บทที่ 25 ข้าจะพึ่งพาเจ้า
ท่านหมอเฉินลูบเคราแพะของตัวเองสีหน้าแววตาครุ่นคิดอย่างหนัก “แผลไฟไหม้เดิมทีก็รักษายากอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงบาดแผลที่ถูกไหม้รุนแรงอย่างนี้เลย โดยเฉพาะที่มือเขาที่เจ็บสาหัส ยิ่งเป็นเด็กตัวเล็กแค่นี้ยิ่งรักษายาก”
ถังฉือเย่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ นางเกลียดท่าทีการต่อรองราคาของเขา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนอกจากกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง “ท่านหมอเฉิน หากท่านรักษาได้ก็อย่าล่าช้าให้เสียเวลาเลย ตอนนี้พี่ชายของเขาไม่อยู่ แต่ข้ารับประกันได้เลยว่าหากพี่ชายเขาไม่มีเงินจ่าย ข้าก็จะจ่ายแทนเขาเอง ไม่ให้ท่านต้องเสียเปรียบหรอก”
หญิงสาวหลายคนที่วิ่งตามมาเมื่อได้ยินคำพูดนางก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา มีใครบางอดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยปากถาม “เจ้ารู้จักคนในตระกูลฉีด้วยหรือ?”
“ไม่รู้จัก” ถังฉือเย่บอกพร้อมกับส่ายหน้า
“หากไม่รู้จักแล้วเพราะเหตุใดเจ้าจึงบุกเข้าไปช่วยอย่างไม่คิดชีวิต รวมทั้งยังยอมจ่ายค่ารักษาให้ด้วยอย่างนี้?”
หญิงสาวก้มหน้าลงต่ำ แสร้งทำสีหน้าไร้เดียงสา “ตอนนั้นข้าแค่คิดขึ้นมาได้ ตอนที่ข้าถูกถังฉือหยินผลักลงไปในบ่อร้าง ข้ารู้สึกสิ้นหวังมาก ดังนั้นข้าจึงคิดว่าหากมีเด็กคนหนึ่งอยู่ในนั้นจริงๆ เขาจะต้องรู้สึกหวาดกลัวมากๆ แล้วก็ต้องหวังให้ใครสักคนไปช่วยแน่”
เมื่อเห็นไหล่ที่สั่นเทา พร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาจากขอบตาของนาง เห็นได้ชัดว่าถังฉือเย่คงกลัวจริงๆ ทุกคนต่างก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ หญิงสาวผู้ที่ได้ซักถามก่อนหน้านี้ก็รู้สึกละอาย และเอาแต่กล่าวซ้ำๆ
“เจ้าช่างเป็นเด็กที่มีเมตตาธรรมจริงๆ ข้าผิดไปแล้วที่กล่าวหาเจ้า” พร้อมกันนั้นก็มีอีกหลายคนที่ต่างก็ช่วยพูดแทนนาง ทำให้ท่านหมอเฉินต้องทำการรักษาอย่างเสียมิได้ แต่กระนั้นท่านหมอก็ไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่ชาวบ้านรอบๆ กล่าวเลยสักนิด เขาเพียงกล่าวขึ้นอย่างช้าๆ
“เด็กคนนี้บาดเจ็บมาสาหัส คืนนี้เขาจะต้องเป็นไข้อย่างแน่นอน บาดแผลภายนอกบวกกับการระบายความร้อน อย่างน้อยก็เป็นเงินสามตำลึง และอาจจะมากกว่านั้นในภายหลัง ความเมตตานี้ข้าคงจ่ายให้ไม่ได้ หากนำเงินมาข้าก็จะรักษาให้ มีเงินเมื่อไหร่ก็รักษาเมื่อนั้น”
ความจริงนางเองก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับฉีจิง สาเหตุที่บุกเข้าไปช่วยน้องชายเขาในตอนแรกก็เพราะไม่อาจทนเห็นใครต้องตายโดยที่ยืนดูอยู่เฉยๆได้ อย่างที่สองคือไฟมันไหม้จากด้านนอกเข้าไป หากเข้าไปได้ก็คงไม่เป็นอะไร หากจะต้องจ่ายเงินแทนเขาตอนนี้ก็ใช่ว่าจะไม่ได้ เพราะนางเองก็ไม่ใช่คนเห็นแก่เงิน ถังฉือเย่รู้ดีว่าเงินทองมันเป็นของนอกกาย หากไม่ตายเสียก่อนย่อมหาใหม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้นางก็ได้สิ่งของล้ำค่าที่ทำราคาได้มากอยู่ เพราะฉะนั้นเรื่องเงินเพียงสามตำลึงนี่คงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
พอพูดถึงสิ่งของล้ำค่าที่เพิ่งหามาได้ หญิงสาวก็ขมวดคิ้วมุ่น เมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้…ตะกร้าของนางล่ะ…ตะกร้าที่ใส่โชวูของนางอยู่ที่ไหน!
ในขณะที่คนในหมู่บ้านกำลังพากันพูดกล่อมท่านหมอว่า “เจ้าช่วยรักษาเขาก่อนเถอะ เมื่อพี่ชายเขากลับมาจะต้องคืนเงินให้เจ้าแน่”
พร้อมกันนั้นก็มีใครบางคนพูดกับถังฉือเย่ว่า “เจ้าไม่ต้องกังวลไป ทุกคนรู้ในความหวังดีของเจ้า แต่เจ้าเองก็ไม่ใช่ญาติสนิทอะไรกับเขาที่จะต้องเอาเงินทั้งหมดไปจ่าย รอพวกข้า พวกข้าจะช่วยกันออกตามหาพี่ชายของเขาให้!”
“แต่บาดแผลภายนอกนี้รอไม่ได้” ท่านหมอเฉินแทรก “แถมเขายังเป็นเด็กด้วย เจ้าดูสิแม่นางผู้นี้รู้ดี หากรอนานก็อาจจะไม่รอด”
“ไม่ต้องพูดแล้ว รักษาเถอะ!” หญิงสาวบอกอย่างเคร่งขรึมพร้อมกับหยิบถุงเงินออกมาพลางนับเงินจำนวนสามตำลึงอย่างระมัดระวังแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงต่ำๆ
“เงินนี่เดิมทีเป็นค่าเล่าเรียนของพี่ชายข้า แต่ชีวิตคนสำคัญกว่า พี่ข้ามักจะสอนเรื่องคุณธรรมเสมอ แม้ว่าข้าจะไม่เข้าใจ แต่ข้ารู้หากข้านำเงินนี้ไปช่วยชีวิตคน ท่านพี่จะต้องเข้าใจข้าแน่นอน”
เมื่อชาวบ้านทุกคนได้ยินสิ่งที่นางพูด แววตาของพวกเขาก็ทั้งสับสนและนับถือไปในคราวเดียวกัน ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับหัวใจที่กล้าหาญดวงนี้ แต่นับจากนี้เชื่อได้ว่าสองพี่น้องตระกูลถังจะกลายเป็นคนที่ดีที่สุดในใจของพวกเขาแน่นอน
ท่านหมอเฉินรับเงินมาแล้วยังตรวจนับเงินอีกครั้งด้วยความตระหนี่ พอเห็นว่าได้ครบตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ก็รีบลงมือรักษาทันที เด็กคนนั้นก็แปลกเอามากๆ ทั้งที่ร่างกายเขาถูกเปลวเพลิงเผาไหม้ไปตั้งเท่าไหร่ โดยเฉพาะที่ฝ่ามือที่สาหัสมากที่สุด และจะต้องเจ็บปวดทรมานมากเป็นแน่ อย่าว่าแต่เด็กตัวเล็กๆเลย ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแรงกำยำขนาดไหนก็คงไม่สามารถที่จะรักษาท่าทางที่สงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้ ไม่ร้อง ไม่เอะอะโวยวาย เขาเพียงจ้องมองมาที่นางนิ่งๆ
หญิงสาวแปลกใจเล็กน้อยจึงโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วถามเสียงต่ำแผ่วเบา “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
นางเห็นขนตาเรียวยาวของเขาสั่นไหว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรนางจึงย้ำอีกครั้ง “เจ้าไม่ต้องกลัว ท่านหมอกำลังรักษาเจ้า ไม่นานเจ้าก็จะหายแล้ว”
เด็กชายยังคงนิ่งเงียบมีเพียงดวงตาเท่านั้นที่สื่อมาว่าเขาเข้าใจที่นางบอกทุกถ้อยคำ!
น้องชายของฉีจิงผู้นี้ดูแล้วก็ไม่ได้เป็นคนโง่เขลาอย่างที่ใครกล่าวหาแน่นอน ดูไปดูมาเหมือนเขาจะเป็นคนที่ฉลาดมากๆเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่เขาอาจพูดไม่ได้
หญิงสาวรู้สึกประหลาดใจจึงปลอบเขาสองสามประโยค ก่อนที่เสี่ยวเหยาจะดึงมือนางไว้ถังฉือเย่ลูบศีรษะนางแล้วพูดว่า “เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อน พี่จะออกไปสักครู่”
เสี่ยวเหยาที่เป็นเด็กดีเชื่อฟังมาโดยตลอดจึงปล่อยมืออย่างว่าง่าย หญิงสาวหันหลังแล้วก้าวไปได้เพียงสองก้าวก็ได้ยินเสียงอุทานจนต้องหันขวับกลับไปมอง แล้วนางก็เห็นเด็กคนนั้นกระโดดลงมาแล้ววิ่งมากอดเอวของนางไว้แน่น ต่อมาก็ส่งเสียงแหบแห้งว่า
“อย่าไป”
ดวงตาของถังฉือเย่เบิกกว้างด้วยความตกใจ ผู้คนที่รายล้อมอยู่ตรงนั้นต่างก็พากันตกใจทั้งสิ้น หญิงสาวคิดอยู่สักพักก็จับมือเขาพร้อมกับเขย่าเบาๆ จากนั้นก็ย่อตัวลงทอดสายตามองแล้วกล่าวอย่างอ่อนโยน “เจ้ากลัวใช่หรือไม่ ไม่ต้องกลัว ตอนนี้พวกเราออกมาแล้ว ไม่มีไฟไหม้อีกแล้วล่ะ”
เด็กชายไม่ตอบ เขาเพียงมองมาด้วยสายตากลมโตที่กำลังสื่อความหมายว่า ‘อย่าไป’ อย่างชัดเจน ถังฉือเย่จึงพูดอย่างนุ่มนวลปลอบประโลมอีกครั้ง “อีกเดี๋ยวข้าก็กลับมาแล้ว ทุกคนก็อยู่ เจ้าไม่ต้องกลัว”
แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรเขาก็ไม่ยอมปล่อยมือ ชาวบ้านที่ยืนอยู่ก็พากันหนักใจ จนมีใครบางคนพูดว่า “สาวน้อยเจ้าไม่จำเป็นต้องคุยเหตุผลอะไรกับคนโง่แบบเขาหรอก เขาอาจจะอยากพึ่งเจ้าไปตลอดก็ได้”
“อย่าพูดมั่ว” อีกคนสอดพร้อมเสนอตัว “เด็กน้อยก็แค่รู้สึกกลัวเท่านั้น เย่เอ๋อร์ เจ้าจะทำอะไร ข้าจะช่วยเจ้าเอง อยากจะไปบอกแม่เจ้าใช่หรือไม่?”
ถังฉือเย่ทำอะไรไม่ถูก จึงตอบไปเพียงแค่ “ข้าแค่อยากจะไปเอาตะกร้าของข้าคืน เมื่อครู่ข้ารีบเกินไป ดูเหมือนว่าจะลืมไว้ที่ริมแม่น้ำ”
“อยู่นี่ไง…ข้าเอามาให้เจ้าตั้งนานแล้ว” มีใครบางคนถือตะกร้าพลางส่งมันมาให้นาง ที่แท้ก็เป็นคุณนายจ้าวแม่เจินเอ๋อร์ เมื่อถังฉือเย่เห็นของในตะกร้ายังวางไว้อยู่เหมือนเดิม และไม่ได้ถูกขยับเขยื้อนแต่อย่างใด นางจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก และกล่าวขอบคุณ
แม่เจินเออร์ส่งเสียงในลำคอ พลางกลอกตา "ขอบคุณอะไรกัน เรื่องธรรมดาช่วยได้ก็ช่วย”
ทุกคนเฝ้ามองดูการรักษาของท่านหมอเฉินอยู่พักใหญ่จนเห็นว่าใกล้เวลาอาหารจึงต่างแยกย้ายกันกลับไป ถังฉือเย่พาเด็กน้อยกลับไปส่งที่เตียง บาดแผลบนมือเขารุนแรงมาก แต่ก็ยังต้องการจับมือของนางไว้ตลอดเวลา
“ให้ท่านหมอพันแผลก่อนดีไหม เจ้าไม่ต้องจับข้าแล้ว ข้าจะจับเจ้าไว้เอง” ว่าแล้วนางก็จับแขนทั้งสองข้างของเขา เด็กน้อยมองนางอยู่พักหนึ่ง จึงจะค่อยๆปล่อยมือออกอย่างช้าๆ
ในความโชคร้ายก็ยังมีโชคดีอยู่บ้าง เพราะนอกจากบาดแผลที่มือแล้ว ไม่มีส่วนไหนที่ถูกเผารุนแรงเลย หลังจากจัดการอะไรได้ไม่นาน เด็กน้อยก็หลับไปจากพิษของบาดแผล ถึงแม้จะหลับไปแล้วก็ยังใช้มือที่บาดเจ็บพยายามกอดแขนของนางเอาไว้แน่น
“ที่นี่ข้ามียาไม่มากนัก แถมยาที่เขาจำเป็นต้องใช้ยังมีอีกมาก ต้องรีบจัดเตรียม เจ้าต้องรีบเข้าไปในเมือง” ท่านหมอเฉินกล่าวพลางยื่นใบสั่งยามาให้
“เงินที่ข้าให้ไปมันไม่ใช่ค่ายากหรอกหรือ ท่านไม่ได้บอกข้าให้ต้องไปหายามาด้วยตัวเองนี่”
ท่านหมอหายใจติดขัดเมื่อเห็นสายตาไร้เดียงสาของถังฉือเย่… ผ่านไปครู่หนึ่งก็เป็นท่านหมอเองที่พยักหน้าแล้วยอมรับโดยดุษณี “ช่างเป็นสตรีที่ฝีปากดียิ่งนัก”
จากนั้นก็ไม่ได้โต้เถียงกับนางต่อ พลางออกไปและเรียกลูกชายคนรองของเขาให้เข้าไปในเมือง ถังฉือเย่นั่งลงเงียบๆ พลางมองคิ้วที่เรียวงามของเด็กน้อยที่ทำให้หวนคิดถึงเมื่อตอนที่เคยถ่ายทำละครอยู่เรื่องหนึ่ง ตอนนั้นรับบทเป็นอาจารย์สอนพิเศษคอยดูแลเด็กพิเศษที่มีความบกพร่องทางสมองคนหนึ่ง
เดิมทีนางต้องการจะทำความเข้าใจเด็กประเภทนี้เสียหน่อย ดังนั้นจึงไปที่โรงเรียนสอนเด็กพิเศษ คิดไม่ถึงว่าจะจับพลัดจับผลูรู้จักกับเด็กชายที่เป็นเด็กพิเศษคนหนึ่ง เขามีชื่อว่าหยางหยาง เนื่องจากทั้งสองคนเข้ากันได้ดี
ผู้กำกับคิดว่าการถ่ายทอดเรื่องจริงจะทำให้ผู้ชมเข้าถึงอารมณ์ได้มากที่สุด จึงยกเลิกคิวของนักแสดงเด็กที่เลือกเอาไว้ และเปลี่ยนพล็อตเรื่อง โดยมีหยางหยางและนางร่วมกันถ่ายทำละครเรื่องนี้ และนั่นเป็นครั้งแรกที่นางได้รับรางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยม
ต่อมานางก็ตัดสินใจก่อตั้งกองทุนแสงตะวัน เพื่อช่วยเหลือเด็กที่เป็นเด็กพิเศษโดยเฉพาะและต่อมาก็ได้ข้ามกาลเวลามาอยู่ที่นี่อย่างแปลกประหลาด นางยังจำได้หยางหยางมักเรียกนางว่าคุณแม่ถังมาตลอด
“อาหยาง!”
เสียงใครคนหนึ่งดังขึ้นก่อนที่เขาคนนั้นจะวิ่งพรวดพราดเข้ามารวดเร็วดั่งสายลมจนทำให้ความคิดของนางสะดุดลงแค่นั้น…เขาคือฉีจิง นั่นเอง
บทที่ 26 หัวขโมย
ถังฉือเย่สบตาเข้ากับดวงตานกเฟิงหวงของฉีจิงที่ตกตะลึงไปชั่วขณะ ชั่วพริบตาเขาก็ได้สติแล้วละสายตาไปดูเด็กชายที่กำลังนอนตะแคงอยู่บนแคร่ ใบหน้าของชายหนุ่มเคร่งเครียดขึ้นเมื่อมองเห็นบาดแผลหลักของเด็กชายที่อยู่ที่มือและหลัง พร้อมกับแขนทั้งสองข้างที่พยายามโอบกอดเอวของหญิงสาวไว้ คิ้วเล็กๆนั้นขมวดเข้าหากันแน่น
ถังฉือเย่พูดเสียงเบาๆ “เขาเพิ่งจะหลับไป ท่านหมอบอกว่าบนร่างกายของเขาไม่มีปัญหาอะไร ให้เวลาสักครึ่งเดือนก็จะดีขึ้น และคงไม่ทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้หรอก แต่ว่าแผลตรงที่มือนั้นค่อนข้างจะสาหัสหน่อย ตอนนี้ท่านหมอกำลังไปเอายามาอยู่”
หญิงสาวเห็นลูกกระเดือกของฉีจิงขยับขึ้นลง จากนั้นก็พูดออกมาแผ่วเบาพร้อมกับเหลียวมองนางแวบหนึ่ง
“ขอบใจมาก”
เสื้อผ้าตลอดจนผมเผ้าของถังฉือเย่ถูกเผาจนบางส่วนขาดหลุดลุ่ย หลังมือ แขน ต้นคอถูกไฟลวกจนพองขึ้นมาหลายจุด แม้จะโรยผงยาเพื่อบรรเทาไว้แล้ว แต่ก็คงเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย รวมทั้งเรือนร่างบอบบางที่ถูกพรมน้ำจนเปียกชุ่ม แม้กระทั่งบนใบหน้าของนางก็สกปรกมีผื่นเป็นจุดๆขึ้นเต็มไปหมด ดูแล้วน่าเวทนาเป็นอย่างมาก ผิดกับดวงตาที่สวยใสดุจน้ำแร่คู่นั้นที่ยามเมื่อมองมากลับทำให้ฉีจิงรู้สึกเหมือนจิตใจของตัวเองได้รับการปลอบประโลม
ชายหนุ่มรีบก้มหน้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ตรวจดูบาดแผลของน้องชายอย่างระมัดระวัง ก่อนจะได้ยินถังฉือเย่พูดขึ้นมาว่า
“ข้าคิดว่าการที่บ้านของเจ้าไฟไหม้ครั้งนี้มันมีอะไรแปลกๆ ไฟมันใหญ่เกินไป แถมยังไหม้จากกำแพงอีก เตาไฟบ้านเจ้าคงไม่ได้ตั้งอยู่ด้านตะวันตกหรอกนะ?”
ฉีจิงตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนที่สายตาเขาจะเปลี่ยนมาเคร่งขรึม เขาใช้เวลาคิดอย่างถี่ถ้วนอีกครั้งก่อนจะค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้
“ว่าแต่…น้องชายของเจ้าชื่อว่าอะไรนะ?”
“ฉีหยาง”
ฉีหยาง อาหยาง หยางหยาง…ถังฉือเย่หวนนึกถึงเด็กพิเศษคนหนึ่งที่นางเคยช่วยไว้เมื่ออยู่โลกปัจจุบัน ไม่อยากเชื่อเลยว่าโลกนี้จะมีอะไรที่บังเอิญได้ขนาดนี้เชียวหรือ
“เจ้าเป็นคนไปช่วยอาหยางออกมาจากกองเพลิงหรือ?”
“ใช่แล้ว” นางว่าพลางนึกถึงค่ารักษาขึ้นได้ก็รีบทวง “ค่ายาสองตำลึง คืนมาให้ข้าก่อน”
ฉีจิงไม่ได้พูดอะไรมาก เขาก้มลงไปหยิบเหรียญห้าตำลึงออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ นางรับมาอย่างไม่ลังเลพร้อมกับบอกว่า “จริงๆแล้วข้ายังมีเรื่องอยากจะรบกวนเจ้าอีกอย่าง”
“เรื่องอะไร?”
หญิงสาวโบกมือตอบว่า “รอให้น้องชายของเจ้าหายดีก่อนแล้วกัน”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วขึ้นพร้อมกับยื่นมือมาแตะที่หน้าผากของนางเพื่อวัดอุณหภูมิจนทำให้ถังฉือเย่ที่กำลังยืนยิ้มจนตาหยีกับเงินห้าตำลึงในมือตกใจถอยหลังไปตามมือของเขาที่ยื่นมา จนล้มลงไปบนเตียงจนเกิดเสียงดัง ก่อนจะเป็นลมสลบไป
พิษจากบาดแผลทำให้นางตัวร้อนจัด แต่ยังโชคดีที่ท่านหมอกลับมาจากการไปซื้อยามาพอดี ดังนั้นเมื่อต้มยาของฉีหยางเสร็จ จึงได้เอามาให้นางดื่มด้วยอีกหนึ่งถ้วย
ชาวบ้านทุกคนต่างได้ยินข่าวนี้ มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จได้เดินมาดูนาง เมื่อเห็นว่าฉีจิงกลับมาแล้วพวกเขาต่างพากันถามไถ่เขาว่า “เจ้าหายไปไหนมา คราวนี้ต้องขอบใจสาวน้อยสกุลถังผู้นี้ให้มาก ถ้าหากไม่ได้นางช่วยไว้ น้องชายของเจ้าก็คงต้องเสียชีวิตอยู่ในกองเพลิงแล้ว อีกอย่างเจ้าคงไม่รู้ว่าตอนนั้นมันอันตรายแค่ไหน”
ตั้งแต่ฉีจิงย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านจวี้เป่าแห่งนี้ ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เขาได้พูดคุยกับคนในหมู่บ้านเยอะขนาดนี้ ตอนที่เดินลงมาจากภูเขาแล้วเห็นว่าไฟไหม้บ้านจนไม่เหลือซากนั้น เขาไม่ได้ตกใจอะไรมากมาย เพราะโชคดีที่คนในหมู่บ้านเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างให้ฟังก่อนแล้ว ชายหนุ่มจึงรีบมุ่งหน้ามาที่โรงหมอสกุลเฉินทันที
ได้ยินนางบอกว่านางไม่รู้จักเขา…ชายหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย ในใจคิดว่าอาจเป็นเพราะตัวเองเคยแย่งชิงเห็ดหลินจือไป นางจึงอาจจะผูกใจเจ็บ อีกอย่างที่ผ่านมาเขากับนางก็รู้จักกันผ่านชื่อเท่านั้น ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่นางจะบอกทุกคนอย่างนั้น
หลังจากท่านหมอเฉินจัดการให้ถังฉือเย่ดื่มยาจนหมดถ้วย คุณนายหลินซึ่งเป็นสะใภ้ตระกูลถังก็ได้อาสาไปส่งข่าวให้วังซื่อ แต่ในขณะที่เดินไปมาได้เพียงครึ่งทางก็ได้พบถังกุ้ยฮวาเข้าพอดี หญิงสาวได้ยินว่าบ้านของฉีจิงไฟไหม้วอดวายไปทั้งหลังเป็นห่วงจึงตั้งใจจะไปหา แต่กลับไม่เจอเขา เมื่อเห็นคุณนายหลิน นางก็เพียงทักทายนิดหน่อยอย่างไม่ใส่ใจ แต่สตรีที่อายุมากกว่ากลับพูดขึ้นว่า
“พอดีเลย ข้ากำลังจะไปบอกข่าววังซื่อ เจอเจ้าก็ดีแล้ว” ด้วยความที่เป็นคนปากไวจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ถังกุ้ยฮวาฟังจนหมด
ถังกุ้ยฮวาฟังแล้วก็กลอกตาพูดกลั้วหัวเราะว่า “ท่านป้าไม่ต้องลำบากไปหรอกเจ้าค่ะ ข้ากำลังจะกลับบ้านพอดี เดี๋ยวข้าจะเป็นคนไปบอกนางเอง”
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้” คุณนายหลินพยักหน้า “ถ้าเช่นนั้นข้ากลับก่อนนะ”
หญิงสาวยิ้มพลางรับคำ เมื่อเห็นร่างของคุณนายหลินเดินจากไปแล้ว นางก็รีบวิ่งกลับบ้านไปทันที และแน่นอนว่านางจะไม่บอกเรื่องนี้ให้วังซื่อรู้เด็ดขาด เพราะในใจนึกโทษถังฉือเย่ที่ทำให้ฉีจิงต้องติดหนี้บุญคุณนาง แต่ยังโชคดีที่น้องชายของฉีจิงยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงหมอประจำหมู่บ้าน นางจึงยังพอมีโอกาสทำให้ชายหนุ่มพอใจขึ้นมาได้บ้าง ถังกุ้ยฮวาจึงรีบกลับบ้านอย่างรวดเร็วพร้อมกับพุ่งตรงเข้าไปในครัว
หลี่ซื่อกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว มื้อนี้เป็นแป้งอบเนื้อกระต่ายและโจ๊ก ถังกุ้ยฮวาเดินไปเปิดหม้อ แล้วหยิบแป้งอบเนื้อกระต่ายออกมาจำนวนหนึ่งใส่ลงในตะกร้า จากนั้นก็ตักโจ๊กร้อนๆลงไปในไหใบเล็ก หลี่ซื่อเห็นจึงถามขึ้นว่า
“ท่านจะเอาอาหารพวกนี้ไปไหน?”
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น อย่าไปบอกใครนะว่าข้าเอาอาหารพวกนี้ไป”
หลี่ซื่อถอนหายใจดังเฮือกก่อนจะก้มหน้าลงจัดการหั่นผักตรงหน้าต่อไป จนกระทั่งถังกุ้ยฮวาเดินออกไปอย่างได้ใจ
ตระกูลถังมีลูกชายทั้งหมดสี่คน ผู้หญิงสองคน ลูกชายสี่คนและลูกสาวคนโตมีใบหน้าที่สวยงามคิ้วเข้มตาโตเหมือนกับท่านปู่ถัง ส่วนลูกสาวคนเล็กถังกุ้ยฮวาเป็นคนเดียว ที่มีตาเล็กตามท่านย่าซุน
ดีหน่อยที่นางยังอายุไม่มากนัก และยังถือว่าหน้าตาน่ารัก เพียงแต่เวลาที่นางถลึงตาเพราะความโกรธนั้นกลับดูเหมือนมารดาที่ดูโหดร้าย ใจดำ!
เมื่อได้ของครบ ถังกุ้ยฮวาก็รีบสาวเท้าเดินเร็วๆไปที่โรงหมอสกุลเฉินทันที พอเห็นว่าที่หน้าประตูมีชาวบ้านมายืนดูจำนวนหนึ่งก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อยส่งเสียงไปว่า
“เย่เอ๋อร์…เย่เอ๋อร์?”
เสี่ยวเหยาที่กำลังเล่นอยู่บนเตียงและช่วยท่านหมอหญิงเด็ดผักอยู่นั้นเมื่อเห็นนางก็ตกใจมุดลงไปหลบอยู่ใต้เตียง ถังกุ้ยฮวาที่ยืนดูอยู่ไกลๆ เห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วและมองมาที่เด็กน้อยด้วยความโมโห คนในหมู่บ้านคนหนึ่งเห็นสิ่งที่สตรีตระกูลถังถือมาก็ถามขึ้นว่า
“กุ้ยฮวา เจ้าเอาอาหารมาให้สองพี่น้องนี่รึ?”
หญิงสาวตอบรับไปคำหนึ่งสั้นๆ ก่อนจะเดินถือตะกร้าแหวกตัวเข้าไปด้านในเดินตรงไปหาเสี่ยวเหยาก่อนเป็นคนแรก “อารู้ว่าพวกเจ้าไม่สบาย ก็เลยเอาข้าวมาให้”
เด็กหญิงหวาดกลัวจนถอยหนี โบกไม้โบกมือไปมา “เหยาเอ๋อร์จะเชื่อฟัง ท่านอาอย่าหยิกข้าเลยนะเจ้าคะ อย่าหยิกข้าเลย”
สีหน้าของถังกุ้ยฮวาเปลี่ยนไปในทันที นางละสายตาจากเสี่ยวเหยาแล้วหันมองไปรอบๆห้องมองเห็นถังฉือเย่กำลังนอนอยู่บนเตียงอีกตัว แถมยังสลบไสลไม่ได้สติ ข้างๆยังมีเด็กน้อยที่มีรอยแผลเต็มตัวนอนกอดนางอยู่ไม่ยอมปล่อย
ฉีจิงนั่งอยู่บนเตียงนั้น สายตาของเขาจับจ้องที่ถังฉือเย่ไม่ได้เหลียวมองนางเลยสักนิด ถังกุ้ยฮวารีบยิ้มแล้วร้องเรียก
“พ่อหนุ่มฉี ข้าชื่อถังกุ้ยฮวาเป็นอาหญิงรองของถังฉือเย่”
ชายหนุ่มเมื่อได้ยินชื่อของถังฉือเยก็หันมามอง เพียงเท่านี้ถังกุ้ยฮวาก็ดีใจเป็นอย่างมาก สีหน้าท่าทางออดอ้อนก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า “ข้าเอาอาหารมาให้พวกเขาน่ะ ในเมื่อเยเอ๋อร์ยังไม่ฟื้น ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็เอาไปกินสักหน่อยแล้วกัน”
นางยื่นตะกร้าซึ่งบรรจุแป้งอบเนื้อกระต่ายไปให้เขา ฉีจิงก้มลงมองแวบหนึ่ง “นี่เป็นแป้งอบเนื้อกระต่าย เจ้าลองกินสักหน่อยว่าอร่อยมั้ย?”
“ได้ยินมาว่ามีคนขโมยกระต่ายที่ติดกับดักของคนอื่นไป แถมพอถูกจับได้ก็ไม่ยอมที่จะคืนให้ เป็นเนื้อกระต่ายพวกนี้หรือไม่?”
รอยยิ้มของถังกุ้ยฮวาหายวับไปทันที กลายเป็นหน้าเสียเล็กน้อย จนคนในหมู่บ้านหลายคนที่ยืนอยู่อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เรื่องที่ถังฉือหยินทำเอาไว้ใครๆก็ต่างดูถูกกันทั้งนั้น แม้ว่าถังกุ้ยฮวาจะบอกว่าเอาอาหารเหล่านี้มาให้สองพี่น้องนั้น แต่ใครก็รู้ว่าทั้งสองฝ่ายมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งจนไม่อาจมองหน้ากันติดแล้ว มิหนำซ้ำเสี่ยวเหยายังแสดงอาการหวาดกลัวขนาดนั้นตอนเห็นหน้าของถังกุ้ยฮวา…เป็นใครก็ดูออกว่านางไม่ได้มาเพราะเป็นห่วงถังฉือเย่แต่อย่างใด แต่ต้องการออดอ้อนฉีจิงเท่านั้น
“กุ้ยฮวา เจ้านี่ไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดอะไรเสียเลยนะ เอาของที่ขโมยไปมาให้เจ้าของเขากิน อย่าว่าแต่พ่อหนุ่มฉีของเจ้าเลย แม้แต่ข้าเองก็กินไม่ลง”
เมื่อเห็นมีคนเริ่มพูดอีกคนก็เสริมทันที “เจ้านั้นคิดเข้าข้างตัวเองมากไปแล้ว ถ้าอยากจะกินก็ไม่ต้องมีใครเอาของมาให้กินหรอก เจ้าคิดจะดูถูกฉีจิงกระนั้นหรือ?”
ปิดท้ายด้วยแม่เฒ่าคนหนึ่งที่หัวเราะพลางเอ่ยถึงมารดาของนาง “ยายเฒ่าซุนนี่ช่างหน้าด้านเสียจริงๆที่ทำเนื้อกระต่ายพวกนี้ออกมา พอผ่านไปไม่นานก็ให้ลูกสาวตัวเองเอามาให้ ยื้อกันไปแย่งกันมาจนต้องเกิดปัญหาใหญ่!”
ไม่ว่าถังกุ้ยฮวาจะทำเป็นทีท่าไม่สนใจขนาดไหน แต่สุดท้ายนางก็ทนคำพูดและสายตาดูถูกของชาวบ้านไม่ได้ สุดท้ายก็รีบสะบัดหน้าพรืดและเดินพรวดๆออกไปด้วยความโมโห ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะของคนในหมู่บ้านที่ดังไล่หลังมาไม่ขาดสาย
จบตอน
Comments
Post a Comment