superstar ep181-190 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps บทที่ 181: ความมั่งคั่งในมือบินหนีไปแล้วถังฉือเย่ได้แต่เฝ้าดูอย่างสนุกสนาน ผิดกับถังฉือหรงที่ทนไม่ไหว เมื่อเห็นฉากโกลาหลตรงหน้า เขาก็โกรธจนหน้าซีดพลางดึงมือนางและเดินจากไปอู๋เต๋ออี้ตกตะลึง สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันผิดไปจากที่เขาคิดไว้มาก แต่กระนั้นก็ไม่กล้าที่จะเข้าไป จึงไม่ได้รั้งสองพี่น้องตระกูลถังเอาไว้ ได้แต่ทอดสายตามองตามจนพวกเขาเดินลงไปข้างล่าง รถเกวียนเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่คิดที่จะรอวังซื่อเลยแม้แต่น้อยในที่สุดเขาก็ค้นพบว่า ไม่เพียงแค่ถังฉือเย่ แม้แต่ถังฉือหรงเองก็ปฏิบัติกับวังซื่อราวกับเป็นศัตรูและไม่ไว้หน้าวังซื่อเลยสักนิด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความรักอะไรในครอบครัวเลย เมื่อเห็นวังซื่อยังคงร้องไห้อยู่ อู๋เต๋ออี้ก็รู้สึกรำคาญขึ้นมา จึงส่งสายตาไปหาอู๋เปียนสั่งให้ไปสืบข่าวมาโดยด่วน! ความจริงแล้วคนในหมู่บ้านจวี้เป่านั้นค่อนข้างระมัดระวังเรื่องข่าวอื้อฉาว โดยเฉพาะเรื่องอื้อฉาวของถังฉือเย่ แต่ช่วยไม่ได้ที่เรื่องนี้ดันเอะอะจนเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นจึงมีคนทราบเรื่องมากมาย แค่ไปสอบถามก็ได้คำตอบมานับไม่ถ้วนอู๋เต๋ออี้ตกใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ยินว่าเมื่อสองวันก่อน วังซื่อยังได้อาศัยอยู่ในบ้านของชายชู้อยู่เลย อีกทั้งชายชู้ผู้นั้นก็ทั้งอัปลักษณ์ทั้งแก่ และยังพิการอีกด้วย นายใหญ่ตระกูลอู๋ที่สง่าผ่าเผย มั่งคั่งร่ำรวย มีอนุภรรยามากมายอย่างเขา ตกต่ำถึงขนาดแย่งผู้หญิงจากชายชาวบ้านพิการตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?ไม่แปลกใจที่ถังฉือหรงและถังฉือเย่จะทิ้งนางเหมือนเศษผ้าเช่นนี้แล้วจากไป ผู้หญิงที่ไม่รักษากฎเกณฑ์ แม่ที่ใจดำอำมหิตเยี่ยงสัตว์ ใครจะต้องการกัน?แผนการทุกอย่างถูกวังซื่อทำลายอย่างไม่มีชิ้นดี! อู๋เต๋ออี้ตัวสั่นไปพักหนึ่งด้วยความโกรธ จึงได้กำชับชุยซื่อให้หาคนพาวังซื่อไปส่งที่บ้าน ซึ่งปรากฏว่าทุกคนต่างพูดคุยเรื่องนี้กันเซ็งแซ่ และเห็นได้ชัดว่าวังซื่อต้องการที่จะตั้งท้องเพื่อจับเศรษฐี แต่นางกลับยึดเอาไว้ไม่ได้ จึงมอบกายถวายตัวให้กับถังหย่งฟู่ ความมั่งคั่งในมือจึงได้บินหนีไปเช่นนี้…สมน้ำหน้า!เมื่อใกล้ถึงยามอู่ก่อนที่ตะวันจะขึ้นตรงหัว รถม้าหรูหราสองคันก็ค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ามาในหมู่บ้าน ครั้งนี้อู๋เต๋ออี้เตรียมตัวจะมาเยี่ยมสวี่เวิ่นชู่โดยตรง และได้พาชุยซื่อมาด้วย เพื่อให้นางไปหาถังฉือเย่ ถังฉือเย่ต้อนรับชุยซื่ออย่างนอบน้อม แต่ในสายตาของชุยซื่อนั้นกลับมองว่าท่าทางของนางนั้นดูดื้อรั้น ด้วยความที่เป็นภรรยาของคนใหญ่คนโต เมื่อไปที่ไหนก็มีแต่คนชิดชู แต่ตอนนี้กลับต้องลดตัวลงมาพูดคุยกับหญิงสาวชาวบ้าน อีกทั้งถังฉือเย่ยังทำท่าไม่สนใจ นางพูดจนปากแห้งหมดแล้ว หญิงสาวกลับไม่พูดอะไรสักคำเดียวชุยซื่อสะกดกลั้นความโกรธไว้ หากไม่ใช่เพราะสามีกำชับเอาไว้นางก็คงจะทนต่อไปไม่ไหว และคาดไม่ถึงว่าในขณะที่คุยกันอยู่นั้น ด้านนอกจะมีเสียงดังเอะอะโวยวายดังขึ้นและเป็นวังซื่อที่ถูกส่งกลับมาแล้วนั่นเอง!วังซื่อฉินเอะอะโวยวาย ที่ผ่านมานางคิดว่าอู๋เต๋ออี้ยังคิดถึงและไม่เคยลืมนาง เพราะฉะนั้นจะต้องเป็นเพราะชุยซื่อแน่ๆที่ยุยงเขา ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าชุยซื่ออยู่ที่บ้านหิน นางจึงได้มาทันที แต่ด้วยความที่เดิมทีเป็นสาวใช้ จึงรู้สึกกลัวนายหญิงโดยสัญชาตญาณ ไม่ทันได้พูดอะไรก็คุกเข่าลงกับพื้นขอร้อง “ฮูหยินท่านได้โปรดให้ข้ากลับไปเถอะ ข้าจะระมัดระวังและทำหน้าที่ของตัวเอง ข้าจะไม่แย่งชิงคุณชายอู๋ไป ท่านคิดเสียว่าเลี้ยงหมาเลี้ยงแมวก็ได้” ไม่ทันที่ชุยซื่อจะเอ่ยอะไร แม่นมซึ่งยืนอยู่ข้างๆก็ชิงพูดก่อนว่า “เจ้าเห็นตระกูลอู๋ของพวกเราเป็นอะไร สิ่งสกปรกเหม็นเน่าอย่างเจ้ายังกล้าที่ตั้งตารอตระกูลอู๋อีก ในท้องก็มีสัตว์เดรัจฉานนั่นอยู่ ยังคิดที่จะมาพึ่งพานายท่านของเราอีก ฝันไปเถอะ” “แต่ในใจข้ามีเพียงคุณชายอู๋เท่านั้น ข้าไม่มีทางเลือก”“หน้าเหี่ยวย่นเป็นชั้นๆแล้ว เลิกพูดคำหึงหวงเหล่านั้นได้แล้ว อยู่กันจนตั้งท้องลูกของชายพิการไร้ค่าคนนั้น ยังมีหน้ามาบอกว่าไม่มีทางเลือก ข้าว่าเจ้าอดใจไม่ไหวกับไอ้นั่นของเขามากกว่า?”ถังฉือเย่ชมการแสดงฉากนี้เงียบๆ คิดในใจว่าคนอย่างวังซื่อ ต้องใช้วิธีการเช่นนี้จัดการกับนางจึงจะเหมาะสม ทั้งสองคนโต้เถียงกันไปมาอย่างไม่จบไม่สิ้น ชาวบ้านหลายคนเบียดเสียดกันรอบกำแพงเพื่อชมละครฉากนี้ พร้อมกับพากันหัวเราะไม่หยุดท้ายที่สุดแม่นมก็โมโห สั่งให้สาวใช้มาลากตัววังซื่อออกไป วังซื่อต้านแรงของคนหลายคนไม่ไหว จึงได้ถูกลากตัวออกไป ถังฉือเย่กุมหน้าผาก ราวกับนางทนดูต่อไปไม่ได้ แต่ก็กลับได้ยินเสียงแหลมๆของวังซื่อว่า“ชุยโม่ลี่! เจ้าทำกับข้าเช่นนี้ ไม่กลัวว่าข้าจะแฉเรื่องของเจ้าเหรอ” ถังฉือเย่สังเกตเห็นว่าเมื่อได้ยินคำพูดนี้แล้ว ใบหน้าของชุยซื่อก็ตื่นตระหนกขึ้นมาทันที รีบเหลือบมองไปที่นางแวบหนึ่ง เมื่อหันกลับมาสายตาของชุยซื่อก็เผยความคิดที่อยากจะฆ่าวังซื่อออกมาอย่างชัดเจน พลางกล่าวอย่างเยือกเย็น “เจ้าทำเรื่องที่น่าไร้ยางอายเอง ยังคิดที่จะใส่ร้ายข้าอีกหรือ ใครจะเชื่อเจ้า” ถังฉือเย่หลุบสายตาลงเล็กน้อย เดิมทีนางเองก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก เพราะเป็นธรรมดาที่ครอบครัวใหญ่อย่างตระกูลอู๋จะมีเรื่องราวทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างบ้านใหญ่กับบ้านเล็ก มองแวบแรกก็รู้แล้วว่าชุยซื่อเป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมมาก คาดว่าในมือของนางจะไม่ได้หยุดอยู่เพียงหนึ่งชีวิต แต่หลังจากที่ได้ยินประโยคนั้นของวังซื่อ ชุยซื่อกลับตอบสนองโดยไม่รู้ตัว พลางเหลือบมองมาที่ถังฉือเย่ซึ่งเป็นเรื่องที่ แปลกประหลาดมาก!…เป็นข้อพิสูจน์ว่าในการตอบสนองของชุยซื่อนั้น น่าจะมีบางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับถังฉือเย่ หรือพูดอีกอย่างก็คือ มีบางเรื่องที่นางกลัวว่าถังฉือเย่จะรู้…มันจะเป็นเรื่องอะไรกัน?หญิงสาวครุ่นคิดสงสัย จนกระทั่งส่งชุยซื่อกลับไปแล้วก็ยังคงคิดถึงเรื่องนี้อยู่ แล้วตอนนั้นเองที่ร่างสูงๆของฉีจิงเข้ามาหา ชายหนุ่มพูดเบาๆว่า“ชุยซื่อจัดเตรียมกำลังคนเอาไว้ ดูเหมือนว่าเจตนาจะสังหารวังซื่อฉิน ข้าสั่งให้คนคอยจับตาดูไว้แล้ว นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่” คิ้วหนาๆของเขาขมวดคิ้วขึ้น “ภรรยาของถังหย่งหมิง เป็นน้องสาวแท้ๆของชุยซื่อ” “เจ้าว่าอะไรนะ!?” “ภรรยาของถังหย่งหมิง เป็นน้องสาวแท้ๆของชุยซื่อ” ฉีจิงพูดอีกครั้ง ไม่…เรื่องนี้มันไม่ถูกต้อง นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน! ถังฉือเย่คิดใคร่ครวญอยู่ในหัว นึกถึงเหตุการณ์เมื่อหลายวันก่อนที่ถังหย่งหมิงเข้ามาหา พลางบอกว่าจะขายความลับที่เกี่ยวข้องกับวังซื่อฉิน หญิงสาวลุกขึ้นมาในทันที ดวงตาทั้งสองของนางเป็นประกาย “พรุ่งนี้ข้าจะเข้าไปในเมือง ไปหาถังหย่งหมิง!” บทที่ 182: สอนให้เจ้าเป็นคนดีในช่วงเวลาเดียวกันนั้นทางฝั่งของอู๋เต๋ออี้เองก็พังไม่เป็นท่า เมื่อเขามาหาถังฉือหรงที่บ้านของสวี่เวิ่นชู่นั้นก็พบว่า พวกเขาทั้งสองคนแม้ไม่ใช่คนที่ฉลาดเฉียบแหลมในการใช้ชีวิตมากนัก แต่กระนั้นก็เป็นปัญญาชนที่มีความเที่ยงตรง เป็นคนประเภทที่หากสิ่งใดเป็นของข้า ถึงแม้ว่าจะเป็นความทุกข์ยากลำบาก ข้าก็จะรับไว้เอง แต่หากไม่ใช่ของข้าแล้วล่ะก็ แม้จะเป็นกองเงินกองทองก็ไม่อยากได้ ตอนที่วังซื่อฉินออกจากคฤหาสน์ตระกูลอู๋จนกระทั่งคลอดลูกนั้น มันไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เขาระบุเอาไว้ในจดหมายเลย แถมยังไม่ได้ตั้งท้องก่อนที่จะออกจากคฤหาสน์ตระกูลถัง แต่เป็นหลังจากที่นางแต่งงานแล้วต่างหาก ซึ่งนั่นก็หมายความว่าถังฉือหรงอาจจะเป็นลูกของอู๋เต๋ออี้หรือถังหย่งหลี่ก็ได้ แต่ในเรื่องนี้มีอีกประเด็นที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือหากถังฉือหรงเป็นลูกของอู๋เต๋ออี้จริง นั่นก็เท่ากับว่าเด็กหนุ่มตระกูลถังผู้นั้นเป็นลูกของชายชู้น่ะสิ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงต้องระมัดระวังและรอบคอบเป็นพิเศษ เมื่ออู๋เต๋ออี้พูดอยู่นาน แต่ทั้งสวี่เวิ่นชู่และถังฉือหรงก็ยังไม่ยอมลดละ จนเขารู้สึกโกรธมาก เดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงกลับมาขึ้นรถม้าแล้วก็ก่นด่าทันที“หัวโบราณ…หัวโบราณคร่ำครึเกินไปแล้ว ช่างโง่กันเสียจริงๆ!”เพราะในความคิดของอู๋เต๋ออี้แล้ว ตระกูลอู๋นั้นเป็นตระกูลที่ใหญ่โตและมีกิจการที่ใหญ่โตมากมาย หากใครได้เข้ามาเกี่ยวดองด้วยก็จะสุขสบายมีเงินมีทองใช้ไปทั้งชาติ ผิดกับถังหย่งหลี่ที่เป็นเพียงผู้ชายในหมู่บ้านคนหนึ่ง แถมตอนนี้ก็ตายไปแล้ว จะมีประโยชน์อะไร เขาอุตส่าห์หยิบยื่นโอกาสนี้ให้ก่อน มิหนำซ้ำยังบอกเป็นนัยอย่างชัดเจนขนาดนี้แล้ว คนที่ฉลาดควรรู้ว่าต้องเลือกอะไร…ต่อให้ความจริงมันเป็นอย่างไรแล้วสำคัญด้วยเหรอ?น่าเสียดายที่ทั้งสวี่เวิ่นชู่และถังฉือหรงไม่ได้ให้ความร่วมมือกับเขาเลย! อู๋เต๋ออี้คิดด้วยความหงุดหงิดใจ เพราะเดิมทีนั้นเขาคิดว่าการที่จะให้เด็กหนุ่มยอมรับตัวเขาเองเป็นพ่อนั้น น่าจะเป็นขั้นตอนที่ง่ายที่สุดในการเข้าไปจัดการทรัพย์สินของถังฉือเย่ เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าขั้นตอนที่คิดว่าง่ายที่สุดนั้นดันมาติดขัดเสียได้ ด้วยเหตุนี้วังซื่อจึงกลายเป็นพยานปากสำคัญ เพียงแค่นางออกหน้ายืนยันว่าถังฉือหรงเป็นลูกชายของเขาแล้ว เด็กหนุ่มอาจจะยอมรับตระกูลอู๋ก็เป็นได้ อู๋เต๋ออี้อาละวาดอยู่นาน จากนั้นจึงค่อยๆสงบลงพลางหันไปถามชุยซื่อว่า “วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง ข้าได้ยินเสียงทะเลาะกันจากด้านนอก?”“ก่อนหน้านี้ที่ท่านบอกว่าถังฉือเย่นั้นเป็นคนเก่งมีความสามารถ ข้าก็ยังนึกว่าท่านพูดเกินความเป็นจริง แต่ตอนนี้ข้าเพิ่งจะเชื่อ หญิงสาวที่อายุน้อยผู้นั้น ฉลาดหลักแหลมมาก การพูดการจาไม่มีการเปิดช่องว่างให้เข้าแทรกได้เลย เป็นคนที่รับมือค่อนข้างยาก” ชุยซื่อพูดด้วยสีหน้าที่เหนื่อยใจ ส่วนชายผู้เป็นสามีกลับไม่รู้สึกแปลกใจอะไร เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “แล้ววังซื่อฉินล่ะ?”“วังซื่อฉิน ข้าคิดว่านางสติฟั่นเฟือนไปแล้ว พูดอะไรก็ไม่ฟัง เอาแต่ร้องไห้อ้อนวอนอยากที่จะอยู่กับท่าน ข้าไม่รู้จะทำอย่างไรจึงทำได้เพียงให้คนส่งนางกลับไปที่บ้านตระกูลถังแล้ว”เมื่อได้ฟังอู๋เต๋ออี้ก็รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที ถึงขนาดตะคอกว่า “หญิงสาวที่ดีๆ ไปอยู่กับถังหย่งหลี่ไม่กี่ปีก็เปลี่ยนเป็นคนสติฟั่นเฟือนเช่นนี้แล้ว!”ชุยซื่อซ่อนสายตาที่เต็มไปด้วนการเยาะเย้ยโดยที่อู๋เต๋ออี้ไม่ทันสังเกต เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะบอกกับนางว่า“ตอนนี้คงไม่มีวิธีอื่นแล้ว อย่างไรเสียก็ต้องไปเกลี้ยกล่อมให้นางไปบังคับให้ถังฉือหรงยอมรับว่าเป็นลูกชายของข้าให้ได้ ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้ก็ยากที่จะแก้”ชุยซื่อได้ยินคำสั่งของสามีก็ตกใจ เนื่องจากนางได้เตรียมจัดคนเพื่อที่จะสังหารวังซื่อเอาไว้แล้ว “ท่านเจ้าคะ ข้ามีวิธีอยู่วิธีหนึ่งไม่รู้ว่าจะเหมาะสมหรือไม่ ท่านลองฟังดูก่อน…ข้าเห็นว่าพี่น้องคู่นั้นแทบจะไม่มีเยื่อใยอะไรกับวังซื่อฉินเลย แถมวังซื่อฉินก็สติฟั่นเฟือน ถึงแม้ว่าท่านจะตกลงกับนางแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่านางจะกลับคำอีกเมื่อไหร่ ถึงอย่างไรก็วางใจไม่ได้”ชุยซื่อเงียบไปครู่หนึ่ง ดูทีท่าของสามีก่อนจะกลั้นใจพูดต่อว่า “ดังนั้นข้าคิดว่า อย่างแรกสิ่งที่นางพูดสองพี่น้องคู่นั้นก็อาจจะไม่เชื่อก็ได้ อย่างที่สองหากให้นางได้รับรู้ว่าพวกเรายังใช้ประโยชน์จากนางได้ ก็เกรงว่าเมื่อจับพวกเราได้แล้ว เราก็จะสลัดนางไปได้ยาก แถมนางกำลังตั้งท้องอยู่ หากถึงตอนนั้นเกิดทะเลาะกันขึ้นมา ก็จะต้องอับอายอย่างแน่นอน ”อู๋เต๋ออี้ทำหน้าครุ่นคิด เพราะเขาเองก็เคยคิดมาก่อนจึงพูดกับภรรยาว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าว่าควรทำอย่างไรล่ะ สวี่เวิ่นชู่ก็หัวรั้นเป็นอย่างมาก แถมยังพยายามที่จะใช้สิทธิ์การเป็นอาจารย์ในการเป็นผู้ปกครองของถังฉือหรง หากเขาไม่เห็นด้วย ถังฉือหรงก็คงไม่ตกลงอย่างแน่นอน!” “ท่านไม่ต้องเป็นกังวลไป ถึงแม้จะพูดว่าอาจารย์นั้นจะเปรียบดั่งพ่อของตนไปทั้งชีวิต แต่อย่างไรเสียพ่อก็เทียบกับปู่ไม่ได้อยู่ดี“หมายความว่าอย่างไร?” “ก่อนหน้านี้อู๋เปียนก็เคยได้ถามมาแล้ว ชายชราผู้นั้น…พ่อของถังหย่งหลี่ ช่วงหลายปีมานี้ก็ได้อยู่ที่ภูเขาหนานผิงมาตลอด และได้ช่วยผู้คนตัดแต่งกิ่งไม้ใบหญ้าต่างๆในสุสาน สุสานที่ภูเขาหนานผิงไม่ใช่ว่าเป็นสุสานของตระกูลหลิวหรอกหรือ ข้าว่าพวกเราไปบอกตระกูลหลิวให้รู้กันดีกว่า จากนั้นก็เรียกให้เขากลับมาโวยวายเสียหน่อย…ท่านคิดว่าอย่างไร?” ชุยซื่ออมยิ้มพลางพูดต่อว่า “ข้าได้ยินมาว่าในตอนที่แยกครอบครัวกันนั้นก็เป็นเจ้าเด็กถังฉือเย่และยายเฒ่าในบ้านของนางเป็นผู้นำหลัก หากผู้นำของครอบครัวกลับมาจริงๆ ถึงตอนนั้นไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หรือท่านหัวหน้าตระกูลอยากที่จะเข้ามาแทรกก็คงจะไม่เหมาะสม”อู๋เต๋ออี้เข้าใจความหมายของนางขึ้นมาในทันที “เจ้าหมายความว่าจะทำเรื่องยากลำบากให้นางสักหน่อยงั้นเหรอ?” “ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากเล็กๆ แต่เป็นเรื่องที่ใหญ่ ถังฉือเย่เพียงแค่พึ่งโชคเล็กน้อยในการทำกิจการเล็กๆ แต่ถึงนางจะร่ำรวยมากเพียงใด นางก็เป็นแค่เพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งไม่มีความมั่นคงอะไรหากอยู่ต่อหน้าคนชั้นสูงจริงๆแล้ว นางก็ไม่มีค่าอะไรเลย ถึงแม้ว่าท่านเจ้าเมืองหลินจะคอยสนับสนุนนางอยู่ แต่ก็ต้องมีตอนที่สนับสนุนไม่ได้กันบ้าง”อู๋เต๋ออี้ยิ้มขึ้นมาทันที พร้อมกับปรบมือเบาๆด้วยความชอบใจพูดอย่างยินดี “เป็นความคิดที่ดี ให้เขาไปโวยวาย ไม่สิ! โวยวายให้เป็นเรื่องใหญ่ไปเลย ให้ผู้เฒ่าถังไปฟ้องร้องถังฉือหรงเลย ฟ้องว่าเขานั้นเนรคุณอกตัญญูจากนั้นก็ให้ตระกูลหลิวเป็นคนเพิ่มความกดดันเข้าไปอีก ถึงตอนนั้นแล้วถังฉือเย่ที่ไม่อยากให้ถังฉือหรงได้ชื่อว่าเป็นคนอกตัญญูก็ทำได้เพียงแต่ต้องมาขอร้องพวกเราให้รับกลับเข้ามาในตระกูลอู๋ แล้วหลังจากนั้นข้าก็ค่อยลงมือช่วยนางยุติคดีความแล้วให้นางยอมรับความมีเมตตานี้ไป แบบนี้ทั้งสองครอบครัวก็จะถูกผูกมัดอยู่ด้วยกันอย่างราบรื่นแล้ว!” “ใช่แล้วล่ะ…คนเรามักจะต้องเคยได้รับความล้มเหลวเสียก่อนจึงจะรู้จักยำเกรง ไม่อย่างนั้นแล้ว นางก็คงจะนึกจริงๆ ว่าการค้าขายนั้นง่ายดายอย่างที่คิด ท่านต้องสั่งสอนนางให้ดีๆสักครั้งถึงจะถูกอู๋เต๋ออี้หัวเราะออกมาเสียงดัง “เจ้าช่างเป็นภรรยาที่สุดแสนจะฉลาดของข้าจริงๆ กลับไปข้าจะเขียนจดหมายหาพี่หลิวซื่อทันที!” เมื่อเห็นสามีเดินจากไปแล้ว ชุยซื่อจึงหันมาถามแม่นมว่า “เรื่องนั้นจัดการไปถึงไหนแล้ว?”“ฮูหยินวางใจได้” แม่นมพูดเบาๆ “คืนนี้นางผู้นั้นจะต้องตายอย่างแน่นอน!” “อย่าให้เกิดข้อผิดพลาดเป็นอันขาด”“เจ้าค่ะ” ถึงแม้จะได้ยินคำยืนยันเสียงหนักแน่นเช่นนี้แล้ว แต่ชุยซื่อก็ยังไม่วางใจอยู่ดี กระทั่งค่ำแล้วนางก็ยังพลิกตัวไปมา นอนไม่หลับ ผ่านไปพักใหญ่ แม่นมก็เดินกลับเข้ามา ชุยซื่อผุดลุกขึ้นจากเตียงรีบถาม “เป็นอย่างไรบ้าง?”“ฮูหยินวางใจได้ สำเร็จแล้วเจ้าค่ะ”ชุยซื่อดีใจเป็นอย่างมาก…ตอนนี้นางจึงจะนอนลงได้อย่างผ่อนคลายสบายใจ ขอแค่วังซื่อตายเรื่องนี้ก็ไม่สามารถยืนยันความจริงอะไรได้อีกแล้ว เมื่อผู้เฒ่าถังกลับมาและโวยวาย ถังฉือเย่ก็คงทำได้เพียงพึ่งพาตระกูลของพวกเขาในการพลิกสถานการณ์ให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูก! แล้วตอนนั้นเอง จู่ๆก็นึกได้ว่านางยังมีหลานชายที่หน้าตาไม่เลวคนหนึ่ง ถึงเวลาที่เหมาะสมค่อยให้เขาไปคบหากับถังฉือเย่ แล้วร้านเหล้าฟู่โช่วที่ร่ำรวยนั้นจะหลุดมือตระกูลชุยไปได้อย่างไร! บทที่ 183: ผู้มาเยือนที่ประสงค์ร้ายเช้าวันถัดมาเมื่อถังฉือเย่เดินออกจากประตู นางก็ได้พบกับฉีจิงที่กำลังยืนกอดอกและรออย่างสงบอยู่ตรงทางเดิน ชายหนุ่มอมยิ้มเล็กน้อยตรงมุมปาก เขาชอบท่าทางตอนที่นางเพิ่งจะตื่นมาก ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย ดวงตากลมโตที่ใสเป็นประกาย ท่าทางที่ดูมึนงง ช่างแตกต่างจากปกติโดยสิ้นเชิงฉีจิงสืบเท้าเดินเข้าไปหา พร้อมกับเหลียวมองรอบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นก็ได้เอื้อมมือไปลูบศีรษะของนางเบาๆ พร้อมกับพูดว่า “เมื่อวานคนผู้นั้นต้องการที่จะฆ่าวังซื่อ ข้าให้คนไปขวางไว้ ก่อนจะสั่งให้คนผู้นั้นกลับไปบอกชุยซื่อว่าสำเร็จแล้ว นางคงจะไม่ส่งคนมาตรวจดูอย่างแน่นอน รอดูต่อไปว่าหลังจากนี้พวกนางจะมีปฏิกิริยาอย่างไร”ถังฉือเย่รวบรวมสติได้อย่างรวดเร็ว นางพยักหน้าเล็กน้อย “ได้…พวกเราเข้าไปในเมืองกันก่อน หลังจากที่เรื่องชัดเจนแล้วค่อยว่ากันอีกที” จากนั้นไม่ทันได้กินข้าวเช้า หญิงสาวก็แอบเข้าเมืองไปกับฉีจิง จนสามารถดักถังหย่งหมิงเอาไว้ได้ ก่อนจะใช้เงินสองพันตำลึงซื้อความลับนี้มา“ชุยโม่ลี่มาหาพวกข้า และได้ซักถามเรื่องของเจ้า นี่คือสิ่งที่ข้าได้ยินนางกับแม่นมของนางพูดคุยกันโดยบังเอิญ ไม่ผิดแน่นอน” ถังหย่งหมิงบอก ทั้งที่ความจริงแล้วสาเหตุที่เขารู้ความลับนี้ก็ตอนที่เข้าไปขโมยเครื่องประดับของชุยโมลี่ จึงแอบได้ยินมาต่างหาก จำได้ว่าตอนนั้นเขาเองก็ตกใจเป็นอย่างมากถังฉือเย่เมื่อได้ยินความลับนี้ก็โล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากจริงๆ ตอนนี้หญิงสาวมั่นใจแล้วว่าตัวเองจะสามารถสลัดผู้หญิงอย่างวังซื่อให้หลุดเสียที…ที่แท้วังซื่อก็ไม่ได้เป็นแม่ของนาง! ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่วังซื่อจะปฏิบัติเช่นนี้ ความลับที่จ่ายเงินซื้อมาสองพันตำลึงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เสียเปรียบอย่างที่ถังหย่งหมิงพูดเลยแม้แต่น้อย!ถังฉือเย่รอดูว่าตระกูลอู๋จะทำอย่างไรด้วยอารมณ์ผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผลปรากฏว่าหลังจากนั้นสองวัน นางก็ได้ยินมาว่าผู้เฒ่าถังนั้นได้กลับมาแล้วท่านปู่บุญธรรมของนางถังต้าซู่หรือก็คือผู้เฒ่าถังผู้นั้นเป็นเวลาเกือบสองปีกว่าแล้วที่เขาไม่ได้กลับมาบ้าน สองปีมานี้เขาได้ช่วยดูแลสุสานและตัดแต่งต้นสนของพวกขุนนางมาตลอด แม้กระทั่งวันตรุษจีนเขาก็ไม่กลับมา จนทุกคนเกือบจะลืมเขาไปแล้วจากนั้นก็มีคนไม่น้อยที่มาส่งจดหมายให้ถังฉือเย่ แล้วบอกว่าตอนที่ถังต้าซู่กลับมานั้น เขาได้นั่งรถม้า สวมเสื้อผ้าที่ดูโอ่อ่า แถมยังนำของกินมาแบ่งปันอีกมากมาย ดูท่าทางแล้วจะมีชีวิตที่ดีและสุขสบายถังฉือเย่ครุ่นคิด จู่ๆ คนดูแลสุสานก็กลับบ้านอย่างกะทันหัน แถมยังกลับมาอย่างโอ่อ่า ช่างเป็นเรื่องที่น่าสงสัยเหลือเกินหญิงสาวคาดว่าเรื่องนี้จะต้องเป็นความคิดของชุยซื่ออย่างแน่นอน นางจึงรออยู่อย่างสงบนิ่ง แล้ววันถัดมาถังต้าซู่ก็ได้พาคนมาหาถังฉือเย่เปิดประตูออก จากนั้นก็เห็นใบหน้าของชายชราเต็มไปด้วยความสงสัย นางจึงย่อคำนับด้วยสายตาที่เรียบสนิท มิได้แสดงความรู้สึกใด นอกจากทำทักทายเพียงว่า“ท่านปู่กลับมาแล้ว”ถังต้าซู่เก็บอารมณ์เอาไว้พร้อมกับวางมาดของผู้นำครอบครัว พลางเอามือไขว้หลังและพยักหน้า ท่าทางนี้ของเขานั้นดูราวกับเป็นผู้ใหญ่กระทำกับเด็กตัวเล็กๆ เพียงแต่ลืมนึกไปว่า คนที่อยู่ตรงหน้านั้นไม่ใช่หลานสาวตัวน้อยที่ยอมให้เขานั้นจับหยิกแก้มแล้ว แต่เป็น…เจ้าบ้านถัง!หมู่บ้านจวี้เป่าตอนนี้นั้นได้เปลี่ยนไปจากเดิมที่เขาจากไปมากนัก ถึงแม้ว่าเขาจะได้ยินข่าวลือมามากมาย แต่ก็ยากมากที่จะทำให้เขาเชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นเรื่องจริง แล้วตอนนั้นเองก็มีคนพูดขึ้นมาว่า “ผู้เฒ่าถัง นี่ท่านหมายความว่าอย่างไรกัน?”“นั่นน่ะสิ ครอบครัวของท่านทำเรื่องเลวทรามไว้มากมาย ยังจะมาวางมาดทำสีหน้าใส่เจ้าบ้านถังอีกเหรอ?” “ผู้เฒ่าถัง เจ้าบ้านถังได้รับความไม่ยุติธรรมมาตั้งหลายครั้ง ท่านเป็นผู้นำครอบครัว ต้องชดเชยให้นางดีๆนะ” ถังต้าซู่ถูกบีบบังคับจนมึนงงไปหมด ไม่ใช่สิ เขาทำอะไรผิดทุกคนถึงได้ต่อว่าเขาเช่นนี้ ชายชรายืนนิ่งจากนั้นก็พูดขึ้นว่า “เย่เอ๋อร์ ช่วงนี้ทำให้เจ้ารู้สึกน้อยใจได้รับความไม่เป็นธรรมเสียแล้ว”“เรื่องมันก็ผ่านไปหมดแล้ว”คำพูดนี้ทำให้ถังต้าซู่ก็ไม่มีวิธีที่จะพูดต่อ เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นอีกว่า “เจ้าวางใจได้ ในเมื่อข้ากลับมาแล้ว ข้าก็จะไม่ให้พวกเขาไปก่อกวนได้อีก ตอนที่แยกครอบครัวไปนั้น เป็นย่าของเจ้าเองที่ไม่รู้เรื่อง ข้าคนนี้ยังไม่ตายเสียหน่อย จะแยกครอบครัวไปได้อย่างไร นี่เป็นเรื่องที่ข้ายอมรับไม่ได้ เจ้าฟังปู่นะตอนนี้พวกเราไปหาท่านหัวหน้าตระกูล แล้วทำให้ครอบครัวกลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันดังเดิมดีกว่า เรื่องเมื่อก่อนก็ช่างมันไปเสีย เจ้าก็อย่าได้คิดเล็กคิดน้อยไปเลย!” “กลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างนั้นเหรอ?” ถังฉือเย่พูดขึ้นอย่างช้าๆ ทว่าหนักแน่น พลางจ้องมองไปที่เขา นางมองเห็นแววตาบางอย่างในดวงตาของถังต้าซู่ ชายชราผู้นั้นคงไม่ได้คิดที่จะกลับมารวมครอบครัวจริงๆหรอก สาเหตุที่พูดออกมาก็เพื่อต้องการให้นางคัดค้านอย่างรุนแรง จากนั้นก็จะได้โจมตีได้ดังนั้นเพียงแค่ดวงตากลมโตของถังฉือเย่กะพริบลง น้ำตาก็ได้คลอเบ้าในทันที จากนั้นนางก็ทำเสียงสะอึกสะอื้นคร่ำครวญขึ้นมา“ท่านปู่…ท่านไม่รู้ถึงเรื่องที่พวกเขาทำไว้เลยใช่หรือไม่”ท่าทางของเด็กสาวตัวเล็กๆที่กลั้นน้ำตาไว้พลางสะอึกสะอื้นนั้นช่างน่าเวทนาเสียจริง จนทำให้ผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่างทนดูไม่ได้อีกต่อไป“ถังต้าซู่ เหตุใดเจ้ายังมีหน้าพูดออกมาแบบนี้อีก เจ้าเองก็ไม่ดูเลยนะว่าครอบครัวของเจ้าทำเรื่องต่ำช้าเลวทรามอะไรไว้บ้าง!” เมื่อมีคนหนึ่งเริ่ม อีกคนก็รีบเสริม “ตอนนั้นทำอะไรไว้กับเจ้าบ้านถัง พอมาตอนนี้เห็นว่านางร่ำรวยเข้าหน่อยก็คิดจะเข้ามาเกาะ หน้าไม่อายเสียจริง ดูถังหย่งฟู่นั่นสิ! วันๆไม่ทำอะไร ไปแอบเป็นชู้กับคนอื่นแล้วยังจะไปรังแกเขาถึงที่อีก” “นั่นนะสิ! ในตอนนั้นยายเฒ่าซุนก็ไม่ยอมที่จะเอาเงินสิบตำลึงให้กับนาง ถังหย่งหมิงที่ใจดำอำมหิต ยังคิดที่จะขายเจ้าบ้านถังให้กับไอ้แก่ตัณหากลับ ชั่วทั้งครอบครัว ใจดำอำมหิตไร้ยางอาย เห็นแก่เงิน บ้ากาม หน้าด้าน ครอบครัวของเขาก็มีครบหมด รีบปล่อยเจ้าบ้านถังไปเถอะ!” ถังต้าซู่ถูกชาวบ้านด่าจนมึนงงไปหมด จนทำให้แผนการที่วางไว้มาทั้งหมดถูกทำลายลงเพียงแค่เด็กคนนั้นทำท่าน่าสงสารน่าเวทนาด้วยคำพูดเพียงประโยคเดียว คนในหมู่บ้านนจวี้เป่าเป็นอะไรกันไปหมด ถังต้าซู่ไม่ได้เป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมอะไรมาก ในเมื่อแผนการป่นปี้ไปหมดแล้วจึงไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไรนอกจากตะโกนกลับไปว่า“นี่มันเป็นเรื่องของครอบครัวของข้าพวกเจ้าไม่เกี่ยว!” “พวกข้าทนดูไม่ได้ ทนดูครอบครัวของเจ้ารังแกเจ้าบ้านถังไม่ได้” ถังต้าซู่รีบหันไปพูดกับถังฉือเย่ “เย่เอ๋อร์…เจ้าพูดมา สรุปแล้วเจ้าจะตกลงหรือไม่ เจ้าจะฟังคำของปู่หรือไม่!?” ถังฉือเย่ยืนนิ่ง ไม่จำเป็นต้องพูดอะไร บรรดาชาวบ้านที่มุงดูอยู่ก็ต่างเป็นเดือดเป็นร้อนแทน“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องมาไม้นี้ ใช้ความอาวุโสมาข่มผู้อื่น เย่เอ๋อร์ไม่ต้องกลัว หากไม่ได้จริงๆ พวกเราก็ไปหาท่านหัวหน้าตระกูลกัน” “ทุกคนสนับสนุนเจ้า หากเขาไม่พูดด้วยเหตุผลก็จัดการเขาเลย!” “ใช่ๆ จัดการเขาเลย ฟาดเขาเลย!” ถังต้าซู่ก้าวถอยไปหนึ่งก้าว ใบหน้าของชายชราซีดเผือดด้วยความตกใจและประหลาดใจ! บทที่ 184: กลอุบายสำเร็จตั้งแต่ต้นจนจบถังฉือเย่ยังไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรเลยสักคำ เพราะทุกคนต่างพากันรุมด่าว่าจนถังต้าซู่ถึงกับต้องเดินหนีไป ก่อนที่ชาวบ้านเหล่านั้นจะเข้ามาช่วยกันปลอบใจหญิงสาวกันยกใหญ่ พร้อมกันนั้นก็รับปากว่าจะมาช่วยทุกครั้งที่ถูกคนพวกนั้นรังแก ถังฉือเย่รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจที่ได้รับ แต่ใครจะรู้ว่าในเช้าวันถัดมานั้นจะมีเจ้าหน้าที่จากที่ว่าการอำเภอมาหาถึงบ้านพร้อมกับเชิญนางไป เนื่องจากถูกชายชราตระกูลถังผู้นั้นฟ้องร้องในข้อหาอกตัญญูไม่สำนึกบุญคุณ!หญิงสาวรีบไปรายงานท่านหัวหน้าตระกูลกับหลี่เจิงด้วยท่าทางสุขุม สวี่เวิ่นชู่ที่รู้ข่าวก็ขอตามมาด้วยพร้อมกับถังฉือหรง ถังฉือเย่พยายามปฏิเสธ แต่ท่านสวี่ก็ยังยืนกรานบอกว่า “ถึงแม้ว่าข้าจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่หากข้าได้ดูอยู่ด้วยก็จะได้รู้สึกวางใจเสียหน่อย”ด้วยเหตุนี้นางจึงทำได้เพียงตอบรับ แล้วออกเดินทางเข้าไปในตัวเมืองพร้อมกัน ก่อนที่จะเข้าไปในเกวียนนั้นหางตาของนางก็เหลือบมองเห็นร่างสูงโปร่งของฉีจิงมาแต่ไกล ชายหนุ่มเพียงพยักหน้าเล็กน้อยเท่านั้นกลับทำให้อารมณ์ของถังฉือเย่ผ่อนคลายลงทันตาเห็นบางครั้งระหว่างคนสองคนก็มักจะมีอะไรที่น่าพิศวงแบบนี้ ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลยแท้ๆ แต่กลับสามารถสื่อสารกันได้อย่างน่าประหลาดใจแม้ไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่เขาก็รู้แล้วว่านางต้องการอะไร แถมยังสร้างความมั่นใจได้อีกว่าทุกอย่างจะต้องเรียบร้อยอย่างแน่นอน! หญิงสาวค่อยๆผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหลบเข้าไปนั่งในเกวียน ในขณะที่พวกเขาขึ้นมาบนรถหลังม้า โดยผู้ที่เป็นผู้พาตัวนางไปครั้งนี้ก็คือหัวหน้าผู้ตรวจการโจว ซึ่งเป็นคนที่พวกนางสนิทด้วย แน่นอนว่าเขาจะไม่ทำให้นางต้องลำบากใจ มิหนำซ้ำเขายังกระซิบเตือนว่า “ท่านเจ้าเมืองบอกว่า ถังต้าซู่มาในนามของตระกูลหลิว”นั่นเท่ากับว่าเป็นแสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจข่มเพราะ ‘มีคนหนุนหลังอยู่’ ท่านเจ้าเมืองหลินก็ไม่มีทางเลือกอื่น ถังฉือเย่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้ และเมื่อขึ้นมาบนรถม้าแล้วนางก็เห็นว่าท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงดูกังวลเป็นอย่างมาก สวี่เวิ่นชู่ก็ขมวดคิ้วจนจะขดเป็นปมอยู่แล้ว นางจึงพูดขึ้นว่า “ไม่เป็นไร ทุกคนไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าจะบอกความลับอะไรให้ ถังต้าซู่น่ะถูกอู๋เต๋ออี้ติดสินบนไว้จริงๆ แล้วเจตนาของเขาก็เพื่อบังคับให้พวกเรายอมรับมาเองว่าท่านพี่ไม่ใช่ลูกหลานตระกูลถัง จากนั้นพวกเราก็จะต้องไปขอร้องให้เขาช่วยยังไงล่ะ”“อย่าบอกนะว่า อู๋เต๋ออี้นั่นเป็น…” ท่านหัวหน้าตระกูลเบิกตากว้างทันที พลางหันไปมองถังฉือหรง“ไม่ใช่” ถังฉือเย่พูดเสียงเบา “ข้าก็เพิ่งจะสืบมาได้เมื่อสองวันก่อนนี้เอง ข้ากับท่านพี่ไม่ได้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของวังซื่อ”“อะไรนะ?” คราวนี้เป็นถังฉือหรงที่ร้องถามด้วยความตกใจ แต่ถังฉือเย่เมื่อทิ้งระเบิดลูกใหญ่เอาไว้ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ปล่อยให้พวกเขาค่อยๆเข้าใจเรื่องนี้เอง แล้วหลังจากนั้นไม่นานนัก รถม้าก็ได้เคลื่อนมาถึงในตัวเมือง เมื่อเข้าไปในศาลาว่าการแล้วก็เห็นว่าถังต้าซู่พยายามพูดจาอย่างมีเหตุมีผล ทั้งที่ร่างกายกำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว มิหนำซ้ำยังพาคนมาช่วยว่าความด้วยอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งที่ได้รับฉายาว่า ‘ซ่งปากเหล็ก’ เพียงแต่เมื่อเขาได้เห็นสวี่เวิ่นชู่แล้วก็เกิดความกังวลขึ้นมาทันที…ใครบ้างไม่รู้จักสวี่เวิ่นชู่พอเห็นว่าทุกคนมากันพร้อมแล้ว ท่านเจ้าเมืองหลินจึงถามว่า “ถังฉือหรง เจ้ามีอะไรอยากจะพูดหรือไม่?”ถังฉือหรงก้าวขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะพูดอย่างสุขุมว่า “ประการแรก การแยกครอบครัวเป็นการที่ให้ผู้อาวุโสตัดสินใจ ไม่ใช่เด็กๆเป็นผู้ตัดสิน เรื่องนี้ท่านหัวหน้าตระกูล หลี่เจิง ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านเป็นพยานได้ และประการที่สอง…” เขามองไปที่ถังต้าซู่ด้วยแววตาที่ซับซ้อนก่อนจะพูดต่อ“ข้าเองก็ไม่ใช่ลูกหลานของตระกูลถัง จะมาพูดเรื่องกตัญญูอะไรไม่ได้หรอก”อู๋เต๋ออี้ที่นั่งอยู่ในรถม้าซึ่งจอดอยู่ไม่ไกลนัก เมื่อได้ยินสิ่งที่อยากฟังจึงเผยรอยยิ้มที่พึงพอใจออกมาทันที ท่านเจ้าเมืองหลินตกใจเป็นอย่างมากถามว่า “พูดเช่นนี้ เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน?”“ท่านเจ้าเมือง ข้าขอให้น้องสาวของข้ามาเป็นคนอธิบายได้หรือไม่?”เมื่อท่านเจ้าเมืองหลินพยักหน้า ถังฉือเย่จึงก้าวขึ้นมาเล็กน้อย แล้วอธิบายด้วยเสียงเรียบๆว่า “ท่านเจ้าเมือง ท่านพ่อที่ให้กำเนิดข้าและพี่ชายจริงๆ แล้วไม่ใช่ถังหย่งหลี่ พวกเราจึงไม่ใช่ลูกหลานของตระกูลถังแต่อย่างใด” อู๋เต๋ออี้ขมวดคิ้วมุ่น ในใจพลันคิดว่าเหตุใดถังฉือเย่ถึงได้รวมตัวเองเข้าไปด้วย หรือว่านางคิดจะใช้โอกาสในเรื่องนี้เปลี่ยนให้ตัวเองเกิดมาในฐานะบุตรสาวของเขาด้วยอย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่น่ะสิ! เขาหลับตาลงครุ่นคิดไปด้วย ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นไปตามที่ต้องการ แต่เขาคงไม่คิดที่จะตอบรับง่ายๆ ตอนนี้เป็นคราวของเขาบ้างแล้วที่จะเป็นฝ่ายยื่นข้อเสนอ…เพราะดูท่าทางแล้วทั้งเหล้าฟู่โช่วและร้านเหล้าตระกูลถังต้องเป็นของเขาทั้งหมดช่วงเวลาเดียวกันนั้น ถังฉือเย่ก็พูดต่อว่า “ก่อนหน้านี้แม่บุญธรรมวังซื่อได้เป็นสาวใช้ที่คฤหาสน์ตระกูลอู๋ และได้กินยาคุมกำเนิดมาเป็นเวลานาน ถึงแม้ว่าจะหยุดยาไปแล้ว อย่างน้อยก็ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ภายในห้าถึงหกปี ดังนั้นข้าและท่านพี่จึงไม่ได้เกิดจากวังซื่อ และไม่ได้เป็นลูกของถังหย่งหลี่เช่นกัน”พลันนั้นอู๋เต๋ออี้เบิกตากว้างพลางนั่งตัวตรงในทันที เช่นเดียวท่านเจ้าเมืองหลินที่ผ่านไปพักใหญ่จึงจะพูดขึ้น“เรื่องนี้…เรื่องนี้จะพิสูจน์อย่างไร?”“ข้ามีพยาน”“เบิกตัวพยาน” ท่านเจ้าเมืองพูดทันที หลังจากนั้น ถังหย่งหมิงก็ค่อยๆเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ซึ่งความจริงแล้วถังฉือเย่เองก็รู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เพราะนางไม่รู้ว่าฉีจิงใช้วิธีไหนที่ทำให้ถังหย่งหมิงออกมาพูดได้ถังหย่งหมิงคุกเข่าลงพร้อมกับเล่าเรื่องที่ชุยซื่อแต่งงานเข้ามาอย่างไร และเรื่องที่เขาได้ยินชุยซื่อกับแม่นมพูดคุยกันอย่างละเอียดโดยไม่ตกหล่นเลยแม้แต่น้อยท่านเจ้าเมืองหลินพยักหน้ารับรู้ก่อนจะหันมาถามถังต้าซู่ว่า “เจ้าได้ยินแล้วหรือไม่?”ถังต้าซู่ยืนเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น ไม่รู้เลยว่าจะจัดการอย่างไรดี เมื่อเกิดการพลิกผันเช่นนี้ นอกจากอึ้งตะลึงงันทำอะไรไม่ถูก และในตอนนั้น ด้านนอกก็เกิดเสียงโวยวายดังขึ้นเป็นชุยซื่อที่รีบร้อนบุกเข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนอะไรทั้งสิ้น แม้กระทั่งสมบัติผู้ดีของภรรยาผู้สูงศักดิ์ก็ไม่หลงเหลืออยู่เลย นางตะคอกออกมาว่า “เจ้าโกหก ที่นางพูดเป็นการใส่ร้ายทั้งนั้น ข้าไม่เคยทำเรื่องแบบนั้นเลยจริงๆ!” “เจ้าเป็นผู้ใดกัน?” ท่านเจ้าเมืองเอ่ยปากถาม ชุยซื่อพยายามหายใจอย่างปกติก่อนจะย่อคำนับแล้วพูดขึ้นว่า “ข้าชุยซื่อ เป็นนายหญิงสกุลอู๋”“คนผู้นี้เป็นนายหญิงของวังซื่อที่เป็นแม่บุญธรรมของข้าในตอนนั้น” ถังฉือเย่บอก ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่งพลางพูดอย่างช้าๆอีกครั้งว่า “ฮูหยินชุยไม่ต้องรีบร้อน เรื่องยาคุมกำเนิดใครเป็นคนสั่งนั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือวังซื่อเคยกินยาคุมกำเนิดมาก่อนหรือไม่ สามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่ต่างหาก ข้าเพียงแค่รู้สึกแปลกใจ ในเมื่อท่านบอกว่ายาคุมกำเนิดนี้ท่านไม่ได้เป็นคนออกคำสั่ง แล้วเหตุใดท่านต้องเป็นกังวลเช่นนี้ด้วย กังวลจนต้องซื้อยาพิษมาลอบฆ่าแม่บุญธรรมของข้า หรือว่าไม่ใช่เพราะต้องการฆ่าให้ตายจะได้ไม่มีหลักฐานหรอกหรือ?”ชุยซื่อตกตะลึง ดวงตาเบิกกว้าง พลางตะโกนเสียงดังลั่น “พูดจาเหลวไหล เจ้าพูดจาเหลวไหล ข้าไม่ได้ทำ!”“ทั้งคนที่เป็นพยานและสิ่งของที่เป็นหลักฐานก็ยังมีอยู่” หญิงสาวมองตาของนางอย่างเงียบสงบ “รอให้คดีนี้จบก่อน ข้าค่อยมาฟ้องศาล”แล้วตอนนั้นเองที่ชุยซื่อสั่นเทาไปทั้งตัว นางถอยหลังไปหนึ่งก้าว ตัวสั่นไม่หยุด ถังฉือเย่ละสายตามองขึ้นไปข้างบนพลางว่า “ท่านเจ้ามือง เมื่อครู่ข้าได้พูดไปแล้วว่ายาคุมกำเนิดใครเป็นคนออกคำสั่งนั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือวังซื่อได้กินยาคุมกำเนิดนั่นหรือไม่ต่างหาก ดังนั้นข้าจึงอยากขอเบิกตัววังซื่อมาในศาล” บทที่ 185: แผนการพังไม่เป็นท่าถังฉือเย่เหลือบมองชุยซื่อที่กำลังตกใจ ดวงตาเบิกโพลงจนแทบจะหลุดออกมานอกเบ้า จนนางหัวเราะเบาๆ พลางพูดว่า“ฮูหยินชุยไม่ต้องตกใจอะไรขนาดนั้น แน่นอนว่านางยังไม่ตายหรอก หากข้าไม่ได้ช่วยนางเอาไว้ แล้วข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านได้ส่งคนมาฆ่านาง?” ใบหน้าของชุยซื่อซีดเผือด พร้อมกับถอยหลังไปหนึ่งก้าว พลางก้มหน้าลงเพื่อปิดบังความตื่นตระหนกเอาไว้ ทั้งที่ท่าทางเหล่านั้นอยู่ในสายตาของทุกคนหมดแล้ว ผ่านไปครู่หนึ่ง ท่านเจ้าเมืองหลินก็พูดขึ้นว่า “เบิกตัววังซื่อเข้ามาในศาล”จากนั้นวังซื่อก็ถูกผู้หญิงสองคนช่วยกันพยุงเข้ามา ด้วยความที่กำลังสับสนนางจึงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ได้แต่บ่นพึมพำว่า “นี่มันเกิดอะไรขึ้น พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่ พาข้ามาที่นี่ทำไม?” “วังซื่อ” ท่านเจ้าเมืองหลินกล่าวเสียงดัง “เรื่องที่ถังฉือเย่พูดนั้นเป็นความจริงหรือไม่ เจ้าเคยกินยาคุมกำเนิดมาก่อนหรือไม่ ถังฉือหรงและถังฉือเย่สองพี่น้องนี้เป็นลูกที่เจ้าคลอดใช่หรือไม่ จงพูดความจริงออกมาเดี๋ยวนี้” “ข้า…ข้าไม่ได้เป็นแบบนั้น” วังซื่อตัวสั่นเทา พูดด้วยเสียงที่สั่นเครือ “ข้าเป็นมารดาของพวกเขา ข้าคลอดมาเองทั้งหมด!” ถังฉือเย่คำนับอย่างสงบพลางว่า “หรือว่าท่านเจ้าเมืองจะเชิญท่านหมอมาดีหรือไม่เจ้าคะ?”“ได้!” จากนั้นท่านเจ้าเมืองหลินได้ให้คนไปเชิญท่านหมอมา เป็นท่านหมออาวุโสซูจี้ ผู้มีผมสีขาวโพลนเกือบทั้งศีรษะที่กำลังเดินเข้ามาอย่างช้าๆ หญิงสาวลอบยิ้มกับตัวเอง ภายในเวลาไม่นาน แม้กระทั่งท่านหมอ ฉีจิงก็ได้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว พลันนั้น…ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ด้านนอกก็เปล่งเสียงเซ็งแซ่ “เป็นท่านหมอเทวดาซูจริงๆด้วย…ท่านหมอผู้นี้เก็บเนื้อเก็บตัวมาหลายปี ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะยอมมาที่นี่!” “บุคคลผู้นี้เป็นใครกัน จึงสามารถทำให้ท่านหมอเทวดาผู้นี้ออกหน้ามาเองได้” ท่านเจ้าเมืองหลินเหลือบมองถังฉือเย่แวบหนึ่ง จากนั้นจึงลุกขึ้นจากที่นั่ง คำนับหนึ่งครั้ง แล้วค่อยนั่งลงอย่างเดิม พลางพูดด้วยความยินดีว่า “ถ้าอย่างนั้นก็เชิญท่านซู ตรวจดูชีพจรของคนผู้นี้ได้เลย”ตอนนั้นเองวังซื่อก็พยายามที่จะดิ้นสุดแรง หญิงสาวทั้งสองคนที่พยุงอยู่ก็รีบจับเอาไว้อย่างรวดเร็วเพื่อให้ท่านหมอซูจี้ตรวจชีพจรดูหมอเทวดาตรวจดูอย่างละเอียด ก่อนจะผละมือออกแล้วพูดขึ้นว่า “ผู้หญิงคนนี้เคยกินยาคุมกำเนิดจริงๆ น่าจะกินมาได้เกือบสองปี แล้วยาคุมกำเนิดนี้น่าจะเป็นสูตรยาจากทางเหนือ หลังจากที่กินไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะหยุดยาไป แต่อย่างน้อยภายในห้าถึงหกปีก็จะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อย่างแน่นอน” ท่านหมอซูจี้ชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ห้าปีก่อนหน้านี้นางน่าจะตั้งท้องมาแล้วครั้งหนึ่ง นั่นเป็นท้องแรก ตอนนี้เป็นท้องที่สอง”ทุกคนสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ชุยซื่อทนต่อไปไม่ไหว ตะโกนว่า “เหตุใดท่านช่างรู้ได้ละเอียดขนาดนั้น เพียงแค่จับชีพจรจะตรวจเจออะไรขนาดนั้นได้อย่างไร หรือว่าท่านได้เตรียมการกับพวกเขามาก่อนแล้วใช่หรือไม่!” “ข้าไม่เคยพูดปดมาก่อน หญิงผู้นี้…หากเจ้าไม่เชื่อก็เชิญหมอท่านอื่นมาได้ตามสบาย!” ท่านหมอซูจี้พูดด้วยความโกรธ จนท่านเจ้าเมืองหลินต้องยืนยันเองว่า “ทุกๆคนต่างก็เชื่อมั่นในคำของท่านหมอซู”“ท่านเจ้าเมืองหลิน!” ชุยซื่อยังไม่ยอมแพ้ “ท่านพูดอย่างนี้ได้อย่างไร ไม่ละอายใจบ้างเลยเหรอ หรือว่าแม้แต่ตัวท่านเองก็เป็นพวกเดียวกับเขาด้วย ถึงได้เข้าข้างพวกเขาอย่างเปิดเผยเช่นนี้” เวลาเดียวกันนั้นเองอู๋เต๋ออี้ก็รีบลงมาจากรถม้า เขาทนฟังต่อไปไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดฮูหยินของเขาถึงได้กลายเป็นคนโง่เขลาเยี่ยงนี้ ซูจี้เป็นใครกัน…เขาเป็นหัวหน้าหมอหลวง ตอนนี้ครึ่งหนึ่งของสำนักหมอหลวงก็เคยผ่านการชี้แนะจากเขามาแล้วทั้งนั้น แม้ตอนนี้จะเกษียณออกมาอยู่ที่บ้านเกิดหลายสิบปีแล้ว แต่ในทุกๆเทศกาล ทางราชสำนักยังมอบสิ่งของรางวัลให้เสมอ คนประเภทนี้พวกเขาสามารถทำให้ไม่พอใจได้เหรอ หญิงโง่ผู้นี้จะลากทั้งตระกูลอู๋ให้ตายกันหมด! ด้วยความจำใจแม้อู๋เต๋ออี้จะไม่อยากออกหน้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ สุดท้ายจึงต้องสั่งเด็กรับใช้ว่า “ฮูหยินโรคประสาทกำเริบแล้ว พวกเจ้ารีบพานางกลับไป!”สาวรับใช้รีบลงจากรถม้าเข้าแจ้งที่ศาลาว่าการอย่างรวดเร็ว และทันทีที่ได้ยินสีหน้าของชุยซื่อเปลี่ยนไปจากแดงก่ำกลายเป็นซีดเผือด! เพราะคำพูดเช่นนี้ในบ้านตระกูลอู๋นั้นคือคำพูดแทนการกักบริเวณ ไม่หย่าจากกันก็เหมือนหย่า! เมื่อเห็นฮูหยินตนกำลังจะอ้าปากพูด เด็กรับใช้ทั้งสองก็เอามือปิดปากนางไว้ทันที จากนั้นก็ลากนางออกไปจากกลุ่มฝูงชนอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นถังฉือหรงก็รายงานต่อทีละขั้นทีละตอนว่า วังซื่อได้ออกจากคฤหาสน์ตระกูลอู๋และหยุดยาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่งงานกับถังหย่งหลี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ เขากับถังฉือเย่เกิดเมื่อไหร่ซึ่งโดยสรุปแล้ว วังซื่อไม่ได้เป็นคนให้กำเนิดพวกเขาสองคนอย่างแน่นอน! ด้วยเหตุนี้ท่านเจ้าเมืองหลินจึงสามารถตัดสินคดีได้อย่างง่ายดาย เมื่ออู๋เต๋ออี้มองไปที่ถังฉือเย่อีกครั้ง ดวงตาของเขาก็มีแต่ความกรุ่นโกรธเท่านั้น เพราะครั้งนี้เขาแพ้อย่างราบคาบ และเป็นการแพ้ที่น่าอับอายที่สุดแม้กระทั่งเขาเองก็ไม่รู้เรื่องยาคุมกำเนิดนั่นเลย แต่ถังฉือเย่กลับสืบจนรู้เรื่องแล้วรอจนกระทั่งเปิดโปงออกมา เป็นการตบหน้าเขาต่อผู้คนมากมาย และไม่มีทางจะกอบกู้คืนได้อีก แผนการนี้ ช่างแยบยล…หรือว่าเขาประเมินเด็กคนนี้ต่ำไปจริงๆดังนั้นอู๋เต๋ออี้จึงพูดอย่างช้าๆว่า “ไม่ว่าอย่างไรวังซื่อก็เคยเป็นสาวใช้ในบ้านของข้ามาก่อน ข้าคงจะไม่พูดสิ่งที่ไม่เป็นธรรมไม่ได้ นางก็มีบุญคุณกับพวกเจ้า หลายปีมานี้ก็ดูแลเลี้ยงดูพวกเจ้ามาตลอด พวกเจ้าไร้น้ำใจตัดขาดไมตรีเช่นนี้ มันไม่เกินไปหน่อยหรือ?”ถังฉือเย่ตอกกลับไปว่า “เถ้าแก่อู๋คำพูดนี้ข้าไม่ค่อยเข้าใจ พวกข้ามาที่นี่ก็เพราะผู้อาวุโสตระกูลถังฟ้องพี่ของข้า พวกข้าก็ต้องอธิบายถึงความบริสุทธิ์ของตัวเองอยู่แล้ว เรื่องราวทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นวันนี้ ทั้งหมดก็เพื่ออธิบายถึงความจริงไร้น้ำใจสามคำนี้ ท่านเอาอะไรมาพูด?”อู๋เต๋ออี้เลิกคิ้วขึ้นกำลังที่จะพูดต่อ แต่กลับได้ยินเสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นเสียก่อนเป็นสวี่เวิ่นชู่เดินขึ้นมาพลางพูดไปด้วย “หากจะพูดว่าบุญคุณที่เลี้ยงดูนั้น ก็คงจะไม่เป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน หรงเอ๋อร์เป็นลูกศิษย์ของข้า ข้าเป็นเพื่อนบ้านของเย่เอ๋อร์ หลายเรื่องข้าก็ได้เห็นกับตาของข้าเอง หากข้าไม่พูดออกมาคงอึดอัดใจตาย”จากนั้นสวี่เวิ่นชู่ก็ได้ใช้เวลาหนึ่งชั่วยามเพื่อพูดถึงเรื่องราวที่วังซื่อทำในเมื่อก่อน เขาพูดโดยที่ไม่มีวาจาที่หยาบคายแต่กลับพูดได้อย่างเฉียบแหลมเป็นอย่างมาก เพราะมีบางเรื่องที่สองพี่น้องตระกูลถังไม่เหมาะที่จะพูด แต่เขากลับสามารถบรรยายได้อย่างชัดเจน ชาวเมืองที่มุงดูมากอยู่แล้วยิ่งทวีขึ้นเรื่อยๆด้วยความสนใจ เมื่อสวี่เวิ่นชู่พูดจบ พวกเขาเหล่านั้นจึงรู้สึกคับแค้นใจเป็นอย่างมาก ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา ส่วนอู๋เต๋ออี้นั้นได้แอบฉวยโอกาสตอนที่ชุลมุนหนีมาตั้งนานแล้ว เขาไม่ได้โง่ เมื่อสวี่เวิ่นชู่เป็นคนออกหน้ามาเองจนทำให้ชาวเมืองไม่พอใจ ใครจะอยากอยู่รับแรงกดดันเหล่านั้น ในขณะที่ท่านเจ้าเมืองหลินเองที่เป็นคนที่ชื่นชมสวี่เวิ่นชู่อยู่แล้ว เขาจึงไม่ได้ขัดจังหวะเลย แถมยังแอบจดสิ่งที่เขาพูดไว้ด้วยถังฉือเย่และถังฉือหรงก้มคำนับลงกับพื้นให้วังซื่อต่อหน้าผู้คนอยู่หลายครั้ง ถือว่าเป็นการบอกลา จากนั้นหญิงสาวก็หยิบเงินสองพันตำลึงถือไว้ด้วยสองมือแล้วพูดว่า “ความเป็นแม่ลูกในครั้งนี้ อย่างไรเสียก็ไม่สามารถไปด้วยกันได้แล้ว พวกข้าขอใช้เงินสองพันตำลึงนี้มาขอจบความสัมพันธ์กับท่าน ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปบุญคุณต่างๆ ก็ขอจบกันเพียงเท่านี้ อย่าได้พบเจอกันอีกตลอดไป” บทที่ 186: เมื่อความทุกข์ผ่านไป ความสุขก็เข้ามาวังซื่อรีบลนลานไปรับเงินอย่างไม่ลังเล จนทำให้พวกชาวเมืองทั้งหลายต่างก่นด่านางอยู่ไม่ขาดปาก และยิ่งทำให้ในสายตาของพวกเขานั้น ถังฉือหรงและถังฉือเย่ สองพี่น้องคู่นี้ช่างเป็นผู้ที่มีเมตตาไม่มีที่สิ้นสุดเสียจริงๆ วังซื่อรู้สึกสับสนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนอยู่ตรงนั้นพลางเปล่งเสียงเรียก “หรงเอ๋อร์?”ถังฉือหรงมองต่ำลง ไม่ได้หันไปตามเสียงเรียก จนท่านหัวหน้าตระกูลต้องเป็นฝ่ายที่พูดเองว่า “ท่านเจ้าเมืองก็ได้ตัดสินเสร็จสิ้น เจ้าเองก็รับเงินไปแล้ว เพราะฉะนั้นเจ้าก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับหรงเอ๋อร์และเย่เอ๋อร์อีก หลังจากนี้เจ้าก็ไปตามทางของเจ้าเถอะ”สิ้นเสียงทุกคนก็หันหลังกลับขึ้นไปนั่งในเกวียนอีกครั้ง แต่ก่อนที่จะจากไปนั้นหางตาของถังฉือเย่ก็เหลือบมองเห็นวังซื่อกำลังเดินไปหาผู้ชายคนหนึ่ง หากมองไม่ผิดละก็สีหน้าท่าทางของวังซื่อนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกผ่อนคลายและดีใจที่สามารถหลุดพ้นเป็นอิสระเสียทีถังฉือเย่ลูบหน้าผากไปมา ได้แต่คิดในใจว่าวังซื่อกำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น แม้จะยังมีหน้าตาที่สะสวยอยู่ แต่ก็ไร้ที่พึ่ง ชื่อเสียงยังฉาวโฉ่ แต่กลับมีเงินติดตัวจำนวนมาก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าในอนาคตนางจะต้องพบเจอกับอะไร หญิงสาวได้แต่คิดอย่างปลงๆ พร้อมกันนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ความลับเรื่องที่นางกับถังฉือหรงกลายมาเป็นลูกของวังซื่อได้อย่างไรนั้นยังคงเป็นความลับอยู่ วังซื่อไม่เคยปริปากบอกเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สำคัญอะไรมาก แต่ก็ต้องรู้เอาไว้บ้าง เพราะหากภายหลังเกิดอะไรขึ้นจะได้รับมือได้ทันดังนั้นแผนขั้นต่อไปของนางก็คือการให้ฉีจิงส่งคนไปจับตาดูวังซื่อไว้ รอจนกระทั่งนางถูกขโมยเงินไปหรือแสร้งทำเป็นคนชั่วไปขโมยเงินของนางเสียเอง จากนั้นก็ให้อีกคนมาแสดงเป็นวีรบุรุษมาช่วยนางไว้ หลังจากนั้นคำตอบก็จะหลุดออกมาอย่างง่ายดายแล้ว ถังฉือเย่มั่นใจว่าสำหรับวังซื่อแล้วนั้น ผู้ชายจะทำให้คุยกับนางง่ายขึ้นเสมอ ด้วยเหตุนี้ฉีจิงจึงได้ไปจัดการแผนที่วางไว้ แล้วปล่อยให้คนอื่นๆกลับขึ้นรถม้าไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย คนแรกท่านหัวหน้าตระกูลที่กำลังสับสนเป็นอย่างมาก หากถังฉือเย่ไม่ใช่ลูกของถังหย่งหลี่ นั่นก็เท่ากับว่านางไม่ได้เป็นลูกหลานของตระกูลถัง เช่นนั้นหลังจากนี้เขาต้องทำอะไร จึงจะควบคุมนางได้ ถึงแม้ว่านางจะซาบซึ้งถึงความมีเมตตาที่เขาช่วยดูแล แต่เท่านั้นมันจะเพียงพอแล้วกระนั้นเหรอ ท่ามกลางความกังวลของท่านหัวหน้าตระกูลนี้สำหรับถังฉือเย่กลับไม่ใส่ใจเลยสักนิด ตอนนี้ภายในหัวของนางก็มีแต่ภาพของสวี่เวิ่นชู่ที่ตอบโต้คนเหล่านั้นด้วยท่าทางของวีรบุรุษ เมื่อขึ้นมาบนรถแล้วก็เอาแต่จ้องมองสวี่เวิ่นชู่ไม่วางตา ชายหนุ่มหัวเราะพลางพูดขึ้นด้วยความเหนื่อยใจว่า “บนใบหน้าของข้ามีดอกไม้ติดอยู่หรืออย่างไร?ดวงตาของถังฉือเย่เปล่งประกาย “ท่านนี่ช่างเป็นคนที่มีความสามารถมากมายจริงๆ ความศรัทธาที่ข้ามีต่อท่านนั้น ดั่งแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว และเหมือนแม่น้ำหวงเหอที่ล้นทะลักจนไม่สามารถจัดการได้ แค่ได้ฟังคำสอนจากท่านแค่นิดเดียวก็สามารถเอาชนะผู้ที่ร่ำเรียนหนังสือมาด้วยความยากลำบากนานหลายปีได้ การที่ได้พบกับท่านนั้นช่างเป็นโชคดีเหลือเกิน กลับบ้านไปข้าต้องไปจุดธูปบูชาบรรพบุรุษอย่างแน่นอน ต้องขอบคุณบุญกุศลที่บรรพบุรุษได้สั่งสมมา ขอให้ท่านผู้ยิ่งใหญ่ได้โปรดลืมคำพูดที่เหิมเกริมในความไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงของข้าในเมื่อก่อนด้วยเถอะ” สวี่เวิ่นชู่ที่ฟังอยู่นั้นก็ยิ้มจนแก้มปริ แม้กระทั่งถังฉือหรงที่ขมวดคิ้วอยู่ก็อดยิ้มตามไม่ได้“ข้าก็ไม่ได้ทำอะไร เจ้าพูดชมเกินไปเช่นนี้ข้าเองก็รู้สึกละอายใจ อีกอย่างเมื่อก่อนเจ้าก็ไม่ได้พูดเหิมเกริมอะไรไปที่เจ้าพูดนั้นมีเหตุผล”“ได้โปรดอย่าพูดเลย” ถังฉือเย่ปิดใบหน้าด้วยความอับอาย “ข้านั้นมีความรู้ความสามารถอยู่เพียงน้อยนิด แต่ก็แสร้งทำเป็นมีความรู้อยู่มาก แต่ท่านที่มีความรู้ความสามารถอยู่มากมาย แต่ปกติแล้วก็จะไม่แสดงออกให้ใครได้เห็น เมื่อถึงเวลาที่สำคัญท่านถึงจะแสดงมันออกมา ข้าไม่ได้จะว่าอะไร แต่ท่านนั้นเป็นคนที่ไม่เปิดเผยไม่ยอมพูดตรงๆ”“ข้าผิดไปแล้ว” พูดกลั้วหัวเราะ พร้อมกับมองนางด้วยความสายตาอ่อนโยน เฉินฉางหยวนเองก็อยู่ในรถเช่นกัน เดิมทีเขาแค่เพียงมองดูอยู่เงียบๆ เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่แฝงไปด้วยรอยยิ้มจางๆของสวี่เวิ่นชู่แล้วก็รู้สึกประหลาดใจขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ“ท่านสวี่นั้นเก่งมากจริงๆ ข้าเห็นพวกชาวเมืองรวมทั้งบัณฑิตหลายคนต่างก็เคารพและศรัทธาต่อท่านสวี่เป็นอย่างมาก”“ชมเกินไปแล้ว”จากนั้นเฉินฉางหยวนก็ไม่ได้พูดอะไรอีก นอกจากก้มหน้าลง พร้อมกับมีเหงื่อซึมออกมาที่หน้าผากเล็กน้อย ผ่านไปไม่ถึงชั่วยามดีถังฉือเย่ก็มาถึงหมู่บ้านจวี้เป่า กระทั่งผ่านหน้าบ้านตระกูลถังนั้น นางได้ผลักหน้าต่างออกดูแล้วก็พบว่าประตูใหญ่ของบ้านนั้นเปิดอยู่ มองเห็นท่านย่าซุนกำลังถลึงตาพลางด่าหลี่ซื่อ แล้วตอนนั้นเองที่หญิงชราหันมาสบตากับถังฉือเย่พอดี จึงรีบหลบสายตาไปอย่างรวดเร็ว และไม่กล้าพูดแม้แต่คำเดียวถังฉือเย่อมยิ้มกับตัวเอง รู้ดีว่าตั้งแต่นี้ไปนางจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคนของตระกูลนี้เลยแม้แต่นิดเดียว นับได้ว่าหลุดพ้นแล้วจริงๆเมื่อกลับถึงบ้านหิน และได้พูดคุยกับชาวบ้านที่มาถามด้วยความเป็นห่วงเสร็จแล้ว ถังฉือเย่ก็ได้ให้ท่านยายเย่และถังฉือหรง จัดการเก็บกวาดข้าวของของของวังซื่อที่อยู่ในห้องนอนออกมาทั้งหมด รวมถึงเตียงและตู้ด้วยเช่นกัน หรือแม้กระทั่งกระดาษที่หุ้มหน้าต่างนางก็ฉีกออกทั้งหมด จนห้องนั้นโล่งไปหมดไม่มีสิ่งของใดเหลืออยู่ จากนั้นถังฉือเย่ก็ถามถังฉือหรงว่า “ท่านพี่ ข้าว่าท่านย้ายมาอยู่ที่นี่ดีหรือไม่ อย่างไรเสียพี่ก็เป็นผู้นำครอบครัวนะ” เด็กหนุ่มเหลือบมองด้วยความเหนื่อยใจ เขารู้ดีว่านางนั้นไม่อยากอยู่ในสถานที่ที่วังซื่อเคยอยู่มาก่อน จึงพยักหน้ารับ เด็กหนุ่มครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะไปพูดกับนางว่า “ให้อาจิงอยู่ห้องทางทิศตะวันตก เจ้ากับเหยาเอ๋อร์ย้ายไปอยู่เรือนทางทิศตะวันออก ส่วนท่านยายกับอาหยางและอารุ่ยพักที่เรือนทางทิศตะวันตกดีไหม?”เมื่อได้ฟังถังฉือเย่ก็อึ้งไปเล็กน้อย เพราะเดิมทีนั้นฉีจิงมาพักอาศัยที่นี่ชั่วคราวเท่านั้น แม้ว่าการขอพักอาศัยชั่วคราวจะนานไปหน่อย แต่ก็ยังเป็นการขออาศัยชั่วคราวอยู่ดี แต่เมื่อถูกเขาจัดการแบบนี้แล้วจะไม่กลายเป็นผู้อยู่อาศัยจริงๆหรอกเหรอ…คำพูดเหล่านี้ดูไม่เหมือนคำพูดของถังฉือหรงผู้ที่ยึดในกฎระเบียบ เลยสักนิด ถังฉือเย่เหลือบมองแวบหนึ่ง ก่อนจะเปล่งเสียงตอบรับ แล้วหลังจากนั้นทุกคนก็ช่วยกันเก็บกวาด พอฉีจิงกลับมาพวกเขาก็ได้จัดการเก็บกวาดกันเสร็จหมดแล้ว ทันทีที่ได้ยินว่าเขาถูกจัดให้อยู่ที่ห้องทิศตะวันตก ชายหนุ่มก็ยิ้มมุมปากทันทีนิสัยของถังฉือหรงนั้นจะเป็นประเภทที่อ่อนโยนและรอบคอบ บางครั้งก็ยังรอบคอบมากกว่าถังฉือเย่เสียอีก การที่เถังฉือหรงจัดให้เขาเข้ามาพักอาศัยด้วยนั้นก็เพื่อที่จะหลบหลีกข้อสงสัยของชาวบ้านเพราะในตอนนี้ ถังฉือหรง ถังฉือเย่และถังฉือเหยา หากพูดกันตามจริงแล้ว พวกเขาก็ไม่มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดเลย พี่น้องสามคนต่างพ่อต่างแม่ ถึงแม้ว่าถังฉือเย่จะไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ แต่ก็กันไว้ดีกว่าแก้ ซึ่งสำหรับฉีจิงแล้วนี่เป็นสิ่งที่เขาต้องการอยู่พอดี! หลังจากตกลงกันเสร็จ ท่านลุงสี่และท่านป้าโจวก็แวะมาหาด้วยเช่นกัน ถังฉือเย่เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ท่านป้าโจวก็พูดด้วยความโล่งอก “เคราะห์ร้ายได้ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วแล้ว หรงเอ๋อร์ไม่ต้องคิดมาก นี่มันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรหรอก” “ข้าขอพูดอะไรไม่น่าฟังหน่อยเถอะ มีแม่แบบนี้สู้ไม่มีเสียดีกว่า!” ท่านยายเย่เสริม ถังฉือหรงพยักหน้าเล็กน้อยพลางพูดว่า “ข้าเข้าใจ ถึงแม้ว่าพูดแบบนี้อาจจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ แต่ข้าก็ขอพูดหน่อยว่าในที่สุดความทุกข์ก็ได้จากไปความสุขก็ได้เข้ามาเสียที” “ใช่แล้ว!” ท่านลุงสี่บอก “เจ้าคิดแบบนี้น่ะถูกต้องที่สุดแล้ว!” บทที่ 187: ถังฉือเย่มีคนหนุนหลังบรรยากาศอาหารมื้อเย็นนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถังฉือเย่กินข้าวไปได้ไม่กี่คำก็ผุดลุกขึ้นพลางดึงมือฉีจิงออกมา คุณนายโจวและท่านลุงสี่คิดว่าทั้งสองต้องพากันออกไปพูดปลอบด้วยคำหวานๆกันอย่างแน่นอน จึงได้ยิ้มด้วยอย่างคนที่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน จากนั้นก็คีบอาหารให้ถังฉือหรงมากผิดปกติด้วย เพราะกลัวว่าเขาจะไปขัดขวาง ทั้งที่ความจริงแล้วบรรยากาศการสนทนาระหว่างพวกเขาทั้งสองคนนั้นดูมีลับลมคมในอยู่ไม่น้อย ถังฉือเย่ถามเขาว่า “จัดการเรียบร้อยแล้วเหรอยัง?” “โจรที่ใช้แสดงในการขโมยเงิน กับวีรบุรุษที่เป็นคนที่ดีที่จะเข้ามาช่วยได้เตรียมไว้หมดแล้ว”หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อย คิดว่าคนอย่างวังซื่อจะต้องเลือกหาผู้ชายที่ต้องตาถูกใจอย่างง่ายๆไปก่อน จากนั้นก็ทำเป็นร้องห่มร้องไห้เพื่อขอให้เขาช่วยเหลือ ถ้าหากคนผู้นั้นเป็นคนที่มีการศึกษาละก็คงต้องปฏิเสธอย่างแน่นอน หากเป็นคนชั่วนั้นก็เหมือนกับแกะที่เข้าปากเสือฉีจิงเล่าให้ฟังว่าชายที่เขาเตรียมไว้นั้นเป็นนายหน้า ดังนั้นเขาจึงได้พูดต่อหน้าผู้คนว่าจะหาที่อยู่อาศัยให้วังซื่อที่ตรอกถงหลัว แถมยังซื้อสาวใช้สี่คนและเด็กผู้ชายมารับใช้อีกด้วยถังฉือเย่ยิ้มแก้มปริพลางพูดชมไม่ขาดปาก “ข้าน่ะรู้อยู่แล้วว่าไม่ว่าเรื่องอะไร หากยกให้อาจิงทำแล้วก็จะไม่มีปัญหาอะไรอย่างแน่นอน”ชายหนุ่มยักคิ้วก่อนจะถามด้วยท่าทางที่ราวกับว่าเขาไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิดว่า “ถ้าอย่างนั้น เจ้าจะรู้สึกกับข้าเหมือนสายน้ำที่ไหลเชี่ยวแบบนั้นด้วยหรือไม่?”“นี่เจ้าได้ยินด้วยหรือ?”ฉีจิงก้มมองนางพร้อมกับสีหน้าที่นิ่งเรียบและดวงตาที่ดำขลับ พลางเอามือไขว้หลังเหมือนเจ้านายที่กำลังสั่งสอนลูกน้องอยู่ก็ไม่ปานถึงแม้ว่าความจริงแล้วเขาจะเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง แต่กลับมีความเป็นผู้ใหญ่อยู่ไม่น้อย แม้กระทั่งรู้สึกหึงก็ยังดูเย็นชาและเผด็จการเป็นอย่างมากดังนั้นถึงแม้ความคิดอย่างแรกในหัวของถังฉือเย่ตอนนี้คือ ‘จะดุอะไรนักหนา ข้ายังไม่ได้ตอบตกลงกับเจ้าเสียหน่อย’ แต่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้กลับทำให้นางพูดไม่ออก ดังนั้นจึงใช้มือทั้งสองข้างจับมือของเขาไว้แน่น จากนั้นก็ส่ายหน้าไปมาด้วยท่าทีที่ออดอ้อน พร้อมกับพูดว่า “เปล่านี่ การที่เคารพศรัทธานั้นมันสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับอาจิงต้องเป็นความรักแบบหนุ่มสาวเท่านั้น”เท่านั้นเองท่าทีของฉีจิงก็ได้สงบลงอย่างรวดเร็ว เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ ผิดกับถังฉือเย่ที่ยิ้มตาหยีพลางยื่นหน้าเข้ามา “คนอื่นไม่รู้ แต่ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าภายในเวลาอันสั้น เจ้าก็ได้หาถังหย่งหมิงเจอ ได้พาตัววังซื่อมา ไปแถมยังเชิญท่านหมอซูมาได้อีก เรื่องเยอะแยะมากมายเช่นนี้ นอกจากอาจิงแล้ว ก็ไม่มีใครทำได้หรอก” พูดพลางยื่นนิ้วออกมาแล้วยัดเข้าไปในกำปั้นของเขา จากนั้นก็สะกิด “อาจิงเก่งที่สุด ข้าชอบอาจิงที่สุดเลย!” ฉีจิงเหยียดหลังตรงและตัวแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง นิ้วที่แสนซุกซนนั้นทั้งนุ่มทั้งลื่น ราวกับว่านิ้วมือนั้นได้เข้ามาสะกิดโดนใจของเขาก็มิปาน ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นในทันที พูดด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมว่า “มีเด็กๆอยู่ที่บ้านตั้งเยอะแยะ เจ้าจะทำอะไรน่ะ” จากนั้นก็รีบหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ถังฉือเย่อมยิ้มตรงมุมปาก ดวงตาจับจ้องที่แผ่นหลังกว้างของเขาไปจนลับสายตา! ……………………………..ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ชุยซื่อเองก็กำลังโวยวายอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลชุย โดยมีชุยฝูหรงที่รักในตัวถังหย่งหมิงอยู่มากโต้เถียงแทนผู้เป็นสามี จนท้ายที่สุดแล้วทั้งสองพี่น้องก็ทะเลาะวิวาทกันใหญ่โต จนกระทั่งเหนื่อยด้วยกันทั้งคู่ก็ได้ไปหาถังหย่งหมิง แต่กลับพบว่าเขานั้นได้หายตัวไปแล้วอย่างลึกลับ สำหรับอู๋เต๋ออี้นั้นเมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์แล้วใจอยากที่จะอาละวาดใส่ชุยซื่อเรื่องยาคุมกำเนิด แต่กลับพบว่าชุยซื่อไม่อยู่บ้าน แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะการที่นางไม่อยู่นั้นกลับทำให้เขารู้สึกใจเย็นลง จากนั้นจึงสั่งให้คนไปสืบมาว่าเหตุใดซูจี้ถึงได้มาปรากฏตัวที่ศาลาว่าการวันนี้ได้ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ถังฉือเย่จะมีคนคอยหนุนหลังอยู่ แต่หลังจากที่ซูจี้ปรากฏตัว ก็แน่ใจได้ในทันที เพราะแสดงให้เห็นว่าคนที่หนุนหลังหญิงสาวผู้นี้อยู่ต้องมิใช่คนธรรมดาเป็นแน่ ถึงขนาดเชิญหมอหลวงซูจี้มาได้ เขาจึงต้องระวังตัวเป็นพิเศษ ชายหนุ่มตระกูลอู๋บอกกับตัวเอง แล้วหลังจากนั้นเพียงสองวัน อู๋เต๋ออี้ก็เพิ่งจะได้ข่าวมาว่ามีชายคนหนึ่งส่งเทียบเชิญเพื่อไปขอพบซูจี้ หลังจากที่ซูจี้ได้เปิดอ่านก็ได้ออกมาพบคนผู้นั้น จากนั้นก็ได้ตามไปที่ศาลาว่าการทันที ส่วนเทียบเชิญนั้นเป็นของใคร และชายผู้นั้นเป็นผู้ใดนั้น นอกจากซูจี้แล้วไม่มีใครรู้สักคนซึ่งประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับเรื่องนี้นั้นไม่ใช่ตัวหมอเทวดาซูจี้ หากต้องการหมอมายืนยันสักคนท่านเจ้าเมืองหลินก็แค่เชิญหมอที่เก่งๆมาสักคนก็คงไม่มีใครสงสัยแล้ว แต่การที่ชายผู้นั้นสามารถเชิญซูจี้มาได้ภายในเวลารวดเร็วเยี่ยงนี้ อาจจะเป็นการส่งสัญญาณเตือนเขาอยู่เป็นนัยว่าคนที่คอยหนุนหลังถังฉือเย่อยู่นั้นต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน! ข่าวนี้ทำให้อู๋เต๋ออี้ยอมถอย หากบอกว่าตระกูลอู๋นั้นเป็นตระกูลที่สูงศักดิ์และร่ำรวย แต่อำนาจของพวกเขาก็อยู่แค่ที่ฉินโจวเท่านั้น เมื่อออกไปที่อื่นแล้วละก็ ตระกูลอู๋จะไปมีค่าอะไร อย่างไรเสียการที่ได้รู้จักกับซูจี้ที่เป็นหมอหลวงที่เก่าแก่ของราชสำนักแบบนี้ ตระกูลอู๋ก็ไม่มีความสามารถที่จะทำแบบนี้ได้อย่างนี้แน่นอนอู๋เต๋ออี้คิดทบทวนซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายวัน จากนั้นเขาก็ตัดสินใจที่จะยอมแพ้อย่างไม่ลังเล จึงได้เชิญคนที่มีชื่อเสียงในพื้นที่มาสองคน พร้อมกับนำสิ่งของต่างๆไปเยี่ยมเยียนสวี่เวิ่นชู่ จากนั้นก็ขอโทษด้วยท่าทีที่จริงจัง และบอกว่าตัวเองก็ถูกชุยซื่อหลอกเช่นเดียวกัน!แต่ในห้วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเองที่ตรอกถงหลัวในเมืองก็ปรากฏผู้ชายคนหนึ่งกำลังถือขนมห่อเดินเข้าไปข้างในตรอก ชายผู้นั้นเป็นผู้มีรูปร่างหน้าตาดี มีร่างกายที่กำยำ และที่สำคัญคือเขาเป็น ‘วีรบุรุษ’ ที่ฉีจิงหาไว้นั่นเอง คืนก่อนหน้านั้นวังซื่อฉินถูกโจรเข้ามาขโมยของ ตั๋วเงินได้หายไปหมด คนใช้ที่ซื้อมาใหม่ก็วิ่งหนีหายไปไม่เหลือสักคน จากนั้นตอนเช้าเขาก็เดินผ่านไป โดยที่ไม่ต้องเสียแรงเลยแม้แต่น้อยก็สามารถทำให้นางติดกับเข้าจนได้ แม้วังซื่อฉินนั้นจะมีท้องที่โตมากแต่นางก็กล้าที่จะกระโจนใส่เขา จนทำให้เขาผู้มีนามว่า เนี่ยนยาง นั้นตกใจและรับไม่ได้เล็กน้อยแน่นอนว่า…หญิงงามที่ถูกส่งมาให้ถึงที่เขาไม่มีทางที่จะปฏิเสธอย่างแน่นอน คืนนั้นเนี่ยนยางจึงได้พักอาศัยอยู่ที่นั่น เพื่อวันต่อมาจะได้เตรียมที่จะเอาเรื่องที่นายจ้างได้สั่งไว้ถามนางให้ชัดเจนดังนั้นเมื่อเดินเข้าไปในบ้านของนางแล้ว เห็นร่างที่ซีดขาวอยู่บนเตียง ชายหนุ่มก็อมยิ้มพลางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แต่เขากลับเห็นอะไรบางอย่างจนตกใจร้องลั่นในทันที! บทที่ 188: การตายของวังซื่อฉินฉีจิงรีบกลับไปที่บ้านหินอย่างรีบร้อน ถังฉือเย่สังเกตว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงถามว่า “ทำไมเจ้าถึงต้องรีบร้อนอย่างนี้ด้วย เกิดอะไรขึ้น?”ชายหนุ่มมองซ้ายมองขวาก่อนจะลดเสียงลงพลางกล่าว “วังซื่อฉินตายแล้ว!” “ตายแล้ว!?” ดวงตาของนางเบิกโพลงด้วยความตกใจ ฉีจิงพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเล่าให้ฟังว่า ชายคนที่จ้างให้เข้าไปสืบความลับของวังซื่อที่ชื่อเนี่ยนยางนั้นยังไม่ทันได้ถามอะไร วันนี้เขาได้ออกไปซื้อขนมข้างนอก ใช้เวลาไปกลับเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เมื่อกลับมาอีกครั้งก็พบวังซื่อนอนเปลือยกายเสียชีวิตอยู่บนเก้าอี้ไม้แล้ว! ถังฉือเย่ตกตะลึงไปพักใหญ่ แม้ว่านางจะเกลียดวังซื่อ แต่ก็คาดไม่ถึงว่าผู้หญิงอย่างวังซื่อฉินจะมีจุดจบที่น่าอนาถเช่นนี้ นางจึงรู้สึกสับสนในใจอยู่นานก่อนจะถาม “นางตายได้อย่างไร?”“เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ข้ายังสงสัยอยู่ ข้าได้ให้เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพตรวจสอบดูอย่างละเอียดแล้ว ดูจากลักษณะภายนอกแล้วเป็นการทำร้ายร่างกายจนแท้งจนนางเสียชีวิต แต่ความจริงแล้วนางถูกทำให้ปอดแตกสลายจนตาย แม้ฝีมือข้าจะถือว่าเก่งกาจมาก มีทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม แต่ก็เกรงว่าคนคนนี้จะมีฝีมือไม่ด้อยไปกว่าข้าเลย” หญิงสาวนิ่งเงียบ ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรไปพักหนึ่ง เช่นนั้นวังซื่อก็ถูกสังหารโดยคนที่มีฝีมือพอๆกับฉีจิงอย่างนั้นเหรอ ทำไมจู่ๆเรื่องราวมันถึงได้กลายเป็นเรื่องที่ซับซ้อนขนาดนี้กัน ผ่านไปอึดใจนางจึงพูดอย่างไม่มั่นใจนักว่า“เป็นอู๋เต๋ออี้รึเปล่า?”“ข้าไม่รู้ ข้าให้คนไปค้นหาลูกน้องเขาหลายคนแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่รู้อะไรเลย” ชายหนุ่มหยุดไปครู่หนึ่ง “คนผู้นั้นยังไม่มีโอกาสได้ถาม แต่เจ้าก็ไม่ต้องกังวลไป ว่ากันว่าก่อนหน้านี้วังซื่อและถังหย่งหลี่ได้อาศัยอยู่ในตัวอำเภอ ข้าจะค่อยๆให้คนไปตามสืบมา อีกไม่นานจะต้องสืบหาเบาะแสได้อย่างแน่นอน”“ช่างเถอะ ไม่สำคัญแล้ว” หญิงสาวโบกมือ “ไม่ว่าคนลงมือจะเป็นใคร ไม่ว่าเขาจะมีเจตนาอะไร ก็รอให้เขาปรากฏตัวออกมาก่อนแล้วค่อยว่ากัน เรื่องการทหารยกให้ฉีจิง เรื่องความมั่งคั่งต้องยกให้ถังฉือเย่!” นางพูดจาหยอกล้อจนอีกฝ่ายอมยิ้มมุมปากพลางเอื้อมมือออกไปลูบผมของนางเบาๆ หลังจากนั้นก็ไม่มีใครมารายงานการเสียชีวิตของวังซื่อเลย เรื่องนี้จึงได้ผ่านไปเงียบๆโดยไร้ข่าวคราว จะมีก็แต่ข่าวว่าผู้เฒ่าถังต้องการกลับไปที่ภูเขาหนานผิงอีกครั้ง แต่กลับถูกคนพวกนั้นไล่กลับมา จึงทำได้เพียงอยู่ที่บ้าน เข้าตำรา…คิดเอาเปรียบผู้อื่นแต่ตนเองกลับได้รับความเสียหายเพิ่มเป็นสองเท่าแท้ๆเชียว นอกจากนี้ยังได้ยินมาอีกว่าถังสุ่ยจือเองก็โดนเฉิงเอ้อหลางไล่ออกมา ชีวิตช่วงนี้ของนางจึงใกล้เคียงกับถังกุ้ยฮวามาก หลายคนมักบอกเล่าเรื่องเหล่านี้กับถังฉือเย่เป็นพิเศษ ทั้งที่จริงแล้วนางไม่มีเวลาแม้แต่จะฟังด้วยซ้ำ เพราะช่วงนี้นางอยู่แต่ในโรงทอเย่ฟางทุกวัน หญิงสาวตั้งความหวังไว้กับโรงทอเย่ฟางสูงมาก วางแผนที่จะประกอบการค้าต่อไปในระยะยาว โดยคัดเลือกคนที่มีความสามารถให้มาเป็น ‘ช่างทอ’ ซึ่งจำแนกออกเป็นสามระดับคือ ช่างทอเล็ก ช่างทอ และช่างทอใหญ่ ด้วยการแจกป้ายคาดเอวทองแดงของช่างทอแต่ละคนแม้ว่าถังฉือเย่จะไม่ได้พูดอย่างชัดเจน แต่ทุกคนก็ดูออกว่าหากใครได้เป็น ‘ช่างทอใหญ่’ แล้ว นางก็อาจจะรับเป็นศิษย์ เช่นนั้นจึงจะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ รวมทั้งตำแหน่งหน้าที่ก็จะสูงขึ้นไปด้วยหลังจากนั้นไม่นานนักก็เริ่มมีคนที่เรียนรู้เพิ่มมากขึ้น คนจากหลายหมู่บ้านทยอยมาที่โรงทอเย่ฟางกันเป็นแถว เฉียวซางอวี๋จึงเสนอความคิดว่าจะตั้งผู้ที่ทำหน้าที่เป็นอาจารย์และคอยทดสอบความสามารถ และอาจารย์ผู้นี้ ถังฉือเย่ก็ได้ตั้งชื่อให้ว่า ‘เฉียวซือ’ ซึ่งแน่นอนว่าการสอนและการทดสอบนั้นเข้มงวดมาก หากไม่ผ่านก็คือไม่ผ่านทั้งหมด ผิดไปเพียงเข็มเดียวก็ต้องแก้ออกและถักใหม่ทั้งหมด หากเส้นไหมได้รับความเสียหายจนถักออกมามีจุดด่างพร้อย ก็จะต้องชดใช้และไต่ถามความรับผิดชอบของ ‘เฉียวซือ’ โดยคนที่มาใหม่นั้นงานหลักก็คือการถักถุงเท้า ค่าจ้างแรงงานคิดตามงานที่ทำ และคำนวณในคราวเดียวกันหลังจากที่มีจำนวนถุงเท้าเพิ่มขึ้น ถังฉือเย่จึงเริ่มมองเรื่องการขาย เนื่องด้วยราคาของกระดาษในยุคสมัยนี้ยังค่อนข้างแพง กล่องไม้ก็ใช้แรงมากเกินไป ดังนั้นหลังจากพูดคุยกันไปหลายครั้ง บรรจุภัณฑ์จึงใช้ผ้าไหมกระเป๋าผ้าไหมที่ละเอียดและงดงามใบหนึ่ง ปักอักษรสี่ตัวว่า ‘ฉินโจวฟางเย่’ ไว้มุมขวาล่าง ด้านบนมีกระดุมดอกไม้ติดอยู่ ด้านในมีถุงเท้าสองคู่ แบ่งเป็นคู่ใหญ่คู่เล็ก เหมาะสมกับทั้งผู้ชายและผู้หญิง ราคาจะว่าแพงก็ไม่แพงคือยี่สิบตำลึงถังฉือเย่มอบงานขายทั้งหมดให้กับฉีจิง ซึ่งเขาก็ทำงานคล่องแคล่วว่องไวได้ส่งถุงเท้าไปขายยังเมืองหลวงฉางอันโดยตรง เพราะการเผยแพร่ในครั้งแรกจะต้องเริ่มเจาะกลุ่มหญิงสาวสูงศักดิ์ก่อน แม้ว่าถุงเท้าจะเป็นของชิ้นเล็กๆ แต่กลับเป็นสิ่งที่ล้ำยุคสมัย ความรู้สึกสบายเมื่อสวมใส่ เทียบไม่ได้กับถุงเท้าที่ไม่มีความยืดหยุ่นอย่างแน่นอน…ของขวัญทางใจเช่นนี้ ใช้เงินยี่สิบตำลึงซื้อส่งไปให้ได้ผลลัพธ์ดีกว่าให้เงินสองร้อยตำลึงเป็นไหนๆ และจากนั้นไม่นานนักโรงงานเย่ฟางก็ได้ต้อนรับลูกค้ารอบแรก แต่ถังฉือเย่ปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม นางกล่าวอย่างสุภาพ “ขอบคุณในความกรุณา แต่พวกข้าเป็นเพียงโรงงานทอผ้าเล็กๆในชนบท กำลังคนมีจำนวนจำกัด ไม่สามารถจัดหาในปริมาณมากได้ ดังนั้นจึงคิดค้าขายเล็กๆน้อยๆด้วยตัวเองจึงไม่ขอร่วมกับพวกท่าน” ทุกคนประหลาดใจมาก มีเงินแล้วเหตุใดจึงไม่ขาย และเป็นเฉียวซางอวี๋ที่ถามขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “ง่ายมาก เพราะว่ามันยังไม่ถึงเวลาไงล่ะ” ถังฉือเย่ตอบพร้อมรอยยิ้ม “ในสายตาของเขา พวกเราในตอนนี้ก็เป็นเพียงโรงงานทอผ้าเล็กๆที่โชคดีก็เท่านั้น ข้าแค่พูดสิ่งที่อยู่ในใจพวกเขาออกมาก็เท่านั้น และโรงงานทอผ้าเล็กๆแห่งหนึ่งในชนบท พวกเขาก็คงไม่จริงจัง และคงไม่จริงใจสักเท่าไหร่ แน่นอนพวกเขาไม่มีใจที่อยากจะได้มันมาจริงๆ เพราะฉะนั้นจึงต้องรอเวลาอีกสักหน่อย” “แล้วหลังจากนี้ท่านจะทำอย่างไรต่อ” เฉียวซางอวี๋ถามอย่างใคร่รู้“หลังจากนี้ พวกเขาจะใช้วิธีการของตนเอง อย่างเช่นส่งคนมาศึกษาสินค้าของเรา เพื่อดูว่าสามารถลอกเลียนแบบได้หรือไม่ เลวร้ายหน่อยก็ไปสกัดเส้นทางขนส่งขนแกะ ซื้อตัวคนของข้า ส่งคนลอบเข้าไปในโรงงานเย่ฟาง และวิธีการอื่นๆอีกมากมาย มีเพียงแผนการเหล่านี้ใช้ประโยชน์ไม่ได้เท่านั้น พวกเขาจึงจะแสดงความจริงใจ นอกจากนี้พวกเราก็ยังสามารถตกปลาที่ใหญ่กว่านี้ได้อีกด้วย”เฉียวซางอวี๋ตระหนักได้ทันที “ท่านอาจารย์ฉลาดหลักแหลมจริงๆ” ถังฉือเย่ยิ้มตาหยีพลางกล่าว “ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน” บทที่ 189: อยากให้ฉีจิงมีสองคน!?เนื่องจากตอนนี้ไม่มีตัวถ่วงแล้ว อารมณ์ของถังฉือเย่จึงสงบนิ่งมากขึ้นแม้ว่านางจะขี้เกียจตลอดเวลา แต่ในสายตาของคนภายนอก เหล้าฟู่โช่ว เหล้าผลไม้ตระกูลถัง เหลียงเฟิ่น ฟองเต้าหู้ โรงทอเย่ฟาง........เส้นทางที่เดินผ่านมานี้ นับว่านางเคลื่อนไหวได้รวดเร็วเป็นอย่างมาก บวกกับตอนนี้มีลูกศิษย์ให้ใช้งาน นางจึงขลุกอยู่แต่ในบ้านไม่ออกไปไหนถังฉือเย่ไม่เคยกลัวอากาศร้อน แต่กลับกลัวอากาศหนาวด้วยความที่นางเป็นคนไม่ชอบอากาศหนาว ดังนั้นในบ้านหินตอนนี้นางจึงอาศัยเตาไฟในการให้ความอบอุ่นเป็นหลัก โดยทำมาจากเตาทองเหลืองเล็กๆเอาไว้คอยอังมือ ซึ่งสำหรับหญิงสาวแล้วเตาแค่นี้แทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย หลังจากนอนหนาวสั่นอยู่ในห้องมาสองสามวัน นางก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้น นั่นคือ การประดิษฐ์เครื่องทำความร้อน!ถังฉือเย่จึงลงมือวาดภาพด้วยตัวเอง จนกระทั่งท้ายสุดก็พบว่าเครื่องทำความร้อนนี้คงลำบากเกินไปสำหรับยุคสมัยนี้จึงต้องจำใจล้มเลิกความคิดนี้ไป ยิ่งไปกว่านั้นนางยังค้นพบอีกว่าในยุคสมัยต้าเยี่ยนนั้นไม่มีฝ้าย …อันที่จริงแล้วก็ใช่ว่าจะไม่มี โดยในยุคสมัยนี้ ฝ้ายถูกเรียกว่า ‘ไป๋เตี๋ยจึ’ และยังเป็นแค่ดอกไม้ชนิดหนึ่ง นางลืมไปแล้วจริงๆ ว่าตามบันทึกของผ้าฝ้ายคือ ‘แพร่หลายในประเทศจีนระหว่างช่วงราชวงศ์ซ่งและราชวงศ์หมิง! จนกระทั่งถึงยุคต้นราชวงศ์หมิงจึงจะเริ่มชแพร่หลายออกไป ต้องขอบคุณจูหยวนจางสำหรับเรื่องนี้!’แต่โชคดีที่ในยุคสมัยนี้ยังมีเส้นไหมอยู่ ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ทำผ้านวมในยุคสมัยปัจจุบัน โดยเส้นไหมนั้นทั้งเบาบางและอุ่นสบาย เพียงแต่มันมีราคาแพงมาก แต่นางไม่กลัวแพงเสียหน่อย! ผ่านไปอีกสองวันถังฉือเย่จึงสั่งให้คนไปซื้อใยฝ้ายหนาๆมาจำนวนหนึ่ง เมื่อฉีจิงกลับมา เขาก็เห็นว่าทั้งตัวของนางนั้นห่อด้วยผ้าฝ้าย พลางพิงแมวป่าตัวหนึ่งที่อยู่ด้านหลัง โดยมีอีกตัวอยู่ด้านหน้าของนาง พร้อมกันนั้นก็เอาเท้าสอดเข้าไปใต้ท้องของแมวป่าและขดตัวกลายเป็นก้อนกลมๆ มิหนำซ้ำในมือยังคงถักเสื้อขนสัตว์ไปด้วย ชายหนุ่มทั้งสงสัยทั้งรู้สึกขำขัน “หนาวขนาดนั้นเลยเหรอ?” จนถึงตอนนี้เขาก็ยังสวมเพียงเสื้อตัวเดียว ช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดนางไม่เห็นเขาเป็นหวัด หนาวขนาดนี้ยังไม่เห็นเขาตัวสั่นอีก เอวที่บอบบางและขาที่เรียวยาวนั่น มันช่างมีเสน่ห์น่าดึงดูดจริงๆถังฉือเย่เหลือบมองเขาอย่างอิจฉาริษยา "เจ้าปิดบัง"ถังฉือเย่เหลือบมองเขาอย่างอิจฉาริษยาพลางว่า “เจ้าปิดบัง!”ฉีจิงยิ้มก่อนจะทรุดกายนั่งลงพร้อมกับรินน้ำชาด้วยตัวเอง ก่อนจะพูดกับนาง “บ้านหินของเจ้าไม่ดี กำแพงไอร้อนก็ไม่มี แต่สามารถทำเตาไฟได้ ข้าจะให้คนไปหาช่างฝีมือดีมาสักสองสามคน กลับมาข้าจะช่วยเจ้าสร้างมันขึ้นมา” “กลับมาคือเมื่อไหร่?”ฉีจิงอมยิ้ม เขาครุ่นคิดนิดหนึ่งก่อนตอบ “คิดว่าพรุ่งนี้คงจะมาไม่ทัน เช่นนั้นวันมะรืนก็แล้วกัน เอาเป็นว่าวันมะรืนนี้ข้าจะช่วยเจ้าสร้างมันขึ้นมาเอง” “นี่เจ้าพูดเองนะ หากวันมะรืนไม่มา ข้าจะ…ข้าจะตีเจ้า!” เมื่อได้ยินชายหนุ่มก็หัวเราะไม่หยุด ปล่อยให้ถังฉือเย่ส่งค้อนให้วงใหญ่ก่อนจะเอ่ยปาก “เจ้าให้คนไปสอบถามให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ว่าพอจะมีที่ไหนบ้างที่มีเมล็ดพันธุ์ของฝ้าย มีเท่าไหร่ข้าซื้อทั้งหมด ช่วยจัดการให้ข้าหน่อย”“ฝ้าย?” ฉีจิงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ พลางวางถ้วยชาลง “เจ้าต้องการสิ่งนี้ไปทำอะไร?”“ผลผลิตของมันสูง ราคาก็ถูก สามารถนำมาแทนเส้นไหมได้”“ถ้าเช่นนั้นข้าจะส่งคนไปลองสอบถามมาให้ หากมีก็จะช่วยซื้อมาให้เจ้า” “ขอบใจเจ้ามาก อันที่จริงแล้วหากมีเมล็ดพันธุ์อะไรที่แปลกๆหรือไม่เคยเห็นมาก่อน เจ้าก็ลองซื้อมาดูได้ ใครจะไปรู้ บางทีอาจจะโตมาเป็นอะไรดีๆอย่างที่เราคาดไม่ถึงเลยก็ได้” “ตกลง” ถังฉือเย่พยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะยื่นมือออกไปบอกเขาว่า “ข้าอยากดื่มชา!” ฉีจิงอมยิ้มนิดหนึ่งตรงมุมปาก ก่อนจะรินชาถ้วยหนึ่ง แล้วเดินเข้าไปวางในมือนาง แล้วยืนรออยู่อย่างนั้นจนกระทั่งนางดื่มเสร็จ เขารับมาพลางโยนกลับไปบนโต๊ะ“เจ้าต้องการอะไรอีกไหม?” ถังฉือเย่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง พลางหยอกล้อ “ต้องการพ่อหนุ่มฉีเพิ่มอีกสองคน แล้วให้คนหนึ่งไปจัดการเรื่องภายนอก อีกคนหนึ่งให้อยู่ที่บ้านพูดคุยเป็นเพื่อนข้า” ฉีจิงทอดสายตามองครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือออกไปจิ้มหน้าผากของนางเบาๆ “อยากให้ข้าอยู่บ้านก็บอกมาตรงๆ” “ถ้าบอกตรงๆ แล้วเจ้าจะอยู่เหรอ?”“ก็คงสามารถอยู่ได้นานอีกหน่อยกระมัง” เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบ จากนั้นจึงนั่งลงข้างเตียง พลางหันหลังให้นาง แผ่นหลังตั้งตรงอย่างมีสง่า ถังฉือเย่อดไม่ได้ นางยื่นมือออกมาจากใต้ท้องแมวป่า และค่อยๆจิ้มไปที่หลังกว้างจนเขาต้องหันกลับมาถาม “หืม?” หญิงสาวถามกลับด้วยใบหน้าที่ไร้เดียงสา “ข้าต่างหากที่ต้องถามว่าเจ้าเป็นอะไรไป เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” ฉีจิงไม่ได้พูดอะไร เขาหันกลับไปอีกครั้ง ถังฉือเย่ไม่ยอมแพ้สะกิดไปอีกครั้ง จนท้ายที่สุดฉีจิงจึงต้องหันมาอย่างช่วยไม่ได้ หญิงสาวจึงแสร้งตำหนิเจ้าแมวป่า “เตากวางเจ้าเป็นอะไรกัน เหตุใดจึงได้สะบัดมือไม้ไปทั่วล่ะ ไม่ได้เรื่องเลย!” ฉีจิงมองแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เมื่อนางสะกิดอีกครั้ง เขาจึงหันกลับมาพร้อมคว้ามือนางเอาไว้ด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะยิ้มนิดๆตรงมุมปาก พลางกระซิบด้วยเสียงแผ่วเบา“เล่นซุกซนอีกแล้วนะ” เมื่อสัมผัสได้ถึงมือกร้านที่ผ่านการฝึกดาบ นางอดไม่ได้พลางพลิกมือเขาขึ้นมาดู…มือของฉีจิงเรียวยาวสวยงามลื่นราวกับหยกราคาแพง…แต่ฝ่ามือกลับแห้งกร้านอย่างคนที่ฝึกมาอย่างหนักเมื่อเงยหน้าขึ้นไป ก็เห็นว่าเขากำลังจ้องมองอยู่ก่อนแล้ว…พลันนั้นทุกสิ่งรอบกายก็ดูเหมือนจะหยุดนิ่งและเงียบสงัดในทันที ไม่รู้ว่าเหตุใดถังฉือเย่จึงรู้สึกตื่นตระหนก ใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลฉีจิงยิ้มกระจ่าง พลางกระชับนิ้วมือกุมมือนางไว้แล้วทอดเสียงเรียกอย่างอ่อนโยน “อาเย่?” “หืม?”ชายหนุ่มไม่พูดอะไร เขาแค่กุมมือนางแน่นๆอยู่อย่างนั้น ราวกับแค่กุมมือก็เพียงพอแล้ว ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันพักหนึ่ง แล้วในขณะนั้นก็มีใครบางคนที่อยู่ด้านนอกร้องเรียกเสียงดัง “ท่านพี่!” เป็นเสี่ยวเหยาที่วิ่งเข้ามา ทั้งสองคนจึงผละออกจากกันในทันที ถังฉือเย่ยังคงนั่งอยู่บนเตียงพลางกอดแมวป่าเช่นเดิม ส่วนฉีจิงก็ยืนตัวตรงเอามือไพล่หลังอยู่ข้างกำแพงที่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว พลางจ้องมองผนังอย่างตั้งอกตั้งใจ“ท่านพี่…ท่านอาจารย์ให้มาเรียกท่าน”“มีอะไรอย่างนั้นเหรอ?” ถังฉือเย่ถามพลางก้าวลงมาจากเตียงด้วยท่าทางสงบนิ่ง “ท่านอาจารย์มีสหายมา บอกว่าเป็นอาจารย์ที่เชิญมาเพื่อท่านพี่โดยเฉพาะ” “อ้อ…เข้าใจแล้ว!” นางพยักหน้าเข้าใจจากนั้นจึงออกไปพร้อมกับฉีจิง ซึ่งที่หน้าบ้านท่านสวี่ตอนนี้มีรถม้าจอดอยู่สองคัน ถังฉือเย่มองเห็นสวี่เวิ่นชู่กำลังพูดคุยกับใครบางคน เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าจึงหันกลับมามองหญิงสาวสังเกตเห็นว่าชายผู้นี้ดูอายุราวๆสามสิบปี สวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายสีคราม แขนข้างขวาของเขาว่างเปล่า แขนเสื้อผูกไว้กับเอว แต่แววตากลับใสบริสุทธิ์ ไม่มีร่องรอยซึมเซาเลยสักนิด เมื่อเห็นทั้งสองคนเขาจึงกล่าว “ท่านผู้นี้คงจะเป็นแม่นางถัง” เขาก้มลงเล็กน้อย… “ข้าสกุลเซี่ย นามว่าโม่ ชื่ออวี๋ฮุน” ถังฉือเย่ยิ้มพลางทำความเคารพ “ข้าน้อยคือถังฉือเย่ เขาคือฉีจิง ขอคารวะท่านเซี่ย” บทที่ 190: คนพเนจรริมชายแดนเซี่ยอวี๋ฮุนยิ้มพลางพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นสวี่เวิ่นชู่จึงเชิญทั้งหมดให้เข้าไปในบ้านแล้วนั่งลงพูดคุยกัน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเซี่ยอวี๋ฮุนผู้นี้เป็นคนที่มีนิสัยร่าเริงและใจกว้าง พูดจาตลกขบขัน แต่กลับไม่ได้ทำให้ความสง่าของเขาลดลงเลยแม้แต่น้อย ถังฉือเย่สังเกตอยู่เงียบๆ กระทั่งได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยถาม “ข้าได้ยินเวิ่นชู่บอกว่าแม่นางถังต้องการจะหาที่ปรึกษาส่วนตัว ข้าน่ะไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมาย แต่เรื่องกฎหมาย หรือจดหมายราชการต่างๆ ข้าก็พอจะทำได้ ไม่ทราบว่าแม่นางถังคิดว่าพอได้หรือไม่?”“ข้าเห็นท่านขนหนังสือมาถึงสองเล่มเกวียน ไม่ใช่ว่าวางแผนจะอยู่ที่นี่แล้วเหรอ?”เซี่ยอวี๋ฮุนหลุดหัวเราะตอบว่า “นั่นก็ต้องให้แม่นางตกลงเสียก่อนข้าถึงจะอยู่ได้”“เพียงแค่จดหมายฉบับเดียวก็สามารถพาให้ท่านออกเดินทางมาถึงที่นี่ได้ นั่นก็เพราะท่านเชื่อในตัวท่านสวี่ และแน่นอนว่าข้าเองก็เชื่อท่านสวี่เหมือนกัน” ถังฉือเย่เผยรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์ ก่อนจะพูดด้วยวาจาที่แยบยลว่า “แต่ว่าในฐานะที่ข้าเป็นคนทำการค้าขายที่ต้องแสวงหากำไร แบบนี้แล้วข้าก็คงจะต้องขอกดราคาเสียหน่อยนะ” เซี่ยอวี๋ฮุนหัวเราะเมื่อถูกนางหยอกล้อเช่นนี้ ท่าทางที่ทำเป็นเกรงอกเกรงใจของเขาก็ได้หายไปในทันที “ตอนที่ข้าอยู่ที่บ้านข้าก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ยิ่งไปกว่านั้น ข้าไม่เคยเห็นเวิ่นชู่ยกยอใครมาก่อน หากข้าไม่มาก็ราวกับว่าข้าได้ยกคำชมที่ว่า มีชื่อเสียงไปทั่วทุกที่ให้ผู้อื่นน่ะสิ แล้วอย่างนี้ข้าจะไม่มาได้อย่างไร”“ท่านสวี่ชมข้างั้นรึ ชมข้าว่าอย่างไร? ชมไปกี่หน้า?” ก่อนจะทำตาปริบ ๆ แล้วเปลี่ยนคำพูดเป็น “กี่คำ?” เซี่ยอวี๋ฮุนเหลือบมองสวี่เวิ่นชู่แวบหนึ่ง ก่อนที่ชายผู้เป็นเจ้าของบ้านจะหัวเราะออกมา ไม่ต้องถามเขาก็รู้ว่า นางจะต้องนึกถึงตอนที่เขาด่าวังซื่อแน่นอน ด่าไปหนึ่งชั่วยาม ได้ยินมาว่ามีคนแอบเอาคำที่เขาด่าไปเขียนอยู่ไม่น้อย แถมยังเขียนออกมาได้ตั้งหลายสิบหน้า... แล้วเขาก็พูดขึ้นว่า “ให้ข้าได้เป็นใหญ่เป็นโตก่อนเถอะ ข้าจะเขียนหนังสือชื่นชมเจ้าโดยเฉพาะ เขียนให้เป็นเล่มหนาๆไปเลย”เมื่อถังฉือเย่ได้ยินแบบนั้นก็พอใจยิ่ง ก่อนจะย่อตัวลงนิดหนึ่งก่อนกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็ขอขอบคุณท่านสวี่ล่วงหน้า” ฉีจิงที่นั่งอยู่อีกฝั่ง เฝ้าสังเกตการสนทนาครั้งนี้อย่างเงียบๆ แล้วตอนนั้นเองที่คนบังคับเกวียนเดินเข้ามาถามว่า “พ่อหนุ่มเซี่ย สิ่งของของท่านจะขนลงมาเลยหรือไม่?”และเป็นถังฉือเย่เองที่ตอบว่า “เจ้าขนลงมาให้หมดได้เลย” จากนั้นก็หันไปถามผู้ช่วยคนใหม่ “ท่านเซี่ยอยากอยู่คนเดียว หรือว่าจะอยู่ที่สำนักศิลปะการต่อสู้?” สวี่เวิ่นชู่พูดแทรก “หรือจะมาอยู่ที่บ้านของข้าก็ได้”บ้านของสวี่เวิ่นชู่นั้นใหญ่กว่าบ้านหินของถังฉือเย่มาก สวนหน้าบ้านก็กว้างขวาง เพียงแต่ไม่มีห้องรับรองแต่อย่างใด มีแต่ห้องหนังสือ ที่ตอนนี้มีแค่ถังจวิ้นเหลียงที่มาพักอยู่บ่อยๆ ส่วนคนอื่นก็พักอยู่ที่บ้านหิน ดังนั้นจึงมีห้องว่างอยู่หลายห้อง เซี่ยอวี๋ฮุนตอบตกลงทันที หลังจากนั้นทุกคนจึงได้เดินตามไปช่วยเขาจัดข้าวของที่มีแค่หนังสือกับพวกน้ำหมึกและจานฝนหมึกเท่านั้น ดังนั้นถังฉือเย่จึงออกไปเรียกเฉินจิ่วมา แล้วสั่งให้เขาไปซื้อของใช้ที่จำเป็นในเมืองเมื่อกลับเข้ามาก็เห็นสวี่เวิ่นชู่และเซี่ยอวี๋ฮุนกำลังคลี่รูปวาดรูปหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าสวี่เวิ่นชู่นั้นดูตื่นเต้นเป็นอย่างมาก “คิดไม่ถึงเลยว่าในมือของเจ้าจะมีภาพวาดของแท้ของคนพเนจรริมชายแดน”เซี่ยอวี๋ฮุนเอามือมาป้องปากไว้เหมือนเด็ก “ข้ามีเพียงแค่รูปนี้รูปเดียวแล้ว เจ้าอย่าได้คิดที่จะเอาไปเชียว”“เจ้าไม่เห็นจะต้องขี้งกถึงขนาดนี้เลย”“ข้าไม่ได้ขี้งก แต่คนพเนจรริมชายแดนนั้นไม่ได้รังสรรค์ผลงานใหม่ออกมาหลายปีแล้ว หลายๆคนก็เดาว่าเขาอาจจะตายไปแล้วก็ได้ หากเขาได้กลับไปใช้ชีวิตอย่างสันโดษที่บ้านเกิดของเขาหรือจากไปปรโลกแล้วจริงๆ เช่นนั้นรูปวาดเหล่านี้ก็จะกลายเป็นของหายาก”สวี่เวิ่นชู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าไปมาแล้วพูดเพียงว่า “หากเป็นแบบนั้นจริง…” ถังฉือเย่จ้องมองพวกเขาด้วยความประหลาดใจ มองเห็นบนรูปวาดนั้น เหมือนจะเป็นครอบครัวชาวไร่ธรรมดาครอบครัวหนึ่ง หญิงสาวที่ใบหน้าไร้ความรู้สึกกำลังซักผ้าอยู่ที่ริมลำธารเล็กๆ ส่วนด้านหน้าประตูบ้านมีชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังมองดูนางอยู่ แววตาดูซับซ้อนเป็นอย่างมาก ใต้ต้นไม้ที่อยู่ด้านหน้าประตูรั้ว มียายเฒ่าผู้หนึ่งที่กำลังนั่งอยู่บนม้านั่งพลางเหลือบมองไปที่ชายหนุ่มผู้นั้น…พลังความซับซ้อนของความรู้สึกที่ปนเปกันระหว่างสามคนนั้นได้ทะลุผ่านแผ่นกระดาษออกมา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิวทิวทัศน์เลย และที่ยอดเยี่ยมไปกว่านั้นคือจิตรกรไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมากมาย แต่กลับจับจุดเด่นได้ดี เพียงกวัดแกว่งพู่กันไม่กี่ครั้งก็สามารถทำให้ท่าทางและอารมณ์ของบุคคลที่อยู่ในภาพนั้นดูมีชีวิตขึ้นมาได้เซี่ยอวี๋ฮุนหันหน้าไปเห็นนางแล้วจึงถามขึ้นว่า “เจ้าบ้านถัง ท่านคิดว่าภาพนี้เป็นอย่างไร” “เป็นภาพวาดที่ทรงพลังมาก แต่ข้าชอบภาพที่ท่านสวี่วาดมากกว่า” หญิงสาวตอบอย่างไม่ลังเล“ภาพของเวิ่นชู่?” สวี่เวิ่นชู่พูดกลั้วหัวเราะ “อย่าพูดไปเรื่อยสิ เรื่องวาดรูปฝีมือของข้านั้นยังห่างจากเขาอีกมาก”“ข้ารู้ แต่ว่ารูปแบบต่างกันนี่ ข้าเพียงแต่ชอบรูปแบบที่ท่านสวี่วาดมากกว่าก็เท่านั้น”“เพราะอะไร?” “เพราะ…” ถังฉือเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “จะพูดอย่างไรดีล่ะ รูปของท่านสวี่นั้นให้ความรู้สึกที่เพ้อฝัน แต่รูปภาพของคนผู้นี้ให้ความรู้สึกถึงความเป็นจริงของผู้คน ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่นให้พวกเขาทั้งคู่วาดหญิงงามมาคนหนึ่ง ท่านสวี่จะต้องวาดหญิงสาวที่หน้าตางดงาม มีเสน่ห์และท่าทางที่เย้ายวนอย่างแน่นอน แต่คนผู้นี้จะต้องวาดภาพหญิงสาวที่มีรอยเลอะบนใบหน้า ปิ่นปักผมที่สีซีด เสื้อผ้าเปื้อนไปด้วยคราบต่างๆอะไรทำนองนี้ มันดูมีความสมจริงมากเกินไป”หญิงสาวขมวดคิ้วก่อนอธิบายต่อ “ในรูปวาดนั้นมีเรื่องราว แต่เรื่องราวนั้นกลับทำให้คนรู้สึกถึงแรงกดดัน ไม่เหมือนรูปของท่านสวี่ เมื่อดูแล้วก็ทำให้อารมณ์ดี”“ในรูปวาดมีเรื่องราว” เซี่ยอวี๋ฮุนพยักหน้าทวนคำ “คำพูดนี้ได้พูดถึงหัวใจสำคัญของภาพวาดของคนพเนจรริมชายแดน”“ข้าคิดว่าคนผู้นี้ ต้องไม่มีความสุขแน่เลย”“เพราะอะไรถึงคิดเช่นนั้น?”นางตอบว่า “อย่างนั้นก็เอาท่านสวี่มาลองเปรียบกันดู ถึงแม้ว่าเขาจะเคยผ่านความล้มเหลวมา แต่รูปวาดของเขาก็ยังให้ความรู้สึกที่มีใจฮึดสู้ ราวกับกำลังจะบอกว่า ‘เพียงแค่ข้าต้องการ ชื่อเสียงฐานะก็จะได้มาอย่างง่ายดาย’ แต่คนผู้นี้เขาทำให้ข้ารู้สึกว่า…เขาไม่ได้อยากที่จะไปสังเกตคนเหล่านั้นเพื่ออยากที่จะเอามาวาดภาพ แต่เพราะเห็นความโศกเศร้าของคนเหล่านั้น และรู้สึกได้ถึงความทุกข์ของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงได้ใช้รูปภาพนี้บรรยายถึงความทุกข์นั้นออกมา ข้าจึงคิดว่าเรื่องที่เขาเป็นทุกข์นั้นไม่ใช่ความทุกข์จากความทะเยอทะยานของตน และไม่ใช่ความทุกข์จากความกังวลต่อประเทศและประชาชนด้วย แต่เป็น...เป็นความทุกข์ที่เหมือนนกที่ถูกมัดปีกเอาไว้อย่างนั้น”ถังฉือเย่เพียงแค่พูดออกไปอย่างนั้นโดยที่ความสนใจของทุกคนนั้นล้วนอยู่ที่รูปวาด จึงไม่มีใครมองเห็นฉีจิงที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยสายตาที่ปกปิดความซับซ้อนเอาไว้ไม่อยู่ก่อนที่นางจะหันหน้าไปมอง เขาก็ได้หันหลังและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว‘ไม่ใช่ความทุกข์จากความทะเยอทะยานของตน และไม่ใช่ความทุกข์จากความกังวลต่อประเทศและประชาชน แต่เป็นความทุกข์ที่เหมือนนกที่ถูกมัดปีกเอาไว้’ถังฉือเย่พูดถูก เพราะในตอนนั้นบิดาของฉีจิงก็เหมือนนกที่ถูกขังอยู่ในกรงไม่ใช่เหรอ?หญิงสาวผู้นี้เข้าใจในภาพวาดนี้จริงๆ บางทีอาจเป็นเพราะนางไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นจึงจะมองสิ่งที่ซ่อนอยู่ในภาพวาดนี้ออกอย่างถ่องแท้ หากท่านพ่อกับท่านแม่ยังอยู่ พวกเขาคงจะชอบนางมาก…ฉีจิงถอนหายใจแผ่วเบา ไม่ทันตั้งตัวก็สัมผัสแรงตบที่หลังเบาๆ พอหันกลับไปก็เห็นเป็นหญิงสาวที่อยู่ในความคิดนั่นเอง “ทำอะไรอยู่น่ะ เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ตรงนี้ล่ะ?” ชายหนุ่มรวบรวมสติอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดด้วยความเป็นผู้ใหญ่และสุขุมว่า “เจ้ารู้สึกว่าข้าน่าเบื่อหรือไม่?”ถังฉือเย่เหลือบมองเขาด้วยความแปลกใจ “ทำไมถึงถามอย่างนั้น?” เมื่อเห็นอีกฝ่ายเม้มริมฝีปากไว้แน่น ไม่ได้พูดอะไร นางจึงกล่าวว่า “คนเราอย่าได้มีความโลภมากเกินไป บางทีคำที่ดีที่สุดอาจจะไม่ได้เหมาะสำหรับเจ้าเสมอไป อย่างเช่น หากมีคนมาบอกว่าข้านั้นบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ข้าคงจะคิดว่าเขาตาบอด บริสุทธิ์ไร้เดียงสาเป็นคำที่ดีหรือไม่ แน่นอนว่ามันเป็นคำที่ดี แต่มันไม่เหมาะกับข้าสักหน่อย ปกติแล้วข้าชอบให้คนชมข้าว่าหน้าตาสะสวย เป็นหญิงงามที่ไม่มีผู้ใดเทียบได้ งามจนปลาต้องจมน้ำ พระจันทร์ต้องหลบ ดอกไม้ต้องอายมากกว่า” จบตอน Comments
Comments
Post a Comment