superstar ep46-50

 บทที่ 46 ชิมเหล้า


ถังฉือหรงนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง จนเมื่อเขาได้สติแล้ว ดวงตาที่มีอยู่เล็กน้อยนั้นวูบไหวพูดว่า “ข้าทำให้เจ้ารู้สึกน้อยใจสินะ เย่เย่”


ถังฉือเย่นิ่งเงียบแทนคำตอบ นางเห็นเขาหลับตาลงเพื่อรวบรวมสติเรียบเรียงคำพูด อึดใจหนึ่งก็ได้ยินเสียงเขาบอกว่า


“เย่เย่ ข้าอยากกลับมาอยู่บ้าน เพราะข้าไม่วางใจเรื่องของเจ้า ไม่สบายใจเลยจริงๆ ครั้งก่อนข้าไม่อยู่เจ้าก็ถูกท่านอาพาไปขาย พวกเขาทำร้ายตบตีเจ้าเช่นนั้น…ข้าร้อนใจเป็นอย่างมาก คิดไม่ถึงจริงๆว่าที่แท้แล้วท่านแม่นั้น…นาง…ที่แท้แล้วนาง”


เสียงของถังฉือหรงขาดหายไปเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะท้ายประโยคที่แบ่งหลายวรรค ดูเหมือนว่าเขากำลังสะอึกสะอื้น แสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวดที่อยู่ภายใน จนถังฉือเย่ที่เดิมทีเป็นคนไม่ได้อ่อนหวานอะไร เมื่อเห็นชายหนุ่มเป็นทุกข์ขนาดนี้ นางก็รู้สึกเสียใจที่ตัวเองที่อาจจะเล่ามากเกินไป จึงพูดเป็นเชิงปลอบใจเขาไปว่า


“ท่านพี่พูดจาเหลวไหลอะไรกัน เรื่องทุกอย่างมันผ่านไปแล้ว ข้าเองก็ไม่ได้เป็นอะไร ทำไมท่านพี่จะต้องกลับมาเล่า?”


“ไม่เป็นไร” สีหน้าของชายหนุ่มสงบลง มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่ยังแดงระเรื่ออยู่ “ไม่เป็นไรหรอก อย่างไรเสียก็แค่การเล่าเรียนเอง จะเรียนที่สำนักศึกษาหรือที่บ้านก็ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน”


“ใครบอกว่าไม่เหมือน?” ถังฉือเย่เถียง “อย่าบอกว่าที่บ้านของเราไม่มีหนังสือมากมายให้ท่านอ่านก็นับว่ามีแล้ว อ่านหนังสือเพียงอย่างเดียวจะไปเทียบกับการที่มีท่านอาจารย์มาสอนได้อย่างไร ถึงแม้ข้าจะไม่เข้าใจ ข้าก็รู้ว่าเรื่องพวกนี้หากมาเรียนเองก็ไม่สามารถเข้าใจได้ ดังนั้นท่านพี่ต้องกลับไปอยู่ที่สำนักศึกษา” 


หญิงสาวดึงมือของเขาเอาไว้ ยังคงกล่าวต่อไป “ท่านพี่ไม่ต้องห่วงจริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้ข้าก็ไม่เคยคิดที่จะเอามาใส่ใจ ข้าสามารถรับมือได้ทั้งหมด ตอนนี้ข้าก็แค่รู้สึกโกรธก็เลยมาคุยกับท่านพี่ให้คลายความโกรธลงก็เท่านั้น” 


“ไม่ใช่ มันไม่ใช่อย่างนั้น” ถังฉือหรงพูดขึ้นอย่างสะอึกสะอื้นว่า “ข้าเข้าใจดี อย่างไรเสียนางก็เป็นแม่ นางจะทำอะไรก็ได้ แต่เจ้ากลับ…ทำอะไรไม่ได้เลย ข้ากลัวว่าเจ้าจะเสียเปรียบ”


“ท่านพี่กำลังล้อข้าเล่นหรืออยู่…ท่านวางใจเถอะ นางไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าหรอก อย่างไรเสียข้าก็ฉลาดขนาดนั้น” ถังฉือเย่ยิ้มก่อนจะตัดบทเมื่อเห็นเขาทำท่าอยากจะพูดต่อ “สรุปแล้ว หากท่านที่ไม่กลับไป ข้าก็จะบอกท่านหัวหน้าตระกูล” 


สองพี่น้องโต้เถียงกันอยู่นาน ในที่สุดถังฉือหรงก็ถูกนางพูดเกลี้ยกล่อมจนสำเร็จ เมื่อลงจากภูเขาแล้วก็เห็นว่าที่หน้าประตูของทุกบ้านเสียบต้นเฮียเฮียะไว้ แต่ถังฉือเย่ก็ทำมากกว่าประเพณีขึ้นไปอีก นางเอาต้นเฮียเฮียะมาถักเป็นรูปคน แล้วเอาใบว่านน้ำมาประดิษฐ์เป็นรูปดาบนำมาเสียบตรงประตู อีกฝั่งหนึ่งก็แขวนกระเทียมเอาไว้พวงใหญ่ แซมด้วยต้นกร่างและดอกทับทิม 


ถังฉือเย่เมื่อเห็นฉีจิงจูงมือฉีหยางเดินเข้ามา ก็ยัดกระเทียมและต้นเฮียเฮียะพร้อมกับใบว่านน้ำให้เขา ชายหนุ่มมองดูนางอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเขากลับไปแล้วก็วาดรูปน้ำเต้าเพื่อเอามาตกแต่งอย่างเคย จนเมื่อแล้วเสร็จจึงถือเนื้อกับผักจำนวนหนึ่งพาเด็กทั้งสองคนไปที่ร้านเหล้าของท่านป้าโจวพร้อมกับถังฉือหรง 


“เย่เอ๋อร์” คุณนายโจวร้องทักอย่างยินดี “ข้าเย็บถุงหอมให้เจ้าไว้หลายใบเลยล่ะ แม้ว่าฝีมือการปักของป้าจะขี้เหร่ไปหน่อย แต่เจ้าก็อย่าถือสาเลยนะ”


ประเพณีของเทศกาลตวนอู่* คือการเย็บถุงหอมเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย ด้านในก็จะมีชาด สงหวง** และยาหอมบรรจุอยู่ โดยใช้ด้ายห้าสีมาผูกเป็นรูปทรงของบ๊ะจ่าง หรือจะผูกที่ข้อมือก็ได้ ฝีมือการเย็บปักถักร้อยของวังซื่อนั้นดีมาก แต่นางก็ไม่เคยคิดจะทำอะไรแบบนี้เลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับเป็นคุณนายโจวที่ยังนึกถึงนางและก็ยังเผื่อแผ่มาถึงสองพี่น้องตระกูลฉีอีกด้วย


ถังฉือเย่หัวเราะทั้งน้ำตา ในใจรู้สึกยอมรับในตัวผู้หญิงที่ทั้งฉลาดและมีเมตตาผู้นี้ ฉีจิงเองก็ไม่ต่างกัน เขารับถุงหอมแล้วผูกไว้ที่เอว จากนั้นก็มองดูพวงเล็กๆที่ข้อมือของฉีหยาง คุณนายโจวพูดหยอกล้อว่า


“อันนั้นให้เจ้าไม่ได้นะ…เป็นของเด็กๆน่ะ เขาเอาไว้สวมกัน เจ้าอย่าได้ไปแย่งเลย”


ชายหนุ่มหัวเราะเก้อๆ ก่อนจะเข้าไปนั่งใกล้ๆ ช่วยกันห่อบ๊ะจ่างอย่างคึกคัก โดยบ๊ะจ่างที่นี่ส่วนใหญ่เป็นบ๊ะจ่างไส้หวาน ด้านในจะเป็นไส้ถั่วกวนหรือไส้พุทรา ห่อในข้าวเหนียวที่ขาวดั่งหยก ดังนั้นจึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าข้าวปั้นหยกขาว โดยฉีหยางนั้นกำลังหยอกล้ออยู่กับกลุ่มผู้หญิงส่วนฉีจิงนั้นรวมกลุ่มอยู่กับถังฉือหรงและถังจวิ้นเชิน


ถังจวิ้นเชินนั้นเป็นคนดี เขาคงกลัวว่าฉีจิงจะรู้สึกอึดอัดจึงตั้งใจที่จะไม่พูดถึงบทกลอนบทกวีต่างๆ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าไม่ว่าจะพูดเรื่องอะไรฉีจิงก็สามารถตามทันและตอบโต้ได้หมด กระทั่งเป็นพวกเขาเองที่ตามไม่ทัน เพราะฉะนั้นทั้งสามคนยิ่งคุยก็ยิ่งถูกคอกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะถังจวิ้นเชินยิ่งมีความกระตือรือร้นและเป็นกันเองมากขึ้น


ในระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกันนั้น ถังฉือเย่ได้ยินหมดทุกถ้อยคำ อาจเป็นเพราะมีเพียงผ้าม่านผืนเดียวกั้นเท่านั้น ตอนนี้หญิงสาวรู้สึกขำขึ้นมานิดหน่อยและไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมก่อนหน้านี้ถังฉือหรงถึงบอกว่าถังจวิ้นเชินผู้นี้เหมาะที่จะเป็นน้องชายมากจริงๆ เพราะแม้ภายนอกเขาจะดูเป็นคนเคร่งขรึมสง่างาม 


แต่เมื่อได้พูดคุยกับฉีจิงแล้วกลับทำให้รู้สึกว่าถังจวิ้นเชินผู้นี้ต้องการจะพึ่งพาฉีจิงไปหมดทุกเรื่องจนแทบจะรอไม่ไหว แต่เพราะว่าเขาไม่ได้ตั้งใจที่จะมาประจบสอพลออะไร อีกทั้งก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะคิดร้ายอะไรด้วย เพียงแต่เป็นการอิจฉาธรรมดาธรรมดาเท่านั้น ดังนั้นก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกเกลียดชังเลยแม้แต่น้อย


เมื่อทุกคนกินมื้อนี้เสร็จไปหนึ่งมื้ออย่างมีความสุข หลังจากนั้นทุกคนก็กินบ๊ะจ่างกันไปคนละหนึ่งถึงสองลูกตามเทศกาล ก่อนหน้านี้ถังฉือหรงนั้นได้นำบ๊ะจ่างพร้อมกับข้าวไปสองอย่างไปให้วังซื่อแล้ว เวลาผ่านไปพักใหญ่พวกเขาถึงลากลับ ไปพร้อมกับเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มไปหมด แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร…ค่ำคืนแห่งความสุขนั้นได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว


เช้าวันต่อมาเป็นวันที่ถังฉือหรงได้พักอีกหนึ่งวัน ถังฉือเย่ได้เตรียมทำอาหารมาตั้งแต่เช้าเพราะอยากให้พวกเขาได้กินหม้อไฟกัน แต่ด้วยความที่ไม่มีพริก นางจึงทำเป็นเครื่องหม้อไฟแบบน้ำซุปใส เพราะก่อนหน้านี้นางได้ซื้อกระดูกชิ้นใหญ่มาอยู่แล้ว รวมกับโครงไก่ที่คุณนายโจวทำอาหารเมื่อวานก็เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวจัดการใส่ต้นหอมและขิงลงไปก่อน จากนั้นก็เอากระดูกและโครงไก่ใส่ลงไป เร่งไฟให้น้ำเดือด จากนั้นก็ตักฟองที่ลอยออก แล้วค่อยใส่น้ำเปล่าลงไปใหม่ เคี่ยวไปอีกหนึ่งชั่วยาม จึงใส่เก๋ากี้ พุทราและต้นหอมซอยลงไป แล้วค่อยเติมเกลือลงไปเล็กน้อยเพื่อปรุงรส เครื่องหม้อไฟก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย


เมื่อถึงเวลาเที่ยง นางก็ให้ถังฉือหรงไปเรียกทั้งสองครอบครัวมากินข้าว คุณนายโจวเข้ามาในบ้าน ยิ้มพร้อมกับพูดว่า “ข้ารู้อยู่แล้วที่เจ้าซื้อหม้อต้มไฟมาครั้งก่อน วันสองวันนี้จะต้องหาเหตุผลมากินสักมื้อเป็นแน่ เด็กคนนี้อยากกินไปเรื่อยจริงๆ ไม่รู้ว่าในอนาคต...” ยังพูดไม่ทันจบเมื่อเห็นฉีจิงเดินเข้ามา นางจึงเปลี่ยนคำพูดในทันที


“ข้ารู้ว่าเป็นเพราะพี่เจ้าอยู่ที่นี่ ถ้าหากเป็นเจ้าเองก็คงทำใจกินไม่ได้หรอก” 


ฉีจิงยังคงสงบนิ่งและสุขุมเช่นเคย ราวกับว่าเขาไม่ได้สังเกตเห็นอะไรเลย เมื่อทุกๆคนเริ่มลงมือ ไม่นานก็จัดจานและของอื่นๆเสร็จอย่างเรียบร้อย


ถังฉือเย่เพิ่งสังเกตเห็นว่าหม้อต้มหม้อไฟในยุคสมัยนี้ทำมาจากเซรามิก เรียกว่าหม้ออุ่น เมื่อทุกคนนั่งล้อมวงกันแล้ว นางจึงนำเนื้อไก่ เนื้อปลา เนื้อแกะ เห็ดหอม เต้าหู้ ผักป่า และเส้นหมี่ที่เตรียมไว้เป็นจำนวนมากออกมา ทุกคนกินไปพูดคุยกันไปอย่างสนุกสนาน


วังซื่อมีดีอยู่อย่างหนึ่ง เมื่อมีสถานการณ์แบบนี้ ปกติแล้วนางจะไม่ชอบมาร่วมวงเท่าไหร่ เพราะที่นี่มีผู้หญิงที่นางไม่ชอบขี้หน้าอยู่ และยังมีชาวไร่ชาวสวนอย่างท่านลุงสี่ตระกูลถังที่นางไม่ชอบขี้หน้าอยู่ด้วย ดังนั้นคนที่เย่อหยิ่งอย่างนางคงจะไม่มาคบค้ากับคนพวกนี้อย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ถังฉือเย่จึงอย่างสะดวกใจกว่า


“ความจริงแล้ววันนี้ที่ข้าเชิญพวกท่านมาก็เพื่อที่จะให้พวกท่านลองชิมเหล้าสักหน่อย” 


“ใช่แล้ว!” คุณนายโจวแทรกก่อนจะหันไปสั่งสามี “อาหารดีเช่นนี้ เจ้ากลับไปเอาเหล้ามาสักไหสิ”


“อย่าเพิ่งเจ้าค่ะ ท่านลุงสี่รอก่อน” ในขณะที่ท่านลุงสี่กำลังจะลุกขึ้นนั้น ถังฉือเย่ก็ยิ้มพลางร้องห้ามเขาเอาไว้


“ข้าอยากให้พวกท่านชิมเหล้าของข้าเองเจ้าค่ะ” 


ท่ามกลางความแปลกใจของทุกคน คุณนายโจวกลับไปเอาถ้วยเหล้ามาพร้อมกับถังฉือเย่ที่เดิมอุ้มไหเหล้าออกมาจากข้างห้องซึ่งพังลงมาเกือบครึ่งทีละไห รวมทั้งหมดห้าไห 


คุณนายโจวพูดกลั้วหัวเราะว่า “เจ้าเด็กคนนี้ นี่ไม่ใช่เหล้าของบ้านข้าหรอกหรือ”


“ไม่ใช่เจ้าค่ะ” นางบอกพร้อมกับเปิดฝาออก


“ไม่ใช่ได้อย่างไร” ท่านลุงสี่ตระกูลถังพูดขึ้นอย่างซื่อๆว่า “ข้าจำไหเหล้าของบ้านข้าได้”


“พวกท่านลองชิมเองก็จะรู้” พูดพร้อมกับเทเหล้าสีน้ำตาลเข้มและมีความหนืดเหมือนน้ำผึ้งลงในถ้วยเหล้า โดยเหล้าในยุคสมัยนี้ส่วนมากจะเป็นสีเขียวอย่างเช่นเหล้าหลิงลู่และเหล้าเฉิง ส่วนเหล้าของร้านเหล้าเล็กๆ นั้นสีธรรมดาทั่วไปก็คือสีเหลืองอ่อน ทุกคนจึงมองเหล้าของถังฉือเย่ด้วยความประหลาดใจ


“ลองชิมดูก่อนนะเจ้าค่ะ” 


ถังฉือหรงเองก็ไม่เคยแตะเหล้ามาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่เพราะอยากรู้ เขาจึงหยิบมาหนึ่งถ้วย และใช้ลิ้นแตะดู ถังฉือเย่ใช้โอกาสตอนที่พวกเขาไม่ทันสังเกตนั้น แอบหยิบขึ้นมาหนึ่งถ้วย แล้วลองชิมไปหนึ่งอึก เมื่อลองชิมรสชาติแล้วก็บ้วนทิ้ง


เหล้าของถังฉือเย่นั้น เมื่อเข้าปากไปจะรับรู้ได้ถึงรสชาติที่กลมกล่อมละมุน เนื้อสัมผัสก็มีความหนักแน่นกว่าสาเกที่เคยชิมก่อนหน้านี้ รสชาติใหม่นี้กลับติดอยู่ในปากอย่างยาวนาน เพียงแค่เหล้าอึกเดียวกลับทำให้พวกเขาชิมอยู่นาน ขนาดถังฉือหรงที่ไม่เคยดื่มเหล้ายังพอใจ ท่านลุงสี่ตระกูลถังหรือแม้แต่ถังจวิ้นเชินก็ยังรู้สึกประหลาดใจและดีใจ


หลังจากนั้นท่านลุงสี่ตระกูลถังจึงได้ถามนางว่า “เหล้าพวกนี้ เจ้าทำเองงั้นหรือ หรือว่าเจ้าจะเอาไปขาย?”


ถังฉือเย่ยิ้มเมื่อได้ยินคำถามของเขาที่แม้จะดูเป็นคนที่ซื่อๆและพูดน้อย แต่พอเขาได้พูดประโยคนี้ กลับแสดงให้เห็นถึงความฉลาดของพ่อค้าออกมาทันที 


เทศกาลตวนอู่ (端午节) เทศกาลตวนหวู่ วันตวนหวู่ ตรงกับวันที่ 5 เดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติจีน 五月初五 คนไทยเรียกวันนี้ว่า ‘วันไหว้บ๊ะจ่าง’ เพราะขนมบ๊ะจ่างเป็นอาหารประจำเทศกาลนี้


สงหวง (雄黄) เป็นแร่ชนิดหนึ่งประกอบด้วยกำมะถันและสารหนู สูตรทางเคมีคือ As2s2 คนไทยรู้จักในชื่อว่า “หรดาลแดง” สงหวงมีสีส้มแดง ในตำรายาจีน ใช้แก้พิษ มีฤทธิ์ ชับเสมหะ ถอน พิษงู แมลง ฆ่าเชื้อโรค ไล่หนอน ฆ่าแมลงได้



บทที่ 47 ช่วยมาเป็นคนรับหน้าให้ข้าหน่อย


“ข้าเป็นคนทำเองเจ้าค่ะท่านลุงสี่ เพียงแต่ท่านอย่าเพิ่งรีบร้อนไป ข้าเองก็ยังอยู่ในช่วงทดลองอยู่ หากรสชาติแย่ก็อย่าฝืนดื่มเลย” ถังฉือเย่เปิดไหออกมาทีละไหพร้อมกับลองชิมดูอีกรอบ ยิ่งชิมท่านลุงสี่ตระกูลถังก็ยิ่งชอบ สุดท้ายแล้วเขาก็นั่งนิ่งอยู่ไม่ได้ ลุกขึ้นยืนแล้วอุ้มไหขึ้นมาดมและมองดู


ตอนที่ถังฉือเย่ซื้อเหล้ามาแล้วบอกว่าจะลองทำสิ่งแปลกใหม่นั้น เขาและคุณนายโจวก็ไม่ได้เอาใจใส่มากนัก ใครจะไปรู้ว่าเด็กคนนี้จะทำได้จริงๆ เหล้าแต่ละไหที่ชิมไปรสชาติกลับไม่เหมือนกันเลย เมื่อชิมอย่างละเอียดแล้วก็จะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย โดยเฉพาะไหที่สี่ ถ้าหากบอกว่าการชิมเหล้าไหที่หนึ่งนั้นทำให้ประหลาดใจแล้ว อย่างนั้นไหใบนี้ ก็คงต้องทำให้เขาตกตะลึงไปเลย


แววตาของท่านลุงสี่ตระกูลถังไม่ค่อยสู้ดีนัก จากนั้นเขาก็อดพูดออกมาไม่ได้ว่า “เย่เอ๋อร์ เจ้าจะทำอย่างไรกับเหล้าพวกนี้ เรามาปรึกษากันดีกว่า มาทำด้วยกัน อาจจะไม่ให้เจ้าเสียเปรียบหรอก” 


“ท่านลุงสี่ท่านอย่าเพิ่งรีบร้อน เรื่องนี้เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกเราค่อยมาคุยกัน พวกเรากินข้าวกันก่อนเถอะ”


คุณนายโจวหัวเราะแล้วบอกว่า “เจ้าจะรีบร้อนไปทำไมกัน เย่เอ๋อร์แค่ให้พวกเรามาชิมอย่างไรเสียก็ต้องเรียกเจ้ามาอยู่แล้ว ข้าบอกตั้งนานแล้วว่าเย่เอ๋อร์จะต้องนำโชคมาให้พวกเรา นางเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด มีความสามารถเหลือเกิน” 


หลังจากนั้นบรรยากาศก็เริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทุกคนพากันรินเหล้าไหนั้นแล้วดื่ม สุดท้ายแล้วคนที่ถือกฎระเบียบเคร่งครัดอย่างถังฉือหรงก็อดไม่ได้จนดื่มไปเยอะกว่าปกติ ส่วนฉีจิงนั้นคอแข็งมาก สีหน้าของเขานั้นยังปกติเหมือนเดิม นั่งตัวตรงเหมือนเดิม รวมทั้งดวงตาเฟิงหวงที่ทำให้คนต้องตะลึงคู่นั้นยังคงเฉียบแหลมภายนอกดูเฉี่ยวและภายในดูล้ำลึกเหมือนเดิม ช่างให้ความรู้สึกที่ไม่เกรงกลัวผู้ใด


ถังฉือเย่หันหน้าไปมองคนอื่นโดยไม่ได้แสดงสีหน้าหรือกล่าวคำใด ความจริงแล้วนิสัยตรงไปตรงมาเคร่งขรึมนั้นนางเองก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก เพราะคิดว่ามีความเป็นผู้นำและน่าเชื่อถือ ถ้าหากว่าเขามีอายุสักสามสิบ นางคงจะต้องชอบฉีจิงแน่ๆ เพียงแต่ตอนนี้ชายหนุ่มเพิ่งจะอายุแค่สิบหกปี ถังฉือเย่จึงอดที่จะรู้สึกเคอะเขินไม่ได้ หากคิดทำอะไรก็ต้องระมัดระวังและรอบคอบ รอให้มีสติมากกว่านี้เสียก่อนแล้วค่อยคิด 


เมื่อดื่มเหล้ากินข้าวกันจนอิ่ม ถังฉือเย่ส่งพวกท่านลุงสี่และคนอื่นๆกลับบ้าน ยังไม่ได้เก็บหม้อไหอะไรเลยสองพี่น้องก็พากันหลับไปเสียแล้ว


เช้าตรู่ท่านลุงสี่ตระกูลถังก็มาเรียกที่หน้าประตู ถังฉือหรงรีบอาบน้ำแล้วออกไป ฉีจิงก็ขี่เกวียนออกมา จากนั้นพวกเขาก็ขึ้นไปบนเกวียน เมื่อถังฉือเย่ขึ้นนั่งบนเกวียน นางก็รีบกระซิบที่ข้างหูของเขาว่า


“กระต่ายตัวที่สาม!” 


ฉีจิงเอียงศีรษะเล็กน้อย จากนั้นก็มองกลับไป ถังฉือเย่ทำเพียงแค่กะพริบตาปริบๆ สื่อความหมายว่าอีกเดี๋ยวเขาก็คงรู้เองว่านางอยากให้ช่วยทำอะไร 


ถังฉือเย่ต้องการให้เขามารับหน้าให้นางหน่อย เพราะนางเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆในหมู่บ้าน เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้สูตรเหล้ามากมายขนาดนั้น ตอนแรกคิดว่าหากมีคนถามก็จะบอกว่านางทดลองเองอย่างมั่วๆ แต่พอมาทบทวนดูอีกทีคำอ้างนี้อาจจะพอพูดได้ในช่วงแรก 


แต่หากนานไปใครจะเชื่อ ยิ่งตอนที่บุกเบิกตลาดก็คงยากที่จะชักชวนผู้อื่นให้คล้อยตาม ดังนั้นจึงควรมีใครสักคนเข้ามารับหน้าเรื่องนี้แทน และคนที่หญิงสาวเลือกก็คือฉีจิงนั่นเอง เพราะความเป็นมาของเขานั้นลึกลับ และเขาก็เป็นคนที่น่าเชื่อถือ เหมาะกับการมาเป็นคนรับหน้าให้อย่างมาก


ขณะที่ถังฉือเย่กำลังคิดอยู่นั้น เมื่อผ่านหน้าประตูบ้านของตระกูลถังก็ได้ยินเสียงดังโหวกแหวกโวยวายจากด้านใน เป็นใครสักคนที่กำลังตะโกนอะไรอยู่สักอย่าง เมื่อฟังได้ไม่นานก็เข้าใจ นางยกมุมปากขึ้น แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร และด้วยความที่เกวียนนั้นเคลื่อนที่เร็วมากทำให้เมื่อมาถึงในเมืองแล้วยังเป็นเวลาเช้าอยู่มาก ฉีจิงจึงเอ่ยปากชวน


“พวกเราไปกินอาหารเช้าตรงนั้นดีกว่า ขนมจีบเนื้อแกะของที่นั่นรสชาติไม่เลวเลย” ว่าแล้วเขาก็เดินนำไปพร้อมกับสั่งโจ๊กคนละถ้วย ถังฉือเย่นั้นแม้จะไม่ได้กินเหล้าอะไรไปมากมาย แต่คงเพราะร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป เลยทำให้รู้สึกมึนหัวและไม่ค่อยสบายตัว นางใช้มือค้ำศีรษะพร้อมดื่มโจ๊กไปด้วย


ฉีจิงมองดูนางแวบหนึ่ง จากนั้นก็ออกไปซื้อแป้งอบมาอีกจำนวนหนึ่ง เอาห่อกระดาษแล้ววางไว้บนโต๊ะ เป็นแป้งชนิดเดียวกับขนมงาทอด แต่ถังฉือเย่ไม่รู้สึกหิวเลยสักนิด ฉีจิงก็เลื่อนห่อกระดาษมาตรงหน้านางโดยไม่แสดงสีหน้าหรือพูดอะไรออกมา


ผู้ชายที่นั่งกันอยู่ตรงนั้นก็ไม่ได้สังเกตเห็นอะไรเลย แม้กระทั่งถังจวิ้นเชินก็คีบขนมจีบขึ้นมาลูกหนึ่งและก็ชมอย่างไม่หยุดปาก “ท่านพี่ฉีนี่ช่างรอบคอบเสียจริง”


คุณนายโจวหันมองไปที่ลูกชายซึ่งดูเหมือนจะฉลาดแต่ความจริงกลับไม่รู้อะไรเสียเลย นางอดไม่ได้ที่จะขำออกมาแล้วจึงก้มหน้าดื่มโจ๊กต่อไป 


ถังฉือเย่มองฉีจิงแวบหนึ่ง เห็นเขาเม้มปากเล็กน้อยและไม่รู้ว่าเขาทำอะไรผิดปกติไป เมื่อกินข้าวกันเสร็จแล้วถังฉือเย่จึงหาโอกาสส่งสายตาให้ถังจวิ้นเชิน เมื่อวานไม่ว่านางจะพูดอย่างไร ถังฉือหรงก็ไม่ยอมที่จะรับเงินจากนาง แต่หญิงสาวรู้มาว่าทุกๆต้นเดือนเขาจะต้องจ่ายค่าเล่าเรียน ในเมื่อไม่มีเงินแล้วจะจ่ายได้อย่างไร


ดังนั้นถังฉือเย่จึงขอให้ถังจวิ้นเชินช่วยนำเงินจำนวนสิบตำลึงนี้ไปให้ถังฉือหรงแทน ถ้าหากไม่กลัวว่าเขาจะตกใจความจริงแล้วนางก็อยากที่จะให้มากกว่านี้เสียหน่อย ในเมื่อตอนนี้นางก็มีเงินอยู่มิใช่น้อย ไม่ได้อัตคัดขัดสนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว 


ทั้งสองคนยืนอยู่ในมุมหนึ่งของร้าน รีบพูดคุยกันอย่างรวดเร็ว จนดูแล้วก็เหมือนกับการคุยกันธรรมดา คนอื่นก็ไม่ได้สังเกตอะไร แม้กระทั่งคุณนายโจวเองที่กำลังจัดการห่อขนมที่กินกันไม่หมดอยู่ก็ไม่ได้สนใจ มีเพียงฉีจิงเท่านั้นที่เหลือบมองมาทางนี้หลายรอบ จากนั้นก็เห็นหญิงสาวรีบเอาถุงใบเล็กยื่นให้ถังจวิ้นเชิน ถังจวิ้นเชินยิ้มพลางเอาถุงเงินนั้นเก็บลงในแขนเสื้อ


จากนั้นฉีจิงก็มองพื้นอย่างเงียบๆ รอจนเมื่อส่งนักเรียนทั้งสองคนถึงที่สำนักศึกษาแล้ว ท่านลุงสี่ก็อดพูดไม่ได้ว่า


“เย่เอ๋อร์ พวกเราหาที่คุยกันหน่อยดีกว่า”


“คุยกันตรงนี้ก็ได้เจ้าค่ะ ตรงนี้สงบดี” ถังฉือเย่บอกและตรงนี้ของนางนั้นก็ไม่ไกลจากสำนักศึกษาเท่าใดนัก เด็กนักเรียนที่เพิ่งกลับมาจากการลาพักได้เข้าไปกันหมดแล้ว ไม่มีใครอยู่ละแวกนี้แน่นอน ท่านลุงสี่จึงพยักหน้าก่อนจะพูดอย่างรีบร้อนว่า “เหล้านั่น เจ้าทำออกมาได้อย่างไร?”


ถังฉือเย่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบว่า “ข้าใช้ผลแอปเปิ้ลป่ากับยาจีนมาต้มเจ้าค่ะ จริงๆแล้วมันก็ไม่ได้เป็นสูตรของข้า แต่เป็นสูตรของอาฉี” 


ชายหนุ่มที่ถูกอ้างถึงกับหันขวับมองนางทันที และตอนนั้นเองที่เขานึกถึงคำพูดของที่นางบอกว่า ‘กระต่ายตัวที่สาม’ ขึ้นมาได้ 


เมื่อเห็นนางหัวเราะ เขาก็เก็บเอาคำที่เขาอยากจะพูดนั้นกลืนกลับเข้าไป จากนั้นก็พยักหน้าอย่างเงียบๆ 


ท่านลุงสี่ตระกูลถังส่งเสียงออกมาอย่างคาดไม่ถึง จากนั้นก็เหลือบมองฉีจิงแวบหนึ่งเขาไม่ได้อยากที่จะโกงอะไรถังฉือเย่ แต่การค้าขายทำธุรกิจ ก็ต้องมีการต่อรองราคากันเสมอ ถ้าหากสูตรนี้เป็นของฉีจิง 


ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องรู้สึกเกรงใจอะไรมากมายที่จะพูดแล้ว


“อาฉี เหล้านี่รสชาติดีมาก ข้ารับประกันได้เลยว่ามันจะต้องขายดีอย่างแน่นอน”


“ท่านลุงสี่” ถังฉือเย่แทรกเมื่อเห็นฉีจิงเอาแต่พยักหน้า “อย่างแรกที่เราต้องคิดไม่ใช่ปัญหาที่จะขายได้หรือไม่ แต่เป็นพวกเราจะทำเหล้านี้ออกมาเรื่อยๆได้อย่างไร เพราะอย่างแรก ผลแอปเปิ้ลป่าบนภูเขาถึงจะมีอยู่จำนวนหนึ่งแต่มันก็ต้องมีวันที่เก็บจนหมด แน่นอนว่าเมื่อไม่มีผลแอปเปิ้ลป่าแล้ว ใช้ผลอย่างอื่นแทนได้ สูตรก็จะต้องเปลี่ยนไปด้วย แม้ยาจีนนั้นจะสามารถไปซื้อที่ร้านยาได้ แต่ผลไม้นั้นก็ต้องสดใหม่ เรื่องนี้ต้องคิดให้ดีก่อนถึงจะได้”


ท่านลุงสี่ตระกูลถังอึ้งไปชั่วครู่จากนั้นก็พยักหน้าไม่หยุด


“ดังนั้น” ถังฉือเย่กางนิ้วออก “พวกเราต้องการเหล้า ผลไม้ เครื่องปรุงยาจีน ของพวกนี้เป็นต้นทุน หลังจากนี้ถึงจะเป็นปัญหาว่าขายได้หรือไม่…ท่านลุงสี่ ท่านคิดว่าพวกเราจะร่วมมือกันอย่างไรดี


“เจ้าหมายความว่าพวกเราสามครอบครัวร่วมมือกันอย่างนั้นหรือ?”


ถังฉือเย่เกือบหลุดพูดออกไปว่าไม่ใช่ จากนั้นก็รีบเปลี่ยนคำพูดอย่างรวดเร็วว่า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ”


เมื่อพูดจบนางก็รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ตระกูลถังมีเหล้า ฉีจิงมีหม้อ ไม่สิ เขามีสูตร แล้วตัวนางล่ะมีอะไร…นางมีอะไรที่คนอื่นจะต้องลากนางเข้ามาร่วมด้วย…หรือนางจะต้องถอนตัวอย่างนั้นหรือ?



บทที่ 48 ผู้นำครอบครัว


“ไม่ใช่ขอรับ” ฉีจิงพูดแทรกอย่างใจเย็น “พวกท่านร่วมมือกับอาเย่เถอะ ข้าไม่ค่อยถนัดเรื่องทักทายผู้คน สูตรเหล้าอยู่ในมือตัวเองแท้ๆ หากไม่ใช่เพราะอาเย่มาเจอแล้วนำไปทดลอง กระดาษใบนั้นก็คงไร้ประโยชน์ไปแล้ว เพราะฉะนั้นพวกท่านก็ร่วมมือกันเถอะ ข้าจะคอยช่วยเหลืออยู่ข้างหลัง” 


คุณนายโจวเหลือบมองถังฉือเย่อย่างเงียบๆ ในใจคิดว่า ‘พวกเจ้ามาถึงขั้นนี้แล้ว ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อีก!’ เพียงแต่หญิงสาวแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ได้แต่กระแอมไปหนึ่งครั้ง จนคุณนายโจวพูดอย่างเบิกบานใจว่า “เช่นนั้นก็เป็นพวกข้ากับพวกเจ้าร่วมมือกัน เงินที่ได้แปดส่วนเป็นของพวกเจ้า อีกสองส่วนเป็นของข้า”


ถังฉือเย่ซึ่งเป็นคนใจกว้างอยู่แล้วปกติหากใครยิ่งคิดจะเอาแต่ได้ นางจะยิ่งไม่ยอมให้ ตรงกันข้ามหากเจอคนที่ไม่อยากเอาเปรียบกลับยิ่งอยากให้ ดังนั้นนางยิ้มพลางกล่าว “ท่านลุงสี่ใจกว้างเกินไปแล้ว เช่นนี้ก็เท่ากับยกโรงเหล้าให้ข้าล่ะสิ พวกท่านไม่ต้องทำเช่นนี้หรอกเจ้าค่ะ”


“สูตรนี้มีราคาแพงมาก โรงเหล้าของพวกเราเห็นทีว่าจะไปไม่รอดแล้ว โชคดีได้สูตรของพวกเจ้ามาช่วยชีวิตเอาไว้ เพราะฉะนั้นพวกเจ้าสวมควรได้รับมัน” ท่านลุงสี่กล่าวอย่างเคร่งขรึม


“เช่นนั้นก็ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้หรอกเจ้าค่ะ ความหมายของข้าคือพวกเราจะต้องร่ำรวยไปด้วยกัน ทุกคนต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น”


ได้ฟังทั้งสองคนพูดคุยกันอยู่นาน สุดท้ายฉีจิงก็ได้เอ่ยขึ้นอย่างไม่อ้อมค้อมว่า “พวกท่านไม่ต้องเถียงกันแล้ว เอาเป็นว่าพวกเราหกส่วน พวกท่านสี่ส่วนก็แล้วกัน ข้าว่าแบ่งกันอย่างนี้เหมาะสมแล้ว”


ท่านลุงสี่และคุณนายโจวมองหน้ากัน และตอบตกลงอย่างซาบซึ้ง ชายหนุ่มจึงพูดต่อ “ข้าไม่คุ้นเคยกับหมู่บ้านละแวกนี้ ท่านลุงสี่ท่านไปหาพวกสวนผลไม้ ส่วนข้าเองก็มีเพื่อนอยู่หลายคนในตัวเมือง เมื่อถึงตอนนั้นเรากลั่นเหล้าออกมาได้ ข้าจะช่วยออกแรงตอนส่งขาย” 


จากนั้นทุกคนก็เริ่มปรึกษากันว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ต้องใช้ผลไม้อะไรบ้าง สุดท้ายก็สรุปออกมาได้ว่าแต่ละครอบครัวจะออกเงินคนละยี่สิบตำลึง ส่วนเรื่องอื่นนั้นเอาไว้ว่ากันทีหลัง


ครอบครัวอะไรกัน…นี่ทุกคนวางฉีจิงเป็นหนึ่งในครอบครัวนางกระนั้นหรือ และที่สำคัญคือฉีจิงผู้นี้ทำเหมือนกับตัวเองเป็นหัวหน้าครอบครัวของนางอีก…ถังฉือเย่กุมหน้าผากของตัวเองเงียบๆ ในขณะที่ชายผู้เป็น ‘ครอบครัว’ คนใหม่ของนางกล่าว “ท่านลุงสี่ ก่อนที่เรื่องนี้จะสำเร็จ ท่านอย่าเพิ่งเอาเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด ข้าเกรงว่ามันจะทำให้ชื่อเสียงของอาเย่เสื่อมเสีย”


“ไม่ใช่” ถังฉือเย่แตะไหล่ของเขาอย่างเหลืออด “พ่อหนุ่มฉี เดิมทีเราก็ไม่ได้สนิทกันนี่!”


ฉีจิงมองนางนิ่งๆ ก่อนพูดตาม “ไม่สนิท แค่ค้าขายด้วยกันเท่านั้น” 


หญิงสาวเงียบกริบ พักใหญ่ก่อนที่คุณนายโจวจะหัวเราะออกมามองชายหนุ่มหญิงสาวอย่างเข้าใจดี “พวกเจ้าวางใจเถอะ ข้ากับท่านลุงสี่ของเจ้ารู้อยู่แล้วล่ะ” 


พวกเขาทั้งสี่คนพูดคุยวางแผนการทำเหล้ากันอย่างสนุกสนาน จนไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีใครบางคนเดินเข้ามาพร้อมกับมองไปที่รถม้าและจำมันได้ในทันที จากนั้นก็เบือนหน้าหนีแล้วรีบตรงไปยังประตูของสำนักศึกษา…เป็นถังฉือจิน ลูกชายคนโตของบ้านใหญ่นั่นเอง 


ถังฉือจินไม่ชอบชื่อที่ดูเชยและไร้รสนิยมนี้ ดังนั้นภายหลังที่เข้าไปในสำนักศึกษา เขาจึงขอให้อาจารย์เปลี่ยนชื่อเป็นถังฉือจิ้นแทน เมื่อถึงเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างสำนักศึกษาได้หยุดเพื่อให้ทุกคนกลับมาบ้าน ถังฉือจิ้นผู้นี้ก็กลับมาบ้านตระกูลถังด้วยเช่นกัน ทันทีที่เข้ามาในหมู่บ้านจวี้เป่า ชายหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติอย่างชัดเจน 


ปกติแล้วชาวบ้านจะทักทายเหล่านักเรียนจากสำนักศึกษาอย่างสุภาพเสมอ ทุกครั้งที่เขากลับบ้าน ทุกคนก็จะทักทายอย่างขยันขันแข็ง อีกทั้งยังถามว่าเรียนเป็นอย่างไรด้วย แม้ว่าเขามักจะรำคาญ แต่หากอารมณ์ดีเขาก็จะตอบไปบ้างสองสามคำ เพียงแต่ครั้งนี้นั้นกลับไม่มีใครสนใจเขาสักคน! 


เมื่อกลับไปถามสาเหตุจากที่บ้าน ถังฉือจิ้นก็แทบจะเป็นลม!


เขาคิดไม่ถึงเลยว่าครอบครัวตนเองจะทำเรื่องเช่นนี้ อีกทั้งคนอื่นยังรู้เรื่องอีกด้วย เมื่อนึกย้อนไปถึงสายตาของคนเหล่านั้นตอนที่เข้ามาในหมู่บ้าน ถังฉือจิ้นก็รู้สึกหน้าร้อนผ่าวในทันที และด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงไม่ออกไปไหนเลยตลอดสองวัน 


ในใจเร่งวันเร่งคืนให้ได้กลับไปสำนักศึกษาโดยเร็วที่สุด เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าตอนที่เขาไปบอกว่าต้องจ่ายค่าเล่าเรียน ท่านย่าซุนกลับลังเลอยู่นาน พลางถามว่าสามารถผลัดไปก่อนสักวันสองวันได้หรือไม่ แถมยังย้ำอีกว่าให้เขาประหยัดสักหน่อย 


ถังฉือจิ้นอารมณ์เสียมาตลอดทั้งคืน ในตอนเช้าท่านย่าซุนก็มอบเงินให้เขาแค่สองตำลึง เงินจำนวนแค่นี้จ่ายค่าเรียนกับค่าอาหารก็หมดแล้ว หรือแม้กระทั่งเขาต้องการนั่งรถม้าไปยังสำนักศึกษา ท่านย่าก็ยังลังเลอยู่นานและคิดหาว่าจะให้เขาติดรถใครสักคน แต่รอมาทั้งเช้าก็ไม่มีใครนั่งรถม้าผ่านมาทั้งนั้น รอจนเขาไปเรียนสาย


เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ท่านย่าซุนจะร้ายกาจเอาเปรียบใครก็ได้ แต่ก็เคยมีสักครั้งที่จะทำกับเขาอย่างนี้ ทุกครั้งที่ให้ค่าเล่าเรียนและค่าอาหาร นางยังแอบให้เงินเขาเกินสองถึงสามตำลึงด้วยซ้ำไป 


เพราะกลัวว่าเขาจะไม่มีเงินใช้ในเมือง ดังนั้นเขาจึงเป็นที่อิจฉาของทุกคนในสำนักศึกษาเล็กๆนี้เสมอ แต่ตอนนี้ เขาไม่มีเงินเหล่านั้นแล้ว จะให้ไปขอข้าวจากพวกที่ดิ้นรนด้วยตัวเองแบบนั้น ถังฉือจิ้นก็กลัวจะเสียหน้าจึงทำไม่ได้


ถังฉือจิ้นจึงวิ่งเหยาะๆ เข้าไปที่ห้าวเฉอด้วยท้องที่หิวโหย ห้าวเฉอแห่งนี้คือหอนอนเป็นห้องนอนใหญ่สำหรับสี่คน เพราะเขาติดสินบนผู้ดูแลฉะนั้นห้องที่เขานอนจึงเป็นห้องที่หันเข้าหาแสงแดด ซึ่งอยู่กันเพียงสองคน ตอนนี้ในระหว่างที่เพื่อนๆ ก็ต่างไปที่โรงอาหารแล้ว ถังฉือจิ้นรีบวางกระเป๋าลง เขาหยิบหนังสือขึ้นมาและกำลังจะไป แต่กลับได้ยินเสียงใครบางคนร้องเรียก “อาหรง!” 


ถังฉือจิ้นหยุดกึกเพ่งสายตาไปที่ลานกลางของห้องซึ่งมีพืชผักปลูกไว้ล้อมรอบไว้ด้วยรั้ว ถังฉือจิ้นข้ามรั้วไป เขาก็เห็นมีคนสองคนกำลังยืนคุยกันอยู่หน้าห้องตรงข้าม พวกเขาก็คือถังฉือหรงและถังจวิ้นเชิน


ถังจวิ้นเชินกำลังยื่นถุงผ้าไหมในมือให้กับถังฉือหรง พลางกล่าว “นี่คือน้ำใจส่วนหนึ่งของเย่เอ๋อร์ ข้าได้ยินมาจากเย่เอ๋อร์ว่าฉีจิงให้เงินนางมายี่สิบตำลึงเพื่อเป็นคำขอบคุณ ช่วงนี้นางใช้จ่ายคล่อง และนางเองก็มีน้ำใจให้เจ้า เจ้าเก็บเงินเอาไว้ใช้จ่ายค่าเล่าเรียนก่อนเถอะแล้วค่อยว่ากัน อย่างน้อยมันก็ดีกว่ามานั่งคัดลอกหนังสือให้เหนื่อยทั้งวันอย่างนี้”


ถังฉือหรงทั้งรู้สึกจำใจและซาบซึ้ง ครั้งนี้เขาไม่มีเวลามาพูดอะไรมาก จึงรับเงินและนำไปเก็บไว้ในตู้ พลางหยิบหนังสือสองสามเล่มก่อนที่ทั้งคู่จะเดินไปที่ห้องบรรยาย 


เมื่อคาบเรียนในช่วงเช้าจบลง ทุกคนต่างออกมาจากห้องบรรยาย เตรียมตัวจะไปทานอาหาร ทันทีที่พวกเขาออกมาก็เห็นผู้ดูแลยืนอยู่หน้าประตูก่อนจะพูดเสียงดังว่า “คนที่ยังไม่จ่ายเงินค่าเล่าเรียน หลังทานอาหารเสร็จให้รีบมาพบข้า” 


 เขาพูดพลางเหลือบมองถังฉือหรงเป็นพิเศษ “โดยเฉพาะเจ้า ผลัดไม่ได้แล้ว หากไม่จ่ายค่าเรียนก็ไม่ต้องเรียนแล้ว!” 


ใบหน้าของถังฉือหรงแดงก่ำ เขารีบก้มหน้าตอบตกลง แต่ถังฉือจิ้นกลับเดินข้ามา พลางกล่าวอย่างสนิทสนม “ผู้ดูแลถัง ข้านำเงินมาแล้ว ข้าจะให้ท่านหลังทานอาหารเสร็จก็แล้วกัน”


“ข้าก็กำลังหาเจ้าอยู่พอดี เจ้าเด็กนี่เคยชินกับการทำตามอำเภอใจ หากไม่รีบจ่าย ก็ไม่รู้ว่าเจ้าจะต้องไปอยู่ที่ไหน” 


“ท่านอย่าทำให้ข้าขำเลย ข้าแค่ชอบผูกมิตรเท่านั้นเอง” เขาหัวเราะพลางโอบไหล่ของถังฉือหรง “ผู้ดูแลถังในเมื่อท่านก็รู้แล้วว่าข้าร่ำรวย เช่นนั้นข้าจะเลี้ยงอาหารท่านสักมื้อแล้วเราค่อยว่ากันต่อ”


จากนั้นทั้งสองพูดคุยและเดินออกไปด้วยรอยยิ้ม โดยสำนักศึกษาแห่งนี้ได้รับความอุปถัมภ์จากคนในครอบครัวตระกูลถังออกทุนสร้างขึ้นมา ซึ่งก็เป็นสำนักศึกษาส่วนตัวที่มีขนาดใหญ่หน่อยเท่านั้นเอง มีอาจารย์สองท่าน ผู้ดูแลหนึ่งท่าน เงินค่าอาหารและค่าเล่าเรียนทุกบาททุกสตางค์ต้องผ่านมือของผู้ดูแลก่อน อาจารย์ที่มีความสามารถทั้งสองท่านก็เหมือนกับลูกจ้างที่พวกเขาจ้างมาเท่านั้น 


ผู้ดูแลสำนักศึกษาแห่งนี้มีอายุราวๆสี่สิบ ชอบประจบเอาใจผู้มีอำนาจ ผิดกับเด็กยากจนที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรอย่างถังฉือหรงก็ถูกขูดรีด เขาไม่เคยสนใจเลยสักนิด แต่กับถังฉือจิ้นที่มีฐานะร่ำรวย เขากลับปฏิบัติตัวอย่างดีที่สุด


เมื่อถังฉือจิ้นเข้าไปในโรงอาหาร เขาก็สั่งเนื้อมาสองสามอย่าง พลางเรียกเพื่อนร่วมชั้นหลายคนมานั่งทานพร้อมกัน พวกเขากินพลางหัวเราะพลาง จนทำให้รอบข้างดูเงียบกว่าเดิมเป็นเท่าตัว


ถังฉือหรงจึงทำได้เพียงก้มหน้ากินผักอย่างเงียบๆ ถังจวิ้นเชินมองไปทางนั้นอดไม่ได้ที่จะพูดพึมพำ รู้สึกสงสารผู้เป็นสหาย


“ท่านย่าซุน ลำเอียงจริงๆ” พูดพร้อมกับส่ายหน้าน้อยๆอยู่ในสำนักศึกษามาตั้งนานแล้ว แต่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเขาเป็นพี่น้องตระกูลเดียวกันกับถังฉือจิ้น


ค่าอาหารของสำนักศึกษาเดือนละสามร้อยอีแปะ เป็นอาหารธรรมดาไม่มีเนื้อสัตว์ ไม่ถึงกับอิ่มและก็ไม่ถึงกับหิวตาย คนอื่นเขาก็มีกิจการเล็กๆที่มักจะผัดอาหารมาให้เสมอ หรือไม่ก็พวกที่นำอาหารมาจากบ้านเอง มีเพียงถังฉือหรงเท่านั้นที่ไม่เคยมี แม้แต่เงินอีแปะเดียวท่านย่าซุนก็ไม่ให้เขา 


วังซื่อเองก็ไม่เคยมีความคิดเช่นนี้ ตอนเขาเด็กๆจึงมักต้องคัดลอกหนังสือจึงจะสามารถหารายได้จากการเรียน เรื่องที่จะได้ทานอาหารเพิ่มมากขึ้นก็ยิ่งไม่ต้องคิดเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่นานมานี้วังซื่อเพิ่งโดนไล่ออกจากบ้าน เขาจึงต้องทุ่มเทให้กับการคัดลอกหนังสือ เพื่อหารายได้ให้เพียงพอต่อค่าเล่าเรียนในหนึ่งเดือน


แต่ด้วยความที่เขายังเด็กทำให้ร้านหนังสือทั้งหลายมักจะกดราคาเสมอ จนถึงตอนนี้เงินเก็บก็ยังไม่พอ ก่อนกลับบ้านก็ไปพูดกับผู้ดูแลว่าขอเลื่อนจ่ายค่าเรียนสักสองสามวัน เขาก็มักจะถูกผู้ดูแลมองด้วยสายตาเย็นชา ดูถูกดูแคลน โชคดีที่ถังฉือเย่สามารถหารายได้มาได้บ้าง ถังจวิ้นเชินจึงรู้สึกดีใจแทนเขาจริงๆ


หลังจากที่กินอาหารอย่างเร่งรีบ ถังฉือหรงก็ได้กลับมาเอาเงินที่เก็บไว้ในห้องนอน ซึ่งห้องนอนสี่คนของพวกเขา แต่ละคนล้วนมาจากครอบครัวที่ยากจน โดยปกติแล้วจะปิดแค่เพียงตู้บนหัวนอนเท่านั้น ซึ่งเมื่อถังฉือหรงเปิดประตูเข้ามา เขาก็ตกตะลึงในทันที ตู้ของเขามันเปิดอยู่ มีเพียงเสื้อผ้าสองชุดที่ตกอยู่ข้างนอก


เด็กหนุ่มหน้าซีดเผือด เขารีบเข้าไปดู และพบว่าถุงผ้าไหมที่เขาแอบไว้มันได้หายไปแล้ว เงินทองแดงเก้าร้อยอีแปะที่เขาได้มาจากการคัดลอกหนังสือก็ได้หายไปด้วย! 



บทที่ 49 สร้างความวุ่นวายเพื่อหนีความผิด


หลังจากนั้นไม่นานนักคนทั้งสำนักศึกษาก็มารวมตัวกันที่นี่ ถังฉือหรงร้อนรนจนเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผาก แต่เขาก็อดกลั้นเอาไว้พร้อมกับเล่าเรื่องราวทั้งหมด 


ผู้ดูแลสำนักศึกษาขมวดคิ้วพลางถาม “ในถุงผ้าไหม มีเงินอยู่เท่าไหร่?”


“สิบตำลึง” เป็นถังจวิ้นเชินที่ตอบแทน จนผู้ดูแลรายนั้นเหลือบมองด้วยสายตาที่ไม่อยากเชื่อคำพูดเท่าใดนัก


“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าในถุงเงินของถังฉือหรงมีเงินสิบตำลึง”


ถังจวิ้นเชินจึงเล่าที่มาที่ไปของเงินจำนวนสิบตำลึงนี้ แต่ผู้ดูแลสำนักศึกษากลับไม่เชื่อคำพูดของเขาเลยสักนิด คงคิดว่าเขากับถังฉือหรงเล่นละครตบตาเพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าเรียน 


ถังจวิ้นเชินโกรธมาก เขากำหมัดแน่น เค้นเสียงพูดว่า “ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ได้เปิดถุงผ้าไหมดู แต่แค่คลำดูก็รู้แล้ว อีกทั้งตอนนี้ตู้มันก็ถูกงัดออกมา แม้แต่ถุงผ้าไหมเองก็หายไป เงินที่อาหรงสะสมมาได้ก็หายไปหมดเช่นกัน เช่นนั้นตอนนี้มันใช่เวลาที่ท่านจะมาสงสัยข้ากับถังฉือหรงกระนั้นหรือ ท่านควรเร่งหาขโมยถึงจะถูก”


“ของสำคัญเช่นนี้ เหตุใดเจ้าจึงไม่เก็บไว้กับตัว?”


ใบหน้าของถังฉือหรงแดงก่ำ เขาเอาแต่ก้มหน้าไม่ตอบอะไร จนให้ผู้ดูแลนึกสงสัยหนักเข้าไปอีก “เงินตั้งสิบตำลึงกลับไม่เก็บไว้กับตัว ยากที่จะเชื่อได้ ไหนเจ้าลองอธิบายให้ข้าฟังสิ” 


เมื่อถูกบังคับถังฉือหรงจึงตอบอย่างเสียมิได้ “กระเป๋าแขนเสื้อข้ามันขาด ข้าจึงไม่ได้เก็บของสำคัญไว้กับตัว” เขากัดฟันพลางกลับด้านแขนเสื้อให้ผู้ดูแลดู จนใบหน้าที่หล่อเหลาแดงก่ำด้วยความเขินอาย


ผู้ดูแลเหลือบมองดู จึงเชื่อ เขาเบาะปากด้วยความรังเกียจ จากนั้นก็หันไปถาม “ตอนที่อาจารย์กำลังสอนอยู่ มีใครออกมาบ้างไหม?”


ในตอนเช้า จะต้องมีคนไปเข้าห้องน้ำอย่างแน่นอน แต่ห้องนอนนี่ก็อยู่ไกลจากห้องบรรยายพอสมควร ไปกลับอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาถึงครึ่งชั่วยาม ทุกคนต่างพากันซุบซิบ และยังคงคิดว่าไม่มีใครมีเวลามากมายเช่นนั้น


ผู้ดูแลลูบคางพลางครุ่นคิด ทันใดนั้นเขาก็คิดอะไรบางอย่างออก “รอเดี๋ยว! มีใครรู้บ้างไหม ว่าเจ้านำเงินเก็บไว้ในตู้?” 


เมื่อได้ยินคำถามทั้งถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินต่างก็ตกตะลึงทุกคนในที่นั้นเองก็เช่นกัน


“ใครไม่รู้บ้างว่าครอบครัวเจ้ายากจน หากมีขโมยปะปนอยู่ในนี้จริงๆ แล้วล่ะก็เขาก็คงไม่ขโมยของเจ้าหรอก ทุกคนกลับไปดูที่ห้องนอนของตัวเอง ว่ามีสิ่งใดหายไปบ้างหรือไม่?” 


นักศึกษาทุกคนเมื่อได้ยินผู้ดูแลกล่าวด้วยเสียงอันดังต่างก็แยกย้ายกลับไปดูที่ห้องของตัวเอง จากนั้นก็ทยอยกลับมาอีกครั้ง พลางบอกว่าไม่มีสิ่งใดหายไปเลย คราวนี้ผู้ดูแลยิ่งหัวเราะเยาะเย้ย


“สำนักศึกษาถังซื่อไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาก่อน เหตุใดจึงมาเกิดขึ้นกับเจ้าในวันนี้ ก่อนจะถึงวันหยุด เจ้าบอกว่าไม่มีเงินจ่ายค่าเรียน ต้องการให้ข้าเลื่อนไปก่อนสองสามวัน แต่หลังจากที่กลับบ้านไป น้องสาวให้เงินกับเจ้า เจ้ากลับไม่รับมันไว้ จนนางต้องวานให้ถังจวิ้นเชินนำมาให้เจ้าอีกครั้ง จากนั้นก็เกิดเรื่องบังเอิญ เงินนี่กลับหายไป เมื่อตอนกลับมาก็ไม่มีใครพบเห็นอีก ไปๆมาๆก็มีเพียงพวกเจ้าสองคนที่รู้เรื่อง!” 


ชายผู้ดูแลสำนักศึกษาถังซื่อจ้องเขม็ง พลางตะคอก “เหตุใดเรื่องบังเอิญจึงได้เกิดขึ้นแต่กับเจ้ากัน เจ้าบอกข้ามาสิ!”


ตอนนี้ใบหน้าของถังฉือหรงแดงก่ำไปหมด ชายหนุ่มใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อตั้งสติก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง “ผู้ดูแล ครอบครัวข้ามีฐานะยากจน เดิมทีข้าได้เก็บสะสมเงินไว้เก้าร้อยกว่าอีแปะ คัดหนังสือเล่มนี้เสร็จ พรุ่งนี้ข้าก็จะมีเงินเพียงพอแล้ว ดังนั้นข้าจึงไม่ได้รับเงินของน้องสาวมา เรื่องนี้มีเพียงข้าและอาเชินที่รู้ ข้าก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงถูกขโมยไปได้ แต่ข้าเรียนหนังสือนักปราชญ์ ข้าไม่มีทางโกหกหลอกลวง หรือเล่นละครตบตาเพื่อจะไม่จ่ายเงินอย่างแน่นอน ขอท่านจงเข้าใจด้วย” 


“ผู้ดูแลถัง ข้ามอบเงินนั่นให้ถังฉือหรงกับมือจริงๆ ข้าขอรับประกันด้วยชีวิต” ถังจวิ้นเชินกล่าวขึ้นบ้าง 


ผู้ดูแลเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เขามองทั้งสองคนอย่างพินิจพิจารณาก่อนส่งเสียงในลำคอพลางกล่าว “แต่ทุกคนก็ไม่ได้กลับมาที่ห้องเลย เป็นไปได้ไหมว่าจะมีขโมยปีนกำแพงเข้ามาขโมยเงินสิบตำลึงของเจ้า?” 


“สามารถรายงานต่อทางการได้หรือไม่?” 


เมื่อได้ยินว่าเรื่องจะถึงทางการถังฉือจิ้นที่ยืนซ่อนตัวอยู่ด้านหลังฝูงชนใจหายวาบ ลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย โชคดีที่ผู้ดูแลปฏิเสธอย่างเด็ดขาดเขาจึงค่อยเบาใจลง


“ไม่ได้อย่างเด็ดขาด หากรายงานเรื่องแบบนี้ ชื่อเสียงของสำนักศึกษาซื่อถงของข้าจะเป็นอย่างไร?”


“แต่เงินสิบตำลึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ข้าขอให้ผู้ดูแลช่วยตรวจสอบสัมภาระของทุกคนได้หรือไม่ ข้าคิดว่าเจ้าหัวขโมยคงจะทิ้งมันไปไม่ทัน” 


“ใช่แล้ว!” แววตาถังจวิ้นเชินเป็นประกายขึ้นมาในทันที “บางทีแม้แต่ถุงผ้าไหมนั่นก็อาจจะยังอยู่ ถุงผ้าไหมใบนั้นเป็นลายเอพริคอตสีเหลือง มีเพียงช่องด้านข้าง ไม่มีลายปัก แค่เห็นก็สามารถรู้ได้ทันที” 


ชายผู้ดูแลลังเล ความจริงแล้วแม้ว่าการค้นร่างกายจะเป็นการดูหมิ่นไม่ให้เกียรติ แต่เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นที่น่าสงสัยที่สุด ผู้ดูแลกวาดสายตาไปยังทุกคน เพราะยังไม่อาจตัดสินใจได้ ตอนนั้นเองที่ถังฉือจิ้นก็ก้าวแหวกฝูงชนออกมาด้านหน้า พร้อมใบหน้าตึงเครียด “อาหรง เจ้าอย่าสร้างปัญหาให้มันมากเจ้าทำเช่นนี้ หรือเจ้ามองว่าเพื่อนๆเป็นขโมยกัน!” 


ถังฉือหรงเหลือบมองเขา “ท่านพี่ ข้าเองก็ไม่เชื่อหรอกว่าจะมีขโมยในหมู่เพื่อน แต่เงินของข้าถูกขโมยไป ข้าเองก็จำใจต้องเชื่อเช่นนั้น” 


“ใช่แล้ว” ถังจวิ้นเชินกล่าว “หากมีขโมยแฝงตัวอยู่ในหมู่เพื่อน ก็รีบแสดงตัวออกมาเสีย ทุกคนจะได้สบายใจไม่เช่นนั้น ใครจะรู้ว่าขโมยจะลงมืออีกเป็นครั้งที่สองหรือไม่” 


“นี่เจ้ายังจะสร้างปัญหาอีก แม้ว่าคนอื่นจะไม่รู้ว่าสภาพครอบครัวเจ้าเป็นอย่างไร แต่เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้ด้วยอย่างนั้นหรือ เจ้าจะไปหาเงินสิบตำลึงมาจากไหนกัน” ถังฉือจิ้นตะคอกเสียงดังลั่น เขาหยุดไปครู่หนึ่ง และพูดด้วยเสียงที่เบาลง “ช่างเถอะ…ผู้ดูแลถัง ค่าเรียนของเขาเดือนนี้ ข้าจะจ่ายให้แทนก็แล้วกัน” 


สำหรับชายผู้ดูแลแล้วการที่ปัญหาเกิดขึ้นน้อยลงน่าจะดีกว่าการเพิ่มปัญหา ดังนั้นเมื่อได้ยินคนช่วยหาทางออกเขาจึงตอบตกลงและสรรเสริญถังฉือจิ้นไม่หยุดปาก 


“อาจิ้นช่างเป็นคนที่ตรงไปตรงมาเสียจริง มีจิตเมตตาช่วยเหลือผู้ตกยาก เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ไปกัน ข้าจะพาเจ้าไปจ่ายเงิน ยามบ่ายยังมีเรียนอีก ทุกคนแยกย้ายได้!” 


ถังฉือหรงผงะไปชั่วขณะ จากนั้นจึงรีบห้าม “รอเดี๋ยวผู้ดูแล ท่านจะจัดการเช่นนี้ไม่ได้ เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของทุกคน จะมาปล่อยไปง่ายๆเช่นนี้ได้อย่างไร?”


“เดิมทีอาหรงมีเงินอยู่แล้ว” ถังจวิ้นเชินเสริม “เงินสิบตำลึง หากหาพบก็สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้ตั้งหลายเดือนจะมาปล่อยเรื่องนี้ไป ทั้งๆที่มันยังไม่จบได้อย่างไร” 


คราวนี้เป็นถังฉือจิ้นที่ขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์นัก เขาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “เงินข้าเองก็มีไม่มาก เจียดมาจ่ายค่าเล่าเรียนให้เจ้าในเดือนนี้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว เจ้ายังอยากให้ข้าชดใช้เงินสิบตำลึงให้เจ้าอย่างนั้นหรือ?”


“อาจิ้นเขาเต็มใจช่วยเจ้า ก็เพราะเขามีเมตตา เจ้ายังคิดจะผลักภาระให้เขาอีกหรือ?” เสียงเพื่อนคนหนึ่งแทรก จากนั้นก็ตามมาอีกหลายคำ ทั้ง “คำนวณดูดีๆอาจมีถึงสิบตำลึงเชียวนะ” หรือ “โลภมากจริงๆ!” หรือแม้กระทั่ง “เห็นได้ชัดว่าเจ้าสองคนนี้กำลังสมคบคิดกัน” 


ถังฉือหรงไล่ตามไปสองสามก้าว เมื่อเห็นว่าเรื่องนี้ไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว เขาจึงทำได้เพียงกัดฟัน และอดทนอดกลั้นอยู่ภายในใจ โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงเด็กตัวเล็กๆอย่างนางที่พุ่งเข้าไปในกองไฟเพื่อช่วยคน จึงจะได้เงินยี่สิบตำลึงนี้มา นี่คือเงินที่นางเอาชีวิตเข้าแลก แต่จู่ๆเขากลับหายไปอย่างน่าเสียดาย 


ถังจวิ้นเชินส่งคนสองสามคนออกไป พลางเดินหันไปหันมาด้วยความลังเลอยู่นาน จนในที่สุดเขาก็กล่าวออกมาด้วยเสียงต่ำ “อาหรง ข้า...คิดว่าพอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้”  


ถังฉือหรงแทบจะเข้าใจความหมายของเขาในทันที เมื่อเห็นเพื่อนทำหน้าพยักพเยิดไปทางถังฉือจิ้น และตอนนั้นเองที่เขาจำได้ว่า เมื่อเช้าถังฉือจิ้นเข้าไปในห้องบรรยายช้ามาก ช้ากว่าพวกเขาอย่างน้อยครึ่งชั่วยาม ทันทีที่เขานั่งลง อาจารย์ก็เพิ่งจะเข้ามาพอดี…หรือหัวขโมยจะเป็นถังฉือจิ้น 


ชายหนุ่มครุ่นคิดสงสัย แต่ในเมื่อตอนนี้ เขาไม่มีหลักฐาน อีกทั้งถังฉือจิ้นก็ยังช่วยเขา หากเดาผิดขึ้นมาทุกคนต้องมองเขาเป็นคนชั่วร้าย อกตัญญู 


ถังจวิ้นเชินเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเขาจึงพูดเบาๆว่า “อาหรง ตอนนี้จะทำอย่างไรดี?” 



บทที่ 50 เจ้าจิ้งจอกน้อย


ทำอย่างไรดี ไม่มีวิธีแล้ว!


ถังฉือหรงคิดในใจ เพราะหากพูดแต่ปากแต่ไร้พยานหลักฐานแล้ว คงไม่มีใครเชื่อคำพูดของเขาแน่ หากทำให้ผู้ดูแลโมโหขึ้นมามีหวังเขาต้องถูกไล่ออกจากสำนักศึกษาแน่นอน 


ผ่านไปครู่หนึ่งถังฉือหรงจึงพูดออกมาด้วยเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบว่า “สอบติดแล้ว เราต้องรอให้สอบติดก่อนจึงจะพูดเรื่องนี้” 


“ใช่แล้ว! ถังจวิ้นเชินหันมองมาที่เขา ดวงตาเป็นประกาย “มีเพียงการสอบติดเท่านั้นที่จะทำให้เราอยู่เหนือคนอื่น แล้วก็จะไม่ถูกคนอื่นรังแก” 


ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ถังฉือเย่ไม่ได้รับรู้เลยว่าเงินที่นางได้ฝากถังจวิ้นเชินไปให้พี่ชายนั้นได้อันตรธานหายไปแล้ว เพราะตอนนี้หญิงสาวกำลังหมกมุ่นอยู่กับการบุกเบิก ‘งาน’ ชิ้นแรกของตัวเอง 


ด้วยการจัดการของฉีจิง ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังเขียนสัญญากันอยู่โดยแบ่งออกเป็นสองฉบับ ต่างฝ่ายก็ถือสัญญากันคนละหนึ่งฉบับ เมื่อตกลงกันเสร็จแล้วชายหนุ่มจึงทำหน้าที่ไปซื้อเครื่องปรุงยาที่ร้านขายยา เมื่อเขาขี่เกวียนมาถึงนั้น ถังฉือเย่ก็กำลังขมวดคิ้วแล้วขีดเขียนอะไรบางอย่างลงพื้น นางกำลังคำนวณสัดส่วนของเครื่องปรุงยาสำหรับเหล้าหนึ่งไห โดยยึดตามสัดส่วนของเหล้าไหก่อนหน้านี้


ชายหนุ่มยืนมองนางอยู่พักใหญ่ด้วยความงุนงงสงสัย จึงไม่ได้พูดอะไร ตอนนี้ถังฉือเย่รู้สึกว่าการที่นางให้เขามาเป็นคนรับหน้าแทนนั้นเป็นเรื่องที่ทำถูกต้องมากที่สุด เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะทำอะไรนางก็ทำได้ไม่สะดวกนัก ด้วยเหตุนี้ถังฉือเย่จึงยิ้มตรงมุมปากนิดหนึ่งขณะหันหน้าไปมองเขา 


ฉีจิงยังไม่ทันได้เห็นรอยยิ้มนั้นนางก็ก้มหน้าลงไปแล้ว เพราะในที่สุดนางก็คำนวณออกมาได้อย่างชัดเจน แต่ที่บ้านกลับไม่มีดินสอหรือกระดาษ ถังฉือเย่จึงทำได้เพียงพูดพึมพำที่ข้างหูเขาสองรอบ


“เจ้าจำได้หรือยัง?” เมื่อเห็นเขาพยักหน้า แต่นางยังไม่วางใจ “อย่างนั้นเจ้าลองท่องมาสักรอบสิ” 


ฉีจิงเงียบกริบ เขาเหลือบมองแวบหนึ่งจากนั้นจึงหันหลังแล้วเดินจากไป นางจึงเร่งฝีเท้าเดินตามหลังเขาแล้วบ่นอุบ 


“ให้ดีอย่าซื้อจากร้านยาร้านเดียวนะ” 


“เจ้ากลัวว่าสูตรจะรั่วไหลเหรอ?” 


“เรื่องนี้มันก็ใช่ แต่มันก็เป็นแค่ส่วนเดียวเท่านั้น” หญิงสาวพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เรื่องที่สำคัญที่สุด ต่อไปพวกเราก็มีจะมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ทำไมเราไม่รักษาความรู้สึกที่ดูแล้วพิศวงน่าสงสัยอย่างนี้ไว้ล่ะ” 


ฉีจิงพยักหน้าขึ้นลง ก่อนจะดีดนิ้วไปที่ศีรษะของถังฉือเย่ จากนั้นก็กระโดดขึ้นเกวียนไป เมื่อสะบัดแซ่ เกวียนนั้นก็ค่อยๆเคลื่อนตัวจากไป ถังกุ้ยฮวาที่ยืนอยู่ในบ้านตระกูลถัง นางทอดสายตามองเกวียนที่ค่อยๆเคลื่อนไปด้านหน้าอย่างช้าๆ จากนั้นเมื่อหันกลับมาก็สบถเสียงดังเพราะความโกรธแค้นที่สุมอยู่ในอก


‘นังเด็กชั่ว! ฉวยโอกาสตอนที่ข้าออกจากบ้าน มาเกี้ยวพ่อหนุ่มฉีของข้า ช่างหน้าไม่อายเสียจริง!’ หญิงสาวคิดอย่างแค้นเคือง เพราะหากไม่ใช่เพราะคนในบ้านกำชับไม่ให้ก่อเรื่องอะไรในช่วงนี้ละก็ นางคงจะออกไปตบหน้าสั่งสอนหลานสาวชั่วคนนั้นสักฉาดสองฉาดให้หายแค้น 


ถังกุ้ยฮวารู้ดีว่าพี่สี่เองก็คงอยากทำเช่นนั้นเหมือนกัน แต่นางไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าทำไมเขาที่ทั้งโกรธและเกลียดเย่เอ๋อร์ขนาดนั้น ถึงไม่ยอมลงมือทำอะไรสักอย่าง มิหนำซ้ำยังไม่ให้คนอื่นในตระกูลลงมือทำอีกด้วย… เพียงเพราะชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลที่ออกหน้ากระนั้นหรือ? 


หญิงสาวตระกูลถังครุ่นคิดด้วยความสงสัยและแค้นใจ ในขณะที่ถังฉือเย่นั้นไม่ใช่ไม่รับรู้ถึงสายตาอาฆาตแค้นของถังกุ้ยฮวา เพียงแต่นางคร้านที่จะสนใจแล้ว เมื่อฉีจิงออกเดินทาง นางรวมทั้งท่านลุงสี่และคุณนายโจวจึงเดินขึ้นไปบนภูเขาด้วยกัน


ครั้งนี้ถังฉือเย่ประเมินวัตถุดิบที่มีอยู่ในร้านเหล้าเพื่อเตรียมทำเหล้าอีกสักห้าไหก่อน ซึ่งจากการทดลองครั้งก่อนนั้นทำให้รู้ว่าไหเหล้าของคุณนายโจวนั้นเมื่อใส่วัตถุดิบทั้งหมดลงไปจะสามารถใส่เหล้าเซาที่หมักจนเสร็จ แล้วเข้าไปได้แค่สามในสี่ส่วนเท่านั้น เมื่อกรองออกมาจึงต้องเสียไปครึ่งหนึ่งทีเดียว ดังนั้นถังฉือเย่จึงคัดเอาแต่ผลไม้ป่าที่สมบูรณ์เท่านั้นก่อนจะช่วยกันชนกลับลงมาสองรอบ 


ตอนบ่ายเมื่อฉีจิงกลับมาจากการซื้อเครื่องปรุงยาแล้ว ทุกคนจึงลงมือล้างผลแอปเปิ้ลป่าให้สะอาดแล้วนำไปตากแห้งไว้ จากนั้นค่อยเลาะเอาแกนกลางออกแล้วหั่นเป็นแผ่นๆ ในระหว่างที่ทุกคนกำลังยุ่งอยู่นั้น ถังฉือเย่ก็พูดกับพวกเขาว่า


“จริงๆแล้วเหล้านี้จะต้องใช้เวลาในการต้มค่อนข้างนาน ผลแอปเปิ้ลไม่จำเป็นต้องหั่นก็ได้แค่เอาแกนมันออกแล้วใส่ลงไปทั้งลูกได้เลย อย่างตอนนี้หากเรารีบละก็เหล้าแอปเปิ้ลไหนี้ก็จะสามารถเอาออกมาดื่มได้ภายในเจ็ดวัน จากปกติที่ต้องใช้เวลาหมักทั้งหมดสิบห้าวัน ซึ่งในระหว่างนี้พวกท่านก็สามารถหมักเหล้าต่อไปได้ แล้วค่อยหาผลไม้อื่นที่เหมาะสมต่อไป”


“เย่เอ๋อร์” คุณนายโจวพูดแทรกขึ้น “เจ้าคิดว่าเหล้านี้จะทำได้จริงๆหรือ?”


“แน่นอนเจ้าค่ะ มีข้าอยู่พวกท่านไม่ต้องกังวลไปหรอกเจ้าค่ะ” 


ฉีจิงหันมามองนาง แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เมื่อทุกคนต่างยุ่งกันอยู่ทั้งวัน จนเมื่อน้ำแห้งแล้วพวกเราก็เริ่มเอาส่วนผสมต่างๆ ทยอยใส่ลงไปในไหเหล้า ท่านลุงสี่เดินมาคุยกับถังฉือเย่เล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป ฉีจิงผู้เป็นเจ้าของสูตรยาแบบปลอมๆ จึงต้องอยู่กับนาง 


ชายหนุ่มตัดสินใจหันหลังให้เพราะคิดว่าคงไม่สมควรนักหากรู้ส่วนผสมของนาง มีเพียงหูเท่านั้นที่ได้ยินนางพูดถึงส่วนผสมต่างๆที่ใส่ลงไปในเหล้าอย่างสบายอารมณ์ สุดท้ายแล้วนางยังใส่อะไรลงไปอีกอย่างทั้งเบา ทั้งไม่มีกลิ่น แต่เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร


เจ้าจิ้งจอกน้อยตัวนี้ยังคงซ่อนความสามารถเอาไว้อีกนะ ไม่แปลกที่นางบอกว่าไม่กลัวสูตรรั่วไหลออกไป! 


ชายหนุ่มสกุลฉีคิดในใจพร้อมกับยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่ถังฉือเย่จะสั่งว่า “ได้แล้วล่ะ ข้าใส่เสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้ามาปิดปากไหเหล้าเถอะ” 


ฉีจิงหันกลับไปอย่างเงียบๆ เขาเหลือบมองนางแวบหนึ่ง เห็นนางเดินจากไปพร้อมกับเอามือไขว้ด้านหลังราวกับเป็นคนแก่ ไกลออกไปไม่มากนักเห็นเสี่ยวเหยาและฉีหยางต่างก็กำลังช่วยทำนู่นนี่อยู่ด้านนอก เด็กทั้งสองเล่นกันอย่างสนุกสนาน เมื่อฉีจิงปิดปากไหเหล้าแล้ว เขาก็เดินมายืนตรงข้างๆนางอีกครั้ง พร้อมกับกล่าวเป็นเชิงหารือว่า 


“อาเย่” 


“หืม?” 


“อาหยางห้าขวบแล้ว เขาต้องเรียนหนังสือ ฝึกศิลปะการต่อสู้ เจ้าไม่สามารถเล่นกับเขาได้ตลอดเวลาหรอกนะ” ชายหนุ่มกระแอมเบาๆ “อีกอย่างเขาก็เป็นเด็กผู้ชาย เจ้าอย่า…อย่าไปหอมเขาบ่อยๆสิ” 


“ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้เจ้าก็อย่าให้เขามาหาข้าสิ” 


ฉีจิงเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดอย่างจนใจ “เขาไม่ฟังข้าหรอก…ข้าไม่เข้าใจเลยว่าเพราะเหตุใดเขาถึงเชื่อฟังแต่เจ้า ไม่ยอมฟังคำข้าเลย ยามที่ข้าพูดกับเขา เขาก็ทำราวกับว่าไม่ได้ยินที่ข้าพูด ไม่ใช่ทำเป็นว่าไม่ได้ยิน แต่เหมือนเขาไม่ได้ยินจริงๆ”


ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมามองหญิงสาวข้างกาย “อาหยางเป็นประเภทที่…ท่านหมอบอกว่าเขาเป็นใบ้ แต่ว่าเขาพูดได้แท้ๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมพูดกับข้าสักคำ” 


ถังฉือเย่นั้นสัมผัสได้ว่าในน้ำเสียงนั้นมีความรู้สึกน้อยใจแฝงอยู่ นางจึงพูดกับเขาว่า “หากเจ้ายินดีที่จะเชื่อข้าล่ะก็...”


“เชื่อสิ ข้าเชื่อเจ้า”


“ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะบอกว่า ความจริงแล้วอาหยางเขาไม่ได้เป็นใบ้หรอก แล้วก็ไม่ได้เป็นโรคอะไรด้วย ส่วนเรื่องที่ทำให้เขาปฏิบัติกับข้าไม่เหมือนคนอื่นนั้น มันอาจจะเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ข้าเคยช่วยชีวิตเขาไว้จากกองเพลิงคราวนั้นก็เป็นได้” นางมองไปที่เขาแวบหนึ่งก่อนจะกลั้นใจถาม


“ในตอนแรกทำไมอยู่ๆเขาถึงไม่พูดขึ้นมาล่ะ?”


ถังฉือเย่เห็นใบหน้าหล่อเหลาของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย พร้อมกับเม้มปาก หลังจากคุ้นเคยกับสีหน้าของเขาแบบนี้แล้ว ทำให้หญิงสาวรู้ว่าทุกครั้งที่เขาไม่พอใจหรือไม่อยากพูด ฉีจิงก็จะเม้มปากอย่างนี้ทุกครั้ง นางจึงกำลังจะบอกว่าหากเขาไม่ต้องการที่จะพูดก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ทันได้อ้าปากชายหนุ่มก็พูดก่อนว่า


“ข้าก็ไม่รู้เช่นเดียวกัน…เมื่อตอนที่บ้านข้าเกิดเรื่องนั้น ข้าไม่อยู่บ้าน พอข้ารีบกลับมาก็เห็นท่านแม่พาอาหยางหนีออกมาแล้ว พอส่งเขามาให้ข้ายังไม่ได้ทันได้พูดอะไรกันสักคำ นางก็จากไปเสียแล้ว ตั้งแต่นั้นมาอาหยางก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย” 


ถังฉือเย่อึ้งไปชั่วขณะ นางเบิกตากว้างมองไปที่เขาสบตากันอย่างเงียบๆ ความรู้สึกวินาทีนั้นราวกับว่านางได้มองทะลุผ่านรูปร่างหน้าตาที่ไม่เหมือนใครของเขาไป ชั่วพริบตาก็ได้เห็นถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ไม่มีใครคอยช่วยเหลือภายในใจของชายหนุ่ม 


หญิงสาวจึงยิ้มให้กำลังใจพร้อมกับบอกเขาว่า “ข้าจะลองถามเขาดู…อีกอย่าง อาหยางต้องการคนที่คอยอยู่ข้างๆเขา ต้องการการปลอบประโลม เจ้าลองกอดเขาให้มากๆหน่อย หอมเขาหน่อย อีกอย่างอย่าลืมสิว่าคำคำหนึ่งสามารถพูดได้หลายรอบนะ ส่วนเรื่องเรียนหนังสือนั้น บ้านเจ้ามีที่ให้ขีดเขียนตัวหนังสือหรือไม่?”


เมื่อเห็นฉีจิงพยักหน้า นางจึงพูดต่อ “เอาอย่างนี้แล้วกัน นับจากวันพรุ่งนี้ ข้าจะส่งอาเหยาไปตั้งแต่เช้า ให้อาหยางช่วยสอนนางเขียนหนังสือฝึกการต่อสู้ ปรับอารมณ์ให้เขาเป็นปกติเสียก่อน รอจนกระทั่งเห็นผล เจ้าก็อย่าได้รีบร้อนไปเลย” 


“ทำอย่างที่เจ้าพูดก็ได้” 


ชายหนุ่มหญิงสาวพูดคุยปรึกษากันอยู่ด้านหลังประตูลานกว้าง คุณนายโจวเงยหน้าขึ้นมองพวกเขาอยู่เป็นระยะ ปกติฉีจิงเป็นคนที่ดูภายนอกแล้วเย็นชา เย่อหยิ่ง แต่เวลาที่อยู่ต่อหน้าถังฉือเย่นั้นกลับกลายเป็นเหมือนสัตว์ร้ายที่หุบกรงเล็บไว้ สุดแสนจะเชื่องและไร้พิษภัย ส่วนสูงทั้งสองนั้นต่างกันอย่างชัดเจนอีกคนนั้นสูงอีกคนนั้นเตี้ย แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดเมื่อมองไปแล้วนั้นพวกเขาเข้ากันเป็นอย่างมาก  


คุณนายโจวอดหัวเราะออกมาไม่ได้ นางต้องการที่จะเดินเข้าไปพูดคุยกับพวกเขาสักหน่อย แต่เมื่อนึกถึงคนตระกูลถังพวกนั้นแล้ว ก็ขมวดคิ้วและหุบยิ้มลง พร้อมกับมีเสียงของใครคนหนึ่งมาเคาะประตูจากด้านนอกตะโกนร้องเรียกว่า


“คุณนายโจว…อยู่หรือไม่?”


จบตอน

Comments