superstar ep211-220 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps บทที่ 211: ความสามารถไม่สอดคล้องกับหน้าที่“ไม่รู้สิ เพียงแค่รู้สึกว่าพวกเขาไม่ใช่คนธรรมดา” ฮั่วฉีจิงพูดขึ้นถังฉือเย่พยักหน้าเล็กน้อย พลางว่า “เซิ่งฉีคนนั้น เพียงมองแค่แวบแรกก็อย่างกับคุณชายที่มาจากตระกูลขุนนาง ท่าทางดูสบายๆ ความสง่าและมารยาทก็ราวกับว่าอยู่ในสายเลือด เหมือนคนที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี ส่วนเยี่ยนตงคนนั้น ยิ่งดูลึกลับซับซ้อนเข้าไปใหญ่ ข้ามองเขาไม่ออกเลย แต่ก็รู้สึกได้ว่าเขาอ่อนโยนมากๆ อีกอย่างหน้าตาก็ดีขนาดนั้นคงจะไม่ได้เป็นคนชั่วร้ายอะไรหรอก”ชายหนุ่มเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ข้าไม่อนุญาตให้มองเขาบ่อยๆ”“หืม เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” “ข้าบอกว่า ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าชอบชายวัยกลางคน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม” ถังฉือเย่ก็รู้สึกขำขึ้นมาในทันที นางมองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย แต่ฮั่วฉีจิงกลับจ้องกลับมาด้วยสายตาจริงจัง กระทั่งนางเริ่มรู้สึกว่าจะหัวเราะไม่ออกเสียแล้ว ในครั้งแรกที่พบกัน ถังฉือเย่รู้สึกว่าดวงตาของชายหนุ่มดูดีมากๆ แต่มันก็แค่ดูดี ผิดกับตอนนี้…หญิงสาวรู้สึกราวกับว่าในดวงตาของเขานั้นมีหมู่ดาวที่แพรวพราวระยิบระยับส่องประกายอยู่ข้างใน เมื่อมองมาที่นางก็ราวกับกำลังสาดส่องเข้าไปในหัวใจของนางอย่างไรอย่างนั้น! ถังฉือเย่แหงนหน้าจ้องมอง แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องยอมแพ้ ก่อนจะถอนหายใจและเลิกต่อต้าน “ข้ารู้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นชายวัยกลางคนหรือว่าเด็กหนุ่มหน้าตาดี ข้าก็จะไม่ชอบใครทั้งนั้นแหละ ข้าชอบแค่อาจิงคนเดียวเท่านั้น…พอใจหรือยัง?” เท่านั้นเองดวงตาของฮั่วฉีจิงก็เป็นประกายขึ้นมาทันที ดูสดใสราวกับเป็นดอกไม้ไฟที่ถูกจุดขึ้นในท้องฟ้ายามค่ำคืนและสว่างไสวโดยพลัน จนทำให้ถังฉือเย่ถึงกับใจสั่นไหวยากที่จะระงับ จากนั้นชายหนุ่มก็ก้มหน้าลงมา ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปจูบแผ่วเบาที่หน้าผากของนางพลางกระซิบที่ข้างหู “อาเย่”ถังฉือเย่ใจเต้นโครมคราม ต้องใช้แรงทั้งหมดที่มีควบคุมความรู้สึกเอาไว้ ถึงจะห้ามไม่ให้ตัวเองพุ่งตัวเข้าไปหาเขาได้ ฮั่วฉีจิงอ้าแขนแล้วกอดหญิงสาวไว้ พลางกระซิบข้างหูที่แดงก่ำว่า “ข้าก็ชอบแค่อาเย่คนเดียวเท่านั้น”…………………………..เมื่อชายหนุ่มเดินออกมาข้างนอก ท้องฟ้าก็มืดลงไปแล้ว พลันนั้นก็มีคนพุ่งตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว กระซิบที่ข้างหูของเขาสองสามคำ ฮั่วฉีจิงตกใจเป็นอย่างมาก สีหน้าที่อ่อนโยนหายไปในชั่วพริบตา ได้แต่พูดด้วยความตกตะลึงว่า “ราชองครักษ์อย่างนั้นเหรอ?” “ขอรับ” เขาขมวดคิ้วแน่น คิดไตร่ตรองอยู่นาน จึงจะพูดเบาๆว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องสืบอะไรอีก แล้วก็หลบๆพวกเขาหน่อย อย่าไปเผชิญหน้ากับพวกเขาโดยตรง”คนผู้นั้นก้มหน้าตอบรับ ก่อนจะผละจากไป เมื่อเยี่ยนตงและเซิ่งฉีมาขอเข้าพัก ฮั่วฉีจิงจึงจำเป็นต้องสืบเรื่องของพวกเขาให้ละเอียดเสียก่อน พอสืบแล้วกลับพบว่า พวกเขามีราชองครักษ์แบบลับๆ ซึ่งแสดงให้เห็นพวกเขาทั้งสองคนโดยเฉพาะเยี่ยนตงนั้นต้องไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่ เยี่ยน…คือสกุลของกษัตริย์ของราชวงศ์ต้าเยี่ยน โดยที่คำว่า ‘เยี่ยน’ นั้นแปลว่านกนางแอ่น ส่วนคำว่า ‘ตง’ หรือว่าจะเป็นพระราชวังทางทิศตะวันออก…ฉะนั้น ‘เยี่ยนตง’ ก็คือองค์รัชทายาทของพระราชวังทิศตะวันออกอย่างนั้นเหรอ ใช่…ต้องใช่แน่ๆ เมื่อพิจารณาดูจากอายุและท่าทางแล้ว ต้องไม่ผิดอย่างแน่นอนฮั่วฉีจิงยืนลังเลอยู่ตรงนั้นเป็นเวลานาน แล้วจึงเดินเข้าไปในสำนักศิลปะการต่อสู้ แล้วมุ่งไปที่ห้องรับแขก แล้วตอนนั้นเองก็มีคนโผล่หน้าออกมาจากหน้าประตู ชายหนุ่มโค้งคำนับให้ จากนั้นคนผู้นั้นก็ถอยกลับไปโดยที่ไม่พูดอะไร ชายหนุ่มเคาะประตู รอจนได้ยินเสียงคนข้างในตะโกนออกมาอนุญาต เขาจึงเดินเข้าไปข้างใน โค้งคำนับแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังฟังชัดว่า “ข้าน้อยขอเข้าพบองค์รัชทายาท” ชายหนุ่มผู้เป็นองค์รัชทายาทซึ่งใช้ชื่อปลอมว่าเยี่ยนตงถึงกับหลุดหัวเราะออกมาทันที “ยังไงข้าก็ปิดเจ้าไม่ได้สินะ ทำตัวปกติเถอะ ไม่ต้องมากพิธีหรอก!” ฮั่วฉีจิงลุกขึ้นมา ก่อนที่เยี่ยนตงจะพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า “เจ้าคือลูกชายคนโตของตระกูลฮั่วใช่หรือไม่?” “ขอรับ…ข้าน้อยคือฮั่วฉีจิง”เยี่ยนตงเงียบไปสักพักใหญ่ ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “ได้ยินมาว่า เจ้าดูแลครอบครัวของทหารที่ตายในสงครามของด่านทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือมาตลอด”ชายหนุ่มอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปว่า “ใช่ขอรับ”เยี่ยนตงพยักหน้าช้าๆ นึกถึงสุภาษิตที่ได้กล่าวไว้ว่า ‘ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้เป็นเรื่องธรรมดาในกองทัพ’ เขาจำได้ว่าในศึกในครั้งนั้นถึงแม้จะพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ แต่ก็มีเหตุผลอยู่หลายประการ ซึ่งก็ใช่ว่าจะไม่สามารถให้อภัยแม่ทัพได้เลย ฮั่วอี้เขียนหนังสือขอรับโทษด้วยตัวเอง แม้จะบอกว่าเป็นหนังสือขอรับโทษ แต่ก็เหมือนเป็นการร้องขอความตายเสียมากกว่า ซึ่งหลังจากนั้นมา ก็ไม่มีข่าวคราวของฮั่วฉีจิงและฮั่วฉีหยางอีกเลย จนกระทั่งเขาได้เดินทางไปตามเมืองต่างๆ จึงค้นพบว่า ฮั่วฉีจิงนั้นได้คอยดูแลครอบครัวของเหล่าทหารที่ตายในศึกสงครามมานานถึงสามปี คนตายไม่สามารถฟื้นคืนชีพ และความเสียใจก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่ฮั่วฉีจิงก็ยังคงช่วยเหลือคนเหล่านั้นอย่างเงียบๆ เพื่อชดเชยให้พวกเขาเพียงลำพัง เยี่ยนตงถอนหายใจแผ่วเบาพูดว่า “ไม่เลว เจ้าทำด้วยความตั้งใจจริง” “ข้าน้อยมิกล้า”“หลังจากนี้เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป?”ฮั่วฉีจิงเหลือบมองเยี่ยนตงแวบหนึ่งก่อนจะตอบอย่างสุขุมว่า “ข้าอยากเข้าร่วมกองทัพ”“เหตุใดเจ้าถึงอยากเข้าร่วมกองทัพอีกครั้ง?” “ข้ามีความปรารถนาที่จะเข้าร่วมกองทัพมาโดยตลอด เพียงแต่ก่อนหน้านี้น้องชายของข้ายังอยู่ในอาการป่วยจึงไม่วางใจที่จะให้ผู้อื่นดูแล จึงทำให้ข้าล่าช้าไประยะหนึ่ง แต่ตอนนี้อาการของเขาค่อยๆดีขึ้นแล้ว และสนิทกับอาเย่มากด้วย เช่นนี้ข้าจึงวางใจพอจะออกไปทำตามสิ่งที่ข้าปรารถนาได้”เยี่ยนตงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยถามอย่างไม่แน่ใจนักว่า “เจ้าจะกลับไปที่ด่านทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือหรือ?”“ไม่” ฮั่วฉีจิงปฏิเสธทันควัน “ข้าอยากจะไปที่ด่านอันหลานขอรับ”“หืม…เหตุใดถึงไปที่นั่น?”“ร้อยปีก่อน ด่านอันหลานเป็นด่านทะเล แต่ตอนนี้กลับถูกรุกล้ำเข้ามาเป็นร้อยลี้…ขอแค่เพียงข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าจะต้องขับไล่พวกศัตรูออกจากแผ่นดินต้าเยี่ยนให้ได้”“ดี!” เยี่ยนตงพยักหน้า ชมว่า “สมแล้วที่เป็นลูกหลานตระกูลฮั่ว”“ข้าน้อยมิกล้ารับ” “ข้าปกปิดตัวตนมาที่นี่ เจ้าอย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป หลังจากนี้หากเจอข้าก็ไม่ต้องทำความเคารพใดๆ ทำทุกอย่างให้เป็นปกติ”“ขอรับ…ข้าน้อยเข้าใจแล้ว”เยี่ยนตงพยักหน้า พลางรินชาและโบกมือส่งสัญญาณให้ส่งแขก แต่ฮั่วฉีจิงกลับลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงถามขึ้นว่า “เจ้ามีเรื่องอะไรที่อยากจะพูดอีกอย่างนั้นเหรอ?”ชายหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากัน “ฝ่าบาทมาที่นี่ มีอะไรให้ข้าน้อยช่วยเหลือหรือไม่?”“เจ้าคงจะเป็นห่วงสาวน้อยคนนั้นสินะ?” รัชทายาทหนุ่มถามยิ้มๆ ก่อนจะพูดด้วยสุ้มเสียงที่หนักแน่น “อย่าได้ทำผิดซ้ำอย่างที่พ่อของเจ้าทำอีก”“ฝ่าบาท ที่ท่านพ่อของข้ารบแพ้นั้น เป็นเพราะความสามารถของเขาไม่สอดคล้องกับหน้าที่ที่เขาได้รับ ความผิดไม่ได้อยู่ที่ ‘อารมณ์ความรู้สึก’ แต่ผิดที่ ‘การที่มีความรู้น้อยแต่กลับได้ดำรงตำแหน่งอันสูงส่ง การที่มีความสามารถที่จำกัดแต่ต้องทำการใหญ่’ หลังจากที่ท่านแม่ของข้าต้องตายไปอย่างกะทันหัน ทำให้จิตใจของเขาไม่สงบ และกระทำการโดยประมาท แต่เหตุผลในความผิดที่แท้จริง ยังคงอยู่ที่ ‘ความสามารถไม่สอดคล้องกับหน้าที่’ ต่างหาก”“ที่เจ้าพูดก็ถูก” เยี่ยนตงไม่ได้โกรธ เขานิ่งเงียบไปนาน “ความสามารถไม่สอดคล้องกับหน้าที่…ก็จะนำมาซึ่งหายนะ คำกล่าวของบัณฑิตไม่เคยโกหก เจ้าวางใจเถอะ ข้าเพียงแค่ท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ เพื่อดูความเป็นอยู่ของราษฎรที่ไหนถูกใจ ข้าก็จะอยู่นานสักหน่อย ไม่ทำร้ายสาวน้อยคนนั้นของเจ้าหรอก”แล้วตอนนั้นเองที่ใบหูของฮั่วฉีจิงแดงขึ้นเล็กน้อย เขาพูดขอบคุณเสียงหนักแน่น ก่อนจะขอตัวออกมาตอนเช้าเซิ่งฉีและเยี่ยนตงก็ได้มากินข้าวเช้าที่บ้านหินอีกครั้ง และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกับถังฉือหรง อีกทั้งยังได้ยินมาว่าอาจารย์ของเขาคือบัณฑิตสวี่ ในตอนเช้าถังฉือเย่จะต้องฝึกการใช้แส้ และยังต้องฝึกเขียนอีกเล็กน้อย ดังนั้นเมื่อกินข้าวเช้าเสร็จนางจึงตรงไปที่สำนักศิลปะการต่อสู้ทันที เดิมทีหญิงสาวอยากที่จะเรียกเซี่ยอวี๋ฮุนมาอยู่ต้อนรับ แต่พวกเขาบอกว่าไม่เป็นไร นางจึงไม่เกรงใจ ได้แต่บอกให้พวกเขาอยู่กันตามสบายเมื่อถังฉือเย่กลับมาแล้ว ก็พบว่าเยี่ยนตงนั้นกำลังพูดคุยอยู่กับท่านยายเย่ ดูๆแล้วก็เหมือนจะพูดคุยกันถูกคอเลยทีเดียว พอเห็นว่าถังฉือเย่ยืนอยู่ เขาจึงอมยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “แม่นางถัง”หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะเดินตรงเข้าไปในบ้าน เยี่ยนตงอมยิ้มพลางเดินตามไปได้สองก้าว จากนั้นเขาก็ยืนกอดอกอยู่ที่หน้าประตู “ข้ามีเรื่องที่จะรบกวนแม่นางอยู่พอดีเลย”“เรื่องอะไรหรือ?”“เมื่อวานที่เจ้าพูดถึงเสื้อขนสัตว์ กางเกงขนสัตว์ แล้วก็ชุดคลุมยาวที่ทำจากขนสัตว์อะไรนั่น...” เขายังพูดไม่ทันจบ ถังฉือเย่ก็ส่ายหน้าไปมาชิงพูดขึ้นเสียก่อนว่า“ไม่ทำ”“ทำไมล่ะ…เรื่องราคาพูดกันได้นะ”“ไม่ใช่เรื่องเงินสักหน่อย ที่สำคัญคือมันขัดกับแผนที่ข้าวางไว้ เพราะตอนนี้โรงทอเย่ฟางเพิ่งจะเริ่มต้นดำเนินการเท่านั้น คนก็ยังไม่ได้มาก ดังนั้นแผนของข้าคือทำแค่เพียงเครื่องประดับไม่ทำพวกเสื้อผ้า หากตอนนี้มีคนที่ได้สวมใส่เสื้อคลุมยาวจากขนสัตว์ แล้วคนอื่นๆมาหาซื้อที่ร้านเย่ฟาง แต่กลับหาซื้อไม่ได้ แบบนี้จะไม่ทำให้เกิดการทะเลาะกันเปล่าๆหรอกเหรอ และที่ฉางอันเองก็มีคนใหญ่คนโตอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นใครข้าก็มีเรื่องด้วยไม่ได้ทั้งนั้น ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจไม่ทำมัน” เยี่ยนตงเลิกคิ้วเพราะคาดไม่ถึงกับสิ่งที่นางกล่าว สาวน้อยคนนี้ช่างมีไหวพริบปฏิภาณจริงๆ ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นว่า “เจ้าวางใจเถอะ ข้าได้กำหนดไว้แล้วจะไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นตามหลังมาอย่างแน่นอน”ถังฉือเย่หยุดชะงักในทันที นางหันไปมองเขาก่อนจะถามอย่างระมัดระวังว่า “ท่านคงไม่…คิดจะมอบมันให้ฮ่องเต้หรอกนะ?” บทที่ 212: ลูกหลานของแม่ทัพในตำนานถังฉือเย่ฉลาดและเฉียบแหลมขนาดนี้ ทำให้เยี่ยนตงรู้สึกทั้งตกใจและแปลกใจในเวลาเดียวกัน และอาจเป็นเพราะนางถามอย่างตรงไปตรงมามากเกินไป จึงทำให้เขาปฏิเสธได้ยาก ทำได้เพียงพยักหน้าเล็กน้อยเท่านั้นหญิงสาวเบิกตากว้าง จ้องมองเขาอย่างละเอียดครู่หนึ่งก่อนจะพูดอย่างไม่แน่ใจนัก “ถ้าอย่างนั้นท่านก็….” ชายหนุ่มทำท่าจะอธิบายอะไรบางอย่าง แต่นางกลับโบกมือไปมาอย่างสุดชีวิต “ไม่ต้อง ไม่ต้อง ถือเสียว่าข้าไม่ได้ถามอะไรก็แล้วกัน เพราะไม่ว่าท่านจะเป็นใคร ท่านก็อย่าได้พูดออกมาเด็ดขาด อย่างไรเสียข้าก็เป็นแค่หญิงสาวชาวบ้านที่ไม่รู้อะไรเลย เดาก็คงเดาไม่ออก ทุกคนแสร้งทำเป็นไม่รู้น่ะดีแล้ว ไม่อย่างนั้นทุกครั้งที่เจอท่านก็ต้องมีพิธีรีตองเยอะแยะมากมาย เช่นนั้นก็คงจะยุ่งยากมากแน่ๆ” ชายหนุ่มผู้เป็นองค์รัชทายาทได้แต่กลั้นขำจนน้ำตาแทบจะไหลอยู่แล้ว ถังฉือเย่พูดอย่างรวดเร็วว่า “หากจะถวายให้ฮ่องเต้ละก็ เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรอย่างแน่นอน ถ้าฮ่องเต้ได้สวมใส่แล้วละก็ ถ้าอย่างนั้นการโฆษณาของโรงทอเย่ฟางของข้าก็คงโด่งดังขึ้นมาทันที การโฆษณาแบบนี้จะไปหาจากที่ไหนได้อีก”หญิงสาวยิ้มจนตาหยีก่อนจะเชิญให้เขานั่งลง จากนั้นก็รินน้ำชาให้และยังจัดขนมมาให้พร้อมกับเอ่ยปากถาม “คุณชายเยี่ยน ท่านอยากได้กี่ชุดกันล่ะ?” “หากเป็นไปได้ละก็…ข้าอยากได้เยอะสักหน่อย” “เยอะสักหน่อยนี่มันกี่ชุดกันล่ะ?”เยี่ยนตงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ถวายให้ฮ่องเต้ อย่างน้อยก็ต้องสักสองชุด ส่วนของฮองเฮา และพระสนมอื่นๆก็อีกสัก…สิบกว่าชุดกระมัง” เมื่อนั้นเองที่รอยยิ้มบางๆของถังฉือเย่ค่อยๆหายไป “ท่านเตรียมที่จะอยู่ที่นี่สักปีครึ่งหรืออย่างไร?”“ของเหล่านี้ทำยากมากเลยหรือ ให้ทุกคนเร่งทำไม่ได้หรือ?” “ทำสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย โรงทอเย่ฟางเพิ่งจะเริ่มเป็นครั้งแรก คนที่ทำสิ่งนี้ได้มีไม่เยอะมาก อีกอย่างการตัดชุดสักหนึ่งชุดก็สามารถถักได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่อย่างนั้นขนาดของฝีเข็มจะเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน เมื่อมองดูแล้วก็อาจทำให้รู้สึกว่าไม่เป็นระเบียบ ไม่สวยงาม ถึงจะเป็นช่างถักที่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว หนึ่งชุดก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งเดือนกว่าๆเลยนะ”เยี่ยนตงขมวดคิ้วสงสัย “เจ้าสามารถเร่งให้เสร็จก่อนเทศกาลตรุษจีนได้หรือไม่?”ถังฉือเย่ส่ายหน้าไปมาด้วยความหนักใจ “ถึงแม้ว่าจะแยกกันถักเสื้อขนสัตว์ กางเกงขนสัตว์ เสื้อคลุมยาว อย่างไรก็ต้องใช้เวลาหลายสิบวัน…ถึงแม้ว่าจะขยันอย่างสุดชีวิตไม่หลับไม่นอน แต่ตอนกลางคืนก็มองไปชัดอยู่ดี หากเกิดถักผิดขึ้นมา แบบนั้นก็ถือว่าเสียไปเปล่าๆเลย”“ขนาดนั้นเลยเหรอ?”ถังฉือเย่ตอบว่า “ข้าแนะนำว่า ท่านถวายให้แค่ฮ่องเต้พระองค์เดียวก็พอแล้ว ของที่มีน้อยมักล้ำค่าเสมอ หากมีเยอะแล้วก็จะดูไม่มีค่านะ ท่านคิดว่าแบบนี้เป็นอย่างไรบ้าง ข้าจะพยายามทำออกมาสองชุดให้ทันก่อนที่จะถึงวันตรุษจีน สีไม่เหมือนกัน รูปแบบก็แตกต่างกัน มอบให้เพียงแค่ฮ่องเต้องค์เดียวเท่านั้น”เยี่ยนตงครุ่นคิดอยู่สักพักจึงพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็ขอบใจเจ้ามาก”แล้วหลังจากนั้นเขาก็ได้บรรยายถึงรูปร่างของฮ่องเต้ ซึ่งถังฉือเย่เองต้องใช้เวลาทั้งวันในการออกแบบชุดทั้งสองอย่างละเอียด โดยในหนึ่งชุดก็จะมีเสื้อขนสัตว์ กางเกงขนสัตว์ และเสื้อคลุมยาวอย่างไรเสียการตัดชุดครั้งนี้ก็เป็นการตัดเพื่อถวายให้ฮ่องเต้ นอกจากเรื่องสีแล้ว หากจะไม่มีลวดลายอะไรเลยก็คงจะไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นลวดลายยังต้องเป็นลวดลายที่ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึงอีกด้วย ถังฉือเย่เรียกให้เฉียวซางอวี๋เข้ามาหา เพื่อปรึกษาหารือกันอย่างละเอียด จากนั้นก็ได้เรียกหญิงสาวที่คล่องแคล่วและเชื่อฟังมาทั้งหมดหกคน โดยทุกคนจะต้องรับผิดชอบหนึ่งชิ้น พร้อมกันนั้นก็เลือกห้องว่างมาหนึ่งห้องเพื่อใช้เป็นสถานที่ให้พวกนางเร่งทำงานกันโดยเฉพาะเยี่ยนตงเอาใจใส่ในเรื่องนี้มาก เขาเดินมาดูอยู่เสมอๆ ถังฉือเย่เองก็คิดอะไรขึ้นมาได้ นางยิ้มตาหยีพลางพูดกล่อมเขา “ท่านรู้จักซื่อเป่าป้านหรือไม่?”เมื่อเห็นชายหนุ่มพยักหน้า นางจึงพูดต่ออีกว่า “ถ้าอย่างนั้นแบบนี้ไม่ดีกว่าหรือ ท่านเองก็ว่างอยู่ ท่านสามารถถักซื่อเป่าป้านด้วยตัวเองได้นะ มันง่ายมากๆ ถึงแม้ว่าท่านจะมีฝีมือแย่ แต่เพียงแค่ไม่กี่วันก็สามารถถักออกมาได้แล้ว ไม่ว่าจะถักได้ดีหรือไม่ดี แต่ก็ถือว่าทำมาจากใจนะ”ในที่สุดเยี่ยนตงก็ถูกนางกล่อมจนสำเร็จ ท่าทางของชายหนุ่มรูปงามสวมเสื้อคลุมยาว นั่งขัดสมาธิอยู่บนแคร่ ก้มหน้าก้มตาถักถุงมือ เมื่อมองดูแล้วก็ไม่มีความเป็นผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นผมอันดำขลับ ใบหน้าที่หล่อเหลา คิ้วโก่งของเขา เมื่อบวกกับท่าทางนั้นแล้วกลับทำให้มีเสน่ห์อธิบายไม่ได้ในตอนแรกนิ้วมือของเขายังแข็งทื่ออยู่ ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง นอกจากจะช้าไปเสียหน่อย แต่อย่างอื่นนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ฮั่วฉีจิงก็เริ่มวางแผนไว้ว่าเมื่อผ่านช่วงตรุษจีนไปเขาจะไปที่ด่านอันหลาน ดังนั้นชายหนุ่มจึงไปจัดการด้านต่างๆให้เรียบร้อยอยู่ตลอด ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินก็เตรียมที่จะสอบจอหงวนในอีกหนึ่งปีข้างหน้า พวกเขาจึงอยู่ในการควบคุมดูแลของสวี่เวิ่นชู่อยู่ตลอดเวลา ขณะที่เริ่นตงและฮั่วหนานก็ยังอยู่ในการฝึกขั้นพิเศษ ส่วนเซิ่งฉีเองก็ได้ผูกมิตรกับคนในหมู่บ้านนับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นทั้งบ้านจึงมีแค่ถังฉือเย่และเยี่ยนตงเท่านั้นที่ว่าง ทั้งสองคนนั่งอยู่ด้วยกัน นางถักเสื้อไปพูดคุยไป บรรยากาศแปลกเป็นอย่างมาก และที่ทำให้เยี่ยนตงคาดไม่ถึงก็คือ ฮั่วฉีหยางที่มีปฏิกิริยารุนแรงที่สุด ดวงตาของเด็กชายแสดงความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจน ราวกับมีคำว่า ‘แย่งความรัก’ เขียนแปะเอาไว้อย่างชัดเจน มิหนำซ้ำยังเตือนเขาอย่างลับๆว่า ‘ข้าไม่ยอมให้พี่สาวของข้าแต่งงานกับท่านหรอก ท่านอย่าได้เสียแรงเปล่าเลย!’เด็กน้อยผิวขาวดุจหิมะดวงตากลมโต ไม่ว่าท่าทางของเขาจะเคร่งขรึมมากเพียงใดก็ไม่ทำให้ดูน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อเขาขู่เสร็จแล้ว เพียงแค่หันไปเห็นถังฉือเย่เท่านั้น ฮั่วฉีหยางก็ขยี้จมูกเล็กน้อยพร้อมกับน้ำตาซึมออกมา ท่าทางนั้นดูน่าสงสารและเหมือนเด็กน้อยที่ไม่มีที่ให้พึ่งพา แม้กระทั่งเซิ่งฉีที่พึ่งจะตามเข้ามาก็ทนดูต่อไม่ได้ก่อนจะแอบส่งสายตาให้เขาว่า “พวกเราจะรังแกเด็กไม่ได้นะ”ถังฉือเย่รีบเข้ามากอดเขาไว้ “อาหยางเด็กดี อาหยางเป็นอะไรไปอย่างนั้นเหรอ?”เด็กชายโอบคอของหญิงสาวเอาไว้ จากนั้นก็พูดอย่างสะอึกสะอื้นว่า “พี่สาว…อย่าไปทำดีกับเขา เขาไม่ใช่คนดี”“พี่สาวจะไม่ทำดีกับเขาหรอก” ถังฉือเย่รับปาก จากนั้นก็ขยี้ผมของฮั่วฉีหยางเบาๆ “พี่สาวจะดีกับอาหยางคนเดียว อาหยางวางใจเถอะ พี่สาวจะไม่ทิ้งอาหยางไปไหนหรอก พี่สาวจะอยู่กับอาหยางตลอดไปอย่างแน่นอน”น้ำตาของฉีหยางน้อยค่อยๆไหลออกมา ก่อนจะพูดเสียงสั่นเครือ “แล้วเหตุใดเขาถึงไม่ไปเสียทีล่ะ?”“เพราะพี่สาวต้องหาเงินจากเขาอย่างไรล่ะ” หญิงสาวปลอบอย่างอ่อนโยน “รอให้พี่สาวหลอกเงินจากเขาให้เสร็จก่อนนะ แล้วพี่สาวจะรีบไล่เขาไปเลย”ทั้งสองพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ฉีหยางจึงออกไป เยี่ยนตงขมวดคิ้วพลางพูดขึ้นว่า “นี่คือน้องชายของฮั่วฉีจิงหรือ น้องชายแท้ๆอย่างนั้นเหรอ?” ถังฉือเย่พยักหน้า เยี่ยนตงพูดอย่างเหนื่อยใจ “นี่…ไม่เห็นจะเหมือนลูกหลานของแม่ทัพในตำนานสักนิด”เมื่อได้ยินถังฉือเย่ก็รู้สึกโกรธขึ้นมาทันที นางจึงถลึงตาใส่เขาด้วยความโกรธ แต่ก็ยังข่มอารมณ์ไว้และไม่ได้พูดอะไรออกไปเยี่ยนตงถามอย่างไม่เข้าใจนักว่า “ข้าพูดอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ?” “หากข้าพูดความจริงแล้วมันจะมีผลกระทบอะไรกับการร่วมมือของเราหรือไม่ ท่านจะแอบแก้แค้นข้าหรือไม่เล่า?”“ไม่หรอก เจ้าพูดมาได้เลย”หญิงสาวรีบลุกขึ้นทันที จากนั้นก็ตบโต๊ะไปหนึ่งครั้ง “อะไรที่เรียกว่าลูกหลานของแม่ทัพในตำนาน คำพูดนี้ของท่านมันไม่ถูก ลูกของอัครเสนาบดีก็ต้องเป็นอัครเสนาบดีอย่างนั้นหรือ ลูกชายของขุนนางตำแหน่งโส่วฝู่ก็ต้องเป็นโส่วฝู่หรือ ถึงแม้ว่าจะเป็นลูกของฮ่องเต้ก็ใช่ว่าจะได้เป็นฮ่องเต้ทุกคนเสียหน่อย และพวกท่านมีสิทธิ์อะไรมาตั้งบรรทัดฐานว่าลูกหลานของแม่ทัพในตำนานจะต้องเป็นแม่ทัพในตำนานด้วยล่ะ?”เซิ่งฉีอ้าปากค้างด้วยความตกใจ เดิมทีเขาก็แค่จะเข้ามาหาขนมกินเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ปรากฏว่ายังไม่ทันได้พูดอะไรเลย เด็กหนุ่มได้แต่คิดในใจว่า ‘หญิงสาวผู้นี้ช่างใจกล้านัก’ ถึงแม้ว่าองค์รัชทายาทจะไม่ได้เป็นคนอารมณ์ร้อนขี้โมโห แต่กระนั้นเขาก็เป็นคนที่มีกฎระเบียบมาก หากถูกหญิงสาวต่อว่าเช่นนี้จะทนได้อย่างนั้นเหรอ ถังฉือเย่ที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรได้แต่พูดต่อว่า “พวกท่านรู้จักฮั่วอี้จริงๆแล้วอย่างนั้นหรือ เขาเป็นจิตรกรที่มีชื่อเสียงที่สุดในใต้หล้า ในด้านการวาดรูปผลงานของเขาประสบความสำเร็จและเป็นที่เล่าขานสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน แต่เพียงเพราะพ่อของเขาเป็นแม่ทัพฝีมือดี พ่อของพ่อเขาก็เป็นแม่ทัพฝีมือดี พวกท่านก็เลยพยายามให้เขาเป็นแม่ทัพฝีมือดีเสียให้ได้ นี่มันต่างอะไรกับการที่ให้ฝางเสวียนหลิงไปสู้รบ ต่างอะไรกับการให้อวี๋ฉือจิ้งเต๋อไปแก้ไขหนังสือ ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่มีความสามารถมากกว่านี้ แต่เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะกับตนเองก็คงไม่สามารถประสบความสำเร็จได้หรอก ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วจะมีคำที่ว่า ‘รู้จักคนผู้นั้นแล้วใช้ความสามารถของผู้นั้นให้ถูกทาง’ ไปทำไมกัน ดังนั้นโศกนาฏกรรมของฮั่วอี้ ก็อยู่ที่ว่าเขาเกิดมาผิดตระกูลและพวกท่านที่ใช้ความคิดนี้มาตัดสินผู้อื่นก็ยิ่งทำให้เรื่องมันแย่เข้าไปใหญ่ แบบนี้พวกท่านก็ไม่ต่างอะไรกับมือสังหารเลยแม้แต่นิดเดียว”ผ่านไปพักใหญ่เยี่ยนตงจึงจะค่อยพูดขึ้นว่า “ที่เจ้าพูดมา…ก็มีเหตุผล!” บทที่ 213: เด็กที่ร้องไห้มักมีขนมอยู่เสมอ“แน่นอนว่ามันต้องสมเหตุผล อีกอย่างแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ควรเป็นแบบไหนอย่างนั้นเหรอ ท่านมีคำตอบให้ข้าหรือไม่?” ถังฉือเย่พูดอย่างเฉียบคมพลางจ้องมองเขาอย่างดุเดือด “ในโลกนี้มีทั้งแม่ทัพบู๊และแม่ทัพบุ๋น มีบุกหน้าเข้าไปยึดธง ก็มีวางแผนแล้วจัดการทีหลังเหมือนกัน ต้องยึดตามการบุกป่าฝ่าไพรอย่างที่ท่านต้องการเท่านั้นเหรอจึงจะเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ได้ หากเป็นเช่นนั้นคนที่มีทั้งความกล้าหาญแต่ก็สามารถวางแผนการได้อย่างแยบยลเล่าจะให้คำนิยามว่าอย่างไร ท่านสร้างคำนิยามของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาในใจ เพียงแค่ไม่สอดคล้องกับคำนิยามนี้ ท่านก็บอกว่าเขาไม่ใช่แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แล้ว มีสิทธิ์อะไรกัน อีกอย่างท่านทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างนั้นเหรอ เด็กเพียงไม่กี่ขวบท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าในอนาคตเขาจะไม่ได้เป็นแม่ทัพใหญ่ ตัวอย่างเช่น ตอนนี้ท่านเป็นเด็กน้อยวัยห้าขวบ ข้าไม่ใช่พี่สาวแท้ๆของท่าน ในสายตาท่าน เยี่ยนตงเป็นคนที่จะมาแย่งความรักไปจากเขา ท่านว่าท่านควรจะแสดงออกอย่างไรล่ะ จึงจะเหมือนลูกหลานของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่?”หญิงสาวถอยกลับไปที่ประตู พลางถือไม้ท่อนหนึ่งเดินเข้ามา แล้วเลียนแบบท่าทางน้ำเสียงเด็กน้อยของฉีหยางที่พยายามทำให้เป็นผู้ใหญ่ “ข้าจะดวลกับท่าน ผู้แพ้จงออกไปจากบ้านตระกูลถังซะ!” ลักษณะท่าทางเช่นนี้ ทำเอาเยี่ยนตงหัวเราะเบาๆ ผิดกับนางที่กำลังเอาจริงเอาจัง ขณะถามเขาว่า “แล้วแบบนี้เหมือนแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ไหม ดูกล้าหาญ เป็นสุภาพบุรุษพอหรือเปล่า?”แล้วตอนนั้นเองที่เซี่ยอวี๋ฮุนเพิ่งจะเข้ามา ก่อนจะนั่งลงกินเนื้อตากแห้งอยู่ด้านนอกกับเซิ่งฉี ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจพลางพูดว่า “คำพูดของเจ้าบ้านถังนั้น สามารถพูดให้เรื่องร้ายกลับกลายเป็นดีได้ อย่าคิดไปสู้กับนางเลย ไม่ชนะนางหรอก”เซิ่งฉีหน้านิ่วคิ้วขมวด “นางช่างกล้าหาญเกินไปแล้ว กล้าพูดไปหมดทุกอย่าง”“นางก็เป็นแบบนี้แหละ เพื่อรักษาปากท้อง ใครก็ไม่กล้าว่านางไม่ดี”“แต่ว่า......เฮ้อ!” เซิ่งฉีพูดไม่ออก ทั้งสองมองหน้ากันเงียบๆ ก่อนที่เซี่ยอวี๋ฮุนจะทำลายความเงียบนั้นด้วยการพูดอย่างไม่สนใจอะไรว่า “ไม่ว่าใครก็ตาม ต่อไปก็ต้องมาคุกเข่าคาราวะต่อความร้ายกาจของนาง!”ทั้งนี้สำหรับเยี่ยนตงนั้น เขาไม่ได้โกรธเคือง เดิมทีเขาก็เป็นคนที่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นคนหนึ่ง จึงได้แต่ยิ้มพลางถาม “เช่นนั้นเจ้าคิดว่าที่เขาทำแบบนั้นมันถูกต้องเหรอ?”“ใช่! ข้าเป็นคนสอนเขาเอง” ถังฉือเย่ภูมิใจเป็นอย่างมาก “ไม่ว่าจะเป็นแมวขาวหรือแมวดำ ขอแค่จับหนูได้ก็ถือว่าเป็นแมว ไม่ว่าจะออดอ้อนน่ารักเพียงใด หากทำสำเร็จตามเป้าหมายก็ถือว่าชนะ ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ของที่มีในมือตนเองให้เต็มที่ก่อน อย่างเช่น เกลือ เหล็ก อาหาร นั่นคืออาวุธที่สำคัญของประเทศ อย่างเงินทอง อำนาจ อิทธิพล มันเป็นเรื่องของพวกผู้ใหญ่ แต่สิ่งที่เด็กๆสามารถพึ่งพาได้ก็มีเพียงแค่ตัวเองเท่านั้น ท่านต้องเข้าใจว่าหลายครั้ง ‘ความอ่อนแอ’ ก็สามารถเป็นอาวุธที่มีประโยชน์ได้ เข้าใจไหม?”หญิงสาวจ้องมองจนทำให้เยี่ยนตงต้องพยักหน้ารับ เขาคิดว่าเด็กสาวผู้นี้พูดจาได้น่าสนใจ จึงได้ถามนาง “เจ้าไม่สนใจว่าคนใกล้ตัวจะวางแผนคิดร้ายกับเจ้าเหรอ?”“จะเรียกว่าวางแผนได้อย่างไร มันเรียกว่าการออดอ้อนต่างหาก เขาอยากได้ความรักจากข้า และเขาก็ทำให้ข้ามีความผูกพันมากขึ้น นี่จะเรียกว่าเป็นการวางแผนคิดร้ายได้อย่างไร ตอนท่านเด็กๆ ท่านไม่เคยออดอ้อนผู้ใหญ่เหรอ!”เยี่ยนตงถอนหายใจแผ่วเบา เพราะเขาไม่เคยจริงๆ จึงยิ้มและถามต่อไปอีกว่า “เหยาเอ๋อร์ผู้นั้น เป็นน้องสาวแท้ๆของเจ้าใช่ไหม?”“ใช่” “น้องสาวแท้ๆของเจ้ากลับสนิทกับเจ้าไม่เท่าฉีหยาง”“อืม” ถังฉือเย่พยักหน้า “ไม่ใช่ว่าข้าไม่ชอบนาง แต่จะพูดอย่างไรดีล่ะ ‘เด็กที่ร้องไห้มักจะมีขนมกิน’ หรือก็คือด็กที่ร้องไห้มักจะได้รับความสนใจ อาเหยาเชื่อฟังมากเกินไป ไม่ว่าจะทำอะไร นางก็ทำออกมาได้เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องบอก ไม่ต้องเป็นกังวลเลยสักนิด”นางพูดพร้อมกับกางแขนออก ท่าทางและน้ำเสียงที่แสดงออกมาของนางล้วนแปลกประหลาด เยี่ยนตงหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ หลังจากหัวเราะไปได้สักพัก เขาก็กลับมาขมวดคิ้วพลางครุ่นคิดอีกครั้ง ถังฉือเย่จึงกล่าวต่อว่า “หากข้าชมนางเช่นนั้นจริงๆ นางจะไม่ขยันทำงานขึ้นเป็นสองเท่าเหรอ ข้ากลัวทำนางเหนื่อย ไม่อย่างนั้นนางก็อาจจะเดินไปในจุดที่สุดโต่ง อาจจะกังวลและคิดว่ามีบางอย่างที่ยังทำได้ไม่ดี แบบนี้ก็น่าเป็นห่วงเช่นกัน ดังนั้นจึงเลือกลงมือไม่ถูกจริงๆ และที่สำคัญคือนางก็ไม่ได้ติดข้าเลยสักนิด อีกอย่างอาหยางเองก็เป็นเด็กที่น่าดึงดูด ท่านอย่ามองเพียงว่าเขาออดอ้อนต่อหน้าข้า ความจริงแล้วเขายังมีความสามารถด้านการเรียนและการต่อสู้ด้วย อีกทั้งยังน่าเชื่อถือเหมือนกับผู้ใหญ่ เด็กอย่างนี้น่ารักน่าชังจริงๆ ข้ารักเขามาก”เยี่ยนตงจับหน้าผาก พลางหัวเราะ “แค่เพียงออดอ้อนต่อหน้าเจ้า เจ้าก็จะพอใจมากแล้วใช่หรือไม่?”“ใช่แล้ว!” ถังฉือเย่กล่าว “ความรักล้วนออกมาจากทุกที่ ใครไม่อยากเป็นคนพิเศษกันล่ะ?”เยี่ยนตงพยักหน้าอย่างช้าๆ และเมื่อกลับไปในตอนเย็น เขาจึงได้บอกกับเซิ่งฉีว่า “แม่นางผู้นี้ ฉลาดหลักแหลมมาก”“พูดขวานผ่าซากเสียยิ่งกว่าข้าอีก” เซิ่งฉีไม่กล้าพูดเรื่องฮ่องเต้ที่นางกล่าวถึง แต่ก็ยังพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ข้าได้ยินมาจากเซี่ยอวี๋ฮุยว่าวันแรกที่มา นางก็ยกกิจการทั้งหมดให้เขาทำ เขาเข้าไปถามอย่างกล้าๆกลัวๆ นางถึงได้อธิบายให้เขาฟังอย่างยืดยาว” “นางพูดว่าอะไรบ้าง?”เซิ่งฉีตั้งท่าแล้วเลียนแบบท่าทางการพูดทั้งหมดของถังฉือเย่ที่ได้ยินมา จนเยี่ยนตงอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้ว เพราะแม้ว่าเซิ่งฉีจะพูดเหมือนเป็นเรื่องตลก แต่เขากลับฟังออกถึงวิธีการควบคุมคนเล็กน้อยจากคำพูดนั้น ดูอย่างเขาเป็นตัวอย่าง เมื่อได้สนทนากับนาง ตอนแรกก็ประชดประชันโต้แย้งอย่างไม่สุภาพก่อน แต่เมื่อถึงตอนท้ายที่ทำเลียนแบบฉีหยาง มันก็ดูทั้งมีเสน่ห์ทั้งน่ารัก หยอกล้อจนเขาหัวเราะออกมา และทำหน้าไม่ถูกในเวลาเดียวกัน ตบหัวแล้วค่อยลูบหลัง ช่างเจ้าเล่ห์เสียจริง! เยี่ยนตงเอามือไพล่หลังแล้วผละจากไป...................................วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะเพียงชั่วพริบตาเดียวก็มาถึงวันที่ยี่สิบสองเดือนสิบสอง โรงทอเย่ฟางหยุดทำการแล้ว สินค้าทอชุดสุดท้ายที่จะใช้สำหรับการ ‘ลดราคาพิเศษ’ ก็ได้ถูกส่งไปยังเมืองฉางอันอย่างรวดเร็ว เด็กๆที่สำนักศิลปะการต่อสู้ก็ไม่ได้เรียนกันแล้ว สวี่เวิ่นชู่เองก็ฝากถังฉือหรงและคนอื่นไว้กับเซี่ยอวี๋ฮุน และได้กลับไปบ้านที่อยู่ในเมืองเมื่อถึงเวลาบ่าย เสื้อผ้าสองชุด หมวก ผ้าพันคอ ซื่อเป่าป้านก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้สองวันซื่อเป่าป้านของเยี่ยนตงก็ถักเสร็จแล้วเช่นเดียวกัน ดังนั้นเยี่ยนตงจึงรวบรวมเหล้าฟู่โช่ว เหล้าผลไม้ตระกูลถัง เหล้าวีรบุรุษ ซูเซียนโร่ว และอื่นๆที่เขาซื้อมาทั้งหมด แล้วเขียนจดหมายสั่งให้คนนำไปส่งที่เมืองฉางอันในคืนวันนั้นทันที หลังจากที่เสร็จงานใหญ่ ทุกคนก็ผ่อนคลายขึ้น พากันฉลองข้ามปีกันอย่างครึกครื้น บนโต๊ะล้วนเต็มไปด้วยอาหารหลากหลายชนิดจากเพื่อนบ้าน ทุกคนกินกันอย่างพอใจ กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นถังฉือเย่ก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ นางจึงถามหาคนที่เขียนหนังสือได้สวยงาม“ใครเขียนหนังสือได้บ้าง ใครเขียนตัวหนังสือสวยบ้าง?” บทที่ 214: บุญกุศลของชาติตระกูลเมื่อได้ยินคำถาม เซิ่งฉีตอบรับโดยไม่ลังเล “ข้า…ข้าเขียนหนังสือสวยมาก!” “ดีๆ” ถังฉือเย่หยิบกระดาษแดงมาสั่งว่า “เขียนตัวอักษรคำว่าฝูหลายๆแผ่นหน่อย แล้วเอาไปแปะให้ทั่วในวันปีใหม่ ยังมีป้ายอักษรมงคลตุ้ยเหลียนอีกด้วยอย่าลืมล่ะ”พูดไปก็นับนิ้วไป ในบ้านของตัวเอง บ้านท่านสวี่ สำนักศิลปะการต่อสู้ ร้านเหล้า ร้านเย่ฟาง โรงทอเย่ฟาง นับไปนับมาแล้วก็ต้องเขียนหลายแผ่นซึ่งตามธรรมเนียมแล้วต้องติดไว้ที่ประตูทุกบาน…ดูไปดูมาเลยคิดว่าแค่เซิ่งฉีคนเดียวอาจจะไม่พอ จึงหันไปถามเยี่ยนตงว่า “คุณชายเยี่ยน ท่านเขียนหนังสือได้ไหม?”เซิ่งฉีพ่นลมออกมาทันที “อาเย่ ข้าเขียนคนเดียวก็พอแล้ว เจ้าอย่าให้ท่านลุงข้าเขียนเลย”“แต่เจ้าเขียนตัวใหญ่ขนาดนี้ ตัวอักษรที่เขียนจะเอาไปแปะตรงไหนได้ ถ้าเป็นในบ้านก็ติดๆไปเถอะไม่ต้องพิถีพิถัน แต่ที่ประตูใหญ่ต้องติดอันที่เขียนดีที่สุด ต้องโทษข้า ก่อนที่ท่านสวี่ไปข้าก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย” ได้ยินดังนั้นเยี่ยนตงก็อมยิ้มพลางสาวเท้าเดินเข้ามา เซิ่งฉีช่วยฝนหมึกอย่างกล้าๆกลัวๆ พลางกล่าวกับถังฉือเย่ “ท่านลุงของข้าช่วยเจ้าเขียนตัวอักษรฝู...เฮ้อ! ตระกูลเจ้าสร้างสมบุญกุศลมาดีจริงๆ”แล้วตอนนั้นเองที่ดวงตาของถังฉือเย่เป็นประกายทันที “เขาเขียนสวยมาก มันจะมีราคามากแค่ไหนกันนะ?”“ปัญหาไม่ใช่ว่ามีหรือไม่มีราคา” “หากไม่สะดวกใจก็ไม่ต้องเขียนแล้ว ข้าหาคนอื่นก็ได้” “ไม่มีอะไรไม่สะดวก” เยี่ยนตงจุ่มหมึกพร้อมกับพูดตัดบทแล้ว ก้มหน้าเขียนตัวอักษรคำว่าฝู ซึ่งแปลว่าโชคดีมีความสุขถังฉือเย่รู้สึกว่ามันสวยมากจริงๆ ดังนั้นนางจึงนำแผ่นที่เขียนเสร็จแล้วทั้งหมดไปผึ่งแดด และหลังจากนั้นไม่นานเซี่ยอวี๋ฮุนก็มาถึง ทันทีที่เห็น เขาก็ร้องออกมาทันที “ใครเขียนตัวอักษรนี่กัน เขียนได้ดีมากจริงๆ ช่างวิจิตรงดงามตระการตามาก หากไม่ฝึกฝนอย่างหนักมากว่ายี่สิบปี ก็ไม่มีทางเขียนตัวอักษรเช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างแน่นอน” “ท่านพูดจริงอย่างนั้นเหรอ?” ถังฉือเย่ถามด้วยสุ้มเสียงกระตือรือร้น ก่อนจะหันไปทางเซิ่งฉีแล้วพูดว่า “เช่นนั้นเจ้าไม่ต้องเขียนแล้ว ให้เขาเขียนให้หมดดีกว่า” “อาเย่ เจ้ายังจะใช้ลุงของข้าได้ลงคอ” เด็กหนุ่มแทบจะก่ายหน้าผาก“คัดอักษรออกมาได้สวยเช่นนี้ นี่ข้าให้โอกาสเขาได้โอ้อวดเลยนะ” “เช่นนั้นก็คงต้องขอบใจเจ้าใช่ไหม”“ไม่เป็นไร” หญิงสาวพูดยิ้มๆ “ข้าและคุณชายเยี่ยนมีมิตรภาพจากการทะเลาะกันมาแล้ว เรื่องเล็กแค่นี้ไม่มีค่าพอให้กล่าวถึง”เยี่ยนตงที่ไม่มีโอกาสพูดตั้งแต่ต้นจนจบ ได้แต่มองนางนิ่งๆ ในขณะที่เซี่ยอวี๋ฮุนก้าวเข้าไปด้านหน้าหนึ่งก้าวถามอย่างไม่แน่ใจนักว่า “เจ้าบ้านถัง หากเขียนเสร็จแล้วเหลือไว้ให้ข้าสักแผ่นได้หรือไม่?”“ไม่มีปัญหา ท่านหยิบไปเองเลย อยากได้เท่าไหร่ก็หยิบไปเท่านั้น” เซิ่งฉีเลือกที่จะเงียบไม่ได้พูดอะไร ผิดกับเซี่ยอวี๋ฮุนที่รีบคว้าไปสองแผ่นราวกับเป็นทรัพย์สมบัติล้ำค่าเยี่ยนตงไม่รีบร้อน เขายิ้มนิดหนึ่งตรงมุมปาก ก่อนจะเขียนอักษรฝูและป้ายอักษรมงคลตุ้ยเหลียนอย่างที่ถังฉือเย่ต้องการจนเสร็จ แต่กลายเป็นว่าถังฉือเย่กลับลังเลที่จะเอาไปติด นางเริ่มไม่แน่ใจว่าต่อไปมันอาจจะมีค่ามากก็เป็นได้ และด้วยความลังเลนี้เองที่ทำให้นางติดอักษรที่เขาเขียนเอาไว้แค่บนประตู ส่วนที่อื่นๆนั้น นางได้ไปบังคับให้ถังฉือหรงและคนอื่นๆเขียนขึ้นมาใหม่ถังฉือเย่คิดว่าเยี่ยนตงผู้นี้ไม่เลวเลย เขาให้ความรู้สึกบางอย่างกับคนอื่น เป็นความรู้สึกที่มีความรู้กว้างขวาง เป็นคนที่มีลักษณะยอดเยี่ยม และเข้าใจดีว่าใต้หล้านี้มีความหลากหลาย ดังนั้น ไม่ว่าพบเจออะไรก็ล้วนรับมือได้อย่างสงบนิ่งบางครั้งนางก็คิดว่าเขาคล้ายกับฮัวหม่านโหลว แต่ฮัวหม่านโหลวเป็นคนที่มีจิตใจแจ่มใส จิตใจกว้างขวาง ผิดกับเยี่ยนตง ภายนอกของเขาเหมือนกับฮัวหม่านโหลว แต่ภายในกลับแตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น หากเป็น ‘ถังฉือเย่เหมือนกัน’ ฮัวหม่านโหลวคงจะคิดว่า ‘เด็กผู้หญิงคนนี้น่าสนใจ’ เขาจะยืนมองอยู่ข้างๆด้วยท่าทีชื่นชม แต่เยี่ยนตง สิ่งที่เขาคิดกลับเป็น ‘เหตุใดเด็กสาวผู้นี้จึงได้น่าสนใจ ในอนาคตจะยังคงน่าสนใจต่อไปหรือไม่ ความน่าสนใจเช่นนี้มันใช้ได้หรือไม่’ คิดไปคิดมาก็ทำให้อดที่จะรู้สึกชื่นชมเขาอยู่ลึกๆไม่ได้ จะติดอยู่ตรงก็เพียงตอนนี้ก็ใกล้ถึงช่วงเวลาปีใหม่แล้ว พวกเขาทั้งสองคนไม่คิดจะกลับไปเยี่ยมบ้านบ้างเลยหรืออย่างไร?ถังฉือเย่ไม่รู้เลยว่าความจริงแล้ว เดิมทีเยี่ยนตงวางแผนว่าจะรอให้เสื้อผ้าถักเสร็จก่อน แล้วค่อยกลับไปฉลองปีใหม่ในวัง แต่กลับถูกคำพูดของนางเตือนสติ จู่ๆจึงรู้สึกว่า...อันที่จริง เขาอยู่ฉลองปีใหม่ที่นี่ก็ดีอยู่ไม่น้อย ก่อนหน้านี้พวกเขาพักอาศัยอยู่ในบ้านชาวไร่มาตลอด แต่เมื่อมาอยู่กับถังฉือเย่ ที่พักดี อาหารก็ดี แถมยังสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบ ซ้ำยังมีเรื่องให้ประหลาดใจอยู่ทุกวัน นับว่าดีกว่าที่อื่นมากจริงๆและด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงตัดสินใจว่าจะอยู่ฉลองปีใหม่ที่นี่!................................................วันที่ยี่สิบแปดเดือนสิบสอง ณ พระราชวัง ในเมืองฉางอันเช้าวันนี้ ฮ่องเต้หมิงเหยียนได้เรียกประชุมเหล่าขุนนางสองสามคน ณ พระราชวังฉินเจิ้ง ซึ่งในขณะที่กำลังอภิปรายกันอยู่นั้น ก็เห็นเงาร่างของใครบางคนปรากฎขึ้นที่ประตูวัง แม้ว่าจะมองไม่ชัด แต่องค์ฮ่องเต้ก็พอสังเกตได้ ดังนั้นหลังจากที่สั่งให้เหล่าขุนนางออกไปแล้ว จึงได้ถามขึ้นว่า “องค์รัชทายาทกลับมาแล้วใช่หรือไม่?”เมื่อได้ยินถ้อยรับสั่ง ขันทีใหญ่กู้จิ่วสิงจึงโค้งคำนับต่อหน้าอย่างเป็นกังวล “กราบทูลฝ่าบาท ความจริงแล้วด้านล่างนั้นเป็นเพียงทหารที่นำของบางอย่างกลับมาเท่านั้นพะยะค่ะ” …ส่งคนให้ส่งของกลับมา เช่นนั้นก็แสดงว่าเขายังไม่กลับมา…“นี่เขาไม่คิดจะกลับมาฉลองปีใหม่แล้วหรือ? ยังมาทำให้ข้าต้องโมโหอีก!” ฮ่องเต้หมิงเหยียนพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะออกคำสั่ง “เข้ามา!”พลันนั้นราชองครักษ์ขององค์รัชทายาทซึ่งรออยู่ด้านนอกก็รีบเข้ามาอย่างรวดเร็วพร้อมถวายความเคารพ ก่อนจะนำจดหมายหนึ่งฉบับ และกระเป๋าใบเล็กๆถวาย ฮ่องเต้หมิงเหยียนมองดูสิ่งของภายในกระเป๋าใบเล็ก ก็เห็นว่ามันเป็นซื่อเป่าป้านสีดำคู่หนึ่ง เนื่องจากซื่อเป่าป้านเป็นที่นิยมในหมู่สามัญชน พระองค์เคยเห็นมันมาแล้วสองสามครั้ง และเห็นว่าฝีมือช่างที่ทำซื่อเป่าป้านสีดำคู่นี้นั้นช่างธรรมดา อีกทั้งยังเอียงเล็กน้อย เขาจึงอดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ และเมื่อเปิดจดหมายออกอ่าน องค์รัชทายาทกล่าวในจดหมายถึงสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินมาในช่วงเวลานี้ โดยเขียนเรื่องราวที่เขาได้อยู่ในฉินโจว และยังได้กล่าวติดตลกถึงเรื่องหญิงสาวผู้โชคดีคนหนึ่ง นอกจากนี้ยังบอกอีกว่าปีใหม่ปีนี้จะอยู่ฉลองกับประชาชน สัมผัสกับขนบธรรมเนียมประเพณีพื้นบ้าน ถ้อยคำในจดหมายดูสบายๆ แถมยังมีกลิ่นอายของความออดอ้อน ดูแล้วช่างแตกต่างกับองค์รัชทายาทผู้ประพฤติดีมาตลอด เหมือนเป็นเพียง ‘ลูกชาย’ คนหนึ่งที่เขียนจดหมายถึงผู้เป็น ‘พ่อ’ เท่านั้น เขาไม่ได้เขียนว่าทำเพื่อประชาชนหรือเพื่อประเทศชาติ และก็ไม่ได้กล่าวถึงการเข้าใจถึงความรู้สึกของประชาชนอะไร เขารู้สึกเพียงว่าที่แห่งนี้มันน่าสนุก ผู้คนก็น่าสนใจ จึงอยากอยู่ฉลองปีใหม่ที่นี่ก็เท่านั้นสุดท้ายยังได้เขียนอีกว่า ซื่อเป่าป้านคู่นี้เขาถักขึ้นมาด้วยมือตัวเอง เพราะว่าฝีมือที่เงอะงะ จึงโดนเด็กสาวผู้นั้นหัวเราะเยาะอยู่นาน แต่ก็ยังหน้าหนาส่งมาให้ทดลองใช้และอย่าให้ใครเห็น ฮ่องเต้หมิงเหยียนรู้สึกขบขับเล็กน้อยพลางหยิบถุงมือนั่นขึ้นมามอง รอยเย็บของเข็มที่ต่างกันล้วนเต็มไปด้วยความน่าสนใจ จนอดที่จะยิ้มพลางดุเล็กน้อยอย่างไม่จริงจังนัก“เจ้าเด็กคนนี้ สนุกจนลืมบ้าน ซ้ำยังจะไปฉลองปีใหม่ข้างนอกอีก”จากนั้นก็สวมถุงมือซึ่งมีความยาวไม่เท่ากันทั้งที่พระพักตร์นั้นยังอมยิ้มไม่หยุด “เจ้าดูสิ! นี่เป็นถุงมือที่เจ้าเด็กคนนั้นถักด้วยมือตัวเอง ถักออกมาเป็นเช่นนี้ ไม่แปลกใจเลยที่คนอื่นๆจะหัวเราะเยาะเขา”กู้จิ่วสิงรีบก้าวไปข้างหน้า มองดูมันก่อนจะกล่าวยิ้มๆ “นี่คือความกตัญญูขององค์รัชทายาท ดูจากงานที่ละเอียดเช่นนี้ ไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทใช้เวลาถักไปกี่วัน”“เขาบอกว่าใช้เวลาถักเกือบสิบวัน และยังได้ส่งชุดมาสองสามชุดด้วย บอกว่าเป็นหนึ่งเดียวในใต้หล้า จึงนำทั้งหมดส่งมาให้ข้าดู ก็น่าสนใจดีเหมือนกัน เอาไปเก็บ ไว้ ข้าจะลองใส่ทีหลัง” ขันทีเฒ่ารีบทำตามรับสั่งทันที ก่อนที่องค์ฮ่องเต้จะหันกลับไปถามราชองครักษ์ผู้นั้นว่า “หญิงสาวผู้โชคดีอะไรนั่น เจ้าเองก็เคยเห็นแล้วหรือ?”“เห็นแล้วขอรับ แม้ว่าจะยังเยาว์วัย แต่ก็ฉลาดหลักแหลมมาก คนในหมู่บ้านนั้นต่างยกย่องนางเป็นเทพเจ้า เซิ่งฉีได้ยินเรื่องราวของนาง และเมื่อกลับมาเขาก็ได้เล่าให้พวกเราฟังราวกับเล่านิทานก็ไม่ปาน”ฮ่องเต้หมิงเหยียนสนใจขึ้นมาเป็นลำดับ จึงทรงถามกลับต่อทันทีว่า “มีเรื่องอะไรบ้าง?” แล้วหลังจากนั้นราชองครักษ์จึงเลือกเรื่องที่สนุกๆมาเล่าอีกสองสามเรื่อง! บทที่ 215: เมิ่งเม่ยอี่ฉิว คุณชายรองเมิ่งความจริงแล้วเรื่องหญิงสาวผู้โชคดีอะไรนั้น สำหรับราชวงศ์แล้วถือเป็นเรื่องต้องห้าม สาเหตุก็เพราะฮ่องเต้นั้นถือเป็นโอรสสวรรค์ เพราะฉะนั้นในใต้หล้านี้พระองค์จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับโชคจากสวรรค์มากที่สุดถึงจะถูก หากหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งกลายมาเป็นหญิงสาวผู้โชคดี แม้ฮ่องเต้จะยังไม่ได้ตรัสอะไร แต่ก็คงรู้สึกไม่สบายพระทัยอย่างแน่นอน เพียงแต่องค์รัชทายาทพยายามนำเรื่องนี้มาเล่าจนเป็นเรื่องขำขันเสียได้ เรียกนางว่า ‘เด็กน้อย’ บ้าง ‘สาวน้อยผู้โชคดี’ บ้าง เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องขำขันหลังมื้อเย็นของพ่อและลูกไป และสำหรับถังฉือเย่เองแล้วกลับถือเป็นการปกป้องอีกอย่างหนึ่งดังนั้น หญิงสาวที่ยังไม่รู้อะไรเลย แต่ก็ได้ไปอยู่ในสายตาและการรับรู้ของชายผู้มีอำนาจสูงสุดไปแล้ว และสิ่งที่ราชองครักษ์เล่ามาทั้งหมดนั้น ล้วนต้องเลือกเล่าแต่เรื่องที่เกี่ยวกับองค์รัชทายาทอย่างแน่นอน ในขณะที่ฮ่องเต้หมิงเหยียนทรงฟังอยู่นั้น ก็ทรงอดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ “องค์รัชทายาทพักที่บ้านของชาวบ้านอย่างนั้นรึ?” “ขอรับ…องค์รัชทายาทไม่เคยเปิดเผยตัวตนมาก่อน และก็ไม่อนุญาตให้พวกเราลงมือทำอะไรด้วย ในตอนแรกพระองค์ก็พักอยู่ที่โรงเตี๊ยมเพื่อรับฟังข่าวสาร เรื่องราวต่างๆจะทุกสารทิศ ต่อมาภายหลังทรงอยากสัมผัสถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านว่าชาวบ้านกินอยู่อย่างไร มีข้าวสารกรอกหม้อหรือไม่ บนโต๊ะอาหารมีเนื้อสัตว์บ้างไหม จึงทรงย้ายไปพักอาศัยกับชาวบ้านแทน” ฮ่องเต้หมิงเหยียนพยักหน้าพลางว่า “เช่นนี้ก็ลำบากเขาหน่อยแล้ว เจ้าลูกคนนี้ชอบรายงานแต่เรื่องดีๆ เรื่องทุกข์ใดก็ไม่เคยจะเล่าให้ฟัง ได้รับความทุกข์ยากลำบากแบบนั้น ก็ไม่เคยคิดที่จะบอกเล่า”ขันทีกู้จิ่วสิงยิ้มและรีบพูดขึ้น “อาจเป็นเพราะองค์รัชทายาททรงกลัวว่าฝ่าบาทจะเป็นกังวล”“แล้วเป็นแบบนี้ ข้าจะไม่กังวลอย่างนั้นหรือ?” ฮ่องเต้หมิงเหยียนถอนหายใจ ก่อนจะหันไปถามราชองครักษ์คนนั้นว่า “แล้วเขาได้พบเจออันตรายอะไรบ้างหรือไม่?”เมื่อได้ฟังรับสั่ง ท่าทางของราชองครักษ์หนุ่มก็ดูแปลกไปเล็กน้อย เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะทูลตอบ “เรื่องอันตรายก็มีขอรับ และก็มีเรื่องวุ่นวายเล็กน้อยด้วย…มีหญิงสาวไม่น้อยที่เมื่อได้เห็นองค์รัชทายาทแล้วก็หน้าแดงไปตามๆกัน”ฮ่องเต้หมิงเหยียนหัวเราะออกมาเสียงดัง ราชองครักษ์หนุ่มจึงพูดต่อด้วยใบหน้าที่ซื่อๆ “พ่อหนุ่มเซิ่งบอกว่านี่เรียกว่า เจอคนที่อยากจะอยู่ด้วยไปตลอดชีวิตแล้ว และก็มีความทุกข์จากการที่มีเสน่ห์ดึงดูดฝ่ายตรงข้ามมากเกินไป เป็นเพราะเหตุผลนี้เช่นกันถึงทำให้ได้รู้จักกับหญิงสาวผู้โชคดีคนนั้น”ราชองครักษ์หนุ่มได้เล่าเรื่องที่องค์รัชทายาทถูกหลอกลวงหวังจะเอาทรัพย์สินไปด้วย เมื่อฮ่องเต้หมิงเหยียนฟังแล้วก็ยิ่งหัวเราะออกมาเสียงดังกู้จิ่วสิงที่ยืนอยู่ข้างๆบัลลังก์ ก็ฟังไปด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ในใจกลับกำลังคิดว่าองค์รัชทายาททรงเจริญเติบโตขึ้นแล้ว แถมยังมีการพัฒนาขึ้นมาก จากที่ทรงเป็นคนอ่อนโยน ทำอะไรรอบคอบ แต่เมื่ออยู่ในราชสำนัก บางครั้งการที่รอบคอบมากเกินไปก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี ทรงถูกปฏิบัติอย่างเย็นชามาถึงสองสามปี ก่อนฮ่องเต้จะระบายความโกรธด้วยการออกพระราชโองการให้เขาออกไปตรวจดูความเป็นอยู่ของประชาชน! แต่ฮ่องเต้ก็ไม่ได้บอกว่าจะให้ตรวจดูไปจนถึงเมื่อไหร่ และตอนนี้ก็ผ่านมาครึ่งปีกว่าแล้วแวบหนึ่งขันทีเฒ่านึกถึงสุภาษิตบทหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า ‘เมื่ออยู่ไกลกันถึงจะรักกัน เมื่ออยู่ใกล้กันก็ทะเลาะกัน’ เดิมทีแล้วองค์รัชทายาทเป็นลูกชายที่ฮ่องเต้ภาคภูมิใจมากที่สุด แต่ตอนที่อยู่ข้างกายก็เมินเฉยสารพัด ดังนั้นเมื่ออยู่ไกลกันขนาดนี้จะไม่ให้คิดถึงได้อย่างไร แถมในตอนนี้องค์รัชทายาทยังได้ส่งซื่อเป่าป้านที่ถักเองกับมือมาให้ฮ่องเต้อีก ความโกรธของฮ่องเต้ก็คงจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นเชื่อได้ว่าเมื่อองค์รัชทายาทกลับมาที่พระราชวัง เกียรติยศต่างๆในวันวานก็คงจะกลับคืนมาเป็นแน่ และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง บนถนนใหญ่หรือตรอกซอกซอยต่างๆของฉางอัน จู่ๆก็มีเด็กที่สวมใส่หมวกจำนวนมาก โดยเป็นหมวกที่สามารถครอบมาถึงใบหู พันรอบลำคอได้ มีหน้ากากปิดมาถึงจมูก จะมีที่โผล่ออกมาก็เพียงลูกตาเท่านั้น และยังสามารถพับขึ้นไปได้อีกด้วย โดยทั้งสองข้างสามารถนำมามัดเป็นก้อนได้ ในขณะเดียวกันด้านในของหมวกก็กรุด้วยผ้าไหมที่นุ่มมือ เมื่อสวมแล้วก็ทั้งนุ่มทั้งอุ่นแถมยังดูดีอีกต่างหาก ยิ่งเด็กๆพวกนั้นมีผิวขาวหน้าตาก็น่ารัก เมื่อดึงขึ้นดึงลงเหมือนเป็นการสาธิตการสวมหมวกให้ดูอยู่บ่อยๆ จึงมีคนจำนวนไม่น้อยเข้าไปถามพวกเขาว่าซื้อหมวกมาจากที่ไหน เด็กทุกคนล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหมวกนี้มาจากร้านเย่ฟาง!ร้านเย่ฟางนั้นไม่รู้ว่าเปิดทำการแบบเงียบๆตั้งแต่เมื่อไหร่ แถมก่อนหน้านี้ที่ทำถุงเท้าออกมาทุกคนต่างก็ชื่นชอบกันเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นยังมีซื่อเป่าป้านที่ก็เป็นที่รู้จักกันอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเมื่อทุกคนเห็นคำว่า ‘โรงทอเย่ฟาง’ ในหัวของพวกเขาก็จะเกิดเสียง “อ๋อ” ขึ้นมาทันทีในขณะนั้น ด้านหน้าร้านที่ไม่ค่อยเป็นที่โดดเด่นเท่าไรนักก็มีชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งช่วยกันลากโต๊ะและเชือกมาเรียงเป็นครึ่งวงกลมอย่างเป็นระเบียบ ส่วนด้านหลังก็ปักป้ายไว้หนึ่งป้าย บนป้ายเขียนด้วยตัวหนังสือตัวใหญ่ว่า ‘ร้านเย่ฟางสินค้าขายในราคาพิเศษ ราคาเดิมของหมวกฝูเป่าอยู่ที่ยี่สิบตำลึง เราขายเพียงเก้าตำลึงกับอีกเก้าอีแปะ หากจ่ายสิบตำลึงก็จะแถมถุงเท้าสีแดงอีกหนึ่งคู่ ขายในราคานี้เพียงสามวันเท่านั้น รีบเร่เข้ามา’ หลังจากนั้นไม่นานนักก็มีชายหนุ่มจำนวนมากซึ่งแต่งตัวดูดีมาก กำลังตะโกนไปพลางสาธิตวิธีสวมใส่หมวกฝูเป่าไปด้วยซึ่งสีของหมวกฝูเป่านั้นก็เป็นสีที่เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงนิยมใช้โดยทั่วไป นั่นก็คือสีชมพูและสีน้ำเงิน แต่ส่วนมากแล้ว จะเป็นสีแดงสดเสียมากกว่าเมื่อถึงเทศกาลตรุษจีน การให้เด็กๆสวมชุดหรือเครื่องประดับที่เป็นสีแดงก็ถือว่าเป็นขนบธรรมเนียมอย่างหนึ่ง และตอนนี้ก็เป็นช่วงที่ต้องจับจ่ายซื้อของพอดี แม้ในมือจะมีเงินไม่มากนัก แต่พวกเขาก็ยังอยากซื้อ อีกทั้งป้ายโฆษณาที่ตั้งอยู่ด้านหลังนั้น สำหรับยุคนี้ที่ถือว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ ไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่เมื่อเห็นแล้วก็เหมือนมันกำลังประกาศว่า ถ้าไม่ซื้อแล้วจะขาดทุนอย่างไรอย่างนั้น ดังนั้นทุกคนจึงต่างแย่งกันซื้ออย่างบ้าคลั่ง แต่หนึ่งคนสามารถซื้อได้สูงสุดห้าใบเท่านั้น และแน่นอนว่าจะต้องมีคนที่อยากจะซื้อมากกว่านั้นอีก แต่ก็ถูกชายหนุ่มปฏิเสธไป เหตุผลก็เพื่ออยากให้ทุกคนสามารถซื้อได้อย่างทั่วถึง ต่อหน้าผู้คนเยอะแยะมากมายเช่นนี้ ก็ไม่มีใครอายที่จะแย่งกันซื้อแล้ว หากเป็นผู้ชายคงจะพูดประมาณว่า ‘พ่อของข้าเป็นถึงหลี่กงเชียวนะ’…แต่ขอโทษด้วย ตอนนี้มันคือสนามรบของผู้หญิงและในขณะนั้นบริเวณด้านในโรงน้ำชาที่อยู่ไม่ไกลนัก นิ้วมือเรียวยาวของใครคนหนึ่งกำลังยกหมวกใบหนึ่งขึ้นมา มองดูอย่างละเอียด ก่อนจะพูดขึ้น“เจ้าของร้านเย่ฟางคนนี้ เหตุใดถึงได้มีความคิดที่เฉียบแหลมเช่นนี้กัน?”เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างๆ ตอบว่า “ก็แค่หมวกใบหนึ่งไม่ใช่หรือ?”“ไม่ใช่แค่ถุงเท้าคู่หนึ่ง ไม่ใช่แค่หมวกใบหนึ่งหรอก เจ้าน่ะทำอะไรก็ไม่เป็นสักอย่าง ช่างหยิ่งยโสเสียจริง ไม่ว่าใครก็ดูถูกไปทั่ว ตระกูลเมิ่งของพวกเรา ในตอนแรกก็เริ่มจากผ้าไหมเหล่านี้ในการก่อร่างสร้างตระกูลนั่นแหละ ถ้าให้เจ้าพูด ‘ก็คงเป็นแค่ผ้าผืนหนึ่งไม่ใช่หรือ’” เด็กหนุ่มถูกเขาต่อว่าจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา ชายหนุ่มจึงพูดต่อว่า “อย่างไรเสีย มันก็ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งของธรรมดาเท่านั้น ที่นางเลือกเวลานี้ สถานที่ และรูปแบบต่างๆ ดูๆไปแล้วก็เหมือนจะไม่ละเอียดสักเท่าไหร่ แต่มันกลับดูโดดเด่นและไม่เหมือนใครเอามากๆ อีกอย่างมันได้ทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง คนผู้นี้เจ้าเล่ห์เป็นอย่างมาก อย่าได้ประมาทเชียว” “ไม่ใช่ว่านางเป็นเด็กสาวอายุแค่สิบสามหรอกรึ?”ชายหนุ่มขมวดคิ้วพลางว่า “กลัวแค่เพียงว่าจะมีคนที่สูงศักดิ์หนุนหลังนางอยู่ รอให้ผ่านช่วงตรุษจีนไปก่อน ข้าจะไปพบปะกับนางสักหน่อย”“ที่ทุรกันดารแบบนั้น!” เขารีบหุบปากอย่างรวดเร็ว ยิ้มและกะพริบตาปริบๆ “พี่รอง หากเป็นเด็กสาวอายุสิบสามจริงๆ เพียงแค่ได้พบกับพี่รอง นางต้องรีบมอบกิจการของครอบครัวนางให้ท่านอย่างแน่นอน ใครจะต้านทานเมิ่งเม่ยอี่ฉิวคุณชายรองแห่งตระกูลเมิ่งของพวกเราได้ล่ะ”ชายหนุ่มหน้าตาดียิ้มมุมปากเล็กน้อย โดยที่ไม่ได้ปฏิเสธอะไร…………………………..……ในยุคสมัยที่การสื่อสารต้องอาศัยการตะโกนนั้น การวางแผนขายในราคาพิเศษของถังฉือเย่ในครั้งนี้นั้น ไม่สามารถรับรู้ถึงการติชมอะไรได้เลย และก็ไม่รู้ว่ามันประสบความสำเร็จหรือไม่ดังนั้นทันทีที่เยี่ยนตงเดินเข้ามา ถังฉือเย่ก็วางหนังสือลงพร้อมกับถามเขาว่า “ของที่ท่านจะมอบให้... ได้ส่งไปแล้วหรือยัง?”ชายหนุ่มยิ้มนิดๆตรงมุมปาก หลายวันมานี้ เยี่ยนตงได้เข้าใจถึงนิสัยของหญิงสาวอย่างลึกซึ้ง เขารินน้ำชาให้ตัวเองก่อนจะตอบนางไปว่า “เจ้าอยากรู้ว่า ‘แผนการขายในราคาพิเศษ’ ของเจ้าเป็นอย่างไรล่ะสิ?”“เปล่าสักหน่อย! ข้าก็อยากรู้ทั้งสองเรื่องนั่นแหละ การที่ขายในราคาพิเศษนั้นขายได้ดี ทำให้ชื่อเสียงของร้านและโรงงานเย่ฟางเป็นที่รู้จักไปทั่ว นั่นก็ถือเป็นเพียงความสำเร็จเล็กๆก็เท่านั้น แต่ถ้าหากเหล่าบัณฑิตได้สวมใส่ชุดของร้านเย่ฟางของข้าละก็…นั่นถึงจะเรียกว่าทำให้ประหลาดใจ หากเป็นแบบนั้นข้าคงจะได้ถูกบันทึกลงไปในประวัติศาสตร์แน่นอน” เมื่อได้ยินเยี่ยนตงก็หัวเราะแล้วกล่าวต่อไปว่า “ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันมีช่างเย็บปักมากมาย เจ้าเคยเห็นว่ามีใครถูกบันทึกลงไปในประวัติศาสตร์แล้วหรือ?” เมื่อถังฉือเย่ลองคิดๆ ดูแล้วก็เห็นจะจริง ดังนั้นนางจึงวางหนังสือลง แล้วขยับเข้าไปใกล้เขาอีกหน่อยถามว่า “ท่านมีวิธีที่จะทำให้เหล่าบัณฑิตกล่าวชมสินค้าของข้าต่อหน้าผู้คนหรือไม่?”เมื่อเห็นดวงตาที่แสนจะซุกซนของอีกฝ่าย เยี่ยนตงก็รู้สึกขำขึ้นมาเล็กน้อย เขาตั้งใจวางถ้วยชาลงแล้วจ้องมองนาง “ข้าจะได้ประโยชน์อะไร?”“แบ่งกำไรให้ท่านสิบส่วน” ถังฉือเย่พูดอย่างจริงจัง“คำพูดของบัณฑิต มีค่าเพียงผลกำไรสิบส่วนเท่านั้นเองหรือ?” คำพูดนี้ หากถามตอนอยู่ในท้องพระโรงคงทำให้เหล่าขุนนางเหงื่อตกราวกับไปอาบน้ำกันเลยทีเดียว เพราะหากตอบได้ไม่ดีก็จะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ ถึงแม้ว่าถังฉือเย่จะฉลาดขนาดไหนก็ตาม แต่ก็ยังคงขาดการยำเกรงต่ออำนาจของฮ่องเต้อยู่ นางจึงยังไม่รู้สึกตัวจริงๆ ขณะตอบอย่างจริงจังว่า “พูดแบบนี้ก็ไม่ถูก คำพูดของเหล่าบัณฑิตประเมินค่าไม่ได้ แต่เงินของข้ามีจำนวนจำกัด ข้ายังมีเรื่องที่ต้องให้ทำอีกเยอะ ดังนั้นจะเอาเงินทั้งหมดให้ท่านก็คงไม่ได้ นี่คือประการแรก ส่วนประการที่สอง ถึงแม้ว่าคำพูดของบัณฑิตเพียงคำเดียวจะสามารถนำประโยชน์มากมายมาให้ร้านและโรงงานเย่ฟางได้ แต่ความเสี่ยงและโอกาสก็ไม่เคยแยกจากกัน อีกอย่างสำหรับข้าแล้ว ทางลัดเส้นทางนี้ก็ใช่ว่าจำเป็นจะต้องใช้มันสักหน่อย หากข้าไม่ใช้เส้นทางนี้ ข้าก็สามารถเดินในเส้นทางอื่นได้ และอีกอย่างกำลังการผลิตของโรงทอเย่ฟางก็มีจำกัด หากมีคนซื้อมากๆแล้ว ข้าก็คงไม่มีอะไรจะขาย การที่จะมุ่งแต่จะขายให้ได้ในจำนวนเยอะๆอย่างเดียวก็ไม่มีความหมายอะไร”เยี่ยนตงขมวดคิ้วกับสิ่งที่ถังฉือเย่พูด ก่อนจะส่ายหัวแล้วบอกว่า “มันไม่ได้ทำได้ง่ายขนาดนั้น” ก่อนจะก็เหลือบมองนางแวบหนึ่ง และก็ล้มเลิกความพยายามในการจะอธิบายถึงวิธีการของเรื่องนี้ให้นางฟัง จากนั้นจึงถามนางว่า “เจ้าบอกว่าเจ้ามีหลายเรื่องที่ต้องทำ เรื่องอะไรอย่างนั้นเหรอ?” บทที่ 216: แท่นพิมพ์ถังฉือเย่ถอยหลังไปหนึ่งก้าวในทันทีพลางว่า “เหตุใดข้าต้องบอกท่านด้วย พวกเราก็ไม่ใช่เพื่อนกันสักหน่อย!” เยี่ยนตงยิ้มก่อนจะพูดอย่างเหนื่อยใจว่า “เจ้าเปลี่ยนอารมณ์เร็วกว่าพลิกหน้ากระดาษเสียอีกนะ”“ตกลงไม่สำเร็จก็ต้องเปลี่ยนอารมณ์สิ เดิมทีข้าตั้งใจจะรอให้ได้ด้ายขนแกะมาก่อนแล้วค่อยถักอีกหลายๆชุดให้ท่านสักหน่อย แต่ในเมื่อตกลงกันไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ช่างมันเถอะ”จากนั้นนางก็หยิบหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาอ่านต่อ ชายหนุ่มรู้สึกทั้งขำและหมดคำที่จะพูด แม้ว่าเด็กสาวคนนี้จะอายุยังน้อย แต่กลับพูดได้เฉียบแหลมและฉะฉานมาก หากต้องต่อปากต่อคำกับนาง ไม่ว่าอย่างไรก็สู้ไม่ได้ อีกอย่างก็โกรธไม่ลงจริงๆ และในระหว่างที่เขากำลังจะพูดเรื่องตลกเพื่อเปลี่ยนเรื่องคุยนั้นก็เห็นเซี่ยอวี๋ฮุนที่กำลังเดินเข้ามาด้วยความรีบร้อน “เจ้านาย เจ้านาย!” ถังฉือเย่พูดผ่านหน้าต่างออกไปว่า “ข้าอยู่นี่!” เมื่อนั้นเองเซี่ยอวี๋ฮุนก็รีบเดินเข้ามา ก่อนจะมองไปรอบๆ “พ่อหนุ่มเซิ่งและเชินเอ๋อร์ไม่ได้อยู่ที่นี่หรือ?”“ไม่ได้อยู่ที่นี่”เซี่ยอวี๋ฮุนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ซักไซ้ต่อทันที “ท่านรู้หรือไม่ว่าพวกเขาไปไหน?”“ไม่รู้…อาเชินไม่ได้เรียนหนังสืออยู่หรอกหรือ?”“ตั้งแต่ที่เวิ่นชู่กลับบ้านเกิดไป เชินเอ๋อร์ก็เอาแต่แอบขี้เกียจไปวันๆ พ่อหนุ่มเซิ่งก็เอากับเขาด้วย เมื่อมีเวลาว่างก็ชอบนัดเขาออกมา ไม่รู้ว่าไปเที่ยวเล่นที่ไหนกัน บทเรียนที่เวิ่นชู่ให้เขาทำในวันก่อนเขาก็ยังไม่ทำเลย” เซี่ยอวี๋ฮุนพูดด้วยความเหนื่อยใจ ก่อนจะหันไปหาเยี่ยนตงแล้วบอกว่า “เจ้าก็ช่วยดูแลหลานชายของเจ้าด้วยแล้วกัน” เยี่ยนตงยังไม่ทันพูดอะไร ถังฉือเย่ก็ยกมือขึ้น “เดี๋ยวก่อน!”คิดไม่ถึงว่าเซี่ยอวี๋ฮุนจะมีพฤติกรรมของผู้ปกครองที่ให้ท้ายลูกของตัวเองแบบนี้ด้วย นางจึงพูดกับเขาอย่างเหนื่อยใจว่า “นี่มันเกี่ยวอะไรกับเซิ่งฉีกัน? ที่ถังจวิ้นเชินออกไปเที่ยวเล่น ก็เป็นเพราะเซิ่งฉีที่ลักพาตัวเขาไปอย่างนั้นหรือ ตอนที่เซิ่งฉีมาเรียกหา เหตุใดพี่ของข้า อาหยาง อาเหยาถึงไม่ไปล่ะ เรื่องนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นถังจวิ้นเชินเองที่ไม่มีความยับยั้งชั่งใจ ตัวเองอยากออกไปเที่ยวเล่น แล้วมาโยนความผิดให้คนอื่นนี่มันหมายความอย่างไรกัน ฤดูร้อนมีเสียงจักจั่นร้อง ฤดูหนาวมีหิมะพัดโปรยปราย พวกนี้ก็ล้วนเป็นปัจจัยภายนอกทั้งนั้น การที่เซิ่งฉีมาชวนเขา มันจะต่างกันอย่างไร?”เยี่ยนตงมองดูด้วยความสนอกสนใจ ส่วนเซี่ยอวี๋ฮุนนั้นนั่งลงอย่างเบื่อหน่าย “ก่อนที่เวิ่นชู่จะกลับไป เขาได้ฝากให้ข้าเป็นคนดูแลและสั่งสอนพวกเขา”“ท่านเป็นอาจารย์ไม่ใช่แม่นมเสียหน่อย หากเป็นเด็กสามขวบท่านก็จำเป็นที่จะต้องบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่นี่เขาสิบหกแล้วนะ เขาไม่เข้าใจหรือ ทั้งๆที่เขาก็รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ควรทำ แต่ก็ยังจะทำ แล้วท่านจะไปยุ่งกับเขาทำไมล่ะ?”เซี่ยอวี๋ฮุนถอนหายใจและนั่งซึมอยู่เป็นเวลานาน ก่อนจะถามถังฉือเย่ที่ก้มหน้าอ่านหนังสือต่อว่า “ท่านอ่านหนังสืออะไรอยู่หรือ?” หญิงสาวยื่นหนังสือให้เขาดูแวบหนึ่ง เซี่ยอวี๋ฮุนอึ้งไปเล็กน้อย “ข้าคิดว่าท่านกำลังเรียนหนังสืออยู่เสียอีก”“ข้าดูเหมือนคนมีความสามารถและขยันอย่างนั้นหรือ ข้าแค่อ่านเล่นๆเท่านั้น ท่านอยากอ่านหรือไม่ ข้ายังมีอีกหลายเล่มเลย” นางลุกขึ้นพลางเปิดม่านบนชั้นหนังสือออก “เยี่ยนตง ท่านอยากอ่านไหม?”“ไม่ล่ะ” เยี่ยนตงยิ้มพลางส่ายหน้า “ข้าไม่ค่อยอ่านหนังสือแบบนี้เท่าไหร่”เซี่ยอวี๋ฮุนรู้สึกทั้งตกใจและแปลกใจเป็นอย่างมาก เขาจึงลุกขึ้นก่อนจะเดินไปดู “ท่านหาหนังสือเรื่องเล่าได้เยอะขนาดนี้เลยหรือ นี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยนะ”“ท่านสวี่มอบให้ข้า” ถังฉือเย่ตอบอย่างไม่ยี่หระ “หมายความว่าอย่างไรที่ว่าเป็นเรื่องยาก ปกติแล้วหนังสือเรื่องเล่าเป็นสิ่งที่หายากอย่างนั้นหรือ มิน่าล่ะตอนที่ข้าเข้าไปที่ร้านหนังสือในเมืองก็หาได้เพียงไม่กี่เล่มเท่านั้นเอง”“นั่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง หนังสือนี้มีราคาแพงมากๆ ดังนั้นตามท้องตลาดทั่วไปหนังสือเรื่องเล่าจึงมีน้อย เวิ่นชู่ให้เจ้ามามากมายขนาดนี้ รวมๆแล้วอย่างน้อยก็สักสองร้อยตำลึงได้!” เขาถอนหายใจอย่างทอดถอนใจ “หากราคาหนังสือถูกลงมาสักหน่อย บางทีคนที่ยากจนก็อาจจะได้เรียนหนังสือก็ได้”ถังฉือเย่จึงถามว่า “นี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกหรือ”“หืม?” เซี่ยอวี๋ฮุนเลิกคิ้วด้วยความสงสัย “ท่านพูดอย่างมั่นใจขนาดนั้น ไหนลองบอกมาสิว่าจะทำอย่างไร?” “เหตุใดข้าต้องบอกท่านด้วย?”เซี่ยอวี๋ฮุนนึกว่านางแค่พูดเล่นไปก็เท่านั้นจึงไม่ได้ถามอะไรต่อ ก่อนจะลุกขึ้นหันหลังเอามือไขว้หลังแล้วเดินจากไป เยี่ยนตงหัวเราะพลางเอ่ยปากถามถังฉือเย่เพื่อให้แน่ใจว่า “ท่านแค่พูดมั่วๆไปอย่างนั้นรึ?” “ข้าไม่ได้พูดไปอย่างนั้นเสียหน่อย สิ่งที่ข้าพูดออกไปล้วนแต่ทำได้จริง” ถังฉือเย่ยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “หากข้ามีวิธีที่จะทำให้หนังสือในใต้หล้านี้ลดราคาลงไปครึ่งหนึ่ง หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งได้ล่ะ?” เยี่ยนตงเหลือบมองนางอย่างไม่อยากเชื่อเท่าใดนัก จากนั้นก็หัวเราะ “หากว่าเจ้าทำได้จริงๆ ข้าจะรับปากคำขอของเจ้าหนึ่งอย่าง หากคำขอนั้นไม่มากจนเกินไป”หนึ่งคำขอ…ถังฉือเย่นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ทอดสายตามองและพิจารณาเยี่ยนตงอย่างละเอียดอีกครั้ง ถึงแม้จะไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นคนอย่างไร แต่ลองเดาดูแล้วก็คงจะไม่เกินไปกว่าที่คิด หนึ่งคำขอที่เขาพูด ก็คงจะมีมูลค่ามากทีเดียว ด้วยเหตุนี้นางจึงพูดว่า “ได้…ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้” จากนั้นนางก็เดินไปหยิบตราประทับมาสองชิ้น อันหนึ่งเป็นของฮั่วฉีจิงที่เขาแกะสลักให้ว่า ‘ไข่มุกสวรรค์’ ซึ่งภายหลังนางก็ได้หาคนมาแกะสลักให้อีกอันหนึ่ง ‘ตราประทับ ถังฉือเย่’ พร้อมกันนั้นก็หยิบกระดาษมาหนึ่งแผ่นแล้วประทับมันลงไปเยี่ยนตงไม่เข้าใจ ถังฉือเย่จึงกล่าวว่า “บนกระดาษแผ่นนี้ ข้าต้องการประทับตราประทับสองชิ้นนี้ ข้าเพียงประทับทีละชิ้นก็ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องแกะสลักทั้งแผ่นหรอก จริงๆแล้วตำราต่างๆก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องแกะสลักทั้งหน้า เพียงแต่ต้องแกะสลักทุกตัวอักษรเท่านั้น โดยทำเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ จากนั้นแต่ละหน้าก็นำแท่นพิมพ์เล็กๆพวกนี้ไปวางเรียงกันให้เรียบร้อย แบบนี้แล้วตัวอักษรเหล่านั้นก็จะสามารถนำกลับมาใช้ได้อีกหลายครั้งเลยทีเดียว แถมไม่ต้องแกะสลักทุกครั้งที่จะใช้ด้วย เช่นนี้แล้วไม่ใช่ว่าเป็นการประหยัดเงิน แรงงาน และวัสดุไปได้เยอะหรอกหรือ?”หญิงสาวพูดเสียงฉะฉานแสดงชัดถึงความมั่นใจ…ใช่! และสิ่งที่นางกำลังเอ่ยถึงนี้ก็คือแท่นพิมพ์ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้ว ในราชวงศ์ซ่งจึงจะค้นพบการประดิษฐ์แท่นพิมพ์นี้ขึ้นมา แต่ตอนนี้ก็ถูกนางนำออกมาใช้เสียก่อนแล้ว จริงๆแล้วไม่ได้มีเพียงแต่การทำแท่นพิมพ์อย่างเดียว การคิดค้นวิธีการสร้างกระดาษ ก็สามารถช่วยลดราคาหนังสือหรือตำราได้เช่นกันเห็นได้ชัดว่าเยี่ยนตงถึงกับอึ้งไปไม่น้อย เขาคิดไตร่ตรองกับคำพูดของนางอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาจึงจะเข้าใจ “ใช่แล้ว! เจ้าพูดถูก เจ้านี่ฉลาดจริงๆ!” องค์รัชทายาทหนุ่มก้าวออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว พลางโบกมือไปมา จากนั้นลูกน้องของเขาก็รีบเข้ามาในทันที ชายหนุ่มสั่งและกำชับลูกน้องไปครู่หนึ่ง ก่อนที่คนพวกนั้นจะพยักหน้ารับแล้วผละจากไปอย่างรวดเร็ว เยี่ยนตงหันหน้ามา มองถังฉือเย่อย่างไม่อยากเชื่อ “เจ้าคิดเรื่องนี้ได้อย่างไร?”หญิงสาวหัวเราะอย่างไม่รู้ไม่ชี้ “เจ้าไม่มีทางคิดได้หรอก หนอนขี้เกียจตัวหนึ่ง เพื่อที่จะได้แอบขี้เกียจแล้ว ก็สามารถคิดอะไรดีๆออกมาได้” นางยิ้มพลางกระพริบตาปริบๆถ้าหากนางอธิบายมากไป เขาก็คงจะสงสัยขึ้นมาจริงๆอย่างแน่นอน แต่เมื่อนางพูดออกไปแบบนี้แล้ว เขาจะต้องคิดว่าตัวเองคงจะคิดมากไป อีกอย่าง เรื่องที่แปลกใหม่แบบนี้ อันที่จริงเขาก็ไม่เห็นต้องมีอะไรให้สงสัยเลย หากไม่ใช่นางคิดขึ้นมาเอง แล้วจะเป็นใครได้อีก?เยี่ยนตงอมยิ้มเล็กน้อยตรงมุมปาก “ถ้าอย่างนั้น สิ่งที่ข้าสัญญากับเจ้าไว้ว่าจะทำตามคำขอของเจ้าหนึ่งข้อ ตกลงแล้วเจ้าอยากจะขออะไรล่ะ?” “ความจริงแล้ว ตอนนี้ข้ายังไม่ได้คิดอยากได้อะไรก่อนหรอก”“ถ้าอย่างนั้นเจ้าอยากจะขออะไรให้เพื่อนของเจ้าหรือไม่?”เมื่อเขาเอ่ยขึ้นมา นางก็ใจเต้นขึ้นมาทันที “ใช่แล้ว…เจ้ารู้ว่าอาจิงเป็นใครใช่หรือไม่?”เมื่อเห็นเยี่ยนตงพยักหน้า ถังฉือเย่จึงพูดต่อในทันทีว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้ารู้จัก แม่ทัพด่านชายแดนที่ไหน ที่สามารถแนะนำให้เขาได้บ้างไหม?”“เขาอยากเข้าร่วมกองทัพหรือ แล้วเหตุใดเขาไม่ไปที่ด่านชายแดนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือล่ะ?” ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรมาก่อน ผิดกับถังฉือเย่ที่ได้ใช้โอกาสนี้เติมสีใส่ไข่เล่าเรื่องชั่วร้ายของตู้เค่อหรงให้เขาฟังไปหนึ่งรอบเยี่ยนตงขมวดคิ้วอยู่นาน ก่อนที่ท้ายที่สุดจะหันมาถามย้ำกับถังฉือเย่ว่า “ที่แท้ก็เป็นเพราะเรื่องนี้ เขาก็เลยยอมแพ้ที่จะไปด่านทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือแล้วหรือ?” บทที่ 217: ความมั่นใจในโชคดีถังฉือเย่เริ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที “น้ำเสียงของท่านนี่มันอะไรกัน เรื่องนี้มันเป็นเรื่องเล็กอย่างนั้นหรือ ลูกชายของแม่ทัพด่านชายแดนริษยาอาจิงถึงขนาดคิดจะกำจัดเขาทิ้ง ถ้าเขายังไปที่นั่น ติดอยู่กับพวกเขาสองพ่อลูก ใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? สุภาพบุรุษควรเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในที่อันตรายอย่างนั้นหรือ? อีกอย่าง สาเหตุที่อาจิงอยากกลับไปที่ด่านทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หลักๆก็เพราะตระกูลฮั่ว ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความสามารถที่จะออกจากด่านทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ แต่เพราะเขาต้องการจะปกป้องครอบครัวและประเทศชาติ อุทิศตนให้กับงาน ไม่ได้ไปเล่นต่อสู้กันในรังหรอกนะ” เยี่ยนตงครุ่นคิด “เจ้าพูดมีเหตุผล เช่นนั้น เขาต้องการจะไปที่ไหน?” “ดูเหมือนว่าเขาอยากจะไปที่ด่านอันหลาน เขากำลังศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสงครามทางน้ำ เขาพูดกับข้าหลายครั้งแล้ว เสียดายที่ข้าจำได้ไม่ชัดเจน อย่างไรเสียด่านทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือและด่านอันหลานก็ล้วนเป็นสองสถานที่ใหญ่ของต้าเยี่ยนที่ยังไม่สงบ น่ากังวลใจจริงๆ ดังนั้นหากต้องเข้าร่วมกองทัพ สองแห่งนี้ก็คือตัวเลือกแรก” องค์รัชทายาทหนุ่มพยักหน้า และพูดในทันที “ได้…ข้าสามารถแนะนำเขาไปได้”แล้วตอนนั้นเองที่ดวงตาของถังฉือเย่เป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง “ไว้ใจได้หรือไม่?”“เจ้าวางใจได้ พี่เขยของเซิ่งฉีเป็นรองทูตอยู่ที่นั่น ข้าจะให้เขาเขียนจดหมายแนะนำหน่อยก็ได้แล้ว เยี่ยนฉือเวยเป็นคนใจกว้าง และรู้จักผู้คนเป็นอย่างดี หากฉีจิงมีความสามารถจริง เขาไม่มีทางปฏิบัติไม่ดีต่อฉีจิงแน่นอน”“โอ้! เช่นนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นน้ำใจจากท่าน เห็นได้ชัดว่าข้าสามารถไปพูดกับเซิ่งฉีได้โดยตรง”เยี่ยนตง ก่ายหน้าผาก “หรือว่าไม่ใช่…ข้าแค่ทำอาหารอะไรขึ้นมาสักอย่าง เซิ่งฉีจะต้องตอบตกลงแน่นอน” “เช่นนั้นเจ้าจะให้ข้าทำอะไร อยากให้ฮ่องเต้พูดอะไรสักอย่างหรือ?”“ข้าขอคิดดูอีกที” ถังฉือเย่ตอบ “ข้าต้องใช้น้ำใจนี้ในเรื่องที่สำคัญที่สุด จะสิ้นเปลืองใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์ไม่ได้เด็ดขาด!” หญิงสาวพูดอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่สำหรับเยี่ยนตงที่ต้องคอยคิดวางแผนมาตลอดตั้งแต่เกิด คำพูดนี้กลับฟังแล้วรื่นหูยิ่งนัก เขาจึงอมยิ้มพลางพยักหน้า “พูดถูกแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็คิดให้ดีก่อนแล้วกัน” .......................................................ลูกน้องของเยี่ยนตงทำงานได้มีประสิทธิภาพมาก วันรุ่งขึ้นก็ได้นำแท่นพิมพ์ตัวทดลองให้ดูมาแล้ว พวกเขาทำมันขึ้นมาจากไม้ถังฉือเย่อดทนเก็บเงียบเอาไว้ ไม่ได้บอกพวกเขาว่าให้ใช้ดินเหนียว หญิงสาวไม่เคยประเมินภูมิปัญญาอันชาญฉลาดของช่างฝีมือในยุคโบราณต่ำเกินไป นางเชื่อว่าอีกไม่นาน พวกเขาจะต้องปรับปรุงและพัฒนามันทีละขั้นจนประสบความสำเร็จวันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาเดียวก็มาถึงวันส่งท้ายปีเก่า เถ้าแก่เฉินนำของขวัญมามอบให้ถังฉือเย่ เป็นขนมหลากหลายชนิด รวมถึงสินค้าจากทะเลมากมาย ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา วางอยู่เต็มไปหมด ซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่สามารถหากินได้ เนื่องจากระยะทางไกล จึงเป็นเรื่องยากที่จะมีของสดๆแบบนี้นอกจากนี้เขายังได้นำสาหร่ายคมบุมาด้วย ถังฉือเย่มองดูพลางคิดว่า นี่มันสาหร่ายคมบุอะไรกัน ก็แค่สาหร่ายธรรมดาๆไม่ใช่หรือ หลังจากนั้นนางก็เตรียมนำไปต้มซูกัวทันทีการทำซูกัวนั้นใช้วัตถุดิบเพียงไม่กี่อย่าง ไม่มีเทคนิคอะไรมากมาย แต่ค่อนข้างจะเปลืองไฟเล็กน้อย โดยขั้นแรกต้องต้มสาหร่ายให้ใส ล้างและหั่นเป็นเส้นเช่นเดียวกับเนื้อหมู เต้าหู้ก็หั่นเป็นเส้นยาว ส่วนรากบัวนั้นหั่นเป็นแว่นๆ โดยถังฉือเย่ยังได้ใส่เนื้อปลาเป็นชิ้นๆลงไปด้วย จากนั้นผสมน้ำตาลทรายแดง เกลือ เหล้าสำหรับทำอาหาร ซีอิ๊วขาว และน้ำส้มสายชูให้เข้ากัน ก่อนจะหั่นต้นหอม ขิง และกระเทียม แล้วใส่กระดูกหมูลงในหม้อ ตามด้วยสาหร่าย เนื้อ ซงหรือก็คือผักกาดขาว รากบัว เต้าหู้ และชิ้นปลา ใส่ต้นหอม ขิง กระเทียม และยี่หร่า เทซีอิ๊วที่ปรุงไว้แล้ว ต้มไว้หนึ่งถึงสองชั่วยาม จนกว่าผักจะร่วนและสามารถใช้ตะเกียบจิ้มทะลุได้ เท่านี้ก็กินได้แล้ว เมื่อทำเสร็จแล้ว ถังฉือเย่จึงนำไปให้เซิ่งฉีได้ลิ้มรส และไม่ต้องพูดอะไร เด็กหนุ่มก็เริ่มเอ่ยชมไม่ขาดปากอย่างออกนอกหน้า “อาเย่ ความจริงข้ารู้สึกดีใจเป็นพิเศษเมื่อข้าเห็นเจ้า!”“ดีใจที่ได้เห็นอาหารของข้ามากกว่าน่ะสิ”“ไม่ใช่นะ!” เซิ่งฉีรีบปฏิเสธ “แม้ว่าข้าจะเป็นคนชอบกิน แต่ข้าก็ไม่ใช่คนที่จะพูดจามั่วซั่ว ข้ารู้สึกว่าเจ้าใจดีจริงๆ เจ้าเหมือนกับผู้อาวุโสในครอบครัวข้ามาก จริงๆนะ เหมือนมาก โดยเฉพาะดวงตา”“จริงเหรอ…เหมือนใคร?”“เหมือนแม่สามีของน้องสาวข้า” ถังฉือเย่เม้มริมฝีปากแน่น บ่นอุบในใจว่า…ให้ตายเถอะ นางเพิ่งจะมีอายุเพียงสิบสามเท่านั้นก็ดูเหมือนแม่สามีแล้วเหรอเนี่ย?ด้วยเหตุนี้นางจึงพ่นลมหายใจแรงๆ ก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไปทันที เซิ่งฉีไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิด ได้แต่ทำหน้างง ตะโกนถามไปว่า “เจ้าจะไปไหน ข้าไม่ได้พูดโกหกนะ เหมือนมากจริงๆ” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ตอบหรือพูดอะไร เด็กชายจึงหันไปถามความคิดเห็นของเยี่ยนตง “ท่านลุง ท่านว่าใช่หรือไม่?” เยี่ยนตงกล่าวอย่างช่วยไม่ได้ “เจ้าพูดให้มันน้อยๆหน่อยเถอะ เอะอะเกินไปแล้ว นางคงรำคาญที่จะฟังเจ้าแล้ว” ถังฉือเย่ไม่ได้โกรธจริงจังนัก นางไม่ได้เกลียดคนที่กระตือรือร้นอย่างเซิ่งฉี ถ้าเบื่อๆว่างๆ ก็ฟังเขาพูดก็เหมือนได้ฟังหนังสือพูดได้ แถมท่าทางเขาก็ดูหล่อเหลา และยังไม่ต้องเสียเงินอีกด้วยเดิมทีปีใหม่ก็แค่ดื่มๆกินๆฉลองกัน ถังฉือเย่จึงใช้แป้งไข่แดงมาทำน้ำสลัด ซึ่งสามารถนำมากินกับสาลี่ แอปเปิ้ล และพุทราได้ รสชาติหวานมันนอกจากนี้นางยังตั้งใจที่จะทำปาท่องโก๋อีกด้วย…ถูกต้อง ในยุคสมัยนี้ก็ยังไม่มีปาท่องโก๋อีกเช่นกัน แต่เดิมปาท่องโก๋นั้นมีชื่อเรียกว่า ‘อิ่วจาก้วย’ โดยสิ่งนี้เพิ่งจะมีหลังยุคสมัยของเยว่เฟย หญิงสาวจึงคิดค้นทำมันออกมาเสียเลยหลังจากทอดเสร็จ ถังฉือเย่เห็นเซิ่งฉียืนอยู่ที่ประตูเพื่อรอชิม เด็กชายกินไปหนึ่งชิ้นพลางว่า “ไม่เลว อร่อยมาก มันเรียกว่าอะไร?”“ข้ายังไม่ได้ตั้งชื่อเลย…จะเรียกว่าเมี่ยนป้าง… เมี่ยนกุ้น…หรือว่าปาท่องโก๋ก็ได้”เซิ่งฉีเองก็ไม่ได้สนใจชื่อของมันนัก เขาหยิบมากินอีกคำ “อาเย่ ทำไมเจ้าเก่งขนาดนี้ สิ่งที่เจ้าทำข้าล้วนไม่เคยกินมันมาก่อน เจ้าคิดมันขึ้นมาได้อย่างไร?”ถังฉือเย่สายหน้าพลางพูดด้วยแววตาที่ซับซ้อน “อันที่จริงแล้วข้าก็ไม่แน่ใจ”“เจ้าหมายความว่ายังไง?” เซิ่งฉีเคี้ยวพลางเงยหน้า“เมื่อก่อนข้าเป็นเด็กโง่ เจ้ารู้หรือไม่?” เซิ่งฉีตกใจเล็กน้อย “จริงเหรอ?”“จริงสิ! ข้าจะโกหกเจ้าทำไม” ถังฉือเย่งัดทักษะการแสดงอันยอดเยี่ยมของดราม่าควีนออกมาใช้ “ข้าโง่มาตั้งหลายปี ตอนที่ท่านย่าไล่ข้าออกมาจากบ้าน ข้าก็เกือบจะตายไปแล้ว และเมื่อตื่นขึ้นมาก็มีความรู้สึกเหมือนกับว่าจู่ๆก็ตื่นขึ้นมา หลังจากได้หลับไปนานแสนนาน”“แล้วตอนที่เจ้าโง่เขลา มันเหมือนกับฝันร้าย และขยับไม่ได้ไหม?” เซิ่งฉีถามด้วยความตกใจ“ไม่เลย” ถังฉือเย่ตอบ “หลังจากที่ข้าตื่น เมื่อกลับไปคิดถึงช่วงเวลาที่ข้าโง่เขลา ข้าก็ยังจำเรื่องราวส่วนใหญ่ได้ แต่มันก็มีความรู้สึกที่ไม่มั่นคงอยู่บ้าง” “มันเหมือนกับเป็นเรื่องราวของคนอื่นหรือเปล่า?”“ไม่ใช่!” วิธีการถามของเซิ่งฉี เตือนสติให้นางระวังตัว “ข้าบอกไม่ถูก รู้สึกเหมือนว่าตอนที่ข้าอยู่ที่นั่น ข้าเพียงมอง แต่ไม่ได้คิด... จะพูดอย่างไรดีล่ะ ยกตัวอย่างเช่น เจ้าคือเซิ่งฉีใช่ไหม ข้าเห็นเจ้า ข้าก็จะคิดว่าเจ้าเป็นคนดีหรือคนเลว หน้าตาหล่อเหลาหรือไม่ หรือว่าเจ้าเป็นคนที่ช่างพูด เป็นต้น ซึ่งมีความคิดมากมาย แต่ข้าในตอนนั้น ราวกับว่าข้ารู้เพียงว่าเจ้าคือเซิ่งฉี แต่ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น”“โอ้! เช่นนั้นหลังจากที่เจ้าตื่นขึ้นมา ก็ทำเป็นทุกอย่าง?”“ก็ไม่เชิง มันเป็นความรู้สึกหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นปาท่องโก๋นี่ก็แล้วกัน จู่ๆข้าก็มีความคิดขึ้นมา รู้สึกว่าหากทำแบบนี้แล้วมันจะอร่อย จากนั้นข้าจึงทดลองทำตามความรู้สึก หลังจากที่ลองทำเสร็จแล้ว ข้าก็จะรู้สึกว่า ใช่! แบบนี้แหละ... เจ้าเข้าใจไหม ความรู้สึกนั้น ราวกับว่าข้าเคยเห็นมันมาก่อน”“แปลกประหลาดมาก ราวกับคนที่ ‘รู้เรื่องราวตั้งแต่กำเนิด’ อย่างนั้น”ถังฉือเย่กล่าว “เจ้ามีความรู้สึกแบบนี้ไหม แบบเมื่อเห็นผู้คน เห็นสถานที่ ก็มีความรู้สึกว่าเคยเห็น เคยสัมผัสมาก่อน?”ท่าทางของเซิ่งฉีเริ่มมึนงงเล็กน้อย เขาตอบว่า “ดูเหมือนว่าจะมีจริงๆ”“เช่นนั้นเจ้ารู้จักนักบวชบ้างไหม?”“นักบวช?” เซิ่งฉีเลิกคิ้วขึ้น ถามด้วยความประหลาดใจ “เจ้าจะหานักบวชไปทำไม? "“เพราะว่า…” หญิงสาวพูดเพียงครึ่งหนึ่งก็โบกมือ “ไม่มีอะไร ข้าแค่อยากถามบางอย่างกับเขาก็เท่านั้น”“พูดมาสิ!” เซิ่งฉีคว้าชายเสื้อของนางไว้ ทำท่าทางออดอ้อน “เจ้าเห็นข้าเป็นคนชอบพูดเช่นนี้ แต่เรื่องที่พูดไม่ได้ข้าก็ไม่เคยพูดมันออกมาเลยนะ!” บทที่ 218: ความคิดไม่สอดคล้องกัน“นั่นมันก็จริง” ถังฉือเย่พูดเสียงเบา “เพราะข้าค้นพบว่า แม้ข้าจะไม่เคยเรียนหนังสือเลย แต่กลับรู้จักตัวอักษรมากมาย นอกจากนี้ ตอนที่ข้าอ่านบทกลอนอยู่ในหัวเงียบๆ เสียงนั้นก็รู้สึกว่าไม่เหมือนตัวเองในตอนนี้ ข้าหมายความว่า...ดูเหมือนว่าเสียงนั้นจะดูแก่กว่าข้าในตอนนี้นิดหน่อย ดังนั้น ข้าจึงอยากที่จะถามนักบวชดูว่านี่มันเพราะอะไรกันแน่?”ดวงตาของเซิ่งฉีเบิกกว้างขึ้นด้วยความแปลกใจและตกใจ ถังฉือเย่เฝ้ามองกิริยาของอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ นางรู้สึกว่า หลังจากเรื่องแท่นพิมพ์เป็นต้นมา เยี่ยนตงก็ตั้งใจสังเกตนางมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าก่อนหน้านี้เขาจะมาที่นี่เพราะเหตุใด แต่หลังจากที่หญิงสาวดึงดูดความสนใจเขาแล้ว ชายหนุ่มจะต้องตรวจสอบนางอย่างละเอียดแน่นอน ถึงขนาดส่งคนมาคอยจับตาดูนางไว้อย่างนี้ ถังฉือเย่ไม่กลัวการตรวจสอบ อย่างไรเสียนางก็มีความมั่นใจว่า…ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน โชคดีของนางก็อยู่เหนือสุดเสมอ…เพียงแต่เมื่อถูกคนจ้องมองอยู่บ่อยๆ เช่นนี้จึงรู้สึกไม่สบายใจ และหงุดหงิดรำคาญอยู่ไม่น้อย ดังนั้นการอธิบายครั้งนี้นางจึงหวังว่านี่จะสามารถขจัดข้อสงสัยของพวกเขาได้บ้างไม่มากก็น้อย!.................................................เนื่องด้วยคุณนายโจวกำลังตั้งครรภ์ แถมที่บ้านก็เย็นเล็กน้อย ดังนั้นทั้งสามคนจึงได้มาทานอาหารค่ำส่งท้ายปีเก่าที่บ้านหิน หานอี้เองก็มา ทุกคนมารวมตัวกันและฉลองปีใหม่กันอย่างครึกครื้นในขณะที่ทุกคนกำลังสังสรรค์รื่นเริงกันในวันฉลองปีใหม่ หลังจากที่ทานอาหารเสร็จ ยังได้เล่นปาลูกดอกลงหม้ออีกสักพัก ก่อนจะมานั่งดื่มชาพูดคุยกันอย่างช้าๆ ประเพณีท้องถิ่นดั้งเดิมนั้นจะต้องอยู่โต้รุ่งในคืนส่งท้ายปีเก่า ไม่เช่นนั้นมันจะไม่ดีต่อผู้อาวุโสและเมื่อเห็นว่ายังมีเวลาอีกกว่าชั่วยาม ถังฉือหรงจึงยืนขึ้นพลางกระซิบเบาๆกับถังฉือเย่ “ข้าจะไปดูหนังสือที่บ้านท่านอาจารย์สักครู่หนึ่ง ไม่นานก็กลับมา”เมื่อทันทีที่เขาลุกขึ้น ฮั่วฉีหยางและเสี่ยวเหยาก็รีบลุกขึ้นมาในทันทีเช่นกัน ทั้งสามคนเดินออกไปด้านนอก ถังจวิ้นเชินและเซิ่งฉียังคงนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนานและไม่ได้ลุกขึ้นตามไป เซี่ยอวี๋ฮุนจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เชินเอ๋อร์ เจ้าก็ใช้โอกาสก่อนสิ้นปีนี้ไปคัดหนังสือให้เสร็จเสียสิ”ถังจวิ้นเชินพูดเป็นเชิงขอร้อง “ท่านเซี่ย นี่มันส่งท้ายปีเก่านะ อีกสองวันค่อยเขียนละกัน!”“เจ้าเพียงแค่ทำการบ้านที่อาจารย์เจ้ามอบหมายให้เสร็จ ก็ถือว่าเจ้าทำเสร็จหมดแล้ว” เซี่ยอวี๋ฮุนกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน“ท่านเซี่ย…” ถังจวิ้นเชินยังคงอิดออด “ท่านอาจารย์สั่งการบ้านไว้ตั้งเยอะแยะ ข้ายังมีอีกตั้งสองเล่มที่ไม่ได้เขียน”เซี่ยอวี๋ฮุนจึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “อาจารย์เจ้าจากไปได้สามวัน หรงเอ๋อร์ก็ทำการบ้านเสร็จหมดแล้ว เจ้าเลื่อนมาจนถึงตอนนี้แล้ว หรือเจ้ายังคิดจะเลื่อนไปถึงปีหน้าอย่างนั้นเหรอ?”ถังจวิ้นเชินรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย คุณนายโจวทนไม่ไหวจึงพูดแทรก “ท่านเซี่ย เชินเอ๋อร์เหนื่อยมาทั้งปีแล้ว วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า ก็ให้เขาได้ผ่อนคลายสบายใจสักหน่อยเถอะ”เซี่ยอวี๋ฮุนขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่ง “เช่นนั้นทำเล่มเดียวก็ได้!” “ไม่ทำได้หรือไม่?” คุณนายโจวขอร้องอ้อนวอน “วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่า พวกเราต่างอยู่กินดื่มสังสรรค์กันที่นี่ แต่เขาต้องไปเขียนกลอนคนเดียว นั่นมันไม่เย็นชาเกินไปหน่อยหรอกเหรอ”“คนเดียวอะไรกัน?” เซี่ยอวี๋ฮุนขมวดคิ้ว “หรงเอ๋อร์และคนอื่นๆก็ไปกันก่อนแล้วไม่ใช่เหรอ เขามัวใช้เวลาโดยเปล่าประโยชน์ไปเช่นนี้ เจ้ายังขอร้องแทนเขาอีก ไม่อยากให้เขาไปสอบจอหงวนแล้วใช่ไหม?”เพียงเท่านั้นคุณนายโจวก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก นอกจากส่งสายตาอ้อนวอนไปให้ถังฉือเย่ที่กำลังคิดสงสัยอยู่ไม่น้อย ว่าทำไมจู่ๆถังจวิ้นเชินถึงกลายเป็นคนอย่างนี้ไปได้“ท่านป้า ท่านสวี่ฝากพวกเขาทั้งสี่คนไว้กับท่านเซี่ย ก็เพราะว่าท่านเซี่ยมีสติปัญญา มีความสามารถเช่นนี้ และในเมื่อเขารับปากมาแล้ว เขาก็ต้องเป็นอาจารย์แทนเป็นธรรมดา และไม่สามารถปล่อยไปได้อยู่แล้ว ก็เหมือนเช่นตอนนี้ เขาให้อาเชินไปเขียนการบ้าน นั่นก็เพราะอาเชินจำเป็นต้องไปเขียน พวกเราล้วนไม่รู้ความคืบหน้าของพวกเขา อย่าเข้าไปแทรกแซงจะดีที่สุด”คุณนายโจวลำบากใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่อยากขัดคำพูดของถังฉือเย่ นางจึงได้ผลักสามีให้เป็นคนพูดแทน “เย่เอ๋อร์ ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องรีบทำในตอนนี้เลย วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่านะ”เมื่อนั้นเองที่เซี่ยอวี๋ฮุนรู้สึกรำคาญขึ้นมา เขาจึงหันไปหาเด็กหนุ่มแล้วถามทันที “ถังจวิ้นเชิน เจ้าบอกมา จะไปหรือไม่ไป”ถังจวิ้นเชินตกใจเป็นอย่างมาก จนไม่กล้าพูดอะไรอีก ได้แต่กล่าวอย่างรีบร้อน “ท่านเซี่ยอย่าโกรธเลย ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ” เขาก้มศีรษะอย่างเศร้าๆก่อนจะเดินออกไป เมื่อเดินไปถึงข้างประตู ด้วยความที่คิดว่าไม่มีใครสังเกตเห็น จึงได้เอาหนังสือซ่อนไว้ในเสื้อ ถังฉือเย่โมโหขึ้นมาทันที นางเอ่ยออกไปตรงๆ “ถังจวิ้นเชิน เจ้าคิดจะทำอะไร ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจอะไรได้นะ เจ้าไม่ใช่เด็กๆแล้ว เจ้าต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เจ้าทำ ก็เหมือนกับการสอบจอหงวน เจ้าสอบเพื่อตัวเองไม่ใช่เพื่อคนอื่น เจ้าอายุสิบหกปีแล้วนะ ในบรรดาลูกศิษย์ของท่านอาจารย์เจ้าอายุมากที่สุด หากเจ้าอายุปูนนี้แล้วยังต้องให้คนคอยปลอบคอยดุด่าให้ไปอ่านหนังสือ ข้าแนะนำว่าต่อไปเจ้าก็อย่าได้เรียนเลย เมื่อท่านอาจารย์กลับมาข้าจะบอกเขาเองว่า ถังจวิ้นเชินเขาไม่มีความทะเยอทะยาน อย่างไรเสียตอนนี้ครอบครัวของเขาก็มีเงินแล้ว ให้เขากินๆนอนๆเล่นๆไปก็ดีอยู่แล้ว ต่อไปก็ไม่ต้องให้เขาไปเรียนหนังสืออีก”ถังจวิ้นเชินอับอายจนหน้าแดงก่ำ เขาก้มหน้ารับฟัง และไม่กล้าโต้แย้งอะไร ถังฉือเย่จึงพูดต่ออย่างใจเย็น “รักที่จะเล่นสนุกนั้นไม่ผิด แต่ต้องดูว่าควรจะเล่นอย่างไร นิสัยคล่องแคล่วชอบหนีเอาตัวรอดก็ไม่ผิด เซิ่งฉีเองก็มีนิสัยคล่องแคล่วชอบหนีเอาตัวรอดเช่นกัน แต่เจ้าเคยเห็นเขาทำเรื่องที่ไม่เหมาะสม หรือพูดอะไรที่ไม่ควรพูดหรือไม่ คนอื่นเขาถูกคอกับเจ้า บางทีนิสัยก็อาจจะไม่ได้ถูกอัธยาศัยกับเจ้าจริงๆก็ได้ เพียงแค่คนอื่นเขาฉลาดกว่าเจ้ามาก เห็นคนอื่นเล่นด้วยก็เล่นตามไปกับเขา เหตุใดเจ้าไม่คิดบ้างว่าเขาเกิดมาในฐานะสูงและมีทุกอย่างพร้อมแล้ว แต่เจ้ามีพื้นเพยากจน ทางเดียวที่เจ้าจะก้าวหน้าได้ก็คือการศึกษาเท่านั้น”“ข้า… ข้าเข้าใจแล้ว” เด็กหนุ่มกล่าวเสียงแผ่ว “ข้าเข้าใจแล้ว ท่านเซี่ยอย่าโกรธเลย อาเย่อย่าโกรธเลย ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”หญิงสาวค่อยๆผ่อนลมหายใจพลางทรุดนั่งอย่างสงบ เมื่อมองไปยังท่านลุงสี่และคุณนายโจว ทั้งสองคนรู้สึกไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าจะอดกลั้นไม่พูดอะไร แต่สีหน้ากลับไม่พอใจอย่างชัดเจนพวกเขาไม่เข้าใจ…ไม่เข้าใจเจตนาอันดีของนางและท่านเซี่ย ถังฉือเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อยเพราะสิ่งที่นางกังวลคือความคิด วันนั้นหลังจากที่ขึ้นศาลกับตระกูลเมิ่ง นางก็คิดถึงปัญหานี้มาโดยตลอด พวกเขาเป็นชาวบ้านธรรมดาที่มีความรู้จำกัด มีเรื่องราวมากมายที่ไม่เข้าใจ หากเป็นแบบนี้ต่อไป ความขัดแย้งก็จะมากขึ้นเรื่อยๆแล้วตอนนั้นเองก็มีใครบางคนแตะที่ข้อศอกนางเบาๆ เมื่อถังฉือเย่หันกลับไปก็เห็นเป็นเซิ่งฉีที่เข้ามาหา “อาเย่…ข้ากับอาเชิน เข้ากันได้ดีจริงๆนะ”“แล้วอย่างไรล่ะ?” ถังฉือเย่เอ่ยเสียงเรียบ “หากเขาต้องการจะสอบจอหงวน เดิมทีก็ไม่มีเวลาให้เที่ยวเล่น ไม่มีสิทธิ์ที่จะเล่น”“ตกลง ต่อไปข้าจะไม่ชวนเขาออกมาเที่ยวเล่นอีกแล้ว”เยี่ยนตงที่ฟังมาสักพักหนึ่งแล้ว ขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะบอกว่า “เด็กน้อยสองคนนั้นไม่เลวจริงๆ บอกให้ไปก็ไป ไม่มีความอาลัยอาวรณ์เลยสักนิด”อะไรคือคนเก่ง นี่สิถึงจะใช่ ดูเหมือนว่าเขาจะพูดไปอย่างนั้น แต่กลับจับประเด็นความสำคัญของเรื่องนี้ขึ้นมาได้อย่างชัดเจน ท่านลุงสี่และคุณนายโจวจึงรู้สึกอับอายขึ้นมาทันที ถังฉือเย่พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจดังเฮือกด้วยความอ่อนใจ! บทที่ 219: หมั้นหมายที่สำนักศิลปะการต่อสู้ก็มีคนมากมายเช่นกัน โดยอาหารค่ำสำหรับวันส่งท้ายปีเก่าได้ถูกจัดเตรียมไว้ที่นั่นแล้วหนึ่งโต๊ะ หลังจากฮั่วฉีจิงกลับมาจากที่นั่นแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาดื่มมานิดหน่อย ใบหน้าหล่อเหลาของเขาแดงเล็กน้อยเพราะฤทธิ์ของสุรา ผิดกับดวงตาดุจนกเฟิงหวงของเขาที่ตอนนี้กลับเปล่งประกายเป็นพิเศษ เมื่อเขาทรุดกายลง เขาก็กุมมือถังฉือเย่เอาไว้แน่นหญิงสาวเองก็ไม่ได้ดึงมือออกหรือมีทีท่าขัดขืนแต่ประการใด ทุกคนได้แต่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น มีแต่เพียงหานอี้คนเดียวที่ขมวดคิ้วลังเลอยู่เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ฮั่วฉีจิงก็โน้มตัวไปกระซิบที่ข้างหูของนางว่า “ข้าจัดการเรื่องต่างๆได้เกือบหมดแล้ว ข้าให้เว่ยเหลี่ยวอยู่ที่นี่ เขามีฝีมือที่ไม่เลว หากมีเรื่องอะไรก็สามารถให้เขาจัดการได้ ส่วนเรื่องภายนอก เจ้าก็ไปหาเฉินเฉียนจะดีกว่า หากมีอะไรที่ทำไม่ได้ เขาก็จะหาคนมาช่วยเอง อีกหนึ่งปีพี่ของเจ้าก็คงจะสอบแล้ว ข้าลองฟังสิ่งที่ท่านสวี่พูด พี่ของเจ้าต้องสอบตำแหน่งซิ่วฉายได้อย่างแน่นอน ข้าจึงหาเด็กรับใช้มาไว้ให้แล้วสองคน เมื่อถึงเวลาก็ให้พวกเขาปกป้องคนเหล่านี้ ไม่อย่างนั้นแล้วพวกเขาก็เป็นแค่เหล่าปัญญาชนที่ต่อสู้ไม่เป็น เจ้าก็จะไม่วางใจ”เมื่อได้ฟังถังฉือเย่ก็แทบอยากจะร้องไห้ออกมา จากที่เดิมทีคิดมาตลอดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรแค่อยู่ห่างไกลกันเท่านั้น ไม่ใช่ว่าหลังจากนี้จะไม่ได้เจอกันอีกเสียหน่อย หลังจากนี้เมื่อได้พบกันอีกครั้งเขาก็จะกลายเป็นชายวัยกลางคนแล้ว ความรู้สึกนี้ราวกับตัวเองกำลังแกะห่อของขวัญ แล้วเมื่อเปิดออกก็เผยให้เห็นขนมที่น่ากินอยู่ข้างใน เพียงแค่อ้าปากก็สามารถกินเข้าไปได้ทั้งชิ้น แต่จนถึงตอนนี้ คำพูดของชายหนุ่มกลับเป็นการจัดการเรื่องราวต่างๆของทั้งสองบ้านไว้อย่างเรียบร้อย จึงทำให้นางตระหนักได้ว่า ระยะเวลาระหว่างนี้ช่างเป็นขั้นตอนที่แสนจะยาวนานเหลือเกิน ถังฉือเย่ก้มหน้าลง เมื่อในใจรู้สึกเศร้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ฮั่วฉีจิงขยับเข้าไปใกล้นางมากขึ้น พลางกระซิบเบาๆ “ส่วนเรื่องร้านเหล้า หากเจ้าคิดว่ามันไม่เหมาะล่ะก็…เจ้าจะยกเลิกไปก็ได้ ความคิดของเจ้าแปลกใหม่เกินไป อย่าว่าแต่พวกเขาเลย แม้แต่เฉินเฉียนบางครั้งเขาก็ยังไม่เข้าใจ ถ้าอย่างนั้นสู้แยกกันไปก่อนที่จะเกิดการขัดแย้งจะดีกว่า อย่ารอให้ต้องทะเลาะหรือผิดใจกันเลย อย่างไรเสียไม่ว่าจะเป็นโรงทอเย่ฟางหรือว่าอย่างอื่น ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ไหน กิจการเหล่านี้ก็จะติดตามเจ้าไปด้วย ไม่ต้องกลัวว่าจะทำให้เสียเวลา อีกอย่าง หากในภายภาคหน้าเจ้าจะไปจากฉินโจว ข้างกายเจ้าจะไม่มีคนคอยรับใช้ดูแลไม่ได้ อีกไม่กี่วันข้าได้จัดการหาหญิงสาวมาให้เจ้าแล้วคนหนึ่ง ให้นางแสร้งเป็นน้องสาวของเว่ยเหลี่ยว นางเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ ฝีมือการต่อสู้ก็ไม่เลว พอถึงเวลานั้นเจ้าก็ให้นางติดตามคอยดูแลรับใช้เจ้าแล้วกัน...” ความขี้กังวลของเขานี้ ทำให้เขาอดที่จะจัดการเรื่องต่างให้เรียบร้อยก่อนไปไม่ได้ แม้กระทั่งเรื่องในอีกหลายเดือนหรือหลายปีข้างหน้า เขาก็ได้จัดการไว้เรียบร้อยแล้วถังฉือเย่อดทนต่อไปไม่ไหวแล้ว ได้แต่ก้มหน้าลงพร้อมกับหยาดน้ำตาอุ่นๆที่ไหลรินหยดลงบนหลังมือของชายหนุ่ม เขาจึงหยุดพูดในทันที จากนั้นก็หันมามองนาง “อาเย่?”นางหยิกไปที่หลังมือของเขา และอยากจะถามออกไปว่า ถ้าหากข้าคิดถึงเจ้าขึ้นมาล่ะ จะทำอย่างไร? อะไรๆเจ้าก็จัดการไว้หมดเรียบร้อยแล้วนี่ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ควรจะจัดการเรื่องนี้ด้วยสิ!อาจิง อาจิง ตอนนี้ข้าก็เริ่มคิดถึงเจ้าแล้ว!หลังจากนั้นน้ำตาของนางก็ไหลรินลงมาราวกับสร้อยลูกปัดที่สายขาดกระจุย ในที่สุดคุณนายโจวก็สังเกตเห็นเข้าจึงพูดว่า“เย่เอ๋อร์…วันนี้เป็นวันตรุษจีนนะ ห้ามร้องไห้! มันไม่เป็นมงคล!”ถังฉือเย่จึงได้สติขึ้นมาทันที นางรีบใช้สองมือปาดน้ำตา จากนั้นก็พูดอย่างสะอึกสะอื้นว่า “ข้าไม่ร้องแล้ว ข้าขอตัวไปล้างหน้าสักหน่อย” หญิงสาวรีบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงห้องรองนางก็ตักน้ำขึ้นมาล้างหน้า ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงของฮั่วฉีจิงดังขึ้นเบาๆมาจากด้านหลัง “อาเย่ พวกเราหมั้นกันดีไหม?”ถังฉือเย่หยุดชะงักในทันที จากนั้นนางก็ล้างหน้าต่อ เขาก็ยืนอยู่ด้านหลังอย่างเงียบๆ แม้จะรู้ดีว่านางคงจะไม่ตกลง แต่การที่ต้องแยกจากกันก็ใกล้เข้ามาทุกที สิ่งนี้ทำให้หัวใจของเขาราวกับเป็นว่าวที่ลอยเคว้งคว้างอยู่บนท้องฟ้า ไม่มีจุดหมาย และไม่รู้ว่าเพราะอะไรจึงได้พูดประโยคนั้นออกไปเมื่อเห็นว่าหญิงสาวไม่ตอบอะไร ฮั่วฉีจิงก็แอบถอนหายใจในใจ ไม่อยากที่จะได้ยินคำพูดหลีกเลี่ยงเรื่องนี้จากนางอีก แต่พอเห็นเอวที่เรียวบางกับเส้นผมที่นุ่มสลวยแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็ไม่สามารถละสายตาจากนางได้เลยจากนั้นถังฉือเย่ก็หันใบหน้าที่เต็มด้วยหยดน้ำมามองเขา ดวงตาคู่นั้นสดใสราวกับสีของดวงจันทร์ และถามเขาว่า “เมื่อครู่เจ้าพูดอะไรนะ ข้าได้ยินไม่ชัด?”ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ ดวงตาของเขาเหลือบมองไปที่อื่นเล็กน้อย นางจึงใช้สองมือจับไปที่ใบหน้าของเขา เพื่อไม่ให้เขาหลบหน้าไปได้ “พูดมา?” “หมั้น” เขาหันมาจ้องหน้านาง และพูดชัดถ้อยชัดคำด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “ข้ารักเจ้า ข้าอยากขอเจ้าแต่งงานมาเป็นภรรยาของข้า พวกเราหมั้นกันเถอะนะ แล้วเจ้าก็อยู่ที่บ้าน รอข้ากลับมา”ถังฉือเย่ยิ้มออกมาในทันที จากนั้นนางก็เขย่งเท้าพลางจูบเขาไปหนึ่งครั้ง รอยยิ้มของนางราวกับเป็นสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยๆ “ได้สิ…เราหมั้นกันเถอะ!” จริงๆแล้วการหมั้นหมายนั้นมีขั้นตอนที่ซับซ้อนและวุ่นวายเล็กน้อย อย่างแรก พ่อแม่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่มีพ่อแม่กันทั้งนั้น ต่อมาก็คือ การแลกเปลี่ยนใบบันทึกวันเดือนปีเกิดของคู่หมั้น แต่ทางฝ่ายหญิงก็ไม่ทราบว่าพ่อแม่ของตนคือใคร วันเดือนปีเกิดของถังฉือเย่ก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกต้องหรือไม่แต่นางก็ไม่สนใจเรื่องพิธีต่างๆเหล่านั้นแต่อย่างใด เมื่อทั้งสองตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ฮั่วฉีจิงก็ได้นำหยกออกมาคู่หนึ่ง ทั้งสองเก็บติดตัวไว้คนละชิ้น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งยืนยันในการหมั้นหมายของคนทั้งคู่ ส่วนใบบันทึกวันเดือนปีเกิดของคู่หมั้นก็ได้ทำการแลกเปลี่ยนกันแล้ว โดยเยี่ยนตงเป็นคนเขียนให้พวกเขาเองกับมือ และได้ทำหน้าที่เป็นพ่อสื่ออีกด้วย ถึงแม้ว่าสำหรับคนอื่นแล้ว การกระทำอย่างนี้อาจดูเหมือนการละเล่นมากกว่างานสำคัญ แต่มีเพียงฮั่วฉีจิงเท่านั้นที่รู้ว่าพ่อสื่อคนนี้มีอำนาจมากเพียงใด เพราะนี่ก็เหมือนกับการที่ฮ่องเต้เป็นคนกำหนดงานแต่งให้นั่นเองดังนั้นเมื่อผ่านเวลาล่วงเข้าสู่วันใหม่แล้ว ถังฉือหรงก็ทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง’ และดื่มเหล้ากับฮั่วฉีจิงอยู่หลายจอก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการหมั้นหมายได้ถือว่าเสร็จเรียบร้อยแล้วฮั่วฉีจิงนานๆทีจะมีความสุขที่เอ่อล้นเช่นนี้ เขาจึงยิ้มจนตาหยี ถังฉือหรงและเซิ่งฉีก็คอยยุให้เขาดื่มเหล้า เขาเองก็ไม่ปฏิเสธ พวกเขาสังสรรค์กันจนถึงเช้าจึงจะแยกย้ายกันไปนอนท่านยายเย่ตื่นขึ้นมาทำอาหารตั้งแต่เช้าตรู่ ถังฉือเย่เองก็นานๆทีจะตื่นเช้า จึงเรียกให้ฉีหยางและเสี่ยวเหยามาก่อตุ๊กตาหิมะในสวน เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของนาง ฮั่วฉีจิงก็บีบไปที่ขมับเบาๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาช้าๆ เพราะฤทธิ์ของสุราเมื่อคืนทำให้เขาต้องใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งกว่าที่จะตั้งสติได้ จากนั้นก็รู้สึกว่าที่กางเกงของตัวเองนั้นมีคราบเหนียวๆอยู่ สีหน้าของฮั่วฉีจิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ซึ่งครั้งนี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกการอาศัยอยู่ที่บ้านหินนั้น ถึงแม้ว่าจะได้อยู่ใกล้อาเย่ แต่การจัดการกับกางเกงในตอนเช้าก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากจริงๆ ปกติแล้วฟ้ายังไม่ทันสางถังฉือหรงก็ไปที่บ้านของท่านสวี่แล้ว และถังฉือเย่ก็ตื่นสาย ดังนั้นจึงไม่มีใครสังเกตเขา แต่ตอนนี้ถังฉือเย่กำลังพาเด็กๆมาเล่นที่ด้านนอก แล้วอย่างนี้เขาจะเดินถือกางเกงผ่านหน้านางไปได้อย่างไรกันเมื่อฮั่วฉีจิงเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เขาก็ถือกางเกงแล้วเดินวนไปมาในห้องอยู่หลายรอบ ตัดสินใจไม่ได้สักที แล้วตอนนั้นเองที่เสี่ยวเหยาวิ่งมาเคาะที่หน้าต่าง “พี่ฉี รีบตื่นเร็วเข้า ท่านยายต้มเกี๊ยวเสร็จแล้วนะ!”ชายหนุ่มขานรับ แล้วถังฉือเย่ก็หัวเราะพลางพูดขึ้นว่า “อาจิง เจ้ากลายเป็นหนอนขี้เกียจตัวใหญ่” ท่านยายเย่ที่กำลังยกชามเกี๊ยวมาชามใหญ่ก็อดพูดไม่ได้ว่า “จะมีหญิงสาวที่ไหน ที่ตื่นเช้ากว่าคนอื่นแค่วันเดียวก็มาหัวเราะเยาะเขาเสียแล้ว เมื่อวานก็ไม่ดูแลเขาตอนที่คนอื่นพยายามให้เขาดื่มเหล้า ตอนนี้ก็เกรงเขาจะไม่สบายเอานะ ข้าได้ต้มซุปแก้อาการเมาไว้แล้ว เจ้ายกไปให้เขาสักถ้วยสิ”ถังฉือเย่ลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปจริงๆ พอมาลองคิดๆดูแล้วก็พบว่า คนคนนี้ตอนนี้เป็นของนางแล้ว นางจะต้องรับผิดชอบ ด้วยเหตุนี้ถังฉือเย่จึงยกน้ำซุปแก้อาการเมาไปให้เขาด้วยท่าทีที่เพียบพร้อม นางเคาะประตูเรียกเขาอยู่ด้านนอก “อาจิง…ตื่นแล้วหรือยัง ข้าเข้าไปนะ?”“ไม่ได้!” ฮั่วฉีจิงรีบปฏิเสธทันที “เจ้าอย่าเพิ่งเข้ามา”“เจ้าเป็นอะไรไป?” “ข้าไม่เป็นไร!” ฮั่วฉีจิงได้ยินเสียงของเซิ่งฉีมาแต่ไกล จึงรีบเปิดตู้ออก แล้วเอากางเกงซ่อนไว้ จากนั้นก็รีบวิ่งมาเปิดประตู รับน้ำซุปแก้เมามาถือไว้ในมือ “ไม่เป็นไร อาเย่ เจ้าไปกินเกี๊ยวเถอะ ไม่ต้องมาดูแลข้าหรอก”ในตอนนี้เซิ่งฉีและเยี่ยนตงก็ได้เข้ามาข้างในด้วยแล้ว เดิมทีเซิ่งฉีกะจะมาอวยพรในวันปีใหม่ แต่เขากลับได้กลิ่นอะไรสักอย่าง ด้วยความที่มีจมูกรับรู้กลิ่นได้ดีมาก ดังนั้นได้กลิ่นเพียงเล็กน้อยเขาก็เข้าใจทันที จึงเผยรอยยิ้มที่มีเลศนัยออกมา แล้วหันไปขยิบตาให้ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้องที่ถึงแม้สีหน้าจะนิ่งเรียบ แต่ใบหูของเขากลับแดงฉ่า“อาจิงโชคดีปีใหม่! อาเย่โชคดีปีใหม่!” ฉีเซิ่งพูดกลั้วหัวเราะซึ่งในขณะที่พูดอยู่นั้น เขาก็ดึงแขนเสื้อของถังฉือเย่ไปด้วย จากนั้นก็ดึงให้นางกลับหลังหัน แล้วพูดกับเด็กทั้งสองว่า “มาอวยพรพี่เซิ่งของพวกเจ้าสักหน่อย”ฮั่วฉีหยางค่อนข้างจะหยิ่งอยู่เล็กน้อย เดิมทีเขาก็ไม่ได้สนใจเซิ่งฉีอยู่แล้ว แต่เสี่ยวเหยากลับเชื่อฟังมาโดยตลอด เพราะชอบพี่ชายคนนี้อยู่ไม่น้อย ดังนั้นเด็กหญิงจึงลุกขึ้น แล้วประสานมือเล็กๆเข้าด้วยกัน กล่าวคำอวยพร “พี่เยี่ยนโชคดีปีใหม่! พี่เซิ่งโชคดีปีใหม่!” “เด็กดี” เซิ่งฉีก็ได้มอบทองแท่งเล็กๆให้พวกเด็กๆคนละหนึ่งชิ้น ส่วนเยี่ยนตงก็ได้ให้อั่งเป่าแก่พวกเขา หลังจากนั้นเสี่ยวเฉินซีลูกสาวของเฉียวซางอวี๋ก็ได้มาที่นี่เช่นกัน หากนับตามศักดิ์แล้วถังฉือเย่เป็นอาจารย์ของแม่ของนาง ดังนั้นนางจึงเรียกว่าอาจารย์ไปด้วย และด้วยอายุที่เป็นผู้ใหญ่แล้วเซิ่งฉีและคนอื่นก็ได้มอบอั่งเป่าให้แก่เด็กๆอีกเช่นกันแล้วหลังจากนั้นไม่นานนักในอีกฝั่งก็มีเสียงดังคึกคักกันอยู่ตลอด และก็มีชาวบ้านเข้ามาอวยพรปีใหม่อย่างไม่ขาดสาย เมื่อเยี่ยนตงและเซิ่งฉีกินข้าวเสร็จแล้วก็ได้ไปที่สำนักศิลปะการต่อสู้ แต่ฮั่วฉีจิงกลับยังอยู่ที่บ้านหิน เมื่อคนที่มาอวยพรวันปีใหม่รู้เรื่องการหมั้นหมายของทั้งสอง พวกเขาต่างก็พากันแสดงความยินดีกันยกใหญ่ มีคนอีกไม่น้อยที่ถามไถ่เรื่องการแต่งงานของถังฉือหรง แต่ก็ถูกถังฉือเย่กันให้กลับไปทั้งหมด บทที่ 220: ดอกปุยฝ้ายวันนี้มีชาวบ้านหลายกลุ่มหมุนเวียนมาหาถังฉือเย่แทบทั้งวัน แม้แต่หวงโฉวหมิ่นที่โรงทอก็ได้มาอวยพรปีใหม่นางเช่นกัน เมื่อกล่าวอวยพรไปได้สองสามประโยค ชายชราหวงก็พูดว่า “หากเจ้านายไม่รังเกียจอะไร ต่อไปพวกข้าก็จะขอทำงานกับเจ้านายเลย เจ้านายมีงานอะไร ก็สามารถสั่งพวกข้ามาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ”“ได้สิ” ถังฉือเย่ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร นางพูดต่อว่า “ข้าได้ยินมาว่าท่านมาจากโรงงานไป่ ที่เหลียงโจว หลังจากนี้ท่านจะแยกออกมาทำเอง หรือว่ายังอยากที่จะสืบทอดงานฝีมือของโรงงานไป่ต่อไป?” หวงโฉวหมิ่นตกใจเล็กน้อย เพราะเมื่อก่อนเขาเป็นลูกศิษย์ของโรงงานไป่จริงๆ เพียงแต่หลังจากที่อาจารย์ได้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว พวกเขาเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องก็เกิดความขัดแย้งกัน สุดท้ายแล้วเขาจึงพาพวกลูกน้องบางคนออกจากโรงงานมา และด้วยเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งต้องห้ามในหมู่ช่าง ดังนั้นชายชราจึงไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใครมาก่อน โดยเฉพาะกับถังฉือเย่ คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วนางจะรู้เข้าจนได้ชายชราเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะหันไปทางหญิงสาวผู้เป็นเจ้านาย แล้วกล่าวว่า “งานฝีมือที่ข้าทำล้วนแล้วแต่เป็นอาจารย์ของข้าที่เป็นคนสอนทั้งสิ้น ข้าไม่กล้าที่จะลืมบุญคุณอย่างแน่นอน หากเจ้านายสามารถให้พวกข้าใช้ชื่อโรงงานไป่ต่อไปได้ ข้าก็จะรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง!”ถังฉือเย่พยักหน้า ยิ้มตาหยีพลางพูดขึ้นว่า “ต่อไปสินค้าของข้าจะสลักอักษร ‘เย่’ เอาไว้ แต่ก็อนุญาตให้พวกท่านสลักชื่อโรงงานไป่ไว้ได้ด้วยเช่นกัน พวกเราจะมีชื่อเสียงไปด้วยกัน”“ขอให้เป็นอย่างที่ท่านพูด” ชายชราบอกทั้งที่ไม่ได้คิดอะไรจริงจังมากนัก เมื่อพูดจบแล้วเขาก็เตรียมจะกลับไป คิดไม่ถึงว่าถังฉือเย่จะหยิบกระดาษออกมาสองแผ่น ซึ่งเห็นได้ชัดว่านางได้เตรียมมาตั้งนานแล้ว“เดี๋ยวพวกท่านไปทำของสองสิ่งนี้ออกมาให้ข้าด้วยนะ”หวงโฉวหมิ่นผงะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบยื่นมือไปรับด้วยความรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขาดูอย่างละเอียดอีกรอบ พลางแสดงท่าทีที่ตื่นเต้นออกมาเล็กน้อย “เจ้านายวางใจได้ พวกข้าจะรีบลงมือเดี๋ยวนี้เลย” สิ่งที่นางให้เขาไปทำก็คือไพ่นกกระจอก และหมากข้าม ในยุคสมัยนี้ การละเล่นที่พบเห็นบ่อยๆก็คือ ไพ่กระดาษ ที่ไม่มีความหลากหลายเลยสักนิดตอนเทศกาลตรุษจีนนี้เอง ที่นางเห็นว่ามีคนอยู่เยอะแยะ จึงทำให้นางนึกถึงสองสิ่งนี้ขึ้นมาของสองสิ่งนี้มีวิธีการทำที่ไม่ได้ถือว่ายากเย็นอะไร และการจะเผยแพร่ออกไปก็ทำได้อย่างรวดเร็วนัก ดังนั้นการที่จะทำให้โรงทอเย่ฟางและโรงงานไป่มีชื่อเสียงโด่งดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องยาก วันนี้เยี่ยนตงและเซิ่งฉีไม่ได้ออกไปไหน พวกเขาอยู่ที่สำนักศิลปะการต่อสู้ โดยห้องที่พวกเขาพักนั้นอยู่ชั้นสอง ในทุกๆวัน พวกเขาจะมองดูลุงหนวดเหลียงและคนอีกสองสามคนช่วยกันผ่าฟืน แม้วันตรุษจีนก็ไม่มีหยุดเซิ่งฉีได้สนิทกับคนเหล่านี้มานานแล้ว เมื่อรู้สึกเบื่อเขาจึงลงไปพูดคุยกับคนเหล่านี้ “เหตุใดพวกท่านถึงต้องผ่าฟืนในทุกๆวันด้วย เตียงอิฐใช้ฟืนเปลืองขนาดนั้นเลยหรอ ผ่าเยอะขนาดนี้แล้วยังใช้ไม่พออีกเหรอ?”“ฟืนเหล่านี้ไม่ใช่ใช้กับเตียงอิฐอย่างเดียวเสียหน่อย” ลุงหนวดเหลียงผ่าฟืนอย่างรวดเร็ว พลางชี้ไปทั่วบริเวณ “ตรงนี้…ทางด้านหลัง แล้วก็ตรงนั้น ล้วนแล้วแต่ปลูกดอกไป๋เตี๋ยจึเอาไว้ทั้งนั้น ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องก่อไฟ หากอากาศหนาวมากๆ พวกมันจะแข็งตาย”เซิ่งฉีรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เขาจึงเดินไปดู ก่อนที่ความแปลกใจนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นความตกใจ “ท่านลุง! ท่านรีบมาดูอะไรนี่เร็ว!”เยี่ยนตงวางหนังสือลง ก่อนจะเดินแกมวิ่งเข้าไปดู เมื่อได้เห็นแล้ว เขาก็รู้สึกตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าบริเวณสวนด้านหลังที่กว้างขวางนั้นมีดอก ‘ไป๋เตี๋ยจึ’ ปลูกอยู่เต็มไปหมด ด้านข้างมีกำแพงที่สามารถก่อไฟด้านในได้ ข้างบนก็มีเพิงยื่นออกมา ส่วนตรงกลางสร้างที่กั้นเอาไว้เพื่อก่อกองไฟ เมื่อมีความอบอุ่นเป็นอย่างมาก ดอกไป๋เตี๋ยจึก็เติบโตได้ดี แถมยังสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว”เยี่ยนตงพูดด้วยความงุนงงว่า “ปลูกดอกไป๋เตี๋ยจึเยอะขนาดนี้ไปทำไมกัน?”“ก็นั่นน่ะสิ ดอกไป๋เตี๋ยจึนี้ก็ไม่ได้มีความสวยงามอะไรสักหน่อย” เซิ่งฉีเสริมถังฉือเย่ที่ได้ยินคำถามเข้าพอดีจึงตอบไปว่า “เอามาใช้แทนเส้นด้าย”พร้อมกันนั้นก็หยิบปลอกแขนออกมา แล้วยื่นให้พวกเขา “พวกเจ้าลองสวมดูว่ามันอุ่นหรือไม่?”เยี่ยนตงและเซิ่งฉีลูบมันเบาๆ ก่อนจะลองสวมเข้าไปดู ผลปรากฏว่ามีน้ำหนักเบาอีกทั้งยังอุ่นอีกต่างหาก เซิ่งฉีจึงบอกด้วยน้ำเสียงที่แสดงความประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด “เจ้าคิดได้อย่างไร? ไม่เคยมีใครนำดอกไม้มาทำเส้นด้ายมาก่อน!”“ไม่มีใครเคยทำมาก่อน แล้วจะทำไม่ได้อย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นตอนนี้พวกเราก็คงต้องใช้ชีวิตแบบคนสมัยโบราณที่ยังไม่รู้จักการใช้ฟืนไฟเสียแล้วล่ะ ไม่ว่าอะไรเพียงแค่นึกขึ้นได้ ก็สามารถลองทำดูได้ หากไม่สำเร็จก็คือไม่สำเร็จ หากสำเร็จก็ไม่ใช่ว่าจะมีสิ่งที่ช่วยป้องกันความหนาวเพิ่มขึ้นอีกอย่างหรอกหรือ อีกอย่างดอกปุยฝ้ายหรือไป๋เตี๋ยจึนี้ เมื่อกดลงไปแล้วก็สามารถคืนสภาพได้ดีกว่าดอกหลิ่วสวี่หลูเป็นไหนๆ ดังนั้นเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิข้าก็ตั้งใจที่จะปลูกมันเยอะสักหน่อย”“เจ้าเรียกมันว่าดอกปุยฝ้ายเหรอ?” เซิ่งฉีคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เหมาะเลยทีเดียว…ดีกว่าชื่อไป๋เตี๋ยจึอีก”ถังฉือเย่พยักหน้าพลางหยิบเสื้อคลุมยาวแขนกุดออกมา แล้วยื่นให้เยี่ยนตง “สิ่งนี้ทำมาจากดอกปุยฝ้าย ใหญ่ไปสักนิด ข้ากำลังจะมอบให้ท่านพอดี ลองใส่ดูสิ หากท่านสนใจ เมื่อเก็บเกี่ยวดอกปุยฝ้ายแล้ว ข้าจะให้คนเอาไปให้ท่านสักสองสามตัว ท่านเองก็สามารถลองหาคนมาปลูกได้นะ”เพราะไม่ว่าจะยุคสมัยไหน การดำรงชีวิตของประชาชนก็เป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดเสมอเยี่ยนตงรับมาแล้วขอบคุณจากใจจริง แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมา เยี่ยนตงก็ดูจะใส่ใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่มีเวลาเขาจะมานั่งดูดอกปุยฝ้ายเหล่านี้อยู่เสมอ ในขณะที่ถังฉือเย่ไม่ได้สนใจอะไรเขาเลยสักนิด เพราะเนื่องจากตอนนี้นางได้หมั้นหมายแล้ว นางจึงรู้สึกต้องการทำตัวให้สมกับการเป็นภรรยา เมื่อนึกถึงว่าฮั่วฉีจิงจะต้องออกเดินทางในวันที่แปด ดังนั้นในเช้าของวันที่สาม หญิงสาวจึงรีบตื่นขึ้นมาเตรียมทำหมูหย็องเอาไว้ให้ฮั่วฉีจิงนำติดตัวไปด้วย หมูหย็องสามารถเก็บไว้ได้นาน เวลานำมารับประทานก็สะดวก ในตอนเช้าที่กินโจ๊กก็สามารถตักมาใส่สักช้อน แค่นี้ก็ทำให้มีรสชาติที่กลมกล่อมแล้ว โดยการที่จะทำหมูหย็องนั้นต้องเลือกส่วนที่ไม่ติดมัน และไม่มีเส้นเอ็น แล้วนำมาล้างให้สะอาด ก่อนจะนำมาหั่นเป็นชิ้น นำไปต้มในน้ำเดือด แล้วค่อยนำออกมากรองให้สะอาด ขั้นตอนต่อไปคือนำเนื้อที่ต้มมาใส่ในหม้อ ปรุงรสด้วยการใส่ซีอิ๊ว น้ำตาล สมุนไพรหอมสิบสามชนิด เกลือ เหล้าและขิงลงไป จากนั้นก็เติมน้ำ แล้วใช้ไฟอ่อนตุ๋นเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม จนกระทั่งเนื้อเปื่อยจนสามารถใช้ตะเกียบจิ้มเข้าไปได้ แล้วนำมาพักให้เย็นลง จากนั้นจึงค่อยใช้มือฉีกเนื้อให้เป็นเส้นๆ ยิ่งฉีกได้บางเท่าไหร่ก็ยิ่งทำออกมาได้อร่อยมากขึ้นเท่านั้น เมื่อฉีกเสร็จแล้วก็นำมาลงกระทะ ผัดให้แห้ง ซึ่งต้องใช้ไฟอ่อนในการผัด และต้องระวังอย่าให้ไหม้โดยเด็ดขาด และจะต้องผัดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเนื้อนั้นแห้งฟู ก็ถือว่าเป็นอันเสร็จตอนที่ถังฉือเย่ผัดนางก็ได้ใส่งาลงไปด้วย จึงทำให้เมื่อผัดแล้วก็ส่งกลิ่นหอมไปทั่วบริเวณ ยังไม่ทันได้ตักออกจากกระทะ เซิ่งฉีก็ได้กลิ่นแล้ว เขาจึงส่งเสียงดังมาแต่ไกลหญิงสาววุ่นอยู่กับเรื่องนี้ทั้งวัน คนขี้เกียจอย่างนาง ใช่ว่าจะทำงานอะไรเยอะแยะแบบนี้ง่ายๆ ดังนั้นเมื่อจัดการเสร็จแล้ว นางจึงบิดขี้เกียจด้วยความเหน็ดเหนื่อย พลางคิดที่จะสั่งให้ใครสักคนรีบไปซื้อเนื้อหมูมา ก่อนที่เขาจะไป นางก็อยากจะทำเนื้อตากแห้งให้เขาอีกสักหน่อย และยังสามารถทำซุปก้อนให้เขาได้ด้วย เมื่อถึงเวลานั้นก็ให้เขานำออกมาทำน้ำซุป โดยใช้หม้อทำเหลี่ยงเฟินนั่นแหละทำอย่างไรเสียอากาศก็หนาวแบบนี้ จึงไม่ต้องกลัวว่ามันจะบูดนางยังคิดอีกว่าจะทำพวกขนมปังอบแห้งหรือพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปดีหรือไม่ หรือจะเล่นใหญ่ไปเลย โครงสร้างของเรือรบในพิพิธภัณฑ์เฉียนซื่อเป็นแบบไหนกันนะ...หลังจากนั้นในช่วงบ่ายของวันที่สี่ก็มีองครักษ์ของเยี่ยนตงรีบควบม้ามาจากเมืองหลวง พร้อมกับนำจดหมายฉบับหนึ่งมามอบให้ เมื่อรัชทายาทหนุ่มเปิดออกดู ใบหน้าของเขาก็เผยรอยยิ้มออกมาในทันที!จบตอน Comments
Comments
Post a Comment