บทที่ 3 คนโง่จะไม่โง่อีกต่อไป
“เจ้าทำอะไรน่ะ!” ถังฉือหรงพูดออกมาด้วยความโกรธ แต่อีกฝ่ายกลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อนพูดสวนกลับมาว่า
“ท่านย่าบอกว่าต่อจากนี้ไป แกไม่ใช่คนของตระกูลถังอีกแล้ว ถ้าเจอก็ให้ต่อยได้เลย เพราะต่อให้ต่อยถึงตายก็ไม่เป็นไร!”
เด็กชายรูปร่างอวบอ้วน ผิวดำ ใบหน้ากลมใหญ่เกือบเท่าลูกแพร์ ญาติผู้พี่ของเขา ผู้เป็นลูกชายของบุตรชายคนรองตระกูลถัง นาม…ถังฉือหยิน ซึ่งมีอายุน้อยกว่าถังฉือหรงเพียงหนึ่งปีเท่านั้น แต่กลับเป็นคนเกเร ชอบวิ่งไล่รังแกถังฉือหรงกับน้องสองคน ยิ่งโดยเฉพาะถังฉือหรงแล้ว ถังฉือหยินคิดจะเตะก็เตะ คิดจะต่อยก็ต่อย เพราะแต่ไหนแต่ไหนไม่เคยมองว่าเป็นพี่ หรือแม้แต่เป็นคนด้วยซ้ำ จนถึงตอนนี้บนศีรษะของเขายังมีก้อนเลือดอันมาจากฝีมือของถังฉือหยินที่กระชากปรากฏให้เห็นอยู่เป็นหลักฐาน
ถังฉือหรงอดทนอดกลั้นพลางก้มลงเก็บผักป่าที่หล่นเกลื่อนกลาดบนพื้น ในขณะที่ถังฉือหยินได้ใจยืนเด้งท้องพูดขึ้นอย่างคนที่คิดว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าว่า
“เมื่อก่อนแกไม่ใช่เก่งมากเหรอ ชอบเอาเรื่องของข้าไปฟ้องท่านย่า แถมตอนเช้ายังกินไข่มากกว่าข้าหนึ่งฟอง แล้วตอนนี้ทำไมถึงกินได้แค่ผักป่าแล้วล่ะ อยู่กับแม่ตัวซวยของเจ้าก็ใช้ชีวิตสุขสบายไม่ได้แล้วล่ะสิ?” พูดไปก็หัวเราะไป แต่ถังฉือหรงไม่ได้สนใจสักนิด เขายังคงก้มหน้าก้มตาเก็บผักป่าบนพื้นต่อไป จนถังฉือหยินรู้สึกว่าเริ่มไม่สนุก จึงหาวิธีแกล้งใหม่ แล้วตอนนั้นเองที่ความคิดชั่วร้ายบางอย่างแวบเข้ามาในหัว ถังฉือหยินดึงกางเกงลงพร้อมกับฉี่รดลงไปบนผักป่าพวกนั้น
ถังฉือหรงสะดุ้งด้วยความตกใจคาดไม่ถึงรีบถอยห่างออกมาทันที ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดพูดปากคอสั่น “ถังฉือหยิน! เจ้า…เจ้าทำเรื่องเช่นนี้ไม่คิดว่ามันน่าอับอายบ้างรึ!”
เมื่อฉี่เสร็จถังฉือหยินจึงดึงกางเกงขึ้นพร้อมกับหัวเราะอย่างชอบใจที่สามารถกลั่นแกล้งจนอีกฝ่ายเป็นเดือดเป็นร้อนได้สำเร็จ
“ข้าจะให้พวกแกกินฉี่ของข้า” ไม่พูดเปล่าเขายังทำสีหน้าเยาะเย้ย เตะโคลนที่พื้นพร้อมพูดกลั้วหัวเราะ “กินเข้าไปสิ! กินเข้าไป!”
ถังฉือหรงรีบหลบแต่ก็ไม่พ้นเมื่อโคลนนั้นได้กระเด็นโดนชายเสื้อของเขาจนเลอะเปรอะเปื้อนไปหมด ถังฉือหยินปรบมือหัวเราะชอบใจ พูดเยาะเย้ยว่า “ฉี่กระเด็นโดนแล้ว! ข้าจะคอยดูว่าแกจะยังใส่เสื้อตัวนี้ได้อีกหรือไม่”
ถังฉือหรงเม้มปากกัดฟันกรอด ได้แต่เก็บความโกรธไว้ในใจ…นี่มันจะมากเกินไปแล้ว! เลวร้ายยิ่งกว่าพวกอันธพาลเสียอีก เพราะหากเป็นเด็กน้อยสี่ห้าขวบ ยังอาจพออ้างได้ว่าเป็นการดื้อรั้น ขาดการอบรม แต่นี่ถังฉือหยินอายุสิบสามแล้ว อายุขนาดนี้บางคนหาคู่แต่งงานไปแล้ว แต่เด็กชายตระกูลถังคนนี้กลับทำเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ได้ลงคอ!
เมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ถังฉือเย่ก็รู้สึกรังเกียจ สะอิดสะเอียนเป็นอย่างมาก นางหันซ้ายหันขวาตั้งใจจะหาก้อนหินสักก้อนปาหัวถังฉือหยินให้แตกไปข้างหนึ่ง แต่รอบตัวกลับพบเพียงเถาวัลย์ที่แช่น้ำจนเน่าเปื่อย…ถ้าจำไม่ผิดล่ะก็ถังฉือหยินน่าจะกลัวงู ถังฉือเย่อมยิ้มตรงมุมปาก ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอื้อมไปหยิบเถาวัลย์เส้นนั้นขึ้นมา มองหามุม วัดกำลังของแขนตัวเองอย่างรอบคอบ
จังหวะนั้นเองนางจึงตัดสินใจโยนเถาวัลย์เปียกชื้นในมือไปที่ถังฉือหยินซึ่งกำลังเตะพื้นไปมาอย่างสะเปะสะปะ เด็กหนุ่มไม่ทันระวังตัว พอรู้สึกได้ว่ามีเส้นอะไรเปียกๆชื้นๆ แถมยังลื่นมาคล้องอยู่ที่คอก็ตกใจตะโกนร้องเสียงดังลั่นว่า
“งู! งู!”
เด็กหนุ่มกระโดดโหยง ไม่กล้าเอื้อมมือไปจับ ทำได้เพียงกรีดร้องกระโดดไปมาอย่างไร้สติ จนฝ่าเท้าเหยียบย่ำลงบนฉี่ของตัวเองก่อนจะลื่นล้มลงใบหน้าจุ่มลงบนกองฉี่ของตัวเอง!
ถังฉือเย่หัวเราะออกมาจนถังฉือหรงได้ยินแล้วหันกลับมามอง พอเห็นว่าเป็นน้องสาวก็เบิกตากว้าง ความรู้สึกโกรธหายวับไปในพริบตา ก่อนที่ความรู้สึกประหลาดใจระคนดีใจจะเข้ามาแทนที่ เขารีบสาวเท้าเข้าไปหาและพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพร้อมจ้องมองอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
“เย่เย่…เย่เย่?”
เมื่อเห็นริมฝีปากของเขาสั่นเทา ในใจของถังฉือเย่จึงรู้สึกเจ็บปวด นางจึงยิ้มและพูดขึ้นว่า
“ท่านพี่”
คำพูดสั้นๆนี้ทำให้ดวงตาของถังฉือหรงเป็นประกาย จังหวะนั้นถังฉือหยินก็คลานลุกขึ้นมาได้ เด็กหนุ่มคายโคลนที่อยู่ในปากพร้อมกับจับเถาวัลย์ที่คล้องอยู่ที่คอก่อนตะโกนว่า
“พวกเจ้ากล้ารังแกข้ารึ ดีล่ะ ข้าจะไปฟ้องท่านย่า!” ว่าแล้วก็วิ่งกลับไปในบ้านด้วยความโกรธ ขณะที่ถังฉือหรงเอรีบเดินกลับเข้าไปในห้อง เขาวางตะกร้าลง ก่อนจะใช้สองมือจับนางไว้ ละล่ำละลักพูดด้วยความยินดี
“เย่เย่ เจ้าหายดีแล้วเหรอ…เจ้า…เจ้าจำข้าได้หรือไม่? จำได้หรือเปล่าว่าข้าเป็นใคร?”
“จำได้สิ ท่านก็คือพี่ของข้าไง” พูดไปถังฉือเย่ก็พยายามแสดงท่าทางของเด็กสาววัยสิบขวบที่ใสซื่อ “เย่เย่ต้องจำท่านได้สิเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินดังนั้นถังฉือหรงดีใจเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เขาใช้หลังมือเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นตามไรผม พร้อมกันนั้นก็รู้สึกเขินอายจนไม่กล้าที่จะยิ้ม
“ข้าดีใจมาก…ดีใจมากจริงๆ ว่าแต่เย่เย่ ทำไมจู่ๆเจ้าถึงหายเป็นปกติได้ล่ะ?”
ถังฉือเย่ยิ้มแห้งๆ ตอบด้วยสุ้มเสียงจริงจัง “เมื่อคืนข้ารู้สึกว่าตัวเองมีสติขึ้นมาบ้างแล้ว เหมือนว่าข้ากำลังฝันไป…เป็นฝันที่ยาวนานมาก แล้วจู่ๆก็เหมือนกับว่าได้ตื่นขึ้นในชั่วพริบตา คงเป็นเพราะข้าได้นอนมาเต็มอิ่มทั้งคืนกระมัง จึงทำให้ข้าสามารถจดจำอะไรๆขึ้นมาได้”
ชายหนุ่มโผเข้าไปกอดนางด้วยความดีใจ สองพี่น้องพูดคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเห็นวังซื่อออกมายืนพิงประตูถามแทรก
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ท่านแม่! เย่เย่หายดีแล้ว นางได้สติกลับคืนมาแล้ว!”
วังซื่อมีทีท่าตกใจอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยิน ถังฉือเย่จึงหันไปมองและยิ้มน้อยๆให้ นางรู้สึกละอายใจขึ้นมานิดหน่อยเมื่อเห็นว่ามารดาทั้งดีใจและประหลาดใจ แต่ในขณะเดียวกันนางก็ยังลังเลอยู่ว่าควรวิ่งเข้าไปกอดและร้องไห้ดีหรือไม่
ในระหว่างตัดสินใจอยู่นั้น วังซื่อก็พูดอย่างดีใจและเปี่ยมไปด้วยความหวังว่า “ดีจริงๆ เย่เอ๋อร์ได้สติแล้ว แถมยังไม่ตายอีกด้วย หรงเอ๋อร์เจ้าจงรีบไปบอกท่านย่าของเจ้าสักหน่อย บางทีนางอาจจะเรียกพวกเรากลับไปก็ได้”
ถังฉือเย่หุบยิ้มฉับ ส่วนถังฉือหรงเองก็ตกตะลึงกับคำกล่าวของมารดาเช่นกัน เขาจึงบอกกับมารดาว่า “ท่านแม่ ตั้งแต่วันที่ท่านพ่อจากไป ท่านย่าก็แทบจะไล่พวกเราออกจากบ้านไปทุกวัน ท่านย่าคงไม่ใจอ่อนหรอก แล้วไหนจะงานแต่งงานของท่านอาสี่ครั้งนี้อีก ท่านแม่ก็รู้ว่าท่านย่ารักท่านอาสี่มากเพียงใด ถ้าหากมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแม้เพียงนิดเดียว ท่านย่าคงจะรับไม่ได้…ท่านย่าคงไม่ยอมให้พวกเรากลับไปหรอก”
เมื่อเห็นวังซื่อยังฮึดฮัด ชายหนุ่มจึงปลอบด้วยเสียงอ่อนโยน “ท่านแม่ พวกเราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันดีๆแบบนี้ไม่ได้หรือ เย่เย่ก็หายดีแล้ว ข้าจะทำงานเลี้ยงดูท่านแม่เอง หากเรากลับไปบ้านตระกูลถัง ท่านย่าเองก็จะด่าว่าท่านแม่ทุกวัน แถมยังโมโหใส่เย่เย่และเหยาเหยาอยู่บ่อยๆ ร้ายที่สุดก็ยังแอบเอาเย่เย่ไปขายเป็นคนรับใช้อีก…คืนวันแบบนั้นมันดีหรืออย่างไร? พวกเราใช้ชีวิตกันเอง แม้ว่าจะลำบากไปสักหน่อย ยังดีกว่า”
ไม่ทันพูดจบวังซื่อก็พูดแทรกเสียงดังด้วยอารมณ์โกรธ “เจ้าพูดอะไรออกมาน่ะ ท่านย่าเป็นผู้ใหญ่ นางจะพูดอะไรก็พูดไป เจ้าจะเก็บมาคิดแค้นไม่ยอมเลิกราหรืออย่างไร ทั้งหมดที่แม่ทำ ไม่ได้ทำเพื่อเจ้าหรอกหรือ อย่าลืมสิว่าเจ้ายังต้องเล่าเรียน ยังต้องสอบจอหงวน ทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เงินทั้งนั้น หากพวกเราไม่กลับบ้านแล้วแม่จะเอาเงินที่ไหนมาให้เจ้ากันล่ะ”
ถังซือหรงก้มหน้าลงบอกมารดาว่า “ท่านแม่ ข้าจะขยันคัดลอกหนังสือหาเงินเอง จะตั้งใจทำงานหาเงินเลี้ยงท่านแม่และน้องๆเอง ท่านแม่ไม่ต้องคิดที่จะกลับไปบ้านสกุลถังอีกได้หรือไม่ เพราะท่านย่าคงไม่ยอมให้พวกเรากลับไปอย่างแน่นอน”
“เจ้ายังไม่ได้ถามเลยจะรู้ได้อย่างไรว่านางไม่ตกลง?” วังซื่อถลึงตาใส่ ยังไม่ยอมแพ้ ชี้นิ้วมาที่เขาพร้อมสั่งว่า “เจ้าฟังคำแม่นะ รีบไปถามท่านย่าเร็วๆเข้า ต่อให้นางต่อว่าด่าทอเจ้าสักกี่คำเจ้าก็ต้องอดทนเอาหน่อย เดี๋ยวมันก็ผ่านไปแล้ว”
ถังฉือเย่ที่นั่งฟังมานานในที่สุดก็ทนไม่ไหว หันไปบอกกับมารดาเสียงเบาว่า “ท่านแม่ ท่านย่าอาจจะให้ท่านพี่กลับไป แต่ก็คงเอาเท้าเหยียบลงบนหน้าของเขา เขาเป็นผู้มีการศึกษา แล้วทำไมท่านถึงยอมให้เขาโดนผู้อื่นดูถูกเยี่ยงนี้เล่า?”
อาจเป็นเพราะไม่คาดคิดว่าคนอย่างถังฉือเย่จะพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้ ทั้งวังซื่อและถังฉือหรงจึงได้แต่นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ถังฉือเย่ที่ต้องทนซุกซ่อนความงุ่มง่ามมาหลายวันก็ไม่อาจทนได้อีกและพูดต่อไปอีกว่า
“และถึงแม้ว่าท่านพี่จะกลับไปแล้ว แต่ท่านย่าก็คงไม่ยอมให้พวกเรากลับไปหรอก ข้าจะเป็นหรือตาย ได้สติหรือไม่ได้สติ สำหรับท่านย่าแล้วก็ไม่ได้มีผลอะไร ถ้าหากนางเป็นห่วงข้าแม้เพียงนิด นางก็คงไม่คิดขายข้าให้ไปเป็นทาสในราคาถูกอย่างนั้นหรอก!”
วังซื่อเงียบเสียงไปทันที ส่วนถังฉือหรงได้แต่มองมาด้วยความประหลาดใจ หญิงสาวที่ได้พูดแล้วจึงพูดต่อไปราวกับสายน้ำหลากที่ถูกปิดกั้นมาหลายวัน
“แล้ว…ถ้าหากท่านคิดว่าให้ท่านพี่กลับไปแล้วแอบช่วยเหลือพวกเราลับๆล่ะก็ ท่านเลิกคิดไปได้เลย ท่านย่าเป็นคนฉลาด กุญแจก็ไม่เคยปล่อยไว้ให้ห่างตัว การทำอาหารทุกวันนี้ต้องใช้แป้งและข้าว นางจะยอมให้ท่านพี่มาช่วยเหลือพวกเรารึ นางคงจับตาดูท่านพี่ราวกับจับตาดูโจรเชียวล่ะ ท่านพี่ตัวคนเดียวถึงจะประหยัดมัธยัสถ์อย่างไรก็คงไม่พอสำหรับปากท้องพวกเราทั้งหมดหรอก ท่านอยากให้เขาต้องหิวตายหรืออย่างไร?”
ถ้อยคำที่พรั่งพรูของถังฉือเย่ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบกริบ วังซื่อตัวแข็งทื่อไปพักใหญ่ ก่อนจะใช้มือปิดหน้า ร้องไห้สะอื้น ปากก็พร่ำพรรณนาคร่ำครวญว่า “คืนวันทุกข์ยากแบบนี้ พวกเจ้าจะให้ข้าใช้ชีวิตผ่านไปได้อย่างไร”
วังซื่อพูดได้เพียงครึ่งประโยคก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นเหอซื่อผลักประตูพร้อมกับลากถังฉือหยินเข้ามาด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธ พลางกวาดสายตาที่เหมือนมีเปลวไฟปะอยู่ข้างในไปรอบๆห้องก่อนจะมาหยุดที่ถังฉือหรง พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดังจนเกือบเป็นตวาดว่า
“หรงเอ๋อร์! เจ้าใช่หรือไม่ที่ทำให้หยินเอ๋อร์ล้ม? เจ้าเป็นพี่นะ อายุก็มากกว่าทำไมถึงมารังแกน้องได้?”
จบตอน
Comments
Post a Comment