superstar ep29-30

 บทที่ 29 นายหญิงใหญ่ของตระกูล


เนื่องจากถังหย่งหลี่มีรายได้หลักมาจากการทำการค้าจนร่ำรวยขึ้นมาได้ ดังนั้นตระกูลถังจึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องของคนชั้นต่ำมาโดยตลอด คุณชายรองอย่างถังหย่งกุ้ยก็ได้ออกจากบ้านไปได้สองสามปีก่อนหน้า บอกแต่เพียงว่าจะไปทำการค้า จนป่านนี้ก็ยังไม่กลับมา แถมยังไม่เคยมาหาลูกชายคนโตที่บ้านเลย แม้ว่าจะพาหลี่ซื่อมาก็ยังไม่ได้รับการต้อนรับจากท่านย่าซุน ยิ่งเมื่อนางได้ให้กำเนิดลูกสาวติดต่อกันถึงสองคนด้วยแล้ว หลีซื่อก็แทบจะไม่มีตัวตนในบ้าน


ในขณะที่วังซื่อยังไม่กลับมาบ้านนั้น นางจึงตกเป็นที่ระบายอารมณ์ของแม่สามีมาโดยตลอด ต้องกล้ำกลืนทนทุกข์อยู่นานจนกระทั่งมีลูกชาย ต่อมาเมื่อถังหย่งหลี่เสียชีวิต พร้อมกับมีวังซื่อมาดึงดูดความเกลียดชังจากแม่สามีไปแทน หลี่ซื่อจึงค่อยๆเป็นอิสระ พอจะหายใจหายคอได้บ้าง 


ดังนั้นเหตุผลที่นางมาที่นี่ในวันนี้นั้นก็เพื่อมาพูดเกลี้ยกล่อมวังซื่อ เพราะถึงอย่างไรบ้านใหญ่ก็ไม่มีลูกสาว แต่บ้านรองของนางกลับมีทั้งถังฉือจูและถังฉือหลิง โดยคนหลังนั้นมีอายุเท่ากันกับถังฉือเย่ ส่วนถังฉือจูนั้นโตที่สุด ปีนี้ก็จะอายุสิบสี่แล้ว เป็นวัยที่สามารถแต่งงานได้แล้ว แต่นางกลัวนิสัยเจ้าอารมณ์และไร้เหตุผลของเหอซื่อที่หากให้เป็นคนมาเกลี้ยกล่อมวังซื่อแล้วอาจไม่สำเร็จ นางจึงมาทำหน้าที่นี้แทน 


หลังจากถังหย่งหมิงไปสืบเสาะป่าวประกาศมาสักพัก เขาก็ได้ชายที่ต้องการเป็นเถ้าแก่ใหญ่ร้านขายธัญพืชในเมือง สกุลหนิว ปีนี้อายุห้าสิบหกปี อายุมากกว่าท่านปู่ถังหนึ่งปี ครอบครัวของเถ้าแก่หนิวผู้นี้ร่ำรวยเหลือกินเหลือใช้ บ้านใหญ่โตมีห้องสำหรับอนุภรรยาอีกเจ็ดถึงแปดห้อง 


แค่ได้ยินหลี่ซื่อก็ถุยน้ำลายอย่างขยะแขยง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้ายิ้มแย้มเมื่อผลักประตูให้เปิดออกพร้อมกันเรียกว่าวังซื่อ 


“น้องสะใภ้ เจ้าอยู่ไหม?”


ทันทีที่วังซื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นนางก็ทักทายด้วยความประหลาดใจ “พี่สะใภ้รอง ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?”


“ข้ามาหาเจ้านั่นแหละ” หลี่ซื่อพูดยิ้มๆ พลางนั่งลงบนเก้าอี้ “เจ้ากำลังยุ่งอยู่หรือ?”


“ข้าไม่ได้ยุ่งอะไร…ข้ากำลังทำเฉินมามา แล้วกำลังปักดอกไม้ลงไปสองดอก” เฉินมามาที่วังซื่อบอกคือชื่อเรียกของสายรัดประจำเดือน ด้วยการนำผ้ามาเย็บเป็นกระเป๋าเล็กๆ แล้วเว้นช่องไว้ด้านหน้า เมื่อประจำเดือนมาก็เทเถ้าพืชลงไปในช่อง จากนั้นก็สามารถใช้ได้ตามปกติ เนื่องจากผ้าส่วนใหญ่คือผ้าเฉิน ดังนั้นจึงเรียกว่าเฉินมามานั่นเอง


เดิมทีหลี่ซื่อคิดว่านางกำลังปักผ้า คาดไม่ถึงว่าจะเย็บสายรัดประจำเดือนอยู่ เช่นนั้นนางก็คงไม่ได้จะเอาไปขาย ลูกสาวทั้งสองอาศัยอยู่ที่โรงหมอประจำหมู่บ้านมาสามวันแล้ว อาการก็ยังไม่หายดี แต่นางกลับมานั่งเย็บสายรัดประจำเดือนอยู่ที่บ้าน…ช่างไร้หัวจิตหัวใจจริงๆ 


สะใภ้รองตระกูลถังเม้มปาก ทั้งที่คิดดูแคลนแต่ปากกลับพูดชมเชย “น้องสะใภ้ เจ้าฝีมือชำนาญคล่องแคล่วมาก เป็นข้าคงทำงานฝีมือที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ไม่ได้แน่” 


“ข้าก็คิดเช่นนั้น” 


หลี่ซื่อถึงกับนิ่งไป เพราะไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดนี้หลุดออกมาจากปากของวังซื่อ ความจริงใครก็ตามที่ได้รับคำชมนี้อย่างน้อยก็ควรถ่อมตัวสักหน่อย แต่นางกลับยอมรับได้อย่างหน้าชื่นตาบาน แต่ช่างเถอะ เมื่อมาคิดๆดูอีกทียิ่งวังซื่อผู้นี้โง่มากเท่าไหร่ เรื่องที่นางมาทำวันนี้มันก็จะยิ่งง่ายมิใช่หรือ 


คิดได้ดังนี้หลี่ซื่อก็หยุดพูดเรื่องไร้สาระแล้วหันมาพูดกับวังซื่อช้าๆ “น้องสะใภ้ เจ้าใช้ชีวิตเยี่ยงนี้ ไม่คิดบ้างหรือว่าจะอยู่อย่างไรในอนาคต” 


ทันใดนั้นวังซื่อก็เปลี่ยนอารมณ์เป็นเศร้าสร้อยขึ้นมาทันที นางวางงานที่ทำลงก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเมื่อหยดน้ำตาเริ่มไหลออกมาอีกครั้งราวกับสั่งได้ 


“แม้ว่าหรงเอ๋อร์จะเฉลียวฉลาดแต่ก็ยังอายุน้อย หญิงสาวสองสามคนอยู่บ้านด้วยกันคงจะลำบากน่าดู วันสองวันอาจพอทนได้ แต่หากนานกว่านั้นท้ายที่สุดก็ต้องตกเป็นขี้ปากของชาวบ้านให้เขาซุบซิบนินทา หากจะให้ข้าพูด ข้าคิดว่านี่มันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดีเลย เจ้าเองก็ควรคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วน”


วังซื่อได้ฟังก็ยิ่งร้องไห้หนักเข้าไปอีก ความจริงเมื่อไม่กี่วันมานี้นางเพิ่งจะเริ่มคิดได้ ตอนอยู่บ้านสกุลถังนั้นก็มีท่านย่าซุนคอยด่าทอทุบตี แม้ว่านางจะบอบบางและอ่อนแอแต่ก็ไม่อาจเลี่ยงที่จะต้องทำงานบ้านแถมยังต้องคอยดูแลเด็กๆ อยากจะนั่งพักก็กลับมีเข็มกับด้ายอยู่ในมือ ไม่สามารถนั่งพักเฉยๆได้เลย แม้แต่เสื้อผ้าของทุกคนในบ้านก็ล้วนเป็นนางที่ตัดเย็บมันขึ้นมา 


แต่พอเมื่อย้ายออกมาแล้วนางก็คือนายหญิงของบ้านหลังนี้ เช่นเดียวกับตระกูลที่นางเคยปรนนิบัติรับใช้เมื่อก่อน ในบ้านนี้นางเป็นใหญ่ ไม่มีใครคอยสั่ง กินดีอยู่ดี แถมยังไม่มีใครสั่งให้นางไปทำงาน นางไม่ต้องกังวลใจเรื่องใดๆทั้งนั้น แม้ว่าเสื้อผ้าเครื่องประดับจะไม่เยอะแยะมากมายเท่าที่บ้านใหญ่ แต่นางก็สบายใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ดังนั้นวังซื่อจึงไม่คิดจะกลับไปที่บ้านสกุลถังอีก 


“นี่มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ชะตาชีวิตข้าต้องขมขื่นเพียงนี้กันล่ะ” 


“อย่าพูดเช่นนี้” หลี่ซื่อยืมมือจับมือของวังซื่อไว้เพื่อปลอบประโลม “น้องสะใภ้อย่าเศร้าใจไปเลย โบราณว่าไว้ ปัญหาทุกอย่างล้วนมีทางออก ต่อไปเจ้าอาจจะมีวันที่ดีก็ได้ใครจะไปรู้ ถึงอย่างไรตอนนี้เจ้าก็ยังมีอาหารให้ทานมีเสื้อผ้าอุ่นๆให้ใส่ ใครจะไปคิดว่าถังฉือเย่จะพึ่งพาได้ขนาดนี้”


“พี่สะใภ้รองอย่าไปชมนางแบบนั้นเลย เด็กคนนั้นไม่เคยจะเชื่อฟัง” วังซื่อกล่าวอย่างเย็นชา “หรือว่าแค่มีอาหารเสื้อผ้าให้ใส่ก็เพียงพอแล้วอย่างนั้นหรือ กล่องเครื่องประดับของข้ามากกว่าครึ่งอยู่ในกำมือของท่านแม่ ท่านลองดูผมเผ้าหน้าผมแล้วก็ศีรษะที่เปลือยเปล่าของข้าสิ ท่านจะรู้ว่าข้ามีความเป็นอยู่อย่างไรกันแน่” 


จากคำพูดเพียงไม่กี่คำที่ได้ยิน หลี่ซื่อก็เดาออกไม่ยากนักว่าวังซื่อคิดอย่างไร นางจึงคิดดูหมิ่นอยู่ในใจ แต่กลับซุกซ่อนมันไว้เพื่อแสดงสีหน้าจริงใจ


“ก็ใช่! น้องสะใภ้เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามเยี่ยงนี้ ชั่วชีวิตข้าก็เคยเห็นเพียงเจ้าเท่านั้น ดังนั้นก็ควรที่เจ้าจะต้องมีคนคอยปรนนิบัติดูแล ควรมีเสื้อผ้าสวยๆงามใส่ บนศีรษะบนข้อมือก็ควรใส่เครื่องประดับราคาแพงถึงจะเหมาะสมกับคนที่มีใบหน้างดงามอย่างเจ้า” 


“น่าเสียดายที่ชีวิตข้ามันช่างอาภัพ สามีก็มาด่วนจากไป หวังพึ่งได้เพียงหรงเอ๋อร์ว่าจะสามารถเป็นขุนนางได้ในอนาคต และสร้างเงินให้ครอบครัวได้มากขึ้น”


“แน่นอน” หลี่ซื่อยืนยัน “ในอนาคตข้าเชื่อว่าหลงเอ๋อร์จะต้องประสบความสำเร็จแน่ เพียงแต่ในสองปีนี้อาจจะเป็นเรื่องยากสักหน่อย หากจะให้ข้าพูดข้าว่าเจ้าต้องจัดการเรื่องในบ้านให้ดีกว่านี้ หรงเอ๋อร์จะได้เรียนได้อย่างสบายใจ ดังนั้นขาดก็เพียงแค่เงิน”


ในที่สุดหลี่ซื่อก็พูดเข้าประเด็นสำคัญ “ข้าคิดว่าเจ้าจะต้องหาเงินไว้ให้มากที่สุด”


“ข้าจะไปหาเงินมาจากไหนกัน?”


“หากเจ้าไม่ว่าอะไร ข้าก็จะบอกให้เจ้าฟัง”


“พี่สะใภ้รอง ท่านรีบบอกมาเถอะ ข้าไม่ว่าอะไรหรอก”


แล้วตอนนั้นเองที่หลี่ซื่ออมยิ้มอย่างมีเลศนัย ดวงตาเป็นประกายขึ้นเมื่อเห็นว่าปลาฮุบเหยื่อ เมื่อโน้มตัวเองพูดกระซิบข้างหูวังซื่อว่า


“ข้ารู้จักเศรษฐีคนหนึ่งในตัวเมือง” 


……………………..…………


จนกระทั่งออกมาจากบ้านทรุดโทรมหลังนั้น หลี่ซื่อก็ยังอดรู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อยไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้นางคิดมาอย่างรอบคอบแล้วว่าตัวเองสามารถเกลี้ยกล่อมวังซื่อได้ เพราะวังซื่อนั้นหัวอ่อนและโง่เขลา จนไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง หากพูดกับนางดีๆ นางเชื่อว่าเก้าในสิบส่วนวังซื่อจะต้องคล้อยตามเห็นด้วยแน่ๆ แต่นางก็คิดไม่ถึงว่าวังซื่อจะตอบตกลงให้อย่างง่ายดายเพียงนี้! 


เพียงแค่พูดถึงทรัพย์สินของอีกฝ่าย ยังไม่ทันที่จะกล่าวอะไรมากวังซื่อก็ขมวดคิ้วพลางครุ่นคิด จากนั้นก็ตอบตกลงทันที “ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็คงดีกว่าอยู่อย่างลำบากกับพวกข้าที่นี่ เช่นนั้นข้าเองก็สบายใจในฐานะแม่คนหนึ่ง”


หลี่ซื่อสับสนเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดวังซื่อจึงไม่คิดสักนิดว่าหากไม่มีถังฉือเย่แล้วต่อจากนี้นางจะอยู่อย่างไร แม้ว่าอีกฝ่ายจะให้เงินตระกูลถังเพิ่มอีกสองตำลึง แต่คนนิสัยตระหนี่อย่างท่านย่าซุนน่ะเหรอจะมอบเงินเหล่านั้นให้วังซื่อ 


เพราะหากเป็นนางไม่ว่าความสัมพันธ์แม่ลูกจะเป็นอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะส่งถังฉือเย่ให้ใครสักคนในฐานะนางบำเรอเด็ดขาด!


พอมาคิดดูแล้วก็บอกได้คำเดียวว่าวังซื่อนั้นช่างเป็นคนโง่จริงๆ แค่สถานการณ์ง่ายๆอย่างนี้ยังมองไม่ออก  น่าเสียดายที่มีลูกอย่างถังฉือเย่…สะใภ้รองของตระกูลได้แต่ส่ายหน้า และทันใดนั้นเสียงของแม่สามีก็ดังขึ้น


“สะใภ้รอง!”


หลี่ซื่อตกใจรีบหันหน้าไปมอง ก็เห็นท่านย่าซุนเดินตรงปรี่เข้ามาหาพร้อมกับเอ่ยถามเร่งเร้าด้วยความร้อนใจ “เป็นอย่างไรบ้าง เจ้าตัวซวยนั่นยอมตกลงหรือไม่?”


“นางตอบตกลง…ท่านแม่” หลี่ซื่อกล่าวอย่างนุ่มนวล “นางบอกว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็คงดีกว่าทนลำบากอยู่กับนาง”


หญิงชราเบะปากแสดงสีหน้าดูถูกอย่างเห็นได้ชัด “ข้าบอกแล้วเจ้าตัวซวยนั่นแม้แต่หมายังเทียบไม่ได้ แม้แต่หรงเอ๋อร์นางยังไม่สนใจ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กสาวคนนั้นเลย มีกันอยู่สองคนยังจะดั้นด้นไปอยู่กับนาง…ที่นี้แหละจะกลับมาคิดเสียใจทีหลังก็ไม่ทันแล้ว”


นางพูดพึมพำกับตัวเองขณะเดินกลับเข้าบ้านเพื่อบอกข่าวดีกับลูกชาย!



บทที่ 30 ไม่ชอบมาพากล


ในช่วงเย็นของวันนั้น หลังจากเฝ้ารอมาทั้งวันฉีจิงก็นั่งเกวียนกลับมา ถังฉือเย่ยืนกระวนกระวายอยู่ตรงหน้าประตู ทันทีที่เห็นเขาดวงตาก็เป็นประกายฉายชัด จนชายหนุ่มอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้


ถึงแม้จะรู้ดีว่าเป็นเพราะเงิน แต่สีหน้าท่าทางของนางนั้นทำให้เขารู้สึกราวกับว่าถังฉือเย่นั้นกำลังรอคอยให้เขากลับมา อยู่ๆ ในใจเขาก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ 


ฉีจิงนำเกวียนไปจอดแล้วหันกลับมาอุ้มน้องชายลง แล้วให้ฉีหยางขี่หลังเพราะเด็กน้อยนั้นได้หลับไปแล้ว ถังฉือเย่สังเกตเห็นว่าที่แผ่นหลังของเด็กชายนั้นไม่ได้มีการทำแผลเอาไว้ แต่ก็ดูเหมือนจะได้ทำความสะอาดมาแล้ว ตุ่มน้ำที่แตกไปแล้วก็ได้รับการทายามาอย่างดี


หญิงสาวเข้าไปดูอย่างละเอียดด้วยความเป็นห่วง หันไปถามพี่ชายของฉีหยางว่า “เปลี่ยนยามาแล้วหรือ?”


ฉีจิงตอบรับจากนั้นก็เอียงหัวไปทางด้านที่จอดเกวียน ถังฉือเย่จึงเดินไปที่จอดเกวียนแล้วหยิบกระบุงลงมา ลูกชายคนรองของท่านหมอเฉินเดินมาทักทาย ก่อนจะจูงลาแล้วเดินจากไป ถังฉือเย่เดินเข้าไปในบ้านหันมองไปรอบๆ พร้อมกับส่งเสียงเรียกเสี่ยวเหยา 


“เหยาเอ๋อร์! ไปดูที่ประตูให้ทีสิ หากมีคนมาก็ตะโกนบอกพี่ด้วยนะ”


เด็กสาวขานรับอย่างแข็งขัน จากนั้นจึงวิ่งออกไปเฝ้าที่หน้าประตู กกหูของฉีจิงนั้นร้อนนิดหน่อย แต่สีหน้านั้นยังดูสุขุมเหมือนเคย ชายหนุ่มวางฉีหยางลงบนเตียงอย่างระมัดระวังเอาหมอนมาหนุนให้เขา จากนั้นจึงหันไปพูดกับนางที่กำลังรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ 


“โชคดีที่ไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง”


“เท่าไหร่?” ถังฉือเย่พุ่งตัวเข้ามาด้วยสองตาที่เปล่งประกาย แต่แทนที่ฉีจิงจะถอยหลังไปหนึ่งก้าวเหมือนเคย คราวนี้เขากลับยืนนิ่ง จนหญิงสาวเข้ามาอยู่ใกล้มาก…มากจนมองเห็นขนตาที่หนาและยาวเป็นแพของนาง 


“ขายได้ห้าพันหกร้อยตำลึง ข้าเอาห้าพันห้าร้อยตำลึงแลกเป็นตั๋วเงิน อีกหนึ่งร้อยตำลึงแลกเป็นเหรียญ” เขาพูดพร้อมกับหยิบกล่องๆหนึ่งออกมาจากกระบุงแล้วยื่นให้นาง 


ถังฉือเย่ดีใจเป็นอย่างมากรีบเปิดกล่องนั้นออกอย่างรวดเร็ว ตั๋วเงินของราชวงศ์ต้าเยี่ยนนั้นแบ่งเป็นตั๋วเงินทางการและตั๋วเงินส่วนตัว ขนาดเล็กที่สุดนั้นคือสิบตำลึง ใหญ่ที่สุดนั้นก็คือพันตำลึง เพราะเมืองเล็กๆที่นางอาศัยอยู่นั้นไม่น่ามีตั๋วเงินถึงพันตำลึงแน่นอน กองเงินนี้ล้วนเป็นเงินหนึ่งร้อยตำลึงทั้งนั้น หนึ่งแผ่นมีขนาดราวๆหนึ่งฝ่ามือเห็นจะได้ บนตั๋วเงินมีตัวอักษรสีดำและแดงเขียนอยู่เต็มไปหมด พร้อมกับมีตราประทับหลากหลายมีอยู่ทั่วแผ่น


ถังฉือเย่หยิบตั๋วเงินออกมาห้าร้อยตำลึงและหยิบหยวนเป่าหกสิบอันยื่นให้เขา เพราะเป็นเรื่องที่ตกลงกันเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ฉีจิงจ้องมองไปที่ถังฉือเย่ สีหน้าของนางดูเรียบเฉย แสดงสีหน้าสีตาธรรมดาให้เขาคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่นางต้องทำอยู่แล้ว แต่ชายหนุ่มกลับรับมาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น จากนั้นก็เอาสามร้อยตำลึงคืนนางไป 


“ถือว่าซื้อเห็ดหลินจือของเจ้าแล้วกัน” 


หญิงสาวคิดไปคิดมาก่อนจะพยักหน้ารับแล้วเอาตั๋วเงินทั้งสามใบใส่กลับลงในกล่องตามเดิม ถึงแม้ว่าตั๋วเงินจะไม่หนัก เมื่อเอากองกระดาษขนาดใหญ่นี้มาวางไว้บนตัว ก็ยังคงสังเกตเห็นได้ง่ายอยู่ดี ถังฉือเย่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะเอาเหรียญสี่สิบกว่าตำลึงนั้นซ่อนเอาไว้ ส่วนกล่องนั้นก็ยื่นให้ฉีจิงไปพร้อมบอกว่า


“ที่เหลือ เจ้าช่วยเก็บรักษาให้ข้าหน่อยได้มั้ย?”


“ทำไมล่ะ?” เขาขมวดคิ้วสงสัย นางจึงเงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนที่ชายหนุ่มจะพูดเสียงจริงจัง “ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วยเจ้า แต่ว่าเจ้าเชื่อใจข้าแล้วหรือ?”


“เงินจำนวนแค่นี้ คงไม่ทำให้เจ้าสนใจได้หรอก” นางตอบพร้อมกับหัวเราะออกมาเล็กน้อย 


“ข้าจนมาก ที่บ้านก็ไม่มีอาหารเพียงพอ


“บางคนถึงแม้จะไม่มีเงิน แต่ก็มีคุณธรรมสูงส่ง ผิดกับบางคนที่ร่ำรวยเงินทองแต่กลับคิดเล็กคิดน้อยกับเงินเพียงแค่อีแปะเดียว” ถังฉือเย่พูดด้วยเสียงจริงจัง “ข้าคิดว่าข้าดูคนไม่ผิด” 


ทั้งสองคนต่างสบตากันนิ่ง ผ่านไปครู่หนึ่งฉีจิงจึงรับกล่องใบนั้นไป ถังฉือเย่ยิ้มออกมาทันที จากนั้นก็เขย่งปลายเท้าไปตบที่หน้าอกเขาเบาๆกล่าวเสียงสดใส


“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบใจมากนะ อาฉี! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปพวกเราคือพี่น้องกัน”


…พี่น้อง ฉีจิงก้มมองหน้าสาวน้อยที่เพิ่งจะตบหน้าอกเขาเมื่อครู่ ผอมเหมือนถั่วงอกตัวเล็กอย่างนี้ จะเป็นพี่น้องกระนั้นหรือ?...ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ จากนั้นจึงค่อยๆเบือนหน้าหนี


ถังฉือเย่ที่ไม่รู้ความคิดของชายหนุ่มจึงหัวเราะเบาๆด้วยความสบายใจ “งั้นข้าไปก่อนนะ แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อล่ะ?”


“บ้านข้าถูกไฟไหม้หมดแล้วก็เลยจะขอพักที่นี่ไปก่อนสักวันสี่ห้าวันแล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไร…อ่อ! ใช่แล้ว” ฉีจิงชี้นิ้วไปที่กระบุง


“ยาที่เจ้าต้องการอยู่ในกระบุงแล้ว แล้วก็ยังมีขี้ผึ้งขวดเล็กด้วย เมื่อเจ้ากลับบ้านไปก็ทาเสียหน่อย มันน่าจะออกฤทธิ์ดีกว่าผงยานี้นะ”


ถังฉือเย่เพียงแต่พยักหน้า เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยฉีหยางยังคงหลับอยู่ นางจึงสะพายกระบุงนั้นแล้วเดินออกไป พูดคุยกับท่านหมอเฉินนิดหน่อยก่อนจะจูงมือเสี่ยวเหยากลับบ้าน 


ระหว่างทางมีคนจำนวนไม่น้อยที่ทักทายถามไถ่ไปตลอดทาง จนกระทั่งเดินมาถึงหน้าบ้าน ถังกุ้ยฮวาที่ได้ยินเสียงและรออยู่ก่อนแล้วก็รีบพุ่งออกมาดักหน้า ถามเสียงดังตะคอก


“พ่อหนุ่มฉีของข้าอยู่ที่ไหน?” เมื่อกลางวันนางอุตส่าห์ถือตะกร้าอาหารไปที่โรงหมอประจำหมู่บ้าน แต่กลับต้องไปเสียเที่ยว ถังฉือเย่คร้านที่จะสนใจในตัวนาง จึงบอกแค่ว่า


“ข้าเองก็ไม่ได้เจอเขา” 


“เจ้ามันไอ้เด็กหน้าด้าน กระจอก! กล้าดียังไงมาพูดกับข้าเยี่ยงนี้ เจ้ายังอาศัยอยู่ในบ้านของตระกูลข้าอยู่เลยนะ หากข้าจะไม่ให้เจ้าอยู่เจ้าก็ต้องไสหัวออกไป”


ถังฉือเย่ที่กำลังจะผลักประตูบ้านเข้าไปชะงักกึก ก่อนจะหันกลับมาพูดกับถังกุ้ยฮวาด้วยน้ำเสียงเย็นๆว่า “อย่างแรกบ้านนี้ท่านย่าให้เราเช่าแล้ว และนางก็ได้รับเงินเราไปต่อหน้าของท่านลุงสองและท่านลุงสี่แล้วด้วย อย่างที่สอง…” นางเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “ที่โรงหมอประจำหมู่บ้านน่ะมีคนเข้าออกอยู่ตลอดทั้งวัน เจ้าลองทายดูสิว่าที่เจ้าไปโวยวายด่ากราดอยู่ที่นั่น จะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ที่เรื่องพวกนี้จะได้ยินไปถึงหูเขา”


ถังกุ้ยฮวานิ่งอึ้งไปในทันที ก่อนจะตั้งหลักได้แล้วถลึงตาใส่นางราวกับเป็นไก่ที่ถูกบีบคอเอาไว้ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาสักคำ ได้แต่เม้มปากแน่นด้วยความแค้นใจแล้วเบือนหน้าหนีเดินจากไป 


หญิงสาวหัวเราะส่ายหน้าเบาๆสองสามทีก่อนจะสาวเท้าเดินกลับเข้าบ้าน พอวังซื่อเห็นเข้าแทนที่จะซักถามถึงอาการป่วยกลับพูดจาตำหนิติเตียน


“พวกเจ้ายังรู้ด้วยหรือว่าต้องกลับมา”


“พวกข้าก็ไม่คิดว่าจะได้กลับมาแล้ว เหยาเอ๋อร์ไม่สบายครั้งนี้เป็นตายเท่ากัน ข้าเองก็ไม่สบายหนักมากลุกจากเตียงแทบไม่ได้ถึงสองวัน นี่ไงในมือของข้ายังถือยาเอาไว้อยู่เลย” นางพูดพร้อมกับชูกระบุง “ท่านแม่คงคิดว่าพวกข้าจะกลับมาไม่ได้แล้วใช่หรือไม่ ถึงไม่คิดจะโผล่หน้าไปเยี่ยมพวกข้าบ้างเลย?”


เมื่อเห็นวังซื่อนิ่งไปชั่วขณะ ถังฉือเย่จึงบอกด้วยน้ำเสียงเหนื่อยว่า “ท่านหมอกำชับให้ข้านอนพักผ่อน วันพรุ่งนี้รบกวนท่านแม่มาดูแลข้าเสียหน่อยแล้ว”


พูดไปหญิงสาวก็คิดว่าจะได้เห็นวังซื่อทำหน้านิ่วคิ้วขมวดและเย็นชาใส่ จากนั้นคงด่าว่าเนรคุณเป็นแน่ แต่คิดไม่ถึงว่าวังซื่อจะไม่ปฏิเสธแถมวันถัดมา นางก็ตื่นมาตั้งแต่เช้า เพื่อมาทำอาหารเป็นครั้งแรก…ผิดปกติ ถังฉือเย่มองพฤติกรรมของวังซื่อพร้อมกับคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ แต่นางก็ไม่ได้พูดหรือแสดงสีหน้าอะไร 


จากนั้นในช่วงสายๆ ถังฉือเย่จึงลุกขึ้นไปต้มน้ำเพื่อสระผมเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ โดยมีเสี่ยวเหยาคอยช่วยทายาให้ แล้วจึงเดินไปที่ร้านเหล้าเพื่อซื้อเหล้าเซาห้าไห ก่อนจะเดินขึ้นไปบนภูเขาเก็บแอปเปิ้ลป่ามาจนเต็มกระบุง


บนภูเขาจวี้เป่าแห่งนี้มีแอปเปิ้ลป่าอยู่จำนวนมากซึ่งเป็นแอปเปิ้ลที่มีผิวเรียบ รสชาติหวาน หญิงสาวจึงคิดจะเอากลับไปทำเหล้าแอปเปิ้ลป่าดูบ้าง แต่เพราะไม่เคยใช้เหล้าที่มีขนาดแอลกอฮอล์น้อยขนาดนี้มาก่อน เพราะฉะนั้น สัดส่วนของส่วนผสมก็ยังต้องค่อยๆลองไปเรื่อยๆถึงจะสำเร็จ ซึ่งสูตรนี้ท่านปู่ตู้ที่เคยสอนเขามาบอกว่าจะช่วยบำรุงไตและหัวใจ เสริมสร้างพละกำลัง อันเป็นสูตรเหล้าที่คนนิยมดื่มกันมาก ซึ่งโชคดีที่ฉีจิงเป็นคนรอบคอบ วัตถุดิบยาต่างๆที่สั่งนั้นเขาจัดการหามาให้ครบหมด นางจึงเอายาพวกนี้มาบดให้ละเอียดแล้วแบ่งใส่ในห่อให้เรียบร้อยแล้ว


เมื่อกลับมาถึงบ้านถังฉือเย่จึงคัดผลแอปเปิ้ลป่าที่ไม่เน่าไม่เสียมาล้างให้สะอาด ซับน้ำให้แห้ง แล้วเอาแกนออก จากนั้นก็หั่นเป็นแผ่นๆ และนำแอปเปิ้ลป่าหั่นแผ่นและยาจีนบดละเอียดในสัดส่วนที่เท่าๆกันมาผสมรวมกัน จากนั้นก็ใส่ลงในเหล้าแต่เพราะว่าไม่มีตราชั่ง สัดส่วนจึงยังไม่ค่อยแม่นยำเท่าไหร่ คราวหน้าจะต้องซื้อตราชั่งกับที่บดยามาด้วยจึงจะทำให้สัดส่วนแม่นยำขึ้น


หญิงสาวคิดในใจขณะกำลังจะเริ่มลงมือทำขั้นตอนต่อที่ท่านปู่ตู้บอกว่าเป็น ‘จุดสำคัญ’ ถังฉือเย่จำได้ว่าหน้าของคนแก่ที่ผมขาวโพลนคนนั้นมีรอยยิ้มซุกซนที่เหมือนเด็กๆ เมื่อบอกว่าสมัยก่อนนั้นมีการบอกต่อกันมาว่าขั้นตอนนี้เรียกกันว่า ‘การชูรส’ แต่หลังจากที่เขาได้ปรับเปลี่ยนสูตรนี้แล้ว เขาก็ได้เรียกขั้นตอนนี้ใหม่ว่า


‘จุดสำคัญ’ 


เพราะเมื่อเข้าใจขั้นตอนนี้แล้วก็จะสามารถปรับเปลี่ยนส่วนผสมได้ แต่ถ้าหากทำขั้นตอนนี้ได้ไม่ดี เหล้าที่ทำออกมานั้นก็จะมีรสยาจีน รสหวาน รสขมหลายๆรสผสมกันไปจนไม่รู้ว่ากลายเป็นอะไรกันแน่ ไม่เหมือนกับตอนนี้ที่เหมือนกับการหมักไวน์ที่ต้องผสมทุกอย่างให้เป็นเนื้อเดียว และมีทั้งรสหวานและเข้มข้น


ถังฉือเย่ปิดปากไหอย่างระมัดระวัง ปกติแล้วต้องใช้เวลามากถึงสิบห้าวันหลังจากนี้จึงสามารถเปิดไหแล้วชิมเหล้าได้ 


ด้วยความที่วันนี้ยุ่งมาทั้งวัน เพราะฉะนั้นเช้าวันต่อมาหญิงสาวจึงรู้สึกขี้เกียจที่จะตื่น แต่ใครจะไปคิดว่าวังซื่อจะตื่นขึ้นมาทำอาหารเช้าอีกแล้ว ทันทีที่สองพี่น้องตื่นขึ้นมากินข้าวเช้าจนเสร็จ วังซื่อก็พูดขึ้นว่า “วันนี้เจ้าเข้าไปในเมืองกับข้าหน่อย”


“ข้าไม่สบาย ข้าไม่ไป!” ถังฉือเย่พูดอย่างเย็นชาแต่วังซื่อยังไม่ยอมแพ้


“พวกเราจะนั่งเกวียนของตระกูลเฉินไปไม่ทำให้เจ้าเหนื่อยหรอก”


“ข้าไม่มีเงิน”


วังซื่อเงียบไปครู่ จากนั้นจึงพูดกับนางว่า “ข้ามีเงิน!” 


ถังฉือเย่ถอนหายใจแรงๆทำเสียงหึ! ก่อนจะบอกช้าๆชัดๆว่า “ข้ารู้สึกอ่อนล้ามาก อาการท่าจะหนัก วันนี้ข้าอยากไปหาท่านหมอเสียหน่อย ในเมื่อท่านแม่มีเงิน ท่านแม่ก็ไปเองเถิด หรือไม่ก็ให้เหยาเอ๋อร์ไปเป็นเพื่อนก็ได้”


“เจ้า!” วังซื่อเริ่มหมดความอดทน นางยืนขึ้นตะคอกเสียงดัง “ทำไมเจ้าถึงดื้อดึงขนาดนี้ ข้าบอกให้เจ้าไป เจ้าก็ต้องไป อย่ามาพูดพล่ามโยกโย้!” 


ถังฉือเย่มองวังซื่อด้วยสีหน้าที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้มแต่เป็นการมองตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ในเมื่อท่านแม่คิดว่า การไปในเมืองกับท่านมีค่ามากกว่าชีวิตของข้า แล้วข้าจะไม่ไปได้อย่างไรกัน?”


ว่าแล้วหญิงสาวก็ยืนขึ้นแล้วกล่าวด้วยสุ้มเสียงเย็นชา “ไป…เราไปกันเถอะ”



จบตอน

Comments