นเป็นเด็กคนหนึ่งในหมู่บ้านกำลังกอดหัวไชเท้าและยืนอยู่ในสวนผัก เมื่อเห็นนางเขาก็พูดขึ้นว่า“กำแพงที่ล้อมรอบสวนผักของเจ้าพังแล้ว!” จากนั้นเด็กคนนั้นก็วิ่งหนีไป ครั้งนี้ถังฉือเย่คร้านที่จะคิดเล็กคิดน้อย นางกับท่านยายเย่จึงผูกกำแพงไม้ไผ่ขึ้นมาใหม่ โดยที่หญิงสาวไม่รู้เลยว่า หลังจากที่เด็กคนนั้นวิ่งออกไปแล้ว เขาได้ยื่นแผ่นกระดาษให้กับถังหย่งฟู่ที่เดินออกมาจากมุมๆหนึ่งเมื่อถังหย่งฟู่เปิดกระดาษออกดูข้างในก็พูดขึ้นว่า “ข้ามีเรื่องน่ายินดีแล้ว มันเป็นของเจ้า รีบพาข้าออกไป!” แล้วตอนนั้นเองที่ดวงตาของถังหย่งฟู่เปล่งประกายขึ้นในทันที เมื่อวานเขาได้ยินว่าวังซื่อออกจากบ้านจึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขานั้นรู้จักนางดี คนอย่างวังซื่อ หากไม่มีเรื่องอะไรจริงๆ นางก็จะไม่เปลืองแรงออกมาข้างนอกหรอก ฉะนั้นจะเป็นเรื่องอะไรล่ะ…ตอนแรกเขาก็กังวลว่านางจะไม่มีสมองแล้วมาหาเขา แต่เมื่อนอนไปได้สักพัก จู่ๆเขาก็นึกออก…หรือว่านางจะ? ถังหย่งฟู่รู้สึกทั้งตกใจและดีใจในเวลาเดียวกัน เมื่อครั้งที่เขาโดนตีจนขาหัก เขานั้นกลัวเป็นอย่างมาก ความเจ็บปวดทรมานที่ได้รับทำให้ต้องนอนเป็นคนไร้ประโยชน์บนเตียงมาหลายเดือน ทำอะไรก็ไม่ได้ จะเข้าห้องน้ำก็ลำบาก ทำให้เขารู้สึกเคียดแค้นเป็นอย่างมากทั้งหมดเป็นเพราะถังฉือเย่! ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพราะถังฉือเย่ทำขึ้นมาทั้งนั้น หากนางไม่ได้ทำเหล้าฟู่โช่ว หรือหากว่านางไม่ได้วางแผนทำร้ายตระกูลเมิ่ง ตัวเขาเองก็จะถูกตีจนขาหักได้ยังไง! ถังหย่งฟู่คิดอย่างเคียดแค้นปนความอิจฉา เพราะในตอนนี้บ้านของถังฉือเย่ยิ่งร่ำรวยและเฟื่องฟูขึ้นเป็นอย่างมาก เงินก็หาได้เยอะขึ้นเรื่อยๆ คนทั้งหมู่บ้านก็ต้องพึ่งพานางในการหาเงินทั้งสิ้นนอกจากพวกเขาแล้ว ที่เหลือก็เป็นคนของนางทั้งหมด แม้กระทั่งคนที่ปากจัดอย่างท่านย่าซุนก็ไม่กล้าที่จะไปหาเรื่องนาง ที่แม้ครั้งหนึ่งจะได้ชื่อว่าเป็นหลานสาวก็ตาม!ดังนั้นเมื่อเดาได้ว่าวังซื่ออาจจะมีเรื่องน่ายินดี เขาก็ข่มอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่แล้ว และรู้ได้ทันทีว่านี่คือโอกาสที่จะทำให้เขาสามารถเหยียบหัวถังฉือเย่ได้…และเป็นเพียงโอกาสเดียวเท่านั้น!ฉะนั้นเขาจึงว่าจ้างให้เงินเด็กคนหนึ่งในหมู่บ้านแอบเข้าไปส่งกระดาษให้วังซื่อ ด้วยความที่วังซื่อเคยเป็นสาวใช้ที่อยู่ในห้องหนังสือมาก่อน นางจึงสามารถเขียนหนังสือได้เล็กน้อย เมื่อนางส่งจดหมายกลับมาหา นั่นก็เหมือนกับสิ่งที่เขาคิดไว้ไม่มีผิด! ในเมื่อแน่ใจดังนั้นเขาก็ต้องรีบลงมือทำอะไรสักอย่าง! ถังหย่งฟู่รู้ว่าถังฉือเย่เป็นคนที่ใจดำอำมหิต หากนางให้วังซื่อกินยาขับลูก เช่นนั้นคงไม่ทันการอย่างแน่นอน เหตุนี้เขาจึงยันตัวลุกขึ้นพลางพยุงด้วยไม้เท้าและเดินด้วยขาที่กะเผลกนั้นพร้อมกับครุ่นคิดอยู่ตลอดทาง ทันทีที่มาถึงที่หมายแล้วก็ไม่รอช้าเรียกให้เหอซื่อไปเชิญท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงมาบอกว่ามีเรื่องสำคัญ แต่ท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงไม่อยากที่จะพบเขา แต่เมื่อได้ยินว่ามีเรื่องที่สำคัญจึงได้ส่งลูกชายของตนมาแทน ถังหย่งฟู่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรรีบบอกกับทั้งสองไปว่า “รบกวนท่านทั้งสองไปหาถังฉือเย่ให้ข้าหน่อย ข้าจะขอวังซื่อฉินแต่งงาน”เท่านั้นเองชายทั้งสองคนที่ได้ยินก็แสดงสีหน้าที่คาดไม่ถึง แม้กระทั่งคนที่ซื่อๆอย่างถังหย่งก็อดพูดขึ้นไม่ได้ว่า “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!” ถังหย่งฟู่หัวเราะอย่างได้ใจว่า “สมัยโบราณยังมีการแต่งงานในเครือญาติเลย แล้วเหตุใดข้าจะทำไม่ได้?”เฉินฉางเซิงเบ้ปากเล็กน้อย ถังหย่งฟู่ยิ้มออกมาด้วยความได้ใจ แล้วพูดทีละคำว่า “ในท้องของวังซื่อฉินกำลังตั้งท้องลูกของข้าอยู่ แล้วเหตุใดข้าจะทำไม่ได้เล่า!?” บทที่ 172: แบกภาระสองครอบครัวเมื่อถึงกลางดึกสะใภ้ทั้งสองของท่านหัวหน้าตระกูลก็มาที่บ้านหิน ตอนนี้แม้ว่าในนามแล้วถังฉือหรงจะเป็นเจ้าบ้าน แต่ทุกคนกลับเคยชินกับการหามาถังฉือเย่ไม่ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ตามแทน หญิงสาวเปิดประตูออกมา พอเห็นว่าเป็นใคร ถังฉือเย่จึงรู้สึกตามสัญชาตญาณว่ามันต้องมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลเป็นแน่ เพราะนางมองเห็นความสงสารในแววตาของเฉียนซื่อและจ้าวซื่อ“ท่านป้า พวกท่านมีเรื่องอะไรก็บอกมาตรงๆเถอะ” ทั้งสองสำลักและพูดไม่ออกในทันทีหลังจากหาเรื่องพูดอ้อมไปอ้อมมาอยู่พักใหญ่ จากนั้นพวกนางก็มองตากัน ไม่นานจ้าวซื่อจึงได้พูดออกมาอย่างยากลำบาก “คือว่า…คือว่าถังหย่งฟู่ เขาเรียกหัวหน้าครอบครัวพวกเราไปกะทันหัน และพูดบางอย่าง…” ตอนแรกจ้าวซื่อไม่ค่อยชอบถังฉือเย่นัก แต่เมื่อผ่านเรื่องราวมามากมาย โดยเฉพาะหลังจากเกิดเรื่องที่โรงทอเย่ฟาง นางจึงค่อยๆเริ่มชื่นชมเด็กสาวผู้นี้มากขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นการยากที่จะเอ่ยคำพูดเหล่านี้ ตอนนี้เฉียนซื่อเป็นเหมือนกึ่งอาจารย์ในโรงทอเย่ฟาง และความสัมพันธ์ของนางกับถังฉือเย่ก็ดีขึ้นมากถึงขนาดที่นางลำบากใจแทนถังฉือเย่ จ้าวซื่อมีท่าทีลังเล ก่อนที่ในที่สุดนางจะเป็นฝ่ายพูดออกไปตรงๆ “เย่เอ๋อร์ เรื่องนี้ถ้าเจ้าฟังแล้วก็อย่าโกรธไปเลยนะ ถังหย่งฟู่บอกว่า เขาต้องการแต่งงานกับแม่ของเจ้า”ในที่สุด…ในที่สุดก็ได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของถังฉือเย่เรียบเฉย และสงบนิ่งไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ความรู้สึกนี้ราวกับตัวเองกำลังเปลือยกายในที่สาธารณะโดยมีฝูงชนล้อมรอบจับจ้องอยู่แม้ว่าจะอัปยศมากเพียงใด แต่ใบหน้าของนางกลับยังคงสงบนิ่ง หญิงสาวกล่าวทีละคำว่า “ท่านป้า ตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น ท่านช่วยเล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียดหน่อย”เฉียนซื่อพยายามพูดอย่างยากเย็น “เขาบอกว่า…เขาไปมาหาสู่กับแม่ของเจ้า ก็ไม่รู้ว่ามันจริงหรือเปล่า เขาบอกว่า แม่ของเจ้าเขียนจดหมายให้เขา บอกว่านาง…เอ่อ…นางท้องลูกของเขา”ครั้งนี้ถังหย่งฟู่ยอมทุ่มเทออกมาจริงๆ ตอนนี้เขาก็เหมือนหมาจนตรอกที่ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนพิการคนหนึ่ง ต่อไปขาก็คงรักษาไม่ได้ และทำงานไม่ได้อีกแล้ว จึงยอมสละทุกอย่างเพื่อยึดเหนี่ยวเอาไว้ ตราบใดที่เรื่องนี้สำเร็จ เขาก็จะกลายเป็น ‘พ่อเลี้ยง’ ของนาง ซึ่งจะต้องเลี้ยงดูเขาต่อไป…เป็นแผนการที่เตรียมมาดีจริงๆ!อีกอย่างเรื่องนี้แตกต่างจากเรื่องของเขาและแม่หม้ายหนิวในครั้งนั้น เพราะว่ายังมีถังฉือหรง ถังฉือเย่ และถังฉือเหยาอยู่ ถังหย่งฟู่ชั่วร้ายมาก เขาไม่ลังเลและไม่ให้เวลานางได้ตั้งตัวเลย เรื่องมาถึงขั้นนี้ โดยเฉพาะในท้องวังซื่อยังมีเด็กคนหนึ่งอยู่ด้วย แม้ว่าวังซื่อจะตายไปในตอนนี้ หรือว่าถังหย่งฟู่ตายไปในตอนนี้ เรื่องนี้ก็ไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมได้แล้ว เฉียนซื่อพูดเสียงแผ่วๆว่า “เย่เอ๋อร์ ข้ารู้ว่าเจ้าอึดอัดใจ เรื่องเช่นนี้ใครก็อึดอัดใจกันทั้งนั้น แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็เป็นเรื่องที่ทำอะไรไม่ได้ เพื่อเด็กแล้ว ก็ทำได้เพียงกลั้นใจยอมรับมัน” นางถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่าพลางพูดต่ออีกหลายประโยค “พ่อเจ้าจากไปเร็วนัก ถังหย่งฟู่แบกรับภาระสองครอบครัว แต่มันก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลไม่เช่นนั้น ก็ไม่มีวิธีที่ดีแล้วจริงๆ”…แบกรับภาระสองครอบครัวอย่างนั้นเหรอ…ถังฉือเย่คิดหยามหยันอยู่ในอก…คิดได้สวยงามมาก!ถังฉือเย่กัดฟันด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะพูดกับทั้งสองคน “ท่านป้า นี่มันเป็นไปไม่ได้ พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดข้าเลือกไม่ได้ ข้ายอมรับแต่แผนการที่น่ารังเกียจน่าขยะแขยงเช่นนี้ ข้ายอมรับไม่ได้ ท่านช่วยบอกถังหย่งฟู่ให้เลิกฝันหวานได้เลย ข้าไม่มีทางยอมรับโดยเด็ดขาด” เฉียนซื่อยิ้มอย่างขมขื่น “เย่เอ๋อร์ เจ้าลองคิดดูอีกครั้ง หลักๆแล้วก็คือถังฉือหรง พวกเราไม่ควรไปแข่งกับคนอย่างเขา เข้าไปพัวพันกับคนพาลเช่นนี้ มันจะเป็นผลเสียกับชื่อเสียงพี่ชายและน้องสาวของเจ้านะ”จ้าวซื่อเองก็กล่าว “เห็นได้ชัดว่าถังหย่งฟู่ร้อนใจมาก เขาดิ้นรนอย่างสุดฤทธิ์ และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะก่อเรื่องอะไรอีก กลัวเพียงว่ายิ่งเอะอะโวยวายก็จะยิ่งเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าฟัง”หลังจากนั้นทั้งสองคนพยายามเกลี้ยกล่อมนางอีกหลายประโยค เมื่อเห็นถังฉือเย่ยังคงก้มหน้าอยู่ตลอด เฉียนซื่อจึงดึงมือจ้าวซื่อและยืนขึ้น “เช่นนั้นเย่เอ๋อร์ เจ้าก็คิดดูดีๆแล้วกัน พวกเราขอตัวกลับก่อน”จากนั้นทั้งสองก็จากไป ถังฉือเย่นั่งเงียบๆอยู่ในความมืด ผ่านไปสักพักหนึ่งฉีจิงก็มาเคาะประตู จากนั้นก็เดินเข้ามาพลางกล่าวเสียงเบา “อาเย่?” แล้วตอนนั้นเองที่จู่ๆ ภายในใจของถังฉือเย่ที่รู้สึกราวกับสิ่งที่กดเอาไว้นั้นได้ปะทุออกมาอย่างรวดเร็ว นางกล่าวอย่างไม่เกรงใจสักนิด “ออกไป! อย่ามายุ่งกับข้า!” ฉีจิงยืนสงบนิ่ง พลางเดินเข้าไปยืนต่อหน้านาง และใช้สองมือชี้ไปที่หน้าผาก “อยากระบายอารมณ์ใช่ไหม เช่นนั้นก็ระบายมันออกมา ข้าจะรออยู่ตรงนี้”น้ำเสียงของเขายังคงสงบนิ่ง แต่ในขณะนั้นความแข็งแกร่งแบบลูกผู้ชาย ก็ได้สลัดคราบของเด็กวัยหนุ่มออกในทันที และความแข็งแกร่งนั้นได้ทลายเกาะป้องกันของนางออกในพริบตาถังฉือเย่ยืนขึ้นและเตะเขาไปครั้งหนึ่ง ฉีจิงปล่อยให้นางเตะอย่างเงียบๆ ก่อนจะรวบนางมากอดไว้ หญิงสาวซุกหน้าอยู่ในอ้อมอกเขา น้ำตาค่อยๆไหลออกมา นางร้องไห้จนไหล่สั่นเทามือใหญ่ของฉีจิงวางอยู่หลังศีรษะพร้อมกับลูบเบาๆเพื่อปลอบประโลม ถังฉือเย่ร้องไห้อยู่นานจนกระทั่งเหนื่อยจึงหยุดสะอึกสะอื้น แต่ยังคงอยู่ในอ้อมกอดของเขา และไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาแผ่นหลังของชายหนุ่มไม่ได้กว้างมาก แต่เมื่อกอดเขาแล้วกลับทำให้รู้สึกสงบลงได้อย่างน่าประหลาด “ฉีจริง” “หืม?” “จอมวายร้าย!” ชายหนุ่มหยุด ก่อนจะกล่าว “ข้าจะช่วยเจ้าจัดการกับมัน” “ข้าหมายถึงเจ้าน่ะเป็นจอมวายร้าย” เขาหัวเราะเบาๆ พลางขยับนิ้วมือ “ข้าไม่ดีตรงไหน?” หญิงสาวอยู่ในอ้อมแขนของเขา ขณะเงยหน้าขึ้นจ้องมองอีกฝ่ายที่กำลังก้มลงมาเงียบๆ สายตาที่อบอุ่นและมีความอดทนของเขานั้นมีเสน่ห์เสียจริง แม้ว่าดวงตาของนางจะบวมเป่งและเลือนรางจากหยดน้ำตาที่คลออยู่ แต่กระนั้นถังฉือเย่ก็มองเห็นและสัมผัสได้ด้วยหัวใจอย่างชัดเจนจนรู้สึกดี นางยิ้มให้เขาเล็กน้อยก่อนจะบอกเมื่อใจกลับมาสงบนิ่งแล้ว “ข้าจะไปล้างหน้าหน่อย” หลังจากนั้นหญิงสาวจึงหันหลังแล้วเดินจากไป ในเวลานี้ประตูด้านนอกก็ค่อยๆเปิดออก ก่อนที่ถังฉือหรงจะเดินเข้ามาอย่างช้าๆ พลางมองเขาด้วยความตำหนิฉีจิงจ้องมองเขาอย่างตรงไปตรงมา ถังฉือหรงค่อยๆขยับริมฝีปาก “ทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง เย่เย่ยังอายุไม่ถึงสิบห้า พวกเจ้าก็ไม่มีทั้งตำแหน่งและชื่อเสียง อย่างนี้มันไม่สมเหตุสมผล นอกจากนี้...”ก่อนที่เขาจะพูดจบ ฉีจิงก็หันหลังและเดินออกไปด้านนอก พลางตบไหล่ของเขา “ตั้งใจเล่าเรียนไปเถอะ อย่ายุ่งเรื่องชาวบ้าน ข้ารู้อยู่แก่ใจแล้วล่ะ”ถังฉือหรงเงียบไปนานเพราะท่าทีและน้ำเสียงที่ดูเป็นผู้ใหญ่ของอีกฝ่าย จนเมื่อถังฉือเย่กลับมาจากการล้างหน้า ถังฉือหรงจึงถามนางอีกครั้ง “ตกลงแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?” “ท่านพี่ไม่ต้องสนใจหรอก ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร" ถังฉือเย่พูดอย่างขอไปที “ท่านพี่เรียนหนังสืออย่างเดียวพอแล้ว เรื่องในครอบครัว ข้าจะจัดการเอง”แม้จะรู้สึกหดหู่กับความไม่เอาไหนของตัวเองจนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เขากลับไม่มีความมั่นใจจึงทำได้เพียงหันหลังและเดินจากไปเช้าวันรุ่งขึ้น ในขณะที่ถังฉือเย่และคนอื่นๆกำลังทานอาหารอยู่นั้น เสียงคนกำลังทุบประตูอยู่ด้านนอกก็ดังขึ้น…เป็นเสียงกระแทกที่หนักหน่วงเป็นระลอกๆราวกับเสียงฆ้องถังฉือเย่เลิกคิ้ว ส่วนฉีจิงวางชามลงพลางออกไปดู นางจึงตามออกไปด้วย เป็นถังหย่งฟู่นั่นเองที่กำลังยืนอยู่ด้านนอก แล้วใช้ไม้เท้าเคาะประตู เมื่อเห็นทั้งสองออกมา เขาก็หัวเราะอย่างหน้าด้าน เผยให้เห็นฟันซี่เหลืองๆแล้วพูดว่า “เย่เอ๋อร์ เหตุใดจึงไม่เชิญข้าเข้าไปล่ะ ถึงอย่างไรเราก็เป็นคนครอบครัวเดียวกัน ต่อไปเจ้าก็ต้องเรียกข้าว่าพ่อแล้ว!” บทที่ 173: ภูเขาที่คดเคี้ยวฉีจิงโกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ ชายหนุ่มตั้งใจจะก้าวเท้าออกไป แต่ถังฉือเย่ก็ดึงรั้งห้ามเอาไว้เสียก่อน ถังหย่งฟู่รีบถอยหลังอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ แต่พอเห็นท่าทางของนางแล้วเขาก็ใจชื้นขึ้นมาบ้างพลางคิดว่าคงไม่กล้าทำอะไร ถังหย่งฟู่หันกลับไปมองชาวบ้านที่มามุงดู ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างภาคภูมิใจ “เย่เอ๋อร์…แม่ของเจ้าจะมีน้องชายมาเพิ่มให้เจ้าแล้วนะ ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดี เมื่อมาถึงขั้นนี้ ข้าก็จะแต่งงานกับแม่ของเจ้า แบกรับภาระเลี้ยงดูสองครอบครัว จึงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เจ้าพูดมาสิว่าเด็กอย่างเจ้าจะดื้อดึงอะไรกับข้า?”จากนั้นเขาก็ตะโกนผ่านประตูเข้าไปเสียงดังว่า “ฉินเอ๋อร์ ข้ามารับเจ้าแล้ว ข้ามาขอเจ้าแต่งงานแล้ว เจ้ารีบออกมาเร็ว!” เมื่อวังซื่อได้ยินจึงรีบวิ่งถลันออกมาทันที พอเห็นท่าทางของถังหย่งฟู่ที่ใช้ไม้เท้า นางก็ตกตะลึงเอามือปิดปากและร้องไห้ “อาฟู่ เจ้ามาแล้ว!” จากนั้นก็กระโจนเข้าไปสู่อ้อมกอดพร้อมกับโอบรอบคอเขาไว้ ร้องไห้สะอึกสะอื้น “ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที ข้าคิดว่าเจ้าลืมข้าไปแล้วเสียอีก” “ข้าจะลืมได้อย่างไรล่ะ?” ถังหย่งฟู่ทอดสายตามองวังซื่ออย่างลึกซึ้งก่อนจะเบือนหน้าหันมามองถังฉือเย่ แล้วพูดเสียงดัง “ข้ามาขอเจ้าแต่งงาน เป็นพ่อให้กับลูกๆของเจ้า ไหนเจ้าลองบอกกับทุกคนสิว่าเด็กในท้องของเจ้าเป็นของข้าใช่หรือไม่ กี่เดือนแล้วล่ะ?”“บ้า!” วังซื่อตีเขาอย่างเขินอาย จากนั้นก็ลูบท้องเบาๆ “ประมาณสี่เดือนแล้วล่ะ” จากนั้นทั้งสองก็แสดงความรักใคร่เสน่หาต่อกันราวกับรอบข้างไม่มีใครอยู่ ชาวบ้านคนอื่นๆล้วนแสดงท่าทีที่ไม่อาจใช้คำพูดอธิบายได้ หลายคนทนไม่ได้และด่ากราด “พวกเจ้าช่างหน้าไม่อาย ชั่วช้าสารเลว!”“หน้าด้าน!” “ช่างเป็นคู่ชายหญิงเลวทรามล่วงประเวณี!”ถังหย่งฟู่เหลียวมองไปรอบๆ ไม่ได้สนใจใครทั้งนั้น ปล่อยให้พวกเขาด่าทอโดยไม่รู้สึกผิดอะไรทั้งนั้น เขาขอเพียงอย่างเดียวคือให้ทุกคนรับรู้เรื่องนี้ และเข้าใจว่าการที่เขามาขอวังซื่อฉินแต่งงานนั้นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เอาไว้ปิดบังความอัปยศของตนเอง ดังนั้นยิ่งคนรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งถูกด่ามากเท่าใด ถังหย่งฟู่ก็ยิ่งดีใจมากเท่านั้น!ถังฉือเย่ยืนกอดอกพิงประตูมองดูอย่างมีเลศนัย ราวกับกำลังดูละครอย่างไรอย่างนั้นถังหย่งฟู่หุบยิ้มฉับทันที สัญชาตญาณของเขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่เมื่อคิดดูอีกครั้งก็รู้สึกว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ถังฉือเย่คงคิดว่าการสร้างสถานการณ์ขู่ขวัญตบตาเพียงแค่นี้จะสามารถทำให้เขากลัวได้อย่างนั้นเหรอ…นางช่างโง่เขลายิ่งนัก ด้วยเหตุนี้ถังหย่งฟู่จึงไร้ความเกรงใจ และต้องการท้าทายมากขึ้นด้วยการบีบบั้นท้ายของวังซื่อจนอีกฝ่ายต้องบิดตัวหนีด้วยความเขินอาย เมื่อเขาก่อเรื่องมาถึงขนาดนี้ ชาวบ้านต่างก็ทนดูต่อไปไม่ได้ และในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดโอกาสให้ถังฉือเย่ได้จัดการเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ต้องคอยกักบริเวณวังซื่ออย่างระมัดระวัง ที่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็เพียงเพราะชื่อเสียง ตอนนี้ชื่อเสียงก็ไม่มีแล้ว เช่นนั้นนางจะระวังไปทำไม เช่นนั้นก็เปิดกว้างอย่างเต็มที่ให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย! ถังฉือหรงออกมายืนดูอยู่หน้าบ้านของท่านสวี่ เขาโกรธจนตัวสั่นไปหมดอยากจะเดินเข้าไปตั้งนานแล้ว แต่กลับถูกสวี่เวิ่นชู่ห้ามเอาไว้ก่อน และเมื่อสังเกตเห็นท่าทีของถังฉือเย่ ก็รู้ได้ทันทีว่านางมีแผนอยู่ในใจและคงสามารถรับมือได้ไม่ยากเย็นนัก ถังฉือเย่รออยู่สักพัก ก่อนจะก้าวออกไปข้างหน้าอย่างช้าๆ พลางกล่าวว่า “ฝนจำเป็นต้องตก แม่ก็จำเป็นต้องแต่งงาน ข้าเองในฐานะลูกสาว นอกจากยอมรับแล้วก็ไม่มีอะไรที่ข้าสามารถทำได้อีก”ตอนนั้นทุกคนต่างเงียบสนิท หญิงสาวมีท่าทีสงบนิ่ง แต่ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกคับข้องใจแทนถังฉือเย่กล่าวต่อไปอย่างใจเย็น “ข้าเองก็เพิ่งรู้เรื่องเมื่อวานนี้ หลังจากที่ให้ท่านหมอมาดูแล้วก็พบว่าท่านแม่ท้องโตแล้ว ไม่สามารถกินยาได้ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นหนึ่งศพสองชีวิต ข้าเองในฐานะลูกสาวแม้ว่าจะเกลียดชังเรื่องนี้มากเพียงใด ก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีกเช่นกัน!” ทุกวันนี้ถังฉือเย่มีสถานะสูงมากในหมู่บ้าน โดยเฉพาะในใจของผู้หญิง ฉะนั้นทุกคนจึงต่างมองนางราวกับเป็นเทพธิดา เมื่อได้ยินเช่นนี้จึงอดไม่ได้ที่จะร้องไห้พร้อมกับเกลียดชังวังซื่อมากยิ่งขึ้นไปอีก ผิดกับถังหย่งฟู่ที่ดีอกดีใจเป็นอย่างมาก คิดในใจว่าเรื่องราวดีกว่าที่เขาคาดเอาไว้มาก ที่แท้เด็กคนนี้ก็สู้ต่อไปไม่ได้อีกแล้วถังหย่งฟู่จีงรีบก้าวขึ้นมาข้างหน้า คิดจะกล่าวบางอย่าง แต่สายตาของถังฉือเย่เหลือบไปมองพอดี สายตาของนางเป็นประกายความเฉียบคม…ไม่รู้เหตุใดถังหย่งฟู่จึงตกใจขึ้นมา “แต่พี่ชายของข้าเป็นบัณฑิต มีคุณธรรมจรรยาจะให้ตายอย่างไร ข้าก็ไม่มีวันยอมให้ท่านพี่เป็นพี่น้องกับเด็กที่เกิดมาจากการล่วงประเวณีเช่นนี้ ข้าจะไปขอให้ท่านหัวหน้าตระกูลหาครอบครัวที่เหมาะสม รับท่านพี่เป็นบุตรบุญธรรม”ทุกคนต่างตกตะลึงโดยเฉพาะถังหย่งฟู่ ที่ยังคงยืนโง่อยู่ตรงนั้น ราวกับโดนฟ้าผ่าแสกหน้า…บุตรบุญธรรม เขาคิดแล้วคิดอีกก็นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้!การรับบุตรบุญธรรมในยุคสมัยนี้นั้นแตกต่างจากการมีพ่อบุญธรรม เพราะการมีพ่อบุญธรรมนั้นก็เป็นเพียงการมีพ่อเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน แต่การรับบุตรบุญธรรมจะต้องมีการแก้ลำดับวงศ์ตระกูล จากนี้ไปเขาจะไม่ใช่ลูกชายของถังหย่งหลี่และวังซื่ออีกต่อไปและตราบใดที่อยู่ในตระกูลเดียวกันก็สามารถรับเป็นบุตรบุญธรรมได้ และเช่นนี้ก็จะไม่มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของถังฉือหรง ถังฉือเย่อมยิ้มตรงมุมปาก ความคิดนี้นางเพิ่งคิดได้อย่างกะทันหันเมื่อวานนี้…แค่พาถังฉือหรงออกไป นางเองก็เป็นคนค้าขายคนหนึ่ง นางจะกลัวอะไร ถังหย่งฟู่ต้องการจะแต่งงานกับวังซื่อ เช่นนั้นก็ดี รีบๆแต่งออกไป นางจะได้เบาใจ ถึงอย่างไรก็ไม่ได้เงินสักแดง ไม่ต้องสนว่าใครจะคิดอย่างไร เรื่องราวซับซ้อนราวกับเส้นทางบนยอดเขาที่คดเคี้ยววกวน เป็นเวลานานก่อนที่ทุกคนจะได้สติกลับมา พร้อมกับมีเสียงดังขึ้น สกุลถังหลายคนเริ่มตื่นเต้นดีใจต้องการที่จะรับถังฉือหรงไปเป็นบุตรบุญธรรมกันทั้งนั้น…ได้ลูกชายมาหนึ่งคนที่เป็นทั้งลูกศิษย์ของสวี่ซื่อหยวน แถมยังเป็นพี่ชายแท้ๆของเจ้าบ้านถัง เช่นนี้แล้วใครบ้างเล่าที่ไม่อยากได้!เมื่อเห็นความฮึกเหิมจากกลุ่มคน ถังหย่งฟู่ก็งงเป็นไก่ตาแตก ส่วนฉีจิงก็รู้สึกยินดีไปด้วย หญิงสาวทิ้งเหยื่อล่อไว้ชิ้นใหญ่ขนาดนี้ ใครจะสนใจละครที่น่ารังเกียจของถังหย่งฟู่ได้อีกล่ะ เขารู้ดีว่า ยิ่งไปกว่านั้นเหตุผลของถังฉือเย่ก็คือ ‘ยอมตายดีกว่าให้พี่ชายนับญาติกับเด็กที่เกิดมาด้วยการล่วงประเวณี’ ฉากที่ดูรักพี่ชายเช่นนี้ ใครจะกล้าว่านางเป็นคนไม่ดีกัน?อีกทั้งเมื่อถังฉือหรงสามารถเป็นบุตรบุญธรรมได้ ถังฉือเย่เองก็สามารถเป็นได้เช่นกัน ทั้งสองล้วนออกไปเป็นบุตรบุญธรรม เช่นนั้นแล้ววังซื่อก็ต้องเจอกับปัญหาที่ยากจะแก้ไข ในเมื่อถังหย่งฟู่บอกว่าเด็กเป็นลูกของเขา ดังนั้นแต่งงานไปก็ถูกต้องแล้ว ใครจะเสียดายกัน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ก็คือการที่ถังฉือหรงและถังฉือเย่ ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับวังซื่ออีก ขอเพียงตัดขาดความสัมพันธ์ ก็จะไม่ต้องถูกนางควบคุม ในที่สุดฉีจิงก็เข้าใจว่าเหตุใดหญิงสาวจึงอนุญาตให้วังซื่อวิ่งออกมาทำให้ขายหน้า ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกคนได้เห็นกับตาว่าแม่เช่นนี้ ใครจะกตัญญูต่อไปได้ “แม้แต่แม่แท้ๆ เจ้าก็ไม่ต้องการแล้วเหรอ จะเป็นบุตรบุญธรรมหรือไม่ ก็ควรให้ผู้ใหญ่เป็นคนตัดสิน เจ้าไม่สามารถคิดเองได้?” ถังหย่งฟู่พูดออกมาอย่างแค้นเคือง ถังฉือเย่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย และมองเขานิ่งๆอยู่อย่างนั้น “แน่นอน ข้าจะเชิญท่านหัวหน้าตระกูลมาตัดสิน”เมื่อได้ยินถังหย่งฟู่ทั้งกลัวทั้งตื่นตระหนก ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่าวังซื่อที่กำลังอยู่ในอ้อมแขนเขาไม่ใช่บันไดสู่ความมั่งคั่งอย่างที่คิด ดังนั้นเขาจึงผลักวังซื่อออกในทันที พลางจ้องมองถังฉือเย่อย่างอาฆาตแค้น“เจ้าจะทำเช่นนี้จริงๆใช่ไหม เหตุใดจึงไร้น้ำใจเยี่ยงนี้!? บทที่ 174: ปัญหาที่ยากจะแก้ไข“น่าขันเสียจริง!” ถังฉือเย่พูดขึ้นอย่างสงบ “สำหรับข้าแล้ว ความเจ็บปวดเกิดขึ้นกับตัวข้า แต่ข้าก็ยังพูดด้วยเหตุผล แต่สำหรับเจ้าแล้ว แผนของเจ้านั้นไม่สำเร็จ แล้วเจ้ากลับมาบอกว่าข้าไร้น้ำใจอย่างนั้นหรือ?” ถังหย่งฟู่อึ้งจนชะงักไปครู่หนึ่ง หญิงสาวจึงลุกขึ้นยืนเพียงลำพัง ใบหน้าไร้ซึ่งรอยยิ้ม เมื่อเสียงอันสั่นเครือของถังฉือเย่ที่เปล่งออกมานั้นแฝงไปด้วยความเจ็บปวดที่แสนสาหัส ดวงตาเอ่อล้นไปด้วยน้ำตาแต่ไม่ได้ไหลรินลงมาอาบแก้ม ทำราวกับว่านางกำลังพยายามข่มอารมณ์ให้ตัวเองอยู่ในความสงบอย่างสุดความสามารถในตอนนั้นเอง แม้กระทั่งคนที่ไร้ความเป็นมนุษย์อย่างถังหย่งฟู่ก็อดที่จะรู้สึกว่าตัวเองนั้นทำเกินไปไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าถังฉือเย่ยังคงมีความห่วงใยต่อวังซื่ออยู่ ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นแม่ลูกกัน จะไม่มีเยื่อใยอะไรกันได้อย่างไร ถังหย่งฟู่คว้าไม้เท้าขึ้นมาทันที จากนั้นก็ยื่นมือออกไปพลางดึงให้วังซื่อลุกขึ้นมา “ฉินเอ๋อร์ เจ้าไม่ได้ล้มลงไปใช่หรือไม่?”คิดไม่ถึงว่าถังหย่งฟู่จะมาไม้นี้ทุกคนต่างรู้สึกรังเกียจเขาขึ้นมาทันที “ช่างน่าหน้าไม่อาย หัดตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาบ้างว่าตัวเองมีคุณธรรมหลงเหลืออยู่หรือไม่ อยู่ในสภาพนี้แล้วยังจะไปเกี้ยวพาราสีผู้อื่นอีก!” บ้างก็พูดว่า “ไอ้คนพิการไร้คุณธรรม คนชั่วยังไม่ทำชั่วกับคนรอบข้างหรือที่ของตนเองเลย แต่เจ้ามันยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน!” ชาวบ้านจวี้เป่าทุกคนด่าทอออกมาด้วยความรู้สึกที่มีทั้งความโกรธและรังเกียจ กระทั่งในที่สุดวังซื่อก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรผิดปกติ นางจึงเหลียวมองไปรอบๆด้วยความหวาดกลัวความทรงจำครั้งก่อนถังฉือเย่ได้ทำให้นางกลัวเป็นอย่างมาก จึงคิดที่จะไปพึ่งพิงคนรักอย่างถังหย่งฟู่ โดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น โชคดีที่ถังฉือหรงยินยอมที่จะช่วยตอนที่นางหนีออกไปครั้งแรกแล้วถูกท่านยายเย่จับไว้ จากนั้นนางก็เฝ้ารอด้วยความหวัง กระทั่งถังหย่งฟู่มาถึงที่หน้าประตู ตะโกนขอแต่งงาน วังซื่อจึงได้แต่คิดว่าชายหนุ่มช่างมีความกล้าหาญดั่งวีรบุรุษที่ลงมาจากฟ้าเพื่อมาช่วยเหลือนางไว้! เพียงแต่ตอนนี้เมื่อได้เห็นหน้าของถังหย่งฟู่แล้ว ในแวบแรกนางแทบจำเขาไม่ได้ เขาดูราวกับแก่ลงไปยี่สิบปี ผมขาวโพลนไปหมด หนวดเคราขึ้นรกเต็มหน้า มิหนำซ้ำขายังหักอีกต่างหาก ท่าทางที่หนีบไม้เท้าอยู่ทั้งสองข้างไม่มีความรู้สึกของคนที่มีความรู้หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย!วังซื่อจึงรู้สึกรังเกียจเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรเสียนางก็มีลูกแล้ว อีกอย่างการไปกับเขาก็ดีกว่าถูกถังฉือเย่ขังอยู่แบบนี้ถังหย่งฟู่รีบคว้ามือวังซื่อฉินไว้พลางพูดกับถังฉือเย่ว่า “เย่เอ๋อร์ คนบ้านเดียวกันก็พูดกันตรงๆเลยแล้วกัน เห็นแก่น้องชายในท้องของแม่เจ้า เจ้าถอยสักก้าว ข้าและแม่ของเจ้าก็ล้วนแต่จะรักเจ้า”แล้วเขาก็ดึงมือของวังซื่อมาคิดในใจว่าต้องคว้าโอกาสนี้มาให้ได้ “ฉินเอ๋อร์ พวกเรากลับกันก่อนเถอะ ปล่อยให้เย่เอ๋อร์คิดดูดีๆก่อน”ถังฉือเย่รีบเดินตามไปหนึ่งก้าว เมื่อเห็นทั้งสองคนหันหลังเดินจากไป ทำราวกับว่าอยากจะเอ่ยปากเรียกท่านแม่ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เรียก ได้แต่เปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างเจื่อนๆ จากนั้นก็หันหลังแล้วเดินกลับเข้าบ้านไป แต่เพียงแค่หันหลังกลับมาลับสายตาผู้คนเท่านั้น สีหน้าของถังฉือเย่ที่แสดงอยู่นั้นก็ผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็ว…สมแล้วที่นางคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาได้ ในที่สุดก็เอาวังซื่อตัวปัญหาที่ยากจะแก้ไขนี้โยนออกไปได้เสียที! ในเมื่อวังซื่อเป็นคนตัดสินใจที่จะไปกับถังหย่งฟู่ต่อหน้าผู้คนมากมายด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นการไปครั้งนี้ก็จะเป็นการไปที่ไม่สามารถหวนกลับได้แล้ว ชื่อเสียงเน่าเฟะเช่นนี้ หลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็จะมาโทษนางไม่ได้อีก!ชาวบ้านมองดูวังซื่อที่เดินจากไปและไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ทิ้งลูกชายลูกสาวที่ไม่ต้องการแล้วอย่างไม่ลังเล พวกเขาต่างก็รู้สึกอึ้งและก่นด่า จากนั้นก็มีคนที่เข้ามาปลอบถังฉือเย่อีกด้วยหญิงสาวไม่ได้หันหน้าไปมอง เพียงแต่พูดพร้อมกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้น “ข้าไม่เป็นไร ข้าจะไปทำอะไรได้อีก!” สิ้นเสียงถังฉือเย่ก็ก้มหน้าเดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยใบหน้าที่เศร้าสร้อย ทั้งที่ในใจนั้นกำลังลิงโลดในเมื่อตอนนี้นางหลุดพ้นจากวังซื่อแล้ว!ทันทีที่ปิดประตูลง นางก็ไม่สนอะไรอีก ผิดกับคนทั้งหมู่บ้านกลับรู้สึกตื่นเต้นกับเหยื่อที่นางใช้หลอกล่อ และแน่นอนว่าท่านหัวหน้าตระกูลนั้นคือผู้ที่ได้รับรู้เรื่องราวเป็นคนแรกการที่รับหลานมาเป็นลูกบุญธรรม แน่นอนว่าจะเป็นวิธีที่ปกป้องถังฉือหรงได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นท่านหัวหน้าตระกูลเองก็ต้องแบกหน้าไปแข่งกันเสียหน่อย ลูกๆของเขาก็ถือว่ารักใคร่กลมเกลียวกัน วงศ์ตระกูลก็เจริญรุ่งเรือง เพียงแต่เขาไม่รู้ว่าถังฉือเย่จะคัดเลือกจากอะไร! ท่านหัวหน้าตระกูลรออยู่ที่บ้านถึงสองวันก็ไม่เห็นหญิงสาวมาหา พอถึงวันที่สามเขาก็ทนไม่ไหว จึงได้เตรียมที่จะไปถามนางให้ถึงที่บ้าน แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อมาถึงกลับพบว่าผู้เป็นเจ้าของบ้านไม่อยู่ พอถามดูก็ได้ความว่านางได้เข้าไปในเมืองแล้วท่านหัวหน้าตระกูลรู้สึกมึนงงเล็กน้อย ความคิดแรกของเขาคือ…หรือว่าที่ถังฉือเย่ไปในเมืองจะไปหาท่านเจ้าเมืองหลิน นางคงจะไม่ได้ให้ท่านเจ้าเมืองหลินมารับถังฉือหรงเป็นลูกบุญธรรมหรอกนะ แต่เมื่อคิดดูแล้วก็ไม่น่าจะใช่ เหตุเพราะไม่ได้อยู่ในตระกูลเดียวกัน ไม่ได้เป็นญาติหรือมีเหตุผลอะไร อีกอย่างท่านเจ้าเมืองหลินก็คงจะไม่รับอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงถามท่านยายเย่ว่า “ถังฉือเย่ไปทำธุระอะไรหรือ?”“นางบอกว่าต้องเข้าไปประชุมกับพวกหัวหน้าพ่อค้าในเมือง นางจึงได้เข้าไปในเมืองกับฉีจิงแล้วเจ้าค่ะ”ท่านหัวหน้าตระกูลลูบหน้าผาก ความรู้สึกสับสนปนเปอย่างมากในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ในขณะที่ถังฉือเย่กำลังมุ่งหน้าเข้าไปในเมือง ด้วยความที่สองวันมานี้วังซื่อไม่ได้อยู่บ้าน หญิงสาวจึงรู้สึกว่าอากาศนั้นสดชื่นขึ้นมาทันที อารมณ์ก็ดีขึ้นมากด้วยส่วนเรื่องรับเป็นลูกบุญธรรมนั้นสำหรับนางแล้วเป็นการหลอกล่อเพื่อผลประโยชน์เท่านั้น ก่อนที่จะจัดการเรื่องวังซื่อให้สิ้นซาก ถังฉือเย่ก็ไม่ได้คิดที่จะตกลงอะไรส่วนเรื่องงานเลี้ยงน้ำชาก็เป็นเรื่องที่นางได้รับปากไว้นานแล้ว นางจะผิดนัดไม่ได้ ดังนั้นเมื่อได้ถามท่านลุงสี่แล้ว เขาปฏิเสธ นางจึงต้องเข้าเมืองมากับฉีจิงสองคนจนกระทั่งมาถึงโรงน้ำชาถงชิ่งในที่สุด เมื่อลงจากเกวียนถังฉือเย่ก็เห็นอู๋เต๋ออี้รองหัวหน้างานประชุมการค้าเมืองตงเฟิง รวมทั้งเถ้าแก่จากร้านค้าต่างๆของเมืองหลงเหมินก็กำลังนั่งดื่มน้ำชากันอยู่ด้านใน พวกเขาทั้งหมดมีกิจการร้านค้าอยู่ในเมืองหลวงและในสถานที่ต่างๆ ซึ่งในเมืองหลงเหมินแห่งนี้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น รวมถึงตัวอู๋เต๋ออี้เองก็อาศัยอยู่ในเมืองหลวง และเขาจะมาในตัวเมืองเล็กๆแห่งนี้เพียงครั้งคราวเท่านั้น ซึ่งในขณะที่พูดคุยกันอยู่นั้น เมิ่งจื่อหยางก็ได้มาถึงแล้วเช่นกันแม้เมิ่งจื่อหยางจะเป็นคนโง่ที่ไร้ความสามารถ แต่คนหนุนหลังนั้นกลับเป็นสกุลเมิ่งแห่งเฉียนถังซึ่งเป็นขุนนางด้านการจัดซื้อและค้าขายของราชสำนักมารุ่นต่อรุ่น ดังนั้นทุกคนจึงเกรงใจคุณชายตระกูลเมิ่งอยู่ไม่น้อย ดังนั้นอู๋เต๋ออี้จึงได้ส่งบัตรเชิญให้เขาเช่นกัน โดยสองวันมานี้เขาก็ได้พบกับเมิ่งจื่อหยางแล้วครั้งหนึ่ง ทั้งสองได้ไปที่หอนางโลมหร่วนหงและดื่มเหล้าดอกไม้ด้วยกัน ความสัมพันธ์แบบผิวเผินก็ดูจะเป็นไปได้ด้วยดี ฉะนั้นเมื่อเห็นเมิ่งจื่อหยาง เขาจึงได้เข้าไปทักทายอย่างสนิทสนม ก่อนจะทรุดกายลงนั่งอู๋เต๋ออี้สนิทสนมจนกระทั่งหยอกล้อกับเมิ่งจื่อหยางว่า “อาหยางมาช้าขนาดนี้ ต้องถูกแม่หญิงจื่อหลิงรั้งไว้อย่างแน่นอน”คุณชายตระกูลเมิ่งหัวเราะพลางพูดขึ้นว่า “ก็ยังเป็นพี่ที่เข้าใจข้าดี เมื่อคืนรุนแรงไปหน่อย วันนี้เลยลุกไม่ค่อยไหว”เมื่อพูดเรื่องนี้แล้วผู้คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ต่างก็ยิ้มออกมาโดยที่ไม่ต้องพูดก็รู้กันว่าในใจคิดอะไรอยู่ เมื่อพูดคุยกันไปสักพักแล้ว เมิ่งจื่อหยางก็ถามว่า“ยังมีใครมาอีกหรือไม่?”“ยังมี ยังมี” อู๋เต๋ออี้ตอบ “ถังฉือเย่เจ้าของร้านเหล้าฟู่โช่วอย่างไรเล่า” บทที่ 175: หญิงสาวชาวบ้านที่ไม่มีความรู้สีหน้าของเมิ่งจื่อหยางเปลี่ยนไปในทันทีที่ได้ยินชื่อถังฉือเย่ เขาจึงพูดอย่างโกรธเคืองว่า “ยังเชิญหญิงสารเลวแบบนั้นมาด้วยหรือ?”“ถึงอย่างไรเสียนางก็มีท่านเจ้าเมืองหลินคอยหนุนหลังอยู่นะ!” อู๋เต๋ออี้พูดราวกับไม่รู้อะไรมาก่อนเลย “อาหยาง…บ้านของเจ้าก็เปิดร้านอาหารด้วยไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงไม่เอาเหล้าจากตระกูลถังไปขายบ้างล่ะ?” เมิ่งจื่อหยางไม่ได้นึกเฉลียวใจเลยแม้แต่น้อย ด้วยความที่เป็นสหายกันแล้ว เขาจึงไม่คิดว่าอู๋เต๋ออี้จะตั้งใจ อีกอย่างในเมื่อเป็นสหายกันแล้ว หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น อู๋เต๋ออี้ก็จะต้องเข้าข้างเขาอย่างแน่นอน คุณชายตระกูลเมิ่งจึงพูดแก้เก้อไปว่า “ข้าคร้านที่จะสนใจเรื่องเล็กๆพวกนี้แล้ว” แล้วตอนนั้นเองก็มีเสียงของคนพูดขึ้นว่า “ได้ยินมาว่าเหล้าฟู่โช่วนั่นก็เป็นเพียงร้านเหล้าเล็กๆในชนบท คนที่จัดการดูแลก็เป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านที่อายุน้อย เพราะพึ่งพิงโรงเหล้าซื่อฟางถึงพอที่จะเอาเหล้าเข้ามาขายในเมืองได้ เหตุใดครั้งนี้ ถึงได้เชิญนางมากัน?” อู๋เต๋ออี้พูดขึ้นว่า “อย่างไรเสียก็เป็นร้านเดียวที่มีเหล้าแบบนี้ อนาคตก็ยังน่าจับตามอง”มีคนส่ายหน้าพลางหัวเราะและพูดขึ้นว่า “ท่านหัวหน้าอู๋ ครั้งนี้เกรงว่าท่านจะประเมินนางสูงไปแล้ว หญิงสาวชาวบ้านไม่มีความรู้ ความสำเร็จก็จะมีขีดจำกัด หากอยากก้าวออกไปสู่ภายนอก การพึ่งพาเพียงแค่สูตรเหล้าอย่างเดียวแล้วจะประสบความสำเร็จนั้นก็เป็นไปได้ยาก”อู๋เต๋ออี้หัวเราะ แต่ไม่ได้พูดอะไร จากนั้นก็หันไปถามเมิ่งจื่อหยางว่า “เจ้ามาที่เมืองหลงเหมินนี่ก็นานแล้ว เจ้าสนิทกับถังฉือเย่หรือไม่?”“ไม่สนิท!” เมิ่งจื่อหยางพูดด้วยใบหน้าที่เย็นชา “นางน่ะไม่มีค่าอะไรเลย หญิงสาวชาวบ้านที่ไม่มีหน้ามีตาอะไร ข้าจะไปสนิทกับนางได้อย่างไร” อู๋เต๋ออี้หัวเราะพลางพูดขึ้นด้วยความสงสัย “นางเป็นเพียงแค่หญิงสาวชาวบ้านจริงๆอย่างนั้นรึ?”“ใช่แล้ว ตัวก็แค่นี้เอง” เขาเอามือเทียบขึ้นมาถึงเหนือเข่าของตัวเอง “ทั้งดำทั้งหน้าตาน่าเกลียด ปากก็จัด เพียงแค่เอ่ยปากก็ต้องมีคำด่า แถมนางยังไม่รู้ตัวหนังสืออีกด้วย หยาบคายเป็นที่สุด ไร้สติปัญญาเหมือนวัวควายก็ไม่ปาน!” ถ้อยคำของเมิ่งจื่อหยางที่ต้องการด้อยค่าของถังฉือเย่นั้น เมื่อทุกคนลองคิดดูแล้วก็คิดว่าคงจะไม่ใช่คนที่น่าทึ่งอะไร ดังนั้นจึงมีคนพูดขึ้นว่า “ในสายตาของคุณชายเมิ่ง คนประเภทนี้คงจะไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยแม้แต่น้อย”“ถูกต้อง!” เมิ่งจื่อหยางตอบรับอย่างไม่เกรงใจ “ตระกูลเมิ่งแห่งเฉียนถังของพวกข้ามีชื่อเสียงและร่ำรวยที่สุดในใต้หล้า มีทรัพย์สินเงินทองที่นับไม่ถ้วน ร้านเหล้าเล็กๆเพียงร้านเดียว ข้าก็คร้านที่จะไปสนใจ”“มันก็จริง!” มีคนใช้โอกาสนี้แสดงความไม่พอใจ “หญิงสาวเจ้าของร้านเหล้าเก่าๆ เมื่อเข้ามาในงานประชุมของพวกเราแล้ว จะไม่ทำให้ฐานะของพวกเราดูต่ำลงหรอกหรือ ท่านหัวหน้าอู๋ท่านต้องลองพิจารณาดีๆเสียหน่อยแล้วกระมัง” “เพียงแค่ดื่มชาด้วยกันเท่านั้น เรื่องที่จะเข้าร่วมงานประชุมน่ะ ค่อยว่ากันทีหลัง”พลันนั้นก็มีคนสกุลเว่ยคนหนึ่งหัวเราะออกมาพลางว่า “หญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่ง สามารถทำให้ถูกพูดถึงแบบนี้มันก็ไม่ง่ายเลย เพียงแต่น่าเสียดาย การทำกิจการค้าขายไม่ได้เป็นเรื่องง่าย”ตระกูลเว่ยเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงและมีกิจการที่ใหญ่โต พวกเขามีกิจการไปทั่วฉินโจวดังนั้นทุกคนต่างก็ต้องคล้อยตาม ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงเกือกม้าดังขึ้นทุกคนจึงหยุดพูดคุย พลางมองไปที่ประตู จากนั้นก็มีคนหัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า “ไม่รู้ว่าสาวชาวบ้านผู้นั้นจะมาด้วยตัวเองหรือมากับคนใหญ่คนโต”เมื่อเสียงพูดหยุดลงก็ปรากฏคนจำนวนหนึ่งที่ประตู คนอยู่หน้าสุดใส่เสื้อผ้าสีขาว ศีรษะผูกด้วยผ้าเซียวเหยา ขณะที่นางก้มหน้าอยู่นั้น ผู้คนที่มองไปก็ทำได้เพียงแต่จ้องมองไปที่ผมอันดำขลับของนาง แผ่นหลังเหยียดตรง มือเล็กๆคู่นั้นก็ขาวเสียจนแทบจะแยกกับเสื้อไม่ออกจากนั้นเมื่อหญิงสาวเงยหน้าขึ้นก็เห็นผิวขาวดุจหิมะ ดวงตาใสดั่งน้ำในฤดูใบไม้ร่วง นางกวาดสายตามองไปอย่างเรียบๆ ราวกับหน้าต่างที่ถูกเปิดออกด้วยฤดูหนาว จากนั้นเกล็ดหิมะที่ขาวละเอียดก็ได้ตกลงบนผลบ๊วยสีแดง และสะท้อนเข้ามาในดวงตาอย่างรวดเร็ว ภาพที่ปรากฎนั้นทำให้ทุกคนตกตะลึงไปตามๆกันทั้งที่ความจริงแล้วถังฉือเย่นั้นตัวผอม ตัวเล็กเสียยิ่งกว่าเด็กที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันเสียอีก แต่ที่น่าแปลกคือ เมื่อได้เห็นนางทั้งท่าทางการเคลื่อนไหว ความน่าเกรงขามรวมทั้งอารมณ์ที่สงบนิ่งนั้นกลับทำให้ผู้คนไม่ได้สังเกตถึงร่างกายที่ผอมบางของนางเลยแม้แต่น้อยทุกคนต่างพากันลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ถังฉือเย่กวาดสายตามองไปที่พวกเขา นางรอเถ้าแก่หยางอยู่ตรงหน้าประตู ก่อนจะขึ้นไปชั้นบนพร้อมกับฉีจิง จากนั้นก็ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขาทั้งสองอย่างไม่กลัวเกรง! หญิงสาวเคยถ่ายละครมาก่อนเรื่องหนึ่ง จำได้ว่าผู้กำกับคนนั้นเป็นพวกที่อุทิศตนให้กับงานศิลปะ เขาบอกกับนางว่า “ฉันต้องการท่าทางที่ดูสุขุม แต่ให้ความรู้สึกที่ดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม แบบไม่จำเป็นต้องพูดอะไรสักคำแต่กลับมีความน่าเกรงขาม เมื่อปรากฎตัวแล้วก็สะกดสายตาของผู้คนให้จ้องมองมาที่ตัวของเธอคนเดียว”ถังฉือเย่ยังคงจำได้ว่าการแสดงฉากนั้น นางต้องถ่ายไปถึงสามสิบกว่ารอบ กว่าจะทำให้ผู้กำกับคนนั้นพึงพอใจ ดังนั้นเมื่อได้ทำการแสดงแล้ว ผลตอบรับจึงดีมาก! หญิงสาวยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะก้มคำนับ “คารวะทุกท่าน ข้าสกุลถัง มาสายไปหน่อย ต้องขออภัยทุกท่านด้วย”ทุกคนต่างสะดุ้งโหยง ก่อนจะดึงสติได้ แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลยว่าเด็กผู้หญิงคนนี้จะเป็นคนเดียวกับถังฉือเย่ที่เมิ่งจื่อหยางบอกเมื่อครู่ ถังฉือเย่นั่งลงอย่างผ่อนคลาย นางไม่ได้พยายามที่จะทำตัวให้ดูเหมือนเป็นผู้ใหญ่มากจนเกินไป แต่ก็ไม่มีท่าทีที่ดูอึดอัดอะไร ท่าทางสง่างามเป็นตัวของตัวเอง ราวกับว่าการปรากฏตัวของเด็กสาวที่มีอายุน้อยเป็นเรื่องที่ปกติ! ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพูดถึงการค้าแล้วกลับพบว่านางเป็นผู้ที่มีความรู้กว้างขวางไม่เหมือนกับเด็กหญิงที่อายุสิบสามเลยแม้แต่น้อย จนเกิดคำถามขึ้นว่า “นี่น่ะหรือ หญิงสาวชาวบ้านที่ไม่มีความรู้?” ที่แท้ก็เป็นเพราะเมิ่งจื่อหยางต้องการใส่ความถังฉือเย่ต่างหาก และตั้งแต่หญิงสาวเข้ามา คุณชายตระกูลเมิ่งก็ทำสีหน้าบึ้งตึง ไม่พูดไม่จาอะไร เอาแต่จ้องมองนางไม่วางตา เมื่อถังฉือเย่เหลือบมองขึ้นอีกครั้ง สายตาก็ไปสบเข้ากับสายตาของอู๋เต๋ออี้พอดี ชายหนุ่มยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “เถ้าแก่ถังช่วงนี้ยุ่งอะไรอยู่เหรอ ข้าได้ยินมาจากคุณนายหยางว่าเจ้ากำลังทำอะไรใหม่ๆอยู่?”“ก็แค่ทำอะไรเล็กๆน้อยๆเจ้าค่ะ ข้ารับขนแกะมา เตรียมที่จะทำหมวกเสื้อผ้าถุงมือถุงเท้าอะไรพวกนี้”จากนั้นก็มีคนหัวเราะพร้อมกับพูดขึ้นว่า “เรื่องหมวกเสื้อผ้าถุงมือถุงเท้า ต้องไปถามคุณชายเมิ่งแล้วล่ะ ใครไม่รู้บ้างว่าเสื้อผ้าและผ้าต่างๆครึ่งหนึ่งของราชวงศ์เยี่ยนล้วนมาจากตระกูลเมิ่งแห่งเฉียนถัง”ทันทีที่ได้ยิน เมิ่งจื่อหยางก็เก็บความลิงโลดของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ จริงอย่างที่ชายคนนั้นพูดกระโปรงซิ่งฝาน ผ้าไหม ผ้าคาดหน้าผาก เนื้อผ้าต่างๆ ทั้งราชวงศ์ต้าเยี่ยนนั้นก็เกือบจะเป็นของตระกูลเมิ่งที่เย็บปักให้ทั้งนั้น ถึงแม้จะมีร้านอื่นที่โดดเด่นกว่า แต่ตระกูลเมิ่งก็สามารถเอาชนะได้ตลอด ชายหนุ่มยิ้มอย่างมีชัย คิดว่าครั้งนี้ในที่สุดก็ถึงคราวที่นางต้องมาขอร้องเขาแล้ว แต่กลายเป็นว่าเขาคิดผิด เพราะไม่เพียงถังฉือเย่จะไม่แม้แต่หันมามอง นางยังพูดอีกว่า “เมื่อถึงเวลาแล้วค่อยว่ากัน!เมิ่งจื่อหยางโกรธมากเมื่อถูกดูถูก…เขาหัวเราะอย่างเย็นชาก่อนจะบอกว่า “ถ้าอย่างนั้น จะให้ดีเจ้าก็อย่าได้มาขอร้องข้าอีกตลอดไป ข้าตระกูลเมิ่งจะไม่ทำการค้าขายกับตระกูลของเจ้า!” บทที่ 176: ความลับอันยิ่งใหญ่ถังฉือเย่หันไปมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มพร้อมที่จะรับมือกับสงครามครั้งนี้ นางทำท่าราวกับว่าสงสัย ขณะเอ่ยปากถาม “คุณชายเมิ่ง เรื่องของตระกูลเมิ่งแห่งเฉียนถัง ท่านเป็นคนออกคำสั่งได้อย่างนั้นหรือ?”ถ้อยคำเหล่านี้เป็นการตอกกลับเมิ่งจื่อหยางอย่างแรงจนถึงกลับหน้าหงายไปเลยทีเดียว ผู้คนก็ต่างพากันแอบหัวเราะอยู่ไม่น้อย…แน่นอนว่าเขาเป็นคนที่ออกคำสั่งไม่ได้ เพราะเป็นแค่เพียงคุณชายที่อยู่ปลายแถวของตระกูล ทำได้เพียงแสร้งทำเป็นใหญ่ที่ฉินโจวเท่านั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าญาติพี่น้องทั้งตระกูลเขาแทบจะไม่มีค่าอะไรเลยถังฉือเย่พูดต่อว่า “ในเมื่อท่านพูดแบบนั้นแล้ว ข้าก็จะทำในสิ่งที่ท่านต้องการ ข้าจะไม่มีวันไปขอร้องท่านอย่างแน่นอน และก็จะไม่ไปขอร้องตระกูลเมิ่งด้วยเช่นกัน!” หญิงสาววางฝาที่ครอบถ้วยลงจนเกิดเสียงเบาๆ “ถ้าอย่างนั้น ท่านจะรับประกันได้หรือไม่ว่า ตระกูลเมิ่งก็จะไม่มาขอร้องข้าตลอดไปเช่นกัน?”เมิ่งจื่อหยางหัวเราะเยาะ “ตระกูลเมิ่งจะไปขอร้องเจ้า…นี่เจ้ากำลังฝันอะไร?”“แล้วท่านทำได้หรือไม่?”แล้วตอนนั้นเองที่เมิ่งจื่อหยางรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกนางหลอกล่อให้ตัดสินใจผิดพลาดและพบกับผลลัพธ์ที่เลวร้าย ดังนั้นเขาจึงยังลังเลอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยความกลัวว่าจะเสียหน้าต่อผู้คนจำนวนมากท้ายที่สุดเขาจึงต้องกลั้นใจพูดไปว่า“แน่นอนว่าตระกูลเมิ่งจะไม่มีทางไปขอร้องเจ้าเด็ดขาด ข้ารับประกัน!”“ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้ทุกท่านโปรดรอดูด้วยเถอะ” นางพูดไปพลางก้มหน้าลงจิบชาอย่างช้าๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็เห็นอู๋เต๋ออี้ที่รีบหลบสายตาอย่างรวดเร็วถังฉือเย่ไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อย นางเอาแต่ตอบโต้เมิ่งจื่อหยาง แต่ในใจกลับแอบครุ่นคิดอยู่ว่าท่าทางแบบนั้นมันหมายความว่าอย่างไรกันเถ้าแก่ผู้มั่งคั่งคนนี้ ดูๆไปแล้วอายุก็ราวสี่สิบกว่าๆ ไม่ไว้หนวดเครา ผิวขาว ดวงตาเรียวเล็ก หน้าตาดี เมื่อมองดูแล้วก็ให้ความรู้สึกที่มีความเป็นมิตรอยู่มาก แต่เหตุใดเขาต้องจ้องมองมาที่นางด้วยสายตาเยี่ยงนั้นด้วย! สายตานั้นไม่ได้มองแบบหื่นกาม หรือแบบศัตรู แต่มันเป็นความรู้สึกที่ราวกับว่าเขากำลังแอบสังเกตดูนางอยู่ตลอดเวลา ถังฉือเย่และฉีจิงส่งสายตาหากันด้วยสีหน้าท่าทางที่นิ่งเรียบหญิงสาวรีบสลัดความคิดนี้ทิ้งไป ก่อนจะขอตัวลากลับโดยที่ไม่ได้อยู่กินข้าวด้วยกัน เมื่อพวกผู้ชายพากันจับกลุ่มดื่มเหล้า คงเป็นเรื่องไม่สมควรที่จะมีสตรีไม่ว่าจะเป็นนางหรือใครก็ตามอยู่ด้วย ดังนั้นนางจึงขอตัวลาไปตั้งแต่เนิ่นๆ เถ้าแก่หยางก่อนที่จะมาถูกหยางซื่อกำชับและสั่งเอาไว้หลายเรื่อง แต่หลังจากที่มาถึงแล้วกลับไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ ในใจก็เกิดความรู้สึกที่ยุ่งเหยิงซับซ้อนเต็มไปหมดเขารู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าถังฉือเย่ไม่ใช่หญิงสาวชาวบ้านที่ไม่มีความรู้อะไร แต่คิดไม่ถึงว่าจะมีความสามารถถึงเพียงนี้ นางสามารถทำให้พวกเขาละทิ้งเรื่องความสำคัญของผู้หญิงหรือผู้ชายได้อย่างง่ายดาย จนถึงกับพูดว่า ‘คนหนุ่มสาวมีความสามารถมากกว่าผู้ใหญ่’ ได้อย่างจริงใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าการที่ใช้เงินหรืออำนาจข่มผู้อื่นเสียอีก เถ้าแก่หยางคิดว่าพ่อหนุ่มฉีก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน จึงพูดเลียบๆเคียงๆไปว่า “เจ้าบ้านถังนี่ช่างเก่งเสียจริงๆ”ฉีจิงพยักหน้าพูดสั้นๆ “อืม”“เจ้าบอกว่าถังฉือเย่เพิ่งจะสิบสามเองหรือ นางเอาความรู้มากมายขนาดนี้มาจากไหนกัน?”ชายหนุ่มส่ายหน้าแทนคำตอบ เถ้าแก่หยางเหลือบมองฉีจิงพร้อมกับสังเกตอย่างเงียบๆแวบหนึ่ง ได้แต่คิดในใจว่าสตรีที่เก่งกาจขนาดนี้ เกรงว่าการที่จะขอแต่งงานนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หรือถึงแต่งงานมาแล้วก็คงจะให้อยู่ในโอวาทได้ยาก ไม่แน่พ่อหนุ่มฉีคนนี้อาจจะกำลังกลัดกลุ้มใจอยู่ก็เป็นได้ ฉีจิงคงคิดที่จะปล่อยวาง ใช้ความสุขุมนุ่มลึกที่มีเป็นผู้สร้างสะพานปูทางให้ภรรยาอย่างถังฉือเย่ให้ได้มีโอกาสเฉิดฉายเถ้าแก่หยางจมอยู่กับความคิดของตัวเอง จนกระทั่งแยกย้ายกับถังฉือเย่ พลันนั้นเองก็ได้ยินคนร้องเรียกจากด้านหลัง “ถังฉือเย่! ถังฉือเย่!”หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เป็นฉีจิงถามขึ้นว่า “เป็นถังหย่งหมิง อยากพบเขาไหม?”ถังฉือเย่เกือบจะลืมคนผู้นี้ไปแล้ว นางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยว่าเขามาหานางเพราะอะไร ดังนั้น จึงสั่งให้หยุดรถ และเมื่อผลักประตูออกแล้วก็อมยิ้มพลางเรียกถังหย่งหมิง “ท่านอาสี่?” นางมองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ ไม่ได้เจอกันมาระยะหนึ่งไม่น่าเชื่อว่าถังหย่งหมิงจะผอมลงไปมาก “เย่เอ๋อร์ เจ้าลงมาก่อนข้ามีอะไรจะคุยกับเจ้า” ถังหย่งหมิงพยายามซ่อนประกายในดวงตาที่เหมือนกับเป็นหมาป่ามองเห็นเนื้ออยู่ตรงหน้า จนถังฉือเย่รู้สึกถึงแผนการที่ไม่ชอบมาพากลขึ้นมาในทันที ในใจก็คิดว่าเขาคงจะไม่ลักพาตัวนางเหมือนครั้งที่แล้วหรอกนะ! ด้วยความที่ยังไม่ไว้ใจนางจึงบอกว่า “ท่านพูดตรงนี้เลยก็ได้”“ไม่ได้ เจ้าให้ลูกน้องของเจ้าออกไปก่อน”พอได้ยินถังฉือเย่แทบจะหัวเราะ นางมีลูกน้องเสียที่ไหน จะมีก็แค่ฉีจิงคนเดียวเท่านั้น “ช่างเถอะ ท่านไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด ถ้าไม่พูดข้าก็ขอตัวก่อน” ถังหย่งหมิงรีบเดินตามไปสองก้าวพลางว่า “ในเมื่อเจ้าไม่กลัวว่าจะขายหน้า แล้วข้าจะไม่กล้าพูดได้อย่างไร เจ้าให้ข้ามาสองพันตำลึง แล้วข้าจะขายความลับนี้ให้เจ้า”ถังฉือเย่เลิกคิ้วขึ้น “ความลับอะไร?” “เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องไปสน เจ้าแค่เพียงต้องรู้ว่า…” เขาเพิ่งจะพูดไปได้ครึ่งเดียว ถังฉือเย่ก็ปิดประตูและสั่งให้เคลื่อนรถออก สติของถังหย่งหมิงยังไม่กลับคืนมาชั่วขณะ เมื่อสติคืนมาแล้วก็รีบพูดจนจบ “หากเจ้าไม่ซื้อ เจ้าต้องเสียใจภายหลังอย่างแน่นอน ถังฉือเย่! ถังฉือเย่หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”ถังหย่งหมิงรีบวิ่งตามไปด้วยความโกรธปากก็ตะโกนว่า “สองพันตำลึง สำหรับเจ้าแล้วก็ไม่ได้ถือว่ามากมายอะไร เมื่อได้รู้ความลับอะไรแล้ว มันก็จะคุ้มไม่ใช่รึ!”ถังฉือเย่ยิ้มหัวเราะเยาะอยู่หลังประตูตะโกนออกมาว่า “ข้าดูเหมือนคนโง่อย่างนั้นรึ?”“แต่นี่มันเป็นความลับที่สำคัญมากจริงๆนะ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ข้าไม่โกหกเจ้าอย่างแน่นอน”“ข้าไม่สนใจ” ถังฉือเย่พูดอย่างไม่ยี่หระพลางหันมาสั่งฉีจิงว่า “ไปเถอะ…อาจิง”ฉีจิงสะบัดแซ่ในมือจากนั้นก็เคลื่อนรถต่อไป ถังหย่งหมิงวิ่งตามไปสองสามก้าว เขารีบจนเสียงของเขาแทบจะแหบแห้ง “มันเกี่ยวข้องกับวังซื่อฉิน เจ้าเชื่อข้าเถอะ ข้าจะไม่ทำให้เจ้าเสียเปรียบอย่างแน่นอน หากเจ้าคิดดีแล้วก็ให้คนส่งจดหมายมาให้ข้าก็ได้ ข้าจะไม่โกหกเจ้าอย่างแน่นอน” จากนั้นเสียงพูดก็หยุดลง…เกี่ยวข้องกับวังซื่อฉินอย่างนั้นเหรอ ผู้หญิงคนนี้ถึงตัวจะไม่อยู่แล้วแต่ก็ต้องมีเรื่องร้ายๆตามมาตลอด กว่านางจะทำให้วังซื่อออกไปได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วยังถูกบังคับให้ฟังข่าวของนางอีกแถมยังต้องเสียเงินถึงจะได้รับรู้เรื่องนั้นด้วย…ฝันไปเถอะ! ถังฉือเย่ถอนหายใจด้วยความรำคาญ กระทั่งมาถึงหน้าประตูเมืองแล้ว นางจึงสั่งให้ลูกน้องของหานอี้คนหนึ่งไปสืบเรื่องของถังหย่งหมิงอย่างละเอียด หลังจากนั้นในคืนนั้นเองหวางฮุยจิน ลูกน้องของหานอี้คนนั้นก็ได้เดินทางมาหานางพร้อมกับบอกกับว่า “ข้าไปสืบมาแล้ว คนผู้นั้น ช่วงนี้เกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นมาแล้ว”“เรื่องอะไร?”“เป็นคนที่สำนักศึกษาประจำตระกูลของเจ้าไง เจ้าของสำนักศึกษาคนนั้นน่ะ ชื่อว่าอะไรแล้วนะ?”“ถังเหว่ยซ่าน?”“ใช่ๆ” หวางฮุยจินพูดต่อว่า “ข้าได้ยินมาว่าถังเหว่ยซ่านผู้นี้อยากที่จะจัดการกับเขามานานแล้ว แต่ตระกูลชุยจัดการดูแลได้อย่างเข้มงวดมาก เมื่อหลอกล่อให้เขาออกมาดื่มเหล้า ไอ้คนขี้ขลาดคนนั้นก็ไม่กล้า ภายหลังจึงได้หลอกล่อให้เขาไปเล่นการพนัน เพียงแค่ได้ลองเล่นก็ถึงกับติดการพนันอย่างรวดเร็ว ได้ยินมาว่าสิ่งของที่เขานำออกมาจากบ้านนั้น เป็นเครื่องประดับจากบ้านฝ่ายหญิงเป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่าต้องขโมยมาจากนายหญิงตระกูลชุยอย่างแน่นอน”“จากนั้นล่ะ?”“ได้ยินมาว่าเขาไปที่บ่อนทุกๆสามถึงห้าวัน ตั้งแต่วันนั้นก็เป็นเวลาเกือบจะสามเดือนแล้ว นี่ก็ไม่รู้ว่าตระกูลชุยจะรู้เรื่องนี้เมื่อไหร่”ถังฉือเย่ถอนหายใจดังเฮือก ถามว่า “เสียไปเท่าไหร่?”“ได้ยินมาว่าเมื่อรวมกับดอกเบี้ยแล้วก็เป็นเงินแปดร้อยกว่าตำลึง”ถังฉือเย่อดสบถอย่างอดไม่อยู่…ที่แท้สาเหตุที่ถังหย่งหมิงวิ่งตามมาวันนี้ก็เพื่อจะมาหลอกเอาเงินนั่นเอง เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว วังซื่อยังจะไปมีความลับอะไรได้อีก…คงไม่ใช่ว่าแอบนอกใจถังหย่งหลี่เกินหนึ่งคนหรอกนะ!? บทที่ 177: ยาคุมกำเนิดตระกูลอู๋นั้นนับเป็นหนึ่งในตระกูลที่มีกิจการอยู่ในหลายเมือง โดยคนที่คอยดูแลกิจการแทนอู๋เต๋ออี้นั้นคือ อู๋เปียน ผู้เป็นน้องชาย และเมื่ออู๋เต๋ออี้กลับมาที่คฤหาสน์แล้ว ฮูหยินของเขานามว่าชุยซื่อก็รีบเข้ามาต้อนรับพลางช่วยถอดเสื้อคลุมออกให้ ก่อนจะนำซุปแก้อาการเมาค้างมาให้สามีดื่มอย่างเอาใจ“ได้เจอแล้วหรือเจ้าคะ?”“เจอแล้ว” ชายหนุ่มค่อยๆดื่มน้ำซุปอย่างช้าๆ “เด็กผู้หญิงคนนั้น…เป็นคนที่เก่งกาจมาก”“ก็ไหนว่านางอายุแค่สิบสามไม่ใช่หรือแล้วเหตุใดถึงได้พูดว่าเก่งกาจกัน…” ชุยซื่อพูดอย่างประหลาดใจ “สวรรค์ประทานความสามารถมาให้ เมื่อเกิดมาก็มีความรู้เข้าใจในหลักการ เรื่องแบบนี้ก็มีมาแต่โบราณแล้ว มันน่าแปลกใจตรงไหน?” พูดถอนหายใจ จากนั้นก็พิจารณาพลางพูดว่า “การที่เด็กคนนี้เก่งก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร มีความสามารถก็ย่อมดีกว่าไม่มีเสมอ” เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะบอกว่า “อีกอย่าง…นางก็หน้าตาสะสวยจริงๆ”ผู้คนมักพูดกันว่าคนจะงามต้องงามจากภายในไม่ใช่เปลือกนอก แต่อู๋เต๋ออี้กลับรู้สึกว่าเด็กสาวผู้นี้เป็นประเภทที่สวยทั้งภายในและภายนอกที่พบเจอได้ยาก ยิ่งโตเป็นสาวเต็มตัวแล้วต้องสวยมากกว่านี้เป็นแน่ พร้อมกันนั้นเขาก็คิดว่าคนงามแบบนี้แถมยังยิ่งมากความสามารถเช่นนี้ ไม่แน่ในภายภาคหน้าอาจจะได้เป็นใหญ่เป็นโตก็ได้ เพราะฉะนั้นไม่ควรที่จะไปทำให้ไม่พอใจโดยเด็ดขาดเขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นมาอีกหนึ่งประโยค “แต่ก็กลับไม่เหมือนกันเลยสักนิด”ชุยซื่อนิ่งเงียบไปในทันที ผ่านไปครู่หนึ่งจึงจะถามขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้น...ท่านได้พบกับเด็กหนุ่มคนนั้นแล้วหรือ?”“ยัง…ครั้งต่อไปค่อยหาโอกาสเจอเขาจะดีกว่า”ชุยซื่อได้ยินก็ก้มหน้าลง กำผ้าไว้แน่น “จริงๆแล้วท่านต้องการเจ…คนผู้นั้นใช่ไหมล่ะ!”อู๋เต๋ออี้ที่ได้ยินก็หัวเราะเบาๆ พลางวางถ้วยซุปลง จากนั้นก็บีบใบหน้าของนางเบาๆ “อายุเท่าไหร่แล้วยังจะมาหึงอีก ข้ากับนางไม่ได้เจอกันมาหลายสิบปีแล้ว นางได้ออกไปตั้งนานแล้ว เหตุใดข้าต้องอยากเจอด้วย สิ่งที่ข้าให้ความสำคัญคือร้านเหล้าฟู่โช่วกับเหล้าผลไม้ตระกูลถังต่างหาก!” และในขณะที่เขากำลังพูดอยู่นั้น จู่ๆ อู๋เปียนก็รีบเดินเข้ามาด้วยความรีบร้อน อู๋เต๋ออี้จึงถามว่า“มีอะไร?” “ข้าไปสืบได้ความมาแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่นาน ถังฉือเย่ได้ขนขนแกะหลายสิบชั่งมาจากหลานโจว ได้ยินมาว่าหลังจากที่ล้างทำความสะอาดและย้อมสีแล้ว ก็จะเอามาทำเป็นเส้นด้าย นางยังได้สอนพวกชาวบ้านในการใช้เข็มไม้ แล้วถักออกมาเป็นถุงเท้า”“ถุงเท้า…เป็นถุงเท้าแบบไหน?”“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” อู๋เปียนส่ายหน้า “โรงทอเย่ฟางเป็นโรงทอของพวกนาง ดูแลจัดการอย่างเข้มงวดมากๆ พวกนางไม่อนุญาตให้เอาออกมา เพียงแต่ได้ยินมาว่ามันทั้งนุ่มทั้งเรียบ เมื่อดึงแล้วก็จะใหญ่มาก แต่เมื่อหดแล้วก็จะแน่นมากๆอีกด้วย เมื่อสวมใส่แล้วจะรู้สึกสบายและอบอุ่นเป็นที่สุด”เมื่อได้ฟังอู๋เต๋ออี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ใช่เมิ่งจื่อหยางที่โง่ไม่มีสมอง และจะไม่ดูถูกถุงเท้าด้วย ชายหนุ่มเข้าใจดีว่ายิ่งเป็นของที่เล็กๆแบบนี้ ต่างเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างต้องการใช้ ซึ่งสามารถขายทำเงินได้มากมาย “ได้ยินว่า ก่อนที่จะเริ่มทำงานนี้พวกหัวหน้าตระกูล ผู้ดูแลของหลายๆหมู่บ้านก็ได้รวมตัวกันร่างสัญญาเอาไว้ ว่างานฝีมือนี้จะไม่รั่วไหลสู่ภายนอก ตอนนี้นางได้เลือกคนของแต่ละหมู่บ้านไปยี่สิบคน รวมๆแล้วก็เกือบสองร้อยคนเชียวนะ นี่เพียงแค่เพิ่งเริ่มเรียนกันเท่านั้น ยังไม่ได้เริ่มนำออกมาขาย”“เด็กคนนั้นมีความชำนาญในการทำงานจริงๆ” อู๋เต๋ออี้พูด พลางดึงสติกลับมา จากนั้นก็ถามอย่างละเอียดอีกสองสามประโยคก่อนจะสั่งน้องชายไปว่า“เจ้าไปสืบมาต่อ ถ้าหากได้ถุงเท้านั่นมาแล้วก็เอามาให้ข้าดูก่อน”“ขอรับ”ชายหนุ่มโบกมือไปมา ครุ่นคิดอยู่สักพักจึงพูดกับภรรยาว่า “เอาของที่ใช้ไว้เยี่ยมเยียนเพิ่มเข้าไปอีกสามส่วน…ไม่! เอาเป็นห้าส่วนไปเลย ครั้งนี้พวกเราต้องจับเด็กคนนั้นไว้ให้ได้ นี่มันเป็นภูเขาเงินภูเขาทองที่เดินได้ชัดๆ” ชุยซื่อรีบตอบรับอย่างรวดเร็ว สร้างความพอใจให้กับสามีเป็นอย่างมาก เขาพอใจในตัวชุยซื่อก็ตรงนี้นี่แหละ ถึงแม้ว่านางจะขี้หึงและขี้หงุดหงิด แต่หากเป็นเรื่องสำคัญนางก็จัดการได้ดีมาโดยตลอดเขากอดนางเป็นรางวัลตอบแทนแล้วพูดขึ้นว่า “เดี๋ยวข้าจะซื้อเครื่องประดับเหล่านั้นให้เจ้านะ”ชุยซื่อหัวเราะออกมาเบาๆ อู๋เต๋ออี้จัดเสื้อผ้าเล็กน้อย จากนั้นก็เดินไปที่เรือนของภรรยารอง ชุยซื่อที่เห็นเขากำลังเดินออกไปก็หุบยิ้มลงทันที จนแม่นมที่อยู่ข้างๆ เดินเข้ามาพูดเบาๆว่า “ท่านหญิง…วังซื่อฉินนั่น!” “หุบปาก! ไม่มีอะไรทั้งนั้น ในตอนนั้นไม่ได้มีเรื่องอะไรทั้งสิ้น พวกเราไม่รู้อะไร พวกเราไม่ได้ทำอะไร หากไปขัดขวางก็พลอยจะทำให้เรื่องของสามีข้าติดขัด เจ้าและข้ารับผิดชอบกันไม่ไหวแน่!”แม่นมหยุดพูด และไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก เพราะถ้าจะพูดกันตรงๆแล้วตระกูลอู๋นั่นก็คือ เจ้านายของถังหย่งหลี่นั่นเอง และแน่นอนว่าเป็นเจ้าของบ้านของวังซื่อในตอนที่นางยังเป็นสาวใช้อยู่ด้วยความจริงแล้วชุยซื่อก็คือชุยโม่ลี่ ส่วนภรรยาของถังหย่งหมิงคือชุยฝูหรง ซึ่งก็เป็นน้องสาวแท้ๆของนางนั่นเอง ก่อนที่นางจะแต่งเข้ามาในตระกูลอู๋นั้น ข้างกายของอู๋เต๋ออี้ก็มีพวกสาวใช้สี่คนที่ให้ความบันเทิงอยู่แล้ว ชุยซื่อจะไม่รู้สึกแค้นใจได้อย่างไร นางค่อยๆจัดการไปทีละคน จนเหลือซื่อฉินเป็นคนสุดท้าย ที่เหลือไว้ก็เพราะนางไม่เหมือนคนอื่นทั้งโง่มากและใช้งานง่าย จึงไม่ต้องเหนื่อยคิดอะไรให้มากมายเลยใครจะไปรู้ว่าหลังจากนั้น ถังหย่งหลี่จะชอบพอนาง ถึงขนาดเอ่ยปากขอจากอู๋เต๋ออี้ ซึ่งเขาก็ยอมยกให้เพราะกำลังรู้สึกเบื่อพอดี แต่นี่มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรเพราะสิ่งที่สำคัญคือ นางปิดบังอู๋เต๋ออี้มาโดยตลอดด้วยการให้วังซื่อฉินกินยาคุมกำเนิดซึ่งเป็นยาที่เป็นสูตรลับของครอบครัว ที่ถึงแม้ว่าจะหยุดยาไปแล้ว แต่อย่างน้อยภายในห้าถึงหกปีก็ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อย่างแน่นอนก่อนหน้านี้ ข่าวที่ได้ไปสืบมานั้นพบว่า หลังจากที่วังซื่อแต่งงานไปแล้วสองปี นางก็ให้กำเนิดถังฉือหรง ดังนั้นถังฉือหรงจึงต้องไม่ใช่ลูกของวังซื่ออย่างแน่นอน แต่ถังฉือเย่อายุน้อยกว่าถังฉือหรงสองปี ดังนั้นก็อาจเป็นไปได้ว่าถังฉือเย่เองก็ไม่ใช่ลูกของนางเช่นกัน! ชุยซื่อไม่กล้าพูดเรื่องนี้ เพราะเดิมทีอู๋เต๋ออี้ไม่รู้ถึงเรื่องยาคุมกำเนิดเลย หลังจากที่วังซื่อแต่งงานออกไปแล้ว เขาก็ยังนัดพบวังซื่ออยู่หลายครั้ง เพราะคิดมาตลอดว่าวังซื่อยังมีความรู้สึกที่ลึกซึ้งกับเขาอยู่ และไม่เต็มใจที่จะรักกับถังหย่งหลี่ดังนั้นอู๋เต๋ออี้จึงมักคิดว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่ถังฉือหรงจะเป็นลูกของเขา และเมื่อถังฉือหรงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา อู๋เต๋ออี้ก็สามารถรับวังซื่อมาเป็นภรรยารองได้ เมื่อได้เข้าใกล้ถังฉือเย่มากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็จะสามารถรวบเหล้าฟู่โช่วและเหล้าตระกูลถังมาไว้ในมือได้อย่างง่ายดาย ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถรวบมาได้ทั้งหมดแต่ก็สามารถทำร่วมกันอย่างมีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้นได้ด้วยเหตุนี้ชุยซื่อจึงไม่กล้าพูดเรื่องยาคุมกำเนิดตอนนี้ เพราะหากเรื่องยาคุมกำเนิดถูกแพร่งพรายออกไปแล้วล่ะก็แบบนั้นไม่เท่ากับว่าทั้งถังฉือหรงและถังฉือเย่ต่างก็ไม่ใช่ลูกของนางหรอกเหรอ? และในเวลาเดียวกันนั้นเองหญิงสาวผู้ถูกวางแผนอย่างถังฉือเย่นั้น ไม่มีทางรู้เรื่องนี้อย่างแน่นอน ช่วงนี้นางกำลังพิจารณาเรื่องที่จะรับลูกศิษย์อยู่ สตรีที่โรงทอเมื่อทำงานจนคุ้นชินแล้ว ก็ทำได้คล่องแคล่วว่องไวเป็นอย่างมาก เฉลี่ยดูแล้วคนหนึ่งก็สามารถถักถุงเท้าได้สองคู่ต่อหนึ่งวัน ในหนึ่งวันก็สามารถผลิตออกมาได้เกือบสามร้อยคู่ทีเดียวฉะนั้นหญิงสาวจึงเตรียมที่จะสอนอย่างอื่น พร้อมกับรับลูกศิษย์เพื่อที่ต่อไปจะได้สบายหน่อย ในใจกำลังคิดเรื่องนี้อยู่ ทันใดนั้นก็มีเด็กคนหนึ่งวิ่งเข้ามาเรียก“เจ้าบ้านถัง! ท่านรีบไปดูเถอะ มีผู้ชายมาเอะอะโวยวายที่หน้าประตูโรงทอ แม่หญิงเฉียวให้ข้ารีบมาเรียกท่าน!” “เขาผู้นั้นเป็นใคร คนนอกหมู่บ้านเหรอ?”“เป็นคนของหมู่บ้านต้าเยว่!” เด็กคนนั้นพยักหน้า “แม่หญิงเฉียวเรียกเขาว่า…สัตว์เดรัจฉาน”ถังฉือเย่จึงรีบเดินตามไป ไม่นานนักก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูรั้วแต่ไกล พร้อมกับมีหญิงสาวหลายคนกำลังดักเอาไว้ที่ประตู ในมือของเฉียวซางอวี๋ถือกระบองเอาไว้แน่น พร้อมกับด่าตะคอกออกไปว่า “รีบไสหัวออกไป ไอ้สัตว์เดรัจฉานไร้ยางอาย อย่ามายืนให้เสนียดติดโรงทอของพวกข้านะ!”ชายผู้นั้นพูดว่า “อาอวี๋ คนเคยเป็นผัวเมียกันบุญคุณก็มีมากมาย เหตุใดเจ้าถึงต้องทำขนาดนี้ด้วย!”“ถุย!” เฉียวซางอวี๋ถ่มน้ำลายใส่หน้า “เป็นผัวเมียแล้วมีบุญคุณกับผีนะสิ หากตอนนี้ข้าต้องออกมาขอทานขออาหารข้างนอก ครอบครัวของเจ้าก็ไม่แม้แต่จะยื่นน้ำมาให้ข้ากินหรอก เพียงแค่ข้าได้มาพึ่งพาอาเย่แล้วได้มีหน้าที่จัดการดูแลเรื่องต่างๆเล็กน้อย พวกเจ้าก็ทำตัวอย่างกับปลิงที่ได้กลิ่นคาวแล้วรีบไต่ขึ้นมาเชียวนะ หลายปีมานี้คิดว่าข้าจะไม่รู้สันดานสัตว์เดรัจฉานอย่างตระกูลจางของพวกเจ้าหรือ?”เมื่อได้ยินถังฉือเย่ก็ตบมือให้นางพร้อมกับคิดอยู่ในใจว่าเป็นเฉียวซางอวี๋นี่แหละที่นางจะรับไว้เป็นลูกศิษย์! บทที่ 178: รับลูกศิษย์ผู้ชายคนนั้นเมื่อถูกด่าว่าขนาดนี้แล้วกลับไม่รู้สึกโกรธเลยสักนิด เขาพูดออกมาว่า “เหตุใดเจ้าถึงได้ทำเช่นนี้ ถึงแม้ว่าเจ้าจะเกลียดข้า แต่ก็ไม่ควรไปลงที่หมู่บ้านต้าเยว่ ทุกคนใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจึงอยากที่จะเรียนรู้งานฝีมือเพื่อมาจุนเจือครอบครัว เจ้ามาขัดขวางเช่นนี้ได้อย่างไร” เฉียวซางอวี๋พูดขึ้นด้วยความโกรธว่า “เลิกเสแสร้งได้แล้ว หากใครไม่รู้ก็คงคิดว่าเจ้าเป็นคนดีมีคุณธรรม มันเกี่ยวอะไรกับหมู่บ้านต้าเยว่ด้วย ข้าไปลงอะไรกับหมู่บ้านต้าเยว่ คนของหมู่บ้านต้าเยว่ยี่สิบคน ไม่ขาดไปแม้แต่คนเดียว เพียงแค่ไม่ได้เรียกภรรยาและน้องสาวของเจ้ามาก็เท่านั้น ข้าขอพูดไว้ตรงนี้ ตราบใดที่ข้ายังอยู่ที่นี่ ข้าก็จะไม่ยอมให้คนตระกูลจางของเจ้าเข้ามาได้อย่างแน่นอน รีบเก็บความคิดชั่วๆของเจ้าไว้ คิดว่าคนอื่นดูไม่ออกอย่างนั้นรึ”แล้วตอนนั้นเองที่ถังฉือเย่หัวเราะพลางตบมือ ตอนนี้ทุกคนมองเห็นนางและพากันเรียกขานว่า “เจ้าบ้านถัง!”ชายผู้นั้นหันหน้ามา เมื่อเห็นสายตาของนาง เขาก็รีบคำนับอย่างรวดเร็ว ถังฉือเย่ไม่ได้สนใจเขาเลยแม้แต่น้อย ค่อยๆเดินเข้ามาช้าๆพลางถามว่า“เหตุใดเจ้าต้องด่าว่าเขาด้วยล่ะ?” เฉียวซางอวี๋ผงะไปชั่วขณะ ตอนนี้นางก็ได้สนิทกับเจ้าบ้านถังในระดับหนึ่งแล้ว และรู้ว่าเป็นคนเช่นไร ดังนั้นจึงไม่ได้ร้อนรนอะไรแล้วพูดขึ้นว่า “อะไรนะเจ้าคะ?”“ด่าคนน่ะมันเปลืองแรง เหตุใดไม่สงบจิตสงบใจแล้วมาพูดคุยต่อรองกันล่ะ?” ถังฉือเย่พูดพร้อมรอยยิ้มพลางหันมามองจางจื่อโม่ทันที จากนั้นก็พูดเยาะเย้ยว่า “เจ้าวิ่งแจ้นมาโวยวายที่ร้านของข้า เห็นว่าข้าเป็นตอไม้หรืออย่างไร เจ้ารออยู่ตรงนี้อย่าได้ไปไหนเด็ดขาด ข้าจะให้คนไปเรียกเด็กๆที่สำนักศิลปะการต่อสู้มา พวกเรามาดูกันให้ดีๆ!”ในตอนนี้สีหน้าของจางจื่อโม่ซีดขึ้นในทันที นางพูดไป เขาก็ถอยหลังไป!ชายหนุ่มเคยได้ยินความเก่งกาจกล้าหาญของเด็กจากสำนักศิลปะการต่อสู้มาบ้างแล้ว อีกอย่างที่หมู่บ้านก็ได้ยกให้ถังฉือเย่เป็นผู้ที่ทุกคนต่างต้องเคารพ จางจื่อโม่จึงไม่กล้าแม้แต่จะโต้แย้ง เขาจึงหันหลังแล้ววิ่งหนีไปทันที ถังฉือเย่ตะโกนตามหลังไปว่า “หยุดวิ่งนะ หยุดอยู่ตรงนั้นเดี๋ยวนี้ หากวันนี้ไม่ได้ตัดหูของเจ้ามาสักข้าง ข้าก็จะไม่ใช่คนสกุลถังอีกต่อไป!”เมื่อได้ยินดังนั้นจางจื่อโม่ก็ยิ่งวิ่งเร็วขึ้นไปอีก เพียงแค่ชั่วพริบตาก็ไม่เห็นแม้แต่เงา ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา จากนั้นก็พากันหัวเราะเยาะจนตัวโก่งกันเลยทีเดียวหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังเองก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ และไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงรู้สึกว่าวันเวลาที่เป็นอิสระไม่มีผู้ใดควบคุมแบบนี้ ช่างมีความสุขเสียจริง การที่ได้อยู่กับถังฉือเย่ ช่างมีความสุขมากเหลือเกิน สตรีทุกคนหัวเราะกันอยู่สักพัก จากนั้นจึงได้กลับเข้าไปข้างใน ถังฉือเย่พูดขึ้นว่า “เดี๋ยวข้าจะเลี้ยงหมาสักสองสามตัว เพื่อมาเฝ้าประตู เมื่อคนประเภทนี้มาแล้วจะได้ไม่มาเกะกะสายตา”ในขณะที่พูดอยู่นั้นจู่ๆนางก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง เมื่อนางหันไปมองจึงเห็นรถม้าหลังคาสีฟ้าที่จอดอยู่ที่ไกลๆ เมื่อมองดูคนขับก็ราวกับเป็นคนรับใช้ของตระกูลใหญ่โต แต่ถังฉือเย่เหลือบมองแค่แวบเดียวก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน นางเป็นคนที่เมื่อนึกอะไรขึ้นได้ก็จะลงมือทำเลย พอเข้าไปในโรงงานก็ถามเฉียวซางอวี๋ว่า “เจ้าจะยอมรับข้าเป็นอาจารย์หรือไม่?”เฉียวซางอวี๋ถึงกับนิ่งอึ้ง พอดึงสติกลับมาได้แล้ว นางก็ทั้งตกใจและดีใจรีบคุกเข่าลงกับพื้นจนเกิดเสียงดัง “ข้าขอคารวะท่านอาจารย์!”“เอาล่ะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าก็จะเป็นศิษย์ของข้าแล้ว”“เจ้าค่ะ อาจารย์” เฉียวซางอวี๋ก้มคำนับกับพื้นอย่างจริงจังสี่ครั้ง ถังฉือเย่ยิ้มตาหยีพลางดึงให้นางลุกขึ้น จากนั้นก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากถุงผ้า พลางพูดขึ้นว่า “นี่คือสิ่งของที่ข้ามอบให้เจ้าในการรับเป็นศิษย์ในครั้งนี้ เจ้ารับไว้เสีย”เฉียวซางอวี๋รีบขอบคุณพลางรับมาเปิดออกด้วยความปีติยินดี แต่เมื่อเปิดออกดูก็พบว่าเป็นแผนที่และมีชื่อของคนผู้หนึ่งอยู่ ถังฉือเย่บอกว่า “คนผู้นี้ในตอนนั้นได้รับเงินจากจางจื่อโม่มายี่สิบตำลึง และได้แสดงเป็นชู้ เพื่อใส่ร้ายเจ้า”เมื่อได้ยิน เฉียวซางอวี๋ถึงกับตกตะลึงเบิกตากว้างจ้องมองไปที่ถังฉือเย่ที่กำลังพูดด้วยสีหน้าที่จริงจังว่า “เมื่อเจ้ามีความสามารถแล้ว ก็ไปทวงความยุติธรรมกลับคืนมา” “ขอบคุณท่านอาจารย์มาก ข้าซาบซึ้งน้ำใจของท่านเป็นที่สุด” พูดเสียงสะอึกสะอื้น ถังฉือเย่เอามือไขว้หลัง จากนั้นก็พยักหน้าด้วยท่าทางที่เหมือนกับผู้ที่เป็นอาจารย์ ได้แต่นึกในใจว่าการมีฉีจิงอยู่ด้วยนี่ดีเสียจริงอยากที่จะสืบเรื่องอะไรก็สามารถสืบได้ สิ่งของการรับเป็นศิษย์ในครั้งนี้ ต้องเป็นสิ่งที่เฉียวซางอวี๋ต้องการมากที่สุดอย่างแน่นอน ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ข้างในรถม้าที่จอดอยู่ข้างนอกนั้นอู๋เต๋ออี้ก็กำลังพูดขึ้นว่า “เด็กสาวผู้นี้ ช่างน่าสนใจเสียจริง”“น่าสนใจมากจริงๆ” อู๋เปียนก็พูดเบาๆ “นางเก่งมาก” “ไป…อย่าเสียเวลาอยู่เลย…ไปบ้านของท่านสวี่”อู๋เต๋ออี้รู้ว่าถังฉือหรงได้คารวะสวี่เวิ่นชู่เป็นอาจารย์ เพราะฉะนั้นในอนาคตอย่างน้อยต้องได้เป็นซิ่วฉายอย่างแน่นอน ดังนั้นก็ต้องให้ความสำคัญกับลูกที่พลัดพรากคนนี้เสียหน่อยเขาเป็นคนที่ทำอะไรก็จะละเอียดรอบคอบ ดังนั้นเพื่อที่จะไม่ให้ใครมาจับผิดเขาได้ ครั้งนี้ที่มาหา เขาก็ได้หาเพื่อนร่วมห้องของถังฉือหรงคนหนึ่งซึ่งก็เป็นหลานชายของอู๋เปียน ชื่อหลี่เฉิงฉายให้ออกหน้า หลี่เฉิงฉายยืนเคาะประตูที่หน้าบ้านของสวี่เวิ่นชู่อย่างกล้าๆกลัวๆ เมื่อพ่อบ้านวั่งซูเดินมาเปิดประตู ถามไถ่อยู่สองสามประโยคไม่นานนักก็มีนักเรียนหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาหลี่เฉิงฉายมาที่นี่ก็เพราะ “ผู้อาวุโสที่บ้านจะจัดงานวันเกิดจึงอยากที่จะเชิญท่านสวี่เวิ่นชู่ไปร่วมงานด้วย” ถังฉือหรงอยากที่จะเชิญเขาเข้าไปในห้อง แต่เขาก็ไม่เข้าไป ทั้งสองจึงยืนคุยกันที่ประตูอู๋เต๋ออี้ที่อยู่ในรถม้ามองดูอย่างละเอียด ถังฉือหรงนั้นมีหน้าตาที่งดงามมาก ผิวพรรณก็ขาวสะอาด ดวงตากวางนั้นทั้งไร้เดียงสาและใสซื่อบริสุทธิ์เป็นประเภทที่เมื่อมองเพียงแวบเดียวก็ให้ความรู้สึกที่เป็นสุภาพบุรุษที่ซื่อตรง เขาพูดเบาๆกับน้องชายว่า “เหมือนกับลูกชายของข้าหรือไม่?”อู๋เปียนที่เพิ่งรู้ถึงความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงนี้ก็พูดอย่างไม่ลังเลว่า “เหมือน ทั้งจมูกและปากต่างก็เหมือน ผิวก็ใช่ คนที่อยู่ในชนบทที่ไหนจะมีผิวขาวเช่นนี้ก็คงจะมีส่วนมาจากตระกูลอู๋ ถึงได้มีผิวที่ขาวสะอาดเช่นนี้อย่างไรเล่า” เมื่อพูดแบบนี้ อู๋เต๋ออี้ก็รู้สึกว่าเหมือนขึ้นมาจริงๆ ครอบครัวของเขานั้นมีลูกชายสองคนลูกสาวอีกหนึ่งคน ซึ่งทุกคนล้วนมีดวงตาเรียวยาวแบบเขาทั้งนั้น แวบแรกที่เห็นถังฉือหรง เขาก็รู้สึกว่าไม่เหมือน แต่เมื่อมองดูจมูกที่ทั้งโด่งทั้งตรง ปากก็เรียวดั่งคันธนู รอยยิ้มที่ไร้เดียงสานั่นกลับทำให้รู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้เหมือนเขาขึ้นมา ยิ่งมองก็ยิ่งเหมือน!เมื่อเห็นสีหน้าที่ดูอ่อนโยน รวมทั้งการพูดการจาที่ดูสุภาพและมีการศึกษาจึงทำให้อู๋เต๋ออี้มีความมั่นใจและเข้าใจในบุคลิกและนิสัยของถังฉือหรง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเด็กหนุ่มนั้นเป็นคนสุภาพบุรุษที่ซื่อตรงและไม่หวาดหวั่นต่อสิ่งใด อู๋เต๋ออี้หยิบจดหมายสามฉบับออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนจะเลือกจดหมายจากในนั้นหนึ่งฉบับ จากนั้นก็เก็บจดหมายสองฉบับที่เหลือกลับไป เมื่อหลี่เฉิงฉายกลับมาแล้ว รถม้าก็ได้ออกจากหมู่บ้านทันที อู๋เปียนก็ได้แอบหาคนในหมู่บ้านมาหนึ่งคน จากนั้นก็วานให้เขาเอาจดหมายไปส่งที่บ้านของสวี่เวิ่นชู่ถังฉือหรงที่เพิ่งจะส่งหลี่เฉิงฉายกลับไปนั้นเพิ่งเขียนหนังสือได้ครึ่งหน้าเท่านั้นเอง วั่งซูก็ได้นำจดหมายมาให้ เด็กหนุ่มเขียนหนังสือจนเสร็จอย่างสงบ แล้วจึงเปิดจดหมายอ่านทันใดนั้นสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปในทันที ได้แต่ยืนอยู่ตรงนั้นพักใหญ่และยังคงเหม่อลอยอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งสวี่เวิ่นชู่เองก็รู้สึกว่ามันผิดปกติจึงได้ถามว่า “หรงเอ๋อร์มีอะไรหรือเปล่า?”ถังฉือหรงหันหน้ามาในทันที จากนั้นก็พูดขึ้นด้วยเสียงที่สั่นเครือ “อา…อาจารย์”สวี่เวิ่นชู่ขมวดคิ้วพร้อมกับลุกขึ้นและเดินไปหา เด็กหนุ่มจึงยื่นจดหมายให้อาจารย์ด้วยมือที่สั่นเทา ในจดหมายได้ระบุก่อนว่ามาจากตระกูลไหน และได้บอกว่าวังซื่อฉินนั้นเป็นสาวใช้แค่ในนามแต่จริงๆแล้วก็เป็นอนุภรรยาคนหนึ่งของอู๋เต๋ออี้ด้วย ก่อนหน้าไม่กี่วันเขาเพิ่งจะรู้ว่า ที่แท้ก่อนที่ถังหย่งหลี่จะขอวังซื่อแต่งงานไปนั้น นางก็ได้ตั้งท้องแล้ว เมื่อนับวันเวลาดู อู๋เต๋ออี้ผู้นี้ต่างหากที่เป็นพ่อแท้ๆของถังฉือหรงจากนั้นข้อความในจดหมายก็ได้พูดถึงความผิดพลาดที่เกิดจากความบังเอิญต่างๆนานา การที่พ่อลูกพลัดพรากไม่ได้เจอกันมานานหลายปีนั้นสร้างความอาลัยอาวรณ์ต่างๆให้เกิดขึ้นในใจของอู๋เต๋ออี้ สุดท้ายคือต้องการนัดถังฉือหรงให้มาพบที่โรงน้ำชาในเมืองในวันพรุ่งนี้!สวี่เวิ่นชู่ขมวดคิ้วพลางถามว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้านายของพ่อเจ้าที่เสียไปในตอนนั้นเป็นใคร?”ถังฉือหรงรวบรวมสติตอบเสียงสั่น “ข้ารู้แค่เพียงว่าเขาสกุลอู๋ ส่วนชื่อข้าไม่รู้” จากนั้นเขาก็สูดหายใจเฮือกใหญ่พูดกับอาจารย์ว่า“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ข้า…ข้าจะไปถามท่านแม่!” บทที่ 179: ข้าคือพ่อผู้ให้กำเนิดของเจ้าหากถังฉือเย่อยู่ตรงนี้ด้วย นางก็คงไม่เอาจดหมายฉบับนี้ไปถามวังซื่ออย่างแน่นอน เพราะไม่เท่ากับว่าเป็นการที่ทำให้พวกนางเค้นถามสิ่งที่มีประโยชน์หรอกเหรอ มีหลายครั้งหลายคราที่ยอมทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่นางก็ไม่ยอมให้ตัวเองนั้นสับสนจริงๆหรอก ดังนั้นถังฉือเย่จะต้องเกลี้ยกล่อมให้วังซื่อพูดความจริงให้ได้เสียก่อน เพียงแต่ถังฉือหรงและสวี่เวิ่นชู่นั้นเป็นเพียงชายหนุ่มซื่อๆ และเป็นสุภาพบุรุษ ดังนั้นจึงคิดไม่ถึงถึงแผนการอย่างนางแน่นอน ด้วยเหตุนี้ถังฉือหรงจึงรีบไปหาวังซื่อด้วยความร้อนรน แต่เมื่อถึงหน้าบ้านตระกูลถังแล้ว เขากลับลังเลอยู่เล็กน้อย เพราะถึงอย่างไรการที่วังซื่อจากไปในครั้งนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าอับอาย ตอนนี้ที่นางอาศัยอยู่ในตระกูลถังก็เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมแล้ว เมื่อมาคิดๆดูแล้วจึงรู้สึกอับอายเป็นอย่างมากแล้วในขณะนั้นเองอยู่ๆก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากด้านใน เหอซื่อด่าออกมาเสียงดัง “นังหญิงสารเลวไร้ยางอาย!” ถังฉือหรงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้านใน จากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงตะคอกออกมาอีกว่า “ข้าจะด่านางแล้วจะทำไม ข้าไม่เคยเจอนังผู้หญิงคนไหนที่ไร้ยางอายเช่นนี้มาก่อนเลย ท้องโตขนาดนี้ยังจะมาทำท่ายั่วยวนอยู่ทุกคืน ขาของเขาก็หักไปแล้ว ยังจะออดอ้อนเขาอยู่ได้ คืนหนึ่งก็ไม่รู้กี่ครั้ง นังสารเลวไร้ยางอาย”เด็กหนุ่มฟังไปแม้จะไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก แต่ถ้อยคำเหล่านั้นกลับทำให้เขาหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายขึ้นมาทันทีในขณะนั้น เมื่อหลี่ซื่อเงยหน้าขึ้นก็ได้เห็นถังฉือหรงกำลังยืนอยู่ด้านนอกประตู นางอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดเตือนขึ้นมา “หรงเอ๋อร์มาแล้ว?”เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาในทันที ส่วนเหอซื่อเองก็ตกใจเช่นกัน นางเหลือบมองแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ด่าอะไร นอกจากถอนหายใจแรงๆ หลี่ซื่อเห็นดังนั้นจึงเดินมาเปิดประตู แล้วพูดอย่างอ่อนโยนว่า “หรงเอ๋อร์ มาหาท่านแม่ของเจ้าหรือ?”ถังฉือหรงก้มหน้าพลางตอบรับ แล้วตอนนั้นเองที่วังซื่อเดินออกมาอย่างโซซัดโซเซ นางใช้มือค้ำกับขอบประตูแล้วพูดอย่างสะอึกสะอื้นว่า “หรงเอ๋อร์! เจ้ามาแล้วหรือ แม่จะไปกับเจ้าเดี๋ยวนี้!”วังซื่อพูดพร้อมกับร้องไห้…นางติดกับดักเข้าให้แล้ว เพราะคิดไม่ถึงเลยว่า ถังหย่งฟู่จะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ทั้งแก่ทั้งน่าเกลียดแถมยังพิการอีกต่างหาก!ถังฉือหรงได้แต่ยืนนิ่ง สายตามองหญิงผู้เป็นมารดานิ่ง ราวกับไร้ความรู้สึกใด! ………………………………………….เมื่อถังฉือเย่สอนลูกศิษย์เสร็จและเดินทางกลับถึงบ้านหินแล้ว ยังไม่ทันที่จะได้ประกาศข่าวดีก็พบว่าวังซื่อ…ผู้หญิงไร้ค่าคนนี้ได้กลับมาอีกแล้วเมื่อถามไถ่จนละเอียดแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น สวี่เวิ่นชู่และถังฉือหรงสองคนนี้ก็ทำให้นางโกรธจนแทบบ้า! นางอุตส่าห์แสดงไปนานขนาดนั้นเพิ่งจะได้อยู่อย่างสงบสุขเพียงแค่สองวัน มันง่ายมากอย่างนั้นหรือ หญิงสาวรู้สึกว่าวังซื่อนั้นเป็นเหมือนกับแมลงสาบที่ตีไม่ตาย เพียงแค่นางมีความสุขวังซื่อก็จะต้องออกมาขัดขวางทุกครั้งไป หากเป็นแบบนี้แล้วเมื่อไหร่มันจะจบลงเสียทีถังฉือเย่คิดอย่างเหนื่อยใจ ได้แต่กอดอกพร้อมกับทรุดกายลงนั่ง มีเพียงสายตาเท่านั้นที่จ้องมองวังซื่อด้วยความเย็นชา ในขณะที่ท่าทางของวังซื่อนั้นกลับดูไม่สนใจอะไร นางทำราวกับว่าบนใบหน้าของตัวเองได้เขียนประโยคที่ว่า ‘ในที่สุดวันที่ข้าจะได้อยู่ดีกินดีก็ได้มาถึงแล้ว’ อย่างไรอย่างนั้น ในตอนนี้วังซื่อฉินก็ยังคงไม่รับรู้ถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ได้เช่นเคย…สุดท้ายแล้วอะไรที่ทำให้นางคิดว่าตัวเองก็แก่ลงเรื่อยๆ แถมตอนนี้ก็ยังอุ้มท้องของชู้ แล้วอีกฝ่ายยังจะมีความรู้สึกลึกซึ้งอะไรกับนางอีกอย่างนั้นเหรอ เพราะหากถังหย่งฟู่รักนางจริงๆ ในตอนนั้นก็คงไม่ยกนางให้ถังหย่งหลี่หรอก!แล้วจู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัว ในขณะที่หันไปพิจารณาถังฉือหรง พลันนั้นนึกย้อนถึงใบหน้าของอู๋เต๋ออี้ขึ้นมา อันที่จริงวังซื่อก็ไม่คิดว่าทั้งสองดูเหมือนกันแต่อย่างใด เพราะคางของอู๋เต๋ออี้นั้นไม่เหมือนกับคางของถังฉือหรง โดยอู๋เต๋ออี้นั้นมีคางที่ยาวและมีรอยบุ๋มตรงกลาง ซึ่งมักจะเป็นตามกรรมพันธุ์ แต่ถังฉือหรงไม่มีสิ่งนี้ ดังนั้นนางจึงไม่ได้พูดเรื่องนี้ออกไป ผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อ เมื่อถังฉือหรงสงบลงมาแล้ว เขาจึงถามถังฉือเย่ว่า “เย่เย่ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”“แล้วพี่ล่ะคิดว่าอย่างไร?”ถังฉือหรงพูดอย่างลังเลว่า “ข้าไม่ได้อยากมีพ่อเพิ่มขึ้นมาอีกคน อีกอย่างบางทีเขาอาจจะไม่ใช่พ่อแท้ๆของข้าก็ได้”วังซื่อก็ตบโต๊ะเสียงดังตะคอกว่า “หรงเอ๋อร์! เจ้านี่พูดจาอะไรเหลวไหล เจ้าจะไม่ยอมรับพ่อแท้ๆของตัวเองได้อย่างไร เจ้านี่มัน…” “หุบปาก!” ถังฉือเย่หันมาดุ วังซื่อก็หยุดพูดลงทันที ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความโกรธ แต่กลับไม่กล้าพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียวถังฉือหรงเงียบไปครู่ก่อนจะเอ่ยคำอย่างยากเย็น “แต่ในเมื่อเขามาหาถึงที่แล้ว อย่างนั้นข้าก็เกรงว่าการที่หลบหน้าและไม่ยอมออกไปพบเจอจะไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา ข้าคิดว่า สู้พวกเราไปพบเขาแล้วดูว่าเขาคิดอะไรอยู่กันแน่ดีกว่า” “พวกเราอย่างนั้นเหรอ?” “ถูกต้อง!” ถังฉือหรงพูดเบาๆ “เย่เย่ไปกับข้าด้วยได้หรือไม่?”หญิงสาวที่เห็นว่าเขายังมีสติอยู่บ้างก็พยักหน้ารับ วังซื่อก็รีบพูดขึ้นว่า “คนที่เขาอยากจะเจอคือข้าต่างหาก!” ถังฉือเย่เปล่งเสียงหัวเราะและหันมาเยาะเย้ย “ถึงแม้ว่าลูกของเจ้าจะเกิดในบ้านของเขา แต่ในตระกูลใหญ่ก็มีที่เก็บแต่ลูกไว้แล้วไล่แม่ออกจากบ้านไปก็มีอยู่ถมไป เจ้ามันจะไปมีค่าอะไร อยากที่จะเจอเจ้าอย่างนั้นรึ?” “คุณชายอู๋ไม่มีทางลืมข้า ที่เขามาก็เพื่อจะมารับข้า!”ถังฉือเย่รู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่สามารถใช้เหตุผลพูดกับคนอย่างวังซื่อได้ สุดท้ายจึงโบกมือไปมา “แล้วแต่เจ้า เจ้าอยากไปก็ไป ข้าคร้านที่จะยุ่งกับเจ้าแล้ว”วังซื่อก็ดีใจขึ้นมาทันที จากนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว ส่วนถังฉือเย่ก็พูดคุยกับถังฉือหรงต่ออีกสักพัก เมื่อเห็นฉีจิงเพิ่งจะกลับมาก็พูดด้วยเสียงเบาๆว่า “ด้วยความรีบร้อน ข้าจึงตรวจสอบได้ไม่ละเอียดมากนัก แต่ข้ารู้มาว่าอู๋เต๋ออี้มีลูกชายสองคนลูกสาวหนึ่งคน อีกอย่างตอนที่ถังหย่งหลี่พาวังซื่อออกจากคฤหาสน์นั้นเป็นวันที่ยี่สิบหก เดือนสิบ ปีห่าวชาง”ถังฉือหรงขมวดคิ้วเล็กน้อย ถ้อยคำที่ได้ยินนั่นก็หมายความว่า หลังจากที่ออกจากคฤหาสน์มาแล้วสิบสี่เดือน เขาเพิ่งจะเกิดอย่างนั้นหรือ“ดังนั้นเขาโกหกอยู่อย่างนั้นหรือ?”“ก็อาจจะไม่ใช่” ถังฉือเย่หันไปตอบพี่ชาย “บางทีหลังจากที่ออกจากคฤหาสน์แล้ว พวกเขาอาจจะยังมาพบเจอกันอีก?”เด็กหนุ่มถึงกับพูดไม่ออกในทันที เมื่อลองนึกถึงสันดานเดิมของวังซื่อแล้ว ก็รู้สึกว่ามันก็มีเหตุผล เขารู้สึกราวกับมีกระดูกติดอยู่ที่คอ ทรมานเป็นที่สุดในตอนนั้นเองถังฉือเย่และฉีจิงส่งสายตาให้กัน ไม่น่าล่ะตอนที่เจอกันเมื่อกลางวัน อู๋เต๋ออี้ถึงได้มองมาตลอด ตอนนี้เกือบจะชี้ขาดได้แล้วว่า อีกฝ่ายพุ่งเป้ามาที่นางเท่านั้น อย่างแรกเขาไม่ได้ขาดลูกชาย อย่างที่สอง หากเขาจะพุ่งเป้าไปที่สวี่เวิ่นชู่ สู้เข้าไปเยี่ยมเยียน แล้วใช้โอกาสนั้นผูกมิตรไปเลยไม่ดีกว่าหรือ ทำไมจะต้องนัดถังฉือหรงให้ออกมาพบเช่นนี้ด้วยเหตุนี้ในวันถัดมา วังซื่อ ถังฉือหรง ถังฉือเย่รวมทั้งฉีจิงก็ได้ไปที่โรงน้ำชาพร้อมกัน ซึ่งก็ได้พาถังจวิ้นเหลียงและเฉินจิ่วมาด้วย เพราะอย่างไรเสียการที่ตระกูลถังออกเดินทางสมควรจะมีลูกน้องติดตามมา เพื่อทำให้ดูมีความน่าเกรงขามมากขึ้นวันนี้วังซื่อแต่งตัวด้วยกระโปรงยาว ทำทรงผมสุยหยุนจี้ ปักด้วยปิ่นพริ้วไหว และหูทั้งสองข้างก็ยังปล่อยปอยผมเล็กๆออกมา ทำให้ดูมีเสน่ห์และอ่อนหวานอย่างมาก บวกกับพวงแก้มที่แดงเล็กน้อย ริมฝีปากที่ทาด้วยสีผึ้งสีอ่อนยิ่งทำให้ดูอ่อนเยาว์ ยั่วยวน ทันทีที่ขึ้นไปบนรถแล้ว วังซื่อก็นั่งอย่างสำรวม สีหน้าของนางทั้งเย่อหยิ่ง นางยังหน้าแดงเป็นครั้งคราว มีแววตาที่เขินอายขณะที่ใกล้จะได้พบเจอกับชายคนรักนั้นเกินคำบรรยายถังฉือเย่มองดูการแสดงนี้ด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ในใจก็คิดว่าวังซื่อนั้นรีบร้อนเกินไปแล้ว มิฉะนั้นแล้วด้วยท่าทาง และใบหน้าที่แดงก่ำของนางนี้ ก็เดาได้ว่าคนรักของนางทุกคนต้องคิดว่าเขานั้นเป็นรักเดียว…ใครจะไปคิดว่านางนั้นจะทำแบบนี้กับทุกคนแล้วหลังจากนั้นไม่นานนักทุกคนก็เดินทางมาถึงโรงน้ำชา อู๋เต๋ออี้ก็ได้มายืนรอตรงประตูแล้ว พร้อมกับแสดงท่าทีที่ดูจริงใจและซื่อตรงออกมาถังฉือเย่ที่เดาสถานการณ์ไม่ออกจึงทำได้เพียงแค่ยืนอยู่นิ่งๆไม่ขยับ จากนั้นก็เห็นวังซื่อที่ท่าทางดูตื่นเต้น นางทำตัวอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงและเกาะที่ขอบประตู พอนางมองเห็นเขาก็หยิบผ้าขึ้นมาปิดที่ปาก น้ำตาก็ไหลริน จากนั้นจึงพูดด้วยความโศกเศร้าว่า “คุณชาย!” บทที่ 180: มีข้าไม่มีนาง มีนางก็ไม่มีข้าเมื่อเห็นท่าทางของอู๋เต๋ออี้ที่ดูเป็นสุภาพบุรุษมีคุณธรรมนั้น ทำเอาวังซื่อตกอกตกใจอยู่ไม่น้อย นานชั่วอึดใจกว่าที่นางจะได้สติ ชายหนุ่มหัวเราะออกมาพร้อมกับสีหน้าตื่นเต้น “ซื่อฉิน! ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” แล้วตอนนั้นเองที่วังซื่อก็เริ่มร้องไห้ พลางกระโดดจากเกวียน พุ่งเข้าไปในอ้อมแขนของเขาอย่างร้อน “คุณชายอู๋…คุณชายอู๋ของข้า ข้าคิดถึงท่านมาก ฉินเอ๋อร์คิดถึงท่านมาก!”อู๋เต๋ออี้อึดอัดวางตัวไม่ถูก ทำได้เพียงตบหลังปลอบใจนางเบาๆ พลางกล่าวว่า “พวกเราเข้าไปข้างในก่อนเถอะ เข้าไปแล้วค่อยว่ากัน!” วังซื่อยังคงร้องไห้ออดอ้อนไม่หยุดทำเป็นหูทวนลม อู๋เต๋ออี้เป็นพ่อค้าที่ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงแถมยังมีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา เมื่อได้ผ่านพ้นช่วงเวลาคึกคะนองมาแล้ว เขาไม่สนใจที่จะยืนด้านนอกให้ผู้ชมมายืนล้อมดูฉากรักๆนี้อีกแล้ว แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อวังซื่อกอดไม่ปล่อย และเขาก็ไม่ได้ต้องการหักหน้านางได้ในตอนนี้ถังฉือหรงยืนตัวตรงอยู่ข้างรถเกวียน เมื่อเห็นอู๋เต๋ออี้กำลังจ้องมองมา เด็กหนุ่มจึงลงมาจากรถพลางก้มคำนับ “อาหรงใช่ไหม เจ้าคงจะเป็นอาหรง!” อู่เต๋ออี้พยักหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ก่อนจะเหลือบมองเข้าไปในรถทันทีแล้วถาม “เจ้าบ้านถัง...เย่เอ๋อร์มาหรือไม่?”ถังฉือเย่ยิ้มมุมปาก แล้วจึงออกมา พลางยิ้มอย่างเปิดเผย ด้วยท่าทีที่สุขุม “เถ้าแก่อู๋ เจอกันอีกแล้วนะเจ้าคะ”“เมื่อวานข้าได้ปิดบังตัวตนที่แท้จริง ข้าไม่มีทางเลือก เย่เอ๋อร์อย่าได้ถือโทษเลย”“ท่านกล่าวเกินไปแล้ว” วังซื่อที่มองการสนทนาครั้งนี้อย่างไม่พอใจ นางไม่ต้องการให้อู๋เต๋ออี้พูดคุยกันถังฉือเย่จึงเงยหน้าขึ้นพูดออดอ้อน “คุณชายอู๋!” “เจ้าเข้าไปก่อน!” ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบ ในใจกลับคิดว่าวังซื่อฉินผู้นี้ตอนสาวๆ ดูสวยงามและมีเสน่ห์ แต่เหตุใดตอนนี้กลับดูน่ารำคาญยิ่งนัก ดังนั้นเขาจึงตบไหล่นางเบาๆ พลางกล่าวเน้นเสียง “เข้าไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน!” วังซื่อถอยออกมาพลางเช็ดน้ำตาอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะเหลือบมองถังฉือเย่ด้วยสายตาตื่นตัว อู๋เต๋ออี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะหันไปพูดกับถังฉือเย่และถังฉือหรงว่า “พวกเราเข้าไปนั่งด้านในกันเถอะ” แล้วหลังจากนั้นทุกคนจึงเดินเข้าไปในโรงน้ำยาอย่างอึดอัด อู๋เต๋ออี้ได้แนะนำชุยซื่อให้รู้จัก สองพี่สองตระกูลถังทำความเคารพอย่างมีมารยาท ส่วนชุยซื่อได้แต่พยายามฝืนยิ้มอย่างไม่เต็มใจ หลังจากที่นั่งดูพี่ชายน้องสาวทั้งสองนั่งสงบนิ่งไม่เอ่ยปากพูดอะไรมาได้สักพัก อู๋เต๋ออี้จึงทำได้เพียงใช้วังซื่อเป็นตัวเปิดประเด็น “ซื่อฉิน หลายปีมานี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”“ท่านคิดว่าอย่างไรล่ะ ทิ้งข้าให้กับชายชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ท่านว่ามันจะเป็นอย่างไรล่ะ” นางพูดพร้อมกับจับมือเขาด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็ดึงผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา ทำราวกับการแต่งงานกับถังหย่งหลี่เป็นสิ่งที่สร้างความทุกข์ทรมานให้เสียเหลือเกิน ทั้งที่ความจริงแล้วถังหย่งหลี่เป็นคนที่แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่ดี แต่เขาก็ยังจะไปทำดีกับนาง เป็นประเภทที่ยกน้ำล้างเท้าไปให้ถึงเตียงประเภทนั้น เขาให้นางทั้งหมดที่เขาสามารถให้ได้ กระทั่งตอนที่ถังหย่งหลี่เพิ่งจะจากไป ครอบครัวก็คำนึงถึงชื่อเสียง วังซื่อก็ยังท้องโตอีก พวกเขายังคงรักษาสถานะของบ้านสามเป็นเวลานาน ก่อนที่ต่อมาท่านย่าซุนจะทนไม่ไหว ชุยซื่อเหลือบมองท่าทีของสามีก็แก้ต่างให้ “ฉินเอ๋อร์ หยุดร้องได้แล้ว เรื่องพวกนั้นมันก็ผ่านมาแล้ว เจ้าอย่าคิดมากเลย เจ้าดูสิหรงเอ๋อร์มีความสามารถเช่นนี้ เย่เอ๋อร์เองก็มีฝีมือ”“ข้าลำบากแค่ไหน ท่านไม่ได้เป็นข้าท่านไม่มีวันรู้หรอก!” วังซื่อเงยหน้าขึ้นแล้วพูดอย่างขมขื่นก่อนจะหันหน้าที่เปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำตานั้นมาทางอู๋เต๋ออี้ “คุณชายอู๋ หากเจ้าอยากให้ข้ากลับไป ก็ต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่ง” “เจ้ามีเรื่องอะไรก็บอกกับข้าได้ ข้าจะไม่รับฟังได้อย่างไรล่ะ” แล้วตอนนั้นเองที่วังซื่อลุกขึ้นทันที ก่อนจะชี้ไปที่ถังฉือเย่ แล้วพูดด้วยเสียงดัง “ข้าต้องการให้เจ้าทุบตีนางจนตาย ในที่สุดวันที่ข้ารอคอยก็มาถึงแล้ว ข้าแทบรอไม่ไหวที่จะโยนเจ้าเข้าไปทรมานในรังขอทานสามวันสามคืน ให้เจ้าขอมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ ขอตายก็ไม่ได้ ข้าให้เจ้าตายไปเสียตอนนี้ เจ้าก็ควรจะซาบซึ้งข้าจึงจะถูก!” ถังฉือหรงได้ยินก็โกรธมาก เขายืนขึ้นและมาขวางหน้าถังฉือเย่ในทันที “ท่านแม่ ท่านพูดอะไรออกมารู้ตัวหรือไม่!?”“มัน...มันมาถึงขั้นนี้ได้อย่างไร?” อู๋เต๋ออี้ได้แต่มองอย่างงงๆ วังซื่อเปลี่ยนสีหน้า ก่อนจะกล่าวอย่างออดอ้อน “อย่างไรก็ตาม หากมีนางต้องไม่มีข้า หากมีข้าก็ไม่มีนาง!” นางมองไปที่อู๋เต๋ออี้แสดงท่าทีงอแงเหมือนเด็กสาว “ท่านรีบทำตามที่ข้าบอกสิ!” ถังฉือเย่ดื่มชาช้าๆอย่างสุขุมนุ่มลึก ภายนอกแสดงท่าทีสงบนิ่ง แต่ข้างในกลับหัวเราะจนแทบบ้า คนประหลาดอย่างวังซื่อ บางครั้งก็ใช้งานได้ดี เป็นเครื่องจักรสังหารเครื่องใหญ่จริงๆ หากอู๋เต๋ออี้กำลังพิจารณาอยู่จริงๆ เช่นนั้นคำพูดของวังซื่อก็เท่ากับเป็นการตบหน้าเขาดังๆอย่างดุเดือดโดยไม่ต้องสงสัย หญิงสาวคิดพร้อมกับหัวเราะอยู่ในใจ มองอู๋เต๋ออี้ที่กำลังมึนงงไม่หาย เรื่องนี้มันเกิดขึ้นกะทันหัน ในชั่วพริบตาเดียวก็ทำลายแผนการของเขาทั้งหมด เพราะนอกจากคำพูดของวังซื่อจะดุเดือดและโหดร้ายเกินไปแล้วยังทำให้ช่องทางการไกล่เกลี่ยของเขาไม่เหลือเลยสักนิด! พลันนั้นอู๋เต๋ออี้จึงตบโต๊ะด้วยความเดือดดาลและกล่าวอย่างจงเกลียดจงชัง “วังซื่อฉิน คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเปลี่ยนไปเช่นนี้ เจ้าเป็นแม่คนนะ เจ้าปฏิบัติกับลูกของตนเองเช่นนี้หรือ ใจดำอำมหิตเช่นนี้ จะมีหัวใจของแม่ที่มีเมตตาอย่างไรกัน!” เมื่อได้ยินถังฉือเย่แทบอยากจะปรบมือให้ วังซื่อตะลึงตาค้าง นางเคยลิ้มรสความมั่งคั่งของตระกูลอู๋มาก่อน ในสายตาของนางนั้นเขาเป็นเศรษฐีที่มีอำนาจมากที่สุด จนคิดไปเองว่าจะสามารถทุบตีใช้ความรุนแรงได้ตามอำเภอใจ…ไม่เคยคิดมาก่อนว่าถังฉือเย่จะมีบางอย่างที่อู๋เต๋ออี้จะต้องเกรงใจ แต่จะให้ยอมแพ้ก็ไม่ใช่นิสัย วังซื่อจึงพูดพร้อมกับตัวสั่นเทาว่า “คุณชายอู๋ ท่านไม่รู้ว่าลูกสาวที่ไม่เชื่อฟังผู้นี้ปฏิบัติต่อข้าอย่างไรบ้าง ข้า…” “หุบปาก! เจ้ายังคงดื้อดึงไม่ยอมรับผิด ช่างเป็นคนที่ใจดำจริงๆ คนอย่างเจ้า ไม่สมควรเป็นแม่คน!”“ข้าไม่ได้! ข้าเปล่า!” วังซื่อร้องไห้ออกมาในทันที “คุณชายอู๋…ท่านเข้าใจข้าผิดเช่นนี้ได้อย่างไร” จบตอน Comments
Comments
Post a Comment