superstar ep20

 บทที่ 20 โชคร้าย


ผู้คนที่ยืนอยู่ข้างทางเข้าบ้านตระกูลถังยังคงไม่ยอมแยกย้าย เด็กๆหลายคนก็วนเวียนอยู่รอบๆรถม้าไม่ห่าง ถังฉือเย่เดินถือไหเหล้าเข้าบ้าน โดยที่ไม่ได้ใส่ใจมากนัก


นางจัดการนำเนื้อกวางออกจากหม้อ แล้วนำไปให้ถังฉือหรงสองจาน ก่อนจะนำไปให้ท่านลุงสี่กับคุณนายโจวอีกจานหนึ่งเพื่อตอบแทนไหเหล้าเปล่าที่ได้มา 


คุณนายโจวรับเนื้อไป ใบหน้าแช่มชื่นขึ้น ก่อนจะหันไปคุยกับสามีอย่างอดไม่ได้ “แม่หนูเย่ผู้นี้เป็นเด็กที่ฉลาดรอบคอบมาก หน้าก็สะสวย ทำให้คนรักคนชอบเสียจริงๆ น่าเอ็นดูนัก นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็นคนในตระกูลเดียวกันแล้วล่ะก็ ข้าคงจะหาคนเป็นแม่สื่อมาขอเย่เอ๋อร์เป็นสะใภ้แล้ว” 


สตรีผู้เป็นเจ้าของร้านเหล้านั้นพูดไปก็ถอนหายใจไป “เป็นเพราะแม่ของนางแท้ๆ พูดยากเสียจริง เด็กสาวที่มีอนาคตไกล เฉลียวฉลาดเช่นนี้ แต่ทำไมวังซื่อถึงได้เอาแต่ทำหน้าเหน็ดเหนื่อยท้อแท้ตลอดทั้งวัน”


ถังถือเย่เดินออกมายังไม่ทันพ้นหน้าร้าน นางจึงได้ยินทุกถ้อยคำ…คุณนายโจวพูดถูกทุกอย่าง ทุกวันนี้สีหน้าสีตาของวังซื่อนั้นดูช่างไร้อารมณ์ และสิ้นหวังเสียเหลือเกิน ซึ่งความจริงแล้วหญิงสาวรู้จักคนอย่างนี้ดี วังซื่อเป็นประเภทที่ข้าไม่เป็นอะไร แต่ข้าจะอารมณ์เสียสักหน่อย ข้าอารมณ์ไม่ดี ข้าจะไม่พูด แต่คนอื่นควรมองออกเอง ควรจะเข้าไปถามนาง และแน่นอนว่าเมื่อเอ่ยปากถาม วังซื่อก็จะไม่ตอบ แต่ก็ควรเข้าใจ ปลอบประโลมและรับนางให้ได้…พูดง่ายๆก็คือ เป็นพวกเรียกร้องความสนใจและเป็นคุณหนูที่คนคอยประคบประหงมอยู่หน่อยๆ 


ดังนั้นเมื่อถังฉือหรงกลับเข้าบ้านมา ใบหน้าของวังซื่อก็แสดงความไม่พอใจทันที ชายหนุ่มเป็นคนที่กตัญญู แต่ก็ตรงไปตรงมา เขาจึงไม่เข้าใจความหมายของมารดา หากเป็นยามปกติเขาก็จะเอ่ยถามอย่างสุภาพ และฟังนางทอดถอนใจ ผิดกับถังฉือเย่ที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ พร้อมกันนั้นก็รู้สึกขัดใจแทบทุกประโยคที่วังซื่อกล่าวออกมา 


เช้าวันรุ่งขึ้น วังซื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งตัดมา เป็นชุดกระโปรงยาวรัดเอวที่ไม่ค่อยได้ใส่ในช่วงนี้ ซึ่งขับให้เอวของนางบางคอด เผยให้เห็นความพลิ้วไหว นางบรรจงหวีผมของตัวเองอยู่ตรงหน้ากระจกอย่างละเมียดละไม เมื่อเห็นการกระทำเหล่านี้ ถังฉือเย่ก็รู้ทันทีว่า ‘คำพูดในคืนนั้น’ ของนางเปล่าประโยชน์!


แต่ไม่เป็นไร ถังฉือเย่รู้ว่าสุภาพบุรุษจอมปลอมอย่างถังหย่งฟู่นั้นเป็นคนรักษาหน้าตาตัวเองที่สุด เพราะฉะนั้นนางเชื่อว่าหลังจากท่านลุงสองกับท่านลุงสี่เข้าไปส่งของขวัญแทนนางมาแล้ว แม้ว่าเหอซื่อจะไม่ได้ทำอะไร แต่ถังหย่งฟู่ก็น่าจะหยุดเรื่องพวกนี้สักวันสองวัน 


หลังจากคิดแก้ไขเรื่องนี้ได้แล้ว สิ่งที่ถังฉือเย่กังวลก็เหลือเพียงเรื่องเดียวคือการหาเงิน ดังนั้นเมื่อเดินผ่านบ้านของฉีจิงในตอนเช้าจึงพยายามเหลือบมองเข้าไปอยู่หลายครั้ง พลางนึกในใจว่าวันนี้หากเจอฉีจิงก็จะลองเลียบๆ เคียงถามเขาเรื่องการเข้าไปในภูเขาลึก แต่แล้วก่อนที่เจอเจ้าของบ้านกลับมีใครบางคนเข้ามาหานาง เขายิ้มพลางร้องเรียก 


“สาวน้อยเย่! ข้าได้ข่าวว่าเจ้าไม่ได้โง่เขลาแล้วหรือ?” 


ชายคนนี้เป็นคนเสเพล เกกมะเหรกเกเรที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจวี้เป่า เป็นชายศีรษะล้านแถมยังมีเกลื้อนร่วงเป็นแผ่นจนเผยให้เห็นหนังศีรษะเกือบทั้งหัว ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงเรียกเขาว่า เฉินขี้เกลื้อนบ้าง เฉินเสียสติบ้าง 


ถังฉือเย่ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด นางจึงพยักหน้าส่งๆ ก่อนจะเร่งฝีเท้าออกเดิน เฉินเสียสติผู้นั้นไม่ได้ตามนางมา เขาเพียงลอกฝ่ามือและแกว่งไปมาพลางพลิกหนังตาไม่หยุด ทั้งยังมองจับจ้องไปที่บ้านของฉีจิงด้วยสายตาอาฆาต 


หญิงสาวเดินขึ้นไปบนภูเขาเพื่อเก็บผักและผลไม้ป่ามาบางส่วน เก็บได้ไม่มากนักก็ต้องลงจากภูเขา เพื่อลงมาหาที่ทำบ่วงกับดักสัตว์ แต่ในขณะที่นางทำไปได้เพียงครึ่ง ถังฉือเย่ก็พบกับเด็กในหมู่บ้านกลุ่มหนึ่งที่กำลังลงมาจากภูเขาพร้อมกับถังฉือหยิน แต่ละคนล้วนเป็นเด็กที่มีอายุราวๆแปดถึงเก้าขวบ ผิดกับนางที่ใกล้จะสิบสามอยู่รอมร่อ ราวกับกาน้ำชาในกองถ้วยชา


เมื่อพวกเขาเห็นนางกำลังง่วนอยู่กับการทำบ่วงก็พากันมาห้อมล้อมถามโน่นถามนี่ ถังฉือเย่เองก็ไม่ใช่คนหวงความรู้ นางจึงสอนวิธีทำบ่วงดักสัตว์ให้กับเด็กๆอย่างละเอียด หลังจากพูดคุยสนทนากันสักพัก พวกเขาจึงขอตัวลา และหลังจากนั้นไม่นานนักร่างผอมสูงของฉีจิงก็เดินลงมาจากบนเขา นางเห็นที่เอวเขามีกระต่ายแขวนอยู่ตัวหนึ่ง เมื่อเห็นนางเขาจึงหยุดเดินแล้วมองมาอย่างนิ่งๆ 


ความจริงถังฉือเย่ชอบท่าทางที่ดูนิ่งๆเช่นนี้ของเขา เมื่อเปรียบเทียบกับพวกที่ดูมีชีวิตชีวา สุภาพเรียบร้อย หรือดุร้ายแล้ว หญิงสาวกลับชอบคนที่เคร่งขรึมดูนิ่งๆอย่างฉีจิงมากกว่า แม้ว่าในตอนนี้จะยังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม แต่ถังฉือเย่สัมผัสได้ว่าภายในใจของชายหนุ่มนั้นมั่นคงแข็งแกร่งราวกับเป็นผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับร้อยปี…มันเป็นความรู้สึกของคนที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมามากมาย ซึ่งแตกต่างกับถังฉือหรงที่สุภาพเรียบร้อยและยึดมั่นในกฎระเบียบอย่างสิ้นเชิง 


พอนึกถึงคำพูดที่คุณนายโจวเคยเล่าให้ฟังว่าฉีจิงต้องสูญเสียทั้งพ่อและแม่ไป จนถูกทอดทิ้งไว้ตามลำพังกับน้องชายที่ยังเล็ก ถังฉือเย่ก็เข้าใจความรู้สึกนั้นของเขา นางจึงยิ้มขึ้นแล้วกล่าวคำทักทายก่อน “พ่อหนุ่มฉี ข้ากำลังจะไปหาเจ้าพอดี”


“จะไปล่าสัตว์ด้วยกันหรือ?” เขาถามกลับ คิ้วหนาๆนั้นเลิกขึ้น นางจึงพยักหน้าน้อยๆ บอกว่า


“อืม…จะเรียกอย่างนั้นก็ได้ แต่ข้าคิดว่าแถวนี้ไม่ค่อยมีอะไร ข้าอยากชวนเจ้าเข้าไปหาของป่ากันในป่าที่ลึกกว่านี้หน่อย เจ้ารับหน้าที่ปกป้องข้า หากพบเจออะไร เราก็แบ่งกันคนละครึ่ง หากว่า…” 


ถังฉือเย่ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็ปฏิเสธอย่างไม่ลังเลว่า “ไม่!”


“ทำไมกัน?”


“เข้าไปในภูเขาลึก ไปกลับก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวัน ไม่ล่ะ” 


ถังฉือเย่ยังไม่เข้าใจ ปกติแล้วพรานป่าก็ต้องใช้เวลาสามถึงห้าวันเข้าป่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วมิใช่หรือ…หรือเป็นเพราะเขาไม่นอนในป่า หญิงสาวครุ่นคิดสงสัย จนเวลาผ่านไปครู่หนึ่งฉีจิงจึงอธิบาย


“น้องข้าอยู่บ้านคนเดียว ข้าจึงไม่สามารถนอนในป่าข้ามคืนได้ 


หญิงสาวแทบจะร้อง ‘อ๋อ!” ออกมาเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขายังมีน้องชายอยู่อีกคน รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อยเพราะดูเหมือนว่าการเข้าไปในป่าลึกเพื่อหาสมุนไพรมีค่าของนางจะไม่สำเร็จเสียแล้ว ได้แค่คิดอย่างเสียดายว่าหากวังซื่อเป็นคนที่ไว้ใจได้สักหน่อย บางทีอาจจะให้วังซื่อช่วยดูแลน้องชายของเขาได้ แต่ว่าในความจริงนั้น …ถังฉือเย่หมดคำพูดเพราะรู้ดีอยู่แก่ใจ นางจึงไม่ได้ทักท้วงอะไร ได้แต่พูดอย่างเสียดาย


“เช่นนั้นก็ช่างมันเถอะ เอาไว้ข้าหาวิธีอื่น”


“แต่หากเจ้าล่าสัตว์หรือมาเก็บสมุนไพรบริเวณนี้ก็สามารถเรียกข้าได้ตลอด”


“เรื่องแค่นี้ข้าคนเดียวก็ทำได้สบายๆอยู่แล้ว เหตุใดต้องเรียกหาเจ้าด้วย ข้าไม่เสียชื่อแย่หรอกหรือ?” 


ชายหนุ่มจ้องมองนางเขม็ง “แล้วเช่นนั้นเจ้าชวนข้าเข้าภูเขาลึก หรือว่าเจ้าไม่กลัวจะเสื่อมเสียชื่อเสียงกัน?”


“เรื่องแค่นี้เจ้าไม่เข้าใจหรือ?”​ ถังฉือเย่มัดบ่วงกับดักไปพลางคุยกับเขาไปพลาง “สาเหตุที่ข้าต้องเข้าไปในป่าลึกก็เพราะต้องการหาของมีค่ามากขึ้นโดยเฉพาะพวกสมุนไพรซึ่งน่าจะคุ้มค่าพอให้ข้าลองเสี่ยง แต่หากได้อะไรเพียงเล็กๆน้อยๆ ข้าจะเปลืองแรงทำไปทำไมกัน” 


ฉีจิงถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็วางคันธนูและลูกศรล่าสัตว์ลงพร้อมย่อตัวลงแล้วช่วยนางทำบ่วงกับดัก 


ถังฉือเย่อมยิ้มพลางกล่าวเสียงสดใส “ถึงแม้ว่าบ่วงนี้จะจับกระต่ายได้ ข้าก็ไม่แบ่งให้เจ้าหรอกนะ”


“ข้ารู้อยู่แล้ว”


“แล้วเหตุใดเจ้าจึงช่วยข้า?”


“เป็นเพื่อนกับเจ้า ทำดีกับเจ้าไว้ ต่อไปจะได้ไปล่าสัตว์ไปเก็บสมุนไพรด้วยกัน” 


ถังฉือเย่หยุดกึก เหลียวมองเขาด้วยสายตาสงสัย รู้สึกแปลกใจอยู่หน่อยๆ ที่จู่ๆเขาก็ยอมเป็นเพื่อนกับนาง…หรือว่าเขาหวังผลประโยชน์อะไร? ด้วยเหตุนี้นางจึงถามและชายหนุ่มก็ตอบอย่างแผ่วเบา


“เจ้ารู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ…ว่าข้าเกิดมาก็มีโชคชะตาอาภัพนัก เมื่อเทียบกับเจ้าแล้วน่าจะยังโชคดีกว่าข้ามาก” 


ถังฉือเย่มองเขาอย่างเห็นใจพลางส่งยิ้มเป็นกำลังใจให้นิดหนึ่ง แล้วจึงพูดคุยเรื่องอื่นกันไปพร้อมกับทำบ่วงดักจับสัตว์ไป จนกระทั่งเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดแล้วหญิงสาวจึงเอ่ยคำลาเพื่อรีบกลับบ้าน…พอมาถึงก็พบว่าไม่มีอาหารเหลืออยู่เลย พอเข้าไปในห้องเห็นวังซื่อกำลังนั่งหวีผมอยู่หน้าอ่างทองแดง ไม่มีทีท่าว่าไม่สบอารมณ์และไม่มีร่องรอยการมาของ ‘ใคร’ นางจึงโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก 


พอเห็นเสี่ยวเหยานอนอยู่บนเตียง นางรู้สึกแปลกๆจึงเอ่ยถามว่า “เหยาเอ๋อร์ ยังไม่ค่ำเลยจะเข้านอนแล้วเหรอ?”


ใบหน้าของวังซื่อยังเย็นชาและเรียบเฉย ถังฉือเย่เองก็ไม่ได้รอคำตอบของน้องสาวเพราะนางต้องรีบไปทำอาหาร รอจนอาหารถูกนำมาวางบนโต๊ะแล้วนั่นแหละ นางจึงหันไปเรียกเสี่ยวเหยาอีกครั้ง “เหยาเอ๋อร์? ลุกมากินข้าวเร็ว” 


ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของเด็กหญิง ถังฉือเย่จึงสาวเท้าเร็วๆไปดึงนางขึ้นมา เมื่อฝ่ามือสัมผัสกับใบหน้าของนางก็ต้องลุกขึ้นในทันที! เพราะใบหน้าของเสี่ยวเหยานั้นร้อนผ่าว เนื้อตัวสั่นไปทั่งร่าง ถังถือเย่จึงหันไปถามวังซื่อเสียงร้อนรน 


“นี่มันเกิดอะไรขึ้นท่านแม่!?”


วังซื่อที่ม้วนผมทรงใหม่อยู่ตรงหน้าอ่างทองแดงอย่างตั้งใจ เมื่อได้ยินเสียงนั้นก็ตกใจพลางหันหน้ามามองด้วยความหงุดหงิด “เจ้าจะเสียงดังทำไมกัน ข้าตกใจแทบแย่!”


ตอนนั้นเองที่ถังฉือเย่รู้สึกโกรธจัดจนตัวสั่นเทิ้มไปหมด นางกัดฟันกรอดพลางประคองเสี่ยวเหยาขึ้นมา “เสี่ยวเหยาไม่สบาย นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”


วังซื่อผงะไป จากนั้นก็รู้สึกรำคาญเล็กน้อย ถามกลับมาหน้าตาเฉยว่า “ข้าเป็นแม่เจ้า เจ้าพูดกับผู้ใหญ่ด้วยท่าทีเช่นนี้หรือ?”


‘เจ้ายังรู้ตัวหรือว่าเป็นแม่!’ 


หญิงสาวคิดในใจก่อนจะอุ้มเสี่ยวเหยาขึ้นมาแล้วเดินอย่างทุลักทุเลออกไปด้านนอก วังซื่อลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามออกมา เมื่อคลำหน้าผากของเสี่ยวเหยาก็ทำหน้าเหยเกพึมพำเบาๆว่า 


“ไม่แปลกหรอกก็นางตื่นเช้ามาไม่กินอะไรเลย เอาแต่นอนขี้เกียจทั้งวัน”



จบตอน

Comments