superstar ep19

 บทที่ 19 เจ้าสาวคนใหม่


ถังฉือเย่ไม่ได้ตอบคำถามพี่ชายในทันที นางเลี่ยงเดินนำเนื้อกวางเข้าไปเก็บในครัว ก่อนจะปิดประตูให้สนิทแล้วค่อยมาล้างมือในอ่างน้ำจนสะอาด ถังฉือหรงเดินตามมาไม่ห่างนางจึงจูงมือพี่ชายที่เป็นห่วงน้องสาวกลับเข้ามาในห้อง 


“ท่านพี่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกเจ้าค่ะ เขาเป็นคนในหมู่บ้าน วันนี้พวกข้าไปล่าสัตว์บนเขาด้วยกันมา พอดีได้กวางมาตัวหนึ่งก็เลยตกลงกันว่าจะแบ่งกันคนละครึ่ง ข้าเกรงว่าถ้าเขาเอามาให้ช่วงกลางวัน หากคนอื่นเห็นเข้าคงเอาไปลือกันเสียๆหายๆ ก็เลยให้เขาเอาให้ตอนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว”


แม้ได้ยินคำอธิบายแต่สีหน้าของถังฉือหรงก็ยังคงเคร่งขรึมอยู่อย่างนั้น ชายหนุ่มมองน้องสาวอย่างไม่สบายใจพลางซักไซ้ “เขาชื่ออะไร แล้วพวกเจ้ารู้จักกันได้อย่างไร?”


“ไม่รู้เจ้าค่ะ” นางปฏิเสธ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “เหมือนจะสกุลฉีหรือเปล่าข้าก็ไม่แน่ใจ”


ชายหนุ่มมีสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าน้องสาวไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อ เขาจึงสบายใจขึ้นและไม่ได้ซักถามอะไรต่ออีก 


ถังฉือเย่จูงพี่ชายที่ร่างสูงกว่าตัวเองให้มานั่งบนเก้าอี้ไม้กลางบ้าน เดินอ้อมมาด้านหลังของเขา จากนั้นจึงใช้ผ้าเช็ดหัวให้พร้อมกับถามว่า 


“ท่านพี่ ช่วงนี้ท่านสบายดีหรือไม่ แล้วทำไมท่านพี่ถึงได้ฝากถังจวิ้นเชินให้เอาเงินมาให้ข้าด้วย เดิมทีข้าก็ไม่ได้ใช้เงินอยู่แล้ว?” 


เมื่อเห็นพี่ชายไม่ได้ตอบอะไรนอกจากหัวเราะเบาๆ นางจึงพูดต่อมือก็เช็ดศีรษะที่เปียกน้ำของเขาต่อ “ข้าคิดว่าครอบครัวของท่านลุงสี่นั้นก็ไม่เลวทีเดียว ความสัมพันธ์ของท่านพี่กับถังจวิ้นเชินก็ดีมากเลยใช่ไหมเจ้าคะ?” 


ถังฉือหรงหยุดคิดไปครู่ ถังฉือเย่จึงเอี้ยวตัวมาดู “ท่านพี่! ท่านพี่เจ้าคะ!”


ชายหนุ่มเห็นท่าทีแปลกๆของนางก็หัวเราะออกมา จากนั้นจึงแตะที่ศีรษะนางเบาๆ พร้อมบอกว่า “ความสัมพันธ์ถือว่าไม่เลว…ในตอนแรกๆก็ไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ แต่พอเริ่มพูดคุยกันก็ถือว่าคุยกันถูกคอ”  


ถังฉือหรงอธิบายเสียยกใหญ่ จนในที่สุดนางก็เข้าใจได้ว่าความจริงแล้วความหมายของเขาก็คือ ในตอนแรกถังจวิ้นเชินเป็นฝ่ายเข้ามาชวนคุยก่อน เหตุผลนั้นไม่ใช่เพราะรู้สึกถูกชะตา คุยกันถูกคอหรืออะไร 


แต่เป็นเพราะถังจวิ้นเชินผู้นั้นรู้ว่าเขาจะต้องประสบความสำเร็จในภายภาคหน้าและคิดว่าตนน่าจะได้ผลประโยชน์อะไรบางอย่างตอบแทนกลับมาแน่นอน แต่ถังฉือหรงนั้นไม่ชอบการคบค้าสมาคมเพื่อหวังผลประโยชน์อะไรเยี่ยงนี้เลย อีกอย่างก็กลัวว่าจะทำให้ถังจวิ้นเชินต้องผิดหวัง 


แต่เป็นเพราะเขาเองก็ไม่มีที่ไปและทางเลือกมานัก ท้ายที่สุดก็ต้องไปขอความช่วยเหลือจากถังจวิ้นเชินทั้งสองคนจึงเริ่มไปมาหาสู่กัน ถึงแม้จะพูดสนทนากันถูกคอ แต่ถังฉือหรงก็อดที่จะตะขิดตะขวงใจอยู่ไม่น้อยไม่ได้ เมื่อรู้ว่าถังจวิ้นเชินเข้ามาหาด้วยวัตถุประสงค์แอบแฝงแต่แรก 


ถังฉือเย่ในฐานะที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในวงการที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงเงินทอง นางจึงเข้าใจความหมายของเขาได้เป็นอย่างดี นางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆและพูดขึ้นว่า “ท่านพี่คิดแบบนี้ มีอคติไปหน่อยหรือเปล่า?”


“ทำไมเจ้าพูดแบบนั้น?”


“ข้าพูดแบบนี้แล้วกัน…คนรวยบนโลกนี้ไม่ว่าจะสร้างสะพานหรือทำถนน อย่างน้อยครึ่งหนึ่งก็ได้ชื่อเสียงมาอย่างไม่ถูกต้อง คนที่ทำความดีด้วยใจจริงนั้นจะมีสักกี่คนกัน ถ้าหากในเวลานี้ท่านเป็นขุนนาง แล้วการซ่อมสะพานสร้างถนนนั้นมีประโยชน์ต่อผู้คนเป็นอย่างมาก แต่คนที่สร้างนั้นใช้เงินเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียง ท่านจะไม่รับอย่างนั้นหรือ?” 


เมื่อเห็นชายหนุ่มเงียบไปชั่วขณะ นางจึงพูดต่อว่า “น้ำที่ใสสะอาดแต่กลับไม่มีปลาอยู่เลยจะมีประโยชน์อันใด จริงๆแล้วข้าคิดว่าชื่อเสียงนั้นก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร และทุกคนต่างก็เห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้น หากคนที่ทำร้ายผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองเป็นคนเลว 


แต่คนที่ทำร้ายผู้อื่นแล้วตัวเองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยไม่เป็นคนเลวยิ่งกว่าหรือ การที่ทำประโยชน์และไม่ได้ทำร้ายผู้อื่น ความจริงก็นับว่าเป็นคนดีแล้ว แต่การที่ทำร้ายตัวเองแต่กลับทำประโยชน์ให้ผู้อื่น ข้ากลับรู้สึกว่ามากกว่าครึ่งนั้นเป็นคนโง่” 


ถังฉือเย่บอกแม้จะรู้ว่าพี่ชายนั้นเป็นผู้ที่มีการศึกษาซึ่งเขาเองก็อาจจะเข้าใจหลักการนี้ได้ไม่ยากนัก แต่นางก็คิดว่าตัวเองควรพูดเรื่องนี้กับเขาเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ แม้ว่าคนที่มีความรู้อาจไม่ใช่คนดีเสมอไป และอาจจะไม่ได้เป็นขุนนางทุกคน 


แต่หญิงสาวแค่หวังเพียงว่าหากถังฉือหรงสามารถสอบแข่งขันได้เป็นขุนนางแล้วอย่างน้อยก็ขอให้เป็นขุนนางที่ดี อีกอย่างเขาเองก็ไม่ได้เกิดในตระกูลที่ร่ำรวยมากมายอะไร ไม่มีครอบครัวเป็นที่พึ่ง แม้ว่าจะสอบจอหงวนเป็นขุนนางสำเร็จ ชายหนุ่มก็คงจะต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้น


ถังฉือหรงเองก็เหมือนจะคิดอะไรได้จากคำพูดของน้องสาว เขาทรุดตัวลงนั่งใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา ชายหนุ่มสวมเพียงแค่เสื้อด้านในเท่านั้น แขนเล็กๆที่โผล่ออกมาทำให้ถังฉือเย่เห็นและรู้สึกสงสารจับใจ ความจริงเด็กทั้งสามคนในบ้านซึ่งก็รวมถึงตัวนางเองด้วย ล้วนแต่มีสุขภาพที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักเนื่องจากขาดสารอาหารมานาน แต่ต้องรอให้มีเงินมากพอแล้ว นางจึงจะบำรุงร่างกายให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีแข็งแรงได้ 


หญิงสาวคิดในใจอย่างหมายมาด ก่อนที่เช้าในวันถัดมานั้นสองพี่น้องจะช่วยกันทำงานอย่างมีความสุข พวกเขาเอาเนื้อกวางมาตัดเป็นชิ้นๆ เพื่อทำเนื้อกวางตากแห้ง ในแผ่นดินของราชวงศ์ต้าเยี่ยนนี้นอกจากมีทั้งน้ำตาล เกลือ เหล้า บ๊วย ซอสแล้วยังมีหัวหอม กระเทียม พริกไทยและเครื่องเทศอื่นๆอีกจำนวนไม่น้อย ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องปรุงที่ครบครันทีเดียว ครั้งก่อนถังฉือเย่เข้าไปในตัวเมือง นางได้ซื้อเครื่องปรุงเหล่านั้นมาไม่น้อย ซึ่งพอดีกับที่จะนำมาใช้ทำเนื้อกวางหมักวันนี้  


หญิงสาวยุ่งตลอดทั้งช่วงเช้า เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเตรียมที่จะไปร้านเหล้าเพื่อซื้อไหใส่เหล้ามาทำเป็นภาชนะใส่เนื้อ เมื่อก้าวออกจากบ้านก็เห็นตรงหน้าบ้านตระกูลถังมีรถม้าจอดอยู่ตรงหน้าประตู แถมยังมีหญิงสาวล้อมรอบอยู่ด้วย 


คุณนายโจวผู้เป็นเจ้าของร้านเหล้าซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักก็กำลังยืนพิงประตูมองดูอยู่อย่างนั้น เมื่อเห็นนางก็ยิ้มพรายก่อนจะพูดเบาๆ “เย่เอ๋อร์” 


“ข้าต้องการซื้อไหสักหน่อย ท่านป้าพอจะมีเหลืออยู่หรือไม่?”


“ไหเหล้าหลายใบวางทิ้งไว้จนฝุ่นเขรอะไปหมดแล้ว จะต้องซื้อไปทำไมกันล่ะ เด็กคนนี้ชอบมองข้าเป็นคนอื่นคนไกลเสียจริง”​ คุณนายโจวดุอย่างไม่จริงจังนัก 


“ขอบคุณมากเจ้าค่ะท่านป้า หากข้าทำเสร็จแล้วจะเอาแบ่งให้ท่านป้าไหหนึ่งนะเจ้าคะ” 


แม้ถังฉือเย่จะไม่ได้เอ่ยปากถาม (ทั้งที่คิดสงสัย) แต่ก็เป็นคุณนายโจวเองที่อดไม่ได้พูดขึ้นก่อนที่นางจะเดินกลับว่า​ “สะใภ้คนใหม่ของท่านอาสี่เจ้าเข้าบ้านแล้ว ข้าเพิ่งจะเหลือบมองไปเมื่อกี้ดูท่าทางแล้วน่าจะเป็นผู้หญิงที่ร่ำรวยจริงๆ”


“สวยมากเลยหรือเจ้าคะ?” ถังฉือเย่สงสัย   


“ยังไงดีล่ะ?” คุณนายโจวยกมือขึ้นลูบคางเบาๆ สีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะพูดอย่างอ้อมๆ “ความสูงของนางเหมือนดอกต้นชาบ้านตระกูลเฉิน ผิวก็ขาวนวล ใบหน้างดงาม แถมสะโพกก็ใหญ่ ท่าทางดูมีวาสนา ยิ่งชุดที่นางสวมก็ดูมีราคาแพง ยิ่งเครื่องประดับไม่ต้องพูดถึง ทั้งเงินทั้งทองระยิบระยับจนแสบตา” พูดเสร็จนางก็ทำท่าจุ๊ปากเล็กน้อย แล้วลดเสียงลง 


“ได้ยินมาว่าเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลที่ใหญ่มากในเมืองนี้ ได้รับการดูแลประคบประหงมมาอย่างกับไข่ในหิน ถ้าหากได้ผู้หญิงที่ร่ำรวยแบบนี้ไปเป็นลูกสะใภ้นะ ตระกูลของเจ้าก็คงได้พึ่งบารมีของนางกันถ้วนหน้า”


ดอกชาตระกูลเฉิน…ถังฉือเย่พยายามจินตนาการอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็นึกออกว่าหน้าตารูปร่างของนางเป็นเช่นไร…ดูแล้วน่าออกไปทางอวบๆสักหน่อย ถังหย่งหมิงที่อาจจะไม่ได้ชอบสักเท่าไหร่ก็คงต้องยอมเพราะสตรีผู้นั้นร่ำรวยเหลือเกิน 


ถังฉือเย่กับคุณนายโจวเดินไปก็คุยกันไป พอเข้าไปในร้านเหล้ากลิ่นเหล้าก็โชยมาปะทะจมูก นางเห็นคุณนายโจวก้มๆเงยๆ หยิบไหเหล้าออกมาหลายใบ ถังฉือเย่เห็นว่ามีไหเหล้าที่ปิดฝาเอาไว้อย่างดีวางพิงไว้ตรงกำแพง ด้วยความสงสัยจึงถามขึ้น


“เยอะขนาดนี้ ไม่เอาไปขายหรอกหรือเจ้าคะ?”


เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าที่เคยแย้มยิ้มของคุณนายโจวก็กลายเป็นเศร้าสร้อยขึ้นมาทันที นางบอกว่า “ช่วงนี้ขายไม่ค่อยดีน่ะ ตอนนี้ร้านอาหารในเมืองไม่ได้รับไปแล้ว ตอนนี้ข้ากับท่านลุงสี่ของเจ้าจึงต้องแบกไปขายตามหมู่บ้านเล็กๆ สาเกก็ต้องขายในราคาสาเกขุ่น ขนาดต้นทุนก็ยังไม่ได้คืนเลย”


หญิงสาวถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ หวนนึกถึงเหตุการณ์ของร้านอาหารเมื่อครั้งที่ตามคุณนายโจวไปตลาดเป็นครั้งแรก


หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของร้านหยิบไหออกมาหลายใบ จากนั้นก็เอามาขัดๆล้างๆที่โอ่งน้ำ ก่อนจะใช้เชือกหญ้ามาผูกเอาไว้ ถังฉือเย่เดินวนไปรอบๆอย่างไม่ใส่ใจนัก จากนั้นก็กวาดสายตาไปที่ถ้วยโถโอชาม แล้วจู่ๆ ใจก็เต้นแรงขึ้นมา 


เมื่อนึกขึ้นได้ว่า ความจริงแล้วในยุคสมัยนี้เทคนิคการหมักเหล้ายังไม่พัฒนามากนัก ธรรมดาแล้วก็จะใช้เป็นส่าเหล้า ข้าวและน้ำตามสัดส่วนใส่ลงไปในไหเหล้า จากนั้นก็ปิดปากไห เมื่อผ่านไปสามเดือนจึงจะเปิดออก แต่ก่อนจะเปิดก็ต้องใส่ปูนขาวและขี้เถ้าจากพืชลงไปเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เกิดฟอง รอจนตกตะกอนแล้วส่วนที่ใสนั้นก็จะเป็นสาเก ส่วนที่เหลือจะกลายเป็นสาเกขุ่น 


แต่หากต้องการขายก็ต้องนำมา ‘ต้มเหล้า’ ก่อน นั่นคือการใช้ไฟอ่อนค่อยๆต้ม จากนั้นก็เพิ่มความร้อนอีกนิดหน่อยจึงจะสามารถเป็นเหล้าที่นำมาออกมาวางขายได้ เรียกว่าเซาซุน หรือเหล้าเซา นั่นเอง 


แต่เอ๊ะ! ถังฉือเย่ขมวดคิ้วมุ่น เมื่อความทรงจำบางอย่างทำให้นางนึกได้ว่าเดิมทีในราชวงศ์ต้าเยี่ยนนั้นยังไม่รู้จักการต้มเหล้านี่นา 


การหมักเหล้าธรรมดาแบบนี้ทำให้เหล้าที่ออกมานั้นมีฤทธิ์ไม่มากนัก แต่หากเปลี่ยนเป็นเครื่องกลั่นแล้วล่ะก็อย่างน้อยฤทธิ์ของเหล้าจะต้องแรงมากขึ้นหลายเท่าตัวทีเดียว หลังจากนั้นเหล้าที่กลั่นมาได้ย่อมเป็นที่ต้องการของตลาดแถมยังเป็นการพัฒนาที่ก้าวกระโดด 


เพียงแต่การพัฒนาก้าวข้ามยุคสมัยเช่นนี้ ร้านเหล้าเล็กๆในชนบทเช่นนี้คงรับไม่ไหวอย่างแน่นอน แต่ช่างเถอะ! อย่างน้อยหากทำได้ก็ยังสามารถช่วยคุณนายโจวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นทีละนิดละนิด จะได้เป็นการช่วยให้นางมีรายได้มากขึ้น 


ถังฉือเย่เก็บเรื่องนี้ไว้ในใจพลางกล่าวคำขอบคุณคุณนายโจวก่อนจะถือไหเหล้าเปล่าทั้งสองมือแล้วหันหลังเดินกลับเข้าบ้าน  



จบตอน

Comments