บทที่ 31 ยามคับขันดันทำพลาด!
ถังฉือเย่เดินตามวังซื่อออกไปที่ประตูก็พบว่าเกวียนของตระกูลเฉินนั้นได้จอดรออยู่ก่อนแล้ว แถมยังมีหลี่ซื่อนั่งรออยู่ด้านใน เมื่อเห็นนางก็กล่าวทักทายสีหน้าระรื่น ส่วนหญิงสาวได้แต่ยิ้มอย่างฝืนๆ แกล้งทำเป็นก้มหน้าลงไปกำชับเสี่ยวเหยาให้ดูแลบ้าน แต่กลับกระซิบที่ข้างหูของน้องสาวว่า “เจ้าไปที่โรงหมอ แล้วไปหาฉีจิงบอกกับเขาว่ากระต่ายตัวที่สอง!” เมื่อเห็นเสี่ยวเหยายังทำหน้างงๆ จึงย้ำอีกครั้งว่า
“จำได้หรือยัง…เจ้าต้องบอกกับฉีจิงว่ากระต่ายตัวที่สอง”
คราวนี้เด็กสาวพยักหน้ารับ ถังฉือเย่จึงขึ้นเกวียนไปหางตาเหลือบเห็นเสี่ยวเหยากำลังวิ่งไปทางโรงหมออย่างรวดเร็ว
ก่อนหน้านี้นางเดิมพันกระต่ายสามตัวเพื่อแลกกับการที่ฉีจิง ‘ทำเรื่องง่ายๆ’ ให้นาง จนถึงตอนนี้เขายังติดหนี้นางอยู่อีกสองครั้ง ซึ่งตอนนี้ฉีหยางกำลังไม่สบายอยู่ ถังฉือเย่จึงเชื่อว่าชายหนุ่มจะต้องเฝ้าอยู่ไม่ห่างแน่นอน และตอนนี้ก็คงไม่มีใครที่จะช่วยนางได้อีกแล้วนอกจากเขา
เรื่องในวันนี้ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ และจะต้องเกี่ยวข้องกับตระกูลถังแน่นอน หากนางไม่ยอมไปโดยดีมีหวังคนพวกนี้จะต้องลักพาตัวเอาไปจนได้นั่นแหละ แล้วหากเป็นเช่นนั้นจริงนางก็จะยิ่งเป็นรองหนักขึ้นไปอีก!
แม้ว่าในใจจะทรงพลังมากแค่ไหนก็ตาม แต่ความเป็นจริงแล้ว ร่างกายของถังฉือเย่กลับบอบบาง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง เพราะแม้กระทั่งถังฉือหยินยังสามารถอุ้มนางขึ้นมาได้ราวกับไม้ฟืนไร้ค่า ดังนั้นนางจะติดกับดักไม่ได้อีก มิเช่นนั้นคงยากที่จะหาโอกาสแก้ตัว
หญิงสาวกวาดสายตามองที่วังซื่อและหลี่ซื่อทั้งสองคน หลี่ซื่อยังคงทำตัวเป็นกันเองอ่อนโยนและสนิทสนม ผิดกับวังซื่อที่สีหน้าของนางนั้นดูทุกข์ใจเป็นอันมาก แต่ในความทุกข์ใจนั้นถังฉือเย่กลับสัมผัสได้ถึงความเด็ดเดี่ยวเมื่อได้สบตากันวังซื่อจึงรีบหลุบหลบทันที
เช้านี้วังซื่อมัดผมแล้วผูกด้วยเชือกสีฟ้าอ่อนบนเชือกที่มีความกว้างเท่าตะเกียบนั้นปักลวดลายดอกไม้สีขาวได้อย่างประณีตผิดกับปิ่นอีกอันที่ดูสวยงามแปลกตาเป็นอย่างมาก ดูแล้วอ่อนหวานนุ่มนวล คนสมัยโบราณมักแต่งงานเร็วทำให้แม้จะมีบุตรชายบุตรสาวถึงสามคนแล้ว
แต่วังซื่อก็เพิ่งจะมีอายุเพียงสามสิบเท่านั้น นางเป็นคนที่บำรุงผิวพรรณเป็นอย่างดี ใบหน้าไร้ริ้วรอย มิเพียงเท่านี้ นางยังมีท่าทางที่สง่างาม ดูแล้วผู้หญิงแบบนี้ควรจะเป็นทั้งภรรยาและแม่ที่ดีซึ่งต้องเสียสละทุกอย่างเพื่อลูกด้วยความเต็มใจ ยิ่งได้มาพบกับบุตรสาวที่ฟ้าส่งมาให้อย่างนาง วังซื่อก็ควรดูแลชี้นำแนวทางไปสู่ชีวิตใหม่ คอยให้กำลังใจเพื่อให้หลุดพ้นจากพันธนาการต่างๆ และมีความกล้าที่จะไขว่คว้าหาความสุข
แต่ผลลัพธ์ที่ได้เล่า! พันธนาการทุกอย่างนั้นกลับกลายเป็นถังฉือเย่ที่ต้องแบกรับไว้เอง มิหนำซ้ำยังถูกตีหน้าว่าเป็นลูกเนรคุณ!
นี่มันเรื่องอะไรกัน…จริงๆแล้วนางทำอะไรไว้กันแน่ถึงต้องแบกรับเรื่องราวพวกนี้เอาไว้เพียงลำพัง!
หญิงสาวคิดโทษอยู่ในใจ สีหน้าเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก ในขณะที่หลี่ซื่อยังชวนวังซื่อคุยเรื่องสัพเพเหระ รวมถึงเรื่องราวสารทุกข์สุกดิบในหมู่บ้านไปตลอดทาง ถังฉือเย่นั่งฟังอยู่ครู่หนึ่งก็ลองพูดขึ้นบ้าง
“ท่านป้ารอง ท่านเป็นคนนัดให้แม่ข้าออกมางั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว!” สะใภ้รองตระกูลถังกล่าว “แม่ของเจ้าเป็นคนมีฝีมือ เย็บปักถักร้อยเก่ง ข้าเลยอยากให้นางมาช่วยเลือกลายผ้าให้หน่อย”
“จูเอ๋อร์จะแต่งงานหรือเจ้าคะ?”
หลี่ซื่อหัวเราะเบาๆ “เจ้าเด็กคนนี้ เรื่องแบบนี้เจ้าควรถามหรืออย่างไร?”
“พวกเราคุยกันเองจะกลัวอะไรไปล่ะเจ้าคะ” ถังฉือเย่พูดกลั้วหัวเราะพลางแอบถาม “จะว่าไปแล้ว ท่านย่ายอมอนุญาตให้ท่านไปมากับพวกข้าได้แล้วหรือ?”
“ท่านย่าเจ้าไม่รู้หรอก ข้าแอบขอให้ท่านแม่เจ้ามาด้วยน่ะ”
“แล้วทำไมท่านแม่ของข้าต้องพยายามให้ข้ามาให้ด้วยล่ะเจ้าคะ ข้าเพลียจะตายอยู่แล้วไม่ได้อยากมาด้วยเสียหน่อย”
หลี่ซื่อเผยรอยยิ้มตรงมุมปากนิดหนึ่งก่อนกล่าวว่า “ป้ารองเองก็รู้ดีว่าสองวันนี้เจ้ายังไม่หายดี กว่าจะถึงในเมืองก็คงอีกสักพัก ถ้าเช่นนั้นก็พักเสียหน่อยเถิด โชคดีที่เกวียนเล่มนี้มีหลังคา เจ้าก็ไม่ต้องกลัวว่าลมหรือแดดจะพัดเข้ามาหรอกนะ”
ตลอดการสนทนาหลี่ซื่อสามารถตอบคำถามได้ทั้งหมดโดยไม่มีจุดบกพร่องเล็ดลอดให้เห็นเลยสักนิด ในใจของถังฉือเย่รู้ว่าสตรีผู้นี้ฉลาดหลักแหลมนัก แต่ตัวละครที่ฉลาดขนาดนี้ทำไมในความทรงจำของนางแล้วกลับรู้สึกว่าคนผู้นี้เป็นคนที่อ่อนโยนมีเมตตา…หรือว่านางจะจำผิด
จากนั้นหญิงสาวจึงเอนหลังพักสายตา เกวียนได้เคลื่อนตัวมาถึงตัวเมืองอย่างรวดเร็ว หลี่ซื่อก็พูดขึ้นว่า “พวกเราไปกันเถอะ พวกเราไปดูลายปักกันเถอะ”
“ข้าเย็บปักถักร้อยไม่เป็นเสียหน่อย ข้าขอออกไปเดินเล่นนะเจ้าคะ” ถังฉือเย่กล่าว แต่ก็ถูกหลี่ซื่อกับวังซื่อพูดขึ้นพร้อมกันพลางดึงแขนนางไว้ ก่อนที่หลี่ซื่อจะหันมาพูดอย่างอ่อนหวานว่า
“อย่าซุกซนไปเลย เจ้าเป็นเด็กตัวคนเดียวหากพลัดหลงไปจะทำอย่างไร พวกเราไปด้วยกันน่ะดีแล้ว ยังไม่รีบตามพวกข้ามาอีก”
หญิงสาวไม่มีโอกาสได้พูดอะไรต่อ เพราะถูกพวกนางลากไปที่ร้านลายปักร้านหนึ่งชื่อว่า ‘จี๋ชิ่งลายปัก’ ซึ่งเป็นร้านเล็กๆ แม้ไม่ได้อยู่ในมุมอับแต่ถนนด้านหน้านั้นช่างเงียบเหงาวังเวงเป็นอย่างมาก
สะใภ้ทั้งสองคนของตระกูลถังกำลังเลือกของกันอยู่ด้านใน ถังฉือเย่มองดูพวกเขาขณะยืนรออยู่ตรงหน้าประตู มีเพียงสายตาของหลี่ซื่อเท่านั้นที่เหลือบมองมาเป็นระยะระยะ แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร
ถังฉือเย่สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลนี้หนักยิ่งขึ้นไปอีก โดยที่นางไม่รู้เลยว่าตัวเองนั้นกำลังถูกสายตาสองคู่จับจ้องมาจากร้านอาหารที่อยู่เยื้องออกไปไม่ไกลนักชนิดไม่วางตา และหนึ่งในนั้นคือสายตาเจ้าเล่ห์ของถังหย่งหมิงที่พูดขึ้นว่า
“เถ้าแก่ เด็กคนนั้นมาแล้ว ท่านดูสิ!”
ชายวัยกลางคนผู้นั้นลุกขึ้นจากที่นั่ง และลูบเคราเบาๆ ก่อนจะเดินตรงมาที่หน้าต่าง เมื่อมองลงมาด้านล่างเขาก็ชะโงกหน้าออกไปพร้อมเพ่งสายตามองดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ภาพที่เขาเห็นคือเด็กสาวอายุราวสิบสองสิบสามปีที่ยังไม่ทันโตเป็นสาวเต็มตัว ผิวขาวดุจหิมะดวงตาเปล่งประกาย หากรอให้โตมากกว่านี้อีกสักหน่อยจะต้องกลายเป็นสตรีงดงามที่หาตัวจับได้ยากยิ่ง
ชายวัยกลางคนมองดูอยู่พักใหญ่ ถังหย่งหมิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ยิ้มพรายอย่างสมใจเพื่อแผนการที่วางไว้กำลังจะบรรลุผล เขาบอกว่า
“หลานสาวของข้าคนนี้ข้าไม่ได้พูดเกินจริงเลยนะ นางเป็นสตรีที่งดงามโดดเด่นที่สุดในหมู่บ้าน โดยเฉพาะผิวขาวนั่นแล้วไม่ว่าจะตากแดดยังไงก็ไม่เคยหมองคล้ำเลย ไม่รู้ว่าท่านจะพอใจหรือไม่?”
ทั้งที่เถ้าแก่หนิวรู้สึกพอใจเป็นอย่างมากแต่กลับทำเป็นเฉยๆ ตอบเพียงว่า “ก็น่าสนใจอยู่”
“ถ้าเช่นนั้น ท่านหมายความว่า?”
“ได้” ชายวัยกลางคนผู้นั้นกระแอมออกมาเล็กน้อย “ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นคนกตัญญูหรอกนะ ข้าจะให้เจ้าเยอะหน่อยแล้วกัน สักหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึงเป็นไง?”
ถังหย่งหมิงดีใจจนเนื้อเต้นพูดเร็วๆ “ขอบคุณท่านมากที่เอ็นดูข้ามาตลอด”
เมื่อตกลงกันเสร็จเรียบร้อย เถ้าแก่หนิวก็เดินนำถังหย่งหมิงออกไปจากร้าน โดยที่หญิงสาวผู้ตกเป็นเป้าสายตานั้นไม่มีโอกาสได้ยินสิ่งที่ทั้งสองคนพูดกันเลย แต่ด้วยความที่เป็นนักแสดงมาหลายปี ถังฉือเย่จึงรับรู้ได้อย่างรวดเร็วหากถูกใครสักคนจับจ้อง
หญิงสาวรู้สึกมาสักพักแล้วว่าตัวเองกำลังถูกสายตาของใครสักคนจ้องมอง นางหันซ้ายหันขวา คิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วหางตาก็เหลือบเห็นด้านข้างของถังหย่งหมิง รวมทั้งและชายวัยกลางคนที่สวมชุดยาวสีม่วงที่กำลังยื่นของอะไรสักอย่างให้อีกฝ่าย
จากนั้นชายวัยกลางคนผู้นั้นก็หันหลังกลับแล้วเดินมาที่บันไดก่อนจะสั่งลูกน้องของตัวเองว่า “ทำตามเดิม!”
บุรุษอีกสี่คนที่สวมชุดธรรมดานั้นต่างก้มหน้าและขานรับอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะออกมาจากร้านอาหารแล้วช่วยกันแบกเกี้ยวที่ไม่ได้มีอะไรสะดุดตานักขึ้นแล้วแยกย้ายหายไปอย่างรวดเร็ว
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น ฉีจิงก็กำลังมุ่งหน้าเข้าเมืองอย่างเร่งรีบ ชายหนุ่มเร่งฝีเท้าเต็มที่ แต่กว่าจะเข้าไปถึงตัวเมืองก็ต้องใช้เวลาอยู่พักใหญ่!
ตอนที่เสี่ยวเหยาวิ่งกระหืดกระหอบไปส่งข่าวนั้น ชายหนุ่มกำลังตรวจดูกระท่อมของเขาที่ถูกไฟไหม้อยู่ เด็กสาวนั้นเฉลียวฉลาดมากเมื่อรู้ว่าเขาไม่ได้อยู่ที่โรงหมอประจำหมู่บ้านก็เข้าไปถามท่านหมอเฉิน พอรู้ว่าฉีจิงกลับมาดูบ้าน นางก็รีบวิ่งมาหาเขาทันที
ฉีจิงรีบกลับมาจัดเตรียมข้าวของทุกอย่างให้ฉีหยาง แต่ใครจะคิดว่าจู่ๆ กำแพงซึ่งสร้างมาจากดินเหนียวนั้นได้พังทลายลงมาเสียก่อน ชายหนุ่มจึงจำใจต้องอยู่ช่วยเหลือจนต้องเสียเวลาอยู่พักใหญ่ กว่าจะได้ออกมาจากโรงหมอทำให้สายมากแล้ว
ส่วนถังฉือเย่เองนางก็ไม่คิดว่าฉีจิงจะโชคร้ายขนาดนั้น เดิมทีนางไม่เคยเอาความหวังไปฝากไว้ที่คนอื่น นางจะต้องคิดหาหนทางเพื่อช่วยเหลือตัวเอง เพราะหลังจากที่เห็นถังหย่งหมิงแล้ว หญิงสาวก็พอจะเดาได้ว่าคนพวกนี้กำลังคิดจะทำอะไร ดังนั้นนางจึงทำเป็นเดินเล่นอย่างคนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรรอบหนึ่ง ก่อนจะแอบไปร้านข้างๆ แล้วซื้อมีดเล่มเล็กซ่อนเอาไว้ในมือ
หญิงสาวเพิ่งจะแยกตัวออกมาได้ไม่นานนัก ก็ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์แอบเดินตามหลังมา ถังฉือเย่ยังไม่ทันได้หันหลังไป หนึ่งในคนกลุ่มนั้นก็ยื่นมือออกมาผลักจนนางล้มลงไปกองกับพื้นตามแรงนั้น โถกระเบื้องในมือที่ถืออยู่นั้นก็ตกแตกเป็นชิ้นเล็กๆ ลูกกวาดสีฟ้ากระจายเต็มพื้น
ชายฉกรรจ์อีกคนใช้แขนข้างหนึ่งยกนางขึ้นมาแล้วลากไปที่ตรอกเล็กๆ จากนั้นก็ใช้เชือกมัดอย่างรวดเร็วพร้อมกับผลักให้เข้าไปในเกี้ยว ไม่นานนักก็ช่วยกันยกแล้วเดินออกไปราวกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้น
พวกเขาทำงานกันรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าเรื่องแบบนี้นั้นคงไม่ได้ทำเป็นครั้งแรก!
บทที่ 32 ปีศาจโดยกำเนิด
หลี่ซื่อซึ่งยืนอยู่ตรงประตูนั้นเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน นางได้แต่ถอนหายใจเบาๆ พร้อมกับหันหลังกลับจนเกือบจะชนเข้ากับใครคนหนึ่งจนต้องถอยหลังด้วยความตกใจ… และเห็นว่าเป็นวังซื่อที่ยืนอยู่ตรงนั้นกำลังมองออกไปด้านนอกด้วยสีหน้าที่หลากหลายอารมณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ ทั้งสับสน ตกใจ หวาดกลัวและรู้สึกผิด
สะใภ้รองพึมพำเหมือนอยากกล่าวอะไรบางอย่าง แต่ก็เปลี่ยนใจไม่พูดออกไป ทั้งสองคนต่างคนต่างยืนนิ่งอยู่สักพัก ทันใดนั้นวังซื่อก็สังเกตเห็นบางอย่าง นางรีบเหลือบมองหลี่ซื่ออย่างรวดเร็วพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแขนเสื้อแล้วเริ่มก้มหน้าร้องไห้
หลี่ซื่อที่เห็นว่าวังซื่อกำลังร้องไห้เสียงสะอึกสะอื้นก็รู้สึกสับสนเล็กน้อย แล้วก็เป็นครั้งแรกที่แม้แต่จะพูดปลอมสักคำนางก็ยังไม่อาจทำได้ เมื่อหันกลับไปอีกครั้ง ถังฉือเย่ก็ถูกพาตัวไปเสียแล้ว นางจึงไม่จำเป็นต้องปลอบใจอะไรวังซื่ออีก ดังนั้นจึงพูดแต่เพียงว่า
“ไปกันเถอะ”
วังซื่อเงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อย จากนั้นก็ซับน้ำตาก่อนจะพูดน้ำเสียงยังไม่หายสะอื้นดี “ข้ายังต้องซื้อสีผึ้งทาปากสักหน่อย คราวก่อนเย่เอ๋อร์ไม่ได้ซื้อให้ข้า”
...................................................................
ในเวลาเดียวกันนั้นเกี้ยวที่ถังฉือเย่ถูกมัดอยู่ในนั้นก็ได้เดินทางข้ามถนนสามสายมาอย่างรวดเร็ว เลี้ยวอีกมุมถนนจึงจะมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหนิว แต่แล้วกลับมีคนสองกลุ่มเริ่มตะโกนโห่ร้องทะเลาะวิวาทกัน จนกลายเป็นความโกลาหล ชาวบ้านที่ขายของกันอยู่แถวนั้นก็พากันหลบเลี่ยงไปคนละทิศละทางด้วยความตกใจ
เกี้ยวเล็กๆนั้นถูกบังคับให้หยุด ชายผู้เป็นหัวหน้ารีบโบกมือเร็วๆให้ถอยหลังไประยะหนึ่ง จากนั้นก็หลบซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็กๆ
ชายร่างใหญ่กล่าว “ไปสอบถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น?” ก่อนที่ชายร่างเล็กคนหนึ่งในกลุ่มจะปลีกตัวรีบวิ่งไปดู ไม่นานนักเขาก็กลับมารายงาน
“เป็นคนของเถ้าแก่ซ่งกับเถ้าแก่หานกำลังทะเลาะกันอยู่ แต่เพราะเหตุใดไม่อาจทราบได้ ข้าเห็นว่าเถ้าแก่หานโกรธมาก ไม่ยอมให้ใครเข้ามาไกล่เกลี่ย จากนั้นก็วิวาทลงไม้ลงมือกัน”
“เราควรจะเลี่ยงไปดีหรือไม่?” อีกคนถามหวั่นๆ แต่ผู้เป็นหัวหน้ากลับสั่งเสียงเข้ม
“ไม่ต้อง รอก่อน นางไม่ตื่นมาภายในสองชั่วยามนี้หรอก”
เมื่อได้ยินคำสั่ง หลายคนก็พากันนั่งยองๆริมกำแพงเพื่อคลายเหนื่อย พวกเขาพูดพลางหันไปมองการทะเลาะวิวาทตรงนั้นด้วยความสนใจ
ถังฉือเย่ค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ พร้อมกับสัมผัสรสเค็มของสนิมในปาก หูได้ยินเสียงฝีเท้าก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่มีความสามารถทางการต่อสู้กัน นางกลัวว่าตัวเองจะไม่อาจทนไหวแล้วสลบไปอีกครั้งจึงกัดลิ้นตัวเองเป็นอย่างแรกเมื่อรู้สึกกำลังสะลึมสะลือ เพื่อใช้ความเจ็บปวดทำให้ตัวเองรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา นางกัดลิ้นตัวเองแรงๆจนรู้สึกเจ็บมากๆ
หญิงสาวคิดใคร่ครวญประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน ก่อนจะวิเคราะห์ตำแหน่งของทั้งสี่คนอย่างละเอียด ก้มมองตัวเองที่ตอนนี้ถูกมัดเอว มัดขา และมือทั้งสองข้างก็ถูกมัดไพล่หลัง นอนพิงอยู่ในเกี้ยวซึ่งจอดหลบอยู่ในซอยแคบๆ หลายคนกำลังนั่งอยู่ห่างจากตัวเกี้ยวนี้ไปประมาณสิบก้าวและไกลออกไปก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังทะเลาะวิวาทกันอยู่!
ถังฉือเย่รู้สึกขอบคุณคนกลุ่มนั้นที่ก่อเรื่องทะเลาะกัน รวมทั้งความโชคดีของตัวนางเอง นางพยายามแกะเชือกอย่างยากเย็น ไม่มีทางเลยที่มันจะขาดหากไม่เอาไปถูกับส่วนไหน…เหลียวมองด้านหลังก็ไม่มีแม้แต่ฟางสักเส้น นางจึงไถลตัวลงไปด้านล่างพลางใช้ปลายเท้าเปิดหน้าต่างออก และทอดสายตาออกไปด้านนอก เห็นซอยแคบๆนี้เงียบเชียบมาก เพราะฉะนั้นคนพวกนี้จึงกล้าที่จะปล่อยนางไว้อย่างสบายใจ
แต่แล้วฉับพลันนั้นเอง! เสียงตะโกนเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นลอยมาไกลๆ “เห็นเลือดแล้ว! เริ่มฆ่ากันแล้ว! รีบถอยออกไป!”
เจ้าสี่คนที่อยู่ในซอยอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจมองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความตื่นเต้น พลางหันมาพูดคุยกระซิบกันเบาๆ ในตอนนั้นเองถังฉือเย่ตัดสินใจยืดตัวขึ้นแล้วค่อยๆลงจากเกี้ยว คิดในใจว่าหากพวกเขาซื้อนางมาไม่ว่าจะใช้เพื่อเป็นสาวใช้ นางบำเรอ หรืออะไรก็แล้วแต่ เช่นนั้นแล้วหากถูกจับได้ก็คงไม่คิดฆ่าหรือทำร้ายนางแน่ เพราะหากนางต้องตายมิเท่ากับว่าเงินที่เขาจ่ายไปต้องสูญเปล่าหรอกหรือ ดังนั้นนางจึงต้องหนี…หนีเท่านั้นเผื่ออาจมีทางรอด!
ถังฉือเย่เดินได้ช้ามากๆ เพราะหัวเข่าและขาของนางนั้นถูกมัดด้วยเชือกแน่นหนาบีบรัดจนรู้สึกเจ็บไปหมด หญิงสาวพิงหลังกับกำแพงแล้วค่อยๆกระเถิบไปข้างหน้าทีละก้าว จนถึงมุมเลี้ยว ซึ่งชายทั้งสี่คนนั้นยังไม่ทันสังเกตเห็น
หญิงสาวลอบระบายลมหายใจออกมาแผ่วเบา ระยะทางสั้นๆแค่นี้แต่นางกลับตื่นเต้นจนเหงื่อไหลโทรมกาย พยายามหายใจทางปาก จากนั้นก็มองไปทางฝั่งนั้นก็เห็นเพียงชายสองคนกำลังนั่งยองๆ จ้องมองอะไรบางอย่างด้วยความสนุก
ถังฉือเย่จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก คิดกำลังจะเดินหนีต่อ แต่แล้วจู่ๆก็รู้สึกว่ามีมือของใครบางคนมาตบเบาๆที่ไหล่ นางสะดุ้งเฮือกยืดตัวขึ้นด้วยความตกใจ พร้อมๆกับที่ชายคนนั้นเอามือมาปิดปากของนางไว้ ก่อนจะพยุงให้ลุกขึ้นแล้วใช้มือเปล่าแทนมีดตัดเชือกที่มือของนางออก
หญิงสาวตั้งสติ พลางสะบัดเชือกออกแล้วหันมาจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความโกรธเคือง แม้ไม่ถูกคนพวกนั้นฆ่า แต่จะต้องมาตกใจตายเพราะเขากระนั้นหรือ ตัวก็ใหญ่โตแต่ทำเหมือนพวกวิญญาณ จู่ๆก็โผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้
“ขอโทษ” ฉีจิงกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ข้ามีธุระนิดหน่อยจึงล่าช้า”
“ช่างเถอะ!” ถังฉือเย่ยังมีอารมณ์กรุ่นๆ “มิตรภาพของกระต่ายตัวหนึ่ง ที่แท้ก็ยังไม่เพียงพอ”
“ไม่ใช่!” ชายหนุ่มไม่ได้เป็นคนชอบโต้เถียง หากเป็นสถานการณ์ปกติ เขาคงไม่พูด แต่ครั้งนี้กลับตั้งใจที่จะอธิบาย “เดิมทีข้าอยู่ที่บ้าน เพราะอยากรู้ว่าจะมีเบาะแสอะไรหลงเหลืออยู่ในกองเพลิงบ้าง”
“แล้วพบอะไรบ้างไหม?” นางพูดเสียงเบาลง รู้สึกผิดขึ้นมานิดหน่อยที่ทำเกินกว่าเหตุ ทั้งที่ฉีจิงเป็นคนที่มาช่วยเป็นคนแรก
“ข้าพบน้ำมันตุงหยดหนึ่งข้างนอกบ้าน และก็ยังมีร่องรอยของถังเล็กๆ อีกฝ่ายคงจะใช้คบเพลิงน้ำมันตุงโยนเข้าไปในกองหญ้าจากทางกำแพงด้านนอก”
ถังฉือเย่พยักหน้า สายตาที่มองเขานั้นอ่อนแสงลง จนชายหนุ่มถามย้ำกลับมาว่า
“เช่นนั้นก็เลิกโกรธได้แล้ว?”
“ข้าไม่โกรธก็ได้ แต่เจ้าต้องช่วยอะไรข้าเรื่องหนึ่ง”
“เรื่องอะไร?” คิ้วหนาของฉีจิงเลิกขึ้น มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความสงสัย “เจ้าจะให้ข้าช่วยอะไรงั้นหรือ?”
ถังฉือเย่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนบอกเขาพร้อมกับดวงตาที่วาวแสงขึ้นอย่างน่ากลัว “จากถนนนี้ไป และตรงไปเรื่อยๆจะมีโรงเหล้าชื่อซื่อฟาง ถังหย่งหมิงเจ้ารู้จักใช่หรือไม่ เจ้าจงไปทำให้เขาให้สลบแล้วพามาที่นี่”
ฉีจิงใช้สมาธิใคร่ครวญอยู่พักหนึ่ง จากนั้นเมื่อก็เข้าใจต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหมด เขาจึงพยักหน้าแล้วหันหลังเดินจากไปตามทางที่ถังฉือเย่บอกเมื่อครู่ ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานนักชายหนุ่มก็พาตัวถังหย่งหมิงกลับมา…ต้องชื่นชมที่เขาทำงานได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ถังฉือเย่จึงยกโทษให้ในทันที
หญิงสาวมองดูที่มือและเท้าทั้งสองของถังหย่งหมิงก็รู้ได้ว่าคุณชายสี่ตระกูลถังผู้นี้น่าจะถูกทำให้สลบแล้ว หลังจากนั้นนางจึงทำท่าทางให้เขาพาถังหย่งหมิงไปไว้ในเกี้ยว แล้วค่อยนั่งยองๆรอดูอยู่ตรงนั้น เพื่อเฝ้าดูเหตุการณ์ที่จะเกิดต่อไปในอนาคตอย่างใจจดใจจ่อ
ฉีจิงดึงเสื้อของนางลง แต่หญิงสาวปัดออก ชายหนุ่มจึงต้องดึงแขนนางพร้อมกับพูดอย่างเสียมิได้ “ไปดูด้านนอก มันจะเห็นชัดกว่า”
เมื่อนั้นแหละถังฉือเย่จึงเดินวนรอบคนกลุ่มเล็กกลุ่มหนึ่งเพื่อไปโรงน้ำชาที่อยู่ด้านนอก และหากนั่งข้างในจะสามารถมองเห็นเจ้าพวกคนร้ายทั้งสี่คนนั้นรวมทั้งเกี้ยวเล็กๆที่จอดอยู่ได้อย่างชัดเจนมากกว่า
ยามนี้คนสองกลุ่มนั้นยังคงทะเลาะวิวาทกันไม่หยุดเพราะเจ้าหน้าที่ทางการยังไม่มา ก่อนที่เสี้ยวอึดใจต่อมาเหตุการณ์ความวุ่นวายบนถนนจะคลี่คลายลง เจ้าสี่คนนั้นจึงกลับมาแบกเกี้ยวต่อโดยไม่ทันสังเกตน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนไปของเหยื่อที่นั่งอยู่ในเกี้ยว
“ไป! ตามไปดูกัน” ถังฉือเย่พูดอย่างตื่นเต้น ก่อนที่ชายหนุ่มจะยืนขึ้นพร้อมนาง
“เจ้าจะตามไปดูแน่หรือ?”
“แน่สิ!” นางกล่าวอย่างหมายมาด “ข้าอยากรู้นักว่าคนพวกนั้นจะทำหน้ายังไงเมื่อเห็นว่าคนที่ถูกจับมาไม่ได้เป็นข้า”
พูดเสร็จทั้งสองคนก็พากันเดินออกไปจากโรงน้ำชา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ถังฉือเย่สังเกตว่าฉีจิงนั้นดูคุ้นเคยกับเส้นทางในเมืองแห่งนี้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะไปทางไหนหรือคลาดกันไปสักพัก สุดท้ายชายหนุ่มก็จะสามารถตามหานางจนเจอจากนั้นพวกเขาก็เฝ้าดูเกี้ยวน้อยๆนั้นเคลื่อนตัวเข้าไปทางประตูหลังของคฤหาสน์หลังใหญ่
ฉีจิงเหลียวมองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง ก่อนจะใช้วิชาตัวเบาอีกครั้ง เพื่อพานางขึ้นไปนั่งบนกำแพงอย่างนุ่มนวลซึ่งมีต้นไม้ใหญ่คอยกำบังสายตาของคนด้านล่างได้อยู่มาก
หลังจากอดทนรอดูอยู่ไม่นานนักก็เห็นชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ที่ประตูทางเข้า คิ้วเขาขมวด หางตาตกลงมา รูปร่างไม่อ้วนไม่ผอม แต่ที่ท้องกลับมีขนาดใหญ่ราวกับตั๊กแตนตำข้าว ส่วนคนที่อยู่ข้างๆ เป็นชายอีกคนในวัยกลางคนที่นางพบเจอมาวันนี้
เมื่อเจ้าตั๊กแตนเฒ่าเห็นเกี้ยวเข้ามา เขาก็หัวเราะ พลางลูบเคราและกล่าว “มาแล้วหรือ?”
ชายหนุ่มวัยกลางคนยิ้มกรุ้มกริ่มแล้วบอกว่า “นายท่าน ครั้งนี้สาวน้อยจากตระกูลถังผู้นี้สดใสมาก โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นของนางเพียงแค่พริบตาเดียวก็สามารถหลอกล่อจิตวิญญาณของมนุษย์ได้ นางเป็นปีศาจโดยกำเนิดจริงๆ”
เมื่อได้ยินทุกถ้อยคำ ฉีจิงจึงอดไม่ได้ที่จะหันมามองหญิงสาวข้างกาย แขนเล็กๆข้างหนึ่งของนางยังคงเกาะแขนของเขาอยู่ พร้อมกับจ้องมองไปข้างล่างอย่างตั้งใจ ดวงตาคู่นั้นเป็นประกาย เหมือนกำลังรอการแสดงที่ยอดเยี่ยมอยู่ และดูเหมือนถังฉือเย่จะไม่รู้สึกอะไรกับคำดูถูกของอีกฝ่ายเลยสักนิด
เจ้าตั๊กแตนเฒ่าไม่ได้โกรธเคือง แต่กลับหัวเราะอย่างเสียงดัง “เช่นนั้นก็รีบเปิดให้ข้าดูเร็วๆ! ดูท่าแล้วคืนนี้ข้าจะได้เข้าหอ”
สิ้นคำสั่งชายร่างใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าก็หัวเราะกับชายชราพลางเปิดผ้าม่านออก ทันทีที่เจ้าตั๊กแตนเฒ่ามองเข้าไปด้านใน รอยยิ้มของเขาก็หายไปในทันที จนชายร่างใหญ่นั้นลังเล เขาไม่รู้ว่าเกิดปัญหาอะไร เมื่อเห็นสีหน้าของตาเฒ่าไม่สู้ดีนั้น เขาก็ถึงกับผงะไป
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?”
“อะไรหรือขอรับนายท่าน?” ชายผู้นั้นยังไม่รู้เรื่องรู้ราวจึงหันไปมองด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเพราะคนที่อยู่ภายในเกี้ยวไม่ใช่สตรีรูปร่างบอบบาง แต่กลับเป็นชายหนุ่มร่างสูงที่กำลังนั่งงอตัวอยู่บนเก้าอี้ พร้อมกันนั้นชายผู้เป็นพ่อบ้านก็ถึงกับต้องถลึงตาจนแทบหลุดมานอกเบ้าด้วยความตกใจ แล้วพูดติดๆขัดๆเหมือนไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่า
“ถัง…ถังหย่งหมิง!?”
บทที่ 33 ท่าน…คือแม่ที่ดีที่สุด?
ความกำหนัดในตัวชายแก่ถูกทำลายไปจนสิ้น พร้อมกันนั้นความรู้สึกกรุ่นโกรธปะทุขึ้นมาเต็มอก เถ้าแก่หนิวรู้สึกอับอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี เขากล่าวด้วยความโมโห
“ไปเอาน้ำมาสาดให้เขาตื่น แล้วถามว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น?”
ถังหย่งหมิงตื่นขึ้นเพราะถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด เขาเห็นชายร่างใหญ่หลายคนกำลังถามและตะคอกเขาเสียงดัง ชายหนุ่มสะลึมสะลือไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง เพราะครั้งสุดท้ายจำได้เพียงว่าตัวเองกำลังทานอาหารอยู่ที่โรงเหล้าเพื่อฉลองที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ จากนั้นก็รู้สึกเวียนหัวอย่างหนักก่อนจะหมดสติไปและไม่รู้ตัวอีกเลย กว่าจะลืมตาขึ้นอีกครั้งก็มาโผล่อยู่ที่นี่แล้ว
“เถ้าแก่หนิวอย่าโกรธข้าเลย ข้าจะไปจับตัวหลานสาวของข้ามาให้ท่านที่นี่ให้ได้!”
“ไม่จำเป็น” ชายชราเยาะเย้ย “ฮูหยินกับอนุภรรยาของข้ามีมากมาย เจ้าคิดว่าข้าจะเสียดายแค่หญิงสาวบ้านนอกธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นรึ แต่เป็นเจ้า…” เถ้าแก่หนิวมองถังหย่งหมิงตั้งแต่หัวจดปลายเท้า “คิดจะมาเล่นกลโกงตุกติกข้า เจ้าเล่นได้ดีนี่ กล้าหลอกเอาเงินของข้า เห็นที่ว่าเจ้าจะไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว!”
“ท่านเป็นคนฉลาด ข้าจะกล้าหลอกท่านได้อย่างไร” คุณชายสี่ตระกูลถังกลัวจนหน้าซีดเผือดเขาพูดปากคอสั่นพร้อมกับหยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมาอย่างไม่ลังเล
“เงินของท่านอยู่ที่นี่ ข้าจะกล้าใช้เล่ห์กลหลอกลวงท่านได้อย่างไร ข้าเองก็ถูกเด็กคนนั้นหลอกเหมือนกัน”
ชายชรายิ้มอย่างเลือดเย็น คนอย่างเขาผ่านโลกมามากมีประสบการณ์รอบรู้พบเจอเรื่องราวมามากมาย แน่นอนย่อมมองออกว่าถังหย่งหมิงไม่ได้โกหก แต่ในเมื่อชายหนุ่มผู้นี้ไม่ได้โป้ปด แล้วเขาก็มั่นใจว่าลูกน้องทั้งสี่คนที่สั่งให้ทำงานนี้ก็เป็นคนมีฝีมือเพราะทำงานแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว เช่นนั้นเพราะเหตุใดสาวน้อยคนนั้นจึงได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเยี่ยงนี้
ส่วนชายร่างใหญ่ทั้งสี่ก็ตั้งใจที่จะปกปิดเรื่องราวการทะเลาะวิวาทที่พบระหว่างทางไว้ เพราะมั่นใจว่าหญิงสาวผู้นั้นน่าจะหายตัวไปในช่วงนั้น แล้วมันก็เป็นความผิดของพวกเขาโดยตรง เช่นนั้นหากพูดออกไปอาจจะทำให้เขาต้องตกงานก็เป็นได้!
เถ้าแก่หนิวจึงได้แต่คิดด้วยความสงสัยระคนประหลาดใจ เขามีเงินเพราะฉะนั้นการจะหาซื้อหญิงสาวตัวเล็ก ๆ สักคนหนึ่งมาก็ไม่ต่างอะไรกับการซื้อของเล่นหรือซื้อแมวสักตัว แต่หากจะซื้อแมวมาเลี้ยงมันก็ควรเป็นแมวที่เชื่องและไม่แว้งกัดเจ้าของภายหลังมิใช่หรือ
ชายชราผ่านวัยแห่งความต้องการแย่งชิงมานานแล้ว หญิงสาวที่จับทิศทางไม่ได้อย่างนางนั้นไม่ว่าจะพูดอย่างไร เถ้าแก่หนิวก็ไม่คิดจะอยากได้อีกแล้ว
คิดดังนั้นเถ้าแก่หนิวจึงสะบัดชายเสื้อแล้วเดินจากไป ถังหย่งหมิงรีบร้อนเข้าไปเกาะเขาเอาไว้ ปากก็พร่ำพรรณนาขอร้อง “เถ้าแก่ท่านอย่าได้โกรธเคืองข้าเลย ข้าจะต้องจับนางมาให้ท่านให้ได้”
“ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ต้องการแล้ว! เจ้าฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องใช่ไหม คิดจะนำสาวใช้ที่ไม่มีใครต้องการมาให้ข้า คิดจะหลอกใช้ข้าใช่หรือไม่?” เถ้าแก่หนิวตะคอกเสียงดัง พลางเตะเขาออก
ได้ฟังถังหย่งหมิงก็หายใจติดขัดขึ้นทันที ชายชราผู้ร่ำรวยจากไปแล้ว พ่อบ้านก็กำลังจะจากไป ชายหนุ่มจึงเข้าไปดึงเสื้อคลุมของเขาพลางพูดขอร้อง
“พ่อบ้าน เรื่องวันนี้ข้าไม่รู้เรื่องจริงๆ ท่านช่วยชี้แนะข้าด้วย ข้าขอร้องล่ะ!”
พ่อบ้านหนุ่มสกุลหนิวพยายามดิ้นแต่ก็ดิ้นไม่หลุด ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงพูดว่า “เจ้าเป็นคนฉลาด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าทำเรื่องเช่นนี้ ต้องทำอย่างไรเจ้านายข้าจึงพอใจ…นี่เจ้าไม่รู้จริงๆหรือ?”
ถังหย่งหมิงผงะ จากนั้นพ่อบ้านก็หันหลังแล้วเดินจากไป
หลังจากที่ฉีจิงและถังฉือเย่ดูละครฉากนี้จบ พวกเขาก็กระโดดลงจากกำแพง ก่อนจะพากันเดินไปข้างนอก ชายหนุ่มเหลียวไปมองนางที่กำลังทำสีหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลาหลายครั้ง เขาถามอย่างอดไม่ได้
“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”
“ข้ากำลังนึกถึงประโยคสุดท้ายของคนผู้นั้น เขาบอกว่า ‘เจ้าเองก็ไม่ได้ทำเรื่องเช่นนี้เป็นครั้งแรก’ มันหมายความว่าอย่างไร เช่นนั้นก่อนที่เขาจะขายข้า หรือว่าเขาเคยขายคนอื่นมาก่อน?”
ฉีจิงขมวดคิ้ว “เจ้าคิดยังไง?”
“ข้าเพิ่งนึกขึ้นมาได้ ดูเหมือนว่าตอนปีใหม่ที่แล้ว ชิวเอ๋อร์ของท่านลุงสองตระกูลถังก็หายตัวไป” ถังฉือเย่ไม่ได้หมายถึงท่านลุงสองที่เป็นเจ้าของโรงตีเหล็กคนนั้น แต่เป็นท่านลุงสองของท่านปู่รอง ท่านลุงญาติสนิทของนาง เพียงแต่ตอนนั้นนางยังเป็นเพียงคนโง่เขลา ดังนั้นความทรงจำจึงสับสนเล็กน้อย
จำได้ว่าตอนนั้นก็ออกตามหากันอยู่หลายวัน ชาวบ้านก็พากันซุบซิบนินทาอยู่ตลอด หญิงสาวจำได้รางๆว่าเป็นเด็กสาวที่บอบบางเวลายิ้มจะมีลักยิ้มที่ข้างแก้ม ดูเหมือนว่าจะแก่กว่านางสองปี
ยิ่งคิดนางก็ยิ่งรู้สึกเสียวสันหลังวาบ “เรื่องทั้งหมดคงไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอก?”
ฉีจิงกล่าวอย่างแผ่วเบา “หากเขาจะลงมือก็ต้องลงมือกับคนใกล้ชิดเป็นแน่ หากไม่ใช่คนที่คุ้นเคยก็ไม่อาจจะหลอกมาได้ง่ายดายถึงเพียงนี้...อีกอย่างเขาก็น่าลงมือซ้ำอีก”
“ขอข้าคิดก่อน” สีหน้าของถังฉือเย่เคร่งขรึมเล็กน้อย
“หารถม้ากลับหมู่บ้านไหม?”
หญิงสาวพยักหน้าลงส่งเสียง “อืม” ในลำคอ ก่อนที่ทั้งสองคนจะเดินมาถึงประตูเมือง เพียงแค่พริบตาเดียวก็เห็นเกวียนที่จะเดินทางกลับเข้าหมู่บ้านยังคงจอดรออยู่อย่างนั้น... หรือว่าวังซื่อและหลี่ซื่อยังไม่ได้กลับบ้านไป ถังฉือเย่หรี่ตาลงนิดหนึ่งก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาพร้อมกับถามชายหนุ่มว่า
“มีรถให้พร้อม เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่?”
“ไม่ล่ะ” ฉีจิงปฏิเสธ “เจ้าไปเถอะ แต่ยังไงก็ระวังตัวด้วย”
“วางใจได้…ต้องเป็นคนพวกนั้นต่างหากที่ต้องระวังตัว”
ชายหนุ่มพยักหน้า เหลียวมองเสี้ยวหน้างดงามของนางอีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะถามย้ำว่า “ตกลง เจ้าไม่ได้โกรธข้าใช่ไหม?”
“เหตุใดข้าต้องโกรธเจ้าด้วย?” ถังฉือเย่พูดเสียงเรียบ ไม่ได้แสดงความรู้สึกใด ก่อนจะเอื้อมมาตบแขนอีกฝ่ายเบาๆ “สบายใจได้ ข้าไม่ได้คิดโกรธเคืองอะไรเจ้าหรอก”
หลังจากนั้นฉีจิงจึงผละจากไป หญิงสาวกลับขึ้นมานั่งบนเกวียนอีกครั้ง รอไม่นานนักวังซื่อกับหลี่ซื่อที่กลับมาจากการซื้อข้าวของมากมาย ทันทีที่เปิดม่านฟางออก แล้วพบว่าถังฉือเย่นั่งอยู่ในนั้น แถมกำลังงีบหลับก่อนจะบิดขี้เกียจเล็กน้อย วังซื่อก็กรีดร้องด้วยความตกใจ กระเป๋าเล็กๆที่ถืออยู่ในมือล่วงลงกับพื้น ก่อนจะหล่นลงไปด้านข้างของตัวเกวียน
หลี่ซื่อที่ยังไม่เห็นอะไรจึงมองวังซื่อด้วยความสงสัยในคราวแรก แต่พอหันตามสายตาของนางไป สีหน้าของสะใภ้รองตระกูลถังก็เปลี่ยนไปทันที
“ท่านแม่” ถังฉือเย่เอียงศีรษะอย่างไร้เดียงสา พลางยิ้มจนตาหยี “ท่านป้ารอง ท่านแม่ พวกท่านเป็นอะไรหรือ เหตุใดยังไม่ขึ้นรถมาอีก?”
หลี่ซื่อตัวสั่นเทา ในขณะที่ใบหน้าของวังซื่อกลับซีดเผือดไร้สีเลือด ผ่านไปครู่หนึ่งนางจึงกล่าวออกมาอย่างยากเย็น “เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
“หากข้าไม่ได้มาอยู่ที่นี่ แล้วข้าควรอยู่ที่ไหนหรือ?” หญิงสาวถามยิ้มๆ “ท่านแม่คิดว่าข้าควรจะไปอยู่ที่ใดกันเล่า?”
เมื่อเห็นผู้เป็นมารดาปากสั่นไปหมดทำอะไรไม่ถูก ถังฉือเย่จึงขยับที่ให้พลางตบที่ข้างๆ พร้อมกล่าวบอกว่า “เร็วเข้า! ท่านแม่รีบเข้ามานั่งเถอะ”
ไม่ต้องถามถังฉือเย่ก็รู้ว่าวังซื่อจะตอบว่าอะไรซึ่งมันก็คงจะเป็นคำตอบที่น่าขยะแขยงอย่างเช่น ‘ข้าทำก็เพราะความหวังดีกับเจ้า’ หรือไม่ก็ ‘พวกเขาบังคับข้า ข้าไม่มีทางเลือก’ แล้วหลังจากนั้นก็คงร้องไห้ เพราะฉะนั้นหญิงสาวจึงทำเป็นนิ่งเฉย เพื่อให้วังซื่อนั้นอึดอัดใจตายไปด้วยตัวเอง!
แม้ว่านางจะข้ามเวลามาอยู่ในร่างของถังฉือเย่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะต้องยอมรับญาติๆของถังฉือเย่ เพราะแม้แต่ถังฉือหรงเองในใจนางก็ยังอยู่ในช่วงดูความประพฤติอยู่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวังซื่อที่ยากจะหาคำพูดมาอธิบาย!
หลังจากถังฉือเย่รู้ว่าวังซื่อและคนเหล่านั้นร่วมมือกันขายตัวนาง ความรักและความอดทนสุดท้ายที่มีก็หมดลงเช่นกัน นับแต่นี้เป็นต้นไป วังซื่อจะเป็นศัตรูของถังฉือเย่ สิ่งที่นางจะทำจะอยู่ในขอบเขตที่สามารถทำได้ และคงต้องหาวิธีที่แยบยลที่สุดจัดการ!
หญิงสาวหลับตาลงอย่างสบายๆ ผิดกับวังซื่อและหลี่ซื่อที่ต่างนั่งกันไม่เป็นสุข พวกนางคอยส่งสายตาหากันเป็นระยะระยะ ตลอดทางจนถึงหมู่บ้านจวี้เป่าโดยไม่ได้พูดอะไรกันเลยแม้แต่คำเดียว
เกวียนพาหนะมาหยุดที่หน้าประตูบ้านตระกูลถัง หลี่ซื่อรีบลงจากรถ วังซื่อเองก็รีบร้อนยืนขึ้น เมื่อม่านฟางปิดลง ถังฉือเย่ก็เอนตัวเองพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ขอบคุณนะท่านแม่ เมื่อครู่ข้ากลัวแทบตาย โชคดีที่มีท่านแม่!”
หลี่ซื่อที่กำลังจะลงรถก็ตัวแข็งทื่อขึ้นมาทันที นางรีบกระโดดลงไปอย่างไม่กล้าลังเล ในขณะที่วังซื่อรู้สึกไม่สบายใจเมื่อเห็นถังฉือเย่ถือของที่นางซื้อมา แล้วยังประคองลงจากเกวียนด้วยความรักใคร่
ท่านย่าซุนที่ยืนอยู่ที่ประตูทางเข้าด้วยท่าทางที่ต้องการจะพูดอะไรบางอย่างกับหลี่ซื่อ เมื่อถังฉือเย่เห็นก็ตกใจ รอยยิ้มของนางหุบฉับพร้อมกับปล่อยมือทันทีจนวังซื่อล้มลงไปกองด้านข้างอย่างไม่ทันตั้งตัว แต่ถังฉือเย่ก็รวดเร็วรีบเข้ามาประคองวังซื่อไว้ได้ทันก่อนจะรีบกลับเข้าไปในบ้าน
ท่านย่าซุนก็ตกใจมาก นางกรีดร้องพลางกล่าว “นี่มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดนางสารเลวนั่นจึงกลับมาได้?”
บทที่ 34 ยุให้แตกคอ
ธรรมชาติของคนที่มักจะเชื่อสิ่งที่เห็นตรงหน้ามากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่คิดว่าตัวเองฉลาดอย่างท่านย่าซุนเมื่อได้ยินคำพูดที่ถังฉือเย่พูดกับวังซื่อ นางก็รีบเข้าไปหาลูกสะใภ้สามพร้อมกับด่ากราดชุดใหญ่
“คิดว่าตัวเองเก่งหรือวังซื่อเฉิน เจ้ากล้ามากนะที่มาเล่นลูกไม้นี้กับข้า ไม่ดูเลยนะว่าตัวเองเป็นอะไร คิดว่าตัวเองทำเรื่องแย่ๆไว้แล้วจะไม่มีใครรู้กระนั้นหรือ หึ! ตอนขายนางไปเจ้าก็ไม่เห็นว่าจะพูดอะไร พอมาตอนนี้กลับทำมาเป็นแม่ผู้แสนดี…ข้าอยากจะอ้วก!”
“ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ ข้าก็ไม่ได้...”
ไม่ทันจะพูดจบประโยค หญิงชราก็ปรี่เข้ามากระชากผมของนางอย่างแรง วังซื่อกรีดร้องลั่นจนเสี่ยวเหยาตกใจและร้องไห้ออกมา ถังฉือเย่รีบพุ่งตัวเข้าไปแล้วปิดตาเสี่ยวเหย่าไว้พูดปลอบประโลมว่า “ไม่ต้องกลัวนะเหยาเอ๋อร์ ไม่มีอะไรหรอก” ก่อนจะหันไปพูดกับสตรีสองคนที่กำลังฉุดกระชากลากถูกกันอยู่
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! อย่าทำท่านแม่ของข้า!”
แต่มีหรือที่คนอย่างท่านย่าซุนจะฟัง ยิ่งครั้งนี้เดิมพันสูงเพราะเป็นเรื่องงานแต่งงานของถังหย่งหมิง ลูกชายสุดที่รักของด้วยแล้ว นางหญิงชราก็ยิ่งสติหลุด โดยเฉพาะเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนี้ของถังฉือเย่ ก็เหมือนเป็นการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง เพราะเท่ากับยืนยันว่าสิ่งที่นางคิดนั้นเป็นเรื่องจริง ท่านย่าซุนจึงโกรธจัดจนดวงตาแดงก่ำ จากนั้นก็กระชากผมอย่างแรงพร้อมกับตบไปที่ใบหน้าของวังซื่ออีกหลายครั้ง จนอีกฝ่ายร้องไห้ไม่หยุดและพยายามดิ้นรนสุดแรง
แต่ท่านย่าซุนที่แม้จะสูงอายุแล้ว แต่กลับเป็นคนคล่องแคล่ว ร่างกายแข็งแรง ยิ่งเมื่ออารมณ์โกรธเข้าครอบงำแล้ว วังซื่อจึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนางเลย
ถังฉือเย่ยืนดูทั้งสองคนนั้นยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่อย่างนั้นไม่ได้เดินเข้าไปห้าม เพียงแต่ตะโกนเสียงดังๆว่า “ท่านย่า! หยุดเดี๋ยวนี้ ข้าขอร้องล่ะ อย่าตีท่านแม่ของข้าอีกเลย!”
ท่านย่าซุนถอนหายใจแรงๆ ด้านนอกก็เริ่มมีคนได้ยินเสียงแล้วชะโงกหน้าออกมาดูด้วยความสนใจ บางคนตะโกนถามกลับมาว่า
“แม่เฒ่าซุน! นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
บางคนที่มีน้ำใจก็เดินเข้ามาห้ามพร้อมกับบอกว่า “หยุดได้แล้ว! นี่จะเอาให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลยหรือไง?”
คราวนี้ท่านย่าซุนหยุดกึก ไม่กล้าโวยวายอีก เพราะเกรงว่าคนอื่นจะล่วงรู้ว่าตัวเองได้ขายหลานสาวที่ไล่ออกจากบ้านไปให้กับชายแก่เพื่อเป็นนางบำเรอ มิหนำซ้ำเรื่องนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงถังหย่งหมิงอีกด้วย ดังนั้นเมื่อเห็นว่าชาวบ้านเริ่มมามุงดูกันมากขึ้น นางจึงหยุดมือก่อนจะเดินฮึดฮัดกลับเข้าบ้านไป
หญิงสาวหลายคนรีบปรี่เข้ามาประคองวังซื่อที่ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง เสื้อผ้าขาดวิ่น แก้มทั้งสองข้างบวมเป่ง และร้องไห้ราวกับจะเป็นจะตายเสียให้ได้
ถังฉือเย่ยืนกอดอยู่กับเสี่ยวเหยาที่กำลังร้องไห้อย่างหนัก คนรอบข้างจึงต่างพากันออกมาถามไถ่ “นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น แม่ของเจ้าไปทำอะไรให้ย่าของเจ้าโกรธอีกล่ะ?”
คราวนี้ถังฉือเย่ร้องไห้บ้าง นางตอบว่า “วันนี้ท่านแม่กับท่านป้ารองพาข้าเข้าไปในตัวเมือง ใครจะไปรู้ว่า…”
“เย่เอ๋อร์!” วังซื่อพูดตะคอกโดยไม่รอให้ถังฉือเย่พูดจบ
หญิงสาวหยุดร้องในทันที จากนั้นก็จ้องมองที่วังซื่อทำราวกับว่าตกใจเหลือเกินกับคำตะคอกนั้น พลอยทำให้คนอื่นๆนั้นต่างหันไปมองที่วังซื่อเช่นเดียวกัน
วังซื่ออ้ำๆอึ้งๆ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆนางก็เผยสีหน้าที่ดูน่ากลัวอย่างไม่อาจปกปิดได้อีกพร้อมกับตะเบ็งออกมาสุดเสียง
“เมื่อกี้ท่านย่าของเจ้าเข้ามาทำไมเจ้าไม่มาดึงนางเอาไว้ เจ้ามันเนรคุณ ใจดำอกตัญญู”
“ข้ายื้อเอาไว้ไม่อยู่นี่ ท่านแม่เองก็เห็น”ถังฉือเย่พูดเสียงซื่อกับการโยนความผิดของวังซื่อ… แน่นอนว่าคำว่าอกตัญญูนั้นสามารถฆ่าคนได้ แต่มันก็ต้องขึ้นกับว่าเป็นเวลาไหนด้วยเช่นกัน
ถังฉือเย่ยกมือข้างหนึ่งขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลลงอาบสองข้างแก้ม ความที่ถูกมัดอยู่นาน ร่างกายจึงเลอะเทอะมอมแมมไปหมด แขนเสื้อของนางที่ฉีกขาดไปตั้งนานแล้วนั้น เผยให้เห็นรอยเชือกที่รัดและเสียดสีตรงข้อมือจนบวมแดง ยิ่งชาวบ้านทุกคนได้เห็นสองพี่น้องที่กำลังกอดกันร้องไห้ก็รู้สึกเวทนาสงสารเป็นอย่างมาก ทนไม่ไหวต้องพูดเป็นเชิงปรามว่า
“คุณนายวัง เจ้าจะไปว่าเด็กๆได้อย่างไร ดูสิ! จะไปโกรธให้มันได้อะไรขึ้นมา อย่างแม่เฒ่าซุนน่ะ จะเข้าไปห้ามได้อย่างไร แล้วอีกอย่างสาวน้อยเย่ก็ตัวเล็กแค่นี้ เจ้ายังไม่ปกป้องให้ดีเลย แล้วยังจะให้นางเป็นฝ่ายมาปกป้องเจ้าอีกหรือ?”
อีกคนเสริม “ใช่แล้ว ยังจะมาข่มขู่อะไรเด็กๆอีก หากเมื่อกี้เจ้าเก่งมากนักทำไมถูกแม่สามีตบจนกลายเป็นแบบนี้ล่ะ”
ถังฉือเย่ได้ยินก็ลอบอมยิ้มกับตัวเอง นางรู้ดีว่าผู้หญิงประเภทวังซื่อนั้นเป็นประเภทที่ผู้หญิงด้วยกันเกลียดมากที่สุด ซึ่งเดิมทีคนในหมู่บ้านก็ไม่ได้ชอบนางอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ยิ่งมองว่านางหาเรื่องทะเลาะเพื่อระบายอารมณ์ ผู้คนจึงต่างพากันพูดปลอบประโลมถังฉือเย่กันยกใหญ่ โดยที่ไม่ได้สนใจวังซื่อเลย จากนั้นจึงค่อยๆแยกย้ายกันกลับไป
หญิงสาวนึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจว่าฝีมือการแสดงของตัวเองยังไม่ตกจริงๆ ดังนั้นเมื่อเดินไปส่งพวกเขากลับไปกันหมดแล้ว นางจึงตักน้ำล้างหน้าพร้อมกับได้ยินเสียงใครคนหนึ่งด้านนอกพูดว่า
“จะยุให้แตกคอกันก็ให้คนอื่นทำแทน เก่งเสียจริงๆ”
ตอนนั้นเองที่ถังฉือเย่ยิ้มออกมานิดหนึ่ง ก่อนจะเดินออกไปแล้วบอกว่า “ชมกันเกินไปแล้ว” …เป็นฉีจิงนั้นเอง เขาอยู่ในห้องเก่าๆ ซึ่งตั้งอยู่ตรงทางลาดชันซึ่งอีกครึ่งอยู่ใกล้ถนน อีกครึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำ คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็มีไม่มากเท่าไหร่ ทั้งสองพูดคุยกันผ่านกำแพงไม้ไผ่ ฝั่งนี้มองไม่เห็นเขา ทางฝั่งนู้นก็มองไม่เห็นนางเช่นกัน ดูแล้วก็เป็นการซ่อนตัวที่ดีเลยทีเดียว
ผ่านไปครู่หนึ่งชายหนุ่มก็พูดทำลายความเงียบว่า “กลับเป็นเจ้าที่ได้เตือนข้า”
“เตือนอะไร?”
ฉีจิงไม่ได้อธิบายอะไรต่อ เพราะได้เปลี่ยนเรื่องไปว่า “ข้าไปสืบเรื่องของถังหย่งหมิงมาแล้ว ได้ข่าวมาว่าเขาคิดจะหาวิธีแทรกตัวเข้าไปในการประชุมการค้าของเมืองหลงเหมิน ก็เลยไปทำความรู้จักกับเถ้าแก่คนนั้น เขาเป็นเถ้าแก่ร้านขายธัญพืชแล้วก็มักมากสุดๆ ชอบไปขอหญิงสาวจากบ้านที่ยากจนมาทำเมีย ทุกวันนี้ก็มีบ้านเล็กบ้านน้อยไปถึงแปดบ้าน ส่วนเรื่องอื่น ยังคงต้องคอยสืบไปเรื่อยๆ”
ถังฉือเย่เลิกคิ้วขึ้น “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจเจ้ามากนะอาฉี”
“ถังหย่งหมิงคงไม่รามือง่ายๆแน่ เจ้าอยากให้ข้าช่วยอะไรไหม?”
“ไม่เป็นไร” นางพูดพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆตรงมุมปาก “เรื่องที่เอาคนอื่นมาข่มแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเสือหรอกถึงจะสามารถทำได้”
“ได้! ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ระมัดระวังตัวด้วยแล้วกัน”
จากนั้นทั้งสองคนก็พูดจากันอะไรอีกนิดหน่อย ก่อนที่ถังฉือเย่จะกลับเข้าบ้านไปแล้วมองเห็นว่าวังซื่อกำลังนอนตะแคงอยู่บนเตียง ทำตัวเหมือนเป็นคนอ่อนแอ น้ำตายังคงไหลรินอยู่อย่างเงียบๆ แต่พอเห็นว่าถังฉือเย่เดินเข้ามาแล้วก็หันมาใช้ดวงตาโกรธแค้นจ้องมองมา
ถังฉือเย่หัวเราะอย่างเย็นชาเมื่อเห็นท่าทางของวังซื่อที่คล้ายกำลังรอให้คนมาปรนนิบัติ… ทำไมถึงคิดว่าหลังจากนางทำเรื่องแบบนี้แล้ว นางจะยอมลำบากลำบนปรนนิบัติรับใช้อีก หญิงสาวจึงเดินเลี่ยงไปแล้วทำอาหารสำหรับตัวเองและเสี่ยวเหยาเท่านั้น
เด็กสาวยืนอยู่ตรงโต๊ะอย่างไม่สบายใจ เมื่อมองมาที่นางสลับกับมองไปที่วังซื่อ ถังฉือเย่จึงพูดอย่างอ่อนโยนว่า “กินข้าวเถอะ เชื่อฟังพี่นะ เรื่องอื่นๆเจ้าไม่ต้องสนใจหรอก”
เสี่ยวเหยานั่งลงทันที ความเฉียบแหลมที่ติดตัวมาทำให้เด็กหญิงรู้และแยกแยะได้ว่าใครกันแน่ที่ดีกับนางจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นเสี่ยวเหยาก็ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้น นอกจากก้มหน้าก้มตากินข้าวไปอย่างเงียบๆ
วังซื่อโกรธเป็นอย่างมาก แต่ด้วยความที่นางได้รับการอบรมมาบ้าง ฉะนั้นถึงจะโมโหเพียงใดก็ไม่เหมือนท่านย่าซุนที่ด่ากราดไม่เลือก ได้แต่พูดอย่างอัดอั้นว่า
“เนรคุณ อกตัญญู! ขนาดแม่แท้ๆของตัวเองยังไม่รู้จักคำว่ากตัญญู แบบนี้จะไปได้สักกี่น้ำกัน” อาจเป็นเพราะแก้มทั้งสองข้างที่บวมมากจึงทำให้เสียงของนางไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่เมื่อเห็นว่าถังฉือเย่ไม่แม้แต่จะสนใจเลย นางก็ยิ่งโกรธ นางจึงพุ่งไปที่โต๊ะ หมายใจจะคว่ำโต๊ะนั้นเสีย
ถังฉือเย่ใช้ตะเกียบแตะจานเอาไว้ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วมองหน้านางด้วยสีหน้าที่เหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม พอได้สบตากันแล้วมือของวังซื่อก็สั่นขึ้นมา และไม่กล้าทำอย่างใจคิด เมื่อภาพความทรงจำครั้งก่อนที่เพียงแค่นางปัดจานเกลือตกเท่านั้น ถังฉือเย่ก็กล้าที่จะเอาถ่านมาโยนใส่นาง แล้วนับประสาอะไรกับการคว่ำโต๊ะครั้งนี้
ทั้งสองฝ่ายนิ่งกันไปชั่วขณะ ก่อนที่จะเป็นวังซื่อที่พ่ายแพ้จะเบือนหน้าหนีแล้ววิ่งกลับไปนอนบนเตียงตามเดิม
สองพี่น้องจึงหันมากินข้าวกันอีกครั้งจนอิ่ม หลังจากนั้นถังฉือเย่จึงไปจัดที่นอนให้เสี่ยวเหยาโดยไม่ได้สนใจวังซื่ออีกเลย กระทั่งเช้าวันถัดมาท้องฟ้าเพิ่งจะสว่างได้ไม่นานนักนางก็ได้ยินเสียงของรถม้าดังขึ้น หญิงสาวคาดว่าน่าจะเป็นถังหย่งหมิงที่เสียเงินจ้างรถม้าหรือไม่ก็รถลากกลับมาบ้านอย่างแน่นอนหลังจากโดนคนของเถ้าแก่หนิวทำร้ายขนาดนั้น
ถังฉือเย่คิดว่าท่านอาสี่ของตระกูลถังผู้นี้จะต้องมาหาแน่ ดังนั้นนางจึงตัดสินใจเดินออกไปหาเองเสียดีกว่า จนได้เห็นถังหย่งหมิงก็กำลังเกาะประตูแล้วเดินลงมาจากรถมาเพื่อจ่ายเงินให้คนขับรถ บาดแผลบนร่างกายเมื่อผ่านไปคืนหนึ่งแล้ว ก็เริ่มเผยร่องรอยออกมาให้เห็น
ถังหย่งหมิงเจ็บจนแทบจะหายใจไม่ออก เขากัดฟันไว้แน่นแล้วหันกลับมาเมื่อเห็นเด็กสาวที่ยืนอยู่ไม่ไกล และยืนกอดอกมองเขาอยู่ ชายหนุ่มอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะตั้งหลักได้แล้วตะคอกขึ้นว่า
“เจ้ายังกล้ามาอีกรึ?”
“ทำไมข้าจะไม่กล้าล่ะ?” หญิงสาวทำสีหน้ายียวน ไม่คิดจะกลัวเกรงเพราะมั่นใจว่ามีคนช่วยเหลือ “ถังหย่งหมิง เข้ามานี่สิ ข้ามีอะไรจะบอก”
บทที่ 35 มีคนหนุนหลังนางอยู่
เมื่อถังฉือเย่พูดเสร็จนางก็หันหลังกลับแล้วเดินจากไปทันที ด้วยฝีเท้าที่ไม่เร็วแล้วก็ไม่ช้าเกินไป ผ่านไปไม่นานนักหญิงสาวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง…เป็นถังหย่งหมิงนั่นเอง
ถังฉือเย่หยุดเดินแล้วหันกลับไปอีกครั้ง มองเห็นบนร่างกายของชายหนุ่มยังมีบาดแผลให้เห็นอยู่ เขาจึงเดินไม่เร็วนัก มีเพียงสายตาเท่านั้นที่จ้องมองแผ่นหลังของนางอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ท่านอาสี่ ข้ายังไม่ได้แสดงความยินดีกับท่านเลย”
“เจ้าหมายความว่าอะไร?” ถังหย่งหมิงถามด้วยใบหน้าถมึงทึง แต่หญิงสาวที่กำลังยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ตอนนี้นั้นไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา
“ท่านอาสี่ให้ข้านั่งเกี้ยวเข้าบ้านของท่านผู้นั้น เพื่อไปเป็นบ้านเล็กบ้านน้อยหลังที่แปด ภายภาคหน้าจะได้อยู่อย่างสุขสบาย ข้าคงจะมีความสุขทุกวัน ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีเสียจริง”
ถังหย่งหมิงกะพริบตาปริบๆ พูดอย่างไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยินว่า “ข้าเองก็ดูไม่ออกเช่นกันว่าเด็กอย่างเจ้าจะมีลูกไม้อย่างนี้ด้วย”
“ข้าก็ดูไม่ออกเหมือนกันว่าท่านจะตัวเป็นคน แต่ใจกลับเป็นสุนัข หึ! ที่แท้ก็เป็นสัตว์เดรัจฉานที่สวมใส่เสื้อผ้าเหมือนคนนี่เอง เพียงเพื่อเงินทองไม่เท่าไหร่ก็กล้าที่จะขายหลานสาวแท้ๆของตัวเองได้ลงคอ”
ชายหนุ่มยกมุมปากข้างหนึ่งขึ้นแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ “อาให้เจ้าไปมีชีวิตที่ดีที่สุขสบายมิใช่หรือ?”
“ดีสิ! มันต้องดีอย่างแน่นอน ข้าน่ะสำนึกในบุญคุณของท่านเหลือเกิน ดังนั้นก็เลยเอาชีวิตที่สุขสบายคืนให้ท่านยังไงล่ะ”
สีหน้าของถังหย่งหมิงเปลี่ยนไปทันที ชายหนุ่มสืบเท้าเข้ามาใกล้พร้อมกับยกมือขึ้นทำท่าจะฟาดลงไปที่ใบหน้าของหญิงสาว
“เจ้าเด็กชั่ว!”
“ตบสิ! ตบเลย! รีบตบหน้าข้าเลย!” ไม่เพียงไม่ถอยแต่ถังฉือเย่กลับเดินขยับเข้าไปใกล้ถังหย่งหมิงขึ้นไปอีกพร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปใกล้ก่อนจะพูดอย่างเย็นชา
“ข้ารอให้เจ้าตบหน้าข้าอยู่นะ! ข้าจะได้มีเหตุผลที่จะ…ฆ่าเจ้าได้!”
สามคำสุดท้ายนั้นหญิงสาวจงใจพูดออกมาอย่างช้าๆ สุ้มเสียงเต็มไปด้วยความหนักแน่น มั่นคง และเต็มไปด้วยความโกรธเกลียดอย่างชัดเจน
ถังหย่งหมิงผู้นี้รู้จักนักแสดงแถวหน้าอย่างนางน้อยไปเสียแล้ว สมัยก่อนไม่ว่าถังฉือเย่จะแสดงเรื่องอะไรล้วนได้รับความนิยมไปทุกเรื่อง ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านางนั้นแสดงอารมณ์ได้ถึงบทบาทมาก นั่นแสดงให้เห็นถึงทักษะการแสดงที่ดีเยี่ยม สีหน้าสีตาที่ดูกรุ่นโกรธนั้นแม้จะเข้ามาดูในระยะใกล้ก็ยังไม่อาจหาข้อบกพร่องได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงถังหย่งหมิงที่กำลังยืนมองอยู่ในระยะห่างเช่นนี้
เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่เขาจะตัวเย็นเฉียบไปหมด ถังหย่งหมิงกัดฟันกรอดแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทั้งที่เห็นกับตาตัวเองว่าถังฉือเย่ถูกทำให้สลบแล้วจับมัดใส่เกี้ยวไป แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ท้ายที่สุดกลับเป็นเขาเองที่โผล่เข้าไปในเกี้ยวนั้นแทนนาง
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกกลัว ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวที่จะต้องเปลี่ยนสีหน้า “จริงๆแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่! เจ้ารีบบอกมาเดี๋ยวนี้!”
“เจ้าก็ลองเดาดูสิ หรือว่าทำเรื่องชั่วๆไว้เยอะมากสวรรค์เลยลงโทษท่านกระมัง?”
“หยุดเล่นลิ้นได้แล้ว!” ถังหย่งหมิงพูดด้วยความโกรธ “บอกความจริงข้ามาเดี๋ยวนี้ว่าเจ้าทำได้อย่างไรกัน”
“ทำไมข้าต้องบอกเจ้าด้วย อย่าคิดว่าเจ้าจะไล่ข้าออกจากบ้านแล้วข้าจะยอมให้ถูกรังแกนะ อย่าคิดว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วข้าจะต้องกลัว ข้าจะบอกอะไรให้ คนอย่างพวกเจ้าในสายตาของข้านั้นไม่มีค่าอะไรเลย เขาเพียงแค่ยกมือขึ้นนิดหน่อยก็ทำให้เจ้าถึงตายได้แล้ว”
ใบหน้าของถังหย่งหมิงเผือดสีลง และคิดว่าตัวเองเข้าใจเห็นอะไรชัดขึ้นบ้างแล้ว ด้วยความที่รักตัวกลัวตายและตอนนี้เรื่องทุกอย่างก็ยังไม่ชัดเจน ชายหนุ่มจึงไม่กล้าที่จะท้าทายนาง ยิ่งไปกว่านั้นการที่เถ้าแก่หนิวบอกว่าไม่ได้อยากได้นางอีกแล้ว ทำให้ถังหย่งหมิงคิดว่าหากต่อล้อต่อเถียงนานไปก็เท่านั้น ไม่เกิดประโยชน์อะไร
ชายหนุ่มจึงจ้องหน้านางอยู่อย่างนั้น แล้วตอนนั้นเองที่เขาได้เห็นว่าดวงตาของถังฉือเย่นั้นเปล่งประกายน่าดึงดูดมาก รวมเข้ากับผิวที่ขาวราวกับเกล็ดหิมะและใบหน้าที่งดงามด้วยแล้วจึงเป็นที่สะดุดตาเป็นอย่างมาก
ถังหย่งหมิงจากที่โกรธมากในตอนแรก ไม่นานเขาก็อ่อนลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้น “เย่เอ๋อร์ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ท่านแม่ของเจ้าอนุญาตเองนะ ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นคนกันเองทั้งนั้น ข้าก็เป็นอาของเจ้า ข้าเพียงแค่ช่วยพูดให้เท่านั้นเอง ทำไมเจ้าจะต้องเกลียดข้าด้วยล่ะ?”
“อย่างนั้นหรือ” หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้น “ถ้าอย่างนั้นท่านป้ารองล่ะ ตอนที่ท่านเป็นคนช่วยจัดการเรื่องชิวเอ๋อร์ ป้ารองอนุญาตแล้วหรือไม่?”
“เจ้า!” ชายหนุ่มถลึงตาใส่ละล่ำละลักพูดปากคอสั่น “เป็นไปไม่ได้ เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
“ท่านคิดว่ายังไงล่ะ?” ถังฉือเย่กล่าวด้วยสุ้มเสียงเย็นชา “ข้ายังรู้อีกนะว่า เจ้าพยายามที่จะเข้าไปในการประชุมการค้าของเมือง พยายามทุกวิถีทางจนในที่สุดก็ได้รู้จักกับเถ้าแก่ร้านขายธัญพืชคนนั้น เจ้าก็เลยต้องเอาหลานสาวแท้ๆของตัวเองมาเป็นเครื่องมือเพื่ออนาคตของตัวเอง เจ้านี่มันสัตว์เดรัจฉานชัดๆ”
คุณชายสี่ตระกูลถังนิ่งอึ้งไปในฉับพลัน ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าถังฉือเย่จะต้องมีคนหนุนหลังนางอยู่เป็นแน่ มิเช่นนั้นจู่ๆจะสามารถล่วงรู้เรื่องราวมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร ถังหย่งหมิงกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคออึกหนึ่ง แล้วกัดฟันกลั้นใจถามออกไปว่า
“แล้วเจ้าจะเอายังไง?”
“ข้าก็ไม่เอายังไงหรอก เพียงขอให้คนในตระกูลของท่านอยู่ห่างๆข้าหน่อย แล้วก็หยุดหาเรื่องข้าเสียที รอให้ข้า…” นางหยุดพูดนิดหนึ่งเพื่อกระตุ้นให้อีกฝ่ายใคร่รู้ ก่อนจะพูดขึ้นอย่างรำคาญว่า “สรุปแล้วก็คือ ตอนนี้พวกเจ้าอย่ามาทำให้ข้าโมโหอีก มิเช่นนั้นข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้อีกแน่”
พูดเสร็จถังฉือเย่ก็หมุนตัวแล้วผละจากไปทันที ส่วนเรื่องของชิวเอ๋อร์นั้นปล่อยเอาไว้ไม่ได้อย่างแน่นอน แต่นางก็รู้ดีว่ามันยังไม่ถึงเวลาอันสมควร เพราะตอนนี้ยังไม่รู้ว่าแผนการขั้นต่อไปของถังหย่งหมิงคืออะไร ดังนั้นหญิงสาวจะต้องทำให้เขาเป็นลูกไก่ในกำมือนางเสียก่อน
ถังฉือเย่ไม่รู้ว่าภายหลังเขากลับไปบ้านตระกูลถังแล้ว เขาได้พูดอะไรกับท่านย่าซุนหรือไม่ เพราะว่าหญิงชราไม่ได้มาหาเรื่องนางอีกเลย เมื่อหญิงสาวกลับมาจากการไปขุดผักป่าที่ภูเขาแล้วก็ได้ยินเสียงวังซื่อที่กำลังดึงเสี่ยวเหยาอยู่ พร้อมกับถามว่าถังหย่งหมิงกลับมาแล้วหรือยัง ถังฉือเย่เกือบจะหลุดหัวเราะออกมาแล้ว
…วังซื่อคงคิดว่าเมื่อถังหย่งหมิงกลับมาจะได้มาจัดการกับนางต่อให้เรียบร้อย
วังซื่อไม่รู้เลยสักนิดว่าตัวเองคิดผิดขนาดไหน! เพราะรอแล้วรอเล่าถังหย่งหมิงก็ยังไม่มา รวมถึงท่านย่าซุนด้วย ข่าวที่เล็ดลอดออกมาจากบ้านตระกูลถังนั้นมีเพียงการไปเชิญท่านหมอมาเพราะว่าถังหย่งหมิงหกล้มจนได้รับบาดเจ็บ
ช่วงเย็นย่ำขณะที่หญิงสาวกำลังทำอาหารเย็นอยู่นั้น คุณนายโจวก็เดินเข้ามาพร้อมกับนำปลาตัวใหญ่มาให้แถมยังมีใบบัวกระบุงเล็กๆอีกกระบุงหนึ่ง
ใบบัวนั้นเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าผักหูโดยเป็นผักชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ในน้ำ ยิ่งอากาศอบอุ่นเท่าไหร่ก็ยิ่งเจริญเติบโตเท่านั้น แต่ใบอ่อนของผักชนิดนี้จะมีเมือกอยู่ด้านใน ทำให้เมื่อกินแล้วจะรู้สึกนุ่มลื่น สดชื่น ส่วนมากที่นี่มักจะใช้ทำเป็นซุป
ถังฉือเย่ยิ้มก่อนจะพูดว่า “วันนี้ท่านลุงสี่ลงไปในคลองหรือเจ้าคะ?”
“ใช่แล้วล่ะ” คุณนายโจวบอกแล้วพิงอยู่กับขอบประตู “วันนี้เหล้าขายหมดเร็วหน่อย ขากลับผ่านคลองเขาเลยลงไปจับปลา ลุงสี่ของเจ้าคนนี้ก็ไม่ละเอียดเอาเสียเลย เขาไม่ได้เอาเชือกร้อยมันเอาไว้ แต่กลับเทลงในไหทีเดียวเลย ทำให้ปลามีกลิ่นเหล้าติดมาด้วย”
“ท่านป้าพูดแบบนี้คือ พวกเราก็ไม่ใช่แค่ได้กินปลาอย่างเดียวแต่ยังได้กินเหล้าจากบ้านของท่านด้วยน่ะสิ”
“ปากของเจ้านี่นะ ช่างพูดช่างจาเสียจริง”
ทั้งสองคนพูดไปพลางก็หัวเราะไปพลาง จนเมื่อได้ยินเสียงดังมาด้านนอก ถังฉือเย่ชะโงกหน้าไปดูก่อนหันกลับมาถาม “ท่านป้า ในหมู่บ้านเกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?”
“เจ้ายังไม่รู้อีกงั้นหรือ”
ถังฉือเย่ส่ายหน้าแทนคำตอบ คุณนายโจวจึงอธิบายให้ฟัง “จะเรื่องอะไรอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่เรื่องของฉีจิง”
“ฉีจิง…เกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเจ้าคะ?”
จบตอน
Comments
Post a Comment