superstar ep36-40

 บทที่ 36 เงินทองดึงดูดใจคน


ความจริงเช้าวันนี้ฉีจิงได้เดินไปหาหลี่เจิงพร้อมกับบอกว่าเดิมทีบ้านของเขาประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์สูงครึ่งฟุตซึ่งไม่ได้ถูกเผาไหม้ไปพร้อมกับกองเพลิง แต่หลังจากวันนั้นที่เขาเข้าไปค้นหาแล้วกลับพบว่าพระพุทธรูปองค์นั้นของเขาได้หายไปแล้วอย่างไร้ร่องรอย ในกองไฟก็ไม่มีร่องรอยว่าใครเข้าไปจึงมีความเป็นไปได้ว่าจะถูกนำออกไปก่อนเกิดเรื่อง


ดังนั้นฉีจิงจึงต้องการให้ทุกคนช่วยกันคิดว่าในวันที่เกิดเพลิงไหม้วันนั้นมีใครปรากฏตัวอยู่แถวนั้นบ้าง โดยหากใครพบพระพุทธรูปล่ะก็เขาจะให้เงินรางวัลสิบตำลึงเป็นการตอบแทน


เมื่อได้ยินข่าวนี้ ถังฉือเย่ก็เข้าใจความหมายของชายหนุ่มในทันที ชาวบ้านที่เกาะกลุ่มกันไว้และถึงกับขับไล่คนต่างหมู่บ้าน อีกทั้งเรื่องเผาบ้านก็เป็นเรื่องใหญ่โต แม้ว่าจะมีคนเห็นใครคือผู้ลงมือแต่เชื่อได้ว่าก็คงไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรงๆ เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้น มิเท่ากับว่าต้องเอาชื่อเสียงของตัวเองไปทำลายหรอกหรือ หมู่บ้านจวี้เป่าก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ในหมู่บ้านมีใครที่ไม่รู้จักกันบ้าง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ล้วนมีคนจับจ้องไปหมด


เพราะเหตุนี้มันอาจจะเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก หากมีเรื่องเงินทองเข้ามาเป็นแรงจูงใจ…เงินทองมักจะดึงดูดใจคนเสมอ หญิงสาวจึงถามกับคุณนายโจวว่า


“เช่นนั้นแล้วมีข่าวคราวบ้างหรือยังเจ้าคะ?”


“ไม่รู้สิ! บ้านตระกูลฉีหลังนั้นเดิมทีก็ไม่ได้มีใครผ่านมากมาย คงต้องดูว่ามีใครบังเอิญไปพบเห็นอะไรตอนเกิดเรื่องบ้างไหม?” 


ไม่ทันที่คุณนายโจวจะพูดจบประโยค พลันนั้นก็มีเสียงคนตะโกนแทรกเข้ามา ทั้งสองคนจึงรีบออกไปดูทันที แล้วถังฉือเย่ก็ต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าวพลางวางปลากับผักเอาไว้ที่ข้างประตูอย่างลวกๆ เมื่อพบว่ามีใครบางคนกำลังลากเจ้าเฉินเสียสติเข้ามา ทั้งสองคนต่อสู้และโต้เถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย คนหนึ่งกล่าว “ข้าเห็นเจ้า! เจ้าเอาแต่เดินวนรอบๆบ้านตระกูลฉีในช่วงสองวันที่ผ่านมา!”


“พูดจาอะไรเหลวไหล!” เฉินเสียสติกล่าว “ข้าจะมีเวลาที่ไหนขึ้นไปบนนั้นกัน”


เห็นได้ชัดว่าเจ้าขโมยมรดกตกทอดของครอบครัวเขาไป ยังไม่รีบนำออกมาคืนอีก” 


“มรดกตกทอดของครอบครัวอะไรกัน ข้าไม่รู้เรื่องทั้งนั้น!”


ถังฉือเย่เฝ้ามองเหตุการณ์ไม่วางตา คนที่จับตัวเจ้าเฉินเสียสติมาก็คือท่านลุงคนหนึ่งในตระกูลถัง เขามีชื่อว่าถังซุนจึ ซึ่งเมื่อได้ยินถังซุนจึพูดโพล่งออกมา ถังฉือเย่ก็นึกอะไรบางอย่างออกทันที เพราะก่อนเพลิงไหม้หนึ่งวันนั้นนางเจอกับเฉินเสียสติผู้นี้ที่หน้าบ้านของฉีจิง ซึ่งเขายังได้พูดคุยกับนางด้วยซ้ำ!


“ข้านึกออกแล้ว!” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงอันดังจนทุกคนต่างหันกลับไปมองนางเป็นตาเดียว 


ถังฉือเย่นึกถึงสิ่งที่ฉีจิงพูดในตอนนั้น พลางชี้ไปที่เจ้าเฉินเสียสติและกล่าว “น้ำมันตุง เป็นเจ้า… เป็นเจ้าที่ใช้น้ำมันตุงเผาบ้านของเขา!”


สีหน้าสีตาของเฉินเสียสติเปลี่ยนไปทันที พร้อมกันนั้นทุกคนก็พากันตกใจ การขโมยของมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่นี่เขาตั้งใจลอบวางเพลิง....เพื่อขโมยของถึงกับต้องเอาชีวิตคน…เป็นเรื่องร้ายแรงที่คนในหมู่บ้านไม่คิดว่าจะมีใครกล้าทำ ยิ่งได้เห็นปฏิกิริยาของเฉินเสียสติด้วยแล้ว มันก็ยิ่งทำให้ทุกปักใจเชื่อ และมีใครบางคนกล่าว


“ไป…เราไปคุยกับหลี่เจิงกัน”


“ช้าก่อน ข้าจะไปดูที่บ้านเขาก่อน เผื่อมีหลักฐานอะไร จากนั้นค่อยไปพบหลี่เจิง” ความจริงถังฉือเย่ต้องการหลอกล่อเขาเพราะนางเองก็ยังไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าเฉินเสียสติผู้นี้จะเป็นคนร้ายจริงไม่ จึงต้องการพยานหลักฐานในการสืบคดี เพียงแต่ตอนนี้ทุกคนคงแค่นึกถึงพระพุทธรูปทองคำอย่างเดียว ดังนั้นทุกคนจึงกรูกันไปบ้านของเฉินเสียสติพร้อมกัน


ชายผู้ได้ชื่อว่าเฉินเสียสติผู้นี้เกิดมาสกปรกน่าขยะแขยง อายุใกล้จะสามสิบแล้วยังไม่ได้แต่งงาน พ่อกับแม่ก็มาด่วนจากไปเหลือทิ้งไว้เพียงบ้านสามหลัง ซึ่งก็ไม่มีใครอยู่เลยนอกจากตัวเขาเอง


ชาวบ้านรีบเดินเข้าไปในตัวบ้านพร้อมกับช่วยกันค้นหาอย่างละเอียด ไม่นานก็เจอน้ำมันตุงถังเล็กๆ และยังมีแถบผ้าที่พันรอบน้ำมันตุงด้วยซึ่งน่าจะเป็นหลักฐานมัดตัวเขาได้เป็นอย่างดี แต่น่าแปลกที่กลับหาพระพุทธรูปไม่เจอ เพราะถึงแม้ว่าบ้านของเขาจะใหญ่โตขนาดไหน แต่ก็คงไม่สามารถแอบซ่อนเอาไว้ได้หรอก บางทีชายหนุ่มผู้นี้อาจจะนำไปขายแล้วก็เป็นได้ ดังนั้นชาวบ้านก็ยิ่งโกรธแค้น พวกเขาลากตัวเฉินเสียสติไปที่บ้านของหลี่เจิง


หมู่บ้านจวี้เป่าแห่งนี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆในชนบท โดยมีสองสกุลใหญ่คือสกุลถังกับสกุลเฉิน สมาชิกของตระกูลถังอาจจะมากกว่าอยู่นิดหน่อย ส่วนสกุลเฉินนั้นรองลงมา ปัจจุบันมีหลี่เจิงผู้นี้เป็นหัวหน้าของตระกูล และเขาก็เป็นลุงของเฉินเสียสติผู้นี้ด้วย 


หลี่เจิงนั้นมีตำแหน่งเทียบเท่ากับหัวหน้าหมู่บ้านที่ทางการตั้งขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสี่ครอบครัวนับเป็นกลุ่ม ห้ากลุ่มนับเป็นการปกป้อง ร้อยครอบครัวเป็นลี้ ห้าลี้เป็นหมู่บ้าน ทุกลี้มีหลี่เจิงคอยดูแล ซึ่งก็ถือว่าเขาเป็นผู้ที่มีอำนาจพอสมควร 


ถังฉือเย่กลอกตาไปมาพลางเดินไปเตือนถังซุนจึอย่างเงียบๆ “ท่านลุงสาม ท่านไม่ไปเชิญหัวหน้าตระกูลเรามาหรือ หากหลี่เจิงเข้าข้างเฉินเสียสติล่ะ เขาเป็นลุงหลานกันนะ”


ถังซุนจึเมื่อฟังก็พยักหน้าหงึกหงักก่อนจะรีบวิ่งออกไป เฉินหลี่เจิงที่ได้ยินเสียงด้านนอกบ้านจึงเดินออกมา เมื่อทุกคนล้วนเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง ใบหน้าของเฉินหลี่เจิงก็เคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย ไม่มีคำพูดใดนอกจากหันไปแล้วเตะเฉินเสียสติที่กำลังขดตัวอยู่บนพื้น ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา เขาพูดเบาๆว่า


“ท่านลุง! ไม่ใช่ข้า! ข้าไม่ได้ทำ ไม่ใช่ข้า”


“ไม่ใช่เจ้า แล้วถังน้ำมันตุงในบ้านเจ้า เจ้าจะอธิบายอย่างไร?” น้ำมันตุงมีพิษไม่สามารถกินได้ ส่วนใหญ่จึงเป็นการใช้ภายนอกเพื่อรักษาแผล หรือล้างพิษ อีกอย่างก็คือคนในภูเขามักจะเตรียมไว้ทำคบเพลิง บางครั้งก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขึ้นเขาในเวลากลางคืน


“ยังไม่รีบบอกข้ามาอีกว่าทำไมที่บ้านเจ้าถึงมีน้ำมันตุง?”


“ข้า…ข้าใช้มันเพื่อเช็ดหัว!”


“หากเจ้าจะเช็ดหัว เจ้าก็ควรเช็ดที่บ้านสิ เหตุใดจึงต้องออกไปเช็ดถึงบ้านตระกูลฉีกัน?”


เมื่อถูกถามคาดคั้น เฉินเสียสติซึ่งเดิมทีเป็นพวกเสเพลครอบครัวตกอับ หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเขาก็ระเบิดอารมณ์ออกมาพร้อมกับกระโดดขึ้นแล้วพูดเสียงดังว่า


“ฉีจิงก็เป็นแค่คนนอกหมู่บ้าน เข้ามาทำอะไรในหมู่บ้านของพวกเราก็ไม่มีใครรู้ เพียงแค่อาศัยหน้าตาดีไปวันๆเท่านั้น แต่กลับไร้ซึ่งความสามารถ ทุกคนในหมู่บ้านก็จับจ้องไปที่เขา ข้าแค่เห็นมันแล้วรู้สึกขัดใจ!”


“บังอาจ!” เฉินหลี่เจิงโกรธจนตัวสั่น เขาชี้นิ้วไปที่หลานชาย “เจ้าดูสิว่าสิ่งโชคร้ายอัปมงคลอย่างเจ้า เขาจะทำอะไรแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้ากัน แม้ว่าเจ้าจะโกรธแค้นอะไร เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ไปเผาบ้านเขาอย่างนั้น!”


เฉินเสียสติเกร็งคอพลางกล่าว “เดิมทีบ้านหลังนั้นเป็นของตระกูลเฉินที่ให้เขายืมไปเปล่าๆ ไม่ใช่บ้านของเขาซะหน่อย”


“เจ้ายังดื้อรั้น ยังไม่รีบไปชดใช้ให้พ่อหนุ่มฉีอีกหรือ?” พูดเสร็จเฉินหลี่เจิงก็เตะอีกครั้ง 


“เหตุใดข้าต้องทำเยี่ยงนั้น?”


“เจ้ายังไม่เชื่อฟังข้าอีกหรือ หากยังไม่ฟัง ข้าจะตบเจ้าให้ตายคามือเสียเดี๋ยวนี้” 


เฉินเสียสติรีบหดคอลงทันที ด้วยความที่พ่อกับแม่ด่วนจากไปเร็ว ทำให้ปกติแล้วคนที่เขาเกรงกลับมากที่สุดก็คือท่านลุงผู้นี้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่กล้าพูดอะไรต่อ เฉินหลี่เจิงจึงกล่าว “รีบไปซะ!”


เฉินเสียสติส่งเสียงไม่พอใจ แต่ก็รีบกลับไปหาฉีจิงแต่โดยดี ซึ่งในจังหวะนั้นเสียงของใครคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “นี่มันไม่ใช่เรื่องการวางเพลิงธรรมนะ แต่มันคือการฆาตกรรมชัดๆ” 


จากคำพูดเหล่านี้ หัวหน้าตระกูลถังก็เดินเข้ามาอย่างช้าๆ ทันใดนั้นคิ้วของเฉินหลี่เจิงก็ขมวดขึ้นในทันที


หัวหน้าตระกูลถังลูบเคราพร้อมกับพูดว่า “น้องชายของเขายังอยู่ในบ้านหลังนั้น นี่มันคือชีวิตคนคนหนึ่งเชียวนะ! เจ้าทำร้ายเขาเช่นนี้คิดละอายใจบ้างหรือไม่” 


ตอนนั้นเฉินหลี่เจิงและหัวหน้าตระกูลถัง แอบส่งสัญญาณให้กันอย่างลับๆ เฉินเสียสติไม่ทันสังเกตเขายังดื้อรั้น “เป็นแค่คนโง่เขลา ไม่มีค่าอะไร ข้าเผาเขาให้ตายแล้วมันจะเป็นอะไรไป สุดท้ายก็มีแต่คนอยากยุ่งเรื่องชาวบ้าน” 


พูดไปเฉินเสียสติก็มองถังฉือเย่ด้วยสายตาอาฆาตแต่หญิงสาวแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ราวกับเป็นคนที่เรียบร้อยและเชื่อฟังทั้งที่ความจริงนางได้วางแผนเอาไว้หมดแล้ว คิดแต่ว่าเมื่อถึงเวลานางจะแสร้งเป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์ได้อย่างไร คาดไม่ถึงว่าจะไม่ต้องถึงมือนาง เฉินเสียสติก็สารภาพเองจนหมด


เฉินหลี่เจิงโกรธจนหน้าดำคร่ำเครียด เนื้อตัวสั่นเทิ้มไปหมด ในคำพูดของหลานชายนั้นมันมีความหมายอีกอย่าง คือ จากการวางเพลิงทำร้ายคนเพื่อขโมยของกลายเป็นวางเพลิงเพื่อระบายอารมณ์แทนซึ่งทำให้ความผิดของเขานั้นยิ่งหนักขึ้นในสายตาของชาวบ้านทุกคน ซึ่งในฐานะของหัวหน้าตระกูลแล้ว เขาไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆแน่ ดังนั้นจึงกล่าวด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด


“เจ้ามีเหตุผลในการฆ่าคนแล้วเรื่องพระพุทธรูปของเขาล่ะ เอาไปซ่อนไว้ที่ไหน รีบนำมาคืนเขาเดี๋ยวนี้!”


“พระพุทธรูปอะไรกัน ข้าไม่ได้เข้าไปข้างในนั้นสักนิด ข้าไม่เห็นพระพุทธรูปอะไรทั้งนั้น ข้าแค่ต้องการวางเพลิงฆ่าเจ้าโง่นั่น เผาบ้านให้เขาหนีออกไปจากหมู่บ้านของพวกเราก็เท่านั้น” 


เมื่อได้ฟังคำสารภาพจากเฉินเสียสติจนหมดเปลือก ฉีจิงและฉีหยางที่ยืนอยู่ที่มุมหนึ่งซึ่งจ้องมาที่ตัวจำเลยอยู่ตลอดเวลาก็เดินตรงเข้ามา ก่อนจะพูดด้วยความโมโหว่า


“ตกลงข้าไปทำอะไรให้เจ้าไม่พอใจ เจ้าถึงได้โกรธแค้นข้าได้ถึงเพียงนี้?”



บทที่ 37 น้ำใจต้องยอมให้นาง


เฉินเสียสติตะคอกเสียงดัง “ข้าก็แค่เห็นเจ้ามันขัดหูขัดตาเท่านั้น!”


“ข้าจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเจอเจ้าครั้งล่าสุดเมื่อใด แล้วจะไปทำอะไรให้เจ้ารู้สึกขัดหูขัดตากัน?”


เฉินหลี่เจิงที่กำลังข่มอารมณ์อยู่นั้นหันมองชายหนุ่มทั้งสองคน ก่อนจะถามหลานชาย “ยังไม่รีบพูดมาอีก ตกลงเจ้าเอาพระพุทธรูปของเขาไปไว้ที่ไหน รีบนำออกมาเดี๋ยวนี้!”


“ข้าไม่เห็นมันจริงๆ” เฉินเสียสติรีบตอบอย่างรวดเร็ว “เรื่องนี้เป็นความสัตย์จริง”


“แล้วเหตุใดเจ้าต้องไปเผาบ้านของเขา?” 


เฉินเสียสติใช้เวลาอยู่นาน ก่อนจะพูดออกมาอย่างคลุมเครือว่าเดิมทีนั้นเขาแอบหลงรักผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่บ้านนามว่าถังซิ่ว แต่ถังซิ่วไม่เพียงไม่รับรักเขา แล้วกลับไปชอบฉีจิง และมักวิ่งไปที่บ้านของฉีจิงอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นด้วยความโกรธและหึงหวง สุดท้ายเฉินเสียสติจึงไปเผาบ้านของฉีจิง เพราะคิดอยากขับไล่ชายหนุ่มให้ออกไปจากหมู่บ้านเท่านั้น 


เมื่อได้ยินเช่นนี้ ไม่ทันที่คนอื่นจะพูดอะไร แม่ของถังซิ่วก็เดินออกมาแล้วต่อว่าเขาทันที “เจ้าขี้เกลื้อน ไม่รู้จักเจียมกะลาหัว ลองก้มดูสารรูปของตัวเองก่อนว่าสกปรกน่าเกลียดขนาดไหน ยังมีหน้าจะมาชอบพอซิ่วเอ๋อร์ลูกสาวของข้า…ซิ่วเอ๋อร์อยู่บ้านทุกวัน จะไปบ้านฉีตอนไหนกัน เจ้าอย่ามากล่าวหากันมั่วๆ เพื่อทำลายชื่อเสียงนางนะ!”


“หน้าด้าน! ไร้ยางอาย!” ใครคนหนึ่งในที่นั้นพึมพำเสียงต่ำ 


แม่ของซิ่วเอ๋อร์หันไปตามที่มาของเสียงบริภาษนั้นทันที “ถังกุ้ยฮวา อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่านะว่าเป็นเจ้า มีอะไรเจ้าก็ออกมาพูดต่อหน้า อย่ามานินทาอยู่ด้านหลัง ใครหน้าด้าน ในหมู่บ้านนี้มีใครไม่รู้บ้างว่าวันๆ เจ้าเอาแต่วิ่งแจ้นไปหาฉีจิงที่บ้าน คอยประจบเอาใจเขา เจ้าต่างหากคือคนที่ไร้ยางอายที่สุดในหมู่บ้าน!” 


“ถุย!” ท่านย่าซุนถ่มน้ำลายลงพื้น “แล้วเจ้าดีกว่าตรงไหนหรือ ถึงได้มีหน้ามาต่อว่าลูกสาวของข้า เจ้าเองก็เป็นแค่สะใภ้ใจง่ายที่ชอบมั่วโลกีย์ จะสอนลูกสาวออกมาได้ดีแค่ไหนกันเชียว ไม่ใช่ว่าจะเอาแต่คิดถึงผู้ชายหรอกหรือ วันๆเอาแต่เดินบิดหลังค่อมไปมา ดูแล้วช่างเป็นหญิงที่ดีเสียจริงๆ”


สีหน้าของชายผู้เป็นหัวหน้าตระกูลถังเคร่งขรึมขึ้น เมื่อคิดว่าตอนแรกอาจจะถือโอกาสนี้กดความหยิ่งผยองของตระกูลเฉินลง แต่กลายเป็นว่าคนในตระกูลถังกลับเริ่มทะเลาะกันเอง เขาจึงใช้ไม้เท้ากระแทกพื้นอย่างแรง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอันดังว่า


“หุบปาก! พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์จะมาพูดอะไรที่นี่”


ท่านย่าซุนซึ่งปกติเป็นคนไม่ยอมใคร รวมทั้งมารดาของถังซิ่วรีบปิดปากเงียบเสียงลงทันที รออยู่ชั่วอึดใจหนึ่งเฉินหลี่เจิงก็ส่ายหัวเบาๆ แล้วหันกลับมาคาดคั้นกับเฉินเสียสติว่า


“เจ้ารีบบอกข้ามาเดี๋ยวนี้นะว่าเอาพระพุทธรูปทองคำของเขาไปซ่อนไว้ที่ไหน”


“ท่านลุงข้าไม่เห็นจริงๆ” เฉินเสียสติที่ถูกมารดาของหญิงที่ตนรักก่นด่าจนรู้สึกทั้งโกรธ อับอาย เขาพูดด้วยน้ำเสียงรำคาญว่า “แม้แต่ข้างในบ้านของเขาข้าก็ยังไม่ได้เข้าไปด้วยซ้ำ! ข้าจะไปกล้าโกหกท่านได้อย่างไร” 


เฉินเสียสติยืนยันเสียงหนักแน่น และไม่ว่าจะถูกใครขู่เข็ญขนาดไหน เขาก็ยังไม่เปลี่ยนคำพูด จนชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลเฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางหันกลับไปถามฉีจิงอีกครั้ง


“เรื่องที่เจ้าเลวคนนี้สารภาพไปนั้น เจ้าคิดเห็นเช่นไร บ้านที่เขาอยู่ข้าจะยกให้เป็นค่าชดเชยให้เจ้า ต่อไปเจ้าจะไม่ต้องกังวลเรื่องที่พักอาศัยอีก” 


ชายหนุ่มแสดงความเคารพพลางกล่าว “เฉินหลี่เจิง ข้าอยู่ที่นี่ในฐานะผู้อาศัยชั่วคราว เดิมทีข้าก็ยอมรับในน้ำใจของท่าน หากเขาต้องการแค่เงิน หรือทำไปเพราะระบายอารมณ์โกรธ ข้าจะไม่ว่าอะไรมาก และคงไม่ถือสาหาความอะไรเขา แต่ครั้งนี้เขาต้องการฆ่าน้องชายของข้า พ่อกับแม่ก็สิ้นไปนานแล้ว ตอนนี้ข้าเหลือเพียงน้องชายคนเดียวเท่านั้นที่เป็นญาติสนิท เรื่องนี้ข้ายอมไม่ได้จริงๆ เพราะฉะนั้นข้าจะแจ้งเรื่องนี้ต่อทางการ” 


ได้ยินดังนั้นเฉินหลี่เจิงก็ใบหน้าถอดสีลงทันที เพราะสิ่งที่ชายหนุ่มแซ่ฉีผู้นี้กล่าวนั้นถูกต้องทุกคำ เฉินเสียสติต้องการจะฆ่าคนซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่จำเป็นต้องแจ้งต่อทางการ 


ฝูงชนในบริเวณนั้นเริ่มเงียบเสียงลง เฉินเสียสติเองก็เริ่มตระหนักถึงอะไรบางอย่าง ด้วยความตกใจเขาหันไปหาฉีจิงพูดปากคอสั่น “แจ้ง…แจ้งทางการอะไรกัน เจ้าเด็กโง่คนนั้นก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก ยังไม่ตายเสียหน่อย”


เฉินหลี่เจิงเตะขาหลานชายด้วยความโกรธอีกครั้ง ส่วนฉีจิงกล่าวอย่างเย็นชา ไร้ความรู้สึก


“ที่น้องชายข้าโชคดีไม่เป็นอะไร ก็เพราะว่าได้หญิงสาวตัวเล็กจากตระกูลถังเข้าไปช่วยเหลือ” พูดพร้อมกับเหลือบมองถังฉือเย่นิดหนึ่ง “ไม่เช่นนั้นพวกข้าสองพี่น้องในตอนนี้ก็คงจะต้องแยกกันเพราะความตายแล้ว ข้าไม่ได้มีความแค้นอะไรกับเจ้า น้องชายข้าไม่เคยแม้แต่จะเจอเจ้าด้วยซ้ำ แต่เขาต้องมาสละชีวิต เพียงเพราะความอิจฉาเล็กๆของเจ้า คนชั่วช้าต่ำทรามเช่นเจ้า ข้าจะต้องแจ้งต่อทางการให้เขาลงโทษเจ้าอย่างสาสม”


ถังฉือเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางไตร่ตรองพร้อมส่งสายตาที่สื่อความหมายบางอย่างไปถึงฉีจิงอย่างละเอียด…ชายชราผู้เป็นหัวหน้าของตระกูลเฉินนั้นไม่มีทางยอมแจ้งต่อทางการแน่นอน ด้วยตำแหน่งและเป็นญาติสนิทของเฉินเสียสติ หากหลานชายถูกส่งเข้าคุกของทางการ ไม่มีทางเลยที่จะได้กลับออกมา! 


เพียงแต่ว่าสิ่งที่ฉีจิงพูดนั้นหมายถึงอะไรกัน?


นางเชื่อว่าฉีจิงเองก็คงไม่ต้องการที่จะแจ้งต่อทางการ หากเขายังต้องการอยู่ที่นี่ต่อ เพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะต้องมีปากเสียงกับคนในหมู่บ้าน…หรือความหมายของเขา น่าจะหมายถึงควรมอบน้ำใจนี้ให้นาง 


ส่วนชายชราหัวหน้าตระกูลถังนั้น เขาคงอยากได้ตำแหน่งของเฉินหลี่เจิงแน่นอน แต่เพียงแค่เฉินเสียสติคนเดียวคงไม่สามารถทำอะไรเฉินหลี่เจิงได้ เขาคงไม่ถูกถอดออกจากตำแหน่งเพียงเพราะคดีนี้คดีเดียว เพราะฉะนั้นสิ่งที่หัวหน้าตระกูลถังต้องการคือ ใช้โอกาสจากเรื่องนี้ เพื่อลดชื่อเสียงและอำนาจของเฉินหลี่เจิงที่มีในหมู่บ้านให้มากที่สุดต่างหาก 


หญิงสาวครุ่นคิดมากมายในหัว และรู้ทั้งหมดอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นนางจึงค่อยๆเข้าไปหาท่านหัวหน้าตระกูลอย่างเงียบๆ พลางกระซิบว่า 


“ท่านลุง” 


ถังฉือเย่เรียกเขาว่าลุงก็เพราะตามลำดับรุ่นในตระกูลเท่านั้น ส่วนหัวหน้าตระกูลถังไม่ได้รู้จักนาง ไม่รู้ว่านางคือผู้ที่ช่วยฉีหยางออกมา แต่ลูกชายของเขาที่กำลังประคองบิดาอยู่นั้นได้กระซิบบอกข้างหู ชายชราจึงหันมาและลูบที่ศีรษะนางเบาๆด้วยใบหน้าที่อ่อนโยน


“เย่เอ๋อร์”


“เจ้าค่ะ” ถังฉือเย่ตอบด้วยท่าทีอ่อนน้อม “ท่านลุง ข้าไปขอร้องฉีจิงให้ดีหรือไม่?”


ดวงตาของท่านหัวหน้าตระกูลถังเป็นประกายขึ้นมาทันที ถามว่า “เหตุใดจึงต้องไปขอร้องเขาด้วยล่ะ?”


ถังฉือเย่กะพริบตาและกล่าวอย่างชาญฉลาด “หมู่บ้านจวี้เป่าของเรา มีเพียงข้าที่สามารถพูดกับเขาได้ ข้าฟังคำของท่านลุง หากท่านลุงต้องการให้ข้าไปขอร้อง ข้าก็จะไป” 


“ช่างเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาดยิ่งนัก” ชายชราหัวเราะเบาๆ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เกาะแขนนางไว้แล้วเดินเข้าไปอย่างช้าๆ 


เฉินหลี่เจิงกล่าวอย่างเก้ๆกังๆ “เจ้าเด็กคนนี้ไม่ได้รับการอบรมจากพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก จึงกล้าทำเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็เพราะข้าไม่ดีเอง ไม่ได้อบรมสั่งสอนให้ดี เจ้าไม่ต้องห่วงหรอกฉีจิง ข้าจะรีบให้คนมาลากตัวเขาไปลงโทษต่อบรรพบุรุษ ไม่ปล่อยเขาไปง่ายๆแน่นอน”


ฉีจิงส่ายหน้าเล็กน้อย “เฉินหลี่เจิง ข้าเป็นคนนอกหมู่บ้าน ข้าไม่ได้มีญาติสนิทที่ไหน หากก่อเรื่องร้ายแรงอย่างนี้แล้วปล่อยไปง่ายๆ ต่อไปหากมีใครมารังแกข้าถึงหน้าประตู ข้าจะทำอย่างไร ดังนั้นเรื่องนี้ท่านจะต้องจัดการอย่างระมัดระวังและเที่ยงธรรม!”


คำพูดทุกคำของชายหนุ่มล้วนมีเหตุผล มีน้ำหนักจนทำให้เฉินหลี่เจิงปวดศีรษะขึ้นมา ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่หัวหน้าตระกูลถังเอ่ยปากว่า


“ชีวิตคนสำคัญใหญ่หลวง พ่อหนุ่มฉีแม้ว่าน้องชายเจ้าจะโชคดีรอดมาได้ แต่ชายผู้นี้เกิดมามีจิตใจบ้าคลั่งแถมยังอำมหิต สมควรแล้วที่เขาจะถูกลงโทษ”


“ท่านผู้อาวุโส” ฉีจิงพูดอย่างสุภาพ “ท่านเรียกข้าว่าอาฉีก็ได้ขอรับ”


“อาฉี…” หัวหน้าตระกูลถังตอบรับ “ความแค้นที่ประทุษร้ายผู้อื่นเยี่ยงนี้ จะปล่อยไปง่ายๆไม่ได้ ครั้งนี้โชคดีที่ได้เย่เอ๋อร์ช่วยไว้ ข้าจะคุยเป็นการส่วนตัวให้ จะไม่ส่งเจ้าให้กับทางการ แต่จะให้หลี่เจิงจัดการเองดีหรือไม่” 


ชายหนุ่มหันไปมองที่เฉินหลี่เจิงอย่างลังเล ตอนนี้ชายผู้นั้นคงรู้สึกเหมือนกำลังถูกสุมไฟย่าง เพราะหากยอมรับก็เท่ากับว่าเขาติดหนี้น้ำใจของหัวหน้าตระกูลถัง แต่ในเมื่อไม่มีทางเลือก เฉินหลี่เจิงจึงจำต้องยอมรับ 


“ตกลง! เรื่องนี้ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต ข้าจะจัดการอย่างยุติธรรม พ่อหนุ่มฉีวางใจได้” 


“ท่านลุง!” เฉินเสียสติตกใจร้องลั่น แต่ในเมื่อเฉินหลี่เจิงตัดสินใจแล้วเขาจึงไม่ลังเลอีกต่อไป หัวหน้าตระกูลเฉินจึงหันไปเรียกคนของสกุลเฉินเข้ามาจำนวนหนึ่งแล้วจัดการมัดเฉินเสียสติก่อนจะลากถูลู่ถูกังออกไป 


เฉินเสียสติพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่เขาก็ถูกปิดปากก่อนจะพาไปที่ศาลบรรพบุรุษเฉินซื่อในที่สุด ซึ่งที่ศาลบรรพชนนี้ไม่อนุญาตให้คนสกุลอื่นเข้าไปจะมีเพียงชายหนุ่มของตระกูลเฉินเท่านั้นที่จะเข้าไปได้ เพราะฉะนั้นคนอื่นๆ จึงรวมตัวกันรอดูสถานการณ์อยู่ภายนอก 


เฉินหลี่เจิงเรียกให้คนไปเอากระดานไม้ไผ่มา พลางถอดกางเกงของเฉินเสียสติ และตีลงไปอย่างแรง!


 

บทที่ 38 บุญคุณต้องตอบแทน…ยามมีแค้นก็ต้องชำระ


เสียงที่ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นคาวเลือดที่ยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ โชยตามลมออกมาจากศาลบรรพชนตระกูลเฉินนั้นทำให้ชาวบ้านที่ต่างจับกลุ่มพูดคุยถกเถียงกันอยู่นั้นเงียบเสียงลงทันที มีเพียงฉีจิงเท่านั้นที่เอามือไขว้หลัง แล้วหันหน้าไปทางประตูบานนั้น ด้วยสีหน้าเย็นชาแต่กลับดูสุขุมลุ่มลึก


ทันทีที่ไม้ฟาดลงไปที่เฉินเสียสติเป็นครั้งที่ห้าสิบ ชายหนุ่มก็เลือดเต็มตัวไปหมด แม้จะยังไม่ตายแต่ตอนนี้กลับเหลือแค่ลมหายใจเท่านั้น 


เฉินหลี่เจิงโผล่ออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ถามฉีจิงว่า “พ่อหนุ่มฉี…แบบนี้ได้หรือไม่ บ้านของตระกูลเฉินหลังนั้น ข้าจะให้เจ้าอยู่อาศัยไปก่อน แต่ที่นานั้นต้องคืนกลับมาเป็นของตระกูลนะ”


ชายชราผู้เป็นหัวหน้าของตระกูลเฉินฝืนพูด วันนี้ฉีจิงนั้นได้บีบบังคับให้เขาต้องปลิดชีพของหลานชายตัวเอง พร้อมกันนั้นก็หักหน้าเขาต่อหน้าชาวบ้านจวี้เป่า รวมทั้งยังทำให้ตระกูลเฉินถูกตระกูลถังกดหัวเอาไว้ ในใจของเฉินหลี่เจิงจึงรู้สึกโกรธอยู่ไม่น้อย!  


ฉีจิงยังคงยืนนิ่ง ก่อนจะพูดด้วยเสียงเบาๆว่า “ไม่จำเป็น ข้าแค่อยากได้ชีวิตของเขามาหักล้างกันเท่านั้น ถึงแม้ว่าเขาจะขโมยของมีค่าอะไรไปข้าก็ไม่สนใจแล้ว และยิ่งไม่อยากได้ที่นาอะไรนั่นอีกด้วย”


ชายหนุ่มหันกลับมาพร้อมกับมองหาท่ามกลางความมืด “เมื่อสักครู่ไม่ทราบผู้ใดเป็นคนช่วยจับเขาเอาไว้?”


คนที่อยู่รอบๆ นึกถึงเงินจำนวนสิบตำลึงขึ้นมาได้ จากนั้นก็มีคนพูดว่า “ซุ่นจึ! ซุ่นจึ! เขาเรียกเจ้าอยู่นะ” 


ถังซุ่นจึก้าวออกมาอย่างลังเล ฉีจิงจึงหยิบเงินหยวนเป่าจากแขนเสื้อจำนวนสิบตำลึงพลางยื่นไปให้ “ข้าต้องขอบใจท่านมากนะที่ยอมออกมาพูดเพื่อความยุติธรรม” 


“ไม่เป็นไร” ถังซุ่นจึเกาหัวอย่างเกรงใจพร้อมกับรับเงินมาถือไว้ด้วยความดีใจ “ข้าก็แค่…เมื่อเห็นแล้ว จะไม่พูดได้อย่างไรล่ะ” 


ฉีจิงแสดงความเคารพต่อชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลถังอีกครั้งพร้อมกับกล่าวอย่างซึ้งใจ “ครั้งนี้ข้ากับน้องชายต้องขอบคุณท่านหัวหน้าตระกูล แล้วก็ทุกๆคน โดยเฉพาะแม่นางผู้นี้เป็นอย่างมาก ท่านหัวหน้าตระกูลถัง ข้า…ฉีจิงพรุ่งนี้จะไปกราบคารวะท่านถึงหน้าประตูจะได้หรือไม่?” 


“ได้…ย่อมได้อย่างแน่นอน” 


ชายชราตระกูลถังรับคำอย่างยินดี ท่ามกลางสายตาเย็นชาของเฉินหลี่เจิง ครั้งนี้ฉีจิงอยู่ข้างตระกูลถังอย่างเต็มตัว จนทำให้เขาต้องเสียหน้าซึ่งเป็นสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้และไม่มีทางจะยอมรามือง่ายๆแน่ 


สำหรับถังฉือเย่นั้นอดรู้สึกที่จะหวาดกลัวอยู่นิดหน่อยไม่ได้ เมื่อเห็นว่าหัวหน้าตระกูลในสมัยโบราณนั้นมีอำนาจมากถึงขนาดออกแรงเพียงเล็กน้อยก็สามารถฆ่าคนได้ จริงๆแล้วมันก็ทำให้นางรู้สึกกลัวนิดหน่อย 


ในขณะที่นางกำลังเลิกคิ้วและฟังอยู่นั้น ถังฉือเย่ก็รู้สึกว่าข้อมือข้างหนึ่งของตนนั้นถูกใครบางคนจับไว้ เมื่อก้มลงมามองก็เห็นเสี่ยวเหยาเดินเข้ามา ฉีจิงที่อยู่ข้างหน้าเอียงศีรษะเล็กน้อย แสดงให้รู้เป็นในว่าตอนนี้มีคนอยู่เยอะไม่เหมาะที่จะพูดอะไรบางอย่าง 


หญิงสาวจึงบีบมือของเด็กน้อยเบาๆ แล้วพาเขาไปอีกฝั่งหนึ่งเมื่อเรื่องจบ ชาวบ้านต่างแยกย้ายกันกลับไปแล้ว ถังฉือเย่จึงจูงมือเด็กน้อยกลับบ้าน ผู้คนที่ต่างจับกลุ่มพูดคุยกันนั้นไม่มีใครสังเกตว่าสาวน้อยตระกูลถังกำลังจูงมือเสี่ยวเหยาอยู่ จนกระทั่งนางผลักประตูไม้พร้อมกับหันมาถามเด็กน้อยว่า


“กินข้าวหรือยัง?”


เมื่อเห็นเสี่ยวเหยาส่ายหัวไปมา นางจึงพูดต่อว่า “ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวพี่จะทำอาหาร เรามากินข้าวด้วยกันนะ” 


เสี่ยวเหยาพยักหน้า ดวงตาเป็นประกายขึ้นวาบหนึ่ง ขณะที่ถังฉือเย่เดินพาไปนั่งบนเก้าอี้ จากนั้นจึงจุดตะเกียงแล้วเอามาแขวนไว้ เพื่อมองหาปลาที่คุณนายโจวนำมาให้เมื่อเย็น แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ มีเพียงใบบัวเท่านั้นที่ยังคงวางอยู่ที่เดิม 


ถังฉือเย่คิดว่าอาจจะเป็นหนูหรือเปล่า นางจึงเดินมาเปิดฝาหม้อออกก็ยังได้กลิ่นคาวปลาอยู่ เมื่อดูก้อนหม้อก็เห็นว่ายังมีน้ำมันนอนอยู่ก้นหม้อ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นก็เข้าไปในห้องแล้วเรียกหาเสี่ยวเหยา และถามนางว่า


“คืนนี้ท่านแม่กินปลาไปหรือ?” 


เมื่อเห็นเด็กสาวพยักหน้า นางก็รีบถามต่อว่า “แล้วนางแบ่งให้เจ้ากินหรือไม่” เสี่ยวเหยาส่ายหน้าไปมา ถังฉือเย่จึงถามอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ


“แล้วนี่เจ้ายังไม่ได้กินข้าวอีกหรือ?” 


“ท่านพี่! ” เสี่ยวเหยาพยักหน้าลง พูดเบาๆ “ข้าหิวข้าวจัง”


หญิงสาวถอนหายใจดังเฮือก คร้านที่จะโมโหแล้วกับแม่อย่างวังซื่อ ดึกดื่นป่านนี้แล้วจะทำอย่างอื่นก็คงไม่ทัน ดังนั้นถังฉือเย่จึงเดินไปหยิบแป้งมาทำโป๋ทัวหรือบะหมี่ จากนั้นก็เอาหัวไชเท้ามาหั่นเป็นชิ้นๆ แล้วนำเนื้อกระต่ายที่หมักเกลือเอาไว้ก่อนหน้า นั้นมาหั่นเป็นชิ้นแล้วนำมาผสมรวมกันในกระทะผัดพร้อมกันให้สุก ก่อนจะใส่ต้นหอมและเครื่องปรุงลงไป ได้ออกมาเป็นเนื้อผัด จากนั้นนำใบบัวมาผัดกับไข่ไก่เพื่อทำผัดผัก


เมื่อนำใส่จานออกมาให้เสี่ยวเหยากลิ่นหอมก็โชยมาเรียกน้ำย่อยจนถังฉือเย่รู้สึกว่าตั้งแต่ข้ามกาลเวลาที่นี่ ฝีมือในการทำอาหารของตัวเองนั้นพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว 


แสงตะเกียงน้อยแรงเทียนที่ไม่ค่อยสว่างเท่าใดนัก อาศัยที่ว่าคืนนี้ดวงจันทร์นั้นส่องสว่างจนทำให้มองเห็นเด็กน้อยสองคนที่กำลังกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย ถังฉือเย่ยิ้มพลางตักเนื้อผัดขึ้นมา ก่อนที่คนซึ่งอยู่ข้างกำแพงจะทำเสียงกระแอมขึ้น หญิงสาวชะงักเล็กน้อยก่อนบอกโดยไม่หันหน้ากลับไปมอง


“เข้ามาเถอะ” 


เป็นฉีจิงจูงฉีหยางเดินผ่านความมืดเข้ามา ถังฉือเย่ตักอาหารให้เขาถ้วยหนึ่งแล้วจึงถามด้วยเสียงเรียบ “ตายแล้วหรือ?” 


“ใกล้แล้วล่ะ” ชายหนุ่มเหลือบมองนางแวบหนึ่ง “ไม่พ้นคืนนี้หรอก” 


“เหตุใดเจ้าจึงต้องมีเรื่องกับหลี่เจิงด้วย?” นางถามสิ่งที่ยังค้างคาในใจ ฉีจิงจึงตอบอย่างเคร่งขรึม


“ครั้งนี้จำเป็นต้องมี ผ่านเรื่องนี้ไปแล้ว ข้าก็คิดเอาไว้แล้วว่าการที่อยู่ห่างจากผู้คนเหมือนเดิมนั้นคงไม่ปลอดภัยสักเท่าไหร่ ไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดเรื่องขนาดนี้” 


“ก็ดีเหมือนกัน ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร ครั้งนี้เจ้าได้เป็นศัตรูกับหลี่เจิงแล้ว ดังนั้นมาเป็นมิตรกับตระกูลถังก็ไม่แปลก”


ฉีจิงนั่งมองนางอย่างเงียบๆไม่ได้กล่าวคำใดต่อ สำหรับคนนอกพื้นที่อย่างเขาแล้ว การที่ได้ใช้ประโยชน์จากหลี่เจิงนั้นสิ่งสำคัญคือการยืดอายุบัตรผ่านทางใบนี้ เพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนเมื่อออกจากบ้านเกิดแล้ว แต่ฉีจิงก็ไม่คิดว่าคนอย่างเฉินหลี่เจิงจะใช้สิ่งนี้มาบีบบังคับเขาหรอก 


หญิงสาวที่ถูกจับตามองคิดไปคิดมาก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้เจ้าจะไปหาหัวหน้าตระกูลถังก็เพื่อจะไปซื้อบ้านกระนั้นหรือ?”


“ยังไม่ซื้อ ข้าคิดจะเช่าไปก่อน”


“ทำไมล่ะ ตอนนี้เจ้าก็มีเงินแล้วไม่ใช่เหรอ?”


ฉีจิงหลบสายตาลงต่ำ ผ่านไปครู่หนึ่งก่อนบอก “จากนี้ไปเจ้ามีแผนจะทำอะไรต่อ หรือว่าจะอยู่ที่นี่ไปตลอดอย่างนั้นหรือ?”


“ไม่แน่นอน ห้องที่ผุพังอย่างนี้น่าอยู่เสียที่ไหน” ถังฉือเย่ตอบโดยไม่เสียเวลาคิด “รอเวลาที่เหมาะสมแล้ว ข้าจะทำสวนปลูกผัก แล้วก็อยากเลี้ยงหมาเอาไว้เฝ้าบ้านด้วย”


ฉีจิงพยักหน้า เขาก้มหน้าลงแล้วกินอย่างเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงพูดขึ้นว่า “ครั้งนี้ เจ้าคิดว่าข้าทำเกินไปหรือไม่?” 


“เกินไป?” หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้น ละสายตาจากชามข้าวในมือ “ชีวิตแลกด้วยชีวิตเกินไปตรงไหน แถมเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าทำไม่สำเร็จเสียหน่อย เขารู้ทั้งรู้ว่าอาหยางอยู่ข้างใน ยังจะจุดไฟเผากระท่อมอีก จิตใจทำด้วยอะไร ถึงตายไปก็ชดใช้ความผิดไม่หมดหรอก


ถังฉือเย่พูดไปอย่างที่ใจคิด ความจริงแล้วนางก็รู้สึกชอบยุคสมัยแห่งการมีบุญคุณต้องตอบแทน ยามมีแค้นก็ต้องชำระอย่างนี้อยู่ไม่น้อย หากเป็นยุคปัจจุบันพวกที่เอาเด็กมาค้ามนุษย์นั้น ทั้งที่สมควรตายเสียจริงๆ แต่เนื่องจากต้องพิจารณาอะไรหลายอย่าง ทำให้ไม่สามารถลงโทษประหารได้โดยตรง ด้วยเหตุนี้นางจึงพูดกับฉีจิงว่า


“ครั้งนี้ที่อาหยางรอดมาได้ก็เพราะสวรรค์ยังปรานี และโชคดีทั้งนั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคนที่ลงมือเลย ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเฉินเสียสติผู้นั้นเลย ดังนั้นการที่เขาได้รับผลเช่นนั้นก็สมควรแล้ว เจ้าอย่าได้คิดมากเลย” 


ท่ามกลางความมืดสลัวยามมืด ฉีจิงยกมุมปากขึ้นพร้อมกับพูดว่า “ข้าเข้าใจแล้ว” 


“ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว” ว่าแล้วนางก็ตักเนื้อผัดให้เขาอีกช้อน “กินเยอะๆหน่อย”


หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก ได้แต่กินข้าวอย่างเงียบๆจนหมด เมื่อกินเสร็จแล้วฉีหยางยังไม่อยากไป ถังฉือเย่เองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ นางจึงอุ้มเด็กน้อยขึ้นมานั่งบนตักแล้วกระซิบที่ข้างหูว่า


“บ้านของข้าคับแคบเกินไป รอให้ข้ามีบ้านก่อนนะ ข้าจะเหลือให้เจ้าห้องหนึ่งเลย”


ฉีหยางพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะยอมเดินกลับบ้านพร้อมพี่ชายแต่โดยดี 


เช้าวันถัดมา…ฉีจิงตื่นตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อลุกขึ้นมาจัดการทำของขวัญไปคารวะหัวหน้าตระกูลถัง เพื่อจะได้พูดเรื่องที่จะเช่าห้องไปด้วย 


เมื่อวานนั้นชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลถังนั้นกดหัวข่มเฉินหลี่เจิงอย่างหนัก เขาจึงอารมณ์ดีเมื่อได้เห็นหน้าฉีจิง รวมทั้งของขวัญที่ชายหนุ่มนำมานั้นไม่ใช่ของเล็กๆน้อยๆ ดังนั้นชายชราจึงหาบ้านหลังเก่าๆ ที่ไม่มีคนอยู่สองหลังพร้อมกับสั่งให้ลูกชายคนโตของเขามาช่วยฉีจิงเลือก 


สำหรับหลังแรกนั้นเหมือนบ้านที่เคยอยู่ก่อน คืออยู่ใกล้กับภูเขา ค่อนข้างสงบ ส่วนอีกหลังนั้นอยู่ในหมู่บ้านเมื่อเทียบกันแล้วห้องมีสภาพที่ดีกว่านิดหน่อย และอยู่ห่างจากบ้านที่ถังฉือเย่อาศัยอยู่ไม่ไกล ถ้าหากเป็นเมื่อก่อนฉีจิงก็คงจะเลือกหลังที่ค่อนข้างจะสงบและเงียบอย่างไม่ต้องคิด แต่ครั้งนี้เขากับลังเลจึงถามฉีหยางว่า


“อาหยางเจ้าชอบหลังไหน?”


ลูกชายคนโตของหัวหน้าตระกูลถังชื่อ...ถังหย่ง อายุสี่สิบกว่าปีแล้ว เขาเหลือบมองฉีหยางด้วยความแปลกใจเป็นอย่างมากเมื่อเห็นเด็กชายพูดว่า “หลังนี้ ห่างจากพี่สาวไม่ไกล! ”


ฉีจิงยิ้มเมื่อเห็นว่าน้องชายคิดเหมือนตน ดังนั้นเขาจึงหันมาบอกกับถังหย่งว่า “ถ้าอย่างนั้นหลังนี้ขอรับ ขอบคุณท่านมากที่ช่วยข้าครั้งนี้” 



บทที่ 39 สะกดรอยตาม


“เด็กคนนั้นไม่ได้เป็นบ้าหรอกหรือขอรับท่านพ่อ นี่ไม่ได้ไม่เสียสติอย่างเดียว เขายังไม่ได้เป็นใบ้ด้วย” บุตรชายคนโตของหัวหน้าตระกูลถังกล่าว เมื่อฉีจิงลากลับไปแล้ว


“คิดดูแล้วก็มีเพียงอารมณ์ที่ดูแปลกๆไปบ้าง” ชายชรากล่าว “เมื่อวานที่เขายืนอยู่ข้างๆพี่ชายนั้น ไม่เห็นจะขยับตัว แถมยังเงียบกริบไม่ส่งเสียงอะไรออกมาสักนิด ช่างแตกต่างจากเด็กคนอื่นเสียจริง”


ถังหย่งลองคิดอย่างละเอียด สีหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบาพูดว่า “แล้วก็ไม่รู้ว่าที่เขาเรียกว่าพี่สาว จะหมายถึงถังฉือเย่หรือไม่?”


“ใช่ก็ดี! ไม่ใช่ก็ดี! เพราะที่สุดแล้วมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องแย่อะไร…ฉีจิงผู้นี้หากวันหลังเจ้าได้เจอกับเขาก็สุภาพกับเขาหน่อย ดูจากที่พ่อหนุ่มคนนี้จัดการเรื่องต่างๆแล้ว เขาคงไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน”


ชายหนุ่มพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของบิดา “เวลาจะทำอะไรก็ใจใหญ่ ใจกว้างเสียจริง ขนาดพระพุทธรูปที่ทำมาจากทองคำ เขายังบอกว่าจะไม่เอาก็ไม่เอาเสียอย่างนั้น ไม่รู้สึกเสียดายเลยสักนิด” 


ชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลถังเหลือบตามองที่บุตรชายแวบหนึ่ง ผ่านไปครู่หนึ่งจึงบอกว่า “ตอนแรกข้าก็คิดเช่นนั้น แต่เมื่อกลับมาคิดดูดีๆ เรื่องพระพุทธรูปทองคำอะไรนั่น…จะมีจริงหรือเปล่าก็พูดยาก ถ้าหากมีจริงครั้งนี้เขาก็ทำได้อย่างที่ไม่มีใครคาดคิดทีเดียว” 


………………………………….………


ถังฉือเย่ลงมือทำอาหารเช้าตั้งแต่ฟ้าเริ่มสางก่อนจะนั่งลงกินข้าวกับเสี่ยวเหยา พร้อมกันนั้นก็นั่งคิดไปว่าวันนี้ตนควรขึ้นไปบนภูเขาดีหรือไม่ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นกลับมองเห็นวังซื่อที่กำลังมองมาด้วยสายตาดูถูก หญิงสาวพิจารณาอยู่นานกว่าจะเข้าใจอะไรบางอย่าง


“ท่านพูดบ่นข้าอยู่ทั้งวัน ไม่ใช่ว่าท่านต้องไปหาผู้ชายหรอกหรือ?” ถังฉือเย่ถามเพราะรู้สึกว่าวังซื่อจะต้องมีปัญหาอะไรสักอย่าง แม้จะรู้ว่าไม่ใช่คนเป็นแม่ทุกคนที่จะรักลูก ยิ่งวังซื่อที่เป็นดั่งแม่ดอกบัวขาวด้วยแล้ว ภายนอกแม้จะมีใบหน้างดงามแต่จิตใจกลับเน่าเฟะ เพราะฉะนั้นถึงนางจะไม่รักลูกก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร


ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงคนพูดดังขึ้นมาจากด้านนอก 


“เย่เอ๋อร์!” 


ถังฉือเย่ขานรับก่อนจะผุดลุกขึ้นแล้วเดินไปดูที่หน้าประตูซึ่งก็ได้เห็นว่าคนที่มาเรียกนั้นคือท่านป้าของนางนั่นเอง 


“เมื่อครู่ท่านหมอเฉินฝากข้ามาบอกเจ้าน่ะเขาบอกว่ากระต่ายที่เจ้าติดเขาอยู่เมื่อไหร่จะเอามาให้ ใกล้ถึงวันแล้วนะ”


ใช่แล้ว! หญิงสาวนึกอุทานในใจ เพราะลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านป้ามากที่อุตส่าห์เดินมาบอก”


“ขอบใจอะไรกัน ข้าแค่ผ่านมาก็เท่านั้น” พูดเสร็จนางก็เดินจากไป


ถังฉือเย่กลับเข้ามาเก็บของอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เตรียมตัวจะขึ้นภูเขา แต่รู้สึกว่าภายในบ้านนั้นไม่ค่อยน่าวางใจเท่าไหร่ แต่หากพาเสี่ยวเหยาไปด้วย เด็กหญิงคงเดินตามไม่ทันแน่ๆ อีกอย่างก็ดูแลไม่ได้ด้วย แต่แล้วในขณะที่กำลังกลุ้มใจอยู่นั้น ถังฉือเย่ก็เห็นเงาของคนตัวเล็กๆวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็กอดนางไว้แน่นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ 


“อาหยาง…” หญิงสาวทักอย่างยินดี “เจ้าจะช่วยอะไรข้าอย่างหนึ่งได้หรือไม่?” 


เด็กชายมองดูเงียบๆ ถังฉือเย่จึงอธิบายต่อ “ข้าจะขึ้นไปบนภูเขาเสียหน่อย เจ้าพอจะช่วยเฝ้าบ้านให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ นอกจากข้าและพี่ของเจ้าแล้ว ห้ามให้ใครเข้ามาได้อย่างเด็ดขาด”


ฉีหยางกอดนางไว้แน่น ก่อนจะเปล่งเสียงออกมา “ขึ้นภูเขา…ด้วยกัน”


“ไม่ได้หรอกมันอันตรายเกินไป ข้าพาเจ้าไปด้วยกันไม่ได้หรอก แต่เจ้าน่ะไม่อยากช่วยพี่สาวคนนี้แล้วหรือ?” 


เด็กหนุ่มยังคงไม่ยอม มือเล็กๆของเขายังกอดเอวนางไว้แน่น ถังฉือเย่ยิ้มตาหยีพลางก้มลงจูบเบาๆบนศีรษะของเขา พูดเสียงอ่อนโยน “ช่วยข้าหน่อยเถอะ หากเป็นคนอื่นแล้ว ข้าไม่วางใจเลย มีเพียงอาหยางเท่านั้นที่ทำได้”


เมื่อเห็นฉีหยางยืดอกอย่างภูมิใจก่อนจะปล่อยมือ หญิงสาวจึงสั่งอีกครั้ง “ก่อนเที่ยงข้าก็กลับมาแล้ว เมื่อกลับมาข้าจะทำอาหารให้เจ้ากินนะ เจ้าเล่นกับเสี่ยวเหยาในบ้าน เชื่อฟังข้านะ” 


ฉีหยางเหลือบมองเสี่ยวเหยาด้วยสีหน้าที่นิ่งเรียบแวบหนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม ถังฉือเย่กำชับกำชาเสี่ยวเหยาอีกเล็กน้อย เรื่องหลักๆคือให้นางคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของฝั่งตระกูลถังเอาไว้ เมื่อพูดเสร็จก็เงยหน้าขึ้นหันมองตรงประตูมองเห็นฉีจิงนั่งอยู่บนเกวียน และกำลังมองมาในลานบ้านอย่างเงียบๆ จากนั้นก็ได้ยินเสียงของเขาตะโกนถามเข้ามาว่า 


“อาหยาง เจ้าจะไม่ไปในเมืองกับพี่จริงๆหรือ?”


ฉีหยางไม่แม้แต่จะเงยหน้ามอง ชายหนุ่มหายใจเข้าลึกๆ แล้วค่อยหันกลับมาถามถังฉือเย่ว่า “ข้าจะเข้าไปในเมือง เจ้าจะฝากซื้ออะไรหรือไม่?”


หญิงสาวคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนบอก “ข้าอยากได้ตราชั่งกับหม้อต้มยา อย่างอื่นก็ช่วยข้าซื้อแป้งกับข้าวสาร ไม่ต้องเยอะมากนัก แล้วก็ฝากซื้อพวกขนมกับลูกอมด้วย”


ชายหนุ่มสกุลฉีพยักหน้า จากนั้นก็หันกลับไปขับเกวียนแล้วจากไป ถังฉือเย่เองก็ย่อตัวลงหยิบกระบุงขึ้นมาสะพายแล้วมุ่งหน้าขึ้นไปบนภูเขาทันที และก็รู้สึกว่ามีใครบางคนเดินอยู่ข้างหลังนาง…เสียงฝีเท้านั้นทั้งเรียบและหนัก


ความคิดแรกนางคิดว่าน่าจะเป็นถังหย่งหมิงแน่ๆ จึงอดรู้สึกกลัวไม่ได้ แต่ก็ฝืนใจบ่ายหน้าขึ้นภูเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะหากิ่งไม้ใหญ่สักอันแล้วรีบหันหลังไปก็พบว่าเป็นเจ้าอ้วนที่กำลังเดินตามหลังซึ่งวิ่งมาจนเหนื่อยหอบ! 


หญิงสาวผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นจึงหันกลับมาเดินต่อไปและในขณะที่เดินนั้นก็คิดหาวิธีวางกับดักกระต่ายไปด้วย เมื่อได้สถานที่เหมาะสมอันเป็นทางลาดชันที่หนึ่ง ถังฉือเย่จึงเริ่มวางกับดักซึ่งได้วางไว้หลายจุดมากด้วยความรวดเร็ว กระฉับกระเฉง


ขณะนั้นเอง! ก็ได้ยินฝีเท้าของถังฉือหยินที่ใกล้เข้ามา แต่แล้วก็ดูเหมือนว่าจะไกลออกไปอีก นางจึงอมยิ้มตรงมุมปาก นึกเหยียดเจ้าเด็กคนนี้เหลือกำลัง ดูเอาเถอะ! เขาช่างน่ารังเกียจเหลือเกิน ลอบสะกดรอยตามมาเพียงเพื่อจะขโมยกระต่ายของเธอเหมือนครั้งก่อน 


ถังฉือเย่ยิ้มตรงมุมปาก จากนั้นก็เริ่มทำกับดักเท้าแบบเหยียบตรงทางลาด โดยปกติกับดักเท้าแบบนี้นั้นเอาไว้ใช้ดักพวกไก่ป่า เมื่อวางเสร็จแล้วก็ต้องมัดก้อนหินเอาไว้ด้านหลังเชือกหรือไม่ก็เอาโคลนมาใส่ไว้ในถุง เช่นนั้นแล้วเมื่อไก่เดินมาติดกับดักก็จะถูกถังโคลนทับเอาไว้ ไม่สามารถตีปีกบินหนีไปไหนได้อีก! 


หญิงสาวเหลียวซ้ายแลขวาตอนนี้ไม่มีของพวกนั้นเลย ดังนั้นนางจึงเอากับดักเท้านี้มาผูกไว้ระหว่างต้นไม้สองต้น ถังฉือหยินอ้วนจนก้มไม่ได้ เพียงแต่เขามองมาจากที่ไกลๆก็ไม่เห็น ดังนั้นเด็กชายคนนั้นจะต้องเหยียบกับดักนี้อย่างแน่นอน! 


หลังจากที่เหยียบแล้วนั้นกับดักเท้านี้ก็จะหดรัดในทันที แล้วทางลาดชันนี้แม้จะไม่ชันมากนัก หากเป็นคนธรรมดาแล้วเมื่อติดกับดักก็แค่เอามือค้ำตรงพื้นแล้วค่อยๆถอยแกะออกก็คงไม่ยากนัก แต่หากเป็นถังฉือหยินที่อ้วนแล้วล่ะก็ ด้วยน้ำหนักของเขาเมื่อตกลงไปแล้วก็คงถูกรัดเอาไว้แน่นมากเป็นแน่ หากไม่ได้ใช้มีดไม่มีทางเลยที่จะแกะกับดักนี้ออก


เมื่อถังฉือเย่เก็บของและทำสัญลักษณ์เอาไว้เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็ยิ้มให้กับตัวเองอย่างมีเลศนัย ก่อนจะลุกขึ้นแล้วหันหลังเดินกลับลงจากเขา ระหว่างทางนางก็แวะเก็บเห็ดมาเล็กน้อย คิดในใจเพราะไม่รู้ว่ามื้อเที่ยงนี้จะกินอะไรดี เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านนางก็ได้เจอเข้ากับบ้านที่กำลังฆ่าหมูอยู่พอดี เขาบอกว่ากำแพงล้มลงมาทับหมูที่เลี้ยงไว้จนตาย เพราะปกติแล้วหากไม่ใช่ปีใหม่หรือเทศกาลต่างๆแล้ว ชาวบ้านจะไม่มีใครฆ่าหมู 


ถังฉือเย่เดินเข้าไปดู เมื่อแน่ใจว่าเป็นหมูที่ถูกกำแพงทับตายจริง ไม่ใช่เป็นโรคอะไร นางจึงค่อยวางใจเลือกซื้อมาส่วนหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้เวลาเลือกซื้อเนื้อหมูนั้นก็มักจะเลือกซื้อตรงไขมัน เพื่อเอาไปทำเป็นน้ำมันหมู หรือกากหมูก็อร่อย ดังนั้นจึงเหลือเพียงแต่เนื้อที่ไม่ติดมัน ถังฉือเย่ตัดสินใจซื้อมาหนึ่งกิโล จากนั้นก็ซื้อกระดูกมาจำนวนหนึ่งเพื่อเอาไปเคี่ยวเป็นน้ำซุป


หญิงสาวถือเนื้อหมูนั้นกลับมา เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าฉีหยางกำลังถือกิ่งไม้อยู่ และขีดเขียนตัวหนังสือบนพื้น มืออีกข้างหนึ่งไขว้หลัง สีหน้าดูเคร่งขรึม ส่วนเสี่ยวเหยายืนอยู่ข้างๆอย่างประหลาดใจ แต่ก็ไม่กล้ารบกวนเขา 


พอเห็นหญิงสาวเดินกลับเข้ามาในบ้านฉีหยางก็ทิ้งกิ่งไม้ทันที แล้วรีบวิ่งเข้ามาหา เสี่ยวเหยาเองก็ร้องเรียกนางเสียงดัง ส่วนฉีหยางที่ไม่ชอบพูดมาแต่ไหนแต่ไร แต่เมื่อเห็นเสี่ยวเหยาร้องเรียกนางแล้ว เด็กน้อยขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า “พี่สาว” 


ถังฉือเย่ยิ้มให้อย่างเอ็นดู พลางลูบหัวเขาเบาๆ ก่อนจะเรียกเสี่ยวเหยา “เหยาเอ๋อร์ ไปยืมเขียงจากบ้านของป้าที่อยู่ตรงข้ามมาให้หน่อยสิ บอกว่าพวกเราจะห่อเกี๊ยว” 


เกี๊ยว…หรือเกี๊ยวน้ำนั้นเรียกว่าเจี่ยวจึ ซึ่งปกแล้วจะไม่ค่อยมีคนทำเท่าไหร่นัก เสี่ยวเหยาขานรับจากนั้นจึงเดินออกไป ถังฉือเย่เทแป้งข้าวสาลีออกมา จากนั้นจึงรินน้ำร้อนลงไปผสมในแป้ง แล้วหันมาสั่งให้ฉีหยางเข้าไปหยิบเห็ดหอมที่เก็บไว้นำไปล้างให้สะอาด


ฉีหยางลงมือล้างเห็ดอย่างเก้ๆกังๆ เห็นได้ชัดว่าเขาคงไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน ถังฉือเย่จึงยิ้มก่อนจะเดินมาสอนว่าเขาต้องทำอย่างไร โชคดีที่เขาเป็นเด็กฉลาดมาก เพียงแค่สอนว่าต้องทำอย่างไร ฉีหยางก็ลงมือทำอย่างตั้งอกตั้งใจและละเอียดถี่ถ้วนมาก ดูแล้วไม่เหมือนเด็กเล็กๆทั่วไปเลยสักนิด 



บทที่ 40 ย้ายบ้าน


หลังจากถังฉือเย่ทำบะหมี่เสร็จ หญิงสาวก็วางบะหมี่ร้อนๆพักไว้ตรงนั้น ก่อนจะหันกลับมาหยิบเนื้อหมูมาหั่นอย่างระมัดระวัง พร้อมกับหั่นเห็ดที่ฉีหยางล้างจนสะอาดเรียบร้อย แล้วปรุงรสด้วยเกลือ ซีอิ๊ว พริกไทย ไข่ไก่ หัวหอม และขิงชนิดต่างๆ ผสมเข้าด้วยกันเพื่อทำไส้ของเกี๊ยว ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับเสี่ยวเหยาที่กำลังแบกเขียงมาด้วยความยากลำบาก 


จากนั้นเด็กทั้งสองและหญิงสาวอีกหนึ่งคนก็เริ่มลงมือห่อเกี๊ยวกัน ถังฉือเย่ไม่ค่อยถนัดกับงานครัวอย่างนี้มากนัก เพียงแต่การห่อเกี๊ยวไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะส่วนใหญ่ผิวแป้งที่นวดนั้นมักไม่ค่อยเสมอกันอยู่แล้ว และนางได้สอนให้เสี่ยวเหยาและฉีหยางห่อเกี๊ยวไปเพียงสองครั้ง พวกเขาก็สามารถห่อเกี๊ยวได้ 


เสี่ยวเหยาห่อได้หนึ่งชิ้นก็หันไปพูดกับฉีหยางว่า “พี่อาฉี ข้าห่อเกี๊ยวออกมาดูดีกว่าเจ้า”


ฉีหยางได้ยินก็เหลือบไปมองเกี๊ยวที่นางห่อ พลางเม้มปาก ท่าทางจริงจังของเขาช่างเหมือนกับพี่ชายเขาไม่มีผิด! 


ถังฉือเย่สังเกตเห็นว่าเด็กน้อยทั้งสองคนมีความสุขและเข้ากันได้ดีจึงไม่ได้ห้ามปรามอะไร เฝ้าดูพวกเขาแข่งกันห่อเกี๊ยวอย่างแข็งขัน 


ฉีหยางห่อเสร็จอีกหนึ่งชิ้น พลางเหลือบไปมองเสี่ยวเหยาเงียบๆ แต่เขาไม่ได้โอ้อวด เสี่ยวเหยางุนงงเล็กน้อย นางรู้สึกว่าไม่สนุกแล้ว จึงก้มหน้าห่อต่อไป


ถังฉือเย่ลดสายตาลง นางคิดว่าแม้ฉีหยางจะเป็นเด็กพิเศษก็จริง แต่ก็ไม่น่าจะร้ายแรงอะไรมากนัก เพราะโดยทั่วไปแล้วเด็กผู้พิเศษพวกนี้เขามักจะมีโลกใบเล็กๆของตัวเองอยู่ และยากมากที่จะเข้าไปในโลกของเขา และถ้าหากไม่สามารถเข้าไปในโลกของเขาได้แล้วล่ะก็ไม่ว่าจะทำสิ่งใด มันก็จะไม่มีความหมายสำหรับพวกเขาเลย 


ฉีหยางยังไม่สามารถมองเห็นโลกภายนอกได้ โลกของเขามีแต่ฉีจิงกับถังฉือเย่เท่านั้น หากจะเปลี่ยนเขามันก็คงไม่ยาก! 


ทั้งสามคนช่วยกันห่อเกี๊ยวเป็นเวลานานเกือบหนึ่งชั่วยาม จึงจะห่อเกี๊ยวทั้งหมดจนเสร็จ หญิงสาวจัดการแบ่งเกี๊ยวออกเป็นสองส่วนเท่าๆกัน นางต้มชิ้นใหญ่ๆก่อน เมื่อต้นเสร็จก็วานให้เสี่ยวเหยาเอาไปให้ท่านลุงสี่ตระกูลถังที่หน้าบ้าน จากนั้นนางก็ถือเอาไว้ชามหนึ่งพลางหยิบตะเกียบวางไว้บนชาม และเปิดประตู นางวางชามเกี๊ยวไว้ที่ขอบประตูก่อนจะปิดประตูอีกครั้ง


วังซื่อไม่ได้แสดงความอ่อนแอหรือร้องขออะไร แต่หากถังฉือเย่ไม่ให้นางก็จะต้องออกมากินเป็นแน่ ซึ่งหญิงสาวก็ไม่อยากทะเลาะกับนางต่อหน้าเด็กน้อยทั้งสองคน 


ถังฉือเย่ไม่ได้สนใจว่าวังซื่อจะกินเกี๊ยวชามนี้หรือไม่ นางยกชามเกี๊ยวอีกสองชามมาให้เด็กน้อยทั้งสองคน จากนั้นจึงค่อยนำเกี๊ยวชิ้นเล็กๆลงไปต้ม


เกี๊ยวเพิ่งออกจากหม้อ พวกเขาได้ยินเสียงกีบเท้า ฉีจิงขี่เกวียนกลับมาแล้ว เขาดึงเชือกรั้งบังเหียนเล็กน้อย ถังฉือเย่ยิ้มทันทีที่เห็นเขา นางเงยหน้าขึ้น “มาไวไม่เท่ามาได้ถูกเวลาพอดี รีบเข้ามาเถอะ รีบทานในขณะที่มันยังร้อนๆ” 


ฉีจิงลังเลเล็กน้อย พลางมองไปยังเกวียนสองคันที่จอดอยู่ด้านหลัง เดิมทีเขาแค่ต้องการเข้ามาทักทายเท่านั้น แต่พอเห็นรอยยิ้มพร้อมกับคิ้วโก่งๆของนาง จู่ๆเขาก็กระโดดลงมาจากเกวียนโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ยื่นมือไปรับตะเกียบมาถือไว้ก่อนจะคีบเกี๊ยวในชามอย่างเร่งรีบ “ข้าเก็บของเสร็จเมื่อไหร่ ข้ามาเก็บข้าวของเจ้าไปให้”


ถังฉือเย่ไม่เห็นว่าด้านหลังยังมีรถลากล่ออีกสองคันจอดอยู่ นางโบกมือฉีจิงก่อนจึงลุกขึ้นแล้วจากไป โดยที่ก่อนหน้านี้เสี่ยวเหยาได้นำเกี๊ยวไปให้ท่านลุงสี่กับคุณนายโจว ช่างบังเอิญพอดีกับที่ท่านลุงสี่นั้นเพิ่งจะกลับมาจากการขายเหล้าจึงยังไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องเลย ดังนั้นเมื่อเห็นเกี๊ยวร้อนๆ เขาจึงลองกัดเข้าไปคำหนึ่ง แล้วเขาก็ถึงกับพูดไม่ออก พลางกวักมือเรียกภรรยาเข้ามาลองชิม


“เย่เอ๋อร์ส่งมาให้ใช่หรือไม่ เกี๊ยวนี่ใหญ่เกือบเท่าไข่ไก่แล้ว!” คุณนายโจวพูดยิ้มๆ ขณะกินไปชิ้นหนึ่งและอดใจไม่ไหวต้องตามมาด้วยชิ้นที่สอง ชิ้นที่สาม จนกระทั่งทั้งสองสามีภรรยาทานจนหมด แล้วหันมามองหน้ากันพร้อมกับอดไม่ได้ที่จะกล่าวคำชื่นชม 


“เด็กคนนี้จริงใจและเก่งมากจริงๆ” คุณนายโจวพูด โดยวิธีที่ถังฉือเย่ใช้ห่อเกี๊ยวเป็นวิธีการห่อแบบพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวสมัยใหม่แทนที่จะเป็นแบบหยวนเป่า ที่เป็นการนำแป้งทั้งสองด้านมาห่อเข้าด้วยกันจนได้รูปร่างคล้ายกับเงินทองแดง ซึ่งเป็นการประหยัดเนื้อไส้ ผิดกับเกี๊ยวของถังฉือเย่ที่ไม่ได้หวงเนื้อเลยสักนิด ใส่เห็ดกับเครื่องปรุงเพียงไม่กี่อย่าง เมื่อกัดเข้าไปจึงรู้สึกถึงความหอมของน้ำมันอย่างเต็มปากเต็มคำ…หอมจนต้องกินจนหมด 


คุณนายโจวยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร่ นางบอกว่า “เด็กคนนี้ฉลาด เหตุใดจึงไม่คำนวณให้ดีๆ หากยังกินดีอยู่ดีแบบนี้ไปเรื่อยๆ สักวันเงินก็คงจะหมด มีเงินแค่นั้นจะใช้ได้สักกี่วันกัน อีกทั้งยังต้องจ่ายค่าเรียนของหรงเอ๋อร์ด้วย?” 


ด้วยเหตุนี้นางจึงอดไม่ได้ที่จะต้องมาเกลี้ยกล่อมถังฉือเย่ แต่กลับเห็นฉีจิงลากเกวียนกลับมา ด้านหลังยังมีรถลากอีกสองคันตามมาด้วย จากนั้นชายหนุ่มก็ลงจากรถแล้วเข้าไปในบ้านครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินออกมา 


คุณนายโจวอดไม่ได้ที่จะก้าวเท้าเดินเข้าไปดูสักหน่อย รถลากทั้งสามคันมีขนาดใหญ่มาก จนชาวบ้านที่เห็นต่างก็พากันเข้ามายืนดู ซึ่งก็พบว่าสิ่งที่บรรทุกอยู่นั้นความจริงแล้วเป็นข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน รวมทั้งเตียง หม้อ กระทะและอื่นๆอีกมากมายที่ชายหนุ่มหลายคนกำลังช่วยกันขนลงจากเกวียน 


ใครบางคนที่ยืนอยู่ละแวกนั้นถามว่า “พ่อหนุ่มฉี เจ้าย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่แล้วหรือ?”


เมื่อได้ยินฉีจิงส่งเสียงอืมในลำคอ คนข้างๆจึงถามอีกครั้ง “เจ้าซื้อข้าวของพวกนี้มาจากในเมืองงั้นหรือ?” 


ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ ใครคนนั้นก็ถามอีกครั้ง “นี่มันคงสิ้นเปลืองเงินทองมากมาย แต่ละบ้านก็มีท่อนไม้ ทำไมเจ้าไม่ถามดูล่ะ ทุกคนพร้อมจะช่วยเหลือเจ้าทั้งนั้น อยากน้อยก็สามารถประหยัดเงินไปได้มากกว่าครึ่ง” 


ฉีจิงหยุดคิด พลางหันไปพูดอย่างจริงใจ “ข้าต้องขอบคุณพวกท่านมาก พอดีข้าจำเป็นต้องรีบใช้ จึงซื้อมันมาก่อน” 


คนในหมู่บ้านต่างกระตือรือร้นกันมาก ยิ่งเมื่อเห็นชายหนุ่มเต็มใจที่จะพูดคุยด้วยก็รีบออกแรงช่วยกันขนเข้าไปในบ้านของเขา ฉีจิงซึ่งไม่ค่อยชินกับสถานการณ์นี้ไม่รู้จะทำอะไรนอกจากมองอย่างขอบคุณ 


ชาวบ้านมากมายช่วยกันออกแรงขน ใช้เวลาไม่นานนักข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างก็ถูกจัดวางจนเกือบเสร็จ คนเหล่านั้นจึงขึ้นเกวียนเล่มเดิมก่อนจะจากไป ฉีจิงรีบจูงรถลากล่อของท่านหมอไปไว้ข้างๆ ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะทักขึ้น


“ตรงนี้ยังมีอีกคัน?”


“ของข้าเอง” 


“โห!” เมื่อได้ยินทุกคนต่างก็เข้ามารุมล้อมและมองรถลากล่อคันใหม่เอี่ยมของฉีจิงทันทีพร้อมกันนั้นต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานาด้วยความอิจฉา


การซื้อรถลากล่อในหมู่บ้านเล็กๆเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะทำได้ จะต้องเป็นผู้ที่ร่ำรวยซึ่งก็มีเพียงเฉินหลี่เจิง ท่านหัวหน้าตระกูล ท่านหมอประจำหมู่บ้าน เพียงสามบ้านนี้เท่านั้นที่จะมีรถลากล่อเยี่ยงนี้ เพราะแม้แต่โรงเหล้าเล็กๆยังมีเพียงวัวตัวเดียวเท่านั้น 


คุณนายโจวมองดูจากระยะไกล จากนั้นก็ถอยหลังกลับไปหาถังฉือเย่ ซึ่งในขณะนี้นางกับเด็กๆอีกสองคนนั้นกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถังฉือเย่กำลังให้กำลังใจฉีหยางที่สอนเสี่ยวเหยาอ่านหนังสืออยู่ แม้ว่าสีหน้าของฉีหยางจะเย็นชา แต่ท่าทีกลับจริงใจอยู่มาก มือของเขายังคงโอบรอบคอของถังฉือเย่อยู่ไม่คลาย


คุณนายโจวยิ้มนิดๆ พูดว่า “วันนี้ข้ากินเกี๊ยวเจ้าหมดเกลี้ยงเลยล่ะ ทั้งหมู่บ้านคงไม่มีผู้ใดห่อเกี๊ยวได้ถูกวิธีอย่างเจ้า” 


“นานๆครั้งข้าถึงจะทำ ก็ต้องกินให้สมกับที่รอคอยหน่อย ใช่ว่าข้าจะทำกินทุกวัน” ถังฉือเย่กล่าวพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้างาม 


“นั่นเด็กน้อยจากตระกูลฉีใช่หรือไม่ เขาดูสนิทกับเจ้ามาก”


“ใช่เจ้าค่ะท่านป้า…เขามีชื่อว่าฉีหยาง ความจริงฉีหยางเป็นเด็กที่น่ารักมาก เพียงแต่ไม่ค่อยชอบพูดคุยเท่าไหร่” 


“หลังจากเหตุการณ์นั้นมา ข้าคิดว่าพ่อหนุ่มฉีเองก็ดูจะเป็นมิตรมากขึ้น เมื่อครู่ข้ายังเห็นเขาเพิ่งจะเข้ามาทานอาหาร”


ถังฉือเย่เข้าในความหมายในทันที เพราะถึงอย่างไรตอนนี้นางก็กำลังใช้ชีวิตอยู่ในอดีต มิหนำซ้ำยังเป็นเพียงหญิงสาวคนหนึ่งเท่านั้น เดิมทีนางยังไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อนเลย ฉะนั้นถังฉือเย่จึงยิ้มออกมานิดหนึ่งพลางกล่าวให้เป็นเรื่องธรรมดาที่สุด 


“ท่านป้าวางใจได้ ข้ารู้อยู่ก่อนแล้ว”


คุณนายโจวไม่ได้พูดอะไรอีก นางคุยกับถังฉือเย่อีกไม่กี่คำ ฉีจิงซึ่งเก็บของเสร็จแล้วบังเอิญเดินเข้ามา ในมือของเขาถือสิ่งของที่นางต้องการอยู่ ชายหนุ่มที่เดิมทีก็มีใบหน้านิ่งเฉยอยู่แล้วเมื่อเห็นว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย เขาก็ยิ่งเคร่งขรึมหนักขึ้นกว่าเดิม


“ข้านำของมาให้เจ้า”



จบตอน

Comments