superstar ep231-240 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps บทที่ 231: ช่างเย็บปักอันดับหนึ่งแห่งฉินโจวในช่วงบ่ายของวันหนึ่ง ช่างเย็บปักของตระกูลเมิ่งก็ได้เดินทางมาถึงแล้ว ถึงแม้ว่าเมิ่งอี่ฉิวจะหน้าทนขอพักอยู่ที่นี่ แต่เขาก็ไม่ได้ใช้พื้นที่ของนางในการต้อนรับคนเหล่านี้ในตอนนี้เองที่อิทธิพลของตระกูลเมิ่งได้ปรากฏให้เห็นแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นการจัดหาคนเหล่านี้มาจากพื้นที่ใกล้ๆ แต่ภายในหนึ่งวันหนึ่งคืนเท่านั้น กลับมีช่างเย็บปักที่มีฝีมือและมีชื่อเสียงมาที่นี่เป็นจำนวนมาก หนึ่งในนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่ง ที่แม้แต่เมิ่งอี่ฉิวก็เคยได้ยินชื่อเสียงของนางอยู่บ่อยครั้ง…ช่างเย็บปักคนนี้สกุลหง มีนามว่า ‘หงซือจู๋’กล่าวกันว่าในแผ่นดินต้าเยี่ยนนั้นได้มีช่างเย็บปักที่มีฝีมือเป็นเลิศนับสิบคนและน้องสาวของยายของหงซือจู๋ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นนางจึงได้รับสืบทอดฝีมือในการเย็บปักอย่างแท้จริงมาจากตระกูลหง ดังนั้นการที่นางปักดอกโบตั๋นออกมาหนึ่งดอกก็มีมูลค่าหลายหมื่นตำลึง นี่จึงทำให้นางได้รับการขนานนามว่า “ช่างปักอันดับหนึ่งแห่งฉินโจว”ถึงแม้จะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ตอนนี้หงซือจู๋ก็เป็นเพียงเด็กกำพร้าเท่านั้น หลังจากที่ครอบครัวตกต่ำก็ถูกตระกูลเมิ่งดึงตัวมา ตอนนี้นางมีอายุได้ยี่สิบปีแล้ว ช่างปักที่มาที่นี่มีทั้งหมดเจ็ดคน โดยคนที่อายุมากที่สุดคือสี่สิบปี และคนที่อายุน้อยที่สุดก็คือหงซือจู๋ที่อายุยี่สิบปี ช่างเย็บปักเหล่านี้ส่วนมากแต่งงานมีครอบครัวกันแล้วทั้งนั้น แต่เมื่อได้เผชิญหน้ากับความหล่อเหลาของคุณชายรองตระกูลเมิ่งเช่นนี้แล้ว พวกนางก็ยังคงอดที่จะหน้าแดงและใจเต้นรัวไม่ได้ สายตาของเมิ่งอี่ฉิวส่องไปที่ใคร คนนั้นก็ต้องหลบหน้าทันที เมื่อเห็นว่าหญิงสาวเหล่านี้หน้าแดงไปตามๆกัน ภายในใจของชายหนุ่มก็เหมือนกับได้รับการปลอบประโลม นี่สิถึงจะเป็นปฏิกิริยาที่หญิงสาวปกติที่เมื่อพบเจอเขาแล้วต้องแสดงออก ไม่ใช่อย่างที่ถังฉือเย่กระทำ!หลังจากนั้นคุณชายรองรูปงามก็ได้บอกรายละเอียดให้พวกนางฟังอย่างง่ายๆ จากนั้นก็นำเสื้อคลุมแบบสั้นที่เขาเคยลองสวมใส่ กับแบบร่างที่ถังฉือเย่ได้ร่างเอาไว้ให้พวกนางดู เมื่อได้เห็นแบบร่างแล้ว บรรดาช่างปักเหล่านั้นต่างก็เก็บสายตาที่เคอะเขินนั้นกลับมาก้มมองดูเสื้อคลุมแบบสั้นอย่างตั้งใจ พลางปรึกษาและถกเถียงกันอย่างเอาจริงเอาจัง ผ่านไปครู่หนี่ง หงซือจู๋ก็เริ่มพูดเป็นคนแรก “เสื้อขนสัตว์นี้ เนื้อผ้าทั้งหนาและหยาบ จะมาพูดอะไรถึงการปักลาย เมื่อปักออกมาแล้วรอยเย็บจะไม่ใหญ่จนน่าเกลียดหรอกรึ?”เมิ่งอี่ฉิวขมวดคิ้วเล็กน้อย หงซือจู๋เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง นางรู้สึกเขินเป็นที่สุดจึงหลบสายตาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ “สรุปแล้ว ข้าคิดว่าแบบที่ร่างออกมานี้คงจะทำไม่ได้ ถึงแม้ว่าข้าจะเรียนรู้การปักมาหลายสิบปี แต่ก็คงไม่สามารถปักสิ่งนี้ได้แน่ๆ หากถูกนำออกไปแล้วจะไม่ถูกผู้คนหัวเราะเยาะเอาได้กระนั้นหรือ?”ช่างปักอาวุโสที่อยู่ข้างพูดขึ้นเบาๆ “มันไม่ต้องใช้ด้ายปักในการปักเสียหน่อย แต่ใช้ด้ายชนิดนี้ที่มีสีไม่ซ้ำกันมาปัก ข้าคิดว่ามันน่าจะทำได้”ช่างอีกคนก็พูดว่า “หากปักออกมาแล้วจะต้องหยาบมากๆแน่เลย”“หากมองไกลๆก็พอได้ แต่หากมองใกล้ๆแล้ว ข้าเกรงว่าจะดูไม่ได้น่ะสิ”ช่างปักอาวุโสผู้นั้นสูดลมหายใจเล็กน้อย ก่อนจะพูดขึ้นอย่างใจเย็น “ก็เป็นด้ายที่ขนาดความหนาบางแบบทั่วไป เหตุใดจะดูไม่ได้ล่ะ ข้าคิดว่าสามารถลองปักดูได้”“มันอาจจะไม่เหมือนกับสิ่งที่พวกเราเคยปักกันมาก่อน แต่ข้าคิดว่าเมื่อปักออกมาแล้วมันคงจะไม่น่าเกลียดนักหรอก”หงซือจู๋อดไม่ได้ก่อนจะพูดแทรกขึ้นอย่างหงุดหงิด “เจ้าเข้าใจในงานปักหรือไม่ บนเนื้อผ้าแบบนี้ควรปักอย่างไร วิธีการคือ แบบเสมอกัน แบบมันวาว แบบเรียบตรง แบบบาง หรือแบบหนา…ผ้าแบบนี้สามารถทำแบบไหนได้บ้าง?”ในคราวแรกหลายคนเลือกที่จะเงียบเสียง ไม่โต้เถียงหรือพูดอะไรมากนัก แต่ในเมื่อพวกเขาเองก็ทำอาชีพช่างปักมาทั้งชีวิต พวกเขาจึงเริ่มค่อยๆปล่อยวาง และเมื่อได้เริ่มพูดจาปรึกษากันแล้ว ท้ายที่สุดจึงกลายเป็นการถกเถียงกันอย่างดุเดือด ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ คนส่วนมากก็เห็นด้วยกับหงซือจู๋ พวกเขาคิดว่าผ้าแบบนี้ไม่สามารถปักได้ มีเพียงแค่สามคนเท่านั้น รวมถึงช่างปักอาวุโสที่คิดว่าควรลองหาด้ายมาปักดูก่อน!คิ้วหนาๆของเมิ่งอี่ฉิวขมวดเข้าหากันจนเป็นปม ในขณะที่นั่งฟังอยู่ตลอด เขาทำการค้าขายเรื่องผ้ามาเป็นเวลานาน ดังนั้นจึงเข้าใจเรื่องพวกนี้อยู่บ้าง แต่อย่างไรเสียเสื้อขนสัตว์ของถังฉือเย่ก็เป็นของแปลกใหม่จะทำออกมาเป็นแบบไหน เขาเองก็ไม่มั่นใจนักในเมื่อช่างปักหลินบอกว่าจะลองดู ชายหนุ่มจึงคิดที่จะให้คนเตรียมรถไปที่โรงทอเย่ฟาง ในขณะที่ทุกคนเตรียมตัวพร้อมกันแล้ว แต่อยู่ๆเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้า ถังฉือเย่กำลังรีบร้อนหาคนมาช่วยทำซุปก้อนอยู่... เขาจึงรู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมาในทันที จากนั้นก็เปลี่ยนคำพูดว่า “อาฉี เจ้าไปหาแม่นางถัง แล้วขอด้ายขนสัตว์สีต่างๆมาจำนวนหนึ่ง บอกนางว่าช่างเย็บปักของข้าต้องการที่จะลองปักดู”อาฉีตอบรับก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไปในทันที ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานนัก เขาก็กลับมาพร้อมกับด้ายและอุปกรณ์ในการเย็บปักห่อใหญ่ เห็นได้ชัดว่าถังฉือเย่ได้เตรียมของเหล่านี้ล่วงหน้าไว้นานแล้ว เมื่อได้อุปกรณ์ครบ พวกนางก็ลงมือทำกันในทันที เมิ่งอี่ฉิวมองดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเดินออกมา และถามอาฉีว่า “แม่นางถังกำลังทำอะไรอยู่?”อาฉีเป็นคนซื่อๆ จึงตอบตามความจริงไปว่า “ข้าเห็นนางกับคนจำนวนหนึ่งกำลังทำอาหารอะไรสักอย่าง ท่าทางยุ่งเป็นอย่างมาก ตอนที่ข้าบอกเรื่องนี้ นางก็บอกให้ข้าไปหาท่านเซี่ย”“นางไม่ได้ถามถึงข้าเลยหรือ?”อาฉีส่ายหน้าไปมา “ไม่ขอรับ”เมิ่งอี่ฉิวกระแอมเบาๆ และในขณะที่อาฉีกำลังจะขอตัวออกไปนั้น จู่ๆก็ได้ยินเมิ่งอี่ฉิวพูดขึ้นว่า “ที่นี่มีร้านขนมเต๋อจี้อะไรนั่นไม่ใช่เหรอ เจ้าจงไปเลือกขนมที่น่ากินมา ซื้อมาให้เยอะหน่อย” อาฉีรีบตอบรับในทันที แล้วหลังจากนั้นไม่นานนักในระหว่างที่ถังฉือเย่กำลังยุ่งอยู่นั้น นางก็เห็นเมิ่งอี่ฉิวกำลังเดินถือกล่องขนมเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม หญิงสาวรินน้ำชาให้ตัวเองหนึ่งถ้วย พลางรินให้เขาอีกหนึ่งถ้วย เมิ่งอี่ฉิวยิ้มเล็กน้อยตรงมุมปากก่อนจะเอ่ยว่า “เจ้าเหนื่อยใช่หรือไม่? ข้าซื้อขนมมาพอดี เจ้ากินรองท้องไปก่อนนะ”ถังฉือเย่ลังเลอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่าขนมนั้นทำออกมาได้อย่างประณีต ประกอบกับเพิ่งทำงานเสร็จจึงรู้สึกหมดแรง นึกอยากกินของหวานอยู่พอดี ฉะนั้นจึงกล่าวขอบคุณเบาๆ แล้วหยิบมาหนึ่งชิ้นเมิ่งอี่ฉิวถือถ้วยชาไว้ในมือ ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงประตูพลางจ้องมองหญิงสาวนิ่ง “นี่เจ้าทำอะไรอยู่เหรอ?”“ข้ากำลังทำซุปก้อนที่สามารถพกพาได้สะดวกน่ะ เมื่อจะใช้ทำอาหารก็แค่ใส่ลงไปในน้ำร้อน แค่นี้ในน้ำก็จะมีทั้งเครื่องปรุงต่างๆอยู่ข้างในแล้ว...” เมิ่งอี่ฉิวพยักหน้า อมยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “ของชิ้นนี้ไม่เหมือนใครจริงๆด้วย หากเป็นเส้นทางที่ลำบากและยาวไกลแบบนั้น แล้วยังไม่มีโรงเตี๊ยมอีก หากมีของสิ่งนี้ก็จะได้ดื่มอะไรร้อนๆ ก็คงจะดีกว่ากินธัญพืชที่แข็งๆพวกนั้นเป็นไหนๆ”ถังฉือเย่แสดงท่าทีที่เป็นมิตร นางยิ้มพลางถามว่า “ช่างเย็บปักของตระกูลท่านมาถึงแล้วอย่างนั้นเหรอ?”“มาถึงแล้ว ข้าเลยให้พวกเขาลองทำกันอยู่ แล้วให้มาที่นี่วันพรุ่งนี้ จากนั้นพวกเราค่อยปรึกษากันอีกทีดีหรือไม่?”ถังฉือเย่พยักหน้า พลันนั้นก็ได้ยินเสียงของเซี่ยอวี๋ฮุนดังขึ้นพอดี เขากำลังพูดอะไรสักอย่างจากด้านนอก หญิงสาวจึงเดินออกไป แล้วพูดขึ้นว่า “ท่านเซี่ย!”เมื่ออีกฝ่ายขานรับ ถังฉือเย่จึงพูดต่อว่า “หากท่านยุ่งเสร็จแล้วก็มาช่วยข้าเขียนอะไรหน่อยสิ!” “เจ้านาย วันนี้ร้านเหล้าเปิดทำการ ตอนนี้ข้ายังไม่ว่าง ตอนกลางคืนข้าค่อยช่วยท่านเขียนแล้วกัน ได้หรือไม่?”“เอาอย่างนั้นก็ได้!”หลังจากนั้นเซี่ยอวี๋ฮุนก็รีบเดินจากไป เมื่อถังฉือเย่กลับเข้ามานั่งอีกครั้ง เมิ่งอี่ฉิวที่กำลังโบกพัดไปมาก็เอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ทราบว่าเจ้าอยากเขียนอะไรเหรอ หากมันไม่ได้สำคัญอะไรมาก ข้าช่วยเจ้าเขียนก็ได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ”ถังฉือเย่ลังเลอยู่เล็กน้อย ความจริงหากเป็นเซิ่งฉี นางคงจะเรียกให้มาช่วยเขียนตั้งนานแล้ว แต่นี่เป็นเมิ่งอี่ฉิว หญิงสาวจึงยังไม่แน่ใจเท่าใดนัก อีกอย่างตอนนี้การทำการค้าก็ยังไม่ลงตัว แค่กินขนมของเขาชิ้นเดียวก็คงไม่เป็นไร แต่จะให้มาเขียนอะไรอีก หากภายภาคหน้าเจรจากันไม่สำเร็จจะทำอย่างไร คิดได้ดังนี้ ถังฉือเย่จึงเลือกที่จะปฏิเสธ “ขอบใจท่านมาก แต่ข้าไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่”เมิ่งอี่ฉิวเองก็ไม่ได้คะยั้นคะยออะไร เริ่มพูดคุยกับนางในเรื่องทั่วไป ตอนที่เขาคิดจะทำตัวสบายๆ ไม่วางมาดอย่างเดิม เพียงแต่ละคำที่พูดออกมานั้นช่างอ่อนหวานและสง่างามเป็นอย่างมาก แม้ตอนนี้ถังฉือเย่จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยอยู่ไม่น้อย แม้กระทั่งนิ้วก็ยังไม่อยากที่จะกระดิก แต่กระนั้นนางก็อดที่จะพูดคุยกับเขาไม่ได้! บทที่ 232: ทำลายบรรยากาศ!ผ่านไปไม่นานนักเมื่อชิงเว่ยเหลี่ยวเดินทางมาถึง ถังฉือเย่จึงบอกวิธีการทำให้เขาฟังอย่างละเอียด จากนั้นก็ให้เขาไปเขียน เมิ่งอี่ฉิวยิ้มบางๆพลางพูดขึ้นว่า “เมื่อครู่อาเย่ไม่ยอมให้ข้าช่วย ข้ายังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจอยู่เล็กน้อย แต่ตอนนี้อาเย่ได้พูดวิธีทำโดยที่ไม่ปิดบังข้าแม้แต่นิดเดียว จึงทำให้ค่อยรู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย”บ่นออกมาได้ตรงเวลาพอดี พูดหยอกล้อราวกับกำลังทำตัวออดอ้อนอยู่ นี่เขากำลังเหยียบเส้นแบ่งระหว่างความมีเลศนัยกับความใจกว้างได้อย่างแยบยลคนผู้นี้หยอกล้อเก่งจริงๆหลังจากเขาพูดประโยคนี้ออกมา เขาก็อมยิ้มพลางเปลี่ยนเรื่องคุย “จะว่าไป สภาพอากาศที่ด่านอันหลาน ก็ชื้นเป็นอย่างมาก...”ตลอดช่วงบ่าย เมิ่งอี่ฉิวหมกตัวอยู่ที่บ้านหิน พยายามตามติดถังฉือเย่ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มตลอดเวลา พอนางยุ่งขึ้นมาเขาก็ถอยห่างอย่างรู้ตัว รอจนกระทั่งหญิงสาวเริ่มกลับมาว่างอีกครั้งเขาจึงกลับมาตามติดเช่นเดิม ท่าทางถ่อมตัวและคอยประจบเอาใจของเขานั้น แม้แต่ถังฉือหรงซึ่งเป็นคนสงบเงียบก็ยังต้องแอบชำเลืองมองเขาอยู่บ่อยๆ คุณชายรองตระกูลเมิ่งรอจนกระทั่งถังฉือเย่เข้านอนเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ เขาจึงลากลับไป ในวันถัดมา เมื่อทางฝั่งของถังฉือเย่กินข้าวเช้าเสร็จแล้ว อาฉีก็ได้พาเหล่าช่างเย็บปักมาที่บ้านหิน โดยมีเซี่ยอวี๋ฮุนออกมาต้อนรับแทนหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของบ้านที่กำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมของไปให้ฮั่วฉีจิงที่ด่านอันหลาน จากนั้นเซี่ยอวี๋ฮุนก็ได้เรียกให้เฉียวซางอวี๋เข้ามาหา โดยพวกเขาเลือกใช้ห้องรับแขกใหญ่ที่สำนักศิลปะการต่อสู้ในการต้อนรับช่างเย็บปักเหล่านั้น อันที่จริงๆแล้วทางช่างเย็บปักของตระกูลเมิ่งเองก็ยังไม่ได้อะไรออกมาเลยเพราะช่างเย็บปักเหล่านี้ต่างก็มีฝีมือที่ยอดเยี่ยม มีชื่อเสียงกันทั้งนั้น ดังนั้นจึงไม่มีใครยอมใคร และไม่มีใครลุกขึ้นมาควบคุมสถานการณ์ หนำซ้ำชุดที่จะให้ทดลองก็มีแค่ชุดเดียว ดังนั้นนอกจากหงซือจู๋ที่เอาแต่พูดแต่ไม่ทำอะไรแล้ว คนอื่นๆก็แย่งกันไปมา พลางลองปักกันดู แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้อะไรเลยเฉียวซางอวี๋เองก็เคยเป็นช่างเย็บปักมาก่อน แถมยังเคยลองปักกับถังฉือเย่อยู่หลายครั้ง จนทำให้ก็ได้ศึกษาและทดลองการปักลวดลายบนผ้าขนสัตว์มาโดยตลอด นางจึงนำตัวอย่างออกมาให้ดูสองสามผืน มีแบบที่ปักลวดลายตรงคอเสื้อ หน้าอก และแขนเสื้อ โดยยังมีวิธีการปักดอกไม้ทั้งชิ้นแบบดั้งเดิม แล้วนำไปเย็บติดกับเสื้ออีกด้วย เมื่อเทียบกับเสื้อขนสัตว์ธรรมดาแล้ว แแบนี้ดูสวยงามและประณีตกว่ามาก ด้วยรูปแบบที่โดดเด่นจึงไม่ทำให้ดูหยาบหรือดูไม่เป็นระเบียบเลยแม้แต่น้อยเมื่อเมิ่งอี่ฉิวได้ดู เขาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ตอนที่ยังไม่ได้เห็นผลงาที่ทำเสร็จแล้ว เขาก็จินตนาการไม่ออกเลยแม้แต่นิด แต่เมื่อได้เห็นผลงานที่ปักเสร็จแล้ว ดวงตาของเขาก็ส่องประกายในทันที เขาเป็นพ่อค้า เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาสนใจมีเพียงอย่างเดียวคือ ‘จะขายอย่างไร’ มากกว่า ‘จะปักอย่างไร’ ทำให้เพียงเห็นเสื้อขนสัตว์เหล่านี้ ชายหนุ่มก็มั่นใจว่าจะต้องมีคนซื้ออย่างแน่นอน! ช่างปักสกุลหลินพยักหน้า ก่อนจะรีบรับผ้ามาดูอย่างละเอียด แล้วหันไปพูดกับคนที่อยู่ข้างๆว่า “แบบนี้ยังไงล่ะ เมื่อวานข้าก็บอกแล้วว่าให้ปักออกมาก่อนแล้วค่อยนำไปเย็บติดกับเสื้อ การเย็บด้วยวิธีนี้ก็จะดูไม่ออกว่าเป็นการนำผ้าที่ปักแล้วมากรุทับ เพียงดูแค่แวบแรกก็เห็นแล้วว่ามีศิลปะในการเย็บปักมากแค่ไหน” “ใช่แล้ว!” เฉียวซางอวี๋ยิ้ม “เพียงแต่ผ้าแบบนี้มีอยู่หลายลายที่ไม่สามารถปักได้ และยังต้องคิดให้ดีก่อนว่าลายปักแบบไหนที่จะดูดี เหมาะกับรูปทรงของเสื้อ ข้ากับอาจารย์เลือกเอาไว้เยอะมาก สุดท้ายถึงจะได้ลายที่เหมาะสมออกมาเพียงไม่กี่ลาย”“ตรงส่วนดอกต้องปักให้เต็ม ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยก็อย่าปักให้เล็กเกินไป…” ช่างปักสกุลหลินบอก แล้วหลังจากนั้นพวกเขารวมทั้งช่างปักคนอื่นจึงหันมาให้ความสนใจเสื้อขนสัตว์เหล่านั้นพร้อมกับถกเถียงกันเบาๆ หงซือจู๋มองดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “ของแบบนี้ ความจริงแล้วอย่าใช้คำว่าลายปักเลย ข้าเกรงว่าแม้กระทั่งหญิงสาวที่หยาบกระด้างไม่เคยเรียนการเย็บปักมาก่อนก็ยังทำได้ หากจะมาขายในร้านปักของเรา ก็คงต้องถูกหัวเราะเยาะเป็นแน่”เฉียวซางอวี๋เม้มริมฝีปากเล็กน้อย พลางก้มไปหยิบผืนที่ใช้การเย็บทับลงไปยื่นให้อีกฝ่าย “หากแม่นางคิดว่ามันไม่เหมาะ ถ้าอย่างนั้นปักแบบนี้ก็ได้”หงซือจู๋เหลือบมองนางด้วยสายตาที่ดูถูก แม้กระทั่งจะรับมาก็ไม่ยอมรับ “การปักดอกไม้แบบนี้มีวิธีการปักเพียงสองแบบเท่านั้น จริงๆแล้วมันไม่ละเอียดเลยสักนิด อีกอย่างการปักดอกไม้แบบนี้ต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ ต้องมีความเป็นระเบียบ ฝีเข็มต้องเท่ากัน แต่ลายนี่ดูปนกันเป็นแผ่นเดียวไปหมด ยังเรียกว่าลายปักดอกไม้ได้อีกอย่างนั้นเหรอ?”พูดเสร็จหงซือจู๋ก็เหลือบมองเฉียวซางอวี๋แวบหนึ่งถามเสียงดูแคลน “ใครเป็นคนปักลายพวกนี้กัน?” “ข้าเป็นคนปักเอง”“ฮึ ว่าแล้วเชียว” หงซือจู๋พูดเยาะเย้ยพลางเหล่ตามองเฉียวซางอวี๋แวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มมุมปาก แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกเฉียวซางอวี๋ขมวดคิ้ว บอกตัวเองไม่ให้สนใจนาง ขณะหันไปสนทนากับช่างปักคนอื่นต่อ ช่างเย็บหลินที่ดูแล้วอายุน่าจะสักสามสิบกว่าๆ เมื่อมองดูแล้วเห็นท่าจะไม่ดีกับบรรยากาศที่เริ่มเสียไป นางจึงหรี่ตาลงเล็กน้อยกล่าวอย่างรอมชอม“การปักแบบนี้ เมื่อมองจากที่ไกลๆแล้ว ก็ดูโดดเด่นเป็นอย่างมาก เพียงแค่ปักลายดอกไม้ตรงหน้าอก เมื่อมองจากที่ไกลๆแล้ว ก็ดูราวกับว่าดอกไม้นั้นลอยตัวอยู่บนเสื้อ ดูโดดเด่นและน่าดึงดูดเป็นอย่างมากทีเดียว!” “ข้าคิดว่าปักให้ติดชายเสื้อ จะดูสวยกว่า…” ช่างปักอีกคนเสริม ก่อนที่อีกคนจะแนะนำด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่ข้ากลับคิดว่าปักตรงแขนเสื้ออย่างเดียวนี่แหละ สวยที่สุดแล้ว”ดูเหมือนว่าจะทุกคนจะเริ่มคล้อยตาม จนหงซือจู๋ที่กำลังฟังอยู่รู้สึกหงุดหงิด นางสูดหายใจเฮือกใหญ่ พลางส่ายหน้าไปมา “ไม่ว่าจะพูดอย่างไรพวกท่านก็เรียนรู้การเย็บปักมาหลายสิบปี แต่พวกท่านกลับสู้ข้าที่เรียนมาเพียงสิบปีนิดๆไม่ได้อย่างนั้นเหรอ? หญิงสาวจากชนบทที่ไม่รู้เรื่องงานปัก นำของแบบนี้ออกมาข่มก็ถือว่าช่างเถอะ แต่เหตุใดพวกท่านที่เป็นถึงช่างปักอาวุโสถึงได้ยกยอผลงานเน่าๆของนางด้วย สินค้าที่ตระกูลเมิ่งของพวกเราขาย ล้วนขายให้กับคนสูงศักดิ์ ผ้าทุกชิ้นล้วนแล้วก็มาจากช่างปักฝีมือดีทั้งสิ้น ส่วนของแบบนี้นั้น…” นางจิ๊ปาก “ใครจะมาซื้อ? ขายขี้หน้าเป็นที่สุด!” “หากเจ้าไม่ชอบก็อย่ามาขัดขวางการปรึกษาของพวกเราสิ!” เฉียวซางอวี๋เริ่มโมโห น้ำเสียงจึงแสดงถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจนหงซือจู๋พูดขึ้นว่า “ข้าแค่เพียงบอกพวกเขาเท่านั้นว่าแบบนี้มันไม่ได้” “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็พูดมาสิว่าแบบไหนถึงจะได้?”“ทั้งหมดที่เจ้าทำนั้นมันไม่ได้ อย่างอื่นไม่จำเป็นต้องบอก เจ้าแค่บอกข้ามาว่า เสื้อตัวนี้…” หงซือจู๋พูดอย่างเย่อหยิ่งพลางใช้นิ้วเขี่ยไปที่เสื้อตัวนั้น “เจ้าใช้เวลาปักเท่าไหร่?” เฉียวซางอวี๋พยายามพูดอย่างอดทนอดกลั้นว่า “นี่เป็นแค่การลองปัก มันไม่เหมือนกับงานปักที่เคยทำก่อนหน้านี้!” “ไม่ต้องลากไปเรื่องอื่น…เจ้าแค่บอกมาว่าใช้เวลาปักเท่าไหร่ ถึงหนึ่งชั่วยามหรือไม่?” เฉียวซางอวี๋เงียบกริบ ขณะที่หงซือจู๋โยนผ้าลงเบาๆ แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดที่นิ้วมือของตัวเอง “เจ้าคงจะรู้ว่าดอกโบตั๋นหนึ่งดอก ข้าใช้เวลาในการปักนานเท่าไหร่ ข้าใช้เวลาปักสองปีเต็มๆ แต่เจ้า เสื้อหนึ่งตัวเจ้าใช้เวลาปักแค่ครึ่งชั่วยามเท่านั้น หากเจ้าไม่รู้เรื่องการปักก็อย่าได้แตะต้องมัน ไม่อย่างนั้นคนอื่นจะหัวเราะเอาได้!” เซี่ยอวี๋ฮุนและเมิ่งอี่ฉิวซึ่งเดิมทีพวกเขาแค่นั่งจิบชาอยู่ข้างๆ แต่เมื่อเห็นว่าพวกผู้หญิงเหล่านี้เริ่มทะเลาะกันหนักขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเซี่ยอวี๋ฮุนก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะลุกขึ้นแล้วพูดเสียงค่อนข้างดัง“แม่นางผู้นี้ดูท่าทางแล้วจะมีความมั่นใจมาก ฝีมือคงจะเป็นเลิศ เพียงแต่…”ไม่ทันจะพูดจบ หงซือจู๋ก็พูดแทรกในทันที “ข้าไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นช่างปักที่ฝีมือดีเลิศหรอก ข้าแค่พอมีชื่อเสียงอยู่บ้างก็เท่านั้น แต่งานปักชิ้นนี้ ข้าก็ต้องขอวิจารณ์มันเสียหน่อย” เซี่ยอวี๋ฮุนขมวดคิ้ว “แต่ที่ข้าเชิญพวกเจ้ามา ใช่ว่าให้มาวิจารณ์ผลงาน โรงทอเย่ฟางของพวกข้าและตระกูลเมิ่งกำลังเจรจาการค้ากัน แต่เจ้ากลับมาวิพากวิจารณ์สิ่งของของโรงทอเย่ฟางอย่างไร้เหตุผล เป็นเพราะเหตุใดกัน?”“ข้าแค่ไม่อยากให้สิ่งที่ไร้ความประณีตเช่นนี้ ต้องมาแปดเปื้อนสายตาของผู้อื่น แล้วทำให้ตระกูลเมิ่งต้องเสียชื่อก็เท่านั้น!”เซี่ยอวี๋ฮุนสีหน้าเคร่งขรึม เขากำลังจะพูดตอบโต้ แต่แล้วตอนนั้นเองก็ได้ยินเสียงตบมือดังขึ้นสองครั้ง เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นถังฉือเย่กำลังเดินเข้ามาอย่างช้าๆ พร้อมกับพูดเสียงเสียงฉะฉานพร้อมกับเสียดสีอยู่ในที“เยี่ยม! เยี่ยมไปเลย! ช่างดุเดือดเสียจริง...!” หญิงสาวเดินมาที่ด้านหน้าโต๊ะ ก่อนจะหันไปมองเมิ่งอี่ฉิวแวบหนึ่ง พลางว่า “ดังนั้น พวกท่านมาที่นี่เพื่อโวยวายอย่างนั้นเหรอ?”ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้เมิ่งอี่ฉิวรู้สึกใจไม่ดี เขารีบลุกขึ้นมา ส่วนเฉียวซางอวี๋และเซี่ยอวี๋ฮุนรู้ดีว่าตอนนี้ผู้เป็นทั้งเจ้านายและอาจารย์ของตนนั้นกำลังโกรธจัด ทั้งสองจึงไม่กล้าพูดอะไร นอกจากลุกขึ้น แล้วมายืนที่ด้านหลังของนางถังฉือเย่นั่งลง แล้วค่อยพูดอย่างเย็นชา “การที่ไปขอให้ตระกูลเมิ่งของพวกท่านมาร่วมมือกับโรงทอเย่ฟาง สุดท้ายแล้วพวกท่านก็รังเกียจว่าของของพวกข้าจะไปทำให้ชื่อเสียงของพวกท่านต้องแปดเปื้อน ถ้าอย่างนั้นพวกท่านก็พูดมาตั้งแต่แรกสิ ข้าไม่ได้ขาดคนที่จะมาร่วมมืออย่างตระกูลเมิ่งเสียหน่อย เจราจาไม่สำเร็จ ก็ไปซะ จะพูดอะไรให้มากมายทำไม พวกท่านไม่รำคาญบ้างหรือ!?”นางไม่ได้จะขู่เขา แต่นางไม่อยากจะร่วมมือกับตระกูลเมิ่งแล้ว น่ารำคาญ! บทที่ 233: บุคลิกของช่างฝีมือเมิ่งอี่ฉิวตกใจ เขารีบกล่าวด้วยรอยยิ้มทั้งที่ในใจเริ่มรู้สึกหวาดหวั่น “อาเย่เข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้มีเจตนาเช่นนี้ ก็แค่เรียกช่างปักมาเจรจาปรึกษากันก็เท่านั้น”“ปรึกษา?” ถังฉือเย่ยิ้มเยาะเย้ย “ข้าไม่เห็นการปรึกษาเลยสักนิด จะมีก็เพียงคำพูดชั่วร้ายที่ทำร้ายจิตใจคนอื่นก็เท่านั้น” หลังจากนั้นนางก็หันหน้าไปมองหงซือจู๋พลางว่า “กลุ่มไม้ผุที่หัวโบราณ เคร่งครัดในกรอบตายตัวโดยไม่คิดว่าเป็นสิ่งที่น่าละอาย แต่กลับรู้สึกดีมีความสุข แถมยังปากไม่ดีชอบวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ และเพิ่งได้สัมผัสมันเป็นครั้งแรก พวกท่านไม่เข้าใจเลยสักนิด ช่างปักของตระกูลเมิ่งอย่างพวกท่าน ช่าง วิ! เศษ! เสียจริงๆ!”เมิ่งอี่ฉิวรีบรินน้ำชาให้นางกับมือตัวเอง “อาเย่ ใจเย็นก่อน พวกเราไม่ได้มาเพื่อรับฟังและรวบรวมความคิดเห็นของทุกคนหรือ!”หงซือจู๋โกรธจนหน้าแดงก่ำไปหมด แต่พอหางตาเหลือบไปเห็นท่าทีอ่อนข้อให้ของเมิ่งอี่ฉิว ในใจก็คิดว่าน่าจะมีบางอย่างผิดปกติ จึงอดทนเอาไว้ไม่พูดอะไรออกมา ผิดกับหญิงสาวอีกคนที่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา หมางเมิน “คุณชายรองเมิ่ง ข้ารู้สึกจริงๆว่าตระกูลของเราทั้งสองควรพอแค่นี้ พูดกันตามตรง ตระกูลเมิ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังข้างนอกนั่น ความจริงแล้วมันค่อนข้างรับมือได้ยาก อีกอย่างพวกท่านก็เป็นพวกที่พอใจและไม่คิดจะปรับปรุงแก้ไขใดๆ ปิดหูปิดตา ไม่มีจิตใจที่จะเปิดรับหรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เลอะเลือนขาดความรู้ แต่กลับยังคิดว่าตัวเองฉลาด” เมิ่งอี่ฉิวยิ้มเจื่อนๆ เด็กสาวผู้นี้ไม่ยอมเสียเปรียบเลยสักนิด หากมีคนมาด่านาง นางจะด่าคืนกลับไปเท่าตัวถังฉือเย่ก็คิดเช่นนั้นจริงๆ นางรู้สึกว่าตั้งแต่ทะลุมิติมาที่นี่ ทักษะฝีปากของนางก็ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดจากนั้นนางก็กล่าวต่ออย่างเยือกเย็น “คุณชายรองเมิ่ง วันนี้ข้าจะสอนท่านประโยคหนึ่ง ‘เรื่องที่เจ้าคิดจะทำ เจ้าจะมีหลายร้อยวิธีให้ทำ แต่หากเป็นเรื่องที่ไม่อยากทำ เจ้าจะมีข้ออ้างนับหมื่น’ ในฐานะที่ท่านเป็นคนทำการค้าคนหนึ่ง ก็ควรจะแสวงหาผลกำไร ท่านมาที่นี่เพื่อความร่วมมือ ท่านและคนของท่านก็ต้องมุ่งมั่นพยายามกับจุดมุ่งหมาย มีปัญหาอะไรก็ต้องช่วยกันแก้ไข แต่ท่านกลับพาคนมากดขี่คนของข้า วิจารณ์ของของข้าเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ ซ้ำยังพูดจาหยาบคายอีกเหรอ?”นางจ้องมองชายหนุ่มรูปงามนิ่ง “ท่านไม่คิดบ้างเหรอว่า วิธีการกับเป้าหมายของท่านมันไปกันคนละทิศคนละทาง ท่านเลี้ยงดูคนของท่านมาเพื่อถ่วงขาตัวเองโดยเฉพาะอย่างนั้นเหรอ?”เมื่อฟังถ้อยคำเผ็ดร้อนของถังฉือเย่แล้ว เมิ่งอี่ฉิวก็แทบจะเอามือก่ายหน้าผาก พลางหันไปพูดกับหงซือจู๋ “ยังไม่รีบขอโทษท่านเซี่ยและแม่นางเฉียวอีก?”หงซือจู๋เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน แต่เมื่อเห็นใบหน้าเย็นชาของเขาแล้ว นางก็ต้องกัดริมฝีปาก แล้วหันไปย่อตัวคำนับพวกเขาทั้งสองด้วยสีหน้าที่น้อยใจ “เป็นเพราะข้าใช้คำพูดไม่เหมาะสม ทั้งสองท่านอย่าได้โกรธไปเลย” นางกล่าวพลางเอาผ้าเช็ดหน้ามาบังหน้าไว้ ทำราวกับว่าเสียใจจนแทบจะยืนไม่ไหวอยู่แล้วทั้งสองคนก้มหน้า ไม่ได้คัดค้านอะไรและก็ไม่ได้ตอบอะไรเช่นกัน ถังฉือเย่กอดอกยิ้มเยาะเย้ย “เจ้ามาแสดงความบริสุทธิ์อะไรกัน เจ้าคิดว่านี่เป็นทะเลาะแย่งความโปรดปรานกันหลังคฤหาสน์เหรอ นี่เรากำลังคุยเรื่องการค้า เห็นอยู่ชัดๆว่าทำผิด แม้ขอโทษก็ยังไม่เต็มใจ เจ้าคิดว่าใครๆก็ต้องตามใจเจ้าใช่ไหม?” หงซือจู๋น้ำตาไหลออกมา “ข้าไม่ดีเอง…ข้าขอโทษท่านทั้งสอง แต่ที่ข้าพูดไปทั้งหมด ก็แค่วิจารณ์งานปัก ไม่ได้คิดจะดูหมิ่นพวกท่านทั้งสองเลย!” “วิจารณ์งานปัก?” ถังฉือเย่พูดกลั้วหัวเราะ“เป็นการวิจารณ์งานปักจริงๆ” หงซือจู๋ยืนยันเสียงสะอึกสะอื้นพลางใช้ผ้าเช็ดน้ำตา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงใสซื่อ “ข้าเคยปักภาพดอกโบตั๋น ใช้เวลาปักไปเกือบสองปี ใช้วิธีการปักไปเกือบร้อยแบบ หลังจากใช้ความพยายามทั้งหมด จึงจะได้รับคำชมว่าเป็น ‘มือหนึ่งของฉินโจว’ งานปักเช่นนี้ คนอื่นๆปักมันขึ้นมาไม่ได้อย่างแน่นอน แต่งานปักที่ทำด้วยผ้าขนสัตว์นี้ มีรอยเย็บที่หยาบ ดอกไม้ก็ไม่เป็นดอกไม้ นกก็ไม่เป็นนก กลายเป็นงานหยาบรากหญ้า ยากที่จะหาความสวยงาม ของเช่นนี้ไม่ควรวิจารณ์งั้นหรือ?” ถังฉือเย่ยิ้มอย่างเย็นชา “ดูท่าเจ้าคงจะภูมิใจกับคำว่า ‘มือหนึ่งของฉินโจว’ มากเลยนะ ใช้เวลาสองปีในการปักผ้าผืนหนึ่ง เจ้ายังคิดว่าเจ้าเก่งมากอีกงั้นหรือ?” นางเหลือบมองเมิ่งอี่ฉิว “ท่านล่ะ…คุณชายรองเมิ่งมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?”เมิ่งอี่ฉิวอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับรู้สึกกลัวเหมือนลูกศิษย์ดื้อคนหนึ่งกำลังเผชิญหน้ากับอาจารย์ผู้เข้มงวดอย่างบอกไม่ถูก ราวกับรู้ว่าคำตอบของเขา จะต้องเป็นสิ่งที่นางไม่ต้องการได้ยินถังฉือเย่เองก็ไม่ได้รอให้เขาตอบ นางหันกลับไปมองหงซือจู๋ พลางพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ข้าว่าเจ้านี่โง่จริงๆ โง่ไม่กลัว กลัวแต่ว่าโง่แล้วยังคิดว่าตัวเองฉลาดอีก ใช้เวลาสองปีเต็มในการปักผ้าออกมาหนึ่งผืน เป็นงานปักที่ ‘คนอื่นไม่สามารถทำได้’ คนที่ได้เพลิดเพลินไปกับคำประจบสอพลอของคนอื่นก็คือเจ้า คนที่เหนื่อยเป็น ‘มือหนึ่ง’ อะไรนั่นก็คือเจ้า ตระกูลเมิ่งยินดีเลี้ยงดูคนโง่อย่างเจ้า เขาไม่ได้ใช้เงินของข้าเลี้ยงดูเจ้าเสียหน่อย มันไม่เกี่ยวอะไรกับข้า แต่เจ้าควรจะเข้าใจอะไรอย่าง เจ้าคือเจ้า ตระกูลเมิ่งคือตระกูลเมิ่ง สาเหตุที่ตระกูลเมิ่งพยายามอย่างถึงที่สุด ก็เพื่อสร้างรายได้จากการขายงานปัก ไม่ใช่เพื่ออวดฝีมือของเจ้า ดังนั้นเจ้าไม่สามารถสร้างมูลค่าที่มากพอให้ตระกูลเมิ่งได้ แต่เจ้ายังขัดขวางการหารายได้ของตระกูลเมิ่งอีก ข้าไม่เข้าใจจริงๆว่าตระกูลเมิ่งจะเลี้ยงดูเจ้าไปทำไม?”ในระหว่างที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับคำพูดของนางอยู่นั้น ถังฉือเย่ก็หัวเราะเบาๆ “ข้าเป็นคนค้าขายคนหนึ่ง สิ่งที่ข้าต้องการคือได้กำไรจากการทำการค้าให้มากที่สุด และมโนธรรมของข้าคือการทําให้คนที่ซื้อไปไม่ได้รู้สึกว่าพวกเขาเสียเปรียบ วิธีการปักที่ข้าเสนอนั้น เป็นไปตามข้อกำหนดนี้พอดี นอกจากเสื้อขนสัตว์แล้ว อย่างอื่นก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งถึงสองชั่วยาม และใช้แรงงานมากสุดหนึ่งถึงสองวันต่อคน แต่กลับสามารถเพิ่มมูลค่าของมันเป็นสองเท่าได้ เหตุผลอะไรที่ทำให้ตระกูลเมิ่งต้องปฎิเสธการค้าที่ทำกำไรได้มหาศาลเช่นนี้ เพราะกลัวเงินจะมากเกินจนรับไม่ไหวเหรอ?”นางเหลือบมองเมิ่งอี่ฉิวแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยสุ้มเสียงเรียบเย็น “เช่นนั้น เข้าใจแล้วหรือไม่ ข้อเสียที่เจ้าพูดมาทั้งหมด มันเป็นข้อดีของข้าพอดี เจ้าใช้เวลาตั้งสองปีปักได้แค่หมื่นตำลึง ก่อนหน้านี้ก็ยังต้องพยายามเรียนอย่างหนักสิบกว่าปี แต่ตอนนี้ข้าใช้เวลาเพียงสองเดือนหรือแม้แต่สองวันก็สามารถหาเงินหลายหมื่นตำลึงได้แล้ว มือใหม่ก็สามารถทำได้ การเปรียบเทียบอย่างนี้ ยังไม่ชัดเจนพออีกหรือ?”เมิ่งอี่ฉิวตะลึงงัน ใช่ว่าเขาจะไม่รู้จักการทำการค้าเสียหน่อย แต่ไม่เคยมีใครพูดสรุปทุกอย่างออกมาได้รัดกุมเช่นนี้มาก่อน ราวกับเขาได้บรรลุพระคัมภีร์ในทันที ถังฉือเย่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “สำหรับเรื่องที่เจ้าพูด จะเป็นทักษะการปักหรือไม่ก็ตาม แต่เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาพูดเช่นนี้ หรือว่าเจ้าเป็นเทพแห่งการปักเหรอ หรือว่างานปักทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับเจ้า สิ่งที่ละเอียดพิถีพิถันเป็นสิ่งสวยงาม เช่นนั้นสิ่งที่ยิ่งใหญ่น่าทึ่งก็หมายความว่าไม่สวยงามแล้วงั้นหรือ การเย็บปักของหูหนานมีทั้งรูปร่างและจิตวิญญาณ การเย็บปักของซูโจวก็ดูละเอียดสง่างาม การเย็บปักของกวางตุ้งก็สมบูรณ์แบบสดใหม่ และการเย็บปักถักร้อยของฉู่ก็เป็นแบบหนาและกลม มีรูปแบบทักษะเป็นพันเป็นหมื่นในใต้หล้านี้ แต่ละแบบล้วนมีความงามเป็นของตัวเอง ถ้าพูดอย่างเจ้าว่า ทั้งหมดก็คงดีไม่เท่าภาพดอกโบตั๋นโง่ๆของเจ้าอย่างนั้นเหรอ” “อีกอย่าง ไม่ถือว่าเป็นการปักจริงๆแล้วอย่างไรกันล่ะ? ‘การปัก’ ก็เป็นเพียงชื่อ ก่อนที่ผ้าจะปรากฎมนุษย์ก็ใช้ใบไม้ปกปิดร่างกาย ก่อนที่เสื้อขนสัตว์จะปรากฎทุกคนยังคิดว่าเสื้อผ้าต้องทำมาจากไหมเท่านั้น แล้วผลเป็นอย่างไรล่ะ? กาลเวลามันเดินไปข้างหน้าเสมอ แม้แต่สิ่งที่เพิ่งปรากฎขึ้นมาใหม่ ก็ไม่มีใครรู้จักมันอย่างชัดเจน แค่เพียงเจ้าทำเสื้อผ้าได้ ก็คู่ควรที่จะเป็นช่างปักชั้นยอดแล้วหรือ? น่าขันยิ่งนัก!”ความจริงแล้วคนในสมัยโบราณมักจะให้ความสำคัญกับบุคลิกอุปนิสัยช่างฝีมือก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญต่อการถ่ายทอดฝีมือ ผู้คนในโลกนี้คุ้นเคยกับการแสวงหางานฝีมือที่ยอดเยี่ยม คนรวยยิ่งชอบคำว่า ‘มีเพียงหนึ่งเดียว’ และในแง่หนึ่งตระกูลเมิ่งก็ต้องการงานปักเช่นนี้เพื่อสร้าง ‘ชื่อเสียง’ความจริงแล้วนี่ไม่ได้เป็นการขัดแย้งอะไรกับการปักผ้าขนสัตว์ของนางเลย เพราะ ‘ชื่อเสียง’ ต่างๆ ก็จำเป็นต้องมี ‘ความจริง’ มาหนุนไว้ ดังนั้นสิ่งที่ทำเงินจะขาดไม่ได้แต่ถังฉือเย่แค่อยากจะด่าหงซือจู๋ ต่อว่านางอย่างดุเดือด เพราะว่าสำหรับคนคนนี้ไม่สามารถพูดถึงเรื่องนิสัยอะไรได้แล้วหงซือจู๋กำลังลุ่มหลงในคำประจบสอพลอโดยสมบูรณ์แบบ และถือว่างานปักของตนเองเป็นมาตรฐานที่สูงส่ง ดูหมิ่นงานผู้อื่นอย่างบ้าคลั่งเพื่อให้งานตนเองดูโดดเด่นขึ้นมา เมื่อมันอยู่ในมือนาง ก็ถือว่าหงซือจู๋โชคร้ายแล้วหลังจากที่ถังฉือเย่ต่อว่าเสร็จ ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมานิดหน่อย จึงเดินไปจิบชา และกำลังจะบอกว่าเชิญกลับได้แล้ว นางไม่ไปส่ง แต่แล้วจู่ๆก็ได้ยินเมิ่งอี่ฉิวกล่าวเสียงดัง “เข้ามานี่!”หลังจากนั้นคนใช้สองคนที่อยู่ด้านนอกก็ตอบรับและรีบเข้ามาทันที! บทที่ 234: เรื่องราวชีวิตเมิ่งอี่ฉิวกล่าวอย่างเย็นชาน้ำเสียงเด็ดขาดอยู่ในที “ช่างปักหงไม่ให้ความเคารพกับเจ้าบ้านถัง ข้าในฐานะตระกูลเมิ่งคงจะใช้งานช่างปักที่สูงส่งเช่นนี้ไม่ได้หรอก พวกเจ้าส่งตัวนางกลับไปซะ แล้วจัดการไล่นางออกไปจากร้านปักตระกูลเมิ่งเดี๋ยวนี้!” หงซือจู๋ตกใจเป็นอย่างมาก ได้แต่พูดด้วยความแค้นเคือง “คุณชายรอง ท่านจะทำแบบนี้กับข้าไม่ได้ ข้าเป็นช่างปักมือหนึ่งของฉินโจวนะ!” “ต่อให้เจ้าเป็นมือหนึ่งของต้าเยี่ยน หากข้าไม่ต้องการเจ้า เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์อยู่ต่อ” เขาเลิกคิ้วขึ้นพลางสะบัดแขนเสื้อ “ยังไม่พาตัวนางออกไปอีก แล้วอย่าปล่อยให้นางมาเอะอะโวยวายกับเจ้าบ้านถังอีกเป็นอันขาด!”เมื่อได้ยินคำสั่งของผู้เป็นนาย คนรับใช้ทั้งสองก็รีบเข้ามาลากตัวหงซือจู๋ออกไป นางทั้งอับอายทั้งโมโห พยายามแกะมือพวกเขาออก ก่อนเอ่ยด้วยความโกรธปนเศร้า “แล้วพวกเจ้าจะต้องเสียใจ เจ้าจะต้องเสียใจที่ขับไล่ข้าวันนี้!” มิ่งอี่ฉิวกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “อ้อ! ข้าจะรอวันนั้น!” หงซือจู๋โกรธจัด ก่อนจะเชิดหน้าที่หยิ่งยโสขึ้นเล็กน้อย และสะบัดหน้าพรืดเดินจากไป พอมาถึงประตูก็ค่อยๆหันกลับมากวาดสายตามองถังฉือเย่ พลางกัดฟันกรอดด้วยความแค้น…ความอับอายในวันนี้ ข้าจะใช้คืนเป็นสองเท่า…ถังฉือเย่ เจ้ารอข้าได้เลย! ถังฉือเย่เลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะวางถ้วยชาลง แล้วกล่าวอย่างจริงจัง “คุณชายรองไม่ต้องทำถึงเช่นนี้ก็ได้ ตระกูลเมิ่งมีการค้าที่ยิ่งใหญ่ ร้านเย่ฟางของข้าเป็นเพียงร้านทอผ้าเล็กๆเท่านั้น คุณชายรองไม่จำเป็นต้องถอยให้ทีละก้าวหรอก สู้มารวมตัวกันเสียดีกว่า” เมิ่งอี่ฉิวยิ้มพลางกล่าว “อาเย่เจ้าอย่าได้ถือสาเลย สิ่งที่ข้าทำทั้งหมด ล้วนเป็นสิ่งที่ข้าคิดว่ามันคุ้มค่าที่จะทำอยู่แล้ว”เมื่อเห็นนางขมวดคิ้ว เมิ่งอี่ฉิวก็อธิบายในทันที “ พรุ่งนี้ข้าจะเลือกช่างปักมาอีกสองสามคน เจ้าและลูกศิษย์ทำความรู้จักกันไปก่อนสักสองวัน และค่อยเลือกคนที่เหมาะสมเอาไว้ใช้งานสองสามคน ส่วนคนที่ไม่เหมาะสม ข้าจะส่งตัวกลับไปทันที” หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ทอดสายตามองนางด้วยความอ่อนโยนและจริงใจ “อาเย่ จะโกรธ จะโมโหอย่างไรก็ได้ เพียงแต่ตระกูลเราทั้งสองพูดคุยกันมาถึงขั้นนี้แล้ว ในเรื่องการค้าก็ไม่ควรจะมีเรื่องไม่คาดฝันอะไรเกิดขึ้นอีก เมื่อครู่อาเย่ก็บอกมาแล้ว ข้าควรจะมุ่งมั่นตั้งใจกับเป้าหมายของตัวเอง มีอุปสรรคอะไรก็รีบแก้ไข ดังนั้นเป้าหมายของข้า ก็คือการร่วมมือกับร้านเย่ฟาง ต่อไปหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก อาเย่ก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากอีกแล้ว ข้าจะจัดการแก้ไขทั้งหมดอย่างเต็มที่เอง เพราะฉะนั้นอาเย่เชื่อใจข้าอีกครั้ง จะได้ไหม?”คนที่เกิดมาหน้าตาหล่อเหลาราวกับเทพบุตรอย่างเขา ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ผลลัพธ์ที่แสดงออกมามันก็ไม่ต่างกันถังฉือเย่กล้าพนันได้เลยว่า ผู้หญิงทุกคนที่อยู่ที่นี่ในตอนนี้ จะต้องอยากเป็นคนที่เขาปฏิบัติเช่นนี้ด้วยอย่างแน่นอน มือเรียวๆของถังฉือเย่เคาะลงบนโต๊ะเบาๆโดยไม่รู้ตัว พร้อมกับครุ่นคิดอยู่ในหัว เมิ่งอี่ฉิวผู้นี้พอมีความสามารถอยู่บ้าง ความสามารถในการหว่านเสน่ห์ได้ตลอดเวลาของเขานี้ หากหว่านมันลงไปในหมู่สตรีแล้ว ก็จะเป็นอาวุธสังหารที่ทำทุกอย่างให้ราบรื่นไปหมด และสิ่งสำคัญที่นางต้องมองเป็นอันดับแรกก็คือตระกูลเมิ่ง นางได้พูดคุยกับเขามาถึงขั้นนี้แล้ว หากฝืนกลับคำอีก ก็กลัวแต่จะเป็นศัตรูต่อกัน ด้วยเหตุนี้ถังฉือเย่จึงพยักหน้าตกลง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วหันไปมองผู้เป็นลูกน้องและลูกศิษย์ของตนว่า“พวกเจ้าสองคน ตามข้ามา!” เซี่ยอวี๋ฮุนและเฉียวซางอวี๋รีบลุกตามออกไป เมิ่งอี่ฉิวมองแผ่นหลังของพวกเขาที่ค่อยๆเดินจากไปจนลับสายตา จากนั้นก็หันกลับไปพลางกวาดสายตามองรอบห้องอีกครั้งด้วยสีหน้าที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ใด จนทำให้ช่างปักเงียบสนิท ก่อนที่จะเป็นตัวเขาเองที่ทำลายความเงียบนี้ด้วยการเอ่ยปากถามว่า “ ยังมีใครที่ไม่เข้าใจ หรือมองสถานการณ์ตอนนี้ไม่ชัดเจนไหม?”เมื่อไม่มีใครกล้าตอบ เขาจึงกล่าวต่อ “เช่นนั้นก็คิดอะไรดีๆออกมาให้ข้า ใครมีความคิดอะไรก็มารับรางวัล ใครคิดอะไรไม่ออกก็จงไสหัวไปซะ ตระกูลเมิ่งไม่เคยขาดแคลนช่างปัก!” แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ช่างปักรอบสองของตระกูลเมิ่งก็มาถึง เฉียวซางอวี๋ได้รับคำสั่งมาว่าให้เลือกได้เลยโดยไม่ต้องเกรงใจ สุดท้ายนางก็เลือกเอาไว้สิบคน ซึ่งช่างปักทั้งสิบคนนี้ ใช้เวลาไม่กี่วันก็สามารถคิดวิธีการปักออกมาได้หลากหลายแบบ หนึ่งในนั้นก็มีแบบที่ดูสะดุดตา รวมถึงความคิดก่อนหน้าของถังฉือเย่ในการประดับประดาด้วยลูกปัด บางคนก็คิดหาวิธีดีๆออก ทุกคนต่างพยายามลองทำดูก่อน จนทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดูสวยงามมากผลลัพธ์เช่นนี้ ช่างเหนือความคาดหมายและน่าประหลาดใจยิ่งนัก จนแม้แต่เมิ่งอี่ฉิวเองก็ยังตกตะลึงอยู่ไม่น้อย เขาคิดว่า ‘เรื่องที่เจ้าคิดจะทำ เจ้าจะมีหลายร้อยวิธีให้ทำ แต่หากเป็นเรื่องที่ไม่อยากทำ เจ้าจะมีข้ออ้างนับหมื่น’ ประโยคนั้นของถังฉือเย่มันถูกต้องมากๆ ต่อไปหากต้องทำอะไรอีกในอนาคต เขาก็เตรียมที่จะทำเช่นนี้!และเมื่อผลลัพธ์เกิดขึ้น ทั้งสองฝ่ายจึงนั่งลงพูดคุยกันเพื่อเตรียมลงนามในสัญญา ซึ่งความหมายของถังฉือเย่คือลงนามแค่เรื่องเสื้อผ้า และเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า ‘เสื้อลายปัก’ ซึ่งแตกต่างจากเสื้อไหมพรมธรรมดาทั่วไป สองอย่างนี้สามารถลงนามให้พวกเขาได้ เพียงแต่อัตราการแบ่งแตกต่างกัน แต่เมิ่งอี่ฉิวกลับต้องการรับของจากโรงงานเย่ฟางทั้งหมดมาทำพร้อมกัน ต่อไปหากเย่ฟางมีสินค้าใหม่ๆออกมา ก็ต้องส่งมาให้พวกเขาทำให้ทันเวลาแน่นอนว่าถังฉือเย่ไม่สามารถรับปากเรื่องนี้ได้ แต่คุณชายรองแห่งตระกูลเมิ่งที่สูงศักดิ์ผู้นี้กลับไปๆมาๆ อยู่ที่นี่เพื่อถกเถียงกับนาง พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบวันแล้ว เขาเองก็ไม่รีบร้อน วันทั้งวันเอาแต่วนเวียนอยู่ข้างๆถังฉือเย่ ทั้งที่นางเองแทบไม่มีเวลามาสนใจ ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องเยอะแยะมากมายที่อยู่ในมือนาง เพราะตอนนี้ถังฉือหรงจะต้องเข้าร่วมการสอบจอหงวนแล้ว ที่ว่าการอำเภอได้ประกาศระยะเวลาในการสอบแล้ว เป็นวันที่สิบสองเดือนสอง ผู้คุมสอบรอบอำเภอก็คือนายอำเภอของเขตนั้นๆ โดยก่อนที่ผู้สอบจะเข้าร่วมการสอบ จะต้องไปลงทะเบียนที่ที่ว่าการอำเภอ และเขียนข้อมูลส่วนตัวก่อนทั้งชื่อสกุล บ้านเกิด ประวัติของสามชั่วอายุคนก่อนหน้า แถมยังต้องหาคนที่สอบเหมือนกันห้าคนเพื่อเขียนใบรับประกันอู่ถง นอกจากนี้ต้องให้ผู้ปกครองมณฑลมาค้ำประกัน เพื่อป้องกันการซ่อนเร้นปิดบังอำพราง ต้องไม่ใช้ชื่อปลอม มีภูมิหลังที่ใสสะอาด ไม่มีลูกหลานค้าประเวณี และไม่ได้ก่ออาชญากรรมใดๆเท่านี้ก็ถือว่าเป็นอันลงทะเบียนเสร็จสิ้นหลังจากที่ถังฉือเย่ขอติดตามถังฉือหรงไปด้วย นางก็ได้ความรู้ใหม่ๆ คิดไม่ถึงเลยว่าการสอบในยุคโบราณจะยุ่งยากเช่นนี้ เพราะวิถีจีนที่ว่า ‘ไหนๆก็มาแล้ว’ ถังฉือเย่จึงได้ส่งเสริมให้ฮั่วฉีหยางลงทะเบียนไปเสียเลย ให้เขาลองลงสนามดู อย่างไรเสียสวี่เวิ่นชู่ก็บอกแล้วว่า ฮั่วฉีหยางมีความรู้ที่มั่นคง และไม่ได้ด้อยไปกว่าถังจวิ้นเชิน อีกอย่างอายุเขาก็ยังน้อย หากสอบผ่านก็เป็นเรื่องที่ดี หากไม่ผ่านก็ถือว่าเป็นการสั่งสมประสบการณ์ยังดีที่ยังมีเจ้าเมืองหลินที่ได้บอกกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการสอบให้ฟังอย่างละเอียดแล้ว…พูดตามจริง เมื่อมีเจ้าเมืองหลินอยู่ การสอบรอบอำเภอในครั้งนี้ก็เป็นเพียงทางผ่าน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังอดที่จะใจเต้นระส่ำไม่ได้!ถังฉือหรงก็เอาแต่ท่องหนังสืออย่างหนักจนลืมกินลืมนอน แม้แต่คนที่ทำตัวเลอะเทอะมาตลอดอย่างถังจวิ้นเชินก็เริ่มจะมาอ่านจริงจัง เมื่อเห็นพวกเขาเป็นเช่นนี้ ถังฉือเย่เองก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมาแล้วเหมือนกัน เมื่ออยู่ในบ้านนางไม่กล้าที่จะพูดเสียงดังเกินไปด้วยซ้ำ หลังจากไปฝึกใช้แส้ที่สำนักศิลปะการต่อสู้เสร็จในช่วงเช้า ถังฉือเย่ก็นึกบางอย่างออก นางเดินไปถามชิงเว่ยเหลี่ยวว่า “ก่อนหน้านี้อาจิงบอกว่าได้ช่วยตรวจสอบภูมิหลังของข้าและท่านพี่? ได้ข้อมูลมารึยัง?”ชิงเว่ยเหลี่ยวกระแอมเบาๆจนถังฉือเย่ขมวดคิ้ว เดิมทีนางลืมเรื่องนี้ไปนานแล้ว แต่เพราะว่าไปที่ว่าการอำเภอและได้กรอกข้อมูลส่วนตัวไปเรียบร้อยแล้ว นางจึงนึกขึ้นมาได้ เมื่อเห็นท่าทางแปลกๆของชิงเว่ยเหลี่ยว นางจึงเอ่ยปากถาม “ไม่มีเหรอ?”“อันที่จริงก็เพิ่งจะสืบบางอย่างมาได้ แต่ยังไม่ทันได้บอกกับนายหญิง ” ชิงเว่ยลังเลเล็กน้อยก่อนจะกลั้นใจตอบอย่างเสียมิได้ ความจริงแล้ว เขาไปสืบที่บ้านที่วังซื่อและถังหยงหลี่ได้อาศัยอยู่ในตอนนั้น จากนั้นก็ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดจึงได้พบกับชายชู้คนหนึ่งของวังซื่อ เขาเป็นเถ้าแก่ร้านขายธัญพืชที่อยู่ไม่ไกล สกุลเว่ย ตามที่เขาบอกเล่า ตอนนั้นทันทีที่วังซื่อมาถึง พวกเขาก็ได้เริ่มคบหากันแล้ว ต่อมาเมื่อถังหยงหลี่ออกไปข้างนอก พวกเขาก็นัดเจอกันแทบจะทุกวัน ต่อมาไม่รู้ว่าวังซื่อไปได้ยินอะไรมาจากใคร บอกว่าถังหยงหลี่อยากมีลูก จึงได้ให้เขาช่วยหาเด็กมาเถ้าแก่เว่ยทำได้เพียงตอบตกลง และไม่ได้ใส่ใจอะไร ใครจะไปรู้ว่าหลังจากเดินผ่านตรอกชิวเย่ ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งโยนตะกร้าลงมาใต้สะพานด้วยท่าทีลนลาน เมื่อเขาเดินเข้าไปดู ก็พบว่าเป็นเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง เขาจึงได้เอาไปมอบให้กับวังซื่อ เด็กคนนั้นน่าจะเป็นถังฉือหรงถังฉือเย่ถาม “ตรอกชิวเย่เหรอ?” บทที่ 235: พรหมลิขิตจากด้ายแดงชิงเว่ยเหลี่ยวพูดขึ้นว่า “ด้านหน้าตรอกนั้นมีซ่องอยู่ ว่ากันว่า เพียงแค่มองจากการแต่งตัวของนางก็รู้ได้ว่านางเป็นสาวรับใช้ในซ่อง คาดว่านางเกิดตั้งท้องขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ เมื่อคลอดออกมาแล้วก็ไม่สามารถเลี้ยงดูได้ ดังนั้นจึงพาไปทิ้ง... ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ปกติแล้วหากเป็นเด็กผู้ชายก็ไม่มีใครเขาทิ้งกันหรอก!”เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ “ข้าได้ส่งคนของเราไปสืบที่ซ่องนั่นแล้ว ในตอนนั้นมีหญิงสาวที่ตั้งท้องจริงๆ นางชื่อว่าหร่วนเฟยเฟย แต่หร่วนเฟยเฟยนั้นก็ได้ตายไปตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนแล้ว”ชายหนุ่มเหลือบมองถังฉือเย่แวบหนึ่งหร่วนเฟยเฟย…ถังฉือเย่ท่องชื่อนี้ซ้ำๆอยู่ในใจ จากนั้นก็พยักหน้า “พูดต่อ”หลังจากนั้นเขาจึงอธิบายให้นางฟังอย่างใจเย็น ว่าเมื่อสืบต่อแล้วจึงทำให้รู้ว่า หลังจากนั้นเพียงสองปี ความสัมพันธ์ของเถ้าแก่เว่ยและวังซื่อก็ค่อยๆจืดจางลงเรื่อยๆ แต่เพราะพักอาศัยอยู่ใกล้กัน ดังนั้นจึงมีไปมาหาสู่กันบ้างในบางครั้ง และตามที่เขาบอก ลูกคนที่สองนั้นก็น่าจะเอามาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า ซึ่งในตอนนั้นมีสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าตระกูลจ้าวที่คอยรับเด็กกำพร้ามาเลี้ยงดู มีคนจนจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารเลี้ยงลูกสาวได้ จึงแอบเอาลูกสาวมาวางไว้ที่ด้านหน้าประตูสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า หากใครจะขอรับเลี้ยงก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพียงแค่ทิ้งชื่อสกุลที่อยู่เอาไว้ พร้อมกับจ่ายเงินเพียงเล็กน้อย แค่นี้ก็สามารถรับไปเลี้ยงได้แล้ว ชิงเว่ยตรวจสอบเจอข้อมูลที่วังซื่อทิ้งเอาไว้ที่นั่นจริงๆ แต่เด็กที่นางรับมาเลี้ยงนั้น เป็นเด็กที่ถูกนำมาทิ้งไว้ที่หน้าประตูในกลางดึก ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าเด็กคนนี้มาจากที่ไหน ไม่ทราบว่าพ่อแม่เป็นใคร ถังฉือเย่พยักหน้า…อีกคนมาจากซ่อง อีกคนมาจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่ไม่ดีทั้งนั้น ซึ่งหากจะให้พูดกันตามตรง ตอนที่เซิ่งฉีกับเมิ่งอี่ฉิวพูดด้วยท่าทางที่จริงจังว่านางเหมือนคนผู้หนึ่งนั้น หญิงสาวก็มีความรู้สึกว่า ‘หรือข้าจะเป็นคนที่พวกเขาพูดถึงจริงๆหรือว่าจะมีพรมลิขิตจากด้ายแดงที่ผูกเอาไว้อย่างนั้นหรือ?’ เพียงแต่ตอนนี้ความหวังเหล่านั้นได้ดับสูญไปหมดแล้ว เมื่อคิดไปคิดมาแล้วก็เอาเถอะ…ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร หรือจะแสร้งทำเป็นไม่รู้ก็ได้ โดยเฉพาะถังฉือหรง จะให้รู้ไม่ได้เด็ดขาดถังฉือเย่จึงกำชับชิงเว่ยเหลี่ยวอีกครั้ง “ต่อไปนี้ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรขึ้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย เจ้าก็ต้องบอกข้าทั้งหมด ข้าเกลียดการที่อ้างว่า ‘เพราะหวังดีต่อข้า’ จึงได้ปิดบังไม่ให้ข้ารู้ คราวหลังห้ามทำแบบนี้อีก” ชิงเว่ยเหลี่ยวตอบรับ “ขอรับ นายหญิง”จากนั้นเมื่อถังฉือเย่กลับมาจากสำนักศิลปะการต่อสู้แล้ว นางก็ได้พบกับเมิ่งอี่ฉิว ช่วงนี้นางคุ้นชินกับการได้พบเมิ่งอี่ฉิวแทบทุกที่ หญิงสาวจึงทักทาย แต่สีหน้าของอีกฝ่ายกลับดูเย็นชาเล็กน้อย เขาเพียงแค่ก้มศีรษะให้ ไม่ได้พูดอะไรก็เดินจากไป ถังฉือเย่ไม่ได้สนใจอะไร เพราะในใจเอาแต่ครุ่นคิดเรื่องชาติกำเนิดที่เพิ่งได้รับรู้ และในตอนค่ำนางก็ได้คุยเรื่องนี้กับท่านยายเย่ หญิงชรากลับพูดขึ้นว่า “สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้านั้นข้ารู้จัก ที่นั่นรับแค่เพียงเด็กกำพร้า ล้วนแล้วแต่เป็นเด็กผู้หญิงทั้งนั้น เมื่อโตแล้วก็จะขายให้เป็นสาวใช้ของพวกคนรวย แบบนั้นก็ถือว่าต้องเป็นทาสไปทั้งชีวิต”ถังฉือเย่รู้สึกตกใจเล็กน้อย “แบบนั้นก็เท่ากับว่าใช้สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามาบังหน้าน่ะสิ!?”“ก็ไม่ใช่แบบนั้นหรอก” ยายเย่พูดพลางถอนหายใจเบาๆ “เพราะถึงอย่างไรมีสถานที่แบบนี้ก็ยังดีกว่าไม่มีนะ ถึงจะมีชีวิตอยู่อย่างยากลำบากแต่ก็ดีกว่าต้องตายไปใช่ไหมล่ะ ข้าได้ยินมาว่าแถวนั้นมีหมู่บ้านชิงเฟิงอยู่ ที่นั่นมีประเพณีที่ว่าเมื่อคลอดลูกสาวมาแล้ว ต้องเอาไปฝังบนถนนที่มีคนสัญจรไปมา ใช้ดินฝังกลบเพียงหนึ่งชั้น ถูกคนเหยียบย่ำไปมาไม่รู้กี่พันครั้ง…แบบนี้ก็ทำให้พวกเด็กเหล่านั้นไม่กล้าที่จะกลับมาเกิดในที่แบบนี้อีก ดังนั้นถนนทั้งสายจึงมีแต่กลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว เมื่อเหยียบลงบนถนนเส้นนั้นแล้ว บางคนถึงขนาดต้องท่องบทสวดต่างๆ เพราะกลัวว่าผีเด็กเหล่านั้นจะตามกลับไปที่บ้านด้วย”ถังฉือเย่ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง นางเคยได้ยินมาว่าเมื่อคลอดลูกสาวออกมาแล้วก็เอาไปถ่วงน้ำจนตาย ตอนนั้นจำได้ว่าแทบไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนทำเช่นนั้นจริงๆ นางรู้สึกว่ามันเป็นความเชื่อที่แปลกและโหดร้ายมากเกินทน แต่ที่ไหนได้ กลับมีวิธีการตายที่โหดร้ายมากกว่านั้นอีก การกระทำเยี่ยงนี้...น่าขนลุกเกินไปแล้ว! และอาจเป็นเพราะความหวาดกลัวซึ่งเกาะกุมอยู่ในหัวใจที่ทำให้ถังฉือเย่นอนไม่หลับตลอดทั้งคืน เมื่อตื่นมาตอนเช้าใต้ตาจึงดำคล้ำ และในขณะที่กำลังดื่มโจ๊กอยู่นั้น เมิ่งอี่ฉิวก็ได้เข้ามา ทันทีที่เห็นสีหน้าของนาง เขาก็ยิ้มมุมปาก แล้วพูดขึ้นว่า “อาเย่…” หญิงสาวเพียงแค่พยักหน้าให้ เมิ่งอี่ฉิวจึงนั่งลง เมื่อเห็นสีหน้าของนางก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วถามด้วยความประหลาดใจ “อาเย่เป็นอะไรไป เหตุใดสีหน้าถึงได้แย่เช่นนี้ นอนไม่หลับหรืออย่างไร?”ถังฉือเย่คร้านที่จะพูด จึงตอบไปเพียงว่า “ไม่มีอะไร”คุณชายรองตระกูลเมิ่งจึงไม่ได้ซักต่อ ก่อนจะเลื่อนเครื่องเคียงที่นางชอบไปใกล้ ใบหน้าหล่อเหลาแย้มยิ้มพูดอย่างเอาใจ “อาเย่กินเยอะๆหน่อย เจ้าอยากกินอะไร ข้าจะไปซื้อให้เจ้าในเมือง?” ถังฉือเย่โบกมือไปมาเป็นเชิงปฏิเสธ ในขณะที่เมิ่งอี่ฉิวยังคงพูดคุย คอยเดินตามนางซักถามอย่างอ่อนโยน หญิงสาวรู้สึกไม่ดีแค่เพียงคืนเดียวเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นนางก็ตัดใจ ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ มีชีวิตชีวาอย่างรวดเร็วเมื่อผ่านวันที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ไปแล้ว ก็ถือว่าเข้าสู่การนับถอยหลังของการสอบ ถังฉือเย่เข้าไปในเมืองจึงได้เห็นเหล่าปัญญาชนไม่น้อยที่มุ่งหน้าเข้ามา และตระเวนหาที่พักในโรงเตี๊ยมเพื่อเตรียมตัวในการสอบ โชคดีที่ร้านซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของโรงเหล้าซื่อฟางอยู่ใกล้กับสถานที่สอบ ดังนั้นนางจึงให้เถ้าแก่เฉินเหลือห้องพักเอาไว้จำนวนหนึ่ง พร้อมกันนั้นถังฉือเย่ก็ได้ไปดูสถานที่ด้วยตัวเอง แล้วยังสั่งให้คนเปลี่ยนเครื่องนอน รวมทั้งจัดห้องพลางทำความสะอาดให้เรียบร้อยแล้วในระหว่างที่กำลังง่วนอยู่กับจัดห้องนั้นเอง หวงโฉวหมิ่นก็ได้ส่งจดหมายมาจากโรงงานที่อยู่ในเมืองแจ้งว่าให้ต้องการให้ไปหาเขาสักหน่อย ตอนนี้ในเมืองหลวงฉางอันนั้นก็ได้เริ่มขายไพ่นกกระจอกแล้ว แถมยังมีคนเข้าร่วมชมรมหมากซึ่งเป็นชมรมที่สอนการเล่นสิ่งเหล่านี้โดยเฉพาะ หมากข้ามและไพ่นกกระจอกของนางจึงเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และขณะนี้ที่โรงงานก็เริ่มศึกษาเกมไขปริศนาตัวต่อและลูกบาศก์หกสีที่สามารถหมุนได้ที่ถังฉือเย่ได้พูดเอาไว้เกมไขปริศนาตัวต่อทำได้ไม่ยาก แต่ถังฉือเย่อยากได้แบบที่เมื่อพลิกแล้วตัวต่อจะไม่หล่นลงมาจากถาดของมัน ซึ่งมันก็ทำยากอยู่เล็กน้อย เพราะพวกเขาต้องแกะสลักให้เป็นร่องด้านหลัง ดังนั้นพวกเขาจึงกำลังศึกษาอยู่แต่การทำลูกบาศก์หกสีนั้นยากกว่ามาก โดยเฉพาะหมุดที่เป็นข้อต่อด้านใน เพราะในยุคสมัยนี้ไม่มีพลาสติก หากจะใช้ไม้มาแกะสลักให้เป็นแบบนั้น ก็เกรงว่าจะเป็นงานที่ยุ่งยากเลยทีเดียวแต่สาเหตุที่หวงโฉวหมิ่นเรียกให้นางมาหานั้น ก็เพราะพวกเขาสร้างเครื่องทอเสื้อขนสัตว์ออกมาได้แล้วหนึ่งเครื่อง ถังฉือเย่จึงต้องมาดูสักหน่อย ซึ่งก็พบว่าพวกเขาใช้ฝีมือในการทำค่อนข้างมาก เพียงตอนที่ใช้ยังคงฝืดอยู่บ้าง จึงทอได้แค่แบบเรียบเท่านั้นแถมบางครั้งด้ายก็หลุดออกมา และที่สำคัญคือสามารถทอได้แค่ทีละชิ้น ไม่สามารถทอได้เต็มผืนอย่างที่ต้องการ แต่เท่านี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว นางจึงกล่าวชมพร้อมกับให้เงินรางวัลไปหนึ่งร้อยตำลึง จากนั้นก็ให้พวกเขาแก้ไขมันให้ดีขึ้นกว่านี้ ถึงแม้ว่าจะทำได้แค่ทอถุงเท้าอย่างเดียว ก็ถือว่าประหยัดแรงไปได้เยอะทันทีที่ออกมาถังฉือเย่ก็หันไปเรียกรถม้าเพื่อจะเดินทางกลับเข้าหมู่บ้าน เฉินฉางชิงกลับถามนางด้วยท่าทางกล้าๆกลัวๆว่า “เจ้าบ้านถัง ตอนนี้ยังไม่ค่ำเลย ท่านจะรีบกลับแล้ว ไม่ต้องไปที่ว่าการหรอกเหรอ?” “ทำไมข้าต้องไปด้วย?”“ก็…ท่านพี่ของท่านจะลงสนามสอบในไม่ช้า ท่านไม่ต้องถามท่านเจ้าเมืองในเรื่องต่างๆรึ?”ถังฉือเย่เลิกคิ้วขึ้น นึกขึ้นได้ว่าวันนี้ตอนที่นางจะออกมาข้างนอกนั้น เฉินฉางชิงอาสามาแทนแล้วบอกว่าเฉินจิ่วไม่ค่อยสบาย ดูเหมือนว่าตอนนี้เจตนาเดิมของเขาไม่ได้อยู่ที่การมาแทนเฉินจิ่วเสียแล้วหญิงสาวจึงเปิดประตูรถออกแล้วเอ่ยว่า “พูดมาเถอะ เจ้าจะทำอะไร?”ในตอนนั้นเฉินฉางชิงก็รู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อยจึงบอกปัดเสียงละล่ำละลัก “ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรขอรับ”ถังฉือเย่ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่จ้องมองเขาเท่านั้น ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานนัก เฉินฉางชิงก็หน้าแดง พูดอย่างตะกุกตะกักว่า “ข้าแค่ ข้าแค่อยากไปดู…แม่หญิงตระกูลหลิน”ถังฉือเย่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นางเลิกคิ้วพลางพูดขึ้นว่า “เจ้าเคยเจอนางรึ?”“เคยขอรับ ตอนที่ท่านกำลังฟ้องร้อง... และตอนที่พวกเขามาที่บ้านของท่าน” ถังฉือเย่รู้สึกตกตะลึง…ความรักของคนสมัยนี้ช่างง่ายดายเสียจริง เพียงแค่แอบมองไม่กี่ครั้ง ยังไม่ทันได้พูดคุยอะไรกันเลยด้วยซ้ำ แค่นี้ก็ตกหลุมรักเสียแล้ว? บทที่ 236: ปรับปรุง…สั่งสอน!ถังฉือเย่พูดขึ้นว่า “เจ้าอย่าหาว่าข้าดับฝันเจ้าเลยนะ สิ่งที่เจ้ากำลังคิดอยู่นี้ ความหวังมันแทบริบหรี่”เฉินฉางชิงก็เงียบไปในทันที “ข้าเข้าใจ ข้าก็แค่…” เขาฝืนยิ้มออกมา “ข้าแค่อยากจะเจอนางสักหน่อยก็เท่านั้น” หญิงสาวไม่ได้พูดอะไรอีก นอกจากพยักหน้าเล็กน้อย เรื่องที่แอบรักข้างเดียวนี้ จริงๆแล้วมันก็เป็นเรื่องที่สวยงามเหมือนกัน หากไม่เกินกว่าที่คาดไว้ล่ะก็ อีกไม่นานเฉินฉางชิงและหลินเฉี่ยวเชี่ยน ต่างคนต่างก็ต้องแต่งงานในอีกไม่ช้า เขาคงทำได้เพียงเก็บมันในใจแล้วคอยย้ำเตือนตัวเอง ไม่นานเรื่องต่างๆในชีวิตก็จะค่อยๆทำให้เขาลืมมันได้เอง ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรีบไปเตือนเขาหญิงสาวจึงพูดขึ้นว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไปที่ว่าการเสียสิ!” “ขอรับ!” เฉินฉางชิงดีใจเป็นอย่างมาก รีบขึ้นรถม้าแล้วขับไปที่ศาลาว่าการทันที และตลอดช่วงบ่ายถังฉือเย่ก็อยู่ที่ที่ศาลาว่าการเพื่อพูดคุยกับท่านเจ้าเมืองหลิน และเมื่อกินข้าวเย็นเสร็จแล้วนางก็เตรียมจะกลับ หลินเฉี่ยวเชี่ยนจึงเดินออกมาส่งที่ประตูตามเคย พร้อมกันนั้นก็คล้องแขนพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน โดยไม่ทันสังเกตเห็นถึงสายตาของเฉินฉางชิงที่อยู่ข้างๆ ทันทีที่ผ่านประตูเยว่ต้งมาแล้ว อยู่ๆก็ได้ยินเฉินฉางชิงพูดขึ้นว่า “แม่นางหลิน ข้าขอพูดอะไรกับท่านสักคำได้หรือไม่?”หลินเฉี่ยวเชี่ยนอึ้งไปชั่วขณะ นางเหลือบมองถังฉือเย่ที่รู้สึกตกใจมากเช่นกัน จากนั้นก็หันมามองเฉินฉางชิงอย่างงงๆ ถังฉือเย่คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะมีความกล้าเช่นนี้จึงรู้สึกชื่นชมอย่างไม่รู้ตัว นางหันไปพูดกับหลินเฉี่ยวเชี่ยนว่า “นี่คือลูกคนสุดท้องของผู้ดูแลในหมู่บ้านของพวกข้าน่ะ เขาเป็นเพื่อนของข้า นิสัยไม่เลวเลย เจ้าอยากตกลงหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า ไม่ต้องคิดถึงข้าหรอก”หลินเฉี่ยวเชี่ยนเป็นหญิงสาวที่มีความคิดที่ซื่อตรง ครู่หนึ่งจากนั้นจึงถามขึ้นว่า “เจ้าอยากบอกอะไรกับข้าอย่างนั้นหรือ?” ถังฉือเย่พูดกับเฉินฉางชิงว่า “เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของอาเฉียว ข้าไม่สามารถหลีกไปได้ เจ้าอยากพูดอะไรก็พูดมาเลยเถอะ”แล้วตอนนั้นเองที่เฉินฉางชิงพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ แต่แววตาของกลับดูมุ่งมั่นเป็นอย่างมาก “แม่นางหลิน…ข้าชื่อเฉินฉางชิง ข้าชอบท่าน ข้าอยากขอท่านแต่งงาน ท่านยินดีหรือไม่?”เมื่อเห็นหลินเฉี่ยวเชี่ยนหน้าแดงระเรื่อ ชายหนุ่มก็พูดต่อว่า “ข้ารู้ว่าตอนนี้ข้ายังไม่มีอะไร แต่ข้าจะตั้งใจและขยันอย่างแน่นอน หากท่านไม่รังเกียจ ข้าก็จะขอให้แม่สื่อมาคุยเรื่องแต่งงานที่บ้านท่าน”หญิงสาวขัดเขินเป็นอย่างมาก ไม่ทันได้พูดอะไรก็รีบหันหลังเดินหนีไป เฉินฉางชิงก็เดินตามไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่านางเข้าไปข้างในแล้ว เขาจึงหยุดฝีเท้าลง พลางเหลือบมองถังฉือเย่ด้วยความอึดอัดใจ เกรงว่านางจะโกรธ“ทำได้ไม่เลวนี่!” ถังฉือเย่เลิกคิ้วขึ้น ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรเลยสักนิด ก่อนหน้านี้นางไม่เคยสังเกตเลยว่า เฉินฉางชิงคนนี้ก็หน้าตาใช้ได้เหมือนกัน แม้เฉินฉางหยวนจะหน้าตาดีมาก แต่เฉินชางชิงดูหล่อเหลากว่าพี่ชายคนโตของเขาเสียอีก นางเอามือไขว้หลังพลางเดินออกไปข้างนอก จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ที่เจ้าบอกว่าจะขยัน เจ้าจะทำอย่างไร? บอกข้ามาซิ!”เฉินฉางชิงพูดเบาๆว่า “ข้าได้สมัครสอบด้านคำนวณแล้ว ข้าอยากจะลองสอบสักครั้ง”เพราะสองวันก่อนหน้านี้ถังฉือหรงเพิ่งจะสมัครสอบไป ถังฉือเย่เองก็เพิ่งจะได้เข้าใจการสอบจอหงวนในสมัยนี้อย่างละเอียด“ในการสอบจอหงวน ข้ารู้มาว่าตอนนี้ต้าเยี่ยนได้มีการสอบทั้งหมดสี่ด้าน คือ หมิงจิง หมิงฝ่า หมิงซู และหมิงซ่วน การสอบที่มีคนสมัครสอบน้อยที่สุดคือหมิงซ่วนหรือก็คือการสอบคำนวณ ถึงแม้ว่าเจ้าจะได้รับตำแหน่ง ก็คงได้รับตำแหน่งที่ไม่ได้สูงอะไรมาก”“ข้ารู้ เพียงแต่การสอบหมิงซ่วนเป็นด้านที่ข้าชำนาญมากที่สุด ข้าฝึกฝนมาหลายปีแล้ว” “แล้วเหตุใดเจ้าไม่เคยลงสอบเลยล่ะ?” เฉินฉางชิงยิ้มแหยๆ ตอบว่า “เพราะมีคนสอบด้านคำนวณน้อยมาก ดังนั้นสามปีถึงจะจัดสอบหนึ่งครั้ง แถมยังต้องมีขุนนางระดับหลิ่นเซิงมาค้ำประกันให้อีก เขาเรียกเก็บเงินคนละห้าตำลึง ท่านพ่อของข้าไม่อยากนำเงินจำนวนนั้นให้ข้า”ถังฉือเย่หยักหน้า พลางว่า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ขยันเข้า ถ้าหากเจ้าสอบผ่านการคำนวณแล้ว แต่ไม่ได้รับตำแหน่งล่ะก็ เจ้าสามารถมาช่วยข้าทำงานได้ ถึงตอนนั้นข้าก็จะลองถามเรื่องอาเฉียวให้เจ้าดูว่านางคิดอย่างไร” ได้ยินดังนั้นเฉินฉางชิงดีใจเป็นอย่างมาก รีบคุกเข่าลงในทันที “ข้าขอบใจท่านมาก”ถังฉือเย่พยักหน้าพลางถอนหายใจ ด้วยความกล้าของเขาในครั้งนี้ ทำให้นางยอมที่จะช่วยดูสักครั้ง เพราะอย่างไรเสียการสอบคำนวณก็ไม่ได้มีหลากหลายเช่นการสอบระดับอำเภอ มณฑลและหมู่บ้าน แต่จะมีการสอบแค่ครั้งเดียว และวิชาเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ก็น่าจะรู้ผลแล้ว หลังจากนั้นเมื่อนางเดินทางกลับมาถึงบ้านก็พบว่ามีแขกมารออยู่แล้ว ซึ่งเซี่ยอวี๋ฮุนก็กำลังพูดคุยกับเขาอยู่ คนผู้นี้มาจากฉางอัน เขาเป็นเถ้าแก่ร้านผ้าฝูจี้ไม่กี่วันมานี้มีคนมาที่นี่บ่อยๆ นี่ก็เป็นกลุ่มที่สี่แล้วที่มาหานางต้องขอบคุณฮ่องเต้หมิงเหยียนที่ทำให้ชื่อเสียงโด่งดังเช่นนี้ คนที่มาหานาง ต่างก็เป็นคนสูงศักดิ์และมีระดับทั้งสิ้น โดยเถ้าแก่ผู้นี้ก็เป็นคุณชายรองของตระกูล นามว่าเฉาหยุน สมญานามคือหรงปิน เป็นชายวัยกลางคนที่รูปร่างท้วม ใบหน้ายิ้มแย้มดูเป็นคนจิตใจดี ถึงแม้กิจการของฝูจี้จะสู้ตระกูลเมิ่งไม่ได้ แต่ก็มีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย อย่างน้อยตอนที่นางและฮั่วฉีจิงได้ตรวจสอบมาก่อนหน้านี้ ก็เคยเห็นชื่อนี้ผ่านสายตามาเหมือนกัน เฉาหรงปินเองก็เป็นคนที่มีความรู้ พูดจาได้ตลกขบขัน ทำให้ถังฉือเย่รู้สึกสบายใจมากกว่าตอนที่อยู่กับเมิ่งอี่ฉิวเป็นไหนๆก่อนหน้านี้ถังฉือเย่ได้ปฏิเสธการทำการค้าที่คล้ายๆกับตระกูลเมิ่งไปหมดแล้ว แต่ฝูจี้นี้กลับต่างออกไป เขาไม่ทำพวกเสื้อผ้า เขาทำแต่เครื่องประดับ อย่างเช่นปลอกแขน หมวก ผ้ารัดหน้าผาก ผ้าคาดผม ด้วยเหตุนี้เขาจึงสนใจแต่เรื่องเครื่องประดับ โดยเฉพาะซื่อเป่าป้านเฉาหรงปินเป็นคนมีวาทศิลป์ ทั้งสองถือว่าคุยกันได้ถูกคอ ส่วนเซี่ยอวี๋ฮุนก็รู้สึกประทับใจอยู่ไม่น้อย ถังฉือเย่เองก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร ดังนั้นนางจึงรับปากว่าจะลองพิจารณาดู เฉาหรงปินก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร เมื่อคุยเสร็จเขาก็ขอตัวลา และได้ทิ้งที่อยู่ของโรงเตี๊ยมที่พักไว้ให้ ก่อนจะเชิญพวกนางมาเป็นแขกในวันพรุ่งนี้เมื่อเฉาหรงปินจากไปแล้ว ถังฉือเย่ก็ได้นำวัสดุของฝูจี้ออกมาดูอย่างละเอียดอีกครั้ง นางก็รู้สึกว่าเรื่องนี้สามารถทำได้ กระนั้นแม้ว่าตอนนี้ยังไม่ได้ตกลงอะไรกับตระกูลเมิ่ง แต่อย่างไรเสียนางก็ได้เจรจากันมาแล้วหลายวัน จึงคิดว่าต้องบอกเรื่องนี้กับเขาสักหน่อยคุณชายรองตระกูลเมิ่งคนนี้ ตอนที่ไม่ได้อยากเจอเขากลับเดินผ่านตาไปมาอยู่ทั้งวัน แต่พอวันนี้จะหาตัวสักหน่อยกลับไม่อยู่เสียได้ ค่ำแล้วก็ยังหาตัวไม่เจอ รอจนวันถัดมา ก่อนที่ถังฉือเย่จะเข้าไปในเมืองก็ได้ไปหาเขาก่อน ถังฉือเย่ยืนรออยู่ด้านนอกครู่หนึ่ง รอจนทนไม่ไหว จึงเคาะประตูแรงๆ ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงจะออกมา เสื้อผ้าดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งตื่นนอนเลยสักนิด “คุณชายรองเมิ่ง ข้า…”เมิ่งอี่ฉิวกลับโบกมือไปมา พูดตัดบทไปว่า “ข้ากำลังยุ่งอยู่ เจ้ากลับไปก่อน”ถังฉือเย่อึ้งไปเล็กน้อย “ข้ามีธุระจะคุยกับท่าน”“ข้าไม่มีเวลา” เมิ่งอี่ฉิวสีหน้านิ่งเรียบ ก่อนจะเดินกลับเข้าไป แต่ท่าทางของเขากลับดูไม่รีบร้อนเลยสักนิด ถังฉือเย่หมดคำจะพูด ทำได้เพียงแค่เดินลงมาข้างล่าง เซี่ยอวี๋ฮุนที่รออยู่ในรถม้าเมื่อเห็นนางเดินมาจึงวางหนังสือลง พลางเหลือบมองไปที่ด้านหลังของนาง“เหตุใดถึงได้ช้านัก แต่แปลก เหตุใดเขาไม่ได้ตามท่านมาล่ะ?”ถังฉือเย่ขึ้นมาบนรถม้า กำลังจะบ่น แต่กลับต้องอึ้งไปครู่หนึ่ง วินาทีนั้นนางก็เกิดความรู้สึกแปลกๆขึ้นมาอย่างฉับพลัน! นางหรี่ตาครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนหน้านี้มีอยู่ครั้งหนึ่งที่นางถูกเมิ่งอี่ฉิวทำหน้าเย็นชาใส่ หลังจากนั้นเขาก็กลับมาเป็นปกติ พอมาวันนี้เขาก็เย็นชาใส่โดยไม่มีสาเหตุอีก…ไม่ยอมเปิดประตูให้ทั้งที่ไม่เห็นว่าจะมีธุระอะไร แต่กลับบอกว่ามีธุระ...นี่เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะ...ข้าอ่อนโยนกับเจ้าเป็นพิเศษ มีน้ำใจ และเอาใจเจ้า...ไม่ว่าเจ้าจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ข้าก็ยังปฏิบัติกับเจ้าเช่นนี้ ไม่มีบ่นและไม่รู้สึกเสียใจที่ทำแบบนี้ ราวกับว่าจะเสมอต้นเสมอปลายแต่วันหนึ่ง อยู่ๆข้าก็เปลี่ยนไปเย็นชาโดยที่ไม่มีสาเหตุ ซึ่งไม่ว่าโง่อย่างไรก็ต้องรู้สึกได้อย่างแน่นอนเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วถึงแม้ว่านางจะไม่รู้สึกอะไรกับเขา อย่างน้อยก็ต้องรู้สึกไม่สบายใจ และอดที่จะเป็นกังวลไม่ได้ จากนั้นเมื่อผ่านไปอีกวัน ชายหนุ่มก็ค่อยกลับมาเป็นปกติ ราวกับว่าการที่เขาทำเป็นเย็นชาก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น และจะยิ่งทำตัวอ่อนโยนและรอบคอบมากขึ้นกว่าเดิมอีก แล้วหลังจากนั้น ในวันหนึ่ง เขาก็จะทำตัวเย็นชาขึ้นมาอีก…หากเป็นแบบนี้ ก็คงไม่มีใครที่จะไม่รู้สึกอะไรได้หรอกนี่มันบ้าชัดๆถังฉือเย่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาเลย แต่กลับได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้…เรื่องของวันนี้ เมื่อพูดกันตรงๆ แล้วก็เป็นเรื่องของโรงทอเย่ฟาง แต่นางก็อุตส่าห์ตั้งใจจะมาบอกแล้วไม่ใช่หรือ อีกอย่างหากเป็นคนอื่นอาจจะให้เซี่ยอวี๋ฮุนมาบอกก็ได้ แต่กับเขาแล้ว นางก็มาด้วยตัวเอง แล้วยังต้องการอะไรอีก! บทที่ 237: โต้กลับสั่งสอนถังฉือเย่รู้สึกทั้งขายหน้าและโมโห หากไม่ใช่เพราะเขามีตระกูลเมิ่งอยู่เบื้องหลัง นางก็ไม่อยากคุยการค้ากับคนเช่นนี้เด็ดขาด เดี๋ยวเป็นอย่างนั้นทีอย่างนี้ที ดูแล้วน่ารำคาญเหลือกำลัง! หญิงสาวอดแค่นเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้ ในเมื่อคุณชายรองเมิ่งชอบหว่านเสน่ห์เช่นนี้ เช่นนั้นนางก็จะโต้กลับสั่งสอนเขาเสียหน่อย หลังจากนั้นนางจึงเดินทางไปหาเฉาหรงปิน และได้ตกลงกันอย่างรวดรวดเร็วว่าจะร่วมมือกันแค่เรื่องซื่อเป่าป้านเท่านั้น ทั้งซื่อเป่าป้านแบบธรรมดา และซื่อเป่าป้านขนสัตว์ที่ตั้งใจจะทำในอนาคต โดยเขาจะส่งคนมาที่นี่เพื่อเรียนวิธีการถักอีกครั้ง นอกจากนี้เฉาหรงปินยังได้แนะนำสหายคนหนึ่งที่มีนามว่า เถ้าแก่หวังกุ้ยเซิ่ง ผู้เป็นเจ้าของ ‘โรงงานกวนเซิง’ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการขายหมวกให้ได้รู้จัก เนื่องจากทั้งสองเป็นเพื่อนกันมานานหลายปี แน่นอนว่าพวกเขาก็มีนิสัยที่คล้ายคลึงกัน และพวกเขายังให้ความสำคัญกับสินค้าและชื่อเสียงเหมือนกัน อีกทั้งเป็นคนที่หวงแหนชื่อเสียงมาก นอกจากนี้พวกเขาล้วนเป็นปัญญาชน จึงค่อนข้างจะคุยถูกคอกับเซี่ยอวี๋ฮุนเป็นพิเศษเมื่อทั้งสองฝ่ายตัดสินใจที่จะร่วมมือกัน ถังฉือเย่จึงนำหมวกฝูเป่าและหมวกจ่านหงมาเซ็นสัญญาให้กับโรงงานกวนเซิง โดยเหลือไว้เพียงหมวกฝ้ายที่ยังต้องทำการแก้ไขให้ดีกว่านี้เสียก่อน แต่ก็ยังรับปากว่าหากจะพิจารณาขายให้กับใคร โรงงานกวนเซิงจะเป็นตัวเลือกแรกๆ ดังนั้นหลังจากที่คุณชายรองเมิ่งไม่ได้ปรากฎตัวเพียงสองวัน ก็พบว่าเหตุการณ์ได้แปรเปลี่ยนไปหลายอย่าง สิ่งที่เดิมทีอยู่ในมือเขาอยู่แล้วได้สูญหายไปโดยไม่ทันตั้งตัวถึงสองอย่าง เมื่อได้รับจดหมาย หัวใจของเมิ่งอี่ฉิวก็ราวกับถูกฟ้าผ่าด้วยความตกใจ! ผลลัพธ์เช่นนี้ เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนจริงๆ!ชายหนุ่มรีบกลับไปที่หมู่บ้านจวี้เป่า เขารู้สึกเสียใจอยู่ตลอดเวลา คิดว่าหากรู้เร็วกว่านี้ว่านางอารมณ์ร้อน เขาก็น่าจะเล่นให้นานกว่านี้หน่อย แต่ก่อนหน้านี้เขาก็เล่นไปแล้วครั้งหนึ่ง เห็นได้ชัดว่านางสนใจเป็นอย่างมาก กลางคืนก็นอนไม่หลับ และเช้ามาหน้าตาก็ยังบ่งบอกชัดเจนแต่ในครั้งนี้เขาก็ไม่ได้เย็นชาจนเกินไป ก็แค่ไม่สนใจนิดหน่อย เหตุใดจึงได้ทำให้นางโกรธถึงขนาดนี้ เช่นนั้นตอนนี้เขาควรจะกลับมากระตือรือร้นอีกครั้ง หรือเย็นชาต่อไปเพื่อให้นางมาอ้อนวอนดีล่ะ…เมิ่งอี่ฉิวครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง ก่อนที่จะเข้าไป เขาก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรดี กระทั่งเห็นว่าถังฉือเย่มีสีหน้าที่เรียบนิ่ง เย็นชา ตอนนี้ในใจของเขากลับรู้สึกหวิวๆ และว่างเปล่าเป็นอย่างมาก พร้อมกันนั้นก็ได้สติขึ้นมาจึงพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“อาเย่…” ถังฉือเย่เหลือบมองแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าดูหมวกหลายสิบใบที่โรงงานกวนเซิงส่งมาให้ต่อไป หมวกเหล่านี้ล้วนเป็นหมวกที่ขายดีที่สุดในเวลานี้ นางจึงเอามาศึกษา เผื่อสามารถปรับปรุงหมวกขนสัตว์ของเย่ฟางให้ดีขึ้นได้ เมื่อเมิ่งอี่ฉิวเห็นหญิงสาวไม่สนใจ ในใจของเขาก็ยิ่งอ่อนแอหวาดหวั่นมากขึ้น พยายามฝืนเข้าไปใกล้ๆ “อาเย่…ข้าได้ยินมาว่าเจ้าได้ลงนามสัญญากับฝูจี้และกวนเซิงแล้วอย่างนั้นเหรอ พวกเราไม่ได้ตกลงกันแล้วหรือ ว่าทั้งหมดนี้ยกให้ตระกูลเมิ่งเป็นคนทำ เจ้ารับปากกับข้าแล้วแท้ๆ เหตุใดจึงได้กลับคำล่ะ?”ความจริงเขาแค่ต้องการทำท่าทางน้อยใจนิดหน่อยเท่านั้น แต่ยิ่งพูดเขากลับยิ่งเริ่มน้อยใจขึ้นมาจริงๆ คุณชายที่สง่าผ่าเผยที่สุดในเมืองหลวง คุณชายรองเมิ่งที่แม้ยามหลับก็ต้องใฝ่ฝันถึง ชั่วชีวิตนี้ยังไม่เคยต้องมาใส่ใจใครขนาดนี้เลยสักครั้ง ถึงขนาดยอมลดตัวลงไปขอร้องอีกฝ่าย แต่ปรากฎว่านางกลับหันหลังให้เขาอย่างไม่เกรงใจสักนิดถังฉือเย่พูดอย่างเฉยเมย ไร้ความรู้สึก “ข้าไม่เคยรับปากมาก่อน หากสามารถรับปากได้ พวกเราทั้งสองตระกูลก็ไม่จำเป็นต้องมาถกเถียงกันนานเช่นนี้แล้ว” จากนั้นนางชี้ไปที่โต๊ะ “ตอนนี้ ท่านจะเซ็นสัญญานี่? หรือหากว่าไม่อยากเซ็น ก็ช่างเถอะ ท่านก็ไปซะตั้งแต่ตอนนี้ แล้วก็พาคนตระกูลเมิ่งของท่านกลับไปด้วย ทักษะฝีมือที่ได้เรียนไปก็ถือซะว่าข้ามอบให้พวกท่านแล้วกัน” เมื่อเมิ่งอี่ฉิวได้ยินก็นิ่งอึ้งไปในทันที เขารีบเข้าไปนั่งข้างๆนางอย่างรวดเร็วราวกับติดปีกบิน พลางหยิบกระดาษบนโต๊ะขึ้นมา พอเห็นว่าเป็นหนังสือสัญญาสองแผ่นจริงๆที่ได้ทำตามสิ่งที่ถังฉือเย่พูดคือร่วมมือกันเพียงเรื่องการปักและเสื้อขนสัตว์เท่านั้น แม้แต่เสื้อขนแกะที่ได้พูดกันก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้รวมอยู่ด้วย เงื่อนไขนี้ไม่เพียงแต่ไม่ยืดหยุ่น แต่กลับเข้มงวดขึ้นกว่าเดิมอีกต่างหาก เมิ่งอี่ฉิวขมวดคิ้วมุ่น “อาเย่ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?”“พี่ชายข้ากำลังจะสอบจอหงวนเร็วๆนี้ อย่างแรก ข้าไม่มีอารมณ์มาถกเถียงยืดเยื้อกับท่าน ข้าเพียงต้องการจะทำการค้าเท่านั้น อย่างที่สอง ข้าไม่อยากจะมานั่งเล่นแง่กับคุณชายแล้ว” หญิงสาวเหลือบมองเขาเงียบๆ ทั้งตาขาวและดำของนางแยกกันอย่างเห็นได้ชัด สายตาในขณะนี้ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองดูเหมือนตัวตลก ราวกับว่าสิ่งที่คิดที่ทำทั้งหมดนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาของนางเลยสักนิด เมิ่งอี่ฉิวคิดไม่ถึงจริงๆว่าถังฉือเย่จะมองทะลุปรุโปร่งในแวบเดียว เขาจึงรู้สึกทั้งอับอายและขุ่นเคืองขึ้นมาทันที “เจ้า...เจ้าตั้งใจทำทั้งหมดอย่างนั้นเหรอ?” “ข้าทำการค้า สิ่งที่ข้าทำเป็นสิ่งที่คนค้าขายทุกคนต้องทำไม่ใช่เหรอ?”เมิ่งอี่ฉิวถึงกับพูดไม่ออก มีเพียงใบหน้าที่แดงก่ำจนเลือดแทบจะไหลออกมาเท่านั้นที่แทนความรู้สึกภายใน ชายหนุ่มนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนจะยกพู่กันขึ้นมาลงนามในสัญญา พลางกล่าวเสียงต่ำ “ข้าจะให้ป๋ายชูอยู่ที่นี่ หากมีเรื่องอะไรพวกเจ้าก็ไปหาเขาได้” สิ้นเสียงเขาก็ยืนขึ้นและเดินออกไปทันที เหลือไว้เพียงผู้ดูแลป๋ายชูเพียงคนเดียว พูดตามจริง การทำให้หนุ่มรูปงามขุ่นเคืองใจเช่นนี้ ในใจถังฉือเย่ก็รู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน แต่เพียงไม่นาน นางก็กลับมาตั้งสมาธิจดจ่อไปที่การสอบจอหงวนของพี่ชายการสอบรอบอำเภอของต้าเยี่ยนในเดือนสองของทุกปี ปกติแล้วจะทำการสอบห้าครั้ง สิ่งสำคัญคือครั้งแรก เรียกว่า ‘เจิ้งฉ่าง’ ครั้งที่สองเรียกว่า ‘เจาฟู่’ ครั้งที่สามเรียกว่า ‘ไจ้ฟู่’ ครั้งที่สี่และห้าเรียกว่า ‘เหลียนฟู่’ สำหรับผู้ที่สอบผ่านจะเรียกว่า ‘ถงเซิง’ การสอบก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าหนังสือสี่เล่ม บททดสอบแบบกวี คัมภีร์ห้าประการ กวี ร้อยกรอง โดยการสอบจะจัดขึ้นวันเดียว เจ้าหน้าที่ของทางการจะเรียกตรวจสอบรายชื่อเข้าสนามก่อนรุ่งสาง ต้องส่งเอกสารในวันเดียวกัน โดยหนึ่งวันก่อนหน้า ถังฉือเย่และคนอื่นๆก็ได้เข้าพักในโรงเตี๊ยมเรียบร้อยแล้ว เถ้าแก่เฉินได้เหลือเตาว่างไว้ให้เตาหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อให้นางสามารถทำอาหารให้พวกเขาได้ด้วยตัวเอง สวี่เวิ่นชู่พาลูกศิษย์ทั้งสามคนไปพักที่ห้องริมสุดทางทิศตะวันออก ส่วนท่านป้าโจวที่ใกล้จะคลอดแล้วจึงไม่ได้เดินทางมาด้วย มีเพียงท่านลุงสี่เท่านั้น การสอบของเฉินฉางชิงเองก็ยังคงอยู่หลังการสอบนี้ แต่เขากลับเดินทางมาก่อนล่วงหน้าแล้ว และได้อยู่ห้องหนึ่ง ซึ่งบังเอิญทำให้ห้องทั้งแปดของฝั่งนี้เต็มพอดีถังฉือเย่สวมใส่เสื้อผ้าผู้ชาย ทาหน้าดำคล้ำ และแต่งตัวต่ำต้อย นางไปดูเตาที่พ่อครัวทำอาหารเอาไว้ พลางยกขึ้นมา ตอนที่เดินผ่านประตูหลังของโรงเหล้า หางตาก็เหลือบไปเห็นเงาของใครคนหนึ่งที่คุ้นเคย หญิงสาวหันไปมองแล้วก็พบว่าเป็นถังฉือจิ้น ทั้งสองสบตากัน ถังฉือจิ้นก็รีบหลบตาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถืออาหารเข้าไปทางด้านหลัง ทุกคนล้วนรวมตัวกันอยู่ในห้องของสวี่เวิ่นชู่ ถังฉือหรงกินข้าวเงียบๆ เมื่อเงยหน้าขึ้นไปและเห็นใบหน้าดำคล้ำของถังฉือเย่เขารู้สึกอยากจะร้องไห้ออกมาอย่างอธิบายไม่ถูกน้องสาววิ่งไปวิ่งมา และจัดการทุกอย่างอย่างเหมาะสมเรียบร้อย เขาเพียงแค่ต้องก้มหน้าท่องหนังสือให้ดี หากเป็นเช่นนี้แล้วยังสอบไม่ผ่าน เช่นนั้นก็สู้เอาหัวกระแทกให้ตายไปเสียดีกว่า!เมื่อถังฉือเย่เห็นสายตาของพี่ชาย นางก็รีบกล่าว “ท่านพี่ ท่านไม่ต้องกังวล ไม่ต้องกังวลจริงๆ!”ในดวงตาของนางเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “เจ้าคงไม่ได้กลัวจนร้องไห้หรอกใช่ไหม? ”ถังฉือหรงทั้งอารมณ์ดีทั้งขบขับ “ข้ารู้ ข้าไม่ได้กังวลอะไรหรอก”สวี่เวิ่นชู่ยิ้มนิดหนึ่งตรงมุมปาก “ใช่แล้ว ไม่มีอะไรน่ากังวลหรอก ลูกศิษย์ของข้าสวี่เวิ่นชู่ การสอบระดับอำเภอแค่นี้ขวางเขาเอาไว้ไม่อยู่หรอก!” บทที่ 238: การสอบระดับภูมิภาคถังฉือเย่แทบจะไม่ได้นอนทั้งคืนเพื่อเตรียมอาหารให้คนที่เตรียมตัวไปสอบ ก่อนรุ่งสางนางได้ทำขนมปังไส้เนื้อเสร็จแล้ว แต่ละคนกินไปคนละชิ้น ก่อนจะรีบออกไปสนามสอบ ไกลออกไปมองเห็นทางเข้าของสนามสอบที่หลายคนกำลังถือคบเพลิง หรือไม่ก็ถือโคมไฟเดินไปเดินมากันขวักไขว่ กลุ่มคนมากมายยืนคอยกันอยู่ที่หน้าประตูมังกร เสียงพูดคุยดังจอแจคลอมากับเสียงตะโกนของเจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังสั่งให้ทุกคนทยอยต่อแถวเดินเข้ามา ถังฉือหรงและอีกสองคนถือตระกร้าสอบและรีบเดินเข้าไปรวมกลุ่มอย่างรวดเร็ว ส่วนถังฉือเย่ สวี่เวิ่นชู่และคนอื่นๆ ทำได้เพียงรออยู่ด้านนอกเท่านั้น ได้ยินเพียงเสียงขานชื่อของแต่ละคนที่ดังมาจากระยะไกล มันดังก้องไปถึงครึ่งชั่วยามเต็มๆ ก่อนจะได้ยินชื่อของถังฉือหรงรวมทั้งลูกศิษย์ของท่านสวี่อีกสองคน นักเรียนขานชื่อเข้าสนามสอบ โดยจะแจกม้วนกระดาษสิบกว่าแผ่น แต่ละหน้ามีสิบสี่บรรทัด แต่ละบรรทัดมีสิบแปดตัวอักษร และแนบกระดาษเปล่าอีกสองสามแผ่น จากนั้นผู้คุมสอบจะเรียกชื่อหลินเซิง หลังจากที่หลินเซิงยืนยันแล้ว ก็จะทำการรับประกันถังฉือหรงเหลือบมองฮั่วฉีหยาง พลางกังวลว่าเขาอายุยังน้อย จึงอาจจะตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก แต่ฮั่วฉีหยางยังคงทำหน้าเช่นเดิม ดูแล้วสงบนิ่งยิ่งกว่าถังจวิ้นเชินเสียอีกถังฉือหรงส่ายหน้าเบาๆ พลางส่งสายตาให้กับถังจวิ้นเชิน ก่อนจะตามผู้คุมไปนั่งที่นั่งตามลำดับซึ่งตำแหน่งที่เขานั่งนั้นไม่เลวเลย เนื่องจากสภาพอากาศในเดือนกุมภาพันธ์ยังคงหนาวอยู่ ผู้เข้าสอบที่ถูกจัดให้สอบในศาลาหรือห้องโถงจะต้องลำบากทนทุกข์แน่ๆ แต่ตำแหน่งที่เขาอยู่นั้นเป็นจุดที่กันลมพอดี เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่คุมสอบเดินลาดตระเวนภายในสนามสอบ ถังฉือหรงก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พลางหยิบพู่กันและหินฝนหมึกออกมา ภายในใจก็คิดว่าตอนนี้น้องสาวคงจะกำลังมองเขาจากด้านนอกอยู่ หรือไม่ก็คงเกาะติดท่านอาจารย์เอ่ยปากซักถามนู่นนี่ไม่หยุด...เมื่อคิดเช่นนี้ เขาก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ในใจสงบนิ่งเป็นอย่างมาก ซึ่งถังฉือเย่ในตอนนี้ก็เป็นอย่างที่เขาคิดไม่มีผิด เมื่อเห็นพวกเขาเข้าไปแล้ว ในใจถังฉือเย่ก็เทียบได้กับพ่อแม่ที่ส่งลูกชายออกไปสอบเข้ามหาลัย เมื่อเห็นว่าฟ้าสว่างแล้ว นางจึงถามสวี่เวิ่นชู่ “ตอนนี้ควรจะเริ่มสอบได้แล้วใช่ไหม?”“เมื่อครู่เจ้าไม่ได้ยินเสียงฆ้องเหรอ?” สวี่เวิ่นชู่กล่าวอย่างช้าๆ “เสียงนั้นแหละแสดงให้เห็นว่าภายในเริ่มสอบกันแล้ว”แล้วตอนนั้นเองที่เถ้าแก่เฉินเดินอ้าปากหาวเข้ามา “อาเย่ ท่านสวี่ พวกเราขึ้นไปรอด้านบนเถอะ ข้าจองโต๊ะไว้ด้านบนแล้ว สามารถมองเห็นแถวตรงนี้ได้ชัดเจน” ถังฉือเย่ส่งเสียงอืมเบาๆในลำคอ ก่อนจะเดินตามเถ้าแก่เฉินขึ้นไปด้านบน ซึ่งเป็นโต๊ะที่เขาได้จองเอาไว้ล่วงหน้าแล้วและต้องจ่ายเงินมากถึงวันละห้าสิบตำลึง นี่ยังไม่นับรวมเรื่องอาหาร แต่ก็ถือว่าเป็นตำแหน่งที่ดีมากจริงๆ เพราะแค่เปิดหน้าต่างก็สามารถมองเห็นประตูใหญ่ของสนามสอบได้ เมื่อทรุดกายลงนั่ง หลายคนเปิดหน้าต่างพลางดื่มชาร้อน ส่วนถังฉือเย่ที่แม้จะไม่ได้นอนมาทั้งคืน แต่นางกลับไม่ง่วงเลยสักนิด พยายามถามสวี่เวิ่นชู่ไม่ขาดปาก“ตอนที่ท่านสอบก็เป็นเช่นนี้เหรอ?”“ถูกต้อง!” สวี่เวิ่นชู่ยิ้ม “ไม่เช่นนั้นจะตั้งกฎมาเพื่อข้าคนเดียวหรือ?” เมื่อนึกถึงตัวเองตอนนั้น ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ตอนนั้นข้ายังเด็กและบ้าบิ่นมาก ก่อนจะออกจากสนามสอบ ข้าได้ถูกใครบางคนพูดยั่วโมโหใส่ว่า ไม่ได้ตำแหน่งอ้านโส่วก็กลับบ้านไปซะ...เมื่อมาคิดดูตอนนี้ก็น่าขายหน้าจริงๆ”“ใครกันที่ยั่วยุท่าน?”สวี่เวิ่นชู่หุบยิ้มลงเล็กน้อย ตอบว่า “เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่ง”“เขาเจตนาดีหรือเจตนาร้าย หรือว่าไม่ได้มีเจตนาอะไรเลย?”สวี่เวิ่นชู่ยิ้มแต่ไม่ตอบ ถังฉือเย่จึงถามอีกครั้ง “แล้วเขาสอบผ่านหรือไม่?”“ผ่าน”ถังฉือเย่ถามต่อ “ตอนที่เขารู้ว่าท่านสอบได้ตำแหน่งอ้านโส่วจริงๆ เขามีท่าทีอย่างไร?”“เจ้าไปเอาคำถามมาจากไหนตั้งเยอะแยะ ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ?”“ท่านนี่…เล่าเรื่องไม่เป็นจริงๆเลย พูดมาทีละประโยค ไม่มีอรรถรสในการเล่าเลยสักนิด ไม่มีทางเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริงได้เลย ตอนท่านเขียนข้อสอบก็เป็นเช่นนี้ด้วยหรือ หากข้าเป็นผู้คุมสอบข้าจะไม่ให้ท่านผ่านแน่ๆ”“ข้าเขียนข้อสอบ ไม่ได้เขียนบทละครเสียหน่อย จะต้องการอารมณ์ความรู้สึกร่วมไปทำไมกัน”ถังฉือเย่ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอย่างเงียบๆ “ท่านสวี่ ตกลงแล้วคนผู้นั้นชื่อว่าอะไรเหรอ?”สวี่เวิ่นชู่ยากที่จะปฏิเสธ เขาจึงกระซิบบอกนางเบาๆ “ลุ่ยชาง”เมื่อได้รับคำตอบ ถังฉือเย่ก็พอใจ “ท่านสวี่ เมื่อพวกเขาสอบไปถึงรอบฮุ่ยซื่อ ท่านจะมาเข้าร่วมด้วยไหม?”ชายหนุ่มพยักหน้า ความจริงแล้วการสอบระดับภูมิภาคของต้าเยี่ยนจะจัดขึ้นทุกๆสามปี และปีนี้เป็นปีสอบพอดี ไม่ว่าลูกศิษย์จะไปถึงขั้นไหน พวกเขาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะเข้าร่วมการสอบฮุ่ยซื่อ ความจริงเมื่อสอบได้จวี่เหรินแล้ว ก็สามารถไปที่กระทรวงขุนนางและเลือกตำแหน่งได้แล้ว เพียงแค่เขาไม่อยากเดินทางสายนี้ก็เท่านั้น“หากท่านสอบฮุ่ยซื่อได้ที่หนึ่ง สอบรอบเตี้ยนซื่อแล้วได้ตำแหน่งจ้วงหยวนอีก ต่อไปไม่ต้องเรียกท่านว่าสวี่ลิ่วหยวนหรอกเหรอ?”“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ” สวี่เวิ่นชู่ส่ายหน้า “ก่อนหน้านี้ก็แค่โชคดีเท่านั้นเอง”ถังฉือเย่พ่นลมหายใจออกมา “ท่านมีความสามารถ จะเรียกว่าโชคดีได้อย่างไร? ถ่อมตนอะไรกัน ท่านดูสิเวลาคนอื่นชมข้าว่าฉลาด ข้าเคยถ่อมตนเสียที่ไหน!”สวี่เวิ่นชู่ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับนาง เขาจึงยิ้มพลางดื่มชา จากนั้นถังฉือเย่ก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ พลางฟุบลงไปก่อนจะกะพริบตาปริบๆ “ท่านสวี่ ข้าได้ยินมาว่าในเมืองหลวงการจับคู่ลูกเขยเป็นที่แพร่หลายมาก...”ชายหนุ่มแทบจะสำลักน้ำชาออกมาในทันที เขากระแอมอยู่หลายครั้ง ถังฉือเย่จึงส่งชาให้เขาต่อด้วยใบหน้าที่ไร้เดียงสา พลางซุบซิบต่อ“จะว่าไป ท่านก็อายุปูนนี้แล้ว เหตุใดยังไม่แต่งงานอีกล่ะ?”สวี่เวิ่นชู่เงยหน้าขึ้นมามองนางอย่างไม่พอใจเล็กน้อย เพราะการที่เขากลับบ้านในปีนี้แล้วต้องลากยาวมาถึงสิ้นเดือนจึงจะกลับมาได้ ก็เพราะว่าครอบครัวของเขาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเรียกให้เขาไปดูตัวความจริงตอนหนุ่มๆ เขาได้หมั้นหมายเอาไว้ก่อนแล้ว แต่หลังจากที่มีเรื่องบาดหมางกับเจ้าหน้าที่ทางการ บวกกับขาที่บาดเจ็บหนัก ทุกคนต่างคิดว่าเขาคงจะกลายเป็นคนพิการ ดังนั้นครอบครัวฝ่ายหญิงจึงได้หาเหตุผลมาถอนหมั้นตอนนี้ทุกคนรู้แล้วว่าเขาไม่ได้พิการ และในเวลาเดียวกันอาจเป็นเพราะชื่อเสียงของ ‘สวี่ซื่อหยวน’ ครอบครัวฝ่ายหญิงจึงได้มาพูดถึงเรื่องราวเก่าๆอีกครั้ง แต่เขาปฏิเสธโดยไม่ลังเลสักนิด ท้ายที่สุดจึงต้องหนีออกมาจากบ้าน เพียงแค่เขาคิดไม่ถึงว่า ข่าวแรกที่ได้ยินหลังจากกลับมาคือฮั่วฉีจิงได้เข้าร่วมกองทัพแล้ว ก่อนไปยังได้หมั้นหมายกับถังฉือเย่ไว้ด้วยสวี่เวิ่นชู่เองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าข่าวนี้มีความหมายอะไรกับตัวเอง เพียงแต่รู้สึกว่าหลังจากที่ได้ฟังข่าวแล้ว ความรู้สึกที่ทะยานขึ้นไปบนฟ้าก็ดูเหมือนจะถูกราดด้วยน้ำเย็นแล้วพลัดตกลงมาอย่างแปลกประหลาดถังฉือเย่ถูกสายตาประหลาดของเขาจ้องมองจนขวัญหนีดีฝ่อ คิดในใจว่าตัวเองช่างโง่จริงๆ ในยุคโบราณ คนที่อายุยี่สิบกว่าและยังไม่ได้แต่งงานอย่างสวี่เวิ่นชู่ ถือเป็นอายุที่เยอะมากแล้ว เพราะฉะนั้นคำถามของนางอาจไปกระตุ้นความเจ็บปวดของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ“ท่านสวี่ข้าผิดไปแล้ว คิดเสียว่าข้าไม่ได้ถามแล้วกันนะ”พูดเสร็จถังฉือเย่ก็รีบกลับไปนั่งที่เดิมทันที พลางหดคอลงอย่างเชื่อฟังยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีกสวี่เวิ่นชู่เหลือบมองนางอีกครั้ง ก่อนจะถอนสายตากลับมาและดื่มชาอย่างช้าๆจนกระทั่งถึงยามเซิน จึงเริ่มมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นในสนามสอบ เพราะมีคนที่เดินออกมาก่อนเวลา คนผู้นั้นอายุราวยี่สิบปี ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความฮึกเหิม เดินอาดๆออกมาอย่างมั่นใจถังฉือเย่ไม่กลัวความหนาว นางเอนตัวไปที่หน้าต่าง พลางยิ้มให้เขา “ท่านสวี่ ตอนนั้นท่านก็เป็นแบบนี้เหมือนกันใช่ไหม?”สวี่เวินชู่มองนางตาขวางตอบเสียงเข้ม “ข้าไม่ได้บ้าขนาดนั้นหรอก” ปรากฏว่ายังไม่ทันที่จะพูดจบ ก็ได้ยินประโยคแทรกดังขึ้นมา “พี่ซือฉีสมแล้วที่เป็นที่รู้จักในนามสวี่ซื่อหยวนน้อย ท่านมีพรสวรรค์เช่นนี้ ตำแหน่งอ้านโส่วของเขตปกครองจะต้องอยู่ในกำมือเป็นแน่” สวี่เวิ่นชู่เงียบกริบ ส่วนถังฉือเย่หัวเราะเสียงดัง แม้แต่ชิงเว่ยเหลี่ยวที่ยืนเงียบมาตลอดก็อดยิ้มออกมาไม่ได้! บทที่ 239: อันดับหนึ่งของการสอบระดับอำเภอ“ข้าคิดว่าก็ไม่แน่นักหรอก!” เถ้าแก่เฉินพูดกลั้วหัวเราะพลางหันไปซุบซิบกับสวี่เวิ่นชู่เบาๆว่า “คนนี้ชื่อสวี่เสียน ได้ยินว่าเขาพอมีความสามารถและชื่อเสียงอยู่บ้าง เพราะมีสกุลสวี่เหมือนกัน เขาจึงถูกผู้อื่นพูดโยงมาที่ท่านบ่อยๆ เรียกกันว่าอะไรแล้วนะ ‘สวี่ซื่อหยวนน้อย’ ดูจากท่าทางที่อวดดีของเขาแล้ว ข้าคิดว่าเขาต้องสอบไม่ติดเป็นแน่!” ถังฉือเย่ยิ้มนิดๆตรงมุมปาก “ไม่แน่ เขาอาจจะมีความรู้มากก็ได้ ถึงได้มีท่าทางที่อวดดีและมั่นใจขนาดนั้น”“ไม่ใช่หรอก” เถ้าแก่เฉินโบกมือไปมา “ท่าทางแบบนั้นของเขา แค่มองแวบแรกก็รู้แล้วว่าเป็นความอวดดีที่ตัวเองไม่ได้มีความรู้อะไรมากมายแต่ทำตัวเย่อหยิ่ง แต่ถ้าหากเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถและมีความมั่นใจจริงๆแล้ว ก็คงไม่เป็นเยี่ยงนี้หรอก หากเจ้าไม่เชื่อ พวกเรามาพนันกันไหมล่ะ”ถังฉือเย่กรอกตามองบนให้เขา “เหตุใดข้าต้องพนันด้วยว่าเขาจะได้ที่หนึ่งในการสอบระดับอำเภอ ใช่ว่าในครอบครัวของข้าจะไม่มีใครสอบเสียหน่อย!”“ก็จริง” เถ้าแก่เฉินหัวเราะออกมาทันที และในขณะที่พวกเขาพูดคุยกันอยู่นั้น สายตาก็เอาแต่จ้องมองไปที่ด้านล่างตลอด แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีใครเดินออกมา สวี่เวิ่นชู่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาขยับตัวเล็กน้อยพลางพูดขึ้นว่า “ข้านึกว่าหยางเอ๋อร์จะออกมาตั้งแต่เปิดป้ายใบแรกเสียอีก”ท่านลุงสี่ซึ่งปกติแล้วไม่ค่อยกล้าพูดคุยกับสวี่เวิ่นชู่เท่าไหร่ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้นว่า “ท่านสวี่ ความรู้ของอาหยางมีมากกว่าอาหรงและอาเชินอย่างนั้นรึ?”“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก” สวี่เวิ่นชู่ตอบ “หยางเอ๋อร์เป็นคนทำอะไรแล้วใจเย็นและเด็ดขาด เมื่อทำเสร็จแล้วเขาก็จะไม่ตรวจดูอีกรอบ ดังนั้นก็น่าจะออกมาเร็วหน่อย หรงเอ๋อร์จะเป็นคนที่ระมัดระวังและรอบคอบ ส่วนเชินเอ๋อร์…ยังขาดความมั่นใจอยู่เล็กน้อย ดังนั้นทั้งสองคงจะออกมาช้าหน่อย แต่เมื่อเปิดป้ายใบที่สองพวกเขาก็คงจะออกมากันแล้วล่ะ”แล้วก็เป็นจริงตามที่สวี่เวิ่นชู่พูด เพราะผ่านไปเพียงครึ่งชั่วยาม ไพ่ใบที่สองก็ถูกเปิดออก และในที่สุดทั้งสามคนก็เดินออกมาด้วยกันพลันนั้นพวกเขาก็ผุดลุกขึ้นก่อนจะรีบเดินออกไปต้อนรับ เถ้าแก่เฉินเข้าไปอุ้มฮั่วฉีหยาง พลางบ่นพึมพำว่า “อาหยางยังเป็นเด็กอยู่เลย ต้องนั่งตาก ลมหนาวๆทั้งวัน แบบนี้โหดร้ายเกินไปแล้ว”ฮั่วฉีหยางส่ายหน้าไปมา ก่อนจะหันไปหาถังฉือเย่แล้วพูดขึ้นว่า “พี่สาว ข้าไม่หนาว”สวี่เวิ่นชู่หัวเราะเบาๆ ถามขึ้นว่า “ข้อสอบออกหัวข้ออะไรบ้าง?”“เพิ่งสอบเสร็จอย่าเพิ่งถามเลย แบบนี้จะตื่นเต้นเอาได้!” ถังฉือเย่ท้วง สวี่เวิ่นชู่ลูบหน้าผาก แล้วก็ไม่ถามอะไรอีก เมื่อกลับมาถึงโรงเหล้าซื่อฟาง ก็ได้ยินเสียงดังจ๊อกแจ๊กจอแจมาแต่ไกล พอเข้าไปข้างในจึงเห็นพวกเหล่าปัญญาชนกำลังล้อมรอบนักเรียนคนหนึ่งราวกับเป็นดาวล้อมเดือน และคนผู้นั้นก็คือ…สวี่เสียนที่กำลังท่องอะไรสักอย่างเสียงดัง น่าจะเป็นข้อสอบที่เขาเขียน ชายหนุ่มท่องอยู่หลายประโยค คนที่อยู่รอบๆก็พากันเอ่ยปากชมกันยกใหญ่พวกเขายืนฟังกันอยู่ครู่หนึ่ง ถังฉือเย่ฟังไม่ออกว่าข้อสอบที่สวี่เสียนท่องมานั้นดีหรือไม่ นางจึงมองไปที่สวี่เวิ่นชู่ แต่บัณฑิตหนุ่มก็ไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร ฟังไปได้ครู่หนึ่ง เขาก็พูดขึ้นว่า “ขึ้นไปพักกันเถอะ ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเลยแม้แต่น้อย” จากนั้นพวกเขาก็ทยอยเดินไปทางด้านหลัง ในขณะที่สวี่เสียนกำลังได้ใจอยู่นั้น เขากลับเหลือบไปเห็นฮั่วฉีหยางที่ถูกอุ้มอยู่ตอนนั้นที่นั่งของฮั่วฉีหยางอยู่เยื้องจากเขาไปเล็กน้อย ตอนที่กินมื้อเที่ยง อยู่ๆก็มีกลิ่นหอมเค็มลอยออกมา ทำให้เขาอารมณ์เสีย ในใจก็รู้สึกแค้นและเจ็บใจฮั่วฉีหยางอยู่ไม่น้อย เมื่อได้เห็นเด็กชาย จึงอดไม่ได้ที่จะพูดกระแนะกระแหนออกมา “เด็กที่ยังไม่หย่านม สามารถลงสนามสอบได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”เดิมทีฮั่วฉีหยางก็รู้สึกเหนื่อยมาก เขาจึงฟุบตัวลงบนไหล่ของเถ้าแก่เฉิน เมื่อได้ยินประโยคที่สวี่เสียนพูด เขาจึงเหลือบมองเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรถังฉือเย่อยากจะด่ากลับไป แต่นางยังไม่ค่อยมั่นใจในความสามารถของคนในครอบครัว จึงเกรงว่าในภายภาคหน้าอาจจะแพ้ให้กับสวี่เสียนได้ ดังนั้นจึงต้องเก็บคำพูดเอาไว้ ผิดกับสวี่เวิ่นชู่ที่ใช้หางตาเหลือบมองแวบหนึ่ง ก่อนจะหยุดเดินแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันดังว่า“ยังไม่ทันประกาศผลสอบก็อวดดีขนาดนี้แล้ว หากต่อไปมีชื่อเสียงมากขึ้น แล้วจะควบคุมตัวเองได้อย่างไร?”สวี่เสียนโกรธเป็นอย่างมากตะคอกกลับมาเสียงดังไม่แพ้กัน “เจ้าเป็นใครกัน ถึงได้กล้ามาด่าข้า!”“สวี่ชิง”“เจ้า...!” เขาหยุดชะงักไปในทันที…สวี่ซื่อหยวน มีชื่อว่าสวี่ชิง สมญานามเวิ่นชู่ คนผู้นี้…หรือว่าจะเป็นสวี่เวิ่นชู่ แต่ชายผู้นั้นสอบได้ระดับท้องถิ่นตั้งนานแล้ว เหตุใดถึงได้มาสอบระดับอำเภออีกเล่า หรือว่าเป็นเพราะเขาได้ยินเรื่องชื่อเสียงของข้า เลยตั้งใจจะมาพูดเสียดสีข้า?ชายหนุ่มครุ่นคิด แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไร เขาก็ไม่กล้าที่จะตามขึ้นมาแล้วถังฉือเย่เห็นสวี่เสียนทำสีหน้าอย่างกับคนท้องผูก ก็รู้สึกสะใจขึ้นมาทันที นางเดินตามหลังสวี่เวิ่นชู่ไป “ท่านสวี่ สรุปแล้วข้อสอบของเขาเป็นอย่างไรบ้าง?” “ก็พอได้!” “จะสอบผ่านไหม?” สวี่เวิ่นชู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตอบว่า “ก็อาจจะ…การที่จะสอบผ่านแล้วได้รับตำแหน่งนั้นมีหลายขั้นตอนมาก ตอนแรกจะคัดเลือกคนที่สอบผ่านมาเจ็ดส่วน หลังจากนั้นจะลดจำนวนลงอีกสองส่วน และหลังจากนั้นจะค่อยๆลดจำนวนลงไปเรื่อยๆในทุกสนามสอบ สุดท้ายแล้วก็จะเหลือเพียงห้าสิบคนเท่านั้น”ชายหนุ่มพูดอ่อนโยนพลางลูบศีรษะของนางเบาๆ “เขาสามารถสอบผ่าน แต่ก็ใช่ว่าจะได้อยู่ถึงรอบสุดท้าย และสู้พวกหรงเอ๋อร์ไม่ได้อย่างแน่นอน”“ท่านแน่ใจเหรอ?” สวี่เวิ่นชู่พยักหน้ายืนยัน เมื่อพูดกล่อมนางเสร็จแล้ว เขาจึงพูดขึ้นว่า “เหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว มื้อค่ำเรามากินอะไรที่ดีๆกันดีกว่า”ถังฉือเย่ตอบรับ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องครัว เถ้าแก่เฉินรู้สึกขำเล็กน้อย รู้สึกราวกับว่าสวี่เวิ่นชู่กำลังกล่อมเด็กอยู่อย่างไรอย่างนั้น ทางด้านสวี่เวิ่นชู่เมื่อปิดประตูห้องแล้วเขาก็สั่งให้เหล่าลูกศิษย์เขียนข้อสอบของตัวเองมาให้ดู เมื่อได้ดูแล้วก็พูดขึ้นว่า “ไม่เลว หากไม่มีอะไรเกินความคาดหมายล่ะก็ ทุกคนคงจะสอบผ่านกันหมด”ในการสอบระดับอำเภอในทุกครั้งจะมีการประกาศผลออกมา เรียกกันว่า ‘ฟาอ้าน’ เพราะชื่อที่เขียนลงในกระดาษข้อสอบจะถูกปิดเอาไว้ ดังนั้นเมื่อตอนที่ประกาศผลก็จะเขียนแค่เลขที่นั่งสอบเท่านั้นและจะเขียนเป็นรูปทรงกลม เรียกว่า ‘หยวนอ้าน’ ภายในห้าสิบคนนั้นจะเป็นวงแรก ในวงแรกจะแบ่งเป็นสองชั้น วงด้านนอกจะมีสามสิบคน ส่วนวงในมียี่สิบคน จากนั้นก็จะเขียนรายชื่อที่ได้อันดับหนึ่งตรงกลางของชั้นนอก และรายชื่อที่ได้อันดับรองลงมาเขียนเรียงจากด้านซ้ายไปเรื่อยๆ ดังนั้นคนที่ไม่ผ่านจึงเรียกว่า ‘นอกวงกลม’ โดยตรงกลางวงกลมจะใช้หมึกสีแดงเขียนว่า ‘ผ่าน’ ไว้ และคำว่า ‘ผ่าน’ นั้น ต้องเขียนในแนวตั้ง สัดส่วนของตัวอักษรคือด้านบนยาวด้านล่างสั้น เหมือนสัดส่วนของตัวอักษร ‘กุ้ย’ เพื่อความเป็นสิริมงคล ทันทีที่ได้ยินเสียงเป่าเครื่องดนตรีก็เป็นสัญญาณว่าเริ่มการประกาศผลแล้ว ถังฉือเย่อดใจไม่ไหวแทรกตัวเข้าไปดูด้วยตัวเอง จากนั้นนางก็ต้องสับสนกับคำว่า ‘เทียนจื้อปาห้าว’ กับคำว่า ‘เฉินจื้ออู่ห้าว’ ถังฉือหรงจ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง ขมวดคิ้วมุ่น จากนั้นก็สาวเท้าเดินไปดูรายชื่อของคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจถูกคัดเลือกเช่นกันการประกาศผลครั้งนี้มีห้าสิบคน ในสนามสอบต่อไปจะต้องนั่งใกล้กับผู้คุมสอบมากขึ้น และการคุมสอบจะเข้มงวดมากขึ้นไปอีก แต่คนที่อยู่ในกระดาษประกาศผลแบบหยวนอ้านและคนที่อาจถูกคัดเลือก ก็จะมีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบในสนามต่อไปได้ นอกเหนือจากนั้นแล้วก็จะถูกคัดออก และคนที่ถูกคัดออกก็มีจำนวนถึงสามส่วนถังฉือเย่ถูกเบียดจนเซไปหมด ถังฉือหรงจึงจับมือนางแล้วดึงออกมา พลางพูดกับสวี่เวิ่นชู่ว่า “ชื่อข้ากับอาหยางอยู่ในกระดาษหยวนอ้าน”สวี่เวิ่นชู่เลิกคิ้วขึ้น เหลือบมองถังจวิ้นเชินแวบหนึ่ง ถังจวิ้นเชินก้มหน้าลงและไม่ได้พูดอะไรออกมา ถังฉือหรงจึงเป็นฝ่ายบอกอีกว่า “อาเชินอยู่ในกลุ่มที่มีสิทธิ์ถูกคัดเลือกในลำดับที่เจ็ด” “แล้วเจ้าอยู่อันดับที่เท่าไหร่?”ถังฉือหรงกระแอมออกมาก่อนตอบว่า “ที่หนึ่ง…อาหยางอยู่ลำดับที่ยี่สิบสอง”“จริงหรือ?” ถังฉือเย่ดีใจ จนผู้เป็นพี่ชายต้องแตะที่ข้อศอกเบาๆ พลางว่า “ชู่! ยังมีสอบอีกนะ”หญิงสาวรีบปิดปาก ทั้งที่ดวงตาเป็นประกาย สวี่เวิ่นชู่เห็นว่านางมีความสุข จึงไม่ได้ห้ามอะไร ความจริงแล้วการสอบครั้งแรกก็ได้ที่หนึ่ง หากไม่เกินความคาดหมายอะไร การสอบหลังจากนี้ลำดับก็คงไม่ต่างกันมากนัก แล้วก็เป็นดังคาดเพราะการสอบติดกันในสี่สนาม ถังฉือหรงก็สามารถครองอันดับหนึ่งมาโดยตลอด ส่วนฮั่วฉีหยางอยู่ในลำดับระหว่างที่สิบถึงที่ยี่สิบมาเสมอ ในขณะเดียวกันลำดับของถังจวิ้นเชินก็ค่อยๆไต่ขึ้นมาเรื่อยๆ ในที่สุดก็ได้เข้ามาอยู่ในวงกลมสักทีจนกระทั่งการประกาศผลครั้งสุดท้าย รายชื่อที่ผ่านการคัดเลือกทั้งหมดจะเขียนในแนวขวางตามลำดับ และจะใช้ชื่อสกุลในการประกาศ การประกาศแบบนี้เรียกว่า ‘ฉางอ้าน’ โดยชื่อของถังฉือหรงก็อยู่ในอันดับหนึ่งจริงๆ กระนั้นสิ่งนี้ก็ไม่ทำให้ทุกคนแปลกใจได้เท่ากับคนที่อยู่ในลำดับสอง…ฮั่วฉีหยาง! ส่วนชื่อของถังจวิ้นเชินกลับอยู่ในลำดับที่ห้าสิบ ในการสอบระดับอำเภอจะรับทั้งหมดห้าสิบคน ดังนั้นคนที่อยู่ถัดลงมาจากอันดับที่ห้าสิบจะใช้หมึกสีแดงขีดเอาไว้ ราวกับเป็นการนั่งบนเก้าอี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนเหล่านี้ถูกคัดออก ดังนั้นคนที่อยู่ในอันดับที่ห้าสิบจะถูกเรียกว่า ‘นั่งเก้าอี้แดง’ ซึ่งเด่นชัดมากๆ บทที่ 240: เก้าอี้แดงอาจเป็นเพราะในการสอบห้าครั้งนี้ ถังฉือหรงอยู่ในอันดับหนึ่งมาตลอดจึงทำให้เขาดูโดดเด่นเป็นอย่างมาก รวมทั้งเมื่อทุกคนได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นลูกศิษย์ของสวี่ซื่อหยวนจึงยิ่งดึงดูดสายตาของผู้คนมากขึ้นไปอีก ทุกคนต่างพากันมารุมล้อม พากันแสดงความยินดีพลางเดินมาส่งเขามาถึงโรงเตี๊ยม แล้วตอนนั้นเองที่ทุกคนเพิ่งรู้ว่าคนที่ได้อันดับสองนั้นก็เป็นลูกศิษย์ของสวี่เวิ่นชู่เช่นกัน มิหนำซ้ำเขายังเป็นแค่เด็กอายุหกขวบเท่านั้น! หกขวบ!ชั่วพริบตาทุกคนก็แตกตื่น แม้กระทั่งถังฉือหรงอายุสิบห้าที่สอบได้ที่หนึ่งในระดับอำเภอ ก็ไม่น่าดึงดูดเท่ากับเรื่องของฮั่วฉีหยางอีกแล้วเมื่อส่งให้คนที่มาแสดงความยินดีกลับไปแล้ว ถังฉือเย่ก็นำเงินรางวัลซึ่งเป็นเหรียญทองแดงมาโปรยให้เด็กๆมาแย่งกัน การโปรยเงินเช่นนี้ชาวบ้านเรียกกันว่าฉายจึเฉียน ทุกคนต่างก็ชอบเก็บเอาไปสะสมที่บ้าน บรรยากาศจึงดูคึกคักสนุกสนานขึ้นมาทันทีแต่แล้วพลันนั้นเองก็ปรากฏเสียงดังขึ้น เมื่อถังฉือเย่หันไปมองก็เห็นแต่โต๊ะที่ล้มระเนระนาด ใกล้ๆกันนั้นเป็นมีสวี่เสียนที่กำลังยืนหน้าบึ้งตึงอยู่ด้านหลัง ก่อนจะมีคนพูดเยาะเย้ยขึ้นว่า “เจ้ามาอารมณ์เสียใส่ข้าแล้วจะมีประโยชน์อะไร ก่อนหน้านี้ใครล่ะที่เป็นคนเยาะเย้ยว่าเขาเป็นเด็กที่ยังไม่หย่านมแล้วกล้าที่จะลงสนามสอบ เด็กน้อยลงสอบกลับได้อันดับสอง แล้วเจ้ายังจะกล้าเรียกตัวเองว่าสวี่ซื่อหยวนน้อยอีกหรือ แม้กระทั่งเก้าอี้แดงก็ยังไม่สามารถนั่งได้เลย” ผู้คนต่างพากันหัวเราะเยาะเย้ย ถากถาง ถังจวิ้นเชินที่เมื่อครู่ได้รับการแสดงความยินดีด้วยใบหน้าที่ฝืนยิ้ม เมื่อได้ยินคำว่า ‘เก้าอี้แดง’ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปพร้อมกับเดินออกมาแล้วเข้าไปหลบอยู่ในห้องเมื่อสวี่เวิ่นชู่เดินตามเข้าไป เขาก็คุกเข่าลง พลางพูดอย่างสะอึกสะอื้นว่า “ข้าทำให้อาจารย์ขายหน้าแล้ว”“ข้าไม่ได้กลัวเสียหน้าสักหน่อย” สวี่เวิ่นชู่พูดเบาๆ “ข้าเพียงแค่อยากถามเจ้าว่า ตอนนี้รู้สึกเสียใจหรือไม่ที่ก่อนหน้านี้เจ้าไม่ได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์เลย”ถังจวิ้นเชินใช้แขนเสื้อปาดน้ำตา พูดอะไรไม่ออก ท่านลุงสี่ที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกละอายใจและเสียใจ เมื่อลองนึกถึงคืนในวันที่สามสิบที่ทุกคนโต้เถียงกัน เขาก็รู้สึกพูดอะไรไม่ออกไปด้วยอีกคนถังฉือเย่ส่ายหน้าน้อยๆ อดไม่ได้ที่จะปลอบโยนเขา “เพียงเท่านี้เจ้าก็เก่งมากแล้ว คนตั้งเยอะแยะมากมายเช่นนี้ จริงๆแล้วหากเป็นอย่างพี่ของข้าหรืออาหยาง ที่วันๆเอาแต่อ่านหนังสือ แบบนี้ชีวิตก็คงจะขาดความสนุกไปใช่ไหมล่ะ มีได้ก็ต้องมีเสีย ที่เจ้าเรียนไปเล่นไป นอกจากแค่ไม่ค่อยสบายใจตอนที่คะแนนออกแล้ว ปกติแล้วเจ้าก็ออกจะมีความสุขไม่ใช่เหรอ?”ถังจวิ้นเชินยิ้มแบบเจื่อนๆ หากไม่รู้ว่านางมีนิสัยอย่างไร เขาก็คงคิดว่าถังฉือเย่กำลังพูดเสียดสีอยู่เป็นแน่! การที่ได้เห็นการสอบจอหงวนที่ยิ่งใหญ่นี้ด้วยตาตัวเองนั้น ถังฉือเย่ก็รู้สึกว่ามันสุดยอดมาก ในจำนวนคนสอบมากมายเหล่านั้น แต่พวกเขาทั้งสามคนกลับอยู่ในห้าสิบลำดับต้นเชียวนะ คะแนนเหล่านี้ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว หากจะผิดก็ผิดตรงที่เขาเป็นลูกศิษย์ของสวี่เวิ่นชู่เท่านั้น เพราะทั้งถังฉือหรงและฮั่วฉีหยางต่างก็เก่งและมีความสามารถ ดังนั้นเมื่อถังจวิ้นเชินสามารถสอบได้ที่ห้าสิบ จึงทำให้ดูขายหน้าในสายตาผู้อื่นเมื่อสอบผ่านระดับอำเภอแล้ว ก็เท่ากับว่าท่านเจ้าเมืองนั้นจะเป็นผู้คุมสอบ และนี่ก็ถือว่าเป็นผลงานของท่านเจ้าเมืองเช่นกันคนที่สอบผ่านระดับอำเภอในลำดับที่สิบขึ้นไปก็จะมีโอกาสได้แสดงความสามารถในการสอบระดับฟู่ชื่อ ซึ่งคนเหล่านี้ท่านเจ้าเมืองก็จะเรียกเข้าพบอีกด้วย ในการนี้ท่านเจ้าเมืองหลินได้พูดกับถังฉือหรงเป็นการส่วนตัวว่า “จริงๆแล้วในใจของข้าได้เลือกเจ้าเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว หากเป็นคนอื่น ข้าคงให้เขาเข้ารอบการสอบระดับฟู่ชื่อไปแล้ว เพื่อจะได้ไม่ต้องสอบอีกสี่รอบที่เหลือ แต่ทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าครอบครัวของเราสองคนมีความสัมพันธ์กัน ข้าเดาว่านี่คงจะเป็นกระดาษคำตอบของเจ้า ข้าเลยให้เจ้าสอบหลายรอบเสียหน่อย เจ้าอย่าได้ถือสาเลยนะ”ถังฉือหรงรีบประสานมือพลางโค้งคำนับ “ท่านเจ้าเมือง ข้าสอบครั้งนี้เป็นครั้งแรกก็ควรที่จะลองสอบดูหลายๆครั้ง เพื่อเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความรู้ หลังจากนี้ข้าจะได้ไม่ต้องตื่นตระหนก ข้าต้องขอบคุณท่านเจ้าเมืองถึงจะถูก จะกล่าวโทษท่านได้อย่างไร” ท่านเจ้าเมืองหลินค่อยๆพยักหน้าด้วยความชื่นชม ด้วยความที่อายุยังน้อยเมื่อสามารถสอบได้อันดับหนึ่ง แต่กลับไม่เย่อหยิ่งเลยแม้แต่น้อย แถมท่าทางกิริยาก็สง่างามถ่อมตน จริงๆแล้วก่อนหน้านี้เขาก็เคยทดสอบความรู้ของถังฉือหรงมาแล้ว เขารู้สึกว่าถังฉือหรงนั้นมีพื้นฐานที่ดี แต่ยังขาดความเข้าใจอยู่บ้าง ถึงแม้ว่าภายหลังเขาจะมีอาจารย์เป็นสวี่ซื่อหยวน แต่อย่างไรเสียเวลาที่เขามาเล่าเรียนกับสวี่ซื่อหยวนก็ยังไม่นานมากนัก ดังนั้นท่านเจ้าเมืองหลินจึงคิดว่าแค่เข้ามาอยู่ในวงกลมได้ก็ไม่เลวแล้วยิ่งไปกว่านั้นคือคิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อเห็นกระดาษคำตอบของถังฉือหรงแล้ว จะสัมผัสได้ถึงความสุขุมและตรงไปตรงมา ทั้งที่อายุยังน้อยแท้ๆ แต่กลับมีสติปัญญาที่เฉียบแหลมเป็นอย่างมาก นี่มันคือคนที่สามารถเล่าเรียนและมีความเข้าใจในเรื่องต่างๆได้เป็นอย่างดีคนหนึ่งเลยอีกอย่างสำนวนในการเขียนของถังฉือหรงก็ดูโดดเด่นกว่าอาจารย์ของเขาในตอนนั้นเสียอีก กลัวแค่เพียงว่าเขาจะก้าวหน้าไปไกลมากๆก็เท่านั้นสำหรับถังฉือหรงเองนั้น เขาเป็นคนที่ไม่ชอบทำตัวโดดเด่นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นหลังจากที่ได้มางานเลี้ยงที่ท่านเจ้าเมืองเป็นคนจัดแล้วจึงต่างพากันมุ่งหน้ากลับบ้านเมื่อมาถึงหมู่บ้านจวี้เป่า ชาวบ้านต่างแตกตื่นกันไม่น้อย…ใช่ว่าในหมู่บ้านจะไม่เคยมีใครสอบชิงตำแหน่งขุนนางกัน เพียงแต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครสอบได้ที่หนึ่งอย่างถังฉือหรงเลยสักคน!ทุกคนจึงพากันมาแสดงความยินดีอย่างไม่ขาดสาย มีผู้คนไม่น้อยที่ซุบซิบนินทากับถังฉือเย่ เขาบอกว่าเพียงแค่สอบในสนามแรกถังฉือจิ้นก็ถูกคัดออกเสียแล้ว เมื่อกลับถึงบ้านเขาก็บอกว่าถังฉือหรงต้องสอบผ่านแน่ๆ เพราะท่านเจ้าเมืองหลินและถังฉือเย่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เช่นนั้นก็ต้องดูแลถังฉือหรงเป็นพิเศษถังฉือเย่ยังคงทำหน้านิ่งพลางพูดขึ้นว่า “เขาพูดแบบนี้ไม่มีความเคารพท่านเจ้าเมืองเอาเสียเลย การสอบนี้ชื่อในกระดาษข้อสอบจะถูกปิดเอาไว้ทั้งหมด และท่านเจ้าเมืองหลินก็ไม่เคยเห็นลายมือของพี่ข้าสักหน่อย ถึงอยากจะดูแลก็ไม่สามารถดูแลอะไรได้หรอก”จากนั้นคนในหมู่บ้านก็พากันตระหนักได้ในทันที ก่อนที่จะมีใครคนหนึ่งแทรกว่า “ข้าก็คิดว่าอย่างนั้นแหละ ตัวเองสอบไม่ได้แล้วมาว่าร้ายคนอื่น!” จริงๆแล้วไม่เพียงแต่คนในหมู่บ้านเท่านั้นที่มาร่วมยินดี แม้กระทั่งเหล่าปัญญาชน เมื่อทราบที่อยู่ของสวี่ซื่อหยวนแล้ว ก็พากันมาเยี่ยมเยียนเขากันยกใหญ่ สวี่เวิ่นชู่ฟังคนโน้นพูดที คนนี้พูดทีก็รู้สึกรำคาญ เขาหันไปปรึกษากับถังฉือเย่ จากนั้นก็ขอตัวไปที่หัวเมืองก่อน การสอบระดับฟู่ชื่อนั้นจะเริ่มสอบในเดือนเมษายน แต่การไปที่นั่นล่วงหน้าก่อนก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีจริงๆแล้วบ้านของสวี่เวิ่นชู่ก็อยู่ที่หัวเมืองนั่นเอง เพียงแต่ไกลจากสถานที่สอบไปหน่อยก็เท่านั้น ใช้เวลาในการเดินทางประมาณหนึ่งชั่วยาม อีกอย่างเมื่อฟังความหมายที่สวี่เวิ่นชู่สื่ออกมาแล้ว ก็ราวกับว่าเขาไม่อยากจะพักที่บ้านเลยสักนิดถังฉือเย่พยักหน้าเห็นด้วยพลางหันไปบอกชิงเว่ยเหลี่ยวเพื่อให้หาคนไปเช่าคฤหาสน์ในหัวเมืองสักหลัง จากนั้นก็ได้ให้คนที่ฮั่วฉีจิงหามาให้สองคนตามไปด้วย ชิงเว่ยเหลี่ยวไม่รู้ว่านางคิดอย่างไร ไปในหัวเมืองครั้งนี้จึงให้คนตามไปด้วยถึงหกคน นางบอกว่าสองคนเอาไว้รับใช้สวี่เวิ่นชู่ สองคนเอาไว้ดูแลฮั่วฉีหยาง อีกสองคนก็เอาไว้ช่วยจัดตำราหรือคัดลอกตำราต่างๆ รวมถึงจัดการเรื่องสำคัญให้ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชิน เด็กหนุ่มพวกนี้อายุน้อยสุดสิบสี่ปี มากที่สุดก็สิบเจ็ดปี ชื่อของพวกเขาก็เรียงตามตัวเลข เจี่ย อี๋ ปิ่ง ติง อู่ และจี่ ทุกคนล้วนแล้วแต่มีฝีมือในการต่อสู้ที่ดีและรู้ตัวหนังสือ รวมทั้งมีไหวพริบปฏิภาณ เมื่อถังฉือเย่ได้พบพวกเขาก็รู้สึกวางใจในทันที ถังฉือเย่ฝากเสี่ยวเหยาไว้กับท่านยายเย่ โรงทอเย่ฟางก็ฝากไว้กับเฉียวซางอวี๋ ส่วนอย่างอื่นก็ยกให้เป็นหน้าที่ของเซี่ยอวี๋ฮุน นางยืนกรานที่จะไปส่งพวกเขาด้วยตัวเอง สวี่เวิ่นชู่ก็ปฏิเสธอยู่นาน แต่นางก็ทำเหมือนไม่ได้ยินเสียอย่างนั้น สวี่เวิ่นชู่ไม่มีทางเลือกต้องทำตามสิ่งที่นางต้องการอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ถังฉือเย่กลัวว่าในบ้านจะไม่มีใครดูแลจึงให้ชิงเว่ยเหลี่ยวอยู่ที่บ้าน จากนั้นก็ให้เริ่นตงเป็นคนนำทางครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ถังฉือเย่จะต้องอยู่ไกลบ้านมากขนาดนี้ นางรู้สึกว่าการออกเดินทางในครั้งนี้เป็นเหมือนการท่องเที่ยวเสียมากกว่า จากเขตตงเฟิงมาถึงเมืองกานหลิน ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดห้าวัน ในเมื่อมาแล้ว แน่นอนว่าต้องไปเยี่ยมเยียนบ้านท่านสวี่ด้วยถังฉือเย่ได้เตรียมของขวัญเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เหล่าชายหนุ่มเดินกันเข้าไปข้างใน พวกเขายืนอยู่ในห้องโถงด้วยท่าทางที่สง่างาม สวี่เวิ่นชู่มีพี่ชายสองคนและพี่สาวอีกหนึ่งคน โดยพี่สาวของเขาได้ออกเรือนไปนานแล้ว ส่วนพี่คนโตก็เป็นขุนนางอยู่เมืองอื่น มีพี่คนรองคอยจัดการกิจการของที่บ้าน ส่วนมารดาของเขานั้นเป็นคนสกุลหนิง รูปร่างท้วม ท่าทางดูใจดีถังฉือเย่สวมชุดเหมือนกับถังฉือหรงเมื่อเห็นพี่ชายทำความเคารพจึงทำตามด้วย หนิงซื่อยิ้มพลางเชิญให้ทุกคนนั่งลง ก่อนจะดึงฮั่วฉีหยางเข้ามาชมเชย “ตัวเล็กแค่นี้ ก็เข้าร่วมการสอบด้วย เก่งกว่าอาจารย์ของเจ้าอีกนะ ตอนอาจารย์ของเจ้าหกขวบน่ะ ยังเล่นดินปั้นโคลนอยู่เลย”สวี่เวิ่นชู่นั่งฟังอย่างหมดคำจะพูด แต่พวกของถังฉือหรงที่คุ้นชินกับท่าทางสบายๆของอาจารย์ เมื่อเห็นท่าทางเหล่านี้ ก็ต่างพากันกลั้นขำเอาไว้หนิงซื่อพูดกับถังฉือหรงว่า “เจ้าคือหรงเอ๋อร์ใช่หรือไม่?”ถังฉือหรงรีบลุกขึ้นพลางขานรับ “แล้วเหตุใดเจ้าไม่ให้น้องสาวเข้ามาด้วยล่ะ ข้าเคยได้ยินลูกของข้าเอ่ยถึงน้องสาวของเจ้าด้วย ชื่อเย่เอ๋อร์ใช่หรือไม่ เขาบอกว่าเป็นเด็กที่ฉลาดที่สุด”สวี่เวิ่นชู่อมยิ้มก่อนบอกว่า “ท่านแม่ นางไม่เคยพลาดในทุกๆเรื่องอยู่แล้ว”สิ้นเสียงพูด ถังฉือเย่ก็ลุกขึ้น อมยิ้มนิดๆตรงมุมปาก พูดพร้อมกับย่อตัวคำนับ “ท่านหญิง เย่เอ๋อร์เสียมารยาทแล้ว” หนิงซื่อตกตะลึงจนอ้าปากค้าง จากนั้นก็ดึงตัวนางมาดูอย่างละเอียด “ข้านี่มันตาถั่วเสียจริง นี่คือหญิงสาวชัดๆ ข้าดันมองไม่ออกเสียได้ ดูเจ้าสิทั้งตัวเล็กทั้งหน้าตาสะสวย น่าเอ็นดูเสียจริง” หลังจากนั้นนางก็หันไปสั่งให้คนรับใช้ไปหยิบชุดออกมาชุดหนึ่ง ก่อนจะจูงมือนางแล้วพาไปเปลี่ยนชุดด้วยตัวเอง!จบตอน Comments
Comments
Post a Comment