superstar ep191-200 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps บทที่ 191: เสื้อไหมพรมตัวแรกในใต้หล้าเมื่อเซี่ยอวี๋ฮุนตัดสินใจปักหลักอยู่ที่หมู่บ้านจวี้เป่าเรียบร้อยแล้ว ถังฉือเย่ก็ได้ยกเรื่องการเงินของโรงงานเย่ฟาง ร้านเหล้าของตระกูลถัง รวมทั้งร้านเหล้าฟู่โช่วให้เขาจัดการอย่างไม่ลังเล ซึ่งสำหรับเซี่ยอวี๋ฮุนแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่แสนจะง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ หญิงสาวตัดสินใจเดินพาเขาชมรอบๆร้านเหล้าเพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเซี่ยอวี๋ฮุนเป็นคนที่มีความสามารถและไว้ใจได้ สามารถให้คนที่ร้านเหล้ามาปรึกษาเขาแทนนางได้ เฉินฉางหยวนเมื่อเห็นก็ไม่ได้มีท่าทีที่ไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังไปขอร้องให้เขาสอนหนังสือให้อีกด้วย เมื่อถังฉือเย่รู้เรื่องเข้าก็เลยเดินเข้าไปบอกกับเซี่ยอวี๋ฮุนว่า“ท่านเซี่ย คนผู้นี้ข้าคิดว่าเขาก็พอใช้ได้ ยังไงท่านก็ลองช่วยสอนเขาหน่อยแล้วกัน หากสามารถใช้งานได้ ท่านก็ช่วยสอนเรื่องต่างๆในร้านเหล้าให้เขา ต่อไปพวกเราจะได้ไม่ต้องมาจัดการเรื่องอะไรที่นี่อีก”เซี่ยอวี๋ฮุนลูบหน้าผากไปมา เพราะครั้งนี้ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่หญิงสาวผู้นี้ได้ถ่ายทอดความขี้เกียจอย่างนี้ให้ จนเขาไม่รู้ว่าควรจะดีใจในความเมตตาของนาง หรือควรคัดค้านกับการที่นางประเมินความสามารถของเขาต่ำไปดี แต่เมื่อฟังสิ่งที่นางต้องการสื่อความหมายในคำพูดแล้ว เขาก็เริ่มมองภาพออกและเข้าใจว่าถังฉือเย่คงวางแผนที่จะออกจากหมู่บ้านจวี้เป่าไม่วันใดก็วันหนึ่ง การที่สามารถสร้างคนให้สามารถรับผิดชอบต่อหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งได้นั้นก็เป็นการปูทางสำหรับการที่นางจะจากไปได้อย่างสบายใจนั่นเอง เซี่ยอวี๋ฮุนจึงตอบไปว่า “เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องห่วงไปหรอก ว่าแต่เจ้าเถอะ ข้ายังไม่ได้ถามเลยว่า ในภายภาคหน้าเจ้าจะทำอะไร?” “ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากทำได้ แต่อย่างน้อยข้าขอเป็นอิสระก็พอ ไม่ต้องก้มหัวให้ผู้ใด ไม่ต้องถูกผู้อื่นรังแก ไม่ว่าจะเป็นคนของทางการ พวกที่ค้าขาย หรือพวกโจร” ถังฉือเย่เหลือบมองเขาแวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “สะสมเงินทอง สร้างชื่อเสียง ร้านเหล้า โรงงานเย่ฟาง และโรงงานอะไรอีกในอนาคตนั้น ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงแค่ขั้นตอนขั้นตอนหนึ่ง เป็นเพียงแค่สะพานเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องมุ่งไปที่เป้าหมายนี้ ดังนั้นท่านเข้าใจความหมายของข้าแล้วหรือยัง?”เมื่อนั้นเองที่เซี่ยอวี๋ฮุนถูกจ้องมองด้วยดวงตาที่ใสสะอาดคู่นั้นของนาง จนทำให้เกิดความรู้สึกหวาดกลัวเหมือนกับตัวเองกำลังอยู่ต่อหน้าผู้สูงศักดิ์ จึงรีบพูดขึ้นว่า “ข้าเข้าใจแล้ว”“อืม” นางพยักหน้าเล็กน้อย แล้วในขณะนั้นเองก็มีเด็กคนหนึ่งวิ่งเข้ามาพร้อมกับตะโกนว่า “เจ้าบ้านถัง มีคนกลุ่มหนึ่งมาหาท่าน ตอนนี้พวกเขารออยู่ที่หน้าประตูรั้วแล้ว”ถังฉือเย่เปล่งเสียงตอบรับ พลางหันมาพยักหน้าให้เขานิดหนึ่งก่อนจะหันหลังเดินจากไป เซี่ยอวี๋ฮุนเมื่อได้มองดูแผ่นหลังของนางแล้วก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย สำหรับสาวน้อยคนนี้ เขาไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี ‘ทำทุกอย่างอย่างที่ใจต้องการ’ อาจจะฟังดูแปลกๆ แต่นางไม่ได้ยึดติดกับเงินทอง หรือทะเยอทะยานให้สูงเทียมฟ้า นางเพียงต้องการสร้างชีวิตในแบบที่ต้องการโชคดีที่เขาได้เข้าใจความหมายของนางแล้ว อย่างน้อยนางก็ไม่ได้คิดที่จะสั่งสมเงินทองอะไร ดังนั้นในการทำอะไรหลังจากนี้ เขาเองก็พอจะรู้แล้วว่าจะต้องทำอย่างไรและในตอนที่ถังฉือเย่กลับมาถึงบ้านหินแล้วนั้น นางก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าประตูรั้วมาแต่ไกล ทันทีที่ได้ยินเสียงพวกเขาก็หันหน้ามาอย่างพร้อมเพรียงกัน ก่อนที่จะมีชายชราซึ่งดูมีกำลังวังชาคนหนึ่งก้าวขึ้นมาพลางคำนับนางหนึ่งครั้งแล้วพูดว่า“ท่านเป็นเจ้าของโรงงานเย่ฟางใช่หรือไม่?”“ใช่แล้ว ท่านลุงเป็นใครหรือ?”“ข้าชื่อหวงโฉวหมิ่น ข้าได้ยินมาว่าโรงงานเย่ฟางได้ใช้เงินจำนวนมากในการหาเครื่องปั่นด้ายอย่างนั้นเหรอ?” เมื่อเห็นถังฉือเย่พยักหน้า ชายชราจึงชี้ไปที่คนที่แบกของอยู่ด้านหลัง “ข้าทำมาหนึ่งเครื่อง แม่นางอยากลองดูไหม?” หญิงสาวรู้สึกดีใจขึ้นมาทันที นางรีบสั่งให้คนงานแบกเครื่องปั่นด้ายกลับไปที่โรงงานทันที เมื่อถอดผ้าที่ห่อออกมาพร้อมกับวางลงบนพื้นแล้ว นางจึงรู้ว่ามันเป็นเครื่องปั่นด้ายที่ต้องใช้เท้าเหยียบ ผิดกับเครื่องปั่นด้ายในปัจจุบันที่ล้วนแล้วแต่ต้องใช้มือในการปั่นทั้งสิ้น นี่ไม่ใช่การปรับแต่งจากของเก่า แต่มันคือสิ่งประดิษฐ์แบบใหม่ที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ด้วยความที่ถังฉือเย่ไม่รู้วิธีปั่นด้าย นางจึงเรียกเฉียวซางอวี๋มา ก่อนจะนำเส้นด้ายจากขนแกะมาทดลอง ซึ่งปรากฎว่าด้ายที่ปั่นออกมานั้นทั้งละเอียดทั้งเรียบเสมอเท่ากัน แถมยังดูละเอียดกว่าการที่ใช้มือปั่นอย่างเห็นได้ชัดหญิงสาวยิ้มอย่างพึงใจ เมื่อเห็นว่าเครื่องมือนี้แม้จะเป็นแค่เครื่องทดลอง แต่เขาก็ขัดมันจนเงาวับเป็นประกายและประณีตเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแค่ส่วนที่มองเห็นเท่านั้น ส่วนที่มองไม่เห็นก็ดูเป็นระบบระเบียบเรียบร้อย ผู้เฒ่าหวงเอามือไขว้หลังยืนอยู่ที่เดิม เขารออยู่อย่างเงียบๆ เมื่อเห็นนางลงมาแล้ว จึงพูดขึ้นว่า “เป็นอย่างไรบ้าง ใช้ได้หรือไม่?”“ท่านสามารถทำให้เส้นหนาขึ้นกว่านี้ได้หรือไม่?”“ได้” ชายชราตอบอย่างไม่ลังเล “ไม่ว่าจะทำให้หนาหรือบางลงก็สามารถปรับได้ทั้งหมด”“ต่อไปข้าจะทำด้ายขนแกะ ซึ่งมันจะนุ่มกว่านี้และละเอียดกว่านี้ ถึงตอนนั้นแล้วเครื่องปั่นด้ายนี้ยังใช้ได้อยู่หรือไม่?”“นุ่มกว่านี้ ละเอียดกว่านี้อย่างนั้นเหรอ” ชายชราหวงก้มหน้าพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบเสียงดังฟังชัด “น่าจะได้”“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ท่านช่วยทำให้มันหนาขึ้นกว่านี้ให้ข้าดูก่อน หากทำได้ พวกท่านก็อยู่ที่นี่ แล้วยึดตามแบบนี้ทำเครื่องปั่นด้ายออกมาให้ข้า” หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า“ทำสักหนึ่งร้อยเครื่อง พวกท่านคิดว่าเงินค่าจ้างเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม?” “เราต้องทำหนังสือสัญญากัน หากข้าสามารถสร้างเครื่องปั่นด้ายออกมาสำเร็จ ข้าจะขอเงินสักสองร้อยตำลึงเป็นการตอบแทน”ถังฉือเย่พูดขึ้นว่า “เงินนั่นน่ะข้าสามารถให้พวกท่านในตอนนี้ได้เลย แต่ที่ข้าถามคือเงินค่าจ้างหลังจากนี้ต่างหาก”ชายชราคิดไม่ถึงว่านางจะคิดอะไรฉับไวขนาดนี้ เขานิ่งไปพักหนึ่งถึงได้เอ่ยอย่างระมัดระวัง “หากมีเงินนั้นแล้ว เงินค่าจ้างอื่นๆไม่ต้องก็ได้”“ไม่ได้หรอก นั่นมันคนละเรื่องกัน ถ้าอย่างนั้นอีกหนึ่งร้อยเครื่องที่เหลือ ข้าจะให้พวกท่านคนละสองร้อยอีแปะเป็นค่าจ้างแล้วกัน ส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ข้าจะเป็นคนออกเงินเอง พวกท่านช่วยข้าทำให้ดีๆ หากทำออกมาดีละก็ ข้าก็ยังมีของอีกหลายอย่างให้พวกท่านทำ” หญิงสาวพูดอย่างอารมณ์ดี ความจริงแล้วตั้งแต่ตอนที่กูซูเซิงยังอยู่ที่นี่ นางก็คิดอยากจะว่าจ้างช่างฝีมือสักกลุ่มอยู่แล้ว เพราะไม่เพียงแต่ปรับปรุงเครื่องซักล้าง เครื่องอบแห้งที่โรงงานเท่านั้น ยังมีพวกเครื่องมือที่ใช้ในการเกษตรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียมที่ใช้เท้าเหยียบ เครื่องไถหน้าดิน พลั่ว มีด อุปกรณ์กำจัดแมลงและอีกมากมายชายชราหวงเมื่อได้ยินก็รีบตอบรับในทันที เขาพาลูกน้องมาด้วยห้าคน ถังฉือเย่จึงพาทุกคนไปรู้จักกับเซี่ยอวี๋ฮุนที่ช่วยจัดการทุกอย่างแทนนาง ทั้งการหาที่พัก กว้านซื้ออุปกรณ์ต่างๆในเมือง รวมทั้งแลกเปลี่ยนใบผ่านทางต่างๆอีกด้วย เรียกได้ว่าสบายสุดๆไปเลยถังฉือเย่ฮัมเพลงพลางกลับไปถักเสื้อไหมพรมต่ออย่างสบายใจ นางถักถุงเท้าและหมวกให้ทุกคนจนเสร็จอย่างยากลำบาก ผลปรากฏว่าไม่กี่วันก่อนตอนที่กินข้าวกันอยู่นั้นดันปากไวไปรับปากว่าจะทำเสื้อไหมพรมให้พวกเขาอีก และตอนนี้นางก็กำลังถักของฉีหยางอยู่ เนื่องจากอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเกิดของเด็กชายแล้ว นางจึงตั้งใจจะมอบเสื้อไหมพรมตัวนี้เป็นของขวัญวันเกิดให้เขา โดยเสื้อที่ถังฉือเย่ถักให้พวกเขานั้นล้วนแล้วแต่เป็นเสื้อกั๊กแบบยาว คอกลม แขนกุด ใช้สวมทับเสื้อด้านในและใส่เสื้อกันหนาวทับด้านนอกอีกชั้น เมื่อใส่แล้วก็ทั้งนุ่มทั้งอุ่นแถมยังดูไม่หนาจนเกินไป นางตั้งชื่อว่า เสื้อคลุมขนแกะแบบสั้นในระหว่างที่กำลังถักเสื้อไหมพรมอยู่นั้น คนที่ฉีจิงพามาก็ได้เริ่มก่อเตาไฟบริเวณใกล้ๆกับที่นอนให้นาง เมื่อก่อเสร็จและถังฉือเย่ก็ได้ลองสัมผัสดูก็พบว่าอุ่นกำลังสบายไม่ร้อนจนเกินไป นางจึงได้ให้พวกเขาไปก่อที่บ้านของท่านสวี่และที่สำนักศิลปะการต่อสู้ด้วย หลังจากนั้นอีกเพียงไม่นานก่อนจะถึงวันเกิดของฉีหยางเพียงหนึ่งวัน ถังฉือเย่ก็ถักเสื้อไหมพรมจนเสร็จ นางรอจนถึงวันเกิดของเขา จึงสั่งให้คนไปซื้ออาหารในเมืองมาเป็นจำนวนมาก จากนั้นก็มอบให้ท่านยายเย่และแม่ครัวเป็นคนจัดการ ส่วนที่สำนักศิลปะการต่อสู้และบ้านของท่านสวี่นั้นก็ให้หยุดหนึ่งวัน ฉีหยางสวมใส่ชุดไหมพรมที่ถังฉือเย่ถักให้ เดินไปเดินมาในสำนักศิลปะการต่อสู้ และด้วยความที่เด็กชายเป็นคนผิวขาว นางจึงเลือกสีแดงสดให้เขาพร้อมแทรกลายเล็กๆเข้าไป ดูสวยงามน่ารักเป็นอย่างมาก จนฉีจิงที่เอามือไขว้หลังยืนดูอยู่นานเอ่ยถามนางโดยที่ไม่ได้หันไปมองว่า “เสื้อไหมพรมตัวแรกในใต้หล้าอย่างนั้นเหรอ?” บทที่ 192: ตัวซวย!“แต่ถุงเท้าขนแกะคู่แรกในใต้หล้านั้นก็เป็นข้าที่ถักให้เจ้านะ” ถังฉือเย่พูดด้วยท่าทางสุขุม “แล้วยังมีหมวกขนแกะใบแรกในใต้หล้าอีก ข้าก็เป็นคนถักให้เจ้า”สีหน้าของฉีจิงไม่ได้แสดงความรู้สึกใด นอกจากหูของเขาที่ค่อยๆแดงขึ้นมาเรื่อยๆ จากนั้นหญิงสาวก็ถามเขาว่า “เจ้าให้อะไรกับอาหยางเหรอ?”ชายหนุ่มมองนางด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เห็นดังนั้นถังฉือเย่ก็เบิกตากว้างพลางจ้องมองไปที่เขาในทันที “นี่ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ได้ให้อะไรเลยนะ แม้กระทั่งเสี่ยวเหยายังปักผ้าให้เขาเลย!”ฉีจิงกระแอมออกมาเล็กน้อยพลางว่า “เขามีครบทุกอย่างแล้ว...” “ถึงอย่างนั้นก็ต้องให้ หากถึงวันเกิดของข้า แล้วข้ามีครบหมดทุกสิ่งอย่าง เจ้าก็จะไม่ให้อะไรข้าอย่างนั้นหรือ ถ้าเจ้าไม่ให้อะไรข้า ข้าคงโกรธเจ้าแน่ๆ ข้าโกรธจริงๆด้วยนะ”พลันนั้นฉีจิงก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆด้วยฝีเท้าเบากริบด้วยความที่วันนี้เป็นวันเกิดของฉีหยาง ดังนั้นถังฉือเย่จึงได้แยกไข่ขาวเอาไว้สองถ้วย เพื่อเตรียมทำเค้กข้าว นางได้ให้เด็กๆจากสำนักศิลปะการต่อสู้มาเป็นคนตีไข่ขาว เมื่อคนนี้ตีจนเหนื่อยแล้วก็เปลี่ยนเป็นคนถัดไปถังฉือเย่นั่งดูเด็กๆอย่างสบายใจ ยิ้มตาหยีมองดูพวกเด็กที่แสนซุกซนเหล่านี้ถือถ้วยไว้ในมือแล้วตีไข่ขาวอย่างขยันขันแข็งสวี่เวิ่นชู่พูดคุยกับเซี่ยอวี๋ฮุนอยู่สักพักก่อนจะเดินออกมาพร้อมด้วยรอยยิ้มแล้วถามนางว่า “สรุปแล้วเจ้ากำลังจะทำอะไรหรือ เห็นเจ้าทำเสียงดังลั่นกันตั้งแต่เช้า!” ถังฉือเย่ยิ้มนิดหนึ่งตรงมุมปากตอบว่า “ข้ากำลังจะทำขนมที่แปลกใหม่ มันทั้งนุ่มทั้งอร่อย เดี๋ยวถึงเวลาแล้วท่านก็จะรู้เองแหละ” จากนั้นนางก็เอานิ้วมือเกี่ยวผมสอดหู หางตาเหลือบมองไปทางที่สวี่เวิ่นชู่ทำหน้าพยักพเยิดแวบหนึ่ง ก็เห็นหราวซิวที่ยืนอยู่ด้านบนชั้นสองตรงหน้าต่าง มือทั้งสองข้างของเขาค้ำหน้าต่างเอาไว้ขณะกำลังจ้องมองไปที่ฉีหยางด้วยแววตาที่ไม่เป็นมิตรชนิดตาไม่กะพริบเลยทีเดียว ถังฉือเย่ขมวดคิ้วหันกลับมาพูดกับสวี่เวิ่นชู่ว่า “คนผู้นี้ผิดปกติหรือไม่ เหตุใดจึงจ้องมองอย่างนั้น?”ท่านสวี่เป็นสุภาพบุรุษจึงลังเลอยู่เล็กน้อย แต่เขาก็ยอมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้ฟัง หญิงสาวพยักหน้าก่อนหันไปมองอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าจะไม่อยากเข้าไปก้าวก่ายเรื่องของฉีจิงนัก แต่ชายแก่ผู้นี้ท่าทางแปลกประหลาดมาก เพราะฉะนั้นไม่ว่าอย่างไร เดี๋ยวฉีจิงกลับมาแล้วจะต้องถามเขาสักหน่อยแต่ใครจะรู้ว่าจนกระทั่งเค้กข้าวทำเสร็จแล้ว ทุกคนในสำนักศิลปะการต่อสู้ รวมทั้งฉีหยางกินเค้กข้าวกันอย่างมีความสุขแล้ว ฉีจิงก็ยังไม่กลับมาเสียที เดิมทีถังฉือเย่คิดเพียงแค่ว่าอาจจะเกิดเรื่องติดขัดอะไรเล็กน้อยจึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก แต่เมื่อถึงเวลาอาหารเย็นแล้วเขาก็ยังไม่กลับมา นางจึงเริ่มเป็นกังวลจนต้องออกไปถามผู้คนรอบหมู่บ้าน แล้วก็มีคนผู้หนึ่งบอกว่าเห็นฉีจิงเดินทางเข้าไปในเมืองเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดจนถึงตอนนี้แล้วเขาก็ยังไม่กลับมา ทั้งๆที่เขาก็รู้ว่าทุกคนต่างก็จัดงานวันเกิดให้ฉีหยาง หากไม่มีเรื่องอะไรใหญ่จริงๆ เขาไม่มีทางที่จะมาช้าอย่างแน่นอนถังฉือเย่รอจนกระทั่งถึงยามซวีก็ทนนั่งรอต่อไปไม่ไหว เดินแกมวิ่งกลับไปที่สำนักศิลปะการต่อสู้อีกครั้ง เริ่นตงและอาหนี้กำลังนั่งยองๆอยู่ที่ประตู พอเห็นนางเดินเข้ามาก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ถังฉือเย่ไม่ได้สนใจพวกเขาเลยแม้แต่น้อย รีบเดินเข้าไปข้างใน เห็นลุงหนวดเหลียงและคนอีกสองสามคนล้วนอยู่ในห้อง นางสนิทกับพวกเขาแล้วจึงพูดออกไปว่า “ลุงหนวด พวกท่านช่วยไปหาอาจิงสักหน่อยได้ไหม ต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่ๆ”ลุงหนวดเหลียงเดินเข้ามาแต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร หราวซิวก็กระแทกไม้เท้าลงกับพื้นเสียงดัง จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “พวกข้าจะทำอะไร ก็ไม่ต้องให้เจ้ามาออกคำสั่งหรอก”ชายชราผู้นี้ไม่ว่าเจอใครก็ดูเหมือนจะโกรธแค้นผู้นั้นไปหมด ถังฉือเย่เห็นแก่ฉีจิงจึงไม่ได้สนใจอะไรชายผู้นี้มาตลอด นี่คิดจริงๆหรือว่านางกลัวเขาแล้วตอนนั้นเองที่ถังฉือเย่ทำสีหน้าเคร่งขรึม พลางหัวเราะอย่างเย็นชาและพูดขึ้นว่า “ถึงข้าจะออกคำสั่งอย่างไรข้าก็ไม่ได้สั่งเจ้า วันๆเอาแต่ทำหน้าบึ้งตึงราวกับว่าผู้อื่นไปติดเงินเจ้าเป็นพันเป็นหมื่นอย่างนั้นแหละ ข้าคร้านจะคิดเล็กคิดน้อยกับเจ้า นี่กลายเป็นว่าข้าทำให้เจ้าเหิมเกริมมากเกินไปแล้วใช่ไหม!”หราวซิวโกรธเป็นอย่างมากตะคอกกลับมาว่า “เป็นแค่หญิงสาวชาวบ้าน กล้าที่จะเสียมารยาทกับข้าเช่นนี้เลยรึ!” ถังฉือเย่ไม่อยากที่จะสนใจอีก จากนั้นก็กลอกตามองบน แล้วหันไปปรึกษากับลุงหนวดเหลียง ซึ่งลุงหนวดเหลียงก็พูดด้วยรอยยิ้มแหยๆว่า “วางใจเถอะ ไม่มีอะไรหรอก เจ้าอย่าได้ออกไปข้างนอกเลย ข้าได้ส่งข่าวออกไปข้างนอกแล้ว” “ใช่แล้ว!” พลันนั้นชายที่เป็นทหารผ่านศึกซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นว่า “ไม่ต้องกังวลหรอก เจ้าดูแลตัวเองให้ดี เรื่องอื่นให้เป็นหน้าที่ของพวกข้าก็พอแล้ว”ถังฉือเย่พยักหน้ารับ ในขณะที่หราวซิวยังไม่ยอมลดละ เขายืนสบถและด่าทอไม่หยุดปาก โดยที่ไม่ว่าจะเป็นลุงหนวดเหลียงหรือคนอื่นซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ก็ไม่มีใครเข้ามาเกลี้ยกล่อมเขาเลย กลับนั่งนิ่งเหมือนได้ดูละครชั้นดีอย่างไรอย่างนั้น “อาจิงมีฝีมือที่ดีมาก แถมยังมีไหวพริบอีกด้วย คงจะไม่เกิดอะไรขึ้นหรอกนะ” หราวซิวเปล่งเสียงไม่พอใจ เขาถลึงตาพลางพูดว่า “ไม่ต้องมาเสแสร้ง หากนายน้อยเป็นอะไรไป ทั้งหมดนี้ก็เพราะเจ้า เจ้ามันก็แค่หญิงสาวชาวบ้านที่โง่เง่า หน้าเลือด ยังคิดว่าตัวเองฉลาดอีก เจ้าทำร้ายนายน้อย!” “เหตุใดถึงพูดแบบนั้น เหตุใดถึงบอกว่าข้าทำร้ายเขา?”ลุงหนวดเหลียงรีบพูดขึ้นว่า “ไม่ต้องไปสนใจเขา เขาบ้าไปแล้ว”หราวซิวหงุดหงิดเล็กน้อย เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก ในใจของถังฉือเย่รู้สึกงงงวยเป็นอย่างมาก จึงแสร้งพูดกระตุ้นเขาว่า “มอบความผิดให้คนอื่นเก่งจังนะ เหตุใดถึงไม่กล้าพูดแล้วล่ะ ข้ารู้มาตั้งนานแล้วว่าเจ้าน่ะพูดจาเหลวไหล” “ใครที่พูดจาเหลวไหล หากเจ้าไม่ได้ยุ่งเรื่องของคนอื่นและเข้าไปช่วยเจ้าเด็กนั่นไว้ แถมยังเอาใจเขาทั้งวัน แล้วนายน้อยจะเกิดเรื่องขึ้นได้อย่างไร!” ถังฉือเย่อึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นว่า “เจ้าหมายความว่าอย่างไร…หรือเจ้าหมายถึงอาหยาง?”“หราวซิว! หุบปากของเจ้าซะ!” ลุงหนวดเหลียงพูดตำหนิออกมาเสียงดัง แต่มีหรือที่หราวซิวจะฟัง เขาตะคอกออกมาโดยไม่สนอะไรทั้งนั้น “หากไม่ใช่เขาแล้วจะเป็นใคร…เจ้ามันเป็นหญิงสาวที่ไร้ความคิด ไอ้เด็กคนนั้นมันเป็นตัวซวยมาตลอด คร่าชีวิตญาติพี่น้องตัวเองไปถึงหกคน ท่านแม่ทัพ ฮูหยิน รวมถึงญาติพี่น้องก็ถูกเขานำเคราะห์ร้ายมาให้จนตายกันหมด ตอนนี้ก็กำลังจะนำภัยมาให้นายน้อยอีก ยิ่งเขามีความเป็นอยู่ที่ดีเท่าไหร่ นายน้อยก็ยิ่งไม่ปลอดภัยเท่านั้น เจ้าจัดงานวันเกิดให้เด็กคนนั้นอย่างเอิกเกริกเช่นนี้ ข้ารู้มาตั้งนานแล้วว่ามันไม่เหมาะสม แล้วตอนนี้ก็เกิดเรื่องกับนายน้อยแล้วไม่ใช่หรือ ทั้งหมดนี้มันก็เป็นเพราะเจ้า…”“ตัวซวยอะไร! นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน...” ถังฉือเย่ทั้งตกใจทั้งรู้สึกโกรธ ประโยคหนึ่งยังพูดไม่ทันจบนางก็เหลือบไปเห็นด้านหลังของหราวซิว ฉีหยางยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมกับดวงตากลมโตที่กำลังจ้องมองไปที่หราวซิว สีหน้าไร้ความรู้สึกหญิงสาวตกใจเป็นอย่างมาก นางรีบวิ่งเข้าไปอุ้มเขาเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด เด็กน้อยร่างกายแข็งทื่อราวกับก้อนหิน ในแววตามีความตกใจเป็นอย่างมาก ราวกับสัตว์ตัวน้อยที่มองเห็นศัตรูถังฉือเย่นึกถึงวันที่บ้านของฉีจิงเกิดไฟไหม้ขึ้นมาได้ในทันที ในใจก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาโดยพลัน นางรีบกอดเขาเข้ามาในอ้อมอก พลางวางใบหน้าไว้ที่ไหล่ของเขา แม้จะโกรธจนตัวสั่นไปหมด แต่ก็พยายามพูดด้วยแต่น้ำเสียงนิ่งเรียบให้ได้มากที่สุด “อาหยางเป็นเด็กดี เขาไม่ใช่ตัวซวยอะไรทั้งนั้น และเขาไม่ได้ทำให้ใครต้องตายด้วย หากเจ้าไม่เชื่อ ตอนนี้ข้าก็จะรับเขาเป็นน้องชายแท้ๆ ให้เขาลองนำเคราะห์ร้ายมาให้ข้าดู”พูดเสร็จหญิงสาวก็เดินออกไปทันที เริ่นตงและอาหนี้ที่อยู่หน้าประตูก็รีบตามนางไป แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี ในขณะที่แววตาของหราวซิวดูโกรธแค้นเป็นอย่างมาก ทันใดนั้นเขาก็รีบไล่ตามไป พร้อมกับคว้าไม้เท้ามาด้วย ซึ่งด้านใต้ของไม้เท้านั้นมีมีดยาวๆซ่อนอยู่ ไม่ทันได้พูดอะไรเขาก็ดึงมีดออกมาแล้วแทงออกไป!ลุงหนวดเหลียงและอีกสองสามคนที่อยู่ข้างหลังรีบตะโกนห้าม พร้อมกับรีบวิ่งกรูกันเข้ามา เริ่นตงที่กำลังยื่นมือไปรับฉีหยางได้เห็นการกระทำของหราวซิวจึงพุ่งตัวไปข้างหน้า แต่ก็ไม่ทันเสียแล้วก่อนที่ถังฉือเย่จะได้สติกลับคืนมา นางได้ยินเพียงเสียงอื้ออึงอยู่ใกล้ๆ ในขณะที่มีดยาวของหราวซิวแทงโดนซี่โครงของอาหนี้ และปลายดาบของอาหนี้ก็แทงทะลุช่องท้องของหราวซิวเช่นกันในเวลานี้คนอื่นๆก็วิ่งมาถึงแล้ว ลุงหนวดเหลียงพูดด้วยความโกรธว่า “เจ้าคิดจะทำอะไร!” “ข้าไม่เสียใจที่จะต้องตาย แต่ถึงแม้ว่าข้าจะตาย แต่ข้าก็ต้องฆ่าตัวซวยนั่นให้ได้เสียก่อน ข้าทนดูตระกูลฮั่วต้องไร้ซึ่งทายาทไม่ได้ พวกเจ้าออกไปให้พ้น!”หราวซิวถลึงตาด้วยความโกรธ พร้อมกับหยิบดาบขึ้นมาอีกครั้ง! บทที่ 193: ฮั่วฉีจิงเริ่นตงและลุงหนวดเหลียงด่าตำหนิด้วยความโกรธพร้อมกัน พลางพุ่งเข้ามาบังด้านหน้าของถังฉือเย่เอาไว้ แต่หราวซิวกลับพุ่งเข้าใส่อย่างไม่สนอะไรเช่นกันแล้วในขณะนั้นเองก็มีคนตะโกนออกมาว่า “หยุดเดี๋ยวนี้!” เป็นฉีจิงนั่นเอง เขารีบกระโดดเข้ามาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เตะหราวซิวพร้อมดาบของเขากระเด็นออกไปกระแทกเข้ากับกำแพงชายหนุ่มกวาดสายตามองไปที่ผู้คนโดยรอบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบหันกลับมาช่วยพยุงตัวถังฉือเย่และถามด้วยความเป็นห่วง “อาเย่ เจ้าไม่เป็นไรนะ นี่เกิดอะไรขึ้น แล้วอาหยางเป็นอะไรหรือเปล่า?” ถังฉือเย่กะพริบตา จ้องมองเขาอยู่อย่างนั้น “เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”“ไม่เป็นไร”“ไม่ได้รับบาดเจ็บนะ?”“ไม่ได้รับบาดเจ็บ”“แล้วเหตุใดถึงได้กลับมาดึกดื่นเช่นนี้?”ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดขึ้นว่า “พอดีข้าไปเจอคนที่สำคัญคนหนึ่งน่ะ เลยทำให้ช้าไปหน่อย”ทั้งสองคนถามตอบกันอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ถังฉือเย่จะกล่าวว่า “ข้ากับอาหยางไม่ได้เป็นอะไร หราวซิวบอกว่าเขาเป็นตัวซวย บอกว่าเขานำเคราะห์ร้ายมาให้เจ้าจนเกิดเรื่องขึ้น เขาจะฆ่าอาหยาง แต่อาหนี่ช่วยกันเอาไว้ได้”ตอนนั้นเองสีหน้าของฉีจิงก็เปลี่ยนไปในทันที เขากัดฟันกรอด เหลือบมองอาหนี่ก่อนจะกวักมือเรียกให้เริ่นตงพาเขาไปส่งโรงหมอ ขณะยื่นมือไปรับฉีหยาง แต่เด็กชายกลับเกาะติดถังฉือเย่ไม่ไปไหน นางถอยออกมาหนึ่งก้าว จากนั้นก็ตบลงที่หลังของเขาเบาๆปลอบว่า“อาหยางไม่ต้องกลัวนะ พี่สาวอยู่ที่นี่ อาหยางไม่ใช่ตัวซวย ไม่ต้องกลัว”ฉีจิงชะงัก เขาหันหลัง จากนั้นก็เดินไปสองสามก้าว พลางมองดูหราวซิวที่นั่งอ่อนแรงอยู่บนพื้น “ข้าบอกกี่ครั้งแล้ว อาหยางเป็นน้องของข้า เป็นคนในครอบครัวของข้า ข้าเคยบอกแล้วว่าอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องตัวซวยบ้าบออะไรนั่นอีก ไร้สาระ...” “ใจอ่อนเหมือนผู้หญิง!” หราวซิวใช้ดาบค้ำไว้ที่พื้นพลางพยุงตัวขึ้นมา “ใครก็รู้ว่าตระกูลฮั่วมีทายาทให้สืบสกุลเพียงแค่คนเดียวมาหลายชั่วอายุคน ถ้ามีลูกชายคนที่สองเกิดมาก็จะเป็นตัวซวย เขาเกิดมาได้ไม่นานแม่ของเจ้าก็ตาย แบบนี้ไม่เรียกว่าเขาเป็นคนนำเคราะห์มาให้จนตายหรอกหรือ ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่ของเจ้าก็ถูกเขานำเคราะห์มาให้จนตายทั้งหมด เจ้าเองก็โชคร้ายมาก มีเคราะห์ร้ายอยู่กับตัว เจ้าจะรอให้เขาเอาเคราะห์มาให้เจ้าก่อนอย่างนั้นหรือเจ้าถึงจะเชื่อ?”ฉีจิงพูดด้วยเสียงดุดัน “ท่านปู่ของข้าตายในศึกสงครามระหว่างสองกองทัพ คนในครอบครัวของข้าก็ตายโดยมีสาเหตุ มันไปเกี่ยวอะไรกับเด็กคนหนึ่งด้วย?”“โง่! ช่างโง่จริงๆ!” ใบหน้าของหราวซิวเต็มไปด้วยความเจ็บแค้น “ความจริงเจ้าก็รู้ดี ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะตัวซวยนั่น แต่กลับทำตัวทะเยอทะยานแบกรับเองทุกอย่าง ไม่รู้จักประมาณตน ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ควรจะทำ นี่มันจะไม่เพ้อเจ้อเกินไปหรอกหรือ พวกเจ้ารักเขาเหมือนกับไข่ในหิน แต่กลับไม่คิดดูบ้างว่า นี่มันคือฆาตกรที่ฆ่าคนตระกูลฮั่ว ตอนนี้ตระกูลฮั่วเหลือเจ้าอยู่เพียงคนเดียวแล้ว แต่เจ้ายังเก็บตัวซวยนี้เอาไว้ข้างกายแบบนี้ หรือคิดที่จะให้ตระกูลฮั่วไม่หลงเหลือคนในตระกูลเลยหรืออย่างไร” “พอได้แล้ว!” ฉีจิงพูดด้วยความโกรธว่า “เรื่องของตระกูลฮั่ว เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย เจ้าอย่าได้ยุ่งให้มันมากนัก” หราวซิวตกตะลึงไปชั่วขณะ จากนั้นเขาก็คุกเข่าลงกับพื้นคร่ำครวญออกมาเสียงดัง “ท่านแม่ทัพ! ข้าขอโทษ…ข้าไม่สามารถปกป้องทายาทของตระกูลฮั่วได้อีกแล้ว...” ถังฉือเย่คร้านที่จะดูละครฉากนี้แล้ว นางจึงอุ้มฉีหยางเดินออกไป ฉีหยางยังคงตกตะลึงตัวแข็งทื่อ นางจึงป้อนน้ำชาให้เขาช้าๆ จากนั้นก็ให้ท่านยายเย่ไปตักน้ำมาล้างมือล้างหน้าให้เขาอย่างตั้งใจ ก่อนจะโอบเด็กชายไว้ในอ้อมกอดแล้วตบหลังกล่อมเขาเบาๆผ่านไปพักใหญ่ ฉีหยางจึงผ่อนคลายลง ใบหน้าเล็กๆซุกลงในอ้อมอกของนาง“ไม่ต้องไปสนไอ้แก่นั่นพูดจาไร้สาระหรอก เจ้าดูหน้าโง่ๆของเขาสิ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าสิ่งที่เขาพูดออกมาไม่ใช่เรื่องดีอยู่แล้ว”“แต่ว่า แต่ว่าข้า…”“ไม่แต่อะไรทั้งนั้น” ถังฉือเย่เลือกที่จะไม่พูดถึงความโชคดีของตนเอง นางพูดด้วยเสียงจริงจังว่า “เรื่องโชคชะตาชีวิตอะไรนั่น ก็เป็นแค่การตบตาผู้คนเท่านั้นแหละ คนที่เชื่อก็มีอยู่สองประเภทเท่านั้น อย่างแรกคือคนโง่ อย่างที่สองคือคนขี้ขลาด” หญิงสาวลูบผมของเขาอย่างเบามือขณะพูดปลอบประโลม “อย่างเช่นตอนนี้ประเทศพบกับความลำบาก ก็จะมีคนละทิ้งจากการศึกษาเล่าเรียนไปเข้าร่วมเป็นทหาร สู้รบในสงคราม บางคนก็ทำงานอย่างหนักเพื่อเพิ่มขวัญกำลังใจให้พวกทหาร คนมีเงินก็ช่วยออกเงิน คนที่มีกำลังก็ช่วยออกแรง ถึงแม้จะเป็นคนธรรมดาไร้ความสามารถก็สามารถเอาข้าวสารอาหารแห้งต่างๆ มอบให้ภรรยาและลูกๆของเหล่าทหารพวกนั้นได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ถูกต้อง แต่ก็มีคนบางจำพวกที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้การปกป้องจากผู้อื่น เสพสุขไปด้วย พลางเรียกร้องให้ผู้อื่นเห็นว่า ‘ข้าเป็นวีรบุรุษผู้ซื่อสัตย์ ข้ารักประเทศ’ ป่าวประกาศไปดังกว่าผู้ใด ท่าทางดูเป็นผู้มีคุณธรรมมากกว่าผู้ใด”ถังฉือเย่พูดไปก็เลียนแบบท่าทางที่ยิ่งยโส ทำให้ฉีหยางมองนางด้วยความสนใจ นางจึงทำสีหน้าเคร่งขรึมพูดต่อว่า “แต่คนประเภทนี้ก็ยังไม่ได้น่ารังเกียจที่สุด เพราะที่น่ารังเกียจที่สุดก็คือคนที่รู้ว่าตัวเองไร้ความสามารถ แต่ก็ยังโยนความผิดมาให้ผู้อื่น และหาเหตุผลที่สวยหรูมาปกปิดความผิดพลาดของตัวเอง ที่พบเห็นได้บ่อยก็อย่างเช่น ‘เพราะความงามของผู้หญิงนำมาซึ่งความล่มจมของประเทศ’ ยังไงล่ะ” แล้วนางก็จิ้มไปที่ศีรษะของเขาเบาๆ “เจ้าเป็นตัวซวยอะไรกัน ไอ้แก่นั่นก็แค่เพียงไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง แต่กลับหาเหตุผลต่างๆนานามา เคยได้ยินประโยคนี้หรือไม่ ‘คนที่กล้าหาญยามที่โกรธ ก็จะชักดาบออกมาและมุ่งไปที่ผู้ที่แข็งแกร่งกว่า แต่คนที่ขี้ขลาดยามโกรธก็จะชักดาบออกมา แล้วมุ่งไปที่คนที่อ่อนแอกว่า’ เพราะฉะนั้นคนที่เชื่อเขานั่นแหละถึงจะเป็นคนโง่”ฉีหยางพยักหน้าอย่างช้าๆ ก่อนจะค่อยๆผ่อนคลายลงและผล็อยหลับไปในที่สุด ถังฉือเย่ห่มผ้าให้เขาแล้วจึงลงมาจากเตียง มองเห็นฉีจิงที่ยืนอยู่ในสวนก็เดินตรงไปหา ทันทีที่ทรุดกายลงนั่งบนโต๊ะหิน นางก็ถามอย่างไม่เกรงใจว่า “แล้วไอ้แก่คนนั้นล่ะ?”ฉีจิงนั่งลงตามก่อนจะยิ้มอย่างขมขื่น ตอบไปว่า “ข้าปล่อยให้เขาไปแล้ว เขาติดตามท่านปู่ของข้ามาตลอด ลูกชายของเขาตายในสนามรบ ครอบครัวก็ตายที่เขตชายแดนหมด ดังนั้นปกติแล้วไม่ว่าเขาจะทำอะไร ข้าก็จะยอมให้เขาตลอด แต่ตั้งแต่ท่านปู่ของข้าตายไป ก็ราวกับว่าเขากลายเป็นปีศาจไปเสียอย่างนั้น เอาแต่พูดถึงเรื่องเคราะห์ร้าย ตัวซวย ปกติแล้วหากพูดกับข้าก็ไม่เป็นไร แต่ข้าคิดไม่ถึงว่า เขาคิดจะลงมือฆ่าอาหยางจริงๆ”ถังฉือเย่ถอนหายใจดังเฮือก พร้อมกับที่ฉีจิงเอ่ยต่อ “ข้าสั่งให้เขาไปไกลๆแล้ว และไม่อนุญาตให้เขากลับมาอีก” “เอาล่ะคุณชายฮั่ว อย่างน้อยเจ้าก็ยังไม่ถึงขั้นหลงลืมจนกลับบ้านไม่ได้” พอถังฉือเย่เรียกเขาว่าคุณชายฮั่ว ใบหน้าของฉีจิงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย “เจ้าโกรธหรือ?” เขายื่นมือมาจับมือของนางไว้ หญิงสาวรีบดึงมือกลับ ฉีจิงจึงกระเถิบเข้าไปใกล้ และพยายามจับมือเอาไว้อีกครั้ง “อย่าโกรธไปเลยนะ ที่ข้าปิดบังตัวตนเพราะมันเป็นเหตุจำเป็น”“โอ้ อย่างนั้นเหรอ?”“อาเย่…ข้าผิดเอง เจ้าอย่าโกรธไปเลย”อันที่จริงนางก็ไม่ได้โกรธอะไรเขามากมาย ใครบ้างล่ะที่จะไม่มีความลับ?เมื่อเห็นท่าทางที่เขาร้อนรน ถังฉือเย่ถึงจะถามเพื่อให้แน่ใจ “ถ้าอย่างนั้นชื่อจริงของเจ้าคืออะไร?”“ฮั่วฉีจิง” ฉีจิงพูดเบาๆ “ถ้าอย่างนั้นก็พอได้หน่อย อย่างน้อยที่ข้าเรียกอาจิงก็ไม่ได้เรียกผิดคน”ฉีจิงเปล่งเสียงตอบรับ ก่อนจะทำท่าลังเลเหมือนอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่ได้พูด ในเมื่อเขาปิดบังมาตลอดขนาดนี้ แน่นอนว่าคงจะมีเหตุผลอะไรสักอย่าง ถังฉือเย่เองก็ไม่ได้คิดที่จะบังคับให้เขาพูดออกมาทั้งหมด ดังนั้นนางจึงเปลี่ยนเรื่องพูด “ถ้าให้ดี คนอื่นๆ เจ้าก็คอยดูไว้หน่อย อย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก ข้าคิดว่าอุปนิสัยของอาหยางอาจจะเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้หรือเปล่านะ?”“เจ้าสบายใจได้ จะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกแล้ว”“เอาเถอะ เอาเถอะ” ถังฉือเย่ลุกขึ้นโบกไม้โบกมือ “หนาวจัง ข้าเข้านอนดีกว่า”ฮั่วฉีจิงเหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ยังคงไม่ได้พูดออกมา เขาเพียงมองดูนางปิดประตูเข้าบ้านไป เมื่อกลับเข้ามาในห้อง ถังฉือเย่ที่นึกว่าฉีหยางน้อยหลับไปแล้วนั้น แต่กลายเป็นว่าเมื่อนางขึ้นมาบนเตียงกลับพบว่าดวงตาโตๆของฉีหยางนั้นยังคงเบิกกว้างอยู่นางลูบศีรษะเขาอย่างแผ่วเบา พูดด้วยเสียงที่อ่อนโยนว่า “ไม่เป็นไรแล้วนะ หลับเถอะ”ผ่านไปพักใหญ่ ในระหว่างที่ถังฉือเย่กำลังสะลึมสะลือเกือบจะผล็อยหลับไปแล้วนั้น จู่ๆ ฉีหยางก็พูดเบาราวกับกระซิบว่า “คนผู้นั้น เขาโยนข้าเข้าไปในกองไฟ” ถังฉือเย่รู้สึกมึนงงในตอนแรก ก่อนจะตกใจจนลุกขึ้นมานั่ง “เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” บทที่ 194: ฉีหยางหายสาบสูญ!หลังจากคะยั้นคะยอถามอยู่นานกว่าที่ฉีหยางจะยอมเล่าให้ฟังว่าหลังจากที่พ่อแม่ตายหมดแล้ว ตอนนั้นฉีจิงยังไม่กลับมา ฉะนั้นที่จวนจึงมีแต่คุณชายฉีหยางที่อายุยังไม่ทันจะสามขวบดีเพียงคนเดียว หราวซิวได้แฝงตัวเข้ามาแล้วมัดมือมัดเท้าเขาเอาไว้ จากนั้นก็โยนเขาเข้าไปในกองไฟ แล้วไฟก็ไหม้เชือกจนขาด ฉีหยางจึงวิ่งออกมา แต่หราวซิวกลับจ่อดาบมาแล้วพูดกับเขาว่า “เจ้ามันตัวซวย เจ้าควรจะตายไปตั้งนานแล้ว เจ้าทำให้ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่ของเจ้าต้องตาย หากเจ้ายังไม่ตาย พี่ของเจ้าก็ต้องถูกเจ้านำเคราะห์มาให้จนตาย!” ในวันนั้นฉีหยางยังนับว่าโชคดีที่แม่นมเข้ามาก่อน แต่แม่นมของเขาก็ยังไม่วายถูกหราวซิวแทงไปสองแผล หลังจากนั้นคนรับใช้คนอื่นๆที่กรูกันเข้ามา หราวซิวจึงได้หลบหนีไป ในคืนนั้นแม่นมได้แอบพาฉีหยางหนีออกมาอย่างเงียบๆ นางตามหาฮั่วฉีจิงด้วยความยากลำบาก หลังจากหาพบแล้วนางก็ไม่อาจทนแบกรับความเจ็บปวดได้อีก และได้เสียชีวิตลงตรงนั้น!ถังฉือเย่รู้สึกปวดใจมากจริงๆ หราวซิวทำเรื่องแบบนี้ลงไปแล้ว ยังจะแสร้งทำเป็นมีคุณธรรมสูงส่ง แถมยังกล้ากลับมาหาพวกเขาสองพี่น้องนี้อีก เด็กตัวเล็กๆแค่นี้ ถูกเขาปฏิบัติอย่างโหดร้ายทารุณไม่ว่าจะเป็นใครก็รับไม่ได้ทั้งนั้น เพียงแค่ฉีหยางไม่พูด ก็ถือว่าแข็งแกร่งมากพอแล้วเมื่อฮั่วฉีจิงได้รับรู้เรื่องนี้แล้วก็ตกใจเป็นอย่างมาก เขาบ่นพึมพำว่า “หลังจากที่ข้ากลับบ้านไป บ้านก็ว่างเปล่า คนรับใช้สักคนก็ไม่มี มีทั้งคนตาย และคนที่หนีไป…หรือว่า นี่มันจะเกี่ยวกับหราวซิว หรือว่าคนตายเหล่านั้นเขาจะเป็นคนฆ่า?” ฮั่วฉีหยางไม่ได้ตอบอะไร ถังฉือเย่พูดขึ้นอย่างเย็นชาว่า “เขาสามารถจับเด็กมัดมือมัดเท้าแล้วโยนเข้ากองไฟทั้งเป็นได้ แล้วจะแปลกอะไรกับการฆ่าคนไม่กี่คน อีกอย่างบาดแผลของแม่นมผู้นั้น เจ้าอย่าบอกนะว่าเจ้าไม่เคยตรวจสอบดูมาก่อน บาดแผลจากดาบต่างๆ เจ้าจะไม่รู้เลยหรือ?”ฮั่วฉีจิงสีหน้าเปลี่ยนไปเขาผุดลุกขึ้นแล้วเดินจากไปทันที หลังจากนั้นผ่านไปอีกหลายวันแต่ก็ยังควานหาตัวหราวซิวไม่เจอ ในระหว่างนั้นถังฉือเย่ก็ได้สอนวิธีการจัดการหราวซิวต่างๆมากมายให้กับฉีหยางแม้ฮั่วฉีจิงจะบอกว่าเขาจะจัดการเรื่องเหล่านี้เอง และสวี่เวิ่นชู่ในฐานะอาจารย์ก็ได้สอนเขาว่า อย่าจมปลักอยู่กับความเกลียดชังจนละเลยการศึกษา...แต่ถังฉือเย่กลับพูดว่า “ที่พวกเขาพูดมาก็ถูก! แต่อาหยาง สำหรับคนประเภทนี้ต้องตาต่อตาฟันต่อฟันเท่านั้น...”“...” พวกเขาที่เหลือก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว ที่สำคัญฉีหยางก็ไม่ฟังใครพูดทั้งนั้นนอกจากถังฉือเย่ ส่วนคนที่พอจะพูดคุยกับเด็กน้อยได้บ้างก็คือฮั่วฉีจิงและเสี่ยวเหยาเท่านั้นสำหรับถังฉือเย่แล้วไม่ว่าฉีหยางจะปัญญาอ่อนหรือได้รับความกระทบกระเทือนจากการถูกทำร้าย แต่การคอยพูดคุยก็จะเป็นผลดีกับเขาแม้นางจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่นางก็พอจะรู้อยู่บ้างว่าการได้ระบายออกมาจะช่วยลดความเครียดความกดดันจากการถูกทำร้ายได้ ดังนั้นจึงต้องให้ฉีหยางบอกเล่าออกมาให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้นในเวลานั้นบ้าง หลังจากนั้นก็พากันก่นด่า และระบายอารมณ์ไปกับเขา ก่อนจะลองจินตนาการถึงวิธีการต่างๆในการจะ ‘เอาชนะ’ มันไปด้วยกัน ซึ่งสิ่งนี้ต้องมีประโยชน์สำหรับฉีหยางอย่างแน่นอนวันเวลาผ่านไป เรื่องต่างๆก็ค่อยๆกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง อาการบาดเจ็บของอาหนี้ไม่ได้ร้ายแรงมากนัก ภายในสองวันเขาก็สามารถลุกจากเตียงได้แล้ว เวลาต่อมา ฮั่วฉีจิงก็ได้ยอมรับเริ่นตงและอาหนี้เป็นลูกศิษย์อย่างเป็นทางการ แต่เนื่องจากอาหนี้ไม่ต้องการใช้นามสกุลเดิม ฮั่วฉีจิงจึงได้ตั้งชื่อให้เขาใหม่ว่า ฮั่วหนานและในตอนนี้เองที่ถังฉือเย่ได้รู้ว่าฮั่วฉีจิงมีศิษย์อยู่คนหนึ่งแล้วชื่อ ชิงเว่ยเหลี่ยว ซึ่งรับเอาไว้ก่อนหน้านี้นานแล้ว ดังนั้นเริ่นตงจึงกลายเป็นศิษย์คนที่สอง และฮั่วหนานเป็นศิษย์คนที่สามฮั่วฉีจิงเป็นคนที่ไม่ว่าจะทำอะไรเขาก็จะมีแผนการอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นการที่รับศิษย์นั้นไม่ได้เป็นความคิดที่หุนหันพลันแล่นแต่อย่างใด ความจริงแล้วชายหนุ่มก็ได้สอนทั้งสองคนไปตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นหลังจากที่รับเป็นลูกศิษย์อย่างเป็นทางการ เขาก็ได้เปลี่ยนจากการฝึกแบบเข้มข้นมาเป็นการฝึกโหดขั้นสุดยอดได้อย่างสมบูรณ์ในเวลาเพียงชั่วพริบตา แม้แต่คนบาดเจ็บอย่างฮั่วหนานก็ไม่ได้รับการละเว้นแต่อย่างใดถังฉือเย่รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าฮั่วฉีจิง เพราะถึงแม้ว่านางจะรับลูกศิษย์เร็วกว่าเขา แต่ก็มีลูกศิษย์เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ในขณะที่ชายหนุ่มกลับรับลูกศิษย์ถึงสองคนพร้อมกัน และเมื่อเพิ่มชิงเว่ยเหลี่ยวเข้ามาก็รวมเป็นสามคนเข้าไปแล้ว ถังฉือเย่รู้ตัวดีว่าความคิดเช่นนี้ออกจะเหมือนเด็กไปสักหน่อย นางจึงไม่กล้าบอกกับฉีจิง แต่เลือกที่จะแอบวิ่งไปที่โรงงานเย่ฟางเพื่อดูว่ามีคนที่มีความสามารถพอจะรับมาเป็นลูกศิษย์ได้ในทันทีหรือไม่ ด้วยหวังว่าจะเพิ่มหน้าตาของตัวเองเสียหน่อย แล้วในขณะนั้นเอง เสี่ยวเหยาและฉีหยางก็วิ่งออกมาจากบ้านของท่านสวี่เด็กๆของสำนักศิลปะการต่อสู้จะมีเวลาหนึ่งชั่วยามในการเรียนหนังสือในทุกวัน โดยมีเสี่ยวเหยารับหน้าที่สอนหนังสือแทนทั้งที่มีอายุแค่ห้าขวบเท่านั้น แถมตอนที่นางสอนก็ดูเป็นจริงเป็นจัง อธิบายได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง บางครั้งถังฉือเย่ก็จะมาฟังนางสอนอยู่บ้าง ผิดกับฉีหยางที่ไม่ยอมสอน เขาเพียงแค่คอยดูแลเสี่ยวเหยาเพราะถังฉือเย่ได้ขอเอาไว้เท่านั้น และในระหว่างที่ทั้งสองเพิ่งจะเดินผ่านบ้านหินช่วงระหว่างกำแพงที่กั้นไว้อยู่นั้น จู่ๆก็ปรากฏเงาดำโผล่ออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับใช้มือสับไปที่ต้นคอของพวกเขาคนละหนึ่งครั้ง จากนั้นก็หอบเอาทั้งสองคนกระโดดลอยออกไปในห้องเรียนพวกเด็กๆที่ทนรอไม่ไหวก็พากันออกมาลองหาพวกเขาไปรอบๆ แต่ก็หาไม่เจอ ลุงหนวดเหลียงจึงไปหาที่บ้านของท่านสวี่ก็หาไม่พบ ลุงหนวดเหลียงจึงเริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาแล้วรีบวิ่งไปบอกฮั่วฉีจิงทันที ถังฉือเย่เองก็ได้รู้เรื่องนี้หลังจากนั้นไม่นานนัก นางจึงรีบกลับมา คิดในใจว่าจะต้องเป็นหราวซิว ต้องเป็นหราวซิวแน่ๆที่คงซุกซ่อนตัวอยู่แถวนี้ แล้วตอนนั้นเองที่ถังฉือเย่ก็นึกถึงแมวป่าขึ้นมา นางผิวปากเรียกแมวป่าให้ออกมา จากนั้นก็เรียกให้ผู้คนออกมาตามหาเด็กทั้งสองเมื่อเข้าใจถึงสิ่งที่เจ้านายสั่งแล้ว พวกมันก็เดินติดขอบกำแพงจากนั้นก็วิ่งออกไป ฮั่วฉีจิงก็ได้พาคนวิ่งตามไปอย่างรวดเร็วหญิงสาวที่ได้ฝึกวิชาการก้าวกระโดดแบบละมั่งกับฉีจิงมาอยู่หลายเดือน นางจึงไม่ได้หลุดออกจากกลุ่มหรือถูกทิ้งไว้ข้างหลังแต่อย่างใด เมื่อพวกเขาวิ่งไปถึงครึ่งเขา อยู่ๆ แมวป่าทั้งสองตัวก็ส่งเสียงขู่ออกมา จากนั้นเตากวางก็วิ่งลงไปที่ร่องน้ำด้านล่างภูเขา ก่อนจะคำรามออกมาเสียงดังถังฉือเย่เห็นชายเสื้อ นางสูดหายใจเฮือกใหญ่ไม่กล้าที่จะก้าวไปข้างหน้า ส่วนฮั่วฉีจิงก็ราวกับเหาะลงมา เขาเขี่ยเถาวัลย์ออกพลางพูดขึ้นว่า “เหยาเอ๋อร์!” เขาพูดพลางโน้มตัวลงไปและอุ้มเด็กน้อยมาไว้ในอ้อมกอด จากนั้นก็รีบตรวจสอบดูอย่างรวดเร็ว “อย่าได้กังวลไป นางไม่ได้รับบาดเจ็บ เพียงแค่สลบไปก็เท่านั้น”ถังฉือเย่จึงจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก แต่หลังจากนั้นก็ต้องร้อนรนขึ้นมาหนักกว่าเดิม เพราะอย่างไรเสียเสี่ยวเหยาก็ไม่ได้เป็นคนที่สำคัญอะไรกับหราวซิว แต่ฉีหยางนั้นเป็นคนที่เขาอยากจะกำจัด ถังฉือเย่ไม่กล้าที่จะคิดอะไรมาก นางรีบพูดขึ้นว่า “เตากวาง เจี้ยนอิ่ง เร็วเข้ารีบหาต่อไป!” ……………………………………ฝีมือของหราวซิวนั้นอยู่ในขั้นธรรมดา ยิ่งบริเวณไหล่มีบาดแผลเก่าอยู่ด้วย ดังนั้นแขนด้านที่มีแผลจึงไม่ค่อยมีแรงเท่าใดนัก เมื่อหอบเอาเด็กทั้งสองคนหนีมาได้ระยะหนึ่ง เขาก็หมดแรงและหยุดพัก จากนั้นก็โยนเด็กทั้งสองลงบนพื้นเสี่ยวเหยายังคงสลบไม่ได้สติ หราวซิวก็นึกถึงถังฉือเย่ที่ก่อนหน้านี้ทำตัวข่มผู้อื่นในแววตาก็เกิดความแค้น จนคิดอยากที่จะดึงดาบออกมา แต่ในขณะนั้น ฉีหยางที่ถูกตีให้สลบก็ดิ้นขึ้นมาเล็กน้อย ราวกับว่าเขากำลังจะฟื้น หราวซิวตกใจ เขาทำได้เพียงเตะเสี่ยวเหยาให้ลงไปที่ร่องน้ำของภูเขาที่อยู่ข้างๆเท่านั้น จากนั้นก็รีบหอบเอาฮั่วฉีหยางหนีต่อไป เขามาที่หมู่บ้านจวี้เป่าเป็นเวลานาน จึงเคยสำรวจรอบๆ จนได้พบกับถ้ำลับแห่งหนึ่งโดยบังเอิญ และไม่กี่วันมานี้เขาก็ได้ซ่อนตัวอยู่ที่นั่นมาตลอดความจริงก่อนที่จะมาที่หมู่บ้านจวี้เป่านั้น เขาก็ยังนึกว่าฮั่วฉีหยางได้ตายไปตั้งนานแล้ว หลังจากนั้นเมื่อเขาได้เห็นฉีหยางอีกครั้งก็รู้สึกตกใจเป็นอย่างมากตอนที่เขากำลังตกตะลึงอยู่นั้นก็พบว่าฉีหยางทำเป็นมองไม่เห็น ราวกับว่าได้กลายเป็นคนเสียสติ แต่เขาคิดไม่ถึงว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าของถังฉือเย่แล้วฉีหยางจะเป็นปกติ จึงเกิดใจฝ่อขึ้นมา และคาดเดาไปว่าฉีหยางจะต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในก่อนหน้านี้ให้ถังฉือเย่ฟังอย่างแน่นอนอีกอย่างฮั่วฉีจิงก็เป็นคนที่มีจิตใจที่เมตตาเหมือนผู้หญิง ต้องไม่เข้าใจในความหวังดีของเขาเป็นแน่ ในทางกลับกันต้องมาคาดคั้นถึงความผิดของเขาจนถึงที่สุดอย่างแน่นอนเจ้านายสั่งให้ไปตาย เขาก็ต้องตาย แต่ก่อนที่จะตาย สู้กำจัดตัวซวยตัวนี้ไปเสียดีกว่า เมื่อตายไปแล้ว จะได้มีหน้าไปพบท่านฮั่วได้ด้วยความคิดเช่นนี้ หราวซิวจึงรีบวิ่งไปอย่างรวดเร็วตลอดทาง เมื่อมาถึงปากถ้ำลับนั้นแล้ว เขาก็ใช้กิ่งไม้มาปิดปากถ้ำ จากนั้นก็เตะไปที่ฉีหยางอย่างแรง! บทที่ 195: แทงซ้ำฉีหยางเจ็บจนร้องออกมา จากนั้นก็ค่อยๆขดตัว ผ่านไปสักพักถึงจะลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ เจ็บขนาดนี้แม้จะร้องไห้เขายังไม่ร้องสักแอะ ได้ยินว่าตอนเกิดมาก็ไม่ร้องไห้ ตอนนี้ก็เอาแต่เงียบไม่พูดจาทั้งวัน กับพี่ชายก็ไม่สนิท แต่กลับไปสนิทกับคนนอก! ช่างไม่มีสามัญสำนึก แล้วแบบนี้จะไม่ใช่ตัวซวยได้อย่างไร!หราวซิวจ้องมองเด็กชายด้วยความโกรธแค้น แม้ว่าเขาจะรู้ว่าฉีหยางไม่ฟังคำที่คนอื่นพูด แต่กระนั้นเขาก็ยังพูดอย่างเลือดเย็นว่า “เจ้ามันเป็นตัวที่นำพาความหายนะมาให้จนญาติพี่น้องเจ้าต้องตายไปถึงหกชีวิต เจ้าฆ่าคนตระกูลฮั่วทั้งตระกูล ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่ของเจ้าก็ถูกเจ้านำพาเคราะห์ร้ายมาให้จนตาย สาเหตุที่ข้าต้องฆ่าเจ้าก็เพื่อปกป้องเลือดเนื้อเชื้อไขคนสุดท้ายของตระกูลฮั่ว ที่ข้าทำทั้งหมดก็เพื่อตระกูลฮั่วทั้งนั้น!”ฮั่วฉีหยางไม่ได้พูดหรือตอบโต้อะไร แม้ว่าเขาจะอายุยังน้อย แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมีหน้าตาที่สง่างาม ผิดก็ตรงที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มแม้แต่ขนตายังไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย มองแวบแรกจึงดูเหมือนกับคนที่ตายแล้วอย่างไรอย่างนั้น! หราวซิวรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เขาสูดหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะพูดอย่างเย็นชาว่า “ข้าติดตามท่านแม่ทัพมานานหลายสิบปี ท่านแม่ทัพมีบุญคุณกับข้ามาก ข้าไม่อาจทนเห็นตระกูลฮั่วต้องพังพินาศด้วยน้ำมือของเจ้าได้ และยิ่งไม่สามารถให้เจ้านำพาเคราะห์ร้ายมาให้คนตระกูลฮั่วที่เหลืออยู่คนสุดท้ายจนตายได้ ต่อให้ทุกคนจะประณามข้าว่าอย่างไร ข้าก็จะขอฆ่าตัวซวยอย่างเจ้าไปเสียให้ได้!” พูดเสร็จเขาชักดาบยาวออกมาเคาะกับก้อนหิน ดวงตาลุกโชนขึ้นอย่างน่ากลัว “ตัวซวยอย่างเจ้าไม่ควรที่จะเกิดมาด้วยซ้ำ เจ้าฆ่าคนทั้งตระกูล หากเจ้ายังมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอยู่บ้างก็ควรฆ่าตัวตายไปเสียเดี๋ยวนี้!” แล้วตอนนั้นเองที่ฉีหยางเริ่มขยับตัว ก่อนค่อยๆลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ จากนั้นก็ใช้แขนเสื้อเช็ดฝุ่นบนใบหน้า พลางปัดฝุ่นซึ่งติดอยู่ตรงเสื้อออก จากนั้นก็นั่งด้วยท่าทางที่สำรวม หราวซิวผงะถอยไปก้าวหนึ่ง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เด็กชายเงยหน้าขึ้น พร้อมกับใช้ดวงตาดำขลับจ้องมองมาเขม็ง ก่อนจะพูดด้วยเสียงที่นิ่งเรียบว่า “ที่เจ้าทำก็เพื่อช่วยตระกูลฮั่วอย่างนั้นเหรอ?”หราวซิวอยากที่จะชักดาบแล้วตะคอกออกไปด้วยความโกรธ แต่ภายใต้ความเงียบสงบเช่นนี้ทำให้เขาหายใจได้ยากลำบาก ผ่านไปครู่หนึ่งจึงพูดขึ้นว่า“ใช่แล้ว…ที่ข้าทำไปทั้งหมดก็เพื่อตระกูลฮั่ว!” ฮั่วฉีหยางพยักหน้า “ท่านพี่เคยไปหาท่านอาจารย์มาก่อน ซึ่งท่านก็ได้บอกว่าหากมีคนยอมสละชีพของตนก็จะสามารถลบล้างเคราะห์ร้ายได้ แต่คนผู้นั้นต้องเป็นผู้ชายที่ทำลายหกชีวิตของครอบครัวตนเอง ดังนั้นเจ้าจะยอมตายเพื่อตระกูลฮั่วของข้าอย่างนั้นหรือ?” หราวซิวอึ้งไปในทันทีเพราะคนที่ฉีหยางพูดถึงนั้นคือเขาเองที่ต้องสูญเสียคนในครอบครัวทั้งพ่อ แม่ พี่ น้อง ภรรยาและลูก ทั้งตระกูลเหลือเขาเพียงคนเดียว เขาผงะอยู่พักใหญ่ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยความสงสัยว่า “มีเรื่องแบบนี้จริงรึ หรือว่าเจ้าคิดจะหลอกข้ากันแน่” “เจ้าไม่เชื่อ หรือว่าเจ้าไม่ยินยอมกันแน่” “ตัวซวยที่ฆ่าทั้งพ่อทั้งแม่ แถมยังจะแต่งเรื่องโกหกออกมาได้อีก เจ้าคิดว่าข้าเป็นเด็กอายุสามขวบหรืออย่างไร ข้าจะไม่เชื่ออย่างเด็ดขาด เจ้าก็แค่กลัวตายเท่านั้น” หราวซิวพูดด้วยความหงุดหงิด มองเห็นแต่ดวงตาดำขลับของฉีหยางที่จ้องมองมาไม่วางตา โดยไม่รู้ว่าเด็กคนนี้รู้สึกหรือคิดเช่นไรกันแน่ ในระหว่างที่หราวซิวกำลังลังเลสับสนนี้เอง ฉีหยางก็สังเกตเห็นว่าท่าทางของหราวซิวนั้นมีบางอย่างผิดปกติ ทั้งมือที่จับด้ามดาบอย่างหมิ่นเหม่ รวมทั้งขาทั้งสองข้างที่อยู่ในท่าทีที่ผ่อนคลาย แวบหนึ่งเสียงของ ‘พี่สาว’ ก็ดังแว่วเข้ามาในหูของฉีหยาง ‘ตอนที่เจ้าอ่อนแอ และศัตรูดูถูกเจ้า นั่นคืออาวุธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเจ้า’พลันนั้นฮั่วฉีหยางก็ค่อยๆก้าวขึ้นไปข้างหน้าด้วยฝีเท้าเบากริบ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบดาบในมือของหราวซิว…เด็กอายุห้าขวบคนหนึ่งคิดที่จะแย่งดาบจากมือของคนที่มีทักษะการต่อสู้ ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็เป็นแค่เรื่องตลกของคนที่ไม่รู้จักประเมินพละกำลังของตนเอง!หราวซิวกำด้ามดาบไว้แน่น จ้องมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาที่ลุกโชน ก่อนจะหัวเราะออกมา “ทำไมล่ะ ในที่สุดก็คิดได้แล้วสินะ เลยอยากที่จะฆ่าตัวตายอย่างนั้นหรือ ตัวซวยอย่างเจ้าควรจะตายไปตั้งนานแล้ว”แล้วตอนนั้นเองที่ท้องน้อยของเขาเย็นวาบขึ้นมาทันที…หราวซิวดวงตาเบิกโพลงเพราะไม่รู้ว่าในมือของฮั่วฉีหยางมีมีดสั้นอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ เด็กชายแทงเข้าไปตรงท้องน้อยของเขาจนมิดด้าม ไม่นานนักเลือดอุ่นๆก็ทะลักออกมา พร้อมกันนั้นฉีหยางดึงมีดสั้นเล่มนั้นออกและกลิ้งหนีไปห่างจากหราวซิวอย่างรวดเร็วหราวซิวทั้งโกรธทั้งเจ็บ เขาพยายามจะลุกขึ้น แต่ก็ทำได้อย่างยากลำบาก เพราะก่อนหน้านี้เขาถูกอาหนี้หรือก็คือฮั่วหนาน แทง ซึ่งเขาต้องใช้เวลาถึงสองสามวันในการรักษาบาดแผล แล้วในตอนนี้เขายังถูกฉีหยางแทงซ้ำ ทำให้เขาลุกไม่ได้ไปชั่วขณะฉีหยางที่หนีไปยืนอยู่ตรงทางเข้าปากถ้ำคว้ากิ่งไม้ออกมาอย่างรวดเร็วและตั้งท่าป้องกัน‘พี่สาว’ ได้บอกเอาไว้ว่า “ยามที่ต่อสู้ก็ต้องรู้กำลังของตัวเองให้ชัดเจน เจ้าดูข้าสิ ข้าออกจะเก่งกาจถึงเพียงนี้แต่ก็ยังไม่กล้าที่จะไปต่อสู้กับคนที่ไม่มีวรยุทธแต่มีพละกำลังที่มากกว่าเลย...มันแสดงให้เห็นว่ายามที่อยู่ต่อหน้าคนที่มีพละกำลังมากกว่าทักษะก็ไร้ประโยชน์ ดังนั้นเจ้าก็อย่าหวังว่าเด็กอายุห้าขวบอย่างเจ้าจะสามารถเอาชนะผู้ใหญ่ได้เลย ไปเรียนกดจุดกับพี่ชายของเจ้าให้ดีจะดีกว่า”ฉีหยางทิ่มกิ่งไม้ลงไปบนพื้น จากนั้นยาเม็ดหนึ่งก็กลิ้งออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนที่เขาจะใช้เท้าข้างหนึ่งบดมันให้แตกในที่สุดหราวซิวก็กัดฟันลุกขึ้นมาจนได้ ฉีหยางจึงกระโดดเข้าไปสองก้าวและปัดไม้ที่ใบหน้าของหราวซิวสองครั้ง หราวซิวรู้สึกหมดแรงในทันใด เขาล้มลงกับพื้นด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะร้องโวยวาย“เจ้า….เจ้าทำอะไร!?”วินาทีถัดมา เด็กน้อยเดินเข้าไปหยิบดาบที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา ก่อนจะชูดาบขึ้นแล้วสับลงไปด้วยท่าทีที่สงบนิ่งหราวซิวร้องออกมาอย่างทรมานหลังดาบได้กวัดแกว่งผ่านอากาศแล้วตอนนั้นเองที่ฉีจิงและคนอีกสองสามคนได้บุกกันเข้ามาในถ้ำ ฉีหยางจึงชักดาบออกจากร่างของหราวซิวอย่างช้าๆ พอเห็นถังฉือเย่แล้ว สีหน้าของเด็กน้อยก็ผ่อนคลายลงในทันที ก่อนจะร้องเรียก “พี่สาว”ถังฉือเย่ตกใจจนหน้าเปลี่ยนสีเมื่อเห็นว่าเนื้อตัวของเด็กชายโชกไปด้วยเลือด กลิ่นคาวคละคลุ้งจนชวนให้คลื่นเหียน นางรีบวิ่งเข้าไปแล้วจับตัวเขาไว้ก่อนพูดออกไปด้วยเสียงสั่นเครือ “อาหยาง อาหยาง” หญิงสาวตรวจดูร่างกายของฉีหยางอย่างรวดเร็ว ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธเมื่อหันไปทางชายชราที่นอนอยู่บนพื้น “ไอ้แก่ชั่วคนนี้ช่างเลวไม่มีที่ติจริงๆ ทำกับเด็กตัวเล็กๆได้ลงคอ เดนมนุษย์ เศษสวะ สัตว์นรก เจ้าควรจะถูกฟันด้วยดาบพันเล่ม ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดไปตลอดชาติ!”ฉีหยางน้อยส่ายหน้าไปมา “พี่สาว อาหยางไม่เป็นอะไร ไม่ได้รับบาดเจ็บ แถมยังได้แทงซ้ำลงไปอย่างที่พี่สาวเคยสอน ตอนนี้เขาลุกขึ้นมาไม่ได้แล้ว”“ทำได้ดีมาก” นางบอกพร้อมกับปลอบเบาๆ “ข้าบอกแล้วว่าไอ้แก่คนนี้ทั้งโง่ทั้งชั่ว หากจะจัดการก็คงไม่ยาก ตอนนี้ก็ถูกเจ้าจัดการได้อย่างสบายๆแล้วไม่ใช่หรือ ต่อไปอาหยางก็ไม่ต้องกลัวอีกแล้ว”พลันนั้นหราวซิวก็ตะคอกเสียงดัง “สัตว์เดรัจฉาน เจ้ามันตัวซวย ข้าสละชีพเพื่อประเทศมาทั้งชีวิต กรรมต้องตามสนองพวกเจ้าเป็นแน่...” ถังฉือเย่ก้าวไปข้างหน้าด้วยรอยยิ้มที่เยาะเย้ย ก่อนจะยกเท้าเหยียบลงไปที่แผลของเขาอย่างช้าๆ นางหัวเราะพลางพูดอย่างเย็นชาว่า “แล้วเหตุใดคนที่ปกป้องประเทศมาทั้งชีวิตเยี่ยงเจ้า ถึงได้ถูกเด็กอายุห้าขวบฆ่าได้ การที่ต้องพลัดพรากสูญเสียคนในครอบครัวนั้นเป็นเรื่องที่น่าเวทนานัก แต่นี่ไม่ใช่เหตุผลที่เจ้าจะใช้มาทำร้ายผู้อื่นได้ การที่ครอบครัวต้องพังทลายก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่เจ้าจะใช้ในการแก้แค้น อย่าคิดว่าตัวเองทำเป็นคนที่มีจิตสำนึกแล้วมาข่มผู้อื่นแล้วผู้อื่นจะไม่รู้ว่าเจ้าคิดอะไรนะ เจ้านี่มัน…” เมื่อเห็นหราวซิวกลอกตาขึ้น ฮั่วฉีจิงก็สุดจะทน เขาส่งเสี่ยวเหยาที่อุ้มอยู่ในอ้อมกอดให้ลุงหนวดเหลียง ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าสองก้าว แล้วลูบที่ศีรษะของนางเบาๆ พูดว่า“อาเย่คนดี อย่าโกรธไปเลย เจ้าออกไปรอข้าข้างนอกนะ” บทที่ 196: เก่งลับหลังเมื่อถูกเขาลูบศีรษะ ความโกรธของถังฉือเย่ก็มลายหายไปในทันที นางส่งเสียงลึกๆในลำคอก่อนจะจูงมือฉีหยางออกมาสมทบกับคนอื่นที่รออยู่ข้างนอก ถังฉือเย่ตรวจสอบร่างกายของเสี่ยวเหยาและฉีหยางอย่างละเอียดอีกครั้ง มีเพียงรอยฟกช้ำ และบาดแผลจากการโดยหนามตำ โชคดีที่อากาศยังไม่หนาวมาก ไม่เช่นนั้นพวกเขาทั้งสองคนคงหมดสติอยู่ข้างนอก อาจจะเกิดบาดแผลจากอากาศที่เย็นจัดได้ง่ายหลังจากนั้นไม่นานฮั่วฉีจิงก็เดินออกมา เขากำชับลุงหนวดเหลียงสองสามประโยค และอุ้มเสี่ยวเหยาไว้ในอ้อมแขน จากนั้นจึงทยอยลงจากเขา ในขณะที่กำลังเดินเคียงกันมานั้น ชายหนุ่มก็กระซิบอย่างแผ่วเบา “เขา…ฆ่าตัวตายแล้ว ข้าอนุญาตให้เขาฆ่าตัวตาย เมื่อเผาร่างเสร็จ ก็จะส่งเถ้ากระดูกกลับไปที่บ้านเกิดฝังไว้กับครอบครัวของเขา”ฮั่วฉีจิงกดศีรษะของฉีหยางเบาๆ ก่อนจะพูดต่อว่า “อาหยาง ข้าคือพี่ชายของเจ้า เขาพยายามฆ่าเจ้าหลายครั้ง ข้ายอมไม่ได้อย่างแน่นอน แต่พ่อและลูกชายของเขาเคยสละเลือดเนื้อในสนามรบ ดังนั้นแม้ว่าเขาจะตายไปแล้ว ข้าก็ต้องให้เกียรติเขา เจ้าเข้าใจไหม?” “เข้าใจ” ฮั่วฉีจิงตกใจเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าจะได้ยินเสียงของน้องชาย ชายหนุ่มจึงเผยรอยยิ้มเล็กน้อย “เข้าใจก็ดีแล้ว ข้าไม่อยากเหินห่างกับเจ้าเพียงเพราะเหตุผลนี้ ข่าวลือนั่นก็ไม่รู้ว่าใครสร้างมันขึ้นมา ครอบครัวเราไม่เคยสนใจมันเลย ตอนที่เจ้าเกิด ท่านปู่ ท่านพ่อ ท่านแม่และข้า ทุกคนต่างดีใจกันมาก”ผ่านไปพักหนึ่งฉีหยางก็พยักหน้าลงเล็กน้อย ซึ่งทำให้ฉีจิงรู้สึกประหลาดใจและดีใจเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่รู้จักกันมานาน นี่เป็นครั้งแรกที่ถังฉือเย่เห็นเขายิ้มอย่างมีความสุข ดวงตาคู่นั้นพราวระยับขึ้นแม้ฮั่วฉีหยางและเสี่ยวเหยาจะไม่ได้รับบาดเจ็บที่ร้ายแรง แต่ถึงอย่างนั้นเสี่ยวเหยาก็ยังนอนซมไปหลายวันจนกระทั่งวันหนึ่งถังฉือเย่ก็ค้นพบว่าเสี่ยวเหยามักจะนอนร้องไห้ในตอนกลางคืน อันที่จริงนางกังวลเรื่องนี้มานานแล้ว เพราะเด็กในวัยนี้เริ่มที่จะมีความคิดความรู้สึกแล้ว ยิ่งเสี่ยวเหยาที่เป็นคนละเอียดอ่อนและอ่อนไหว แม้ว่าจะไม่ได้ถามออกมาตรงๆ แต่หลังจากที่ได้ฟังทุกคนก็คงจะเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครบอกได้ว่าเรื่องนี้จะฝังลึกอยู่ในจิตใจเด็กน้อยแค่ไหน แล้วเมื่อไหร่ที่จะแสดงออกมาถังฉือเย่จึงทำได้เพียงคอยให้ความอบอุ่นและอยู่เป็นเพื่อนเสี่ยวเหยาตลอดหลายวันที่ผ่านมา หญิงสาวรู้สึกว่านี่เป็นการก้าวไปอีกขั้นในฐานะผู้ปกครอง นับว่าช่วงเวลานี้นางก็ทำได้ดีเหมือนกันก่อนหน้านี้ ถังฉือเย่ได้ให้ฮั่วฉีจิงไปหาฝ้ายมา ซึ่งเขาก็สามารถหามาได้จำนวนหนึ่ง โดยรวบรวมมาจากหลายที่แต่ก็ยังไม่เพียงพอ แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจมากที่สุดกลับเป็นเมล็ดพันธุ์แตงโมที่เขาหามาได้! ถังฉือเย่รู้สึกมีความสุขและคิดว่าหน้าร้อนปีหน้าคงสบายแล้ว เมื่อนางทำงานเสร็จ ก็พบว่าอาการป่วยของเสี่ยวเหยาเกือบจะหายแล้ว เด็กหญิงจึงกลับไปเรียนที่บ้านท่านสวี่ต่อ โดยพบกับฉีหยางที่มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ หญิงสาวทั้งประหลาดใจและดีใจ เพราะหลังจากถามถังฉือหรงจึงรู้ว่า ตั้งแต่เหตุการณ์ของหราวซิวคราวนั้น อาการของฉีหยางก็ดีขึ้น ตอนนี้สามารถสื่อสารสั้นๆกับทุกคนได้แล้ว ถังฉือเย่นั่งอยู่ข้างๆ พลางยิ้มและมองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหยิบพู่กันขึ้นมาเขียน “มันแปลกตรงไหนกัน หากเจ้ารู้ว่าทางเส้นนั้นมีสุนัข แน่นอนว่าเจ้าจะกลัวทางเส้นนั้น ตอนนี้เจ้ารู้ว่าสุนัขตัวนั้นตายไปแล้ว แน่นอนว่าเจ้าเองก็ไม่รู้สึกกลัวอีกแล้ว เป็นเรื่องปกติ” เมื่อพูดจบ นางก็นำตัวอักษรที่เขียนเสร็จแปะไว้บนหน้าผากเป็นตัวอักษรว่า “เก่งลับหลัง” คนอื่นๆต่างพากันหัวเราะขบขันเพราะท่าทางหยอกล้อ จากนั้นสวี่เวิ่นชู่ก็กล่าวด้วยความสงสัย “ที่แท้เย่เอ๋อร์ก็กำลังฝึกเรียนตัวอักษรอยู่หรือ ตัวอักษรนี่…” ถังฉือเย่นิ่งไป ก่อนจะรีบเก็บกระดาษไปอย่างรวดเร็ว แล้วขยำมันเป็นก้อน โยนลงไปในตะกร้า “เปล่า ท่านดูผิดแล้ว ข้าเปล่าซะหน่อย” นางยืนขึ้นและวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว สวี่เวิ่นชู่อมยิ้มพลางส่ายหน้า จากนั้นเขาก็กลับไปหยิบกระดาษแผ่นนั้น พลางกลางมันออกด้วยรอยยิ้ม “หรงเอ๋อร์…เจ้าสอนนางหรือ?”“เปล่านะขอรับ” ถังฉือหรงรู้สึกสงสัยเช่นกัน “ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางกำลังฝึกเขียนตัวอักษร”“หรือจะเป็นหยางเอ๋อร์สอน?”ฉีหยางส่ายหน้า สวี่เวิ่นชู่กางกระดาษที่ถูกขยำเป็นก้อนอย่างระมัดระวัง พลางมองดูอย่างละเอียด…ในเมื่อไม่ใช่สองคนนี้ดังนั้นก็น่าจะเป็นฉีจิง ตัวอักษรนี้แม้ว่าฝีมือจะยังอ่อนหัด แต่ก็มองออกว่าเป็นรูปแบบอักษรภาพที่ตรงไปตรงมา พรรณนาได้อย่างลึกซึ้งเฉียบแหลมสวี่เวิ่นชู่มองอย่างละเอียด ก่อนจะยิ้มพลางกล่าว “ความจริงแล้วก็เขียนได้ไม่เลวเลย แต่ผู้หญิงก็ยังไม่ควรเรียนรู้รูปแบบการเขียนที่เต็มไปด้วยพลังมากเกินไป ต่อไปพวกเขาจะเขียนอักษรที่มีพลังเช่นนี้ไม่ได้ ดูไปดูมากลับแปลกประหลาด”ถังจวิ้นเชินมองก่อนจะหันไปหาผู้เป็นอาจารย์ “ท่านอาจารย์…นี่ก็เรียกว่าเขียนได้ไม่เลวนักเหรอหากข้าเขียนแบบนี้ขึ้นมา ท่านคงต้องลงโทษให้ข้าไปคัดมาร้อยรอบเป็นแน่” “โอ้…ในเมื่อพูดเช่นนี้แล้ว การบ้านวันนี้ของเจ้าก็เปลี่ยนเป็นคัดสามร้อยตัวก็แล้วกัน!” เมื่อได้ยินใบหน้าของถังจวิ้นเชินเต็มไปด้วยความหมดอาลัยตายอยาก จนผู้เป็นอาจารย์พูดยิ้มๆต่อว่า “ข้าจะคัดลอกแบบเรียน กลับไปหรงเอ๋อร์ก็นำไปให้เย่เอ๋อร์ และบอกให้นางคัดลอกเสีย”ถังฉือหรงตอบรับด้วยรอยยิ้ม ดังนั้นเมื่อถังฉือเย่ฝึกคัดตัวอักษรอีกครั้ง ฮั่วฉีจิงก็พบว่าตัวอักษรที่นางคัดออกมามันเปลี่ยนไปแล้วสวี่เวิ่นชู่สามารถเขียนตัวอักษรได้ทุกรูปแบบ ตัวอักษรที่เขาเขียนให้ถังฉือเย่นั้นเป็นตัวอักษรที่สวยงามและสง่าจนทำให้นางหลงรักตั้งแต่แรกเห็น วันรุ่งขึ้นนางจึงไปที่บ้านท่านสวี่พลางพูดโกหกไปว่า “เด็กคนหนึ่งในสำนักศิลปะการต่อสู้เขียน ข้าจึงเอามาให้ท่านช่วยดูให้หน่อย”สวี่เวิ่นชู่เองก็รับมาทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ เขาหยิบพู่กันมาวงแล้ววงเล่าด้วยท่าทีเคร่งขรึม “ตัวอักษรนี้เขียนได้ไม่เลว สวยงามมากๆ”จากนั้นถังฉือเย่ก็นำกระดาษที่ถูกวงไว้จนเต็มกลับไปอย่างมีความสุข สวี่เวิ่นชู่ยืดตัวขึ้นอย่างสงบนิ่ง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “นักปราชญ์เคยกล่าวไว้ว่า ‘ยิ่งไล่ตามก็ยิ่งจะถอยห่าง ดังนั้นก็ควรให้กำลังใจ จึงจะยึดเหนี่ยวเขาเอาไว้ได้’แล้วตอนนั้นเองที่เซี่ยอวี๋ฮุนถอนหายใจตอบเขามาว่า “ไม่เจอกันหลายปี นิสัยของเจ้าดีขึ้นมาก”ลูกศิษย์คนอื่นที่กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาคัดตัวอักษรนั้นต่างลอบมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่สำหรับถังฉือเย่แล้ว แม้ว่าตอนเรียนการต่อสู้จะมีฉีจิงคอยสอน ตอนคัดตัวอักษรก็มีสวี่เวิ่นชู่คอยให้กำลังใจ แต่กระนั้นกลับกลายเป็นว่าการถักเสื้อไหมพรมคืองานที่ง่ายที่สุดหลังจากที่ถังฉือเย่ถักเสื้อคลุมขนสัตว์ของฮั่วฉีจิงเสร็จ นางก็เริ่มถักผ้าพันคอให้คนอื่นๆต่อไป พร้อมกันนั้นก็ตั้งใจจะถักถุงมือที่มีนิ้วโผล่ออกมาและข้อมือยาวกว่าเดิมเล็กน้อย เพื่อมอบให้กับสวี่เวิ่นชู่ไว้ใช้งาน เมื่อสวมใส่แรกๆอาจจะรู้สึกอึดอัดใส่ไม่สบาย แต่หลังจากที่ใส่จนชินแล้ว ก็จะรู้สึกอบอุ่นขึ้น นางตั้งชื่อมันว่า “ซื่อเป่าป้าน” บทที่ 197: ผ้าพันคอจ้วงหยวนวันนี้ถังฉือเย่รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก นางเลือกช่างทอฝีมือดีในโรงทอเย่ฟางมาส่วนหนึ่ง แล้วสั่งให้รีบนับจำนวนถุงมือเพื่อแจกจ่ายให้ทุกคน พร้อมขอให้สวี่เวิ่นชู่และเซี่ยอวี๋ฮุนช่วยแจกจ่ายให้เพื่อนด้วย และแน่นอนว่าต้องมีของท่านเจ้าเมืองหลินด้วยเช่นกัน โดยในรายหลังนี้หญิงสาวยังส่งผ้าพันคอไปให้อีกหลายผืน ซึ่งตอนนี้ได้ชื่อเรียกว่า ‘ผ้าพันคอจ้วงหยวน’ภายในเวลาไม่กี่วัน ‘ซื่อเป่าป้าน’ ก็กลายเป็นของยอดนิยมในหมู่บัณฑิตทั้งหลาย โดยเฉพาะนายน้อยของสกุลที่มีฐานะ หลายคนพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหามาใส่สักคู่หนึ่ง ซึ่งดูเหมือนว่าถ้าพวกเขาไม่มีซื่อเป่าป้าน พวกเขาจะไม่สามารถเขียนอักษรได้กิจการของโรงทอเย่ฟางเจริญขึ้นเรื่อยๆ ถังฉือเย่จึงมาเปิดร้านในตัวเมืองอีกร้านหนึ่งโดยให้ชื่อว่า ‘ร้านเย่ฟาง’ ซึ่งได้กลายเป็นที่รวมตัวกันของบัณฑิตและผู้มีฐานะดีในเมือง โดยหญิงสาวได้กำหนดให้คนหนึ่งสามารถซื้อได้ไม่เกินสองชิ้นเท่านั้น! หลังจากนั้นผ่านไปไม่นานนัก หานอี้ก็กลับมาพร้อมกับขนแกะจำนวนมาก ทันทีที่เดินทางเข้ามาถึงตัวเมืองพวกเขาก็ถูกทุกคนรุมล้อมสอบถามเสียงดังเซ็งแซ่ เพราะทุกคนรู้ว่าเป็นขนแกะของโรงทอเย่ฟางนั่นเอง หานอี้รู้สึกทั้งตกใจและแปลกใจ เขาจึงรีบนำขนแกะขนกลับไปที่หมู่บ้านจวี้เป่า ซึ่งในระหว่างนั้นถังฉือเย่ได้เรียกชายชราหวงให้ช่วยปรับปรุงแก้ไขเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าจนแล้วเสร็จ และเตรียมรอรับหานอี้ที่จะกลับมาได้ทุกเวลาสำหรับถังฉือเย่แล้ว นางรู้สึกชื่นชมชายชราหวงผู้นี้เป็นอย่างมาก แม้ว่าเขาจะเป็นช่างไม้คนหนึ่ง แต่กลับรู้เรื่องอื่นๆเป็นอย่างดี ดังนั้นภายในเวลาไม่ถึงสองวัน เขาจึงสามารถซ่อมแซมสิ่งต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตให้นางได้ทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ถังฉือเย่จึงเชิญเขาให้มาอยู่ในหมู่บ้านจวี้เป่าด้วยกันอย่างถาวรอีกครั้งชายชราหวงยังคงมีท่าทีซื่อสัตย์และจริงใจเช่นเดิม เขาพยักหน้าพลางกล่าวอย่างช้าๆ “หากเจ้านายมีงานอะไร พวกเราก็จะอยู่ทำจนเสร็จแล้วจากไปเป็นธรรมดา หากไม่มีงาน พวกเราก็ไม่สามารถอยู่กินข้าวเปล่าๆได้”“ข้ามีงานมากมายให้ท่านทำแน่นอน แม้ว่าช่วงที่ไม่มีงานให้ทำ ข้าก็สามารถจ่ายเงินเดือนให้กับพวกท่านได้ ไม่ทำให้พวกท่านต้องอดข้าวหรอก ท่านเป็นช่าง ต้องการความร่ำรวย ต้องการชื่อเสียง หรือต้องการพัฒนาทักษะให้ดียิ่งขึ้น ข้าสามารถรับประกันได้เลย หากท่านอยู่กับข้า ท่านจะมีทุกอย่าง”“เรื่องนี้...” ชายชราเหลือบมองนางแวบหนึ่ง “ไม่ทราบว่าเจ้าบ้านถังวางแผนไว้อย่างไร?”“ท่านต้องการให้ข้ารับประกันหรือ…ข้าไม่สามารถบอกสิ่งที่ข้าจะทำทั้งหมดกับพวกท่านได้ อีกอย่าง ถึงแม้ว่าข้าจะรับประกัน ท่านก็จะเชื่ออย่างนั้นหรือ หากข้ากลับคำพวกท่านจะทำอะไรได้ ดังนั้นหากท่านเชื่อใจข้าก็อยู่ต่อ หากไม่เชื่อใจข้าก็ไปซะ คนเราทำอะไรไม่ควรมั่นใจเต็มร้อยว่าจะไม่มีวันพลาด ท่านควรมีความคิดและการตัดสินใจเป็นของตัวเองจึงจะถูก”เซี่ยอวี๋ฮุนที่อยู่ตรงนั้นอดไม่ได้พลางพูดกับนางว่า “เจ้าบ้านถัง…เหตุใดเจ้าต้องดื้อรั้นให้พวกเขาอยู่ด้วยล่ะ?”“สิ่งที่ข้าต้องการคือให้พวกเขาเป็นมืออาชีพ ให้พวกเขามีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ยอมรับการจัดการของข้า ยิ่งเวลานานขึ้น ความผูกมัดก็จะยิ่งลึกซึ้งขึ้น ข้าก็จะยิ่งใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น”เซี่ยอวี๋ฮุนพยักหน้า ก่อนที่เฉียวซางอวี๋จะตะโกนเรียกเขาอยู่ไกลๆ “ท่านเซี่ย ข้าได้จัดเตรียมคนงานไว้พร้อมแล้ว ท่านว่าควรจะจัดการอย่างไรดี?” เซี่ยอวี๋ฮุนค้อมศีรษะลงเล็กน้อยให้นางก่อนจะรีบเดินเข้าไปหา “เอาล่ะ ให้พวกเขาไปเรียนวิธีใช้เครื่องปั่นด้ายก่อน” ถังฉือเย่มองพวกเขาที่เดินเคียงกันไปจนลับสายตา ก่อนจะสะบัดแขนแล้วหันหลังกลับบ้านไปตามปกติ ก่อนจะเห็นหานอี้กำลังนั่งทานอาหารอยู่ที่โต๊ะ ฟังท่านยายเย่บ่นอุบ หญิงสาวสังเกตเห็นว่าเมื่อกลับมาครั้งนี้ หานอี้ดูสงบนิ่งและคล่องแคล่วมากขึ้น แถมยังดูมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกด้วย ไม่เหมือนกับคนที่ไร้เหตุผลและมีท่าทีระแวงเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ในสายตาของท่านยายเย่ นางรู้สึกพึงพอใจยิ่งแต่ก็ยังคงสั่งสอนเขาไม่หยุด ว่าห้ามลืมบุญคุณของถังฉือเย่ ทันทีที่เห็นนางเดินเข้ามา หานอี้ก็รีบลุกขึ้นทันที พลางยิ้มและกล่าวด้วยท่าทางจริงจัง “อาเย่”ถังฉือเย่เองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร นางพยักหน้าเล็กน้อยก่อนที่หานอี้จะมอบกล่องหลายใบที่อยู่ข้างๆมาให้พร้อมกับพูดว่า “แม้ว่าเงินที่ใช้จ่ายจะเป็นเงินของเจ้า แต่ไม่ว่าอย่างไรมันก็มาจากทางไกล ถือว่าเป็นน้ำใจอย่างหนึ่งของข้าแล้วกัน”หญิงสาวขอบคุณด้วยรอยยิ้มก่อนจะเปิดกล่องทีละใบ ซึ่งก็พบว่ามันมีของที่น่าสนใจหลายชิ้น ผ่านไปครู่หนึ่งหานอี้ก็เช็ดปากแล้วรีบรายงานสถานการณ์ให้นางฟัง แต่ถังฉือเย่รีบโบกมือห้ามไว้เสียก่อน “ไม่ต้องรีบร้อน เจ้าค่อยๆกิน กินเสร็จก็พักผ่อนสักหน่อย ไว้ตอนเย็นค่อยคุยกัน”“ข้าไม่เหนื่อยเลยสักนิด” ชายหนุ่มบอกอย่างกระตือรือร้นมาก “ข้าสามารถเล่าได้ตอนนี้เลย”“ไม่ต้อง หากเจ้าเล่าตอนนี้ กลับไปเจ้าก็ต้องเล่าอีกรอบ สู้รอให้อาฉีและเซี่ยอวี๋ฮุนกลับมาก่อนแล้วค่อยเล่าทีเดียวจะดีกว่า”หานอี้เองเมื่อครู่ได้รู้เรื่องราวของเซี่ยอวี๋ฮุนจากท่านยายเย่แล้ว จึงพยักหน้า แล้วหลังจากนั้นไม่นานนักเมื่อท่านยายเย่ทำอาหารเสร็จก็เป็นเวลาที่ทุกคนกลับมารวมตัวกันพอดี หานอี้ที่ยังไม่ทันได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก็รีบรายงานเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างจริงจัง บทที่ 198: ความลับของฮั่วฉีจิงตั้งแต่ฉีหยางฟื้นตัวขึ้นมานั้น ฮั่วฉีจิงรู้สึกสบายใจและมีรอยยิ้มมากขึ้นตามลำดับ ส่วนที่หานอี้พูดมาทั้งหมดนั้นก็เหมือนกับที่เขาได้รับรู้มาแล้ว สรุปง่ายๆก็คือพวกเขาประสบความสำเร็จในทางการค้า ด้านความสัมพันธ์กับผู้คนก็มั่นคง โดยพ่อค้าที่เป็นคนรับซื้อขนแกะและผ้าขนแกะนั้นมีชื่อว่า ‘เจิ่งจื๋อ’ ซึ่งความจริงแล้วก็เป็นคนของฮั่วฉีจิงทั้งหมดความลับนี้เมื่อเซี่ยอวี๋ฮุนได้ฟังก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก…ตกตะลึงกับความสามารถในการวางแผนจัดการเรื่องทุกอย่างของถังฉือเย่ สาวน้อยคนนี้ สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เขารู้และเข้าใจเป็นสิ่งใหม่ได้ทุกที่ทุกเวลา ดังนั้นหลังจากนี้เขาจะต้องละทิ้งความขี้เกียจและความคิดที่ว่าตัวเองมีประสบการณ์มากมายไปให้หมด จากนั้นก็ควรเริ่มตั้งใจและให้ความสำคัญกับงานงานนี้ให้มากขึ้นเซี่ยอวี๋ฮุนครุ่นคิดเพียงลำพัง ในขณะที่ถังฉือเย่และฮั่วฉีจิงกลับกินข้าวกันไปคุยกันไปอย่างสบายอารมณ์ มีเพียงหานอี้เท่านั้นที่หันมาสบตาเขา แม้ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปาก แต่ทั้งสองคนกลับได้ยินเสียงที่อยู่ในความคิดของกันและกันได้ว่าจะทำลายความรู้สึกที่เคว้งคว้างอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ได้อย่างไร ทั้งที่ถังฉือเย่เชื่อใจเขาเป็นอย่างมากเซี่ยอวี๋ฮุนหยิบเหยือกเหล้าขึ้นมาพลางรินเหล้าให้หานอี้ “มา…อาอี้ พวกเราดื่มไปคุยไป เจ้าลองพูดเรื่องขั้นต่อไปของผ้าขนแกะนี้ให้ข้าฟังอีกครั้งหน่อยสิ” ถังฉือเย่แบ่งความสนใจไปฟังพวกเขาพูดกันเล็กน้อย แต่เมื่อลองฟังดูแล้วก็พบว่าไม่ได้มีเรื่องใหญ่อะไร นางจึงไม่ได้ฟังต่อเพราะตอนนี้มีเรื่องสำคัญอย่างอื่นที่เพิ่งนึกขึ้นมาได้ นั่นคือที่ทุ่งหญ้าหลานโจวนั้นมีแกะอยู่พอสมควร ดังนั้นหากได้เริ่มทำกิจการการเก็บขนแกะแล้วก็ยังสามารถหาเงินจากแกะได้อีกมาก ทั้งเนื้อแกะ หรือแม้กระทั่งนมแกะ เพียงแต่สิ่งที่ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนคือมันจะคุ้มหรือไม่กับการลงทุนทำการค้าเหล่านี้ ซึ่งสำหรับฮั่วฉีจิงนั้นเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีสิ่งให้ทำมากมายและสามารถหาเงินได้อย่างง่ายดายเพียงนี้ แถมทั้งหมดนั้นถังฉือเย่ยังมอบให้เขาเป็นผู้เก็บเงินไว้ทั้งหมด ชายหนุ่มจึงอดไม่ได้ที่จะถามนางว่า “อาเย่…เจ้าจะไม่ถามข้าหน่อยหรือว่าข้าจะเอาเงินไปทำอะไร?” “ไม่เห็นสำคัญอะไร ข้าแค่รู้ว่าเจ้าจะไม่ไปทำเรื่องเลวร้ายอะไรก็พอแล้ว” “ที่ข้าต้องการเงิน ส่วนมากก็เอาไปช่วยเหลือเหล่าครอบครัวของพวกทหารที่ตายในศึกสงคราม ที่เหลือก็ซื้อพวกเสื้อกันหนาว ข้าวสารอาหารแห้งต่างๆส่งไปที่ด่านชายแดนให้ทันก่อนที่ฤดูหนาวจะมาถึงนี้”ถังฉือเย่พยักหน้าด้วยท่าทางที่สงบนิ่ง ฮั่วฉีจิงเหลือบมองนางแวบหนึ่งก่อนจะพูดด้วยเสียงเบาราวกระซิบว่า “อาเย่ เจ้ายังจำลูกค้าที่มาจากหลานโจวเหล่านั้นได้หรือไม่ พวกเขาได้เอ่ยถึงทหารตระกูลฮั่วหรือไม่?”หญิงสาวพยักหน้า เขาเงียบไปสักพักใหญ่ “ตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์เยี่ยนขึ้นมา ตระกูลฮั่วก็ได้ปกป้องรักษาด่านชายแดนมาตลอด ท่านลุงของข้า ฮั่วป๋าย ถูกขนานนามว่าเป็นแม่ทัพผู้ชนะร้อยศึก มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก แต่ท่านพ่อของข้ากลับร่างกายอ่อนแอ ถนัดในการวาดเขียน ไม่ชอบขี่ม้ายิงธนูสู้รบ แม้จะถูกท่านปู่สั่งสอนอยู่บ่อยๆ แต่เขาก็ยังทำมันไม่ได้ และตั้งแต่ข้าเกิดมา ว่ากันว่าข้าพอจะมีพรสวรรค์อยู่บ้าง ท่านปู่จึงพาข้าติดตามไว้ข้างกายและคอยสั่งสอนข้ามาโดยตลอด แต่ตอนที่ข้าอายุได้สิบขวบ ท่านปู่ก็ตายในสงครามเสียแล้ว!”ถังฉือเย่จับมือพลางปลอบใจ จากนั้นก็ถามเขาว่า “ถ้าอย่างนั้น ‘คนพเนจรริมชายแดน’ ก็คือท่านพ่อของเจ้าอย่างนั้นเหรอ?”ฮั่วฉีจิงอึ้ง ก่อนจะพยักหน้า “ใช่…เป็นพ่อของข้าเอง อาเย่ช่างฉลาดเสียจริง ไม่ว่าอะไรก็ปิดบังเจ้าไม่ได้”“เปล่าหรอก…ข้าเพียงแค่สังเกตเห็นว่าสีหน้าของเจ้าในตอนนั้นมันแปลกๆก็เท่านั้น”ฮั่วฉีจิงอึ้งขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่สอง ด้วยความที่คิดไม่ถึงว่าตอนนั้น หญิงสาวผู้นี้จะสังเกตสีหน้าและแววตาของเขาด้วย กองกำลังทหารตระกูลฮั่วปกป้องดูแลด่านชายแดนมารุ่นสู่รุ่นในราชวงศ์ต้าเยี่ยน ไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก แม้กระทั่งถังฉือเย่ที่มาจากที่อื่นก็ยังเคยได้ยินอยู่หลายครั้ง แถมยังได้ชื่อว่าเป็นตระกูลขุนนางที่สูงศักดิ์และร่ำรวย ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่ฮ่องเต้จะให้ความเชื่อถือ ไว้วางใจ แต่ด้วยคุณงามความดีและอิทธิพลของตระกูล จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอ๋องในเมืองทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นตระกูลเดียวที่ได้รับเกียรตินี้นอกจากพวกที่เป็นราชวงศ์ แถมยังสามารถสืบบรรดาศักดิ์ต่อกันไปจากรุ่นสู่รุ่นได้ เรียกได้ว่าเป็นการทำลายประเพณีที่ทุกราชวงศ์เคยมีมาของครอบครัวแม่ทัพ!ฮั่วฉีจิงถูกท่านปู่เลี้ยงดูข้างกายมาโดยตลอด แต่ตอนที่เขาอายุได้สิบขวบ ฮั่วป๋ายก็ได้ตายลงในศึกสงคราม ดังนั้นฮั่วอี้จึงได้รับตำแหน่งแทน และถูกบังคับให้ทำหน้าที่แทนพ่อ ทั้งๆที่เขาก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยเมื่อต้องกลายมาเป็นแม่ทัพของเหล่าพลทหาร ภายหลังจากนั้นสามปี เกิดศึกสงครามใหญ่ ทหารของราชวงศ์ต้าเยี่ยนพ่ายแพ้ ข้าศึกตีด่านชายแดนจนแตก ในสถานการณ์ที่คับขัน แม่ของฮั่วฉีจิงได้ถูกฆ่าตาย ฮั่วอี้เสียสติไปอยู่ช่วงหนึ่ง จึงพาเหล่าทหารไปตอบโต้กลับด้วยความมุทะลุเป็นเหตุให้พ่ายแพ้อย่างย่อยยับอีกครั้ง ฮั่วอี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากนั้นเขาก็เขียนหนังสือขอรับโทษด้วยเลือดของตัวเอง เพื่อขออภัยโทษให้แก่ครอบครัว ก่อนจะตัดสินใจฆ่าตัวตายต่อหน้าผู้คนมากมายจากนั้นจักรพรรดิหมิงเหยียนก็ได้ออกคำสั่งให้ปลดบรรดาศักดิ์อ๋องของตระกูลฮั่ว แถมยังสั่งให้ฮั่วฉีจิงกับฮั่วฉีหยางกลายไปเป็นสามัญชน หลังจากนั้นในสายตาของคนทั่วไป ฮั่วอี้ก็กลายเป็นคนชั่วที่ลุ่มหลงในความรักจนละเลยประเทศชาติ สองปีมานี้ฮั่วฉีจิงก็ขยันหาเงินมาโดยตลอดเพื่อมาดูแลครอบครัวของทหารที่ตายในสงคราม โดยเฉพาะทหารที่ตายไปในศึกสงครามครั้งล่าสุด ซึ่งถือว่าเป็นการไถ่โทษแทนท่านพ่อของเขานั่นเอง! ถังฉือเย่ที่ฟังฮั่วฉีจิงเล่าเรื่องราวก็พยักหน้าช้าๆ เพราะถ้าหากฮั่วอี้คือ ‘คนพเนจรริมชายแดน’ ที่แม้แต่สวี่เวิ่นชู่ก็ยังชื่นชม นั่นก็แสดงว่าเขามีฝีมือทางด้านการวาดรูปจริงๆ ฮั่วฉีจิงพูดขึ้นว่า “ถึงแม้ว่าข้าจะไปจากด่านชายแดนแล้ว แต่คนคุ้มกันตระกูลฮั่วที่เป็นคนของท่านปู่ของข้าก็ยังมีอีกจำนวนมากและยังคงอยู่ในการดูแลของข้า…เพียงแต่ว่า…” เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “มีคนกลุ่มหนึ่งในนั้นที่มีความคิดไม่ตรงกัน พวกเขาจึงได้ออกไปแล้ว ตอนนี้ผู้ที่รักษาด่านชายแดน เป็นแม่ทัพหลักชื่อว่าตู้ฉีเซิ่ง เขาเคยเป็นรองแม่ทัพที่สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านปู่ของข้ามาหลายปี มีหลายคนที่คิดว่าตู้ฉีเซิ่งเป็นคนลืมบุญคุณ ที่แย่งชิงกองทัพและตำแหน่งแม่ทัพของตระกูลฮั่วไป หลายคนจึงหวังให้ข้าขับไล่ตู้ฉีเซิ่ง แล้วกลับมาเป็นผู้นำสูงสุดอีกครั้ง”ถังฉือเย่เมื่อได้ยินก็ถามขึ้นว่า “เจ้าคิดว่าอย่างไร?”“ไม่มีอะไรให้น่าคิด” ฮั่วฉีจิงพูดอย่างใจเย็น “ไม่ว่าจะพูดอย่างไรกองทหารตระกูลฮั่วสุดท้ายแล้วก็เป็นกองทัพทหารของราชวงศ์ต้าเยี่ยนเท่านั้น ไม่ว่าพวกเราจะควบคุมดูแลพลทหารมาแล้วกี่รุ่นต่อกี่รุ่นก็คงไม่กลายมาเป็นพลทหารส่วนตัวของตระกูลฮั่วไปได้หรอก อีกทั้งแม่ทัพตู้ก็ได้รับคำสั่งแต่งตั้งมาจากราชวงศ์ให้รับตำแหน่งแม่ทัพ เขาไม่ได้แย่งมาจากตระกูลฮั่วเสียหน่อย” บทที่ 199: เจ้าเปลี่ยนไปแล้วถังฉือเย่ตบลงที่บ่าของเขาเบาๆ พลางพูดขึ้นว่า “ความคิดของเจ้าถูกต้องที่สุด ข้าก็คิดแบบนั้นเช่นกัน เดิมทีผืนแผ่นดินทุกหนทุกแห่งล้วนแต่เป็นของฮ่องเต้ทั้งสิ้น ขุนนางหรือไพร่พลทหารก็ล้วนเป็นข้าราชบริพารของฮ่องเต้ทั้งหมด”ฮั่วฉีจิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยพลางว่า “แต่ว่า…ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ข้ากลับรู้สึกลังเลอยู่เล็กน้อย”“ลังเลอะไร?”“ข้าอยากเข้าร่วมกองทัพ” ฮั่วฉีจิงเหลือบมองนางแวบหนึ่ง เมื่อมองไม่เห็นแววตาที่คัดค้านของอีกฝ่าย เขาก็พูดต่อว่า “ข้าลงสนามรบกับท่านปู่ตั้งแต่อายุสามขวบ ขี่ม้า ยิงธนู ฟันดาบ สำหรับข้าแล้วสิ่งเหล่านี้ก็เหมือนกับการกินข้าวดื่มน้ำปกติ ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้าไม่เคยละทิ้งความคิดนี้เลยสักครั้ง”พลันนั้นชายหนุ่มก็หันหน้ามอง “ข้าถูกปลดมาเป็นสามัญชน แต่ก็ไม่ได้จำกัดว่าข้าสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่ความคิดของฮ่องเต้ก็คาดเดาได้ยาก ข้าไม่รู้พระองค์ยังอยากที่จะให้ข้าเข้าร่วมกองทัพหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่หนีไม่พ้นคือตระกูลฮั่วของข้าต้องเสียเลือดเนื้อเพื่อประเทศมารุ่นสู่รุ่น”“ถ้าอย่างนั้นก็ไปเลยสิ!” ถังฉือเย่พูดอย่างไม่ลังเล “ถ้าเจ้ายังเป็นห่วงเรื่องของอาหยางล่ะก็ ปล่อยให้ข้าจัดการเอง ข้าจะดูแลเขาให้ดีที่สุด” ฮั่วฉีจิงยิ้มมุมปากพลางเอื้อมมือไปกอบกุมมือของนางไว้แน่น ดวงตานกเฟิงหวงสีดำขลับเปล่งประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า ถังฉือเย่หน้าแดงก่ำด้วยความเขินอาย จนต้องหันหน้าหนีไปทางอื่น ถามเขาเสียงสั่นนิดๆ “นอกจากอาหยางแล้ว เจ้ามีอะไรที่เป็นกังวลอีกหรือไม่ หากมีก็พูดออกมาเลย ข้าจะช่วยเจ้าจัดการเอง”“เรื่องอื่นๆล้วนเป็นเรื่องเล็ก ตอนที่ข้าเป็นเด็กถึงแม้ว่าข้าจะเคยเจอตู้ฉีเซิ่งมาหลายครั้ง แต่อย่างไรเสียตอนนั้นข้าก็ยังเด็ก หากจะบอกว่าข้ารู้จักเขาจริงๆ ก็คงจะพูดได้ไม่เต็มปาก อีกอย่างหากคาดเดาจากสถานการณ์แล้ว ที่ด่านชายแดนตอนนี้ ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลังก็คงจะไม่มีใครชอบข้าที่เป็นลูกหลานของคนตระกูลฮั่วหรอก” “แล้วเจ้าคิดจะทำอย่างไร?”“ข้าคิดที่จะปิดบังตัวตนเอาไว้ก่อน อดทน ค่อยเป็นค่อยไป หรือไม่ข้าจะลองติดต่อกับแม่ทัพตู้ดู หรือจะไปอีกที่หนึ่งอย่างเช่นด่านอันหลาน” เขาเหลือบมองนางแวบหนึ่งพลางถาม “อาเย่ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”“ข้าไม่รู้หรอก หากเป็นข้าละก็ข้าต้องไปที่ด่านทิศตะวันตกเฉียงเหนืออย่างแน่นอน ล้มลงที่นั่น ก็ต้องปีนขึ้นมาจากตรงนั้นสิ ในเมื่อเจ้าบอกว่าเจ้ารู้จักคุ้นเคยด่านทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นอย่างดี ถ้าอย่างนั้นการที่จะโดดเด่นขึ้นมาจากพวกเหล่าทหาร ก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากอะไร เจ้ากังวลว่าตู้ฉีเซิ่งจะใช้กลอุบายอะไรมาทำร้ายเจ้าอย่างนั้นหรือ”“ความจริงแล้ววันเกิดอาหยางวันนั้น ข้าเข้าไปในเมืองและได้เจอกับแม่ทัพตู้”ถังฉือเย่เบิกตากว้าง “แม่ทัพที่รักษาด่านชายแดน ไม่ใช่ว่าไม่สามารถละทิ้งหน้าที่ออกมาจากค่ายได้ไม่ใช่หรือ?”“ใช่! ดังนั้นเมื่อตอนที่ข้าเห็นเขา ข้าจึงประหลาดใจเป็นอย่างมากและได้แอบตามเขาไป”“เจ้าไปสืบอะไรมาได้หรือ?”ฮั่วฉีจิงส่ายหน้าไปมา ตอบว่า “ข้าแค่เห็นว่าเขาเข้าไปในคฤหาสน์หลังหนึ่ง แต่การคุ้มกันแน่นหนามาก ข้าเข้าไปได้ยาก เมื่อข้ากลับไปดูอีกครั้ง คฤหาสน์หลังนั้นก็ว่างเปล่าไม่มีใครอยู่แล้ว พวกเขาคงจะมีธุระอะไรสักอย่าง และเข้ามาใช้ที่นั่นเป็นครั้งคราวเท่านั้น”“หรือว่าจะเป็นการร่วมมือกับศัตรูหักหลังประเทศของตัวเอง?”“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก” ฮั่วฉีจิงบอกเสียงหนักแน่น “ตู้ฉีเซิ่งเกิดมาในครอบครัวของขุนนางเก่าแก่และร่ำรวย ครอบครัวก็ล้วนอยู่ที่เมืองหลวงฉางอันกันทั้งนั้น เขาคงไม่ทำแบบนั้น และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนั้นด้วย ข้าให้คนไปสืบต่อแล้ว” “อาจิง แบบนี้แล้ว ข้าขอถามอะไรเจ้าสองสามข้อหน่อยสิ”เมื่อฮั่วฉีจิงพยักหน้า ถังฉือเย่จึงพูดขึ้นว่า “เจ้าไปที่ด่านชายแดนโดยตู้ฉีเซิ่งเป็นคนจัดการให้ กับการที่เจ้าปิดบังตัวตนแล้วไปเอง มันแตกต่างกันมากไหม?”“มาก…แตกต่างกันมาก” “แตกต่างกันอย่างไร?” หญิงสาวถามต่อ“อย่างแรกสิ่งที่ข้าเรียนก็คือวิถีของแม่ทัพ และยังมีวิธีฝึกฝนเหล่าทหาร การที่จะใช้เหล่าพลทหารก็มีเป็นครั้งคราวเท่านั้น ด่านชายแดนก็ใช่ว่าจะมีศึกสงครามทุกวันเสียหน่อย ถึงแม้ว่าจะมีสงครามเกิดขึ้น พลทหารที่ด่านชายแดนก็มีหลายหมื่นคน กว่าจะมีโอกาสให้พลทหารคนหนึ่งลงสนามรบก็น้อยมาก การที่จะไต่เต้าจากพลทหารขึ้นมาทีละขั้น พูดไปก็เหมือนจะง่าย แต่หากทำจริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องยากมากๆ แล้วจากสถานการณ์ตอนนี้ที่ด่านชายแดน ถึงแม้ว่าจะมีโชคที่ดีมากแค่ไหน จะสิบปีแปดปีก็อย่าได้หวังว่าเจ้าจะได้เลื่อนขั้นขึ้นมาได้ แต่ถ้าหากตู้ฉีเซิ่งเป็นคนจัดการละก็ เขาเป็นแม่ทัพของด่านชายแดน ตำแหน่งแม่ทัพปกครองเมือง รองแม่ทัพปกครองเมือง หัวหน้าผู้รักษาการ รองผู้รักษาการ เขาสามารถแต่งตั้งให้ได้โดยตรง”ถึงแม้ว่าจะยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ถังฉือเย่ก็พอมองเห็นอะไรบางอย่าง นางจึงพยักหน้าจากนั้นก็หยิบก้อนหินก้อนหนึ่งวางไว้ตรงด้านขวาแล้วพูดว่า“ดังนั้น หากพิจารณาจากด้านนี้ การที่เข้าหาตู้ฉีเซิ่งจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า แต่หากตู้ฉีเซิ่งต้องการที่จะจัดการกับเจ้า เขาน่าจะใช้วิธีไหนงั้นเหรอ?”เมื่อเห็นชายหนุ่มเอาแต่นิ่งเงียบ ถังฉือเย่จึงพูดต่อไปอีกว่า “หรือว่าเขาจะให้เจ้าทำสิ่งที่เป็นอันตรายแต่ฝีมือของเจ้าดีขนาดนี้ ถึงแม้จะพลาดพลั้ง การที่รักษาชีวิตไว้ได้ก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากอะไร หรือจะทำลายชื่อเสียง วางยา หรือหลอกล่อให้เจ้ากลายเป็นคนชั่ว?”“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไปติดต่อเขาเอง” ฮั่วฉีจิงพูดกลั้วหัวเราะพลางแตะหน้าผากของนางเบาๆ “อาเย่เป็นภรรยาที่ดีและมีความสามารถจริงๆ” “ความจริงแล้วเจ้าไม่ต้องกังวลหรอก ข้าคิดว่าแม่ทัพตู้ต้องเป็นคนดีอย่างแน่นอน”“หืม?” คิ้วหนาๆของชายหนุ่มเลิกขึ้น “ทำไมเจ้าถึงคิดเช่นนี้?”“เพราะข้าคือหญิงสาวผู้โชคดีอย่างไรล่ะ เจ้าเป็นเพื่อนของข้า คนที่เจ้าจะไปพึ่งพานั้นต้องเป็นคนที่ดีอย่างแน่นอน ข้ายินดีที่จะเอาความโชคดีของข้าแบ่งให้เจ้าทั้งหมดเลย” ถังฉือเย่พูดอย่างเด็ดเดี่ยว นางมองดูเขาด้วยความได้ใจ แต่ฮั่วฉีจิงกลับไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งเลยแม้แต่น้อย กลับกันแววตาที่ดูอ่อนโยนของเขาค่อยๆหายไป พร้อมกับเลิกคิ้วขึ้นมาข้างหนึ่ง จากนั้นก็จ้องมองมา ลุกขึ้นกอดอก เขาพูดอย่างช้าๆว่า “พอเรื่องจริงจังก็ไม่ยอมลดละเลยนะ พูดได้น้ำไหลไฟดับ แค่อ้าปากคำพูดหวานก็หลุดออกมาแล้ว เจ้าไปหัดนิสัยไม่ดีแบบนี้มาจากใครกัน เมื่อวานบอกกับเฉียวซางอวี๋ว่าเจ้าจะเป็นที่พึ่งให้นางเอง วันก่อนก็บอกกับถังฉือหรงว่าคนที่รักที่สุดก็คือเขา…” ถังฉือเย่เงียบกริบ ก่อนจะรีบลุกขึ้น แต่ด้วยความสูงที่ห่างกันมาก ฮั่วฉีจิงจึงยื่นมือมากดเบาๆที่ศีรษะของนาง “สวี่เวิ่นชู่ได้ให้สมุดที่บันทึกคำพูดพวกนั้นแก่เจ้าใช่หรือไม่ หลังจากนี้ไม่อนุญาตให้เจ้าอ่านมันอีก!”“มีสิทธิ์อะไร…มีสิทธิ์อะไรมาไม่ให้ข้าอ่าน!” ฮั่วฉีจิงรั้งร่างแบบบางของนางเข้ามาในอ้อมกอด ไม่สนใจท่าทางที่กำลังขู่เหมือนลูกแมวตัวน้อยๆ “ก็ใช้สิทธิ์ที่เจ้าบอกจะถักเสื้อคลุมขนแกะแบบสั้นให้ข้าไงล่ะ แถมยังบอกข้าว่าจะถักให้สวยกว่าชุดของบัณฑิตคนนั้นอีกด้วย แล้วไหนจะหมวกที่สามารถคลุมใบหู เสื้อกันหนาวขนแกะที่ด้านหน้ามีกระดุมอีก ดังนั้นเจ้าไม่มีเวลาว่างที่จะไปดูหนังสือพวกนั้นแล้ว”ถังฉือเย่อ้าปากค้าง จนชายหนุ่มที่มองมาหัวเราะเล็กน้อย พูดเสียงหนักแน่น “อย่าได้คิดเอาของข้าไปให้ท่านยายเย่เป็นคนถักล่ะ เพราะข้าจะมาดูเจ้าถักทุกวัน”เจ้าเปลี่ยนไปแล้ว…ถังฉือเย่ได้แต่คิดในใจ…ฮั่วฉีจิงคนเดิมที่นางรู้จักได้เปลี่ยนไปแล้ว! บทที่ 200: ปลอบบัณฑิตช่างง่ายเสียจริงฮั่วฉีจิงเป็นคนที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีหลักการ เมื่อปรึกษาเรื่องนี้เสร็จ เขาก็ไปที่โรงทอเย่ฟางพลางหยิบถุงเท้ามาจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็กลับไปเขียนจดหมายหาตู้ฉีเซิ่งเซี่ยอวี๋ฮุนที่พูดคุยกับหานอี้เสร็จแล้ว จึงตั้งใจจะมาคุยกับถังฉือเย่กลับพบว่านางได้หลับไปนานแล้ว แสดงให้เห็นว่านางไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่หรืออะไรเลยแม้แต่น้อยรอจนกระทั่งเช้าวันถัดมา เมื่อเขากลับมาเพื่อบอกนางอีกครั้ง นางก็พูดเพียงว่า “เรื่องเล็กๆพวกนี้แค่ท่านรับรู้ก็ได้แล้ว ไม่ต้องมาบอกข้าหรอก”“เจ้าบ้านถัง ก่อนหน้านี้ที่ข้าได้จัดการเรื่องต่างๆไปมีสิ่งใดที่ข้าทำไม่เหมาะสมหรือไม่?“หือ? ไม่มีนี่”“หากมีสิ่งใดที่ท่านไม่พอใจ ก็สามารถบอกกับข้าได้เลย”“แน่นอนอยู่แล้ว” ถังฉือเย่พูดยิ้มๆ “ถ้าไม่อย่างนั้นจะให้ข้าทนเหรอ?”“แล้วเหตุใดท่านถึงไม่มีส่วนร่วมใดๆเลย แถมยกเรื่องทั้งหมดให้ข้าจัดการ หรือว่าท่านจะไม่มีคำสั่งอะไรให้ข้าเลยหรืออย่างไร?”หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มียิ้มน้อยๆปรากฏบนหน้าก่อนจะบอกอีกฝ่ายไปว่า “ท่านเซี่ย ท่านคิดว่าแบบนี้ข้าทำไม่ถูกใช่หรือไม่?”“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ท่านไว้วางใจ ข้าก็ต้องพอใจอยู่แล้ว เพียงแต่ข้าเองก็เพิ่งทำเป็นครั้งแรก หากทำไม่สำเร็จขึ้นมาก็เกรงว่าจะทำให้ท่านต้องผิดหวัง”“ไม่เห็นจะเป็นไรเลย” ถังฉือเย่พูดด้วยสีหน้าที่ยิ้มระรื่น “หากสงสัยใครก็ไม่ต้องใช้ผู้นั้น หากใช้งานผู้นั้นแล้วก็อย่าได้ไปสงสัยเขา ในเมื่อข้าใช้งานท่านแล้ว แน่นอนว่าข้าต้องเชื่อใจท่าน ไม่ใช่เพราะท่านสวี่เป็นคนแนะนำ แต่ข้าเองก็มองออกว่าท่านเซี่ยมีความสามารถมากมาย แถมยังทำงานได้คล่องแคล่ว เรื่องการเชื่อมสัมพันธ์ การรับของต่างๆก็รอบรู้ไปหมด เรื่องเงินก็คำนวณเป็นระบบ หากเป็นคนอื่นละก็คงต้องกังวลว่าจะถูกคดโกงหรือไม่ แต่ท่านเซี่ยเป็นคนมีคุณธรรมและซื่อสัตย์ แล้วท่านจะไปทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร ดังนั้นข้าจะมีอะไรที่ต้องกังวลกัน อีกอย่างกิจการด้านนี้ข้าก็ทำไปเรียนรู้ไป ท่านมีหูตากว้างไกลกว่าข้า แล้วมันจะไปเกิดเรื่องอะไรได้ แต่ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาก็ไม่เป็นไรหรอก การทำการค้าขายจะราบรื่นไปตลอดได้อย่างไร เพียงแค่สูญเสียเงินไปบ้าง ข้าไม่กลับมาคิดเจ็บใจทีหลังเป็นแน่ ท่านเซี่ยวางใจเถอะ”เซี่ยอวี๋ฮุนถูกนางชมจนหน้าแดงได้แต่หัวเราะออกมาอย่างเขินอาย ถังฉือเย่มองดูสีหน้าท่าทางของเขาพลางพูดอย่างช้าๆว่า “ข้าพูดไปแบบนี้ ท่านก็รู้สึกดีใจใช่หรือไม่ และยังเกิดความรู้สึกที่ห้าวหาญและความคิดที่ว่า ‘จะอุทิศตนให้กับผู้ที่ชื่นชมตน’ อีกด้วย?”เซี่ยอวี๋ฮุนพยักหน้ากำลังที่จะพูดก็ได้ยินเสียงนางถอนหายใจออกมา “เห้อ…พวกบัณฑิตช่างกล่อมง่ายเสียจริง”ถังฉือเย่หุบยิ้มแล้วพูดต่อเสียงเรียบๆ “จริงๆแล้วข้าขี้เกียจต่างหาก ข้าจึงรับลูกศิษย์และขอร้องท่านอย่างไรล่ะ ทั้งหมดนี้ก็เพราะข้าไม่อยากที่จะต้องเหนื่อยใจ พวกท่านจะทำได้หรือไม่ได้แล้วอย่างไรล่ะ ทำไม่ได้ก็หัดเข้าสิ ฝึกฝนสักหน่อยบังคับตัวเองเดี๋ยวก็ทำได้แล้ว มากสุดก็เพียงแค่ทำเงินได้น้อยลงหน่อย แต่เรื่องเงินน่ะแค่มีพอใช้ก็พอแล้ว มีเยอะไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร อีกอย่างโชคชะตาของข้าก็ดีมาตลอด ถึงแม้ว่าพวกท่านจะทำผิดพลาด แต่สุดท้ายแล้วผลมันก็จะต้องออกมาดีอย่างแน่นอน ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอก”พูดเสร็จนางก็ตบลงที่บ่าของเขาเบาๆ “ดังนั้นท่านเข้าใจแล้วหรือไม่ว่าอย่าได้เชื่อในสิ่งที่คนอื่นพูดคำหวานเสมอไป นั่นมันเป็นแผนที่จะล่อซื้อใจคน อย่างข้าที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ข้าน่ะขี้เกียจจะตายไป” เซี่ยอวี๋ฮุนได้แต่นิ่งเงียบ ถังฉือเย่จึงรินชาให้เขาก่อนจะพูดอย่างใจเย็น “ท่านเซี่ย…มีหลายคนที่เข้าใจถึงอุปนิสัยของพวกบัณฑิต ดังนั้นพวกเขาจึงชอบใช้วิธีนี้…คนที่มีศักดิ์สูงกว่ามาคบหากับผู้ที่มีคุณธรรมมีความสามารถ เพียงแค่พูดคำที่น่าฟังสักสองสามคำ ท่าทางสำรวมเล็กน้อย พวกท่านก็ทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อเขาแล้ว ท่านลองคิดดูสิว่าแบบนี้มันเรียกว่าโง่หรือไม่ วันนี้ข้าให้บทเรียนท่านโดยไม่คิดราคาหนึ่งบท พวกที่พูดได้ไพเราะกว่าการร้องเพลง พูดกับท่านเรื่องมิตรภาพเรื่องจะอุทิศตนต่างๆนานาล้วนแต่ไม่ใช่เจ้านายที่ดี เมื่อเห็นกระต่ายแล้วก็ไม่อยากที่จะปล่อยนกอินทรีไปล่า เจ้านายที่ดีจริงๆนั้นควรให้ท่านเห็นในสิ่งที่เป็นประโยชน์จริงๆ ท่านขออะไรก็ให้ในสิ่งนั้น ท่านอยากได้ชื่อเสียงก็ให้ชื่อเสียง หากท่านอยากได้เงินทองก็มอบเงินทองให้ท่าน ไม่มีการติดเงินหรือยืดเยื้อ และยิ่งไม่ต้องทำเรื่องอะไรให้ซับซ้อนด้วย”ถังฉือเย่พูดด้วยความจริงใจว่า “เอาล่ะ…บทเรียนของวันนี้จบลงแล้ว ท่านเองก็เป็นผู้ใหญ่ หลังจากนี้ท่านต้องเรียนรู้ที่จะคิดให้ได้ด้วยตนเอง หากท่านคิดไม่ได้แล้วต้องมาให้ข้าพูดกล่อมอีก ข้าจะเก็บเงินท่านแล้วนะ”จากนั้นชายหนุ่มจึงลุกขึ้นอย่างหมดคำที่จะพูดและอยากที่จะเดินออกไป แต่เมื่อเดินถึงประตูแล้ว ถังฉือเย่กลับบอกให้เขาหยุด “ใช่แล้ว ข้ารับปากอาอี้ไว้ กลุ่มของพวกเขาจะได้กำไรครึ่งหนึ่ง ท่านช่วยร่างสัญญาให้เขาลงนามด้วย จากนั้นก็คำนวณกำไรในครั้งนี้ออกมาคร่าวๆ จ่ายเงินล่วงหน้าให้พวกเขาไปก่อนพวกเขาจะได้ฉลองเทศกาลตรุษจีนกันอย่างสะดวกสักหน่อย”เซี่ยอวี๋ฮุนอ้าปากอยากที่จะพูดอะไรสักอย่าง แต่เมื่อคิดๆดูแล้วเขาก็ไม่พูดเสียอย่างนั้น จึงได้แต่พยักหน้า หญิงสาวก็สั่งต่อ “อีกอย่าง…ร้านเหล้าอีกไม่นานก็ต้องหยุดแล้ว ท่านช่วยมอบเงินรางวัลสำหรับสิ้นปีให้คนเหล่านั้นด้วย เป็นเงินเท่าไหร่ท่านก็ปรึกษากับท่านลุงสี่แล้วกัน อ้อ…ยังมีอีก ช่วงนี้ท่านก็ช่วยตรวจสอบบัญชีกับลุงฉางหยวนด้วยนะ คำนวณผลกำไรครึ่งหนึ่งของท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงให้พวกเขาด้วย”เซี่ยอวี๋ฮุนรู้สึกงุนงงถามว่า “อะไรคือเงินรางวัลสิ้นปีงั้นเหรอ?”ถังฉือเย่ทำหน้าเหนื่อยใจเล็กน้อย แต่ก็ยอมอธิบายให้ฟังแต่โดยดี และเมื่อปรึกษาเรื่องเงินรางวัลสิ้นปีกับนางเสร็จแล้ว เมื่อออกมาข้างนอก เพียงแค่เส้นทางสั้นๆ เขาก็ถอนหายใจออกมานับครั้งไม่ถ้วน ได้แต่นึกถึงเจ้านายที่ใจใหญ่ใจกว้างเสียเหลือเกิน…เจ้านายที่ขี้เกียจอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา…เจ้านายที่เถียงข้างๆคูๆผ่านไปครู่หนึ่งเซี่ยอวี๋ฮุนก็ต้องขีดฆ่าคำว่า ‘ไม่ชอบธรรม’ ที่อยู่ในใจแล้วเปลี่ยนเป็นคำว่า ‘คุณธรรม’ แทนอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่นักเมื่อเจอกับสวี่เวิ่นชู่แล้ว เขาก็อดที่จะตำหนิเขาไม่ได้ “เวิ่นชู่…นี่เจ้าแนะนำเจ้านายอะไรมาให้ข้ากัน แทบจะเป็น…แทบจะเป็นแม่มดตนหนึ่งเลยนะ”สีหน้าของสวี่เวิ่นชู่นิ่งเรียบ ก่อนจะพูดโดยที่ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาว่า “หากเจ้าไม่อยากทำแล้ว ข้าจะไปคุยกับอาเย่เอง”“ไม่ได้นะ!” เซี่ยอวี๋ฮุนตกใจ “ใครบอกว่าข้าจะไม่ทำ ข้าไม่เพียงแต่จะทำต่อ แต่ข้าจะทำไปนาน ๆเลยล่ะ” สวี่เวิ่นชู่อมยิ้มพลางเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ด้านหลังกำแพงก็มีเสียงหัวเราะของหานอี้ดังขึ้นมา ก่อนที่เขาจะพูดว่า “ท่านเซี่ย ข้าจะบอกอะไรให้นะ ทำงานกับอาเย่ก็จะมีความรู้สึกเช่นนี้แหละ ทุกๆวันก็จะคิดว่าตัวเองตกอยู่ในกลุ่มคนไม่ดี และก็คิดว่าไม่อยากทำต่อไปแล้ว!” เซี่ยอวี๋ฮุนรู้สึกว่า หานอี้ผู้นี้ถึงแม้จะไม่รู้ตัวหนังสือ แต่ประโยคที่เขาพูดนี้มันถูกต้องทุกคำ เขารู้สึกเหมือนได้พบเพื่อนที่รู้ใจ จึงเดินเข้าไปหาก่อนจะพากันเดินเข้าไปหาอาหารในครัว จากนั้นก็มานั่งที่หน้าประตู กินไปคุยไป เมื่อคุยกันแล้วก็รู้สึกว่าค่อนข้างถูกคอกันเลยทีเดียวจากนั้นเซี่ยอวี๋ฮุนก็ต้องออกไปปรึกษาเรื่องเงินรางวัลสิ้นปีกับท่านลุงสี่ต่อ ซึ่งปกติแล้วไม่ว่าถังฉือเย่จะพูดอะไรเขาก็ว่าตามนั้น ไม่นานนักก็ปรึกษาจนเสร็จ เมื่อออกจากบ้านของท่านลุงสี่ได้ไม่นานก็มีคนเชิญให้เขาไปที่สำนักศิลปะการต่อสู้ ฮั่วฉีจิงได้ปรึกษาเรื่องกิจการนมแกะและไขมันแกะ เมื่อออกมาแล้วเซี่ยอวี๋ฮุนก็เงยหน้าพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในขณะที่เขากำลังคิดอะไรอยู่นั้น เขาก็ได้เห็นฮั่วฉีจิงยื่นนิ้วมือออกมาสามนิ้ว พร้อมกับยกโอ่งใบใหญ่ที่บรรจุน้ำเอาไว้เต็มใบขึ้นสู่แสงอาทิตย์อย่างง่ายดาย ท่าทีที่ดูสบายๆ นั้นราวกับว่าเขากำลังคีบถ้วยใบเล็กไว้ในมือก็มิปานเซี่ยอวี๋ฮุนจ้องมองอย่างตกตะลึงจนฝ่ายที่ถูกมองหันมามองแล้วถามว่า “มีอะไรหรือ?”“เจ้ากำลังทำอะไรอย่างนั้นเหรอ?” ชายหนุ่มก้มมองตัวเอง ยิ้มนิดหนึ่งตรงมุมปากก่อนจะตอบคำถามว่า “ข้าจะเอามาตากแดดสักหน่อย เมื่อตอนที่ไปรดน้ำต้นไม้ที่เรือนกระจก อาเย่รู้สึกว่าในห้องมีกลิ่นแปลกๆน่ะ ข้าเลยจะปลูกดอกไม้ให้นางสักสองสามกระถาง”เซี่ยอวี๋ฮุนพยักหน้าหงึกหงัก ได้แต่นึกในใจว่าถังฉือเย่มีคนคอยสนับสนุนแบบนี้นี่เองถึงทำให้นางแอบขี้เกียจได้อย่างเต็มที่เช่นนี้ จบตอน Comments
Comments
Post a Comment