บทที่ 27 ความรักที่ถูกแย่งไป
ถังฉือเย่ตัวร้อนเป็นไข้อยู่ตลอดทั้งคืน กระทั่งรุ่งเช้าก็ยังเบลอๆมึนๆ รู้สึกหนักศีรษะราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบ ส่วนฉีหยางตัวน้อยนั้นแม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสหนักหนากว่านางมากแต่กลับไม่มีไข้อะไรเลย
พอฟื้นได้สติ หญิงสาวก็รู้สึกกระหายน้ำมาก ลำคอแห้งผาก นางพยายามจะลืมตาขึ้น และสิ่งแรกที่มองเห็นคือดวงตาสีดำเป็นประกาย ผ่านไปพักใหญ่ถังฉือเย่ถึงลำดับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานได้ จากนั้นถึงถามเขาด้วยเสียงเบาๆแหบแห้งว่า
“เจ้าฟื้นแล้วรึ?”
ฉีหยางไม่ตอบอะไร เอาแต่นั่งจ้องนางอยู่อย่างนั้น ถังฉือเย่ค่อยๆลุกขึ้นอย่างช้าๆ ฉีจิงที่นอนอยู่ข้างๆสะดุ้งตื่นแล้วรีบลงจากเตียงเดินเข้ามาดู
“เจ้าดีขึ้นแล้วหรือยัง?”
“เอาน้ำมาให้ข้าหน่อย”
ชายหนุ่มรีบเดินไปรินน้ำชาที่อยู่บนโต๊ะมาให้ เมื่อถังฉือเย่ดื่มจนหมดแล้วเขาก็รินให้อีกครึ่งแก้ว นางก็ดื่มเข้าอีกจนหมด ฉีจิงมองดูอย่างเงียบๆ
ถังฉือเย่ส่งแก้วคืนให้เขา หันไปมองเสี่ยวเหยาที่หลับอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ก่อนจะกลับมาที่ฉีหยางน้อยที่เอาแต่กอดแขนนางไว้ไม่ยอมปล่อย จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นไปถามพี่ชายของเขา
“แล้วหลังจากนี้เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป?”
ชายหนุ่มเงียบไปทำสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก เดิมทีเขาก็ไม่ได้เป็นคนของหมู่บ้านแห่งนี้อยู่แล้ว ปกติก็อยู่อย่างสันโดษไม่มีแม้กระทั่งสหาย เมื่อไฟไหม้บ้านจนไม่เหลือซากแบบนี้แล้วเขาก็ไม่มีที่ไป ได้แต่พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆว่า
“ข้าจะลองพาอาหยางเข้าไปในเมืองดู”
“เข้าไปในเมือง?”
ฉีจิงพยักหน้ายืนยัน ถังฉือเย่พยายามจะลุกขึ้นแต่กลับไม่มีแรง เนื้อตัวมอมแมมไปหมดราวกับคนเสียสติ จนชายหนุ่มรีบโผเข้ามาช่วยประคอง
“เจ้าจะทำอะไร ให้ข้าช่วยเจ้าเถอะ”
หญิงสาวโบกมือร้องห้าม นางยังไม่ลืมที่เขาเคยแย่งเห็ดหลินจือไป คิดไปคิดมาจึงถามเขาอย่างระมัดระวัง “นอกจากหลินจือแล้ว เจ้ายังขาดยาอะไรอีกหรือไม่?”
“สมุนไพรโชวู สมุนไพรหยินหยางโชวูที่มีอายุสามร้อยปีขึ้นไป”
ถังฉือเย่กะพริบตาปริบๆ กลืนน้ำลายลงคออึกหนึ่งก่อนจะพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า “โห! ถ้าอย่างนั้นก็คงจะหายากมากแน่ๆ”
“หาไม่ยากหรอก” เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนที่หางตาจะเหลือบมองไปที่กระบุงของนางซึ่งวางอยู่ใกล้ๆ “ในกระบุงของเจ้าก็มีอยู่คู่หนึ่งมิใช่หรือ?”
“เจ้าอย่าได้คิดที่จะแย่งของของข้าไปอีกนะ อย่าได้คิดเชียว หัวเด็ดตีนขาดยังไงเจ้าก็จะเอาสมุนไพรโชวูไปไม่ได้” ถังฉือเย่พูดโพล่งออกไปอย่างไม่ลังเล ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้น นางเห็นเขาชะงักไปนิดหนึ่ง จากนั้นก็เม้มปากแน่น ก่อนจะพูดสบายๆว่า
“ข้าไม่คิดแย่งไปหรอก จะไม่แย่งอีกแล้ว” เมื่อเห็นว่าถังฉือเย่ยังมีสีหน้าเคร่งขรึมอยู่ ชายหนุ่มก็เผยสีหน้าลำบากใจออกมาพร้อมกับพูดน้ำเสียงจริงจัง
“ข้าแค่ได้กลิ่นเท่านั้น เลยหยอกล้อเจ้านิดหน่อยเอง”
“เมื่อครู่เจ้าแค่ล้อเล่นเท่านั้นเองหรือ?” นางมองสายตาคาดคั้น จนเห็นเขาพยักหน้าหงึกหงักยืนยันแล้วนั่นแหละจึงผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ตลกมากเลยนะ!”
ฉีจิงยิ้มแห้งๆ รู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่…ที่แท้ในใจนางนั้นเห็นเขาเป็นหัวขโมยจริงหรือ แต่สาเหตุที่เขาต้องเอาเห็ดหลินจือมาก็เพื่อที่จะรักษาฉีหยางเท่านั้น และเรื่องที่แย่งของของคนอื่นมาแบบนี้ทั้งชีวิตเขาก็เพิ่งจะทำเพียงครั้งเดียวเท่านั้น…ผ่านไปครู่หนึ่งฉีจิงจึงพูดออกมาอย่างเหนื่อยใจ
“เจ้ายังไม่หายดี อย่าเพิ่งรีบลุกไปไหนเลย ถ้าหากเจ้าเชื่อใจข้าก็เอาสมุนไพรโชวูมาให้ข้า ข้าจะไปถามราคาในเมืองให้เจ้า พอกลับมาถึงข้าจะรีบมาบอก”
ถังฉือเย่ขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดใจบอกว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ฝากเจ้าด้วย…เจ้าเอามันไปเถอะ เมื่อไปถึงแล้วก็ลองถามดู หากเจ้าเห็นว่าราคามันเหมาะสมก็ขายไปซะ ไม่ต้องกลับมาบอกข้า เมื่อถึงตอนนั้นแล้วข้าจะแบ่งให้เจ้าด้วย”
ความรู้สึกไม่สบายใจเมื่อครู่หายวับไปในพริบตาราวกับน้ำค้างโดนแดดเมื่อเห็นว่านางยังไว้ใจเขา ฉีจิงจึงยิ้มออกมาได้เป็นครั้งแรกของวัน พร้อมกับพูดเสียงดังฟังชัดว่า “ได้…ข้าจะพยายามเพื่อเจ้า”
ฉีหยางที่ยังคงกอดแขนนางไว้ได้แต่ฟังทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างเงียบๆมาสักพัก ถังฉือเย่จึงก้มหน้ามาหาเขาแล้วถามว่า “ข้าชื่อถังฉือเย่ เจ้าจะเรียกข้าว่าพี่สาวก็ได้ แล้วเจ้าล่ะชื่อว่าอะไร?”
“เขาไม่สามารถ…” ฉีจิงพูดแทรกด้วยเสียงเบาๆ ก่อนจะชะงักไปแล้วเปลี่ยนคำพูดว่า “เขาไม่ค่อยชอบคุยกับคนอื่นน่ะ”
แต่ทันทีที่เขาพูดจบกลับได้ยินฉีหยางพูดเบาๆว่า “ฉีหยาง” ฉีจิงก็เบิกตาโตขึ้นมาทันที ชายหนุ่มหันมองน้องชายด้วยความตกใจเป็นอย่างมาก จากนั้นก็หันกลับมาที่ถังฉือเย่อีกครั้ง ไม่มีใครเข้าใจว่าเพียงคำพูดสองคำธรรมดาเช่นนี้ ทำไมฉีจิงต้องตกใจขนาดนี้ด้วย…ก็จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไรในเมื่อเขาดูแลฉีหยางมาเกือบสองปี แต่เด็กชายตัวน้อยกลับไม่เคยพูดกับเขาเลย มีเพียงแค่เวลาขำขันจึงจะส่งเสียงที่ฟังไม่ชัดออกมาเล็กน้อย ด้วยเหตุนี้เขาก็เลยต้องยอมลำบากไปหายาเพื่อมารักษาอาการที่พูดไม่ได้ของเขา!
จู่ๆ ฉีจิงก็นึกถึงคำพูดของชาวบ้านเมื่อคืนที่พูดกัน พวกเขาบอกว่า “น้องชายของเจ้ากอดนางเอาไว้แน่นแล้วก็ร้องไห้ไม่อยากให้นางไปไหน” ซึ่งพวกเขาก็คงไม่ได้พูดจนเกินเหตุไปนัก ชายหนุ่มที่เคยสุขุมเยือกเย็นมาตลอดนั้นไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีก
ถังฉือเย่ไม่ทันสังเกตท่าทางของเขาที่เปลี่ยนแปลงไปชั่วขณะ นางหันมายิ้มตาหยีพลางบีบแก้มของฉีหยางน้อยจากนั้นก็ขยี้ผมเขาแล้วถามว่า
“เจ้าอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?”
เด็กชายไม่ตอบ หญิงสาวคะยั้นคะยออยู่หลายครั้งในที่สุดเด็กชายก็ตอบว่า
“ห้าขวบ”
“เจ้าอายุห้าขวบแล้วรึ?” ถังฉือเย่รู้สึกตกใจเล็กน้อย ฉีหยางจึงพูดว่า
“เดือนกันยายน”
“เดือนกันยายนเจ้าจะห้าขวบใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เจ้าก็ยังสี่ขวบครึ่งอยู่นะ รุ่นราวคราวเดียวกับน้องสาวของข้านั่นแหละ น้องสาวของข้าเดือนพฤศจิกายนนี้ก็จะห้าขวบแล้ว นางชื่อถังฉือเหยา เจ้าเรียกว่าเหยาเอ๋อร์หรืออาเหยาก็ได้” ถังฉือเย่พูดพลางชี้นิ้วไปที่น้องสาวของนาง
ฉีหยางไม่แม้แต่จะหันมองเสี่ยวเหยา เพราะดวงตาเขาจับจ้องมาที่ถังฉือเย่เท่านั้น ในขณะนั้นเสี่ยวเหยาก็ตื่นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ ลืมตาขึ้น เดินโซซัดโซเซมาหานางพลางเรียก “ท่านพี่”
ถังฉือเย่ขานรับ เสี่ยวเหยายกมือขึ้นปิดปากหาว พลางเรียกนางอีกรอบ “ท่านพี่”
ในที่สุดฉีหยางก็ละสายตาจากถังฉือเย่มา จากนั้นเขาลังเลอยู่เล็กน้อย ก่อนจะพูดเสียงเบาๆว่า “ท่านพี่”
ฉีจิงที่มองเหตุการณ์อยู่ข้างๆนั้นด้วยความรู้สึกทั้งแปลกใจและดีใจ ตอนแรกเขาไม่ยอมเชื่อเรื่องที่คนในหมู่บ้านพูดถึงเมื่อคืนเลยสักนิด น่าเสียดายที่ตอนนี้เขาอยากกลับไปฟังเรื่องราวพวกนั้นอีกรอบ!
เขาอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมฉีหยางที่ต่อต้านผู้คนแปลกหน้าเป็นอย่างมากถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แถมยังกอดแขนนางแน่นไม่ยอมให้นางจากไปไหน…เป็นเพราะว่านางได้ช่วยเขาจากไฟไหม้งั้นหรือ ถ้าหากว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่น้องชายของเขาละก็ เขาเองคงอดคิดไม่ได้ว่ามีใครได้สลับเปลี่ยนตัวเด็กคนนี้ไปแล้วหรือเปล่า!
ฉีจิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงลองพูดคุยกับน้องชายเขาดูบ้าง “อาหยาง เจ้ายังเจ็บอยู่หรือไม่?” แต่ราวกับว่าฉีหยางไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด และก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป แม้แต่มองเขาก็ยังไม่หันมามองเลย ทำเหมือนกับว่าฉีจิงไม่ได้อยู่ตรงนั้น ฉีจิงจึงพูดขึ้นอีกครั้งว่า
“อาหยาง…อาหยาง มองมาที่พี่หน่อยได้มั้ย?” ฉีหยางน้อยก็ยังคงไม่สนใจเขา แต่ฉีจิงยังไม่ละความพยายามและยังถามไถ่อยู่อย่างนั้นพักใหญ่ แต่กระนั้นเด็กชายก็ยังไม่มองหน้าเขาสักนิด แถมยังไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมาด้วย เพียงจ้องมองถังฉือเย่อยู่อย่างนั้น และเมื่อจำเป็นต้องตอบคำถาม เขาก็จะตอบแค่สั้นๆง่ายๆเท่านั้น
ถังฉือเย่มองดูฉีจิงแล้วก็หันกลับมามองฉีหยางอีกรอบ นางขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นเมื่อท่านหมอและท่านหมอหญิงผู้เป็นภรรยาซึ่งพักอยู่ด้านหลังได้ตื่นแล้ว ท่านหมอก็เดินออกมาดู พร้อมกับซักถามอะไรเล็กน้อย แต่ฉีหยางน้อยก็ยังคงไม่ตอบอะไรเลยสักคำ ท่านหมอถอนหายใจก่อนจะเดินไปล้างหน้า
ผ่านไปไม่นานอยู่ดีๆฉีหยางก็รู้สึกไม่ค่อยดีขึ้นมา เขาเริ่มกระสับกระส่ายเล็กน้อยพลางกอดแขนและดึงแขนเสื้อนางไว้แน่น แล้วก็ยิ่งดึงแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าไม่ได้สนใจแผลบนมือของตัวเองเลยสักนิด
ถังฉือเย่ถามขึ้นว่า “ปกติเวลานี้แล้วเขาต้องกินข้าวเช้าใช่หรือไม่?”
ฉีจิงนิ่งอึ้งไปอึดใจ แม้ว่าจะไม่เข้าใจความหมายของนาง แต่เมื่อมองไปที่สีของท้องฟ้าแล้ว ชายหนุ่มก็ตอบว่า “ใช่”
หญิงสาวพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะหันกลับมาลูบศีรษะของฉีหยางเบาๆ เด็กคนนี้ชื่ออาหยางเหมือนกับเด็กพิเศษคนนั้นที่นางเคยช่วยเอาไว้ในโลกปัจจุบัน… สรุปแล้วมันเป็นโชคชะตาที่แปลกประหลาดอะไรเยี่ยงนี้ หรือว่าสวรรค์ต้องการทดสอบอะไรนางกันแน่! ถังฉือเย่คิดด้วยความเหนื่อยใจ
การเกิดมาเป็นเด็กพิเศษนั้นความจริงแล้วก็เหมือนกับเป็นเครื่องมือที่แม่นยำเครื่องหนึ่ง นางรู้ดีว่าการมีชีวิตที่มีกฎระเบียบเคร่งครัดนั้นจะทำให้พวกเขารู้สึกได้ถึงความปลอดภัย อย่างเช่นการกินข้าวตรงเวลา การนอนตรงเวลา สิ่งของวางไว้ที่เดิมเสมอ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงจึงรู้สึกกังวลใจและต่อต้าน อย่างเช่นเวลานี้ที่เขาต้องถึงเวลากินข้าวแล้ว แต่นางก็คงทำอะไรไม่ได้เพราะท่านหมอเฉินกำลังกินข้าวอยู่ซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาสักครึ่งชั่วยามเป็นอย่างน้อย
แล้วในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้นนางก็เห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังเดินถือตะกร้าอาหารเข้ามา…เป็นถังกุ้ยฮวานั่นเอง…ถังฉือเย่เลิกคิ้วขึ้นมองด้วยความสงสัย
บทที่ 28 หรืออาหลานจะแย่งผู้ชายคนเดียวกัน !?
วันนี้ถังกุ้ยฮวาสวมชุดกระโปรงยาวสูงสีเหลืองสด ซึ่งช่วยขับให้ใบหน้าของนางเปล่งประกายขึ้นมาเล็กน้อย ในมือนั้นถือตะกร้าอาหารพลางเดินเข้ามาอย่างสง่างาม นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นชายหนุ่มในดวงใจ
“พ่อหนุ่มฉี ข้านำอาหารบางส่วนมาให้พวกเจ้าทาน ส่วนเรื่องหยินเอ๋อร์ทำก่อนหน้านี้ ข้ารู้ดีว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมนัก ข้าได้พูดกับแม่ของเขาแล้ว และก็ต่อว่าเขาไปแล้ว ท่านอย่าได้โกรธเคืองข้าอีกเลย”
ฉีจิงไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อยว่านางจะพูดอะไร เขามองฉีหยางด้วยความเป็นกังวล แสดงสีหน้าราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่ตลอดเวลาด้วยความหนักใจ ก่อนจะยืนขึ้นแล้วรับตะกร้าอาหารนั้นมาถือไว้พลางกล่าวเสียงเรียบไร้ความรู้สึกว่า
“ขอบคุณมาก!”
“พ่อหนุ่มฉี!” ถังกุ้ยฮวาทั้งตกใจและดีใจ ดวงตาเป็นประกายวาววับขึ้นมา เพราะนี่เป็นเพียงไม่กี่ครั้งที่ชายหนุ่มรูปงามคนนี้ยอมเอ่ยปากพูดคุยกับนาง
ถังฉือเย่ได้แต่มองการเกี้ยวพาราสีนั้นอยู่เงียบๆ ก่อนจะย่อตัวลงเมื่อเห็นฉีหยางก้าวขาลงจากเตียง แววตาของเด็กชายค่อนข้างสงบนิ่งและไร้อารมณ์ความรู้สึกขณะที่นางสวมรองเท้าให้เขา จากนั้นจึงจูงมือฉีหยางมานั่งที่โต๊ะ พลางรับตะเกียบมาจากฉีจิงและเริ่มลงมือทานอาหารช้าๆ แต่มือที่ถูกพันแผลเอาไว้แน่นทำให้การทานอาหารครั้งนี้ดูทุลักทุเลอยู่ไม่น้อย
ถังกุ้ยฮวาหันหลังและนั่งลงข้างๆ สายตาของนางเอาแต่จ้องมองชายหนุ่มเป็นจุดเดียว “พ่อหนุ่มฉี น้องชายของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
ชายหนุ่มไม่ตอบ ส่วนถังฉือเย่ที่ต้องการให้เสี่ยวเหยากินซุปบนโต๊ะพร้อมกันด้วย แต่เพราะกลัวอาสาวผู้นี้ที่ชอบหยิกตลอดมา ทำให้ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น หญิงสาวจึงถือโอกาสพาน้องสาวออกมา จากนั้นก็ใช้น้ำที่โรงหมอล้างหน้าล้างตาอย่างระมัดระวังก่อนจะแกะผมที่พันกันยุ่งของออก ใช้นิ้วมือสางผมให้อย่างลวกๆ
ปกติแล้วหญิงสาวชอบมัดผมเป็นมวยอยู่กลางศีรษะเพื่อทำให้สะดวกเวลาทำงานหรือไปหาของป่า แต่ตอนนี้หนึ่งในมวยผมเล็กๆของนางกลับถูกไฟเผาไปกว่าครึ่ง ทันทีที่แกะมันออก ผมของนางก็หลุดร่วงหล่นลงมากองกับพื้น
ถังฉือเย่ถอนหายใจเบาๆด้วยความเสียดาย แต่พอคิดว่าตอนนี้นางเพิ่งจะอายุสิบสองปีเท่านั้น ยังมีเวลาอีกมาก นางจึงสงบใจลงได้อีกครั้ง ก่อนจะรวบผมไปมัดไว้ทางด้านข้างแล้วดึงช่อผมขึ้นพลางใช้หางผ้ามัดเป็นหางม้าเอาไว้
เมื่อถังกุ้ยฮวาเห็นว่าถังฉือเย่เดินออกไปแล้ว ในห้องก็เหลือเพียงนางและสองพี่น้องตระกูลฉี นางจึงรู้สึกดีใจมากก่อนจะก้มหน้าและพูดด้วยความเขินอาย
“พ่อหนุ่มฉี เจ้าอยากทานสิ่งใด เวลาเที่ยงข้าจะเอามาให้เจ้าเอง”
“ไม่เป็นไร” เขาบอกอย่างไร้เยื่อใย สายตาจับจ้องที่ฉีหยางเป็นตาเดียว
“เจ้าไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก เราเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน นี่มันล้วนเป็นพรหมลิขิตทั้งนั้น พวกเจ้าก็ไม่มีใครอยู่ข้างกาย ข้าช่วยเหลือพวกเจ้ามันก็ถูกต้องแล้ว ข้าไม่เคยคิดรังเกียจเลยสักนิด ขอเพียงเจ้าพูดออกมาเท่านั้น”
ชายหนุ่มไม่ได้สนใจนางเลยแม้แต่น้อย ถังกุ้ยฮวาที่กำลังรอคำตอบอยู่นานหลังจากพูดเสร็จ เมื่อไม่เห็นว่าเขาพูดอะไรจึงเงยหน้าขึ้นและเห็นว่าเขากำลังจ้องมองฉีหยางอยู่ หญิงสาวตระกูลถังลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองฉีหยาง…เสื้อผ้าด้านหลังของเด็กน้อยถูกตัดออกและเต็มไปด้วยผงยา ร่างกายดูยุ่งเหยิง ใบหน้าไร้ความรู้สึกที่ตอนนี้กำลังกินข้าวอย่างเงียบๆไม่พูดไม่จาหรือสบตาใคร ดูแล้วเหมือนเป็นท่อนไม้ไม่มีผิด!
ฉีหยางผู้นี้เป็นเจ้าโง่อย่างที่คนอื่นพูดจริงๆด้วย… สายตาของถังกุ้ยฮวาเป็นประกายแสดงความรังเกียจแต่กลับต้องกลั้นใจยิ้มเอาไว้แล้วหันไปถามอย่างใจดี
“พ่อหนุ่มน้อย เจ้าชอบกินมะเขือเทศนี่หรือ เช่นนั้นพี่สาวจะช่วยคีบให้เจ้า?” นางกล่าวพลางหยิบตะเกียบที่อยู่ด้านข้างและช่วยเขาคีบอาหารอย่างเอาใจ
ฉีหยางหยุดเคลื่อนไหวทันที แล้วรีบทิ้งตะเกียบพลางกระโดดลงจากเก้าอี้แล้วถอยหลบไปที่มุมห้องราวกับหลบเชื้อโรคร้าย
หญิงสาวยังถือตะเกียบค้างอยู่ในมือ นางอับอายเป็นอย่างมาก จ้องมองเด็กชายด้วยสายตาโกรธแค้น นึกในใจว่า ‘เจ้าเด็กโง่ ทำไมเจ้าถึงไม่ทำตัวให้คนอื่นรัก หากไม่เห็นว่าเป็นน้องชายของพ่อหนุ่มฉี ข้าจะบิดให้หูขาดทีเดียว!’
ฉีจิงเหลือบมองนางอย่างเย็นชา ถังกุ้ยฮวาจึงรีบเปลี่ยนสีหน้าแล้วยิ้มออกมาทันที ชายหนุ่มไม่ได้สนใจเขารีบเก็บชามอาหารกลับไปใส่ตะกร้า จากนั้นก็วางเงินจำนวนหนึ่งลงบนฝาปิดก่อนจะส่งคืนและพูดกับนางว่า “เชิญกลับไปเถอะ”
“ข้าไม่ต้องการเงิน ข้าเต็มใจทำอาหารมาให้เจ้า ไม่คิดเงินแม้แต่น้อย ขอเพียงแค่ต่อไปเจ้าอย่าทำเป็นไม่สนใจข้าก็พอ” ถังกุ้ยฮวารีบบอกทันทีก่อนจะก้มหน้าลงด้วยความเขินอายอยู่อย่างนั้น รอคำตอบจากเขาแต่กลับไม่ได้ยินเสียงของเขาเป็นเวลานาน พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าเขาได้เดินกลับไปหาฉีหยางเพื่อปลอบประโลมเด็กชายแล้ว
หญิงสาวเม้มปากแน่น แต่ฉีจิงก็ไม่ได้สนใจนางสักนิด จนสุดท้ายจึงทำได้เพียงถือตะกร้าแล้วตัดใจเดินกลับออกมาด้วยความโศกเศร้า พอเห็นถังฉือเย่และถังฉือเหยากับกำลังยืนคุยอยู่กับคุณนายเฉินตรงหน้าประตู ถังกุ้ยฮวาก็กัดฟันกรอดก่อนจะเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับถังฉือเย่พลางโน้มตัวไปกระซิบข่มขู่ข้างหูนางอย่างชั่วร้าย
“ถังฉือเย่! อย่าคิดใช้โอกาสที่ข้าไม่อยู่ยุ่มย่ามกับพ่อหนุ่มฉีของข้าเด็ดขาด! ไม่อย่างนั้นข้าฆ่าเจ้าแน่”
“จะฆ่าข้า?” ถังฉือเย่เลิกคิ้วเอียงหน้าไปมอง “ข้ากลัวเหลือเกิน”
เมื่อได้ยินดังนั้นถังกุ้ยฮวาถึงกับเซผงะไป รีบหันหลังกลับมาดูเมื่อเห็นว่าไม่มีใครก็โล่งอก ก่อนจะหันกลับมาเล่นงานหลานสาวอีกครั้งด้วยความโกรธ
“เจ้าบ้า! ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”
“ขอบคุณคำสั่งสอนของท่านอา ข้าจะไม่พูดคุยกับชายอื่นข้างนอกอีก” ถังฉือเย่พูดยิ้มๆ คิดว่าไม่ควรมาทะเลาะกับถังกุ้ยฮวาตอนนี้ เพราะหากข่าวแพร่ออกไปว่าอากับหลานกำลังถกเถียงกันเพราะแย่งผู้ชายคนเดียวกัน คงไม่ใช่เรื่องดีแน่
ถังกุ้ยฮวาที่ยังไม่เข้าใจคำเยาะเย้ยของนาง เมื่อเห็นว่าหลานสาวมีทีท่ายอมอ่อนข้อลงจึงเผยรอยยิ้มอย่างเย็นชา ก่อนย้ำอีกครั้งว่า “เจ้าจงจำไว้ให้ดี!” พอกล่าวจบก็รีบเดินจากไปทันที
คุณนายเฉินเบะปากไม่ใส่ใจหันมาพูดซุบซิบ “สาวใหญ่ผู้นี้เพื่อชายหนุ่มผู้ที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน นางไม่สนใจแม้แต่หน้าตาชื่อเสียง จึงได้ออกมาเป็นสภาพเยี่ยงนี้”
ถังฉือเย่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่ภรรยาของท่านหมอเฉินผู้นี้ พูดแล้วเดินเข้าไปในห้องพร้อมกับลงมือทานอาหารอีกครั้ง ส่วนฉีหยางนั้นแม้จะยังไม่อิ่มแต่พอเรียกให้เข้ามากินอีกเขาก็ไม่กินแล้ว
หลังกินข้าวเสร็จ ฉีจิงจึงยืมรถลากของบุตรชายท่านหมอเพื่อเตรียมตัวพาฉีหยางเข้าไปในเมืองด้วยกัน ถังฉือเย่นึกถึงเป้าหมายในการทำร้านของนาง เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ได้แยกออกมาจากตระกูลถัง แม้ว่าจะมีเงินจากร้านยานั้นแต่ก็ไม่อาจทำให้สำเร็จได้ ตอนนี้จึงทำได้เพียงบรรลุเป้าหมายเล็กๆน้อยๆก่อนเท่านั้น
ดังนั้นหญิงสาวจึงยืมพู่กันกับกระดาษสาจากท่านหมอ ตั้งใจจะจดรายการยาที่จำเป็นต้องใช้แต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่านางไม่รู้ตัวอักษรนี่นา แม้ว่าจะมีทักษะด้านภาษาติดตัวมา เมื่ออ่านตัวอักษรโบราณในยุคสมัยนี้จึงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากให้เขียน…นางยังทำไม่ได้!
ถังฉือเย่วางพู่กันในมือลง ลังเลมองกระดาษเปล่าอยู่เป็นเวลานาน จนได้ยินเสียงของฉีจิงถามขึ้นว่า “เจ้าจะเขียนอะไร ให้ข้าช่วยเขียนให้เอาไหม?”
หญิงสาวพยักหน้าทันทีพร้อมกับส่งพู่กันให้เขา แต่ฉีหยางรีบวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขากระโดดขึ้นไปบนเก้าอี้พลางคว้าพู่กันไป และมองนางด้วยแววตาที่สดใส
ถังฉือเย่ถามด้วยความตกใจ “เจ้าเขียนหนังสือได้ด้วยหรือ?”
เด็กหนุ่มพยักหน้า ฉีจิงที่กำลังมองน้องชายอยู่นั้นในใจรู้สึกตื้นตันอย่างประหลาด! เพียงแต่ถังฉือเย่ไม่ได้สนใจอะไรมาก นางเห็นฉีหยางเขียนหนังสือได้ก็ดีใจแล้วบอกว่า
“ถ้าเช่นนั้นข้าพูดแล้วเจ้าเขียนดีไหม เขียนได้ก็เขียน หากเขียนไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เจ้ายังเด็กอยู่”
ฉีหยางพยักหน้าแรงๆ ดวงตาสดใส ยกพู่กันขึ้นพร้อมเขียนตามที่ถังฉือเย่พูดทุกคำ นางแตะที่แขนเขาเบาๆพลางกล่าว “โสมจีน ตังกุย หญ้าปู้เหล่า...”
เด็กชายจรดปลายพู่กันเขียนตัวอักษรจีนโบราณเหล่านั้นลงไปอย่างคล่องแคล่ว แม้ว่ามือของเขานั้นจะถูกพันผ้าเอาไว้อยู่ จนถังฉือเย่ชื่นชมไม่หยุด แล้วตอนนั้นเองที่ท่านหมอชราเดินกลับมาในห้องพอดีพอเห็นว่าเด็กชายกำลังจรดปลายพู่กันของตัวเองเขียนตัวหนังสืออยู่ก็เอ่ยปากถามด้วยความประหลาดใจ
“นี่เจ้าทำอะไรกัน?”
“ไม่มีอะไร ซื้อเพื่อความสนุกเท่านั้น” หญิงสาวพูดยิ้มๆ ท่านหมอชราส่งเสียงบางอย่างในลำคอเดินมาดูกระดาษใบนั้น ซึ่งถังฉือเย่ก็ไม่ได้กลัวที่เขาจะเห็น เพราะถึงแม้ว่าจะรู้ส่วนผสมทั้งหมดแต่หากไม่รู้วีธีการทำ ไม่มีทางเลยที่ใครจะทำออกมาสำเร็จ
ใช่แล้ว!... นางจะนำมาทำเหล้า!
ในยุคสมัยนี้มีเหล้ากระดูกเสือ เหล้าดองงู เหล้าเก๊กฮวย และอีกหลากหลายชนิดที่ธรรมดา รสชาติก็ไม่ดีอะไรมากนัก เพราะฉะนั้นนางจึงคิดที่จะทำเหล้าออกมานิดหนึ่งนั่นคือเหล้าสมุนไพรผลไม้
จากการมีชีวิตอยู่ในยุคที่อุตสาหกรรมกำลังตกต่ำ จำได้ว่าเมื่อตอนถ่ายทำซีรีส์เรื่องหนึ่งนางได้รู้จักกับคนคนหนึ่งที่เปิดร้านอาหาร เขาเป็นชายชราแซ่ตู้เป็นผู้มีทักษะในการทำเหล้ายารสผลไม้เป็นเลิศ แต่ละสูตรขึ้นอยู่กับความเปรี้ยวความหวานของผลไม้ ตลอดจนลักษณะของผลไม้ที่เย็นและอบอุ่น เหล้าสมุนไพรผลไม้เพื่อสุขภาพมีอยู่ทั่วไป แต่เหล้ารสชาติดีมีแค่ที่นี่ที่เดียว
คุณปู่ตู้ท่านนี้ชอบนางเอามากๆ เลยสอนวิธีการทำให้นางมากมายอย่างไม่คิดจะปิดบัง รวมๆแล้วเกือบร้อยชนิด ซึ่งน่าจะสร้างรายได้ในยุคสมัยนี้ไม่น้อย เพราะแม้ว่าในยุคโบราณนี้จะขาดผลไม้ไปหลายชนิด แต่สิ่งที่ยุคโบราณมี ยุคปัจจุบันเองก็ไม่มีเช่นกัน!
หญิงสาวคิดอย่างครึ้มอกครึ้มใจก่อนมอบรายการยาและตะกร้าให้ฉีจิงพลางตบบ่าเขาเบาๆ เมื่อชายหนุ่มพยักหน้านางจึงถอยออกมาพลางยิ้ม “ลำบากเจ้าแล้วพ่อหนุ่มฉี”
จากนั้นเมื่อพี่น้องตระกูลฉีไปแล้ว ถังฉือเย่ซึ่งยังคงรู้สึกอ่อนแรงจากพิษไข้อยู่ ดังนั้นหลังจากกินยาเสร็จนางจึงเตรียมพักผ่อนในบ้านของท่านหมอเฉินต่อไปอีกหนึ่งวัน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนสักหน่อยพร้อมกับรอรับเงินเมื่อฉีจิงกลับมา
…แค่คิดเรื่องเงิน หัวใจของถังฉือเย่ก็เปี่ยมไปด้วยความสุข…
และในขณะนั้น หลี่ซื่อจากบ้านสองตระกูลถังก็เดินเข้ามาในบ้านทรุดโทรมอย่างเงียบๆ
จบตอน
Comments
Post a Comment