บทที่ 18 พวกเราแบ่งกันสองต่อแปด
เมื่อคิดว่าพรุ่งนี้ถังฉือหรงจะได้หยุดพักกลับมาบ้านแล้ว ถังฉือเย่ก็รู้สึกอารมณ์ดีเป็นอย่างมากที่จะได้เจอหน้าพี่ชาย ดังนั้นนางจึงตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสางก่อนจะออกเดินทางเข้าป่าตั้งแต่เช้าตรู่ ซึ่งก็ได้พบกับฉีจิง หญิงสาวยิ้มจนตาหยีก่อนจะทักทาย
“เสี่ยวฉี?”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายมองกลับมาด้วยสายตานิ่งๆเย็นชา แถมยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ นางจึงกล่าวต่อ “สะพายคันธนูขึ้นไปบนภูเขาทุกวัน ไปสิบครั้งแต่กลับมามือเปล่าเสียแปดครั้ง ช่วงนี้คงลำบากแย่”
คราวนี้ชายหนุ่มก็ยังไม่ตอบเช่นเดิมแถมยังเดินหนีอีก แต่มีหรือที่ถังฉือเย่จะยอม นางรีบสาวเท้าตามและพูดเสียงดังไล่หลังเขาไปว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำอย่างไรถึงจะได้ของป่ามาใส่ให้เต็มกระบุง”
ได้ผล…ฉีจิงหยุดเดินพลางหันกลับมามองพร้อมท่าทางสุขุมเย็นชา ถังฉือเย่ทำเป็นไม่เข้าใจสายตาสงสัยของเขา จนกระทั่งชายหนุ่มต้องเอ่ยปากถาม
“ทำอย่างไร?”
“พาข้าไปด้วยสิ!” ตอบพร้อมกับหัวเราะพลางยื่นมือไปจิ้มจมูกของเขาเบาๆ
“เจ้าก็พาข้าไปด้วย สัตว์ที่เจ้าล่าได้พวกเรามาแบ่งกันสองต่อแปด ข้าแปดส่วน เจ้าสองส่วน”
ฉีจิงสูดลมหายใจเข้าลึก เขม้นมองหญิงสาวร่างเล็กที่ยังทำหน้าใสซื่อก่อนจะต่อรองอย่างมีชั้นเชิง “ห้าต่อห้า”
“ไม่ได้!” ถังฉือเย่สวนทันควัน “มากที่สุดก็เจ็ดต่อสาม”
ชายหนุ่มเงียบ ในหัวกำลังทำงานอย่างหนัก ผ่านไปพักใหญ่จึงพูดกับนางอีกครั้ง “ถ้าหากสัตว์ที่ล่าได้มาเป็นเลขคี่ เจ้าเอาไปเพิ่มหนึ่งตัว หากเป็นจำนวนคู่ ต้องเอามาแบ่งให้เท่ากัน”
“ก็ได้ ก็ได้ นี่ข้าเห็นว่าเจ้ารูปงามหรอกนะ ข้าเลยยอมน่ะ ปกติข้าไม่เคยยอมใครเยี่ยงนี้มาก่อน”
หลังจากตกลงกันได้ทั้งสองคนจึงเดินเคียงกันเข้าไปในป่า โดยถังฉือเย่ยังคงเก็บผักป่าไปตลอดทาง และมองหาสมุนไพรไปด้วย…ความจริงแล้วหลังจากเดินทางข้ามเวลามามิตินี้ นางก็คิดอยู่ตลอดว่าจะหางานอะไรทำดี
ถึงแม้ตอนนี้การเก็บสมุนไพรและล่าสัตว์ไปขายจะสามารถทำให้อิ่มท้องได้ แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้เป็นอาชีพที่ต้องการ และก็ไม่รู้ว่าจะต้องติดอยู่ที่นี่นานแค่ไหน เพราะฉะนั้นในระยะยาวนางจึงต้องวางแผนไว้แต่เนิ่นๆ
ในระหว่างที่หัวสมองกำลังครุ่นคิดถึงอนาคตอยู่นั้นมือก็เก็บผักป่าหลายชนิดใส่ตะกร้าที่สะพายอยู่ด้านหลัง ถังฉือเย่พบว่าภูเขาจวี้เป่าแห่งนี้เป็นสถานที่ซึ่งอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมาก พืชสมุนไพรรวมทั้งวัตถุดิบอื่นที่สามารถนำไปทำยานั้นมีเยอะมาก แถมยังมีคุณภาพดีมากอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าดินฟ้าและอากาศที่นี่นั้นเหมาะแก่การเพาะปลูก
แวบหนึ่งในความคิด…หรือว่านางจะทำสวนสมุนไพร?
หากคิดจะทำสวนสมุนไพรจริงก็คงต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่นางยังโชคดีอยู่หน่อยตรงที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็สำเร็จไปหมดทุกอย่าง ดังนั้นช่วงนี้คงต้องเข้าป่าเก็บสมุนไพรกับสัตว์ป่าไปขายก่อนเพื่อสะสมเงินเอาไว้ให้มากที่สุด
ถังฉือเย่จมอยู่ในความคิดขณะก้าวเท้าเดินสวนกับคนในหมู่บ้านหลายคนที่เดินสวนกันไปมา พวกเขาจ้องมองแผ่นหลังของฉีจิงไม่วางตา ความจริงแล้ววันนี้จุดประสงค์แท้จริงที่นางเรียกฉีจิงมาด้วยนั้นก็เพื่อดูให้แน่ใจว่าฝีมือของเขาเป็นอย่างไร หากเก่งมีความสามารถจริงๆ ก็จะได้ให้เข้ามาช่วยเป็นผู้คุ้มกันตอนนางเข้าป่าลึก เพื่อหาสมุนไพรมีค่าอื่นอย่างโสม ซึ่งก็จะทำให้ได้เงินทุนมาบ้าง
ชายหนุ่มที่ไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกพิจารณายังคงก้าวเดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แม้จะรู้ว่าข้างหลังมีคนเดินตามมาด้วย เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเลย ยังคงเดินไปข้างหน้าพร้อมกับมองไปรอบๆอย่างระมัดระวัง ดวงตาคมกริบราวกับนกเฟิงหวงคู่นั้นช่างดำขลับและลึกล้ำ…สวยจนน่าประหลาดใจ
หลังจากเดินขึ้นเขากันมาเกือบครึ่งชั่วยาม เขาก็หันมาพูดกับนางว่า “ถึงข้าจะพาเจ้ามาด้วย แต่ก็เหมือนว่า…” พูดยังไม่จบประโยค จู่ๆก็มีเสียงบางอย่างดังมาจากกลางป่า ฉีจิงง้างคันธนูขึ้น ก่อนที่ปลายศรจะโจนทะยานออกไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
ลูกศรที่แหวกอากาศอยู่นั้นเสียดสีไปกับลมจนทำให้เกิดเสียงขึ้น ชั่วพริบตามันก็ปักเข้ากับอะไรสักอย่าง…กวางนั่นเอง!
ฉีจิงรีบก้าวเท้าตามไป กวางหนุ่มกำลังดิ้นทุรนทุราย ก่อนจะล้มลงไปสิ้นใจกองกับพื้น แม้ว่าลูกศรนั้นจะแทงทะลุเข้าไปไม่ถึงครึ่ง ถังฉือเย่รู้แล้วว่าเรี่ยวแรงของชายหนุ่มผู้นี้นั้นมีมากเพียงใด! ยิ่งคันธนูที่เขาถือนี้แม้ดูไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ แต่คาดไม่ถึงว่ามันจะมีประโยชน์มากขนาดนี้
สีหน้าของชายหนุ่มดูสดชื่นขึ้นมานิดหน่อย ส่วนถังฉือเย่พูดเพียงว่า
“ที่แท้มันคือกวางนี่เอง?”
ฉีจิงเม้มปากเล็กร้อย พร้อมกับเก็บอาการดีใจนั้นไว้พลางกล่าวกับนางเสียงเรียบเฉย “ไม่เลวเลยนะ! งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน พวกเราไปกันเถอะ”
หญิงสาวพยักหน้ามองกวางเพศผู้ตัวใหญ่นี้พร้อมกับปิดจมูกเมื่อกลิ่นคาวเลือดของมันคละคลุ้งไปทั่วบริเวณจนอาจดึงดูดสัตว์ร้ายให้ออกมาล่าเหยื่อซึ่งนางกับเขาอาจจะเป็นอันตราย
ถังฉือเย่เห็นเขาจัดการแบกกวางตัวนั้นขึ้นบ่า จากนั้นก็เดินไปข้างหน้า แม้มองจากด้านหลังจะเห็นว่าฉีจิงเป็นผู้ชายที่มีรูปร่างสูงมาก แม้จะค่อนข้างไปทางผอม แต่เมื่อแบกกวางแล้วกลับดูสบายๆ ไม่ได้เปลืองแรงเขาเลยแม้แต่น้อย
ฉีจิงพูดทั้งที่ไม่ได้หันกลับมามองว่า “เดี๋ยวข้าจะเอากลับไปล้างแล้วชำแหละมาให้ พอพลบค่ำแล้วจะแบ่งไปให้เจ้าครึ่งหนึ่ง”
“ครึ่งกว่าๆ” หญิงสาวบอกอย่างไม่ยอมเสียเปรียบ
“รู้แล้ว”
หญิงสาวพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แต่เมื่อเดินต่อไปเพียงไม่กี่ก้าว จู่ๆ ฉีจิงก็หยุดฝีเท้ากะทันหัน ก่อนจะเอามือล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ แล้วเหวี่ยงอะไรบางอย่างออกมาอย่างรวดเร็ว! จากนั้นไก่ป่าตัวหนึ่งก็ล้มลง
มีดบิน!
หญิงสาวเบิกตากว้างมองมีดบินที่ปักอยู่กลางลำตัวของไก่ป่าอย่างทึ่งๆ ไม่คิดเลยว่าโลกนี้จะมีสิ่งของที่ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์แบบนี้อยู่จริง… ระยะทางไกลขนาดนั้นเป็นนางใช้ปืนยิงเผลอๆยังไม่ถูกเลย
ถังฉือเย่รีบเดินเร็วๆ เข้าจับไก่ป่าตัวนั้นขึ้นมาพิจารณา รู้สึกชื่นชมชายหนุ่มกับพฤติกรรมเสี่ยงตายของตัวเองเมื่อครู่อย่างเงียบๆ เหลือบมองเขาแวบหนึ่งก่อนจะเปลี่ยนชื่อจาก ‘เสี่ยวฉี’ เป็น ‘พ่อหนุ่มฉี’ ทันที
ระหว่างเดินกลับพ่อหนุ่มฉีของนางยังใช้มีดบินฆ่าไก่ป่าไปได้อีกสองตัว กระต่ายป่าอีกหนึ่งตัว หลังจากที่กลับมาถึงหมู่บ้านแล้ว ถังฉือเย่จึงได้แบ่งเอาไก่ป่ามาหนึ่งตัวกับกระต่ายป่ามาอีกหนึ่งตัว ส่วนกวางนั้นให้ฉีจิงแบกกลับไป
หญิงสาวถือไก่และกระต่ายป่าไว้ในมือ จากนั้นจึงเดินกลับไปบ้านอย่างสบายใจ แต่ยังไม่ทันเดินถึงบ้านก็ได้ยินเสียงใครบางคนร้องเรียก
“เย่เย่!”
ถังฉือเย่เบือนหน้าไปตามเสียงนั้นก็พบถังจวิ้นเชินกับถังฉือหรงที่กำลังลงมาจากเกวียน นางดีใจเป็นอย่างมาก รอยยิ้มกระจ่างเต็มใบหน้า ก่อนจะทิ้งสัตว์ที่ล่ามาได้แล้วรีบกระโดดไปหา กอดเขาไว้แน่น จนท่านลุงสี่บิดาของถังจวิ้นเชินพูดหยอกล้ออย่างเอ็นดู
“หญิงสาวที่เรียบร้อยสงบนิ่ง พอได้เจอพี่ชายก็กลายเป็นเด็กน้อยไปเสียแล้ว! ไป! รีบกลับบ้านกันเถอะ”
หญิงสาวยิ้มรับพลางจูงมือถังฉือหรงกลับไป นางยิ้มพรายก่อนจะถามว่า “ท่านพี่ ท่านไม่ได้หยุดพรุ่งนี้หรอกหรือเจ้าคะ?”
“ท่านลุงสี่แวะไปพอดี ข้าก็เลยกลับมาพร้อมกัน ท่านลุงสี่บอกข้าหมดแล้ว แถมยังชมเจ้ามาตลอดทางเชียวล่ะ”
“รีบรับเงินไปเจ้าค่ะ ข้าเก็บมันมาหลายวันแล้ว” ถังฉือเย่ยิ้มก่อนจะล้วงไปหยิบถุงเงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แต่ก็ถูกผู้เป็นพี่ชายปฏิเสธ
“ไม่เอาหรอก เจ้าเอาไว้กับตัวน่ะดีแล้ว ข้าอยู่ในสำนักศึกษาคงไม่ได้ใช้” พูดไปชายหนุ่มก็ต้องหันไปคำนับท่านป้าที่อยู่ในห้องซึ่งได้ยินสิ่งที่สองพี่น้องพูดคุยกัน
ถังฉือเย่ก้มหน้านับเงินดูอีกรอบ ก่อนจะหันกลับมายื่นให้พวกนางที่จ้างมาทำเสื้อผ้าซึ่งเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว แต่เพราะต้องรอให้หญิงสาวกลับมาคิดเงินก่อน จึงรั้งรออยู่ในบ้าน
ถังฉือหรงขยี้ตาแรงๆ หันมองบ้านหลังเก่าด้วยความรู้สึกแปลกใจ เพราะมันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากมายนัก บนที่นอนก็มีผ้าปู บนโต๊ะมีถ้วยชามวางเอาไว้ นอกจากหน้าต่างที่ยังผุพังแล้วทุกอย่างดูเหมือนบ้านจริงๆ จนเขาอดไม่ได้ที่จะมองถังฉือเย่ด้วยความตื้นตันใจ
ยามค่ำเมื่อพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว ถังฉือเย่เอาหัวไชเท้ามาห่อกับเนื้อแกะที่เหลือ จากนั้นนำไก่ป่าที่ล่ามาได้ไปต้ม แล้วจึงค่อยผัดหน่อไม้อีกถ้วยใหญ่ ทั้งครอบครัวได้ดื่มซุปแกะ มีโจ๊กร้อนๆกินจนอิ่ม เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
หากเป็นที่บ้านตระกูลถังมีหรือจะได้รับการต้อนรับแบบนี้ แม้ว่าบนโต๊ะอาหารในทุกวันจะมีทั้งหมูเห็ดเป็ดไก่ แต่อาหารพวกนี้มีไว้สำหรับถังหย่งหมิงกับถังหย่งฟู่เท่านั้น หรือไม่ก็เอาให้ถังฉือจินกับถังฉือหยินกิน ส่วนบ้านสามอย่างเขากับน้องๆ นั้นอย่างมากก็ได้กินแค่ผักที่มีกลิ่นเนื้อติดอยู่นิดหน่อยเท่านั้น หรือบางทีก็ต้องรอให้ท่านย่าซุนอารมณ์ดีก่อนถึงจะกินได้
เสี่ยวเหยาดูร่าเริงสดใสขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นพี่ชายกลับมาบ้าน สามคนพี่น้องพูดคุยกันอย่างไม่หยุดปาก มีแต่วังซื่อเท่านั้นที่ทำหน้าบึ้งแต่ก็ยังกินข้าวจนหมด
ถังฉือหรงไม่ได้ถามอะไร วังซื่อจึงเอาตะเกียบตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นไปนอนลงบนแคร่ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ถังฉือเย่ได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาคร้านที่จะสนใจนาง ดังนั้นเมื่อกินข้าวเสร็จแล้วถังฉือเย่จึงไปต้มน้ำให้ถังฉือหรงเพื่อใช้อาบและสระผม หญิงสาวปัดกวาดห้องที่พังลงมาครึ่งหนึ่งแล้วใช้กิ่งไม้มาคลุมส่วนที่พังลงมานั้น เพื่อทำประตูอย่างง่ายๆ เอาไว้เตรียมให้เขาได้อาบน้ำอย่างสะดวก
กองไฟก่อเอาไว้ตรงประตูลามเลียฟืนที่สุมไว้จนเป็นเปลวไฟสีส้มจัด ให้ทั้งแสงสว่างและความอบอุ่น สองพี่น้องที่ต่างยุ่งอยู่กับตัวเองจึงได้แต่พูดคุยกันผ่านประตูไม้ที่กั้นเอาไว้ ในขณะที่กำลังสนทนากันอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นติดกันสองครั้ง
ถังฉือเย่นึกขึ้นมาได้จึงรีบวิ่งไปที่ประตู ก่อนจะค่อยๆแง้มประตูออกทีละน้อยละน้อย ฉีจิงยืนอยู่ตรงหน้าประตูนั้น เขายื่นกวางครึ่งตัวที่มัดด้วยเชือกส่งให้นางอย่างเงียบๆ ก่อนจะบอกว่า
“ครึ่งตัวกว่า”
หญิงสาวยื่นมือไปรับกวาง ‘ครึ่งตัวกว่า’ นั้นมาถือไว้ ใบหน้าหล่อเหลาของเขานั้นช่างตัดกับน้ำเสียงที่เย็นชาและท่าทางที่เคร่งขรึมเหลือเกิน นางไม่ได้ยิ้มออกมาแม้แต่น้อย ทำเพียงแค่ยกมือขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณ
แล้วตอนนั้นเองที่ถังฉือหรงใช้มือข้างหนึ่งจับผมเอาไว้ สวมเพียงแค่เสื้อชั้นในวิ่งออกมาด้วยท่าทางร้อนรน “เย่เย่…เกิดอะไรขึ้น”
สายตาของเขามองเลยน้องสาวไปที่แผ่นหลังของฉีจิงพร้อมกับถามเสียงเครียด “เขาคือใคร…แล้วเจ้าถืออะไรอยู่ในมือ?”
จบตอน
Comments
Post a Comment