superstar ep201-210 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps บทที่ 201: แสร้งทำเป็นขรึมในเช้าวันถัดมาก็มีข่าวมาจากในเมือง…ว่ากันว่าตู้ฉีเซิ่งและคนอื่นๆมาเพื่อพบกับหมอเทวดาซูจี้ แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนมีหลักการ แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลฮั่ว แต่เขาก็ไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วยง่ายๆ ดังนั้นหลังจากที่คนของฮั่วฉีจิงส่งมาเพื่อจับตามองมาสองสามวันจึงรู้เพียงแค่ตอนนี้ซูจี้กำลังปรุงยาอยู่เท่านั้น ซึ่งใบสั่งยานั้นแตกต่างจากใบสั่งยาทั่วไป จนหมอธรรมดาทั่วไปนั้นยังไม่อาจเข้าใจได้ รู้เพียงแต่ว่ามีตัวยาอยู่ตัวหนึ่งที่ยังขาดอยู่เป็นหญ้าชื่อกุ่ยหยา ถังฉือเย่ทำหน้าครุ่นคิดก่อนจะพูดว่า “เช่นนั้นตู้ฉีเซิ่งก็มาหาหมอหรือ?”“ไม่ใช่หรอก” ฮั่วฉีจิงกระแอมเบาๆ “คนที่ป่วยน่าจะเป็นลูกชายคนรองของเขามากกว่า” “ลูกชายคนรอง?” “ตู้ฉีเซิ่งมีลูกชายสองคน ลูกชายคนโตอยู่ที่เมืองหลวงฉางอัน ส่วนลูกชายคนรองอยู่กับเขาในกองทัพตลอด ในเมื่อให้ท่านหมอซูจี้ดูอาการ ก็น่าจะเป็นลูกชายคนรองของเขานามว่าตู้เค่อหรง” “ไม่เช่นนั้นพวกเราขึ้นไปบนภูเขาหน่อยไหม หากหาพบมันก็จะเป็นไมตรีจิตที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งไม่ใช่หรือ?” หญิงสาวเสนอ ฮั่วฉีจิงอยากบอกว่ายาชนิดนี้หายากมาก แต่เมื่อนึกถึงโชคอันแปลกประหลาดของนางขึ้นมา เขาจึงได้แต่พยักหน้าแล้วพูดว่า “ก็ดีเหมือนกัน” และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ในวันรุ่งขึ้นพวกเขาทั้งสองคนจึงเก็บของแล้วขึ้นไปบนภูเขา โดยหลังจากที่เดินไปไม่ถึงชั่วหนึ่งยาม ร่างกายของถังฉือเย่ก็รู้สึกร้อนขึ้นมา นางจึงถอดเสื้อคลุมผ้าฝ้ายออกแล้วยื่นให้ฉีจิงแบกเอาไว้ ก่อนจะเดินต่อไปอีกครึ่งชั่วยามก็ได้ถอดเสื้อออกมาอีกชั้นหนึ่ง ความร้อนที่เกิดขึ้นทำให้ใบหน้าของนางแดงระเรื่อ “หญ้ากุ่ยหยานี่มันมีลักษณะเป็นอย่างไร?” ชายหนุ่มพับเสื้อคลุมของนางพลางผูกไว้ด้านหลัง ก่อนจะตอบ “เจ้ารู้จักหญ้าเจ้าชู้ไหม…หญ้ากุ่ยหยามีลักษณะคล้ายกับหญ้าเจ้าชู้ ลำต้นเป็นสีม่วงอมแดง แต่ใบเป็นสีขาว ทั้งยาวทั้งแหลมคม อีกทั้งยังโค้งเล็กน้อยเหมือนกับฟันผี ดังนั้นจึงเรียกว่าหญ้าฟันผีหรือหญ้ากุ่ยหยานั่นเอง” ถังฉือเย่ชะงักฝีเท้าในทันทีพลางชี้ไปที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจนักว่า “คล้ายแบบนั้นหรือเปล่า?” ฮั่วฉีจิงเหลือบมองตามปลายนิ้วมือของนางไป แล้วตอนนั้นเองเขาก็ต้องเบิกตาโพลงในใจมีแค่คำว่า ‘เป็นไปไม่ได้…เป็นไปไม่ได้’ อยู่ตลอดเวลา พร้อมกันนั้นก็สืบเท้าเดินเข้าไปใกล้ แล้วก็พบว่าเป็นหญ้ากุ่ยหยาจริงๆ แถมยังมีมากกว่าสิบต้นและตอนที่ฮั่วฉีจิงขุดออกมา พลางหันมาจ้องมองถังฉือเย่เขม็ง “อาเย่…เจ้าว่าภูเขาแห่งนี้จะมีเทพจิ้งจอกไหม?” ถังฉือเย่กลอกตามองบน “มีข้าที่เป็นนางฟ้าอยู่ทั้งคน เจ้ายังอยากเจอเทพจิ้งจอกอีกเหรอ?”“เปล่าไม่มีอะไร” ชายหนุ่มพูดทั้งรอยยิ้ม “ในเมื่อพวกเราได้ของที่ต้องการแล้ว เช่นนั้นพวกเราลงจากภูเขากันไหม?”“ไหนๆก็มาแล้ว ไม่ล่าหาอาหารป่าสักหน่อยเหรอ?”“เจ้าไม่ใช่หญิงสาวผู้โชคดีหรอกหรือ?” ฮั่วฉีจิงล้อ “เหตุใดจึงไม่เรียกให้อาหารมันออกมาหาเองถึงหน้าประตูบ้านล่ะ?”“เพราะว่าข้ามีฉี....พ่อหนุ่มฮั่วไงล่ะ อยากกินสิ่งใดก็ล่าสิ่งนั้น ดังนั้นข้าจึงได้มันมาโดยไม่ต้องออกแรง”ดวงตาคู่งามของฮั่วฉีจิงทอแสงขึ้นเล็กน้อยขณะจ้องมองนาง เขายิ้มโดยไม่พูดอะไรออกมา ถังฉือเย่จึงทำท่าเหมือนคนหมดแรงอ้อนเขาไปว่า“ข้าเหนื่อยแล้ว ไม่เดินแล้ว” ชายหนุ่มไม่พูดอะไรทั้งนั้น เขาเดินเข้ามาพลางส่งเสื้อคลุมให้กับนาง ก่อนจะย่อตัวลง ถังฉือเย่ขึ้นไปบนหลังเขาอย่างไม่ลังเล พลางโอบรอบคอไว้ด้วยมือทั้งสองข้างฮั่วฉีจิงยืนขึ้นเงียบๆ พลางเดินลงจากเขาอย่างช้าๆ หญิงสาวฟุบลงบนตัวเขา รู้สึกว่าเขาเป็นเตาผิงขนาดใหญ่คอยให้ความอบอุ่นและมั่นคง ด้วยความรู้สึกล้ำลึกบางอย่างที่ทำให้นางกัดเบาๆ ไปที่ลำคอของอีกฝ่ายจนถูกตำหนิเบาๆ “อย่าซุกซน!”ถังฉือเย่ไม่ฟังนางรวบผมของเขาขึ้นไว้ในมือ พลางหมุนเป็นเกลียว ชายหนุ่มกล่าวอีกครั้งอย่างอดทน “เชื่อฟังหน่อย!” นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน มิหนำซ้ำยังดึงคอเสื้อออกเพื่อดูผิวสีน้ำผึ้งของเขาอีกจากนั้นนางก็รู้สึกว่ามันมีบางอย่างผิดปกติ ทั้งลมหายใจที่ติดขัด หรือมือที่ยิ่งจับก็ยิ่งแน่นขึ้น รวมไปถึงการเคลื่อนไหวของขาที่แข็งทื่อ ล้วนบ่งบอกถึงอาการผิดปกติของฮั่วฉีจิง แต่เขากลับแสร้งทำเป็นเคร่งขรึมและยังคงเดินต่อไปไม่หยุดแล้วพลันนั้นเองชายหนุ่มก็หยุดเดินกะทันหัน จากนั้นก็ลดไหล่ลงมาข้างหนึ่ง นางกรีดร้องเบาๆด้วยความตกใจก่อนที่จะกลิ้งลงมาในอ้อมแขนของเขาอย่างช่วยไม่ได้ชายหนุ่มกดนางไว้กับพื้น พลางขึ้นคร่อมไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มลงไปจูบแผ่วเบาที่ริมฝีปากอวบอิ่ม เมื่อลมหายใจอุ่นมาบรรจบกัน ถังฉือเย่ยังไม่ทันที่จะได้สติกลับมา เขาก็รีบถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ดวงตาเป็นประกาย “บอกแล้วไงว่าอย่ามาแหย่ ข้าไม่ใช่นักบวชนะ!” ชายหนุ่มจ้องมองอยู่นาน ก่อนจะผุดลุกขึ้นในทันที จากนั้นก็ถอยหลังออกไป ยืนตัวตรงและหันหลังให้นาง ถังฉือเย่จึงรีบลุกขึ้นนั่งพร้อมกับจัดระเบียบผมเผ้าและเสื้อผ้า แล้วทันใดนั้นจู่ๆเขาก็พุ่งเข้ามากอดนางไว้แน่น พลางซุกหน้าลงบนไหล่ราวกับสุนัขตัวใหญ่ ถังฉือเย่สัมผัสได้ถึงร่างกายที่สั่นสะท้าน เหงื่อที่ไหลเต็มเสื้อของเขา และลมหายใจร้อนๆที่พ่นมาบนคอของนางนานครู่ใหญ่กว่าที่ฮั่วฉีจิงจะตัดใจผละจากไป ในระหว่างทางกลับนั้น พวกเขาทั้งสองอยู่ห่างกันออกไปประมาณหนึ่งก้าว และไม่มีคำพูดใดเล็ดลอดออกมาทั้งสิ้น ชายหนุ่มถือโอกาสล่าไก่ป่ามาสองตัว กระต่ายหนึ่งตัว เมื่อใกล้ถึงหมู่บ้านแล้วก็ยังเห็นร่องรอยที่หมูป่าทำไว้กับพื้น เขาจึงหันไปพูดกับอีกฝ่ายว่า “ที่นี่มีหมูป่าเยอะมากจริงๆ”“ใช่แล้ว แต่ถึงแม้ว่าเราจะล่ามันได้ แต่ก็ลากมันกลับไปไม่ได้” ฮั่วฉีจิงพยักหน้า “เช่นนั้นอีกสองสามวันก็ค่อยนัดคนจำนวนหนึ่งขึ้นมาล่ามันก็ได้” “หืม?” ถังฉือเย่เสียงสูงและใช้โอกาสนี้เข้าใกล้เขาอีกหน่อย “เจ้าหมายถึงการเรียกคนในหมู่บ้านมาอย่างนั้นเหรอ แล้วจะเป็นอันตรายรึเปล่า?”“ไม่หรอก ถึงตอนนั้นข้าจะพาเจ้ามาด้วย มันคงจะครึกครื้นมากเลยล่ะ” เขายิ้มมุมปากเล็กน้อยพลางเอื้อมมือมาจับหัวเล็กๆของนางพลางลูบไปมา “เอาล่ะ เจ้าก็ไม่ได้ซุกซนเป็นครั้งแรกเสียหน่อย ข้าเองก็ไม่ได้โกรธเจ้า ไม่ต้องทำเช่นนี้หรอก”เมื่อเห็นชายหนุ่มสงบลงแล้ว ถังฉือเย่รู้สึกอยากกระโดดโลดเต้นขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่นางจะยับยั้งความต้องการที่จะหยอกล้อไว้ ได้แต่กุมมือแล้วพูดเพียงสั้นๆว่า “อืม” บทที่ 202: ตกตะลึงไปชั่วขณะในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง ณ คฤหาสน์แห่งหนึ่งในตัวเมือง ปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังเอนกายพิงอยู่บนเก้าอี้ ทั้งที่ยังสวมชุดเกราะหนังและสายรัดแขนอยู่ด้วยสีหน้าที่ดูป่วยกระเสาะกระแสะ…เขาก็คือตู้เค่อหรง ลูกชายคนรองของตู้ฉีเซิ่งนั่นเองตู้เค่อหรงผู้นี้มีอายุมากกว่าฮั่วฉีจิงหกปี ซึ่งก่อนที่ฮั่วฉีจิงจะอยู่ภายใต้ความดูแลของฮั่วป๋ายนั้น เขาก็อยู่ในกองทัพมาแล้วถึงสามปีแล้ว ช่ำชองการขี่ม้าตั้งแต่อายุยังน้อย อีกทั้งยังคล่องแคล่วว่องไว สมกับที่ได้รับคำชมว่า ‘พ่อที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรไม่มีทางที่จะมีลูกชายที่อ่อนแอและเป็นคนธรรมดาแน่นอน’ ต่อมาเมื่อฮั่วฉีจิงเข้ามาในช่วงแรกๆนั้นตู้เค่อหรงก็ไม่ได้สนใจอะไรเลย เพราะเห็นว่าเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งที่มีอายุเพียงสามขวบ แถมยังมีบิดาที่สำมะเลเทเมา แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อเขาโตขึ้น คำเยินยอชื่นชมทั้งหมดกลับมาตกอยู่ที่ฮั่วฉีจิงเพียงคนเดียว โดยเฉพาะเมื่อได้ยินคำเรียกขานที่คนพวกนั้นเรียกฮั่วฉีจิงว่า ‘ท่านแม่ทัพน้อย’ บ้างล่ะ หรือ ‘ผู้มีสายเลือดของเทพ’ บ้างล่ะ นานวันเข้าจึงกลายเป็นหินก้อนใหญ่ที่กดทับตู้เค่อหรงไว้จนหายใจไม่ออก…หรือต่อให้สกุลตู้พยายามมากเพียงใด สุดท้ายก็ยังถูกสกุลฮั่วกดไว้ข้างใต้ฝ่าเท้าเสมอ!โชคดีที่ทั้งฮั่วป๋ายและฮั่วอี้ตายไปแล้ว แถมตระกูลฮั่วเองก็ล่มสลาย ส่วนฮั่วฉีจิงก็ถูกลดตำแหน่งเป็นสามัญชนธรรมดา และออกจากด่านชายแดนไป สิ่งเหล่านี้มิใช่เพราะสวรรค์เมตตาสกุลตู้อย่างนั้นเหรอ แต่ไม่รู้ว่าบิดาของเขาเสียสติหรืออย่างไร จนถึงตอนนี้ก็ยังนึกถึงมิตรภาพของฮั่วป๋ายอยู่ และมักจะพูดถึงลูกชายของเพื่อนสนิท นอกจากนี้ยังได้ส่งคนไปค้นหาที่อยู่ของพวกเขาอีกตู้เค่อหรงคิดและพูดเสมอ เขาคาดหวังมาตลอดว่าฮั่วฉีจิงจะตายแล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่าทายาทคนเดียวของสกุลฮั่วคนนั้นจะยังมีชีวิตอยู่ จากจดหมายที่ตกมาอยู่ในมือเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ หลังจากออกจากชายแดนมาชั่วคราวเพื่อมาหาหมอในเมืองหลงเหมิน ตู้เค่อหรงรีบจึงซ่อนจดหมายนั้นไว้ทันที เดาได้ว่าฮั่วฉีจิงคงจะอยู่ในเมืองหลงเหมินเป็นแน่…เป็นเพราะสวรรค์ช่วยไว้จริงๆ ที่ครั้งนี้ทำให้ฮั่วฉีจิงตกมาอยู่ในกำมือของเขา ซึ่งเขาไม่มีทางปล่อยให้เสี้ยนหนามนี้มีโอกาสกลับมาได้อีกแน่นอน จำเป็นจะต้องกำจัดและถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก!ชายหนุ่มจึงเรียกรวมตัวในทันที พร้อมกับสั่งให้ลูกน้องฝีมือดีของตนหาโอกาสซุ่มโจมตีฮั่วฉีจิง จะต้องปลิดชีพเขาให้ได้! ระหว่างที่กำลังคิดอะไรอยู่นั้น คนใช้ก็ถือยาเดินเข้ามาพลางพูดว่า “คุณชาย ได้เวลาดื่มยาแล้ว”ตอนนี้ตู่เค่อหรงมีอารมณ์ดื่มยาเสียที่ไหน เขาโบกมืออย่างไม่ลังเล “ข้าไม่ดื่ม!” “คุณชาย ตอนที่ท่านแม่ทัพออกไป ท่านได้สั่งไว้ว่าให้คุณชายกินยาให้ตรงเวลา”“นี่เจ้ากล้าเอาท่านพ่อมากดดันข้างั้นรึ เจ้าไม่ฟังที่ข้าพูดแล้วใช่ไหม?” พูดพร้อมกับยกมือขึ้นและปัดถ้วยยาลงไปกับพื้น “ไปให้พ้น ข้าอารมณ์ไม่ดีอยู่ อย่ามาเกะกะขวางตาข้า!” คนใช้ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ได้แต่รีบก้มไปเก็บเศษชามที่แตก เมื่อออกมาด้านนอกก็พบกับท่านหมอที่ต้มยา พอเห็นสิ่งที่อยู่ในมือก็เอ่ยถามเสียงต่ำ“ไม่ดื่มเหรอ?”เมื่อคนรับใช้พยักหน้ารับ ท่านหมอจึงพูดต่อ “ไม่ดื่มก็ช่าง ไม่มีหญ้ากุ่ยหยา จะดื่มหรือไม่ดื่มผลลัพธ์มันก็ไม่ต่างกันมาก” “อาการป่วยของคุณชาย ร้ายแรงหรือไม่ท่านหมอ ดูเหมือนคุณชายจะไม่ได้กังวลใจอะไรเลย” ซูจี้ถอนหายใจเสียงดัง…สาเหตุที่ตู้เค่อหรงไม่ได้กังวลใจ ก็เพราะว่าเขายังไม่รู้ความจริงทั้งหมดน่ะสิ หากรู้ขึ้นมาอย่าว่าแต่เป็นกังวลเลย เกรงว่าอาจจะเป็นบ้าไปด้วยซ้ำ โรคนี้ไม่ได้เสียชีวิตในทันที เพียงแต่หากไม่มีหญ้ากุ่ยหยา ต่อไปไม่เพียงแต่จะมีทายาทยาก แต่กลัวว่าเรื่องบนเตียงเองก็คงจะทำไม่ได้แล้วหลังจากนั้นท่านหมอก็ส่ายหน้าเงียบๆ และไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกเลยแม้แต่คำเดียว!..............................................................เมื่อกลับมาถึงบ้านอีกครั้ง ถังฉือเย่ก็ลงมือทำซุปไก่สามชามด้วยตัวเอง ก่อนที่ทุกคนจะอยู่ร่วมทานอาหารพร้อมกัน ในตอนเย็นฮั่วฉีจิงต้องการให้คนนำหญ้ากุ่ยหยาไปส่งในเมือง ถังฉือเย่ไม่พอใจเล็กน้อย นางถามเขาว่า “เหตุใดพวกเราจึงไม่ไปด้วยตัวเองล่ะ จะได้ไปเดินเล่นซื้อข้าวของด้วยเลย”“ก็ดีเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เช้าเราเข้าไปในเมืองกันแต่เช้าเลย” และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ในเช้าวันถัดมาถังฉือเย่ได้มารอเขาตั้งแต่ฟ้าเริ่มสาง นางพูดด้วยน้ำเสียงแจ่มใสว่า“ไปกันเถอะ พวกเราไปกันตอนนี้แหละ จะได้ถือโอกาสเดินเล่นอีกหน่อย”ชายหนุ่มยิ้มนิดๆมุมปาก “ก็ดีเหมือนกัน ข้าจะได้ไปซื้อแส้ให้เจ้า ต่อไปข้าจะสอนเจ้าใช้แส้” เมื่อทั้งคู่เดินทางมาถึงในเมือง ฮั่วฉีจิงก็เจอร้านหนึ่ง ชายหนุ่มใช้เวลาเลือกอย่างละเอียดอยู่ครึ่งชั่วยาม ก่อนจะเลือกแส้ออกมาให้ถังฉือเย่ได้หนึ่งเส้น “เส้นนี้แล้วกัน ใช้ฝึกซ้อมไปก่อน ไว้กลับไปข้าจะให้คนมาทำเส้นใหม่ที่ดีกว่านี้ให้เจ้า”นางจับมันขึ้นมาพลางสะบัดไปสองครั้ง ก่อนจะกล่าว “อาฉี ตอนนี้พวกเราไป...” ฮั่วฉีจิงแตะนางเบาๆ พลางส่งสายตาบางอย่าง ถังฉือเย่ตกใจเล็กน้อย แต่ก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง นางจึงกล่าวตามน้ำ “…ไปหาอะไรกินกันเถอะ?”จากนั้นทั้งสองก็แสร้งเดินออกไปโดยไม่มีพิรุธอะไร ก่อนจะเข้าไปในร้านขายเครื่องประทินโฉม ถังฉือเย่ก้มหน้าก้มตาเลือก ชายหนุ่มจึงกระซิบเบาๆที่ข้างหู “มีคนกำลังตามเรามาหลายคน ฝีมือไม่เลวเลย ข้าจะให้คนมาพาตัวเจ้าออกไปก่อน”“เช่นนั้นเจ้าก็ระวังตัวด้วย!” ฮั่วฉีจิงพยักหน้ารับ แต่หลังจากที่ทั้งสองออกมาได้ไม่นาน ก็มีใครบางคนเข้ามา พลางส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้ “คุณชายตระกูลเราต้องการเชิญคุณชายฮั่วไปนั่งจิบน้ำชาสักหน่อย”เขาเปิดจดหมายออกอ่าน ข้อความที่เขียนมามีเพียงประโยคเดียวคือ “ฮั่วฉีจิง ขอความกรุณามาพบกันด้วย จาก ‘ศัตรู’” ฮั่วฉีจิงบีบมือของถังฉือเย่เบาๆ พลางกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย “นำทางไป”ในเมื่อไปไหนไม่ได้แล้ว ถังฉือเย่เองก็ไม่ได้ร้อนรน พลางเล่นแส้ในมืออย่างใจเย็น นางมักจะพกอาวุธลับของสำนักศิลปะการต่อสู้ติดตัวไว้เสมอ โดยเฉพาะหลังจากที่ผ่านเรื่องราวของฮั่วฉีหยางมา นางก็พกติดตัวไม่เคยห่าง โดยเฉพาะผงยาที่เมื่อโดนผิวหนังก็จะทำให้คนหมดแรงในทันที นางตั้งชื่อให้มันเล่นๆว่า ‘ยาสัมผัสแห่งความตาย’ ซึ่งชื่อของมันจริงๆก็คือ ‘จานผีจาย’ทั้งสองคนเดินตามชายผู้นั้นไปไม่นานนักก็ออกมานอกเมือง ยิ่งเดินคนก็ยิ่งน้อย จนกระทั่งเดินมาถึงพื้นที่ว่างที่ไม่มีใครอยู่ ฮั่วฉีจิงจึงรีบผลักนางให้ถอยไปอยู่ด้านหลังในทันทีถังฉือเย่เดินโซเซออกไป และได้ยินเสียงอาวุธกระทบกันดังขึ้นมา ฮั่วฉีจิงหันกลับมา ดาบอันแหลมคมกระเพื่อมลมออกมาเป็นระลอก พริบตาเดียวเลือดก็สาดกระเซ็นไปทั่วทุกสารทิศ และคนอีกหลายคนที่ปรากฎตัวขึ้นด้านหลังโดยที่ไม่รู้ว่าโผล่มาตอนไหนหญิงสาวจับต้นไม้ไว้พลางหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันที่จะได้สติกลับคืนมา พวกเขาก็ถูกจัดการจนราบเป็นหน้ากลอง…เหตุใดสถานการณ์จึงได้เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันและน่ากลัวเช่นนี้! บทที่ 203: ตัวการพวกเขาต่อสู้กันเป็นเวลานาน ถังฉือเย่ยืนมองฝ่ายตรงข้ามที่คนลดน้อยลงไปเรื่อยๆ การเคลื่อนไหวของฮั่วฉีจิงก็ค่อยๆช้าลงเช่นกัน ถึงแม้นางจะรู้ว่าเขาน่าจะเป็นฝ่ายที่เหนือกว่า แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงต่อสู้ได้อย่างคล่องแคล่วก็ชักจะไม่แน่ใจขึ้นมานิดหน่อย จึงทำใจกล้าและอยากที่จะเข้าไปช่วย พยายามอยู่หลายครั้ง แต่ก็หาโอกาสเข้าแทรกไม่ได้เลยกระทั่งล้มฝ่ายตรงข้ามได้เกือบทุกคนแล้ว การต่อสู้ตรงหน้าก็ใกล้จะจบลง ถังฉือเย่จึงก้าวขึ้นไปข้างหน้าเล็กน้อยโดยไม่ลืมที่จะยกแส้ในมือขึ้นมา ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ฮั่วฉีจิงกำลังลงดาบไปที่คนผู้นั้น แต่เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวของนาง เขาจึงยั้งมือเอาไว้จากนั้นก็ถอยหลังมาหนึ่งก้าว หลีกทางให้พร้อมกับแววตาที่แฝงไปด้วยความเหนื่อยใจเล็กน้อย ถังฉือเย่อึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะฟาดแส้ไปสองครั้ง แล้วเดินมาอยู่ข้างหลังพลางถามเขาว่า“คนพวกนี้เป็นนักฆ่าอย่างนั้นเหรอ?” “ไม่ใช่” ฮั่วฉีจิงกวาดสายตาไปที่คนเหล่านั้นโดยที่ไม่พูดคำใด คนเหล่านั้นก็ก้มหน้าลง ไม่กล้าที่จะมองหน้าเขา ราวกับว่าพวกเขารู้สึกละอายใจ ชายหนุ่มจึงพูดอย่างช้าๆว่า “ดูจากฝีมือและทักษะการต่อสู้แล้ว ไม่ใช่นักฆ่า และไม่ใช่พวกที่จะสละพลีชีพด้วย แต่เป็น…องครักษ์ส่วนตัว”หลังจากนั้นไม่นานนัก ก็มีคนจำนวนหนึ่งวิ่งกรูกันเข้ามา ฮั่วฉีจิงก็ออกคำสั่งให้ลากตัวคนเหล่านี้ไปพร้อมกัน ก่อนที่เขาจะก้าวเท้านำมาสู่บ้านหลังหนึ่งซึ่งดูเหมือนว่าคนทั้งหมดของที่นี่จะรู้ว่าฮั่วฉีจิงนั้นเป็นใคร ทันทีที่เห็นว่าชายหนุ่มไม่ได้มาคนเดียว แต่กลับมีหญิงสาวอีกคนหนึ่งเดินตามหลังมาด้วย ทุกคนต่างก็เมียงๆมองๆมาเป็นตาเดียว ถังฉือเย่สังเกตเห็นแววตาของคนพวกนั้นแสดงออกชัดเจนถึงความอยากรู้อยากเห็น แม้ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร แต่นางก็อดที่จะรู้สึกเครียดเล็กน้อยไม่ได้ ราวกับว่าเป็น ‘ลูกสะใภ้ที่น่าเกลียดมาพบกับพ่อแม่ของสามี’ อย่างไรอย่างนั้นฮั่วฉีจิงเรียกให้ชายหนุ่มคนหนึ่งออกมา แล้วหันมาแนะนำกับนางว่า “เขาคือชิงเว่ยเหลี่ยว…ลูกศิษย์คนแรกของข้า” ชิงเว่ยเหลี่ยวโค้งคำนับลง แล้วพูดว่า “เจ้าบ้านถัง” “เรียกข้าว่าอาเย่ก็พอ”“ไม่ได้หรอก” เขายังยืนกรานว่า “จะเสียมารยาทไม่ได้!”ถังฉือเย่แอบเหลือบมองฮั่วฉีจิงแวบหนึ่ง ในใจพลางคิดว่าสมแล้วที่เป็นลูกศิษย์ของเขา เพราะท่าทางราวกับผู้อาวุโสที่ทำอะไรตรงตามกฎระเบียบทุกอย่างฮั่วฉีจิงหัวเราะออกมาเพราะสีหน้าของนาง จากนั้นเขาก็ถามว่า “พวกคนเหล่านั้นเจ้าเอาไว้ที่ไหนแล้ว?” ชิงเว่ยเหลี่ยวพาพวกเขาไปพร้อมกับตรวจสอบบนร่างกายของคนเหล่านั้น จนได้ค้นเจอป้ายเล็กๆป้ายหนึ่ง เขาจับมันขึ้นมาแล้วหมุนดูไปรอบๆ ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อยถังฉือเย่หุบยิ้มในทันที “เป็นคนที่เจ้ารู้จักหรือ?”“คนพวกนี้เป็นองครักษ์ประจำตัวตู้ฉีเซิ่ง”หญิงสาวเบิกตากว้าง แต่ชายหนุ่มกลับส่ายหน้าน้อยๆพลางว่า“ไม่น่าจะเป็นเขา ถึงแม้ว่าเขาจะอยากฆ่าข้าก็ตาม แต่เขาก็คงไม่วางแผนที่ทั้งประมาทและง่ายดายแบบนี้หรอก ข้าคิดว่านี่คงจะเป็นคนในครอบครัวของเขาทำมากกว่า”“หรืออาจจะเป็นลูกชายคนรองที่ป่วยของเขาคนนั้น”ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร รอจนคนของเขาเข้ามารายงานที่อยู่ของตู้เค่อหรงแล้ว เขาจึงตัดสินใจบุกเข้าไปหาในทันที! ดังนั้น ตู้เค่อหรงที่กำลังรอผลจากการลอบฆ่าอย่างใจจดใจจ่อ เมื่อมีคนมารายงานว่าฮั่วฉีจิงขอเข้าพบเขาก็ถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียว รู้ได้ทันทีว่าแผนการต้องถูกเปิดโปงแล้วแน่ๆ แต่ถูกเปิดโปงแล้วจะทำไมล่ะ ตอนนี้ฮั่วฉีจิงเป็นแค่สามัญชนคนธรรมดาจะทำอะไรได้ คิดได้ดังนี้ตู้เค่อหรงจึงลุกขึ้นพลางสวมรองเท้า พยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงอนุญาต ดังนั้นเมื่อตอนที่ถังฉือเย่และฮั่วฉีจิงเดินเข้ามานั้น พวกเขาจึงเห็นใบหน้าที่หยิ่งยโสของชายหนุ่มคนหนึ่งยืนรออยู่ก่อนแล้ว ฮั่วฉีจิงพูดว่า “เมื่อครู่ข้าและเพื่อนของข้าอยู่ข้างนอกได้ปะทะกับคนจำนวนหนึ่ง หลังจากนั้นก็ได้สืบมาจนรู้ว่าคนเหล่านี้เป็นองครักษ์ส่วนตัวของท่านลุงไม่ทราบว่าเรื่องนี้ ท่านลุงตู้รู้เรื่องหรือไม่”ตู้เค่อหรงตอบอย่างเย็นชาว่า “ไม่รู้”“หรือคนเหล่านี้จะทำไปโดยพลการอย่างนั้นหรือ?”ตู้เค่อหรงไม่ตอบ คนที่ฮั่วฉีจิงพามาด้วยก็อดที่จะเอ่ยขึ้นไม่ได้ว่า “ในเมื่อเป็นแบบนี้ สู้ประหารพวกนั้นไปเลยดีกว่า”และตู้เค่อหรงก็ยังคงไม่ตอบอะไรเช่นเคย จนเป็นฮั่วฉีจิงที่พูดอย่างช้าๆ ทว่าหนักแน่น “ในเมื่อศิษย์พี่ไม่รู้ ถ้าอย่างนั้นข้าจะพาคนเหล่านี้ไปพบท่านลุงที่ด่านชายแดน แล้วถามเขาว่าเหตุใดถึงได้ตามฆ่าข้า!” เมื่อเขาพูดประโยคนี้ออกไป ตู้เค่อหรงก็ร้อนรนขึ้นมาในทันที “อะไรกัน…ตอนนี้เจ้าเป็นเด็กหรืออย่างไร เมื่อเจอปัญหาก็ยังจะไปฟ้องผู้ใหญ่ หากอยากฟ้อง ก็ไปฟ้องผู้ใหญ่ของเจ้าสิ จะไปฟ้องผู้ใหญ่ของครอบครัวผู้อื่นทำไมกัน?”เมื่อคำพูดเหล่านี้หลุดออกมา ฮั่วฉีจิงโกรธก็โกรธจัด รวมทั้งถังฉือเย่เองก็โกรธเป็นอย่างมาก คำพูดนี้ช่างชั่วร้ายสิ้นดี ทั้งๆที่เขาก็รู้ว่าคนในครอบครัวของฮั่วฉีจิงไม่มีใครอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคำพูดนี้มันเป็นคำพูดที่ตอกย้ำบาดแผลชัดๆ แล้วตอนนั้นเองก็มีคนตะโกนเสียงดังมาว่า “เจ้ามันคนขี้ขลาด น่ารังเกียจ คนเหล่านี้เป็นคนที่เจ้าส่งให้ไปฆ่านายน้อยแท้ๆ ตอนนี้ยังจะมาพูดจาไร้มารยาทอีก” “ข้าพูดจาไร้มารยาทตรงไหน?” ตู้เค่อหรงพูดเยาะเย้ยว่า “ที่ข้าพูดไม่ใช่ความจริงหรอกหรือ ข้าไม่อยากให้พวกเห็บพวกหมัดมารบกวนท่านพ่อของข้า นี่เป็นความกตัญญูของข้า เกี่ยวอะไรกับคนนอกด้วย”สีหน้าท่าทางของตู้เค่อหรงทำให้พวกของฮั่วฉีจิงโกรธจนแทบคลั่ง และต่างพากันก่นด่าด้วยความโกรธ จนผู้เป็นนายต้องยกมือขึ้นมาห้ามเอาไว้ “ตู้เค่อหรง ครอบครัวของพวกเราก็อยู่ที่ชายแดนมาด้วยกันหลายปี พวกเราก็ถือว่าเป็นพี่น้องที่เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมา ข้าแค่เพียงอยากรู้ว่า มีอะไรที่ข้าทำให้เจ้าไม่พอใจ ถึงขั้นที่ทำให้เจ้าอยากจะฆ่าข้าแบบนี้?”“ข้าแค่เพียงไม่ชอบขี้หน้าเจ้า”ถังฉือเย่ที่กำลังฟังอยู่ก็หมดความอดทน แสร้งทำเป็นนางฟ้าต่อไปไม่ได้แล้ว นางจึงพับแขนเสื้อขึ้นพร้อมเข้าสู่สนามรบ “หุบปาก! ให้ข้าได้พูดความสิ่งที่เป็นธรรมสักหน่อย!” ตู้เค่อหรงเบิกตากว้าง แต่เมื่อมองดูอย่างชัดเจนแล้วว่านางเป็นหญิงสาวตัวเล็กๆ แถมยังหน้าตาสะสวยอีกด้วยความโกรธของเขาก็ลดลงไปนิดหน่อยจึงถามเสียงอ่อยๆไปว่า “เจ้าเป็นใครกัน?” “ถึงข้าจะเป็นเพื่อนของอาจิง แต่เรื่องนี้ข้าก็ต้องขอพูดอะไรที่เป็นธรรมหน่อย เรื่องนี้เห็นได้ชัดเจนว่าอาจิงทำไม่ถูก เจ้าต้องขอโทษคุณชายรองตู้!” เมื่อได้ยินนางพูดออกไปแบบนั้น ก็มีคนไม่น้อยที่แสดงสีหน้าที่โกรธแค้นออกมา แต่เพราะฮั่วฉีจิงห้ามเอาไว้พวกเขาจึงไม่ได้พูดอะไรสีหน้าของตู้เค่อหรงก็ค่อยๆผ่อนคลายลงมา จากนั้นก็เหลือบมองไปที่ฮั่วฉีจิงด้วยความสะใจ มีเพียงฮั่วฉีจิงคนเดียวเท่านั้นที่รู้นิสัยของนางเป็นอย่างดีถังฉือเย่พูดด้วยท่าทางที่จริงจังว่า “เจ้าพูดมาหน่อยสิว่า เจ้าจะทำเป็นอวดตนอะไรทั้งวัน เจ้ากำลังทำอะไรอยู่ ด่านชายแดนเป็นสถานที่สำหรับการสู้รบ เป็นที่ที่ให้พวกเจ้ามาโอ้อวดตนเองชิงดีชิงเด่นกันอย่างนั้นหรือ เจ้านี่มันเกินไปแล้วนะ!” ฮั่วฉีจิงโบกมือไปมา พลางพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า “เจ้าพูดถูกแล้ว” บทที่ 204: การช่วยเหลือด้วยวาจาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งเงียบไป ถังฉือเย่จึงพูดต่อว่า “เรื่องนี้ก็ถือว่าช่างมันไปเถอะ แต่เจ้ายังจะอวดฝีมือได้เยี่ยมขนาดนั้น ทำแบบนี้แล้วเจ้ายังจะไว้ชีวิตไอ้คนไร้ค่าพวกนี้ได้อีกเหรอ เจ้าเองก็เป็นวีรบุรุษที่ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึงในฝีมือ แล้วเจ้าจะทำใจให้คนเหล่านั้นอยู่ไปอย่างไร้ค่าเหมือนหมาตัวหนึ่งได้อย่างไร ในใจของเจ้าก็คิดแต่จะดิ้นรนต่อสู้ จะให้เจ้าพวกนี้ที่ใจแคบที่วันๆ เอาแต่ใช้เล่ห์เพทุบายนั้นเอาหน้าไปไว้ที่ไหน แม่ทัพในตำนานของตระกูลฮั่วได้ให้กำเนิดนักเขียนนักวาดคนหนึ่งมาโดยบังเอิญ ทุกคนต่างก็คิดว่าพวกเจ้าจะละทิ้งเรื่องการต่อสู้มาจับพู่กันวาดเขียนเสียแล้ว พวกเขากำลังแอบดีใจอยู่ แต่ต่อมาเจ้ากลับสำแดงฝีมือที่เกินกว่าคนรุ่นก่อนออกมา ราวกับเจ้าได้ไปตบหน้าพวกหนูสกปรกที่อยู่ในท่อพวกนั้นอย่างแรง เช่นนี้แล้วพวกเขาจะรับได้หรือ ไม่ฆ่าเจ้าน่ะสิถึงจะแปลก!” ตู้เค่อหรงรวมทั้งคนอื่นๆที่ได้ฟังถ้อยคำเผ็ดร้อนเหล่านี้ต่างก็นิ่งอึ้งกันไปเป็นแถวๆ ผ่านไปครู่หนึ่งกว่าจะมีคนเข้าใจสิ่งที่นางต้องการจะสื่อ จนหลุดหัวเราะ พลางพูดขึ้นว่า “พูดได้ถูก ท่านแม่ทัพน้อยท่านทำเกินไปแล้ว!” ตู้เค่อหรงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟตะโกนเสียงดัง “พวกเจ้ามาดูถูกข้าใช่หรือไม่?“เรื่องมันชัดเจนขนาดนี้เจ้าเพิ่งจะดูออกหรอกหรือ?” ถังฉือเย่ถามเยาะๆ ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกโกรธและร้อนรน ความอิจฉาที่แอบซ่อนอยู่ในส่วนที่มืดมิดที่สุดในใจมาหลายปีกลับถูกผู้หญิงคนนี้หยิบมาพูดด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ ตู้เค่อหรงรู้สึกอับอายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “เจ้านี่ช่างชมเขาได้เก่งเสียจริง ฮั่วอี้อะไรนั่นก็แค่คนไร้ค่าที่ไม่ทำการทำงานอะไรก็แค่นั้น แล้วนับประสาอะไรกับคนที่…” “ไม่ทำการทำงานอะไร?” ถังฉือเย่หัวเราะ พูดตัดบทในทันที “คำพูดนี้ของเจ้าช่างน่าขันเสียจริง เจ้าคงจะไม่รู้ใช่หรือไม่ว่าในแวดวงบัณฑิตแล้วฮั่วอี้อยู่ในฐานะอะไร เขาเป็นคนที่ได้รับการยกย่องและมีผลงานที่โดดเด่นเป็นอย่างมาก รู้เอาไว้เสียด้วย มีบัณฑิตที่มีชื่อเสียงกี่คนกันที่จะได้รับรูปวาดของเขาไว้เป็นเกียรติสักใบ ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ผลงานหนึ่งชิ้นของเขา ก็ได้รับการยกย่องจากผู้คนตั้งมากมาย หากจะบอกว่าไม่เคยมีใครที่ทำได้ขนาดนี้มาก่อน ก็คงจะไม่เกินไปนักหรอก” หญิงสาวเหลือบมองตู้เค่อหรงด้วยรอยยิ้มที่เยาะเย้ยก่อนจะพูดต่ออีกว่า “นี่นะหรือที่เรียกว่าไม่ทำการทำงาน ที่เจ้าร่ำเรียนมา หมาเป็นผู้สอนเจ้าหรืออย่างไร แม้กระทั่งสำนวนก็ยังใช้ไม่เป็น ถ้าหากนี่เรียกว่าไม่ทำการทำงานอะไร ก็คงจะมีคนอีกเยอะแยะที่ไม่อยากทำการทำงานแล้วล่ะ ไม่ต้องเอ่ยถึงทั้งชีวิต เพียงแค่วาดรูปแค่รูปเดียว ก็พอที่จะทำให้ชื่อเสียงเลื่องลือขจรขจายได้แล้ว”“แล้วยังไง ด่านชายแดนเป็นสถานที่ในการสู้รบ ถึงแม้ว่าเขาจะเก่งกาจแค่ไหน แต่หากต่อสู้ไม่ได้ก็คือไม่ทำการทำงานไร้ค่านั่นแหละ!” “เจ้าพูดถูก!” สีหน้าของถังฉือเย่ดูจริงจังขึ้น ตู้เค่อหรงอึ้งไปในทันที “อย่างไรเสียตระกูลฮั่วก็เป็นตระกูลแม่ทัพที่เก่าแก่ ถึงแม้ว่าฮั่วอี้จะเก่ง แต่เขาเก่งในด้านที่ไม่เหมาะกับสิ่งที่เขาทำหน้าที่อยู่ ไม่สอดคล้องกับความหวังของปุถุชน ดังนั้นหลังจากที่ผ่านไปหนึ่งรุ่นพวกเขาก็ได้หันมาในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว นี่ก็ไม่ใช่ว่ามีฮั่วฉีจิงที่อยู่เหนือกว่าเจ้าในทุกด้านแล้วเหรอ ถึงกับทำให้เจ้าต้องอิจฉาส่งคนมาฆ่าเขาที่เป็นลูกหลานของท่านแม่ทัพในตำนาน…น่าเสียดายที่ไม่ใช่ว่าอยากจะฆ่าก็ฆ่าได้ คนเก่งก็คือคนเก่งอยู่วันยังค่ำ ส่วนเศษสวะก็เป็นแค่เศษสวะไร้ค่า ดังนั้นฮั่วฉีจิงจึงไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย ส่วนทหารของเจ้าน่ะไม่ได้เรื่องสักนิด” ท่ามกลางเสียงหัวเราะกู่ร้อง ตู้เค่อหรงสุดจะทน เขาพุ่งตัวเข้ามาด้วยความว่องไว แต่ฮั่วฉีจิงเองก็ไวทายาด เขารีบเข้ามาป้องกันไว้ก่อนด้วยการดึงนางให้มาหลบที่ด้านหลัง หลังจากนั้นก็เหาะเข้าไปเผชิญหน้ากับตู้เค่อหรงอย่างรวดเร็วถังฉือเย่นึกว่าจะได้เห็นฉากต่อสู้อีกสักฉาก แต่ผลปรากฏว่าฮั่วฉีจิงก้าวไปข้างหน้า จากนั้นก็เกิดเสียงดังขึ้นก่อนที่ตู้เค่อหรงจะล้มกองลงไปกับพื้น ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้หญิงสาวถึงกับงงไปเลยทีเดียว “อาจิง…เมื่อกี้ข้าสลบไปหรืออย่างไร?”“เจ้าไม่สบายอย่างนั้นหรือ?” เขาหันมาถามด้วยความเป็นห่วง “เปล่า” ถังฉือเย่ส่ายหน้าไปมาพลางชี้ไปที่พื้นด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม “ข้าเพียงแค่รู้สึกราวกับว่าข้าได้พลาดอะไรไปหลายขั้นตอนเชียว”ฮั่วฉีจิงหัวเราะจนแทบไม่ไหว คนที่เขาพามาด้วยต่างก็กุมท้องและหัวเราะออกมาจนน้ำตาไหล ตู้เค่อหรงโกรธจนตัวสั่นพูดเสียงกระท่อนกระแท่น“เป็นเพราะข้ามีบาดแผลอยู่ รอให้ข้าหายดีก่อนเถอะ ข้าสู้เจ้าได้แน่!” “เสี่ยวตู้ เจ้าหัดระวังตัวไว้บ้างก็ดีนะ คำด่าต่างๆอย่าพูดออกมาง่ายนัก เหตุใดเจ้าถึงได้ลืมง่ายเช่นนี้ สาเหตุที่พวกข้ามาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ สุดท้ายแล้วก็เป็นเพราะตอนที่เจ้ายังดีๆอยู่เจ้าก็สู้เขาไม่ได้ยังไงล่ะ”เพียงเท่านี้คนที่อยู่ด้านหลังก็หัวเราะกันท้องคัดท้องแข็ง ส่วนตู้เค่อหรงโกรธจนเป็นลมสลบไป ฮั่วฉีจิงจึงเดินนำทุกคนกลับออกมา ผ่านไปพักใหญ่ก็มีคนพูดขึ้นว่า “เขากลัวว่าตู้ฉีเซิ่งจะรู้ ดังนั้นเรื่องนี้ตู้ฉีเซิ่งก็ไม่น่าจะรู้เรื่อง” “จะรู้หรือไม่นั้นไม่สำคัญ ไม่ว่าญาติพี่น้องที่สนิทกันมากเพียงใด แต่ก็คงไม่เกินไปกว่าความสัมพันธ์ของพ่อลูกได้หรอก” หญิงสาวเพียงคนเดียวบอก หลังจากสังเกตสิ่งหนึ่งได้ว่า ที่ตู้ฉีเซิ่งเดินทางมายังเมืองหลงเหมินด้วยตัวเองก็เพื่อลูกชายคนนี้โดยเฉพาะ ซึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่าตู้ฉีเซิ่งนั้นรักลูกคนนี้มากแค่ไหน ทุกคนต่างก็เงียบกริบ ก่อนจะมีคนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล “ถ้าอย่างนั้น นายน้อยตอนนี้เราจะทำอย่างไรดี?” ฮั่วฉีจิงส่ายหน้าไปมาตอบว่า “อาเย่พูดถูก ตู้ฉีเซิ่งจะรู้เรื่องนี้หรือไม่ก็ไม่สำคัญ ในเมื่อตู้เค่อหรงไม่ชอบข้าถึงขนาดนี้ ดังนั้นด่านทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือก็ไปไม่ได้แล้ว”“ก็ดี” มีคนพูดแทรก “ความจริงแล้วการไปที่ด่านทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือนั้นก็ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าตู้ฉีเซิ่งจะมีแนวคิดที่สอดคล้องกัน แต่เขาก็ต้องคำนึงถึงสกุลฮั่วของท่านอยู่ดี”“แต่ถ้าหากไม่ไปที่ด่านทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วจะไปที่ไหนล่ะ ตระกูลฮั่วปกป้องรักษาด่านชายแดนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมารุ่นสู่รุ่น และไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับแม่ทัพท่านอื่นเลย หากไปที่อื่นนั่นคงจะเป็นเส้นทางที่แสนจะยาวนาน ต้องค่อยๆสั่งสมประสบการณ์และความสามารถไปเรื่อยๆ”“ข้าเข้าใจ” ชายหนุ่มบอก “การที่อดทนไปสักระยะก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ดี ความจริงแล้วท่านไม่จำเป็นต้องเอาแต่คำนึงถึงเรื่องที่จะฟื้นฟูชื่อเสียงของตระกูลฮั่วก็ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องทำไปทีละขั้นทีละตอนจึงจะสำเร็จ”ฮั่วฉีจิงยังคงพยักหน้าอยู่อย่างนั้น เมื่อคนอื่นไม่ได้พูดอะไรอีก จากนั้นก็พากันแยกย้ายไป ถังฉือเย่ก้มลงหยิบหญ้ากุ่ยหยาออกมา จากนั้นก็นั่งลงกับพื้น พลางหยิบก้อนหินมาทุบมันจนแหลกละเอียด ก่อนจะใช้เท้าเตะมันลงไปในแม่น้ำ “ข้าหวังว่าเจ้าตู้เค่อหรงคนนั้นจะหาหญ้ากุ่ยหยาไม่ได้อีกต่อไป ไม่ว่าเขาจะเป็นโรคอะไร ก็ขอให้รักษาไม่หายตลอดไป” ฮั่วฉีจิงหัวเราะ อดไม่ได้ที่จะลูบไปที่ศีรษะของนางเบาๆ “หญ้ากุ่ยหยานั้นหายากมาก บางทีเขาอาจจะหาไม่ได้จริงๆ เอาล่ะอย่าโมโหไปเลย ตระกูลตู้ไม่ได้มีหน้าที่จะต้องช่วยข้าหรอกนะ”“ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ หากคนผู้นั้นไม่มีเหตุผลถึงจะเป็นญาติพี่น้องข้าก็ไม่ช่วยหรอก อย่างไรเสียข้าก็ไม่ชอบตระกูลตู้เลยสักนิด!” ถังฉือเย่บ่นพึมพำ พลางกุมมืออีกฝ่ายไว้ “อาจิงไม่ต้องรีบร้อนไป บางทีในเรื่องร้ายๆ เราอาจจะได้รับสิ่งดีๆแทนก็ได้นะ บางทีในสถานการณ์แบบนี้อาจจะมีจุดเปลี่ยนก็ได้”ฮั่วฉีจิงอมยิ้มตรงมุมปาก “หญิงสาวผู้โชคดีพูด แน่นอนว่าต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องอยู่แล้ว”แล้วหลังจากนั้นเมื่อทั้งสองกลับไปที่หมู่บ้าน ในเช้าวันถัดมาชายหนุ่มก็เริ่มสอนนางใช้แส้ กระทั่งผ่านไปอีกหนึ่งวัน ถังฉือเย่ก็เห็นฮั่วฉีจิงเริ่มอ่านพวกข้อมูลด้านการทหารที่ปกป้องริมฝั่งทะเล ราวกับว่าเขากำลังเตรียมที่จะไปด่านที่อยู่ริมฝั่งทะเลอย่างไรอย่างนั้น ในขณะเดียวกันทางฝั่งของตู้เค่อหรงนั้น ภายหลังจากนั้นไม่นานชายหนุ่มก็ได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับอาการป่วยของตัวเองจากหมอเทวดาซูจี้ ท่านหมอบอกว่าเขาอาจไม่สามารถมีบุตรได้อีกต่อไป เนื่องจากไม่มีหญ้ากุ่ยหยามาเป็นส่วนประกอบในยา ความจริงนี้ทำให้ตู้เค่อหรงอาละวาดอย่างหนักจนถึงขนาดทำร้ายร่างกายของท่านหมอซูจี้ แถมยังด่าทอว่าเป็นหมอชั้นต่ำฝีมือย่ำแย่ ซูจี้โกรธเป็นอย่างมาก จนถึงขนาดประกาศออกไปว่าลูกศิษย์ของเขาที่สำนักจี้ซื่อทุกคน จะไม่รักษาให้ตระกูลตู้อีกต่อไปในฐานะที่ซูจี้เป็นผู้อาวุโสสูงสุดในสำนักจี้ซื่อ เมื่อตัดสินใจไปแล้ว สำนักจี้ซื่อที่ฉางอันก็ได้ป่าวประกาศข่าวนี้ออกไป ผู้คนต่างก็พากันซุบซิบนินทา และคาดเดากันไปต่างๆนานา แต่คนที่ดูเหมือนจะเป็นกังวลกับข่าวนี้มากที่สุดก็คือแม่ พี่ชายและน้องชายของตู้ฉีเซิ่งซึ่งอยู่ที่ฉางอัน แถมพวกเขายังเป็นครอบครัวที่ใหญ่โตที่นั่นด้วย เมื่อถูกสำนักจี้ซื่อปฏิเสธแบบนี้ก็เท่ากับว่าเป็นการเสียโอกาสที่จะรักษาชีวิตหนึ่งชีวิตเอาไว้เลยทีเดียว และอีกอย่างซูจี้ก็มีชื่อเสียงในตำหนักหมอหลวงเป็นอย่างมาก เมื่อเป็นแบบนี้ในภายภาคหน้าหากคนในครอบครัวเกิดเรื่องอะไรขึ้น การที่จะเชิญหมอหลวงมานั้นจะยากเย็นแสนเข็ญ ข่าวลือเรื่องนี้ของสกุลตู้ทำให้ในวันหนึ่งลูกน้องของฮั่วฉีจิงก็ต้องวิ่งมาถามผู้เป็นเจ้านายด้วยความสงสัยว่า “นายน้อย ท่านคิดว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับหญิงสาวผู้โชคดีของท่านหรือไม่ แบบนี้มันจะโชคร้ายเกินไปแล้ว ต่อไปนอกเสียจากว่าหญิงผู้โชคดีคนนั้นจะไม่ต้องการท่านเองแล้ว ท่านห้ามทิ้งลูกทิ้งภรรยาไปเด็ดขาดนะ ไม่อย่างนั้นละก็ ไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นในอนาคต!” ฮั่วฉีจิงได้ฟังก็เอาแต่นิ่งเงียบ ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี เพราะในใจนั้นได้แต่คิดว่า ‘ถึงแม้ว่าข้าอยากจะทิ้งนาง แต่ก็ทิ้งไม่ได้อยู่ดี เพราะตอนนี้ข้ายังไม่ได้เป็นอะไรกับนางเลยต่างหาก!’ บทที่ 205: ล่าหมูป่าเมื่อเข้าเดือนสิบสอง ร้านเหล้าก็หยุดงานทั้งหมด หลังจากนั้นถังฉือเย่จึงเชิญท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงมา เพื่อมาประชุมเรื่องการหยุดงานสำหรับทุกคนหลังจากที่ทำงานหนักมาเป็นเวลาครึ่งปี นางจึงคิดจะแจกเหล้าให้ทุกคนคนละสองไห อาจจะเป็นเหล้าผลไม้ตระกูลถังหรือว่าเหล้าฟู่โช่วก็ได้ เพียงแต่ไม่อนุญาตให้นำออกไปขาย รวมทั้งยังมอบเงินรางวัลสิ้นปีให้อีกด้วย โดยคนที่ได้มากที่สุดได้ไปถึงแปดสิบกว่าตำลึง น้อยที่สุดก็ได้ไปสี่ห้าสิบตำลึง แม้แต่ครอบครัวที่มีธุระไม่สามารถทำงานได้จนถึงสิ้นปีก็ยังได้ไปถึงสิบยี่สิบตำลึงเลยทีเดียว นอกจากนี้แล้ว ถังฉือเย่ยังได้ประกาศอีกเรื่องหนึ่งคือ เริ่มตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ร้านเหล้าจะทำการคัดคนออก ทุกๆเดือนจะมีการประเมินหนึ่งครั้ง หากผลงานออกมาไม่ดี สามรายชื่อสุดท้ายจะต้องถูกคัดออกทันที และหลังจากที่คัดออกไปแล้ว ก็จะไม่สามารถถูกรับเข้ามาอีกต่อไปแต่ในขณะเดียวกัน เนื่องจากเป็นร้านเหล้าที่คนตระกูลถังเปิด อีกทั้งยังเปิดในหมู่บ้านจวี้เป่า ดังนั้นคนในตระกูลถังและตระกูลเฉิน จะมีสิทธิ์ในงานมากกว่าคนนอกหมู่บ้านสองเท่า กล่าวคือ หากทั้งสองคนทำงานอย่างเดียวกัน คนนอกหมู่บ้านก็จะถูกไล่ออก หลังจากที่ประชุมกันเสร็จ ฮั่วฉีจิงก็ได้ออกมาบอกว่าเขาต้องการรวบรวมกำลังคนขึ้นไปล่าหมูป่าบนภูเขา เพราะหมู่บ้านจวี้เป่าแห่งนี้ล้อมรอบไปด้วยภูเขาทั้งสามด้าน โดยเฉพาะภูเขาที่อยู่ด้านหลังที่เป็นยอดเขาสูงและป่าทึบนั้นมีหมูป่าเป็นจำนวนมาก ในเวลาปกติแล้วมันจะอาศัยอยู่ในภูเขาลึก แต่เมื่อหิมะตกจึงไม่มีอะไรจะกิน อีกทั้งสัตว์ป่าจำนวนมากก็จะเข้ามาในหมู่บ้าน และบางครั้งก็มาในเวลากลางวัน ตอนนี้ทุกบ้านจึงเตรียมพร้อมอยู่เสมอ แม้แต่เด็กๆในหมู่บ้านก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้วิ่งเพ่นพ่านไปทั่ว เพียงแต่ทุกคนไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าสามารถไปจัดการกับหมูป่าก่อนล่วงหน้าได้มีบางคนอดไม่ไหวจึงเอ่ยปากถามเขาไปว่า “การล่าในป่านั้นมันไม่ใช่เรื่องที่จะรับมือกันได้ง่ายๆ แรงของหมูป่ามีมากขนาดนั้น คนสิบกว่าคนก็คงรับมือไม่อยู่” “ข้าจะใช้วิธีการล่าแบบล้อมสี่ทิศ และจะไม่ให้ทุกคนต้องเสี่ยงอันตรายแน่นอน” ฮั่วฉีจิงกล่าวอย่างสุขุม“การล่าแบบล้อมสี่ทิศอะไรกัน หมูป่าบนภูเขาล้วนรวมตัวอยู่กันเป็นกลุ่ม พวกเราจะไปล้อมมันได้อย่างไร นี่มันเป็นการส่งไปตายชัดๆ” “ใช่แล้วล่ะ” ชายอีกคนเสริมอย่างขลาดๆ “ลองคิดดูสิสัตว์พวกนั้นมันมีเขี้ยวยาวขนาดนั้น ลุงสามของข้าก็เคยถูกมันแทงเข้าที่ท้อง เขาถูกมันแทงไปทั่วทั้งตัว แม้แต่ศพก็ยังไม่เหลือ ตายได้น่าอนาถมาก”ท่านหัวหน้าตระกูลโบกมือไปมา เพื่อให้ทุกคนยุติการซุบซิบ ก่อนจะหันไปถามเขาอย่างอ่อนโยน “อาฉี เจ้าแน่ใจหรือเปล่าว่าทุกคนจะปลอดภัย?”“ข้าแน่ใจ” ฮั่วฉีจิงพยักหน้าหนักแน่น อธิบายอย่างอดทน “ข้าเคยทำมาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง ข้าจะพาคนไปขุดคูน้ำ สร้างกับดัก จากนั้นก็ล่อหมูป่ามาฆ่า จะไม่ให้ทุกคนต้องเผชิญกับมันซึ่งหน้าแน่นอน”เมื่อได้ฟังทุกคนยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะก่อนหน้านี้ก็มีชาวบ้านหลายคนต้องเอาชีวิตไปทิ้งกับการล่าหมูป่ามาอยู่ไม่น้อย จึงไม่ค่อยมีใครอยากเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยง ถังฉือเย่นั่งฟังเงียบๆมาสักพัก ก่อนที่สุดท้ายจะยืนขึ้นแล้วพูดว่า “ทุกคนไม่ต้องกังวลไป เรื่องนี้เดิมทีอาฉีก็ไม่ได้สนใจอะไรอยู่แล้ว อย่างไรเสียฝีมือของเขาก็ดีมาก แม้ว่าจะเจอกับหมูป่าก็ไม่มีทางเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาได้ยินมาว่าเมื่อถึงหน้าหนาวพวกเราก็มีเรื่องวุ่นวายกับเหล่าหมูป่า ดังนั้นจึงได้อยากพาทุกคนไปกำจัดความยุ่งยากนี้ก็เท่านั้น” นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะอธิบายต่ออย่างใจเย็น “ก่อนหน้านี้ที่อาฉีอยู่ที่อื่น เขาก็เคยทำแบบนี้กับคนอื่นมาก่อน เขาเข้าใจนิสัยของหมูป่า จึงมีความมั่นใจ แต่เรื่องต่างๆก็ใช่ว่ามันจะไม่มีโอกาสพลาด พวกเราพูดได้เพียงว่าอัตราการเกิดอันตรายนั้นน้อยมาก แต่ก็รับประกันไม่ได้ว่าจะไม่มีอันตรายใดๆเลย อีกอย่างเนื่องจากต้องเข้าไปในภูเขาลึก และยังต้องขุดคูน้ำ ดังนั้นถึงต้องคำนึงถึงความแข็งแกร่งของร่างกาย พวกเราต้องการเพียงวัยหนุ่มสาวและวัยผู้ใหญ่ หากไม่เต็มใจจะไป เราก็ไม่บังคับ หากเต็มใจจะไป พวกเราล่าหมูป่าได้เท่าไหร่ ก็แบ่งเนื้อตามจำนวนคน…ข้าเองก็จะไปด้วย!” ฮั่วฉีจิงยืนเฝ้าดูอยู่ตลอด เขาเห็นว่าชาวบ้านที่หลบเลี่ยงและหวาดกลัวในตอนแรก หลังจากที่ถังฉือเย่ได้เอ่ยปากพูดก็เปลี่ยนมากระตือรือร้นที่จะลอง และเกือบจะในทันทีหลังจากที่นางบอกว่า ‘ข้าเองก็จะไปด้วย’ ก็มีคนอาสาขึ้นทันที “เช่นนั้นก็นับข้าไปด้วย” “ในเมื่อเจ้าบ้านถังยังไป เช่นนั้นก็ไม่เป็นไรแน่ ข้าไปด้วย” ถังฉือเย่ยิ้มพลางกล่าว “หมู่บ้านอื่นก็สามารถไปได้ แต่บอกไว้ก่อนล่วงหน้า ข้าเพียงแค่ไปเล่นๆเท่านั้น ไม่ได้ไปล่า เมื่อถึงตอนนั้นข้าจะแบ่งเนื้อด้วย หากรับได้ก็ตามมา” ทุกคนต่างหัวเราะขึ้นมาพลางว่า “เจ้าคือหญิงสาวผู้โชคดี จะให้เจ้าออกล่าได้อย่างไรกันล่ะ” “เช่นนั้นก็ดี พวกเราจะรวมตัวกันที่ทางเข้าหมู่บ้านในยามอู่ ไปกลับใช้เวลาประมาณสองสามวัน ทุกคนเตรียมอาหารแห้งมาให้พอ สวมเสื้อผ้าให้พอดี หากในบ้านมีมีดยาวก็พกไปด้วย นอกจากนี้แต่ละหมู่บ้านก็เตรียมพลั่วอะไรมาให้พร้อม ส่วนอื่นๆข้าจะจัดเตรียมไว้ให้เอง” ชาวบ้านทุกคนหัวเราะอย่างมีความสุข และเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ จนกระทั่งวันนั้นมาถึงก็พบว่ามีชายหนุ่มมาร่วมล่าหมูป่ามากถึงหกสิบกว่าคน เมื่อตระเตรียมทุกอย่างพร้อมสรรพ ทุกคนจึงเริ่มออกเดินทางตามเวลาที่กำหนด โดยมีฮั่วฉีจิงและถังฉือเย่อยู่ด้านหน้า คนของหานอี้อยู่ด้านหลัง เนื่องจากคนที่ใช้ธนูเป็นมีไม่มาก ดังนั้นระหว่างทางหากพบกับกระต่ายหรือไก่ฟ้าอะไร ฮั่วฉีจิงก็จะใช้วิธีการขว้างหินด้วยมือเปล่า และทำให้ชายหนุ่มในหมู่บ้านต่างพากันสนใจวิธีการของเขาเป็นอย่างมาก จึงพากันกรูเข้ามาเพราะต้องการให้เขาสอนฮั่วฉีจิงพูดไปตรงๆว่าหนึ่งคือพรสวรรค์ สองคืออาศัยการฝึกฝนอย่างหนัก อย่างน้อยแปดถึงสิบปี และยังต้องฝึกฝนตั้งแต่เด็กๆ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังสามารถสอนยิงธนู รวมทั้งสอนให้รู้จักวิธีทำกับดักหรือการเอาตัวรอดเฉพาะหน้าได้ ชาวบ้านหลายคนที่ตามมาล่าหมูป่าครั้งนี้จึงเอ่ยปากชื่นชมทั้งเขาและถังฉือเย่ไม่ขาดปาก ทั้งที่หญิงสาวเองยังไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิดเดียว! บทที่ 206: คนมีสิทธิ์คือ…ข้า!เมื่อคณะล่าหมูป่าเดินทางมาได้สักพัก ทุกคนจึงต่างพากันหาที่พักผ่อน ก่อนจะมีคนช่วยจัดการสัตว์ที่ฮั่วฉีจิงล่ามาได้ไปย่างเป็นอาหารกลางวัน ในช่วงที่ทุกคนกำลังวุ่นวายอยู่นั้น ชายหนุ่มก็ออกมาข้างนอกเป็นเพื่อนถังฉือเย่ทำธุระส่วนตัว เมื่อทั้งสองคนเดินออกไปไกลพอสมควรและหาที่ลับตาคนได้แล้ว ถังฉือเย่ก็รีบผละไปหลังพุ่มไม้ ก่อนจะเดินกลับมาด้วยใบหน้าแดงก่ำ ชายหนุ่มเอามือไพล่หลังยืนอยู่ไม่ไกล ใบหูของเขาแดงเรื่อขึ้นเช่นเดียวกัน ได้แต่กระแอมเล็กน้อยพยายามฝืนพูดอย่างเขินๆว่า “ข้าคิดว่าเจ้าไปหาโสมหรืออะไรมาเสียอีก” “ไม่แน่ว่าข้าอาจจะได้สิ่งอื่นมาแทนก็ได้” ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบประโยค ฮั่วฉีจิงก็เงยหน้าขึ้นมาทันที ก่อนจะกระโดดข้ามมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับโอบเอวของถังฉือเย่ไว้แน่น เขาเขย่งเท้านิดเดียวก็กระโดดขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ข้างๆ มือข้างหนึ่งจับไหล่และตัวของนางเอาไว้ ทั้งสองมองออกในที่ที่ไม่ไกลมากนัก พลันนั้นก็เห็นบางอย่างกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ พร้อมกับเสียงคำรามดังขึ้นไม่หยุด เมื่อมองดูอย่างละเอียดก็พบว่าเป็นเสือและหมูป่าตัวหนึ่งกำลังต่อสู้กันอย่างอุตลุด แม้ว่าหมูป่าจะมีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าแต่สุดท้ายแล้ว มันก็ไม่อาจต่อกรกับกรงเล็บและคมเขี้ยวของเสือได้ เมื่อผ่านการต่อสู้ไปสักพัก ตอนนี้หมูป่าก็ค่อยๆหมดแรง ส่วนเสือเองก็โดนเขี้ยวแหลมแทงเข้าไปหลายแผล ได้รับบาดเจ็บหลายจุด สัตว์ป่าทั้งสองต่อสู้กันเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม ก่อนจะแน่นิ่งและไม่ขยับเขยื้อน!ถังฉือเย่มองหน้าเขาแล้วยิ้มพูดทีเล่นทีจริงว่า “เนื้อมาส่งถึงหน้าประตู!” สายตาของฮั่วฉีจิงสงบนิ่ง ราวกับต้องมนต์สะกดบางอย่าง ชายหนุ่มก้มหน้าลงมาโดยไม่มีสัญญาณก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะสัมผัสกับริมฝีปากของนางช้าๆ หญิงสาวผงะไป ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อย นานครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะผละจากไปอย่างแสนเสียดาย ในขณะนั้น จู่ๆก็ได้ยินเสียงของหานอี้ดังขึ้น “อาฉี อาเย่ พวกเจ้าอยู่ที่ไหนกัน?” ทั้งสองตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ ก่อนที่ถังฉือเย่จะเป็นฝ่ายเปล่งเสียงตอบรับ หลังจากที่ฮั่วฉีจิงได้สติ เขาจึงได้กระโดดลงมาพร้อมกับนาง หานอี้รีบเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง “พวกเจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”“ไม่เป็นไร จะมีเรื่องอะไรได้ล่ะ” ถังฉือเย่พูดเสียงสั่นและแสดงพิรุธออกมาอย่างชัดเจน โชคดีที่หานอี้ไม่ทันได้สังเกต เขาเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อยพูดเสียงซื่อว่า “พวกเราตกใจมากเมื่อได้ยินเสียงเสือคำราม ข้ารีบมาก็เห็นเจ้าสัตว์สองตัวนั้นกำลังต่อสู้กัน ข้าไม่เห็นพวกเจ้า แต่ข้าก็คิดว่าพวกเจ้าคงไม่เป็นอะไร” “วางใจเถอะ ข้าเป็นใคร นี่เป็นเนื้อที่เทพแห่งภูเขามอบให้ข้าต่างหาก” ความจริงแล้วถังฉือเย่ก็แค่พูดเบี่ยงประเด็นไปอย่างนั้น ไม่คิดว่าเมื่อกลับมาแล้วทุกคนต่างคิดเป็นจริงเป็นจังจนนางเองยังนึกแปลกใจ ทุกคนต่างละทิ้งความกังวลที่เดิมทีก็มีน้อยนิดทิ้งไปทันที พลางก้มหน้าก้มตาจัดการกับหมูป่าจนกินอิ่มกันไปหนึ่งมื้อ ก็ยังมีเนื้อเหลืออยู่อีกไม่น้อย จากนั้นฮั่วฉีจิงก็ได้พาทุกคนมุ่งหน้าเดินทางไปนานกว่าหนึ่งชั่วยาม เมื่อพบสถานที่ซึ่งเหมาะสมจึงเริ่มให้ทุกคนทำการขุดคูน้ำ สร้างกับดักขึ้นมาแม้ว่าอากาศจะหนาวเย็น แต่จำนวนคนมีมาก พละกำลังก็มหาศาล เมื่อคนกลุ่มแรกเหนื่อยก็ทำการผลัดเปลี่ยนเวียนกันไปเช่นนี้ ไม่นานก็ขุดหลุมลึกจนสำเร็จ ชายหนุ่มจึงสั่งการให้ทุกคนวางหนามไม้แท่งใหญ่เอาไว้ด้านล่าง โดยหงายด้านที่แหลมคมขึ้นมาพร้อมกับทายาสมุนไพรไว้บนหนามไม้ ก่อนจะวางเอาไว้ก้นบ่อ ขอเพียงหมูป่าปีนขึ้นมาไม่ได้ และอยู่ในนั้นนานสักหน่อย มันก็จะเริ่มมึนหัว หลังจากที่มันมึนแล้ว ก็ให้พวกเขาจัดการซ้ำอีกครั้งหนึ่งหลังจากขุดหลุมเสร็จแล้ว เขาจึงสั่งให้ปิดซ่อนมันไว้อีกครั้ง แล้วทำป้อมหลบภัยไว้ข้างๆกว่าทุกอย่างจะสำเร็จลุล่วงไปได้ฟ้าก็มืดมากแล้ว ฮั่วฉีจิงจึงได้พาทุกคนออกมาหาที่พักผ่อนกันอย่างเงียบๆ ด้วยความที่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ถังฉือเย่นอนค้างคืนในป่าที่ทั้งหนาวทั้งมืด ในใจจึงรู้สึกกลัวอยู่ไม่น้อย จึงขยับเข้าไปใกล้ชายหนุ่มมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะกระซิบข้างหูเขา แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ชายหนุ่มก็ผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วหญิงสาวตกใจมากจนเจียนปิ่งร่วงลงไปกับพื้นกลิ้งเข้าไปในกองไฟ นางได้แต่นึกโมโหในใจ จากนั้นไม่รู้ว่าหานอี้โผล่มาจากที่ไหน เขาหักกิ่งไม้พลางเขี่ยเจียนปิ่งที่นางกินไปได้ครึ่งหนึ่งออกมาจากกองไฟ ก่อนจะส่งคืนให้พลางยิ้มและกล่าว “โกรธอาหารทำไมกัน เจ้าไม่กินข้ากินนะ” พูดเสร็จเขาก็เป่ามันสองครั้ง ก่อนจะกินมันเข้าไปจริงๆโดยไม่รังเกียจ หานอี้กินเจียนปิ่งหมดในสองสามคำ เมื่อเห็นอาการแปลกๆ หันซ้ายหันขวาของถังฉือเย่จึงถามนางว่า “นี่เจ้ากลัวผีอย่างนั้นเหรอ”หญิงสาวนิ่งเงียบแทนคำตอบ หานอี้ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะบอกว่า “กังวลเรื่องไร้สาระอะไรกัน คนกลุ่มใหญ่เช่นนี้ แถมยังมีแต่ชายหนุ่มที่มีพลังงานหยางเข้มข้นเช่นนี้ ต่อให้มีผีมันก็ไม่มาหาเราที่นี่หรอก!” ถังฉือเย่ส่งเสียงในลำคอ สายตายังคงกวาดมองไปรอบๆอย่างระมัดระวัง “แต่ข้าเป็นหญิงสาวผู้อ่อนแอหนึ่งเดียวของที่นี่นะ” “ตอนนี้เป็นหญิงสาวผู้อ่อนแอแล้วหรือ ก่อนหน้านี้ที่ว่าข้ายังแข็งแกร่งอยู่เลยไม่ใช่หรืออย่างไร?” ถังฉือเย่เหลือบมองเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ตอนนี้ข้าก็แข็งแกร่งได้ เจ้าลองล้อเลียนข้าอีกคำเดียว คิดเงินครั้งหน้าข้าจะหักเงินเจ้าสิบตำลึง เจ้าลองดูสิ” เท่านั้นเองหานอี้ก็หยุดพูด ได้แต่เล่าเรื่องการเดินทางของตัวเองในครั้งนี้ให้นางฟัง เล่าได้ไม่นาน ฮั่วฉีจิงก็เดินกลับมาชายหนุ่มเอามือไพล่หลัง ขมวดคิ้วพลางจ้องมองพวกเขาทั้งสองคน หานอี้กล่าวอย่างอ่อนน้อม “อาฉีเจ้าไปนั่งตรงนั้นเถอะ ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนอาเย่ที่นี่เอง”ฮั่วฉีจิงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เจ้าไม่ต้องหรอก ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนนางเอง”“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเฝ้านาง ข้าคิดว่าข้าอยู่เฝ้าจะเหมาะสมกว่า...” ยังไม่ทันที่จะพูดจบประโยค ฮั่วฉีจิงก็หันกลับมา พลางยื่นมือออกไปยกคอเสื้อของเขาแล้วโยนออกไปทันทีชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ฉายแววเด็ดขาดอยู่ในทีว่า “ มีสิทธิ์นี่ไงล่ะ ”เมื่อได้ยินหานอี้ยกนิ้วโป้งให้ด้วยความแค้นใจ “เจ้าเก่งมาก ข้าแก่แล้วสู้เจ้าไม่ได้หรอก!” จากนั้นผ่านไปครู่หนึ่งกว่าที่ทุกคนจะตั้งสติได้ แล้วก็มีใครบางคนหัวเราะพลางเดินเข้าไปตบไหล่หานอี้เบาๆ บทที่ 207: ดอกไม้ดอกเล็กฮั่วฉีจิงนั่งลงข้างถังฉือเย่ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ข้าขอโทษ…ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากลัว”หญิงสาวเม้มปากแน่น ก่อนจะเหยียบปลายเท้าของเขาอย่างแรง ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่อดทนโดยไม่ส่งเสียงเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตอบโต้ ถังฉือเย่จึงยื่นมือไปแล้วหยิกที่หลังมืออีกฝ่าย นางใช้แรงหยิกอยู่นาน เขาก็ยังคงเงียบสนิท หลังจากนั้นไม่นานนักความโกรธของนางก็ค่อยๆลดน้อยลงตามลำดับหญิงสาวทำเสียงไม่พอใจ แล้วตอนนั้นเองที่ฮั่วฉีจิงขยับเข้ามาใกล้ก่อนจะแบมือออกมา และในนั้นมีดอกเหมยสีแดงดอกเล็กๆสองดอกอยู่บนฝ่ามือของเขาความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ในดอกไม้สองดอกเล็กนี้ เมื่อถังฉือเย่ได้เห็น ความโกรธของนางก็หายไปจนสิ้นนางเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แสงจากเปลวไฟที่สั่นไหว สะท้อนใบหน้าของเขาได้ไม่ชัดเจนนัก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ถังฉือเย่รู้ดีคือตอนนี้ชายหนุ่มกำลังจับจ้องมาที่ตัวเองไม่วางตา และสุดท้ายแล้วนางจึงยื่นมือไปหยิบดอกไม้เล็กๆสองดอกนั้นมา แล้วห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าพลางเก็บใส่ไว้ในกระเป๋าพร้อมกับความรู้สึกหวานอบอุ่นหัวใจหญิงสาวรู้สึกว่าลมที่โบกพัดแรงได้สงบลงแล้ว ดวงจันทร์ก็ส่องสว่างขึ้นมา บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยหมอกสีชมพูความจริงแล้วในจำนวนคนหลายสิบคนนี้ ก็ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่แอบมองพวกเขาอยู่ นี่ถ้าหากเป็นคนอื่นละก็อย่างน้อยก็ต้องถูกตำหนิบ้างแล้วในฐานะที่ชายหญิงอยู่กันตามลำพังกลางคืนเช่นนี้ แต่ด้วยความที่เป็นถังฉือเย่กับฮั่วฉีจิงจึงไม่มีใครกล้าพูดอะไรแม้แต่คำเดียว แม้แต่ท่านลุงสี่กับเฉินฉางหยวนก็เช่นกัน ได้แต่แสร้งทำเป็นไม่เห็นอะไรทั้งนั้น…………………………………เมื่อถึงเวลารุ่งเช้า ถังฉือเย่ก็ถูกฮั่วฉีจิงปลุกให้ตื่นขึ้นมา หญิงสาวห่อตัวอยู่ในเสื้อคลุมหนาๆ พร้อมกับถูกชายหนุ่มสวมกอดเอาไว้ในอ้อมแขน นางนอนหลับอย่างสบาย ไม่ได้ลำบากเหมือนที่คิดเอาไว้เลยสักนิดทุกคนช่วยกันดับไฟ กินอาหารเช้าเล็กน้อย จากนั้นจึงค่อยๆเดินขึ้นไปในภูเขาเพื่อหาเห็ดชนิดหนึ่งที่จะใช้ในการล่อหมูป่า ชาวบ้านเรียกกันว่าจมูกหมูป่าถังฉือเย่นั่งอยู่บนต้นไม้ใหญ่กำลังมองดูฮั่วฉีจิงออกคำสั่งอย่างเป็นระเบียบ ใครต้องทำอะไร ต้องซ่อนตัวตรงไหน ต้องทำเมื่อไหร่ ก่อนที่เขาจะเลือกชายหนุ่มที่มีความกล้ามาเป็นผู้นำ แล้วจึงอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างละเอียดเมื่อได้จัดการทุกอย่างจนหมดแล้ว ส่วนที่เหลือก็เพียงแค่รออย่างเงียบๆเท่านั้น ในภูเขาลูกนี้เดิมทีก็เป็นอาณาเขตของพวกสัตว์ป่า ดังนั้นเมื่อเช้าตอนที่พวกเขาเดินเข้ามา จึงพยายามทำตัวเงียบๆ เพื่อไม่ทำให้พวกสัตว์แตกตื่นตกใจถังฉือเย่เฝ้ารออยู่ได้ประมาณครึ่งชั่วยาม หูก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง และในตอนนั้นเองก็มีคนที่เกิดตื่นเต้นและขยับตัวขึ้นมาเล็กน้อย ฮั่วฉีจิงจึงได้พูดออกไปเบาๆว่า “นิ่งไว้ ทำตามแผนที่วางไว้”หลังจากนั้นทุกอย่างก็เป็นไปอย่างราบรื่น ฝูงหมูป่าถูกล้อมเอาไว้เรียบร้อย พวกมันวิ่งกรูกันเข้าไปในคูที่ขุดเอาไว้ด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะตกลงไปเหมือนเกี๊ยวที่ถูกหย่อนลงไปในน้ำ พยายามตะเกียกตะกายดิ้นรน ส่งเสียงร้องระงม เมื่อพวกหมูป่าตกลงไปในหลุมหมดแล้ว ฮั่วฉีจิงจึงพาคนออกมา จากนั้นก็จับหมูป่ามากรอกยาทีละตัว ส่วนตรงไหนที่พวกมันได้รับบาดเจ็บก็โรยดินลงไป เพื่อกลบกลิ่นคาวเลือดที่อาจจะคละคลุ้งไปทั่ว ซึ่งมันจะเป็นการล่อให้สัตว์ร้ายตัวอื่นเข้ามา ผ่านไปไม่นานนัก เมื่อลากขึ้นมาแล้วนับจำนวนทั้งหมด ก็พบว่ามีหมูป่ามากถึงสิบเก้าตัวเลยทีเดียว ทุกคนต่างพากันดีใจยิ้มจนแก้มปริ จากนั้นพวกเขาก็ช่วยกันแบกหมูป่ากลับ วันที่สามพวกเขาก็กลับมาถึงหมู่บ้านพลางป่าวประกาศไปทั่วชาวบ้านเกือบทั้งหมู่บ้านจึงพากันมามุงดูด้วยความสนอกสนใจ พวกชายหนุ่มก็ยิ่งเดินกันอย่างอกผายไหล่ผึ่งดูภูมิใจราวกับว่าเป็นวีรบุรุษที่ได้รับชัยชนะกลับมาก็มิปานท่านหัวหน้าตระกูลได้รีบให้คนไปเรียกคนเชือดสัตว์จากหมู่บ้านต่างๆมา เพื่อแบ่งเนื้อกันตรงนั้นเลยให้เรียบร้อย ในระหว่างที่รออยู่นั้น พวกชาวบ้านก็ไม่ได้จากไปไหน ได้แต่ฟังเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นในป่าด้วยความตื่นเต้นและตกตะลึงกันไปเป็นพักๆลูกชายทั้งสามคนของท่านหัวหน้าตระกูลเองก็ไปด้วยกันทั้งหมด และในตอนนี้ชื่อเสียงบารมีของท่านหัวหน้าตระกูลก็มีมากกว่าหลี่เจิงเป็นไหนๆ อีกทั้งเฉินหลี่เจิงเองก็ไม่คิดที่จะดิ้นรนต่อไปแล้ว ดังนั้นทั้งสองจึงปรึกษากัน และให้ท่านหัวหน้าตระกูลเป็นคนออกมาประกาศประกาศอย่างแรกเพราะก่อนหน้านี้ ‘เทพเจ้าแห่งภูเขาที่ได้ประทานเนื้อมาให้หญิงสาวผู้โชคดี’ พวกเขาก็ได้กินเนื้อส่วนนั้นไปแล้ว เมื่อแบ่งเนื้อ เสือหนึ่งตัว หมูป่าหนึ่งตัวเดิมทีก็ต้องเป็นของถังฉือเย่อยู่แล้ว ดังนั้นเนื้อก็ยังคงแบ่งให้นางตามเดิมจากนั้นก็ฮั่วฉีจิง เขาเป็นคนที่มีความดีความชอบมากที่สุดจึงต้องแบ่งให้หนึ่งตัวเช่นกัน ส่วนเหล่านี้เป็นส่วนที่ให้พวกเขาเป็นพิเศษ หลังจากแบ่งไปแล้วก็ยังเหลือหมูป่าอีกสิบเจ็ดตัว ส่วนนี้ก็ค่อยแบ่งกับทุกคนอีกครั้งถังฉือเย่ยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “ส่วนที่เหลือข้าไม่ขอรับแล้ว เพียงแค่หนึ่งตัวก็พอแล้ว อีกอย่างหมูป่าตัวก่อนหน้านี้ก็ยังเหลืออีกหลายชั่ง ไม่อย่างนั้นคืนนี้แร่เนื้อเสือมาสักชิ้น จากนั้นก็เอาเนื้อที่เหลืออีกหลายชั่งนั้นมาทำอาหารดีกว่า ทุกคนมาดื่มฉลองที่จับหมูป่าได้กันเถอะ”“ถ้าอย่างนั้นก็ดี ทุกคนได้พึ่งบารมีของเจ้า มาฉลองให้สนุกสนานกันเถอะ” ท่านหัวหน้าตระกูลบอกอย่างยินดี ด้วยเหตุนี้คนเชือดสัตว์หลายคนจึงเริ่มลงมือฆ่าหมูป่าแล้วแบ่งเนื้อ ทางฝั่งผู้หญิงที่มีฝีมือในการทำอาหารก็พากันรวมตัวและลงมือทำอาหารด้วยกันตอนนี้ทั้งหมู่บ้านจวี้เป่าไม่มีครอบครัวไหนยากจนเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ครอบครัวนี้นำถั่วฝักยาวตากแห้งมา อีกครอบครัวนั้นก็นำสมุนไพรจากภูเขามา อีกครอบครัวก็นำมันเทศมา และยังมีฟองเต้าหู้อีกมากมาย ถังฉือเย่เองก็ได้ให้คนเชือดสัตว์จัดการแร่เนื้อเสือให้ เพื่อนำมาให้ทำเป็นอาหาร ไม่นานนักกลิ่นหอมก็อบอวลไปทั่วทั้งหมู่บ้านจากนั้นแม้กระทั่งหานอี้และคนนอกหมู่บ้านที่ได้มาช่วยต่างก็อยู่กันต่อเพื่อฉลอง ทุกคนไม่ได้กลัวความหนาวเลยแม้แต่น้อย จึงยกโต๊ะและเก้าอี้ออกมานั่งดื่มกันข้างนอกท่านปู่ถังเองก็ยังมาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ด้วยเช่นกัน แถมยังได้พาถังฉือจิ้น ถังฉือหยิน ท่านย่าซุนและลูกสะใภ้อีกสองคนมาด้วย พวกเขาทั้งครอบครัวนั่งกันก็เกือบครึ่งโต๊ะไปแล้วในช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ ทุกคนก็ขี้เกียจเกินกว่าจะมาสนใจจัดการพวกเขา ดังนั้นพวกท่านย่าซุนจึงกินไปอย่างไม่สนอะไรทั้งสิ้น มีเพียงท่านปู่ถังเท่านั้นที่ดูเหมือนว่าจะมีความรู้สึกที่ซับซ้อนปนเปกันไปหมด แม้ตอนนี้จะเป็นความฝันแต่เขาก็คิดไม่ถึงว่า หลานสาวซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคนโง่เขลาคนนี้ มาบัดนี้จะกลายเป็นผู้มีโชคลาภมหาศาล หากรู้แบบนี้เขาคงจะไม่เห็นแก่เงินห้าสิบตำลึง แล้วกลับมาฟ้องถังฉือหรงหรอกตอนนี้ไม่ได้เงินก็ไม่ว่า แต่ยังมาเป็นศัตรูกับถังฉือเย่อีก ดูท่าแล้วคงไม่ได้ติดต่อกันอีกเป็นแน่ ถ้าไม่อย่างนั้นล่ะก็ เขาคงสามารถไปขอร้องนางได้ อย่าว่าแต่ห้าสิบตำลึงเลย แม้เต่ห้าร้อยตำลึงก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ สำหรับหานอี้เองเขาพาลูกน้องมาด้วยทั้งหมดสี่คน ถังฉือเย่และฮั่วฉีจิงไม่ได้นั่งโต๊ะเดียวกับพวกเขา แต่ก็มีหลายคนที่นั่งในโต๊ะนี้ไม่ว่าจะเป็นเฉินฉางหยวนที่พาเฉินจิ่วมา หรือถังจวิ้นหลียงที่พาน้องชายของเขามานั่งด้วยเช่นกัน พวกเขาต่างพากันพูดคุยกันอย่างสนุกสนานถังตงจึนั่งมองอยู่ไกลๆ พ่อของเขาตบไปที่ไหล่ของลูกชายเบาๆ พลางพูดว่า “มองอะไรเล่า กินข้าวสิ!” ถังตงจึหลบฝ่ามือจากบิดา เขาไม่กินอาหารใดๆ จากนั้นก็หันหน้าหนีแล้วเดินจากไป แม่ของตงจึรู้สึกสงสารลูกชายมาก แต่ก็ไม่สามารถตัดใจจากอาหารดีๆพวกนี้ได้ นางลังเลอยู่เล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ไม่ได้ลุกออกไป ได้แต่กินอาหารอย่างช้า จากนั้นจึงหันไปถามคนที่อยู่ข้างๆ “คนผู้นั้น เป็นหัวหน้าพวกอันธพาลไม่ใช่หรือ เหตุใดคนเหล่านั้นถึงกล้าที่จะพูดคุยกับคนแบบนั้นอีกล่ะ?”“เจ้าถามเรื่องนี้กับข้า นับว่าถามถูกคนแล้ว ได้ยินมาว่าพ่อหนุ่มหานผู้นี้ ตอนนี้ได้ทำกิจการกับเจ้าบ้านถังด้วยล่ะ เจ้าไม่เห็นขนแกะของโรงทอเย่ฟางหรอกเหรอ เขาเป็นคนจัดการกิจการด้านนั้นเอง ได้ยินมาว่าครั้งหนึ่งก็ทำเงินได้หลายร้อยตำลึงเชียว!” “หลายร้อยตำลึง?” แม่ของตงจึอ้าปากค้างด้วยความตกใจ “ใช่แล้ว! การที่จะไปซื้อขนแกะก็ต้องไปถึงหลานโจว จะไปทั้งทีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ข้าได้ยินเจ้าบ้านถังบอกมาว่า เรื่องแบบนี้ ต้องเป็นคนที่ช่างพูดช่างจาคุ้นเคยในการคบค้าสมาคม หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นละก็ อย่าว่าแต่พวกเราที่เป็นชาวบ้านธรรมดาไม่กล้าพูดจาอะไรเลย แม้แต่บัณฑิตบางคนก็ยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ”“ใช่ไหมล่ะ!” ผู้หญิงอีกคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลนักเสริมขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะ “ข้าได้ยินมาว่า ผู้สูงศักดิ์หลายคนก็ไม่มีใครไม่รู้จักอันธพาลสองคนนี้เลย อย่างสำนวนที่ว่า ทุกคนย่อมมีทางของตัวเองเสมอ ยิ่งกิจการใหญ่โตมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้จักผู้คนมากขึ้นเท่านั้น เจ้าดูอย่างเสียวจิ่วสิ นี่แค่ทำงานต้อนรับผู้คนและรับสินค้าไม่กี่วันเอง แค่นี้ก็เปลี่ยนไปแล้ว” มารดาของตงจึรู้ว่าคนพวกนี้ตั้งใจที่จะทำให้นางรู้สึกเสียใจ ราวกับว่าเดิมทีความร่ำรวยก็ได้มาอยู่ตรงหน้าตงจึอยู่แล้ว แต่ก็ถูกคนเป็นพ่อและแม่สะบัดออกไป พร้อมกับตกมาเป็นของเฉินจิ่วแทนความรู้สึกที่เจ็บปวดนี้ นางไม่อยากได้ยินและไม่อยากนึกถึงอีกเลย! บทที่ 208: จัดฉากหลังจากที่กินอาหารและสังสรรค์กันอย่างสนุกสนานผ่านไปแล้ว ทั้งหมู่บ้านจวี้เป่าก็เข้าสู่บรรยากาศที่แสนจะวุ่นวายอีกครั้งถังฉือเย่เรียกเฉียวซางอวี๋มาเพื่อบอกว่าหากคนงานที่โรงทอเย่ฟางต้องการจะกลับบ้านก็สามารถลาหยุดล่วงหน้าได้เลย แต่กลับกลายเป็นว่า หญิงสาวที่โรงทอทุกคนนั้นไม่มีใครอยากกลับกันเลยสักคน ความจริงแล้วถังฉือเย่เองก็ไม่ได้อยากที่จะหยุดพักเร็วขนาดนี้ เพราะคนงานที่โรงทอนั้นทำงานค่อนข้างช้า เนื่องจากเป็นงานฝีมือเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งที่ในฤดูหนาวนั้นเป็นฤดูที่สามารถขายสินค้าได้เป็นจำนวนมาก อีกอย่างปีหน้านางก็ได้วางแผนที่จะลดราคาเป็นพิเศษอีกด้วย ดังนั้นถังฉือเย่จึงบอกกับคนงานทุกคนว่า โรงทอเย่ฟางจะหยุดทำการในเดือนอ้ายวันที่สิบหก แต่หากใครมาทำงานก็จะได้รับเงินวันละหนึ่งร้อยอีแปะเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หญิงสาวในโรงทอเย่ฟางมีความกระตือรือร้นกันเป็นอย่างมากเมื่อจัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จ ถังฉือเย่จึงมาจัดการเนื้อหมูป่าที่ได้รับจากการแบ่งมาจำนวนสองตัว ซึ่งตัวหนึ่งนั้นมีน้ำหนักมากถึงร้อยกว่าชั่ง คนเชือดสัตว์ได้ช่วยเชือดหมูสองตัวนั้นเรียบร้อยแล้ว นางจึงให้คนไปซื้อไหและวัตถุดิบเพื่อเตรียมที่จะทำหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วก็ถือว่าเป็นอาหารที่มีชื่อเสียงมากชนิดหนึ่ง วิธีการทำเริ่มต้นจากการเลือกหมูสามชั้นชิ้นที่ทั้งหนาและกว้างมาล้างด้วยน้ำอุ่นให้สะอาด จากนั้นก็ใช้เชือกเส้นเล็กๆ มัดมันเอาไว้เพื่อในระหว่างขั้นตอนการทำเนื้อหมูจะได้ไม่เสียรูปทรง สำหรับถังฉือเย่แล้ว ขั้นตอนนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะต้องเป็นทรงลูกเต๋าเล็กๆเท่านั้นถึงจะให้ความรู้สึกของหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วสูตรต้นตำรับ หลังจากนั้นจึงค่อยตั้งกระทะให้น้ำมันร้อน ความแรงของไฟอยู่ที่แปดส่วน โดยไม่ต้องรอให้กระทะมีควันขึ้นก็สามารถนำเนื้อใส่ลงในผัดได้ทันที แต่ต้องใช้ตะหลิวกดเนื้อลดไปเล็กน้อยแล้วใช้ไฟอ่อนค่อยๆเคี่ยวจนน้ำมันในเนื้อไหลออกมา เมื่อเนื้อกลายเป็นสีทองก็ตักเนื้อขึ้นและแยกน้ำมันออกมาจากนั้นก็นำใบบัวหรือใบไผ่ที่สานแล้วมาวางในกระทะ และวางขิงแผ่น หัวหอม แล้วค่อยใส่เนื้อหมูสามชั้นที่มัดไว้ลงไป จากนั้นก็นำหม้อมาอีกใบ ใส่น้ำและน้ำตาลลงไปในหม้อ แต่ราชวงศ์ต้าเยี่ยนนั้นยังไม่มีน้ำตาลกรวด จึงทำได้เพียงใช้น้ำตาลทรายขาวแทนไปก่อน แต่ต้องตั้งไฟแรงแล้วค่อยๆเคี่ยวไปเรื่อยๆ จนกระทั่งน้ำเริ่มมีความเหนียวข้นขึ้นมาเล็กน้อย แล้วค่อยเปลี่ยนมาเป็นไฟอ่อน ใช้ช้อนคนไปมาผสมให้เข้ากัน ทันทีที่เคี่ยวน้ำตาลให้เหนียวจนสามารถยืดออกมาเป็นเส้นและเปลี่ยนสีแล้วจึงจะถือว่าเป็นอันใช้ได้จากนั้นก็นำน้ำเชื่อมมาผสมให้เข้ากันกับซีอิ๊วแล้วนำมาราดลงบนเนื้อหมูทุกชิ้นให้ท่วมแล้วเติมน้ำลงไป สัดส่วนของน้ำต้องเป็นสองในสามของเนื้อหมู หลังจากนั้นก็ตั้งไฟแรงใส่พุทราแดง เม็ดบัวลงไป แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นไฟอ่อน ตุ๋นเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม จนกระทั่งเนื้อหมูเปื่อยจนสามารถใช้ตะเกียบจิ้มลงไปได้ ก่อนจะพลิกกลับด้านแล้วตุ๋นด้วยไฟอ่อนเอาน้ำซอสออก จากนั้นก็สามารถจัดใส่จานได้ ในระหว่างที่ถังฉือเย่กำลังง่วนอยู่นั้น ท่านยายเย่ก็จัดการปิ้งเมี่ยนปิ่ง แถมยังต้มข้าวอีกด้วย หลังจากนั้น ถังฉือเย่จึงเก็บเนื้อเอาไว้อีกหลายไห โดยนางได้นำเนื้อหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วไปให้โรงเหล้าซื่อฟางชิมสองไห และอีกสองไหสำหรับให้ท่านเจ้าเมืองหลินเมื่อขึ้นมาบนรถม้า ถังฉือเย่ก็ยังคงอ่านหนังสืออยู่ ซึ่งหนังสือที่นางอ่านนั้นมีชื่อว่า ‘บันทึกกระจกโบราณ’ มีเนื้อหาที่น่ากลัวมาก แล้วในขณะที่กำลังอ่านอยู่นั้น จู่ๆก็ได้ยินเสียงผู้หญิงที่ทั้งดังทั้งแหลมร้องแทรกขึ้นมานางตกใจสะดุ้งโหยงพลางเขวี้ยงหนังสือทิ้งแล้วลูบที่อกตัวเองเพื่อปลอบขวัญเล็กน้อย จากนั้นเฉินจิ่วก็รีบหยุดม้าในทันที เสียงเอะอะโวยวายจากข้างนอกก็เริ่มดังขึ้น และมีชายชราคนหนึ่งพูดตะโกนว่า “นี่มันกลางวันแสกๆ เจ้าจะข่มเหงผู้อื่นอย่างนั้นรึ!?” พร้อมกันนั้นทุกคนก็พากันล้อมวงเข้ามา ต่างพากันถามโน่นถามนี่เสียงเซ็งแซ่ หญิงสาวผู้นั้นก็ยังคงร้องไห้ไม่หยุด ชายชราผู้นั้นก็ตะคอกออกมาอีกว่า “ความบริสุทธิ์ของลูกสาวข้า อยู่ดีๆก็ถูกเจ้าทำให้แปดเปื้อน แล้วเจ้ายังจะไม่รับผิดชอบ ยังคิดที่จะทำร้ายผู้อื่นอีกอย่างนั้นรึ?” จากนั้นก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งพูดออกมาด้วยความโกรธว่า “พวกเจ้าทำแบบนี้มันเป็นการใส่ร้ายผู้อื่นอย่างหน้าด้านๆ ลุงของข้าไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด แม่นางคนนี้ต่างหากที่อยู่ๆก็วิ่งมาแล้วก็ดึงทึ้งเสื้อผ้าของตัวเองออก” “น่าขำจริงๆ เจ้าพูดได้น่าขำเสียจริง!” ชายชราพูดอย่างสะอึกสะอื้น “ทุกคนลองคิดดูสิ ลูกสาวข้าน่ะนางขี้กลัวเป็นอย่างมาก แถมยังเชื่อฟังเป็นที่สุด ไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้ได้เด็ดขาด เจ้าดูสิ…ดูเสื้อผ้าของลูกสาวข้าสิ มันถูกดึงจนขาดหลุดรุ่ยหมดแล้ว เสื้อผ้าเปื้อนขนาดนี้นี่เป็นสิ่งที่นางจะทำเองได้อย่างนั้นหรือ!?”ชายหนุ่มโกรธจนแทบคลั่ง เขากำหมัดแน่น “เจ้า…พวกเจ้าตั้งใจให้เป็นแบบนี้อย่างแน่นอน ท่านลุงของข้าเป็นใคร จะไปมองคนอย่างนางได้อย่างไร”“ชายหนุ่มผู้นี้ ในเมื่อที่บ้านของเจ้ามีหญิงงามมากมาย แล้วเหตุใดถึงได้ทำกับอวี้เอ๋อร์ของข้าเช่นนี้ ช่างไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี!”มีเสียงหนึ่งพูดขึ้นว่า “เมื่ออยู่นอกบ้าน คงไม่สามารถควบคุมตัวเองได้!”หลังจากนั้นผู้คนก็พากันหัวเราะออกมา แม้กระทั่งยายเฒ่าที่ช่วยพยุงหญิงสาวคนนั้นก็อดพูดออกมาไม่ได้ว่า “ยังจะมีอะไรให้แก้ตัวอีกเล่า พวกเจ้าดูที่ใบหน้าและลำคอของแม่นางผู้นี้สิ นางจะกัดได้เองอย่างนั้นหรือ?”ทุกคนพากันมองดู หญิงสาวผู้นั้นก็ร้องไห้พลางเอามือปิดหน้า แต่กลับเผยให้เห็นรอยจูบที่คอหลายรอย ทุกคนต่างก็ส่งเสียงตกใจออกมาในทันที ชายชราจึงพูดเสียงสั่น “เมื่อวานสองคนนี้มาหาที่พัก ข้าเห็นว่าพวกเขาก็ดูไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ข้าก็เลยให้พวกเขามาพักที่บ้านข้าหนึ่งคืนคิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะมาทำร้ายลูกสาวของข้า”เดิมทีถังฉือเย่ก็เพียงแค่ฟังพวกเขาทะเลาะกันเฉยๆ แต่ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ ท้ายที่สุดจึงอดไม่ไหวผลักประตูออกไปก่อนจะเดินเข้าไปดู ท่ามกลางชาวบ้านหลายสิบคนที่มุงดูด้วยความสนใจ ตรงกลางวงนั้นมีชายร่างสูงหนึ่งคนเตี้ยหนึ่งคนยืนหันหลังให้นางอยู่ ด้านหน้ามีชายชราที่ยืนถือไม้เท้า และด้านหลังก็มียายเฒ่าคนหนึ่งที่กำลังประคองหญิงสาวร่างผอมบางเสื้อผ้าขาดหลุดรุ่ยอยู่ ถังฉือเย่สังเกตเห็นว่าชายหนุ่มร่างเตี้ยโกรธจนแทบบ้าแล้ว แต่วิธีการพูดแบบผู้ดีของเขา ทำให้นางแน่ใจว่าเขาไม่มีทางเถียงชนะคนเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน นางจึงยืนฟังอย่างเงียบๆไปสักพัก พร้อมกับได้สังเกตดูกลุ่มคนที่พูดแทรกขึ้นมาบ่อยๆอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดหญิงสาวก็แน่ใจแล้วว่าคนเหล่านี้เป็นพวกเดียวกัน และน่าจะเป็นพวกที่ชอบสร้างกลอุบายขึ้นมาเพื่อหลอกเอาทรัพย์สินผู้อื่น ชายสองคนนี้แต่งตัวธรรมดาแต่ท่าทางดูแล้วมีคุณธรรมสูงส่ง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ถูกคนเหล่านี้จับตาดู แล้วก็จัดฉากขึ้นมาเพื่อเตรียมที่จะหลอกเอาทรัพย์สินในขณะที่กำลังลังเลอยู่ว่าจะเข้าไปยุ่งเรื่องนี้ดีหรือไม่ นางก็ได้ยินเสียงถอนหายใจออกมาแผ่วเบา เมื่อหันไปดูก็พบว่าเป็นหานอี้ ถังฉือเย่จึงยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “มา…ข้าจะมอบเส้นทางการเป็นเศรษฐีให้เจ้าเอง” หญิงสาวเขย่งเท้าพลางกระซิบที่หูของเขาหานอี้ยิ้มเล็กน้อย จากนั้นก็พยักหน้าก่อนที่จะไปจัดการในระหว่างที่คนเหล่านั้นเหมือนจะพูดกันจนเสร็จแล้ว เพียงแค่ชายสองคนนั้นเอ่ยปากก็ถูกทุกคนด่าจนไม่มีชิ้นดี ชายหนุ่มโกรธจนตัวสั่น แล้วจู่ๆก็ได้ยินเสียงตะโกนดังขึ้น “อยู่นี่…อยู่ที่นี่ รีบมาจับพวกเขาเร็วเข้า!”ทุกคนหันหน้าไปมองอย่างรวดเร็ว ก็เห็นชายฉกรรจ์ถือกระบองและมีดดาบอันใหญ่เอาไว้ในมือและพากันกรูเข้ามา ทุกคนพากันกรีดร้องด้วยความตกใจ จากนั้นก็วิ่งหนีกระจัดกระจายกันไป แม้กระทั่งชายชราที่ยืนอยู่กลางวงก็ตกใจเช่นกัน จากนั้นคนที่อยู่ด้านหน้าสุดก็พุ่งออกมา พร้อมกับชี้ไปที่จมูกของชายชราพลางตวาดออกมาว่า “ฟ้ามีตา! ที่แท้พวกเจ้าก็หนีมาที่นี่นี่เอง เจ้าบังอาจใช้หญิงงามมาสร้างกลอุบายแล้วหลอกเอาเงินข้าไปหลายร้อยตำลึงแถมยังทำให้ข้าอับอาย ตอนนี้เจ้าได้หนีเข้ามาในพื้นที่ของข้าแล้ว หากวันนี้ข้าไม่ได้ตีเจ้าให้ตายก็คงไม่จบง่ายๆอย่างแน่นอน!” บทที่ 209: สนิทเหมือนรู้จักกันมานานชายชราคนนั้นตกใจอยู่ไม่น้อย สังเกตได้จากใบหน้าที่ซีดเผือดลง ยิ่งได้ยินถ้อยคำต่อมาก็ยิ่งตระหนกมากยิ่งขึ้นไปอีก“พวกเจ้ามากันทั้งครอบครัว ทั้งพ่อ แม่และพี่ชาย แม้แต่ลูกพี่ลูกน้องคนรองของเจ้าก็มาด้วยหรือ ดี…มาพร้อมหน้ากันก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตามหา!” แล้วตอนนั้นเองที่ทุกคนได้สติกลับมา ก่อนที่จะมีใครคนหนึ่งตะโกนออกไปทางกลุ่มคนพวกนั้นว่า “ที่แท้พวกเจ้าก็เป็นพวกมิจฉาชีพงั้นรึ?”“ปละ…เปล่า” พลันนั้นก็มีชายหนุ่มร่างใหญ่หลายคนไม่รอช้ารีบคว้าตัวพวกเขาไว้ แล้วฉุดกระชากลากถูจากไปทันที “ดูสิว่าครั้งนี้พี่ใหญ่จะจัดการเจ้าอย่างไร หากไม่ถลกหนังพวกเจ้าออกมาทีละชั้น ก็คงไม่ใช่พี่ใหญ่หลี่ต้าหู่แล้ว!” ในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง รถเกวียนของถังฉือเย่ก็เคลื่อนตัวมา ชายหนุ่มร่างกำยำสองคนก็ผลักชายสองคนนั้นเข้าไปบนรถเกวียนของถังฉือเย่ ตอนนี้เมื่อถังฉือเย่เข้ามาในตัวเมือง นางไม่ได้นั่งรถเกวียนของร้านเหล้าฟู่โช่วแล้ว เป็นเพียงรถเกวียนธรรมดาเท่านั้น เพราะฉะนั้นสถานะของนางยังคงไม่ถูกเปิดเผย หลังจากที่เกวียนแล่นออกไปอย่างรวดเร็วได้ระยะหนึ่งแล้ว ถังฉือเย่ก็เห็นหานอี้ที่กำลังเอนตัวพิงผนังยิ้มอยู่ จากนั้นรถเกวียนก็หยุดลง ชายสองคนนั้นมองหน้ากัน พลางกระโดดลงจากรถ ชายหนุ่มจัดระเบียบเสื้อผ้าและกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณคุณชายมากที่ช่วยกู้หน้าให้พวกข้า” “ไม่ต้องขอบคุณ” หานอี้ยิ้มพลางโบกมือ “พวกเราเจอกันตามท้องถนน ไม่ขอบคุณกันไปมากับคนมีเงินอย่างพวกเจ้าหรอก ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ หากจะขอบคุณให้มาเป็นเงินดีกว่า” เขาลูบคางไปมาก่อนจะพูดต่อว่า “ข้าได้ยินมาว่าชายชราผู้นั้นได้เงินไปถึงห้าร้อยตำลึงเชียวหรือ พวกเราไม่ต้องการเยอะขนาดนั้นหรอก ให้เงินหนึ่งร้อยตำลึงเพื่อเป็นการขอบคุณ น้ำใจไมตรีก็ถือว่าไม่ติดค้างกันแล้ว”ชายหนุ่มผู้นั้นเงียบไป ก่อนจะหัวเราะออกมา แล้วจึงส่งสัญญาณให้หนุ่มน้อยผู้นั้นหยิบเงินหนึ่งร้อยตำลึงออกมาจากกระเป๋าเงินพลางส่งให้หานอี้และเอ่ยถามว่า“ตกลงแล้วคนพวกนั้นเป็นพวกมิจฉาชีพจริงๆอย่างนั้นเหรอ?” “ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นนะ” หานอี้ตอบ “แต่พวกเจ้าวางใจได้ หลังจากที่ได้รับเงินจากพวกเจ้ามาแล้ว ที่อื่นข้าไม่กล้ารับปาก แต่อย่างน้อยในเมืองหลงเหมินนี้ พวกเขาจะไม่มารบกวนพวกเจ้าอีกแน่นอน”ถังฉือเย่ที่นั่งเงียบมานานหันมองคนนั้นทีคนนี้ทีแล้วพูดแทรก “พวกท่านจะไปที่ไหน ข้าจะไปส่ง พวกท่านก็คงจะพาคนติดตามไปด้วยใช่ไหม?”ชายหนุ่มลังเลเล็กน้อย ผิดกับเด็กน้อยผู้นั้นที่ดวงตาเป็นประกาย ดึงแขนเสื้อของเขาทันที “เอาสิ! ท่านลุง ข้าว่าให้นางไปส่งพวกเราเถอะ” “พวกเจ้าจะไปที่ไหน?” เด็กหนุ่มยิ้มร่า ถามกลับ “ในเมืองของพวกเจ้า ร้านอาหารไหนลูกค้าเยอะที่สุด?”“โรงเหล้าซื่อฟาง” หญิงสาวตอบ “แล้วเหตุใดที่นั่นจึงดีที่สุด มีอาหารอร่อยเยอะที่สุดหรือ?”“มีเหตุผลมากมาย” ถังฉือเย่พูดกึ่งติดตลก “สิ่งสำคัญที่สุดคือเป็นทางผ่านพอดี”เด็กหนุ่มหัวเราะเบาๆ พลางหันกลับไปมองชายหนุ่มผู้เป็นลุงที่พยักหน้า “เช่นนั้นไปโรงเหล้าซื่อฟางก็แล้วกัน!” จากนั้นเกวียนของถังฉือเย่จึงมุ่งหน้าไปที่โรงเหล้าซื่อฟางทันที เมื่อเกวียนเคลื่อนไปได้สักพัก เด็กหนุ่มคนนั้นก็หันไปถามหญิงสาวผู้เดียวในนั้นว่า“แม่นาง สรุปว่าพาคนเหล่านั้นไปไหนกัน ถูกส่งตัวไปที่ศาลงั้นรึ?” “ไม่ได้ส่งตัวไปที่ศาล” ถังฉือเย่ตอบโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้น “มิจฉาชีพพวกนี้ ปกติแล้วพวกเขาจะทำเพียงครั้งเดียวและเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ ในเมื่อพวกเขาต้องตาพวกเจ้า เช่นนั้นอย่างน้อยพวกเขาก็ยังไม่ได้กระทำการใดๆที่นี่ หากส่งตัวไปที่ศาลจะต้องหาว่าพวกเขาเคยทำอะไรมาบ้าง ซึ่งมันก็ไม่ง่ายเลยที่จะตรวจสอบ”“แล้วเช่นนั้นพวกเขาจะไปที่ไหนกันหรือ?”ถังฉือเย่ชี้ไปที่หานอี้ แล้วตอบว่า “เจ้าดูคนผู้นั้นสิ…หัวหน้าอันธพาลกลับใจผู้นั้น” หานอี้หันกลับมาต่อว่าด้วยรอยยิ้ม ถังฉือเย่หัวเราะและพูดต่อว่า “คนเหล่านั้นมาหลอกลวงผู้คนในถิ่นของเขา คาดว่าเขาน่าจะเอาเงินมาให้หมด ก่อนจะสั่งสอนและขับไล่ออกไป”“แต่พวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาเป็นมิจฉาชีพ และพวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกข้าโดนใส่ร้าย?”“เพราะว่าข้ามีตายังไงล่ะ” หญิงสาวตอบยิ้มๆ เด็กหนุ่มทำหน้างง ถามต่อ “แม้ว่าเราจะแต่งตัวดี แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นคนดีเสมอไป บางทีอาจจะเป็นสัตว์ร้ายก็ได้” ถังฉือเย่เงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่ายอย่างหมดคำจะพูด เคยเห็นแต่คนที่ด่าคนอื่น ไม่เคยเห็นใครที่ด่าตัวเองจริงๆ มิหนำซ้ำยังด่าได้หยาบคายอีกด้วยชายหนุ่มผู้นั้นกระแอมอยู่หลายครั้ง เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็โดนเด็กหนุ่มผู้นี้พูดกระทบไปไม่เบา ถังฉือเย่ถือโอกาสสังเกตเขาอย่างเงียบๆ คะเนด้วยสายตานางเดาว่าเขาน่าจะมีอายุราวๆสามสิบปี รูปร่างสูงโปร่ง มีใบหน้าที่หล่อเหล่า ท่าทางที่ดูอบอุ่นและละมุน แถมยังมีรอยยิ้มอ่อนโยนที่ค่อยๆเบ่งบานบนใบหน้าที่เข้มแข็งของเขาอย่างช้าๆ ถังฉือเย่จึงพูดด้วยความอดทน “เพราะว่ามีอยู่สองสามจุด หนึ่งก็คือหญิงสาวผู้นั้นออกมาได้บังเอิญเกินไป สิ่งที่ควรเปิดเผยก็เปิดเผยหมดทุกอย่าง สิ่งที่ไม่ควรเปิดเผยก็ไม่ได้ถูกเปิดเผย อย่างที่สอง คำพูดของพวกเขาหลายคนนั้นมันดีเกินไป พวกเขาตอกย้ำพวกเจ้าทีละขั้น อย่างที่สาม เส้นผมของชายชราผู้นั้นล้วนเป็นสีขาวทั้งหมด เขาดูเหมือนใกล้จะตายแล้ว แต่เสียงของเขาก็ดังเกินไปใช่ไหมล่ะ สี่…” หญิงสาวหมดความอดทนแล้วจึงพูดอีกครั้งว่า “ดูแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่าพวกเขาจะต้องไม่ใช่คนดีอย่างแน่นอน” เด็กหนุ่มพยักหน้าเข้าใจ “เหตุใดข้าจึงมองไม่ออกกันนะ จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่คิดว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกัน สิ่งที่พวกเขาพูดก็ไม่ได้มีอะไรที่พิเศษเลย” ความมั่นใจและอวดเก่งของถังฉือเย่เริ่มสั่นคลอนขึ้นอีกครั้ง นางพยายามกดไว้แต่ก็กดไม่ลง จึงกล่าวออกมาอย่างเสียมิได้ “กลุ่มคนพวกนั้นทำได้เพียงสองอย่างเท่านั้นแหละ ทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปอีก หรือไม่ก็คอยเหยียบย่ำซ้ำเติมเท่านั้น คนเช่นนี้เมื่อมารวมตัวกันแล้วก็จะทำให้พวกเขารู้สึกว่ามีพลังอำนาจมากขึ้น เรื่องถูกผิดอะไร ก็ไม่มีทางที่จะสงบสติอารมณ์และคิดออกมาได้หรอก ดังนั้น คนที่พูดเป็นคนแรกจึงมีความสำคัญมากๆ ยกตัวอย่างเช่น ชายคนหนึ่งกำลังทุบตีหญิงสาวอยู่บนถนน หากคนแรกพูดขึ้นว่า ‘เลิกตีได้แล้ว เลิกตีได้แล้ว หากตีต่อไปนางตายเอานะ’ เช่นนั้น คนอื่นๆก็จะเกลี้ยกล่อมชายคนนั้นตามเขา หรืออาจมีบางคนเข้าไปห้าม แต่หากคนแรกพูดขึ้นว่า ‘ไม่รู้ว่าหญิงสาวผู้นี้ไปทำอะไรมา’ ทุกคนก็คงจะคิดว่า หญิงสาวผู้นี้ต้องไปทำอะไรมาแน่ๆ จึงได้โดนทุบตีเช่นนี้ เช่นนั้นทุกคนก็เลือกที่จะยืนดูเท่านั้น!”เด็กหนุ่มผู้นั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางจ้องมองนางอย่างจริงจัง เขาครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะยืนขึ้นมาในทันที “ใช่จริงๆด้วย แม่นางน้อย เจ้าสายตาเฉียบแหลมเกินไปแล้ว!” ถังฉือเย่โบกมือ “ชมเกินไปแล้ว”“ข้าสกุลเซิ่ง นามว่าเซิ่งฉี อายุยังน้อยจึงยังไม่ได้เลือกตัวอักษร เจ้าชื่อว่าอะไร?”“ข้าสกุลถัง” ถังฉือเย่ตอบ ชายหนุ่มอีกคนที่นั่งเงียบมาสักพักยืนขึ้นทำท่าคำนับ “ข้าสกุลเยี่ยน นามว่าตง อักษรเยี่ยนที่มาจาก ‘ช้างตายไว้งา คนตายไว้ชื่อ’ และอักษรตงที่มากจาก ‘ความสดใสรุ่งเรืองจากดวงอาทิตย์ในยามเช้า’” ถังฉือเย่พยักหน้า “คุณชายเยี่ยน”เฉินจิ่วเห็นว่าพวกเขาพูดคุยกันด้วยความปีติ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะถาม “พ่อหนุ่มเซิ่ง แล้วเหตุใดพวกเจ้าถึงได้ถูกพวกเขาจับจ้องล่ะ ได้ยินมาว่ามิจฉาชีพเหล่านี้ หากได้เลือกคนเอาไว้แล้วก็จะวางแผนกันอยู่หลายวัน และติดตามไปหลายร้อยหลายพันลี้ พวกเจ้าไม่สังเกตบ้างเลยหรือ?” บทที่ 210: แกะอ้วนที่มาส่งถึงหน้าประตูเซิ่งฉีกล่าว “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าไม่รู้จักชายชราคนนั้นด้วยซ้ำ” “ชายสวมชุดคลุมสีครามผู้นั้น เจ้ายังจำได้ไหม ก่อนหน้านี้พวกเราอยู่ด้วยกันกับเขามาสองวัน” เยี่ยนตงบอก จนทำให้อีกฝ่ายนึกย้อนกลับไปแล้วก็ต้องตกใจ “คนนั้น…เขาคือคนสกุลหยาง เขาบอกว่าเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเจ้าเมืองหยางไม่ใช่หรือ?”เยี่ยนตงยิ้มแต่ไม่ตอบ เซิ่งฉียังคงตกตะลึงอยู่อย่างนั้น หลังจากพูดคุยสอบถามกันอีกเล็กน้อย หานอี้ก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ที่พักริมทางดีๆ พวกเจ้าก็ไม่ไปพัก ดันไปอยู่ในซอกลับตาคน ไม่แปลกใจเลยที่พวกมันจะจับตามองพวกเจ้า” “เป็นเพราะท่านลุงของข้านั่นแหละ เขาดันอยากสัมผัสถึงอารมณ์ความรู้สึกของชนบท เลยไปขออาศัยในบ้านของใครสักคนเท่านั้น คราวก็ก่อนได้พักอาศัยกับครอบครัวหนึ่ง ผนังบ้านเขาล้วนแตกออกมา ลมหนาวพัดเข้ามาไม่หยุด โชคดีที่ไม่แข็งตาย” ถังฉือเย่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพูด “ความจริงแล้วความคิดนี้ของท่านลุงเจ้าก็ไม่เลวเลยนะ แต่พวกเจ้าต้องลบตัวอักษรที่หน้าผากออกก่อน”“ตัวอักษรอะไร?” เซิ่งฉีรีบเช็ดหน้าผากของตัวเอง “บนหน้าผากข้ามีตัวอักษรรึ?” “มี!” หญิงสาวกล่าวอย่างจริงใจ “แกะอ้วน” หานอี้หัวเราะเบาๆ ใบหน้าเกลื่อนด้วยรอยยิ้ม หลังจากนั้นพวกเขาก็พูดคุยกันอย่างถูกคอ กระทั่งมาถึงโรงเหล้าซื่อฟางแล้ว ถังฉือเย่จึงยิ้มแล้วชี้พร้อมกับพูดว่า “ด้านหน้าก็คือโรงเหล้าซื่อฟาง เป็นโรงเหล้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองแล้ว ด้านหลังมีที่พัก ข้าได้ยินมาว่ายังมีสวนหย่อมส่วนตัวด้วย ทั้งกว้างขวางและสะอาดสะอ้าน พวกเจ้าเข้าไปเถอะ”เซิ่งฉีพยักหน้าเล็กน้อย “แม่นางน้อย เจ้ามาทำอะไรที่โรงเหล้าซื่อฟางเหรอ?”“เอาอาหารจานใหม่มาให้พวกเขาลิ้มลอง” นางบอกก่อนจะโบกมือให้หานอี้แล้วหยิบไหออกมาสองใบ เซิ่งฉีก้าวขึ้นไปด้านหน้า เปิดฝาและดมกลิ่น ก่อนจะร้องอุทานออกมา “กลิ่นนี้แหละ ทันทีที่ข้าขึ้นรถเกวียนข้าก็ได้กลิ่นมันทันที ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่หน้าด้านติดรถเจ้ามา แค่ได้กลิ่นข้าก็รู้แล้วว่าต้องอร่อยแน่ๆ นี่เจ้าทำเองอย่างนั้นเหรอ?” เขาพูดพร้อมกับน้ำลายสอ “ทำไมมันช่างหอมเหลือเกิน ข้าขอชิมได้ไหม แค่เห็นก็น่าอร่อยแล้ว นี่เจ้าทำเองเหรอ?”ถังฉือเย่มองดูพร้อมกับสีหน้าระอานิดๆ อยากจะก่ายหน้าผากอย่างหมดคำพูด ได้แต่หันไปพูดกับเซิ่งฉีที่อยู่อีกฝั่งว่า “หากเจ้าอยากกินก็ไปคุยกับเถ้าแก่ จ่ายเงินสักหน่อยก็น่าจะได้แล้วล่ะ ข้าแค่เอามันมาส่งเพื่อให้เขาลองชิมดูเท่านั้น”“ตกลง…ข้าจะรีบไปบอกกับเขาเดี๋ยวนี้” ถังฉือเย่ยิ้มนิดหนึ่งตรงมุมปากก่อนจะเดินกลับไปที่รถ “เสียวจิ่ว รีบไปกันเถอะ นี่มันสายมากแล้ว!” หลังจากนั้นเกวียนของหญิงสาวก็ค่อยๆเคลื่อนตัวไกลออกไป เยี่ยนตงเอามือไพล่หลังมองดูอยู่จนลับสายตา พลันนั้นก็มีใครบางคนเดินเข้ามา ชายหนุ่มจึงบอกกับชายผู้นั้นว่า“ตรวจสอบแม่นางผู้นี้” .......................................................วันรุ่งขึ้น ถังฉือเย่ยังคงทำหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วต่อ ก่อนจะนำมาขายที่โรงเหล้าซื่อฟางทั้งหมด ความจริงแล้วหญิงสาวรู้ดีว่าในยุคสมัยนี้การกินหมูไม่ใช่เรื่องปกติ ส่วนใหญ่จะกินเนื้อแกะ ยิ่งเนื้อหมูป่าที่ทั้งเหนียวและแข็งเช่นนี้ จึงทำให้ชั่วพริบตาเดียวก็เป็นที่นิยมขึ้นมาในเมืองทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเถ้าแก่เฉิน ที่เข้าหานางอย่างระมัดระวังเต็มที่ตอนนี้ถังฉือเย่รู้แล้วว่าเถ้าแก่เฉินเป็นคนของฮั่วฉีจิง ดังนั้นนางจึงไม่ได้เรียกราคาตามอำเภอใจ เถ้าแก่เฉินที่เตรียมเงินและเตรียมคำพูดมามากมายจึงรู้สึกซาบซึ้งอย่างบอกไม่ถูก หลังจากมื้อกลางวันในบ้านหิน อยู่ๆ บริเวณด้านนอกก็มีใครบางคนมาเคาะประตู จากนั้นก็เดินเข้ามาอย่างคุ้นเคย…เป็นเซิ่งฉี “แม่นางถัง เจอกันอีกแล้ว!” ถังฉือเย่ยิ้มเล็กน้อย “ซูเซียนโร่วที่ข้าส่งไปที่โรงเหล้าซื่อฟางแล้ว เจ้าไม่ได้กินมันเหรอ?” เนื่องจากตอนนี้ไม่มีซูตงโพ มันคงจะแปลกเป็นอย่างมากถ้าจะเรียกว่าตงโพโร่ว ดังนั้นนางจึงครุ่นคิดและตัดสินใจเรียกหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วนี้ว่า ‘ซูเซียนโร่ว’ “กินสิ ข้ากินตอนมื้อเที่ยงไปแล้ว” เซิ่งฉีพูดยิ้มๆ “แต่พอข้ามาคิดๆดูแล้ว เหตุใดข้าจะต้องรออยู่ที่โรงเหล้าซื่อฟางกันล่ะ เหตุใดข้าจึงไม่มากินแบบสดๆใหม่ๆที่บ้านเจ้า ไม่แน่ว่าอาจจะมีอย่างอื่นที่อร่อยๆอีกก็ได้”เขาพูดพร้อมกับสูดน้ำลายก่อนจะเช็ดมันออก “เจ้าอย่าเข้าใจผิด ข้าไม่ใช่คนที่ได้กลิ่นอะไรแล้วอดใจไม่ไหวเช่นนั้นหรอกนะ ข้าเพียงแค่เวลาได้กลิ่นอะไรที่มันหอมเป็นพิเศษ จึงจะอดใจไม่ไหว” “ข้าไม่ได้เปิดร้านอาหารเสียหน่อย”“แม่นางถัง!” เซิ่งฉียิ้มพลางประจบเอาใจ “ขอร้องล่ะ เจ้าก็เห็นความจริงใจของข้าขนาดนี้แล้ว ข้ามาไกลเช่นนี้ เจ้าให้ข้าชิมเถอะนะ!” พูดเสร็จเขาก็หันกลับไปโบกมือด้านหลัง เรียกผู้ติดตามที่อยู่ด้านหลังเข้ามาพร้อมกับกล่องใบหนึ่งในมือแล้วยื่นให้ถังฉือเย่ “นี่ถือเป็นคำขอบคุณจากเรื่องเมื่อวาน เช่นนั้นพวกเราก็ถือว่าเป็นเพื่อนกันแล้วได้หรือไม่?” ถังฉือเย่ยิ้มมุมปาก คิดในใจว่าคุณชายน้อยผู้นี้แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าหรูหรา มีบุคลิกและท่าทางที่สง่างามยิ่งใหญ่ แค่มองก็รู้แล้วว่าเป็นคนที่มีภูมิหลังครอบครัวที่ดีเยี่ยมเมื่อเซิ่งฉีเปิดกล่องออก นางจึงทอดสายตามองเข้าไปในกล่อง แล้วก็พบว่าเป็นชุดเครื่องประดับศีรษะไข่มุกดูเหมาะสมกับถังฉือเย่เป็นอย่างมาก หญิงสาวยิ้มรับเครื่องประดับมาอย่างเปิดเผย ก่อนจะพูดกับเขาว่า “เอาล่ะ เช่นนั้นก็ขอบใจมาก…เข้ามานั่งสิ!” ถังฉือเย่กำลังต้มเส้นหมี่ในซุปตุ๋น จากนั้นก็ยกชามผักตุ๋น และผัดถั่วงอกออกมา จากนั้นชายหนุ่มทั้งสองก็เริ่มทานอาหารกัน และเนื่องจากของตุ๋นในบ้านมีเยอะ หญิงสาวจึงถามว่าเซิ่งฉีพาผู้ติดตามมากี่คน เมื่อรู้จำนวนนางจึงให้ท่านยายเย่ยกชามใหญ่ออกไปให้พวกเขาทานพร้อมกัน หลังจากนั้นไม่นาน ฮั่วฉีจิงก็มาถึง…รถม้าของพวกเขาจอดอยู่หน้าประตู เขาเห็นว่ามีคนสองสามคนกำลังนั่งทานอาหารกันอยู่ที่โต๊ะหินอย่างมีความสุขคนเหล่านี้แต่งตัวดูดี ท่าทางดูเย็นชา สวมใส่ผ้าบางๆชั้นเดียว แต่กลับไม่มีท่าทีหนาวสั่นเลยสักนิด นอกจากนี้พวกเขาก็ยังนั่งหลังตรง เหมือนได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ไม่เหมือนกับคนคุ้มกันทั่วไปสายตาของฮั่วฉีจิงจ้องมองสำรวจพวกเขาหนึ่งรอบ ก่อนที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อยคนผู้นั้นสังเกตเห็นอย่างรวดเร็ว ทั้งสองฝ่ายมองส่งสายตากันเงียบๆ ก่อนที่ต่างฝ่ายจะหันกลับมาอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก ตอนที่ฮั่วฉีจิงเดินเข้ามาถึงนั้น เยี่ยนตงก็ทานอาหารเสร็จแล้ว เหลือเพียงเซิ่งฉีเท่านั้นกำลังทานอยู่อย่างเอร็ดอร่อย ทั้งสองฝ่ายทักทายกันพอเป็นพิธีเซิ่งฉีเป็นคนที่ช่างพูดช่างเจรจาอย่างสมบูรณ์ที่สุด ตอนที่ทานอาหาร เขาก็เอาแต่พูดเยินยออย่างบ้าคลั่ง แม้ถังฉือเย่ที่ฟังจนชินแล้วก็ยังต้องหัวเราะไปกับมุขตลกของเขา อีกทั้งยังรับของขวัญเขามาแล้ว ดังนั้นเมื่อเซิ่งฉีขออยู่ที่นี่สักสองสามวัน นางจึงได้อนุญาตอย่างไม่ลังเล พร้อมกันนั้นก็จัดแจงให้พวกเขาไปพักที่ห้องรับรองของสำนักศิลปะการต่อสู้ เมื่อพวกเขาไปกันหมดแล้ว ถังฉือเย่จึงจะถามฮั่วฉีจิงเงียบๆว่า “เจ้าคิดว่าพวกเขาเป็นใครกัน?”จบตอน Comments
Comments
Post a Comment