superstar ep251-260 Get link Facebook X Pinterest Email Other Apps บทที่ 251: วิธีปลูกฝีซูจี้พูดด้วยความประหลาดใจว่า “วิธีการปลูกฝีอย่างนั้นรึ?” ถังฉือเย่พยักหน้า นิ่งเงียบไปครู่ก่อนจะอธิบายให้ฟังอย่างใจเย็น เพียงแต่ในตอนนี้ไม่สามารถหาวัวที่เกิดตุ่มฝีได้ จึงทำได้เพียงการใช้ฝีของคนมาปลูกเท่านั้น การปลูกฝีที่ดีที่สุดควรใช้เชื้อที่อ่อนกำลัง พูดอีกอย่างก็คือการที่ใช้เนื้อเยื่อฝีที่ผ่านการปลูกถ่ายมาแล้วหลายครั้ง จนเชื้อนั้นอ่อนกำลังลง แต่หากไม่มีจริงๆ ก็ทำได้เพียงใช้การปลูกถ่ายแบบใหม่ การที่จะเลือกใช้ฝีมาทำเชื้อฝีในการปลูกถ่ายนั้นต้องดูความแตกต่างของตุ่มฝีว่ามันเรียบหรือไม่…ตุ่มฝีที่เรียบ จะมีลักษณะมันวาว อวบหนา แบบนั้นจึงจะสามารถนำมาใช้ได้การปลูกฝีส่วนมากจะใช้เป็นของเหลวในการทำเสียเป็นส่วนใหญ่ วิธีการคือใช้สะเก็ดจากฝีประมาณยี่สิบถึงสามสิบสะเก็ด มาบดให้ละเอียดแล้วนำมาผสมกับน้ำหรือน้ำนมของคนสามถึงห้าหยด จากนั้นนำมาหยดใส่แผ่นสำลี แล้วห่อให้เหมือนผลพุทรา แล้วนำเชือกมาผูกเอาไว้ จากนั้นก็นำไปสอดไว้ในรูจมูก หลังจากที่ผ่านไปหกชั่วยามก็ค่อยเอาออกมา ปกติแล้วภายในเจ็ดวันก็จะมีไข้และพบตุ่มฝีได้ แบบนี้ก็แสดงว่าการปลูกฝีสำเร็จเมื่อได้ฟังสีหน้าของซูจี้ก็ยิ่งเคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ “เช่นนี้…ไม่เท่ากับว่าเป็นการตั้งใจแพร่โรคฝีดาษหรอกรึ?”“ใช่! ใช้เชื้อโรคสู้กับเชื้อโรค” ถังฉือเย่พูดขึ้นด้วยสีหน้าที่จริงจัง “คนที่มีตุ่มฝีผุดขึ้นมาแล้วก็จะไม่เป็นโรคนี้อีก ใช่หรือไม่? ดังนั้นหากติดเชื้อนี้ไปแล้วก็จะไม่มีการติดอีกเป็นแน่ หากให้ข้าพูด ข้าคิดว่าการแพร่โรคฝีดาษด้วยวิธีนี้ อาการก็จะเบากว่า ใบหน้าก็จะไม่เป็นรอยแผลที่เกิดจากตุ่มฝีด้วย ผ่านครั้งนี้ไปได้ ก็จะไม่เป็นโรคฝีดาษอีกแล้ว” นางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ความจริงแล้วก็ยังมีอีกวิธีหนึ่ง คือการปลูกฝีจากวัว ท่านเคยเห็นวัวที่มีตุ่มฝีหรือไม่ อาการที่ได้รับจากตุ่มฝีของวัวจะเบาบางกว่ามาก และคนที่เลี้ยงวัว เมื่อไปสัมผัสกับตุ่มฝีของวัวแล้ว บนมือก็จะเกิดตุ่มหนองขึ้นจำนวนหนึ่ง แต่เขาจะไม่มีไข้ที่รุนแรง ผ่านไปไม่กี่วันก็หายดี แล้วหลังจากนั้น ก็จะไม่มีตุ่มฝีขึ้นอีก ข้าได้ให้คนออกไปหาวัวแล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ” ซูจี้หลับตาลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามนางว่า “วิธีที่เจ้ากล่าวมา เจ้าไปฟังมาจากที่ไหน?”“ข้าก็บอกได้ไม่ชัดเจนนัก…เรื่องบางเรื่อง ข้าก็เกิดรู้ขึ้นมาเอง ข้าก็บอกไม่ได้ว่ารู้มาจากที่ใด แต่ข้าเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผู้อาวุโสซู หากท่านไม่เชื่อข้า อย่างนั้นรอให้ตุ่มฝีของพวกเขาตกสะเก็ดก่อน ท่านสามารถลองปลูกให้ข้าก่อนก็ได้”ซูจี้เหลือบมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความตกตะลึง ผิดกับนางที่กำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยความสุขุมเยือกเย็น เวลาผ่านไปพักหนึ่งก่อนที่หมอเทวดาจะพูดว่า “ข้าเชื่อเจ้า!”ในฐานะที่เขาเป็นหมอของฮ่องเต้ ครึ่งค่อนชีวิตอยู่แต่ในพระราชวัง มีหรือที่เขาจะจำกลุ่มองครักษ์มังกรไม่ได้ ในเมื่อผู้เป็นประมุขของแผ่นดินยังส่งองครักษ์มาเพื่อคุ้มครองนาง แล้วอย่างนี้ยังมีอะไรที่เขาจะต้องกังวลอีกอย่างนั้นเหรอ ถังฉือเย่ได้ฟังก็พยักหน้าช้า “ข้าจะไม่ให้การเชื่อใจของท่านในครั้งนี้ต้องผิดหวัง!”แล้วตอนนั้นเองที่เฉินฉางชิงรีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับเอะอะเสียงดัง “เถ้าแก่เนี้ยถัง! เถ้าแก่เนี้ยถัง!” หญิงสาวรีบลุกแล้วเดินออกไป เฉินฉางชิงวิ่งมาอย่างเหนื่อยหอบ “เมื่อวานท่านบอกว่าจะหาวัวที่เป็นตุ่มฝีใช่หรือไม่ ข้ากลับไปดูวัวที่บ้านของข้า มันมีตุ่มฝีขึ้นแล้ว!” “จริงเหรอ?” ถังฉือเย่ดีใจเป็นอย่างมาก รีบตามเฉินฉางชิงไปดูแล้วก็พบว่าแม่วัวตัวนั้นมีตุ่มน้ำขึ้นจริงๆ หากเมื่อเทียบกันแล้ว ตุ่มฝีจากวัวนั้นมีอันตรายน้อยกว่าตุ่มฝีจากคนมาก ทั้งอาการยังน้อยกว่า แถมยังไม่มีรอยแผลซึ่งเกิดจากฝีขึ้นเต็มบนใบหน้าอย่างแน่นอนถังฉือเย่ปรึกษากับซูจี้อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ให้ท่านหัวหน้าตระกูลตีฆ้อง เพื่อเรียกประชุมชาวบ้าน และนำเรื่องนี้บอกให้ชาวบ้านฟังอีกหนึ่งรอบ โดยมอบหน้าที่การแจ้งวิธีการปลูกฝีให้เป็นของซูจี้ ส่วนตัวนางเองนั้นช่วยยืนยันอีกแรง “วางใจได้ ข้ารับรองได้ว่าจะไม่มีอันตรายใดๆทั้งสิ้น ข้าจะเป็นคนแรก ใครกล้ามากับข้าบ้าง?”คุณชายรองตระกูลเมิ่งตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ตะโกนออกมาทันทีว่า “อาเย่! ไม่ได้นะ! เจ้าบ้าไปแล้วรึ?”ถังฉือเย่ทำหน้าหงุดหงิดแต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร ชาวบ้านหลายคนก็ผุดลุกขึ้นพร้อมกับแย่งกันพูดเสียงเซ็งแซ่“ข้ากล้า!”“ข้าก็กล้า…มีเทพธิดาแห่งโชคลาภ ใครจะไม่กล้าล่ะ” คุณชายรองเมิ่งตกตะลึงจนอ้าปากค้าง พร้อมกันนั้นเขาก็รู้สึกว่าตัวเองดูด้อยลงไปในพริบตา จนรู้สึกโมโหนิดหน่อย ก่อนจะพยายามแทรกตัวไปข้างหน้าแล้วพูดขึ้นว่า “ข้าก็กล้า…อาเย่ ให้ข้าเป็นคนแรกนะ ข้าอยากลองเป็นคนแรก”“ได้สิ!” ถังฉือเย่ยิ้มหวาน “ถ้าอย่างนั้นข้าให้ท่านก่อน ท่านเป็นคนแรก”พลันนั้นชิงเว่ยเหลี่ยวก็ก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าวพลางเอ่ยปากอาสาอย่างแข็งขัน “นายหญิง ข้าก็ขอทำด้วยคนขอรับ”“ได้! ” นางพูดอย่างไม่เกรงกลัว แสดงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม “การที่ใช้ตุ่มฝีจากวัวมาทำการปลูกถ่ายจะไม่มีอาการที่รุนแรงแต่อย่างใด อย่างมากก็เพียงแค่มีตุ่มเล็กๆขึ้นสองตุ่มเท่านั้น อาจจะมีไข้เล็กน้อย เพื่อนของเจ้าก็สามารถมาทำด้วยกันได้”ติงจิ่วซึ่งนั่งยองๆอยู่ใต้ต้นไม้ราวกับกำลังมองดูอะไรสักอย่างอยู่ตรงหน้า เขาต้องใช้ความอดทนทั้งหมดที่มี ถึงจะอดกลั้นเพื่อไม่ให้เดินเข้าไปแล้วบอกว่า ‘พวกข้าก็กล้าเช่นกัน!’การปลูกถ่ายฝีจากวัว คือการที่ใช้มีดกรีดลงบนแขนให้เป็นแผลเล็กๆ ปกติแล้วจะเป็นแขนซ้าย จากนั้นก็จะใช้เชื้อฝีของวัวมาหยดลงบนแผลนั้น ปกติแล้วเมื่อผ่านไปสองสามวัน ตรงบริเวณที่ทำการปลูกถ่ายก็จะเกิดเป็นตุ่มหนอง แปดถึงเก้าวันจะมีไข้เล็กน้อย แบบนี้ก็ถือว่าการปลูกฝีสำเร็จ และจะหายดีในระยะเวลาอันรวดเร็วในเมื่อเมิ่งอี่ฉิวขอเริ่มเป็นคนแรก ถังฉือเย่จึงลองทำการปลูกฝีบนร่างกายเขา ความจริงแล้วนางต้องการสาธิตให้ซูจี้ดูต่างหาก เมื่อเห็นวิธีการทำอย่างละเอียดแล้ว ซูจี้จึงได้ทำการปลูกฝีให้นางเป็นที่เรียบร้อย หลังจากนั้นชิงเว่ยเหลี่ยว ซูจี้และถังฉือเย่ได้ผลัดกันทำการปลูกฝีให้คนในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มคนแก่ผู้ชายผู้หญิงต่างก็ได้รับการปลูกฝีแล้วทั้งนั้น ติงจิ่วมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความประหลาดใจ เพราะเป็นเรื่องที่บ้าระห่ำจริงๆ หากเกิดพลาดขึ้นมา คนในหมู่บ้านก็จะต้องตายกันหมด และถ้าหากเกิดทำให้โรคระบาดนี้แพร่กระจายออกไป ทั้งตำบลหลงเหมิน ทั้งอำเภอตงเฟิง ทั้งฉินโจว ก็อาจจะไม่รอด! แต่เหตุใด…เหตุใดเขาจึงไม่เอ่ยปากร้องห้าม เขากลับเขียนจดหมายลับ แล้วนำมาผูกไว้กับขาของนกอินทรีก่อนจะปล่อยออกไป แล้วนำเรื่องนี้ไปรายงานต่อท่านเจ้าเมืองท่านเจ้าเมืองหลินยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จึงคิดว่าคงเป็นคนของถังฉือเย่ เมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้วก็ตกใจจนทำถ้วยชาตกแตกพร้อมกันนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันที รอจนผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงค่อยๆนั่งลงอย่างช้าๆ “ข้าเชื่ออาเย่ ผู้หญิงคนนี้มีจิตใจที่สูงส่ง ในเมื่อนางทำแล้ว ก็ต้องมีความมั่นใจอย่างแน่นอน”องครักษ์หนุ่มได้แต่นิ่งอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ฮ่องเต้หมิงเหยียนก็เพิ่งจะได้รับจดหมายลับฉบับที่หนึ่ง เมื่ออ่านแล้วก็ยกมุมปากขึ้น เพราะที่องครักษ์รายงานมานั้นก็แค่จดบันทึกเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ได้มีการเพิ่มเติมหรือตัดเรื่องใดออกไปเลยแม้แต่น้อย รวมทั้งไม่ได้กล่าวชมหรือตำหนิแต่อย่างใด พระองค์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโบกมือไปมาเพื่อเรียกให้คนเข้ามา “ถังฉือเย่มักจะเขียนจดหมายหาฮั่วฉีจิงบ่อยๆ ไปเอามาให้ข้าหนึ่งฉบับ...ไม่สิ! คัดลอกกลับมาให้ข้าสักฉบับ”องครักษ์เมื่อได้รับคำสั่งก็ถอนตัวออกไปทันทีด้วยฝีเท้าเบากริบ! บทที่ 252: ทั่วทั้งเมืองล้วนเป็นงานศพ!ผ่านไปได้เพียงแค่หนึ่งวัน ฮ่องเต้หมิงเหยียนก็ได้รับจดหมายลับฉบับนั้น เมื่อดูสัญลักษณ์แล้วก็พบว่าเป็นของติงจิ่วเช่นเคย พร้อมกันนั้นก็ทรงขมวดคิ้วมุ่น สงสัยว่าเพราะเหตุใดติงจิ่วจึงต้องเขียนจดหมายรายงานบ่อยขนาดนี้ ทั้งที่เพิ่งเขียนส่งมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อไม่นานมานี้เอง! ด้วยเหตุนี้ฮ่องเต้หมิงเหยียนจึงไม่ได้สนใจเท่าใดนัก ทรงวางมันไว้ข้างๆ ก่อนจะตรวจฎีกาต่อ ทันทีที่ตรวจเสร็จแล้วก็ได้รับสั่งให้ส่งนางสนมเข้ามาปรนนิบัติ จากนั้นเขาก็ได้หยิบกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุจดหมายลับมา เพื่อเตรียมที่จะอ่านมันก่อนเข้าบรรทมแล้วพลันนั้นเองที่องค์ฮ่องเต้รีบลุกขึ้นราวกับนอนอยู่บนถ่านร้อนๆ พร้อมกับตะโกนออกมาด้วยความโกรธ “เหลวไหล! ไร้สาระสิ้นดี ใครอยู่ข้างนอก เข้ามาเดี๋ยวนี้”กู้จิ่วสิงเป็นคนแรกที่รีบวิ่งเข้ามาสีหน้าเลิ่กลั่ก “ฝ่าบาท!” “เจ้าจงไปเรียก...” ฮ่องเต้หมิงเหยียนหยุดชะงัก เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเรื่องนี้ไม่ควรที่ให้ใครรู้มาก วิธีที่ดีที่สุดสำหรับเรื่องนี้ตอนนี้คือดูสถานการณ์อย่างเงียบๆเท่านั้นด้วยเหตุนี้จึงทรงนั่งลงอย่างช้าๆ ก่อนจะก้มหน้าอ่านรายงานนั้นอย่างละเอียดอีกรอบ ซึ่งติงจิ่วเขียนคำพูดของถังฉือเย่มาบอกว่า ‘เรื่องบางเรื่อง ข้าก็เกิดรู้ขึ้นมาเอง ข้าก็บอกไม่ได้ว่ารู้มาจากที่ใด แต่ข้าเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง’ และยังย้ำด้วยว่า ‘วางใจได้ ข้ารับรองได้ว่าจะไม่มีอันตรายใดๆ ข้าจะเป็นคนแรก การที่ใช้ตุ่มฝีจากวัวมาทำการปลูกถ่ายจะไม่มีอาการที่รุนแรง อย่างมากก็เพียงแค่มีตุ่มเล็กๆขึ้นสองตุ่มเท่านั้น และอาจจะมีไข้เล็กน้อย’ ฮ่องเต้หมิงเหยียนกำหมัดไว้แน่น และรู้สึกได้ถึงความร้อนที่วาบไปทั่วตัว เขาทั้งรู้สึกโกรธและคาดหวังเล็กไปพร้อมกัน ไม่สิ! เป็นการคาดหวังที่ยิ่งใหญ่มากเลยต่างหาก เพราะโรคฝีดาษและโรคเลือดลมเป็นฝันร้ายของ ต้าเยี่ยนมาโดยตลอด เพราะตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์เยี่ยนมา ก็มีคนไม่รู้กี่คนที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับโรคฝีดาษนี้ แม้กระทั่งพี่ชายคนโตของเขา รวมทั้งน้องชายคนที่เจ็ดก็ล้วนต้องตายเพราะโรคฝีดาษทั้งนั้น ก่อนหน้าองค์รัชทายาท ลูกชายคนโตจากฮองเฮาคนแรกของเขา ก็ต้องตายไปด้วยโรคฝีดาษ ถ้าหากการปลูกฝีได้ผลอย่างที่ถังฉือเย่พูดจริงๆ นี่ก็คงจะเป็นพรที่สวรรค์มอบให้คนในแผ่นดินนี้ เป็นความสุขที่มอบให้ประชาชน และเป็นโชคที่มอบให้ราชวงศ์เยี่ยน! คิดได้ดังนี้ฮ่องเต้หมิงเหยียนจึงสั่งว่า “ฝนหมึก” พระสนมลี่รีบลุกขึ้นมาด้วยตัวที่สั่นเทา แต่เมื่อฮ่องเต้เหลือบไปเห็นกลับตะคอกว่า “เจ้ามาที่นี่ทำไมกัน!” ใบหน้าของพระสนมซีดเผือด กู้จิ่วสิงก้มหน้าลงทูลตอบแทนว่า “ทูลฝ่าบาท วันนี้พระองค์ได้เรียกให้พระสนมมาร่วมบรรทมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”“กลับไป คืนนี้ข้ามีเรื่องที่ต้องทำ!” รับสั่งเสร็จก็หันมาเขียนจดหมายตรงหน้าด้วยตัวเอง เขาสั่งให้ติงจิ่วเลือกองครักษ์ข้างกายเขามาหนึ่งหรือสองคนไปทำการปลูกถ่ายฝี จากนั้นก็ให้บันทึกความรู้สึกและอาการมาอย่างละเอียด และในขณะเดียวกันก็ต้องบันทึกอาการและท่าทางของถังฉือเย่และคนในหมู่บ้านมาอย่างละเอียดด้วยเช่นกัน โดยจะต้องรายงานมาทุกวัน พร้อมกันนั้นก็ได้ออกคำสั่งอย่างลับๆกับซูจี้ให้เขาเขียนจดหมายอธิบายถึงวิธีการทำ การรักษา ทุกอย่างต้องเขียนมาอย่างชัดเจนทันทีที่ได้ปล่อยนกอินทรีไปส่งข่าว ฮ่องเต้หมิงเหยียนก็ได้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ได้ให้องครักษ์กลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าไปที่ฉินโจวอย่างลับๆ เพื่อให้พวกเขาตรวจสอบและบันทึกเรื่องนี้มาให้ละเอียดอีกทางหนึ่ง โดยจะต้องสืบทุกเรื่องของถังฉือเย่ตั้งแต่เด็กจนโตมารายงานให้เขาฟังอย่างละเอียดด้วยองครักษ์มังกรเปรียบเสมือนองครักษ์ที่คอยรับใช้ฮ่องเต้ ทุกคนล้วนแต่ฉลาด มีความรู้ทั้งเรื่องวิชาการและการต่อสู้ก็เป็นเลิศหาตัวจับยาก ดังนั้นการที่พระองค์ส่งคนสองกลุ่มนี้ออกไปก็เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ว่าถังฉือเย่จะซ่อนไพ่ใบไหนเอาไว้ พวกเขาก็ต้องสืบจนเจออย่างแน่นอน!………………………………..เมื่อทำการปลูกฝีเสร็จแล้ว ถังฉือเย่ก็รู้สึกโล่งใจราวกับยกภูเขาออกจากอก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ต่อไปก็จะไม่มีคนป่วยเป็นโรคนี้อีกแล้วและท่าทางที่สบายๆของนางนี้ ก็ได้ส่งผลกระทบต่อคนทั้งหมู่บ้านเป็นอย่างมาก ดังนั้นในเขตหลงเหมินที่ได้พบผู้ติดเชื้อเกือบยี่สิบคนนั้น เมื่อข่าวเรื่องโรคติดต่อได้แพร่กระจายไปทั่ว ในขณะที่ทุกคนกำลังหวาดกลัวกันอยู่นั้น ก็มีเพียงหมู่บ้านจวี้เป่าที่ยังคงเงียบสงัดอยู่เหมือนเดิมการปลูกฝีจากวัวใช่ว่าจะปลูกสำเร็จภายในครั้งเดียว หากหลังจากที่ทำการปลูกไปแล้ว มีเพียงแค่อาการบาดเจ็บจากรอบแผลที่กรีด แต่ไม่มีตุ่มขึ้นก็หมายความว่าการปลูกฝีไม่สำเร็จ และต้องทำการปลูกใหม่อีกครั้ง…โชคดีที่พวกของถังฉือเย่ต่างก็ปลูกสำเร็จภายในครั้งเดียวหญิงสาวเข้าใจถึงการปลูกฝีเป็นอย่างดี นางและซูจี้ได้ตรวจดูอาการของคนในหมู่บ้าน พร้อมกับจดบันทึกอย่างละเอียด เพื่อตรียมตรวจดูในภายหลังอีกครั้ง โดยนางยังไม่ลืมเตือนเขาให้เก็บรักษาเรื่องการปลูกฝีนี้ไว้ และได้ตัดสินใจแล้วว่าจะยกความดีความชอบนี้ให้กับซูจี้หมอหลวงซูที่เพิ่งเขียนรายงานลับให้ฮ่องเต้หมิงเหยียนเสร็จ เขาไม่ได้ยอมรับ และก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแค่ยิ้มมุมปากด้วยท่าทางที่คาดเดาได้ยากเมิ่งอี่ฉิวก็ยังไม่ไปไหน เดิมทีถังฉือเย่ก็รู้สึกว่าคุณชายรองเมิ่งคนนี้น่ารำคาญ แต่ภายหลังพบว่า คนผู้นี้ตอนที่ไม่ได้วางมาดอะไรก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน สั่งอะไรก็ทำสิ่งนั้น ทั้งน่ารักทั้งอ่อนหวาน ในสถานการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้ เขาทำให้นางได้สัมผัสถึงความสุขที่ราวกับได้เลี้ยงลูกหมาน้อยผ่านไปหนึ่งวัน ถังฉือเย่ก็ได้เข้าไปในเมือง เพื่อรายงานต่อท่านเจ้าเมืองหลินอย่างละเอียด และหากยึดตามวิธีของนางแล้ว อย่างน้อยก็ต้องรอเก้าวัน หรือสิบวัน เมื่อมั่นใจแล้วว่าทุกคนไม่ได้รับอันตรายใดๆ จึงค่อยนำเรื่องนี้มาป่าวประกาศในเมือง เพียงแต่โรคฝีดาษนั้นน่ากลัวเกินไป หลังจากที่โรคระบาดได้แพร่กระจายไปแล้ว ก็สามารถพูดได้ว่าคนทั้งอำเภอก็ตกอยู่ในความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง แล้วนับประสาอะไรกับวิธีที่มากจากหญิงสาวผู้โชคดีคนนี้เล่า ชื่อเสียงของเทพธิดาแห่งโชคลาภนั้นเป็นที่เลื่องลือในพื้นที่มานานแล้ว ยิ่งได้ยินเรื่องคันไถและเรื่องฟ้าผ่าแล้ว ถังฉือเย่ก็ยิ่งมีชื่อเสียงมากขึ้นไปอีกฉะนั้น เมื่อหมู่บ้านในละแวกนั้นได้ข่าวว่าเทพธิดาผู้โชคดีได้เป็นคนดำเนินการปลูกฝีแล้ว พวกเขาต่างก็มุ่งหน้ามาที่หมู่บ้านจวี้เป่าเป็นจำนวนมาก แม้ว่าท่านเจ้าเมืองหลินจะส่งคนไปบอกพวกเขาแล้วว่าต้องรอแปดถึงเก้าวันก่อน หรือถังฉือเย่เองเป็นคนออกมาบอกให้พวกเขารอก่อนก็ตามที พวกเขาก็ยังไม่ยอม มีคนนับไม่ถ้วนที่คุกเข่าขอร้องอ้อนวอน ขอให้เทพธิดาแห่งโชคลาภช่วยเหลือ ท่านเจ้าเมืองหลินไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร สุดท้าย ถังฉือเย่จึงได้หันไปถามว่า “พวกเขาเชื่อข้า ท่านเชื่อข้าหรือไม่?”ดวงตาของนางดูสดใส สีหน้าก็ดูจริงจังเป็นอย่างมาก เจ้าเมืองหลินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยท่าทีที่จริงจังว่า “ข้าเชื่อเจ้า!” ท่านเจ้าเมืองลุกขึ้นยืน แล้วมองไปที่เหล่าผู้คนที่ยืนอยู่ด้านหน้าอย่างหนาแน่น “ครั้งนี้ ความพ่ายแพ้จะไม่ย้อนกลับมาหาพวกเราอีก มีเย่เอ๋อร์อยู่ ข้าก็กล้าที่จะรับประกัน”หลังจากนั้นท่านเจ้าเมืองหลินก็ออกคำสั่งไปว่า พรุ่งนี้เช้าจะมีการปลูกฝีให้กับทุกคนที่เนินฉางโส่วในเมือง เพราะตอนนี้พวกเขาได้ทำการหาวัวที่มีตุ่มฝีและได้ส่งมาที่ว่าการแล้ว จากนั้นท่านเจ้าเมืองหลินก็ได้ติดต่อหมอในพื้นที่ ให้เตรียมจัดโต๊ะเอาไว้หลายๆตัว ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี และอาจเป็นเพราะมีซูจี้ก็อยู่ด้วย บรรดาหมอส่วนใหญ่จึงให้ความร่วมมือ แต่ก็มีบางคนที่รับไม่ได้โดยเด็ดขาดท่านหมอฟางของร้านเป่าเหอถังก็ถือว่าเป็นหมอที่มีชื่อเสียงในพื้นที่อยู่ไม่น้อย เขาโกรธจนหน้าสั่นไปหมด ลืมแม้กระทั่งความเคารพ เขาชี้หน้าด่าซูจี้ว่า “เจ้าบ้าไปแล้วรึ เจ้าอยากให้ชาวบ้านตายกันทั้งอำเภอเลยหรืออย่างไร นี่มันเรื่องบ้าชัดๆ!”แล้วตอนนั้นเองก็มีหมอสกุลจูคนหนึ่งพูดด้วยสีหน้าที่ผิดหวังว่า “ท่านหมอซู ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าท่านจะทำอะไรโดยไม่คิดเช่นนี้ ชีวิตคนจะเอามาพนันไม่ได้นะ หากแพ้ล่ะ ชีวิตมากมายเหล่านี้ท่านรับผิดชอบไหวหรือ ให้อภัยข้าด้วย แต่ข้ารับไม่ได้จริงๆ” บทที่ 253: คนที่มีโชคไม่ต้องเหนื่อยทุกครั้งที่เกิดสิ่งใหม่ๆขึ้น เป็นธรรมดาที่จะต้องเผชิญกับคำถามมากมายนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสิ่งแปลกใหม่นั้นไม่ได้รับการตรวจสอบมาก่อนในสายตาของพวกเขา ถังฉือเย่ไม่สามารถชี้แจงหรืออธิบายให้ใครเข้าใจตอนนี้ได้ ทั้งที่ความจริงแล้ววิธีนี้ได้รับการตรวจสอบมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน สิ่งเดียวที่นางพูดได้ก็คือ ‘โปรดเชื่อข้า’ เท่านั้น หญิงสาวกวาดสายตามองไปยังห้องโถงที่มีทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อในสิ่งที่นางกำลังจะทำ อย่างเช่นท่านหมอฟางที่ยืนตะลึงพร้อมกับดวงตาที่แทบจะล้นทะลักออกมาอยู่รอมร่อ และก็มีบางคน อย่างเช่นชายสกุลจูผู้นั้น เขากำลังคำนวณ เขาคิดว่าซูจี้กำลังเดิมพัน และเขาก็คิดว่าซูจี้จะต้องแพ้อย่างแน่นอน ดังนั้น เขาจึงเลือกยืนอยู่ฝ่ายตรงข้าม เพราะหากเดิมพันชนะเขาจะสามารถพูดออกมาอย่างชอบธรรมได้ว่าเขารักษาชีวิตของคนทั้งเมืองไว้!นี่มันต่างจากการทำเงินจากความหายนะของชาติอย่างไร?ในขณะนี้บรรยากาศภายในห้องโถงเต็มไปด้วยเสียงเอะอะโวยวายไม่มีสิ้นสุด ถังฉือเย่จึงหยิบถาดทองแดงออกมาพลางเคาะที่มุมโต๊ะไปสองครั้ง ฝูงชนจึงเงียบเสียงลง นางจึงพูดด้วยเสียงดัง“ไม่เช่นนั้น พวกท่านล่ะ มีวิธีอะไรดีๆบ้างไหม!?” หญิงสาวก้าวออกมาด้านหน้าหนึ่งก้าว พลางชี้ไปด้านนอก “เมื่อฝีดาษมาถึง ทั่วทั้งเมืองก็เต็มไปด้วยซากศพ พวกท่านบอกข้าสิว่าต้องทำอย่างไร จะให้มองดูพวกเขาตายอย่างนั้นหรือ?”ท่านหมอจูพ่นลมหายใจเบาๆ ตอบว่า “แต่จะใช้ ‘ฝีวัว’ อะไรนั่นไม่ได้ การนำคนไปรวมกับสัตว์ มันเรียกว่าอะไรกัน ช่างเป็นเรื่องน่าขบขันในหมู่ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ”“ป้องกันตัวเอง ด้วยการไม่เอาตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยว แล้วตั้งใจรอความโชคดีนั้นเป็นสิ่งที่คนขี้ขลาดทำกัน ท่านเจ้าเมืองหลิน ท่านหมอซูจี้ แม้กระทั่งข้าที่เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งยังกล้าที่จะแบกรับภาระนี้ และรับประกันมันด้วยชีวิต ทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่ ล้วนเป็นหมอที่มีจิตเมตตา พวกท่านไม่มีความสมัครใจ ไม่มีความกล้าหาญนี้เลยอย่างนั้นเหรอ?”เมื่อเห็นทุกคนนิ่งเงียบ ถังฉือเย่จึงกล่าวต่อในทันที “พวกเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว ใครเต็มใจที่จะช่วยก็อยู่ที่นี่ หากใครไม่เต็มใจก็ไปเสีย!”แล้วตอนนั้นเองที่ท่านเจ้าเมืองหลินพูดแทรก “ใช่แล้ว! ตอนนี้พวกเราต้องร่วมแรงร่วมใจ...ไม่มีเวลามาทะเลาะกันแล้ว หากยอมรับไม่ได้จริงๆ เช่นนั้นก็เชิญ” ได้ยินดังนั้น ท้ายที่สุดท่านหมอจูก็สะบัดแขนเสื้อแรงๆ ก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไปทันที ส่วนคนอื่นๆ ต่างก็รักตัวกลัวตาย ไม่ยอมเข้าร่วม อ้างเหตุผลต่างๆนานา แต่ท่านหมอฟางที่อารมณ์ร้อนผู้นั้นกลับยังอยู่ หลังจากนั้นทุกคนต่างไม่ได้นอนกันทั้งคืน ซูจี้บอกขั้นตอนการทำและจุดสำคัญต่างๆกับพวกเขาซ้ำไปซ้ำมา กระทั่งกลางดึกของคืนนั้นมีเสียงกีบม้าที่เร่งรีบดังขึ้นจากด้านนอก ไม่นานก็มีคนเข้ามารายงานว่าเป็นตัวเองเป็นหมอหลวงที่ฮ่องเต้หมิงเหยียนส่งมา หมอหลวงหลายคนรีบวิ่งมาทันที และทันทีที่เห็นซูจี้ แต่ละคนก็โค้งทำความเคารพพร้อมกัน “อาจารย์ปู่!” บรรดาคนที่ฮ่องเต้หมิงเหยียนส่งมานั้นล้วนเป็นผู้สืบทอดและลูกศิษย์ของซูจี้ทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าผู้นำของแผ่นดินนี้มีความเชื่อถือในตัวถังฉือเย่อยู่ไม่น้อย ท่านหมอซูจี้รีบอธิบายวิธีการปลูกฝีอย่างละเอียด แต่ถึงแม้จะเป็นลูกศิษย์ของเขา แต่เมื่อได้ยินว่าต้องปลูกฝีให้กับคนทั้งอำเภอ คนเหล่านั้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก พยายามเกลี้ยกล่อมซ้ำแล้วซ้ำอีก รอให้คนในหมู่บ้านจวี้เป่าหายดีก่อนแล้วค่อยว่ากัน“หากไม่ใช่เพราะมันสามารถควบคุมได้จริงๆ แล้วเหตุใดจึงต้องคิดแผนนี้ออกมาล่ะ” ซูจี้ถอนหายใจยาวๆ พลางชี้ไปที่ถังฉือเย่ “แต่ทุกคนก็ไม่ต้องกังวลไป เจ้าดูพวกเขาสิ คนเหล่านี้ได้รับเชื้อฝีดาษมาหกถึงเจ็ดวัน ปลูกฝีมาแล้วหกวัน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีไข้ มีเพียงปฏิกิริยาเพียงเล็กน้อยบริเวณที่ปลูกฝีเท่านั้น”พลันนั้น! หมอหลวงหลายคนก็เข้ามาตรวจสอบบาดแผลที่แขนของถังฉือเย่และเมิ่งอี่ฉิวด้วยตนเอง พลางแอบรู้สึกว่ามันพบเจอได้ยาก และเริ่มที่จะเชื่อถือขึ้นมา หลังจากที่ตรวจสอบเสร็จ ทุกคนก็เดินทางไปที่เนินฉางโส่วทันที บริเวณเนินฉางโส่วนั้นเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ด้านบนขึ้นไปมีวัดอยู่วัดหนึ่ง ความจริงแล้วก็ไม่ถือว่าใกล้เท่าไหร่ เพียงแต่สิ่งสำคัญที่ท่านเจ้าเมืองหลินพิจารณาคือชื่อที่เป็นมงคล และต้องการให้ทุกคนได้สงบจิตสงบใจ โดยในระหว่างทางเจ้าหน้าที่ได้สร้างด่านเอาไว้ตลอดการแพร่ระบาดได้เริ่มขึ้นแล้ว ทั้งนี้ระยะฟักตัวของฝีดาษคือช่วงสิบสองถึงสิบสี่วัน โดยผู้ที่ได้รับการปลูกฝีเป็นวันที่สองของการสัมผัสกับผู้ป่วย สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดโรคขึ้นแน่นอน หลักจากปลูกฝีไปได้สามถึงเจ็ดวัน ส่วนใหญ่ก็จะไม่เป็นไข้ หลักจากปลูกฝีไปแปดถึงสิบวันจึงจะสามารถบรรเทาอาการของโรค ดังนั้นก่อนที่จะเข้ามาที่เนินฉางโส่วจึงต้องทำการตรวจสอบก่อนโดยคนของสำนักจี้ซื่อ ซึ่งขอเพียงยังไม่ได้เป็นโรคฝีดาษ ก็สามารถรีบมาทำการปลูกฝีได้ คนถูกส่งเข้าไปทีละกลุ่ม ทันทีที่ท่านหมอฟางมาถึงก็ได้พาลูกศิษย์มาหยุดอยู่ที่ด่านแรก พวกเขาตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่ช่วยที่จุดนี้ ส่วนคนอื่นๆยังคงเดินหน้าต่อไป เมื่อมาถึง ก็เห็นฝูงชนแน่นขนัด เหล่าหมอหลวงจึงได้เข้าใจได้ทันทีว่า ‘ควบคุมไม่ได้’ ที่ซูจี้กล่าวถึงคืออะไรท่านเจ้าเมืองหลินจึงขึ้นไปยืนบนก้อนหิน แนะนำถังฉือเย่และหมอหลวงอีกหลายคนให้ทุกคนได้รู้จัก เริ่มจากซูจี้ลงมือก่อน ท่านเจ้าเมืองหลินถกแขนเสื้อขึ้น เพื่อเป็นคนแรกที่จะได้รับการปลูกฝี จากนั้นเขาก็เรียกหลินเฉี่ยวเชี่ยนมา เพื่อแนะนำว่านางคือลูกสาวคนเดียวของตนเอง และให้นางปลูกฝีเป็นคนที่สองจากนั้นท่านหมอกว่าสามสิบคนก็ต่างแยกไปนั่งตามแต่ละโต๊ะ ก่อนจะเริ่มทำงานอย่างเป็นระเบียบ เนื่องจากการปลูกฝีจะทำที่แขนซ้ายบน ถังฉือเย่ได้ซึมซับบทเรียนมาจากหมู่บ้าน นางทำเพิงแยกหลายเพิงโดยลำพัง เพื่อสะดวกต่อหญิงสาวที่มาปลูกฝี และเพื่อหลีกเลี่ยงการแย่งชิง ถังฉือเย่จึงไม่ได้ลงมือเอง นางและเมิ่งอี่ฉิวได้เดินไปมาและพูดคุยทักทายกับผู้คน วันนี้หญิงสาวตั้งใจพาเมิ่งอี่ฉิวมาเป็นพิเศษ เพราะในเวลาอย่างนี้ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาสามารถเป็นพลังดึงดูดใจฝูงชนได้เป็นอย่างดี…ความจริงแล้วถังฉือเย่มีความกังวลในใจบางอย่างที่ซ่อนอยู่ นางรู้ว่าผลลัพธ์ของเรื่องนี้จะออกมาสมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่ต้องการจะแบกรับบุญคุณที่ใหญ่หลวงเช่นนี้ ในยุคสมัยที่อำนาจฮ่องเต้ ยิ่งใหญ่เทียมฟ้า การแบกรับบุญคุณที่ใหญ่หลวงเช่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับ…การรนหาที่ตาย!ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องโน้มน้าวความคิดเห็นของทุกคน แต่ต้องไม่จงใจมากจนเกินไป ไม่เช่นนั้นมันจะพังทลายการเป็นคนโง่เขลาที่นางสร้างขึ้นต่อหน้าเยี่ยนตงในขณะที่ถังฉือเย่กำลังคิดอยู่เงียบๆนั้น นางก็ได้ยินเสียงอันไพเราะของเมิ่งอี่ฉิวพูดกับคนอื่นไม่หยุด “ฝ่าบาทท่านได้ประทานพรมาเต็มฟ้า โรคระบาดจะต้องไม่มีอันตรายใดๆแน่ ทุกคนไม่ต้องกังวลไปหรอก พระกรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของฮ่องเต้! ฝ่าบาททรงรักประชาชนดั่งลูกของพระองค์เองจริงๆ จึงได้ส่งหมอหลวงมาเร็วขนาดนี้....หากสามารถรอดพ้นจากหายนะครั้งนี้ไปได้ ก็ต้องซาบซึ้งในบุญคุณของฮ่องเต้จึงจะถูกต้อง... ไม่ ไม่!... แต่ข้าไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องซาบซึ้งในบุญคุณของเทพธิดาแห่งโชคลาภนะ เพราะที่เกิดความรุ่งโรจน์นี้ขึ้นก็เพราะมีฮ่องเต้ที่ดี จึงได้มีเทพธิดาแห่งโชคลาภที่คอยสร้างความสุขให้กับประชาชน!”ถังรู้สึกว่าแผ่นหลังของคุณชายรองเมิ่งไม่เคยดูดีเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะน้ำเสียงของเขาที่ฟังแล้วไพเราะเหลือเกิน ในฐานะที่เป็นคนที่โชคดีคนหนึ่ง ตอนนี้นางได้เข้าใจอีกครั้งว่าอะไรคือ ‘คนที่มีโชคไม่ต้องเหนื่อย’ มีหน้าตาที่หล่อเหลา ไม่ว่าตอนไหนก็เป็นประโยชน์ หากเป็นคนอื่นพูด คนเหล่านี้จะต้องโมโหเป็นแน่ แต่เมื่อเมิ่งอี่ฉิวพูดทุกคนจึงรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว จะต้องเป็นเพราะมีฮ่องเต้ที่ดี ดังนั้นเทพธิดาแห่งโชคลาภจึงมาที่นี่ได้ ทิศทางลมกำลังแปรเปลี่ยนไปเงียบๆ ตอนแรกมีคนพูดถึงเทพธิดาแห่งโชคลาภ แต่ต่อมาทุกคนก็ล้วนพูดถึง ‘พระคุณอันยิ่งใหญ่ของฮ่องเต้’ และ ‘ฮ่องเต้ที่เฉลียวฉลาดแห่งยุค’ พร้อมกับถวายพระพรว่า ‘ฝ่าบาททรงพระเจริญ!’ ดังกึกก้อง คุณชายรองเมิ่งโบกพัดและเดินกลับมา ก่อนจะโน้มตัวมาพูดข้างหูของนางว่า “อาเย่…รู้ไหมเหตุใดข้าจึงทำเช่นนี้?” บทที่ 254: ข้าเป็นคนเลว!ถังฉือเย่หันกลับไปมองชายหนุ่มเขม็ง เมื่อเห็นเขาพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เจ้ารู้เพียงแต่จะทำสิ่งต่างๆ แต่ไม่รู้จักคิดให้มากๆ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ แม้แต่หมอในวังหลวงก็เดินทางมา เจ้าครอบครองชื่อเสียงนี้ไว้เอง ไม่รู้จักกลัวดึงดูดสิ่งต้องห้ามบ้างเลยหรือไร?”หญิงสาวเกาหูอย่างเขินอาย “ก็ข้าไม่ทันคิด สิ่งต่างๆมันผลักดันให้เดินไปข้างหน้า มีเวลาให้หยุดคิดเสียที่ไหนกันเล่า!” “ข้ารู้!” คุณชายรองเมิ่งรู้สึกภาคภูมิใจเล็กน้อย เขายิ้มมุมปาก “ข้ารู้ว่าเจ้าทำสิ่งต่างๆก็เพียงเพราะไม่อยากละอายใจตัวเอง ที่ช่วยคนเหล่านี้ไว้ก็ไม่ใช่เพราะต้องการชื่อเสียง แต่เจ้าก็ต้องเข้าใจความซับซ้อนในจิตใจของผู้คน หลายสิ่งหลายอย่างไม่ได้ง่ายอย่างที่เจ้าคิด แต่เจ้าก็ไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอก ข้าได้ช่วยคิดแทนเจ้าไปหมดแล้ว ประจบฮ่องเต้หน่อย ฮ่องเต้ก็คงจะไม่โกรธเจ้าแล้ว ทุกฝ่ายต่างมีความสุข” ถังฉือเย่พยักหน้ารับ แม้ตอนนี้นางจะไม่เห็นติงจิ่ว แต่ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ หญิงสาวก็มั่นใจว่าติงจิ่วจะต้องคอยจับตามองมาจากที่ใดสักแห่งอย่างแน่นอน! สีหน้าของถังฉือเย่ไม่ได้แสดงพิรุธเลยสักนิด นางยังคงกระซิบข้างหูเมิ่งอี่ฉิวต่อ “จะว่าไป ท่านเคยเจอฮ่องเต้มาก่อนหรือไม่?”“เคยสิ! ท่านป้าของข้าเป็นพระสนมของฮ่องเต้ ข้าต้องเคยเห็นพระองค์แน่นอนอยู่แล้ว!” “แล้วฮ่องเต้หน้าตาเป็นอย่างไร?”เมิ่งอี่ฉิวกระแอมออกมาครั้งหนึ่งก่อนตอบ “พระองค์ทรงสง่างามมาก…ว่าแต่เจ้าไม่ได้พบกับ ‘เยี่ยนตง’ผู้นั้นแล้วรึ เขาหน้าตาคล้ายกับฮ่องเต้มาก”“เจ้าบอกว่าอย่างไรนะ!?” ถังฉือเย่ถามด้วยความตกใจ “เยี่ยนตงหน้าตาคล้ายกับฮ่องเต้มากอย่างนั้นเหรอ…เช่นนั้นเขาเป็นใคร?” ชายหนุ่มรูปงามขยับตัวเล็กน้อย พลางกวาดสายตาไปรอบๆ เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นจึงพูดว่า “ข้าจะบอกเจ้า แต่เจ้าอย่าพูดไปล่ะ เขาก็คือองค์รัชทายาท!”“องค์รัชทายาท!?” เมิ่งอี่ฉิวพยักหน้ายืนยัน ถังฉือเย่กล่าวอย่างตกใจ “แต่เขาไม่ได้วางมาดเลยสักนิด เขาพูดคุยกับทุกคนในบ้านของข้าตั้งหลายประโยค ตอนข้าถักเสื้อไหมพรมยังให้เขาช่วยดึงด้ายออกมาเลย”“จริงหรือ…เช่นนั้นครั้งหน้าข้าก็จะช่วยเจ้าบ้าง”ถังฉือเย่แอบหัวเราะอยู่ในใจ ก่อนที่ชิงเว่ยเหลี่ยวจะเดินเข้ามาขัดจังหวะ ซึ่งหลังจากผ่านไปหลายวัน เหล่าบรรดาท่านหมอหลายคนต่างก็เหน็ดเหนื่อยกันมาก อำเภอตงเฟิงไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก ทั้งอำเภอคาดว่าน่าจะมีผู้คนอยู่ไม่กี่พันคน แต่คนของอำเภอใกล้ๆ เมื่อได้ทราบข่าว ต่างก็ทยอยเดินทางเข้ามาจำนวนมหาศาล กลายเป็นเรื่องใหญ่โตที่สั่นคลอนราชสำนัก! องค์รัชทายาทเข้าไปขอร้องเพื่อมุ่งหน้าไปยังฉินโจว ฮ่องเต้หมิงเหยียนก็ทรงอนุญาต หลายคนต่างคิดว่านี่เป็นเพราะฮ่องเต้หมิงเหยียนไม่พอใจองค์รัชทายาท แต่คนที่ฉลาดจริงๆกลับเงียบสนิท และรู้ดีว่าพระองค์ทรงเชื่อมั่นในบุตรชายคนนี้ขนาดไหน และท้ายที่สุดอาจจะเป็นการมอบความดีความชอบให้กับองค์รัชทายาทนั่นเอง ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง บนเนินเขาฉางโส่ว ได้ปรากฏคนกลุ่มแรกที่ปลูกฝีผ่านแล้ว พร้อมกับตรวจสอบคนที่ตกหล่น และในที่สุดจำนวนคนก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ ทุกคนสามารถกลับไปพักผ่อนได้ อย่าว่าแต่ถังฉือเย่และเมิ่งอี่ฉิวที่บอบบางเลย แม้แต่คนที่เก่งกังฟูอย่างชิงเว่ยเหลี่ยวก็ยังรู้สึกเหนื่อยจนแทบทนไม่ไหว เมื่อนับดูแล้วจากวันที่คนในหมู่บ้านจวี้เป่าปลูกฝี นี่ก็ได้ผ่านไปสิบสองวันพอดิบพอดี โดยสองวันมานี้ ปากแผลของทุกคนก็ปิดสนิทแล้ว และเกิดเป็นสะเก็ดสีน้ำตาล สังเกตเพิ่มอีกสองวัน เมื่อสะเก็ดฝีหลุดออกไป และทิ้งรอยแผลเอาไว้ ก็ถือว่าสำเร็จอย่างสมบูรณ์ ถึงตอนนั้นยังต้องใช้ผงฝีเป่าเข้าไปในจมูก เพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ถังฉือเย่คือคนที่ได้รับการปลูกฝีเป็นคนที่สอง โดยฝีมือของซูจี้ และเนื่องจากการปลูกฝีอยู่ที่แขนซ้ายบน ผู้หญิงไม่สามารถพับแขนเสื้อขึ้นมาสูงเช่นนั้นได้ จึงต้องตัดเสื้อผ้าส่วนนั้นทิ้งไป ถังฉือเย่กำลังพับเสื้อขึ้นเพื่อสังเกตอย่างละเอียด และในขณะนั้นเมิ่งอี่ฉิวก็เดินเข้ามาพอดี “ทำไมแผลของเจ้าอัปลักษณ์จริงๆของข้าดีขึ้นมากแล้ว!” เขาเยาะพลางพับเสื้อขึ้น “เจ้าน่ะสิอัปลักษณ์...ของเจ้าน่าเกลียดที่สุด เจ้ามันน่าเกลียด!” เมิ่งอี่ฉิวตระหนกเล็กน้อย เมื่อถูกนางพลัก ใจอยากจะเข้าไปใกล้แต่ก็ไม่กล้า เขาครุ่นคิด ก่อนจะวิ่งไปหาเฉียวซางอวี๋ และเรียกให้นางไปดูถังฉือเย่สักหน่อย และเมื่อเฉียวซางอวี๋ตามเข้าไปจึงเห็นถังฉือเย่กำลังฟุบอยู่บนโต๊ะ ไหล่เล็กๆของนางกระตุกเห็นได้ชัดว่ากำลังร้องไห้อย่างเงียบๆ เมื่อเฉียวซางอวี๋เห็นเช่นนั้น นางก็ตกใจเป็นอย่างมาก “ท่านอาจารย์ ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” ถามพลางโอบหญิงสาวผู้เป็น ‘อาจารย์’ ไว้ด้วยแขนทั้งสองข้าง “น่าเกลียด!” เฉียวซางอวี๋ปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน “ไม่น่าเกลียด ไม่น่าเกลียดเลยสักนิด อีกไม่นานก็จะหายดี ท่านอาจารย์อย่าไปฟังที่เมิ่งอี่ฉิวพูดมั่วซั่วเลย มันไม่น่าเกลียดเลยจริงๆ”เดิมทีถังฉือเย่ก็แค่ร้องออกมาเท่านั้น อีกหน่อยก็ไม่เป็นไรแล้ว แต่เมื่อเฉียวซางอวี๋ปลอบอย่างอ่อนโยน นางก็พลันร้องไห้หนักขึ้น ร้องไห้จนเหนื่อยหอบ เฉียวซางอวี๋ยังไม่เคยเห็นอาจารย์เป็นเช่นนี้มาก่อน ในใจรู้สึกปวดร้าวขึ้นมาทันที ได้แต่กอดถังฉือเย่และลูบหลังไม่หยุด “อาอวี๋ ข้าคิดถึงอาจิง ข้าคิดถึงเขา…ข้าอยากให้อาจิงกลับมา เจ้าเรียกเขากลับมาหน่อยสิ ข้าอยากให้เขาอยู่ข้างกายข้าตลอดเวลา...” เมิ่งอี่ฉิวที่อยู่ด้านนอก ชิงเว่ยเหลี่ยว เริ่นตง และเซี่ยอวี๋ฮุน รวมทั้งชายหนุ่มอีกหลายคนก็กำลังยืนอยู่ด้านนอก พลางฟังเสียงร้องไห้จากด้านในเงียบๆ และเป็นครั้งแรกที่ทุกคนตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้ว ถังฉือเย่เป็นเพียงเด็กสาวที่ไร้เดียงสาคนหนึ่ง โรคระบาดซึ่งคร่าชีวิตคนตายนับร้อยนับพันอย่างนี้ แม้แต่พวกเขาเองยังหวาดกลัวทุกวัน กลางคืนก็นอนไม่หลับ...แล้วนางล่ะ!?หญิงสาวจะสงบนิ่งเหมือนอย่างที่แสดงออกมาจริงๆอย่างนั้นเหรอ…การถูกยกย่องให้เป็นเทพธิดาแห่งโชคลาภนั้นทำให้นางถูกยกระดับให้อยู่สูง ทุกคนต่างจ้องมอง เชื่อมั่นและพึ่งพานาง...ถังฉือเย่จึงจำเป็นต้องเข็มแข็ง จำเป็นต้องจัดการทุกเรื่อง จำเป็นต้องแสดงท่าทางความกล้าหาญ แต่คนที่สามารถยืนเคียงข้าง สนับสนุน รองรับความไม่สบายใจของนางคนนั้นกลับไม่อยู่ชิงเว่ยเหลี่ยวพูดกับเมิ่งอี่ฉิว “รู้ทั้งรู้ว่านางมีคู่หมั้นอยู่แล้ว ยังจะยื่นเท้าเข้ามาแทรกแซง ไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาเสียเลย” “ข้าเป็นคนเลว! ” เมิ่งอี่ฉิวกล่าว บทที่ 255: แผนการชั่วร้ายถังฉือเย่ร้องไห้เสียใจอยู่ในห้องพลางซบลงที่ไหล่ของหญิงสาวผู้เป็นศิษย์โดยไม่สามารถหยุดอาการสะอึกสะอื้นได้ จนเมื่อเวลาผ่านไปสักพักจึงรู้สึกสบายใจขึ้น “อาอวี๋...” พูดพร้อมกับผละออกมาจากอ้อมกอดของอีกฝ่าย “หน้าอกของเจ้านุ่มจังเลย หากข้าโตขึ้นแล้ว ไม่รู้ว่าจะนุ่มแบบนี้หรือไม่” เฉียวซางอวี๋หน้าแดงขึ้นฉับพลัน รู้สึกเขินอายจนไม่อาจพูดอะไรได้ ทำได้เพียงแต่เขี่ยเท้าไปมา แล้วลุกขึ้นพลางเดินออกไปข้างนอก ทันทีที่ประตูเปิดออกก็พบว่าด้านนอกห้องมีคนอยู่ไม่น้อย ในขณะนั้นเซี่ยอวี๋ฮุนก็กำลังจ้องมองนางอยู่เขม็ง นางจึงใช้มือปิดใบหน้าแล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็วเซี่ยอวี๋ฮุนถูจมูกไปมาโดยไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไร เขากระแอมออกมาสองครั้ง อยากจะพูดอะไรเพื่อกู้หน้าตัวเองสักหน่อย แต่เมื่อหันไปมองคนอื่นๆที่ต่างลุกขึ้นยืน และไม่หันกลับมามองสักนิด เขาจึงต้องเก็บคำพูดเหล่านั้นไว้ในใจ!ถังฉือเย่ถือกาน้ำออกมาเพราะอยากที่จะต้มน้ำสักหน่อย ปรากฎว่าเมื่อนางเห็นคนเหล่านี้มาชุมนุมกันที่หน้าประตูก็เบิกตากว้างในทันที รู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก “นี่พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่ พวกเจ้าบ้าไปแล้วหรือ กลุ่มผู้ชายมาแอบฟังพวกข้าพูดคุยกัน พวกเจ้านิสัยไม่ดี ทำไมถึงแอบฟังคนอื่น ช่างน่าไม่อาย!” คุณชายรองเมิ่งรู้สึกน้อยใจเป็นอย่างมากเขาพูดเสียงอ่อยๆ “ข้ามาดูเจ้าเพราะเห็นว่าเจ้าร้องไห้...”“ใครร้องกัน!” ถังฉือเย่ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก “ใครร้อง…เจ้าน่ะสิร้อง ข้าไม่ได้ร้องสักหน่อย!”ชิงเว่ยเหลี่ยวเห็นท่าไม่ดีรีบเดินเข้าไปรับกาน้ำมาถือไว้เอง ส่วนเซี่ยอวี๋ฮุนเองก็รีบผละตัวออกไปหาอะไรกินทันที…มีเพียงเริ่นตงเท่านั้นที่ยังเหม่อลอยและยังดึงสติไม่ได้ เขาจึงถูกนางพาลใส่ พลางเตะไปด้วยความหงุดหงิดอยู่หลายรอบเมิ่งอี่ฉิวซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ประสานมือเข้าด้วยกันพยายามพูดกล่อมนาง “อาเย่ไม่ได้ร้องไห้อย่างแน่นอน เป็นข้าเองที่ร้องไห้ ตอนที่ข้าเห็นมันเริ่มตกสะเก็ดความรู้สึกในใจของข้าก็ตีกันไปหมด เมื่อรู้ว่ารอดพ้นจากความตายมาได้ ข้าก็ร้องไห้…ข้าร้องไห้อยู่นานมาก อาเย่…เจ้าเก่งมากเจ้าไม่ร้องไห้เลย อาเย่ทั้งฉลาดทั้งเก่งจะร้องไห้ได้อย่างไร…อาเย่ไม่มีทางร้องไห้อย่างแน่นอน”ถังฉือเย่ถอนหายใจก่อนจะหันหลังแล้วเดินกลับเข้าไปในห้อง ในตอนนั้นเริ่นตงเพิ่งเดินไปตักน้ำมาให้นางแล้วบอกว่า “นายหญิง ล้างหน้าสักหน่อย”หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างเสียมิได้ ชิงเว่ยเหลี่ยวรินน้ำชาให้นาง นางใช้สองมือถือเอาไว้ จากนั้นพวกเขาก็เริ่มรายงานสถานการณ์ต่างๆในหมู่บ้านทันที ประการแรก คนที่ปลูกฝีไม่สำเร็จมีเพียงสามสิบคนเท่านั้น ซึ่งคนเหล่านี้ก็ได้รับการปลูกใหม่และผลออกมาก็เป็นที่น่าพอใจ ดูจากสถานการณ์แล้วยังถือว่ายังไม่เป็นอันตราย ดังนั้นพวกของถังตงจึจึงได้รับการดูแลอย่างดี ตอนนี้สถานการณ์ก็คงที่แล้ว อีกอย่างถังตงจึถือว่าเป็นเด็กที่ฉลาดมากคนหนึ่ง หากมีเขาอยู่ เด็กๆเหล่านั้นก็สามารถอยู่กันอย่างสงบได้ หรือแม้กระทั่งคนในครอบครัวของเด็กๆเองเมื่อได้ไปเยี่ยมและพูดกล่อมพวกเขาเพียงไม่กี่คำ แค่นี้ก็สามารถทำให้เด็กๆสงบลงมาได้แล้วถังฉือเย่พยักหน้า พลางพูดขึ้น “หากเจ้าเจอติงจิ่ว ช่วยบอกให้เขามาพบข้าหน่อย ข้ามีธุระจะคุยกับเขา” ชิงเว่ยเหลี่ยวบอกเป็นนัยให้เริ่นตงออกไปก่อน ไม่นานนักเขาก็ได้เรียกให้ติงจิ่วเข้ามา หญิงสาวบอกกับองครักษ์หนุ่มว่า “ข้ามีอะไรอยากให้เจ้าช่วยสักหน่อย ไม่ทราบว่าเจ้าจะช่วยพวกข้าตรวจสอบได้หรือไม่ เพราะพวกข้าอยู่แต่ในหมู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ ชาวบ้านก็คุ้นเคยกับพวกเขาเป็นอย่างดี หากให้ทำเรื่องนี้แล้วก็คงจะไม่สะดวก” ติงจิ่วเหลือบมองนางอย่างเงียบๆ ตอนนี้เขารู้จักนิสัยถังฉือเย่เป็นอย่างดี จึงรู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เรื่องสะดวกหรือไม่สะดวก นางก็แค่อยากให้คนของตัวเองได้พักสักหน่อยน่ะสิ หญิงสาวก็แค่ทำเป็นพูดอย่างสุภาพและเกรงใจเท่านั้นแหล่ะ ทั้งที่ตอนเรียกใช้งานเขาไม่เห็นจะมีความเกรงใจอะไรสักนิดชายหนุ่มเงียบไปครู่ก่อนตอบเสียงเรียบ “เจ้าพูดมาเถอะ หากทำได้ข้าก็จะช่วยเจ้าทำอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงอะไรหรอก” “ถังฉือจิ้นคนนั้นเป็นคนแรกที่พูดว่า ‘โรคฝีดาษ’ ออกมา ข้ารู้สึกว่าเขาแปลกๆ เพราะก่อนหน้านี้พวกเราก็เคยเจอเขาแล้ว เจ้าจำได้หรือไม่ ข้าจึงอยากให้เจ้าช่วยตรวจสอบให้ข้าหน่อย ว่าในเรื่องนี้ เขาได้ทำอะไรลงไปหรือไม่”ติงจิ่วจึงพยักหน้า จากนั้นก็ขอตัวจากไป ถังฉือเย่รู้สึกมาตลอดว่ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญแต่ยังไม่ได้ทำ นางจึงเงยหน้าขึ้นมาพลางถามทุกคน “ข้าได้ลืมเรื่องอะไรไปหรือเปล่า?”ชิงเว่ยเหลี่ยวกับเซี่ยอวี๋ฮุนรีบพลิกดูสมุดบันทึกในทันที ทั้งสองคนลองพลิกดูอยู่หลายครั้ง แม้กระทั่งเมิ่งอี่ฉิวก็นั่งนึกอยู่นาน ทุกคนจึงบอกพร้อมกันว่า “ไม่มีอะไรนี่…พวกเราได้ทำทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว”ถังฉือเย่ก็เหนื่อยจนแทบจะไม่ไหวแล้ว นางจึงโบกมือไปมา “ถ้าอย่างนั้นก็เอาเถอะ พวกเจ้าจงแยกย้ายกันไปพักผ่อน ทุกคนรีบไปพักผ่อนได้แล้ว พรุ่งนี้ยังต้องไปช่วยในเมืองอีก”……………………………………ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในคฤหาสน์หลังหนึ่งในตัวเมืองกำลังมีใครบางคนเคาะประตูรั้วอย่างหนักกลางดึกกลางดื่น เหล่าบรรดานักเรียนที่กำลังอ่านหนังสือกันในช่วงกลางดึกต่างตกใจกันเล็กน้อย พวกเขามองหน้ากันไปมา อาเจี่ยจึงเข้าไปรายงาน “ท่านสวี่ ลุ่ยชางบอกว่าเขามีเรื่องเร่งด่วน ต้องการพบท่านในตอนนี้”สวี่เวิ่นชู่ขมวดคิ้ว “บอกไปว่าข้าเข้านอนแล้ว”เมื่อเขาพูดจบ ก็ได้ยินเสียงจากข้างนอกดังขึ้น มีคนตะโกนทันทีว่า “ที่อำเภอตงเฟิงเกิดโรคฝีดาษระบาดขึ้นพวกเจ้าไม่รู้จริงๆรึ?”ท่ามกลางความเงียบสงัดยามค่ำคืน เสียงพูดนี้จึงดังก้องไปทั่ว พร้อมกันนั้นก็สร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นในใจของผู้รับฟังจนต้องวางพู่กันในมือลงพร้อมๆกันหลังจากนั้นไม่นานนักลุ่ยชางก็ถูกเชิญเข้ามา “อำเภอตงเฟิงของพวกเจ้า มีโรคฝีดาษระบาดอยู่ ได้ยินมาว่ามีคนเสียชีวิตเกือบร้อยคน ตอนนี้ทั้งเขตได้ถูกปิดเอาไว้หมดแล้ว เขตใกล้เคียงก็กำลังจะปิดไม่ให้ผู้ใดผ่านเข้าออกแล้วด้วย”เขาแสร้งทำเป็นถอนหายใจแล้วพูดต่อว่า “เมื่อข้ารู้เรื่องพวกนี้ ก็รีบวิ่งมาบอกพวกเจ้าเลยนะ ครอบครัวของพวกเจ้าอยู่ที่นั่น ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง ข้าล่ะเป็นกังวลแทนพวกเจ้าจริงๆ”ลุ่ยชางคนนี้ก็คือคนที่สวี่เวิ่นชู่พูดถึงก่อนหน้านี้ เป็นคนที่พูดยั่วยุเขาตอนสอบระดับอำเภอ ทั้งสองเป็นเพื่อนร่วมห้องกัน แต่สวี่เวิ่นชู่เป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงออกเท่าไหร่ ดังนั้นจึงมีหลายคนที่คิดว่าความรู้ของเขาสู้ลุ่ยชางไม่ได้ในตอนที่สอบระดับอำเภอนั้น ลุ่ยชางก็คิดว่าตัวเองต้องสอบได้ที่หนึ่งอย่างแน่นอน จึงจงใจที่จะยั่วยุให้เขาพูดประโยคนั้นออกมา สุดท้ายแล้วกลับเป็นสวี่เวิ่นชู่ที่สอบได้ที่หนึ่ง ส่วนเขากลับสอบได้แค่ที่เจ็ด ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชายหนุ่มจงเกลียดจงชังสวี่เวิ่นชู่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาในขณะที่เวิ่นชู่ก็ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งได้รับตำแหน่งซื่อหยวน…แต่เขากลับล้มเหลวในการสอบระดับมณฑล ยิ่งทำให้เขาเกลียดสวี่เวิ่นชู่เข้าไปใหญ่ โชคดีที่ต่อมาได้เกิดเรื่องกับสวี่เวิ่นชู่ขึ้น มันทำให้เขาดีใจเป็นอย่างมาก ภายหลังเขาก็ได้เข้าร่วมการสอบระดับมณฑลอีกครั้ง แต่ก็สอบตกติดต่อกันถึงสองครั้งเขาเองก็ไม่ใช่ขุนนางระดับหลิ่นเซิงที่จะได้รับเงินเดือนหรืออาหารอะไร ดังนั้นเพื่อประทังชีวิต เขาก็ต้องเปิดสำนักศึกษาของตัวเองขึ้นมาครั้งนี้ลุ่ยชางได้พาลูกศิษย์สองคนมาร่วมการสอบด้วย แต่ก่อนที่จะมาถึง เขากลับได้ยินว่าลูกศิษย์ของสวี่เวิ่นชู่คว้าอันดับหนึ่งในการสอบระดับอำเภอมาได้ เขาจึงตั้งใจจะมาถามไถ่ และอยากที่จะเอ่ยปากขอพักที่นี่ชั่วคราว แต่ก็ถูกสวี่เวิ่นชู่ปฏิเสธไปโดยไม่ลังเล ด้วยความรู้สึกแค้นเคือง ลุ่ยชางจึงเอาเรื่องนี้มาบอกพวกเขาก่อนที่จะสอบระดับฟู่ชื่อ เพื่อสร้างความตกใจ แล้วมันก็ได้ผลเพราะแม้แต่สวี่เวิ่นชู่เองก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด รีบพูดขึ้นว่า “อาเจี่ย เรื่องนี้พวกเจ้าเคยได้ยินมาก่อนหรือไม่?”อาเจี่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง พวกของสวี่เวิ่นชู่ต่างก็เอาแต่อ่านหนังสืออยู่ข้างในห้อง แต่พวกเขาต้องออกไปจับจ่ายซื้อของข้างนอกอยู่ทุกวัน แน่นอนว่าต้องเคยได้ยินเรื่องโรคระบาดที่อำเภอตงเฟิงอยู่แล้ว ในใจจึงรู้สึกกังวลขึ้นมา แต่อย่างไรเสียที่นี่ก็ห่างจากตงเฟิงมาก ถึงแม้จะพยายามสืบข่าวนี้อย่างไร ก็คงได้ความมาไม่มากอยู่ดีเมื่อสวี่เวิ่นชู่เห็นท่าทางของเขาแล้ว ก็รู้ได้ในทันที เขารีบลุกขึ้นด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย “ข้าจะกลับไปเดี๋ยวนี้”ถังฉือหรงพูดพลางผุดลุกขึ้น “อาจารย์...ข้าขอไปด้วย!” “ทุกท่าน ก่อนที่จะมาที่นี่ นายหญิงถังได้กำชับเอาไว้อย่างหนักแน่นว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกข้าต้องทำให้พวกท่านเข้าร่วมการสอบระดับฟู่ชื่ออย่างราบรื่นให้ได้ อีกอย่างถ้าหากมีโรคระบาดจริงๆ ถึงพวกท่านจะกลับไปก็ใช่ว่าจะช่วยอะไรได้ พวกท่านควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่อันตราย รักษาเนื้อรักษาตัวไว้ถึงจะถูก” “ไม่รู้ว่าครอบครัวของข้าจะเป็นอย่างไรบ้าง ข้าจะทำเป็นไม่สนใจได้อย่างไร” ถังฉือหรงแย้ง ก่อนที่ถังจวิ้นเชินจะบอกเสียงดังไม่แพ้กันว่า “การสอบระดับฟู่ชื่อจัดขึ้นทุกปี ข้าต้องรู้ก่อนว่าท่านพ่อท่านแม่ของข้าปลอดภัยดี ข้าถึงจะวางใจ!” บทที่ 256: ข้าจะสอบให้ได้ที่หนึ่งเพื่อ…พี่สาวแล้วตอนนั้นเองก็มีเสียงดังเกิดขึ้น…เป็นฮั่วฉีหยางที่ผลักประตูเข้ามา พวกเขาจึงหยุดชะงักเงียบเสียงลง ก่อนที่เด็กชายจะพูดด้วยสีหน้าจริงจังเป็นอย่างมาก “พวกเจ้าเป็นหมอกันหรืออย่างไร?” แม้กระทั่งสวี่เวิ่นชู่ก็พูดอะไรไม่ออก ฮั่วฉีหยางกล่าวด้วยท่าทางสุขุม “สมมุติว่าตอนนี้ทางฝั่งของพี่สาวมีโรคระบาดจริงๆ พวกท่านกลับไปแล้วจะทำอะไรได้ และถ้าสมมุติว่าทางฝั่งของพี่สาวไม่ได้เกิดโรคระบาด แต่พวกท่านเชื่อคำที่คนผู้นั้นพูดแล้วกลับไป พวกท่านจะสูญเสียอะไรไปบ้าง...ไม่ว่าจะมีโรคระบาดหรือไม่ ถึงพวกท่านกลับไปก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี ที่คนผู้นั้นมาที่นี่ เอาข่าวแบบนี้มาบอกก็เพื่อที่จะทำให้พวกท่านตื่นตระหนกกัน และไม่สามารถเข้าร่วมการสอบระดับฟู่ชื่อได้ หากพี่สาวรู้ว่าพวกท่านเองที่รู้ทั้งรู้ว่าเป็นแผนของเขา แต่ก็ยังเอาตัวเองพุ่งเข้าไปในกับดัก พี่สาวจะต้องโกรธมากเป็นแน่ ไม่สู้พวกท่านพยายามสอบให้ติดแล้วตอกหน้าคนผู้นั้นกลับไปได้ ข้าคิดว่าพี่สาวจะต้องดีใจมากๆอย่างแน่นอน”เขาเหลือบมองถังฉือหรงแวบหนึ่ง ก่อนยืนยันความคิดของตัวเอง “ข้าจะไม่กลับไป หากเจ้าไม่อยู่ ข้าจะสอบให้ได้ที่หนึ่งเพื่อพี่สาวเอง” หลังจากพูดจบฮั่วฉีหยางก็ก้าวเท้าเดินออกไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ทั้งสามคนต่างมองหน้ากันไปมา ถังฉือหรงกำหมัดเอาไว้แน่น นึกในใจว่าฮั่วฉีหยางไม่เป็นห่วงถังฉือเย่เลยเหรอ ทั้งที่เขาน่าจะเป็นคนที่ห่วงถังฉือเย่มากกว่าใคร แต่กลับยังคงสงบนิ่งและไม่ตื่นตระหนกแม้แต่นิดเดียวแต่ถึงจะรู้สึกขัดใจแค่ไหน แต่ถังฉือหรงก็ต้องยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่าฮั่วฉีหยางพูดถูก เพราะสิ่งที่ถังฉือเย่อยากเห็นมากที่สุดคือการที่พวกเขาไม่หลงกลคนจิตใจต่ำทรามเหล่านี้ และตอกหน้าพวกนั้นกลับไปได้อย่างสาสมฮั่วฉีหยางอายุยังน้อย แต่มีจิตใจที่มุ่งมั่นและแน่วแน่ มีความคิดที่สุขุมและรอบคอบ ยิ่งกว่าพวกเขาหลายร้อยเท่า ถังฉือหรงทรุดกายนั่งลง พลางสูดหายใจเข้าออกเฮือกใหญ่ จากนั้นก็ค่อยๆสงบลง “ข้าจะไม่กลับไปแล้ว...ขอตัวกลับไปห้องหนังสือก่อน”ถังจวิ้นเชินที่นั่งอยู่ด้วยดวงตาที่แดงก่ำและกำหมัดไว้แน่น ผ่านไปครู่ใหญ่เขาจึงจะพูดขึ้นว่า “อาจารย์...” “ข้าเชื่อว่าทางฝั่งของเย่เอ๋อร์ต้องไม่เป็นอะไร พ่อแม่ของเจ้าก็คงไม่เป็นอะไรอย่างแน่นอน” สวี่เวิ่นชู่ถอนหายใจ “เจ้าลองพิจารณาดู แต่หากเจ้าไม่สามารถทำจิตใจให้สงบได้จริงๆ ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็กลับไปเถอะ ข้าไม่ว่าอะไรหรอก!” ถังจวิ้นเชินลังเลอยู่นาน สุดท้ายเขาก็กัดฟันพลางพูดขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ ไม่ว่ายังไงข้าก็ยังอยากที่จะกลับไปดูท่านพ่อท่านแม่ของข้าสักหน่อย” “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็กลับไปเถอะ”ถังจวิ้นเชินลุกขึ้นทันที ก่อนจะรีบทำความเคารพแล้วกลับเข้าไปเก็บสัมภาระ เพื่อจะได้ออกเดินทางในคืนนั้นเลยลุ่ยชางเฝ้ามองดูรถม้าที่ค่อยๆเคลื่อนตัวออกไปด้วยดวงตาที่วาวโรจน์ขึ้นในความมืด แผนการที่วางไว้สำเร็จแถมยังให้ผลเกินกว่าที่เขาคาดไว้มากนัก เพราะถึงแม้เขาจะบอกกับคนอื่นว่าตนเองสามารถสอบผ่านระดับประเทศได้ แต่ความจริงแล้ว มีเพียงตัวเขาเองเท่านั้นที่รู้ว่าภายในใจนั้นหวาดหวั่นเพียงใด เพราะหากทั้งชีวิตนี้เขาต้องหยุดอยู่แค่ตำแหน่งซิ่วฉาย ถ้าอย่างนั้น เขาก็หวังว่าเขาจะสามารถลากคนอื่นมาลงเหวไปกับเขาได้ด้วย โดยเฉพาะลูกศิษย์ของสวี่เวิ่นชู่!ช่วงเวลาเดียวกันนั้น สวี่เวิ่นชู่ก็กำลังนั่งอยู่ในห้องอย่างเงียบสงบผิดกับความคิดที่กำลังวิ่งวนตีกันให้ยุ่งไปหมด เขาไม่ได้เข้าร่วมการสอบระดับฟู่ชื่อด้วย ดังนั้นถ้าจะกลับไปก็คงจะไม่เป็นไร แต่คำที่ถังจวิ้นเชินพูดออกมาว่า ‘เป็นกังวลจนไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร’ นั้นกลับทำให้เขาใจเต้นอย่างบอกไม่ถูก ถ้อยคำที่ฮั่วฉีหยางพูดนั้น เขาไม่เข้าใจอย่างนั้นหรือ…เปล่าเลยเขาเข้าใจเป็นอย่างดี เพียงแต่ยังไม่อาจหักห้ามความกังวลในใจได้!สวี่เวิ่นชู่ลูบหน้าผาก พลางถอนหายใจ ในเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว คิดมากไปก็ไร้ประโยชน์ จะราบรื่นไปเสียทุกเรื่องได้อย่างไร และตอนนี้สิ่งที่เขาสามารถทำได้อย่างเดียวก็คือการเอาที่หนึ่งมาให้ถังฉือเย่ให้ได้ เมื่อตัดสินใจได้ดังนี้ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนจะเดินไปที่ห้องหนังสือทันทีทางฝั่งอำเภอตงเฟิง เมื่อถังจวิ้นเชินกลับมา ถังฉือเย่ก็โกรธเขาไปพักหนึ่งอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด แต่อย่างไรเสียเขาก็เป็นลูกของคนอื่น อีกอย่างคนที่ตกอยู่ในสถานที่อันตรายก็เป็นพ่อแม่ของเขา หากไม่กลับมา บางทีอาจจะถูกตราหน้าว่าอกตัญญูก็ได้ ดังนั้นถังฉือเย่จึงไม่ได้พูดต่อว่าอะไรมาก แต่ไม่เพียงแต่ถังจวิ้นเชินเท่านั้นที่รีบกลับมา เพราะแม้กระทั่งหานอี้เอง เมื่อได้รับข่าวนี้ก็รีบควบม้ากลับมาทันทีเช่นกัน เมื่อได้พบกันแล้ว เขาก็ลงมาจากหลังม้า จากนั้นก็ทรุดลงกับพื้นทันที เหน็ดเหนื่อยจนพูดอะไรไม่ออก ทำได้แค่เพียงจ้องมองถังฉือเย่ที่กำลังยิ้มอยู่เท่านั้น เมื่อรู้ว่านางไม่เป็นอะไร แถมยังถูกนางบังคับให้ปลูกฝี เขาจึงรีบกลับไป แล้วไปรับขนแกะกับผ้าขนแกะที่กำลังส่งมาที่นี่แทน หลังจากนั้นไม่กี่วันองค์รัชทายาทก็เดินทางมาถึงอำเภอตงเฟิง คนที่มารอรับการปลูกฝีเป็นหมื่นคนนั้นเหลือไม่มากแล้วในขณะนั้นผู้คนที่อยู่ในสนามมีประมาณสามถึงสี่ร้อยคนเห็นจะได้ นอกจากผู้คนที่มาต่อแถวรับการปลูกฝีใหม่อีกครั้งหรือมาตรวจร่างกายแล้ว ก็ยังมีอีกหลายคนที่เข้ามาช่วยเหลือด้านต่างๆ แถมยังมีชาวบ้านที่มามุงดูด้วยความสนใจอีกด้วยท่านเจ้าเมืองหลินกำลังตะโกนพูดกับเหล่าผู้คนที่มาซ้ำไปซ้ำมาจนเสียงแหบแห้งว่า สำนักจี้ซื่อได้เก็บรักษาตัวเชื้อที่ใช้รักษาโรคฝีดาษเอาไว้แล้ว หลังจากนี้จะได้ทำการปลูกฝีจากวัวได้ทุกเวลา ในขณะเดียวกันหากใครพบว่าปลูกฝีไม่สำเร็จก็สามารถมารับการปลูกใหม่อีกครั้งได้อย่างทันท่วงที ผู้ปกครองของเขตๆหนึ่งสามารถทำได้ถึงเพียงนี้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายกย่องอย่างยิ่งโดยข้างๆท่านเจ้าเมืองนั้นยังมีคนพูดกล่อม บอกว่าตัวเองสามารถพูดแทนเขาได้ จากนั้นคนเหล่านี้ก็ได้พากันเดินไปพลางป่าวประกาศเรื่องนี้ให้คนอื่นได้รับรู้ไปพลางองค์รัชทายาทเหลียวมองรอบกายอย่างละเอียดก่อนจะเดินเข้าไป เขาไม่ได้ปกปิดสถานะของตนเอง รอจนกระทั่งชาวบ้านได้รับการปลูกฝีจนเกือบหมดแล้ว จึงจะก้าวขึ้นไปด้านหน้า พลางดึงแขนเสื้อขึ้น “ข้าก็ขอรับการปลูกฝีด้วยคน”หมอหลวงคนนั้นเมื่อเงยหน้าขึ้นก็รีบคุกเข่าลงทันที “องค์รัชทายาท!” พลันนั้นเอง ท่านเจ้าเมืองหลินและคนอื่นๆต่างพากันคุกเข่าตาม องค์รัชทายาทเยี่ยนตงจึงยื่นมือไปพยุงท่านเจ้าเมืองหลินขึ้น “ไม่ต้องมากพิธี ทุกคนลุกขึ้นเถอะ ข้ามาที่นี่ก็เพื่อที่จะมาผ่านความทุกข์ยากในครั้งนี้ไปกับทุกๆคน ข้าคงจะมาช้าไป”ท่านเจ้าเมืองหลินดวงตาแดงก่ำ เขาพูดอย่างสะอึกสะอื้นว่า “ฝ่าบาทไม่ได้มาช้า เมื่อฝ่าบาทมาแล้ว ชาวบ้านต่างก็รู้สึกเป็นสุขกันถ้วนหน้า” น้ำตาของเขาไหลรินออกมา พลางฟุบลงไปกับพื้นและคร่ำครวญออกมา “ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี!”ชาวบ้านจวี้เป่าต่างถวายพระพรพร้อมกัน…ดูแล้วที่นี่น่าจะควบคุมโรคระบาดได้แปดส่วนแล้ว ทุกคนล้วนอยู่ในความสงบ เพียงแค่ต้องรอดูผลลัพธ์ในตอนสุดท้ายว่าจะเป็นอย่างไรองค์รัชทายาทหนุ่มยิ้มรับด้วยความพอใจ ก่อนจะเดินไปเยี่ยมเยียนเหล่าประชาชน พบปะกับบรรดาหมอที่มาช่วยเหลือชาวบ้าน หรือแม้กระทั่งได้ไปดูพวกคนป่วยที่ถูกกักตัวเอาไว้ ภารกิจในครั้งนี้สร้างความประทับใจและซาบซึ้งจากประชาชนอย่างท่วมท้น เวลาผ่านไปกระทั่งฟ้าเริ่มมืด เยี่ยนตงที่กำลังดื่มชาจึงถามขึ้นว่า “แล้วอาเย่ล่ะ?” “ถังฉือเย่?” ท่านเจ้าเมืองถามเหมือนไม่แน่ใจนักว่าเพราะเหตุใด องค์รัชทายาทถึงเรียกนางอย่างสนิทสนมเช่นนั้น ได้แต่พูดเพียงว่า “นางได้พูดคุยกับใครสักคนอยู่ที่ห้องโถงด้านหลังอยู่ขอรับ เห็นนางบอกว่าจะทำหนังสือพิมพ์ฉบับเล็กอะไรสักอย่าง”องค์รัชทายาทบอกเป็นนัยว่าให้เขานำทางพร้อมกับถาม “อะไรคือหนังสือพิมพ์ฉบับเล็ก?”ท่านเจ้าเมืองหลินก้มหน้าลงเล็กน้อย รายงานอย่างระมัดระวังว่า “เพราะต้องการที่จะให้ชาวบ้านได้เข้าใจในเรื่องเหล่านี้ ประการแรกเพื่อไม่ให้ชาวบ้านต้องตื่นตระหนก ประการที่สอง หากเกิดอะไรขึ้นพวกเขาก็สามารถตรวจสอบและช่วยเหลือตนเองได้…เดิมทีได้จัดเตรียมคนกลุ่มหนึ่งเอาไว้เพื่อเผยแพร่ความรู้ออกไปแล้ว แต่ในทุกวันก็จะมีคนใหม่ๆเข้ามาอยู่เรื่อยๆ อีกอย่างอธิบายแค่ครั้งสองครั้งพวกเขาก็จำไม่ได้ คนที่ป่าวประกาศต่างก็เสียงแหบแห้งกันไปหมดแล้วขอรับ” เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนอธิบายต่อ“ดังนั้น ถังฉือเย่จึงบอกว่า จะทำเลียนแบบการเขียนข้อความย่อๆ เหมือนอย่างที่ราชสำนักทำกัน นางจะทำออกมาเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเล็ก…และเอาความรู้หรือเรื่องราวต่างๆ ป่าวประกาศออกไปในทุกๆวัน”“แต่ประชาชนทั่วไปที่รู้หนังสือ คงจะมีไม่เยอะหรอกว่าไหม?”“มีรูปอยู่ขอรับ” เมื่อท่านเจ้าเมืองหลินพูดออกไปแบบนั้น เขาก็รีบเปลี่ยนคำพูดในทันที “ทูลฝ่าบาท บนกระดาษจะมีรูปอยู่ขอรับ” “ไม่ต้องพูดสุภาพกับข้าก็ได้”และในขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่ พวกเขาก็ได้มาถึงห้องโถงของที่ว่าการ ยังไม่ทันจะได้เข้าไปข้างใน ก็ได้ยินเสียงของถังฉือเย่กำลังโต้เถียงกับใครอยู่ “ไม่ได้! มันต้องดูน่าเกรงขามกว่านี้สิ ท่านดูท่านเขียนคำว่า ‘ป้าว’ สิ อย่างกับใช้เท้าเขี่ย น่าเกลียดจะตาย” องค์รัชทายาทอมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไป แล้วเขาก็เห็นสาวน้อยคนนั้นกำลังถือกระดาษแผ่นหนึ่ง และหันหลังให้เขาอยู่ นางกำลังวัดขนาดอยู่กับเมิ่งอี่ฉิว “ข้าอยากได้อารมณ์ประมาณนี้…” นางกางแขนออก และยกขาขึ้นหนึ่งข้าง ท่าทางเหมือนกำลังจะบิน “เป็นความรู้สึกแบบนั้น ท่านเข้าใจหรือไม่?”องค์รัชทายาทหนุ่มหัวเราะออกมาพลางขานรับ “เข้าใจแล้ว!” บทที่ 257: ฉลาดมากก็เจ็บมากถังฉือเย่ผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองด้านหลัง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เยี่ยนตงก้าวมาด้านหน้า เขายิ้มพลางหยิบพู่กันขึ้นมาแล้วจุ่มหมึกหนาๆ ตวัดปลายพู่กันนั้นบนกระดาษหลายแผ่นซึ่งวางอยู่บนโต๊ะซึ่งมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า ‘หนังสือพิมพ์ฉบับเล็ก’ บ้าง ‘หนังสือพิมพ์ฉบับเร็ว’ บ้าง หรือไม่ก็ ‘หนังสือพิมพ์รายวัน’ โดยมีตัวอักษรที่น่าเกลียดของถังฉือเย่ เขียนไว้ว่า ‘เยี่ยนป้าว’องค์รัชทายาทยิ้มเล็กน้อยตรงมุมปาก ก่อนจะเขียนคำว่า ‘เยี่ยนป้าว’ อย่างสละสลวยลงไปตัวใหญ่ๆ ถังฉือเย่ดีใจเป็นอย่างมาก พลางว่า“ ใช่ๆ ข้าต้องการความรู้สึกแบบนี้แหละ ท่านยอดเยี่ยมมาก” นางกล่าวพลางตบแขนของเขา ในขณะที่เมิ่งอี่ฉิวรีบลงไปคุกเข่าลงทันที “องค์รัชทายาท!” ถังฉือเย่เพิ่งได้สติ นางจึงรีบคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับทุกคนในห้อง “ทุกคนไม่ต้องพิธีรีตองอะไรมากหรอก รีบลุกขึ้นเถอะ” เขาประคองถังฉือเย่ให้ลุกขึ้นจากพื้น จากนั้นจึงยิ้มและกล่าวกับเมิ่งอี่ฉิว “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”ด้วยความที่เยี่ยนตงเติบโตมาในตำหนักของพระสนมเอก ดังนั้นจึงทรงสนิทสนมกับตระกูลเมิ่งอยู่ไม่น้อย สำหรับเมิ่งอี่ฉิวเองก็เคยเจอองค์รัชทายาทมาก่อน เพียงแต่ยังไม่เคยพูดคุยกันเท่านั้น เมื่อเห็นองค์รัชทายาทพูดคุยอย่างสนิทสนม เมิ่งอี่ฉิวจึงคลายความกังวล ทูลตอบด้วยสีหน้ายิ้มๆ “กราบทูลฝ่าบาท ตระกูลเมิ่งทำการค้ากับเย่ฟางพ่ะย่ะค่ะ ข้ากับถังฉือเย่เพิ่งรู้จักกันก็เหมือนสนิทกันมานาน ทั้งยังคงมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เมื่อบังเอิญประสบพบเจอกับเรื่องใหญ่เช่นนี้ แน่นอนว่าหม่อมฉันก็จะต้องอยู่ช่วยนางที่นี่” องค์รัชทายาทพยักหน้า “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเองก็ช่วยเหลือนางไปไม่น้อย เพียงแต่ตอนนี้ครอบครัวของเจ้าคงจะเป็นห่วงแย่แล้ว”“กราบทูลฝ่าบาท หม่อมฉันได้ส่งจดหมายกลับไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”เยี่ยนตงพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะหันไปพูดกับถังฉือเย่ว่า “อาเย่ ครั้งนี้ข้าต้องขอบคุณเจ้าแล้ว” “ยังเร็วเกินไปที่จะกล่าวเพคะ” “ว่าแต่อาเย่คิดทำสิ่งนี้ขึ้นมาได้อย่างไร?” ถามพลางหันไปมองกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะ “ท่านไม่รู้....” หญิงสาวสะดุดกึก ก่อนจะกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ สีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่รู้ว่าควรจะพูดหรือทำตัวอย่างไรดี เยี่ยนตงเข้าใจความอึดอัดนี้จึงโบกมือพลางสั่งให้คนอื่นๆออกจากห้องไป เหลือเพียงถังฉือเย่และเมิ่งอี่ฉิวเท่านั้น“พวกเจ้าไม่ต้องมากพิธีหรอก ก่อนหน้านี้เคยพูดเช่นไร ตอนนี้ก็พูดเช่นนั้นเถอะ”ถังฉือเย่กระแอมออกมาหนึ่งครั้ง ก่อนจะกล่าวอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “ฝ่าบาท…คนในครอบครัวข้าได้ไปเข้าร่วมการสอบฟู่ซื่ออยู่ แต่เนื่องจากการสื่อสารที่ไม่ดี พวกเราจัดการเรื่องทางนี้เสร็จสิ้นแล้ว แต่ทางฝั่งพวกเขายังคิดว่าเรากำลังทุกข์ยากอยู่ ผลปรากฎว่าอาเชินได้รีบกลับมา หากกลับไปอีกก็คงไม่ทัน จึงได้พลาดการสอบฟู่ซื่อไป แล้วหลังจากนั้นวันรุ่งขึ้น ข้าก็เห็นคู่สามีภรรยาสูงอายุอยู่ที่โรงเตี๊ยมตระกูลเหยา ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้กักตัวผู้ป่วย พวกเขายืนร้องไห้อยู่ด้านนอก ไม่รู้ว่าพวกเขาฟังข่าวมาผิดพลาดอย่างไร จึงคิดว่าลูกชายตัวเองอยู่ในนั้น ท้ายที่สุดเมื่อข้าถาม กลับไม่มีใครอยู่เลย ลูกชายของพวกเขาไม่ได้ติดเชื้อเลย ดังนั้นข้าจึงคิดว่า หากมีวิธีการส่งสารได้ มันก็จะดีมาก ตราบใดที่เกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ ก็สามารถกระจายข่าวคราวออกไปได้ ตัวอย่างเช่น สถานการณ์ภายในตอนนี้เป็นอย่างไร ได้รับการควบคุมแล้วหรือไม่ อย่างเช่นคนที่ถูกกักตัวอยู่ในนี้มีชื่อแซ่ว่าอะไรได้รับการรักษาแล้วหรือไม่ จากนั้นขุนนางหลินก็นึกถึงหนังสือพิมพ์ตี้ป้าวขึ้นมา”องค์รัชทายาทพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบแผ่นกระดาษขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด โดยด้านบนเขียนไว้อย่างเรียบง่าย รายงานผู้ที่ได้รับการปลูกฝีไปแล้วมีเท่าไหร่ ผู้ที่พบว่าติดเชื้อมีเท่าไหร่ และข้อมูลอื่นๆ ส่วนการอธิบายความรู้โรคฝีดาษนั้นนอกจากตัวอักษรแล้วก็ยังมีภาพวาด โดยรูปภาพนั้นก็เหมือนดังที่ท่านขุนนางหลินกล่าวมาทั้งหมด คือดูเรียบง่ายแต่ชัดเจนมาก ตัวอย่างเช่น วาดคนตัวเล็กๆ มีรอยแผลอยู่ที่แขน จากนั้นก็ตัดภาพวัว...จากนั้นก็วาดดวงอาทิตย์อีกสองสามดวง ซึ่งหมายถึงผ่านมาแล้วสองสามวัน วาดถั่วสองเม็ดลงบนรอยแผลที่แขน...จากนั้นก็วาดดวงอาทิตย์อีก วาดจุดเล็กๆสีดำ หมายถึงสะเก็ดแผล...ดูแล้วเข้าใจได้ง่ายมากและแม้แต่คนที่ไม่รู้ตัวหนังสือก็สามารถเข้าใจได้อย่างแน่นอน “ไม่เลว!” ทั้งที่เอ่ยปากชม แต่กลับลอบถอนหายใจเบาๆ ตอนนี้ถังฉือเย่มีชื่อเสียงมาก หากพูดกันตามตรงหญิงสาวก็ควรจะเก็บความรู้พวกนี้เอาไว้บ้าง แต่เห็นได้ชัดว่านางไม่รู้สึกตัวเลย อีกทั้งยังทำสิ่งใหม่ๆออกมาอยู่เสมอ ผ่านไปพักใหญ่เขาจึงยิ้มแล้วบอกนางว่า“อาเย่อยากเจออาจิงใช่หรือไม่ ข้าสั่งให้เขากลับมาดีไหม?”ถังฉือเย่ส่ายหน้าทันที “ไม่ดี!” “ทำไมล่ะ?”“เขาตั้งใจทำสงครามในสนามรบ ปกป้องประเทศชาติ ข้าจะไปหักปีกของเขาเพียงเพราะความเห็นแก่ตัวเล็กๆน้อยๆได้อย่างไรกัน?”องค์รัชทายาทอมยิ้ม “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าคิดถึงเขามาก?”“เปล่าเสียหน่อย!” ถังฉือเย่โบกมือพัลวัน “ข้าแค่คิดไปเรื่อยตอนเกิดเรื่องก็เท่านั้น ปกติก็ไม่ได้คิดถึงเขาอยู่แล้ว” องค์รัชทายาทหัวเราะออกมา หากองค์รัชทายาทได้เรียนรู้คำพูดมาจากวังหลัง เขาจะรู้ว่าการแสดงออกของนางนั้นเรียกว่า ปากไม่ตรงกับใจเมิ่งอี่ฉิวยืนอยู่ด้านหลังเงียบๆ เขาเพียงมองและแอบรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ เมื่อเห็นว่าองค์รัชทายาทพูดคุยกับนางอย่างสบายๆ หรือว่าก่อนที่องค์รัชทายาทจะเปิดเผยตัวตน พวกเขาก็พูดคุยกันเช่นนี้อย่างนั้นเหรอ? แล้วทันใดนั้นเขาก็ได้สติขึ้นมา องค์รัชทายาทคงไม่ได้ชอบอาเย่เข้าหรอกนะ…แต่เมื่อคิดอีกครั้งมันก็ไม่ถูก เมื่อครู่องค์รัชทายาทเพิ่งจะพูดเองว่า ‘อาจิง’ ซึ่งก็แสดงว่าพวกเขารู้จักกัน แล้วผู้ชายอย่างองค์รัชทายาทคงไม่แย่งชิงภรรยาใครเป็นแน่ ในระหว่างที่คุณชายรองเมิ่งครุ่นคิดอยู่เป็นหมื่นเป็นพันครั้งนั้น องค์รัชทายาทและถังฉือเย่ก็ยังคงสนทนากันอยู่อย่างต่อเนื่องหลังจากที่พูดคุยกันกว่าครึ่งชั่วยาม องค์รัชทายาทก็ยืนขึ้น ก่อนจะไป เขาก็ได้เอ่ยกับหญิงสาวอย่างอ่อนโยน “ฉลาดมากก็ต้องเจ็บมาก อาเย่ต้องระวังตัวไว้บ้าง” หลังจากที่องค์รัชทายาทจากไป เมิ่งอี่ฉิวที่เหลือบมองนางอยู่ตลอดนั้นก็เห็นว่าถังฉือเย่มีท่าทีไม่สนใจอะไร เขาจึงถามนางอย่างอดไม่ได้ว่า “ สิ่งที่องค์รัชทายาทพูด...เจ้าได้ยินแล้วหรือไม่?” “ได้ยินแล้ว” เขาเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ “เช่นนั้นเจ้า...ข้าหมายถึงฉลาดมากก็ต้องเจ็บมาก ความหมายมันคือ...”“ข้ารู้ว่าฉลาดมากก็เจ็บมากคืออะไร ท่านคิดว่าข้าเป็นคนไม่รู้หนังสือหรือ?” นางพ่นลมหายใจออกมาพลางจ้องอีกฝ่ายเขม็ง “แต่ข้าก็ยังรู้จักตัวเองดี แม้ว่าข้าจะ ‘ฉลาด’ แต่ก็ไม่ได้ ‘มาก’ ไม่สามารถทำให้ข้าเจ็บได้หรอก” เมิ่งอี่ฉิวทั้งเหนื่อยหน่าย ทั้งรู้สึกขบขัน “อาเย่พูดถูกแล้วล่ะ” “เอาล่ะ เอาล่ะ เรียกคนกลับเข้ามาได้แล้ว พวกเราต้องรีบเขียนหนังสือพิมพ์เยี่ยนป้าวให้เสร็จ!”หลังจากนั้นในขณะที่ทุกคนกำลังยุ่ง ซูจี้ก็เข้ามาหานางด้วยตัวเอง พลางกล่าว “เจ้าจะยอมรับข้าเป็นอาจารย์หรือไม่?”ถังฉือเย่เหนื่อยมาก ปฏิกิริยาโต้ตอบจึงเชื่องช้าเล็กน้อย นางโบกมือโดยไม่รู้ตัว “ข้าขี้เกียจ และก็โง่มาก ข้าไม่อยากเรียนการแพทย์”“เช่นนั้นก็เรียนน้อยๆสิ”พลันนั้นถังฉือเย่ก็ได้สติ องค์รัชทายาทจะต้องเคยเห็นซูจี้อย่างแน่นอน ดังนั้นการเอ่ยปากรับเป็นศิษย์ครั้งนี้จะต้องเป็นความต้องการของเบื้องบน เพราะอย่างไรเสียก็ต้องหาแหล่งที่มาที่เหมาะสมให้กับวิธีการปลูกฝีดาษนี้ ความจริงแล้วมันก็เป็นเพียงการแอบอ้างชื่อเท่านั้น!และด้วยเหตุนี้ถังฉือเย่จึงรีบโค้งตัวทำความเคารพในทันที “ข้าน้อยขอคาราวะท่านอาจารย์”“อืม...” ซูจี้ลูบเครา “ข้าเคยรับศิษย์มาทั้งหมดเก้าคน เจ้าเป็นคนที่สิบ ต่อไปข้าจะไม่รับศิษย์อีก เจ้าเป็นศิษย์คนสุดท้ายที่ข้าจะรับแล้ว...” เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อด้วยเสียงแหบแห้ง “ในทุกๆวันเจ้าจะต้องเรียนการแพทย์กับข้าหนึ่งชั่วยาม หากวันนี้มีธุระก็ทบเวลาไปวันที่สอง” เขาหยิบหนังสือออกมาจากแขนเสื้อเล่มหนึ่ง “แม้ว่าช่วงนี้จะมีเรื่องมากมาย แต่ก็อย่าได้เกียจคร้าน เจ้าต้องหาเวลาอ่านตำราเล่มนี้ให้จบ สามวันให้หลัง ข้าจะทดสอบเจ้า”ซู้จี้พูดพลางยัดหนังสือใส่มือของนาง จากนั้นก็เอามือไพล่หลังและเดินจากไปทันที ถังฉือเย่หน้าซีดลงทันที...ไหนเขาบอกว่าให้เรียนน้อยลงหน่อยไงล่ะ? ถังฉือเย่ที่มักจะเป็นผู้หลอกล่อผู้อื่นให้ลงเรือลำเดียวกับตัวเอง แต่ตอนนี้ดูเหมือนนางจะไม่ทันระวัง และได้ลงเรือลำเดียวกับโจรเข้าให้แล้ว! บทที่ 258: ถังพานอันหลังจากที่ทำการปลูกฝีไปแล้วระยะหนึ่ง ก็ยังต้องตรวจสอบและสังเกตอาการของผู้ที่ได้รับการปลูกฝี ซึ่งต้องบันทึกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้องค์รัชทายาททรงเป็นผู้นำและกำลังยุ่งอยู่กับท่านเจ้าเมืองหลินและถังฉือเย่ หลังจากนั้นสองสามวัน ทางฝั่งราชสำนัก ในที่สุดฮ่องเต้หมิงเหยียนก็ได้รับรายงานจากเจ้าเมืองฉินโจวแม้จะทราบถึงผลลัพธ์และได้รับรายงานของฉินโจวทุกวัน แต่เมื่อถึงเวลาที่ทุกอย่างจบสิ้นลงแล้ว ฮ่องเต้หมิงเหยียนก็ยังคงปลื้มปิติอยู่ ได้แต่พูดสามครั้งติดกันว่า “ดี! ดี! ดี!” ก่อนที่จะทรงส่งรายงานให้กู้จิ่วสิง พร้อมกับสั่งว่า “อ่าน! อ่านหลายๆครั้งหน่อย!”ขันทีเฒ่ากางรายงานออกอ่านด้วยเสียงดัง “หมู่บ้านจวี้เป่า อำเภอตงเฟิง จังหวัดกานหลิน เมืองฉินโจว ผู้ที่ได้รับการปลูกฝีมีสามร้อยสามสิบเอ็ดคน หลังจากผ่านไปสิบแปดวัน ทุกคนก็มีสะเก็ดหลุดออกมา เหลือไว้เพียงรอยแผลเป็นเท่านั้น ไม่มีคนเสียชีวิต จากนั้นก็เป่าผงฝีเข้าไปในจมูกอีกครั้ง รวมไปถึงสัมผัสกับผู้ที่เป็นโรคฝีดาษ และจากการสังเกตการณ์ห้าวัน พบว่าไม่มีใครเป็นไข้ และไม่มีใครติดโรคฝีดาษ!” เสียงแหลมสูงของขันทีใหญ่ดังก้องกังวานในตำหนักไท่จี๋ คนอื่นๆ ต่างก็แสดงความยินดี พลางคุกเข่าลงและตะโกนว่า “ขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญ หมื่นปี…หมื่นปี…หมื่นหมื่นปี”นี่เป็นเรื่องที่น่าปิติยินดีเรื่องหนึ่ง คุณงามความดีสร้างขึ้นในปัจจุบัน แต่จะส่งผลที่ดีแก่รุ่นต่อๆไป อันที่จริง ข้อมูลเหล่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ว่าวิธีการรักษาโรคฝีดาษนี้มีประโยชน์อย่างแท้จริงในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเององค์รัชทายาทยังคงอยู่ที่ฉินโจวเพื่อรอให้สถานการณ์ของอำเภอตงเฟิงสงบลงแล้วจึงเตรียมตัวเดินทางกลับ โดยก่อนที่จะออกเดินทางนั้นเยี่ยนตงก็ได้พบกับถังฉือเย่อีกครั้ง “องค์รัชทายาท…เย่เอ๋อร์มีเรื่องหนึ่งอยากจะขอร้อง”องค์รัชทายาทตกใจเล็กน้อย แต่ก็พูดอย่างไม่รีบร้อน “มีอะไรอย่างนั้นรึ…ไหนเจ้าว่ามาซิ!”“ข้าอาจจะยิ่งยโสเกินไป แต่ข้าก็ยังอยากขอร้องฝ่าบาท อย่าทำอะไรกับอาจิงเพียงเพราะเหตุผลของข้า”องค์รัชทายาทหลุบตาต่ำเล็กน้อยถามต่อ “ความหมายของเจ้าคือ...” “ข้าอยากให้เขาใช้ชีวิตด้วยความคิดของตัวเอง เขาไม่ใช่ฮั่วอี้ เขาเต็มใจ และก็มีความสามารถพอที่จะรับผิดชอบภารกิจที่สวรรค์มอบให้ตระกูลฮั่ว” องค์รัชทายาทพยักหน้า “ข้ารับปากเจ้า” ทันใดนั้นถังฉือเย่ก็ยิ้มจนเห็นฟันซี่เล็กๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ปิดความยินดีไว้ไม่มิด “ข้ารู้อยู่แล้วว่าฝ่าบาทใจดีที่สุด” และในเวลานี้ ณ เมืองฉางอัน ฮ่องเต้หมิงเหยียนก็ได้รับจดหมายจากองครักษ์ที่ให้ไปตรวจสอบเรื่องราวทั้งหมดของถังฉือเย่ตั้งแต่ต้นจนจบ นอกจากที่มาที่แปลกประหลาดแล้ว ก็ไม่มีอะไรผิดปกติเลย นางเสียสติมาหลายปี โดยหลังจากที่ถูกไล่ออกจากบ้าน จู่ๆ นางก็กลับไม่ได้เสียสติอีกต่อไป แล้วจึงเผยความโชคดีและสติปัญญาที่เฉียบแหลมออกมาอย่างทุกวันนี้ เรื่องราวก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะตอนที่ถังฉือเย่อยู่กับวังซื่อนั้น เห็นได้ชัดว่านางมักจะโดดเดี่ยวอยู่บ้าง แต่ในเรื่องอื่นๆ นางกลับเป็นคนใจดีและมีคุณธรรมมาก ใครเห็นก็รู้สึกประทับใจโดยเฉพาะเรื่องโรคระบาดในครั้งนี้ นางแสดงความอุตสาหะและเด็ดเดี่ยวอย่างเหนือจินตนาการต่อหน้าผู้คน แต่ลับหลังผู้คน นางกลับร้องไห้เอาแต่ใจ กระเง้ากระงอดอารมณ์เสีย ซึ่งเป็นนิสัยของเด็กอย่างสมบูรณ์แบบ สรุปแล้วก็คือไม่มีสิ่งใดน่าสงสัย ดูเหมือนจะเป็นอย่างที่ข่าวลือของชาวบ้านกล่าวไว้ นางอาจเป็นสิ่งที่สวรรค์ส่งลงมาเพื่อสร้างความสุขให้กับประชาชน นอกจากจดหมายที่องครักษ์เขียนมารายงานแล้ว พระองค์ยังได้รับจดหมายที่ได้สั่งให้องครักษ์แอบคัดลอกส่งมาให้ นั่นคือจดหมายที่ถังฉือเย่เขียนไปถึงฮั่วฉีจิง โดยก่อนหน้านี้องครักษ์ยังได้สกัดกั้นจดหมายที่นางเขียนไปให้สวี่เวิ่นชู่อีกด้วยจากนั้นฮ่องเต้หมิงเหยียนก็พบว่าจดหมายที่เขียนให้ฮั่วฉีจิง เขียนให้สวี่เวิ่นชู่ รวมไปถึงองค์รัชทายาททั้งหมดล้วนเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน คือล้วนแต่เป็นแบบที่...ปลดปล่อยความเป็นตัวเอง...ดูวุ่นวายไม่เป็นระเบียบเพียงแต่จดหมายของฮั่วฉีจิงนั้นจะมีตัวอักษรที่เขียนผิดมากกว่า ผิดอย่างไม่ปิดบังเลยสักนิด นางเขียนมั่วซั่วไปกว่าสิบหน้า ทั้งที่ความจริงแล้วมีเพียงสามความหมายเท่านั้น ความหมายแรกคือ ช่วงนี้ข้ายังคงฉลาดและมีสง่าราศีอยู่ ความหมายที่สองคือ ข้าคิดถึงเจ้ามาก คิดถึงจนทนไม่ไหวแล้ว และความหมายสุดท้าย เจ้าคงจะแย่ที่ไม่มีข้าอยู่ข้างกาย! แต่เจ้าไม่ต้องอธิบาย เพราะข้ารู้ว่าเจ้าจะบอกแต่เรื่องดีๆ ไม่บอกเรื่องที่เลวร้าย ดังนั้นแม้ว่าเจ้าจะแย่ ข้าก็ทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้ เจ้าจะต้องปล่อยมันไป...ข้าพิเศษใช่ไหมล่ะ! อย่า! อย่าได้ชมข้า!ฮ่องเต้หมิงเหยียนถึงกับไร้คำพูด ในฐานะชายผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นฮ่องเต้มายี่สิบปี พระองค์รู้สึกว่านิสัยที่ทำให้คนอื่นต้องการนางเช่นนี้ มันช่างแปลกประหลาดจริงๆ ก่อนโยนกระดาษลงบนโต๊ะพลางรู้สึกเห็นใจฮั่วฉีจิงอยู่ลึกๆ พร้อมกันนั้นความสงสัยทั้งหมดที่องค์ฮ่องเต้มีอยู่ก่อนหน้านี้ก็ค่อยๆจางหายไปเรื่อยๆ คนเรามักจะมีนิสัยเดิมที่ชั่วร้ายเช่นนี้ และมักจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองออกแรงค้นหามาได้หลังจากนั้นฮ่องเต้หมิงเหยียนจึงได้มีคำสั่งให้เหล่าองครักษ์ถอนตัวออกมา เหลือไว้เพียงองครักษ์มังกรสี่คนดังเดิม และเพิ่มเติมเข้าไปอีกสี่คน พร้อมกับส่งข้อความปากเปล่าไปถึงติงจิ่วว่า นอกจากให้พวกเขาปกป้องนางแล้ว ก็ให้พวกเขาฟังคำสั่งของถังฉือเย่ได้ สามารถช่วยนางทำสิ่งต่างๆได้โดยฮ่องเต้หมิงเหยียนที่กำลังอารมณ์ดีอยู่นั้น ยังได้พูดหยอกล้อไปอีกประโยคหนึ่ง จากนั้นกลุ่มองครักษ์มังกรทั้งสี่ก็รีบเดินทางออกจากเมืองฉางอัน ตั้งแต่เรื่องโรคระบาดในอำเภอตงเฟิงคลี่คลายลง ประตูเมืองก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง อำเภอตงเฟิงจึงกลับมาครึกครื้นดังเดิม พร้อมกับช่วงเวลาแห่งความสุขได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เมื่อท่านเจ้าเมืองหลินยอมรับการแต่งงานของเฉินฉางชิงและหลินเฉี่ยวเชี่ยน จากนั้นก็มีข่าวคราวมาจากเมืองฉางอันว่า เสื้อผ้าลายปักได้กลายเป็นเครื่องบรรณาการไปแล้ว เดิมทีตระกูลเมิ่งเป็นพ่อค้าในราชสำนัก แม้เสื้อผ้าลายปักจะเป็นของถังฉือเย่ แต่ตระกูลเมิ่งกลับเป็นผู้ที่ออกหน้าเข้าเฝ้า แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุผลนี้หรือเปล่า ที่ทำให้ตระกูลเมิ่งไม่ได้ส่งคนมาเรียกให้เมิ่งอี่ฉิวกลับไปวันละสามรอบอีกแล้ว ตรงกันข้ามกลับสั่งให้เขาอยู่ที่นี่ต่อนานอีกหน่อย และจะต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับถังฉือเย่ให้ได้คุณชายรองเมิ่งดีใจมาก ราวกับได้รับ ‘คำสั่งของพ่อแม่’ อย่างไรอย่างนั้น พร้อมกันนั้นเขาก็เริ่มส่งข้าวของ เสื้อผ้า ผ้าเช็ดหน้าให้กับถังฉือเย่อย่างเอิกเกริก จนแทบจะยกมาหมดทั้งร้านตระกูลเมิ่ง แต่หญิงสาวก็ไม่ได้รับไว้เลยสักชิ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาก็เปลี่ยนแผนด้วยการมอบเสื้อผ้าผู้ชายให้นางจำนวนสามชุดแล้วก็ได้ผลเมื่อถังฉือเย่ชอบเสื้อผ้าเหล่านี้ทันทีที่เห็นมัน นางรีบสวมใส่พลางเดินวนไปมาสองรอบ เมิ่งอี่ฉิวยิ้มตาหยีพลางเข้ามาใกล้ ก่อนจะส่งพัดหยกของตัวเองให้กับนางด้วยสองมือ ถังฉือเย่รับมาพลางกางมันออก และโบกไปมา ก่อนจะหันมาถามเซี่ยอวี๋ฮุน “ข้ากับเขาใครหล่อกว่ากัน?” คำถามส่งคะแนนเช่นนี้ คุณชายรองเมิ่งจะปล่อยให้คนอื่นมีโอกาสตอบได้อย่างไร? เขารีบตอบในทันที “อาเย่ดูหล่อเหลากว่ามาก ดูสง่างาม ข้าเทียบไม่ติดสักนิด”“คุณชายรองพูดได้ดีมาก” ถังฉือเย่รู้สึกพอใจโบกพัดไปมา ก่อนจะประกาศว่า “ต่อไปเวลาข้าเดินอยู่ข้างนอก ก็ให้เรียกข้าว่าถังพานอัน!” เมิ่งอี่ฉิวอดไม่ได้จริงๆ พลางพ่นเสียงหัวเราะออกมา เขาหัวเราะจนเข่าอ่อนไปซบอยู่ที่มุมโต๊ะ เช่นเดียวกับเซี่ยอวี๋ฮุนเองก็หัวเราะออกมาเช่นกัน พลางบ่น “ข้าว่าเจ้าชื่อว่าถังจินอวี้จะดีเสียกว่า ” เขากำลังบอกว่านางข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง!ดังนั้นถังฉือเย่จึงใช้พัดชี้ไปที่เขา “เซี่ยเซี่ยน้อย จะพูดอะไรก็ควรจะคิดให้ดีเสียก่อน อย่าทำให้ข้าไม่พอใจเชียว! เจ้าคงคิดไม่ถึงหรอกว่า สักวันหนึ่งอาจจะต้องเรียกข้าว่าอาจารย์...เหอะ เหอะ เหอะ...”นางบิดเอวพลางแสร้งหัวเราะเซี่ยอวี๋ฮุนนิ่งไป ก่อนจะยิ้มเล็กน้อย “เจ้านี่…ช่างเป็นเจ้าปีศาจน้อยเจ้าปัญญา” จากนั้นเขาก็ทำท่าทางยอมแพ้อย่างราบคาบ พลางยืดตัวคำนับ “ข้าขอคาราวะท่านพี่พานอัน ถังพานอันชื่อนี้...ช่างดูเหมาะสมจริงๆ”ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดหยอกล้อกันอยู่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงตีฆ้องและกลองดังมาจากด้านนอก จากนั้นก็มีคนจากข้างนอกพูดว่า “พระราชโองการ! ซูจี้ ถังฉือเย่ รับราชโองการ!” บทที่ 259: เอินฝูเซี่ยนจวินฮ่องเต้หมิงเหยียนมีพระราชโองการพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ซูจี้เป็นเซี่ยนโป๋ พร้อมกับยกที่ดินให้สิบฉิ่ง จากนั้นก็ได้มอบป้ายที่สลักคำว่า ‘จี้ซื่อผู้ช่วยชีวิตผู้คน’ ให้เป็นรางวัลอีกด้วย ส่วนถังฉือเย่นั้นได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเซี่ยนจวิน บรรดาศักดิ์นี้จะเป็นบรรดาศักดิ์ที่ฮ่องเต้ได้มอบให้กับสตรีที่ทำคุณงามความดีต่อชาติบ้านเมือง และได้มอบที่ดินให้นางสามฉิ่ง และเพิ่มคำว่า ‘เอินฝู’ ให้นางอีกสองคำ ซึ่งมีความหมายว่าผู้มีเมตตาและโชคลาภ อีกทั้งยังพระราชทานเครื่องประดับอัญมณีอีกนับไม่ถ้วนโดยที่เนินฉางโส่วนั้นก็ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์เอาไว้ด้วย เพื่อให้เหล่าบัณฑิตที่มีชื่อเสียงในพื้นที่จดบันทึกเรื่องนี้ลงไป หมอที่ได้เข้าร่วมช่วยเหลือในเหตุการณ์นี้ก็ได้ถูกสลักชื่อลงใน ‘ป้ายจารึกหมอดีเด่น’ เช่นกัน เพื่อให้ชื่อเสียงของพวกเขาถูกกล่าวขานไปอีกนานแสนนานแม้กระทั่งหมู่บ้านจวี้เป่าที่เป็นต้นกำเนิด ก็ได้มีแท่นหินที่จารึกไว้ด้านหน้าหมู่บ้านว่า ‘สถานที่แห่งโชคลาภและได้รับการคุ้มครองจากสรวงสวรรค์’ ถังฉือเย่คุกเข่าลงน้อมรับพระราชโองการ แม้ว่าจะฟังคำชมที่คนเหล่านั้นกล่าวมาไม่ค่อยออก แต่ประโยคหลังๆก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น ทุกคนที่มีส่วนร่วมในเรื่องนี้จะได้รับรางวัลใหญ่ และนางก็ยังได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเซี่ยนจวิน…เอินฝูเซี่ยนจวิน! ซูจี้เป็นหมอหลวงที่ออกมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดซึ่งเขาเป็นขุนนางระดับสามอยู่แล้ว แต่บรรดาศักดิ์เซี่ยนโป๋นั้นเป็นตำแหน่งขุนนางระดับสี่ แม้ไม่สามารถสืบต่อบรรดาศักดิ์สู่รุ่นต่อไปได้ แต่ก็เป็นถึงตำแหน่งขุนนางที่ฮ่องเต้ประทานให้ พร้อมกันนี้ยังมีที่ดินซึ่งจะกลายเป็นทรัพย์สมบัติของเขา ที่สามารถมอบให้ลูกหลานต่อไปได้ แต่ตำแหน่งเซี่ยนจวินนั้น เป็นถึงขุนนางระดับห้า ดังนั้นแม้แต่ท่านเจ้าเมืองหลิน ต่อไปเมื่อพบกับถังฉือเย่แล้ว ยังต้องทำความเคารพเลย และหากคำนวณตามมาตราวัดปัจจุบัน หนึ่งหมู่จะเท่ากับหกร้อยกว่าตารางเมตร และหนึ่งฉิ่งก็เท่ากับหนึ่งร้อยหมู่ สามฉิ่งก็คือสามร้อยหมู่! รวยแล้ว นางรวยแล้ว...หากรู้แบบนี้นางคงไม่ต้องวิ่งเร่ไปหาซื้อที่ดินมาถึงสามสิบหมู่หรอก!และที่สำคัญที่สุดคือนางได้เป็น ‘เอินฝูเซี่ยนจวิน’ แถมหมู่บ้านจวี้เป่าก็มีแท่นหินสลักไว้ว่าสถานที่แห่งโชคลาภและได้รับการคุ้มครองจากสรวงสวรรค์ เช่นนี้แล้วก็ราวกับเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า นางคือหญิงสาวผู้โชคดีฮ่องเต้กับองค์รัชทายาทกำลังคิดอะไรกันอยู่นะ?ถังฉือเย่นั้นไม่เคยรู้มาก่อนว่าโรคฝีดาษนี้ทำให้ฮ่องเต้ต้องเจ็บช้ำพระทัยมามากเพียงใด ดังนั้นพระองค์จึงได้เพิ่มคำว่ามีเมตตาให้แก่นางเป็นพิเศษ นางเพียงแค่รู้สึกว่า ฮ่องเต้ช่างใจกว้างเสียจริงๆ เมื่อประกาศพระราชโองการเสร็จแล้วของกำนัลต่างๆ ก็ค่อยๆทยอยนำเข้าไปวางในบ้านทีละชิ้น ในขณะที่กำลังครึกครื้นอยู่นั้น จู่ๆก็มีเสียงเคาะระฆังดังขึ้น พร้อมกับมีคนตะโกนออกมาจากที่ไกลๆว่า “ถังฉือหรงแห่งหมู่บ้านจวี้เป่า สอบได้อันดับที่หนึ่งในการสอบระดับฟู่ชื่อ ณ เมืองกันหลิน ปีที่แปดของศักราชหมิงเหยียน!” ถังฉือหรงได้ที่หนึ่งแล้ว…ถังฉือเย่ยิ้มแก้มปริ นี่สิถึงจะเรียกว่าความน่ายินดีทวีคูณที่ส่งมาถึงหน้าประตูอย่างแท้จริง!ขันทีที่เป็นคนอ่านพระราชโองการได้รับเงินจากคุณชายรองเมิ่งนานแล้ว รวมทั้งเขาเองก็ให้ความเคารพต่อหญิงสาวผู้โชคดีคนนี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รีบร้อนอะไร แต่กลับยิ้มตาหยีพลางมองดูกลุ่มขบวนที่โห่ร้องด้วยความยินดีมาตลอดทาง เมื่อกลุ่มขบวนนั้นเคลื่อนมาใกล้จึงจะพบว่าเป็นกลุ่มทหารองครักษ์ของฮ่องเต้ที่เป็นผู้ถือธงในการแสดงความยินดีนี้ภาพที่เห็นทำให้เขาถึงกับตกตะลึงไปเลยทีเดียว! ถังฉือเยรีบสั่งให้ชิงเว่ยเหลี่ยว หลี่เจิง และท่านหัวหน้าตระกูลมาช่วยต้อนรับทางด้านนั้นหน่อย ส่วนนาง ซูจี้และเมิ่งอี่ฉิวอยู่ต้อนรับขุนนางที่อ่านราชโองการต่อขันทีผู้นั้นได้รับเงินเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง จึงดีใจเป็นอย่างมาก แต่ก่อนที่จะกลับนั้นก็ได้ยินเสียงซุบซิบกันว่า คนที่สอบได้ในลำดับที่สามก็เป็นคนของครอบครัวหญิงสาวอีกเช่นกัน โดยเป็นน้องชายของสามีนางเอง อีกทั้งยังเป็นลูกศิษย์ของสวี่เวิ่นชู่อีกด้วย ชื่อว่าฮั่วฉีหยางดังนั้นเมื่อเดินทางกลับไปแล้ว และก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฮ่องเต้หมิงเหยียนฟังอย่างละเอียด องค์ฮ่องเต้ก็รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก “เจ้าว่าอะไรนะ…พี่ชายของนางอายุเพียงสิบห้าเองรึ สอบได้ที่หนึ่งถึงสองครั้งด้วย? น้องชายของสามีนางก็อายุเพียงหกขวบเองหรือ” เขายิ้มพลางพยักหน้า “ไม่เลว แบบนี้เป็นอะไรที่หายาก สถานที่แห่งโชคลาภและได้รับความคุ้มครองจากสรวงสวรรค์นี้ มีแต่คนที่มีความสามารถ ฉลาดและเป็นวีรบุรุษทั้งนั้น”สำหรับองค์ฮ่องเต้แล้ว ‘โชคลาภ’ สิ่งนี้ อย่างไรเสียก็ยังเป็นการที่ไม่ได้ใช้ความสามารถของตนอย่างสมบูรณ์ แต่การสอบจอหงวนแล้วได้อันดับหนึ่งนี้สิ ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการใช้ความสามารถของตัวเองจริงๆ เป็นการเดินในเส้นทางที่ถูกต้องฮ่องเต้หมิงเหยียนพูดหยอกล้อว่า “อาจารย์ของเขาอยู่ในตำแหน่งซื่อหยวน ไม่ว่าอย่างไรลูกศิษย์ของเขาก็คงต้องได้ตำแหน่งเสี่ยวซานหยวนใช่ไหมล่ะ!” “กระหม่อมก็คิดอย่างนั้นเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยพูดยิ้มๆ ก่อนจะนำเรื่องนี้ไปบอกให้กู้จิ่วสิงซึ่งเป็นเจ้านายฟัง ฮ่องเต้อยากเห็นเสี่ยวซานหยวน กู้จิ่วสิงจะต้องเก็บเรื่องนี้เอาไว้ในใจอย่างแน่นอน พอถึงเวลานั้นก็ค่อยเปิดเผยให้คนที่ควรจะรู้ได้รับรู้เรื่องนี้สำหรับองค์รัชทายาทเมื่อได้ยินมาว่าขันทีที่เป็นผู้กล่าวราชโองการกลับมาแล้ว เขาก็หาข้ออ้าง และเดินไปที่ห้องทรงอักษรอย่างช้าๆ โดยที่ระหว่างทางก็ได้พบกับองค์ชายเจ็ดและองค์ชายแปดที่กำลังประสานมือพลางก้มคำนับเขา องค์รัชทายาทหนุ่มอมยิ้มพลางพยักหน้า เด็กห้าขวบที่แสนซุกซนทั้งสองคน ท่าทางดูงุนงงเล็กน้อย เมื่อแสดงความเคารพเสร็จ ทั้งสองก็พากันเล่นซุกซนและเดินไปไกลแล้ว ราวกับว่าในมือของพวกเขากำลังแย่งลูกบาศก์หกด้านที่เขาเป็นคนนำกลับมากันอยู่เมื่อก่อนความสัมพันธ์ขององค์ชายเจ็ดและองค์ชายแปดไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แต่ลูกบาศก์หกด้านนั้นก็มีแค่คนละอันเท่านั้น องค์ชายแปดเป็นคนที่ขี้สงสัย จึงลองแกะออกดูปรากฏว่าประกอบกลับให้เหมือนเดิมไม่ได้ หลังจากนั้นองค์ชายเจ็ดจึงเอาของเล่นชิ้นนี้มาแบ่งให้องค์ชายแปดเล่น และมันก็ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาดีขึ้นมาได้ลูกบาศก์หกด้าน เป็นชื่อที่ถังฉือเย่ตั้งให้กับโม๋ฟางซึ่งก็คือลูกบาศก์ของรูบิคนั่นเอง แต่เพราะคำว่าโม๋นั้นเป็นตัวอักษรที่ไม่เป็นมงคล ไม่เหมาะแก่การนำมาตั้งเป็นชื่อของเล่นของเด็กๆ นางจึงได้เปลี่ยนเป็นชื่ออื่นแทน ลูกบาศก์หกด้านและเกมไขปริศนาตัวต่อได้ถูกสร้างออกมาก่อนที่จะเกิดโรคระบาดแล้ว แต่ยังไม่ทันได้นำออกมาวางขาย ตอนที่องค์รัชทายาทกำลังเดินทางกลับนั้น ถังฉือเย่ก็ได้มอบพวกมันให้เขามาจำนวนหนึ่งในขณะที่องค์รัชทายาทกำลังก้าวไปอย่างช้าๆอยู่นั้น อยู่ๆเขาก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา‘ถังฉือเย่’ ก็เหมือนกับของเล่นชิ้นหนึ่งที่เขาได้ถ่ายทอดและแบ่งปันให้กับเสด็จพ่อไม่ใช่หรือ? และเสด็จพ่อก็รู้สึกว่ามันสนุกด้วย ดังนั้นเขาถึงได้พูดคุยกับบิดาอยู่บ่อยๆก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเสด็จพ่อจะมีช่วงเวลาที่ดูเป็นเด็กแบบนี้ด้วย แต่ช่วงนี้ เรื่องนี้ก็ได้กลายเป็นหัวข้อที่สองพ่อลูกใช้สนทนากันบ่อยจริงๆ ราวกับว่าเรื่องของหญิงสาวผู้โชคดีคนนั้นได้กลายเป็นความลับระหว่างเขาทั้งสองคน เป็นความเข้าใจที่รู้กันอยู่แค่สองคนเท่านั้นเขารู้สึกคุ้นชินไปแล้ว ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าขันทีผู้นั้นกลับมาแล้ว เขาจึงหาข้ออ้างที่จะมาที่นี่สักหน่อยนี่มันก็เหมือนกับการที่องค์ชายเจ็ดแบ่งของเล่นให้กับองค์ชายแปดไม่ใช่หรือ? เมื่อคิดแบบนี้แล้ว มุมปากของเยี่ยนตงก็รั้งขึ้นทันที ก่อนที่จะได้ยินเสียงที่ดูเกียจคร้านดังขึ้น “พี่ใหญ่มีเรื่องอะไรหรือถึงได้ดูดีใจขนาดนั้น?”องค์รัชทายาทยังคงยิ้มมุมปากอยู่ พร้อมกับหันไปมองด้านหลังแวบหนึ่ง ก่อนจะเห็นว่าองค์ชายสามกำลังเดินเข้ามาหาอย่างช้าๆ จากนั้นก็ทำความเคารพเขาอย่างลวกๆ พร้อมกับพูดเย้าแหย่ด้วยสีหน้าระรื่น “ได้ยินว่าเสด็จพ่อได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้หญิงสามัญชนคนนั้นเป็นเซี่ยนจวิน คาดว่าท่านพี่ก็คงกล่าวชมนางให้เสด็จพ่อฟังไปไม่น้อย” “น้องสามคิดว่าความดีความชอบของนางที่ช่วยชีวิตคนนับหมื่น ยังดีไม่พอสำหรับตำแหน่งเซี่ยนจวินอีกรึ?”“ช่วยชีวิตคนนับหมื่น?” องค์ชายสามหัวเราะเยาะเย้ย “ท่านพี่ให้ท้ายนางเก่งจริงๆเลยนะ นี่จะเป็นความดีความชอบของนางได้อย่างไร มันเป็นความดีความชอบของผู้อาวุโสซูชัดๆ” “น้องสามพูดถูก!” องค์รัชทายาทหัวเราะพลางพูดขึ้นว่า “นาง ผู้อาวุโสซูและบรรดาหมออีกสิบกว่าคนล้วนแล้วก็มีความดีความชอบกันทั้งนั้น”องค์ชายสามหรี่ตาลงเล็กน้อย “ได้ยินมาว่าเด็กสาวคนนี้ถึงแม้ว่าอายุยังไม่ถึงสิบสี่ แต่กลับมีหน้าตาที่สะสวยมาก แถมยังได้รับพรจากสวรรค์ และเป็นคนที่มีโชคลาภคนหนึ่ง ท่านพี่ว่าไหมล่ะ?” “น้องสามพูดถูก”เมื่อองค์ชายสามเห็นว่าการพูดยั่วยุอีกฝ่ายของเขาไม่มีผล เขาจึงทำสีหน้าเย็นชาและพูดขึ้นว่า “ข้าได้ยินมาว่าตอนที่ท่านพี่ไปตรวจดูความเป็นอยู่ของราษฎร ท่านพี่จึงได้รู้จักกับนาง การที่ปิดบังตัวตนก็เป็นเรื่องดี แล้วเหตุใดท่านพี่ถึงไม่พานางกลับมาด้วยเล่า?” องค์รัชทายาทถามขึ้นว่า “พานางกลับมาที่ไหน?”องค์ชายสามจิ๊ปาก เมื่อมองดูองค์รัชทายาททำท่าทางสับสน จากนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างเย็นชา ดวงตาวาวโรจน์ขึ้น ในใจก็นึกว่า ไม่ยอมรับใช่หรือไม่! ไม่ยอมรับก็ดี ข้าจะทำให้เจ้ารู้สึกเสียใจภายหลังและตอนนั้นมันก็คงจะสายไปแล้ว!จากนั้นเมื่อทั้งสองได้เข้าไปในห้องทรงอักษรแล้ว ฮ่องเต้หมิงเหยียนก็ทักว่า “พวกเจ้ามาพร้อมกันได้อย่างไร?” “ลูกเจอองค์ชายสามที่หน้าห้องพอดีขอรับ” เยี่ยนตงตอบพลางหยิบกระดาษออกมาสองสามแผ่น “นี่คือ ‘เยี่ยนป้าว’ เป็นหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่ของฉินโจว ลูกคิดว่ามันน่าสนใจดี”ฮ่องเต้หมิงเหยียนจึงรับมาดูอย่างตั้งใจ ก่อนหน้านี้ส่วนมากแล้วเยี่ยนป้าวก็จะรายงานเรื่องโรคระบาดเป็นส่วนใหญ่ ความรู้เรื่องโรคฝีดาษต่างๆ ตอนนี้โรคระบาดได้ผ่านไปแล้ว เยี่ยนป้าวจึงกลายเป็นความรู้เรื่องการหว่านข้าวในฤดูใบไม้ผลิแทน ทำอย่างไรถึงจะสามารถผลิตให้ได้ปริมาณที่สูงขึ้น ทำอย่างไรถึงจะสามารถประหยัดแรงงานและประหยัดจำนวนคน และยังมีรูปประกอบด้วย คนที่ไม่รู้ตัวหนังสือก็พอที่จะเข้าใจได้ โดยที่อีกมุมหนึ่งของกระดาษได้ทำการโฆษณาเอาไว้ด้วย ซึ่งเขียนเอาไว้ว่า กิจการที่อยู่ภายใต้ชื่อเย่ฟาง จะรับซื้อเมล็ดพันธุ์ที่หายากจากทั่วทุกที่ แม้เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ที่พบได้น้อยในท้องตลาด เพียงแค่นำมาก็จะรับซื้ออย่างง่ายดาย แม้จะดูไม่สละสลวยงดงามเหมือนตัวอักษรที่เหล่าบัณฑิตเขียน แต่ก็ดูน่าสนใจอยู่ไม่ใช่น้อย! บทที่ 260: องค์ชายที่เอาแต่ยุแยงผู้อื่นฮ่องเต้หมิงเหยียนชี้ไปที่บทความเรื่องการหว่านข้าวพลางพูดเสียงดังว่า “ไม่เลว! ราษฎรต่างต้องพึ่งพาสภาพอากาศในการเพาะปลูกดำรงชีวิต หากได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นมาสักครึ่งหนึ่ง บนโต๊ะก็จะมีข้าวเพิ่มอีกหนึ่งถ้วย” “เสด็จพ่อพูดถูก” องค์รัชทายาทอมยิ้ม “เสด็จพ่อมักพูดอยู่เสมอว่าเราควรดำเนินการตามความเป็นจริง เยี่ยนป้าวนี้ก็ได้ทำตามหลักการนี้เช่นกัน ข้าได้ยินมาว่า เรื่องเหล่านี้ เป็นเจ้าเมืองหลินที่ได้หาชาวนาที่มีประสบการณ์ในการปลูกข้าวมาหลายปีมาเพื่อให้ข้อมูล และได้สรุปออกมาอย่างละเอียด”แล้วตอนนั้นเองที่องค์ชายสามพูดอย่างติดตลกว่า “ลูกได้ยินมาว่า ความคิดเรื่องโฆษณานั่นก็เป็นแม่นางถังคนนั้นเป็นคนคิดออกมา เงินที่ได้จากการโฆษณา เมื่อหักจากค่ากระดาษน้ำหมึกในการทำเยี่ยนป้าวแล้ว ที่เหลือก็จะเอามาทำการกุศล”องค์รัชทายาทแทรกขึ้นทันทีว่า “เสด็จพ่อ...ท่านคิดว่าเยี่ยนป้าวนี้จะสามารถเผยแพร่ไปทั่วทุกที่ได้หรือไม่?”ฮ่องเต้หมิงเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา องค์รัชทายาทจึงได้เสนอความคิดต่อไป “ประกาศของราชสำนักก็ต้องถูกส่งออกไปในทุกๆเมืองในทุกวันอยู่แล้ว หากเพิ่มเยี่ยนป้าวเข้าไปด้วย ก็คงจะไม่ยุ่งยากอะไร ในเมื่อคนที่เขียนเยี่ยนป้าวก็เป็นชาวบ้านด้วยกันแล้ว เนื้อหาก็คงจะเข้าใจได้ง่าย และง่ายในการตรวจสอบด้วย อีกอย่างการที่ให้เหล่าราษฎรได้รับรู้ข่าวสารต่างๆ จากเบื้องบนก็จะเป็นการรวมใจของเหล่าราษฎรให้เป็นหนึ่งอีกด้วย ตอนที่ลูกอยู่ที่ฉินโจว ลูกก็มักจะได้ยินชาวบ้านกล่าวว่า ‘ฮ่องเต้ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี’ อยู่เสมอ”ฮ่องเต้หมิงเหยียนพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นเจ้าไปเขียนหนังสือเสนอความคิดเห็นแล้วส่งมาให้ข้าแล้วกัน” องค์รัชทายาทรีบตอบรับอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่องค์ชายสามยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “ดูแล้วเอินฝูเซี่ยนจวินคนนี้จะมีโชคลาภอยู่จริงๆ เพียงแค่ทำอะไรออกมาสักหน่อย ก็สามารถทำให้พี่ใหญ่ให้ความสนใจได้หมด ถึงได้นำมาให้เสด็จพ่อดูเสมอๆ”ความหมายที่เขาจะสื่อในประโยคนี้ องค์รัชทายาทไม่ยอมรับ “หากคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ข้าก็ต้องเอามาให้เสด็จพ่อดูอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับว่าใครเป็นผู้ทำสิ่งเหล่านั้นออกมาสักหน่อย”องค์ชายสามหัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นก็พูดกับฮ่องเต้หมิงเหยียนว่า “ลูกได้ยินมาว่าเอินฝูเซี่ยนจวินมีความโชคดีติดตัว อีกทั้งยังฉลาดมากๆด้วย เหตุใดเสด็จพ่อไม่เรียกตัวนางมาเข้าเฝ้าเสียหน่อยล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”“ไม่จำเป็น” ฮ่องเต้หมิงเหยียนปฏิเสธ “ยังไม่ถึงเวลา” องค์ชายสามยังไม่ยอมแพ้ “เสด็จพ่อ เรื่องฟ้าผ่า ชาวบ้านทั้งฉินโจวก็ไม่มีผู้ใดที่ไม่รู้ มีคนตั้งมากมายเห็นเหตุการณ์นั้นกับตาตัวเอง อีกทั้งได้ยินมาว่าที่อำเภอตงเฟิงมีการปลูกฝี และมีคนที่ปลูกไม่สำเร็จอยู่ไม่น้อย มีเพียงแค่หมู่บ้านของนางที่ไม่มีคนเสียชีวิตเลยสักคน แม้กระทั่งคนที่ติดโรคฝีดาษก็สามารถรักษาจนหายได้ คนที่มีโชคลาภเช่นนี้ เสด็จพ่อจะปล่อยให้นางอยู่แบบชาวบ้านธรรมดาได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าใครต่อใครก็ต้องการตัวนางหรอกหรือ?”ฮ่องเต้หมิงเหยียนเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง สายตานั้นดูไม่ออกว่ากำลังโกรธหรือพอใจอยู่ มันทำให้องค์ชายสามใจเต้นอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ไม่สามารถลงจากหลังเสือได้ เขาจึงกลั้นใจพูดต่อว่า “หญิงสาวผู้โชคดีแบบนี้ เหตุใดเสด็จพ่อไม่รับนางเข้ามาอยู่ในวังหลวงล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”ฮ่องเต้หมิงเหยียนตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเรียบว่า “ในเมื่อเจ้าก็ได้ยินเรื่องราวของนางมาไม่น้อยแล้ว แล้วเจ้าไม่รู้หรือว่า นางได้หมั้นหมายไปแล้ว?”“ลูกคิดว่าไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย” องค์ชายสามบอกอย่างไม่ยี่หระ “การหมั้นหมายของนางไม่มีทั้งพ่อแม่ และแม่สื่ออะไรอีกด้วย การทำพิธีส่วนตัวแบบนั้น...” ฮ่องเต้หมิงเหยียนตบโต๊ะเสียงดัง ตะคอกออกมาด้วยความโกรธ “เจ้าไปเรียนรู้ความคิดเลวร้ายแบบนี้มาจากใคร! การปลูกฝีช่วยแก้ปัญหาเรื่องโรคฝีดาษ เยี่ยนป้าวทำให้ราษฎรได้รับรู้ข่าวสาร เรื่องที่สำคัญเยอะแยะมากมายเช่นนี้เหตุใดเจ้าจึงมองไม่เห็น เอาแต่คิดวางแผนเรื่องเล็กๆเหล่านี้อยู่ได้ องค์ชายของราชวงศ์ต้าเยี่ยน ไม่มีสายตาที่มองการไกลและจิตใจที่กว้างขวางเอาเสียเลย รู้แต่เพียงจะก่อเรื่องอย่างน่าไม่อาย ยุแยงผู้อื่น เช่นนี้จะไปต่างอะไรกับหญิงสาวหลังวัง!” องค์ชายสามถูกตำหนิจนหน้าซีดเผือด แข้งขาอ่อนแรงจนต้องคุกเข่าลงกับพื้น ส่วนองค์รัชทายาทก็ไม่ได้ช่วยพูดอะไร ได้แต่ก้มหน้าลงเงียบๆ เขารู้ดีว่าองค์ชายสามมีจิตใจที่คับแคบและมักใช้ลูกไม้ที่เจ้าเล่ห์แบบนี้เสมอ ดีนะที่เขาไม่พูดอย่างที่องค์ชายสามบอกเมื่อสักครู่ มิเช่นนั้นแล้วคำพูดเหล่านั้นคงกลายเป็นหนามแหลมคมระหว่างเขากับเสด็จพ่ออย่างแน่นอนเรื่องที่พัวพันไปถึงผู้หญิง เป็นอะไรที่ยากจะจัดการ และยากที่จะอธิบายให้ชัดเจนได้ เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจที่สุดอย่างไรก็ตามเขาได้บอกกับฮ่องเต้ถึงความสัมพันธ์ของถังฉือเย่และฮั่วฉีจิงไปนานแล้ว และก็เป็นเขาเองที่เป็นพ่อสื่อให้พวกนาง และเมื่อไม่กี่วันก่อน หลังจากที่เขากลับมาแล้ว เขาก็ได้บอกถึงเรื่องที่นางขอร้องเขาให้ฮ่องเต้หมิงเหยียนฟังแล้วดังนั้น เขาและฮ่องเต้หมิงเหยียนก็ล้วนแต่ปฏิบัติกับนางเหมือนคนที่มอบความสนุกและประโยชน์ให้ แต่คำพูดขององค์ชายสามนั้น มันช่างดู...เลวทรามจริงๆซึ่งก็ดูเหมือนว่าครั้งนี้ฮ่องเต้หมิงเหยียนจะทรงโกรธเป็นอย่างมาก ราวกับพายุลูกใหญ่ก็มิปาน! และในขณะนั้นเอง ด้านนอกก็มีขันทีคนหนึ่งที่ดูท่าทางร้อนรนเดินไปเดินมา กู้จิ่วสิงจึงเข้าไปถามไถ่ เมื่อได้ความก็เดินเข้าในห้องด้วยสีหน้าแปลกๆ ฮ่องเต้หมิงเหยียนหายใจเหนื่อยหอบ หันมาถามขันทีคู่ใจว่า “มีอะไร?”กู้จิ่วสิงคุกเข่าลงกับพื้นทูลว่า “ทูลฮ่องเต้ อยู่ๆท่านอันหวางเกิดเป็นลมหมดสติไป ตอนนี้ได้ให้หมอหลวงมาดูอาการแล้วพ่ะย่ะค่ะ”อันหวางที่กู้จิ่วสิงพูดถึงนั้นเป็น ‘ท่านอา’ ของฮ่องเต้หมิงเหยียนซึ่งมีอายุไม่ใช่น้อยแล้ว ฉะนั้นการเป็นลมหมดสติไปจึงเกรงว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ตอนนี้ฮ่องเต้หมิงเหยียนก็ไม่มีกระจิตกระใจจะไปด่าว่าใครแล้ว พระองค์จึงรีบสั่งว่า“ยังไม่รีบไปอีก องค์รัชทายาทไปดูสถานการณ์ทางนั้นแทนข้าหน่อย!” องค์รัชทายาทตอบรับก่อนจะก้มคำนับลงพร้อมกับองค์ชายสามพลางถอนตัวออกมา จากนั้นองค์รัชทายาทก็รีบเดินออกไปข้างนอกทันที ปล่อยให้องค์ชายสามยืนกัดฟันด้วยความโกรธแค้น โดยสิ่งที่น่าแค้นใจมากที่สุดคือจนกระทั่งถึงตอนนี้ เขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าเหตุใดบิดาจะต้องโกรธถึงเพียงนี้ด้วย... หรือว่า บิดาตัดสินใจจะยกเอินฝูเซี่ยนจวินให้กับองค์รัชทายาท?ใช่...ต้องไม่ผิดแน่!องค์ชายสามหลับตาลง และตัดสินใจได้ทันทีว่าตัวเองจะปล่อยให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้...ไม่ได้เด็ดขาด! ………………………………...ความวุ่นวายในราชสำนักเหล่านี้ แน่นอนว่าถังฉือเย่ไม่รู้เลยสักนิด วันนั้นหลังจากที่นางส่งขันทีผู้นั้นกลับไปแล้วก็รีบไปที่ที่ว่าการทันที หญิงสาวเดาไว้ไม่ผิด มีคำสั่งให้ท่านเจ้าเมืองหลินเข้าไปในเมืองหลวงเพื่อรายงานผลงานของตนต่อเบื้องบนการที่เรียกไปพบอย่างกะทันหันเช่นนี้ หากไม่เกินกว่าที่คาดไว้ล่ะก็ ต้องเป็นการเลื่อนตำแหน่งอย่างแน่นอน หยางซื่อที่กำลังร้องไห้และบ่นพึมพำอยู่นั้นได้บอกว่าหากรู้แบบนี้ก็ไม่น่าที่จะตกลงเรื่องแต่งงานของหลินเฉี่ยวเชี่ยนก่อนเลย หากเขาได้เลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นไปอีกสักหน่อย แน่นอนว่าหลินเฉี่ยวเชี่ยนก็จะมีตัวเลือกที่มากกว่านี้สักหน่อย อีกอย่างหลินเฉี่ยวเชี่ยนก็อายุสิบห้าแล้ว สามารถแต่งงานได้แล้ว หากทั้งสองต้องไป จะพานางไปด้วยหรือไม่? หรือจะต้องเร่งงานแต่งให้เร็วขึ้นไปอีก?ท่านเจ้าเมืองหลินเองก็เหนื่อยใจเป็นอย่างมาก ถังฉือเย่คิดว่าเหตุใดเขาถึงอนุญาตให้ทั้งสองแต่งงานกันได้? เป็นเพราะบังเอิญเห็นเฉินฉางชิงได้พูดคุยกับลูกสาวกระนั้นหรือ ถึงแม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้อยู่ใกล้กัน และเฉินฉางชิงก็สำรวมกิริยาเป็นอย่างดี แต่สีหน้าของลูกสาวเขานั้นไม่สามารถที่จะโกหกได้อย่างแน่นอน ตอนนี้เฉินฉางชิงก็ได้สอบผ่านการคำนวณแล้ว และได้ทำงานกับถังฉือเย่อีกด้วย โดยหญิงสาวรับปากว่าจะเป็นแม่สื่อให้ ถึงแม้ว่าจะแต่งกับคนที่ฐานะต่ำกว่า แต่กลับทำให้รู้สึกวางใจ อีกอย่างตอนนี้ถังฉือเย่ก็ได้เป็นถึงเซี่ยนจวินเชียวนะ เพราะฉะนั้นการที่เฉินฉางชิงทำงานกับนาง ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงเส้นสายเล็กๆ แต่ก็ไม่ถือว่าแต่งงานกับคนที่ฐานะต่ำกว่าแล้ว ท่านเจ้าเมืองไม่เข้าใจจริงๆ ว่าฮูหยินของตนนั้นไม่พอใจอะไร เมื่อถังฉือเย่ลองถามไปสักสองสามประโยค นางก็เดาออกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น จึงอดรู้สึกขำไม่ได้ ในใจก็คิดว่าท่านเจ้าเมืองหลินช่างเป็นผู้ชายที่แข็งทื่อเสียจริงๆ สุดท้ายจึงกล่อมเขาว่า “ฮูหยินน่ะคงทำใจเสียอาเฉี่ยวไปไม่ได้ ใครอยากจะพูดถึงเหตุผลอะไรกันตอนนี้ล่ะ” หลังจากนั้นนางก็หันมาพูดกับหยางซื่อว่า “หากพวกท่านกลัวว่าจะเหงา ถ้าอย่างนั้นก็มีลูกกันอีกสักคนสิ!” หยางซื่อถอนหายใจ “หากง่ายแบบนั้นก็ดีน่ะสิ ข้าอายุปูนนี้แล้ว จะไปมีลูกอีกได้อย่างไร”“ท่านยังสาวอยู่เลย เหตุใดจะมีอีกไม่ได้?”ตอนนี้หยางซื่อยังอายุไม่ถึงสามสิบห้าเลย ยังไม่ถือว่าเป็นผู้หญิงวัยทองสักหน่อย ปัจจุบันผู้หญิงที่อายุสี่สิบห้าสิบแล้วเพิ่งจะมีลูกก็มีอยู่เยอะแยะไป ซึ่งในขณะที่หยางซื่อกำลังจะพูดต่อ อยู่ๆนางก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงดึงมือถังฉือเย่มาทาบบนท้องของนางพลางว่า“ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้เทพธิดาแห่งโชคลาภมอบลูกชายให้เราสักคนเถิด”แล้วทั้งสองคนก็หัวเราะออกมาเสียงดัง จากนั้นถังฉือเย่ก็ได้คุยเรื่องกิจการร้านเหล้า หยางซื่อก็พูดขึ้นว่า “หากจะพูดตอนนี้ก็คงจะเร็วเกินไป อาจจะดูไร้สาระ แต่เย่เอ๋อร์ เจ้าก็ใช่คนอื่นคนไกล ถ้าอย่างนั้นข้าขอพูดตรงๆเลยแล้วกัน ร้านเหล้านี้ หากเจ้าจะทำข้าก็จะให้ความร่วมมือ คนงานข้าจะให้อยู่ที่นั่น ฟังคำสั่งของเจ้า” ถังฉือเย่ยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “ท่านเอาสิ่งนี้เป็นทรัพย์สินให้อาเฉี่ยวติดตัวเลยก็ได้”หยางซื่อยิ้มพลางถอนหายใจ “หากได้จริงๆ…ถ้าอย่างนั้นก็เอาแบบนี้แล้วกัน”จริงๆแล้วถังฉือเย่ไม่ได้มาที่นี่เพื่อพูดเรื่องร้านเหล้าแต่อย่างใด ที่นางมาที่นี่ก็เพื่อจะมาถามถึงสถานการณ์กับท่านเจ้าเมืองหลินเท่านั้น ตอนนี้นางยังมีเรื่องให้ทำอีกมากมาย นางจึงพูดคุยต่ออีกสองสามประโยค จากนั้นก็เตรียมที่จะกลับ แต่ท่านเจ้าเมืองหลินได้ให้คนไปหยุดนางไว้ก่อน จากนั้นก็เชิญมาที่ห้องโถงด้านนอก เมื่อเห็นว่ามีซูจี้อยู่ด้วย นางก็รู้สึกกลัวขึ้นมาทันที หยุดชะงักลงครู่หนึ่ง เพราะตำราที่เขาให้ท่อง นางยังไม่ได้ท่องเลยสักตัว ซึ่งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหญิงสาวก็หลบหน้าเขามาตลอด “อาจารย์” ถังฉือเย่พูดเสียงอ่อยๆพลางคำนับ ซูจี้พยักหน้ารับ ก่อนที่ท่านเจ้าเมืองหลินจะยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้นาง “เจ้าดู…นี่คือคำจารึก”ถังฉือเย่ลูบไปที่หน้าผาก “ท่านเจ้าเมือง ตัวหนังสือเยอะแยะแบบนี้ ท่านเอามาให้ข้าดู จะเสียเวลาเอาเปล่าๆนะ” เท่านั้นเองท่านเจ้าเมืองก็หลุดหัวเราะ จากนั้นจึงต้องเก็บกลับไป และเอารายชื่อหมอดีเด่นที่คัดลอกไว้แล้วให้นางดู เมื่อถังฉือเย่เห็นหมอสกุลจูคนนั้นได้อยู่ในรายชื่อนี้ด้วย นางก็ชี้ไปที่รายชื่อนั้นแล้วเอ่ยขึ้นทันทีว่า “เหตุใดถึงมีรายชื่อเขาในนี้ด้วย?”จบตอน Comments
Comments
Post a Comment