superstar ep241-250 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps บทที่ 241: ความขมขื่นในใจท่านสวี่ถังฉือเย่เห็นว่าหนิงซื่อมีน้ำใจและเป็นมิตรจึงเผยรอยยิ้มกระจ่างก่อนจะผุดลุกขึ้นแล้วเดินตามไป โดยชุดที่หนิงซื่อหามาให้นางนั้นเป็นชุดมีปก ผ่าหน้า แขนคบ ซึ่งดูสวยงามเป็นอย่างมาก จากนั้นนางก็หวีผม ประดับมุก เอาผมทัดหู และแต่งตัวให้ถังฉือเย่ราวกับเป็นหยกงามเนื้อดีผ่านไปราวหนึ่งเค่อ เมื่อกลับเข้ามาอีกครั้ง ถังจวิ้นเชินก็ส่งเสียงด้วยความประหลาดใจ แต่ถึงอย่างไรตอนนี้ก็อยู่ในบ้านตระกูลสวี่ เขาจึงไม่ได้พูดอะไรมากสวี่เวิ่นชู่เองก็อดไม่ได้ที่จะจ้องอยู่เป็นนานสองนาน จนกระทั่งหญิงสาวยิ้มและมองมา เขาจึงหลุบหลบสายตาลงมองพื้น หลังจากนั้นทุกคนจึงเริ่มทานอาหารกันอย่างคึกคัก ก่อนที่เริ่นตงจะเข้ามาขอคำชี้แนะ ถังฉือเย่จึงสั่งให้เขาส่งคนออกไปเช่าบ้าน ทำความสะอาด จัดเตรียมข้าวของ นอกจากนี้ยังได้ให้ไปหาหญิงชรามาเพื่อช่วยซักผ้าและทำอาหาร โดยเหลือไว้เพียงสองคนเอาไว้สลับใช้งานหนิงซื่อที่ยืนอยู่ด้านหลังเห็นเด็กสาวเอามือไพล่หลังข้างหนึ่งอยู่กลางบ้านพลางออกคำสั่งประโยคต่อประโยค เพียงดูก็รู้ว่าเป็นคนที่เข้าท่าและใช้งานได้ ความจริงแล้วนางชอบหญิงสาวที่เด็ดเดี่ยว ไม่เขินอายเช่นนี้มาโดยตลอด แล้วตอนนั้นเองที่นางถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ ก่อนจะเหลือบมองไปที่สวี่เวิ่นชู่ นางรอจนกระทั่งผ่านพ้นมื้อเย็นไป เมื่อทุกคนต่างขอตัวแยกย้าย หนิงซื่ออดไม่ไหวจึงพูดกับสวี่เวิ่นชู่ว่า “เด็กสาวผู้นี้หน้าตาสะสวยคล่องแคล่วว่องไว น่าหลงใหลเสียจริง หากเจ้าแต่งงานกับนาง ข้าเองก็วางใจ”“ท่านแม่!” สวี่เวิ่นชู่เอ่ยอย่างจนปัญญา “นี่มันคนละรุ่นกันนะ!” หนิงซื่อโกรธขึ้นมาทันที พลางจิ้มไปที่หน้าผากของเขา “เป็นเพราะเจ้ามันไม่ได้เรื่อง อายุปูนนี้แล้วยังทำอะไรลวกๆ รับลูกศิษย์อะไรกัน ไปมาหาสู่กับคนศักดิ์เท่ากันมันไม่ดีกว่าเหรอ เรื่องดีๆ เจ้าก็กลับทำพังหมดแล้ว! โง่เสียจริง!” แม่ชรารังเกียจลูกชายอยู่เป็นประจำ สวี่เวิ่นชู่รู้สึกขมขื่นในใจมาก ซึ่งหลังจากนั้นถังฉือเย่และพวกก็ได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านตระกูลสวี่เป็นเวลาสามวัน ทุกคนในตระกูลสวี่ล้วนไม่ยอมให้พวกเขาไป จากนั้นภายใต้คำสั่งของท่านสวี่ ทุกคนจึงได้แอบออกไปในคืนนั้นและเดินทางไปที่บ้านที่เช่าเอาไว้ก่อนหน้านี้ถังฉือเย่อยู่ที่บ้านเช่ากับพี่ชายต่ออีกสองวัน เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นางจึงได้พาเริ่นตงกลับหมู่บ้านจวี้เป่า นับดูแล้วไปๆมาๆก็ใช้เวลาไปเกือบสิบวัน ทันทีที่เกวียนที่นางโดยสารเคลื่อนตัวเข้าสู่หมู่บ้าน หญิงสาวก็เห็นว่าพื้นดินด้านข้างมีคนกำลังทำงานอยู่ จึงได้ลูบหน้าผากตัวเองเบาๆ ช่วงนี้นางเอาแต่คิดเรื่องพี่ชาย จนลืมไปว่าฤดูการเพาะปลูกเริ่มต้นขึ้นแล้ว! ด้วยเหตุนี้นางจึงตัดสินใจไม่กลับบ้าน แต่ตรงไปที่โรงงานเย่ฟางเลย พลางเอ่ยปากถาม “คันไถแบบเหยียบทำเสร็จแล้วหรือยัง?” ผู้ที่รับผิดชอบโรงงานเย่ฟางที่มีชื่อว่าจ้าวโก้ว รีบยืดตัวขึ้นพลางตอบรับ “ทำเสร็จทั้งหมดแล้วขอรับ” ถังฉือเย่พยักหน้า…คันไถแบบเหยียบเป็นอุปกรณ์พลิกหน้าดินชนิดหนึ่ง คนในราชวงศ์ซ่งเคยบอกว่า ‘การใช้งานของคันไถ สามารถแทนที่การไถด้วยวัวได้ครึ่งหนึ่ง และมีประสิทธิภาพมากกว่าจอบเป็นเท่าตัว’ ดังนั้นมันจึงเหมาะสมกับบ้านที่ไม่มีวัว หรือพื้นที่ภูเขาหินที่ไม่สามารถใช้วัวไถได้ ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดของอำเภอตงเฟิงล้วนเป็นภูเขา คันไถแบบเหยียบจึงเหมาะกับการใช้งานมาก โดยคันไถนี้นางใช้เหล็กที่ก่อนหน้านี้รีดไถมาจากเมิ่งจื่อหยางและพ่อของเขา แต่กระนั้นถังฉือเย่ก็ต้องใช้เหล็กของตัวเองไปถึงสองร้อยห้าสิบชั่ง จึงผลิตคันไถออกมาได้ทั้งหมดสามร้อยห้าสิบเครื่อง ถังฉือเย่สั่งชิงเว่ยเหลี่ยวให้ส่งคันไถจำนวนห้าสิบเครื่องไปให้ท่านหัวหน้าตระกูล อีกทางหนึ่งก็เรียกคนของโรงงานเย่ฟางมาเอาอีกสามร้อยเครื่องไปไว้ที่ศาลาว่าการ เมื่อได้ยินเรื่องราวทั้งหมด ท่านเจ้าเมืองหลินก็ตกใจผุดลุกขึ้นยืน “อาเย่…นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?”ถังฉือเย่กล่าว “ข้าเพียงแค่อยากทำบางสิ่งให้กับคนในหมู่บ้านเท่านั้น และสร้างชื่อเสียงให้กับโรงงานเย่ฟางของข้าไปด้วยเลย” ท่านเจ้าเมืองหลินจ้องมองหญิงสาวซึ่งกำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นเวลานาน ก่อนจะเริ่มทดลองคันไถด้วยตัวเอง เดิมทีท่านเจ้าเมืองหลินเป็นผู้มีการศึกษา แต่ตั้งแต่ที่ถูกส่งมาอยู่ที่อำเภอตงเฟิงแห่งนี้ เขาก็มักจะไปเดินเล่นที่ทุ่งนาอยู่เสมอจึงคุ้นเคยกับเรื่องเกษตรกรรมเหล่านี้ ฉะนั้นเมื่อได้ลอง เขาก็เข้าใจทันทีว่านี่มันเป็นสมบัติที่ล้ำค่าขนาดไหนนี่เป็นผลงานที่ส่งมอบมาถึงมือเขา!การเกษตรเฟื่องฟู ผลผลิตสูงขึ้น อุปกรณ์การเกษตรแบบใหม่ เหล่านี้ล้วนเป็นผลงานของเขา! ทันใดนั้นท่านเจ้าเมืองหลินก็เข้าไปคำนับถังฉือเย่ถึงพื้น จนนางต้องรีบหลบออกพลางพูดด้วยความตกใจว่า “ท่านเจ้าเมืองให้เกียรติข้ามากเกินไปแล้ว”“ไม่ว่าเจ้าจะเห็นแก่ตัวหรือไม่ แต่เจ้าก็ทำเรื่องนี้เพื่อประชาชน โปรดรับการคำนับจากข้าด้วยเถอะ” ท่านเจ้าเมืองพูดอย่างจริงจัง ถังฉือเย่จึงยิ้มออกมาแล้วบอกว่า “เพื่อเป็นของขวัญให้ท่านเจ้าเมืองและประชาชนคนอื่นๆ ต่อให้ข้าไม่ได้รับอะไรเลย ข้าก็เต็มใจทำ” แม้จะพูดเช่นนี้แต่ก็แน่นอนว่าไม่มีทางที่นางจะไม่ได้รับอะไรเลย ไม่ใช่นางเคยพูดไว้แล้วเหรอว่า ‘เพื่อชื่อเสียงของโรงงานเย่ฟาง’ เพราะฉะนั้นบางทีการสร้างชื่อเสียงให้เลื่องลืออาจจะมีวิธีนับพันนับหมื่น เพียงแต่เรื่องนี้นางตัดสินใจที่จะเริ่มจากประชาชนก่อนเป็นลำดับแรก ดังนั้นในวันรุ่งขึ้น คันไถแบบเหยียบของถังฉือเย่จึงถูกส่งออกไปยังหมู่บ้านต่างๆโดยคนของทางการ เริ่มต้นจากหมู่บ้านจวี้เป่าก่อนเป็นลำดับแรก ก่อนจะกระจายไปตามหมู่บ้านอื่นๆ ซึ่งการแจกคันไถเช่นนี้ทำให้ชื่อเสียงของหญิงสาวผู้โชคดียิ่งโด่งดังมากขึ้นไปอีก ถึงขนาดที่มีคนบอกว่านางเป็นเจ้าแม่จิ่วเทียนเซวียนหนิ่วลงมาจุติในโลก เพื่อให้โชคแก่ปวงประชา ซึ่งนอกจากจะอับอายอยู่เงียบๆเพียงลำพังแล้ว ถังฉือเย่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้อีกนอกจากเรื่องคันไถแล้ว ก็ยังมีเรื่องดอกฝ้าย ซึ่งถังฉือเย่คิดว่าถึงเวลาที่จะเก็บเกี่ยวฝ้ายของตนเองแล้ว โดยที่บ้านมีเซี่ยอวี๋ฮุน รวมทั้งเฉียวซางอวี๋คอยช่วยเหลือ ตามที่นางได้บอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าจะต้องเก็บฝ้ายทั้งหมดตั้งแต่เนิ่นๆ แม้ว่าจะมีแสงสว่างไม่เพียงพอ แต่ก็เจริญเติบโตออกมาได้ไม่เลว ดังนั้นเมื่อหยิบเมล็ดออกมาและคำนวณดู ก็น่าจะเพียงพอต่อการปลูกในที่ดินสามสิบไร่ ในเวลานี้ ในที่สุดหญิงสาวก็นึกได้ว่าต้องซื้อที่ดิน นางจึงสั่งให้คนไปสอบถาม หาซื้อที่ดินที่อุดมสมบูรณ์มากกว่าสามสิบไร่ และเตรียมเชิญคนมาช่วยเพาะปลูก โดยครึ่งหนึ่งปลูกฝ้าย อีกครึ่งหนึ่งปลูกแตงโม นางคิดว่าตัวเองนั้นโง่จริงๆ ตอนนั้นนางคิดเพียงว่ามันหนาวเกินไปแล้ว ควรจะรีบปลูกฝ้าย แต่ไม่ทันได้คิดว่าเมื่อปลูกออกมาแล้วอากาศก็ไม่ได้หนาวเย็นอีกต่อไป! ทำไมตอนนั้นถึงไม่ปลูกแตงโมก่อนนะ? หากปลูกแตงโม ไม่ใช่ว่าตอนนี้จะสามารถกินมันได้แล้วเหรอ? กอดเตากินแตงโม มันจะดีงามแค่ไหนกัน? และตอนนี้ผู้ดูแลป๋ายชูที่คุณชายรองตระกูลเมิ่งทิ้งเอาไว้ ก็ได้นำเรื่องคันไถส่งข่าวกลับไปที่เมืองฉางอันแล้วเมื่อเมิ่งอี่ฉิวได้ยินว่าถังฉือเย่ยกความดีความชอบนี้ให้ในนามของเย่ฟางและตระกูลเมิ่ง เขาก็อดที่จะมีความสุขขึ้นมาไม่ได้ ในใจคิดว่า ‘ภายนอกก็โหดร้ายกับข้ามาก ความจริงแล้วก็เพราะว่าอยากให้ชื่อข้ามารวมอยู่นั้นในด้วยไม่ใช่หรือ?’ แต่ใครจะไปรู้ว่า เมื่อมองให้ลึกลงไปอีกสักนิด ก็จะรู้ว่าเรื่องทั้งหมดนั้นเป็นเพราะเมิ่งจื่อหยางชดใช้ค่าเสียหายมาด้วยเหล็กถึงสองร้อยชั่งทันทีที่ได้รู้ความจริงคุณชายรองเมิ่งก็ตัวแข็งทื่ออยู่นาน พลางอดถอนหายใจยาวๆไม่ได้ เพราะตั้งแต่กลับมาถึงเมืองฉางอันนั้น เขาก็เอาแต่ทำตัวเศร้าสลดอยู่ตลอด คนในครอบครัวยังแอบคิดว่าเขาทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ แต่หลังจากที่สอบถามจึงรู้ว่าเรื่องการค้ากับถังฉือเย่นั้นสำเร็จแล้ว แม้จะไม่เหมือนกับที่วางแผนเอาไว้ก่อนหน้านี้ที่ต้องการจะรวบเอาไว้ทั้งหมด และได้กลับมาเพียงเสื้อผ้าก็ตาม แต่เพียงเท่านี้ทุกคนก็พึงพอใจมากแล้ว โดยที่ไม่มีใครเข้าใจความเจ็บปวดในใจของชายหนุ่มเลยสักคน และความเจ็บปวดนี้ แม้จะผ่านเวลาไปนานเท่าใดก็ตาม ไม่เพียงไม่จางหาย แต่กลับยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อชายหนุ่มลองสังเกตความรู้สึกความเสียใจตอนนี้ดู ก็พบว่าไม่ใช่ว่าไม่เต็มใจหรือโกรธเคือง ตรงกันข้ามกลับมีความรู้สึกคิดถึงและเป็นกังวล ทันใดนั้นเขาก็ตื่นตระหนกขึ้นมาในทันทีเมิ่งอี่ฉิวปีนี้อายุยี่สิบสองแล้ว เขาเป็นโสดมาตลอด และปฏิญาณตนว่าจะแต่งงานกับคนที่โดดเด่นเท่านั้น แต่ต้องไม่ใช่คนนี้!…เด็กสาวคนนั้นไม่อยากเจอเขามากแค่ไหน ชายหนุ่มย่อมรู้อยู่แก่ใจดี หากไปหลงรักเด็กคนนั้นเข้าจริงๆ มีหวังคงต้องลำบากใจไปทั้งชีวิต และจะไม่ถูกนางรังแกไปจนตายหรือ?อีกอย่างถังฉือเย่เองก็มีคู่หมั้นอยู่แล้ว คุณชายรองเมิ่งแทบจะร้องไห้ออกมาแล้ว ในระหว่างที่เขากำลังทอดถอนหายใจอยู่นั้นก็มีใครบางคนอยู่ข้างนอกพูดขึ้นว่า “คุณชายรอง ท่านลุงสี่เมิ่งต้องการพบท่าน”เมิ่งอี่ฉิวรวบรวมสติตอบเสียงแผ่วเบา “เข้ามาสิ!”ท่านลุงสี่เมิ่งเป็นเถ้าแก่ร้านเย็บปักตระกูลเมิ่งแห่งหนึ่งในเมืองฉางอัน เขารีบร้อนเข้ามาพลางพูดละล่ำละลัก “คุณชายรอง…แย่แล้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!” บทที่ 242: ข้าอยากแต่งงาน!เมิ่งอี่ฉิวท่ีกำลังอารมณ์ไม่ดี ขมวดคิ้วมุ่นพลางถามอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ตื่นตระหนกอะไรกัน มีเรื่องอะไร?” “ช่างปักคนนั้นที่จ้าวเฉิงเย่ได้รับเข้ามาวันก่อน เมื่อวานมีงานเลี้ยงช่างปักนับร้อยอะไรนั่นไม่ใช่หรือ? ข้าได้ยินมาว่านางได้พูดถึงข้อบกพร่องสิบประการของเสื้อลายปักของพวกเราให้ฮ่องเต้ฟังด้วย นางยังบอกอีกว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการทำงานร่วมกับเรา และเพื่อพิสูจน์ฝีมือการปักของตัวเอง นางจึงได้ออกจากตระกูลเมิ่ง ไม่รู้ว่าไปพูดปลุกปั่นอย่างไร ตอนนี้เหล่าช่างปักล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเสื้อปักของพวกเราทำออกมาได้หยาบ และยากที่จะหาความสวยงาม...ตอนนี้พวกนางได้ตั้งกระดานปักผ้าไว้แล้วสิบตัวทางฝั่งตรงข้ามเพื่อต่อสู้กับพวกเราแล้ว!“หงซือจู๋?” เมิ่งอี่ฉิวมีสีหน้าเย็นชาขึ้นมาทันที “ใช่! หรือว่าจะเป็นคนที่คุณชายรองไล่ออกไปจริงๆ?”เมิ่งอี่ฉิวยิ้มเยาะ “มิน่าล่ะ!”มิน่าล่ะ ตอนที่เขาเข้าไปที่ร้านเมื่อวาน หญิงโง่ผู้นั้นจึงได้ยืนอยู่หน้าประตูอย่างลึกลับ ไม่เข้ามาแต่ก็ไม่ยอมจากไป พลางเอาแต่ยิ้มอย่างน่าสังเวชให้เขา อีกทั้งยังกล่าว “ข้าบอกแล้วว่าเจ้าจะต้องเสียใจ!” จากนั้นก็เดินเชิดหน้าจากไป เขายังนึกว่านางถูกผีสิงด้วยซ้ำ!ชายหนุ่มนิ่งเงียบแทนคำตอบ ความจริงแล้วจ้าวจี้กับตระกูลเมิ่งนั้นไม่ถูกกันมาโดยตลอด แถมยังทะเลาะกันมาหลายสิบปี ก่อนอยู่ในราชสำนัก สำนักทอผ้าได้ก่อตั้งขึ้นที่จวนจินหลิง แต่ได้ถอนตัวออกมาเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้ว ช่างฝีมือหลายคนจากสำนักทอผ้าถูกปล่อยตัวออกมา จ้าวจี้ได้รับข่าวคราวค่อนข้างเร็ว จึงได้เลี้ยงดูช่างฝีมือเหล่านี้เอาไว้ สำนักทอผ้านี้มีไว้ ‘สำหรับเฉพาะใช้ในราชวงศ์เท่านั้น’ ดังนั้นจ้าวจี้จึงได้เป็นร้านปักที่มีสถานะสูงส่งมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เมิ่งอี่ฉิวรู้สึกหนักใจขึ้นมานิดหน่อยเมื่อต้องปะทะกับพวกเขาเช่นนี้ เนื่องจากสภาพอากาศไม่คอยท่า ดังนั้นคนของตระกูลเมิ่งด้านหนึ่งก็กำลังเรียนงานฝีมือ ขณะเดียวกันก็ได้ส่งเสื้อลายปักและเสื้อคลุมต่างๆออกมาไม่ขาดสายก่อนหน้านี้นานแล้ว และมันก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า นี่คงจะขวางหูขวางตาจ้าวจี้มาก!จ้าวจี้เองก็โง่เขลา เหตุใดเขาจึงไม่คิดบ้างว่า เขาทำเช่นนี้มันก็เท่ากับการทำให้เหล่าเศรษฐีที่ซื้อผ้าปักไปรู้สึกไม่พอใจไม่ใช่หรือ? แต่แล้วทันใดนั้นเมิ่งอี่ฉิวก็คิดบางอย่างออก หัวใจของเขาเต้นรัว พลางกล่าว “เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว ท่านลงไปก่อนแล้วกัน!” ท่านลุงสี่เมิ่งตกตะลึง “นั่นมัน...” “ไม่ต้องสนใจเขา!” เมิ่งอี่ฉิวโบกมือ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังยืนตะลึงอยู่ เขาจึงยกมือขึ้นผลักเขาออกไป ก่อนจะปิดประตู จากนั้นก็กางกระดาษออกมาอย่างมีความสุข นึกในใจว่า ‘ครั้งนี้ข้าไม่ได้เขียนจดหมายให้เจ้า นี่เป็นเพราะผ้าปักของพวกเจ้ามีปัญหา หากเจ้าไม่สนใจแล้วใครจะสนใจกันล่ะ?’ จากนั้นชายหนุ่มจึงหยิบพู่กันพลางเขียน “อาเย่ที่เคารพ...” ตระกูลเมิ่งมีช่องทางการส่งสารของตนเอง ซึ่งเร็วกว่าคนส่งจดหมายธรรมดา ดังนั้นใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเมิ่งอี่ฉิวก็ได้รับจดหมายตอบกลับ เมื่อเปิดออกก็รู้ได้ทันทีว่าถังฉือเย่ไม่ได้เป็นคนเขียนเองแต่ก็ดูออกว่าสำนวนการพูดเป็นของนางเอง…ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด แม้แต่คำทักทายก็ยังไม่มี! “ท่านว่าเหตุใดจึงมีบางคนที่สอนแล้วไม่เชื่อฟังกัน พยายามแต่จะยื่นหน้ามาให้เราตบ เรื่องนี้ท่านไม่ต้องใส่ใจ จากที่ข้าคำนวณไว้ อีกไม่กี่วันจะต้องมีคนออกมาต่อว่าแทนเราแน่ อีกอย่างเด็กโชคร้ายที่ต้องแต่งงานกับช่างปักผู้นั้นก็คงจะต้องมีวาสนาต่อกันกับนาง ในเมื่อมีการปะทะแล้ว ท่านคิดจะทำอะไรก็ควรรีบหน่อย ความสุขจากการซ้ำเติมคนเลวไม่ได้มีมาตลอดนะ” ข้อความเพียงแค่ไม่กี่ประโยค เมิ่งอี่ฉิวกลับอ่านซ้ำไปซ้ำมาสิบกว่ารอบ เด็กสาวผู้นี้ช่างอวดเก่งและหยิ่งยโสจริงๆ ในที่สุดเขาก็ลุกขึ้น และรีบตรงไปหาท่านยายของตัวเองทันที ประโยคแรกที่กล่าวก็คือ “ท่านยาย ข้าอยากแต่งงาน!”…………………………คำพูดเพียงแค่ไม่กี่ประโยคของถังฉือเย่ที่เขียนถึงคุณชายรองตระกูลเมิ่งนั้น แน่นอนว่าไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเลยสักนิดเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้นางก็ได้เขียนจดหมายหาเยี่ยนตงแล้ว เรื่องเมล็ดพันธุ์ฝ้าย เพราะได้รับปากกับเยี่ยนตงไว้ว่าจะแบ่งให้เขาครึ่งหนึ่ง ดังนั้นจึงแบ่งเมล็ดพันธุ์ฝ้ายเฉลี่ยเท่าๆกันออกมาได้ประมาณสิบไร่ รวมกับดอกฝ้ายใหม่ คันไถแบบเหยียบ และชุดลายปักที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุดสองสามตัว หลังจากที่เขียนจดหมายด้วยมือตัวเอง นางจึงได้สั่งให้คนส่งมันไปที่เมืองฉางอัน ในเวลาไม่นานนัก องค์รัชทายาทก็ได้รับสิ่งของเหล่านี้จากมือเซิ่งฉี ข้อความในจดหมายค่อนข้างยาว หลังจากที่องค์รัชทายาทอ่านไปหนึ่งรอบ เขาก็ได้ออกคำสั่ง “หมู่บ้านที่ข้าพูดถึงก่อนหน้านี้…” แต่เมื่อพูดไปได้ครึ่งหนึ่งเขาก็ชะงักพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะอ่านจดหมายนั่นไปมาอีกหลายครั้ง เพื่อครุ่นคิดอย่างละเอียด ก่อนจะกล่าวต่อว่า “พวกเจ้าเตรียมตัวให้พร้อม หวังเฉาชิง นำของเหล่านี้ตามข้าไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท!”ทันทีที่มาถึงด้านนอกห้องทรงพระอักษร องค์รัชทายาทหนุ่มก็ได้ยินฮ่องเต้หมิงเหยียนกำลังต่อว่าใครบางคนเสียงดังลั่น “พวกอันธพาล วางอุบายชิงดีชิงเด่นกัน ทั้งอย่างเปิดเผยและปิดบัง เห็นบ้านเมืองของข้าเป็นอะไร!”องค์รัชทายาทชะงักฝีเท้ากึก แลเห็นหลี่เต๋อ ลูกศิษย์ของกู้จิ่วสิงยืนอยู่ข้างประตู พลางส่งสายตามาหาเขา ฮ่องเต้หมิงเหยียนที่อยู่ด้านในจึงถามขึ้น “ใครมาน่ะ?”หลี่เต๋อรีบโค้งคำนับก่อนที่จะทูลตอบ เพียงแต่องค์รัชทายาทที่อยู่ถัดจากหน้าต่างยิ้มและชิงกราบทูลก่อนว่า “เสด็จพ่อ…ลูกเอง”“เข้ามาสิ!” องค์รัชทายาทเข้าไปทำความเคารพ ฮ่องเต้หมิงเหยียนตรัสต่อ“เจ้ามีเรื่องอะไร?” “เป็นเรื่องของหญิงสาวผู้โชคดีที่ลูกเคยเล่าก่อนหน้านี้ นางเขียนจดหมายมาให้ลูก…ลูกคิดว่ามันน่าสนใจ ดังนั้นจึงได้กล้าเอามาเล่าให้เสด็จพ่อฟัง” เขาแสร้งกระแอมออกมาครั้งหนึ่งก่อนพูดต่อ “ลูกมาไม่ถูกจังหวะใช่หรือไม่ เสด็จพ่อกำลังโกรธใครอยู่หรือเปล่า ถ้าอย่างนั้นลูกขอตัวกลับก่อนดีกว่า!” ฮ่องเต้หมิงเหยียนพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ “หากข้าโกรธคนพวกนี้จริงๆ ข้าจะไปโกรธได้ที่ไหน พูดมาเถอะนางเขียนว่าอะไร จึงได้มีค่าพอให้เจ้านำมันมาที่นี่เป็นพิเศษ?”องค์รัชทายาทกล่าวยิ้มๆ “ก็ไม่มีอะไรมากขอรับ ลูกเพียงแค่คิดว่ามันเรียบง่ายและตลกดี เสด็จพ่อมองมันให้มีความสุขก็พอแล้ว ” จากนั้นเขาก็ถวายจดหมายของถังฉือเย่ด้วยสองมือ ฮ่องเต้หมิงเหยียนเคยเห็นคนที่พับจดหมายแบบนี้จนชินและทันทีที่เปิดออกก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วพลางบ่นอย่างไม่จริงจังนักว่า“ตัวอักษรนี่....ดูปวดตาจริงๆ”องค์รัชทายาทอมยิ้มพลางกล่าว “นางเรียนเขียนอักษรได้ไม่ถึงครึ่งปี อีกทั้งยังผัดวันประกันพรุ่ง เสด็จพ่อมองนางเป็นเพียงแค่เด็กสามขวบก็พอแล้ว”“เด็กสามขวบ?” องค์ฮ่องเต้เลิกคิ้วขึ้น “ตอนเจ้าสามขวบเจ้าเขียนได้ดีกว่านี้มากนัก!” “หม่อมฉันเป็นลูกของเสด็จพ่อ อีกทั้งพระองค์ทรงสอนลูกเขียนหนังสือด้วยมือของท่านเองตั้งแต่ลูกยังเด็ก จะไปเหมือนกับนางได้อย่างไรกัน” ฮ่องเต้หมิงเหยียนได้ฟังแล้วก็รู้สึกสบายใจยิ่ง จึงยิ้มเล็กน้อยพลางส่ายหน้าไปมาแล้วก้มมองดูอีกครั้ง ความจริงก็เห็นจนชินแล้ว ตัวอักษรนี้ดีกว่าอักษรตัวเล็กๆแบบเสี่ยวข่ายนั้นมาก แม้ว่าจะอัปลักษณ์ แต่ตัวอักษรกลับตัวใหญ่ ประหยัดแรงในการอ่านไปเยอะ ฮ่องเต้หมิงเหยียนกล่าวขณะมองดู “แค่เห็นตัวอักษรนี่ก็รู้ทันทีว่าต้องเป็นคนที่ดื้อมากแน่ๆ เห็นได้ชัดว่าเขียนได้ละเอียดอ่อน และเส้นสุดท้ายจะต้องมีความเจ้าเล่ห์ออกมาเสมอ” องค์รัชทายาทอมยิ้มและไม่พูดอะไร ฮ่องเต้หมิงเหยียนจึงกล่าวต่อ “สำนวนการพูดนี้ นางไม่รู้ฐานะของเจ้าจริงๆอย่างนั้นเหรอ?”“ไม่รู้พ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทกล่าวอย่างภาคภูมิใจ “ลูกแสดงได้แนบเนียนมาก ไม่เช่นนั้นจะสามารถล่อลวงมาถึงหน้าประตูได้อย่างไรกัน”“นี่ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องดีอะไรนะ!” ฮ่องเต้ทรงพระสรวลเสียงดัง เดิมทีพระองค์แค่มองเป็นเรื่องตลกเท่านั้น ขณะอ่านก็สนทนากับองค์รัชทายาทไปพลาง พระองค์ก็ค่อยๆอ่านไปพลางจดหมายฉบับนี้ล้วนเต็มไปด้วยคำพูดไร้สาระ ไม่มีอะไรไปมากกว่านั้น แต่เพราะเป็นเช่นนี้ จึงได้รู้สึกว่าน้ำเสียงและอารมณ์มันโดดเด่นออกมาจากกระดาษ ราวกับว่ากำลังนั่งคุยกันอยู่จริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นคือดูมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมากเมื่ออ่านไปได้ครึ่งหนึ่งก็รู้สึกว่านางทั้งอ่อนหวานและน่ารัก เมื่ออ่านต่อไปอีกสีหน้าของฮ่องเต้ก็เริ่มเคร่งขรึมขึ้นเป็นลำดับ องค์รัชทายาทเพียงดื่มชารออยู่ข้างๆ พลางมองดูสีหน้าของบิดาที่เริ่มผ่อนคลายหลังจากที่ไม่สบอารมณ์ พักหนึ่งเขาก็ยิ้มในใจ จากนั้นก็เปลี่ยนกลับมาจริงจังอีกครั้ง เขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าเด็กสาวผู้นี้จะมีเสน่ห์เฉพาะตัว ตัวอักษรในจดหมายเขียนอย่างเรียบง่าย มีรูปแบบหยาบกระด้าง ถึงขั้นมีตัวอักษรที่เขียนผิดอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อมองดูอย่างละเอียด ความคิดอันงดงามในจดหมายฉบับนี้ก็กลับทำให้เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ดูไม่สำคัญมากนัก…เปรียบเสมือนของขวัญหนึ่งกล่อง ภายนอกดูเรียบง่าย เมื่อเปิดออกมายังคงมีเศษฝุ่น แต่เมื่อปัดฝุ่นออก ก็กลับเผยให้เห็นไข่มุกที่ส่องแสงระยิบระยับอยู่ ยิ่งเล่นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเปล่งประกายงดงามในตัวของมันเอง บทที่ 243: สี่ผู้ยิ่งใหญ่ช่วยกันเผยแพร่เมื่อฮ่องเต้หมิงเหยียนอ่านเสร็จแล้ว จึงหันมาพูดกับบุตรชายว่า “ดอกปุยฝ้ายนั่น ส่งมาให้เจ้าแล้วอย่างนั้นเหรอ?” “ส่งมาแล้วขอรับ” องค์รัชทายาททูล พลางหันไปโบกมือไปทางด้านนอก จากนั้นก็มีคนนำเมล็ดฝ้าย ดอกปุยฝ้าย รวมถึงเสื้อผ้าที่ทำจากดอกปุยฝ้ายเข้ามาด้วย ฮ่องเต้หมิงเหยียนลุกขึ้นจากที่นั่ง พลางมองดูมันอย่างละเอียด ก่อนจะพยักหน้าอย่างอารมณ์ดี “ไม่เลว ไม่เลว ให้คนไปทดลองปลูกดู หากเป็นอย่างที่นางเขียนมาจริงๆล่ะก็ นี่ก็จะถือว่าเป็นความสุขของเหล่าประชาชนทั่วหล้า” องค์รัชทายาทอมยิ้มพลางตอบรับ จากนั้นเขาก็เล่าต่ออีกว่า “ถึงแม้ว่าแม่นางคนนี้จะซุกซนและขี้เกียจไปบ้าง แต่ไม่ว่านางจะลงมือทำอะไรก็ล้วนแล้วแต่เชื่อถือได้มากเลยทีเดียว ไม่อย่างนั้นลูกคงไม่กล้าที่จะนำมาให้เสด็จพ่อดูหรอกขอรับ”ฮ่องเต้หมิงเหยียนพยักหน้า ก้มมองตัวอักษรที่เขียนในจดหมายอีกครั้ง หญิงสาวผู้นั้นได้แนบกระดาษกับจดหมายเพื่อเขียนประสบการณ์เล็กๆน้อยๆทั้งวิธีการปลูก ปริมาณในการผลิตและขั้นตอนในการดูแลไว้ด้วย เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ลายมือของนาง แต่กลับเขียนได้ละเอียดเป็นอย่างมากองค์ฮ่องเต้ทรงอ่านอีกหนึ่งรอบ และพูดขึ้นว่า “เวิ่นเว้อตั้งมากมาย ส่วนที่สำคัญสำคัญ กลับอยู่ในตอนท้ายทั้งหมด!”“เสด็จพ่อ…ที่นางเขียนคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เขียนไปทีละวันละวัน ก็ต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่หรือขอรับ” “แล้วคันไถแบบเหยียบนั่นล่ะ เจ้าเคยเห็นแล้วหรือไม่?”“เห็นแล้วขอรับ” องค์รัชทายาทรีบให้คนนำมันเข้ามา “แต่ลูกยังไม่ได้ให้คนเอาไปทดลอง รีบนำมาถวายให้เสด็จพ่อทอดพระเนตรก่อน”“เมื่อวานข้าอยู่ที่ตำหนักของพระสนม แล้วเห็นว่าเสด็จแม่ของเจ้ากำลังเล่นไพ่นกกระจอกอยู่ ในใจก็ยังคิดว่าสาวน้อยผู้โชคดีคนนั้นช่างไม่เอาการเอางานเสียเลย ทำได้เพียงแต่ของเล่นไม่มีประโยชน์อะไร คิดไม่ถึงว่าตอนนี้นางจะทำของที่ดีแบบนี้ออกมาได้ เจ้าว่าข้าควรที่จะมอบรางวัลให้นางดีหรือไม่?”องค์รัชทายาทอมยิ้มนิดหนึ่งพลางพูดขึ้นว่า “เสด็จพ่อ…ลูกคิดว่าหญิงสาวคนนี้ก็เหมือนกับดอกไม้ป่า ไม่สู้ปล่อยให้นางเติบโตเองอย่างอิสระจะดีกว่า อีกอย่าง นางก็ยังคงสามารถทำอะไรออกมาให้เราประหลาดใจอยู่อีกบ่อยๆเป็นแน่ การที่จะมอบรางวัลให้ก็คงไม่ต้องรีบร้อนนักหรอก”“นางมอบของดีๆให้เจ้าตั้งมากมาย แม้กระทั่งรางวัลก็ไม่มอบให้นาง เช่นนี้แล้วสาวน้อยผู้โชคดีคนนั้นจะไม่เสียเปรียบเอารึ?”“ไม่หรอกขอรับ ลูกคิดมาแล้ว ลูกจะขอให้เสด็จแม่ช่วยตอบแทนน้ำใจในครั้งนี้ แบบนี้ก็นับว่านางได้เปรียบไปไม่น้อยแล้ว”เขาหมายถึงเสื้อลายปัก โดยถังฉือเย่ได้ส่งชุดของผู้ชายมาให้เขาทั้งหมดหกชุด รวมชุดของผู้หญิงอีกสี่ชุด ทุกชุดล้วนแล้วแต่เป็นเสื้อลายปักทั้งสิ้น ทุกผืนประดับไปด้วยไข่มุกและอัญมณีต่างๆ ดูสวยงามและหรูหราเป็นอย่างมากความจริงแล้วเสื้อลายปักในสมัยปัจจุบันนั้นส่วนมากแล้วก็จะดูดีแค่ภายนอก ส่วนภายในนั้นก็เต็มไปด้วยปมของด้าย แต่ในสมัยโบราณนั้น ช่างเย็บปักมีความประณีตเป็นอย่างมาก แม้แต่รอยต่อหรือปมของด้ายก็สามารถซ่อนเอาไว้จนมองไม่เห็นชุดสำหรับผู้หญิงทั้งสี่ชุดนั้นก็มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ส่วนชุดของผู้ชายหกชุดนั้น จะมีสี่ชุดที่ออกแบบตามสรีระของฮ่องเต้ ส่วนอีกสองชุดก็จะมอบให้องค์รัชทายาทอากาศของเดือนมีนาคมนั้นไม่ร้อนและไม่หนาวจนเกินไป จึงเหมาะที่จะนำมาสวมใส่เป็นอย่างมากฮ่องเต้หมิงเหยียนรู้สึกสนใจขึ้นมาในทันที พระองค์จึงยิ้มก่อนจะพูดว่า “ลูกของข้าติดหนี้น้ำใจผู้อื่น ข้าที่เป็นพ่อจะไปทำอะไรได้ คงต้องยอมเสียเปรียบ ช่วยเจ้าตอบแทนน้ำใจเสียแล้ว” แล้วหลังนั้นในวันที่สิบห้าซึ่งเป็นเทศกาลดอกท้อ เหล่าภรรยาของเหล่าขุนนางต่างก็มาร่วมงานเลี้ยงที่พระราชวัง และครั้งนั้นทุกคนก็เห็นว่าฮองเฮาได้สวมเสื้อคลุมลายปักชุดหนึ่ง…บนเสื้อคลุมมีดอกโบตั๋นดอกใหญ่ที่กำลังเบ่งบานอยู่ ดูแล้วไม่เหมือนกับการปักธรรมดาทั่วไป ดอกโบตั๋นนั้นมีใบไม้แซมอยู่ตั้งแต่ช่วงไหล่ไปจนถึงหน้าอก และมีความสมดุลกันไปจนถึงชายเสื้อ ดูสวยงาม หรูหราและประณีตเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้เห็น ทุกคนต่างก็จ้องมองด้วยตาเป็นประกาย และในขณะที่กำลังกล่าวชมอยู่นั้นก็เห็นว่าพระสนมเอกได้มาถึงแล้วพระสนมเอกทรงมีชื่อเสียงในเรื่องความงาม พระนางได้สวมเสื้อที่แขนเสื้อยาวครึ่งแขน กระโปรงยาว โดยลายปักบนกระโปรงยาวนั้นปักได้ราวกับปีกของนกกระจอกที่กำลังส่องแสงแพรวพราวระยิบระยับ เดิมทีชุดนี้ไม่ได้ทำให้สรีระดูอ้อนแอ้น อรชรอย่างชัดเจนเท่าไหร่นัก แต่เพราะนี่เป็นเสื้อลายปักที่สามารถยืดหยุ่นได้ จึงเน้นให้เห็นถึงหน้าอกที่อวบอิ่ม และเอวบางๆที่ยิ่งทำให้ดูสะดุดตา และสวยงามเป็นอย่างยิ่ง…สวยจนไม่สามารถละสายตาได้เลยเมื่อคนระดับสูงมีความชอบอะไร คนระดับต่ำกว่าก็จะยิ่งชอบสิ่งนั้นมากกว่าเป็นสองเท่า ดังนั้นเมื่อสองท่านผู้ยิ่งใหญ่ในวังหลังล้วนแต่สวมเสื้อลายปัก นี่ก็ราวกับเป็นการชักจูงที่แพรวพราวเป็นอย่างมากสิ่งแรกที่เหล่าฮูหยินของขุนนางน้อยใหญ่จะต้องทำเมื่อออกมาจากวังคือ มุ่งหน้าไปที่ตระกูลเมิ่ง จากนั้นก็แย่งกันซื้อเสื้อลายปักที่เดิมทีก็มีอยู่ไม่เยอะจนหมดเกลี้ยงภายในพริบตา!อีกอย่างก็ไม่ได้มีเพียงแต่พวกผู้หญิงเท่านั้นที่สนใจ แม้กระทั่งพวกผู้ชายเองก็มีความสนใจเช่นกัน เพราะฮ่องเต้และองค์รัชทายาทต่างก็สวมเสื้อลายปักกันทั้งสองพระองค์ ผลลัพธ์ดังกล่าว แม้กระทั่งถังฉือเย่เองก็ยังคาดไม่ถึง เดิมทีนางแค่คิดไว้ว่า ไม่ว่ามารดาของเยี่ยนตงจะเป็นใคร เพียงแค่ได้สวมใส่ก็พอแล้ว หรืออย่างมากเพียงแค่เขาสวมใส่เองก็ได้ คิดไม่ถึงเลยว่าฮ่องเต้จะมีเมตตาเช่นนี้ เมื่อได้รับข่าวนี้ในตอนแรก จ้าวจี้ก็เก็บพวกสินค้าลายปักที่วางเรียงอยู่ที่หน้าประตูจนหมด ฮ่องเต้ก็ใส่ ฮองเฮาก็ใส่ องค์รัชทายาทก็ใส่ หรือแม้แต่พระสนมเอกก็ใส่ ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสี่ในใต้หล้าล้วนแล้วก็สวมเสื้อลายปักทุกคน แล้วอย่างนี้ใครยังจะกล้าพูดว่าเสื้อลายปักไม่ดีอีก ใครยังจะกล้ามาสู้ผ้าลายปักนี้อย่างนั้นเหรอ หากอยากรนหาที่ตายก็คงจะไม่ใช้วิธีเหล่านี้! เมื่อลองคิดถึงเรื่องที่ลูกชายที่ชอบก่อเรื่องของเขาก่อเรื่องขึ้นมาสิ! ไหนจะยังไปพูดเรื่องจุดบกพร่องสิบประการจนเป็นเรื่องใหญ่อีก!เสื้อของผู้นำตระกูลจ้าวจึงชุ่มไปด้วยเหงื่อ มือไม้ก็สั่นไปหมด จากนั้นเขาก็รีบกลับไปที่คฤหาสน์ในทันที พร้อมกับสั่งให้คนไปพาตัวจ้าวเฉิงเย่มาทันที ชื่อของจ้าวเฉิงเย่ คือเฉิงเย่ ความจริงแล้วเขาไม่ได้ทำงานทำการอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน และเป็นแค่ลูกชายของตระกูลที่ร่ำรวยก็เท่านั้น แต่ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ทำการทำงานอะไร เขาก็รู้ว่ามันร้ายแรงมาก เมื่อได้ยินเรื่องนี้ เขาก็เหม่อลอยไปในฉับพลัน!หงซือจู๋นั้นรู้สึกตกใจยิ่งกว่า นางตัวสั่นไปหมด “ข้าไม่รู้ว่ามันจะเป็นเช่นนี้ ข้าไม่รู้จริงๆ ข้าเรียนรู้การปักมานาน และขึ้นชื่อว่าเป็นช่างปักอันดับหนึ่งแห่งฉินโจว สิ่งที่ข้าพูดก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ข้ารู้และเข้าใจ ทุกๆคนก็เห็นด้วยไม่ใช่เหรอ ข้าไม่รู้ว่าพวกเขาจะสามารถขอให้ฮ่องเต้ช่วยสนับสนุนได้…แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด”ยุติธรรม! ใครจะมาพูดเรื่องความยุติธรรมกับเจ้ากัน!ผู้นำตระกูลจ้าวเหลือบมองช่างปักสาวด้วยสายตาที่เย็นชาแวบหนึ่ง…หากจะโง่ก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ควรที่จะแสร้งทำเป็นฉลาด เขาคร้านจะพูดกับพวกผู้หญิงของลูกชายแล้ว จึงพูดกับจ้าวเฉิงเย่แทนว่า “เจ้าจัดการให้เรียบร้อยเองก็แล้วกัน” พูดเสร็จเขาก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไป ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานนักก็มีข่าวออกมาว่า หงซือจู๋ภรรยาน้อยของจ้าวเฉิงเย่แขวนคอตาย!ในขณะเดียวกัน ช่างเย็บเจียงที่มีชื่อเสียงที่สุดของจ้าวจี้ ก็ได้พากลุ่มเพื่อนของนางไปที่ตระกูลเมิ่งก่อนจะคุกเข่าลงต่อหน้าผู้คน เพียงเพราะต้องการที่จะเรียนวิธีการทำเสื้อลายปัก แล้วตอนนั้นเองที่ชื่อเสียงของตระกูลเมิ่งก็เจิดจรัสขึ้นมาในทันที…อำนาจของฮ่องเต้ สามารถส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างได้จริงๆตอนนี้ในเมืองหลวงมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นมากมาย แต่ถังฉือเย่ที่เป็นคนจุดประกายของเรื่องทั้งหมด กลับสวมหมวกมองดูคนงานปลูกดอกปุยฝ้ายที่ทุ่งนาอยู่อย่างสบายอารมณ์ อาจเพราะสิ่งนี้เป็นของแปลกใหม่ จึงต้องทำการบันทึกข้อมูลต่างๆไว้ ทั้งต้องขุดดินลึกเท่าไหร่ รดน้ำเท่าไหร่ หนึ่งแถวปลูกกี่ต้น สิ่งเหล่านี้ต้องแยกกันบันทึก เมื่อถึงเวลาจะได้เปรียบเทียบกันได้ไม่สับสน เพื่อจะได้ค้นหาวิธีปลูกที่ดีที่สุด เฉินฉางชิงที่สอบผ่านการสอบคำนวณแล้ว ก็ถูกนางดึงตัวมาช่วยทำงานจดบันทึก เรื่องของเฉินฉางชิงนั้นถังฉือเย่ได้เอ่ยปากกับหยางซื่อแล้ว นางพูดในด้านดีไปก็ไม่น้อย แต่ดูจากความหมายของหยางซื่อแล้ว คือ ไม่เห็นด้วย อย่างไรเสียเฉินฉางชิงก็เป็นเพียงแค่ชายชาวบ้านธรรมดา หากมาคู่กับลูกสาวคนเดียวของท่านเจ้าเมืองแล้ว มันก็ดูไม่เหมาะสมกันเท่าไหร่ ถังฉือเย่พักอยู่บริเวณที่นาประมาณสองวัน เมื่อเห็นว่าคนงานทำงานกันคล่องแล้วจึงเตรียมที่จะกลับบ้าน ซึ่งที่ดินที่นางซื้อนั้นเป็นที่ดินในหมู่บ้านจวี้เป่า ดังนั้นจึงใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้นหญิงสาวก็กลับมาถึงบ้านหิน เมื่อกลับถึงบ้านนางก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เซี่ยอวี๋ฮุนที่รออยู่ในห้องโถงจึงได้พูดขึ้นว่า “เจ้านาย ข้ามีเรื่องเรื่องหนึ่งที่จำเป็นต้องฟังความคิดเห็นจากท่าน”ผู้เป็น ‘เจ้านาย’ รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เพราะตอนนี้เซี่ยอวี๋ฮุนดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ปกติแล้วไม่ว่าเรื่องอะไรเขาก็สามารถตัดสินใจเองได้เสมอ และน้อยมากที่จะมาถามความเห็นจากนาง “มีอะไรอย่างนั้นเหรอ…มีอะไรที่จะยากเกินกว่าที่ท่านเซี่ยของพวกเราจะจัดการเองได้!?” บทที่ 244: โรงงานในระบบครอบครัว “คือก่อนหน้านี้ที่ร้านเหล้า พวกเราได้มีการคัดคนออก…” เซี่ยอวี๋ฮุนพูดพลางขมวดคิ้วมุ่น เขาได้ทำตามกฎที่ถังฉือเย่ตั้งไว้ในการคัดคนออก โดยให้คนงานที่อยู่ในสามลำดับสุดท้ายออกไป ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือพี่ชายคนที่สามของท่านลุงสี่…ถังซิงวั่งแต่วันนี้เมื่อเขากลับไปที่ร้านเหล้าก็พบว่า ถังซิงวั่งได้กลับมาทำงานเหมือนเดิม และตอนที่พบกัน ถังซิงวั่งก็จงใจที่จะหยุดทำงาน พร้อมกับทำท่าทางที่ขี้เกียจ เขาจึงเดินเข้าไปถามตรงๆ ซึ่งถังซิงวั่งก็ตอบโดยไม่มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย เขาบอกว่าท่านลุงสี่เป็นคนเรียกเขากลับมาทำงานเอง เซี่ยอวี๋ฮุนจึงไปถามท่านลุงสี่อีกครั้ง แต่ท่านลุงสี่กลับทำสีหน้าที่หนักใจ พูดไปพูดมาก็ไม่พ้นเรื่องน้ำใจหรือความเป็นพี่น้อง แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจมากที่สุดกลับเป็นตอนที่เขาลองตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าทั้งสามคนที่ถูกไล่ออกนั้นต่างก็กลับมาทำงานกันหมดแล้ว เพียงเพราะท่านลุงสี่รู้สึกว่าหากถังซิงวั่งกลับมาทำงานแล้วคนอื่นไม่ได้กลับมาก็คงไม่ใช่เรื่องดี! เซี่ยอวี๋ฮุนนำตารางที่บันทึกการทำงานให้หญิงสาวผู้เป็นเจ้านายดูพร้อมกับบอกว่า “ดังนั้น…เจ้านาย ครั้งนี้จะให้ข้าไปไล่พวกเขาออกเลยไหม หรือจะไปหาท่านลุงสี่ของท่านก่อน แล้วอธิบายเหตุผลและพูดโน้มน้าวให้เขาเข้าใจ หรือว่าจะ…ทำอย่างไรกันดี?”ถังฉือเย่ขมวดคิ้ว รู้สึกไม่ชอบใจเท่าใดนัก เมื่อท่านลุงสี่ทำเช่นนี้ กฎเกณฑ์ที่จะคัดคนออกก็ไม่มีประโยชน์อะไร แรงจูงใจที่ควรจะมี ความตื่นตัวต่างๆล้วนแล้วแต่หายไปหมดสิ้นสิ่งที่หญิงสาวต้องการมาตลอดคือ การจัดการที่มีประสิทธิภาพสูง มีเพียงการทำอย่างนี้เท่านั้นถึงจะสามารถพัฒนาให้มีความมั่นคงและยิ่งใหญ่ได้ ความยุ่งยากก็จะลดน้อยลงไปมากด้วยเช่นกัน แต่เมื่อท่านลุงสี่กระทำแบบนี้จะต่างอะไรกับการทำโรงงานในระบบครอบครัวอย่างก่อนหน้านี้ ถังฉือเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดขึ้นว่า “ท่านจัดการบัญชีของทั้งสองฝ่ายให้เรียบร้อย จากนั้นก็เอาเงินของเราจากเหล้าฟู่โช่วกลับมา แล้วนำบัญชีทั้งหมดส่งให้เฉินฉางหยวน นอกนั้นก็ค่อยไปหาชิงเว่ยเหลี่ยว ให้เขาไปบอกเฉินเฉียนว่าพวกเราจะทำร้านเหล้าในเมืองขึ้นมาสักร้าน ทำแต่เหล้าผลไม้ตระกูลถังอย่างเดียว ข้าจะไปคุยกับท่านลุงสี่เอง”เซี่ยอวี๋ฮุนไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร เขาพยักหน้าพลางว่า “ได้เลย!” หลังจากนั้นเมื่อถังฉือเย่จึงไปหาท่านลุงสี่ เมื่อเขาได้ยินก็ตกใจเป็นอย่างมาก เดิมทีเขาก็ถือว่าเป็นคนที่ฉลาดคนหนึ่งเช่นกัน แต่การเติบโตของโรงเหล้าฟู่โช่วนั้นเร็วเกินไป และเกินกว่าที่เขาได้จินตนาการเอาไว้ โชคดีที่มีถังฉือเย่ที่คอยจัดการเป็นหลัก วันนี้เมื่อนางมาพูดแบบนี้ ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าขาดเสาหลักไป จึงตื่นตระหนกขึ้นมาในทันที รีบพูดว่า “เย่เอ๋อร์ เจ้าโกรธที่ข้าปิดบังเจ้าเรื่องลุงสามใช่หรือไม่ แต่เขาเป็นพี่ชายแท้ๆของข้า ร้านเหล้าของข้า ถึงแม้ว่าจะหาเงินได้น้อยลง แต่ก็คงจะไล่คนในครอบครัวตัวเองไปไม่ได้หรอก ข้าให้เขามาขอโทษเจ้าดีไหม?”ถังฉือเย่พูดด้วยความอดทนว่า “ท่านลุงสี่ ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ข้าไม่ได้จะมุ่งไปที่ท่านลุงสามแต่อย่างใด ท่านต้องเข้าใจว่าเหตุที่ข้าทำเรื่องคัดคนออกนั้นก็เพื่อประสิทธิภาพของงาน การที่ทำให้ทุกคนตื่นตัว และรู้ว่าหากทำไม่ดีก็ต้องออกไป ส่วนคนที่ทำดีก็จะได้เงินเพิ่ม แบบนี้พวกเขาถึงจะขยันมากขึ้น ประสิทธิภาพในการทำงานก็จะดียิ่งขึ้นด้วย” ท่านลุงสี่รู้สึกงุนงงเล็กน้อย ถามเสียงอ่อยๆ “ความจริงแล้วต้องหาเงินได้เท่าไหร่จึงจะเรียกว่ามากล่ะ ถึงแม้ว่าจะหาเงินได้น้อยไปสักกี่ตำลึง แล้วมันจะส่งผลอะไร?”“เงินไม่ใช่ปัญหาหรอก แต่เรื่องนี้จะทำอย่างนี้ไม่ได้ อีกอย่างที่ท่านคิดจะดูแลพี่ของท่าน เขาก็ควรที่จะรู้บุญคุณ และต้องขยันมากกว่าเดิมถึงจะถูก แต่ท่านดูตารางการทำงานของเขาสิแย่กว่าคนอื่นเป็นไหนๆ อีกอย่างครั้งนี้ที่ท่านเรียกเขากลับมา เขาไม่เพียงแต่จะไม่ปรับปรุงตัว แต่ยังแย่กว่าเดิมอีก” “ข้าจะไปว่าเขาเอง ข้าจะไปพูดกับเขาแน่นอน!”ทั้งสองพูดคุยกันอยู่นาน ถังฉือเย่พูดจนเหนื่อย แต่ก็ไม่สามารถพูดให้ท่านลุงสี่เข้าใจความหมายของตัวเองได้แม้แต่น้อย…เอาเถอะ นางน่าจะรู้มาตั้งนานแล้วว่าความแตกต่างของความคิดนั้นยากที่จะทำให้เข้าใจเหมือนกันได้ หญิงสาวคิดอย่างปลงๆ ก่อนจะพูดอย่างเสียมิได้ “ท่านลุงสี่ ท่านเคยคิดมาก่อนหรือไม่ว่าจริงๆ แล้วข้าไม่ได้เป็นคนของตระกูลถัง?”พลันนั้นสีหน้าของท่านลุงสี่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ถังฉือเย่พูดต่อ “จริงๆแล้วข้าได้คิดถึงปัญหานี้มานานแล้ว ข้าไม่ใช่คนของตระกูลถัง และข้าก็ไม่ได้อยากอยู่ที่นี่ ในภายภาคหน้าไม่ช้าก็เร็วข้าก็ต้องไปจากหมู่บ้านนี้ ความร่วมมือของเรา ก็ต้องแยกกันไม่ช้าก็เร็ว สู้แยกกันตอนนี้เลยจะดีกว่า ข้ายกเหล้าฟู่โช่วให้ท่าน ถึงตอนนั้นทุกคนก็จะช่วยกัน มันต้องมีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆอย่างแน่นอน และเรื่องนี้สำหรับท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีอีกด้วย”เมื่อถังฉือเย่เกลี้ยกล่อมในแนวทางนี้ ท่านลุงสี่จึงจะเข้าใจ เขาจึงค่อยๆสงบลง ถังฉือเย่จึงรีบอธิบายต่อ “ท่านสบายใจได้ น้ำใจของท่านและท่านป้าในตอนนั้น ข้าไม่มีวันลืม ไม่ว่าร้านเหล้าจะถูกยกเลิกไปหรือไม่ ก็จะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ของพวกเราสองครอบครัว ท่านลองคิดดูว่า ท่านพี่ของข้าและพี่เชิน ต่างก็เป็นลูกศิษย์ของท่านสวี่ด้วยกันทั้งคู่ มิตรภาพของพวกเรานั้นแน่นแฟ้น ท่านว่าถูกหรือไม่ เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องคิดมากหรอก”ในที่สุดท่านลุงสี่ก็พยักหน้าอย่างฝืนๆ เมื่อเฉินฉางหยวนได้ยินเรื่องนี้ เขาก็ตกใจมากเช่นกัน แต่อย่างไรเสียหน้าที่ของเขาก็คือทำงาน ในเมื่อทั้งสองคนตกลงกันเรียบร้อยแล้ว เขาจึงทำอะไรไม่ได้ นอกจาก นั่งลง และทำบัญชีกับเซี่ยอวี๋ฮุนถังฉือเย่ยังเรียกให้ท่านลุงสี่เข้ามาหาเป็นการส่วนตัว แล้วก็เอาสูตรเหล้าที่เคยทดลองคัดลอกให้เขา และยังเอาสูตรที่นางรู้ แต่ยังไม่เคยทดลองอย่างละเอียดให้ด้วยเช่นกัน และได้เลือกเอาผลไม้ที่มีอยู่ตอนนี้ เขียนให้อีกไปสิบชนิด ก่อนจะกระซิบบอกถึงขั้นตอนสุดท้ายให้เขาฟังเบาๆ ถังฉือเย่เตือนสติเขาเป็นครั้งสุดท้ายว่า “หลังจากนี้ข้าจะไม่ทำเหล้าฟู่โช่วแล้ว พวกท่านก็จะได้ทำกิจการนี้คนเดียว ท่านต้องจำไว้ว่า ขั้นตอนสุดท้ายนั้นสำคัญที่สุด อย่าได้บอกให้ใครรู้เป็นอันขาด ไม่อย่างนั้น ทุกหนทุกแห่งก็จะทำเหล้าฟู่โช่วได้ แล้วพวกท่านก็จะไม่มีกำลังในการแย่งชิงกลับมาอย่างแน่นอน”ท่านลุงสี่พยักหน้าด้วยดวงตาที่แดงก่ำ เซี่ยอวี๋ฮุนขยับตัวเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า “ข้าขอพูดอะไรที่ไม่น่าฟังหน่อยแล้วกัน พี่สามคนนี้ หากให้ดีอย่าเข้าใกล้เขามากจนเกินไปจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นแล้วอาจนำภัยมาสู่ตนเป็นแน่” ท่านลุงสี่อ้าปากค้างไว้ เหมือนต้องการพูดอะไร แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ทั้งสองฝ่ายนิ่งเงียบกันไปอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เห็นท่านหัวหน้าตะกูลและหลี่เจิงที่เดินเข้ามาด้วยความรีบร้อน เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนได้แยกกันอย่างชัดเจนแล้ว และไม่มีทางกลับไปได้แล้ว ท่านหัวหน้าตระกูลก็ตำหนิท่านลุงสี่ว่า “ทำอะไรไม่เข้าท่า!” “ท่านลุง…อย่าได้ตำหนิท่านลุงสี่เลย เป็นข้าเองที่ต้องการจะแยกตัวออกมา ที่สำคัญคือข้ามีงานมากมายที่ต้องทำ และไม่สามารถจัดการดูแลได้อย่างทั่วถึงจริงๆ”ส่วนท่านหัวหน้าตระกูลนั้นจะพูดอะไรได้ เขาทำได้เพียงสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ “เย่เอ๋อร์ เจ้าเรียกข้าว่าท่านลุง ก็ถือว่าเจ้าคือคนของตระกูลถังของพวกเรา คนตระกูลถังก็คิดว่าเจ้าเป็นคนในครอบครัว รวมทั้งชาวบ้านอีกนับไม่ถ้วนที่ได้รับความเมตตาจากเจ้า คนแก่อย่างข้าก็รู้สึกสำนึกอยู่ในใจ หากเจ้าจะทำเหมือนพวกเราเป็นคนนอก พวกเราก็คงรู้สึกละอายใจเป็นอย่างมาก”ถังฉือเย่รีบพูดขึ้นว่า “ท่านลุงวางใจเถอะ ข้าเข้าใจดี”ท่านหัวหน้าตระกูลจ้องเขม็งไปที่ท่านลุงสี่ จากนั้นก็จูงมือถังฉือเย่ออกมา แล้วพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ชายชราจึงเดินจากไปด้วยตัวสั่นเทาเมื่อเรื่องนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไป ทุกคนต่างก็ตกใจเล็กน้อย โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าความจริงแล้วถังฉือเย่ไม่ใช่คนของตระกูลถังจึงอาจจะจากหมู่บ้านจวี้เป่าไปเมื่อใดก็ได้ และด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านลุงสี่ถูกคนต่อว่าอยู่หลายครั้ง เพราะคิดว่าเขาทำให้หญิงสาวผู้โชคดีโกรธ ท่านลุงสี่อยู่ด้วยความทุกข์ใจจนกระทั่งเดือนมีนาคม วันที่สิบแปด ท่านป้าโจวก็คลอดลูก…ถังฉือเย่ยืนอยู่ข้างๆ ตั้งแต่นางเริ่มปวดท้องคลอด หลังจากนั้นก็ได้เข้าไปช่วยเหลือในห้องทำคลอดด้วยตัวเอง จนท่านป้าโจวให้กำเนิดลูกชาย และถังฉือเย่ก็เป็นคนอุ้มออกมาเองกับมือ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้ทุกคนรู้และมั่นใจว่า ไม่ว่าอย่างไร ความสัมพันธ์ของทั้งสองครอบครัวก็ยังคงเดิม ดังนั้นจึงมีคนไม่น้อยที่เชื่อว่า เพราะถังฉือเย่มีเรื่องที่ต้องจัดการมากเกินไป ดังนั้นนางจึงขอแยกตัวออกมา จากนั้นก็เริ่มมีคนอิจฉาท่านลุงสี่ที่ได้ผลประโยชน์มาโดยไม่ต้องทำอะไรทันทีที่เห็นว่าเรื่องราวกลับมาเป็นปกติแล้ว ถังฉือเย่จึงจะรู้สึกโล่งอก เรื่องนี้ถือว่าแก้ไขได้แล้วซึ่งในขณะนั้นเองนางก็ได้รับจดหมายจากเซิ่งฉี! บทที่ 245: ข้าจะกลับเย่ฟางเซิ่งฉีเขียนจดหมายได้ไร้สาระเหมือนกับที่เขาพูดไม่มีผิด เขาเขียนบรรยายถึงความยิ่งใหญ่ของสี่ผู้ยิ่งใหญ่ในวังที่สวมชุดลายปัก อีกทั้งยังได้แทรกเรื่องของตระกูลเมิ่งและจ้าวจี้มาด้วย โดยเล่าถึงเหตุการณ์ที่พลิกผันยากจะคาดเดา น่าตื่นเต้นเสียยิ่งกว่าบทละครเสียอีก และเนื่องจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในวังหลวงวันนั้นจึงทำให้ ผ้าลายปักกลายเป็นสินค้ายอดนิยมที่ทุกคนต่างตามหา ตระกูลเมิ่งจึงตัดสินใจส่งช่างปักมาอีกกลุ่มหนึ่ง นางจึงได้เร่งศึกษาสินค้าตัวใหม่ พลางนำป้ายติดเอวของช่างปักจากโรงทอเย่ฟางมาแจกจ่าย และเร่งแบ่งให้แต่ละที่พาลูกศิษย์ไปทำงาน…โบราณกล่าวไว้ว่า ความมั่งคั่งดึงดูดใจคน โรงงานเย่ฟางในตอนนี้ เมื่อเฉลี่ยแล้วจะสามารถรับแขกจากทั่วสารทิศได้สองครั้งในหนึ่งวัน ถังฉือเย่ยังคงซ่อนตัวอยู่ในโรงงานเย่ฟาง ส่วนเซี่ยอวี๋ฮุนยุ่งจนหัวหมุน ท้ายที่สุดแม้แต่ผู้ดูแลป๋ายชูของตระกูลเมิ่งและเฉียวซางอวี๋ก็ถูกเขาเรียกตัวมาพูดพล่ามซ้ำแล้วซ้ำอีกหลังจากนั้นเมื่อผ่านไปอีกสองวัน เฉียวซางอวี๋ก็ได้พาหญิงสาวสองคนจากหมู่บ้านต้าเยว่มาพบถังฉือเย่ แม่นางทั้งสองนี้ล้วนมีฝีมือ ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนไม่กี่คนที่ได้ป้าย ‘ช่างทอ’ นางเล่าว่าเมื่อวานมีคนมาขอพวกนางแต่งงานที่บ้าน บอกว่าเศรษฐีในเมืองฉางอันต้องการเด็กสาว และได้ให้สินสอดทองหมั้นเป็นเงินมากถึงสองร้อยตำลึง แถมยังไม่มีข้อกำหนดเงื่อนไขใดๆอีกสำหรับสินสอดเดิมของฝ่ายหญิง ดูแค่นี้ก็รู้แล้วว่ามันเป็นเรื่องผิดปกติ!ถังฉือเย่พาพวกนางไปที่ร้านเย่ฟาง พลางต้อนรับท่านหัวหน้าตระกูลที่อยู่หน้าประตู รวมทั้งหัวหน้าตระกูลและผู้ดูแลของหมู่บ้านอื่นอีก เรื่องของเรื่องก็เพราะเมื่อไม่นานมานี้มีคนเป็นจำนวนมากมาสอบถามว่าครอบครัวไหนมีหญิงสาวที่มีป้าย ‘ช่างทอ’ บ้าง หลังจากที่สอบถามจนแน่ใจ พวกเขาก็จะให้เงินมากมายและร้องขออย่างหนักโดยไม่ถามอะไรเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาเลยสักนิด ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างมาก ท่านหัวหน้าตระกูลขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากถามนาง “เย่เอ๋อร์…เรื่องนี้เจ้าคิดว่าควรจะทำอย่างไรดี?” “ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ” ถังฉือเย่ตอบ “ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติอะไรกัน หากเด็กสาวเหล่านี้แต่งงานไปที่ไกลๆ เช่นนั้นจะสั่งให้พวกเขารักษาความลับได้อย่างไร?” “ปิดไว้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องปิด” ถังฉือเย่กลับคิดได้อย่างเปิดเผย สถานการณ์เช่นนี้นางเคยคิดเอาไว้ก่อนแล้ว ดังนั้นจึงบอกอย่างไม่ลังเล “ท่านลุง…ตอนนั้นข้าเคยบอกไว้แล้วว่าหากงานฝีมือนี้สามารถทำให้หญิงสาวจากในหลายๆหมู่บ้านมีความละเอียดอ่อนมากขึ้นได้ หลังแต่งงานออกไปก็จะได้ลำบากน้อยลง เช่นนั้นต่อให้มันถูกถ่ายทอดออกไปก็ไม่เป็นไรหรอก ทุกวันนี้ข้าก็ยังคงยืนยันคำเดิม”หญิงสาวประคองท่านหัวหน้าตระกูลพลางว่า “ท่านลุง ข้ายังสามารถเปิดใจยอมรับได้ ท่านก็ยิ่งต้องเปิดใจ ในบรรดาหญิงสาวใต้หล้านี้ แปดในสิบคนสามารถทำงานปักได้ แถมด้านนอกก็ยังคงมีร้านเย็บปักมากมาย เราทำเต็มที่ที่สุดก็พอแล้ว จะไปสนใจทั้งหมดไปทำไมกัน หญิงสาวตัวเล็กๆที่ถูกบังคับให้แต่งงานต้องมาขัดแย้งกับคนในครอบครัวของสามีเพื่อสิ่งนี้ พวกเราจะทำใจให้สงบได้อย่างไร?”ท่านหัวหน้าตระกูลถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะตบหลังมือนาง “เย่เอ๋อร์ใจกว้างนัก ข้ายังเทียบไม่ได้เลยสักนิด!”ท่านหัวหน้าตระกูลและผู้ดูแลคนอื่นๆ ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังต่างมองหน้ากัน ต่างได้ยินคำพูดของถังฉือเย่ชัดเจนจึงไม่คิดจะออกความคิดเห็นใด จากนั้นถังฉือเย่จึงสั่งให้คนไปเรียกตัวคนของโรงงานเย่ฟางมาหา เพื่อบอกเรื่องนี้อย่างจริงจัง “ตอนนี้ข้ามีบางเรื่องจะบอก เรื่องแรกหากมีคนมาขอแต่งงานด้วยความจริงใจ หลังจากเจ้าแต่งงานไปแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะปฏิบัติกับเจ้าด้วยความจริงใจมากน้อยแค่ไหน หากพวกเขาขอให้เจ้าถักเสื้อผ้า รับลูกศิษย์ พวกเจ้าก็ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับข้าหรอก ไม่ต้องปฏิเสธ จงใช้ชีวิตของตัวเองให้ดี จึงจะถือได้ว่าไม่เสียแรงที่ข้าสอนงานฝีมือพวกนี้ให้ เรื่องที่สอง ตอนนี้โรงงานเย่ฟางของเรามีชื่อเสียงแพร่หลายไปทั่ว ดังนั้นในบรรดาคนที่เข้ามานั้นอาจไม่ใช่คนที่มีเจตนาดีทุกคน พวกเขาพูดหลอกล่อด้วยคำหวาน เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ บางทีอาจต้องการซื้อเพียงช่างปัก หากตกไปอยู่ในกำมือของพวกเขาแล้ว พวกเขาจะทำอย่างไรกับเจ้ามันก็เป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา นอกจากนี้ระยะทางก็ไกลมาก คนในครอบครัวคนในตระกูลไม่สามารถช่วยเหลือพวกเจ้าได้ ดังนั้นข้าขอร้องท่านหัวหน้าตระกูล ผู้ดูแล และพ่อแม่คนในครอบครัวของหญิงสาวทุกท่าน อย่าโลภและหวังเพียงผลประโยชน์ชั่วคราว ลูกสาวของเจ้าก็สามารถหาเงินเองได้ เหตุใดจึงไม่ดูแลเครือญาติตัวเองให้ดีๆ” ถังฉือเย่พูดเสียงดังพลางหันหน้าไปมองทุกคนที่กำลังตั้งใจฟังเขม็ง “เรื่องที่สาม คนของโรงงานเย่ฟาง หากเจ้าอยู่ในครอบครัวที่ไร้ยางอาย ทั้งที่รู้อยู่ชัดๆว่าเป็นเตียงไฟ แต่ยังจะบีบบังคับให้ลูกสาวตัวเองกระโดดลงไป....พวกเจ้าก็สามารถมาบอกกับข้าได้ เรื่องชาวบ้านเช่นนี้ ข้าจะยุ่งอย่างแน่นอน และเรื่องสุดท้ายหากอีกฝ่ายกล้าใช้อำนาจกดขี่ขมเหง และพวกเจ้าต้านทานไม่ไหว ก็สามารถมาบอกกับข้าได้ เรื่องชาวบ้านแบบนี้ ข้าก็อยากจะเข้าไปยุ่งเหมือนกัน!” ทันทีที่ทุกคนได้ยินคำพูดทรงพลังเช่นนี้ของถังฉือเย่ ทั่วทุกสารทิศก็เงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตก ทันใดนั้นก็มีใครบางคนสะอื้นออกมา จากนั้นเสียงสะอึกสะอื้นก็ดังขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่เฉียวซางอวี๋ที่อยู่ด้านหลังนาง ก็ยังอดไม่ได้ที่จะปิดปากและร้องไห้ออกมาเบาๆ หญิงสาวยืนตัวตรง แววตาสดใส สาเหตุที่นางเข้ามาดูแลเรื่องพวกนี้ ไม่ใช่เพราะต้องการชื่อเสียง และยิ่งไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ นางแค่ต้องการทำเรื่องที่มีจิตสำนึกเท่านั้นสำหรับถังฉือเย่แล้วเรื่องนี้ไม่ถือเป็นเรื่องที่ยากเกินไป แต่สำหรับอีกฝ่ายแล้ว บางทีมันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งชีวิต เดิมทีหญิงสาวในยุคสมัยนี้ก็ใช้ชีวิตไม่ง่ายเลย ในเมื่อนางมาแล้ว ช่วยอะไรได้จึงอยากช่วยอย่างเต็มที่หลังจากที่คำพูดของถังฉือเย่ถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้มีคนจำนวนมากรู้สึกซาบซึ้ง อย่างเช่นเจ้าของโรงงานขนาดเล็กหลายแห่ง หนึ่งเพื่อต้องการงานฝีมือ สองเพื่อความสัมพันธ์อันดีกับเย่ฟางและตระกูลเมิ่ง จึงขอร้องให้แม่สื่อแสดงท่าทีที่ชัดเจน และขอแต่งงานด้วยความจริงใจ นอกจากนี้ท่าทางของถังฉือเย่ก็ทำให้หญิงสาวจากโรงงานเย่ฟางมีความมั่นใจมากขึ้น และรู้สึกว่าโรงงานเย่ฟางน่าเชื่อถือมากกว่าคนในครอบครัวของตัวเองเสียอีก ถึงขนาดที่มีหญิงสาวซึ่งสอบได้ป้ายช่างทอคนหนึ่งทะเลาะกับสามี นางไม่ได้บอกว่าจะกลับบ้านแม่ตัวเอง แต่กลับทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งว่า ‘หากเจ้ากล้ารังแก ข้าจะกลับไปที่เย่ฟาง!’ถังฉือเย่เองก็ไม่ได้คิดจะขัดขวางอะไร ซ้ำยังรู้สึกดีใจอีกด้วย ที่ปล่อยให้พวกนางเอาคำว่า ‘กลับเย่ฟาง’ มาพูดเป็นที่ยึดเหนี่ยวเช่นนี้ เพียงแต่จิตใจคนยังเป็นสิ่งที่ซับซ้อนที่สุดเสมอ แม้ตอนนี้หลายคนจะคิดว่าโรงงานเย่ฟางเป็นที่พึ่งพิงได้ราวกับพี่สาวน้องสาว ดูแข็งแรงมั่นคง แต่ก็ยังมีบางเสียงที่เกิดการไม่ลงรอยกันเกิดขึ้น! บทที่ 246: แขวนคอ!หลังจากที่โรงงานเย่ฟางล้มเหลวมาหลายครั้ง ในที่สุดก็สามารถคิดค้นเครื่องถักถุงเท้าออกมาได้ เพียงแค่ทอออกมาก็จะเป็นถุงเท้าทรงยาวแต่ไม่มีส้นเท้า ถังฉือเย่คิดว่าสิ่งนี้ไม่เลวเลย ไม่ว่าจะเท้าเล็กหรือใหญ่ก็สามารถสวมใส่ได้ นางจึงเตรียมทดลองในโรงงานเย่ฟางระยะหนึ่ง เพื่อดูผลลัพธ์ก่อนตัดสินใจผลิตในจำนวนมากเฉียวซางอวี๋ลงมือทำด้วยตัวเอง แค่ต้องผลักไปมาใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถถักถุงเท้าออกมาได้ข้างหนึ่ง นางหยิบมันออกมาเย็บปิดขอบ พลางพูดอย่างมีความสุข “ไม่เลวเลย ข้าคิดว่ามันเยี่ยมมากๆ”เมื่อถังฉือเย่เห็นเข็มทั้งสองของนางปักกลับด้าน จึงนึกได้และถามนาง “ที่ให้หาคนมาตีเข็มถักทองแดงนั่น ทำออกมาได้หรือยัง?” ยังไม่ทันพูดจบประโยค แววตาของนางก็ชะงักไปทันทีที่ที่ทั้งสองอยู่ปกติแล้วจะเป็นสถานที่ไว้ต้อนรับแขก ซึ่งอยู่ด้านข้างของโรงงาน ถังฉือเย่มองดูคนคนหนึ่งเดินออกไป ในขณะที่กำลังจะเดินไปถึงประตู ทันใดนั้นก็นางก็มีสีหน้าที่เย็นชา พลางกล่าวจากระยะไกล “หยุดเดี๋ยวนี้!” เฉียวซางอวี๋อึ้งไปเล็กน้อย ถังฉือเย่รีบเดินออกไป คนที่เฝ้าประตูของเย่ฟาง เป็นหญิงชราที่มีร่างกายกำยำคนหนึ่งสกุลเฉิน นางเป็นคนตรงไปตรงมา และทุ่มเทมากๆ ขณะนางที่ออกมาทักทาย นางก็เห็นถังฉือเย่ที่ไล่ตามมา และอดไม่ได้ที่จะตะลึง “เถ้าแก่เนี้ยถัง?” ตั้งแต่ที่ถังฉือเย่ไม่สนใจร้านเหล้า ทุกคนก็เปลี่ยนมาเรียกนางว่าเถ้าแก่เนี้ยแล้ว อย่างไรเสียตอนที่นางออกคำสั่งหรือให้รางวัล นางก็เคยเรียกแทนตัวเองว่าเถ้าแก่เนี้ยถังฉือเย่จึงพยักหน้า ไม่ได้สนใจเรื่องคำเรียกขานที่ได้ยิน เพราะจิตใจกำลังจดจ่ออยู่กับหญิงสาวอีกคนที่ทันทีที่เห็นนางก็ตัวสั่นเทา พลางรีบคุกเข่าลงกับพื้นเฉียวซางอวี๋เองก็เดินตามออกมา พลางขมวดคิ้วแน่น “จูเสี่ยวหง…นี่เจ้าจะไปไหน?”จูเสี่ยวหงกล่าวเสียงเบาโดยไม่กล้าเงยหน้า “ข้าขอลาหยุดกับเถ้าแก่เนี้ยถังแล้ว”“หากข้าจำไม่ผิด เมื่อวานเจ้าก็ลากลับเวลานี้ นี่จะไปที่ไหนกัน?”จูเสี่ยวหงกล่าวเสียงสั่น “พ่อของข้าป่วย หลายวันมานี้ที่ข้าขอลาหยุดช่วงเที่ยง ก็เพราะต้องกลับไปช่วยต้มยาให้เขา”ถังฉือเย่ทอดสายตามองดูตามเนื้อตัวของนาง และจู่ๆก็พูดแทรกขึ้น “เอาออกมาเถอะ!” จูเสี่ยวหงได้ยินก็ผงะไป ถังฉือเย่จึงกล่าวต่ออย่างใจเย็น “เจ้าจะเอาออกมาเอง หรือจะให้ข้าสั่งให้คนลงมือ!” แล้วตอนนั้นเองที่เฉียวซางอวี๋เข้าใจในทันที นางพูดโพล่งออกไปว่า “จูเสี่ยวหง เจ้าขโมยเส้นไหมขนสัตว์อย่างนั้นเหรอ?”จูเสี่ยวหงตัวสั่นจนยืนไม่ไหว แต่นางยังคิดจะปฏิเสธ ท่านยายเฉินทนไม่ไหว พูดอย่างโมโห “เจ้าขโมยของของเถ้าแก่เนี้ยถัง หน้าไม่อาย สารเลวสิ้นดี!”หลังจากนั้นท่านยายเฉินก็ลงมือดึงเสื้อคลุมชั้นนอกของจูเสี่ยวหงออก ทำให้มองเห็นว่าที่เอวนางนั้นมีเส้นไหมขนสัตว์พันอยู่สามสี่ชั่ง พร้อมกันนั้นจูเสี่ยวหงก็หมดแรงล้มลงไปกองกับพื้น เฉียวซางอวี๋โกรธจนตัวสั่น เมื่อถังฉือเย่เห็นว่าจูเสี่ยวหงตกใจกลัวจนหน้าถอดสี นางก็พูดอย่างเกียจคร้านว่า “เอาล่ะ เอาล่ะ เจ้าจงเอาเส้นไหมทั้งหมดออกมาเถอะ แล้วก็คืนป้ายช่างทอมาซะ เดี๋ยวข้าจะให้ค่าแรงเดือนนี้ของเจ้า แล้วหลังจากนี้ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก!” หลังพูดจบหญิงสาวก็หันหลังแล้วเดินจากไป เฉียวซางอวี๋จึงเรียกคนมาแกะเส้นไหมออกอย่างโมโห จากนั้นก็ยึดป้ายช่างทอของจูเสี่ยวหงมา ก่อนจะไล่นางออกไปแล้วจึงค่อยกลับเข้าไปหาถังฉือเย่ที่เอ่ยปากถามทันทีว่า “เหตุใดนางจึงขโมยเส้นไหม ตรวจสอบมาหรือยัง?”“ถามมาแล้วเจ้าค่ะ!” เฉียวซางอวี๋กล่าวด้วยความเดือดดาล “ได้ยินมาว่ามีคนจ่ายเงินเพื่อให้นางสอนงานฝีมือเป็นการส่วนตัว นางไม่อยากออกจากโรงงานเย่ฟาง ไม่อยากเป็นเฉียวซือ จึงได้มีความคิดผิดๆเช่นนี้ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้ว ก่อนหน้านี้ก็ได้ขโมยไปถึงเจ็ดชั่ง และให้คนผู้นั้นเอาไปจนหมด”เมื่อเห็นเฉียวซางอวี๋โกรธจัด ถังฉือเย่จึงได้ตบไหล่เบาๆ “เอาล่ะ เอาล่ะ อาอวี๋ไม่ต้องโมโหแล้ว โมโหแล้วไม่สวยนะ ข้ายังไม่ได้คิดอะไรมากเลย”เฉียวซางอวี๋จ้องมองอาจารย์ของตัวเองที่เก่งไปหมดทุกอย่างอย่างไร้คำพูด นางกลอกตาใส่ถังฉือเย่ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่หยุดสักนิด ถังฉือเย่ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็เลิกคิ้วขึ้นแสร้งทำเป็นไม่รู้อะไรทั้งนั้น พลางเรียกให้ชิงเว่ยเหลี่ยวเข้ามา และให้เขาไปสืบเรื่องราวให้ละเอียดว่าเป็นครอบครัวไหนเดิมทีเรื่องนี้ก็ใกล้จะจบแล้ว แม้ว่าเฉียวซางอวี๋จะโกรธ แต่ถึงอย่างไรนางก็ยังพะว้าพะวงเพราะจูเสี่ยวหงก็เป็นคนในหมู่บ้าน นางจึงไม่ได้พูดเรื่องนี้ออกไป ก็เรียกได้ว่าออมมือแล้ว แต่ท่านยายเฉินที่เป็นเฝ้าประตูนั้นก็เป็นคนในหมู่บ้าน เรื่องนี้จึงยังคงแพร่สะพัดออกไป ในขณะนั้นก็มีหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรีบร้อน“เถ้าแก่เนี้ย เกิดเรื่องแล้ว จูเสี่ยวหงแขวนคอตายเมื่อคืนก่อน ตอนนี้คนในตระกูลจูได้แบกศพผู้ตายมาหาเรื่องที่หน้าประตูโรงงานเย่ฟางแล้ว!”ถังฉือเย่ขมวดคิ้วมุ่น เซี่ยอวี๋ฮุนที่เพิ่งเดินเข้ามารีบบอกทันที “ข้าออกไปเอง เรื่องนี้ข้าจะช่วยอาอวี๋จัดการเอง ท่านไม่ต้องเป็นกังวล”หญิงสาวลังเลเล็กน้อย แม้ว่าผู้ที่อ่อนแอและผู้ที่มีเหตุผลจะเหมือนกันในสมัยโบราณ แต่หากเกี่ยวข้องถึงชีวิตคน ฝ่ายนั้นก็ควรจะก้มหน้าและยอมถอยอยู่แล้ว แต่พวกเขากล้าที่จะสร้างปัญหาใหญ่เช่นนี้? นางคิดว่านี่มันผิดปกติมากนางจึงได้ตามออกไป และได้ยินเสียงร้องไห้โหยหวนดังสนั่นมาจากระยะไกล แต่เมื่อถังฉือเย่ปรากฎตัว เสียงของคนเหล่านั้นก็เบาลงแทบจะทันที ฝีเท้าของถังฉือเย่ไม่ได้ไวหรือช้า นางเดินเข้าไปตรงๆ พลางยืนต่อหน้าพวกเขา จากนั้นนางจึงกล่าว “ท่านเซี่ย…” เซี่ยอวี๋ฮุนโค้งตัวลงพลางตอบรับ “เจ้านาย”“จดรายชื่อ ภูมิลำเนา และลักษณะหน้าตาของคนเหล่านี้ไว้ ต่อไปทรัพย์สินหรือสิ่งใดที่อยู่ในมือของข้าถังฉือเย่ ไม่ว่าจะเป็นในตอนนี้ หรือว่าในอนาคต ก็จะไม่ใช้งานพวกเขาทั้งหมด”เท่านั้นเองฝูงชนทั้งหมดก็เงียบลงในทันที แม้แต่คนในตระกูลจูที่กำลังร้องไห้อยู่ก็เงียบลง ทุกคนรวมไปถึงเซี่ยอวี๋ฮุนและเฉียวซางอวี๋ ต่างก็คิดไม่ถึงว่านางจะออกมาเผชิญหน้าเช่นนี้ โดยเฉพาะคนในหมู่บ้านที่คุ้นเคยกับการที่นางปกป้องและไม่ถือสาคนในโรงงานเย่ฟาง แม้แต่คนตระกูลจูที่จะใช้ประเด็นนี้อย่างไม่เกรงใจเพราะมีคนคอยหนุนหลังก็ยังคิดไม่ถึงว่านางจะทำให้แตกหักเช่นนี้หญิงชราผู้นั้นกล่าวเสียงแหลม “เจ้าบีบบังคับลูกสาวข้าจนตาย ยังกล้ามาทำเช่นนี้อีกหรือ เจ้ามีเหตุผลบ้างไหม!?”ถังฉือเย่พูดอย่างใจเย็น “ก่อนที่เจ้าจะพูดอะไร ก็ช่วยบอกให้มันชัดเจนหน่อยว่าอะไรที่บอกว่า ข้าบีบบังคับจูเสี่ยวหงจนตาย? นางขโมยของในโรงงานเย่ฟางข้า ข้าจัดการนาง ข้าไม่ได้มีตาหลังเสียหน่อยจะไปรู้เรื่องราวต่อจากนั้นได้อย่างไร?”หญิงชราร้องไห้พูดเสียงสะอึกสะอื้น “หากไม่ใช่เพราะเจ้าจับนางได้ เสี่ยวหงของข้าจะฆ่าตัวตายไปทำไม มันไม่มีเหตุผลเลย!”หญิงชราร้องไห้เสียงดัง“พูดตามตรง สิ่งที่พวกเจ้าพึ่งพาก็มีเพียง ‘คนตายเป็นใหญ่’ สี่คำนี้ เดิมทีก็เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว แต่เมื่อคนตายไป ก็กลับมีเหตุผลขึ้นมาเสียอย่างนั้น ข้าไม่เชื่อแผนชั่วนี่หรอก!” ถังฉือเย่พูดช้าๆอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ข้าจะบอกพวกเจ้าให้รู้ไว้ ในใต้หล้านี้มีกฎใหญ่ๆอยู่สองอย่าง หนึ่งคือกฎหมาย สองคือคุณธรรม ในแง่ของกฎหมายข้าไม่มีความผิดอย่างแน่นอน เช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดถึงมัน ตอนนี้ข้าจะพูดกับเจ้าเพียงเรื่องคุณธรรม สมมติว่า จูเสี่ยวหงไม่ได้ขโมยของ แต่ข้ากลับใส่ร้ายนางว่าเป็นขโมย ใส่ร้ายให้นางมีความผิด ถูกด่าทอเสียๆหายๆ แล้วจากนั้นนางจึงคิดฆ่าตัวตาย....เช่นนี้พวกเจ้าจึงสามารถมาต่อว่าข้าได้ แม้ว่าในทางกฎหมายจะบอกว่านางฆ่าตัวตายเอง แต่ในทางคุณธรรมข้ามีความผิด ข้ายอมรับ แต่สถานการณ์ในตอนนี้คือ นางขโมยของของข้าอย่างชัดเจน ข้าแค่ไล่นางออก และยึดป้ายช่างทอของนางเท่านั้น ไม่ได้ทุบตีต่อว่าหรือป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไป แม้แต่เงินของหลายวันมานี้ข้าก็ไม่ได้ติดค้างนางแม้แต่แดงเดียว ข้ามีเมตตาจนถึงที่สุดแล้ว ต่อจากนั้น ไม่ว่านางจะทำอะไร พวกเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาหาข้า เพราะว่าข้าไม่ผิด!” “เจ้าคิดว่าตัวเองไม่ผิด!?” “ใช่! ข้าไม่ผิด นี่จึงจะเป็นสิ่งสำคัญ หรือว่าเมื่อมีคนมาขโมยของ ข้าก็ควรจะอดทนอดกลั้นให้นางขโมยต่อไปเช่นนั้นเหรอ ต่อให้พูดไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้ามันก็ไม่มีเหตุผลเลยสักนิด” ถังฉือเย่หยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “อย่างนี้ได้ยินชัดหรือไม่? ถูกก็คือถูก ผิดก็คือผิด ดำก็คือดำ ขาวก็คือขาว ข้าไม่ได้ทำผิด ข้าไม่เสียใจในสิ่งที่ทำลงไป ดังนั้นข้าไม่เพียงจะไม่ออกเงินสักแดง แต่คนที่มาหาเรื่อง ข้าก็จะไม่จ้างงานอีกต่อไป ข้าไม่เคยสร้างปัญหามาก่อน แต่ก็ไม่กลัวปัญหา ต่อไปหากมีเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับข้า ทางที่ดีก็ควรหาคนที่พูดจาได้ดี มาคุยเหตุผลดีๆกับข้า ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ จะถูกหรือไม่ถูก อย่างน้อยข้าก็จะไม่จัดการ แต่หากอยากก่อเรื่องสร้างปัญหา บังคับให้ข้าต้องยอมจำนน ก็ต้องขอโทษด้วย มันไม่ได้ผลกับข้าเลยแม้แต่น้อย!” บทที่ 247: สายฟ้าฟาด! จากนั้นก็มีคนพูดเกลี้ยกล่อมขึ้นมา “เถ้าแก่เนี้ยถัง อย่างไรเสียนั่นก็คือหนึ่งชีวิต เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน หากท่านช่วยนางได้ก็ช่วยสักหน่อยเถอะ” ถังฉือเย่เงยหน้าขึ้นมาในทันที จากนั้นก็จ้องมองไปที่หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของเสียงพูด “เจ้าเป็นใคร เป็นคนตระกูลไหนอย่างนั้นเหรอ?” “ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่กล้าพูดอีกแล้ว” หญิงผู้นั้นตกใจ รีบโบกมือไปมา ก่อนจะรีบเดินเข้าไปในกลุ่มคนที่มามุงล้อมเอาไว้“อย่าเพิ่งรีบไปสิ!” ถังฉือเย่พูดสุ้มเสียงเย็นชาว่า “เจ้าอยากช่วยไม่ใช่เหรอ ช่วยต่อสิ! เจ้ากล้าโผล่หน้าออกมาพูดแล้ว เหตุใดพูดจบแล้วก็รีบไปเล่า ข้าจำได้ว่าสามีของเจ้าทำงานที่ร้านเหล้าใช่ไหม เมื่อปีที่แล้วเขาเพิ่งจะได้รับเงินไป ถ้าอย่างนั้นครอบครัวของเจ้าก็ออกเงินไปสักร้อยตำลึงดีไหมล่ะ” ใบหน้าหญิงสาวผู้นั้นซีดเผือด ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงใดๆ ถังฉือเย่หัวเราะเบาๆ จากนั้นก็มองไปที่ทุกคน “เจ้าอยากช่วย ก็ช่วยเองสิ ใครจะไปห้ามเจ้าได้ ตัวเองไม่ได้ออกเงินเลยสักอีแปะ ยังจะมายืนพล่าม แล้วสั่งให้คนอื่นช่วยเหลืออีก การที่ใช้ทรัพย์สินของผู้อื่นมาทำให้ตัวเองดูเป็นคนใจกว้าง นั่นไม่ได้เรียกว่าใจกว้างแต่อย่างใด แต่เรียกว่าชั่วร้ายต่างหาก!”นางชะงักไปครู่หนึ่ง “โลกอันกว้างใหญ่ มีทั้งคนจนที่ไม่มีแม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อ และมีทั้งคนที่ร่ำรวยมากๆ ต่างคนก็ต่างใช้ชีวิตของตนไป ไม่มีใครจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือใคร หยุดใช้มาตรฐานของนักบุญมาเป็นข้อเรียกร้องของผู้อื่น หากใช้มาตรฐานของคนชั่วมาเป็นบรรทัดฐานของตัวเอง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็กล้าพูดออกมาทั้งนั้น และยังคิดว่าตัวเองเพียงแค่เสนอความคิดเห็นก็เท่านั้น”นางจิ๊ปากออกมา “โง่จริงๆ”นางพูดได้อย่างไม่เหลือเยื่อใยเลยแม้แต่น้อยจากนั้นก็มีคนอดไม่ได้และพูดขึ้นมาว่า “ก่อนที่เจ้าบ้านถังจะเปิดร้านเหล้า ครอบครัวของข้าไม่เคยมีเนื้อให้กินเป็นเดือนๆ ยามค่ำคืนลูกของข้าก็หิวกันจนร้องไห้ไม่เว้นวัน แบบนี้แล้วก็ไม่เห็นจะมีใครมาช่วย”“ใช่แล้ว…ไม่ได้เป็นญาติมิตรอะไรกัน ก็ไม่มีใครที่จำเป็นต้องช่วยใคร”เมื่อเห็นมีคนพูด อีกคนก็รีบเสริม “เจ้าบ้านถังมีความหวังดีและปกป้องคนของโรงทอเย่ฟาง แม้กระทั่งงานฝีมือที่ถูกนำไปเผยแพร่สู่ภายนอกนางก็ยังไม่เคยจะคิดเล็กคิดน้อย พวกเจ้ายังจะทำแบบนี้กับนางอีกรึ ดูพวกเจ้าสิไม่มีจิตสำนึก สันดานชั่วๆเริ่มโผล่ออกมาแล้ว”ถังฉือเย่กวาดสายตามองไปที่คนของตระกูลจูที่รายล้อมอยู่ ซึ่งนอกจากแม่ของจูเสี่ยวหงที่จะรู้สึกเสียใจแล้ว แววตาของคนอื่นๆก็กำลังสั่นเครืออยู่ ราวกับว่าเป็นความรู้สึก…กลัว? หญิงสาวรู้สึกมีลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ ได้แต่หันหลังแล้วเดินจากไป ผู้คนต่างแหวกทางจนนางเดินไปถึงใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง อยู่ๆ ผู้คนต่างก็พากันส่งเสียงร้องออกมา “ระวัง!”ถังฉือเย่รีบหันกลับไปในทันที จังหวะนั้นเองก็มีชายชุดดำกระโดดลงมาจากต้นไม้พร้อมกับแสงแวววาวสาดส่องเมื่อเขาชักดาบแล้วพุ่งตรงเข้ามาอย่างมาดร้าย ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์กรีดร้องด้วยความตกใจ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดังราวกับเสียงระเบิดเกิดขึ้น ท้องฟ้าปรากฏแสงวาบขึ้นอย่างฉับพลัน จากนั้นสายฟ้าก็ฟาดลงมาต่อหน้าต่อตาของทุกคน…และฟ้าก็ผ่าลงตรงชายชุดดำคนนั้นพอดี!ทุกคนตกใจจนตาเบิกกว้างและเงียบกริบ มีเพียงสายตาเท่านั้นที่มองดูร่างที่ไหม้เกรียมของชายคนนั้นค่อยๆล้มลงไป ร่างนั้นหดเกร็ง ไม่นานนัก เขาก็ไม่ขยับอีก แม้กระทั่งต้นฮ๋วยโบราณที่อายุหลายร้อยปี ก็ถูกฟ้าผ่าจนไหม้ไปครึ่งซีก จากนั้นไฟก็ค่อยๆลุกขึ้นอย่างช้าๆ...หลังจากนั้นก็มีเสียงฟ้าร้องดังขึ้นอีกหนึ่งครั้ง พร้อมกับสายฝนที่เทลงมาอย่างหนักเวลาผ่านไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งมีคนที่ได้สติราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน รีบคุกเข่าลงพลางกล่าวละล่ำละลักว่า “เทพธิดาแห่งโชคลาภ!”พลันนั้นชาวบ้านต่างทำตาม ทุกคนต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้น ส่งเสียงที่สั่นเครือระงม “เทพธิดาแห่งโชคลาภ!”ชิงเว่ยเหลี่ยวรีบพุ่งตัวเข้ามาพลางจ้องมองไปที่ถังฉือเย่ เขาอยากที่จะเข้าไปช่วยประคองแต่ก็ไม่กล้า สีหน้าของเขาก็ดูไม่อยากจะเชื่อเล็กน้อยคนในยุคสมัยนี้ มีความเคารพและเกรงกลัวต่อสายฟ้าเป็นอย่างมาก เมื่อถูกฟ้าผ่า แน่นอนว่าจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย ใครจะเชื่อว่าสายฟ้าจะฟาดผ่าลงมาที่ชายผู้นี้ที่ต้องการจะฆ่าถังฉือเย่พอดี... แม้กระทั่งถังฉือเย่เองก็ยังรู้สึกไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆถึงแม้ว่านางจะเดินไปที่ไหนที่นั่นก็จะมีแต่เรื่องโชคดี แต่มันก็ไม่ได้ดูพิศวงอะไรขนาดนี้นี่!‘เทพธิดาแห่งโชคลาภ’ เงียบไปพักใหญ่ก่อนจะตั้งสติได้แล้วกลับบ้านไปอาบน้ำ จากนั้นก็ต้มชาขิงและพุทราดื่ม เมื่อเห็นสายตาที่ดูเคารพและยำเกรงของคนเหล่านี้แล้ว นางก็ลูบหน้าผากพลางพูดอย่างเหนื่อยใจว่า“แค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น! ดูข้าสิข้าก็เปียกฝนไปกับพวกเจ้านั่นแหละ”เซี่ยอวี๋ฮุนส่ายหน้าแย้งว่า “เหตุใดพวกเราไม่เคยเกิดเรื่องบังเอิญขนาดนี้กับตัวเลยล่ะ แล้วเหตุใดถึงได้เกิดเรื่องบังเอิญกับท่านบ่อยเช่นนี้ ท่านเป็นเทพธิดานางฟ้าก็บอกมาตรงๆเถอะ”“ยังจะพูดว่าข้าเป็นเทพธิดาอีก ยัดเยียดให้ข้าเช่นนี้ ไม่กลัวว่าข้าจะสาปแช่งให้เจ้าหน้าตาน่าเกลียดรึ?”“เทพธิดาแห่งโชคลาภ” เซี่ยอวี๋ฮุนยิ้มยืนยันความคิดตน “ข้าต้องทำงานให้ท่านทุกวัน สามารถขอให้ข้ามีมืองอกออกมาเพิ่มได้หรือไม่?”ถังฉือเย่หัวเราะตาม แล้วทั้งสองคนก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เมื่อเห็นว่าใครหลายคนค่อยๆผ่อนคลายลง ถังฉือเย่จึงพูดขึ้นว่า “ชิงเว่ยเหลี่ยว ชายคนนั้นตายแล้วหรือยัง?”“ตายแล้ว!” ชิงเว่ยเหลี่ยวตอบอย่างเคร่งขรึมว่า “เป็นข้าเองที่ประมาท ในวันนั้นยังมีอยู่อีกสองคน น่าจะเป็นพวกเดียวกับชายคนนั้น พวกเขาคงตกใจกลัว เลยไม่ได้ลงมือทำอะไร ตอนนี้ก็ได้หนีไปแล้ว” “ที่จูเสี่ยวหงผูกคอตาย เป็นนางที่ผูกคอตายเอง หรือว่า…เกี่ยวข้องกับคนเหล่านั้นด้วยหรือไม่?”“นางผูกคอตายเอง” ชิงเว่ยเหลี่ยวพูดอย่างหนักแน่นว่า “ระหว่างนี้ก็ผ่านมาหนึ่งวันแล้ว ข้าได้แอบไปดูศพมาแล้วด้วย พวกมันน่าจะใช้โอกาสที่คนตระกูลจูมาโวยวายลงมือ”ถังฉือเย่พยักหน้าพูดด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม “ถึงแม้ว่าข้าจะทำให้ใครหลายคนไม่พอใจ แต่โกรธแค้นจนถึงขั้นลอบฆ่ากันเช่นนี้ แถมฝีมือก็ยังดีใช่ย่อย…ชิงเว่ยเหลี่ยว อย่าไปปะทะกับคนเหล่านี้ และไม่ต้องสะกดรอยตามด้วย หากพบเจอก็แค่มาบอกข้า แล้วข้าจะเขียนจดหมายหาเยี่ยนตงสักหน่อย”ชิงเว่ยเหลี่ยวตอบรับ แล้วตอนนั้นเองคนที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยต่างก็พูดจาเล่าลือกันไปอย่างรวดเร็วราวกับโรคระบาด และเป็นเพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงชีวิตคนสองคน ดังนั้นหลี่เจิงจึงได้รายงานต่อส่วนกลาง แม้กระทั่งท่านเจ้าเมืองหลินก็มาที่นี่ด้วยตัวเอง ขุนนางที่เป็นคนชันสูตรศพก็เข้ามาตรวจสอบ และยังตรวจดูต้นไม้ต้นนั้นด้วย รวมกับคำให้การจากชาวบ้านนับร้อย หลักฐานจึงเด่นชัด และไม่มีข้อสงสัยเลยแม้แต่น้อยท่านเจ้าเมืองได้เขียนเรื่องนี้ลงในหนังสือด้วย เพื่อบันทึกเรื่องแปลกในพื้นที่ เขาเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้มากมาย กระทั่งวันหนึ่งที่ถังฉือเย่ออกจากบ้าน ก็พบว่าที่หน้าประตูมีคนมาเคารพกราบไหว้ หญิงสาวจึงถอยหลังกลับมาอย่างเงียบๆ แล้วยืนพิงประตูเอาไว้ และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีนางไม่ได้ไม่ชอบความน่าอัศจรรย์เช่นนี้ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมจึงยังไม่อยากเป็นจุดสนใจเร็วขนาดนี้!ต้องเข้าใจก่อนว่า นี่คือการที่ ‘ผู้คนมากมายมาเคารพคนคนเดียว’ ในสมัยโบราณนั้น เดิมทีคนธรรมดาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับอะไรแบบนี้อยู่แล้ว ยังไม่ทันมีกำลังที่จะปกป้องตัวเองก็ได้มีเรื่องที่สวรรค์ได้เข้าข้างมอบความเป็นสิริมงคลมาให้ ไม่ว่าจะเป็นคนสูงศักดิ์คนไหน หรือแม้กระทั่ง...ฮ่องเต้ หากคิดอยากที่จะให้นางเข้าไปในวังล่ะ จะทำอย่างไร? แบบนี้นางจะไม่อึดอัดตายหรอกหรือ?ฮ่องเต้หมิงเหยียนเองก็ทรงได้อ่านเรื่องราวที่ท่านเจ้าเมืองหลินบันทึกเอาไว้เช่นกัน ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้องค์ไหนก็ไม่สามารถขาด ‘ความเป็นสิริมงคล’ ไปได้ ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ ก็ต้องมีคนสร้างขึ้นอยู่เสมอ เพียงแต่พระองค์เป็นคนที่ทำอะไรตามความเป็นจริง ดังนั้นจึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่นักแต่ไม่ว่าอย่างไรถังฉือเย่ก็ถือว่าเป็นคนสนิท! และยังมีชีวิตอยู่! ดังนั้นมันจึงแตกต่างกันอยู่แล้ว ซึ่งเจ้าเมืองหลินได้บันทึกเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียด เหตุและผลของเรื่องราวทั้งหมด รวมทั้งทุกประโยคที่ถังฉือเย่ได้พูดออกไป แม้กระทั่งลักษณะของศพและต้นไม้ที่ถูกฟ้าผ่า เขาก็เขียนเอาไว้ทั้งหมดองค์ฮ่องเต้ทรงถือมันไว้ในมือพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ให้คนไปเรียกองค์รัชทายาทมา “สาวน้อยผู้โชคดีคนนั้น ได้เขียนจดหมายหาเจ้าแล้วหรือยัง?”องค์รัชทายาททูลตอบว่า “เพิ่งจะได้รับเมื่อครู่เลยขอรับ ลูกยังไม่ทันได้เปิดดูเลย”“เอามาให้ข้า”องค์รัชทายาทจึงยื่นจดหมายไปให้เขา ฮ่องเต้หมิงเหยียนทอดพระเนตรอยู่แวบหนึ่ง จดหมายยังไม่ได้เปิดออกจริงๆ โดยข้างบนเขียนไว้ว่า ‘ให้เซิงฉีส่งให้เยี่ยนตง’ พระองค์เหลือบมององค์รัชทายาทอยู่ครู่หนึ่ง จึงจะพูดขึ้นว่า “กู้จิ่วสิง”ขันทีเฒ่ากู้จิ่วสิงก็รีบเดินเข้ามาในทันที “ข้าน้อยมาแล้วขอรับ”“เมื่อเช้าที่ข้าพูดถึงชานั่น ลองไปเอามาให้องค์รัชทายาทชิมดูซิ”“ขอรับ!”“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ”ฮ่องเต้หมิงเหยียนพยักหน้า จากนั้นจึงจะเปิดจดหมายออกอ่าน ลายมือที่ปรากฏยังคงน่าเกลียดอย่างเคย มิหนำซ้ำยังคงเขียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด สำหรับหญิงสาวผู้โชคดีคนนี้ เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น และนางก็ยังบ่นอีกว่า เมื่อเรื่องเกิดขึ้นแบบนี้ ทุกคนต่างก็พากันคิดว่านางเป็นหญิงสาวผู้โชคดีอะไรนั่นจริงๆ และไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ฮ่องเต้หมิงเหยียนถึงได้รู้สึกโล่งใจราวกับว่าสายลมได้พัดพาเอาหมอกหนาออกไปแล้ว พระองค์หลุดหัวเราะออกมาพลางส่งจดหมายให้องค์รัชทายาท และนำบันทึกที่ท่านเจ้าเมืองหลินเขียนมาให้เขาอ่านอีกด้วยองค์รัชทายาทอ่านอย่างรวดเร็ว ในใจก็รู้สึกไม่ดีอยู่เล็กน้อย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า เรื่องนี้ต้องเกี่ยวกับน้องชายของเขาแน่ๆ ทั้งดอกปุยฝ้าย ทั้งคันไถแบบเหยียบ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่นางมอบให้ทั้งนั้น แต่ความดีความชอบกลับตกอยู่ที่เขาทั้งหมด ยิ่งช่วงนี้เสด็จพ่อก็มักพาเขาไปไหนต่อไหนด้วยแทบทุกวัน องค์ชายสามคงจะอยู่ไม่เป็นสุขแล้ว เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ก่อนที่องค์รัชทายาทหนุ่มจะได้สติเมื่อได้ยินบิดาถามว่า “แล้วเจ้าคิดว่าเรื่องนี้ควรจัดการอย่างไรดี?” บทที่ 248: เสด็จพ่อองค์รัชทายาทที่กำลังคิดถึงเรื่องนี้อยู่พอดี จึงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะทูลตอบว่า “เสด็จพ่อ ลูกคิดว่าบางทีเด็กคนนี้อาจจะได้รับพรจากสวรรค์จริงๆก็ได้นะ” สิ้นเสียงเขาก็คุกเข่าลงพลางว่า “เสด็จพ่อโปรดส่งคนไปช่วยปกป้องนางด้วยเถิด”ฮ่องเต้หมิงเหยียนอึ้งไปชั่วขณะ ในฐานะที่พระองค์เป็นฮ่องเต้ การที่องค์รัชทายาทกับองค์ชายสามต่อสู้กันอย่างนี้ แน่นอนว่าเขาก็รู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ความขัดแย้งในเรื่องราชสำนัก สำหรับพระองค์แล้วมองว่าเป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง เพียงแต่การที่องค์ชายสามใช้แผนการที่ป่าเถื่อนลงมือกับชาวบ้านตัวเล็กๆคนหนึ่งเยี่ยงนี้ พระองค์จึงรู้สึกไม่ชอบเป็นอย่างมาก พระองค์คิดว่าองค์รัชทายาทน่าจะรู้สึกน้อยใจและโกรธ หรือไม่ก็ต้องตำหนิองค์ชายสามออกมาตรงๆ หรือในขณะเดียวกันก็คงจะส่งคนไปจับตาดูและปกป้องหญิงสาวผู้นั้นอย่างลับๆ ในฐานะที่นางเป็นคนที่มีความโชคดี แต่ทรงคิดไม่ถึงว่า องค์รัชทายาทจะร้องขอออกมาแบบนี้ ฮ่องเต้หมิงเหยียนตรัสด้วยสีหน้านิ่งเรียบว่า “เหตุใดต้องให้ข้าเป็นคนส่งคนไปด้วย คนของเจ้าไม่มีหรืออย่างไร?”“เพราะลูกอยากเดิมพันกับเสด็จพ่อ”“เดิมพันอะไร?”“ลูกอยากเดิมพันเด็กคนนี้ว่าความสำเร็จของนางจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้เป็นแน่ ในภายภาคหน้านางต้องนำความประหลาดใจและน่ายินดีมาสู่ต้าเยี่ยนของเราอย่างแน่นอน” เขาชะงักไปครู่หนึ่ง “สาเหตุที่นางถูกจู่โจมแบบนั้น ครึ่งหนึ่งก็คงจะเกี่ยวกับลูก หากจะทำเป็นไม่สนใจ ลูกคงทนไม่ได้ อย่างไรเสียก็ต้องเข้าไปจัดการเรื่องนี้ จริงๆแล้วลูกกับนางก็เพียงแค่พบกันโดยบังเอิญเท่านั้น ไม่ถึงกับมีมิตรภาพอะไรที่ลึกซึ้ง เกรงว่าจะทำให้คนอื่นเข้าใจผิด ถ้าอย่างนั้นสู้ให้เสด็จพ่อเป็นคนส่งคนไปดีกว่า”ฮ่องเต้หมิงเหยียนพยักหน้า “ข้าจะรับไปพิจารณาดู”หลังจากนั้นองค์รัชทายาทจึงผุดลุกขึ้น แล้วค่อยๆถอยออกมาจากห้องหนังสือ พร้อมกับรอยยิ้มตรงมุมปาก ตอนนี้เขาเข้าใจถึงความหมายของคำว่า ‘ฮ่องเต้’ แล้วจริงๆ หากถังฉือเย่คือความโชคดี เขาคงไม่โง่พอที่จะยึดเอาเรื่องนี้มาเป็นของตัวเองหรอก เพราะเดิมทีแล้วโชคลาภต้องเป็นของฮ่องเต้อยู่แล้ว หากเดาไม่ผิด ฮ่องเต้หมิงเหยียนน่าจะส่งคนไปในนามของเขาอย่างแน่นอนถึงแม้ว่าฮ่องเต้หมิงเหยียนจะรู้ดีว่าองค์ชายสามจะต้องหาทางดิ้นรน แต่การที่เขารู้เรื่องก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และการมาเผชิญหน้าต่อฮ่องเต้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง องค์ชายสามเป็นคนที่ทำอะไรบ้าระห่ำและอวดดี คนที่เขาส่งไป หากทำร้ายคนของเสด็จพ่อละก็…..นี่สิถึงจะเรียกว่าน่าสนุกส่วนถังฉือเย่นั้น องค์รัชทายาทก็ไม่ได้กังวลอะไรเลยในขณะเดียวกันเมื่อเรื่องราวของหญิงสาวผู้โชคดีได้แพร่มาถึงฉางอัน เมิ่งอี่ฉิวก็ได้เร่งออกจากประตูเมืองไปแล้ว ชายหนุ่มได้สาบานต่อหน้าท่านแม่ของตนว่า หากเขาไม่สามารถขอถังฉือเย่แต่งงานได้เขาจะไม่กลับมาฉางอันอีกเด็ดขาด และเพราะเหตุนี้จึงได้มอบงานบางส่วนที่รับผิดชอบไปให้พี่ชาย และได้ตัดสินใจว่าถึงแม้ว่าจะต้องตามนางเป็นเวลาหนึ่งปี เขาก็จะไม่ยอมแพ้ และอาจเป็นเพราะแบบนี้ จึงทำให้หญิงสาวในเมืองหลายคนพากันเกลียดชังถังฉือเย่ ถังฉือเย่ก็ไม่คิดมาก่อนว่าเมิ่งอี่ฉิวจะทำเรื่องแบบนี้ แน่นอนว่า นางไม่ได้สนใจอะไรเขาอยู่แล้วในขณะนั้นก็มีชายชุดดำสองคนมายืนอยู่ที่ด้านหน้าของนาง ถังฉือเย่รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก “พวกเจ้าเป็นคนที่เยี่ยนตงส่งมาเหรอ?”“ใช่” ชายชุดดำคนหนึ่งตอบ“เจ้าชื่ออะไร?”“ติงจิ่ว”“ติงจิ่ว!” นางพยักหน้า จากนั้นก็ถามต่อ “ใครเป็นคนจ่ายค่าจ้างให้พวกเจ้า”ชายชุดดำนึกว่านางจะต้องถามถึงตัวตนของพวกเขาแน่ๆ ดังนั้นจึงได้เตรียมหลักฐานมาแล้ว เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าถังฉือเย่กลับพูดประโยคนี้ออกมาติงจิ่วเงียบไปสักพักก่อนจะจะตอบ “เถ้าแก่เนี้ยถังไม่ต้องกังวลเรื่องเงินค่าจ้าง ท่านเยี่ยนเป็นคนจ่ายให้พวกเรา”หลังจากนั้นเขาก็เห็นสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้า กะพริบตาปริบๆ ดูแล้วมีลับลมคมในขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง “ถ้าอย่างนั้น พวกเจ้าอยากหารายได้พิเศษไหมล่ะ?”ใบหน้าของติงจิ่วเต็มไปด้วยคำถาม กระทั่งเวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ชายหนุ่มทั้งสองก็ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินตามถังฉือเย่ไปเงียบๆ ตอนที่นางเดินออกมานั้นด้านนอกก็เห็นเหมือนมีเงาแวบไปแวบมา เจ้าของเงาปริศนาคนนั้นก็คือ ถังฉือจิ้น หลายวันมานี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่นางเห็นเขามาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ แต่นางก็แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น จากนั้นถังฉือเย่ก็ได้พาชายหนุ่มที่เพิ่งจะมาใหม่ ขึ้นไปบนภูเขากับคนในหมู่บ้านช่วงนี้เป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวพอดี ยามที่ต้องการแรงงานและกำลังคน ถึงจะหลอกล่อมาได้แค่คนเดียวก็ถือว่าไม่เลวแล้ว และในขณะนี้ถังฉือเย่ก็กำลังสอนพวกเขาทาบกิ่งไม้ผลอยู่แอปเปิ้ล สาลี่ ลูกท้อ ผลซิ่งต่างๆ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทาบกิ่งคือช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน นางเตรียมที่จะให้คนเหล่านี้ทำการทาบกิ่งให้เยอะสักหน่อย ถึงแม้ว่าจะสำเร็จแค่ครึ่งเดียวก็ยังดีและด้วยความที่ราชวงศ์ต้าเยี่ยนมีนโยบายว่าการบุกเบิกสถานที่รกร้างจะได้รับการยกเว้นการเก็บภาษีสามปี ดังนั้นถังฉือเย่ตั้งใจไว้ว่า เมื่อการหว่านข้าวในฤดูใบไม้ผลิเสร็จสิ้นลงแล้ว นางจะให้คนมาช่วยแผ้วถางสถานที่รกร้างแล้วมาปลูกผลไม้ ต่อไปจะได้ทำผลไม้เชื่อม ผลไม้กระป๋อง น้ำผลไม้คั้นสด… แค่ทำๆไปก็สามารถหาเงินได้แล้วจนกระทั่งเขาทำเป็นแล้ว และลงมือทำไปแล้ว ติงจิ่วก็ยังคงรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์เล็กน้อย พวกเขาเป็นกลุ่มองครักษ์มังกรเชียวนะ! ฟังเพียงคำสั่งของฮ่องเต้เท่านั้น เหตุใดพอนางพูดว่าการช่วยปกป้องนางแบบลับๆ สู้มาช่วยนางอย่างเปิดเผยไม่ได้หรอก ว่างก็ว่างอยู่ แถมการหารายได้พิเศษก็สามารถทำเงินได้อย่างง่ายๆ... สุดท้ายแล้วก็ต้องมาปลูกต้นไม้น่ะหรือ? โชคดีที่เขายังไม่ได้พาทุกคนมาพบนาง!แต่นักปราชญ์ได้กล่าวไว้ว่า ทำตัวเป็นมิตร ทำอะไรไปตามจังหวะ แบบนี้ก็คงจะไม่ผิด...หรอกมั้ง?ถังฉือเย่พาคนกลุ่มนี้มาทำงานที่นี่สองวัน จากนั้นก็ได้จัดการกับไม้ผลที่ขึ้นเองตามธรรมชาติได้เรียบร้อยแล้ว และนางก็ได้ให้คนเหล่านี้ไปหาหมู่บ้านในละแวกนี้ที่ปลูกผลไม้จำนวนมาก และนางจะสอนให้พวกเขาฟรีๆด้วย คนที่อยากเรียนก็เรียน คนที่ไม่อยากก็ไม่บังคับแต่ในยุคสมัยนี้สำหรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว พวกเขาก็เคารพและยำเกรงเป็นอย่างมาก เมื่อเอ่ยถึงหญิงสาวผู้โชคดี ก็ไม่มีใครที่ไม่อยากจะเรียน ถึงแม้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่พวกเขาก็ยินดีที่จะทำตามจากนั้นถังฉือเย่ก็ได้ให้พวกของติงจิ่วสองคนมาช่วยทาบกิ่งไม้ผลที่หลังบ้านของนางเอง ก่อนจะเอ่ยปากชมพวกเขาว่า“ติงจิ่ว…ข้าคิดว่าเจ้ามีพรสวรรค์มากๆเลยนะ ฝีมือเยี่ยมมาก คนตั้งเยอะแยะมากมาย เจ้าถือว่าเป็นคนที่เก่งที่สุดเลย” ถังฉือเย่เอ่ยปากชม ติงจิ่วยิ้มจนแก้มแทบปริ “ชมเกินไปแล้ว”เหล่าบรรดาลูกน้องที่อยู่ข้างๆ เหลือบมองเขาอย่างเงียบๆ ติงจิ่วลูบปากด้วยความรู้สึกแปลกๆ โถ่เอ้ย! หญิงสาวคนนี้เจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว มีความสามารถในการล้างสมองจริงๆ! หากบอกว่าเขาเป็นทหารฝีมือดีอันดับหนึ่งแล้วยังจะมีใครเชื่อเขาอีกหรือไม่?โดยเมื่อทาบกิ่งเสร็จ ถังฉือเย่ก็ให้เงินสามร้อยอีแปะแก่พวกเขา แถมยังให้เงินอีกหนึ่งร้อยอีแปะเป็นรางวัลพิเศษ จากนั้นนางก็ได้เสนอเงินวันละสองร้อยอีแปะ ในการให้พวกเขามาสอนเด็กๆที่สำนักศิลปะการต่อสู้ยอดทหารฝีมือดีอันดับหนึ่งอย่างติงจิ่วปฏิเสธไปอย่างไร้เยื่อใย “ไม่! พวกข้ามาที่นี่ด้วยคำสั่งของท่านเยี่ยน พวกเรามีหน้าที่แค่ปกป้องเจ้าเท่านั้น!”หญิงสาวที่ยื่นข้อเสนอยักไหล่นิดหนึ่งอย่างไม่ได้สนใจอะไรอีก จากนั้นนางก็ให้คนงานทำเสื้อผ้าให้พวกเขาสองสามชุด ชาวบ้านที่คุ้นเคยกับถังฉือเย่นั้นรู้ดีว่า เรื่องนี้เป็นความเคยชินของนางที่ชอบทำชุดเครื่องแบบ และบนชุดเครื่องแบบก็จะเย็บรูปภาพหรือข้อความลงไปด้วย เพียงแต่ติงจิ่วยังไม่รู้เรื่องนี้! ในขณะที่เขากำลังซาบซึ้งอยู่นั้น ก็พบว่าด้านหลังของชุดเครื่องแบบที่หญิงสาวนำมานั้นได้เขียนคำว่า ‘ลวี่หลิวถู่สวี้’ และ ‘หงเหมยหานเปา’ ลงไปด้วย นี่มันอะไรกัน!ติงจิ่วตบโต๊ะไปหนึ่งครั้ง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับถังฉือเย่ที่พูดด้วยท่าทางที่เหนื่อยใจว่า “คำเหล่านี้คือข้ากำลังชมพวกเจ้าอยู่ต่างหาก เจ้าไม่เข้าใจหรอกรึ หรือว่าเจ้าไม่เคยเรียนหนังสือมา พวกเจ้าไม่ใช่คนของเยี่ยนตงหรอกหรือ ข้าอุตส่าห์หาคำที่เหมาะสมจากกลอนคู่ที่เยี่ยนตงเขียนมาเชียวนะ มันเป็นเรื่องที่ดีสำหรับสองฝ่าย แบบนี้พวกเจ้าก็สามารถปกป้องข้าได้ และยังแสดงให้เห็นว่าพวกเจ้ายังไม่ลืมเจ้านายเก่าอีกต่างหาก…พวกเจ้าไม่ชอบสิ่งเหล่านี้อย่างนั้นหรือ?”องครักษ์หนุ่มเงียบกริบ ไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมาจากปาก หลังจากนั้นถังฉือเย่ก็หันกลับไปสั่งให้คนนำชุดที่ตัดเย็บเรียบร้อยแล้วออกมาอีกสองชุด “หากพวกเจ้ามีสี่คนก็ดีน่ะสิ จริงๆแล้วข้าทำมาทั้งหมดสี่ชุด เพียงแต่สองคำนี้ไม่ค่อยงามเท่าไหร่ ข้าจึงไม่ได้นำออกมาให้”ติงจิ่วปฏิเสธอยู่ในใจอย่างบ้าคลั่ง เมื่อเห็นถ้อยคำที่ปรากฏคือ ‘อู่หูซื่อไห่’ และ ‘ว่านสุ่ยเชียนซาน’ แต่ไม่ทันได้เอ่ยปากเถ้าแก่เนี้ยถังก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่า“เจ้าไม่รู้หรือว่าข้ามีชื่อเสียงมากเพียงใด เพียงแค่ข้าออกไปข้างนอก ก็จะมีคนมากมายที่จับจ้องมา หากพวกเจ้าจะเดินอยู่ข้างกายข้า พวกเจ้าก็ต้องดูน่าเกรงขามเสียหน่อย หากไม่ใส่ข้าก็จะไม่พาพวกเจ้าออกไปข้างนอกด้วยหรอก”สุดท้ายแล้วติงจิ่วจึงต้องจำใจรับเสื้อผ้าเหล่านั้นมา พร้อมกันนั้นก็รีบเขียนรายงานเรื่องนี้ให้เจ้านายทราบทันที หรือที่เรียกกันว่าฟ้องนั่นเอง!ถังฉือเย่ถอนหายใจออกมาก่อนที่จะเข้าไปในห้อง แววตาดูมีความลังเลอยู่เล็กน้อยสิ่งที่นางทำที่นี่นั้นล้วนแล้วแต่เป็นอะไรที่ล้ำสมัยไปมาก และน่าเชื่อถือเลยสักนิด เมื่อพูดออกไปแล้วก็จะเป็นที่สะดุดตาเป็นอย่างยิ่งแต่คนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นคนของคนผู้นั้นที่ส่งมา หรือเป็นคนของเยี่ยนตงจริงๆ นางก็คงจะปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว ไม่สามารถปฏิเสธการถูกจับตาดูได้ แต่ก็ใช่ว่าจะทำอะไรไม่ได้สักหน่อย นางจึงทำเสื้อคลุมที่ดูไม่น่าเชื่อถือนี้ขึ้นมาอีกอย่าง ดูท่าทางของพวกเขาแล้ว น่าจะยังมีคนอื่นๆที่ยังไม่ปรากฏตัวออกมาอยู่อีก!และในขณะที่นางกำลังหลับตาและครุ่นคิดอยู่นั้น อยู่ๆก็มีเสียงกรีดร้องคร่ำครวญที่น่าเวทนาดังขึ้นแทรกมาในความเงียบ“เถ้าแก่เนี้ยถัง เทพธิดาแห่งโชคลาภ ช่วยข้าด้วย ช่วยข้าด้วยเถิด!” บทที่ 249: จุดเริ่มต้นของฝีดาษถังฉือเย่ตกใจ รีบพลิกตัวลงจากเตียงก่อนจะรีบวิ่งไปตามเสียงร้องนั้น เช่นเดียวกับติงจิ่วที่เพิ่งจะปล่อยเหยี่ยวส่งข่าวออกไปก็รีบจับดาบตรงเอวก่อนจะดึงมันออกมาทันที หญิงสาวรีบผลักประตูแล้วก็พบว่าคนที่อยู่ด้านนอกก้มลงคำนับไม่หยุด พร้อมกับร้องไห้เสียงแหบแห้ง “เทพธิดาแห่งโชคลาภ ช่วยข้าด้วย ได้โปรดช่วยข้าด้วย ช่วยตงจึของพวกข้าด้วยเถอะ!”ผมเผ้าของนางกระเซอะกระเซิง หน้าตามอมแมม ถังฉือเย่จำนางไม่ได้ในตอนแรก แต่หลังจากเพ่งมองอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่งก็ร้องขึ้นว่า “ท่านป้ารอง...เกิดอะไรขึ้น!?”หญิงสาวเหลียวมองดูรอบๆ ก็เห็นคนในหมู่บ้านหลายคนที่เพิ่งจะมารวมตัวกันมุงดูด้วยความงงงวย ถังฉือเย่จึงถามอีกครั้งว่า “ท่านป้ารอง ท่านอย่ารีบร้อนไป มีเรื่องอะไรท่านลองบอกข้า” ท่านป้ารอง ผู้เป็นมารดาของถังตงจึก้มคำนับไม่หยุด นางจึงสาวเท้าก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อจะประคอง “ท่านป้า ท่านลุกขึ้นมาก่อนเถอะมีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากัน”แล้วพลันนั้นเองก็มีเสียงใครบางคนตะโกนเสียงดังลั่น “อย่าแตะตัวนาง!”ถังฉือเย่เงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อย เห็นเป็นถังฉือจิ้นที่กล่าวอย่างใจจดใจจ่อ “นางเป็นโรคฝีดาษ! ฝีดาษ ถังตงจึเป็นโรคฝีดาษ! แล้วตอนนี้นางก็ติดมาจากเขาแล้ว!”เสียงร้องไห้ของแม่ตงจึหยุดลงทันที พร้อมกับที่ทุกคนต่างแตกฮือ อุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ ผิดกับท่าทางของถังฉือเย่ที่ยังคงสงบนิ่ง “เจ้ารู้ได้อย่างไร?” ถังฉือจิ้นกล่าวเสียงสั่นตอบว่า “ ข้า...ข้ามักจะไปอ่านหนังสือบนเนินเขาที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านพวกเขา ตอนแรกก็ได้ยินเพียงว่าตงจึเป็นไข้ ต่อมาก็ได้ยินมาว่าท่านป้ารองก็เป็นไข้เช่นกัน จากนั้นในตอนเช้าข้าก็ได้ยินพวกเขาบ่นเรื่องตุ่มพอง....”ถังฉือเย่นึกถึงเรื่องที่เขาทำตัวลับๆล่อๆก่อนหน้านี้ เพียงแต่ตอนนี้นางไม่มีเวลาจะมาคิดใคร่ครวญอะไรอย่างละเอียด ได้แต่รีบกวาดสายตามองไปที่แม่ของตงจึพลางถามว่า“ใช่หรือไม่ ท่านป้า ท่านกับตงจึงเป็นฝีดาษจริงหรือไม่!” มารดาของตงจึเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดชีวิต แล้วทันใดนั้นก็มีคนอุทานออกมาด้วยความตกใจ พลางชี้ไปที่ใบหน้าของนางที่มีแผลพุพองปรากฏอยู่จริงๆฝูงชนเริ่มเอะอะโวยวายด้วยความตระหนก พร้อมกันนั้นสีหน้าพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไปกันทีละคน ติงจิ่วที่อยู่ด้านหลังรีบก้าวเข้ามา พลางจับแขนของถังฉือเย่ไว้ในทันที “เถ้าแก่เนี้ยถัง ข้าจะรีบพาเจ้าออกไปเดี๋ยวนี้” “ ข้าไม่ไป!” นางพูดพลางสะบัดแขน ก่อนจะหันไปพูดกับแม่ของตงจึว่า “ไม่ต้องกลัว พาข้าไปที่นั่นก่อน ข้าจำเป็นต้องถามตงจึก่อน!” คนกล่าวเสียงแหลมสูงท้วงทันที “เถ้าแก่เนี้ยถัง นี่มันฝีดาษนะ!” “เมื่อโรคฝีดาษมาถึง ทั้งเมืองก็จะเต็มไปด้วยศพ!” อีกคนรีบเสริม “เผาซะ รีบพาพวกเขาไปเผาทั้งหมด ไม่เช่นนั้นพวกเราก็คงต้องตาย!”“หยุดนะ!” ถังฉือเย่ตะโกนออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้น “เผาใคร! วันก่อนข้ายังเห็นตงจึเล่นอยู่กับเด็กกลุ่มหนึ่ง พวกเจ้าไม่กลัวเหรอว่าเด็กๆในครอบครัวพวกเจ้าอาจจะติดไปแล้ว!”ทันทีที่พูดคำนี้ออกไป ทุกคนก็เงียบลง เดิมทีถังตงจึเป็นคนฉลาดว่องไว และได้อยู่กับถังฉือเย่มาระยะหนึ่ง เขาเป็นคนที่มีความรู้เยอะและนิสัยดีมาก เด็กๆกว่าครึ่งหมู่บ้านชอบเล่นกับเขาเป็นที่สุด และในขณะนั้นก็มีคนนั่งลงกับพื้นพลางร้องไห้ออกมาเสียงสั่น “พวกเรา ลูกชายคนรองของพวกเราเคยเล่นกับเขา...เมื่อวันก่อนก็ยังมาหากุ้ยเอ๋อร์”“เจ้าจะร้องไห้อะไรกัน!” ถังฉือเย่ตะโกนอีกครั้งก่อนจะหันไปเรียกใครคนหนึ่งออกมา “ลุงถังชี…ท่านไปแจ้งให้ท่านหัวหน้าตระกูลทราบก่อน พ่อหนุ่มเฉินเจ้าไปเรียกหลี่เจิง เฉินซานเจ้าไปตามท่านหมอประจำหมู่บ้านมา ครอบครัวอื่นๆที่มีเด็กเล็กก็จงกลับไปตรวจสอบว่าเด็กของตัวเองว่าเป็นไข้หรือไม่ รวมทั้งตรวจสอบร่างกายทั้งหมดว่ามีตุ่มน้ำพองหรือเปล่า บ้านที่ไม่มีเด็กก็รีบไปแจ้งข่าวให้คนทั้งหมู่บ้านทราบ เว่ยเหลี่ยวเจ้าเองก็รีบกลับไปตรวจสอบที่สำนักศิลปะการต่อสู้ และบอกให้เซี่ยอวี๋ฮุนและเฉียวซางอวี๋ทราบ…เดี๋ยวนี้! ไปเร็วเข้า!”ทุกคนเมื่อได้ยินคำสั่งต่างปฏิบัติตามอย่างว่องไว ถังฉือเย่หันมาประคองมารดาของถังตงจึให้ลุกขึ้น “ท่านป้ารองลุกขึ้นก่อน พาข้าไปหาตงจึเดี๋ยวนี้!”แล้วตอนนั้นเองที่ติงจิ่วรีบก้าวออกมาข้างหน้าทันที ด้วยหน้าที่เขาคือต้องปกป้องถังฉือเย่ ดังนั้นปฏิกิริยาแรกของเขาเมื่อครู่ก็คือการพาตัวนางออกไป ทั้งที่ความจริงแล้ว จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาก็คือการจับตาดู ตรวจสอบสิ่งที่นางทำทั้งหมดต่างหาก องครักษ์หนุ่มคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าเพิ่งจะมาที่หมู่บ้านจวี้เป่าได้เพียงไม่กี่วัน เขาก็ต้องพบเจอกับทางเลือกที่ยากลำบากเช่นนี้ เพียงแต่เมื่อเห็นถังฉือเย่สุขุมสงบนิ่ง พร้อมกับออกคำสั่งด้วยความมั่นใจ เขาจึงไม่กล้าขัดจังหวะ ถังฉือเย่ไม่ใช่คนประมาท ภายนอกนางดูเหมือนไม่เกรงกลัวอะไร แต่ความจริงแล้วตอนที่จับมือแม่ของตงจึนั้นมันถูกกั้นไว้ด้วยแขนเสื้อไว้ก่อนแล้ว หญิงสาวรู้ดีว่าโรคฝีดาษติดจากการหายใจและการสัมผัสโดยตรง แต่ก็ใช่ว่าจะต้องติดเชื้อเสมอไป สิ่งสำคัญคือ ตอนนี้นางไม่สามารถเอาตัวออกห่างและไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวได้ ถังฉือเย่กำลังเดิมพัน...เดิมพันกับโชคชะตาของตัวเอง!ภายในบ้านของตงจึ มีคนหลายคนอยู่ในบ้าน ราวกับว่าพวกเขากำลังจะแบกตัวตงจึออกไป ทันทีที่หญิงสาวสาวเท้าเร็วๆเข้าไป ทุกคนก็ตกใจเป็นอย่างมากถังฉือเย่เห็นว่าตงจึยังพอมีสติอยู่จึงได้เอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วง “ตงจึ!” ถังตงจึตกตะลึง ก่อนจะพลิกตัวคุกเข่าลงทันที น้ำตาก็พลันไหลออกมา “เจ้าบ้านถัง…”“ข้าจะถามบางอย่างกับเจ้า เจ้ารีบตอบมา ก่อนที่เจ้าจะเป็นไข้ เจ้าไปที่ไหนมาบ้าง?” เด็กหนุ่มพยายามตั้งสติ รวบรวมความคิด “ข้า…ข้าช่วยงานโรงงานโคมไฟในเมืองมาหลายวัน แต่พอกลับมาก็รู้สึกไม่สบายนิดหน่อย”“หลังจากที่รู้สึกไม่สบายแล้ว เจ้าได้อยู่กับใครบ้าง?”“ข้าอยู่กับเสี่ยวกุ้ยในหมู่บ้าน เพื่อนๆ ...คนมากมายล้วนมารวมอยู่ด้วยกัน…”ถังฉือเย่ซักถามอีกสองสามประโยค ในขณะนั้นมีคนร้องไห้พลางอุ้มเด็กน้อยคนหนึ่งอยู่เข้ามา ทันทีที่เห็นนางก็คุกเข่าลงไปกับพื้น ก้มหน้าก้มตาร้องไห้ “เทพธิดาแห่งโชคลาภ ลูกชายคนรองของเราก็...” เมื่อเห็นว่าเรื่องเริ่มรุนแรง หญิงสาวก็กัดฟันแน่น ร่างกายนางเกร็งไปหมด แต่สมองกลับตื่นตัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนนางยืนตัวตรง กล่าวอย่างชัดเจน “ติงจิ่ว…รบกวนเจ้าไปที่ว่าการหน่อย นำเรื่องนี้ไปบอกกับท่านเจ้าเมือง ให้เขาส่งคนไปตรวจสอบโรงงานโคมไฟ เพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของโรคระบาด จากนั้นพวกเจ้าก็ไม่ต้องกลับมาแล้ว รอเรื่องนี้ผ่านไปแล้วค่อยกลับมา”องครักษ์หนุ่มจ้องมองด้วยความประหลาดใจ แต่นางไม่ได้มองเขาเลยสักนิด ซ้ำยังกำชับต่อ “เว่ยเหลี่ยว เจ้าเองก็เข้าไปในเมือง ไปหาเฉินเฉียน ดูสิว่าเขาพอจะมีวิธีเชิญท่านหมอซูจี้มาได้ไหม หรือไม่ก็ให้เขาหาหมอท่านอื่นมาก็พอ” หลังจากนั้นถังฉือเย่จึงค่อยหันกลับไป “ ท่านลุงสาม ข้าจำได้ว่าครอบครัวท่านเป็นครอบครัวเดี่ยว และห่างไกลจากคนอื่นมาก ท่านรีบกลับไปเก็บของที่บ้าน นอกจากเสื้อผ้าแล้ว ของอื่นๆก็ทิ้งเอาไว้ที่นั่น ข้าจะกลับไปบ้านใหม่กับเจ้าพร้อมของใช้ในบ้าน ส่วนท่านป้ารอง ท่านพาตงจึไป ท่านป้าหลิวท่านพาลูกชายคนรองของท่านไป และคนในหมู่บ้าน หากมีเด็กเป็นไข้ ก็เอาชุดเครื่องนอนไปให้พวกเขานอนรวมกันที่นั่นก่อน” ทุกคนรีบปฏิบัติตามคำสั่งของถังฉือเย่อย่างกระตือรือร้น “ท่านหมอเฉิน รบกวนท่านช่วยตามไปดูเด็กๆเหล่านั้นด้วย หากที่บ้านท่านมียาก็รีบใช้ หากไม่มียาข้าจะให้เริ่นตงไปซื้อมาให้ ค่ายาทั้งหมดมาคิดกับข้า อีกอย่าง คนที่มีตุ่มฝีดาษมาสักพักแล้ว ก็ให้มาบอกข้าสักคำ” ฝูงชนที่ตื่นตระหนก เมื่อเห็นการออกคำสั่งอย่างใจเย็นและเด็ดขาดของถังฉือเย่ พวกเขาจึงได้สงบนิ่งลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นแต่ละคนก็เริ่มทำตามคำสั่ง ท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงที่รีบร้อนวิ่งเข้ามาก็รีบลงมือจัดการทันที ท่ามกลางความโกลาหลครั้งนี้ เสียงกีบเท้าม้าก็ค่อยๆใกล้เข้ามา และมีใครบางคนกล่าวด้วยความประหลาดใจ...เป็นคุณชายรองตระกูลเมิ่งนั่นเอง “อาเย่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” บทที่ 250: หากตายก็ตายด้วยกัน! “ท่านมาได้อย่างไร!?” ถังฉือเย่ถามด้วยความแปลกใจและตกใจในคราวเดียวกัน “ข้า...” “ไม่ทันแล้ว!” นางโบกไม้โบกมือว่อน “ท่านไม่ต้องพูดแล้ว ในหมู่บ้านของพวกเรามีคนติดเชื้อฝีดาษ ในเมืองก็น่าจะมีด้วย ไม่ว่าท่านจะมีธุระอะไร ท่านก็รีบกลับไปเสียตั้งแต่ตอนนี้!”เมิ่งอี่ฉิวเบิกตากว้างในทันที “ฝีดาษอย่างนั้นรึ?”“ใช่! เพราะฉะนั้นท่านจงรีบไปซะ แล้วก็อย่าลืมปิดหน้าเอาไว้ด้วย จำไว้ว่าอย่ากินอาหารหรือดื่มน้ำระหว่างทางเด็ดขาด ที่สำคัญคืออย่าหยุด รีบไปจากอำเภอตงเฟิงเดี๋ยวนี้ ไปเร็ว!”แทนที่เขาจะทำตาม เมิ่งอี่ฉิวกลับกระโดดลงจากม้า เข้ามากุมมือนางไว้ “อาเย่…เจ้าไปกับข้า!” “ท่านพูดบ้าอะไร!” ถังฉือเย่สะบัดมือของเขาออกราวกับถูกถ่านไฟร้อนๆ “ที่นี่คือบ้านของข้า เพราะฉะนั้นข้าไปไม่ได้ ท่านรีบไปซะ อย่ามาสร้างความวุ่นวายที่นี่!”จากนั้นนางก็ถลึงตาใส่เขาก่อนจะเดินจากไป เดิมทีเมิ่งอี่ฉิวก็เป็นนายน้อยที่เอาแต่ใจอยู่แล้ว เขามองดูแผ่นหลังของหญิงสาวพลางกัดฟันกรอด ท้ายที่สุดก็ตะโกนออกมาพร้อมกับเดินตามถังฉือเย่ไปว่า “หากเจ้าไม่ไป ข้าก็ไม่ไป หากจะตายก็ตายด้วยกัน!”ในขณะนั้น เด็กหลายคนในหมู่บ้านที่เริ่มเป็นไข้ ก็ได้ถูกส่งตัวไปที่บ้านของถังอี้เรียบร้อยแล้ว ถังอี้เป็นชายโสด นิสัยตรงไปตรงมา เขาไม่จัดเก็บอะไรทั้งนั้น เมื่อเรียกเด็กๆเหล่านั้นให้เข้าไปอาศัย หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจึงร้องไห้ด้วยความตกใจ ถังฉือเย่จึงกล่าวจากด้านนอก “ตงจึ!”ถังตงจึขานรับ นางจึงบอกว่า “เจ้าคอยดูแลพวกเขาให้ดี หากเจ้าดูแลพวกเขาอย่างดีแล้ว ข้ารับปากว่าจะกลับไปพูดกับพ่อแม่ของเจ้า ให้เจ้ากลับมาช่วยงานข้างกายข้าเช่นเดิม”เด็กชายสะอื้นไห้ พลางกล่าวด้วยเสียงแหบแห้ง “เจ้าบ้านถัง พวกเราจะไม่ตายใช่ไหม?”“ไม่หรอก เจ้าไม่ต้องกลัว มีข้าอยู่ทั้งคน ข้าไม่ปล่อยให้พวกเจ้าต้องตายหรอก” เมิ่งอี่ฉิวที่กำลังมองจากระยะไกล เขาอ้าปากอยากจะกล่าวบางอย่าง แต่กลับไม่พูดอะไรออกมา เพียงแค่รู้สึกว่าท่าทางของถังฉือเย่ในตอนนี้...ดูไว้ใจได้กว่าท่านพ่อของเขาเองเสียอีก ทำให้คนรู้สึกอยากพึ่งพิงทำนองนั้นตามปกติแล้วท่านหมอเฉินมีนิสัยที่เห็นแก่เงิน แต่ในครั้งนี้เขากลับเข้าไปช่วยตรวจเด็กเหล่านั้นโดยไม่ได้พูดถึงเงิน หรือแสดงความกลัวออกมาเลยสักนิด ในหัวของถังฉือเย่กลิ้งกลอกไปมาเพื่อหาความรู้มากมายเกี่ยวกับฝีดาษอย่างรวดเร็วโรคฝีดาษเป็นโรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่งที่จะติดต่อผ่านทางเดินหายใจหรือการสัมผัสโดยตรง สะเก็ดแผล น้ำเหลืองจากฝีดาษไหลลงบนเครื่องนอน บนฝุ่นละออง สามารถต้านทานความแห้งและอุณภูมิต่ำได้ แถมยังสามารถอยู่รอดได้หลายปีหลังจากที่ติดเชื้อฝีดาษ ก็ไม่มีวิธีดีๆในการรักษา วิธีการโบราณได้บอกไว้เพียงว่า สามารถนำน้ำผึ้งคุณภาพดีมาทาให้ทั่วร่างกาย หรือต้มน้ำผึ้งผสมกับเซิงหมา และดื่มบ่อยๆหรือต้มเซิงหมากับน้ำ แล้วใช้สำลีจุ่มยาแล้วทาบริเวณที่เป็นแผล แน่นอนว่าหากแช่เซิงหมาในเหล้ามันจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า แต่อาจจะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนทนไม่ไหว ถังฉือเย่ออกคำสั่งไม่หยุด นางให้คนไปซื้อน้ำผึ้งและเซิงหมามาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสั่งให้คนรีบไปสอบถามว่ามีวัวที่เป็นฝีบ้างหรือไม่ พร้อมกันนั้นก็สั่งให้คนคลุมใบหน้าและฝ่ามือเอาไว้ แล้วรีบไปเก็บชุดเครื่องนอนเสื้อผ้าและข้าวของอื่นๆออกทั้งหมด เพื่อทิ้งลงไปในหลุมขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างไกลออกไป ก่อนจะเผามันจากนั้นก็โรยด้วยปูนขาวท่ามกลางความตึงเครียด หญิงสาวไม่รู้สึกถึงกาลเวลาที่ผ่านไปเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งเว่ยเหลี่ยวเรียก “นายหญิง...ท่านหมอเทวดาซูมาแล้ว!”ทันทีที่ถังฉือเย่หันกลับไป ก็พบกับซูจี้ที่ยืนอยู่ตรงนั้น นางดีใจมาก “ท่านหมอซู…ในที่สุดท่านก็มาเสียที!” “อืม” ซูจี้ส่งเสียงในลำคอ ก่อนจะถูกอีกฝ่ายลากแขนเข้าไปบ้านของถังอี้แล้วอธิบายสถานการณ์อย่างรวดเร็ว “คนที่พบตอนนี้มีอยู่เจ็ดคน เป็นเด็กห้าคนและผู้ใหญ่สองคน หนึ่งในนั้นมีเด็กที่เป็นเร็วที่สุดอายุสิบสามขวบ น่าจะติดพร้อมกับแม่ของเขา ตอนนี้มันได้กลายเป็นตุ่มหนองแล้ว และมีเด็กสองคนมีผื่นแดงขึ้นที่ฝ่ามือ แต่ยังไม่บวม เด็กอีกสองคนและผู้ใหญ่หนึ่งคนเพิ่งจะเริ่มมีไข้ ปวดหลัง และยังไม่มีผื่น”ซูจี้ฟังนางอธิบายอย่างละเอียดและชัดเจนพลางพยักหน้าช้าๆ ปล่อยให้นางพูดด้วยความใจเย็น “ข้าให้คนไปซื้อน้ำผึ้งและเซิงหมาแล้ว ไม่ทราบว่าจะใช้ได้หรือไม่?”“เจ้ารู้เรื่องการแพทย์หรือ?”“ไม่รู้หรอกเจ้าค่ะ หากต้องการอะไร ท่านหมอซูจี้บอกได้เลย ข้าจะไปจัดการให้”“ถ้าเช่นนั้นก็ขอข้าดูก่อน”ถังฉือเย่ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยพลางส่งผ้าคลุมหน้าและมือให้ ก่อนจะส่งเขาเข้าไป แล้วหันไปถามเว่ยเหลี่ยว “สถานการณ์ในเมืองเป็นอย่างไรบ้าง?”“ข้ายังไม่ทราบ ข้าไปเชิญท่านหมอซูจี้มาก่อน”“แล้วที่สำนักศิลปะการต่อสู้ล่ะ?”เมื่อได้ยินคำถาม เริ่นตงรีบเข้ามาตอบอย่างรวดเร็ว “ข้าได้ตรวจสอบเด็กๆในสำนักศิลปะการต่อสู้แล้ว ไม่มีใครเป็นไข้หรือเป็นผื่น ข้าสั่งห้ามพวกเขาแล้ว ว่าไม่อนุญาตให้กลับบ้านชั่วคราว ไม่อนุญาตให้ใครเข้าออก อีกสักครู่จะให้ท่านหมอไปตรวจอีกครั้ง”“ดีมาก!” ถังฉือเย่ชม “เริ่นตง ฮั่วหนาน พวกเจ้าไปตรวจสอบในหมู่บ้านอีกครั้ง ดูซิว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า โดยเฉพาะดูว่าใครมีไข้หรือไม่ เว่ยเหลี่ยว เจ้าเข้าไปถามในเมืองอีกครั้งให้แน่ใจ!”แล้วจังหวะนั้นเองก็ปรากฏเสียงหนึ่งดังขึ้น…เป็นติงจิ่วนั่นเอง “ท่านเจ้าเมืองหลินได้สั่งปิดโรงงานโคมไฟ และค้นหาคนที่อยู่ด้านในทีละคน นอกจากนี้ก็ยังได้สั่งให้ท่านหมอประจำเมืองไปตรวจดูคนที่มีไข้ในช่วงนี้ ตอนที่ข้ามาก็ได้พบเด็กเป็นไข้ไปแล้วสามคน หนึ่งในนั้นมีเด็กที่อาการสาหัส สงสัยกันว่าเขาอาจจะเป็นผู้ติดเชื้อคนแรก และอีกสองคนก็เริ่มมีไข้แล้ว ข้าทิ้งคนไว้ที่นั่น ข่าวคราวจะแพร่กระจายได้ตลอดเวลา”“เจ้ากลับมาทำไมอีก?” ถังฉือเย่หันไปถาม ติงจิ่วกล่าวอย่างจริงจัง “หน้าที่ของข้าคือปกป้องเจ้า หากเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ข้าก็ต้องตายเช่นกัน” “ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจเจ้าเถอะ” นางพยักหน้ารับอย่างเสียมิได้ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก หลังจากนั้นถังฉือเย่ก็เลือกคนที่มีตุ่มฝีมาสองสามคน โดยให้พวกเขารับผิดชอบทำอาหารให้กับเด็กๆดูแลกันไปมา และอธิบายวิธีดูแลเด็กแต่ละคนกับพวกนางอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะสั่งให้คนไปหาผ้ามา บอกว่าจะเย็บชุดคลุมบางๆเมิ่งอี่ฉิวรีบแทรกขึ้นในทันที “อาเย่…เรื่องนี้ให้ข้าจัดการเองเถอะ!”เมื่อถังฉือเย่เห็นว่าเขายังอยู่ไม่ไปไหน นางก็ทั้งโมโหและกระวนกระวายขึ้นมา “ท่านเป็นบ้าหรือ เหตุใดจึงไม่รีบกลับไปอีก ท่านรีบกลับไปเลยนะ!” “ข้าไม่ไป!”“เว่ยเหลี่ยว...โยนเขาออกไปเดี๋ยวนี้!” “ไม่!” เมิ่งอี่ฉิวก้าวถอยไปด้านหลัง “แม้ว่าเจ้าจะให้คนโยนข้าออกไป ข้าก็จะกลับมาอีก เจ้าต้องการให้คนเอาผ้ามาเย็บชุดคลุม เรื่องแบบนี้ข้าทำได้ดีที่สุด ตระกูลเมิ่งของข้ามีแรงงานคนอยู่พร้อม!” ถังฉือเย่ถลึงตาใส่ ในขณะที่เมิ่งอี่ฉิวไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย เขายังคงเผชิญหน้ากับนางอย่างดื้อรั้น จนในที่สุดก็เป็นหญิงสาวเองที่ต้องพยักหน้าลง “ถ้าอย่างนั้นก็ตกลง ท่านรีบสั่งให้คนเร่งมือทำ ข้าต้องการให้ครอบคลุมตั้งแต่ศีรษะจนถึงปลายเท้า หน้าและมือจะต้องคลุมให้แน่นหนา ทำออกมาจำนวนมากหน่อย ใส่ไปหนึ่งครั้งก็ต้องจัดการกับมันหนึ่งชุด เริ่นตงเจ้าตามเขาไป ในระหว่างที่ทำอยู่ก็เอามาก่อนสองสามชุด”จากคุณชายรองเมิ่งที่ไม่เคยร่วมทางกับใคร ตอนนี้เขากลับตอบรับอย่างรวดเร็ว พลางกล่าวกับเริ่นตง “พวกเราจะขี่ม้าไปจะได้เร็วหน่อย!”เริ่นตงพยักหน้ารับ ก่อนจะโหนตัวขึ้นหลังม้าแล้วควบออกไปพร้อมกันทันที ซูจี้ออกมาพร้อมกับเขียนใบสั่งยาหลายใบ ถังฉือเย่ได้สั่งให้ติงจิ่วไปหาซื้อ องครักษ์หนุ่มรับคำอย่างไม่เกี่ยงงอน ก่อนจะกลับมาพร้อมข่าวว่า พบเด็กมีไข้เพิ่มอีกหนึ่งคน รวมทั้งหมดสี่คน ส่วนเด็กคนอื่นๆยังไม่ได้ติดโรคระบาด แต่ก็ได้ทำการกักตัวไว้แล้ว ในขณะที่ท่านเจ้าเมืองยังคงสืบหาต้นเหตุของโรคระบาดครั้งนี้ต่อไปหลังจากยุ่งวุ่นวายมาตลอดทั้งวัน เมื่อฟ้ามืดลง ถังฉือเย่จึงจะรู้สึกว่าเหนื่อยสายตัวแทบขาด นางสั่งให้เซี่ยอวี๋ฮุนและเฉียวซางอวี๋คอยดูแลเย่ฟาง พร้อมกับสั่งให้ท่านยายเย่พาชางรุ่ยและเสี่ยวเหยาไปส่งที่สำนักศิลปะการต่อสู้ จากนั้นจึงได้กลับไปนอนพักสองชั่วยาม เสื้อผ้าทั้งหมดถูกถอดและโยนทิ้งไป กระทั่งวันรุ่งขึ้นในขณะที่ฟ้ายังไม่ทันสาง ถังฉือเย่ก็ตื่นขึ้นมาแต่เช้าเป็นครั้งแรก พลางรีบทำอาหารเช้าให้ตนเองกับติงจิ่วและคนอื่นๆ จากนั้นก็นำไปให้ซูจี้อีกหนึ่งชุดซูจี้เองก็เพิ่งจะตื่นได้ไม่นาน เขาทานอาหารที่นางนำมา พลางขมวดคิ้วแน่น ถังฉือเย่มองติงจิ่วที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก รู้สึกลังเลเล็กน้อย แต่ยังคงหันหลังกลับมาพูดกับท่านหมอเทวดาอย่างเด็ดเดี่ยว “ท่านหมอซูจี้ ข้าเคยได้ยินวิธีการรักษาตุ่มฝีต่างๆที่สามารถหลีกเลี่ยงโรคฝีดาษได้!”จบตอน Comments
Comments
Post a Comment