บทที่ 2 ดอกฝอยทอง...ทู่ซือจื่อ
ถังฉือเย่กัดฟันกรอดพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนจะรีบล้มตัวลงนอนทันที ในใจคิดว่าหญิงชราผู้เป็นย่านั้นช่างเอ่ยวาจาผรุสวาทได้เก่งเสียจริง จากนั้นก็ได้ยินเสียงของเสี่ยวเหยาดังขึ้นเบาๆ
“ท่านพี่”
และเสียงของถังฉือหรงที่กระแอมเล็กน้อยดังแทรกขึ้นมา พร้อมกันนั้นเขาก็โน้มตัวลงกอดเสี่ยวเหยาไว้ ขณะเดียวกันก็ได้ยินวังซื่อร้องไห้สะอึกสะอื้นและพูดขึ้นว่า
“ทำไมเจ้าถึงได้ดื้อดึงเช่นนี้ ไม่รู้หรือว่าพวกเราสามคนแม่ลูกยังต้องหวังพึ่งเจ้าอยู่ แอบช่วยเหลืออย่างเงียบๆ ก็ยังดีกว่าใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ เจ้าออกมาแล้วทำอะไรได้! จะทำอะไรได้!” นางโกรธเป็นฟืนเป็นไฟพูดจาต่อว่า พร้อมกันนั้นก็ใช้มือทุบตีระบายอารมณ์
“เจ้าลูกไม่รักดี ทำไมถึงไม่ฟังคำพูดแม่ เสียแรงจริงๆที่ข้าฟูมฟักเลี้ยงดูเจ้ามาจนเติบใหญ่ ถึงตอนนี้แล้วก็ยังหวังพึ่งเจ้าไม่ได้!”
ร่างกายบอบบางของชายหนุ่มถูกนางกระชากอย่างแรงจนโอนไปเอนมา แต่น่าแปลกที่ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดใดๆ มิหนำซ้ำยังยืนนิ่งมิได้หลบหลีก มีเพียงสายตาเท่านั้นที่มองอย่างละห้อยหาพร้อมกับพูดว่า
“ท่านแม่ ในเมื่อท่านย่าตัดสินใจไล่พวกเราออกมาแล้วถึงอย่างไรก็คงไม่ใจอ่อน อีกอย่างลูกก็ไม่อาจทนเห็นพวกท่านต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ทั้งที่ทำได้เพียงดูแลตัวเองเท่านั้น”
เมื่อได้ยินคำพูดของบุตรชายวังซื่อก็ปล่อยมือ ใบหน้าเต็มไปด้วยหยดน้ำตา “ทำไมนางถึงได้ใจแข็งเพียงนี้ แม้กระทั่งเจ้าเองก็ยังตัดได้...แล้วตอนนี้เราจะทำอย่างไรดี”
จังหวะนั้นเองถังฉือหรงซึ่งอุ้มเสี่ยวเหยาอยู่ก็ได้เดินเข้ามาในห้อง ก่อนจะเดินตรงไปที่ที่นอนแล้วจัดการวางเสี่ยวเหยาลง เขาใช้มือข้างหนึ่งลูบหน้าผากของถังฉือเย่ อาศัยแสงสว่างเพียงน้อยนิดมองดูสีหน้าของนางอย่างละเอียดและถามมารดาว่า “ท่านแม่ วันนี้เย่เย่ดีขึ้นแล้วหรือ?”
เมื่อเห็นวังซื่อเอาแต่ร้องไห้ เขาจึงพูดต่อไปว่า “ลูกกำชับท่านแม่ให้ป้อนน้ำนางเยอะๆ ท่านแม่ได้ป้อนน้ำนางหรือยัง?”
กระนั้นวังชื่อก็ยังคงไม่สนใจ ถังฉือหรงจึงได้แต่ถอนหายใจเบาๆ พลางกวาดสายตามองหากาน้ำ แต่ก็ไม่พบ เขาจึงตัดสินใจเดินกลับออกไปหากิ่งไม้ด้านนอก จัดการมัดรวมกันไว้ทำเป็นไม้กวาด กวาดทำความสะอาดทั้งด้านในและด้านนอกห้องอย่างลวกๆ พร้อมกับใช้ไม้สองท่อนมาทำเป็นม้านั่ง
เหงื่อเป็นเม็ดๆ ผุดพรายขึ้นเต็มใบหน้า แต่ชายหนุ่มก็ไม่มีกระจิตกระใจจะเช็ดมัน ด้วยมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำ กระทั่งท้องฟ้าเริ่มมืด หลังจากที่ต้องวุ่นวายอยู่พักใหญ่ สภาพภายในห้องถึงจะพอให้คนพักอาศัยได้
ถังฉือหรงออกไปข้างนอกอีกครั้ง ใช้เวลาไม่นานนักเขาก็กลับมาพร้อมกับหม้อเหล็กที่ผุพังและถ้วยอีกสองใบ พร้อมกันนั้นก็ใช้แขนข้างหนึ่งโอบเข่งใบหนึ่งไว้ ภายในมีหมั่นโถวกับผักป่า รวมทั้งกุยช่ายทอดที่กำลังส่งกลิ่นหอมมาแต่ไกลวางอยู่
ถังฉือเย่เฝ้ามองอย่างเงียบๆ พลางนึกสงสัยอยู่ในใจว่าชายหนุ่มไปเอาของพวกนี้มาจากไหน เพราะคงไม่ได้มาจากท่านย่าซุนแน่นอน อีกอย่างลักษณะของเด็กคนนี้ก็ไม่ใช่คนที่ชอบทำตัวน่าสงสารเพื่อเรียกร้องขอสิ่งของจากผู้อื่น เพราะฉะนั้นเป็นไปได้อย่างเดียวคือต้องเอาอะไรสักอย่างไปแลกมาแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีทรัพย์สินของมีค่าใดติดตัวมาสักอย่าง นางจึงคิดไม่ออกเลยว่าตกลงแล้วถังฉือหรงนำสิ่งใดไปแลกมากันแน่ แต่ในเมื่อวังซื่อก็ไม่ได้เอ่ยปากถามนางจึงได้แต่เก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจ
ถังฉือหรงปาดเหงื่อที่ผุดพรายขึ้นเต็มใบหน้า พลางส่งเข่งใบนั้นให้มารดาที่เดินเข้ามารับด้วยความดีใจ ก่อนจะกลับไปนั่งลงทั้งที่ยังสะอึกสะอื้นไม่หยุด จากนั้นเขาจึงเดินออกไปหาบน้ำมาครึ่งถัง รินใส่ถ้วยเดินถือไปที่เตียงและพยุงถังฉือเย่ขึ้นมาพร้อมกับเรียกด้วยเสียงแผ่วเบา
“เย่เย่? เย่เย่?”
ถังฉือเย่ลืมตาขึ้น รู้สึกคุ้นชินกับเสียงที่ได้ยินเหลือเกิน มันเหมือน…เหมือนเสียงของพี่ชายนางไม่มีผิด นางจึงมองเขาด้วยน้ำตาที่เอ่อล้นเมื่อหวนคิดถึงพี่ชายที่มีอายุมากกว่าถึงสิบห้าปี เขาเอ็นดูนางมาตั้งแต่เด็ก แม้ตอนที่ต้องจากบ้านไปเพื่อฝึกการแสดง ทุกครั้งที่กลับมาเขาจะต้องดูแลทำราวกับนางเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆอยู่เสมอ กระทั่งพี่สะใภ้ยังบอกเลยว่าพี่ชายนั้นชอบทำเหมือนนางเป็นลูกมากกว่าน้องสาว
เพียงแต่ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าตอนนี้คาดคะเนน่าจะอายุยังไม่ถึงสิบสี่ปี หรืออาจจะเด็กกว่านิดหน่อย เขามีรูปร่างที่บอบบางและใบหน้าที่หล่อเหลา แม้จะไม่ได้ดูสะดุดตามากนัก แต่หากเมื่อมองตาแล้วกลับทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
“เย่เย่…พี่กลับมาแล้ว เจ้ายังเจ็บแผลอยู่หรือไม่…มาจิบน้ำสักหน่อยนะเด็กดี”
ถังฉือเย่มองใบหน้าเขาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะค่อยๆดื่มน้ำ จากนั้นชายหนุ่มจึงพยุงนางไปที่หัวเตียง เขาวางถ้วยลง ห่างออกไปไม่ไกลนักวังซื่อที่กำลังนั่งอยู่บนโต๊ะก็ค่อยๆกินหมั่นโถวในมืออย่างละเมียดละไม ทั้งที่สีหน้าของนางนั้นยังคงความโศกเศร้า น้ำตายังไหลรินไม่หยุด
เสี่ยวเหยาที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยใบหน้าซูบตอบจนเหลือแต่ลูกตากลมโต ได้แต่เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ กลืนน้ำลายลงคอไม่หยุด
ถังฉือหรงเห็นดังนั้นจึงรินน้ำอีกครึ่งถ้วย แล้วป้อนให้เสี่ยวเหยา พร้อมพูดกับมารดาเบาๆ “ท่านแม่ ให้เหยาเหยากินด้วยเถอะขอรับ”
ผู้เป็นมารดาได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจ มองดูบุตรชายเงียบๆ ก่อนจะเอาหมั่นโถวที่เหลืออยู่ก้อนเล็กๆในมือนั้นยื่นให้เสี่ยวเหยาที่รีบรับแล้วกินอย่างรวดเร็วด้วยความหิว ส่วนกุยช่ายทอดนั้นนางได้กินไปจนหมดแล้ว
ถังฉือหรงเดินกลับไปล้างมือก่อนจะหยิบหมั่นโถวที่เหลือมาแบ่งครึ่งยื่นให้ถังฉือเย่ที่ยื่นมือรับมาถือไว้ จมูกได้กลิ่นน้ำมันหอมซึ่งยังมีรอยน้ำมันติดอยู่ตรงเปลือกด้านนอก นึกในใจว่าหมั่นโถวนี้เหมือนกับหมั่นโถวสมัยก่อนที่ไม่มีไส้ และด้วยความหิวนางจึงสูดกลิ่นหอมนั้นก่อนจะกัดหมั่นโถวเข้าปาก แม้ตอนแรกจะสากคอแต่พอนานไปก็รู้สึกได้ถึงรสหวานตรงปลายลิ้น พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้งนางก็เห็นวังซื่อหยิบหมั่นโถวที่เหลือขึ้นมาแล้วกินอย่างช้าๆ
ถังฉือเย่หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง หางตาเหลือบมองชายหนุ่มที่ไม่ได้มีท่าทางแปลกใจอะไร ได้แต่ดื่มน้ำเย็นไปครึ่งถ้วยก่อนจะเริ่มเก็บกวาดห้องอีกครั้ง ทั้งที่ยังไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องเลยสักนิด…อาจเป็นเพราะความรู้สึกคุ้นเคยที่เห็นว่าเขาเหมือนพี่ชายมาก ในใจจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกน้อยใจแทน เพียงแต่ตอนนี้นางเป็นเพียงคนโง่เขลาคนหนึ่ง หากนางแบ่งหมั่นโถวในมือให้เขามันคงดูแปลกอย่างแน่นอน
หญิงสาวจึงนิ่งเฉยได้แต่เหลือบมองวังซื่อด้วยความสงสัยว่าเพราะเหตุใดนางจึงไม่เหลือข้าวให้บุตรชายตัวเองเลย มิหนำซ้ำยังไม่เอากุยช่ายซึ่งเป็นอาหารเพียงอย่างเดียวที่มีรสชาติให้ลูกสาว ตรงกันข้ามนางกลับกินทั้งหมั่นโถวและกุยช่ายได้อย่างหน้าตาเฉย ทำราวกับว่าทุกอย่างเป็นสิ่งที่นางควรได้รับอยู่แล้ว มิใช่ความผิดใด
ในที่สุดจนแล้วจนรอดถังฉือหรงก็ไม่ได้กินอะไร! ชายหนุ่มยังคงง่วนอยู่ในสวนพักใหญ่ เมื่อเสร็จงานกลับเข้ามาอีกครั้งก็พบว่าวังซื่อกับเสี่ยวเหยาหลับไปนานแล้ว
ถังฉือเย่ได้ยินเสียงฝีเท้านั้นแม้จะแผ่วเบา นางมองเห็นเขาล้างมือพร้อมกับสูดลมเบาๆอย่างอดไม่ได้จริงๆ ขณะที่สายตาก็มองเห็นบาดแผลบนมือคู่นั้น
“ท่านพี่”
เมื่อได้ยินเสียงเรียก ถังฉือหรงจึงรีบทำธุระแล้วคลำทางเดินมาหา นางเห็นเขาเช็ดมือกับเสื้อที่สวมก่อนจะลูบไปที่แก้มของนางเบาๆ พอไม่รู้สึกว่าร้อนแล้วจึงค่อยวางใจ บอกกับน้องสาวว่า
“เย่เย่เด็กดี รีบนอนเถอะ”
จากนั้นหญิงสาวผู้ข้ามมิติมาในคืนแรกก็ผล็อยหลับไปในที่สุด เพียงเพราะประโยคง่ายๆที่ได้ยิน กระทั่งได้ยินเสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้งยามเช้าตรู่ นางจึงตื่นลืมตาขึ้น มองเห็นด้านนอกยังไม่สว่างดี เพราะฟ้าเพิ่งจะสางได้ไม่นานนัก เมื่อหันกลับมาก็เห็นถังฉือหรงกำลังเปิดประตูก้าวเดินจากไปอย่างเงียบๆ ไม่มีคำพูดตัดพ้อต่อว่าหลุดออกมาจากปาก แม้ว่ากำลังสวมชุดที่ยังไม่แห้งดีนัก เพราะเพิ่งซักทำความสะอาดก่อนเข้านอนได้ไม่นาน
ถังฉือเย่ขยับตัวอย่างระมัดระวัง ร่างกายของนางยังรู้สึกเจ็บปวดไปหมด โชคดีที่อย่างน้อยมือและเท้ายังพอขยับได้บ้างแล้ว สายตาเหลือบไปเห็นวังซื่อนอนหลับสนิทอยู่ด้านในกำลังห่มเสื้อคลุมของตัวเอง ส่วนเสี่ยวเหยามุดตัวลงใต้ฟางโผล่มาแค่หัวดำๆ กับผมสีทองๆ ดูยุ่งเหยิงราวกับเป็นลูกหมาตัวน้อย
หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง พยายามพยุงตัวลุกขึ้น อาศัยแสงที่เล็ดลอดผ่านหน้าต่างซึ่งเปิดไว้เข้ามาตรวจดูร่างกายของตัวเอง มองเห็นรอยฟกช้ำสีเขียวคล้ำเป็นจ้ำๆบนใบหน้า มือและขาเต็มไปหมด แม้แต่ตรงแผ่นหลังที่มองไม่เห็นความรู้สึกเจ็บที่ได้รับก็ทำให้นางมั่นใจว่าจะต้องมีบาดแผลปรากฏอยู่ด้วยอย่างแน่นอน เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าหนักหนาแค่ไหน
ทั้งที่นึกอะไรออกได้หลายเรื่องแล้ว แต่น่าแปลกที่เรื่องเดียวที่พยายามคิดเท่าไหร่ถังฉือเย่ก็ยังคิดไม่ออก นั่นคือทำไมนางถึงได้รับบาดเจ็บเช่นนี้ ได้ยินคนในหมู่บ้านพูดกันว่านางถูกขายให้บ้านอื่นในราคาถูก ซึ่งหากย้อนกลับไปได้นางจะต้องหาใครสักคนมาเค้นถามให้ละเอียดทีเดียว
ถังฉือเย่ครุ่นคิดพร้อมกับเกาะกำแพงก่อนจะค่อยๆพยุงตัวเดินออกไปข้างนอก นางยืดเส้นยืดสายด้วยการเดินไปรอบๆ สวนแห่งนี้ที่เดิมทีมีห้องหลักๆอยู่สามห้อง ทั้งสองข้างจะมีห้องรองอยู่ฝั่งละห้อง ล้วนสร้างมาจากดิน แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะผุพังลงมาเกือบหมด โดยเฉพาะผนังนั้นมีหญ้าขึ้นรกเต็มไปหมด แทบจะไม่สามารถอาศัยอยู่ได้เลย โดยห้องที่นางพักเมื่อคืนนั้นก็เป็นครึ่งหนึ่งของห้องหลักนั่นเอง
ถังฉือเย่กวาดสายตาสังเกตรอบกาย มองเห็นเตาดินที่ถังฉือหรงก่อขึ้นมาที่ห้องหลักซึ่งพังลงมาแล้วครึ่งหนึ่ง ด้วยการเอาก้อนหินมาวางซ้อนกัน แม้ไม่ได้ฉาบปูนใดๆ แต่ก็ดูท่าทางมั่นคงแข็งแรง
ประตูถูกมัดไว้ด้วยกิ่งไม้ กำแพงที่ผุพังนั้นแซมด้วยเถาวัลย์หนาม นางเห็นก้อนดินที่พังลงมานั้นถูกนำไปกองรวมกันไว้ตรงมุมห้องจนทำให้ห้องดูกว้างขึ้นมาก น่าจะเป็นฝีมือของถังฉือหรง…เด็กคนนี้มีความรับผิดชอบ ทั้งที่อายุยังน้อยแต่กลับต้องแบกภาระหน้าที่ของพี่ชายคนโตเสียแล้ว ช่างเป็นเด็กดีเสียจริงๆ
ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆอยู่นั้น จู่ๆ ถังฉือเย่ก็ได้ยินเสียงคนพูดดังแว่วมาจากด้านนอกห้องว่า
“ไอ้ตัวซวย!”
นางขมวดคิ้วพลางเหยียบก้อนหินพิงตรงกำแพง ก่อนจะหันกลับไปมองเด็กผู้ชายสองคนยืนผลักกันไปมาอยู่ที่หน้าบ้านตระกูลถัง หนึ่งในนั้นคือถังฉือหรงที่กำลังถือตะกร้าหวายอยู่ในมือ ภายในตะกร้านั้นมีผักป่าหลายชนิดวางอยู่ เขากำลังหลบซ้ายหลบขวา ก่อนที่จะถูกเด็กชายรูปร่างอ้วนผิวดำอีกคนดึงตระกร้าจนขาด ผักป่าที่เด็ดไว้หกกระจัดกระจายเต็มพื้น!
จบตอน
Comments
Post a Comment