ฮั่วฉีจิงพยักหน้า “เจ้าเองก็ต้องเป็นเด็กดี รอข้ากลับมาขอเจ้าแต่งงาน”
ไม่ใช่มีเพียงแค่หนึ่งคนเท่านั้น ที่เมื่อได้ยินข่าวนี้แล้วก็รีบมุ่งหน้าไปที่ฉินโจวทันที!
ชายหนุ่มคิดขณะลูบใบหน้าที่ทำให้สาวๆทั่วเมืองหลวงต้องหลงใหล เพียงแค่นางเป็นผู้หญิง เรื่องนี้ ไม่มีทางที่เขาจะทำไม่สำเร็จ และหากนางคลั่งเขาจนควบคุมสติไม่อยู่ก็แค่อดทนเอาไว้เท่านั้น!
เมิ่งโซ่วฉายรีบก้าวขึ้นมาด้านหน้า พลางโค้งคำนับแล้วพูดอย่างนอบน้อม “เจ้าบ้านถัง ข้าเพิ่งจะรู้ในวันนี้เองว่าเจ้าลูกไม่เอาไหนคนนี้ก่อเรื่องอะไรเอาไว้บ้าง เป็นเพราะข้าสอนเขาได้ไม่ดี วันนี้ข้าจึงพาเขามาขออภัยท่าน และให้ท่านลงโทษด้วยเถอะ!”
จากนั้นถังฉือเย่ก็ปัดเสื้อผ้าเล็กน้อยพลางลุกขึ้นยืน!
วันนี้…เป็นวันเทศกาลโคมไฟ
เถ้าแก่เฉินมามอบอาหารให้ถังฉือเย่ หลังจากให้แล้วก็จากไป ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับรถม้าที่ดูธรรมดาคันหนึ่งที่อยู่ด้านหลังกำลังขับเคลื่อนเข้ามาอย่างเงียบๆ
เมิ่งอี่ฉิวรู้สึกว่าตั้งแต่เดินทางมาที่ฉินโจว เขาก็มักจะทำตัวโง่เขลาอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งตอนนี้จึงเพิ่งรู้ว่าเถ้าแก่เฉินและถังฉือเย่มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและสนิทสนมกันมาก เมื่อเห็นท่าทีที่คุ้นเคยและไม่เป็นทางการจากการวางของและจากไป โดยไม่มีการเรียกให้อยู่ทานอาหาร เห็นได้ชัดว่านี่คือการไปมาหาสู่ของคนในครอบครัวเดียวกัน
ที่เขาถามเถ้าแก่เฉินเรื่องถังฉือเย่ไปมากมาย ไม่รู้จะโดนหัวเราะเยาะอย่างไรบ้าง
คุณชายรองตระกูลเมิ่งเข้ามาใกล้ประตูบ้านตระกูลถังด้วยความโศกเศร้า พลางกวาดสายตามองไปรอบบริเวณอย่างหวาดผวา ด้วยความกลัวว่าจะมีใครพบเห็น และมามุงดูเขาอีกเหมือนคราวที่แล้ว
ชายหนุ่มยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง พลางกวาดสายตาขึ้นไปมองป้ายคำอวยพรตุ้ยเหลียนที่อยู่หน้าประตูบ้าน โดยที่ด้านบนคือ ‘นกเฟิ่งหวงตกลงมาบนต้นอู๋ถง’ ส่วนด้านล่างเป็น ‘มุกและหยกรวมกันเป็นหนึ่ง’
ลายมือนั้นช่างทรงพลังและเขียนได้วิจิตรบรรจงเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะไม่ใช่แบบอักษรที่องค์รัชทายาทมักจะใช้ทั่วไป แต่เขาก็จำได้ไม่ผิดนี่เป็นลายมือขององค์รัชทายาทอย่างแน่นอน
ป้ายคำอวยพรที่องค์รัชทายาทเขียนขึ้นนี้ไม่ได้ถูกปิดผนึก ไม่ได้ทำพิธี แต่กลับถูกแปะเอาไว้ที่ประตูอย่างไม่ระมัดระวัง ลมพัดนิดหน่อยมุมกระดาษก็เปิดออกแล้ว ช่างทำให้คนที่เห็นประหลาดใจเสียเหลือเกิน และสิ่งสำคัญก็คือองค์รัชทายาทยอมลดเกียรติมาเขียนป้ายอวยพรตุ้ยเหลียนให้นาง เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ของพวกเขานั้นจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!
เมิ่งอี่ฉิวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลางเหลือบมองไปรอบๆอีกครั้ง แล้วเขาก็ได้เห็นด้านข้างที่เป็นภาพที่สวี่เวิ่นชู่วาดขึ้นมาเองกับมือ…ภาพวาดของนกเฟิ่งหวง วาดออกมาได้สวยงามมาก ตัวอักษรก็เขียนออกมาได้ดีไร้ที่ติ
พลันนั้นชายหนุ่มก็ตระหนักว่าคนรอบกายของเด็กสาวผู้นี้ล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจะประมาทไม่ได้!
อากวงเมื่อเห็นผู้เป็นนายยืนลังเลไม่ลงจากรถ จึงได้ถามขึ้น “คุณชาย ไม่ลงหรือขอรับ?”
เมิ่งอี่ฉิวจึงถกชายชุดคลุมขึ้นก่อนจะรีบลงมาจากรถ เขารีบเข้าไปทันทีโดยกลัวว่าใครจะเห็น ทำตัวราวกับขโมยปานนั้น
“เจ้าบ้านถัง!”
ถังฉือเย่เงยหน้าขึ้น สีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย “คุณชายรองมีเวลามาที่นี่ได้อย่างไร?”
“วันนี้เป็นวันเทศกาลโคมไฟ ข้าอยู่ที่นี่ตามลำพังเลยเหงามากๆ ไม่ทราบว่าสามารถขอรบกวนเจ้าบ้านถังอยู่ที่นี่ด้วยได้หรือไม่?”
“หากข้าบอกว่าไม่ได้ แล้วท่านจะไปเหรอ?”
เมิ่งอี่ฉิวกระแอมเล็กน้อย “เจ้าบ้านถัง ข้าคงไม่ใช่คนที่น่ารังเกียจเช่นนั้นหรอกใช่ไหม ได้ยินมาว่าเซิ่งฉีอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งหลายวัน เขาพูดมากเช่นนั้นเจ้ายังยอมให้เขาอยู่ได้ เหตุใดจึงไม่ยอมให้ข้าอยู่ล่ะ?”
ก็ได้! ตามสบายเถอะ
หญิงสาวโบกมือ ก่อนจะกลับไปนั่งที่เดิม เมิ่งอี่ฉิวเมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วจึงยิ้มตาหยีขณะเดินเข้าไป พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ชุดที่เจ้าให้ข้ามา ข้าสวมมันแล้ว มันไม่ธรรมดาจริงๆ”
“เช่นนั้นท่านคิดว่าอย่างไร?”
“หืม?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย แปลกใจ
“ข้าอยากรู้ว่าท่านมีความคิดเห็นอะไรบ้างไหมหลังจากลองสวมแล้ว?”
แม้ว่านางจะยังคงสงบนิ่ง แต่เมิ่งอี่ฉิวมักรู้สึกว่า... เหตุใดเมื่ออยู่ต่อหน้านาง เขาจึงดูโง่อย่างเห็นได้ชัดขนาดนี้? เขาตามความคิดนางไม่ทันจริงๆ
“สิ่งที่เจ้าพูดก่อนหน้านี้มันถูกต้องทั้งหมด เพราะมันทั้งเบาบางและให้ความอบอุ่น อีกทั้งยังยืดหยุ่นได้ดีจริงๆ ทำให้สวมใส่สบาย ไม่จำเป็นต้องวัดหรือปรับแต่ง สัดส่วนโดยประมาณก็เหมาะสมพอดี” ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของชิงเว่ยเหลี่ยววิ่งเข้ามาด้วยความรีบร้อนพร้อมกับพูดละล่ำละลัก
“นายหญิง อาจารย์ฉีจิงส่งจดหมายมาแล้ว!”
“จริงเหรอ?” หญิงสาวถามด้วยความดีใจ ชิงเว่ยเหลี่ยวอมยิ้มพลางพยักหน้า ก่อนจะยื่นจดหมายให้ด้วยสองมือ ถังฉือเย่เปิดมันออกพลางอ่านอย่างละเอียด
เดิมทีฮั่วฉีจิงเป็นคนที่มักจะเขียนแต่ข่าวดีไม่เขียนข่าวร้าย เพราะฉะนั้นในจดหมายของเขาจึงไม่ได้เขียนถึงภัยอันตรายที่เกิดขึ้นจากการปกป้ององค์รัชทายาทเลยสักนิด เนื้อหาที่เขียนมีเพียงว่าเขาถึงด่านอันหลานอย่างปลอดภัย และได้พบกับเยี่ยนฉือเวยเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ก็อยู่กับเขาเป็นการชั่วคราว โดยสิ่งเดียวที่พูดถึงนางก็คือ กำชับให้ชิงเว่ยเหลี่ยวนำเรื่องนี้มาบอกกับถังฉือเย่ และไม่มีคำพูดใดที่เขียนมาถึงนางเดี่ยวๆเลย
แม้จะรู้ดีว่าเขาเป็นคนเช่นนี้ แต่ถึงกระนั้นถังฉือเย่ก็ยังอดที่จะอารมณ์เสียเล็กน้อยไม่ได้ ชิงเว่ยเหลี่ยวรีบปลอบใจทันที “นายหญิง…อย่างน้อยพวกเราก็รู้ที่อยู่แล้ว หากมีอาหารหรือของใช้อะไร เราก็สามารถส่งไปที่นั่นได้เลย”
“ใช่แล้ว! เจ้าพูดถูกต้อง” ถังฉือเย่ตัดใจก่อนจะพับจดหมายเก็บไว้ในกระเป๋าเงิน เมื่อเขาจากไป หญิงสาวก็นำจดหมายออกมาอ่านอีกครั้งอย่างมีความสุข
เมิ่งอี่ฉิวยืนมองด้วยสายตาอย่างเย็นชาอยู่ด้านข้าง ตลอดเวลาที่สนทนากับเขาเด็กสาวผู้นี้มีสีหน้าเรียบเฉยมาตลอด จิตใจสงบนิ่งไม่เคลื่อนไหว แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อได้เห็นจดหมายฉบับนั้นกลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันใด ดวงตาดูเป็นประกายสุกใส จนทำให้เขานึกถึงตอนนั้น ตอนที่ท่านป้าของเขากลับมาในฐานะแขกอย่างเป็นทางการในงานพิธีอายุครบสิบห้าปีของพี่สาวเขา แม้ว่านางจะไม่ได้สวมเสื้อผ้าหรูหรา แต่เมื่อนางยิ้มแล้ว ดวงตาอันสดใสและรอยยิ้มของนางกลับเต็มไปด้วยความรุ่งโรจน์ สว่างไสว!
ตอนนั้นเขามีอายุเพียงสิบขวบเท่านั้น ดูเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ยังไม่เข้าใจ ในหัวของเมิ่งอี่ฉิวกลับมีเพียงความคิดเดียว นั่นก็คือเขาจะต้องแต่งงานกับหญิงสาวที่งดงามเหมือนท่านป้าให้ได้…ถังฉือเย่ก็คือหญิงสาวคนนั้น!
เมื่อเด็กสาวผู้นี้โตขึ้น จะต้องสวยและมีเสน่ห์เช่นนั้นแน่ๆ แม้ตอนนี้รูปร่างหน้าตาจะยังไม่สามารถเห็นได้ชัด แต่กลับมีออร่าที่น่าดึงดูแล้ว
แต่ชายผู้นั้นเรียกนางว่า ‘นายหญิง’? ‘ท่านอาจารย์’ ผู้เป็นเจ้าของจดหมายฉบับนี้เป็นใครกัน? ดูเหมือนว่าเมื่อกลับไปที่เมืองฉางอัน คงต้องหาเวลาไปพบกับเซิ่งฉีแล้ว
ในขณะที่เขากำลังคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถังฉือเย่ก็เก็บจดหมายกลับไปอีกครั้ง พลางกระแอมออกมาเบาๆ “เมื่อครู่พวกเราคุยกันถึงไหนแล้วนะ?”
“อืม” เมิ่งอี่ฉิวกล่าวต่อด้วยท่าทางสุภาพ “ข้ากำลังบอกว่า การค้าเสื้อไหมพรมมีแนวโน้มในทางที่ดี และในอนาคตจะต้องทำเงินได้แน่นอน ครอบครัวของพวกเราทั้งสองควรรีบลงมือจึงจะถูก”
ชายหนุ่มกวาดสายตามองนางอีกครั้ง ก่อนจะพูดต่อ “ช่างปักผ้าของข้าน่าจะมาถึงในวันพรุ่งนี้ เมื่อถึงตอนนั้นข้าจะเรียกพวกนางมาขอคำแนะนำจากเจ้าบ้านถัง”
“เดี๋ยวก่อน!” ถังฉือเย่ท้วง “ข้าให้ท่านพาผู้เชี่ยวชาญมาด้วย หลักๆก็เพราะต้องการให้ท่านเข้าใจว่าต่อไปพวกเราจะสามารถทำอะไรได้ในอนาคต และสามารถทำได้ถึงขั้นไหน จากนั้นพวกเราจึงจะคุยเรื่องราคากัน สำหรับเรื่องให้คำแนะนำหรือไม่นั้น เป็นเรื่องหลังจากที่ตกลงเรื่องราคาและทำสัญญากันเสร็จแล้ว ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอก”
เมิ่งอี่ฉิวเงียบไปครู่ ก่อนจะพูดสั้นๆ “เจ้าบ้านถังนี่ช่างไม่เห็นแก่หน้าใครเลยจริงๆ”
“แล้วอย่างไรล่ะ หรือว่าตระกูลเมิ่งทำการค้ายังไม่ทันที่จะเห็นเงินก็ส่งวิธีการปักมาให้แล้วเหรอ?”
คุณชายรองตระกูลเมิ่งกระแอมออกมาเบาๆ ดูเหมือนว่าเขาจะเคยชินกับการได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ จึงไม่คุ้นเคยกับการปฏิบัติแบบธรรมดา ถังฉือเย่จึงถามต่อไปว่า
“คุณชายรองเมิ่ง ข้าขอถามหน่อยว่ายังมีใครในตระกูลเมิ่งอีกไหมที่จัดการเรื่องการค้าอีก?”
เมิ่งอี่ฉิวถอนหายใจยาวๆ ตอบว่า “ทำไมถึงถามเช่นนั้น เป็นเพราะข้าทำอะไรที่ไม่เหมาะสมหรือเปล่า?”
“คุณชายรองอย่าได้เข้าใจผิด ความจริงแล้วข้าก็ไม่ได้ต่อต้านการใช้รูปร่างหน้าตาของตัวเองอย่างเต็มที่ ข้าคิดว่าตัวตนและสิ่งเหล่านี้ สามารถใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ เพียงแต่ต้องรู้ระดับของมัน ในเรื่องนี้ข้าและคุณชายรองไม่ได้แตกต่างกัน แต่ว่า...” นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อว่า
“แต่วิธีการนี้มันเป็นการแบ่งแยกคน ตอนนี้ข้าเป็นหญิงสาวที่รอแต่งงานคนหนึ่ง ข้าจึงต้องหลีกเลี่ยงวิธีเช่นนี้ก่อนที่มันจะสายเกินแก้ ข้าแค่ต้องการคนที่จะพูดคุยการค้าอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้เอาใจหรือให้สิทธิพิเศษใดๆเพียงเพราะคนที่คุยด้วยหน้าตาดีหรอกนะ ข้าไม่ชอบคุยเรื่องรักๆใครๆ ข้าชอบคุยแค่เรื่องเงินเรื่องทองเท่านั้น คุณชายรองคงเข้าใจความหมายของข้าใช่ไหม?”
“เป็นเพราะข้าทำให้ท่านไม่พอใจ เจ้าบ้านถังวางใจได้ ต่อไปข้าจะไม่ทำอีกแล้ว”
พลันนั้นก็ปรากฏเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากด้านนอก เป็นเซี่ยอวี๋ฮุนนั่นเองที่เดินเข้ามา “เจ้าบ้านถัง?”
ถังฉือเย่ผายมือไปที่เมิ่งอี่ฉิว ก่อนจะกล่าวแนะนำ “ท่านผู้นี้คือคุณชายรองจากตระกูลเมิ่งแห่งเฉียนถัง”
“คาราวะคุณชายรอง ข้าสกุลเซี่ย นามว่าโม่ ชื่ออวี๋ฮุน”
ถังฉือเย่ขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะหันไปหาเมิ่งอี่ฉิว “ท่านเซี่ยช่วยข้าจัดการเรื่องการค้า หลังจากนี้หากมีเรื่องอะไรก็สามารถไปหาเขาได้โดยตรง”
รอยยิ้มของชายหนุ่มหยุดชะงักไปทันที พร้อมกับความหงุดหงิดที่แล่นเข้ามาในหัวใจ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าถังฉือเย่จะไม่ไว้หน้าเขาขนาดนี้ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคุณชายรองแห่งตระกูลเมิ่ง คนที่อยู่ในเมืองมีตั้งแต่อายุน้อยสุดถึงมากสุด มีผู้หญิงคนไหนบ้างที่ไม่ทำท่าทางอ่อนโยนกับเขา ท่าทางหลีกเลี่ยงของนางเช่นนี้มันหมายความว่าอย่างไรกัน ตั้งใจเมินเฉยเขาอย่างนั้นเหรอ?
เมิ่งอี่ฉิวยิ้มบางๆ ในหน้าพลางกล่าว “เหตุใดข้าจึงคุยกับเจ้าบ้านถังโดยตรงไม่ได้ล่ะ?”
ถังฉือเย่มองบางอย่างออกจากดวงตาของเขา คิ้วเรียวๆขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ต้องให้นางคุกเข่าอ้อนวอนตามใจเขาใช่หรือไม่? ปฏิบัติแบบธรรมดาก็ไม่พอใจ หลีกเลี่ยงการสงสัยก็ยังไม่พอใจอีกหรือ? โรคเจ้าหญิงเอาแต่ใจนี่มันออกมาได้อย่างไรกัน?
นางยังคงไม่ได้เร่งรีบนัก พลางคิดว่าหรือจะเปลี่ยนไปร่วมงานกับตระกูลอื่นดีหรือไม่ แม้ว่าจะเทียบตระกูลเมิ่งไม่ได้ แต่ไม่เรื่องเยอะหน่อยก็ใช้ได้แล้ว
หญิงสาวจึงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้ายังมีเรื่องอื่นต้องทำอีกอีกมาก โดยเฉพาะเรื่องร้านเย่ฟาง เจ้าเคยเล่นหมากข้ามไหม เคยเห็นไพ่นกกระจอกหรือเปล่า และยังมีอย่างอื่นอีกมากมาย”
เมิ่งอี่ฉิวตกตะลึงอีกครั้ง เขานิ่งไปชั่วขณะ
เดิมทีนางไม่ได้ตั้งใจจะเมินเขา นางยังมีเรื่องต้องให้จัดการจริงๆ ใช่แล้ว! ในมือนางไม่ได้มีเพียงร้านเย่ฟางอย่างเดียว ยังมีร้านเหล้า โรงงานทอผ้า ว่ากันว่าเหล้าฟู่โช่วและหมากข้ามก็ล้วนถูกส่งเข้าไปในวังแล้ว อนาคตของนางน่าจับตามองจริงๆ
ร้านเย่ฟางตระกูลเมิ่งไม่มี ร้านเหล้าก็ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเขา แต่สำหรับเหล้าที่มีหนึ่งเดียวในโลกนี้ ครอบครัวของเขาไม่อาจเมินเฉยได้!
ตอนนี้เมิ่งอี่ฉิวไม่ได้โกรธแล้ว เขาจะสามารถบอกว่าไม่ต้องการให้เซี่ยอวี๋ฮุนผู้นั้นจัดการโรงงานเย่ฟางได้หรือ แต่เมื่อคิดไปคิดมาก็รู้ได้ว่าหากพูดออกไปนางจะต้องต่อว่ากลับมาแน่ๆ และหากนางอยากพบเขาจริงๆ ก็เป็นเรื่องง่ายราวพลิกฝ่ามือ เรื่องง่ายๆเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องให้เขาเอ่ยปากด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ข้าเข้าใจแล้ว แล้วโรงงานเย่ฟางนี้ ข้าไปดูได้ไหม?”
ตอนนี้ทั้งหมากข้ามหรือไพ่นกกระจอก ความจริงก็ไม่มีอะไรต้องเก็บเป็นความลับอีกแล้ว ถังฉือเย่จึงกล่าวเพียง “ตามใจเจ้าสิ”
ในขณะนั้น หานอี้ก็เดินเข้ามาพอดี เขาเดินทางมาเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล และพูดคุยกับถังฉือเย่เพื่อบอกว่าจะเดินทางไปหลานโจวอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ ถังฉือเย่ชื่นชมในความกระตือรือร้นนี้จึงเอ่ยชมไม่ขาดปาก
“ไม่เลว ไม่เลว ไม่ต้องบอกก็ทำได้แล้ว”
“นั่นน่ะสิ! เราเป็นใครกัน ครั้งแรกอาจจะไม่คุ้นเคย แต่ครั้งที่สองก็ชำนาญมากขึ้นแล้ว” หานอี้พูดพร้อมกับรอยยิ้มซุกซนพลางขยับเข้ามาใกล้แล้วพยักเพยิดไปทางเมิ่งอี่ฉิวที่ยืนอยู่ฝั่งนั้น “นั่นใช่คนที่สาวๆพูดถึงกันใช่ไหม?”
ถังฉือเย่จุ๊ปาก ทำท่าทางให้เขาเงียบ หานอี้ยิ้มจึงไม่ได้พูดอะไรอีก ก่อนจะหยิบขนมบนโต๊ะเข้าปาก ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองเมิ่งอี่ฉิวที่กำลังยืนอยู่ด้วยกิริยางามสง่าก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ได้แต่มองดูท่าทางของสองคนนั้นที่สนิทกันมาก ชายคนนั้นมีกลิ่นอายของคนพเนจร ที่แท้นางก็ชอบคนแบบนี้เองเหรอ…ไม่แปลกใจเลยที่นางพูดตรงไปตรงมาและรุนแรงกับเขาเช่นนี้!
ถึงอย่างไรวันนี้ก็เป็นวันเทศกาลโคมไฟ ท่านยายเย่ทำอาหารไว้โต๊ะใหญ่ และยังได้ปั้นบัวลอยไว้ด้วย หลังจากที่ทานอาหารเสร็จ หานอี้ก็บอกลาและจากไป เมื่อเขาหันกลับไปอีกครั้ง ถังฉือเย่ก็ไม่อยู่แล้ว
เมิ่งอี่ฉิวก็ไม่สามารถเดินไปตามหาได้ ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงนั่งคุยกับเซี่ยอวี๋ฮุน “ก่อนหน้านี้ที่มีคนมาขออาศัยอยู่ด้วย เจ้าบ้านถังก็เป็นเช่นนี้เหรอ?”
“เจ้ากำลังถามถึงพ่อหนุ่มเยี่ยนและพ่อหนุ่มเซิ่งใช่หรือไม่?” เซี่ยอวี๋ฮุนยิ้มตาหยีก่อนตอบ “เจ้าบ้านถังเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ปกตินางไม่ค่อยต้อนรับใครเป็นพิเศษ ดังนั้นหากเจ้าอยากเป็นแขกของที่นี่ ก็เกรงว่าจะไม่ง่ายนัก”
“อย่างนี้จึงจะสบายใจ” เขาว่า “ข้าชอบแบบนี้ ไม่ทราบว่าข้าสามารถอาศัยอยู่ที่นี่สักสองสามวันได้หรือไม่?”
“ในบ้านนี้ไม่มีห้องพักแขก เกรงว่าจะไม่สะดวก แต่หากเจ้าต้องการพักอาศัยก็ย่อมได้ น่าจะสามารถไปพักที่สำนักศิลปะการต่อสู้ที่อยู่ด้านนั้นได้”
“สำนักศิลปะการต่อสู้ที่อยู่ถัดไปน่ะหรือ นั่นก็เป็นกิจการของเจ้าบ้านถังด้วยอย่างนั้นรึ?”
เซี่ยอวี๋ฮุนส่ายหน้า “นั่นเป็นสำนักศิลปะการต่อสู้ของพ่อหนุ่มฉี คู่หมั้นของเจ้าบ้านถัง”
เมิ่งอี่ฉิวเลิกคิ้ว “ฉี…ผู้ชายคนนั้นแซ่ฉีอย่างนั้นรึ?”
“ใช่แล้ว ฝีมือของพ่อหนุ่มฉียอดเยี่ยมมาก”
จังหวะนั้นเองที่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่กำลังหวีผมก็เดินเข้ามาด้วยฝีเท้าเบากริบในมือถือกระดาษหนึ่งแผ่นและหอยปลายแหลมเข้ามาพลางกระซิบเบาๆ “ท่านเซี่ย จูจูถามว่า คำว่าหลอกลวง เขียนอย่างไร?”
เซี่ยอวี๋ฮุนเขียนให้นางโดยไม่ถามอะไร
เมิ่งอี่ฉิวมองด้วยความแปลกใจ “นี่คือ?”
เซี่ยอวี๋ฮุนลูบหัวเด็กน้อย “บอกเขาสิ ว่าเจ้าชื่ออะไร?”
เด็กน้อยขยับเข้ามาใกล้ก่อนตอบ “ข้าชื่อเฉียวเฉินซี”
คุณชายหนุ่มรูปงามก้มลงเล็กน้อยถามต่อ “เฉียวเฉินซีอย่างนั้นหรือ แล้วจูจูคือใครกัน?”
“จูจูก็คือจูจู…จูจูคือท่านอาจารย์ของท่านแม่อย่างไรเล่า”
“โอ้! เจ้าคือลูกสาวของลูกศิษย์เจ้าบ้านถังอย่างนั้นเหรอ?”
เซี่ยอวี๋ฮุนยิ้มเล็กน้อย “คุณชายเมิ่งปราดเปรื่องจริงๆ”
เมิ่งอี่ฉิวกล่าว “เจ้าบ้านถังกำลังเขียนอะไรอย่างนั้นเหรอ หรือว่ากำลังเขียนจดหมายถึงใครบางคนอยู่?”
เซี่ยอวี๋ฮุนยิ้มแต่ไม่ตอบ เมิ่งอี่ฉิวจึงสะบัดพัดพลางยืนขึ้น ก่อนจะจูงมือของเฉินซี “เฉินซี พาข้าไปหาจูจูหน่อยได้ไหม?”
หากนี่เป็นฉีหยางหรือเสี่ยวเหยา คงไม่มีทางกล่อมได้ง่ายๆเช่นนี้ แต่เฉินซีเดิมทีก็เป็นคนมึนๆงงๆอยู่แล้ว นางจึงพยักหน้า “โอ้!”
จากนั้นเด็กน้อยก็เดินนำเมิ่งอี่ฉิวไปที่ห้องด้านข้าง เซี่ยอวี๋ฮุนไม่ได้ขัดขวางอะไร เขายืนรออยู่ด้านนอก เมื่อเห็นว่าเมิ่งอี่ฉิวไม่ได้ถูกไล่ออกมาจึงได้จากไป ด้วยความที่ตัวเขาเองก็ยุ่งมากเช่นเดียวกัน เพราะในวันพรุ่งนี้ร้านเหล้าก็จะกลับมาเปิดทำการใหม่อีกครั้ง เขายังมีอีกหลายเรื่องให้ต้องจัดการ
อย่างไรเสียเมิ่งอี่ฉิวก็เป็นคุณชายคนหนึ่งเช่นกัน เขาคงไม่ไปอ่านจดหมายที่คนอื่นเขียนหรอก ดังนั้นทันทีที่เข้าไปจึงนั่งลงด้านข้าง พลางโบกพัดไปมา “ข้าว่างๆน่ะ หากมีคำที่เขียนไม่ถูก เจ้าก็สามารถถามข้าได้ จะได้ไม่ต้องให้เด็กน้อยต้องเปลืองแรงไปถามคนอื่น”
ถังฉือเย่ไม่ได้สนใจชายหนุ่มรูปงามคนนี้เลยสักนิด นางพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมาด้วยซ้ำ “ขอบใจ”
เมิ่งอี่ฉิวนั่งรออยู่ข้างๆเงียบๆ หลังจากนั้นไม่นาน นางจึงถาม “คำว่าร้อน เขียนอย่างไร?”
ชายหนุ่มหยิบเปลือกหอยปลายแหลมขึ้นมาก่อนจะก้มหน้าลงเขียน และส่งกระดาษไปให้ มองอีกฝ่ายคัดลอกตาม พวกเขาได้แต่ถามตอบกันไปเช่นนี้ นางเองก็ไม่ได้ใส่ใจเขามากนัก ทำให้เมื่อเขากระหายก็รินชาดื่มด้วยตัวเอง หิวก็หาอาหารทานเอง...เมิ่งอี่ฉิวเริ่มรู้แล้วว่าเขาควรจะเข้าหานางอย่รางไรดี ในใจก็คิดว่าเด็กสาวผู้นี้ช่างน่าสนใจจริงๆ
เด็กสาวที่เขาเคยพบเจอมา เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา จะแสดงออกว่าทำทุกอย่างได้อย่างเต็มที่ ราวกับว่าได้อ่านบทกวีมาทั้งหมดและเก่งไปเสียทุกด้าน แต่สำหรับนางเมื่อเขียนตัวอักษรไม่ได้ ก็บอกว่าเขียนไม่ได้ออกมาอย่างตรงไปตรงมา
เห็นได้ชัดว่านางไม่สนใจเขาจริงๆ
นางคงกำลังเขียนจดหมายให้ ‘ท่านอาจารย์’ คนนั้นอยู่ใช่หรือไม่…เมิ่งอี่ฉิวขมวดคิ้ว ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงรู้สึกว่าตัวเองสูญเสียบางอย่างไปแล้ว
ถังฉือเย่ใช้เวลาทั้งบ่ายจึงจะเขียนจดหมายเสร็จ โดยมีเมิ่งอี่ฉิวนั่งเป็นเพื่อนอยู่ข้างๆตลอด เพื่อช่วยฝนน้ำหมึก ยื่นกระดาษ รินชาเทน้ำ นับว่าอยู่ได้ถูกที่ถูกเวลา รอบคอบ ปรนนิบัติจนถังฉือเย่สะดวกสบายมาก นางจึงแอบตัดสินใจลับๆว่าจากนี้ไปจะไม่รังเกียจนิสัยเจ้าหญิงของเขาแล้ว...ตอนที่ไม่แผลงฤทธิ์ก็ดูน่ารักดีเหมือนกัน
หลังจากนั้นในวันรุ่งขึ้น หญิงสาวจึงเริ่มทำซุปก้อนที่คิดเอาไว้ก่อนหน้านี้ แม้ฮั่วฉีจิงจะบอกแล้วว่าที่กองประจำการไม่ได้อยู่ริมทะเลหรือในทะเลอย่างที่คิด แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่สะดวกที่จะทำอาหาร ดังนั้นหมูหย็อง ซุปก้อน จึงมีความจำเป็นอยู่ไม่น้อย หากนางทำส่งไปให้มากๆหน่อย เขาจะได้แบ่งให้กับคนอื่นๆด้วย
คนที่มีนิสัยเย็นชาหวงคำพูดดั่งทองคำอย่างฮั่วฉีจิง ไม่แน่ว่าหลังจากที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาก็อาจจะมีเพื่อนแท้บ้าง แต่ตอนพบกันครั้งแรกก็คงยากที่จะเข้ากับคนอื่นๆได้ คาดว่าเมื่อถึงตอนนั้นอาหารที่ส่งไปก็คงจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยเลยล่ะ!
เมื่อตัดสินใจดังนี้ ถังฉือเย่จึงสั่งทุกคนมาช่วยกันทำหลายหม้อใหญ่ ถึงตอนนั้นก็สามารถเขียนวิธีการทำส่งไปพร้อมกันได้เลยทีเดียว!
จบตอน
Comments
Post a Comment