superstar ep51-55

 บทที่ 51 หญิงสาวที่ไล่ตามเจ้า


คุณนายโจวเดินมาเปิดประตูเมื่อได้ยินเสียงเรียก ก่อนจะพบหลี่ซื่อกับถังกุ้ยฮวายืนรออยู่ด้านหน้าด้วยใบหน้าถมึงทึง 


ถังกุ้ยฮวาที่สังเกตเห็นว่าถังฉือเย่พูดคุยหยอกล้อกับชายหนุ่มในดวงใจมาหลายวัน โดยเฉพาะวันนี้ที่ทั้งสองคนเข้าไปขลุกอยู่ด้วยกันในร้านเหล้าของคุณนายโจวทั้งวัน ในที่สุดนางก็ทนไม่ไหวต้องออกมาจากบ้านมาอาละวาดให้รู้ดำรู้แดง โดยบอกกับท่านย่าซุน ผู้เป็นมารดาว่าจะออกไปช่วยคุณนายโจวทำงาน ซึ่งท่านย่าซุนก็เห็นด้วยเป็นอย่างมาก เพราะตอนนี้สภาพการเงินของตระกูลถังนั้นค่อนข้างลำบาก ถังหย่งหมิงต้องชดใช้เงินให้กับบ้านของถังต้าหวยถึงสี่สิบตำลึง จนทำให้เงินสำรองของตระกูลร่อยหรอจนเกือบหมด


ถังหย่งฟู่กับถังหย่งหมิงบอกกับทุกคนว่าช่วงนี้อย่าเพิ่งไปหาเรื่องอะไรกับถังฉือเย่เด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้ครอบครัวดูไม่ดีในสายตาของท่านหัวหน้าตระกูล 


ถังกุ้ยฮวาพยายามคิดหาวิธีมาหลายวัน เพราะไม่อยากขัดคำสั่งของพี่ชาย แต่ใจก็ไม่สามารถอดทนกับความแค้นที่สุมอยู่ในอกได้ สุดท้ายก็หาวิธีได้ นั่นคือการเข้าไปทำงานในร้านเหล้าแห่งนี้ของคุณนายโจว ที่ทั้งสามารถหาเงินได้แล้ว ยังสามารถทำร้ายถังฉือเย่ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็มีแต่ได้กับได้ ไม่มีเสีย! 


ท่านย่าซุนเองก็เห็นด้วยความคิดนี้ของบุตรสาว พร้อมกันนี้ก็ส่งลูกสะใภ้อย่างหลี่ซื่อมาด้วย เผื่อจะหาเงินเข้าบ้านได้มากขึ้น 


เมื่อเห็นหญิงผู้เป็นเจ้าของร้านเปิดประตูออกมา ถังกุ้ยฮวาก็ยิ้มหวานพลางพูดขึ้นว่า “ท่านป้า ข้ามีเรื่องจะถามท่านหน่อย?” 


“เรื่องอะไรงั้นหรือ?”


“ไม่ทราบว่าที่บ้านของท่านป้ามีงานอะไรพอจะให้ข้าช่วยทำหรือไม่?” 


คุณนายโจวได้ยินก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น นางเกลียดพวกที่พอมีประโยชน์แล้วค่อยมาทำเป็นสนิทสนม แต่พอหมดประโยชน์กลับไม่สนใจ เข้าทำนองพอข้ามแม่น้ำได้ก็รื้อสะพานทิ้ง เพราะฉะนั้นนางจึงแอบเบะปากเล็กน้อยบอกว่า “ขอบใจเจ้ามาก แต่ไม่ต้องแล้วล่ะ ที่นี่ไม่มีงานอะไรหรอก พวกเราทำเสร็จหมดแล้ว” 


“ทำกันเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ” ถังกุ้ยฮวายืดคอมองเข้าไปด้านใน ติดก็แต่ถูกคุณนายโจวยืนขวางไว้ 


“ใช่! กุ้ยฮวาเจ้ายังมีอะไรอีกหรือไม่ หากไม่มีข้าจะได้ปิดประตู” 


ไม่รอช้าถังกุ้ยฮวาปรี่เข้าไปจับมือนางไว้ ก่อนจะพูดด้วยท่าทางที่สนิทสนม “ท่านป้า ข้าอยู่บ้านทั้งวันไม่มีอะไรทำ ท่านมีงานอะไรก็บอกข้ามาได้เลยนะเจ้าคะ ข้าไม่รับเงินก็ได้เจ้าค่ะ”


“ข้าบอกแล้วว่าทำเสร็จหมดแล้ว จะเอางานที่ไหนให้เจ้าทำ” 


“ทำเสร็จหมดแล้วจริงๆหรือเจ้าคะ?”


“ข้าจะไปโกหกเจ้าทำไมกัน” 


“อย่างนั้น…ข้าได้ยินมาว่าพ่อหนุ่มฉีเขามาช่วยทำงานที่บ้านของท่าน?”


คุณนายโจวหัวเราะเบาๆ เมื่อรู้จุดประสงค์ที่แท้จริง “กุ้ยฮวาที่แท้เจ้าก็มาหาพ่อหนุ่มฉีสินะ ดูเจ้าสิจะมาหาเขาก็ไม่ยอมพูดตรงๆ ยังจะมาบอกว่าจะช่วยทำงานอะไรกัน เจ้าทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจไปด้วยเลย…ที่พวกเราขอให้พ่อหนุ่มฉีเขามาช่วยงานนั้นเพราะมีเรื่องที่สำคัญน่ะ หากเจ้าอยากเจอเขาก็รอให้เขากลับบ้านก่อนแล้วกัน”


“พวกท่านมีเรื่องอะไรกันหรือเจ้าคะ?” ถังกุ้ยฮวาถามทันควัน สุ้มเสียงไม่พอใจอยู่หน่อยๆ “ถ้าเช่นนั้นข้าขอเข้าไปดูหน่อย” 


คุณนายโจวรีบเบี่ยงตัวกันไว้แล้วบอกว่า “ตอนนี้พวกเรากำลังยุ่งๆกันอยู่ เจ้าอย่าเพิ่งเข้าไปรบกวนพวกเขาเลย” พูดจบประโยคนางก็รีบถอยหลังกลับมาแล้วจัดการปิดประตู


หลี่ซื่อที่ยืนฟังมานานนั้นรีบเข้าไปดึงแขนเสื้อของถังกุ้ยฮวาไว้ พร้อมกับพูดเกลี้ยกล่อม แต่ดูเหมือนถังกุ้ยฮวาจะยังไม่ยอมแพ้ 


“ท่านป้า ข้าไม่ได้จะดูพวกท่านหมักเหล้าอะไรสักหน่อย ข้าแค่อยากไปดูพ่อหนุ่มฉีเท่านั้นเอง”


คุณนายโจวชะงัก สีหน้าเคร่งขรึมลง ปกตินางเป็นคนพูดอะไรรักษาน้ำใจคน แต่คิดไม่ถึงว่าถังกุ้ยฮวาจะพูดไม่รู้ฟัง นี่หากเป็นผู้หญิงคนอื่นหากได้ยินขนาดนี้ก็คงกลับไปนานแล้ว แต่หญิงสาวสกุลถังผู้นี้กลับหน้าด้านหน้าทนเสียจริง! คุณนายโจวจึงพูดเสียงดังขึ้นว่า


“เจ้าเด็กคนนี้ ทำไมยังไม่เข้าใจอีกนะ พวกข้ากำลังหมักเหล้ากันมีสูตรลับที่สืบทอดเลี้ยงชีพกันมารุ่นต่อรุ่น แล้วเราก็ไม่เคยบอกคนนอกให้รับรู้ มีอย่างที่ไหนที่เจ้าจะบุกเข้ามาข้างในนี้ได้”


ถังกุ้ยฮวาถลึงตาขึ้น เมื่อทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ซึ่งเดิมทีคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะถึงอย่างไรเสียนางซึ่งมีอายุสิบหกแล้วไม่ว่าจะทำอะไรก็น่าจะดีกว่าเด็กอายุสิบสองสิบสามอย่างถังฉือเย่ นอกเสียจากคุณนายโจวจะเป็นคนโง่เท่านั้นถึงจะไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ ไม่คิดว่าคุณนายโจวจะเป็นคนโง่จริงๆยิ่งคิดก็ชวนให้ยิ่งโมโห


“แล้วทำไมถังฉือเย่ถึงอยู่ข้างในนั้นได้ล่ะ?”


“เย่เอ๋อร์จะอยู่ข้างในหรือไม่ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย?” คุณนายโจวพูดอย่างไม่เกรงใจ หลี่ซื่อที่เริ่มเห็นท่าไม่ดีจึงเข้าไปดึงแขนเสื้อของถังกุ้ยฮวาเอาไว้อีกรอบ แต่มีหรือที่คนอย่างถังกุ้ยฮวาที่เย่อหยิ่งมาแต่ไหนแต่ไรจะเชื่อฟัง นางสะบัดมือของหลี่ซื่อออกอย่างแรง แล้วตะเบ็งเสียงว่า 


“ถ้าอย่างนั้นที่ท่านเรียกทั้งถังฉือเย่กับพ่อหนุ่มฉีมามันหมายความว่าอย่างไรกัน ใครจะไปรู้ว่าที่พวกท่านปิดประตูน่ะพวกท่านทำอะไรกันอยู่ด้านใน!”


“ข้ากับลุงสี่ของเจ้าก็อยู่ด้วย ในบ้านยังมีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ไม่รู้กี่คน เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ” คุณนายโจวที่เริ่มรู้สึกโมโหขึ้นมาเสียงดังขึ้นอย่างอดไม่อยู่ “อีกอย่าง คำก็พ่อหนุ่มฉี สองคำก็พ่อหนุ่มฉี ตกลงแล้วพ่อหนุ่มฉีเขาเป็นอะไรกับเจ้ากันแน่ อย่างไรเสียเจ้าก็ยังเป็นสาวเป็นแส้ จะพูดจะทำอะไรก็จงระมัดระวังเสียหน่อย จะได้ไม่เสียหน้า”


ตอนนี้หลายคนเริ่มเปิดประตูชะโงกหน้าออกมามอง พร้อมกับจับกลุ่มกันซุบซิบนินทา ถังกุ้ยฮวาโกรธเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้นอกจากสะบัดหน้าพรืดแล้วเดินกลับเข้าบ้านไป คุณนายโจวส่ายหน้าด้วยความโมโหและระอาใจ ก่อนจะปิดประตู เมื่อเดินกลับเข้ามาในบ้านก็เห็นถังฉือเย่ยืนยิ้มน้อยๆอยู่ 


“ข้าคิดว่าหากข้าออกไปต้องเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้อีกแน่ ข้าเลยไม่ออกไป ท่านป้าโกรธหรือไม่?”


“เจ้าไม่ออกไปน่ะดีแล้ว…ข้าไม่ได้โกรธหรอกแค่รู้สึกหงุดหงิดน่ะ ถังกุ้ยฮวาทำไมถึงได้หน้าด้านขนาดนี้นะ?” คุณนายโจวคิดอย่างไม่จริงจังนัก ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาแล้วหันมาพูดกับชายหนุ่มผู้เป็นต้นเรื่องทั้งหมดว่า 


“อาฉี นี่เป็นเรื่องที่เจ้าเป็นผู้ก่อทั้งหมดเลยนะ” 


“ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยนะขอรับ” 


“อาฉี…” สตรีที่ผ่านโลกมามากกว่าหัวเราะเบาๆ “เจ้าบอกกับข้าหน่อยสิว่า ในบรรดาสตรีที่วิ่งไล่ตามเกี้ยวเจ้าอยู่นั้น เจ้าถูกใจใครบ้างหรือไม่ ข้าจะเป็นคนไปช่วยพูดให้เจ้าเอง” 


ฉีจิงหน้าแดงเล็กน้อย เขาเหลือบมองที่ถังฉือเย่แวบหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นแล้วตอบคำถามนั้นเพียงว่า “ข้าจะไปดูทางนั้นหน่อยนะขอรับ” จากนั้นเขาก็เดินไปที่ด้านหลังบ้านแล้วไม่กลับออกมาอีกเลย


คุณนายโจวหัวเราะจนตัวงอ เช่นเดียวกับท่านลุงสี่ผู้เป็นสามีที่พูดกับภรรยาว่า “อาฉีเขาเป็นคนหน้าบางจะตาย เจ้าก็อย่าไปหยอกล้อเขาเลย” 


หลังจากนั้นพวกเขาก็หัวเราะกันไปทำงานกันไปด้วยความเพลิดเพลิน จนกระทั่งเย็นย่ำถึงจะนำเหล้าทั้งห้าไหมาปิดผนึกจนเสร็จ ทุกคนต่างจ้องมองไหเหล้าเหล่านั้นด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง และเป็นถังฉือเย่ที่กล่าวเป็นคนแรกว่า


“เจอกันในอีกครึ่งเดือน!” 


ฉีจิงพยักหน้า ก่อนจะพูดอย่างเคร่งขรึมตามปกติวิสัยของตัวเอง “ถึงตอนนั้นแล้ว เราค่อยมาฉลองด้วยกัน” 


จากนั้นทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน รอจนวันถัดมาท่านลุงสี่และคุณนายโจวก็เริ่มหมักเหล้าอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่าถังฉือเย่จะทำเป็น แต่นางก็คอยช่วยเหลือเล็ๆน้อยๆเท่านั้น ส่วนงานใหญ่ๆที่เป็นความลับพวกเขาทั้งสองจะเป็นคนทำเองทั้งหมด


เมื่อทำงานแล้วเสร็จ ถังฉือเย่ก็เรียกให้ฉีหยางมาและขอให้เขามาช่วยจดบัญชี เงินในการซื้อยา ธัญพืชในการหมักเหล้า รวมทั้งค่าแรงที่ทั้งสองคนขึ้นไปเก็บผลแอปเปิ้ลป่าบนภูเขาด้วย ฉีจิงขี่เกวียนออกไปตั้งกี่รอบ ทุกอีแปะทุกตำลึง นางจดเอาไว้อย่างละเอียดและชัดเจน


หญิงสาวพบว่าความรู้ระดับฉีหยางนี้ ถ้าหากเป็นยุคปัจจุบันก็คงจะจบชั้นประถมไปแล้ว เพราะตั้งแต่นางเห็นเขามา ถังฉือเย่ไม่เคยเห็นคำที่เขาเขียนไม่ได้เลย ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะอุ้มเขาขึ้นมานั่งบนตักแล้วชมแล้วชมอีก 


ถังฉือเย่อุ้มเขาแล้วหอมไปสองครั้ง จนเด็กชายหน้าแดงไปหมด ถังฉือเย่พูดคุยกับฉีหยางและถามเป็นเชิงปรึกษาว่า หากจะให้เขาช่วยสอนเสี่ยวเหยาเขียนตัวหนังสือด้วยจะได้หรือไม่ ซึ่งตอนแรกที่ปรึกษากับฉีจิงนั้น ชายหนุ่มแนะนำว่าจะให้ฉีหยางจะใช้เวลาหนึ่งชั่วยามในช่วงเช้าเรียนหนังสือ หนึ่งชั่วยามในช่วงบ่ายในการฝึกเขียนตัวอักษร หนึ่งชั่วยามในช่วงค่ำในการฝึกการต่อสู้ ซึ่งถังฉือเย่เองไม่คิดว่าจะให้เสี่ยวเหยาจะเรียนการต่อสู้แต่อย่างใด เพราะเป้าหมายสำคัญของนางคือการให้เด็กทั้งสองคนนั้นเป็นเพื่อนคอยดูแลช่วยเหลือกันเท่านั้น 


ฉีหยางนั้นถึงแม้ดูแล้วจะไม่ค่อยชอบพูดสักเท่าไหร่ แต่เมื่อถูกถังฉือเย่อุ้มแล้วคะยั้นคะยอไปมา ท้ายที่สุดเด็กชายก็พยักหน้ารับปากอย่างเคร่งขรึม 


ดังนั้นในวันถัดมา ถังฉือเย่จึงพาเสี่ยวเหยามาส่งที่บ้านของฉีจิงตั้งแต่เช้า เด็กชายนั้นเชื่อฟังเป็นอย่างมาก ไม่มีข้อโต้แย้งหรือแสดงสีหน้าหงุดหงิดไม่พอใจอะไร นางจึงกำชับเสี่ยวเหยาเป็นพิเศษว่าประโยคหนึ่งให้พูดหลายๆครั้ง และต้องรอให้ฉีหยางตอบก่อนเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นแล้วก็ปล่อยให้ฉีหยางเป็นคนควบคุม  


ถังฉือเย่อมยิ้มอย่างมีความสุข เมื่อเห็นว่าฉีหยางนั้นทำท่าจริงจังขึ้นมา ราวกับเป็นอาจารย์ที่เข้มงวด นางยืนพิงอยู่ตรงประตูเฝ้ามองดูอยู่ครู่หนึ่ง ฉีจิงที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเอ่ยถามว่า 


“เจ้าจะขึ้นไปภูเขาหรือไม่?” 


หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากที่ยุ่งมาหลายวัน อาหารในบ้านก็เริ่มร่อยหรอลงไปมากแล้ว จึงตัดสินใจว่าจะขึ้นไปบนภูเขาสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน ถังฉือเย่จึงหันกลับไปพยักหน้ารับก่อนจะกลับไปหยิบกระบุงและเคียวขึ้นมาสะพาย จากนั้นทั้งสองคนก็ขึ้นไปบนภูเขาด้วยกัน เมื่อเจอคนในหมู่บ้านที่เดินสวนกันไปมา พวกเขาก็ทักทายอย่างเป็นกันเอง 


เมื่อขึ้นไปบนภูเขาแล้ว ฉีจิงก็หันไปมองนางแวบหนึ่ง ถังฉือเย่สงสัยจึงถามว่า “มีอะไรหรือเปล่า?”

 


บทที่ 52 เรื่อง…ขี้ๆ!?


ฉีจิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงเบา “ข้ากำลังคิดว่าถ้าไม่มีกระต่ายตัวที่สี่แล้ว เจ้าจะพูดอะไรกับข้า คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะไม่พูดอะไรเลย”

 

ถังฉือเย่แสดงทีท่าไร้เดียงสา สัมผัสได้ว่าคำพูดของเขานั้นเต็มไปด้วยคำว่า ‘คิดไม่ถึงจริงๆว่าเจ้าจะเป็นคนเช่นนี้ ใช้วิธีที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น!’

 

หญิงสาวจึงเอ่ยว่า “ตามจริงแล้ว พ่อหนุ่มฉีไม่ใช่เจ้าหรือที่ชวนข้าขึ้นมาบนภูเขา?”

 

เมื่อเห็นคิ้วของฉีจิงขมวดมุ่น ถังฉือเย่จึงเผลอหัวเราะออกมาอย่างอดไม่อยู่ “ก็ได้ ก็ได้ ข้าจะรบกวนเจ้าเรื่องหนึ่งจริงๆ แต่เจ้ารู้ได้อย่างไรกัน?”

 

“เจ้าไม่เคยทำเรื่องไม่ดีมาก่อน แต่หากทำก็เพราะต้องมีเหตุผล”

 

พอได้ฟังถังฉือเย่ก็ถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าชายหนุ่มผู้นี้จะรู้จักนางดีขนาดนี้…ใช่แล้ว! นางจะไม่หลีกเลี่ยงท้าทายกฎเกณฑ์ในสถานการณ์ที่ไม่จำเป็น อย่างเช่นในสมัยโบราณที่ยึดถือความกตัญญูเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด แม้ว่านางจะรู้สึกรำคาญวังซื่อขนาดไหน แต่ถังฉือเย่ก็ไม่เคยทำให้ตัวเองต้องถูกคนอื่นประณาม หรือการที่ ‘ชายหญิงสนิทกันไม่ได้’ นางก็ไม่เคยเปิดเผยว่าอยู่กับฉีจิงตามลำพังเลยสักครั้ง

 

ไม่ใช่ว่ากลัว หากแต่ไม่มีความจำเป็นเลยที่จะป่าวประกาศให้ใครรับรู้ เพราะการที่ใครคนหนึ่งตัดสินใจท้าทายกฎเกณฑ์ประเพณีของสังคมแน่นอนว่าต้องเผชิญกับการโจมตีที่รุนแรงอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

การคิดท้าทายทั้งที่ตัวเองยังไม่มีข้อดีพร้อมนั้น สำหรับถังฉือเย่ไม่ใช่ความแข็งแกร่ง แต่เป็นความโง่เขลา!

 

สำหรับผู้ชายอย่างฉีจิงนั้น ความจริงแล้วถ้ายอมรับตรงๆ ก็ต้องบอกว่านางเองก็ถูกใจในอัธยาศัยใจคอของเขาอยู่ไม่น้อย หากพบกันในยุคปัจจุบันถังฉือเย่เองก็จะไม่ลังเลเลยที่จะเข้าไปเกี้ยวพาราสี หากเขาเป็นหนุ่มวัยกลางคนอายุสามสิบขึ้นไป มิใช่เป็นเพียงหนุ่มน้อยอย่างตอนนี้!

 

คิดแล้วก็ชวนให้รู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ จนถึงกับเผลอถอนหายใจออกมาและถูกชายหนุ่มที่เฝ้าสังเกตอยู่เงียบๆถามขึ้น

 

“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมต้องถอนหายใจด้วย มีเรื่องอะไรให้ต้องหนักใจกระนั้นหรือ?”

 

“ไม่มีอะไร” หญิงสาวส่ายหน้าช้าๆ

 

“หรือเจ้าจะทำอะไร ต้องการให้ข้าช่วยไหม?”

 

“ไม่เป็นไร…ข้าแค่ต้องการขอแรงเจ้าช่วยเติมฟืนในกองไฟให้หน่อยเท่านั้น” ถังฉือเย่บอกเสียงเรียบทั้งที่ภายในหัวนั้นกำลังคิดวางแผนที่จะแยกครอบครัวกับตระกูลถังอย่างเป็นทางการ ในเมื่อตอนนี้ทุกอย่างพร้อมหมดจนแทบอดทนรอไม่ไหวแล้ว แต่จะใช้เหตุผลไหนล่ะ…คิดไปคิดมาก็เห็นชายหนุ่มตรงหน้ากับถังกุ้ยฮวา ไม่แน่ว่านางอาจจะใช้พ่อหนุ่มฉีคนนี้สุมไฟได้!

 

หลังจากได้ของกันจนพอใจแล้ว ทั้งสองคนจึงเดินกลับอย่างสบายๆ แม้วันนี้จะได้เพียงเห็ดเฮยหูจ่างครึ่งตะกร้าและไก่ฟ้าสองตัวเท่านั้นก็ตาม ถังฉือเย่นำไก่ฟ้าไปยังบ้านท่านลุงสี่ตระกูลถัง จากนั้นก็แบ่งเห็ดเฮยหูจ่างไปตุ๋นครึ่งหนึ่ง รอให้เคี่ยวจนกลิ่นหอมกรุ่นจากหม้อโชยไปทั้งลานบ้าน ถังฉือเย่จึงตักซุปไก่หนึ่งชามพร้อมกับเค้กข้าวหนึ่งชิ้นกลับไปที่บ้าน ก่อนจะกลับมาที่โรงเหล้าเพื่อทานอาหารร่วมกัน

 

เมื่อทานอาหารเสร็จถังฉือเย่และฉีจิงจึงแยกย้ายกลับบ้านของตัวเอง แต่เมื่อเดินไปถึงประตูทางออก จู่ๆก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยตามลมมา

 

หญิงสาวหยุดเดิน อาศัยแสงจันทร์มองไปก็ได้เห็นว่าที่หน้าประตูบ้านนั้นมีอะไรบางอย่างมากองทิ้งไว้ ดูแล้วน่าจะเป็นมูลสัตว์ที่ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปหมด เสี่ยวเหยาเอามือปิดจมูกทันทีร้องว่า

 

“ท่านพี่! เหม็นมาก!”

 

ถังฉือเย่ผละถอยหลังไปสองสามก้าวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกคลื่นไส้…นางลืมคิดไปเสียสนิทว่าพวกเขาชอบเล่นวิธีสกปรกแบบนี้ ทำตัวน่าขยะแขยงเหลือทน มีดีแต่ลอบกัดหลับหลังอย่างนี้

 

เวลาเดียวกันนั้นถังกุ้ยฮวาที่กำลังซ่อนตัวแอบดูอยู่อย่างเงียบๆด้วยความสะใจ ในเมื่อไม่สามารถทำอะไรถังฉือเย่ได้ต่อหน้า เช่นนั้นก็กลั่นแกล้งลับหลังอย่างนี้ก็แล้วกัน…เป็นแค่เด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม จะต้องไปเกรงกลัวอะไร ดูสิว่าถังฉือเย่ผู้นี้จะทำอะไรได้!

 

สำหรับถังฉือเย่ที่ถูกจับตามองโดยไม่รู้ตัวนั้นกำลังคิดประมวลผลหาวิธีอย่างรวดเร็ว นางควรทำอย่างไรดี เพื่อจะได้แก้ปัญหานี้อย่างดีที่สุดโดยไม่ต้องใช้ร่างกายของตัวเอง เพราะคงไม่อาจสู้กับหญิงสาวสะพรั่งอย่างถังกุ้ยฮวาได้ อีกอย่างก็ทำให้ผู้กระทำนั้นได้รับผลกรรมที่ตนเองก่ออย่างสาสมที่สุด

 

ชั่วอึดใจแสงสว่างวาบก็ผุดขึ้นในหัว ถังฉือเย่หันกลับไปแล้วจัดแจงพาเสี่ยวเหยาไปไว้ในมุมตรงกำแพงด้านหนึ่งแล้วสั่งให้รออยู่อย่างนั้นอย่าขยับไปไหน

 

บ้านหลังเก่าทรุดโทรมนี้อยู่บนเนินลาด นางเดินลงไปนิดเดียวก็เป็นแม่น้ำแล้ว…ถังฉือเย่คิดจะทำอะไร…หญิงสาวที่หลบอยู่ในมุมมืดได้แต่คิดอย่างประหลาดใจ และอดไม่ได้ที่จะยื่นศีรษะออกไปดู เมื่อเห็นว่าไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ นางจึงออกไปดูพลางยืดคอมองไปทางนั้น

 

แล้วตอนนั้นเองที่ถังกุ้ยฮวารู้สึกว่ามีบางอย่างขยับอยู่บนหัวของตัวเอง นางตกใจรีบหันไปในทันที ด้วยแสงของดวงจันทร์บนท้องฟ้าที่ส่องแสงสว่างสีเหลืองนวลลงมาตกกระทบกับร่างเล็กๆของถังฉือเย่ที่กำลังยืนห่างออกไปไม่กี่ก้าว และกำลังเขย่าของบางอย่างในมือ ก่อนจะปาไปที่ขี้หมูกองนั้นในทันที

 

เสียงแปะเบาๆดังขึ้นที่ขี้หมูกองนั้น ถังกุ้ยฮวาใช้เวลานานกว่าจะตั้งสติได้ นางยกมือจับบนศีรษะ จากนั้นก็กรีดร้องออกมาในทันที

 

ถังฉือเย่รีบถอยหลังทันที เพราะสิ่งที่นางโยนออกไปนั้นคือปิ่นปักผมสีเงินที่ถังกุ้ยฮวาไม่เคยให้ห่างจากตัว มันมีขนาดใหญ่ มีน้ำหนักมาก และยังแหลมคมอีกด้วย เพียงแค่ปาเบาๆ มันก็ปักลงไปก้นสุดของกองขี้หมูแล้ว

 

ถังกุ้ยฮวาโกรธมาก นางรีบเข้าไปตะครุบพลางกรีดร้อง “ข้าจะฉีกเจ้าเป็นชิ้นๆ นังสารเลว”

 

ถังฉือเย่รีบเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็วแล้วร้องตะโกนเสียงดัง “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”

 

ทันใดนั้นก็ปรากฏเงาของร่างหนึ่งที่ได้เหาะขึ้นไปเหนือพื้นดิน ถังกุ้ยฮวากรีดร้องลั่นอย่างตกใจจนล้มลงก้นกระแทกพื้นไม่เป็นท่า...มิหนำซ้ำยังนั่งทับลงบนกองขี้หมู ทำให้ขี้หมูนั้นสาดกระเด็นไปทั่ว

 

ถังฉือเย่ที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือก็ชะงักไป ก่อนที่ฉากวีรบุรุษช่วยหญิงงามจะแทรกเข้ามาทำลายความคิดของนาง!

 

โชคดีที่ตอนนี้ทุกคนต่างได้ยิน และพากันวิ่งมาดูแล้ว คุณนายโจวที่อยู่ไม่ไกลฟังออกว่าเป็นเสียงของถังฉือเย่จึงมาถึงเร็วที่สุด พลางช่วยพยุงนางขึ้นมาและถามอย่างเป็นห่วงว่า “หนูเย่ เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

 

“ท่านป้าช่วยข้าด้วย! ท่านอาจะฆ่าข้า!” ถังฉือเย่ละล่ำละลักบอก แสร้งทำเป็นหวาดกลัวสุดขีด คุณนายโจวหันขวับไปทันที แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นร่างของถังกุ้ยฮวา

 

“นี่มันเกิดอะไรขั้น!”

 

ตอนนี้หญิงสาวตระกูลถังได้ยันตัวลุกขึ้นมาแล้ว นางโมโหจนแทบคลั่ง ตะคอกจนเสียงแตก “ข้าจะฆ่าเจ้า ผู้หญิงชั่วช้าไร้ยางอายอย่างเจ้าไม่สมควรจะมีชีวิตอยู่ ข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้คอยดู!”

 

พูดยังไม่ทันสิ้นเสียงถังกุ้ยฮวาก็พุ่งตัวเข้ามา แต่คุณนายโจวและหญิงสาวคนอื่นๆ ช่วยกันดึงตัวเอาไว้ก่อน

 

“ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่!” คุณนายโจวถามทั้งที่ทำหน้าขยะแขยง “ขี้หมูพวกนี้มาจากไหนเยอะแยะ แค้นกันขนาดไหนถึงได้เอาขี้หมูมากองหน้าบ้านคนอื่น”

 

ถังฉือเย่ที่ได้โอกาสจึงร้องไห้สะอึกสะอื้นพูดเสียงกระท่อนกระแท่น “เมื่อครู่ข้าเพิ่งไปทานอาหารที่บ้านท่านป้าโจวมา พอกลับมาก็เห็นขี้หมูวางกองอยู่หน้าประตูทางเข้า จากนั้นท่านอาก็โผล่เข้ามาจะทำร้ายข้า ด่าว่าข้าไร้ยางอาย”

 

“เจ้า...นังสารเลวไร้ยางอาย คิดวิธีชั่วๆชั้นต่ำ หน้าด้านหน้าทนแสร้งยั่วยวนแหกปากร้อง ขนยังขึ้นไม่ทันเต็มก็คิดแต่จะพลอดรักกับผู้ชาย ไม่กลัวว่าเรื่องราวมันจะย้อนมาฆ่าเจ้าหรอกหรือ!” ถังกุ้ยฮวาโกรธถึงขีดสุดกระทืบเท้าเต้นเร่าๆ 

 

หญิงสาวหลายคนในหมู่บ้านได้ยินก็ต่างพากันหน้าแดงก่ำ เพราะการด่าทอต่อว่าเหล่านี้มันน่ารังเกียจมากจริงๆ แม้แต่หญิงสาวที่แต่งงานแล้วในหมู่บ้านก็ไม่มีใครด่าอย่างไร้มารยาทเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานเลย แต่หญิงที่ถูกด่าว่าอย่างถังฉือเย่กลับไม่เข้าใจเพราะคราวนี้ถังกุ้ยฮวาพูดเร็วมาก อีกทั้งยังมีสำเนียงท้องถิ่น ใช้คำในท้องถิ่น หญิงสาวเอาความรู้ของทั้งสองโลกมารวมกันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี

 

ฉะนั้นภายใต้แสงคบเพลิงและแสงจันทร์ที่ส่องสว่าง ใบหน้าของหญิงสาวจึงดูว่างเปล่า ถามเมื่อเช็ดน้ำตาเรียบร้อยแล้วว่า “นี่พวกเรา ไม่ได้กำลังพูดถึงเรื่องขี้หมูอยู่หรอกหรือ?”

 

ทุกคนในที่นั้นเมื่อได้ยินก็รู้สึกทั้งเห็นอกเห็นใจและขำขัน จึงช่วยกันพูดเปลี่ยนบทสนทนา “ใช่! แล้วนี่ตกลงว่าเป็นใคร เหตุใดจึงได้นำขี้หมูมากองหน้าบ้านคนอื่นแบบนี้”

 

“จะมีใครอีกล่ะ ก็เป็นถังกุ้ยฮวานั่นแหละที่ทำ” หญิงสาวคนหนึ่งพูดอย่างไม่เกรงใจ พลางเหลือบมองไปที่ถังกุ้ยฮวาที่ได้ด่าไปอย่างดุเดือดแล้วจึงค่อยๆได้สติขึ้นมา แต่ก็ยังไม่วายตะเบ็งเสียงเถียงกลับมาว่า

 

“แต่นางเอาปิ่นปักผมของข้าโยนลงไปในกองขี้หมูนะ!”

 

“หากเจ้าไม่วิ่งมาทำร้ายข้า ปิ่นปักผมเจ้าจะตกได้อย่างไร ถ้าเจ้าไม่นำขี้หมูนี้มา ปิ่นปักผมของเจ้าจะตกลงไปในนั้นได้อย่างไรเล่า”

 

ทุกคนต่างก็หัวเราะกันเสียงดังเมื่อได้ยินคำพูดที่สมเหตุสมผลของถังฉือเย่จึงพร้อมใจกันบอกว่า “ใช่แล้ว เจ้านั่นแหละเป็นคนทำเอง”

 

ถังกุ้ยฮวากระทืบเท้าแรงๆ ตวาดเสียงดังลั่น “เป็นเพราะนางตั้งใจปามันลงไป นางยังยุยงให้คนมาเตะข้าด้วย”

 

คนที่ถังกุ้ยฮวาคิดว่าจะเข้าไปทำร้ายนั้นได้แต่ยืนนิ่ง ก่อนจะก้าวไปข้างหน้า พลางกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ข้าได้ยินถังฉือเย่ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ เมื่อออกมาจากบ้านก็เห็นนางกำลังวิ่งหนีอยู่ มีใครบางคนกำลังจะทำร้ายนาง ซ้ำยังพูดว่าจะฆ่านางด้วย ท่าทางของเขาดุร้ายราวกับเสือ ในความมืดข้ามองไม่ออกว่าเป็นใคร จึงได้รีบเตะออกไปในทันที”

 

จนถึงตอนนี้ถังกุ้ยฮวาเพิ่งจะรู้ว่าคนที่เตะนางก็คือฉีจิง! นางจึงรีบสำรวมท่าทีที่โหดร้ายและป่าเถื่อนในทันที มือที่เท้าเอวอยู่ก็ปล่อยลงมาไว้ข้างตัว ตอนนี้นางทั้งโกรธ ทั้งร้อนรน ทั้งเขินอาย นางไม่กล่าวอะไรเป็นเวลานาน

 

จนกระทั่งท่านย่าซุนและเหอซื่อได้ยินเรื่องราวจึงรีบมาดูพร้อมกับส่งเสียงข่มขวัญ “ทำอะไรกัน คนมากมายมารวมตัวกันในเวลากลางค่ำกลางคืนเพื่อรังแกลูกสาวข้าหรือ!?”



บทที่ 53 แยกครอบครัว!


ด้วยความที่ท่านย่าซุนนั้นเป็นคนอารมณ์ร้อนมาแต่ไหนแต่ไร เพราะฉะนั้นนางจึงไม่เคยคิดกลัวเกรงผู้ใด ใครก็อย่าคิดมารังแก เพียงแต่หญิงชรากลับคิดไม่ถึงว่าเมื่อพูดประโยคนี้ไปแล้วกลับเหวี่ยงตัวเองให้ไปยืนอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับทุกคนในหมู่บ้าน ทั้งที่ความตั้งใจเดิมนั้น แค่ต้องการมาดูคนที่ก่อเรื่องเท่านั้น ไม่ได้อยากทะเลาะกับใคร

 

“ท่านย่าซุน” เสียงใครคนหนึ่งกล่าว “ใครจะกล้ารังแกคนของท่าน บ้านใครบ้างที่ไม่มีลูกสาว หากถูกคุณชายสี่ลักพาตัวไปจะทำอย่างไร?”

 

ท่านย่าซุนหยุดนิ่ง อารมณ์โกรธแล่นมาเป็นริ้วๆ “เจ้าพูดบ้าอะไรกัน ปากโสมม ไปกินขี้หมามาหรือยังไงจึงได้สกปรกเยี่ยงนี้”

 

“พอกันได้แล้ว เลิกพูดเรื่องอื่นก่อน ลูกสาวของท่านเอาขี้หมูมากองใหญ่มาวางหน้าบ้านคนอื่น อีกทั้งจะฆ่าคน เรื่องนี้ลองอธิบายมาสิ” ด้วยน้ำเสียงของชายคนนั้นที่ทำราวกับว่าท่านย่าซุนคือมูลกองนั้น ทุกคนจึงพากันขำในทันที

 

หญิงชราโกรธจนหน้าเปลี่ยนสี “นี่คือบ้านตระกูลถังของข้า ขี้หมูของบ้านข้า ข้าจะกองมันไว้ตรงไหนก็ย่อมได้”

 

“แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเอามากองหน้าประตูบ้านนางได้ นางจ่ายค่าเช่าบ้านนะ ถังกุ้ยฮวาก็เอาแต่ร้องตะโกนว่าจะฆ่าคน นี่มันเป็นเรื่องอะไรกัน?”

 

ถังกุ้ยฮวาที่เห็นกำลังเสริมอย่างท่านย่าซุนที่ยืนสนับสนุนอยู่ นางจึงกลับมามั่นใจอีกครั้งพร้อมกับพูดว่า “ข้าแค่เห็นว่านางหน้าด้านไร้ยางอาย ข้าไม่ชอบขี้หน้านาง ข้าเป็นอาหญิงของนาง แถมยังอาวุโสกว่า ข้าจะสั่งสอนคุณธรรมให้นางไม่ได้เลยหรือ?”

 

“แม่หนูเย่ไร้ยางอายตรงไหน นางไปที่หน้าบ้านหนุ่มคนนั้นด้วยอาหารว่าง หรือว่าไล่ตามก้นพ่อหนุ่มฉีไปติดๆกันล่ะ?”

 

ถังกุ้ยฮวาโกรธจนหน้าแดงก่ำ ตวัดสายตาอาฆาตมามองถังฉือเย่เขม็ง “วันๆเอาแต่ยั่วยวนพ่อหนุ่มฉี อย่างนี้ไม่เรียกว่าไร้ยางอายอีกหรือ?”

 

“แล้วเรื่องของพ่อหนุ่มฉี มันไปเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย”

 

ใครอีกคนเสริมขึ้นทันที “จะเป็นอะไรไปได้ นอกเสียจากริษยาแม่หนูเย่ล่ะสิ”

 

คุณนายโจวที่เห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่จึงหันหน้ามาถามชายหนุ่มผู้เป็นตนเหตุของความริษยาครั้งนี้ว่า

 

“อาฉี เจ้าพูดมาให้ชัดๆว่าหนูเย่ไปยั่วยวนเจ้าหรือไม่ แล้วก็แม่นางผู้นี้…ถังกุ้ยฮวา เจ้ารู้จักนางหรือไม่?”

 

จังหวะนั้นทุกคนที่กำลังจะอ้าปากต่างหยุดฟังคำตอบของฉีจิงพร้อมกัน เขาพูดเสียงเรียบด้วยใบหน้านิ่งเฉย

 

“ถังฉือเย่เป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยน้องชายข้าเอาไว้ก็เท่ากับเป็นผู้มีพระคุณของตระกูลฉีของข้าด้วย ข้าจึงต้องให้ความเคารพนาง ส่วนนางเองก็ปฏิบัติตามประเพณีเป็นอย่างดีมาตลอด ไม่มีทางทำเรื่องไม่ดีแน่ แต่สำหรับแม่นางผู้นี้...” ชายหนุ่มพูดพลางชำเลืองมองถังกุ้ยฮวาแวบหนึ่ง

 

“ข้าไม่คุ้นเคย เรื่องของนางไม่เกี่ยวอะไรกับข้า เพียงแต่ว่า ได้โปรดให้เกียรติตัวเอง อย่าได้เอาแต่เอ่ยชื่อข้าอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้อีก”

 

ถ้อยคำของฉีจิงช่างชัดเจนและตรงประเด็น จนอาจทำให้ถังกุ้ยฮวาไม่กล้าไล่ตามเขาเหมือนเคย รวมทั้งก็ไม่สามารถใช้ชื่อของเขาหาเรื่องถังฉือเย่ได้อีก

 

ถังกุ้ยฮวาได้ยินก็ตัวสั่นเทา ทันใดนั้นนางก็ร้องไห้ออกมา ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ท่านย่าซุนเห็นบุตรสาวหลั่งน้ำตานอกจากอารมณ์ฉุนเฉียวที่เป็นปกติวิสัย หญิงชรากำหมัดแน่นจ้องหน้าฉีจิงกับถังฉือเย่สลับกันไปมาก่อนจะตวาดเสียงดังลั่นอย่างไม่กลัวเกรง

 

“นี่มันอะไรกัน เจ้าคนนอกหมู่บ้านไร้พ่อไร้แม่ ไม่มีที่คุ้มกะลาหัว ไม่มีที่ดินจะทำกิน เจ้ามีสิทธิ์อะไรมารังเกียจบุตรสาวของข้า พวกข้าต่างหากที่มีค่ามากพอ”

 

เสียงอื้ออึงดังทั่วไปบริเวณ ก่อนที่ใครคนหนึ่งจะพูดขึ้นว่า “เพราะเช่นนี้หรือ ถังกุ้ยฮวาของพวกเจ้าก็กระดกก้นขึ้นไปเรื่อยๆ หากมีที่ดินมีบ้านเพิ่ม เช่นนั้นจะเป็นไรไป”

 

ถังฉือเย่สังเกตสถานการณ์อย่างเงียบๆ นางไม่เคยเข้าใจเลยว่าเพราะเหตุใดเมื่อถังกุ้ยฮวาตามเกี้ยวผู้ชายแล้วไม่สำเร็จ ทำไมไม่ไปหาเรื่องฉีจิง แต่กลับมาตามรังควานนางไม่รู้จักจบจักสิ้น หรือคิดว่าท่าทางการคุกคามของนางนั้นมีเสน่ห์มาก จนทำให้ผู้ชายนับไม่ถ้วนต้องตามแย่งกัน

 

คิดแล้วก็ชวนให้รู้สึกขบขัน ยิ่งตอนนี้ชื่อเสียงของตระกูลถังย่ำแย่มากถึงขั้นนี้แล้ว เมื่อมีความขัดแย้งใดๆเกิดขึ้น ถังฉือเย่แทบจะไม่ต้องเอ่ยปาก ก็มีคนมากมายช่วยพูดให้ นางอยากรู้เหมือนกันว่าต่อไปคนในตระกูลถังจะใช้ชีวิตอยู่กันอย่างไร

 

ท่านย่าซุนที่โกรธจนตัวสั่นลืมคิดหน้าคิดหลังให้ดีตวาดดังลั่น “ไสหัวออกไปให้หมด! พวกเจ้ามันเป็นสิ่งต่ำช้าโสมม ไสหัวออกไปให้หมด” พูดไปหญิงชราก็ผลักคนตรงหน้าออกไปอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะชี้หน้าถังฉือเย่

 

“ถังฉือเย่ ยังมีวังซื่อฉินด้วย พวกเจ้ามันเป็นตัวซวย คนที่ไม่เกี่ยวข้อง รีบไสหัวไปให้พ้นบ้านข้า อยู่บ้านข้า ยังกล้ารังแกคนในบ้านข้า ข้ายอมให้หมาอยู่ ดีกว่าให้สิ่งชั่วช้าไร้ศีลธรรมอย่างพวกเจ้าอยู่ ไสหัวไปให้พ้นจากบ้านข้าเดี๋ยวนี้!”

 

ทุกคนเงียบเสียงลงฉับพลัน ถังฉือเย่นึกถึงท่าทางของถังฉือหรงก่อนที่นางจะคุกเข่าลง คำนับลงไปสามครั้ง พลางกล่าวด้วยความเคารพ “เย่เอ๋อร์ขอบคุณที่ท่านย่าเลี้ยงดูเย่เอ๋อร์มา”

 

ช่วงเวลาเดียวกันนั้นวังซื่อที่ด่าใครไม่เป็น และไม่คิดที่จะด่าใครนั้นเมื่อได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากด้านนอก นางจึงทำตัวสงบนิ่งในบ้านราวกับเป็นภูเขา จนกระทั่งถังฉือเย่พาคนเข้าไป นางจึงลุกขึ้นมาจากเตียง พลางกล่าวอย่างไม่พอใจ

 

“ตอนนี้เจ้าพอใจแล้วใช่ไหม วันๆเอาแต่หาเรื่อง วุ่นวายจนเราไม่มีที่อยู่กันแล้ว เจ้าคงจะพอใจแล้วล่ะสิ เหตุใดข้าจึงได้เกิดตัววุ่นวายอย่างเจ้าออกมาก็ไม่รู้!”

 

หญิงสาวหลายคนในที่นั้นขมวดคิ้วและเป็นคุณนายโจวที่กล่าว “ขี้หมูก็กองอยู่หน้าบ้านแล้ว จะไม่ให้โวยวายได้อย่างไร?”

 

จากนั้นอีกคนที่อดไม่ได้ก็รีบเสริมขึ้นทันที “แม่นางวังนี่เจ้าก็อยู่หรือ ข้าคิดว่าเจ้าไม่อยู่เสียอีก ลูกสาวโดนรังแกเช่นนี้ยังไม่เห็นจะโผล่หัวออกไปช่วย แม่หนูเย่ผู้น่าสงสาร อายุยังน้อย กลับต้องมาพึ่งพาตัวเองทุกอย่าง แม่เช่นนี้ ไม่มีเสียยังดีกว่า”

 

วังซื่อเชิดคางขึ้นเล็กน้อย พลางมองพวกนางอย่างดูถูกก่อนจะเบะปากและไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก ส่วนถังฉือเย่นั้นเลือกที่จะเงียบเสียงลง นางรีบเข้าไปเก็บข้าวของซึ่งเดิมทีก็ไม่ได้วางแผนว่าจะอยู่นาน ดังนั้นจึงมีไม่เยอะมาก ใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อก็แล้วเสร็จ จากนั้นคุณนายโจวก็เรียกให้ย้ายของไปไว้ที่บ้านนางเพื่อใช้เป็นสถานที่ค้างคืนชั่วคราว

 

เช้าวันต่อมา หลังจากที่ถังฉือเย่ทานอาหารเสร็จ นางเตรียมตัวจะไปพบท่านหัวหน้าตระกูล ท่านลุงสี่ตระกูลถังและคุณนายโจวจะไปพร้อมกันด้วย แต่นางปฏิเสธ และทันทีที่เปิดประตูออกไปหญิงสาวก็พบกับถังหย่งฟู่และถังกุ้ยฮวาอยู่ไกลๆ กำลังปิดจมูกและเขี่ยขี้หมูอยู่ เห็นได้ชัดว่ากำลังหาปิ่นปักผมชิ้นนั้นอยู่

 

ถังฉือเย่จึงยกมุมปากขึ้น รู้สึกสาแก่ใจอยู่ลึกๆ…ต้องอย่างนี้แหละในเมื่อถังกุ้ยฮวาเป็นคนนำมันมา ดังนั้นก็ต้องเก็บมันไปเองแม้จะรู้สึกขยะแขยงแค่ไหนก็ตาม

 

หญิงสาวคิดอย่างมีความสุขอยู่เล็กๆ ก่อนจะหันหลังแล้วเดินไปยังบ้านของท่านหัวหน้าตระกูลถัง ซึ่งชายชรานั้นได้ยินเรื่องราวทั้งหมดมาก่อนหน้าแล้ว เมื่อเห็นร่างเล็กๆของถังฉือเย่เดินเข้ามาก็พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า

 

“เย่เอ๋อร์มาแล้ว”

 

ถังฉือเย่คุกเข่าลงกับพื้น พูดเสียงอ่อยๆว่า “ท่านลุง เย่เอ๋อร์ไม่รู้เรื่องรู้ราว ทำให้ท่านต้องลำบากอีกแล้ว” 

 

เมื่อได้ยิน ชายชราก็รู้สึกไม่สบายใจและรู้สึกสงสาร เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่งพลางกล่าว “เจ้ารีบลุกขึ้นมาก่อนเถอะ เรื่องนี้เป็นเพราะคนอื่นก่อไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า”

 

“ท่านลุง หมู่บ้านจวี้เป่าแห่งนี้โดยเฉพาะคนตระกูลถังของเรา เราอยู่กันอย่างสงบสุขมาตลอด มีเพียงช่วงไม่กี่วันมานี้ที่มักมีเรื่องผิดปกติ เย่เออร์เองก็รู้สึกกังวลใจ เมื่อคืนข้าคิดมาอย่างรอบคอบดีแล้ว ข้าต้องการจะแยกครอบครัว”

 

“เหลวไหล!” ท่านหัวหน้าตระกูลถังเสียงเข้มขึ้น “เจ้าเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งเท่านั้น เหตุใดจึงมีความคิดที่เลอะเทอะเช่นนี้”

 

ถังฉือเย่ก้มหน้าลงนิดหนึ่ง พูดเสียงสั่นเครือ “ท่านลุง ไม่ใช่ว่าข้าไม่กตัญญูกล้ามีความคิดที่ผิดและดื้อรั้นเช่นนี้ แต่เป็นเพราะข้ามาคิดๆดูแล้ว ท่านช่วยฟังข้าหน่อยว่ามันสมเหตุสมผลหรือไม่”

 

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไร นางจึงอธิบายต่อ “ท่านพ่อข้าจากไปเร็วนัก ตอนนี้พวกข้าสามคนก็มีเพียงท่านพี่ที่คอยค้ำชูดูแลเอาไว้ เพราะว่าท่านแม่อ่อนแอ และมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับท่านย่า ดังนั้นความจริงแล้วพวกเราสามคนในตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการแยกครอบครัวเลยสักนิด”

 

หญิงสาวแสร้งทำเป็นเงยหน้าขึ้นด้วยความประหม่า พลางมองท่านหัวหน้าตระกูลด้วยน้ำตาคลอเบ้า ท่านหัวหน้าตระกูลมีสีหน้าครุ่นคิด

 

“ทุกครั้งที่เกิดเรื่องที่นั่น ก็เพียงเพราะว่าพวกเขาไม่ชอบขี้หน้าข้า หากแยกพวกเราทั้งสามออกมาจากบ้าน ไม่ได้เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว หากพวกเขายังจะหาเรื่องอีกก็คงต้องหาเหตุผล พูดจาก็ต้องให้เหมาะสมกับสถานที่ที่อาศัยอยู่ ท่านลุงเจ้าคะ ข้าคิดวิธีอื่นไม่ออกแล้วจริงๆ ข้าถอยก็แล้ว ยอมก็แล้ว ข้ายังจะทำอะไรได้อีก หรือข้าต้องไปกระโดดน้ำตาย พวกเขาจึงจะพอใจ?”



บทที่ 54 หญิงสาวผู้โชคดีที่ไม่เกรงกลัวสิ่งใด


ถังฉือเย่พูดด้วยน้ำเสียงและแววตาที่ฉายชัดถึงความโศกเศร้า ซึ่งเมื่อชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลได้ฟังนั้นก็ครุ่นคิดไตร่ตรองอยู่พักใหญ่ แต่ยังคงยืนกรานเสียงแข็งว่า 


“ไม่ได้…เรื่องนี้ทำไม่ได้!” 


หญิงสาวเงยหน้ามองหน้าเขาด้วยความงุนงงถามอย่างไม่เข้าใจว่า “ทำไมละเจ้าคะ?” 


“ตอนนี้ท่านปู่ของเจ้าไม่อยู่ รวมทั้งพี่ชายของเจ้าด้วย เจ้าเป็นแค่ผู้หญิงตัวคนเดียว จู่ๆทำไมจึงเกิดความคิดเหลวไหลเช่นนี้ขึ้นมา มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน?” เขาตำหนินางเล็กน้อย จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง


“เจ้าเองก็คิดมากไป สำหรับเรื่องนี้ข้ารู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร ข้าจะไม่ยอมให้คนพวกนั้นมารังแกเจ้าได้อีก” 


ถังฉือเย่ได้แต่ก้มหน้าลง เมื่อแน่ใจแล้วว่าเรื่องนี้คงไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ในวันนี้ หญิงสาวจึงฟังอย่างเงียบๆไม่ได้โต้เถียงอะไร อย่างน้อยวันนี้ก็ยังสร้างความประทับใจไว้ให้ท่านหัวหน้าตระกูลถังซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะนางเชื่อว่าอย่างไรเสียในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า สิ่งที่ปรารถนานั้นจะต้องเป็นจริงและมีโอกาสรออยู่อย่างแน่นอน 


ตอนแรกนั้นถังฉือเย่ยังไม่ค่อยเข้าใจความคิดในการแยกครอบครัวของคนในอดีตสักเท่าไหร่ รู้แต่เพียงว่าในสมัยโบราณนั้นการแยกครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่สำหรับถังฉือเย่แล้วนางคิดว่าการหาเรื่องแยกครอบครัวนั้นมีเป็นพันเป็นหมื่นเหตุผล เพียงแต่ข้ออ้างที่ฟังแล้วไม่สมเหตุสมผลมากที่สุดคือ ‘การที่อดทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว’ 


ดังนั้นในสถานการณ์ที่ตัวนางเองยังไม่มีกำลังเพียงพอเช่นนี้จึงไม่อาจใช้เหตุผลดังกล่าวได้ หรือจะใช้การที่ถูกไล่ออกจากบ้านมาเป็นเหตุผลในการแยกครอบครัวเด็ดขาดก็คงไม่เหมาะนัก เพราะหากต้องการจะแยกก็ต้องเป็นตอนที่พวกเขาทำความผิดซึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากโกรธแค้น หรือมิเช่นนั้นก็ต้องมีคนช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่ จึงจะมีน้ำหนักมากพอ! 


หลังจากนี้ไปถังฉือเย่คิดว่าท่านย่าซุนรวมทั้งคนพวกนั้นจะต้องคิดหาหนทางรังแกนางอีกแน่นอน แต่ยังโชคดีอยู่บ้างที่ตอนนี้ทุกคนในหมู่บ้านต่างเห็นอกเห็นใจหลานสาวตัวเล็กอย่างนางที่ถูกรังแก เพราะฉะนั้นนางจึงยืนอยู่ในตำแหน่งของผู้ที่อ่อนแอ น่าเห็นอกเห็นใจ หากฝั่งตรงข้ามจะเล่นสกปรกอะไรก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก อาจจะพอวางใจได้บ้าง 


ด้วยเหตุนี้ถังฉือเย่จึงได้แต่ใช้ความอดทนไว้ภายใต้ท่าทีสงบเสงี่ยม ซึ่งก็ได้สร้างความพอใจให้กับท่านหัวหน้าตระกูลอยู่ไม่น้อย จึงปลอบใจนางอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ถามไถ่ว่าตอนนี้นางจะไปพักที่ไหน ก่อนจะบอกว่า


“ลุงมีบ้านอยู่หลังหนึ่ง ไม่เก่าอะไรมากหรอกสามารถให้เจ้าพักได้ชั่วคราว เจ้าจะลองไปดูก่อนไหม ถ้าหากเจ้ารู้สึกว่าไม่ชอบ ข้าค่อยหาที่อื่นให้” พร้อมกันนั้นก็กวักมือเรียกบุตรชายคนโตเข้ามาเพื่อให้เดินนำพาถังฉือเย่ไปดูบ้าน


ถังฉือเย่รู้สึกถูกใจบ้านหลังนี้อยู่ไม่น้อย เพราะอยู่ทางฝั่งภูเขา พื้นที่ค่อนข้างกว้าง แถมบ้านก็ไม่ได้สร้างจากดินเหนียวอีกด้วย แต่สร้างจากก้อนหิน จริงๆแล้วก็เป็นที่พักอาศัยที่ดีเลยทีเดียว ทั้งสว่าง โล่งและเงียบสงบ แต่พอกลับมาถึงบ้านคุณนายโจวแล้วกลับกลายเป็นว่าไม่เห็นด้วย 


“บ้านหลังนั้นเจ้าอยู่ไม่ได้นะ!” 


“ทำไมล่ะเจ้าคะท่านป้า ข้าว่าก็สะดวกสบายดีแถมยังเงียบสงบ” 


คุณนายโจวอึกอักเล็กน้อย หันซ้ายหันขวาก่อนจะเล่าให้นางฟังอย่างเสียมิได้ว่า บ้านหลังนั้นมีฮวงจุ้ยที่ไม่ดีกับบ้านของท่านหัวหน้าตระกูล เพราะในตอนที่ท่านพ่อของท่านหัวหน้าตระกูลยังมีชีวิตอยู่นั้น เมื่อย้ายเข้าไปอาศัยในบ้านหลังนั้นได้ไม่นาน ก็ล้มป่วยหนักขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุจนเกือบจะต้องเสียชีวิต ดังนั้นพวกเขาจึงรีบย้ายกันโดยด่วน 


ตลอดระยะเวลาสองปีที่พักอยู่ในบ้านหลังนั้นพวกเขาพบเจอแต่ปัญหาและอุปสรรคมากมาย ภายหลังหาคนช่วยคำนวณมาดูจึงพบว่าฮวงจุ้ยไม่ดีให้รีบย้ายออกมาทั้งครอบครัว 


ต่อมาสะใภ้คนที่สามของเขาไม่เชื่อในเรื่องนี้ได้เข้าไปอาศัยอยู่ทั้งครอบครัวเป็นเวลาหนึ่งปี ผลสุดท้ายลูกชายคนเล็กของนางอยู่ดีๆก็ต้องจากไปตั้งแต่อายุยังน้อย นางร้องไห้จนแทบจะเป็นสิ้นสติ แล้วตั้งแต่นั้นมา คนของบ้านท่านหัวหน้าตระกูลก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปเหยียบบ้านหลังนั้นอีกเลย! 


เมื่อถังฉือเย่ได้ยินแทนที่จะหวาดกลัวกลับรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก เพราะบ้านหลังนั้นทั้งกว้างขวาง สะอาดสะอ้าน เป็นบ้านในจินตนาการของนางเลยทีเดียว ส่วนเรื่องโชคร้ายอะไรนั่น หญิงสาวไม่ได้คิดสนใจเลยแม้แต่น้อย…คนที่เดินทางข้ามเวลามาพร้อมกับความโชคดีอย่างนางนั้น มีเรื่องอะไรให้ต้องกลัวกัน! 


ถังฉือเย่รอจนฉีจิงกลับมาแล้ว จึงชวนเขาไปดูบ้านหลังนั้นเป็นเพื่อน…บ้านแบบนี้เป็นประเภทเดียวกับเรือนสี่ประสาน โดยตัวบ้านจะอยู่ทางด้านทิศเหนือและประตูจะเปิดออกทางด้านทิศใต้ มีห้องหลักอยู่สามห้อง ห้องรองที่ติดกับห้องหลักทั้งสองด้าน ส่วนทางด้านทิศตะวันตกและออกจะมีห้องสำรองอยู่ทั้งสองฝั่ง ทางทิศใต้ก็จะเป็นประตูใหญ่ ด้านหลังของห้องหลักก็จะเป็นภูเขาจวี้เป่า และยังมีสวนด้านหลัง ตรงกลางสวนก็มีบ่อน้ำหนึ่งบ่อ เพียงแต่ตอนนี้มันได้แห้งไปแล้ว 


หญิงสาวเดินสำรวจตรวจตราอย่างละเอียดอย่างพึงพอใจ มองเห็นบริเวณสวนด้านหลังยังมีพื้นที่ว่าง สำหรับเพาะปลูก เมื่อใช้กำแพงไม้ไผ่ล้อมเอาไว้ ก็จะสามารถใช้เป็นที่ปลูกสมุนไพรและยาได้


เมื่อถังฉือเย่เห็นบ้านแล้ว ก็รู้สึกชอบเป็นอย่างมาก นางหันไปขอบอกขอบใจถังหย่งยกใหญ่ และได้แสดงความรู้สึกขอบคุณที่ท่านหัวหน้าตระกูลเป็นคนฉลาดใจกว้างและดีกับนาง ทุกคนในครอบครัวของพวกเขานั้นเป็นคนดีต่อไปต้องเจริญรุ่งเรืองเป็นใหญ่เป็นโตอย่างแน่นอน


ได้ฟังมธุรสวาจาของถังฉือเย่แล้ว บุตรชายคนโตของหัวหน้าตระกูลก็ปลื้มอกปลื้มใจ เขายังอ้อยอิ่งช่วยนางอยู่พักใหญ่ก่อนจะลากลับไป เหลือเพียงฉีจิงเท่านั้นที่อยู่ช่วยนางต่อ 


แม้ว่าชายหนุ่มจะไม่ค่อยถนัดทำงานในเรือกสวนไร่นาสักเท่าไหร่ ฝีมือในการดายหญ้าของเขานั้นดูแปลกๆขัดหูขัดตาอย่างไรพิกล แต่กระนั้นผลลัพธ์ที่ได้ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว 


ถังฉือเย่หยิบไม้กวาดขนาดใหญ่มาปัดกวาดทำความสะอาดทั้งในห้องและนอกห้องหนึ่งรอบ นางสัมผัสได้ว่าเมื่อตอนที่สร้างบ้านหลังนี้นั้น คงใช้ทั้งแรงงาน ความสามารถรวมทั้งเงินทองไปไม่น้อยเลย เพราะแม้จะไม่มีใครอยู่มาเป็นหลายสิบปีแต่ประตูและหน้าต่างทุกบานยังคงแข็งแรง ไม่มีที่ผุพังลงมาเลย เมื่อเทียบกับบ้านหลังเก่าของตระกูลถังหลังนั้นแล้วก็ต่างกันราวฟ้ากับเหว


นี่มันเรียกว่าเจอความสุขในความทุกข์…หญิงสาวคิดในใจ ขณะที่กำลังทำความสะอาดอยู่นั้น นางก็ชวนชายหนุ่มคุยว่า “อาฉีเจ้ารู้หรือไม่ว่าความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของข้าก็คือมีบ้านอย่างนี้สักหลังที่เป็นของข้าเองตั้งอยู่ติดกับภูเขาและแม่น้ำ ในสวนถ้าจะให้ดีต้องมีบ่อน้ำพุร้อน ยามว่างก็ลงไปแช่สักหน่อย คิดไปแล้วก็รู้สึกว่ามันช่างมีความสุขจริงๆ” 


ฉีจิงไม่ได้พูดอะไร เขาอมยิ้มนิดๆตรงมุมปาก นึกขึ้นได้ว่าบ่อน้ำพุร้อนที่นางอยากได้นั้นที่นอกเมืองฉางอานก็มี ตอนที่เขายังเป็นเด็กนั้นก็มักจะไปบ่อยๆ เพียงแต่ตอนนี้นั้น…ชายหนุ่มหยุดความคิดลงเร่งมือทำความสะอาดพื้นตรงหน้าแทน 


“อาฉี…เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า?” 


“ไม่มีอะไร” 


“เจ้าเป็นอะไรกันแน่ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า บอกข้าได้นะ” 


ฉีจิงนั้นย่อตัวลงแล้วจัดการดายหญ้าด้วยท่าทีนิ่งเงียบก่อนจะพูดออกมาอย่างเรียบๆว่า 


“อยู่ไกลกัน” 


ถังฉือเย่อึ้งไปครู่หนึ่งกับสามคำนี้ของฉีจิงที่แปลความได้ว่า ‘ข้าอุตส่าห์ย้ายมาอยู่ใกล้ๆกับบ้านเจ้าอย่างยากลำบาก แต่ในที่สุดเจ้าก็ยังต้องย้ายไกลออกไปอีก ห่างจากบ้านของข้าไกลถึงเพียงนี้’ แล้วนางก็หัวเราะออกมา ยิ่งคิดก็ยิ่งขำ จึงนั่งยองๆลงที่พื้นและหัวเราะจนแทบไม่ไหว


ใบหูทั้งสองข้างของฉีจิงแดงขึ้นมาทันทีพร้อมกับใบหน้าของเขาก็เริ่มแดงระเรื่อขึ้น แต่ชายหนุ่มกลับไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรเช่นเคย เขาพูดขึ้นอย่างใจเย็นว่า


“หยุดหัวเราะได้แล้ว”


แต่ถังฉือเย่ยังหัวเราะไม่หยุด ในใจนางคิดว่าชายวัยกลางคนก็มีรสนิยมของชายวัยกลางคน  


เด็กหนุ่มก็มีความน่ารักในแบบของเด็กหนุ่ม น่ารักจนแทบคลั่งอย่างนี้ หากนางใจสั่นหวั่นไหวขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไรดี!


รอจนผ่านไปพักใหญ่ถังฉือเย่จึงหยุดหัวเราะเหลือไว้เพียงรอยยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “ถึงไกลแค่ไหนก็ยังอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันนี่ อาหยางคงไม่รังเกียจที่อยู่ไกลอย่างแน่นอน หรือว่าเจ้ารังเกียจ?”


ฉีจิงหันหลังไปไม่ได้พูดอะไรอีก ได้แต่ยืนหันหลังให้นางอยู่อย่างนั้น หญิงสาวอมยิ้มให้แผ่นหลังของเขาขณะเริ่มลงมือจัดข้าวของ เมื่อมองเห็นที่กลางสวนนั้นมีต้นไม้ต้นเตี้ยๆขวางทางอยู่ นางจึงขอร้องเสียงอ่อนโยน


“อาฉี เจ้าช่วยข้าขุดต้นไม้ต้นนี้หน่อยได้หรือไม่?”


ฉีจิงตอบรับคำหนึ่ง เขายังคงค่อยๆดายหญ้าจนเสร็จ จากนั้นถึงเปลี่ยนมาหยิบเสียมขนาดใหญ่เดินมาที่ต้นไม้ต้นนั้นแล้วลงมือขุดดิน


ต้นไม้ต้นนี้ไม่ใหญ่ แต่กลับฝังรากลึกมาก ฉีจิงเองก็ใช้อุปกรณ์ทำไร่ทำสวนไม่ค่อยถนัดเสียด้วย เขาขุดอยู่นาน ต้นไม้ถึงจะเริ่มเอนไปทีละนิด  


ในขณะนั้นเอง จู่ๆก็ได้ยินเสียงเหมือนขุดโดนอะไรสักอย่าง ฉีจิงขมวดคิ้ว จากนั้นก็ลองเอาเสียมกวาดดินออกดู ถังฉือเย่ถามขึ้นว่า


“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”


“เสียงมันแปลกๆเหมือนกับด้านล่างมีไหหรืออะไรแบบนั้นฝังอยู่”


ทั้งสองคนจึงช่วยกันขุดดินอยู่พักใหญ่ เมื่อเอาเสียบงัดขึ้นมาอีกครั้งก็ปรากฏว่าเป็นแท่งเงินแท่งหนึ่ง ถังฉือเย่หันมองฉีจิงอยู่พักหนึ่งคิดไปคิดมาพร้อมกับทรุดตัวลงที่พื้น นางเช็ดดินที่เกาะอยู่รอบๆออก และดูอย่างละเอียดอีกรอบ จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วสั่งฉีจิงว่า


“เจ้ารอข้าอยู่ตรงนี้อย่าไปไหน ข้าจะไปหาท่านหัวหน้าตระกูล” จากนั้นนางหันหลังแล้ววิ่งออกไป จนถึงบ้านของท่านหัวหน้าตระกูลที่กำลังกินข้าวเย็นอยู่ เมื่อเห็นว่าเป็นถังฉือเย่ก็ทักอย่างยินดีว่า


“เย่เอ๋อร์มาที่นี่มีอะไรหรือ เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” 


“เรื่องดีเจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมกับรอยยิ้ม “ท่านลุง เย่เอ่อร์มาแจ้งข่าวดีแก่ท่านเจ้าค่ะ”


“หืม” ชายชราเลิกคิ้วสูงพร้อมกับวางตะเกียบในมือลง “เรื่องดีอะไรล่ะ?”


ถังฉือเย่สืบเท้าเดินเข้าไปใกล้ จากนั้นก็กระซิบเบาๆที่ข้างหูของเขาจนทำให้ท่านหัวหน้าตระกูลถังต้องถลึงตาออกมา


“เจ้าพูดจริงงั้นหรือ!?” 


“จริงเจ้าค่ะ ไม่มีอะไรจริงไปกว่านี้แล้ว…เย่เอ๋อร์ไม่กล้าโกหกท่านลุงหรอกเจ้าค่ะ”



บทที่ 55 สตรีผู้น่ายกย่อง


ท่านหัวหน้าตระกูลถังวางตะเกียบในมือทันที เขาไม่มีกะจิตกะใจจะกินข้าวอีกต่อไป เขาตะโกนร้องเรียกคนในบ้านออกมา สั่งว่า “หย่งจึ เหมิงจึ เจ้าจงพาคนรับใช้พวกนั้นหยิบจอบแล้วรีบตามข้ามา” 


“ท่านพ่อจะไปไหนหรือขอรับ?” 


“ตามมาเถอะ เดี๋ยวเจ้าก็จะรู้เอง” 


ทุกคนไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ แต่ก็รีบสาวเท้าตามไป จนเห็นฉีจิงที่ยังยืนอยู่ที่เดิม เมื่อเห็นพวกเขามาแล้วชายหนุ่มก็ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยคำนับไปทีหนึ่ง 


ชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลถังนั้นรีบร้อนจนไม่ทันได้ทักทาย ทำเพียงพยักหน้ารับก่อนจะหันไปสั่งบุตรชายกับหลานชายของตัวเองให้ลงมือขุดได้ ฉีจิงจึงหลีกทางได้แล้วเดินเข้าไปสมทบกับถังฉือเย่ที่กำลังใช้ผ้ากับไม้กวาดปัดเช็ดถูประตูหน้าต่างของห้อง เพราะไม่ต้องการให้พวกเขารู้สึกหวาดระแวงด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในตระกูลถัง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนนอกตระกูลอย่างเขาไม่ควรรับรู้หรือมองเห็น 


เมื่อสักครู่ท่านหัวหน้าตระกูลคงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากจึงไม่ทันคิดอะไรมาก หากแต่เมื่ออารมณ์สงบลงแล้วเห็นเขายังยืนดูอยู่ตรงนั้นคงประดักประเดิดทำหน้ากันไม่ถูก 


แล้วก็เป็นอย่างที่ฉีจิงคาดไว้ไม่ผิด เพราะตอนที่ท่านหัวหน้าตระกูลวิ่งมาถึงนั้นพื้นดินก็มีการขุดเป็นหลุมใหญ่อยู่แล้ว เพียงแต่ต้นไม้ยังไม่ได้ขุดออกมา แท่งเงินหยวนเป่าก้อนนั้นยังวางอยู่ในดินอยู่เลย เพราะฉะนั้นทุกคนที่เห็นจึงอดชื่นชมเด็กสองคนที่หลบเข้าไปในบ้านไม่ได้ว่า ‘ช่างทำอะไรเปิดเผยเสียจริง’ 


ชายร่างใหญ่หลายคนช่วยกันลงมือขุดดินกันอย่างขะมักเขม้น ใช้เวลาไม่นานนักก็สามารถขุดไหซึ่งถูกฝังกลบอยู่ใต้ดินขึ้นมาได้สำเร็จ ไหนั้นมีขนาดไม่ใหญ่มากนักประมาณไหที่ใช้ดองผักเค็มในหมู่บ้านเห็นจะได้ เดิมทีมันถูกปิดปากเอาไว้อยู่ แต่ถูกฉีจิงทำแตกตอนขุดดินเพื่อล้มต้นไม้ในคราวแรก ดังนั้นจึงมีเงินหยวนเป่าก้อนหนึ่งหลุดออกมา แต่เมื่อเอาชิ้นที่แตกออกมาไปประกอบดูแล้วก็เห็นได้ว่ามันเต็มพอดี! 


ถังหย่งใจเต้นแรงขณะเริ่มลงมือขุดหลุมใหญ่อีกครั้งตรงบริเวณหลุมเดิมที่ฉีจิงขุดไว้อยู่แล้ว แต่ว่างเปล่าไม่พบไหที่สอง เขาจึงคิดได้ว่ามันคงดูไม่ดีสักเท่าไหร่หากวางไหเงินใบนี้เอาไว้ด้านนอก ชายหนุ่มจึงพยายามระงับความตื่นเต้นเอาไว้ด้วยความยากลำบาก จากนั้นจึงหันมาปรึกษากับบิดาอยู่สักพัก ก่อนที่เขากับถังอี้ยังคงอยู่ที่นั่น ส่วนคนอื่นๆให้ตามบิดากลับบ้าน 


ถังฉือเย่และฉีจิงเมื่อเห็นพวกเขาหลายคนทยอยเดินจากไป นางจึงเดินออกมาจากห้องพร้อมรอยยิ้ม ดักหน้าชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลพลางกล่าวว่า 


“ท่านลุง ตอนนี้ข้ากับอาฉีช่วยงานท่านป้าโจวอยู่ที่ร้านเหล้า หากท่านมีเรื่องอะไรก็สามารถบอกพวกเราได้ และบ้านหลังนี้ก็ค่อนข้างจะใหญ่เกินไป ครอบครัวของข้ามีไม่กี่คน คงจะอยู่กันอย่างวังเวง ไม่อย่างนั้นอีกเดี๋ยวท่านลุงช่วยพวกข้าหาที่ที่ใหม่ก็ได้เจ้าค่ะ เพียงแค่มีที่ให้อยู่อาศัยพวกเราก็จะไม่เลือกมากหรอกเจ้าค่ะ”


คำพูดของถังฉือเย่ทำให้ชายชราอดไม่ได้ที่แตะศีรษะนางเบาๆ เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้คิดเอาไว้อยู่แล้ว และคงกลัวว่าเมื่อเกิดเรื่องนี้แล้ว เขาอาจจะไม่อยากให้นางพักอาศัยที่บ้านหลังนี้แล้วก็เป็นได้ ในใจจึงนึกอิจฉาครอบครัวของท่านย่าซุนว่าเพราะเหตุใดครอบครัวเขาจึงไม่มีเด็กสาวที่ฉลาดๆเยี่ยงนี้บ้าง แต่ด้วยความที่ผ่านโลกมาเยอะ หัวหน้าตระกูลถังจึงไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากหัวเราะและพูดคุยนิดหน่อย จากนั้นจึงปล่อยนางไป


ถังฉือเย่กลับมาที่ร้านเหล้าอย่างสบายอกสบายใจ นางไม่ได้พูดคุยเรื่องนี้กับใครเพราะมัวแต่ยุ่งทั้งวันจนเนื้อตัวเลอะเทอะมอมแมมไปหมด คุณนายโจวจึงให้นางอาบน้ำอาบท่าเสียก่อนกลับบ้าน พร้อมกับหาชุดของถังจวิ้นเชินตอนที่ยังเป็นเด็กมาให้สวมไปพลางๆก่อน 


เมื่อเห็นถังฉือเย่สวมเสร็จ คุณนายโจวก็ร้องทัก “พอเห็นเจ้าใส่ชุดเด็กผู้ชายอย่างนี้แล้ว ช่างเป็นเด็กหนุ่มรูปงามอะไรเช่นนี้… แม้กระทั่งอาฉียังเทียบไม่ได้เลยนะเนี่ย” 


ฉีจิงที่ไปอาบน้ำและเพิ่งจะกลับมา เมื่อได้เห็นนางก็ยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่ง เห็นด้วยกับคำพูดของคุณนายโจวทุกคำ ใบหน้าและรูปร่างของถังฉือเย่นั้นไม่ใช่แค่สวยเพียงอย่างเดียว แต่นางนั้นสง่างามและเปล่งประกายออกมาจากด้านใน เปรียบเสมือนดวงดาวที่รายล้อมดวงจันทร์ มวลดอกไม้หอมที่รายรอบดอกโบตั๋น 


แม้ว่าตอนนี้อายุของนางยังน้อย แต่กลับสง่างามจนทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาได้เลย และก็เพราะความโดดเด่นนี้เองที่ทำให้นางสามารถสวมชุดของผู้ชายได้อย่างสง่าผ่าเผย 


ฉีหยางเงยหน้าขึ้นมอง จากนั้นก็วิ่งเข้าไปสวมกอดนางเอาไว้ พลางเอ่ยชมอย่างจริงใจ “พี่สาวสวยจัง” 


ถังฉือเย่ยิ้มพร้อมกับโน้มตัวลงมาจูบเบาๆที่ศีรษะของเด็กชาย ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับฉีจิงที่เบือนหน้าหนีไปด้วยความหมั่นไส้


…เจ้าเด็กซนนี่ ไม่ยอมพูดจาอะไรกับเขาสักคำ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้านางกลับสามารถออดอ้อนอ่อนหวาน…


และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ในอีกฟากหนึ่งของหมู่บ้าน เมื่อท่านหัวหน้าตระกูลถังกลับมาถึงบ้านแล้ว เขาก็รีบปิดประตูอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหยิบเงินหยวนเป่าออกมาวางบนโต๊ะกลางห้องทีละก้อนๆด้วยมือของตัวเอง 


เงินหยวนเป่าหนึ่งก้อนมีราคาห้าสิบตำลึง ด้านบนสลักลงไปว่า ‘เนื้อเงินบริสุทธิ์’ ด้านล่างเป็นคำว่า ‘คุณธรรมสูงส่ง’ และวันเวลาที่หลอมเงินนี้ขึ้นมา โดยเป็นปีศักราชของราชวงศ์ก่อน ชายชราหยิบเงินออกมาทีละก้อนด้วยใจที่เต้นระส่ำ รวมทั้งหมดหกสิบก้อน เป็นเงินมากถึงสามพันตำลึง…สามพันตำลึง!


เงินจำนวนนี้ถือเป็นเงินจำนวนมหาศาล เพราะถึงแม้ว่าบ้านของท่านหัวหน้าตระกูลจะอยู่กันอย่างสุขสบายและร่ำรวยเงินทอง แต่ก็ไม่เคยเจอเงินที่เยอะขนาดนี้มาก่อน 


ในตอนนั้นหางตาของท่านหัวหน้าตระกูลก็เหลือบเห็นหนังสือม้วนเล็กๆ ซึ่งถูกซุกซ่อนเอาไว้ก้นไห เขาค่อยๆยื่นมือที่สั่นระริกหยิบออกมา ผ้าไหมของหนังสือม้วนนี้เก่ามากแล้ว แต่ตัวอักษรยังคงชัดเจนอยู่ เมื่อดูแล้วท่านหัวหน้าตระกูลถังก็มือสั่นและกล่าวออกมาด้วยความดีใจว่า 


“เงินนี่เป็นเงินที่บรรพบุรุษของตระกูลเราทิ้งเอาไว้ เป็นเงินของตระกูลพวกเรา!” เขารีบส่งหนังสือม้วนนี้ให้ลูกชายดู เมื่ออ่านดูอีกรอบด้านบนก็เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อไหร่ และใครเป็นคนได้รับเงินสามพันตำลึง และส่งมอบให้คนรุ่นหลัง


ทุกคนดีใจเป็นอย่างมาก เพราะหนังสือฉบับนี้จะเป็นหลักฐานยืนยันกับทุกคนได้เป็นอย่างดี ว่าเงินจำนวนสามพันตำลึงนี้เป็นของครอบครัวเขาอย่างแท้จริง และสามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ ใครก็จะแย่งเอาไปไม่ได้! 


ผ่านไปพักใหญ่ ถังหย่งเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงหันไปพูดกับชายชราว่า “เด็กน้อยเย่ผู้นี้ ช่างเป็นคนที่น่ายกย่องเสียจริง” 


เมื่อเขาพูดแล้ว ชายชรารวมทั้งทุกคนในที่นี้ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยไปตามๆกัน บ้านหลังนั้น พวกเขาก็ได้ไปๆมาๆอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่มีใครพบเจอเงินพวกนี้มาก่อน หากถังฉือเย่ไม่พูดแล้วเก็บเงียบเอาไว้ เรื่องนี้ก็คงเป็นความลับและพวกเขาก็คงไม่มีทางรู้ได้โดยเด็ดขาด แต่นางกลับเอาเงินพวกนี้มาคืน โดยที่ไม่ได้คิดอะไรเลย… นี่สิถึงจะเรียกว่าผู้ที่มีคุณธรรมและเมตตา เป็นผู้ที่น่ายกย่องอย่างแท้จริง


หลังจากนั้นข่าวสมบัติที่ถูกซุกซ่อนนี้ก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็วราวกับไฟไหม้ฟาง แพร่สะพัดเร็วกว่าข่าวที่ถังฉือเย่เสียสติในตอนนั้นเสียอีก


ท่านหัวหน้าตระกูลถังสั่งให้ถังหย่งไปพูดกับถังฉือเย่แล้วว่าบ้านหลังนั้นยังคงให้นางอยู่เหมือนเดิม นางอยากจะอยู่ถึงเมื่อไหร่ก็อยู่ถึงเมื่อนั้น ถังฉือเย่ก็ยิ้มรับอย่างดีใจ ก่อนจะเริ่มลงมือเก็บข้าวของและย้ายไปที่บ้านหลังนั้นในวันรุ่งขึ้น 


หญิงสาวจัดการให้ห้องรองที่อยู่ขนาบห้องหลักนั้นยังคงเว้นว่างเอาไว้ชั่วคราว ส่วนห้องหลักสามห้องนั้น ห้องกลางเป็นห้องโถง ห้องทางทิศตะวันออกนั้นให้วังซื่ออยู่ ห้องทางทิศตะวันตกให้เสี่ยวเหยาส่วนห้องรองทางทิศตะวันออกนั้นเว้นไว้ให้ถังฉือหรง ส่วนตัวนางนั้นพักอยู่ที่ห้องรองด้านทิศตะวันตก


นอกจากนี้ถังฉือเย่ยังแบ่งห้องว่างเอาไว้หนึ่งห้อง ตั้งใจไว้ว่าเมื่อทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยแล้วจะทำเป็นห้องเรียนหนังสือเล็กๆของเสี่ยวเยากับฉีหยาง


เมื่อย้ายเข้ามาแล้วก็จำเป็นต้องมีของที่ต้องเติมและจัดวางอีกไม่น้อย อย่างแรก ข้างห้องรองต้องสร้างห้องครัวเอาไว้ ห้องน้ำที่อยู่ด้านหลังก็ต้องซ่อม รวมทั้งยังคงต้องหาเครื่องเรือนมาเพิ่มด้วยทั้งเตียง โต๊ะ และตู้ของแต่ละห้อง แถมยังต้องทำชั้นวางหนังสือให้ถังฉือหรงอีกด้วย


ถังฉือเย่เรียกฉีหยางให้มาหา จากนั้นให้เขาช่วยเขียนสิ่งของที่ต้องการ วังซื่อก็รู้สึกชอบบ้านหลังนี้เป็นอย่างมาก นางกล่าวขึ้นว่า


“ทำหีบให้ข้าด้วยสองใบ แล้วก็โต๊ะเครื่องแป้ง ตู้สองใบด้วยนะ”


ฉีหยางที่ยืนอยู่บนม้านั่งเขียนไปด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม เขานั้นไม่ฟังคำสั่งของวังซื่อ ส่วนถังฉือเย่ก็คร้านที่จะสนใจนางแล้ว ทั้งที่ความจริงแล้วของพวกนี้ อีกประเดี๋ยวก็ต้องทำให้อยู่แล้ว เพราะอย่างไรเสียก็เป็นหน้าเป็นตาของบ้าน ในเมื่อตัดสินใจว่าจะยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น นางก็ต้องทำให้ ‘ท่านแม่’ มีชีวิตที่ดีกว่าตอนที่อยู่กับครอบครัวของท่านย่าซุน 


พอคิดถึงท่านย่าซุน ทันใดนั้นเองหญิงชราผู้นั้นก็บุกรุกเข้ามาในบ้าน วังซื่อตกใจมากนางรีบหันหลังกลับเข้าห้องนอนไปพร้อมกับปิดประตู ส่วนถังฉือเย่รีบหยิบไม้กวาดที่วางอยู่ที่ประตูห้องมาอย่างรวดเร็วในขณะที่นางกำลังรีบร้อนอยู่นั้นในใจก็คิดอยู่ว่า…นางเป็นนางฟ้าแท้ๆ ทำไมอะไรนิดอะไรหน่อยก็ต้องเตรียมที่จะสู้อยู่ตลอดเลยเยี่ยงนี้? 


ท่านย่าซุนที่มากับเหอซื่อและหลี่ซื่อนั้นพุ่งตัวเข้ามา ในมือก็ถือเสียมอยู่ เมื่อเข้ามาแล้วนางก็ขุดไปทั่วสวน


ถังฉือเย่กล่าวขึ้นว่า


“ท่านย่า ท่านป้า ท่านป้ารอง พวกท่านหยุดเดี๋ยวนี้นะ บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ท่านหัวหน้าตระกูลให้ข้าพักอาศัยอยู่ชั่วคราว นี่มันเป็นบ้านของพวกเขานะ พวกท่านอย่าได้ไปขุดสะเปะสะปะไปทั่วแบบนี้ หากเกิดความเสียหายข้าจะคืนท่านลุงไม่ได้นะ” 


เวลาเดียวกันนั้นเอง ในสวนข้างๆที่กั้นด้วยกำแพง ด้านหน้าโต๊ะหิน ชายหนุ่มที่สวมเสื้อสีขาวเงยหน้าขึ้น พลางขมวดคิ้วและกำลังฟังเสียงที่ดังขึ้นจากฝั่งนั้นอยู่



จบตอน

Comments