superstar ep4

 บทที่ 4 คนชั่ว !!!


“ท่านป้าพูดอะไร ข้าจะไปรังแกน้องได้อย่างไร” ถังฉือหรงพยายามควบคุมสติอธิบายว่า “เขาเป็นคนเข้ามาขวางข้าแล้วก็สะดุดล้มลงไปเองต่างหาก” 


“ไอ้คนโกหก!” เหอซื่อสบถ ดวงตาแสดงความเกรี้ยวกราด “น้องโตเป็นหนุ่มแล้วจะไปสะดุดล้มเองได้อย่างไร เหตุใดเจ้าจึงไม่พูดความจริงไปว่าเป็นเพราะเจ้าเอางูขว้างใส่คอเขา เขาถึงได้สะดุดล้มน่ะ” 


ถังฉือหรงนิ่งเงียบ เรียบเรียงความคิด ก่อนจะพูดอย่างใจเย็น “ข้าไม่ได้เป็นคนเอางูโยนใส่คอเขา” 


“หยินเอ๋อร์” เหอซื่อสับสนเล็กน้อยพลางหันกลับไปมองถังฉือหยิน “ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เจ้ารีบพูดความจริงมาเดี๋ยวนี้!” 


“เป็นเพราะเขา...” เด็กชายร่างอวบอ้วนกล่าวพร้อมกับชี้นิ้วมาที่ถังฉือหรง “เขานั่นแหละที่ทำให้ข้าสะดุดล้ม!”


ถังฉือเย่ที่ฟังมาตลอดรู้สึกตลกสิ้นดี นางคิดไม่ถึงเลยว่าถังฉือหยินจะเจ้าเล่ห์ ทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่แบบนี้…ว่าแต่เพราะเหตุใดเด็กชายรูปร่างอ้วน ผิวดำคนนี้กลับไม่เอ่ยถึงนางแม้เพียงครึ่งคำ 


หญิงสาวเหลือบมองและเห็นว่าเขาไม่ได้ดูเกกมะเหรกเกเรดังเช่นปกติ แต่กลับทำเป็นหัวหดทำราวกับว่ากำลังกลัวเกรงนางเสียอย่างนั้น ซึ่งดูแปลกเอามากๆ …ถังฉือเย่ครุ่นคิด นางขมวดคิ้วเมื่อความทรงจำบางอย่างแล่นเข้ามาในหัว 


จังหวะนั้นวังซื่อรีบเข้ามาไกล่เกลี่ย นางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่สะใภ้อย่ากล่าวโทษโกรธกันเลย พวกเราล้วนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน พี่น้องแค่เล่นหยอกล้อกันเท่านั้น อย่าทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่เลย” นางพูดรอมชอมพลางหันไปสั่งบุตรชาย 


“หรงเอ๋อร์! ยังไม่รีบไปขอโทษหยินเอ๋อร์อีก!” 


เหอซื่อเบะปาก รู้สึกรำคาญขึ้นมาจึงพูดด้วยสุ้มเสียงกระแทกกระทั้นใส่หน้าวังซื่ออย่างไม่เกรงใจ “ตัวซวยที่นำพาโชคร้ายมาให้สามีและครอบครัวเช่นเจ้า ผู้ใดจะอยากนับญาติกัน เพียงแค่เห็นหน้าข้าก็รู้สึกว่าตัวเองจะต้องดวงซวยโชคร้ายแน่! คงมีแต่พวกสัมภเวสีเท่านั้นแหละที่จะอยากเป็นครอบครัวเดียวกันกับพวกเจ้าน่ะ หึ! อย่างที่ท่านแม่กล่าวไว้ไม่มีผิดจริงๆ เจ้ามันเป็นคนจิตใจชั่วร้าย ส่งเสริมให้ลูกๆของตัวเองมารังแกหยินเอ๋อร์ แล้วเจ้าก็เสแสร้งเข้ามาทำดี คิดว่าข้าโง่ตามพวกเจ้าไม่ทันอย่างนั้นรึ?” 


ได้ยินดังนั้นวังซื่อก็รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ ก่อนจะผลักถังฉือหรงแรงๆครั้งหนึ่ง “เจ้าลูกอกตัญญู! รีบไปขอโทษท่านป้าเดี๋ยวนี้!” 


ชายหนุ่มลดสายตา เขากล้ำกลืนฝืนใจทำท่าจะก้มลงขอโทษตามคำสั่งของมารดา แต่ก็กลับถูกถังฉือเย่รั้งไว้เสียก่อน 


“ขอโทษอะไรกัน ถังฉือหยินดิ้นรนเข้ามาหาเรื่อง ข้าเห็นกับตาว่าเขาลื่นล้มเอง ข้าและพี่ชายไม่ได้แตะต้องเขาแม้เพียงปลายเล็บ” นางพูดอย่างตรงไปตรงมาด้วยสุ้มเสียงนุ่มนวล ประณีตยิ่งกว่าการปอกหัวไชเท้า ก่อนจะหันไปถามถังฉือหยิน “เจ้าล้มแล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกข้าด้วย จะให้ข้ากับพี่ชายรับผิดชอบเรื่องอะไร…เรื่องที่เจ้าซุ่มซ่ามลื่นล้มเอาหน้าจุ่มโคลนน่ะเหรอ?”


ถ้อยคำที่ได้ยินทำให้เหอซื่ออ้าปากค้างด้วยความตกใจ นางยื่นมือที่อ้วนหนาชี้ไปที่ถังฉือเย่ พักใหญ่จึงกล่าวขึ้น “เจ้า…เจ้าปัญหาอ่อนอยู่มิใช่รึ?” 


หญิงสาวอมยิ้มตรงมุมปาก นางเลิกคิ้วขึ้น หันมองชาวบ้านที่เพิ่งได้ยินเสียงและรีบเข้ามามุงดูกันอย่างคึกคัก ทุกคนต่างพากันตกใจพูดไม่ออกกับสิ่งที่เห็น 


“ตอนนี้ข้าไม่ได้ปัญญาอ่อนแล้ว ส่วนเรื่องที่ข้าปัญญาอ่อนได้อย่างไรนั้น ถังฉือหยินคงจะรู้ดี!” พูดพลางหันไปมองเด็กชายที่ผงะเซถอยหลังด้วยความตกใจ 


ด้วยความที่ถังฉือเย่รู้เรื่องราวเบื้องหลังดี นางจึงกล่าวอีกครั้งด้วยเสียงดังฟังชัด “ในตอนแรกข้าและถังฉือหยินเข้าไปในภูเขาเพื่อหาผักป่า แต่ถังฉือหยินมัวแต่เล่นทั้งวัน ก่อนจะไปยังได้แย่งผักป่าของข้า ซ้ำยังสะเพร่าผลักข้าจนพลัดตกลงไปในบ่อน้ำร้าง หัวของข้าถูกกระแทกจนเลือดไหล ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ เขาไม่เพียงไม่ช่วย แต่กลับวิ่งหนีกลับบ้านและไม่ยอมบอกเรื่องนี้กับใครเลย จนท่านพ่อต้องนำคนมาช่วยกันออกตามหาข้าจนพบ หากมิเช่นนั้นข้าคงกลายเป็นผีไปอยู่ปรโลกแล้ว” 


“ข้าไม่ได้สะเพร่า!” ถังฉือหยินรีบพูดอย่างร้อนรน “ข้าจงใจผลักเจ้าลงไปต่างหาก!”


ชาวบ้านที่มุงดูต่างพากันส่งเสียงร้องอื้ออึงเมื่อได้ยิน ถังฉือเย่จึงรีบกล่าวอย่างรวดเร็ว “ตอนนั้นเจ้าอายุแค่เก้าขวบ เจ้าอาจจะกลัว ข้าไม่โทษเจ้าหรอก แต่อย่าลืมสิว่าข้าเป็นน้องของเจ้า เจ้าไม่ช่วยข้าก็ช่าง แต่เมื่อกลับมาบ้านเจ้ากลับปิดปากเงียบไม่กล่าวสิ่งใด หากข้าตายไปจริงๆจะเป็นยังไง เจ้าไม่คิดบ้างหรอกเหรอ…นี่มันชีวิตคนทั้งคนเลยนะ ทำไมเจ้าถึงได้ชั่วร้ายเช่นนี้!”


“เก้าขวบก็ไม่ถือว่าเด็กแล้ว! อายุเท่านี้ก็ทำเรื่องเช่นนั้นเสียแล้ว!” เสียงของใครบางคนพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้ ก่อนที่อีกคนจะกล่าวอย่างคลุมเครือ 


“ในตอนนั้นคุณชายสามตระกูลถังกำลังไปได้ดีเลย แต่ละปีมีเงินเข้ามาไม่ขาดสาย”


“ข้าจำได้ว่าตอนนั้นท่านลุงเป็นผู้ที่ตามหาสาวน้อยเย่เย่ผู้นี้เจอ คุณชายสามก็ขอบคุณเขาเสียยกใหญ่ แต่พอมาคิดตอนนี้ ดูแล้วมันน่าจะเป็นสิ่งที่เขารู้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว”


“ก็ใช่น่ะสิ!” อีกคนรีบเสริมขึ้น “ข้ายังจำตอนนั้นได้ ก็ข้าเองนี่แหละที่ถามคุณชายสามตระกูลถังว่าเหตุใดจึงต้องพาเด็กไปด้วย เขายังบอกว่าหยินเอ๋อร์โตพอที่จะช่วยงานได้แล้ว!”


“น่าสงสารนางอยู่ไม่น้อย” พูดพร้อมกับหันมาทางถังฉือเย่ “ปัญญาอ่อนมาตั้งหลายปี ซ้ำร้ายคุณชายสามตระกูลถังยังมองศัตรูเป็นดั่งญาติสนิท” 


“นี่นะเหรอญาติพี่น้อง!” ชายคนเดิมร้องเสียงสูงเยาะเย้ย “หากคุณชายสามตระกูลถังยังมีชีวิตอยู่ เขาคงจะโกรธมากเป็นแน่” 


ถังฉือเย่ฟังคนในหมู่บ้านซุบซิบนินทา พลางนึกว่าคนพวกนี้มีดีที่ไม่ซับซ้อนคิดอะไรก็พูดออกไปอย่างนั้น นางจึงต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีเอาไว้จะได้ไม่ถูกรังแกเนื่องจากเป็นเด็กกำพร้าส่วนมารดาก็เป็นหญิงหม้าย ขณะหญิงสาวกำลังคิดอยู่ในใจก็จะได้ยินเหอซื่อพูดอย่างโกรธจัด 


“ดี! ดีมากวังซื่อฉิน ถังฉือเย่ ที่แท้พวกเจ้าสองคนแม่ลูกก็เป็นคนกลับกลอกหลอกลวง ตอนอยู่บ้านเสแสร้งทำเป็นคนอ่อนโยน แกล้งโง่ แต่พอถูกท่านแม่ขับไล่ออกมาก็เผยธาตุแท้จนได้ โดยเฉพาะเจ้า! ถังฉือเย่…” เหอซื่อชี้นิ้วอวบอูมไปที่ถังฉือเย่ “แท้จริงแล้วเจ้าไม่ได้ปัญญาอ่อนตั้งแต่แรก แต่จงใจปิดบังไว้!”


“ไม่ใช่แต่แรก แต่เป็นเมื่อครู่” ถังฉือเย่เถียง “ข้าถูกทุบตี และลูกโยนออกมา ข้าตายไปแล้วครั้งหนึ่งถึงได้ตาสว่าง มองเห็นความจริง แต่จะว่าไปข้าก็ต้องขอบคุณท่านป้านะที่ไล่ข้าออกมาจากบ้าน” 


“พูดได้ดี! แต่พูดให้ตายข้าก็ไม่เชื่อเจ้าหรอก!” ดวงตาของเหอซื่อแทบจะถลนออกมา ความเดือดดาลที่สุ่มอยู่ในอกทำให้นางร้อนรุ่ม 


“ท่านไม่เชื่อ แต่ชาวบ้านเขาไม่ได้โง่ หากว่าข้าหายดีอยู่แล้ว ข้าก็คงไปอยู่กับครอบครัวตั้งนานแล้ว เหตุใดจะต้องมาทนทุกข์โดนทุบตีจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเยี่ยงนี้” ถังฉือเย่พูดรัวเร็ว แต่ละประโยคที่กล่าวออกไปนั้นมิใช่เป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ตรงกันข้าม ทุกเรื่องกลับมีมูลเหตุ ดังนั้นชาวบ้านทุกคนที่มุงดูอยู่จึงต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเชื่อมั่น จนทำให้สะใภ้ตระกูลถังที่กำลังอดกลั้นอยู่นั้นเลือดขึ้นหน้า สวนกลับมาด้วยความกรุ่นโกรธ 


“คนอย่างเจ้าคงไม่ได้หวังดีกับข้าแน่ ข้าไม่เข้าใจเลยว่าเรามีความแค้นอะไรกัน ทำไมต้องจงใจทำลายชื่อเสียงของหยินเอ๋อร์ด้วย” 


มุมปากข้างหนึ่งของถังฉือเย่รั้งขึ้นตอบว่า “คนชั่วที่สังหารน้องสาว ไม่ถูกส่งตัวไปศาลก็ถือว่าดีเท่าไหร่แล้ว มีชื่อเสียงอะไรให้คำนึงกัน” แม้ใบหน้าเล็กของหญิงสาวยังคงมีบาดแผล แต่สีหน้าของนางนั้นกลับสงบนิ่งและยืนสง่างามแผ่นหลังตั้งตรง


เมื่อนั้นฝูงชนก็เปล่งเสียงฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง! หลังฟังคำพูดของหญิงสาวที่ระรื่นหู ทุกคนล้วนแปลกใจว่าเด็กสาวที่เคยคิดว่าปัญญาอ่อน ไม่รู้จักแม้แต่จะเรียกพ่อแม่นั้น ทำไมวันนี้ถึงเปลี่ยนไปจากเดิมลิบลับ เพราะฉะนั้นทุกคนจึงอดที่จะรู้สึกชื่นชมนางไม่ได้ ผิดกับเหอซื่อที่ใจยังเต็มไปด้วยไฟแห่งโทสะ!


“นังเด็กชั่ว! ข้าต้องฉีกปากเน่าๆของเจ้าให้ได้!” พูดพร้อมกับปรี่ไปข้างหน้า วังซื่อกรีดร้องด้วยความตระหนก ถังฉือหรงรีบพุ่งตัวเข้ามาขวางนางไว้ ส่วนถังฉือเย่ที่หลบอยู่ในตอนแรก แต่พอเห็นเหอซื่อคว้าแขนของพี่ชายนางไว้แน่นจึงรีบเข้าไปช่วยดึงมือของเหอซื่อออก 


ในระหว่างที่เหตุการณ์ทุกอย่างกำลังชุลมุนกันอยู่นั้น เสียงกระแอมของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้น ก่อนที่ใครคนนั้นจะก้าวเท้าเดินเอามือไพล่หลังเข้ามา แล้วจึงกล่าวอย่างเคร่งขรึม 


“ยังไม่รีบปล่อยมืออีก!”


“ท่านพี่!” เป็นเหอซื่อที่ยืดตัวขึ้นมาในทันที “ท่านรู้หรือไม่ว่านังเด็กชั่วผู้นี้พูดอะไรออกมาบ้าง พวกมันสามคนแม่ลูกกำลังทำลายชื่อเสียงของหยินเอ๋อร์ของเรานะ!”


“พอได้แล้ว! แค่นี้ยังอับอายไม่พออีกรึ! ปล่อยมือซะ!” ถังหย่งฟู่ สามีของเหอซื่อสั่ง ซึ่งนางถึงแม้จะทำท่าราวกับสตรีผู้มีอำนาจแต่ก็กลับยอมเชื่อฟังคำของสามี ยอมปล่อยมือแต่โดยดี 


ถังหย่งฟู่ถอนหายใจแผ่วเบาพลางก้มตัวลงเล็กน้อยแล้วพูดกับถังฉือเย่ว่า “เย่เอ๋อร์ เมื่อความทุกข์ผ่านพ้นไปความสุขก็จะเข้ามา จงทะนุถนอมความสุขเอาไว้ให้ดีๆล่ะ” 


หญิงสาวได้ฟังคำพูดที่แฝงนัยสำคัญบางอย่างของเขาจึงก้มศีรษะลง จำได้ว่าเมื่อวานก็เป็นถังหย่งฟู่ผู้นี้ที่ช่วยเหลือพวกนางเอาไว้ แถมยังหาที่พักอาศัยให้ นางจึงตอบกลับไปด้วยเสียงแผ่วเบาว่า 


“ท่านพูดถูก”


คุณชายใหญ่ตระกูลถังพยักหน้า ก่อนหันหน้าไปยังฝูงชน “พวกเจ้าก็แยกย้ายกันไปได้แล้ว! มันเป็นเรื่องของคนในครอบครัว ไม่มีอะไรน่าฟังหรอก” 


ทุกคนต่างพากันหัวเราะเบาๆ และพากันแยกย้ายออกไปอย่างเชื่องช้า ผิดกับเหอซื่อที่ร้องขึ้นอย่างร้อนรน “ท่านพี่! ท่านแม่ขับไล่เจ้าพวกตัวซวยนี่ออกมาจากตระกูลแล้ว คนในครอบครัวอะไรกัน นังเด็กคนนี้จิตใจชั่วร้าย คำพูดของมันล้วนแฝงไปด้วยหนามแหลมคม หยินเอ๋อร์ของเราจะทำอย่างไรได้”


“เรื่องนี้มันผ่านมานานหลายปีแล้ว ทำไมเจ้าจะต้องขุดคุ้ยมันขึ้นมาอีกครั้ง หยินเอ๋อร์ในวันนี้ก็ได้รับบทเรียนแล้ว พอแค่นี้เถอะ” 


“ท่านพี่!” 


 “เอาล่ะ เอาล่ะ ไปกันได้แล้ว” ถังหย่งฟู่เป็นคนพูดคำไหนคำนั้น เขาเอามือไพล่หลังแล้วเดินออกไปทันที เหอซื่อจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินตามหลังไปด้วยอาการฮึดฮัด 


ถังฉือเย่มองร่างสูงของเหอซื่อที่คาดคะเนจากสายตาน่าจะสูงอย่างน้อยก็เจ็ดฉื่อ ดูแล้วแข็งแรง อ้วนท้วน ผิดกับชายผู้เป็นสามีที่เตี้ยกว่าเล็กน้อย รูปร่างค่อนข้างผอม ดูแล้วสุภาพเรียบร้อย 


ถังหย่งฟู่เดินไปถึงหน้าประตู ไม่ทันจะพ้นก็หันหน้ากลับมาอีกครั้ง สายตาของเขามองไปรอบๆ มองเห็นชาวบ้านบางส่วนที่ยังรีรออยู่ในลานกว้างก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งแล้วเดินจากไป 


ถังฉือเย่เลิกคิ้ว สายตาจับจ้องร่างของถังหย่งฟู่จนลับสายตา เหตุการณ์วุ่นวายวันนี้ความจริงต้องขอบคุณเขาที่เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย แม้ว่านางจะไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะเข้าข้าง แต่ก็ถือว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้นั้นสำเร็จลงแล้ว…ไม่ว่าจะมากเพียงใด นางก็ต้องวางแผนเรื่องนี้อย่างช้าๆ


เมื่อชาวบ้านต่างทยอยกลับกันไปหมดแล้ว สถานการณ์เริ่มกลับคืนสู่ความสงบ วังซื่อก็พูดพึมพำขึ้นว่า “ครั้งนี้ทำให้คนไม่พอใจเป็นอย่างมาก” จากนั้นก็เดินกลับเข้าห้องไปทั้งน้ำตา 


ถังฉือหรงเอาผักหางไม้กวาดที่เขาเด็ดไว้เมื่อเช้าซึ่งหลงเหลืออยู่เพียงครึ่งตะกร้าออกมาล้างในชาม เมื่อถังฉือเย่เข้าไปช่วย เขาจึงหันมาจุดไฟพร้อมกับถามนางเบาๆ “เหตุการณ์ตอนนั้น มันเป็นอย่างที่เจ้าเล่าจริงๆเหรอเย่เย่!?”



จบตอน

Comments