superstar ep21-22

 บทที่ 21 กระต่ายที่ถูกขโมย


ถังฉือเย่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีกับมารดาอย่างวังซื่อ นางได้แต่ถอนหายใจยาวๆ ระบายความโกรธที่คั่งอยู่ในอกก่อนจะรีบวิ่งเหยาะๆไปตามหมอประจำหมู่บ้าน


เดิมทีนางเองก็เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ซ้ำร่างกายตอนนี้ยังเป็นเด็ก เรี่ยวแรงมีไม่มากพอ นางวิ่งพลางอุ้มเสี่ยวเหยาไปพลาง รู้สึกเหนื่อยจนหายใจแทบไม่ทัน เท้าแทบจะยืนไม่อยู่ พอมาถึงหน้าประตูบ้านท่านหมอก็หอบฮักๆพูดปากคอสั่น 


“ท่านหมอ น้องสาวข้าไม่สบาย ท่านโปรดช่วยน้องข้าด้วยเถอะ!”


ชายสูงวัยสกุลเฉินอายุราวห้าสิบกว่าๆ ไว้เคราแพะ รูปร่างค่อนข้างผอมดูท่าทางราวกับเป็นผู้มีการศึกษา ผู้เป็นหมอประจำหมู่บ้านลุกขึ้นช้าๆ พลางแตะมือเบาๆที่มือของเสี่ยวเหยา… ว่ากันว่าท่านหมอผู้นี้เคยเป็นหมอระดับขุนนางในเมืองมาก่อน ต่อมาเขาทำความผิดบางอย่างจึงได้กลับมาเป็นหมอประจำหมู่บ้าน เพราะฉะนั้นทักษะการแพทย์ของเขาจึงไม่ธรรมดาเลย 


ชายสกุลเฉินนั่งลง พลางจับชีพจรของเสี่ยวเหยาอย่างสงบนิ่งและกล่าว “เหตุใดจึงปล่อยให้เป็นหนักเยี่ยงนี้แล้วจึงมาพา เจ้ารู้หรือไม่หากมาช้ากว่านี้อีกนิดเดียวพวกเจ้าคงต้องทำศพให้นางแทน!”


“ข้าขึ้นภูเขาไปและเพิ่งกลับมาถึง ท่านหมอเฉิน โปรดช่วยรักษาน้องสาวข้าด้วยเถอะ” 


หลังจากท่านหมอประจำหมู่บ้านจับชีพจรของนางแล้ว เขาก็ตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง ด้วยการเปิดเสื้อและกดตรงท้องของเสี่ยวเหยา ไม่นานนักก็พูดเสียงเครียด “แย่แล้ว! นางตัวร้อนมาสี่ห้าชั่วยามแล้ว แถมยังเด็กเกินไป ล่าช้าเกินแล้ว รักษายาก!”


“ขอร้องล่ะ ท่านมียาอะไรก็รีบใช้รักษาเถอะ ท่านจะต้องช่วยน้องสาวข้าให้ได้!”


“รีบใช้?” ท่านหมอลืมตาขึ้น “พูดง่ายเสียจริง จ้าจะจ่ายไหวหรือ?”


ในขณะที่ถังฉือเย่กำลังเป็นกังวล นางก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง “ท่านต้องการเงินเท่าไหร่?”


ท่านหมอมองนางด้วยสายตาอันเรียวแหลม ก่อนจะบอกความต้องการของเขา “แม่ของเจ้าสองสามวันครั้งก็เรียกข้าไปดูอาการ แต่ละครั้งเอายาไปก็ไม่ยอมจ่ายเงิน แม้จะเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ข้าไม่คิดค่ารักษา แต่ก็ไม่ควรจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ยังมีตัวเจ้าเองอีก แม้ว่าตอนนี้จะหายดีแล้ว แต่เมื่อก่อนก็ยังสามวันดีสี่วันไข้อยู่เลย ท่านย่าของเจ้าเองก็ชอบแอบหยิบของในร้านข้า นี่ก็ไม่รู้ว่าพวกเจ้าติดหนี้ข้าไปเท่าไหร่แล้ว”


ถังฉือเย่เม้มปากแน่น เห็นได้ชัดว่าชายผู้นี้กำลังฉวยโอกาสในตอนที่ผู้อื่นทุกข์ยาก… เขาเป็นหมอแต่กลับฉวยโอกาสในยามที่คนไข้กำลังลำบากอย่างเห็นได้ชัด!


หญิงสาวหลุบสายตาลง ปกปิดแววตาที่เย็นยะเยือก นางเพียงขอร้องด้วยน้ำเสียงต่ำๆว่า “ท่านหมอเฉิน อาการเจ็บป่วยไม่รอใคร ท่านรักษาน้องสาวข้าให้หายก่อนได้หรือไม่?”


“รีบร้อนอะไรกัน ที่ข้าพูดเช่นนี้ก็ไม่ใช่เพราะจะคิดบัญชีเก่ากับเจ้า เพียงแค่อยากบอกเจ้าว่านับจากวันนี้เป็นต้นไป หากจะมาหลอกเอาผลประโยชน์กับข้าอีก พวกเจ้าไม่มีทางสำเร็จ อาการของน้องสาวเจ้าในวันนี้ข้าบอกกับเจ้าได้เลยว่าแม้จะส่งตัวไปรักษาที่โรงหมอในเมือง พวกเขาก็ต้องใช้วิธีระบายความร้อนแน่นอน…สอดยาเข้าไป ทำการถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ความร้อนจึงจะคลายลง ซึ่งก็น่าจะเห็นผลในทันที เด็กอายุเพียงไม่กี่ขวบเช่นนั้น ต้องเอาร่างกายมาเสี่ยง ผ่านไปกี่ปีก็ปรับตัวกลับมาเป็นเหมือนเดิมไม่ได้!”


เขาบอกพร้อมกับค่อยๆล้างมืออย่างละเมียดละไม “แม้ว่าทักษะการแพทย์ของข้าจะไม่ได้ดีมากนัก แต่ตอนนี้พวกเจ้าจะหาใครที่ดีกว่าข้าก็คงไม่มีแล้ว ข้ามีสองวิธี วิธีแรกคือวิธีที่ข้าเพิ่งบอกไป ระบายความร้อนในร่างกาย ข้าคิดแค่สองร้อยอีแปะ ต่อไปยาบำรุงอะไรเหล่านั้นเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องให้นางดื่ม มันใช้ไม่ได้ผล ความจริงแล้วข้าเองก็ไม่ได้คิดจะขูดรีดเงินเจ้า กับอีกวิธีหนึ่งคือขับเหงื่อถอนพิษ ต้องเพิ่มความร้อนให้กระจายไปทั่ว แม้ว่ามันอาจจะช้า แต่มันจะไม่ทำลายร่างกายของเด็ก ข้าคิดเพียงแค่สามตำลึง” 


ถังฉือเย่สังเกตท่าทางของท่านหมอเฉินผู้นี้อยู่ตลอดเวลา แน่ใจว่าเขาเป็นหมอที่ฉวยโอกาสตอนผู้อื่นลำบากจริงๆ เพียงแต่เขาพูดถึงวิธีการรักษาอย่างมั่นใจ เรื่องนี้เขาคงไม่โกหก มากสุดก็แค่ขายยาในราคาแพงเท่านั้น


หญิงสาวจึงก้มหน้าลงพูดด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังร้องไห้ “ท่านหมอเฉิน แม้ว่าข้าจะยังพอมีเงินอยู่บ้าง แต่ก็ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับพี่ชายด้วย ข้ายอมไม่กินไม่ดื่ม แต่ค่าเล่าเรียนของพี่ชายข้าจะขาดไม่ได้ ท่านหมอได้โปรดเห็นใจข้าด้วย” 


“ข้าเห็นใจเจ้า แต่เจ้าล่ะเคยเห็นอกเห็นใจข้าบ้างหรือไม่” ​ท่านหมอเฉินกล่าวอย่างเย็นชา เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลางลูบคางเบาๆแล้วบอกว่า “เช่นนี้ก็แล้วกัน ข้าคิดแค่ค่ายาสองตำลึง ได้ยินว่าเจ้าจับกระต่ายเก่งเช่นนั้นก็บวกเพิ่มกระต่ายอีกห้าตัว” 


เมื่อเห็นใบหน้าของเสี่ยวเหยาเริ่มแดงก่ำ มือเท้าก็เริ่มกระตุก ถังฉือเย่เจ็บใจเป็นอย่างมาก นางไม่มีเวลามาถกเถียงให้มากความทำได้เพียงพยักหน้าตอบตกลง 


ท่านหมอรอให้นางหยิบเงินออกมาแล้วถึงเขียนใบชำระหนี้ ซึ่งเขียนไว้อย่างชัดเจนว่าถังฉือเย่ติดหนี้เขาเป็นกระต่ายจำนวนห้าตัว และจะจ่ายคืนภายในสิบวัน หากไม่จ่ายจะเพิ่มจำนวนกระต่ายในทุกๆสองวัน และยังให้พิมพ์ลายนิ้วมือนางด้วย 


เมื่อเห็นท่าทีไม่รีบร้อนของเขา ทั้งที่ถังฉือเย่รู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมากแต่ก็ทำได้เพียงกัดฟันและอดทนรอ เมื่อท่านหมอเฉินเก็บใบชำระหนี้ที่พิมพ์ลายนิ้วมือเรียบร้อยแล้วนั้นแหละ จึงค่อยเริ่มทำการรักษา โชคดีที่บ้านของเขามียาเตรียมพร้อมไว้อย่างครบครัน รวมทั้งภรรยาของเขาเองก็มีความชำนาญสามารถเป็นผู้ช่วยเขาได้ดี นางเห็นเขาใช้เหล้าและเข็มซึ่งดูเหมือนว่าจะมีความชำนาญเอามากๆ 


วังซื่อที่ไม่รู้ว่าเดินตามมาตอนไหนก็เอาแต่นั่งร้องไห้อยู่ข้างๆ ถังฉือเย่เพียงเฝ้าดูอย่างเงียบๆ จนท่านหมอวางมือ ให้เสี่ยวเหยาดื่มยาพร้อมกับจับชีพจร พอเห็นว่าความร้อนภายในร่างกายของเสี่ยวเหยาบรรเทาลงแล้วก็หันมาบอกว่า 


“ได้แล้วล่ะ คืนนี้ก็ให้นางนอนที่นี่ พวกเจ้าสามารถอยู่ดูแลนางได้คนหนึ่ง” 


หญิงสาวพยักหน้ารับตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดพลางหันไปหาวังซื่อด้วยท่าทางที่สงบนิ่ง “ข้าจะอยู่ดูแลนางเอง ท่านแม่รีบกลับบ้านไปเถอะ” 


วังซื่อร้องไห้อีกสองครั้ง จากนั้นผุดลุกขึ้นแล้วเดินจากไปพร้อมน้ำตาและเสียงร้องสะอึกสะอื้นที่แม้ลับสายตาไปแล้วยังได้ยินจนแม้แต่ภรรยาของท่านหมอชราก็อดพูดไม่ได้ “ร้องไห้ขนาดนี้ หากไม่รู้ ข้าคงคิดว่าลูกนางตายไปแล้ว!” 


ถังฉือเย่ไม่ได้ทักท้วงอะไร นางก้มหน้าก้มตาฟังคำแนะนำของท่านหมอเฉิน หลังจากที่ท่านหมอกำชับเสร็จ เขาก็ปิดประตูแล้วขึ้นไปนอน ถังฉือเย่ลูบหน้าผากของเสี่ยวเหยาไม่หยุดและดูนางร้องครวญครางราวกับหมาน้อย พร้อมกับความรู้สึกปวดหนึบๆในหัวใจ


วังซื่อช่างเป็นแม่ที่โชคดีเสียจริงที่มีลูกอย่างถังฉือหรงและเสี่ยวเหยาซึ่งเป็นเด็กดี เชื่อฟังไม่เคยก่อเรื่องให้หนักใจ ไม่จำเป็นต้องดุด่าว่ากล่าว แค่ดูแลนิดหน่อยก็พอแล้ว แต่เพียงเท่านี้แม่อย่างวังซื่อยังทำไม่ได้! ได้ยินว่าเด็กหญิงตัวร้อนมีไข้มาหนึ่งวันแล้ว หากนางกลับมาบ้านช้ากว่านี้อีกก้าวเดียว เสี่ยวเหยาก็คงต้องเดินทางไปปรโลก! 


แม่เยี่ยงนี้มีประโยชน์อันใด! มาเป็นภาระเพิ่มความลำบากโดยเฉพาะหรือ แต่ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์หรือไม่ เพิ่มภาระหรือเปล่า ในเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นแม่แล้ว นางก็ไม่สามารถทำอะไรได้!


ถังฉือเย่มองเสี่ยวเหยาด้วยความรู้สึกสงสารจับใจ โชคยังดีที่ชาวบ้านรู้แค่เรื่องที่นางขายหญ้าลิ้นงูดอกสีขาวได้สิบตำลึง แต่ไม่มีใครรู้เรื่องเงินแปดตำลึงของท่านย่าซุน วันนั้นนางใช้จ่ายกับสิ่งของจิปาถะไปมากกว่าห้าตำลึง ตอนนี้ต้องจ่ายค่ารักษาเสี่ยวเหยาสองตำลึง ต่อไปในสายตาคนอื่นนางก็จะเป็นคนที่ไม่มีเงินอีกแล้ว!


ดังนั้นหญิงสาวบอกกับตัวเองว่าหลังจากนี้หากจะซื้ออะไรก็ต้องไปคนเดียว ห้ามไปกับคนในหมู่บ้านทุกคนจะได้ไม่รู้ว่านางยังมีเงินเหลืออยู่ เพราะมิเช่นนั้นแม้แต่ท่านหมอเฉินผู้นี้ยังคิดฉวยโอกาสในตอนที่นางกำลังทุกข์ยากและไม่มีทางเลือก


แต่รอก่อนเถอะ อีกไม่นานหรอก นางจะต้องร่ำรวยให้ได้ เพียงแต่ตอนนี้ถังฉือเย่จำต้องอดทนเพื่อให้ทุกคนเห็นว่านางกำลังลำบาก น่าเวทนา แผนที่วางไว้จึงจะดำเนินต่อไปได้ เพียงแต่ระยะทางระหว่างหมู่บ้านกับตัวเมืองค่อนข้างไกลกันมาก หากนางไม่ไปกับคนในหมู่บ้านแล้ว ก็ยากที่จะออกไปเองเพียงลำพัง


ทันใดนั้นหญิงสาวก็นึกถึงชายหนุ่มผู้หนึ่ง…ฉีจิง ปกติเขาเข้าเมืองไปได้อย่างไร หรือว่าเพราะร่างกายเขาแข็งแรงจึงเดินเท้าเข้าไปเป็นแน่…เอาล่ะ! เอาไว้ครั้งหน้าหากต้องการซื้อสิ่งใด นางจะฝากให้เขาช่วยซื้อกลับมาให้ดีกว่า อาจจะให้ค่าตอบแทนเขานิดหน่อยเป็นสินน้ำใจ 


ในระหว่างที่ผู้เป็นพี่สาวกำลังคิดวางแผนอยู่ในหัว ผู้เป็นน้องสาวที่กำลังอ่อนเพลียด้วยพิษไข้ก็ปรือตาแล้วก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว เมื่อท่านหมอเฉินตื่นขึ้นมาอีกครั้งในตอนเช้า ความร้อนภายในตัวของเสี่ยวเหยาก็ถูกระบายไปหมดแล้ว นางลืมตาด้วยความงุนงงพลางเรียกถังฉือเย่เสียงแผ่วเบา 


“ท่านพี่”


ถังฉือเย่ส่งเสียงรับพลางถามสองสามประโยค เมื่อเห็นภรรยาท่านหมอกำลังจุดไฟเตรียมต้มโจ๊ก นางจึงเดินเข้าไปก่อนบอกว่า


 “คุณนายเฉิน ช่วยเพิ่มข้าวไปอีกหน่อย เผื่อข้าและน้องสาวสองชาม หากทำอาหารอะไรก็ช่วยแบ่งให้พวกข้าสักหน่อย”


คุณนายเฉินกลอกตาถอนหายใจออกมา “แม่สาวน้อย ข้าวของพวกนี้เราก็ต้องใช้เงินซื้อ สามีของข้าร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรงทำงานหนักอีกไม่ไหวหรอก คนในหมู่บ้านหลังจากมารักษาเสร็จก็มักจะติดเงินผัดวันประกันพรุ่งไปวันๆกันแทบทุกคน”


“ข้าจะจ่ายเงินเอง”​ นางพูดเสียงเรียบ 


“อยู่กันอย่างลำบาก…อืม” คุณนายเฉินยิ้มและพูดหลังจากนิ่งไปเล็กน้อย “เช่นนั้นก็ตกลง ข้าจะเพิ่มข้าวให้ เช้านี้ข้าจะทำเค้กข้าว แม่สาวน้อยเราไปทำกันเถอะ”


ถังฉือเย่กล่าวคำขอบคุณเสียงเบา คล้ายพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเดินตามหลังภรรยาของท่านหมอเฉินผู้นี้ไปอย่างเงียบๆ 



บทที่ 22 กฎเกณฑ์ของภูเขา


ภรรยาของท่านหมอเฉินซึ่งเป็นหมอประจำหมู่บ้านนั้นเรียกค่าอาหารสำหรับเสี่ยวเหยาในราคาที่แพงเอาเรื่อง แม้จะเห็นว่าทั้งสองพี่น้องนั้นหิวไส้กิ่วจนแทบจะเป็นลมอยู่แล้วก็ไม่ยอมลดราคาให้เลยแม้แต่อีแปะเดียว 


ถังฉือเย่อดทนข่มความหิวไว้ เพราะว่าตั้งแต่เมื่อคืนที่วุ่นวายมาทั้งคืนนางก็ไม่ได้กินข้าวเลย หญิงสาวป้อนโจ๊กให้เสี่ยวเหยาที่กินพร้อมกับแป้งอบอย่างไม่หยุดปาก พอป้อนข้าวน้องสาวเสร็จนางจึงเดินเข้าไปหาท่านหมอเฉินซึ่งได้แนะนำว่า 


“แม้ว่าโรคนี้จะอันตราย แต่กินยาสักสามชุดก็ไม่เป็นอะไรแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่ต้องกินยาอีก อ่อ! แล้วก็อย่าลืมกินของบำรุงเยอะๆหน่อยแล้วกัน” 


ท่านหมออธิบาย ก่อนจะชะงักไปนิดหนึ่งแล้วบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “วันนี้อาจจะมีอาการขึ้นมาอีก หากมีอะไรก็ให้มาหาข้านะ” 


“ท่านหมอเฉิน”​ คิ้วของถังฉือเย่ขมวดเข้าหากันจนเป็นปม คิดมาคิดไปก็ยังรู้สึกไม่วางใจ “เมื่อวานข้าวางกับดักเอาไว้บนภูเขา วันนี้ข้าจะไปดูสักหน่อยว่ามีสัตว์อะไรมาติดกับดักหรือไม่ ข้าจะขอให้น้องสาวอยู่ที่นี่ไปก่อนชั่วคราวได้หรือไม่เจ้าคะ เมื่อถึงเวลากินยา รบกวนท่านหมอกับท่านหมอหญิงช่วยป้อนยาให้นางหน่อย นางเป็นเด็กดีเชื่อฟัง ไม่ทำให้รำคาญหรอกเจ้าค่ะ”


ท่านหมอชรามีทีท่าว่ารู้สึกรำคาญเล็กน้อย แต่เมื่อนึกถึงเงินจำนวนสองตำลึงเมื่อคืนแล้ว เขาจึงพยักหน้ารับคำ “ก็ได้ ก็ได้ ข้าน่ะใจอ่อนเสมอยามที่มีคนมาขอร้องเช่นนี้” 


“หากมีกระต่าย ข้าจะนำมันมามอบให้ท่านหมอทันทีเจ้าค่ะ” 


คราวนี้ท่านหมอมีสีหน้าดีขึ้นมาหน่อย เขาพูดพลางโบกมือ “งั้นเจ้าก็ไปเถอะ วางใจได้ ข้าจะดูแลน้องสาวเจ้าให้ดีอย่างแน่นอน ไม่ต้องห่วง”


หญิงสาวพยักหน้ากล่าวขอบคุณอีกสองสามประโยคก่อนจะออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว เมื่อคืนนี้นางวางกับดักไว้เจ็ดอัน หากโชคดีวันนี้คงจะชำระหนี้ที่ติดท่านหมอผู้นี้ไว้จนหมด หรือไม่ก็อาจเหลือพอให้เสี่ยวเหยาได้กินบำรุงร่างกายสักตัว 


แต่ความที่ต้องทำอะไรหลายอย่างมาตั้งแต่เช้าทำให้กว่าจะออกมาถึงชายป่าก็สายมากแล้ว นางเห็นฉีจิงกำลังเดินออกมาจากอีกฝั่งหนึ่งแต่ไกล แต่ไม่มีกะจิตกะใจจะพูดคุยหยอกล้ออะไรเขา จึงทักเพียงว่า


“เป็นเยี่ยงไรบ้าง?”


คิ้วเรียวยาวของเขาขมวดขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร ซึ่งในขณะที่หญิงสาวเอ่ยถามนั้นนางได้หันไปอีกฝั่งหนึ่ง พร้อมกับตกตะลึงอยู่พักใหญ่ ฉีจิงจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้น


“ตอนที่ข้ามาก็เป็นแบบนี้แล้ว เหมือนว่ามีคนมาที่นี่ก่อนแล้ว” ชายหนุ่มบอกพร้อมกับก้มหน้าลงสำรวจก่อนจะค่อยๆเดินไปตรงบริเวณที่หญ้านั้นถูกเหยียบจนราบไปหมด พร้อมกับกับดักทุกอันที่นางทำไว้เมื่อวานว่างเปล่า 


ถังฉือเย่สูดลมหายใจเข้าลึกๆเพื่อเรียกสติ จากนั้นจึงก้มลงสำรวจดูบ้าง ก็พบว่ามีกับดักห้าอันที่มีสัตว์เข้ามาติด เห็นได้จากขนกระต่ายที่ติดอยู่… กระต่ายห้าตัว!!! 


หญิงสาวเงยหน้าขึ้นหันมองไปยังพุ่มหญ้า แล้วสายตาก็มองเห็นรอยเท้าย่ำลงไปลึกมากอยู่ คนที่หมู่บ้านจวี้เป่านี้ส่วนมากมีรูปร่างผอมแห้งกันทั้งนั้น แม้จะเป็นคนตั้งครรภ์ท้องโตก็ตาม อีกอย่างจะมีคนท้องที่ไหนเดินขึ้นมาถึงตรงนี้ เพราะฉะนั้นถ้าจะมีใครขโมยกระต่ายที่มาติดกับดักของนางไปก็คงมีเพียงคนเดียวเท่านั้น 


ถังฉือเย่เหลียวมองสำรวจไปรอบๆ พลันนั้นสายตาก็มองเห็นแขนเสื้อสีฟ้าที่ขาดอยู่ครึ่งหนึ่งติดอยู่บนกิ่งไม้ นางเอื้อมมือไปหยิบลงมาถือไว้ในมือ


ฉีจิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ใช้สายตามองดูนางอย่างเงียบๆ ถังฉือเย่เป็นเด็กอายุเพียงสิบสามปีและก็เคยเสียสติมาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้สาวน้อยที่สวมชุดกระโปรงยาวสีเทายืนกลางป่าด้วยสายตาเย็นชา กลับมีใบหน้างดงาม อีกทั้งยังมีกิริยาเหมือนคนได้รับการอบรมมาอย่างดี แตกต่างจากผู้หญิงทุกคนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะดวงตากลมมนที่เหมือนจะอมยิ้มอยู่ตลอดเวลานั้นทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังมองดูน้ำแร่บริสุทธิ์สองบ่อ ตาดำขาวตัดกันอย่างชัดเจน เปล่งประกายงดงามราวกับเป็นเทพเซียนบนสวรรค์ ดึงดูดเขาให้เดินตามหลังไปเมื่อเห็นนางเดินกลับลงมาจากภูเขา 


ฉีจิงเห็นนางเดินลุยกอหญ้าที่สูงชะลูดอยู่ตลอดทางจนเสื้อผ้านั้นเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปหมด ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิง มองดูแล้วน่าเวทนาเป็นที่สุด 


กระทั่งเดินมาถึงหน้าประตูของบ้านตระกูลถัง ถังฉือเย่ก็รัวเคาะประตูพร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้นจนชาวบ้านในละแวกนั้นที่กำลังออกไปทำไร่ทำนาเพราะเป็นฤดูกาลเพาะปลูก เมื่อได้ยินเสียงคนทะเลาะกันเกิดขึ้นที่ด้านนอก ต่างก็ชะโงกหน้าออกมาหรือไม่ก็มายืนมุงดูกันตามสัญชาตญาณ 


“ท่านพี่สาม! หยินเอ๋อร์! เปิดประตูนะ เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ถังฉือหยินข้าบอกให้เจ้ารีบเปิดประตูออกมาเดี๋ยวนี้!” 


ท่านย่าซุนรีบตะคอกกลับมา “จะมาร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญอะไรกันแต่เช้า วันๆก็เอาแต่มาร้องไห้หน้าบ้านตระกูลถังของข้า พวกเจ้านี่มันเป็นตัวซวยกันทั้งบ้าน คิดว่าคนในตระกูลถังของข้ามันน่ากลั่นแกล้งนักใช่มั้ย?” 


รอบๆบริเวณนั้นเกิดเสียงฮือขึ้น ผู้คนต่างหันไปซุบซิบนินทากันไปต่างๆนานา แต่ถังฉือเย่ไม่สนใจ นางเจ็บใจ…เจ็บใจจนร้องไห้ออกมาหายใจแทบไม่ทัน ไม่เหมือนวังซื่อที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนนางร้ายในละคร!


หญิงสาวฟังเสียงก่นด่าของท่านย่าซุนที่ดังแทรกเข้ามากับเสียงร้องไห้ของตัวเอง ผ่านไปพักใหญ่นางจึงพยายามสะกดกลั้นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าวางกับดักกระต่ายไว้บนภูเขา มีกระต่ายห้าตัวมาติดกับดักข้า แต่กลับถูกพี่สามขโมยไป ข้าไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรแล้ว…เมื่อคืนน้องสาวข้าก็ไม่สบาย ข้าต้องอุ้มนางไปหาท่านหมอเฉิน จ่ายเงินไปสองตำลึง แถมยังติดสัญญาด้วยกระต่ายห้าตัว ตอนนี้น้องสาวข้ายังนอนอยู่ที่โรงหมอกินยาอยู่เลย แต่ถังฉือหยินกลับพยายามพังกับดักของข้า เอากระต่ายของข้าไป ข้าทำสัญลักษณ์เอาไว้อย่างชัดเจนแล้วแท้ๆ นั่นมันเป็นกับดักของข้า เขาทำอย่างนี้ได้อย่างไรกัน”


ถังฉือเย่พูดไปก็ร้องไห้ไป นางพูดนั่นพูดนี่ฟังแล้วเหมือนเด็กเวลาโกรธจัดแล้วพูดจาไม่รู้เรื่อง ต้องใช้เวลาอยู่พักหนึ่งทุกคนจึงจะจับใจความสำคัญได้ จากนั้นทุกคนก็ขมวดคิ้วไปตามๆกัน 


สุภาษิตว่าไว้อาศัยอยู่กับภูเขาก็ต้องหากินที่ภูเขา เดิมทีภูเขานั้นเป็นสถานที่ซึ่งใครก็สามารถเข้าไปได้ ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากัน แต่กระนั้นก็ยังมีกฎเกณฑ์อยู่ ใครก็ตามที่วางกับดักเอาไว้ล้วนต้องทำสัญลักษณ์อย่างชัดเจน อย่างแรกแน่นอนว่าเพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นบุกรุกเข้ามาอย่างไม่ตั้งใจ อีกอย่างก็เพื่อบอกกับคนอื่นว่า ‘ที่ตรงนี้มีเจ้าของแล้ว’ 


ธรรมดาแล้วคนอื่นจะไม่เข้าไปยุ่ง กฎนี้แม้แต่เด็กสามขวบในหมู่บ้านก็ยังรู้ และไม่มีทางทำผิดกฎอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าหัวขโมยจะเป็นคนที่เกียจคร้านก็ไม่กล้าที่จะฝ่าฝืนกฎง่ายๆพวกนี้แน่! มิเช่นนั้นแล้วกับดักที่วางไว้พอมีสัตว์มาติดก็ถูกขโมยไปอย่างง่ายดาย เรื่องราวความขัดแย้งคงมีให้ต้องวุ่นวายกันไปหมดแน่ ดังนั้นคนที่กล้าทำผิดกฎนี้จะต้องตกเป็นเป้าสายตาของผู้คนทั้งหมู่บ้านอย่างไม่มีข้อสงสัย 


แล้วก็เป็นดังคาด เพราะไม่นานนักก็มีคนอดใจไม่ไหวพูดขึ้น “แม่เฒ่าซุน คนที่บ้านของท่านจะไม่พูดอะไรหน่อยหรือ ว่าพวกเขาเป็นคนทำหรือเปล่า?”


ภายในบ้านเริ่มเงียบเสียงลงราวกับไม่มีคนอยู่ แม้แต่ท่านย่าซุนเองก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมา จากนั้นไม่นานนักถึงจะมีคนพูดมาท่ามกลางความเงียบ 


“ข้าเห็นแล้ว เมื่อเช้าข้าเห็นว่าหยินเอ๋อร์แบกกระต่ายลงมาจากภูเขาหลายตัว พอข้าเรียกก็กลับทำเป็นไม่ได้ยิน” 


“ข้าก็เห็น! ข้ายังคิดอยู่เลยว่าเจ้าถังขี้เกียจอย่างนี้จะจับกระต่ายได้อย่างไร กระต่ายพวกนั้นทั้งใหญ่และยาว!” 


“ใช่ๆ อย่ามัวแต่ซ่อนตัวอยู่เลย รีบออกมาเร็วเข้า!”


“จริงๆเลย แกล้งตายกันหรืออย่างไร รีบออกมาเร็วสิ!”


ทุกคนในที่นั้นต่างช่วยกันตะโกน จนในที่สุดท่านย่าซุนก็ทนไม่ไหวต้องเปิดประตูออกมาพร้อมกับด่ากราดด้วยความโกรธเกรี้ยว


“อะไรกัน! พวกเจ้ากำลังพูดบ้าอะไรกัน ข้าเลี้ยงดูนางมาตั้งหลายปี แค่กินกระต่ายของนางไปไม่กี่ตัว มันจะอะไรกันนักกันหนา!” จากนั้นจึงหันมาเล่นงานถังฉือเย่โดยตรง 


“ไอ้เด็กชั่ว ไม่รู้จักบุญคุณคน กล้าดีอย่างไร ถึงได้เรียกให้คนอื่นมาทำความเดือดร้อนให้ข้า! ทำไมนะ…ทำไมเจ้าไม่รีบตายๆไปซะให้รู้แล้วรู้รอด ข้าเห็นแล้วรำคาญใจเสียจริง” 


ในระหว่างที่กำลังด่าทออยู่นั้น นางก็เดินมาข้างหน้าแล้วเตะเข้าที่หญิงสาวที่ไม่ทันได้ระวัง ตอนที่นางกำลังจะหลบ ขาของท่านย่าซุนก็ลอยมาแล้ว ถังฉือเย่ล้มลงกับพื้น ด้วยถูกเตะเข้าที่เอวอย่างจัง 


หญิงชราที่ดูบอบบางไม่มีแรง ใครจะคิดว่าเพียงชั่วพริบตาจะทำให้นางล้มกลิ้งลงไปนอนกับพื้น!...นางหลบช้าไปหน่อย คิดไม่ถึงว่าหญิงแก่คนนี้จะมือเท้าไวแถมยังมีเรี่ยวแรงเยอะขนาดนี้!” 


ถังฉือเย่ไม่ทันจะได้คิดอะไรมากความเจ็บปวดที่ได้รับนั้นทำให้น้ำตาไหลรินออกมา สายตาพร่ามัวนั้นได้กวาดไปที่ชาวบ้านและสะดุดเข้ากับคนที่คุ้นเคย ทั้งสองคนสบตากันอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ฉีจิงจะเดินจากไป


แต่การลงไม้ลงมือของท่านย่าซุนในครั้งนี้กลับทำให้ชาวบ้านทุกคนรู้สึกโกรธมาก ทุกคนจึงรีบเข้ามาช่วยพยุงนางขึ้นจากนั้นส่งเสียงตำหนิออกมาพร้อมกัน 


หญิงสาวที่ทนเจ็บจนยืนไม่ไหวทำให้ต้องนางต้องพิงท่านป้าคนหนึ่ง พร้อมกับร้องไห้และโต้เถียงออกมา “ข้าไม่กล้าที่จะลำเลิกบุญคุณกับท่านย่าหรอก เพียงแต่กระต่ายไม่กี่ตัว แต่น้องสาวของข้านางกำลังป่วยอยู่ ข้ายังติดหนี้ท่านหมอเฉินต้องให้กระต่ายอีกหลายตัว …อีกอย่างท่านย่าได้ไล่พวกเราออกมาแล้ว ทำไมยังแย่งกระต่ายของข้าไปอีก! เมื่อวานตอนที่เจอพวกเขาข้ายังสอนพวกเขาให้รู้จักวางกับดักอย่างละเอียดอยู่เลย พวกท่านก็ทำกับดักเองได้ ทำไมพี่สามถึงได้มาขโมยของของคนอื่นเยี่ยงนี้” 


เมื่อได้ฟังแล้ว สีหน้าของทุกคนในที่นั้นก็เริ่มรู้สึกแย่หนักขึ้นไปอีก!



จบตอน

Comments