superstar ep41-45

 บทที่ 41 เจ้าโง่รึเปล่า


“ขอบใจมาก” ถังฉือเย่ยิ้มพลางยื่นมือรับมา คุณนายโจวจึงถือโอกาสนี้ลากลับ ฉีจิงรอให้นางเดินออกไปจนลับสายตาแล้วจึงหย่อนตัวนั่งลง เขาไม่เพียงแต่ซื้อเครื่องชั่งยากับหม้อยามาเท่านั้น แต่ยังซื้อเครื่องบดยาที่มีรูปร่างคล้ายเรือ มีล้อเจียรอยู่ด้านบนที่เอาไว้ใช้บดตัวยามาให้นางอีกด้วย


หญิงสาวหัวเราะจนตาหยีก่อนจะเอ่ยแซวว่า “ข้าไม่ได้จะเปิดร้านยาเสียหน่อย จะเอาสิ่งนี้ไปทำอะไรกัน?”


ชายหนุ่มเหลือบมองนางแวบหนึ่ง “แล้วเช่นนั้นเจ้าจะเอาเครื่องชั่งยากับหม้อต้มยาไปทำอะไรกันล่ะ?” 


“ข้าจะต้มเหล้า” นางกดเสียงต่ำลง “ดังนั้นข้าต้องการเพียงเมล็ดเล็กๆเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องบดมันให้ละเอียดหรอก!”


ฉีจิงพยักหน้ารับรู้ ถามต่อ “ท่านหมอมาทวงนี้แล้วหรือไม่?” 


“ใช่! ข้าลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท เจ้าก็ได้ข่าวไวเหมือนกันนี่” ถังฉือเย่ผุดลุกขึ้นเมื่อนึกถึงกับดักที่นางวางกระจายเอาไว้ และคาดว่าน่าจะจับเจ้าหมูอ้วนตระกูลถังได้แล้ว นางจึงโน้มตัวไปกระซิบเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดก่อนหน้านี้ที่ข้างหูของฉีจิง เขาตัวแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ มือทั้งสองข้างที่วางอยู่บนหัวเข่ากำแน่น ก่อนจะกลั้นใจถามนาง 


“เช่นนั้นเจ้ายังไม่ไปดูอีกหรือ?”


“แน่นอนว่าข้าไปไม่ได้ เอ๊ะ! หรือข้าควรไปกัน เจ้าคิดว่ายังล่ะ?”


ฉีจิงขมวดคิ้ว ส่ายหน้าช้าๆจนหญิงสาวต้องถอนหายใจออกมา พร้อมกับพูดกับเขาตรงๆว่า “นี่เจ้าโง่หรือเปล่า เรื่องนี้มันจะเกิดอะไรขึ้นได้ล่ะ อย่างแรกมันก็ต้องมีคนพบเจ้าหมูอ้วนนั่นแล้วมารายงานหลังจากช่วยเขาเอาไว้ อีกอย่างก็คือมีคนในหมู่บ้านมาพบและส่งเจ้าหมูอ้วนพร้อมกับกระต่ายกลับมา และอีกอย่างคือเจ้าหมูอ้วนนั่นโชคร้าย ไม่มีใครมาพบเข้าตลอดคืน หากถึงขั้นตอนนั้นจริงๆ ก็ไม่ต้องถึงมือข้า ตระกูลถังคงจะเกณฑ์คนเข้าไปตามหาเอง…สรุปแล้วเรื่องนี้ข้าจะเปิดเผยตัวตนไม่ได้ ข้าแค่วางกับดักไว้ ส่วนเรื่องต่อจากนี้ข้าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรทั้งสิ้น ที่นี้เจ้าเข้าใจแล้วหรือยัง?”


ฉีจิงจ้องมองใบหน้านางก่อนจะพยักหน้าลงเงียบๆ ซึ่งเรื่องราวทุกอย่างก็เป็นไปอย่างที่ถังฉือเย่คาดเดา เพราะไม่นานนักก็มีชายหนุ่มในหมู่บ้านเข้ามารายงานข่าวอีกทั้งยังแบกกระต่ายทั้งสี่ตัวของนางกลับมาด้วย พร้อมกับพูดอย่างร้อนรน


“ถังฉือหยินแอบไปขโมยกระต่ายที่เจ้าดักเอาไว้อีกแล้ว! เพราะเหตุนี้ทำให้เขาโดนเชือกกับดักรัดที่ตัวเอาไว้ ห้อยอยู่อย่างนั้นจนชาไปทั้งตัว ข้าตั้งสติได้จึงรีบนำกระต่ายมาให้เจ้าก่อน ต้องรีบไปรายงานเรื่องนี้ให้ตระกูลถังทราบ เจ้าก็ระวังตัวด้วยล่ะ” 


ถังฉือเย่แสดงความตกใจออกมาอย่างจริงใจ จากนั้นนางก็ออกไปส่งเขา ชั่วอึดใจก็เห็นท่านย่าซุนร้องไห้พร้อมกับพาคนจำนวนหนึ่งไปรับตัวถังฉือหยิน 


หญิงสาวอุ้มกระต่ายในมืออย่างสบายใจ พร้อมกับมอบมันให้กับคนที่มาส่งข่าวหนึ่งตัว ส่งให้ท่านหมออีกสองตัว จากนั้นก็กลับมาที่บ้านเพื่อรอการจู่โจมจากคนตระกูลถังที่จะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ 


ด้วยความที่ถังฉือเย่เลือกวางกับดักอยู่เชิงเขา ทำให้ตอนที่ทุกคนไปถึงนั้น ถังฉือหยินที่มีน้ำหนักมากอีกทั้งยังถูกแขวนไว้นานหลายชั่วยาม ร่างกายจึงอ่อนล้า รวมทั้งรู้สึกกลัว เด็กหนุ่มจึงทรุดลงนั่งบนพื้นราวกับคนเป็นอัมพาต ไม่สามารถเดินได้แม้แต่ก้าวเดียว เหอซื่อจึงทำได้เพียงไหว้วานให้ชายหนุ่มที่ตามไปด้วยอีกหลายคนช่วยกันแบกบุตรชายลงมาจากเขาเท่านั้น 


ท่านย่าซุนร้องไห้ไปก็ถามหลานชายไปว่าตกลงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่! เด็กชายที่ไม่เคยคิดว่าการรังแกถังฉือเย่เป็นสิ่งผิด จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ผู้เป็นย่าฟังอย่างหมดเปลือก ท่านย่าซุนจึงระเบิดอารมณ์โกรธขึ้นมาทันที พร้อมกับรุดหน้าไปที่หน้าประตูบ้านที่ทั้งเก่าและทรุดโทรมของนาง จากนั้นก็เริ่มก่นด่าสาดเสีย เทเสีย


“ถังฉือเย่ นังสารเลวไร้สำนึก เจ้าจะต้องไม่ตายดี กล้าดียังไงทำร้ายพี่ชายได้ถึงเพียงนี้ เจ้าไม่กลัวฟ้าผ่าตาย ตกนรกหมกไหม้มีแต่คนแช่งชักหักกระดูกอย่างนั้นหรือ!” 


หญิงสาวที่เตรียมตัวตั้งหลักอยู่ก่อนแล้ว จึงเดินออกมาทักทาย แสร้งทำเป็นหวาดกลัว “ข้าจะไปรู้ได้ยังไง ท่านย่าข้ายังติดหนี้กระต่ายท่านหมออยู่เลย มันก็ใกล้จะถึงกำหนดแล้วด้วย ข้าจะไม่ออกไปจับกระต่ายได้อย่างไรล่ะ อีกอย่างข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพี่สามเขาจะวิ่งไปที่นั่น” 


ถังฉือเย่ทำเป็นเหมือนกำลังน้อยอกน้อยใจอย่างที่สุด นางเอามือปิดหน้าพลางร้องไห้ “เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พี่สามมาพบเข้า ข้าเองก็เปลี่ยนที่วางกับดักไว้แล้ว เหตุใดพี่สามจึงต้องไปที่นั่นอีกแล้วล่ะ หรือจะไม่ให้ข้าทำมาหากินแล้ว” 


“ไม่ต้องมาเล่นมุขนี้กับข้า อย่าคิดนะว่าข้าจะมองสายตาที่น่าสงสารของเจ้าไม่ออก แค่เห็นหางของเจ้ามันโผล่ออกมา ข้าก็รู้แล้วว่าเจ้าจะทำอะไร สิ่งอัปมงคลต่ำช้าอย่างเจ้า หากแตะต้องเพียงปลายผมหลานข้า ข้าฆ่าเจ้าแน่!” 


หญิงชราสาปแช่งเสียงดัง จนชาวบ้านละแวกนั้นที่ได้ยินเริ่มไม่พอใจ จนพวกเขาอดไม่ได้ออกมาพูดเกลี้ยกล่อม “เจ้ารีบพาหลานชายกลับเข้าบ้านไปพักเถอะ เรื่องนี้พวกเจ้าเองต่างหากที่ไม่มีเหตุผล เอาแต่สาปแช่งคนอื่น” 


“หึ! พวกเจ้าพูดบ้าอะไรกัน ไม่มีเหตุผลอะไร ไหน…ใครว่าข้าไร้เหตุผล หลานชายข้าถูกนางจับมัดไว้บนภูเขาทั้งวัน ข้าจะด่านางไม่ได้กระนั้นหรือ?”


ชายหนุ่มคนที่กำลังพูดทนไม่ไหว เขาปล่อยมือจากร่างของถังฉือหยิน แล้วพูดด้วยความโกรธขึ้นมาบ้างว่า “ถังฉือหยินไปเหยียบกับดักก็เพราะว่าเขาแอบตามถังฉือเย่ไป แถมยังแอบดูนางทำกับดัก แล้วยังคิดจะขโมยกระต่ายของนางอีก ทั้งหมดมันเป็นเพราะเขาหาเรื่องใส่ตัวเองทั้งนั้นไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นคนทำตัวเอง เจ้ายังมีหน้ามาต่อว่านางอีกหรือ?”


เดิมทีทุกคนล้วนช่วยกันแบกถังฉือหยิน แต่เมื่อมีคนหนึ่งปล่อยมือ คนอื่นก็รับน้ำหนักเอาไว้ไม่ไหว ต่างพากันปล่อยมือ จนถังฉือหยินล้มลงกับพื้น เขาจับก้นของตัวเองพลางร้องไห้ออกมา ท่านย่าซุนตกใจและปวดใจเป็นอย่างมาก นางรีบเข้าไปพยุง และต่อว่าเหล่าชายหนุ่มที่ช่วยกันแบกหามหลานชายว่า 


“พวกเจ้าแขนหักหรือไง หามคนมาแท้ๆ ยังทำเขาตกได้ ถ้าหลานข้าบาดเจ็บ คนอย่างพวกเจ้าชดใช้ไม่ได้หรอก จะรับผิดชอบไหวหรือ?” 


ชายหนุ่มหลายคนที่ได้ยินก็เริ่มทนไม่ไหว เพราะปกติแล้วทุกคนก็ให้ความเคารพผู้อาวุโสอย่างท่านย่าซุนอยู่บ้าง หากจะต่อว่าสักคำสองคำก็ไม่มีใครถือสา เพียงแต่ครั้งนี้หญิงชราตระกูลถังผู้นี้ทำเกินไปจริงๆ คนเหล่านั้นที่พากันออกไปช่วยทั้งที่กำลังจะกินข้าว แทนที่จะขอบคุณกลับมาต่อว่าต่อขานเสียได้ ดังนั้นใครคนหนึ่งจึงพูดแทรกว่า


“ข้าเองก็ไม่ได้ติดค้างอะไรท่าน ข้ามาช่วยด้วยน้ำใจ แต่กลับต้องมาพบเจออะไรอย่างนี้” 


“ใช่แล้ว! หยินเอ๋อร์ของเจ้าวันๆทำตัวราวกับเป็นโจร ทำลายกฎของหมู่บ้าน อีกทั้งยังขโมยของจากกับดักของคนอื่นอีก หากรู้ก่อนว่าเป็นเขา ข้าก็คงไม่ออกมาช่วยหรอก มีท่านย่าอย่างเจ้า สาวน้อยเย่ช่างโชคร้ายจริงๆ” 


เมื่อได้ยินทุกคนพากันรุมประณาม ท่านย่าซุนที่ก็ฉลาดพอจึงพยายามเก็บอารมณ์กรุ่นโกรธของตัวเองไว้สุดความสามารถ ทำอะไรไม่ได้นอกจากหันกลับไปเล่นงานถังฉือเย่เพียงคนเดียวอีกครั้ง


“เรื่องทั้งหมดมันก็เป็นเพราะตัวอัปมงคลอย่างเจ้า หากไม่ได้คนเหล่านี้ช่วยเหลือ เห็นทีว่าพี่สามของเจ้าคงจะไม่เหลือชีวิตรอดแล้ว เจ้าคิดจะละอายใจบ้างไหม?”


ถังฉือเย่ยังไม่ทันตอบก็มีใครบางคนที่พูดแทนว่า “เรื่องนี้เย่เอ๋อร์ไม่ผิด มีอะไรที่ต้องละอายใจกัน?”


“ใช่แล้ว” อีกคนเสริม “นางทำกับดักกระต่ายของนางอยู่ดีๆ นางไปขวางทางอะไรครอบครัวของพวกเจ้ากัน หากจะพูดอย่างนี้ต่อไปคนอื่นก็ไม่ต้องทำกับดักกันแล้ว” 


เสียงใครอีกคนเยาะเย้ย “ทำแบบนั้นไม่ได้นะ วางกับดักล่าอะไรมาได้ก็ต้องส่งไปให้หยินเอ๋อร์ของพวกเขาถึงจะถูก ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นคนใจดำอำมหิต” 


ถังฉือเย่ยิ้มให้กับตัวเองในใจ เพราะในเวลานี้ ผลลัพธ์ของการเตรียมการก่อนหน้านี้มันก็ได้สัมฤทธิ์ผลขึ้นมาแล้ว เริ่มมีคนเอะอะมากขึ้นเรื่อยๆ ท่านย่าซุนและเหอซื่อไม่กล้าที่จะต่อต้าน พวกนางด่าพึมพำและจากไป


เหล่าสะใภ้และป้าๆในตระกูลเดียวกันหลายคนเข้ามาปลอบใจถังฉือเย่ จากนั้นพวกเขาก็จากไป พร้อมกับเหล่าชายหนุ่มที่มาช่วยก็กลับบ้านกันไปหมดแล้ว เมื่อผ่านบ้านท่านหัวหน้าตระกูล พวกเขาจึงนำเรื่องนี้ไปบอกกล่าวและที่คาดไม่ถึงก็คือ ถังฉือหยินต้องถูกอบรมสั่งสอนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎแล้วยังมาก่อเรื่องอีกน่าขยะแขยงจนทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลเยี่ยงนี้!



บทที่ 42 เรื่องราวถูกเปิดโปง


ความที่ชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลถังเป็นคนดีมีมโนธรรม ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่เพียงใด หากรู้ เขาก็จะมีวิธีแก้ปัญหาแนะนำมาให้เสมอ ดังนั้นหลังจากรู้เรื่องทั้งหมดจึงต้องการนัดประชุมสมาชิกของตระกูลซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เพียงแต่ตอนนี้ท่านปู่ถังนั้นไม่อยู่บ้าน ถังฉือหยินก็เป็นเพียงแค่เด็ก ชายชราจึงให้ลูกชายของตัวเองไปตามถังหย่งฟู่ เพราะชายชราต้องการช่วยถังฉือเย่สักหน่อย เนื่องจากนางเป็นเด็กสาวที่เฉลียวฉลาด เป็นที่รักของชาวบ้าน แถมยังพาโชคดีมาให้เขาอีก เขาจึงอยากจะช่วยนางเล็กน้อย 


ถังหย่งฟู่ที่แม้จะเป็นคนโง่เขลาที่อวดฉลาด หากเมื่อได้ยินท่านหัวหน้าตระกูลกล่าวแค่เริ่มต้นก็เข้าใจความหมายในทันที 


เรื่องของถังฉือเย่นั้นเป็นเรื่องเล็ก แต่กฎของภูเขาจะถูกละเมิดมิได้ ครั้งนี้ที่ถังฉือหยินติดกับดักนั้น ถังหย่งฟู่ที่ปกติเป็นคนที่รักเกียรติยศและหน้าตามากก็ทำให้เขารู้สึกเสียศักดิ์ศรีต่อหน้าผู้คนมากมาย ใบหน้าของเขาจึงแดงก่ำด้วยความอับอาย พอกลับไปถึงบ้านจึงเข้าไปตีถังฉือหยินยกใหญ่ ซึ่งถึงแม้ท่านย่าซุนจะรักหลานชายมาก แต่เรื่องนี้หัวหน้าตระกูลได้รับรู้แล้วนางจึงรู้ดีว่าเรื่องนี้ได้ขยายวงกว้างจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นจึงทำได้เพียงทำหน้าเคร่งขรึมยืนดูอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้าไปห้ามปรามบุตรชายแต่อย่างใด และนึกแค้นเคืองถังฉือเย่อยู่ในใจ 


ถังหย่งหมิงที่ได้ข่าวว่าบ้านเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นก็พูดอย่างหงุดหงิดว่า “ข้าบอกตั้งแต่แรกแล้วไงว่าอย่าไปยั่วเด็กคนนั้น เจ้าเด็กนั่นมันชั่วร้าย!”


“ก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง จะวิเศษวิโสอะไรนักหนา” ท่านย่าซุนเถียง เพราะไม่คิดอย่างที่บุตรชายกล่าวเลยสักนิด จนได้ยินเสียงของถังหย่งหมิงหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา 


“ข้าขอถามท่านแม่หน่อย ที่ตรงนั้นวางกับดักเอาไว้กี่จุด แค่วางเอาไว้เล่นๆก็ดักได้หลายตัว ท่านลองพูดมาสิว่า คนในหมู่บ้านตั้งมากมาย ใครบ้างที่สามารถทำอย่างนั้นได้บ้าง?”


หญิงชรานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เมื่อไตร่ตรองดูแล้วจึงถามว่า “หมิงเอ๋อร์ เจ้าว่านางยังมีความสามารถที่ไม่ได้บอกใครกระนั้นหรือ?”


ความจริงแล้วคุณชายสี่ตระกูลถังผู้นี้ก็ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขารู้สึกแค่ว่ามันดูมีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นรอบตัวของถังฉือเย่มากมาย เพียงตอนนี้เขาคร้านที่จะพูดต่อจึงได้แต่บอกปัดไปว่า “ท่านแม่ เรื่องที่ข้าพูดกับท่านวันก่อน ท่านคิดว่าจะเริ่มทำเมื่อไหร่ ตระกูลนั้นเป็นคนใหญ่คนโตของเมืองเลยนะ จูเอ๋อร์ไปแล้วก็อยู่อย่างสุขสบาย มีอะไรจะต้องคิดอีกกัน แล้วไหนจะตอนที่ท่านป้ารองไปส่งถังฉือเย่ก็ไม่ได้พูดอะไรนี่ หรือว่าจูเอ๋อร์จะมีค่ามากกว่าถังฉือเย่กระนั้นหรือ?” 


ใบหน้าของท่านย่าซุนดูเคร่งเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความจริงแล้วถังหย่งหมิงไม่กล้าที่จะยื่นมือเข้าไปยุ่งมากนัก ได้แต่เอาความคิดนี้ใส่ลงไปที่ถังฉือจู 


บุตรสาวบ้านรองอย่างถังฉือจูกับถังฉือหลิงนั้นความจริงก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว แม้ผิวจะคล้ำไปหน่อย แต่หน้าตาก็ถือว่าสะสวยน่ารักอยู่ไม่น้อย แม้ว่าเถ้าแก่หนิวจะไม่ถูกตาต้องใจในตอนแรกก็ไม่เป็นไร เพราะถึงอย่างไรของสดใหม่อย่างนี้ย่อมเป็นที่ชื่นใจเสมอ ชายชราคนนั้นคงจะหายโกรธเรื่องเมื่อวันก่อนเป็นแน่ 


ถังหย่งหมิงขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่ามารดายังลังเล “ท่านแม่! ทางฝั่งตระกูลชุยชักจะรอไม่ไหวแล้วนะ หากเรายังยื้อเวลาแบบนี้ต่อไป นางจะต้องเปลี่ยนใจแน่…หากข้าพลาดโอกาสครั้งนี้ไป มีหวังต้องปลูกไร่ไถนาไปชั่วชีวิตเป็นแน่ ท่านแม่เห็นใจข้าด้วยเถิด” 


“ข้า…ข้าจะลองไปคุยกับสะใภ้รองดู” ท่านย่าซุนตัดสินใจอย่างยากลำบาก แต่ก็กลั้นใจพูดออกไปในที่สุด


……………………………………………


เมื่อดูฉากทะเลาะวิวาทกันของตระกูลถังเสร็จ ถังฉือเย่จึงกลับเข้าบ้านด้วยความสบายอกสบายใจ ขณะที่ทุกคนหลับกันไปหมดแล้ว แต่นางกลับได้ยินเสียงโหวกเหวกโวยวายดังแว่วมาจากบ้านตระกูลถัง…ฟังแล้วเป็นเสียงคร่ำครวญของหลี่ซื่อนั่นเอง


“จูเอ๋อร์เป็นหลานสาวแท้ๆของท่านนะ!” 


ถังฉือเย่ขยี้ตาก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงนอน แล้วแอบมายืนแนบหูฟังข้างกำแพง กลางดึกสงัดเช่นนั้นแต่ทางฝั่งนั้นกลับพูดกันเสียงดังจนทำให้นางสามารถฟังได้อย่างชัดเจน เป็นเสียงท่านย่าซุนที่กำลังก่นด่าอยู่แทรกมากับเสียงร้องไห้ของหลี่ซื่อ 


ผ่านไปไม่นานนักหญิงสาวก็สามารถจับใจความสำคัญที่พวกเขาพูดกันได้ ถังฉือเย่ยิ้มให้กับตัวเองในเงามืดพร้อมกับส่ายหน้าน้อยๆ ที่แท้ถังหย่งหมิงก็เอาความคิดที่จะขายคนแลกเงินไปลงที่ถังฉือจู…นางจึงหันหลังกลับไม่ได้ฟังอะไรต่ออีก! 


ในขณะเดียวกันหลี่ซื่อก็ได้กลับเข้าห้องไป และยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้น พร้อมกันนั้นเด็กทั้งสามคนก็รู้สึกหวาดกลัวมาก ถังฉือจูร้องไห้พร้อมกับพูดว่า “ท่านแม่ ท่านไม่ใช่บอกว่าคนรวยผู้นั้นต้องการซื้อเย่เอ๋อร์ไปทำเมียไม่ใช่หรือ แล้วทำไมนางไปแล้ว นางถึงกลับมาอีก?”


“ท่านอาเล็กบอกว่าเขาไม่ถูกใจนางน่ะ” หลี่ซื่อบอกทั้งที่หัวใจเป็นทุกข์ 


“แต่ถ้าคนรวยคนนั้นไม่ถูกใจเย่เอ๋อร์แล้วจะมาถูกใจข้าได้อย่างไร” 


หลี่ซื่อเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ได้ตอบคำถามนี้ของบุตรสาว เพราะนางเองก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แล้วก็ไม่มีทางที่ถังหย่งหมิงจะพูดด้วย แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าถังฉือเย่ได้หลุดพ้นจากไฟกองนี้แล้ว ตอนนี้กลับเป็นลูกสาวของตัวนางเองที่จะต้องกระโดดลงไปในกองไฟกองนั้น 


ตั้งแต่ตอนแรก หลี่ซื่อกังวลอยู่แล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้ ดังนั้นนางจึงพยายามที่จะไปหาวังซื่ออยู่ตลอด แถมยังเป็นคนพาวังซื่อเข้าเมืองอีกด้วยเพราะเกรงว่าลำพังวังซื่อเองจะทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ แต่นางก็คิดไม่ถึงเลยว่าโชคร้ายนี้ในที่สุดก็ต้องมาตกที่ถังฉือจูอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง 


ถังหย่งกุ้ยผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวไม่อยู่บ้าน บ้านรองจึงถูกท่านย่าซุนบีบจนไม่สามารถทำอะไรได้ นางทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากยืนมองลูกสาวกระโดดเข้ากองไฟตาปริบๆ 


หลี่ซื่อร้องไห้มาทั้งคืน ยามเช้าเสียงของแม่สามีก็ดังขึ้น “แต่ละคนไปตายที่ไหนกันหมด หรือจะต้องให้ข้าเป็นคนทำกับข้าวให้พวกเจ้า”


สะใภ้รองตระกูลถังถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ดวงตาของนางบวมช้ำ แต่ก็ยังฝืนลุกขึ้นมาจากเตียง แล้วค่อยๆเดินออกไป ท่านย่าซุนพอเห็นก็ตวาดขึ้นทันที


“ทำท่าอย่างกับจะตายให้ใครดูกัน ข้าให้เจ้าไปมีความสุขอยู่อย่างสุขสบาย แต่เจ้ากลับไม่ยินดีเสียอย่างนั้น หรือต้องให้อยู่อย่างอดๆอยากๆถึงจะดี ข้าอุตส่าห์ชี้ทางสว่างให้เจ้าแล้วกลับไม่ไป เจ้าไม่ไปก็มีคนอยากจะไปกันตั้งเยอะแยะ ไม่รู้จักของดีเสียจริงๆ”


หลี่ซื่อกำหมัดแน่น อยากจะพูดว่าใครอยากไปก็ไปสิ แต่นางไม่กล้า ดังนั้นเมื่อแม่สามีด่าเสร็จแล้วเดินกลับไปแล้ว นางจึงออกไปให้อาหารไก่และซาวข้าวอยู่ตรงระเบียงทางเดินอย่างไร้ความรู้สึก จู่ๆก็ได้ยินเสียงเบาเสียงหนึ่งดังขึ้น


“คนพวกนั้นเรียกกันในนามว่าเมียน้อย แต่ไปๆมาๆก็ได้เข้าไปอยู่ในคฤหาสน์ อย่างน้อยก็น่าจะมีสักสิบกว่าคนได้ ตอนนี้ยังเหลือรอดอยู่แค่แปดคน ส่วนคนอื่นๆนั้นกลับหายตัวไปโดยไม่มีสาเหตุ แม้กระทั่งศพหรือกระดูกก็หาไม่เจอด้วยซ้ำ”


หลี่ซื่อรีบเงยหน้าขึ้นมาในทันที เสียงนั้นยังคงพูดต่อไปอย่างราบเรียบ


“ถังหย่งหมิงไม่ได้ทำเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ครั้งก่อนที่ชิวเอ๋อร์หายตัวไป ก็เป็นเขาที่หลอกเอาไปขายให้กับเถ้าแก่หนิวผู้นั้น”


หลี่ซื่อตกตะลึงจนดวงตาเบิกโพลง นางผุดลุกขึ้นในทันที พร้อมกับเตะตะกร้าข้าวอย่างแรง จากนั้นก็พุ่งตัวออกไปเปิดประตูบ้านอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อไปถึงตรงนั้นแล้ว กลับมองไม่เห็นใครสักคน นางยืนนิ่งตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นพักใหญ่ ก่อนจะบ่นพึมพำเล็กน้อยแล้วกลับเข้าบ้าน ถังฉือเย่จึงเดินอ้อมออกมาจากด้านหลังห้อง สีหน้าของนางดูสับสนเล็กน้อย ผ่านไปครู่หนึ่งจึงหันกลับไปถามฉีจิงว่า


“ที่บ้านของเขา ไม่มีคนที่ชื่อชิวเอ๋อร์จริงๆหรือ?”


ชายหนุ่มพยักหน้า ยืนยัน “เถ้าแก่หนิวผู้นี้ชอบทรมานหญิงสาว ตายมาแล้วไม่รู้กี่คนต่อกี่คน” 


เมื่อได้ยินถังฉือเย่ก็คิ้วชนกัน ทอดสายตามองเข้าไปในบ้านตระกูลถังด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก “ไม่รู้ว่าหลี่ซื่อจะทำอย่างไรต่อ?” 


“ต้องอยู่ที่นางแล้วที่จะต้องตัดสินใจ” ฉีจิงบอก หญิงสาวจึงทำได้เพียงพยักหน้า พร้อมกับถอนหายใจดังเฮือก และขณะเดียวกันนั้นก็คิดว่าการตัดสินใจทำอย่างนี้น่าจะถูกต้องแล้ว มอบอาวุธซึ่งก็คือความลับที่ล่วงรู้มานี้ให้กับหลี่ซื่อ แล้วเฝ้าดูอย่างเงียบๆว่าสตรีผู้นั้นจะสามารถหยุดเรื่องนี้ไว้ได้หรือไม่


เวลาล่วงเข้าสู่ยามบ่าย ถังฉือเย่ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากบ้านตระกูลถังอีกครั้ง หลี่ซื่อบอกให้ถังฉือจูไปแอบอีกฝั่งหนึ่ง ก่อนจะให้ไปหาท่านป้ารอง มารดาของชิวเอ๋อร์ ซึ่งพอนางรู้เรื่องทั้งหมดก็แทบคลั่ง พร้อมกันนั้นภรรยาของถังต้าหวย ท่านย่าลู่ก็รีบพาคนมาทันที จากนั้นก็มาขวางหน้าบ้านตระกูลถังเอาไว้ แล้วด่าทอเสียงดัง เพียงชั่วพริบตาเดียวก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที 


ท่านปู่ถังกับถังต้าหวยผู้นี้มีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่ สาเหตุก็เพราะท่านปู่ถังได้แต่งงานกับท่านย่าซุน จนทำให้ท่านย่าลู่ที่ปกติก็เป็นคนขี้โมโหอยู่แล้วโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ทั้งสองทะเลาะกันแทบทุกวันจนต้องแยกบ้านกันอยู่ แต่สำหรับถังหย่งหมิงแล้วปกติดูเป็นคนมีความรู้ เรียบร้อย แถมยังหน้าตาดี และที่สำคัญคือเขาเป็นคนปากหวานมาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้ผู้ใหญ่หลายคนในหมู่บ้านต่างพากันเอ็นดูเขากันทั้งนั้น ทุกคนจึงต่างคาดไม่ถึงเลยเมื่อรู้ว่าถังหย่งหมิงกล้าทำเรื่องชั่วร้ายแบบนี้ 


ท่านป้ารองร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด ถึงแม้ว่าท่านย่าลู่จะไม่ได้รู้สึกรักและเอ็นดูหลานคนนี้สักเท่าไหร่ แต่นางกับท่านย่าซุนก็เป็นคู่แข่งกันมาตลอดชีวิต เพราะฉะนั้นตอนนี้นางที่กำลังถือไพ่เหนือกว่าศัตรูจึงทำให้นางกล้ามายืนด่าตรงหน้าบ้านหลังนี้เพื่อให้ทุกคนในหมู่บ้านรู้กันให้หมด 


เรื่องที่ชิวเอ๋อร์หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนั้นทุกคนยังจำได้ดี เพราะการที่เด็กสาวหายตัวไปนั้นเป็นเรื่องที่ชวนให้รู้สึกสงสัยเป็นอย่างมาก ในตอนนั้นหลายคนได้แต่คิดว่านางอาจโดนหมาป่าทำร้าย จึงขึ้นไปหาที่ภูเขาอยู่หลายวัน เพียงแต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่พบ 


คิดไม่ถึงว่าที่แท้จะเป็นถังหย่งหมิงที่หลอกเอาชิวเอ๋อร์ไปขาย แถมยังขายให้กับคนแก่ตัณหากลับที่มีบ้านเล็กบ้านน้อยนับสิบหลัง เพียงเพื่อแลกกับเงินแค่ห้าหกสิบตำลึง 


เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เกินไป จึงมีคนมาล้อมด้านในสามชั้น ด้านนอกอีกสามชั้น ทุกคนดูตกใจมากและไม่อยากที่จะเชื่อจึงต่างพากันเรียกท่านยาซุนและถังหย่งหมิงให้ออกมา


ถังหย่งหมิงที่ตอนนี้เริ่มกลัวขึ้นมาแล้วได้แต่เดินตามหลังท่านย่าซุนที่กัดฟันไว้แน่นแล้วออกมาด่าว่า “พูดบ้าอะไรของเจ้า ชิวเอ๋อร์ของเจ้าไม่รู้ว่าหนีไปกับผู้ชายที่ไหนแล้ว มาเกี่ยวอะไรกับหมิงเอ๋อร์ของข้า อย่ามาทำให้บ้านข้าต้องมัวหมองนะ!”



บทที่ 43 ความผิดสิบประการที่ไม่น่าให้อภัย


“ถุย!” ท่านย่าลู่ถ่มน้ำลายลงพื้น “อย่าคิดว่าเจ้าจะทำชั่วแล้วรอดไปได้นะ ตอนนั้นมีคนเห็นว่าถังหย่งหมิงพาชิวเอ๋อร์ออกไปจากหมู่บ้าน พวกเจ้ายังจะบอกอีกหรือว่าดูผิด! รู้อยู่แก่ใจแล้วยังจะโกหกอีก ทำไมถึงได้มีจิตใจชั่วร้ายเยี่ยงนี้ เป็นสัตว์เดรัจฉานที่ไม่มีคุณธรรมหลงเหลืออยู่เลย”


“ใช่แล้ว!” ชายคนหนึ่งพูดโพล่งเมื่อนึกขึ้นมาได้ “ตอนนั้นข้าก็บอกแล้วว่าข้าเห็น พวกเจ้าก็ไม่มีใครเชื่อข้าสักคน!” 


ถังฉือเย่ซึ่งยืนอยู่ด้านนอกและแอบฟังมาโดยตลอด เมื่อเห็นว่าพวกเขาทะเลาะกันมาพักใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปร่วมวงสนทนา ซึ่งนางก็ใช้โอกาสที่พวกเขากำลังโต้เถียงกันพูดขึ้นว่า


“นี่มันไม่ใช่การหาคู่ นี่มันคือการฆ่าคนต่างหาก ฝ่ายหญิงไม่ได้รับเงินแม้แต่แดงเดียว เมื่อยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่เคยเห็นตัว ตายไปก็ไม่เห็นศพ!”


“ใช่แล้ว! นี่มันเป็นการฆาตกรรมชัดๆ” ท่านย่าลู่เข้าในใจในทันที ชั่วพริบตาพวกเขาก็ทะเลาะกันใหญ่โต หลายคนพูดถึง ‘ความผิดที่ไม่สามารถให้อภัยได้’ ซึ่งเป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานบัญญัติไว้เกี่ยวกับความผิดสิบประการที่ไม่อาจให้อภัยได้ ยกตัวอย่างความผิด เช่น การปองร้ายพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ หรือเป็นคนอกตัญญู เป็นต้น ส่วนคนที่ไร้คุณธรรมอย่างยิ่งนั้นคือการฆ่าคนอย่างไร้เมตตา โดยเฉพาะการฆ่าญาติพี่น้องกันเอง ถ้าหากจะนับรวมมันก็สามารถนับรวมเข้าไปในความผิดที่ไม่สามารถให้อภัยทั้งสิบประการได้! 


ความจริงแล้วตอนนี้ถังหย่งหมิงควรออกมาพูดอะไรสักหน่อย อย่างน้อยก็ควรยอมรับความผิดของตัวเอง แม้ว่าความผิดของเขาถึงแม้จะไม่สามารถไปแจ้งทางการหรือให้เขาออกจากวงศ์ตระกูลได้ แต่เขาก็ต้องเดินมาทิศทางนี้เท่านั้น…แต่ถังหย่งหมิงก็ไม่ออกมา! 


ท่านย่าซุนเองก็ไม่ได้โง่ นางยังคงยืนกรานไม่ยอมรับอยู่อย่างนั้น จนทะเลาะกับท่านย่าลู่ด่ากันไปมาอยู่พักใหญ่ หญิงชราสกุลลู่ตวาดเสียงดังลั่น 


“จูเอ๋อร์ของพวกเจ้าพูดเองกับปาก ถังหย่งหมิงไม่ได้แค่ขายชิวเอ๋อร์ไปเท่านั้น ยังอยากจะขายจูเอ๋อร์อีกด้วย” 


ในที่สุดท่านย่าซุนก็สามารถค้นหาต้นสายปลายเหตุได้แล้ว นางโกรธเป็นอย่างมากจึงหันไปหาถังฉือจูซึ่งได้แอบอยู่ด้านหลังของคนอื่นนานแล้ว ท่านย่าลู่เห็นว่าคู่อริกำลังเพลี่ยงพล้ำจึงรีบพูดต่อว่า


“รีบเรียกถังหย่งหมิงออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้! ออกมาเผชิญหน้ากัน!”


ถังฉือเย่มองสองฝ่ายที่กำลังฉีกหน้ากันไปมาอยู่นาน ในที่สุดท่านย่าซุนก็ลากหลี่ซื่อออกมา ก่อนจะถามด้วยความโมโห “เจ้ากำลังทำลายชื่อเสียงของหมิงเอ๋อร์อยู่ใช่ไหม เป็นเจ้าที่ไปกล่าวหาหมิงเอ๋อร์ของข้าว่าเป็นคนขายชิวเอ๋อร์…เจ้าเป็นคนพูดใช่หรือไม่ หมิงเอ๋อร์อุตส่าห์หวังดีส่งจูเอ๋อร์ให้ไปอยู่อย่างสุขสบาย แต่เจ้ากลับใส่ร้ายเขา!” พูดไปนางก็ทุบตีหลี่ซื่อไปพลาง 


“เจ้านี่มันเป็นสะใภ้ชั่ว ไปฟังข่าวลือมาจากไหน ใครเป็นคนพูดเรื่องเหลวไหลเช่นนี้กับเจ้า หากไม่พูดข้าจะตีเจ้าให้ตายคามือเลยคอยดู!” 


ผ่านไปครู่หนึ่งหลี่ซื่อก็ร้องไห้เสียงสั่นเครือ ก่อนจะตะโกนบอกว่า “ถังฉือเย่! นางเป็นคนบอกข้า!”  


ทุกคนในที่นั้นต่างพากันเงียบ ถังฉือเย่ก้าวเดินออกมาอย่างช้า ทุกคนหันมองมาที่นางเป็นตาเดียว หญิงสาวเหลือบมองหลี่ซื่อแวบหนึ่ง เห็นป้าสะใภ้รองที่กำลังสะอึกสะอื้นอยู่นั้นรีบเบือนหน้าหนีไปอย่างเงียบๆ ไม่กล้าที่จะมองหน้านาง


แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ได้เกินความคาดหมายเท่าไหร่นัก กระนั้นถังฉือเย่ก็รู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก นางยื่นอาวุธไปให้หลี่ซื่อ แต่หลี่ซื่อกลับหักหลังนางเสียเอง 


ความจริงหลี่ซื่อนั้นก็ไม่ใช่คนโง่ นางคงคาดเดาได้แต่แรกแล้วว่าเรื่องนี้มันมีอะไรบางอย่างผิดปกติ ไม่ใช่นางไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นผู้รับเคราะห์ และหากพูดเรื่องนี้ออกไปตัวนางเองก็จะได้รับอันตราย เพราะฉะนั้นหลี่ซื่อจึงลังเล และเลือกที่จะให้ถังฉือเย่ไปรับมือกับตระกูลถัง 


เพราะมีเพียงทางเท่านี้ที่จะทำให้หลี่ซื่อพ้นความผิด ภายหลังหากเรื่องไม่สำเร็จนางก็ยังสามารถอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลถังได้ต่อไป หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ หลี่ซื่อไม่อยาก ‘สู้อย่างไม่คิดชีวิต’ เพื่อลูกสาวคนโตของตัวเอง แต่นางกลับอยากให้ถังฉือเย่ ‘สู้จนตาย’ เพื่อลูกสาวของนางแทน


ช่างน่าขำเสียนี่กระไร! 


ท่านย่าซุนหันกลับมาทางหญิงสาวอย่างรวดเร็ว ดวงตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า “เป็นเจ้าอีกแล้วนะไอ้เด็กชั่ว! เจ้าจะเห็นตระกูลถังของข้ามีความสุขไม่ได้เลยใช่ไหม ทำไมจะต้องจองล้างจองผลาญข้าขนาดนี้ด้วย” 


หญิงชราพูดพร้อมกับพุ่งตรงเข้ามาหวังจะตบตีทำร้าย แต่ถังฉือเย่ซึ่งเห็นอยู่ก่อนแล้วรีบหลบได้ทันอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสวมบทบาทการแสดงในพริบตา หยดน้ำตาไหลนองสองแก้มเมื่อกล่าวว่า “ข้าขอร้องล่ะท่านอาท่านป้าผู้ใดก็ได้ช่วยเชิญท่านหัวหน้าตระกูลมาด้วยเถอะเจ้าค่ะ” 


จากนั้นไม่นานนักชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลถังก็เดินทางมาถึงบ้านตระกูลถังอย่างรวดเร็ว มีคนยกเก้าอี้มาให้เขานั่ง ถังฉือเย่ขยี้จมูกแรงๆพลางคุกเข่าลง แล้วขอร้องให้ท่านหัวหน้าตระกูลช่วยเป็นผู้ตัดสิน 


นางเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่วันที่วังซื่อกับหลี่ซื่อพานางเข้าไปในเมือง แล้วถูกคนร้ายทำให้สลบแล้วจับมัดไว้ โชคดีที่ระหว่างทางมีสามีภรรยาคู่หนึ่งมาช่วยไว้ เมื่อสองสามีภรรยารู้ว่าเป็นฝีมือของเถ้าแก่หนิวก็บอกกับนางว่าเถ้าแก่หนิวผู้นี้เป็นคนที่จะทำเรื่องหรือใช้จ่ายอะไรก็ได้ เพราะร่ำรวยมหาศาล 


เขาชอบซื้อหญิงสาวเด็กๆมาจากครอบครัวที่ยากจน แต่ไม่ได้ซื้อมาเพื่อเป็นนางบำเรอหรืออนุภรรยา หรือแม้แต่ซื้อมาเป็นทาสแต่อย่างใด ชายชราผู้นี้แอบซื้อคนมาอย่างลับๆ เพื่อเอามาทรมานต่างหาก และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีใครทนอยู่รอดเกินสองถึงสามเดือนสักคน!


ถังฉือเย่เล่าให้ฟังอย่างละเอียด แม้จะไม่ได้สมจริงสมจังมากนัก แต่ไม่รู้ว่าทำไมทุกคนที่ได้ฟังกลับรู้สึกเห็นใจนางเป็นอย่างมาก ราวกับว่าพวกเขาได้เผชิญหน้าเรื่องราวร้ายๆเหล่านั้นพร้อมกันกับนาง


หญิงสาวตัวผอมและบอบบางนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น ตัวสั่นไม่หยุด ใบหน้าเล็กๆนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ที่สิ้นหวังที่มองไม่เห็นหนทาง ความที่เป็นคนผิวขาวและหน้าตาสะสวยทำให้เมื่อร้องไห้จึงทำให้คนรู้สึกเอ็นดูเป็นอย่างมาก สตรีหลายคนในหมู่บ้านยังอดที่ซับน้ำตาไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าน่าสงสารเหลือเกิน 


ฉีจิงและฉีหยางยืนอยู่ด้านหลังของฝูงชน เขาจูงมือน้องชายที่โกรธเป็นอย่างมากพร้อมกับหยิกมือเขาอย่างแรงเพราะต้องการเดินออกไปด้านหน้า ฉีจิงอดรำคาญไม่ได้จึงต้องอุ้มเขาขึ้นมาและพูดเสียงเบาๆว่า “อย่าเพิ่งรีบร้อนไป” ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอย่างที่ฉีจิงพูดจริงๆ เพราะถังฉือเย่นั้นรู้ดีว่าต้องทำอะไร


คำพูดแต่ละคำของถังฉือเย่นั้นเป็นคำพูดที่ฉลาดมากแทบจะไม่มีช่องโหว่อะไรเลย อย่างแรก นางบอกว่าคนที่ช่วยนางไว้คือสามีภรรยาคู่หนึ่ง ที่บอกไปแบบนี้เพื่อไม่ให้เป็นการทำลายชื่อเสียงของตัวเอง อย่างที่สองนางบอกว่าเถ้าแก่หนิวเป็นคนใจใหญ่ใจกว้าง สามารถจ่ายเงินถึงสองร้อยตำลึงได้ภายในครั้งเดียวซึ่งเป็นลูกไม้เดิมๆของเขาก็คือการใช้เงินฟาดหัวคน ยิ่งได้ฟังความโหดร้ายของเถ้าแก่หนิวก็ยิ่งเป็นเชื้อเพลิงจุดประกายความแค้นของทุกๆคนได้เป็นอย่างดี 


ถังฉือเย่พูดไปก็ร้องไห้ไป พอพ้นจากเรื่องของเถ้าแก่หนิวแล้วหญิงสาวจึงพูดถึงความไม่ดีของวังซื่อ เพื่อภายหลังหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นจะได้มีวิธีการจัดการกับคนตระกูลถังพวกนี้ โดยเฉพาะคนที่ริเริ่มทำเรื่องชั่วร้ายอย่างถังหย่งหมิง รวมทั้งหลี่ซื่อซึ่งเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด 


หลี่ซื่อกล้าที่จะหักหลังนาง ถังฉือเย่จึงคิดแค้นเคืองอยู่หน่อยๆ เมื่อคิดดังนี้นางร้องไห้พลางพูด “ท่านพ่อของข้าจากไปตั้งแต่ข้ายังเล็กๆ จึงต้องขอให้ท่านลุงมาช่วยตัดสิน ข้ารู้ดีว่าการหาคู่ครองของลูกสาวและลูกชายนั้นต้องฟังคำสั่งของพ่อแม่ แล้วนี่มันต่างอะไรกับการที่จับข้ามัดแล้วเอาใส่เครื่องประหารล่ะเจ้าคะ ถ้าหากก่อนตายยังต้องถูกสบประมาทเช่นนี้ สู้บีบคอฆ่าตัวตายไปเลยเสียจะดีกว่า อย่างน้อยก็จะได้ตายอย่างบริสุทธิ์!” 


โต้เถียงกันมาถึงขั้นนี้แล้ว หัวหน้าตระกูลถังจะวางเฉยไม่ยุ่งก็คงไม่ได้เสียแล้ว เขาทำหน้าเคร่งขรึมและเรียกให้คนออกมา


“ถังหย่งหมิง! ยังไม่รีบออกมาอีก จะรอให้ข้าเข้าไปเชิญเจ้าออกมาหรืออย่างไร” หลังจากนั้นจึงหันมาหาถังฉือเย่พูดเสียงอ่อนโยนว่า 


“เย่เอ๋อร์ เจ้าลุกขึ้นก่อน” 


แม้จะได้ยินชัดเจนแต่ถังหย่งหมิงก็ไม่กล้าแม้แต่จะชะโงกหน้ามามอง ท่านหัวหน้าตระกูลจึงสั่งให้คนเข้าไปลากตัวเขาออกมาได้ในที่สุด ชายหนุ่มคุกเข่าลงทันที พูดด้วยสีหน้าร้อนรนว่า


“ท่านลุง เรื่องนี้มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆนะขอรับ ข้าอยากให้เย่เอ๋อร์ไปเป็นเมียน้อยก็จริง แต่เย่เอ๋อร์ไม่ยินยอม ข้าก็คิดว่าคนดีขนาดนี้ก็น่าเสียดาย เลยให้จูเอ๋อร์ไปแทน ความจริงแล้วเถ้าแก่หนิวเป็นพ่อค้าที่ซื่อสัตย์ซื่อตรงใจดีมีเมตตา แล้วจะไปมีเรื่องแบบนั้นได้อย่างไร ข่าวลือพวกนั้นเชื่อไม่ได้หรอกขอรับแล้ว เรื่องของชิวเอ๋อร์ ข้าถูกใส่ความจริงๆ ข้าไม่รู้ว่าชิวเอ๋อร์ไปไหน จะมาโยนความผิดให้ข้าเพียงเพราะคนในหมู่บ้านไม่กี่คนไม่ได้นะขอรับ” 


“พ่อค้าที่ซื่อสัตย์และซื่อตรงกระนั้นหรือ?” ท่านหัวหน้าตระกูลถังกระแอมออกมาเล็กน้อย “พ่อค้าที่ซื่อตรง การที่จะไปขอเมียน้อยคือการที่ลักพาตัวคนอื่นบนถนนอย่างนั้นรึ?” 


ถังหย่งหมิงอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก! 



บทที่ 44 เกิดมามีพ่อแม่ที่ไม่ดี


แม้แต่ถังฉือเย่เองก็ยังอดที่จะเงยหน้ามองเขาเป็นครั้งแรกไม่ได้ และนี่เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวรู้สึกว่าชายชราที่อยู่ตรงหน้านั้นเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลมและจี้ถูกจุดพุ่งเข้าตรงประเด็นอย่างมาก 


ท่านหัวหน้าตระกูลซักถามเป็นเวลานาน ซึ่งถังหย่งหมิงเองก็ไม่ได้เลี่ยงประเด็น หรือปากแข็งอย่างเฉินเสียสติที่ให้ตายอย่างไรก็ไม่ยอมรับเด็ดขาด อีกอย่างพวกเขาเองก็ไม่มีหลักฐาน ท่านหัวหน้าตระกูลก็คงจะไม่บังคับข่มเหงถึงตาย เห็นได้ชัดว่าความจริงแล้วเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อใครทั้งนั้น


ด้วยเหตุนี้ ท้ายที่สุดท่านหัวหน้าตระกูลก็เอ่ยอย่างเย็นชา “เรื่องชิวเอ๋อร์ เรายังไม่มีข้อมูลอะไรมาก เราจะไม่พูดเรื่องนี้ชั่วคราว” 


ท่านย่าลู่ต้องการจะพูดบางอย่าง แต่ท่านหัวหน้าตระกูลมองถังต้าหวยด้วยสายตาออกคำสั่ง ก่อนที่ถังต้าหวยจะรีบก้มศีรษะลงและดึงท่านย่าลู่ไปอีกทาง 


หัวหน้าตระกูลถังกล่าว “แต่จูเอ๋อร์ หยินเอ๋อร์ ต่างก็เป็นหลานสาวของเจ้า เจ้าในฐานะลุง คิดจะจัดหาคู่ให้หลาน ก็ควรจะดูให้ดีๆ แต่นี่กลับส่งตัวพวกนางไปให้คนเช่นนี้ หากเป็นอันตรายถึงชีวิตพวกนางขึ้นมา เจ้าจะต้องเสียใจไปตลอด ต่อไปหากยังทำเรื่องเช่นนี้อีก ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปง่ายๆเช่นนี้อีกแน่!”


เมื่อเห็นถังหย่งหมิงลดมือลงยอมรับผิด ไม่กล้าที่จะทำหน้าระรื่นอีกต่อไป ท่านหัวหน้าตระกูลถังจึงกล่าวต่อ “ดังนั้นเรื่องในวันนี้ก็กระจ่างชัดแล้วว่าเรื่องเลวร้ายทั้งหมดล้วนเป็นเพราะเจ้า จูเอ๋อร์ เย่เอ๋อร์ ชิวเอ๋อร์ เด็กสาวทั้งสามยังไม่ได้แต่งงาน เจ้าในฐานะที่เป็นลุง เจ้าต้องมอบเงินยี่สิบตำลึงให้แก่พวกนางทุกคนเป็นค่าชดใช้” 


ถังหย่งหมิงผงะไป ชายชรามองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชาและพูดเสียงเรียบราวกับเป็นน้ำแข็ง “หรือว่าเราจะไปแจ้งทางการด้วยกัน ดูสิว่าชิวเอ๋อร์จะอยู่ที่คฤหาสน์เถ้าแก่หนิวหรือเปล่า?”


สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปทันที ฝูงชนก็พากันเงียบเป็นเป่าสาก ท้ายที่สุดเขาก็กัดฟันพลางตอบตกลง “ได้! ตกลงท่านลุง ข้าจะทำตามที่ท่านบอก”  


เมื่อได้ฟังคำตัดสิน ถังฉือเย่ก็อดไม่ได้ที่แสดงความเคารพต่อชายชราผู้นี้เงียบๆในใจ แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานอะไร จึงไม่สามารถตัดสินเอาความผิดของถังหย่งหมิงได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ตัดลู่ทางของถังหย่งหมิงได้อย่างสิ้นซาก!


ชายสูงวัยหันมองนางอย่างด้วยสายตาเอ็นดู ความจริงเขารู้เรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับครอบครัวของหญิงสาวคนนี้ ทุกวันนี้ก็มีแต่ถังฉือหยินและถังหย่งหมิงที่คิดเอาเปรียบนาง ท่านย่าซุนเองก็เกลียดนางเอามากๆ มิหนำซ้ำยังมีแม่ที่ไร้ประโยชน์ไปวันๆ ฉะนั้นหากจะให้นางเก็บเงินนี้ไว้มันก็คงเป็นเรื่องยาก เงินจำนวนมากถึงยี่สิบตำลึง เขาจึงแนะนำว่า


“พี่ชายเจ้าเป็นคนขยันหมั่นเพียรและรักษากฎระเบียบมาตลอด แม้ว่าเจ้าจะรู้เรื่องรู้ราว แต่ก็ยังเด็กเกินไป หากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเจ้าก็ขอคำปรึกษาจากพี่ชายเจ้าเสีย”


ความหมายคือแนะนำว่านางควรจะหนีการควบคุมของวังซื่อได้อย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่ได้แยกครอบครัวกัน แต่เมื่ออิงตามกฎเดิม ถังฉือหรงก็คือผู้นำของบ้านสามในตอนนี้ ซึ่งถังฉือเย่ก็เข้าใจความหมายในทันที 


หัวหน้าตระกูลยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะยืนขึ้นแล้วพูดกับถังหย่งฟู่ “พ่อเจ้าไม่อยู่ เจ้าก็คือผู้นำครอบครัว หากเจอปัญหาอะไรก็ควรคิดพิจารณาให้รอบคอบ อย่าให้ผู้หญิงมาจูงจมูก ทำเรื่องเลอะเทอะเหลวไหล”


ถังหย่งฟู่รีบตอบตกลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโค้งคำนับส่ง ในขณะที่ถังหย่งหมิงได้แต่กำหมัดแน่นด้วยความแค้นเช่นเดียวกับท่านย่าซุนที่จ้องถังฉือเย่เขม็งราวกับจะฉีกร่างของนางทั้งเป็น แต่มีหรือที่นางจะกลัว หญิงสาวหันหลังแล้วเดินกลับเข้าบ้านของตัวเอง 


ระหว่างทางนางก็คิดไปด้วยว่าตัวเองประเมินความเคารพของชาวบ้านที่มีต่อตัวเศรษฐีผู้นั้นต่ำไป หากเป็นเรื่องระหว่างหมู่บ้าน ทุกคนคงจะกล้าหยิบไม้เท้าลุกขึ้นมาต่อต้าน แต่เมื่อเรื่องมันไปเกี่ยวข้องกับพวกเศรษฐี ทุกคนก็ต่างตื่นตัวขึ้นมาทันที ไม่มีใครกล้าที่จะหาเหตุผลไปสู้ด้วย


ไม่เพียงแต่คนในหมู่บ้าน แม้แต่ท่านหัวหน้าตระกูลเองก็เป็นเช่นกัน เขาคิดอะไรมากมาย คงจะคิดว่าคนมากมายในตัวเมืองรู้ถึงนิสัยที่น่าขยะแขยงของเถ้าแก่หนิวดี แต่เถ้าแก่หนิวก็ยังกล้าทำตัวหยิ่งผยองเช่นนี้ได้ เช่นนั้นเบื้องหลังจะต้องมีใครคอยหนุนหลังอยู่เป็นแน่ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรไปหาเรื่องคนคนนี้


หากชิวเอ๋อร์เพิ่งจะหายตัวไป ท่านป้ารองก็คงจะพุ่งตรงไปยังคฤหาสน์เถ้าแก่หนิวทันที แต่ตอนนี้เรื่องราวมันก็ผ่านไปได้ครึ่งปีกว่าแล้ว ช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุดก็ได้ผ่านพ้นไปแล้ว ดังนั้นแม้แต่นางเองก็ยังไม่สามารถเอะอะอะไรได้มาก 


โชคดีที่ฉีจิงบอกว่าชิวเอ๋อร์นั้นสิ้นใจไปนานแล้ว ไม่เช่นนั้นหญิงสาวตัวเล็ก ๆ ที่ต้องดิ้นรนอยู่ในบ้านหลังนั้นคนเดียว กลับพบว่าตนเองถูกครอบครัวยอมแพ้ที่จะตามหาแล้ว นางจะผิดหวังขนาดไหน


ถังฉือเย่คิดอย่างเศร้าใจ แต่ตอนนี้อย่างน้อยถังหย่งหมิงจะเจอมรสุมชีวิต แถมยังถังแตก หญิงสาวจึงไม่ต้องคอยพะวงหน้าพะวงหลังอีก ยิ่งไปกว่านั้นท่านย่าซุนก็คงไม่กล้ามาหาเรื่องครอบครัวนางอีก


ฉับพลันนั้นเองก็มีเด็กตัวน้อยๆ วิ่งเข้ามาจับมือถังฉือเย่พร้อมกับแหงนหน้าขึ้นมองไม่วางตา หญิงสาวสงบลง ลูบหัวเขาเบาๆ พูดว่า “พี่สาวไม่ได้เป็นอะไร” ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันฉีจิงที่กระซิบว่า


“คงต้องเป็นเช่นนี้ไปก่อน หากเจ้าไม่สบายใจ ข้าจะให้คนไปบอกเขา?” 


“ไม่เป็นไร” หญิงสาวส่ายหน้า “แม้แต่ตัวเองข้ายังดูแลไม่ได้ แล้วข้าจะมีหน้าไปช่วยใครได้ ข้าไม่พร้อมที่จะรับความเสี่ยงอะไรได้อีก นอกจากนี้…แม้แต่พ่อแม่แท้ๆของนางยังไม่ออกหน้าเลย ต่อให้ข้าพูดอย่างไร ข้าเองก็เป็นแค่คนนอกเท่านั้น”


ชายหนุ่มจ้องมองแววตาเศร้าของถังฉือเย่ “บางคนก็เกิดมามีพ่อแม่ที่ไม่ดี เจ้าอย่าเศร้าใจไปเลย” 


“เปล่า ข้าไม่ได้เสียใจ”


ตอนนี้ทุกคนยังแยกย้ายกันไปไม่หมด ยังมีบางส่วนกำลังซุบซิบนินทา และมีคนไม่น้อยที่เห็นฉากที่ฉีจิงกระซิบกระซาบกับนาง แต่ทุกคนรู้ดีว่าถังฉือเย่ช่วยชีวิตฉีหยางเอาไว้ ดังนั้นจึงไม่แปลกเมื่อเห็นสองพี่น้องตระกูลฉีที่โดดเดี่ยวตลอดมาจะสนิทกับนาง แม้ว่าจะมีหญิงสาวมากมายที่เห็นแล้วรู้สึกอิจฉา แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกนางก็พูดอะไรมากไม่ได้


หญิงสาวลอบระบายลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง เมื่อเรื่องนี้ได้ดำเนินมาถึงจุดจบ และสายตาที่คนในหมู่บ้านมองตระกูลถังก็ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กสาวอยู่ บ้านที่ก่อนหน้านี้เคยสนิทสนมกับถังหย่งหมิง ก็พากันหวาดกลัวเขาเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นคนตระกูลถังเดินผ่านหน้าบ้าน ชาวบ้านก็ต่างพากันก่นด่าสาปแช่ง ถังหย่งฟู่เองต้องถึงกับเดินทางอ้อมไปทางอื่น


สำหรับชายหนุ่มอย่างฉีจิงเมื่อย้ายมาอยู่ใกล้ๆกันแล้ว ฉีหยางก็วิ่งมาหานางในทุกเช้า เสี่ยวเหยาเองก็ค่อย ๆเริ่มเปิดใจคุยกับเขาทีเล็กทีละน้อย นางจึงวางใจที่จะให้ทั้งสองคนอยู่ดูแลบ้าน แล้วขึ้นภูเขาไปได้อย่างสบายใจ บางครั้งก็ไปกับฉีจิงอย่างวันนี้ที่นางขึ้นไปบนภูเขาเพื่อวางกับดัก ซึ่งก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกถังฉือหยินแย่งชิงมันไปอีกแล้ว ดังนั้นก่อนถึงกำหนดสิบวันนางยังได้ส่งกระต่ายให้โรงหมอประจำหมู่บ้านถึงสามตัว 


พอกลับลงก็เห็นวังซื่อดูแปลกๆ แต่ถังฉือเย่ก็ไม่ได้สนใจ จึงเป็นวังซื่อเองที่เริ่มหมดความอดทน พูดขึ้น “เจ้าเห็นข้าเป็นขโมยอย่างนั้นหรือ เจ้าเห็นข้าเป็นขโมยจริงๆ”


หญิงสาวหัวเราะออกมา ในใจคิดว่าขโมยยังสู้เจ้าไม่ได้เลย เพราะอย่างน้อยขโมยก็รู้จักชนะเป็น อีกอย่างในตอนนี้ คนในหมู่บ้านก็คอยจ้องมองตระกูลถังด้วยสายตาแค้นเคือง ถังหย่งฟู่เป็นคนขี้ขลาด เขาจึงไม่กล้าแอบมาที่นี่ เจ้าเลิกรอที่จะพึ่งพาเขาไปได้เลย!


ถังฉือเย่คิดเยาะอยู่ในใจก่อนจะเดินเลี่ยงเข้าครัวไป รอจนถึงวันพักผ่อนแล้ว แต่ถังฉือหรงยังไม่กลับมา โดยเขาเขียนจดหมายกลับมาว่าให้รอถึงวันไหว้บ๊ะจ่างจึงจะกลับมาบ้านซึ่งเป็นช่วงที่เขาสามารถลาหยุดได้สองวัน


ถังจวิ้นเชินเองก็ไม่ได้กลับมาบ้าน คุณนายโจวก็ยังเฝ้ารออยู่ ดังนั้นก่อนถึงวันไหว้บ๊ะจ่างหนึ่งวัน คุณนายโจวจึงมานัดหมายถังฉือเย่ เพื่อเตรียมตัวเข้าเมืองไปซื้อข้าวของด้วยกัน


ถังฉือเย่เพิ่งทานอาหารเช้าเสร็จ นางยิ้มพลางถาม “ท่านป้าในเมื่อจะไปในเมือง เช่นนั้นข้าจะไปชวนอาฉี พวกเราจะนั่งรถม้าไปด้วยกัน ข้าจะพาอาเหยาและอาหยางไปเที่ยวด้วย ท่านก็ชวนท่านลุงสี่มาด้วยสิ พวกเราจะได้ไปเดินเล่นกันในเมือง ตกค่ำก็ค่อยรับท่านพี่และถังจวิ้นเชินกลับมา ดีหรือไม่?”


เมื่อคุณนายโจวได้ยินนางกล่าวเช่นนี้นางก็รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก เพราะรถม้ามันเร็วกว่ารถเทียมเกวียนมาก นางยิ้มพลางกล่าว 


“พ่อหนุ่มฉีก็ต้องตกลงก่อนจึงจะไปกันได้” 


“ไม่ต้องห่วง” หญิงสาวยิ้มพลางชี้ไปที่ฉีหยางที่ยืนอยู่ข้างๆ “น้องชายของเขาอยู่ในกำมือข้า หากเขาไม่ยอม ข้าก็จะไม่คืนน้องชายให้เขา” 


ฉีหยางได้ยินแล้วก็พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม ใช่…ไม่คืนแล้ว!


คุณนายโจวรู้สึกขำขันเด็กคนนี้จนหัวเราะออกมา ถังฉือเย่จึงจูงมือฉีหยางไปหาฉีจิง ส่วนคุณนายโจวยังยืนคิดอยู่ด้านข้างว่าหากไม่สำเร็จ นางก็จะเข้าไปช่วยพูดให้ แต่คาดไม่ถึงว่าหลังจากถังฉือเย่พูดไปเพียงประโยคเดียว ฉีจิงก็เริ่มจัดเตรียมรถทันที 



บทที่ 45 หากชอบแล้วก็ต้องรีบลงมือ


คุณนายโจวกลับไปเรียกสามีซึ่งทำงานง่วนอยู่ในร้านเหล้าของตัวเอง พวกเขาทักทายกันเล็กน้อย ก่อนจะพากันขึ้นรถม้าไป เมื่อท่านลุงสี่ตระกูลถังเห็นรถม้า เขาก็จะรู้สึกอยากได้มาก เขานั่งอยู่ด้านนอกพลางถามโน่นถามนี่ไม่หยุด ซึ่งฉีจิงเองก็ตอบทุกคำถามโดยไม่รู้สึกรำคาญเลย 


ฉีหยางยังเด็กจึงนั่งข้างในตัวรถกับพวกถังฉือเย่ คุณนายโจวและเสี่ยวเหยาที่กำลังตื่นเต้น เพราะตั้งแต่เกิดมาเด็กหญิงยังไม่เคยออกจากหมู่บ้านจวี้เป่าเลย แม่หนูน้อยเอาแต่เปิดหน้าต่างมองออกไปข้างนอกไม่หยุด ถังฉือเย่เฝ้ามองด้วยรอยยิ้ม ทุกคนกำลังมีความสุขเพราะกำลังพูดคุยกันว่าเข้าเมืองแล้วจะไปซื้ออะไรดี


ในวันที่ห้าเดือนห้าเป็นวันที่ชาวบ้านเรียกว่า “วันแห่งความโชคร้าย” ในชนบทจะไม่มีการแข่งเรือมังกรตามประเพณี นอกจากทำบ๊ะจ่างแล้วก็ต้องกินของอีกห้าอย่าง คือ ปลาไหล ปลาเหลือง ไข่แดงเค็ม แตงกวา และเหล้าเหลือง อีกทั้งยังต้องแขวนของห้าอย่างไว้ที่หน้าบ้านประกอบด้วย ว่านน้ำ อ้ายเฉ่า กระเทียม หรงจือ และดอกทับทิม แต่โดยปกติแล้วจะไม่ต้องตระเตรียมอะไรเยอะขนาดนั้น ชาวบ้านจะแขวนเพียงอ้ายเฉ่า กินปลาเหลืองสักตัวและดื่มเหล้าเหลืองสักนิดหน่อยก็ถือว่าเป็นอันครบแล้ว 


แต่ถังฉือเย่ไม่ได้คิดเช่นนั้น เพราะในเมื่อทำแล้วก็ต้องทำให้เต็มที่ เพราะครั้งนี้จะเป็นเทศกาลแรกตั้งแต่นางเดินทางข้ามกาลเวลามา แล้วก็ใช่ว่าตอนนี้นางจะไม่มีเงิน เหตุใดจึงไม่จัดเต็มให้ครบไปเลยล่ะ


หญิงสาวจึงเตรียมซื้อทุกอย่างจำนวนอย่างละหนึ่งชิ้น รวมทั้งเลือกซื้อเสื้อผ้าอีกสักสองสามชุด เมื่อคุณนายโจวได้ยินนางคำนวณจึงโน้มตัวมากระซิบตรงข้างหู


“เงินที่เจ้าช่วยพ่อหนุ่มฉี เขาคืนเจ้ามาแล้วหรือ?”


“คืนแล้วเจ้าค่ะ แถมยังเกินมาตั้งยี่สิบตำลึงเป็นคำขอบคุณ”


คุณนายโจวได้ยินก็รู้สึกโล่งในทันที หัวเราะเบาๆ “ตอนที่เขาให้เงินกับซุ่นจึ ข้ายังคิดว่า หากเขาตอบแทนซุ่นจึเช่นนั้น เขาก็ยิ่งต้องตอบแทนเย่เอ๋อร์ด้วยถึงจะถูก เด็กคนนี้แม้ว่าจะไม่ได้พูดอะไรแต่เขาก็กลับมีเหตุผลและจัดการเรื่องราวต่างๆได้อย่างชัดเจน” 


ฉีจิงที่นั่งอยู่ข้างหน้าเอียงศีรษะเล็กน้อย ท่านลุงสี่ซึ่งนั่งอยู่ข้างกันถาม “เจ้าจะว่าอะไรไหมหากข้าจะขอลองขับดู?” 


“ได้สิขอรับ ท่านขับเกวียนมานาน ข้าเองก็วางใจในตัวท่าน” ชายหนุ่มกล่าวโดยเร็ว พร้อมกับถอยออกมาแล้วให้ท่านลุงสี่ตระกูลถังเข้าไปนั่งแทน 


คุณนายโจวซึ่งได้ยินบทสนทนาด้านนอก นางก็อดที่จะขำไม่ได้ “ดูท่าท่านลุงสี่ของเจ้าคงอยากได้รถม้าน่าดู เมื่อเห็นว่าฉีจิงจูงรถม้าออกมาเขาก็ยิ่งอยากได้มัน ตอนนั้นเขายังขอทางเพื่อวิ่งไปดูรถโดยเฉพาะเลยล่ะ” 


ความจริงวัวมีราคาแพงกว่าม้า แต่ว่าวัวนั้นกลับสามารถใช้งานได้มากกว่า อีกทั้งการเลี้ยงม้าก็ต้องใช้ค่าใช้จ่ายมหาศาล ดังนั้นชาวบ้านทั่วไปจึงไม่นิยมมีรถม้ากัน ถังฉือเย่ยิ้มเอื้อมมือไปจับคุณนายโจวแล้วบอกว่า


“ต่อไปในอนาคตก็ไม่แน่ ท่านป้าอาจจะมีรถม้าอย่างนี้ก็ได้” 


คุณนายโจวไม่ได้กล่าวอะไรอีก ทั้งสองคนพูดคุยกันได้ไม่นานรถม้าก็วิ่งมาถึงตัวเมือง ท่านลุงสี่ตระกูลถังอาสาอยู่ดูแลม้า ฉีจิงจึงทำหน้าที่พาหญิงสาวสองคนรวมทั้งเด็กๆอีกสองคนไปเดินเที่ยวในตลาด ซึ่งคนที่ดูเหมือนจะดีใจมากที่สุดก็คือเสี่ยวเหยา เพราะเป็นครั้งแรกที่นางได้เข้ามาในเมือง เห็นอะไรจึงรู้สึกแปลกใหม่ไปเสียหมด นางจึงวิ่งไปมาด้วยความตื่นเต้น 


ฉีจิงแม้ใบหน้าของเขาจะเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แต่เพราะถังฉือเย่ได้บอกไว้ก่อนแล้วว่าเขามีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของเสี่ยวเหยา ดังนั้นเขาจึงตั้งใจเป็นอย่างมาก เมื่อนางหยุด เขาเองก็จะหยุดเพื่อรอ บางครั้งเสี่ยวเหยาเอาแต่ชวนคุยไม่รู้จบ เขาก็ยังคงพยักหน้าอย่างเรียบเฉย ราวกับเป็นผู้ใหญ่ตัวน้อยๆ 


คุณนายโจวเห็นว่าน่ารักดี จึงอดถามเขาไม่ได้ “พี่น้องตระกูลฉี แม้ว่าจะไม่ค่อยพูดจา แต่น้ำใจของเขานั้นยิ่งใหญ่นัก แม้แต่เด็กคนนี้เองก็ยังรู้จักสัมมาคารวะ พ่อหนุ่มฉีเองก็ดูโตเป็นหนุ่มขึ้นแล้ว" 


นางโน้มตัวเข้าไปกระซิบถังฉือเย่ “แม่เจ้าเป็นคนที่ไม่ได้เรื่อง เจ้าเองก็น่าจะรู้ดีแก่ใจ ชายหนุ่มดีๆก็มีตั้งเยอะแยะไป หากเจ้าชอบใครก็ต้องรีบลงมือ อย่าให้ใครมาแย่งไปได้”


“….” ไม่มีเสียงตอบรับจากหญิงสาว นอกจากกล่าวอย่างช่วยไม่ได้ว่า “ท่านป้าคิดมากไปแล้ว” 


“ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นเด็กที่รู้จักคิด จึงพูดเรื่องนี้กับเจ้า หากเป็นหญิงสาวที่บ้าคลั่งพวกนั้น ข้าก็ไม่พูดหรอก ครอบครัวเจ้าเป็นเช่นนี้ ยิ่งเจ้าตัดสินใจเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ไม่เช่นนั้น ข้าเองก็ไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นคิดจะเล่นลูกไม้สกปรกอะไรอีกหรือเปล่า?”


เมื่อถังฉือเย่เห็นคุณนายโจวกล่าวเตือนอย่างจริงใจ นางก็รู้สึกซาบซึ้ง พลางกระซิบเบาๆ “ข้า…เข้าใจแล้ว” 


คุณนายโจวค้อมศีรษะลงเล็กน้อย หลังจากนั้นหญิงสาวทั้งสองคนก็เดินเล่นจนหมดวันๆ รอเวลา หลังจากนั้นก็ไปรอถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินที่ประตูสำนักศึกษา โดยทั้งสองครอบครัวได้ตกลงกันดีแล้วว่าพรุ่งนี้จะไปร่วมเทศกาลกันที่บ้านท่านลุงสี่ตระกูลถัง รวมทั้งเอ่ยปากชวนสองพี่สองสกุลฉีด้วย  


ฉีจิงตอบด้วยรอยยิ้มอย่างเต็มใจ “เช่นนั้นก็ต้องขอรบกวนท่านแล้ว” 


ในขณะที่พูดคุยตกลงกันนั้นถังฉือเย่ก็ยกม่านขึ้นแล้วลงจากรถม้า พอเห็นร่างของพี่ชายก็ตะโกนเรียก ทันทีที่ถังฉือหรงเงยหน้าขึ้นเขาก็พบกับใบหน้าและรอยยิ้มสดใสของนาง เขาเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ


“เย่เอ๋อร์…เจ้ามาได้อย่างไร?” 


ถังฉือเย่หันกลับไปด้านหลังแทนคำตอบ พร้อมกันนั้นก็แนะนำให้เขาได้รู้จักกับฉีจิง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่มีชายหนุ่มผู้สวมชุดสีเขียวได้ยินเข้าพอดี เขาผงะไปเล็กน้อยพลางจ้องมองอย่างละเอียดแล้วรีบเดินจากไป ทุกคนไม่ทันได้สังเกตเห็น 


จากนั้นขบวนจึงเคลื่อนกลับเข้าหมู่บ้าน พอตกค่ำถังฉือเย่ได้ต้มน้ำเอาไว้เพื่อให้ถังฉือหรงและเสี่ยวเหยาได้อาบน้ำสระผม เปลี่ยนเสื้อผ้าตัวใหม่ ความสุขอบอวลไปทั่วบ้าน เสียงหัวเราะคลอมากับเสียงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ทันใดนั้นจู่ๆ วังซื่อก็คว่ำโต๊ะ นางลุกขึ้นแล้วพูดเสียงดังว่า 


“ในสายตาของพวกเจ้ายังเห็นข้าเป็นแม่อยู่หรือไม่ เจ้าพวกอกตัญญู พวกเจ้ามันไม่เชื่อฟัง!”


ถังฉือเย่ได้ยินก็เลิกคิ้ว พลางอุ้มเสี่ยวเหยาขึ้นมาแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง บ้านเก่าหลังนี้มีเตียงนอนเพียงตัวเดียว ซึ่งในทิศตะวันตกถังฉือหรงได้ใช้ฟางปูเอาไว้อีกที่หนึ่ง หลังจากนั้นถังฉือเย่ก็ปูอีกที่หนึ่ง ดังนั้นตอนนี้พวกเขาทุกคนจึงนอนรวมกันที่นี่


เมื่อชายหนุ่มเห็น คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน สัมผัสถึงความผิดปกติได้ตั้งแต่ตอนทานอาหารเย็น วังซื่อและน้องสาวทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันเลย ตอนนี้วังซื่ออาละวาดซึ่งน้อยครั้งมากที่วังซื่อจะทำเช่นนี้เพราะ ปกตินางจะต้องร้องไห้เท่านั้น


ถังฉือหรงเดินตรงเข้าไปถาม “ท่านแม่…ท่านเป็นอะไรหรือ?” 


วังซื่อที่ไม่ได้หวีผมเลย นางเอ่ยพร้อมกับผมเผ้าที่กระเซอะกระเซิงยุ่งเหยิง “เจ้ายังมีหน้ามาถามข้าอีกงั้นเรอะ คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!”


“ไม่ต้องคุกเข่า!” เป็นเสียงของถังฉือเย่ที่กล่าวเรียบๆเย็นชา “ชุดที่เจ้าสวมอยู่แปดร้อยอีแปะเชียวนะ คุกเข่าอะไรกัน”


“เจ้าเด็กเวร…เจ้ามันเป็นเดรัจฉาน” วังซื่อโกรธจนมือไม้สั่นไปหมด แต่หญิงสาวหากลัวไม่


“เสือแม้จะดุร้ายเพียงใดก็ไม่กินลูกของมันเอง เจ้ายังเทียบไม่ได้แม้แต่เดรัจฉานเลย” ถังฉือเย่หมดความอดทน ความจริงนางไม่ใช่คนที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หากนางอยู่บ้าน ไม่ว่าวังซื่อจะทำอะไร หญิงสาวเพียงจัดการด้วยการพูดคุยอย่างใจเย็นไม่กี่คำมันก็ผ่านไปแล้ว แต่ตอนนี้ถังฉือหรงกลับมาแล้ว ชายผู้เป็น ‘หัวหน้าครอบครัว’ กลับมาแล้ว วังซื่อยังทำตัวอารมณ์เสียขี้โมโหเช่นนี้อีก เหตุใดนางจึงต้องอดทนไปตลอด! 


แต่สีหน้าของถังฉือหรงเรียบเฉย เขายกชายเสื้อขึ้นพลางคุกเข่าลง ถังฉือเย่รู้สึกโกรธเล็กน้อย แต่ใครจะไปรู้ว่าถังฉือหรงเอามือไว้ด้านหลัง พลางปัดเบาๆเมื่อมองอีกครั้งก็เห็นว่าเขาคุกเข่าอยู่บนฟูก เพราะฉะนั้นเสื้อผ้าเขาไม่มีทางเปื้อน


วังซื่อเมื่อเห็นว่าสั่งถังฉือหรงได้ก็ได้ใจดุด่าเขาพร้อมกับฟ้องว่าถังฉือเย่ไม่กตัญญู ไม่เคารพนาง ที่สำคัญคือวันนี้พวกเขาได้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่มา แต่กลับไม่มีส่วนของนาง ทั้งปิ่นปักผม แป้งและเครื่องประทินโฉมต่างๆ 


ถังฉือเย่ได้แต่นึกในใจว่าครั้งก่อนเจ้าขายลูกสาวแท้ๆ ซ้ำยังเอาเงินไปซื้อเสื้อผ้าใหม่มาสามชุด ซื้อแป้งมาเป็นกอง คิดว่านางตาบอดมองไม่เห็นอย่างนั้นหรือ? 


แต่ด้วยความที่คร้านจะสนใจวังซื่อ ถังฉือเย่จึงอุ้มเสี่ยวเหยาเข้าไปนอน ปล่อยให้วังซื่อระเบิดอารมณ์ต่อว่าบุตรชายไม่หยุด จากนั้นนางก็ผล็อยหลับไป ถังฉือหรงรอจนนางหลับสนิทจึงจะกลับมานอนลงอย่างเงียบๆ


ล่วงเข้ามาอีกวัน หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ถังฉือหรงก็ขึ้นภูเขาไปหาอ้ายเฉ่าและว่านน้ำกับถังฉือเย่ เมื่อเห็นว่ารอบๆไม่มีใคร เขาจึงถามสิ่งที่ค้างคา “ตกลงแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่ เจ้าบอกพี่ทีสิ”


หญิงสาวกลอกตามองฟ้า ครั้งนี้นางโกรธมาก จึงเล่าทุกอย่างจนหมดรวมถึงเรื่องของถังหย่งฟู่ด้วย และแน่นอนว่านางก็เล่าถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ด้วย หลังเล่าจบนางก็เหลือบมองเขาอย่างเย็นชา นึกในใจว่า หากเขากล้าสั่งสอนนางสักคำว่า ‘ถึงอย่างไรนางก็เป็นแม่เจ้านะ เจ้าก็ควรจะยอมๆนาง’ ล่ะก็ ถังฉือเย่จะไม่ทำอาหารอร่อยๆให้เขากินอีกต่อไป จบกันเพียงเท่านี้!



จบตอน

Comments