superstar ep23-24

 บทที่ 23 โกรธเกลียดยิ่งกว่าศัตรู


คนในหมู่บ้านกำลังลือกันไปยกใหญ่ ทุกคนรู้ว่าถังฉือเย่เป็นผู้จับกระต่ายได้ มิหนำซ้ำเมื่อวานตอนวางกับดักพวกเด็กๆ ต่างก็กรูกันเข้าไปถามวิธีการทำซึ่งนางก็ได้สอนหมดทุกขั้นตอน ไม่มีปิดบัง แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นถังฉือหยินเองที่ไม่รู้จักพอ เมื่อลับสายตากลับเข้าไปขโมยกระต่ายที่นางอุตส่าห์วางกับดักจับได้อย่างไร้ยางอาย 


ชาวบ้านคนหนึ่งที่อดรนทนไม่ไหวพูดขึ้นว่า “เรียกหยินเอ๋อร์ออกมาถามสิ! โตขนาดนั้นแล้ว กฎของภูเขายังไม่รู้อีกรึ แล้วนี่จะกลั่นแกล้งทั้งแม่หม้ายทั้งเด็กกำพร้าให้ตายกันเลยหรือยังไง?”


“ใช่ๆ!” อีกคนรีบเสริม “ตอนที่ถังฉือหยินยังเด็กๆ ก็คิดจะทำร้ายเขาให้ตาย มาตอนนี้ก็ยังคิดจะแย่งอาหารที่จะประทังชีวิตเขาไปอีก นี่ขนาดไม่ใช่ญาติพี่น้องกัน ยังรู้สึกเกลียดกว่าศัตรูเสียอีก! อายุเท่านี้ก็รู้แล้วว่าเป็นคนยังไง เจ้าเด็กนี่ต้องไม่ใช่คนดีแน่”


ท่านย่าซุนโกรธจัด แต่เป็นเหอซื่อที่ทนไม่ไหวพุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วก็กระทืบเท้าด่ากราดทุกคน “พวกเจ้ามาพล่ามบ้าอะไรกัน! หยินเอ๋อร์ของข้ายังเด็กอยู่นะ บางครั้งแค่รู้สึกอยากกินอยากได้กระต่ายของนางขึ้นมาแล้วจะทำไมล่ะ ต้องให้พวกเจ้ามายุ่มย่ามอะไรด้วย” 


“ถึงจะหิวอย่างไรก็ไม่ควรขโมยของคนอื่นนี่!” ถังฉือเย่ร้องไห้สะอึกสะอื้น ใช้หลังมือเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ “การขโมยเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ท่านป้าต้องเป็นคนบอกเขาถึงจะถูก หญ้าบริเวณนั้นเรียบหมดกับดักของข้าก็ยังแขวนอยู่ที่เดิม หากไม่ใช่เพราะมีคนบอกข้า ข้าก็คิดว่าโชคไม่ดีถึงจับไม่ได้ แล้วก็คงไม่มีใครรู้ หากถังฉือหยินแค่หิวทำไมไม่เหลือให้ข้าเลยแม้แต่ตัวเดียวล่ะ”


ทุกคนที่ได้ยินต่างทำสีหน้าครุ่นคิด…หรือว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถังฉือหยินทำเรื่องแบบนี้ เด็กหนุ่มถึงได้ชำนาญขนาดนั้น แถมยังรู้จักกลบเกลื่อนหลักฐานอีกต่างหาก ถ้าอย่างนั้นสัตว์ที่พวกเขาเคยดักได้ก่อนหน้านี้ เป็นเด็กหนุ่มตระกูลถังผู้นี้หรือเปล่าที่ขโมยไป 


ในระหว่างที่ชาวบ้านกำลังคิดอยู่นั้นเหอซื่อก็โพล่งออกมาจนน้ำลายกระเด็นไปทั่ว “ไปยุ่งเรื่องของลูกตัวเองเถอะ แล้วก็ยุ่งเรื่องของบ้านข้าไห้น้อยๆลงหน่อย หยินเอ๋อร์ของพวกข้าจะทำอะไร แล้วไปหนักหัวพวกเจ้ารึ หึ! พวกเจ้าเองทุกคนก็ไม่ก้มดูตัวเองเลยนะว่าเป็นอย่างไร” 


ท่านย่าซุนดึงสะใภ้กลับมาพลางถลึงตาใส่นาง “พวกเจ้าไสหัวกลับไปซะ! เป็นข้าเองที่รู้ว่าถังฉือเย่ล่ากระต่ายมาได้เลยให้หยินเอ๋อร์ไปเอา…ข้าผู้เป็นย่าแท้ๆของเจ้า หากจะตอบแทนด้วยกระต่ายสักตัวจะเป็นอะไรไป” 


หญิงสาวเงยหน้าขึ้นพูดเสียงสั่นเครือ “ท่านย่า หากท่านอยากกิน บอกข้าสักคำก็ได้แล้ว ครั้งก่อนที่ข้าจับกระต่ายมาได้ก็ไม่ใช่ว่าเอามาให้ท่านได้ชิมเป็นคนหรอกหรือ หนูนา ขนม แม้แต่จ้าวเจี่ยวข้าก็เอาให้ หากมีของดีๆ ข้าจะนึกถึงท่านเป็นคนแรกเสมอ” 


ท่านย่าซุนอ้ำอึ้ง พูดไม่ออก! ถังฉือเย่จึงร้องไห้ไปพูดไปว่า “วันนี้ข้าไม่ขออะไรมากมาย กระต่ายทั้งหมดห้าตัว ท่านคืนข้ามาสองตัวก็พอ ให้ข้าได้เอาไปให้ท่านหมอเฉินก่อน”


“ไม่มีทาง!” หญิงชราตะคอกมาอย่างลืมตัว “ข้าเองยังกินไม่พอเลย! เจ้าก็ไม่ดูสารรูปตัวเองเลยรึว่าเป็นยังไง เป็นแค่เด็กผู้หญิง สมควรแล้วรึที่จะมากินกระต่ายของข้า” 


เหอซื่อซึ่งเป็นคนที่มีแต่พละกำลัง แต่ไร้ความคิดทะเลาะกับใครก็คิดจะลงไม้ลงมืออย่างเดียว ผิดกับท่านย่าซุนที่เป็นคนฉลาดกว่ามาก แต่ถังฉือเย่ก็รู้จักนิสัยขี้งกของหญิงชราผู้นี้ดี ของสิ่งใดก็ตามที่อยู่ในมือนางแล้ว ไม่มีทางเสียล่ะที่จะปล่อยให้หลุดไปได้อย่างแน่นอน 


ผู้คนที่ล้อมรอบมุงดูเหตุการณ์ด้วยความสนใจอยู่นั้นล้วนทนดูไม่ไหวที่เห็นแม่สามีลูกสะใภ้ตระกูลถังทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่ผู้ชายหลายคนในที่นั้นก็ไม่มีใครออกมาพูดเลยสักคน อาจเป็นเพราะตระกูลถังเป็นตระกูลใหญ่ ทั้งท่านปู่ถังและคุณชายรองตระกูลถังต่างก็ไม่ได้อยู่บ้านมาหลายปี ถังหย่งหมิงก็อยู่ไม่ติดบ้าน ถังหย่งฟู่ก็ออกไปทำไร่ทำสวน แต่ถึงจะอยู่บ้านคนที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้มีความรู้ เป็นคนที่สูงส่งอย่างนั้นก็คงไม่ออกมาทะเลาะกับคนในหมู่บ้านหรอก 


ส่วนรุ่นเล็กมาหน่อยอย่างถังฉือจินก็ไปศึกษาที่สำนักศึกษา ถังฉือหยินนั้นไม่ยอมเรียนหนังสือ เพราะถูกเหอซื่อเลี้ยงดูจนเสียคน เป็นอันธพาลไร้เหตุผล รังแกคนที่ไม่มีทางสู้ลับหลัง พอถึงเวลาเอาเข้าจริงกลับขลาดเขลา ไม่กล้าโผล่หัวออกมาได้แต่ซุกหลบอยู่ในกระดอง 


ดังนั้นตระกูลถังตอนนี้จึงมีแต่ท่านย่าซุนเท่านั้นที่กล้าออกมาต่อปากต่อคำ เหอซื่อออกมาข่มขู่ บางครั้งหลี่ซื่อก็ออกมาช่วยไกล่เกลี่ยบ้าง 


ช่วงเวลาที่ทุกคนกำลังโต้เถียงกันอยู่นั้นมีใครบางคนหลบอยู่หลังต้นไม้ในที่ไกลๆ และกำลังหรี่ตา แอบมองมาที่ตรงนี้…เป็นหญิงสาวที่อายุยังน้อย แต่กลับสวยงามและโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ ยามที่ร้องไห้ออกมาก็เหมือนหยดน้ำค้างที่หยดลงบนเกสรดอกไม้ แม้นางจะโศกเศร้า แต่กิริยาท่าทางของนางนั้นก็ยังคงสง่างามโดยเฉพาะผิวขาวราวหิมะนั่น เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางหญิงสาวในหมู่บ้านแล้ว ก็ราวกับว่าเป็นนางฟ้าที่ตกลงมาสู่โลกมนุษย์ก็มิปาน


ถังฉือเย่หรี่ตาลงเล็กน้อย เมื่อหยดน้ำตาเริ่มหยุดลงบ้างแล้ว ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันไปมาอยู่นาน จนสุดท้ายแล้วท่านย่าซุนก็ยังไม่ยอมหยุด ยิ่งด่าก็ยิ่งฟังไม่ได้เท่านั้น หญิงสาวจึงทำได้เพียงร้องไห้แล้วเดินกลับเข้าบ้านไปเท่านั้น 


แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านพร้อมกับปิดประตูลั่นดาลลงเรียบร้อย สีหน้าโศกเศร้าของถังฉือเย่ก็หายวับไปในพริบตา วังซื่อที่แอบอยู่ในห้องไม่กล้าโผล่หน้าออกมา แม้ต้องการจะเข้ามาไต่ถามอะไรสักหน่อยยังต้องเก็บเอาไว้เพราะไม่กล้าสบกับสายตาเย็นชาดุจน้ำแข็งของนาง 


หญิงสาวก้มมองลงต่ำ ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน ในหัวคิดอย่างละเอียดรอบคอบ…ยังดีที่วันนี้เสียกระต่ายไปเพียงห้าตัว นับว่าคุ้มค่ากับชื่อเสียงของตระกูลถังที่เน่าเฟะไปเรื่อยๆ หลังจากนี้นางจะได้ไม่ต้องรักษาน้ำใจกันไว้อีกแล้ว ได้แต่รอเวลาที่โอกาสเหมาะสมเพื่อจะได้ตัดความสัมพันธ์ไปเลย หลังจากนั้นนางจะได้เป็นอิสระในที่สุด แต่จะต้องเป็นช่วงเวลาที่นางมีเงินมีทองมากพอแล้วเท่านั้น 


ถังฉือเย่รวบรวมสติแล้วหันมองไปรอบๆห้อง ไม่รู้ว่าเมื่อคืนกับเช้าวันนี้วังซื่อได้กินอะไรแล้วหรือยัง ก่อนจะหันไปเห็นที่มุมโต๊ะทั้งสองฝั่งนั้นยังมีตะเกียบและจานวางอยู่ ซึ่งยังไม่ได้ล้าง 


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ทำไมจู่ๆนางถึงนึกถึงสุภาษิตที่ว่าเอาเค้กมาห้อยไว้ที่คอ แต่สุดท้ายก็ยังอดตาย มันช่างน่าขำเสียจริง หญิงสาวหัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นนางจึงเข้าไปล้างหน้ามัดผมเผ้าอย่างลวกๆ ก่อนจะหยิบกระบุงและเคียวมุ่งหน้าไปที่โรงหมอประจำหมู่บ้าน ซึ่งในขณะนั้นบ้านตระกูลถังที่เคยมีคนมายืนมุงกันเต็มก็ได้แยกย้ายกันไปหมดแล้ว 


ถังหย่งหมิงเปิดประตูเข้าไปได้ยินเสียงท่านย่าซุนและเหอซื่อยังคงก่นด่าอยู่อย่างนั้น หลี่ซื่อที่อยู่ข้างๆก็คอยปลอบใจพวกนาง 


ถังฉือหยินนั่งลงเป็นก้อนอยู่ไม่ไกลนัก เมื่อครู่เขาตกใจมากจนไม่กล้าส่งเสียงออกมา เมื่อเห็นว่าผู้คนได้แยกย้ายกันไปหมดแล้วจึงเริ่มปากดี แถมยังรู้สึกว่าการที่ตัวเองไปขโมยเนื้อมาได้นั้นเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง จึงหันไปพูดกับเหอซื่อด้วยเสียงที่แหบแห้งว่า


“ท่านแม่ รีบเอากระต่ายไปชำแหละและล้างเร็วๆเข้า ข้าอยากกินเนื้อแล้ว”


แววตาของถังหย่งหมิงฉายแววความรู้สึกน่ารังเกียจแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปเรียกมารดาด้วยสุ้มเสียงหนักแน่น 


“ท่านแม่”


“หมิงเอ๋อร์ กลับมาแล้วรึ ทางนั้นว่าอย่างไรบ้าง เรื่องสินสอดตกลงกันได้หรือไม่?”


ถังหย่งหมิงส่ายหน้าไปมาบอกว่า “อีกฝั่งไม่ยอมขอรับ ยังคงเป็นไปตามเดิม”


“นี่มันก็ไม่น้อยแล้วนะ ที่เมืองนี้ใครจะแต่งงานแล้วมีสินสอดเป็นหีบๆหลายใบขนาดนี้ ทั้งเงินทั้งทองนับกันไม่ถ้วนแล้ว” ท่านย่าซุนหงุดหงิดเป็นอย่างมากตวัดเสียงสูง “อย่างไรเสียพวกเราก็เป็นแค่ชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ คิดรวมๆแล้วสองร้อยตำลึงก็ยังไม่พอ แล้วพวกเราจะไปหาอะไรมาแลกเงินหลายตำลึงพวกนั้นล่ะ” 


ถังหย่งหมิงตอบเบาๆ “วันนี้ข้าเจอเย่เอ๋อร์ที่ข้างนอก นางไม่ได้เสียสติแล้วจริงๆ แถมยังดูดีอีก ดูจากภายนอกแล้วถึงจะเด็กไปหน่อย แต่ก็น่าจะมีคนชอบแบบนี้” 


ท่านย่าซุนนึกอะไรได้ขึ้นมาทันที ดวงตาของนางเป็นประกายวูบหนึ่ง “พวกขยะที่ชอบทำให้หนักใจอย่างนั้น เดิมทีก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับบ้านเราอยู่แล้ว เจ้าเด็กคนนั้นยังใจดำ ชั่วร้าย ไม่รู้จักบุญคุณ ข้าเลยทิ้งให้พวกตัวซวยอย่างนั้นลองใช้ชีวิตอดๆอยากๆ เอาอย่างนี้แล้วกัน หลังจากนี้ข้าจะไปป่าวประกาศว่าจะหาคู่ครองให้มัน อย่างน้อยก็น่าจะได้เงินมาสักยี่สิบสามสิบตำลึง” 


“ท่านแม่​” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ “ยี่สิบสามสิบตำลึงจะพอหรือ ข้าได้ยินมาว่ามีพวกขุนนางแก่ๆ หลายคนที่ชอบหญิงสาวอายุน้อยๆ หากถูกใจละก็ เสียเท่าไหร่ก็ได้ไม่เสียดายเงินเลย ขนาดอย่างสุ่ยจือก็ยังขายได้ตั้งห้าสิบตำลึง ข้ามาคิดๆดูแล้วนังเด็กคนนี้สวยว่านางเป็นไหนๆ หากป่าวประกาศออกไปให้ดีคงขายได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยตำลึงเป็นแน่”


“จริงหรือ?”​ ท่านย่าซุนตาโตขึ้นทันทีเมื่อได้ยินจำนวนเงิน 


“จริงขอรับ” 


“ลูกชายข้านี่เก่งจริงๆ” นางพูดอย่างดีใจ “ถ้าเช่นนั้นก็เร่งมือหน่อย รีบจัดการเจ้าเด็กคนนั้นแล้วแลกเอาเงินมาให้ลูกชายข้าได้ไปขอลูกสะใภ้มาแต่งงาน” 


แววตาของถังหย่งหมิงเป็นประกาย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นสนองคำพูดของมารดา “ถ้าอย่างนั้นข้าจะรีบไปสอบถามมาให้นะขอรับ!”



บทที่ 24 บ้านฉีที่ลุกเป็นไฟ


เหอซื่อที่ยืนอยู่ด้านข้างกำลังฟังแม่สามีกับลูกชายสุดที่รักพูดคุยกันก็สรุปเรื่องราวเอาเอง ใบหน้าอวบอิ่มของนางเต็มไปด้วยความสุขและอดไม่ได้ที่จะเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความดีใจแต่กลับแสร้งทำหน้านิ่งๆ ทำเป็นไม่ได้ยิน ส่วนหลี่ซื่อที่นั่งอยู่ด้วยกันนั้นได้แต่หันมองสีหน้าของทุกคนในบ้านรอบหนึ่งด้วยสายตาเล็กแหลมคู่นั้น ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างเงียบๆ สงบปากสงบคำมิได้พูดคำใด 


ช่วงเวลาเดียวกันนั้นหญิงสาวที่กำลังเป็นหัวข้อสนทนาโดยไม่รู้ตัวนั้นก็เดินแกมวิ่งจนมาถึงโรงหมอประจำหมู่บ้าน 


ท่านหมอเฉินและภรรยาต่างได้ยินเรื่องเมื่อกลางวันมาแล้วก็อดไม่ได้ที่จะพูด “ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรมาก ถึงอย่างไรก็เหลือเวลาอีกตั้งสิบวัน”


“ท่านหมอวางใจเถอะ ข้าจะหามาชดใช้ท่านภายในสิบวันนี้”​ นางยิ้มบางๆ มองเห็นท่านหมอชราพยักหน้ารับเล็กน้อย ส่วนภรรยาของเขานั้นหันมาถามด้วยสีหน้ายิ้มๆ


“จะกินอาหารมื้อดึกกับเราที่นี่ไหม?”


“ไม่รู้ว่าท่านทำอาหารอะไรกัน”​ ถังฉือเย่กล่าวพลางหยิบเหรียญทองแดงออกมา คุณนายเฉินภรรยาของท่านหมอชรานั้นรู้ความหมายดีก็มีความสุขขึ้นมาทันที กระตือรือร้นบอกไปว่า 


“วันนี้พวกเราจะผัดไข่ ทำซุปผักชีฝรั่ง ทำซุปเค้ก…” 


ซุปเค้กที่นางเอ่ยถึงความจริงแล้วคือบะหมี่ซึ่งเป็นอาหารที่ย่อยง่าย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับให้เสี่ยวเหยา ดังนั้นหญิงสาวจึงพยักหน้าพลางจ่ายเงินค่าอาหารสำหรับตัวเองและน้องสาว 


เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ เสี่ยวเหยาก็ดูอาการดีมีเรี่ยวแรงขึ้นกว่าเดิมมาก นางจึงคิดจะพากันกลับบ้าน แต่ถูกท่านหมอเฉินยังรั้งไว้เสียก่อน “แม้ว่ากลับไปตอนนี้จะไม่เป็นอะไร แต่ข้ายังไม่อยากรับประกัน หากต้องการให้หายดีจริงๆ ทางที่ดีก็ควรอยู่ที่นี่ต่ออีกสักคืนหนึ่ง”


แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าสาเหตุที่ท่านหมอเฉินพูดเช่นนั้นก็เพราะต้องการเงินบางส่วนจากนางเป็นค่าทำอาหาร แต่ถังฉือเย่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก ถึงอย่างไรยิ่งอยู่นานอาการของเสี่ยวเหยาก็จะยิ่งดีขึ้น อีกอย่างนางก็มีเหตุผลที่จะไม่ต้องกลับบ้าน…ดังนั้นถังฉือเย่จึงตัดสินใจพักที่โรงหมอประจำหมู่บ้านแห่งนี้ต่อไปอีกคืน 


โรงหมอประจำหมู่บ้านของท่านหมอเฉินแห่งนี้แม้จะเป็นโรงหมอเล็กๆ แต่ก็เป็นเพียงแห่งเดียวที่ชาวบ้านในละแวกนี้จะเข้ามารักษาอาการป่วยอยู่เสมอ ภายในห้องถูกแบ่งออกเป็นสองสามเตียงไว้สำหรับผู้ป่วยที่พักค้างคืนโดยเฉพาะ มีบางคนพาครอบครัวมาก็สามารถพักอยู่อีกห้องหนึ่งได้ดูแล้วสะดวกสบายอยู่ไม่น้อย


ถังฉือเย่ตื่นขึ้นมาในเช้าวันที่สอง และยังคงทานอาหารที่บ้านของท่านหมอพลางกำชับให้เสี่ยวเหยารออยู่ที่นี่ก่อนที่นางจะแบกตะกร้าขึ้นหลังแล้วเดินออกมาเพื่อไปขึ้นภูเขาอีกครั้ง 


หญิงสาวก้าวเท้าเดินไปตามทางข้างหน้าด้วยฝีเท้าสม่ำเสมอ พลางมองรอบกายอย่างระมัดระวัง ใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ แม้แต่พงหญ้ายังต้องปีนขึ้นไปดู ซึ่งในระหว่างทางนี้นางก็เก็บผลแอปเปิ้ลป่ามาได้เกือบสิบลูก รวมทั้งได้ผักเบี้ยใหญ่มาบางส่วน ผักเบี้ยใหญ่นี้มีความหนาและฉ่ำน้ำ คนในยุคปัจจุบันมักใช้ทำเป็นสลัดเย็น แต่ในยุคโบราณเช่นนี้มักคิดว่าเป็นผักที่หายากชนิดหนึ่ง บางครั้งแม้แต่ขุนนางในวังยังกินสิ่งนี้เพื่อเป็นการทดสอบอารมณ์ของผู้คน 


ตะกร้าที่สะพายอยู่ด้านหลังถูกบรรจุจนเต็มแล้วแต่ถังฉือเย่ยังไม่เจออะไรดีๆมีค่าสักอย่าง แม้แต่เห็ดเฮยหูจ่าง…เอ๊ะ! หรือว่าหลังจากร่วมมือกับฉีจิงผู้โชคร้าย ดวงของนางก็เลยพลอยโชคร้ายตามไปด้วย


หญิงสาวบ่นอุบในใจขณะก้าวเดินไปข้างหน้า ผู้คนก็ผ่านไปหมดแล้ว ทันใดนั้นนางก็หยุด ก่อนจะถอยหลังกลับมาพลางใช้เคียวเปิดทางพุ่มไม้ นางพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกดีใจขึ้นมา…นี่คือ โชวู! 


ถังฉือเย่คุกเข่าลงกับพื้นโดยไม่ห่วงเนื้อตัวเสื้อผ้าว่าจะต้องเลอะเศษดิน นางค่อยๆก้มลงไปขุดดินทีละนิดทีละหน่อย เพราะเกรงว่าจะไปโดนผิวของมันแตก ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วยามจึงสามารถขุดจนเผยให้เห็นก้านรากสีน้ำตาลที่อยู่ใต้ดิน 


นางรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที ก่อนจะโยนเคียวทิ้ง พลางใช้มือกวาดดินออกทีละน้อยอย่างระมัดระวังสุดความสามารถ จนในที่สุดก็สามารถขุดรากที่ฝังอยู่ใต้ดินนั้นออกมาได้สำเร็จมันเป็นร่างคนสองร่างที่สมบูรณ์และเห็นได้ชัดว่าหนึ่งในนั้นมีขามากกว่าหนึ่ง! 


โชวูเป็นสมุนไพรมีค่าราคาแพงระยับ มีรูปร่างคล้ายคนเหมือนหยินหยางคู่หนึ่ง สามารถหาพบได้ แต่ไม่สามารถเลือกได้ ยิ่งไปกว่านั้นโชวูที่มีรูปร่างเหมือนคนนี้อย่างน้อยสุดก็มีอายุร้อยปี โชวูเช่นนี้หากฉลาดสักหน่อย ขายสักสองสามพันตำลึงยังไม่มีปัญหาอะไรเลย!”


ถังฉือเย่ยิ้มสดใส ราวกับเห็นว่าตอนนี้ร้านขายยากำลังโบกมือเรียกนางอยู่เลยล่ะ ดังนั้นนางจึงรีบหาหญ้ายาวๆมาห่อมันไว้อย่างระมัดระวัง จากนั้นก็เปิดตะกร้า นำโชวูกดลงไป ซ้ำยังนำผลแอปเปิ้ลป่ามากดทับไว้ด้านบน ก่อนจะเดินลงจากเขามาอย่างมีความสุข 


ยังพอมีเวลาเหลือ เพราะเพิ่งจะบ่าย แต่ยังไม่ทันที่จะลงไปถึงเชิงเขา จู่ๆนางก็เห็นหมอกควันหนาทึบพุ่งสูงขึ้นบนฟ้า ถังฉือเย่ตกใจรีบวิ่งตามกลุ่มควันนั้นไปอย่างรวดเร็ว จนมาเห็นบ้านต้นเพลิงที่กำลังถูกเปลวไฟลุกไหม้อย่างหนัก นั่นเป็นบ้านของฉีจิง!


ถังฉือเย่ออกวิ่งเต็มฝีเท้าด้วยความตกใจ จนมาถึงจุดหมายด้วยอาการเหนื่อยหอบ และได้เห็นบ้านทั้งหลังของชายหนุ่มมอดไหม้เกือบหมด เดิมที่แห่งนี้อยู่ด้านข้างของภูเขา และมีระยะห่างไกลจากหมู่บ้าน ในเวลานี้เป็นเวลาที่ผู้ชายส่วนใหญ่ไปทำงานในเรือกสวนไร่นากันหมดเหลือแต่ผู้หญิงและเด็กซึ่งต่างทำได้เพียงยืนดูอยู่ไกลๆ 


“รีบดับไฟเร็ว!” นางรีบกล่าวอย่างร้อนรน ก่อนที่จะได้ยินเสียงใครบางคนบอก


“ไฟไหม้หนักเช่นนี้ จะช่วยได้อย่างไร” 


“มีใครอยู่ไหม มีใครอยู่ข้างในไหม?” ถังฉือเย่ถามพลางหันมองไปรอบๆ 


“เจ้ากำลังกลัวอะไรกัน…พ่อหนุ่มเจ้าของบ้านหลังนี้เขาไม่อยู่หรอก ข้าเห็นออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว”


หญิงสาวถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก และทันใดนั้นนางก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ “แต่เขายังมีน้องชายอีกคนไม่ใช่หรือ เท่าที่รู้มาก็อายุยังน้อย” ว่าแล้วนางก็หันหน้ากลับไปตะโกนเรียกอีกครั้ง


“มีใครอยู่มั้ย…มีใครอยู่หรือเปล่า?”


“น้องชายคนนั้นเขา ได้ข่าวว่าเป็นเพียงคนปัญญาอ่อนคนหนึ่งนี่นา” ความหมายที่พูดนั้นทำให้ถังฉือเย่เข้าใจได้ว่าแค่เด็กโง่ๆ คนหนึ่งจะตายไปก็ไม่เห็นเป็นอะไร พร้อมกันนั้นคนก็รีบเสริม


“เป็นกระท่อมผีสิงในหมู่บ้าน ทำเอาข้าตกอกตกใจมากพอแล้ว รีบไหม้ไปเสียอย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน”


หญิงสาวไม่ฟังเสียงใด เพราะใจยังคงจดจ่ออยู่กับบ้านที่กำลังถูกไฟลุกไหม้อย่างหนัก นางเป็นพี่สาวความเป็นห่วงเมื่อตอนเสี่ยวเหยาไม่สบายเป็นอย่างไร นางเข้าใจดี หากฉีจิงกลับมาแล้วเห็นน้องชายตัวเองติดอยู่ในกองเพลิง เขาคงทำใจไม่ได้แน่ แต่แล้วเสียงของใครคนหนึ่งก็กล่าวขึ้นมาเพื่อให้นางสบายใจ


“สาวน้อยเจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก เมื่อครู่ทุกคนก็ช่วยกันตะโกนเรียกแล้ว แต่ไม่มีใครตอบรับ ข้าคิดว่าน่าจะไม่มีใครอยู่”


“ใช่! หากมีคนอยู่ก็ต้องรีบออกมาแล้ว แม้ว่าจะเป็นเด็กปัญญาอ่อนก็ต้องรู้จักร้องเรียกให้คนช่วย”


ถังฉือเย่พยักหน้าอย่างขอไปที ในขณะนี้กำแพงบ้านพังลงมาแล้วครึ่งหนึ่ง นางมองเขม้นมองฝ่าเปลวเพลิงเข้าไปมองเห็นชัดว่าใต้ต้นไม้ในบ้านนั้นมีเสื้อคลุมสองชุดที่เป็นของเด็ก ในหัวถังฉือเย่คิดว่าต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพราะเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นนางจึงไม่ลังเลอีกต่อไป รีบวางตะกร้าลงก่อนจะตรงไปด้านข้างของร่องน้ำถอดเสื้อตัวนอกออกจุ่มลงไปจนเปียกโชกแล้วค่อยคลุมศีรษะวิ่งฝ่าเปลวเพลิงที่ลามเลียทั่วบริเวณเข้าไปในตัวบ้าน 


เปลวไฟโหมรุนแรง ควันไฟปกคลุมไปทั่ว ไอความร้อนแผดเผาจนหญิงสาวที่แม้จะมีเสื้อคลุมที่ชุ่มน้ำบังหน้าเอาไว้ยังรู้สึกร้อนวูบวาบ รีบเดินอย่างว่องไว 


แล้วตอนนั้นเองที่หางตาเหลือบเห็นเด็กคนหนึ่งยืนอยู่ตรงมุมห้อง เขายืนตัวตรงและไม่ยอมขยับไปไหน ควันไฟที่มีมากเกินไปจนดวงตาของถังฉือเย่เต็มไปด้วยน้ำตา ไม่สามารถลืมตาได้ นางกลัวว่าตัวเองจะตาฝาดไปจึงรีบร้องตะโกนเรียก


“เจ้าเด็กน้อย! เจ้าได้ยินข้าหรือไม่ รีบออกมา ข้าจะพาเจ้าออกไปเอง!”


หลังจากตะโกนไปหลายครั้ง แต่น่าแปลกที่เด็กคนนั้นกลับไปขยับกายเลยสักนิด เขาเอาแต่ยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับเป็นรูปปั้น และหากรอต่อไปเสื้อคลุมของนางจะต้องถูกเผาจนแห้งแน่ ดังนั้นถังฉือเย่จึงกัดฟันพลางพุ่งตัวเข้าไปหาเขาที่เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งซึ่งมีอายุเพียงสี่ถึงห้าขวบ และกำลังหลับตาปี๋พลางขดตัวอยู่ที่มุมห้อง หญิงสาวเข้าไปดึงตัวเขาแต่ก็ดึงไม่ไหว ร่างกายของเด็กคนนั้นแข็งราวกับหิน 


แต่แรงดึงก็ทำให้เด็กคนนั้นส่งเสียงครางต่ำๆในลำคอทันทีราวกับเสียงของสัตว์ที่กำลังจะตาย เมื่อถังฉือเย่มองกลับไปก็สบสายตากับดวงตาแดงก่ำคู่นั้นของเขา


เด็กหนุ่มจ้องมองมาที่นาง น่าแปลกที่ด้วยควันไฟมากมายขนาดนี้ แต่เขากลับไม่กะพริบตาเลยแม้แต่น้อย! แต่ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ทำให้ถังฉือเย่ไม่มีเวลาคิดมาก นางใช้กำลังทั้งหมดที่มีดึงเขาเข้ามาในอ้อมอก พลางใช้ร่างตัวเองป้องกันเขาไว้จากเปลวไฟแล้วรีบวิ่งมาด้านนอก 


เปลวไฟที่ขึ้นไปสูงจนฟางบนหลังคารับไม่ไหวร่วงลงมาทับทางและเริ่มติดไฟ หญิงสาวเจ็บปวดจนร้องออกมา พยายามกระเสือกกระสนดิ้นรนจนออกมาได้ แต่ก็ต้องกลิ้งไปกับพื้นอยู่หลายครั้ง 


ชาวบ้านที่มุงดูโดยรอบแตกฮือเพราะต่างตกใจกันอยู่ไม่น้อยเมื่อเห็นว่ามีเด็กติดในกองเพลิงจริงๆ คนที่ตั้งสติได้เร็วจึงรีบวิ่งหยิบถังไปตักน้ำที่แม่น้ำขึ้นมาแล้วสาดใส่พวกเขาทั้งคู่ ไม่นานไฟก็ดับลง ชาวบ้านต่างช่วยพยุงนางให้ลุกขึ้นเป็นพัลวัน ถังฉือเย่เหนื่อยหอบจนต้องหายใจทางปากก่อนจะหันไปยังเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมอกของนาง 


เด็กคนนี้เกิดมามีหน้าตางดงาม มีดวงตานกเฟิงหวงเหมือนพี่ชายของเขา ดวงตากลมโตและดำสนิทซึ่งกำลังจ้องมองมาที่นางโดยไม่มีความเคลื่อนไหวใด เสื้อผ้าหน้าผมของเขาถูกไฟไหม้ไปพอสมควร เผยให้เห็นผิวหนังที่ถูกแผดเผาแต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด


ถังฉือเย่เขย่าเบาๆพลางถาม “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”


เด็กน้อยไม่ตอบ แต่มีใครบางคนกล่าวขึ้นมา “เด็กคนนี้เป็นคนปัญญาอ่อนไม่ใช่หรือ?” 


“เห็นทีจะเป็นความจริง”


แล้วตอนที่ทุกคนกำลังพูดคุยถกเถียงกันอยู่นั้นก็มีเสียงของใครคนหนึ่งในที่นั้นตะโกนก้องด้วยความตกใจ “รีบดูที่มือของเด็กนั่นเร็ว!” 


ถังฉือเย่รีบดึงมือเขาเข้าไปดูก็พบว่ามือเล็กคู่นั้นซึ่งถูกเผาไหม้จนหนังถลอกเนื้อแตกออกมากำลังถือบางอย่างอยู่ ไม่มีเวลาคิดอะไรมาก นางรีบวิ่งไปที่โรงหมอสกุลเฉินซึ่งเป็นโรงหมอแห่งเดียวของหมู่บ้าน ตามมาด้วยหญิงสาวผู้หวังดีอีกไม่น้อยที่วิ่งตามหลังมา


เมื่อท่านหมอชราได้ตรวจดูอาการแล้ว เขาก็ถอนหายใจแผ่วเบาบอกว่า “เกรงว่าจะช่วยไม่ได้!” 


ได้ฟังถังฉือเย่ถึงกับผงะไป!



จบตอน

Comments