superstar ep56-60

 บทที่ 56 ความโชคดีที่คาดไม่ถึง


ท่านย่าซุนตะโกนด่าทันที “เจ้าเด็กโง่ ทำไมเจ้าถึงได้โง่เขลาเบาปัญญาเยี่ยงนี้นะ เจ้านี่ช่างรนหาที่ตาย อุตส่าห์เจอเงินมหาศาลกลับให้คนอื่นไปอย่างง่ายดาย ทั้งที่ย่าของเจ้าแทบไม่มีจะกินอยู่แล้วแบบนี้” 


“นี่เป็นบ้านของท่านหัวหน้าตระกูล เงินที่ขุดมาได้เดิมทีก็เป็นเงินของท่านหัวหน้าตระกูล ข้าต้องคืนให้เขาอย่างแน่นอน นี่จึงจะเรียกว่าส่งคืนเจ้าของตัวจริง ท่านหัวหน้าตระกูลอุตส่าห์เมตตาให้ที่พักกับข้า เงินที่ข้าขุดได้ ท่านจะให้ข้าเก็บมันไว้ลับๆอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นข้าจะกลายเป็นคนอย่างไร คนที่ลืมบุญคุณเห็นแก่เงิน ข้าทำไม่ได้หรอก” 


“เจ้าเด็กบ้า!” ท่านย่าซุนถลึงตาจ้องมองนาง “เงินนี่มันถูกฝังมาไม่รู้ตั้งกี่ปีแล้ว แล้วก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนฝังด้วย ใครขุดมันขึ้นมาได้เงินก็ต้องเป็นของคนนั้นถึงจะถูก” 


“ท่านย่ากล่าวผิดแล้วล่ะ” ถังฉือเย่พูดเสียงหนักแน่น “ทุกอย่างต้องมีที่มาที่ไป อย่างเช่นที่ดินแห่งนี้ ถูกซื้อด้วยชื่อท่านปู่ ใครเป็นคนไถหน้าดินปลูกพืช ผลผลิตก็ควรจะเป็นของคนปลูกถึงจะถูก เหตุใดเมื่อปลูกธัญพืชขึ้นมาจึงกลายเป็นของผู้อื่น ท่านกล้าเอาเหตุผลบิดๆเบี้ยวๆนี่ไปพูดกับท่านปู่ที่มณฑลหรือไม่?” 


น้ำเสียงของท่านย่าซุนแหบแห้ง นางกัดฟันด้วยท่าทีที่ดุร้ายในทุกประโยคที่กล่าว แต่น้ำเสียงของถังฉือเย่กลับทั้งอ่อนโยนและชัดเจน ไพเราะราวกับนกขมิ้น เห็นอยู่ชัดๆว่าเป็นการทะเลาะ แต่กลับทำให้คนฟังรู้สึกเบิกบานใจ อีกทั้งแต่ละคำที่พูดออกมาก็มีเหตุผล ไม่มีคำหยาบคายเลย ซึ่งแตกต่างกับชาวบ้านขี้โมโหที่ด่ากราดตามถนนอย่างสิ้นเชิง


ชายผู้ยืนฟังอยู่ในสวนใกล้เคียงนั้นขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะค่อยๆคลายลงแล้วก้มหน้าลงอ่านหนังสือต่อ ผิดกับท่านย่าซุนที่โกรธเอามากๆ ได้แต่เก็บความเคียดแค้นไว้ในอก คิดในใจว่าช่วงนี้นางจะต้องอยู่เงียบๆไปก่อน หากไปขัดท่านหัวหน้าตระกูลก็กลัวเรื่องงานแต่งลูกชายจะพัง ไหนจะเรื่องชื่อเสียงของหลานชายอีก เพราะฉะนั้นนางจึงต้องอดทนอดกลั้นไม่กล้าลงมือ เพียงแต่ตอนนี้เมื่อได้ยินเสียงจากปากน้อยๆของถังฉือเย่พูดขึ้น หญิงชราก็อดไม่ได้ที่จะสวนกลับด้วยความโมโหที่ปิดเอาไว้ไม่มิด 


“อย่ามาพูดเรื่องพวกนี้กับข้า เพราะข้าน่ะเป็นผู้ให้กำเนิดพ่อของเจ้าออกมา ไม่ว่าเจ้าจะเอาเงินมาจากไหน เงินนั่นมันก็เป็นของข้า ส่งมันมาให้ข้าเสียดีๆ คนในครอบครัวแท้ๆไม่ให้ แต่กลับให้คนนอก” 


ตอนนั้นเองไม่ทันที่ถังฉือเย่จะได้กล่าวอะไรก็มีเสียงใครบางคนดังขึ้นจากข้างนอก “ท่านย่าซุนข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าเงินของข้ากลายเป็นเงินของเจ้าได้อย่างไร ซ้ำยังขู่ให้ส่งเงินนั่นไปให้เจ้าแต่โดยดี ช่างหน้าด้านไร้ยางอายจริงๆ”


ท่านย่าซุนถึงกับสำลัก เมื่อเห็นว่าคนที่พูดเช่นนี้เป็นสะใภ้คนโตและสะใภ้คนรองของท่านหัวหน้าตระกูล หญิงชราเม้มปากแน่น แน่นอนว่านางไม่ได้โง่จึงรู้ดีว่าเรื่องในวันนี้มันไม่ถูกต้องหรือถึงแม้ว่ามันจะถูกต้อง นางก็ไม่กล้าจะต่อว่าคนของท่านหัวหน้าตระกูล ด้วยเหตุนี้จึงได้แต่อดกลั้นจนหน้าแดงก่ำ เป็นเวลานานกว่านางจะพูดออกมา 


“ข้าก็แค่...สั่งสอนนางเท่านั้น”


“ข้าว่าท่านย่าอย่าสอนเสียจะดีกว่า” คำพูดของเฉียนซื่อสะใภ้รองของท่านหัวหน้าตระกูลเบาบางแต่กลับเฉียบคม 


“ลูกชายที่ท่านย่าสั่งสอนก็ขายเด็กสาวอย่างเลวทราม หลานชายที่ท่านย่าสั่งสอน ก็ขโมยกระต่ายในกับดักของคนอื่น แม่หนูเย่นางอยู่ของนางดีๆแล้ว ถ้าจะให้ดี ท่านก็อย่าสั่งสอนเลยจะดีกว่า” 


จ้าวซื่อผู้เป็นสะใภ้ใหญ่หัวเราะหึๆในลำคอพลางพูดบ้างว่า “ทุกวันนี้ข้าโชคดีจริงๆ ที่ไม่ได้ให้คนในครอบครัวท่านเช่าบ้านหลังนี้ ไม่เช่นนั้น เงินของตระกูลข้า ก็คงจะเป็นของตระกูลท่านไปแล้ว…แม้ว่าข้าจะอายุยังน้อย แต่ก็ขอเตือนอะไรท่านย่าหน่อย พื้นดินที่ท่านเหยียบอยู่นี้เป็นพื้นที่ของตระกูลข้า ไม่จำเป็นต้องให้ท่านมากล่าวอะไรที่นี่หรอก” 


คำพูดของสะใภ้ท่านหัวหน้าตระกูลนี้ฟังแล้วช่างบาดลึกเข้าไปในใจของผู้ฟังอย่างที่คำโบราณว่าไว้ ‘ตบคนไม่ตบหน้า’ ท่านย่าซุนดวงตาลุกโชนด้วยไฟโทสะ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากหันหลังแล้วเดินหนีไป ถังฉือเย่จึงสืบเท้าเข้าไปหาสองสะใภ้ พร้อมกับเชิญพวกนางเข้าไปดื่มชาในบ้าน 


“แล้วแม่ของเจ้าล่ะ?” จ้าวซื่อถามพลางหันมองรอบๆที่ไร้ซึ่งวี่แววของวังซื่อ ถังฉือเย่จึงชี้นิ้วไปที่ห้องนอน จ้าวซื่อถอนหายใจเบาๆ บอกว่า


“พวกข้าไม่เข้าไปแล้วล่ะ ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า” นางดึงถังฉือเย่ไปด้านข้างพร้อมกับกระซิบเบาๆที่ข้างหู


“ท่านพ่อตัดสินใจยกโฉนดที่ดินของบ้านหลังนี้ให้เจ้าแล้วนะ รู้ตัวหรือเปล่า เจ้ากำลังจะกลายเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้แล้ว” 


“เป็นไปได้อย่างไร?” ถังฉือเย่ทั้งตกใจและประหลาดใจ


“นี่คือสิ่งที่ท่านพ่อกำชับมา เจ้าแค่รับไว้ก็พอ” จ้าวซื่อเอ่ย “บ้านหลังนี้มีราคาไม่น้อยเลย เจ้าต้องจดจำน้ำใจของพวกเราเอาไว้” 


เฉียนซื่อเองก็ยิ้มก่อนจะย้ำ “ท่านพ่อเองก็ขอบใจในคุณธรรมของเจ้าก่อนหน้านี้ เจ้าก็รับไว้เถอะ” 


ใบหน้าของถังฉือเย่ครุ่นคิด ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเช่นเดียวกับหัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันจนเป็นปม ผ่านไปครู่หนึ่งนางจึงบอกกับสองสะใภ้ว่า “ท่านป้าทั้งสองโปรดรอข้าสักครู่” 


จากนั้นหญิงสาวก็รีบกลับเข้าไปในบ้าน พลางกระซิบเบาๆที่ข้างหูฉีหยางสองสามประโยค ฉีหยางพยักหน้าก่อนจะลงมือเขียนบางอย่างอย่างคล่องแคล่ว 


ถังฉือเย่ประทับลายนิ้วมือลงไป เมื่อวิ่งกลับออกมาอีกครั้งก็ยื่นให้ท่านป้าทั้งสอง “แม้ว่าท่านหัวหน้าตระกูลจะยึดมั่นในคุณธรรม แต่ข้าก็ไม่สามารถหน้าด้านหน้าทนรับมาเฉยๆได้ รบกวนท่านป้าทั้งสองได้โปรดนำสิ่งนี้ไปมอบให้ท่านหัวหน้าตระกูลด้วยเจ้าค่ะ”


สิ่งที่อยู่ในมือนี้คือใบชำระหนี้ที่ถังฉือเย่ให้ฉีหยางเขียนขึ้นมา โดยระบุว่าท่านหัวหน้าตระกูลตั้งราคาไว้หนึ่งร้อยตำลึง และขายบ้านหลังนี้ให้แก่นาง และเงินจำนวนนี้จะคืนให้หมดภายในหนึ่งปี


เฉียนซื่อที่สามารถอ่านหนังสือได้ เมื่อเห็นนางก็รู้สึกนับถือในความใจกว้างของถังฉือเย่ในทันที อดไม่ได้ที่จะกล่าวคำชื่นชมจากใจจริง 


“เรื่องนี้ พวกข้าไม่ได้บอกใครอื่นอีก เจ้ารู้เองก็พอแล้ว ต่อไปหากเกิดเรื่องอะไรขึ้น...หากท่านย่าซุนมาหาเรื่องเจ้าอีก เจ้าก็ผลักเรื่องทั้งหมดมาที่พวกเรา ไม่ต้องกลัว” 


ถังฉือเย่โค้งคำนับพลางกล่าว “ขอบคุณท่านป้าที่เห็นใจข้า”


หลังจากนั้นเมื่อสะใภ้ทั้งสองกลับมาถึงบ้านก็ได้นำใบชำระหนี้มอบให้แก่ท่านหัวหน้าตระกูลผู้เป็นพ่อสามี ที่เมื่อได้รับฟังเรื่องทุกอย่างแล้วก็พยักหน้าซ้ำๆพูดว่า


“เด็กคนนี้รู้จักสัมมาคารวะ ปฏิบัติตัวดีตลอด แต่น่าเสียดายที่เป็นหญิงสาว หากเป็นชายหนุ่ม...” เขาส่ายหน้าสองสามทีและไม่ได้กล่าวอะไรต่ออีก 


ความจริงแล้วเขาคิดเรื่องนี้มาตลอดทั้งคืนก่อนจะตัดสินใจมอบโฉนดที่ดินนี้ให้กับถังฉือเย่ เพราะแม้ว่าบ้านหลังนั้นจะมีสภาพดี ใหญ่โต สวยงามแค่ไหน แต่กลับไม่ถูกโฉลกกับครอบครัวเขาเอาเสียเลย จนต้องปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าไม่สามารถใช้ประโยชน์อะไรได้ เพียงแต่เป็นบ้านที่ไม่อาจตัดใจขายทิ้งก็เท่านั้น


การที่ถังฉือเย่นำเงินสามพันตำลึงที่ขุดพบโดยบังเอิญมามอบให้เขา นั่นแสดงให้เห็นชัดว่านางเป็นผู้มีจริยธรรมสูงส่งหาที่ติไม่ได้ ฉะนั้นคำขอบคุณนี้จะน้อยไปก็ไม่ได้ มากไปก็ไม่ดี สู้ให้บ้านนางเสียดีกว่า เข้ากันกับสถานการณ์ของหญิงสาวในตอนนี้เหมือนกับเขาได้ส่งถ่านร้อนๆให้ท่ามกลางหิมะที่หนาวเหน็บ ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือในขณะที่ถังฉือเย่กำลังตกยากพอดี


โดยที่เหตุผลนี้เป็นเพียงหนึ่งในเหตุผลทั้งหมด เพราะอีกหนึ่งเหตุผลที่เขาไม่ได้บอกใครคือในใจของหัวหน้าตระกูลนั้นรู้สึกว่า เด็กถังฉือเย่คนนี้จะต้องเป็นเด็กสาวที่มีวาสนาดีอย่างแน่นอน ไม่แน่ว่าวันข้างหน้าครอบครัวของเขาอาจจะต้องอาศัยพึ่งพานางก็เป็นได้ 


ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะยกบ้านหลังนั้นให้ถังฉือเย่เปล่าๆ แต่กลับได้ใบชำระหนี้เช่นนี้กลับมานั้นก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก


ความจริงแล้วแม้ว่าบ้านหลังนี้จะอยู่ในชนบท แต่หากขายจริงๆก็คงได้ราคาร้อยยี่สิบร้อยสามสิบตำลึง ถังฉือเย่เขียนมาหนึ่งร้อยตำลึง ไม่เพียงได้น้ำใจจากเขา แต่นางยังไม่คิดจะเอาเปรียบเขาอีกด้วย ท่านหัวหน้าตระกูลถังรู้สึกว่าเรื่องนี้มันถูกต้องแล้ว เขานำใบชำระหนี้นี้เก็บเอาไว้ และตัดสินใจว่าจะไม่ไปขอเงินจำนวนนี้จากนาง


ช่วงเวลาเดียวกันนี้ในอีกฝั่งหนึ่งของกำแพง ถังฉือเย่เองก็อารมณ์ดีจนตัวแทบจะลอยเหนือพื้น น้ำใจที่ให้ยืมกับการที่ได้ครอบครองบ้านเป็นของตัวเองนั้นช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 


ตอนนี้บ้านหลังนี้เป็นของนางแล้ว อยากอยู่ถึงเมื่อไหร่ก็อยู่ถึงเมื่อนั้นหรืออยากจะจัดการอย่างไรก็ย่อมได้ทั้งสิ้น 


เมื่อคิดอย่างนี้หญิงสาวก็แทบรอไม่ไหวที่จะซื้อของตกแต่งให้บ้านเป็นในแบบที่นางต้องการ ดังนั้น ตอนนี้เหลือเพียงอย่างเดียวที่นางต้องจัดการคือการแยกครอบครัวจากท่านย่าซุนให้เด็ดขาด เพราะเมื่อถึงวันนั้นนางก็จะได้ไม่ต้องอดทนกับความอยุติธรรมที่ได้รับและมีเพียงการแยกครอบครัวเท่านั้นที่จะทำให้ถังฉือเย่สามารถใช้จ่ายเงินได้อย่างมีความสุข!



บทที่ 57 ไม่สบาย


เมื่อถังฉือเย่ตัดสินใจย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ ท่านลุงสี่ก็ช่วยมาช่วยนางซ่อมแซมห้องน้ำจนแล้วเสร็จ ก่อนที่ท่านหัวหน้าตระกูลถัง ท่านลุงสองเจ้าของโรงตีเหล็ก หรือแม้แต่ท่านปู่รองถังต้าหวยและชาวบ้านที่สนิทสนมอีกจำนวนหนึ่งจะนำของมามอบให้นางในการย้ายบ้านใหม่เป็นผักกำหนึ่ง ฟืนกองหนึ่ง หม้อชามไหกระทะ และอื่นๆอีกมากมาย 


แต่สิ่งที่ทำให้หญิงสาวแปลกใจมากที่สุดคือคุณนายจ้าวที่ได้มอบมะเขือเทศยาวสองลูกให้นาง ทั้งที่คำพูดคำจายังคงเหมือนเดิม 


“มีแม่ก็เหมือนไม่มี เจ้าก็หาอะไรกินแล้วก็ดูแลตัวเองด้วย อย่าทำตัวโง่เขลานักล่ะ” 


“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” ถังฉือเย่พูดยิ้มๆ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านใจดีมาตลอด” 


“ใครใจดีกัน ข้าแค่บังเอิญถือติดมือมาพอดี” แม่ของเจินเอ๋อร์เบะปากก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินจากไป 


ถังฉือเย่หัวเราะเบาๆอย่างไม่ถือสา หลังจากนั้นจึงลงมือจัดข้าวของจนเสร็จประมาณหนึ่ง นางจึงไปหาช่างไม้ในหมู่บ้านเพื่อสั่งทำเตียงซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต้องใช้ที่สุด จำนวนสี่เตียง โดยเอาไม้ที่ชาวบ้านช่วยกันซื้อไว้ในบริเวณใกล้เคียงและจ่ายค่าทำอีกประมาณสองตำลึง เมื่อเห็นว่าไม้ยังเหลือจึงสั่งทำชั้นหนังสือขนาดใหญ่ให้ถังฉือหรงขึ้นมาสองชั้นในราคาหนึ่งตำลึง


หลังจากวันนั้นถังฉือเย่ก็วุ่นวายอยู่กับการจัดบ้าน เพื่อรอให้ถึงวันหยุดของถังฉือหรง แต่กลับกลายเป็นว่าถังฉือหรงไม่ได้กลับมาบ้าน ถังฉือเย่รีบวิ่งไปถามถังจวิ้นเชินจึงได้คำตอบว่า


“อาหรงรับงานคัดลอกหนังสือจากร้านหนังสือมา เขาเร่งรีบมาก และบอกว่าต้องรีบคัดลอกหนังสือเหล่านั้นให้เสร็จ เขาบอกว่าจะกลับมาในวันหยุดครั้งหน้า” 


หญิงสาวรู้สึกผิดหวังมากได้แต่พูดเสียงอ่อย “ข้าได้ให้เงินเขาไปแล้ว เหตุใดยังคัดลอกหนังสืออยู่อีก เงินไม่พอหรือ?” 


ถังจวิ้นเชินกระแอมหลบสายตา “พอมากเลยล่ะ แต่อาหรงเขาดื้อไปหน่อย เจ้าก็รู้ดีนี่” 


“เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร ข้าอยากให้เขาเห็นบ้านที่เราเพิ่งย้ายมาใหม่ก็เท่านั้น” ถังฉือเย่พูดอย่างเสียมิได้ และด้วยความผิดหวังนั้นทำให้ไม่ได้ใส่ใจกับสีหน้าของถังจวิ้นเชินเลยสักนิด


หลังจากที่ถังจวิ้นเชินส่งนางออกไปแล้ว เขาก็ขมวดคิ้วแน่น เมื่อรู้อยู่แก่ใจว่าสาเหตุที่ทำให้ถังฉือหรงไม่กลับมาบ้านนั้นเป็นเพราะอะไร 


การที่ถังฉือจิ้นช่วยจ่ายค่าเรียนให้นั้นทำให้ถังฉือหรงรับน้ำใจมาอย่างไม่เต็มใจ หนึ่งคือต้องการคืนเงินถังฉือจิ้น อีกอย่างคือต้องการเก็บรวบรวมค่าเรียนในเดือนหน้า แม้ว่าหลายวันมานี้ ถังฉือหรงจะคัดลอกหนังสือมาถึงสี่วันเต็ม โหมงานหนักจนป่วยขึ้นมา แต่ก็ยังไม่ยอมไปหาหมอ เขากลัวว่าถ้ากลับไปให้ถังฉือเย่เห็นนางจะเป็นกังวล จึงได้บังคับถังจวิ้นเชินไม่ให้บอกเรื่องนี้กับน้องสาว 


ถังจวิ้นเชินคิดวางแผนว่าจะต้องกลับไปดูเพื่อนสักหน่อย หากจังหวะเหมาะก็จะแอบแนะนำให้ถังฉือเย่ไปเยี่ยมถังฉือหรงด้วยกัน แต่คาดไม่ถึงว่าเมื่อกลับมาแล้วจะได้ข่าวว่าท่านย่าซุนไล่พวกนางออกมาจากบ้านหลังเก่า แม้ว่าจะมีบ้านหลังใหม่ แต่เงินที่สะสมอยู่คงจะเหลือไม่มากแล้ว 


ชายหนุ่มยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นกังวล ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะรีบกลับไปที่สำนักศึกษาเพื่อไปดูถังฉือหรงอีกครั้ง และอาจเป็นเพราะช่วงนี้โรงเหล้ามีเรื่องยุ่งให้ต้องครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา ทำให้แม้แต่คุณนายโจวที่ละเอียดรอบคอบมาตลอดก็มองความผิดปกติของลูกชายไม่ออก ส่วนท่านลุงสี่นั้นหลังจากกลั่นเหล้าเสร็จเขาก็วิ่งวุ่นไปทั่วหมู่บ้านเพื่อหาผลไม้ชนิดอื่นที่จะสามารถนำมาต้มเหล้าได้ จนวันต่อมาเขาก็เดินกลับมาด้วยสีหน้าพึงพอใจ เมื่อบอกกับถังฉือเย่ว่าพบต้นหยางเหมยต้นหนึ่งในหมู่บ้านชิวสุ่ยที่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่ เขาไปดูมาแล้วมันกำลังสุกพอดี


ถังฉือเย่ดีใจมากวางแผนว่าจะทำเหล้าบ๊วยกลั่นออกมา ซึ่งจะต้องขายดีมากแน่นอน เพราะสีของสมุนไพรเหล้าบ๊วยที่กลั่นออกมามันทั้งเข้มและแดงมาก สีจะอ่อนกว่าเหล้าองุ่นนิดหน่อยแต่รสชาติดีอยู่ไม่น้อย ดังนั้นนางจึงบอกทุกคนให้เตรียมตัวเพื่อจะได้ไปดูพร้อมกัน 


ดังนั้นในตอนเช้าตรู่จึงพาถังจวิ้นเชินไปส่งที่สำนักศึกษาก่อน จากนั้นพวกเขาก็ไปที่หมู่บ้านชิวสุ่ยกันต่อทันที ต้นหยางเหมยอยู่บนเนินเขาของหมู่บ้านว่ากันว่าเป็นของคนสกุลหลี่ปลูกเอาไว้ ดูแล้วมีราวๆสามสี่สิบต้น ครึ่งหนึ่งเป็นสีแดงหมดแล้ว และคนในครอบครัวเขาจะต้องออกมาขายมันในทุกๆเช้า


ถังฉือเย่พูดเป็นเชิงปรารภว่า “พวกเราจะทำเท่าไหร่กัน หากจะกลั่นเหล้าสักร้อยไห ก็ต้องจองหยางเหมยของเขาไว้ก่อนประมาณสามสิบต้น” 


ทันทีที่นางกล่าวก็ทำเอาคุณนายโจวตกใจ “เหล้าร้อยไห!” 


“ใช่แล้วท่านป้า เหล้าร้อยไหถือว่าไม่มาก ครั้งก่อนตอนข้าเข้าไปในเมืองข้าได้ยินมาว่า โรงเหล้าเล็กๆธรรมดายังสามารถขายเหล้าได้เกือบสิบไหภายในวันเดียว” หญิงสาวกล่าวพลางเหลือบไปมองทางชายหนุ่มทั้งสองคน 


“ข้ายังไม่ได้ถามพวกท่านเลย ครั้งนี้กลั่นได้เท่าไหร่?”


ท่านลุงสี่ลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า “เท่าที่เรากลั่นได้ ก็มี....ประมาณห้าสิบไห” 


ถังฉือเย่ขมวดคิ้วกำลังจะกล่าวบางอย่าง แต่ฉีจิงหยุดนางไว้เสียก่อน “อาเย่ เจ้าไม่ต้องรีบร้อนไป ต้องให้คนอื่นได้เห็นผลลัพธ์มันก่อน แล้วความกล้าความมั่นใจมันจะเพิ่มขึ้นมาเองเรื่อยๆ เงินก็จะได้หมุนเวียน” 


เมื่อได้ยินคำพูดของฉีจิง คุณนายโจวซึ่งเห็นด้วยจึงเสริมว่า “พวกเราคงไม่อ้วนในคำเดียวหรอก อีกอย่างกลั่นเหล้าก็ต้องใช้ธัญพืช ต้องใช้เงินทุนจำนวนหนึ่ง”


“เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกเย่เอ๋อร์” ท่านลุงสี่พูดขึ้นบาง “พวกเขาขายผลหยางเหมยที่นี่ทุกวัน เราไม่จำเป็นต้องบอกพวกเขาก่อนล่วงหน้า เมื่อถึงตอนนั้นมันก็ยังมีขายอยู่ อีกอย่างแม้ว่าจะไม่มีหยางเหมย ก็ยังมีผลไม้ชนิดอื่นอีก หมู่บ้านใกล้ๆยังมีต้นผีผา และอีกสองเดือนก็ยังมีผลฉางฉู่” 


‘ฉางฉู่’ หรือเรียกอีกอย่างว่ามะเฟืองนั้นปลูกไว้ที่นี่เป็นจำนวนมากซึ่งเป็นผลไม้ที่เหมาะแก่การกลั่นเหล้าผลไม้มากทีเดียว ดังนั้นถังฉือเย่จึงพยักหน้ารับและไม่ได้พูดอะไรอีก 


ราชวงศ์ต้าเยี่ยนนี้ร่ำรวยมากเพราะตั้งอยู่ในสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม เสบียงอาหารจึงอุดมสมบูรณ์ กิจการเหล้าก็ไม่แออัด นอกจากมาตรการยกเว้น ‘ห้ามดื่มกันเป็นกลุ่ม’ แล้วก็ไม่ได้ผูกขาดการค้าเหล้าแต่อย่างใด กล่าวอีกนัยหนึ่งคือทางราชสำนักไม่ได้ผูกขาดเหล้าทั้งหมดหรือบางส่วน ภาษีของเหล้าก็ไม่สูงจนเกินไปนัก จึงเหมาะสมสำหรับการผลิตเหล้าขายเป็นอย่างมาก 


ตัดสินใจได้ดังนี้ถังฉือเย่จึงพยักหน้า และกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นเมื่อถึงตอนนั้นก็อย่ามาหาว่าข้าไม่บอกก่อนละกัน” 


เมื่อเห็นนางยิ้ม ท่านลุงสี่และคุณนายโจวต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แม้แต่ตัวเองยังไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดจึงได้เชื่อใจเด็กสาวคนนี้ขนาดนี้ ทันทีที่เห็นนางขมวดคิ้วก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาทันที และเป็นท่านลุงสี่ที่พูดขึ้นว่า


“พวกเราทำกันไปเรื่อยๆ อีกอย่างเราก็ไม่ได้มีเงินทุนมากมายขนาดนั้น”


“เรื่องเงินน่ะข้าพอมี” ฉีจิงบอกเสียงนิ่งๆ ถังฉือเย่หันไปคุยกับเขาว่า 


“เช่นนั้นก็ซื้อหยางเหมยไปจำนวนหนึ่งก่อน เมื่อไปถึงในเมืองก็ค่อยซื้อเครื่องยาจีน ข้าจะลองทำสูตรของคราวที่แล้วก่อน” 


หลังจากได้ข้อสรุปแล้ว ท่านอาสี่จึงลงไปเจรจากับใครบางคนแล้วซื้อผลหยางเหมยมาตะกร้าหนึ่ง จากนั้นก็ขับรถม้าไปยังตัวเมืองเพื่อซื้อเครื่องปรุงยาจีน 


ถังฉือเย่ก็ได้ซื้อข้าวของอื่นอีก เมื่อนึกถึงถังฉือหรงที่ไม่ได้กลับมาในวันหยุด นางจึงคิดว่าไปหาเขาที่ร้านหนังสือ คุณนายโจวยิ้มอย่างรู้ทัน 


“จะไปดูอะไรกัน พวกเขากำลังอ่านหนังสือ หากเราไม่มีเรื่องอะไรก็อย่าไปรบกวนพวกเขาเลย” 


ท่านลุงสี่เสนอว่า “เวลาที่ยังเหลือนี่ พวกเราไปจับปลาที่บึงน้ำเสี่ยวเยว่กินกันเถอะ” 


เมื่อทุกคนเห็นตรงกัน ถังฉือเย่จึงไม่พูดอะไรแล้วขึ้นรถม้าไป ซึ่งในขณะที่รถม้าของพวกเขาค่อยๆเคลื่อนออกห่างจากตัวเมืองไปเรื่อยๆนั้น ถังจวิ้นเชินก็กำลังปรึกษากับยามเฝ้าหน้าประตูด้วยน้ำเสียงร้อนรน 


“เพื่อนร่วมชั้นข้าไม่สบาย เขาตัวร้อนมาก ข้าจะออกไปตามหมอมาดูสักหน่อย” 


“ไม่ได้” ยามเฝ้าประตูกล่าวอย่างเย็นชา “สำนักศึกษาไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าไป หากเจ้าจะออกไป ก็ต้องรายงานต่อผู้ดูแลก่อน” 


ถังจวิ้นเชินพูดขอร้องจนปากเปียกปากแฉะ วิ่งไปมาตั้งหลายครั้ง จนในที่สุดเขาก็ออกมาได้ เขาซื้อยามาจำนวนหนึ่ง แต่หลังจากที่ต้มยาแล้วป้อนให้ถังฉือหรงดื่มจนถึงช่วงกลางดึก อุณหภูมิความร้อนของถังฉือหรงก็ยังไม่ลดลงเลยสักนิด เขาจึงพูดกับคนป่วยด้วยความร้อนใจว่า


“หากพรุ่งนี้ยังไม่ดีขึ้น ข้าจำเป็นต้องหาคนให้ส่งข่าวกลับไปแล้ว”


ถังฉือหรงยิ้มอย่างขมขื่นพยายามดันตัวลุกขึ้น พลางดื่มน้ำไปสองอึก “เย่เย่ยังเด็กนัก ท่านแม่ก็...เป็นเช่นนั้น เจ้าส่งข่าวกลับไปจะมีประโยชน์อะไร ข้าแค่ไม่สบายนิดหน่อย พักสักคืนก็ดีขึ้นแล้ว เจ้ารีบกลับไปพักผ่อนเสียไม่ต้องเป็นห่วงข้า”


ถังจวิ้นเชินไม่มีทางเลือก เขาทำได้เพียงขอร้องฝากฝังถังฉือหรงไว้กับเพื่อนร่วมห้องอีกคน จากนั้น ก็ออกมาด้วยความเป็นกังวลที่ไม่อาจทำอะไรได้ ในเมื่อโรงเหล้าเล็กๆของครอบครัวที่เฟื่องฟูมากเมื่อหลายปีก่อน แต่มาสองปีให้หลังนี้กลับย่ำแย่ลงทุกวัน 


ชายหนุ่มมองออก แม้ว่าจะไม่ได้พูดอะไรมาก ดังนั้นเขาจึงไม่เคยเอ่ยปากขอเงินเพิ่มจากพ่อแม่เลย ได้แต่อยู่อย่างอัตคัดขัดสนจนถึงตอนนี้ แม้ว่าการเชิญท่านหมอมาดูถังฉือหรงก็ยังยากลำบากอยู่มาก ดังนั้นจึงทำได้เพียงหวังแค่ว่า...ในพรุ่งนี้ถังฉือหรงจะอาการดีขึ้น!



บทที่ 58 ชายหนุ่มผู้มากความสามารถ


พื้นที่ระหว่างหมู่บ้านจวี้เป่าและหมู่บ้านข้างๆอย่างหมู่บ้านชี่หลี่นั้น มีแม่น้ำสายน้อยใหญ่หลายสายคอยกั้นอยู่ระหว่างกลาง ความยาวของแม่น้ำแต่ละสายประมาณสิบลี้ ซึ่งเคยมีคนเล่ากันว่าพื้นที่ด้านล่างนั้นเชื่อมติดกัน ทั้งแม่น้ำต้าเหย่หรือแม่น้ำเสี่ยวเย่ที่คนในละแวกนั้นเรียกว่าบึงเสี่ยวเย่เสียมากกว่าเพราะมีขนาดเล็กมาก เพียงแค่มองลงไปก็สามารถมองเห็นริมฝั่งของแม่น้ำได้แล้ว


ท่านลุงสี่ตระกูลถังนั้นว่ายน้ำเก่งมาก เมื่อมาถึงแม่น้ำเสี่ยวเยว่ เขาก็ถอดเสื้อคลุมออก จากนั้นก็ลงไปในบึง ส่วนคุณนายโจวหันหลังกลับไปดึงเถาวัลย์แถวนั้นมาเพื่อเตรียมไว้สำหรับร้อยปลาที่สามีจับได้ ห่างออกไปไม่ไกลนักเป็นฉีจิงที่กำลังเอามือไขว้หลังทอดสายตาออกไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย อยู่ภายในศาลาเล็กๆหลังหนึ่งที่มีต้นหลิวโยกไหวอยู่ยามต้องกระแสลม 


พลันนั้นเองสายตาของนางก็สังเกตเห็นอะไรสักอย่างทางทิศตะวันตกของศาลานั่นคือเป็ดป่ากลุ่มหนึ่ง… เป็นเป็ดป่าที่ไม่ใช่เป็ดเลี้ยงของชาวบ้านแน่นอน 


ดวงตาของถังฉือเย่เปล่งประกายขึ้นทันที นางรีบตะโกนเรียกชายหนุ่มพลางชี้นิ้วไปทางเป็ดป่ากลุ่มนั้น 


“อาฉี อาฉี” 


ฉีจิงหันตามทางนิ้วมือของนาง เมื่อเห็นฝูงเป็ดป่าเขาก็รีบโน้มตัวลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเก็บก้อนหินขึ้นมาถามว่า “เจ้าอยากได้สักกี่ตัว?” 


“เอาสักสี่ห้าตัว หรือห้าหกตัวดีนะ?” หญิงสาวพูดกับตัวเองอย่างตื่นเต้น พร้อมกับยืนเขย่งปลายเท้าอยู่ด้านหลังเขา ท้ายที่สุดก็บอกว่า


“เจ้าอย่าลงไปจับในน้ำเลย หากจมน้ำจะทำอย่างไร ถ้าจะให้ดีจับบนบกนี่แหละ” 


ฉีจิงเหลือบตามองนางเล็กน้อย เดิมทีนางก็ตัวเล็กอยู่แล้ว สูงไม่เกินหน้าอกเขา แถมตอนนี้ยังกะพริบตาคู่โตปริบๆ มองมาอย่างใสซื่ออีก…ทำเอาหัวใจของชายหนุ่มเต้นแรงขึ้นทันที เขาจึงก้มหน้าลงพูดอุบอิบว่า 


“ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจเจ้า” จากนั้นจึงเดินไปริมฝั่งน้ำ ถังฉือเย่ค่อยๆย่องตามมาพร้อมกับดึงแขนเสื้อของเขาไว้เพื่อแสดงให้รู้ว่าเบาๆฝีเท้าลงหน่อย ฉีจิงหันกลับมายิ้มให้ก่อนจะหามุมที่เหมาะสม ก่อนจะกลั้นใจแล้วปาก้อนหินในมือออกไป!

 

ในตอนนั้นเองที่ถังฉือเย่เข้าใจคำอธิบายเสียงหนึ่งในตำนานว่าเป็น ‘เสียงดาบกระทบกันในอากาศ’ เมื่อก้อนหินในมือของฉีจิงกระทบกับเป็ดตัวหนึ่งจนนอนแน่นิ่งอยู่กับที่ ส่วนเป็ดป่าตัวอื่นตกใจรีบบินหนีอย่างรวดเร็ว 


ถังฉือเย่ผุดลุกขึ้นด้วยความตกใจ ก่อนที่จะได้ยินเสียงดาบกระทบกันในอากาศอีกหลายครั้งจากการปาก้อนหินของฉีจิง ส่งผลให้เป็ดป่าจำนวนหนึ่งตกลงมาที่พื้น มีบางตัวที่สามารถบินหนีเข้าไปในป่าได้ทัน 


หญิงสาวรีบวิ่งเข้าไปดูส่วนฉีจิงหันไปเด็ดเถาวัลย์จากต้นหลิวอย่างใจเย็น ก่อนจะเดินมาสมทบแล้วจัดการร้อยเป็นบ่วงแล้วคล้องเป็ดป่าเหล่านั้นลากขึ้นมาจากน้ำ

 

“หกตัว…พอหรือไม่?” ฉีจิงพูดอย่างสบายๆจนถังฉือเย่อยากจะยกนิ้วให้ในความสามารถ แต่ก็ทำเพียงส่งรอยยิ้มสดใสพร้อมกับยักคิ้วให้เป็นรางวัล


“อาฉี…เจ้าเก่งมากๆเลยล่ะ” 


เสียงที่ออดอ้อน ทั้งอ่อนหวานและอ่อนโยนนั้นทำให้คนฟังใจเต้นขึ้นมาทันที แข้งขาอ่อนระทวยไปทั้งตัว ฉีจิงกลืนน้ำลายลงคอ ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาดำขลับจ้องมองที่สตรีร่างบอบบางตรงหน้าก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้นิ่งที่สุด 


“พูดดีๆ” 


“ข้าพูดไม่ดีตรงไหนล่ะ?” ถังฉือเย่ยิ้มจนตาหยี กะพริบตาปริบๆ จนฉีจิงไม่รู้จะทำอะไรได้นอกจากยืดตัวตรงแล้วหันหลังกลับเดินไป ได้ยินเสียงของนางดังแว่วประท้วงมาจากด้านหลัง 


“อาฉี เจ้าคิดว่าข้าจะลากเป็ดทั้งหกตัวไหวไหม?”


ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง หยุดฝีเท้าลงจากนั้นก็หันกลับมาแล้วจัดการลากเป็ดป่าทั้งหกตัวนั้นเอง สีหน้าของท่านลุงสี่กับคุณนายโจวดูแปลกใจมากเมื่อเห็นฉีจิงลากเป็ดป่าหลายตัวกลับมา โดยเฉพาะคุณนายโจวนั้นซักถามอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งเอาก้อนหินออกมาจากตัวของเป็ดป่าแล้วนั่นแหละ นางถึงจะยอมเชื่อว่าเป็ดป่าพวกนี้ฉีจิงนั้นใช้ก้อนหินปามาได้


ตอนนั้นเองที่แววตาของสองสามีภรรยามองฉีจิงแปลกไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าคุณนายโจวนั้นกำลังอดทนอดกลั้นอยู่ ก่อนจะส่งปลาเฉาที่ท่านลุงสี่จับได้จำนวนสามตัวให้ถังฉือเย่ดู หลังจากนั้นทุกคนจึงเดินทางกลับหมู่บ้านจวี้เป่า และได้กินอาหารเย็นที่บ้านของท่านลุงสี่เช่นเคย ถังฉือเย่ใช้แสงจันทร์สีเหลืองนวลที่ส่องลงมาเพื่อเดินกลับบ้าน 


โดยเช้าวันต่อมา ถังฉือเย่ได้เตรียมเอาปลาและเป็ดที่เหลืออยู่มาทำอาหาร ปลาเฉาที่เหลืออยู่นั้นตัวค่อนข้างใหญ่ นางเตรียมจะทำปลาเคลือบน้ำซอสที่สามารถเก็บเอาไว้ได้นานหน่อย ถังฉือเย่เอาปลาเฉามาตัดหัว ตัดหาง แล้วล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นก็ผ่าแบ่งครึ่ง แล้วหั่นเป็นชิ้น ใส่ขิงซอย เกลือและเหล้าตามลำดับสุดท้ายคลุกให้เข้ากัน จากนั้นก็ปิดฝาทิ้งไว้ครึ่งชั่วยาม


ในระหว่างนั้นนางก็หันมาปรุงซอสเตรียมไว้ก่อน ด้วยการอุ่นกระทะและใส่น้ำมันลงไป เร่งไฟ จากนั้นก็ใส่พริกไทยลงไปคั่วให้หอม ตามด้วยใส่ซอสถั่วเหลือง โป้ยกัก อบเชย เครื่องเทศสิบสามชนิดและต้นหอมลงไป เมื่อผัดจนเหลืองแล้วก็เติมน้ำตาลทรายแดงที่ละลายแล้ว ก่อนจะดับไฟแล้วก็ใส่พริกไทยป่นและเหล้าขาวลงไปอีกนิดหน่อย จากนั้นจึงเทใส่จานพักเอาไว้


เมื่อน้ำมันเดือดจึงเอาปลาที่หมักเอาไว้นั้นลงไปทอดในกระทะ ทอดจนมีสีเหลืองกรอบแล้วค่อยเอามาใส่ลงในน้ำซอสที่พักเอาไว้ ก่อนจะยกขึ้นมาตากแห้ง…ปลาเคลือบซอสก็เป็นอันเสร็จ ส่วนเป็ดที่เหลืออยู่สองตัวนั้นนางเตรียมจะเอามาทำเป็ดตุ๋นต่อไป 


โชคดีที่เมื่อวานท่านลุงสี่ได้ช่วยฆ่าเป็ดไว้ให้เรียบร้อยแล้ว แถมยังผ่าอกนำเครื่องในเลาะกระดูกออกมาจนหมด นางจึงนำข้าวเหนียวหนึ่งถ้วยเหล้า เห็ดหอมและหน่อไม้หั่นเต๋า ตามด้วยซอสปรุงรส เหล้า น้ำมันงา ต้นหอมซอย ใส่เข้าไปในท้องของเป็ดทั้งหมดแล้วนำมาวางบนจาน จากนั้นใส่น้ำซุปลงไปแล้วตุ๋นจนสุก


เมื่อใกล้ถึงยามบ่าย ฉีจิงเดินเข้ามาอย่างเงียบๆ ทุกคนต่างก็กินข้าวกับปลาเคลือบซอสและเป็ดตุ๋นหนึ่งตัวอย่างเอร็ดอร่อย ถังฉือเย่นั้นได้นำอาหารมาใส่ตะกร้าไม้ไผ่ และเตรียมจะนำไปส่งให้ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินชิมดู


เดิมทีถังฉือเย่อยากที่จะพาเด็กสองคนนี้ไปด้วย เสี่ยวเหยาที่ได้ยินก็ดีใจเป็นอย่างมากจนวิ่งมาเกาะแขนของพี่สาวไว้แน่น แต่ความหวังกลับพังทลายลงเมื่อได้ยินเสียงของฉีหยางที่เอามือไขว้หลังแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า


“วันนี้ยังมีอีกสามตัวอักษร” 


ถังฉือเย่อมยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรทั้งที่ในใจนั้นคิดว่าฉีหยางช่างเข้มงวดเหลือเกิน แต่แทนที่เสี่ยวเหยาจะประท้วงตามประสาเด็ก นางกลับพยักหน้ารับแล้วเดินกลับไปฝึกเขียนหนังสือกับเขาแต่โดยดี หลังจากนั้นถังฉือเย่จึงต้องนั่งเกวียนไปคนเดียว 


ตลอดทางนั้นถังฉือเย่แอบอยู่ด้านหลังเกวียนไม่ส่งเสียงอะไรออกมาสักคำ ในใจฉีจิงจึงคิดว่าสาวน้อยคนนี้ก็รู้จักอายเป็นด้วย คาดไม่ถึงว่ายังไม่ทันถึงในเมือง นางก็ได้เปิดประตูออกมาและเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบาๆว่า 


“พี่ฉี” 


ฉีจิงเงยหน้าขึ้นทันที ก่อนที่จะต้องตกใจเมื่อเห็นใบหน้าของถังฉือเย่ที่ตอนนี้ไม่รู้ว่านางใช้อะไรทาใบหน้าจนเป็นสีน้ำผึ้ง คิ้วก็ถูกวาดจนหนาเตอะ ที่สำคัญยังใส่ชุดของผู้ชายอีก 


ฉีจิงมองดูอย่างละเอียดถามอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองว่า “เจ้าทำได้อย่างไร?”  


ถังฉือเย่ทรุดตัวนั่งข้างๆเขาด้วยท่าทางที่สง่างาม พยายามลอกเลียนแบบเขาด้วยการไขว้ขาขึ้นมาข้างหนึ่งแล้วตอบว่า


“ความลับของสวรรค์ไม่อาจเปิดเผยได้” 


ถังฉือเย่พูดยิ้มๆอย่างมีเลศนัย ทั้งที่ความจริงแล้วการแปลงโฉมครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย นางแค่ใช้เปลือกของเม็ดบัวที่ปกติแล้วใช้ในการย้อมผ้านำมาต้มประมาณครึ่งชั่วยามแล้วกรองเอากากออกก็จะได้ของเหลวที่ใช้ในการย้อมผ้า จากนั้นก็เติมขี้ผึ้งลงไป 


แค่นี้ก็สามารถทำเป็นแป้งเปียกสีชาแบบโบราณที่สามารถใช้แต่งหน้าปลอมตัวได้ ข้อเสียมีอย่างเดียวคือเวลาที่ล้างออกต้องใช้จ่าวโต้วล้างถึงจะออก ถ้าหากไม่ใช้จ่าวโต้วล้างก็สามารถคงสภาพไว้ได้สองถึงสามวัน นางเตรียมไว้เผื่อวันหลังต้องลุยแม่น้ำลำคลองก็คงจะแต่งแบบนี้เพื่อความสะดวก 


เมื่อถึงสำนักศึกษาถังซื่อ ถังฉือเย่ก็รีบกระโดดลงจากเกวียนแล้ววิ่งไปเคาะประตู ผ่านไปพักหนึ่ง จึงมีคนรับใช้ในสำนักศึกษาที่ค่อนข้างแก่คนหนึ่งเดินมาเปิดประตูให้


ถังฉือเย่กล่าวขึ้นอย่างถ่อมตนว่า “ท่านขอรับ ข้าเป็นคนในครอบครัวของถังฉือหรง ข้าเอาอาหารมาส่งให้เขา”


คนรับใช้ยืนมองพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งพลางว่า “ที่สำนักศึกษาก็ใช่ว่าจะไม่มีอาหารให้กิน เจ้าจะมาส่งอาหารอะไรกัน?”


“ท่าน…ช่วยเป็นธุระให้หน่อยนะขอรับ” นางพูดพร้อมกับยัดเงินจำนวนหนึ่งให้เขา 


ชายผู้นั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมา “ถ้าอย่างนั้นก็เข้ามาเถอะ” 


“ข้าขอบใจท่านมาก” 


เขาพยักหน้าขึ้นลงอย่างขอไปที พร้อมกับเดินนำพานางไปที่ห้องพักของพวกบัณฑิตพลางชี้ไปที่ห้องพักของถังฉือหรง


“สองวันมานี้พ่อหนุ่มคนนั้นไม่สบายอยู่พอดี เจ้าไปดูเถอะ”


ถังฉือเย่หุบยิ้มทันที…ถังฉือหรงไม่สบาย แต่นางไม่รู้อะไรเลยสักนิด ด้วยความร้อนใจนางจึงรีบเดินเร็วๆเข้าไปเคาะประตูห้องรัวๆ อาจเพราะเป็นเวลาเข้าเรียนพอดี ห้องพักจึงเงียบสงัด หญิงสาวเคาะประตูอยู่พักใหญ่ แต่ก็ไม่มีใครขานรับจากด้านใน นางจึงถือวิสาสะผลักประตูเข้าไปเอง แล้วก็ได้พบว่าถังฉือหรงนั้นกำลังนอนอยู่ด้านนอกสุดของห้อง เขาหันหน้าออกไปด้านนอก คิ้วขมวด และกำลังสลบไสลไม่ได้สติ!



บทที่ 59 งานเลี้ยงหงเหมิน


ถังฉือเย่ใจหายวาบรีบเดินเข้าไปหาร่างที่นอนสลบไสลไม่ได้สติของพี่ชายทันที พร้อมกับเรียกอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ถังฉือหรงจะค่อยๆปรือตาขึ้นมา พูดด้วยความประหลาดใจ “เย่เย่ เจ้า…เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไรกัน?”


เสียงของเขาทั้งอู้อี้และแหบพร่า ถังฉือเย่จึงพูดขึ้นด้วยความโมโหว่า “นี่มันเกิดอะไรขึ้น ท่านพี่ป่วยหนักขนาดนี้เหตุใดไม่เชิญท่านหมอมารักษา กินยา หรือไม่ก็ส่งจดหมายกลับบ้านมาบอกข้าสักคำ”

 

ถังฉือหรงพยายามอ้าปากอยากจะพูดอธิบาย แต่ก็พูดแล้วฟังไม่ได้ศัพท์ไม่อาจจับใจความได้ ฉีจิงจึงอาสา “ข้าจะไปเชิญท่านหมอมา เจ้าก็อยู่กับเขาที่นี่แหละ” แล้วเขาก็หันหลังวิ่งออกไปทันที 


ถังฉือเย่หันซ้ายหันขวามองเห็นกาน้ำตั้งอยู่ห่างไม่ไกลนัก นางรีบรินน้ำใส่ถ้วยเล็กๆป้อนเขา “นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมสีหน้าท่านถึงดูแย่ขนาดนี้ ได้เชิญท่านหมอมาตรวจอาการดูบ้างหรือไม่?” 


ถังฉือหรงดื่มน้ำที่นางรินให้ก่อนพูดเสียงอ่อนโยน “อย่าร้อนใจไปเลย ข้าไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก เพียงแต่เมื่อคืนไม่ทันระวังตากน้ำค้างจนเป็นหวัดขึ้นมาก็เท่านั้น” 


“ยังจะมาโกหกข้าอีก คนรับใช้ที่สำนักศึกษาบอกข้าว่าท่านพี่ป่วยมาได้สองวันแล้ว เพราะว่าพี่ไม่สบายพี่เลยไม่กลับไปในวันหยุดใช่หรือไม่ ถังจวิ้นเชินยังโกหกข้าอีก คนมีการศึกษาดีๆ เหตุใดถึงโกหกผู้อื่นได้นะ!”


ถังฉือหรงจับมือนางแล้วพูดเบาๆ “ข้าเป็นคนบอกอาเชินให้ปิดเจ้าไว้เอง ข้า…” 


“ข้าว่าแล้ว จากวันหยุดคราวนั้นท่านพี่ก็ไม่สบายแล้วนี่ผ่านมาตั้งกี่วันแล้วทำไมถึงไม่บอกข้า” 


ชายหนุ่มเอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไรอีก รอจนกระทั่งฉีจิงพาท่านหมอกลับเข้ามา เขาจึงได้เห็นถังฉือเย่นั่งอยู่ข้างๆพี่ชายด้วยท่าทางหงุดหงิด ส่วนถังฉือหรงนั้นดูเหมือนอยากจะง้อเพียงแต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรถึงจะทำให้น้องสาวหายโกรธ


ชายหนุ่มที่ปกติท่าทางดูฉลาดสง่างาม ในเวลานี้กลับเหมือนเด็กน้อย ฉีจิงยิ้มมุมปากก่อนจะหันกลับมาด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์เช่นเคย


“รบกวนท่านหมอช่วยตรวจดูให้หน่อยนะขอรับ”


ท่านหมอพยักหน้ารับพร้อมกับเข้าไปจับชีพจรของเขา ปรากฏว่าถังฉือหรงเป็นหวัดจริงๆด้วย เพียงแต่เขาไม่ได้ดูแลตัวเองให้ดีบวกกับเดิมทีที่ร่างกายอ่อนแออยู่แล้ว จึงทำให้อาการนั้นน่าวิตกกว่าที่ควรจะเป็น!


ท่านหมอพูดอยู่พักใหญ่ แต่ถังฉือเย่ก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก นางจึงกล่าวเพียงว่า “ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ท่านหมอก็ช่วยจ่ายยาให้สักหน่อยเถอะ” 


เมื่อได้ยินถังฉือหรงก็รีบพูดทันที “เย่เย่! ข้าดีขึ้นมาแล้ว อย่าสิ้นเปลือง” 


หญิงสาวหันหน้าไปถลึงตาใส่เขา พูดเสียงต่ำว่า “ข้ามีเงิน แล้วตอนนี้ข้าก็โกรธมากๆด้วย พี่ไม่ต้องมาพูดอะไรกับข้า ไม่อย่างนั้นข้าจะเข้าไปต่อยหน้าพี่เดี๋ยวนี้!”


ถังฉือหรงเงียบเสียงลงทันที ด้วยความที่ถังฉือเย่สวมชุดของบุรุษ แถมยังพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเคร่งขรึม เป็นทางการทำให้ท่านหมออดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้ จากนั้นเขาจึงออกไปสั่งยามาให้ชุดหนึ่ง 


ฉีจิงก็เดินตามไปเพื่อไปซื้อยา โชคดีที่โรงอาหารของสำนักศึกษานั้นพอจะมีที่สำหรับเคี่ยวยาอยู่ เพียงแต่ต้องจ่ายเงินเท่านั้น เขาได้ซักถามเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในระหว่างนั้นเป็นเป็นช่วงเวลาอาหารพอดี มีคนมาส่งอาหารให้ถังฉือหรงในห้อง ถังฉือเย่รับมาถือไว้ก่อนจะเปิดตะกร้าออก กลิ่นหอมก็ลอยฟุ้งออกมาในทันที อาจเป็นเพราะความหิวจัดที่ทำให้ถังฉือหรงกินข้าวไปหนึ่งถ้วยและเป็ดอีกครึ่งตัว


เมื่อกินข้าวเสร็จแล้ว ยาก็ต้มเสร็จพอดี พอดื่มยาเรียบร้อยถังฉือหรงเร่งให้ทั้งสองคนรีบกลับไป แต่ถังฉือเย่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียงไม่ขยับ ถังฉือหรงผงกศีรษะไปสองสามครั้ง จากนั้นก็หลับไปโดยไม่รู้ตัว


ชายหนุ่มเพิ่งหลับไปได้ไม่นาน ถังฉือเย่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก ไม่นานนักก็มีคนเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ พอเปิดประตูแล้วเห็นแขกทั้งสองคนก็อึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะพูดขึ้นว่า 


“เย่เอ๋อร์ พี่ฉี พวกท่านมาได้ยังไงกัน?”


ถังฉือเย่ลากแขนเขาออกมาจากห้องก่อนจะปิดประตู ถามเสียงเข้ม “ท่านพี่! เหตุใดอาหรงป่วยหนักขนาดนี้แล้วถึงไม่บอกข้า?” 


เมื่อเห็นถังจวิ้นเชินกระแอมออกมา นางถึงคาดคั้นต่อทันที “จริงๆแล้วมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ข้ารู้สึกว่าเขาทำตัวแปลกๆ ท่านรีบบอกความจริงข้ามา แล้วข้าจะยกโทษให้” 


ถังจวิ้นเชินมองดูนางสลับกับฉีจิง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลั้นใจพูดว่า “เอาล่ะ ข้าจะบอกความจริงเจ้าทั้งหมด” 


หลังจากนั้นบุตรชายของคุณนายโจวก็เล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ ในตอนนั้นถังฉือเย่รู้สึกโกรธมาก แม้ว่านางจะทาหน้าจนคล้ำดำมองไม่เห็นสีหน้า แต่เมื่อเห็นนางกำหมัด ฉีจิงก็รู้แล้วว่านางคงโกรธไม่ใช่น้อย…ชายหนุ่มลังเลก่อนจะยื่นมือออกไปตบที่หลังของนางเบาๆ ราวกับกำลังปลอบสัตว์ร้ายตัวน้อยอยู่


ถังฉือเย่รู้สึกได้ถึงมือของเขาที่ตบหลังนางเบาๆอยู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นสีหน้าเป็นกังวลของถังจวิ้นเชิน หญิงสาวจึงค่อยๆผ่อนลมหายใจลง “ท่านพี่ เรื่องนี้ท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ข้าจะจัดการเอง” 


“เจ้าจะจัดการอย่างไร พวกเราไม่มีหลักฐานอะไรสักอย่าง” 


“ต้องการหลักฐานไปทำไมล่ะ” ถังฉือเย่ยกมุมปาก แต่ดวงตากลับไม่มีรอยยิ้มแอบแฝงอยู่เลยสักนิด “เขาทำให้คนอื่นขยะแขยงได้ถึงเพียงนี้ พวกเราก็จะใช้วิธีเดียวกันทำกลับไป ทำให้เขาได้รับความน่าขยะแขยงนี้เช่นเดียวกัน” 


ด้วยเหตุนี้ถังฉือเย่จึงอยู่ที่สำนักศึกษาจนดึกดื่น นางบอกกับทุกคนว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของลุงถังฉือหรง มีนามว่าเยว่ถัง พร้อมกับทำความสนิทสนมกับเพื่อนร่วมห้องของถังฉือหรงอย่างรวดเร็ว รอจนดูแลให้ถังฉือหรงกินข้าว ดื่มยา เมื่อเห็นว่าเขาไข้ลดลงแล้ว จึงกลับไป


วันถัดมาถังฉือเย่ตื่นขึ้นตั้งแต่เช้าตรู่ นางได้เตรียมอาหารไปด้วยเพื่ออยู่ดูแลถังฉือหรงทั้งวัน แถมยังได้ซื้อชุดใหม่ให้เขาสองชุด พู่กัน กระดาษ หมึกรวมทั้งได้ซ่อมตู้เปลี่ยนกลอนใหม่อีกด้วย


เวลาล่วงเข้าช่วงบ่ายของวัน ถังฉือหรงก็หายดีเป็นปกติ ถังฉือเย่จึงเชิญท่านหมอมาตรวจชีพจรอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าไม่มีอะไรผิดปกติ นางจึงสั่งให้เขานอนพักอยู่พักใหญ่


ในขณะนั้นเองที่ท่านผู้ดูแลก็ได้เข้ามาหาถึงสองรอบ ถังฉือเย่ยิ้มตาหยีพลางยัดเงินและมอบของขวัญให้เขาพร้อมกับแสร้งพูดประจบเอาใจจนผู้ดูแลตัวลอยและรู้สึกว่าเด็กคนนี้มีสีหน้าท่าทางที่ดีกว่าถังฉือหรงเสียอีก


วันถัดมาถังฉือหรงเข้าไปในห้องเรียนตั้งแต่เช้า ถังฉือเย่ก็แอบมาที่สำนักศึกษาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นางพุ่งตรงไปหาผู้ดูแล รอจนใกล้ถึงเวลาใกล้เลิกเรียนแล้ว ท่านผู้ดูแลก็เข้ามาประกาศข่าวในห้องว่าลูกพี่ลูกน้องของถังฉือหรง…เยว่ถังจะจัดงานเลี้ยงที่โรงอาหาร เพื่อขอบคุณถังฉือจิ้นที่ได้ให้ความช่วยเหลือในก่อนหน้านี้ 


ถังฉือจิ้นรู้สึกงุนงงสงสัย หลายวันมานี้ได้ยินมาว่าลูกพี่ลูกน้องถังฉือหรงนั้นมาเยี่ยม แต่ก็ไม่เคยได้เจอ แน่นอนถังฉือจิ้นรู้ว่าถังฉือหรงนั้นไม่ได้มีลูกพี่ลูกน้องที่ชื่อเยว่ถังอะไรนั่น แต่เขาก็ไม่กล้าถามอย่างละเอียด เพราะฉะนั้นเมื่อได้ยินคำประกาศของท่านผู้ดูแลแล้ว ใจของเขาก็ฝ่อขึ้นมาทันที อดไม่ได้ที่จะเดินไปหาถังฉือหรงเพื่อซักถาม ซึ่งตัวถังฉือหรงนั้นก็งุนงงอยู่เช่นกัน 


แม้ว่าชายหนุ่มสองคนจากตระกูลถังนั้นจะรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย แต่คนอื่นๆนั้นกลับไม่ได้คิดอะไรมาก ทุกคนต่างก็เดินตามท่านผู้ดูแลไปที่โรงอาหารอย่างตื่นเต้น


ฉีจิงและถังฉือเย่ยืนรอต้อนรับอยู่ที่หน้าประตู ถังฉือเย่ที่ปลอมตัวเป็นเด็กหนุ่มก็แสดงได้เหมือนมากจนแม้กระทั่งถังฉือจิ้นก็ดูไม่ออก ทันทีที่เห็นพวกเขาเดินเข้ามา ถังฉือเย่ก็รีบเดินเข้าไปต้อนรับอย่างนอบน้อม


“สวัสดีท่านทั้งสอง ท่านผู้ดูแลถัง ขอขอบคุณท่านมากที่ให้เกียรติข้า”


ท่านผู้ดูแลหัวเราะพลางพูดอย่างอารมณ์ดี “พ่อหนุ่มเยว่เกรงใจเกินไปแล้ว”


“เชิญขอรับ อาหารทุกอย่างจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว” หญิงสาวในคราบของเด็กหนุ่มโค้งศีรษะลงก่อนจะเดินนำเข้ามาด้านในโรงอาหารที่ตอนนี้มีอาหารเลิศรสจากร้านอาหารชื่อดังมากมายในเมือง รวมทั้งเหล้าและเนื้อดีๆมากมายตระการตา แม้กระทั่งพ่อครัวคนรับใช้ในสำนักศึกษาก็มาร่วมโต๊ะด้วย ส่วนคนสำคัญอย่างถังฉือจิ้นแน่นอนว่าต้องนั่งร่วมโต๊ะกับท่านผู้ดูแล ถังฉือหรง ฉีจิงและถังฉือเย่


ฉีจิงไม่ค่อยพูดอะไรมาก ผิดกับถังฉือเย่นั้นมีความกระตือรือร้นและเป็นมิตรชวนดื่มชวนกินอย่างไม่ขาดสาย นางชนแก้วกับผู้ดูแลถัง แล้วจึงชนแก้วกับถังฉือจิ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง


“พ่อหนุ่มถัง วันนี้ข้าขอเป็นตัวแทนของลูกพี่ลูกน้องของข้า ขอบคุณที่ท่านช่วยเหลือเงินทองเมื่อยามที่เขากำลังลำบาก ท่านช่างใจกว้างเสียจริง ข้าน่ะเคยได้ยินคนพูดกันว่า อยากเป็นคนที่มีการศึกษา ต้องเป็นคนดีให้ได้เสียก่อน การกระทำของท่านนับเป็นบทเรียนในการใช้ชีวิตของข้าจริงๆ ถึงแม้ข้าจะยังเป็นเด็ก แต่ก็ขอเป็นตัวแทนของลูกพี่ลูกน้องของข้า ชนแก้วใบนี้กับท่าน ข้าขอดื่มคารวะให้ท่านก่อนแล้วกัน!”


จากนั้นถังฉือเย่ก็กระดกแก้วเหล้าจนหมดในคราวเดียว ก่อนจะเอียงแก้วในมือไปมาแล้วจ้องมองถังฉือจิ้นตรงๆ ในตอนนั้นเองที่ถังฉือจิ้นถึงจะจำนางได้ แต่เขาก็ไม่อาจพูดออกมาได้ ในเมื่อนางพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาจึงทำได้เพียงดื่มเหล้าในมือเท่านั้น


ถังฉือเย่ยิ้มอย่างพอใจ “พ่อหนุ่มถังอายุน้อย ยังหนุ่มแน่น แต่กลับมีคุณธรรมอันสูงส่ง เป็นกังวลแทนผู้อื่น ข้านับถือน้ำใจของท่านจริงๆ เพราะฉะนั้นข้าจะขอชนแก้วกับท่านอีกครั้งหนึ่งเพื่อแสดงความนับถือจากข้า”


หญิงสาวดื่มไปอีกหนึ่งแก้วจากนั้นนางก็ยังพูดต่ออีกพักใหญ่ แล้วยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มอีกหลายครั้ง จนอึกสุดท้ายด้วยความที่รีบดื่มเร็วเกินไป จึงสำลักขึ้นมาแต่ก็ทำให้คนอื่นยิ่งรู้สึกประทับใจมากขึ้นไปอีก


การกระทำเช่นนี้เป็นการที่ทำให้ถังฉือจิ้นถูกเยินยอสรรเสริญหนักขึ้นไปอีก เขาไม่กล้าที่จะหยุด หรือถ้าอยากหยุดก็หยุดไม่ได้แล้ว การที่เด็กหนุ่มอายุเพียงสิบห้าได้รับการชื่นชมสรรเสริญเยินยอขนาดนี้ มีเหตุผลใดที่ถังฉือจิ้นจะไม่ปล่อยไปตามน้ำล่ะ ทั้งที่ในใจนั้นรู้ดีว่าเรื่องราวทั้งหมดมันเป็นอย่างไร แต่เมื่อเขาได้ลิ้มรสคำชื่นชมนั้นแล้ว เขากลับหลอกตัวเองและคิดว่ามันคือความจริงในที่สุด! 



บทที่ 60 ญาติผู้น้องผู้โหดเหี้ยม


เดิมทีสำนักศึกษาแห่งนี้เรียกได้ว่ามีขนาดเล็ก เพราะมีนักศึกษาเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น ดังนั้นโรงอาหารจึงมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ทุกคนจึงได้ยินเสียงพูดของถังฉือเย่อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องพยายามเงี่ยหูฟัง ยิ่งไปกว่านั้นเดิมทีเรื่องที่มีโจรขโมยเงินของถังฉือหรงนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่อยู่แล้ว จากตอนแรกที่เคยคาดเดาไปต่างๆนานาดังนั้นพอได้ยินทุกคนจึงยิ่งให้ความสนใจการสนทนาของพวกเขามากยิ่งขึ้น 


ถังฉือหรงเฝ้าดูการกระทำของน้องสาวด้วยความประหลาดใจและสงสัย…หรือว่านางต้องการจะมอมเหล้าถังฉือจิ้น แต่ก่อนจะเริ่มงานเลี้ยงนั้น ท่านอาจารย์ได้บอกแล้วว่ายามบ่ายยังมีคาบเรียนต่อจึงอนุญาตให้ดื่มได้แค่นิดหน่อยเท่านั้น ยิ่งแก้วใบเล็กเช่นนี้ ต่อให้ดื่มไปสามแก้วแม้แต่เด็กเองก็ยังไม่เมา…แล้วจะมอมเหล้าชายหนุ่มอย่างถังฉือจิ้นได้อย่างไรกัน 


ถังฉือหรงครุ่นคิดอย่างสงสัย ในขณะที่ถังจวิ้นเชินกลับคิดไปอีกทาง… บุตรชายคุณนายโจวรู้สึกว่าการกระทำแปลกๆของถังฉือเย่นั้น ก็เพื่อต้องการกระตุ้นความอิจฉาให้เกิดขึ้นในใจของเพื่อนฝูงร่วมสำนัก แล้วให้เขาเหล่านั้นที่รับรู้ความลับออกมาเปิดโปงเขา… แต่เรื่องน่าอับอายเช่นนี้ไม่มีทางที่ถังฉือจิ้นจะเล่าให้ใครฟังแน่ ฉะนั้นแผนการนี้ของนางจึงไม่น่าจะประสบความสำเร็จ! 


ท่ามกลางความสนอกสนใจของทุกคนนั้น หลังจากหมดแก้วที่สามถังฉือเย่จึงวางแก้วลงบนโต๊ะแล้วพูดว่า “ความซาบซึ้งใจของข้านั้นมันไม่สามารถแสดงออกมาได้หมดในเหล้าพันแก้วหมื่นแก้ว แต่ในเมื่อทุกท่านยังต้องเข้าเรียนต่อ เช่นนั้นข้าก็ขอใช้เหล้าสามแก้วนี้แสดงความจริงใจแทนแล้วกัน” 


ผู้ดูแลถังหัวเราะอารมณ์ดี “เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าเข้าใจดี อาจิ้นก็เข้าใจแล้ว พวกเราทานอาหารกันเถอะ”


หลังจากนั้นทุกคนจึงเริ่มลงมือทานอาหารกัน คนในโต๊ะข้างๆต่างมองหน้ากันและกัน ในใจรู้สึกสับสนเล็กน้อยหรือว่าญาติผู้น้องคนนี้จะมาเพื่อกล่าวขอบคุณถังฉือจิ้นจริงๆ” 


ถังฉือเย่สั่งอาหารเพิ่มให้ถังฉือจิ้นอยู่เรื่อยๆ เอาใจใส่เขาเป็นพิเศษกว่าทุกคน จนถังฉือจิ้นเริ่มเมาแม้ว่าเหล้าสามแก้วมันอาจไม่มากพอที่จะทำให้เขาเมามายไม่ได้สติ แต่บนโต๊ะนี้ยังมีอาหารอยู่ชนิดหนึ่งคือ เป็ดต้มเหล้าข้าวเหนียว เมื่อทานเข้าไปจะมีรสหวานหอมอร่อย แล้วไหนจะซุปทั้งหมดนั้นล้วนเป็นเหล้าทั้งสิ้น 


ส่วนถังฉือหรงที่สองวันมานี้ได้กินเป็ดอยู่ตลอด เขาจึงไม่แตะมันเลย คนอื่นๆต่างก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ดังนั้นจึงทานไปเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยออกฤทธิ์ มีเพียงถังฉือจิ้นเท่านั้นที่นางตักซุปให้เขาถึงสามรอบและเป็ดอีกหลายชิ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องดื่มเพื่อเคารพคนทั้งสี่บนโต๊ะ นางจึงดื่มเหล้าไปหลายสิบแก้ว ด้วยความที่อายุยังน้อยร่างกายก็เพิ่งฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บทำให้ไม่อาจทนต่อฤทธิ์ของสุราได้มากนัก 


ท้ายที่สุดเมื่อมีอาการเมา เสียงที่พูดคุยกับถังฉือจิ้นก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ “ถังฉือจิ้นเจ้ามันเป็นคนที่ไม่ได้มีดีแต่รูปลักษณ์จริงๆ หลายคนมักบอกว่าเจ้ากับถังฉือหรงเรียนที่เดียวกัน แต่ความสัมพันธ์กลับไม่สนิทกัน ข้าไม่เชื่อหรอก พวกเจ้าเป็นลูกพี่ลูกน้องตระกูลเดียวกัน เป็นคนครอบครัวเดียวกันแท้ๆจะไม่สนิทสนมกันได้อย่างไร หากไม่สนิท เจ้าจะช่วยจ่ายค่าเล่าเรียนให้เขาหรือ เห็นชัดๆว่าพวกเขาโกหกทั้งนั้น!” 


ทุกคนต่างรีบมองตากันอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้นัดหมาย เพราะต่างไม่รู้ว่าถังฉือจิ้นกับถังฉือหรงนั้นเป็นลูกพี่ลูกน้องตระกูลเดียวกัน แล้วเช่นนั้นเหตุใดก่อนหน้านี้เขาจึงไม่พูดถึงเลย รวมทั้งความสัมพันธ์ทำไมถึงได้ย่ำแย่ขนาดนั้น


ถังฉือจิ้นที่ยังมีสติอยู่บ้างพูดเสียงเริ่มอ้อแอ้ “อาหรงเขาเป็นคนนิ่งๆ ก่อนหน้านี้พวกเราเลยไม่ได้คุยกันเท่าไหร่นัก” 


หญิงสาวตักซุปเป็ดให้เขาอีกชาม “เจ้าพูดถูก คนเราต้องดูกันที่ปณิธานไม่ใช่อายุ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ในเมื่อใจเราสนิทกันก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกันมากใช่หรือไม่” 


ถังฉือจิ้นขมวดคิ้วนึกสงสัยอยู่ครามครัน แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากถอนหายใจเงียบๆ พลางก้มหน้าลงดื่มซุปเป็ด


ถังฉือเย่กล่าวอย่างเห็นอกเห็นใจอีกครั้ง “พ่อหนุ่มถัง เรื่องครอบครัวของเจ้า ข้าได้ยินมาหมดแล้ว เจ้าเองก็อย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย ไม่ว่าท่านอาสี่ของเจ้าจะเลวทรามไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี จะไร้ซึ่งศีลธรรมจรรยาเพียงใด มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า ข้าเชื่อในคุณธรรมของเจ้า ข้าเชื่อว่าแม้เจ้าจะอยู่กับสิ่งที่ไม่ดี อยู่กับครอบครัวที่ชั่วร้ายดั่งปีศาจ แต่เจ้าก็สามารถเป็นคนดีได้ เจ้าเป็นคนดีเพียงคนเดียวในครอบครัว!” 


คำพูดของถังฉือเย่ทุกคนในห้องอาหารนั้นได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ ทั้ง ‘เป็นคนดีภายใต้ครอบครัวที่ชั่วร้าย’ และ ‘อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่แต่ก็ไม่กลายเป็นปีศาจ’ คำเหล่านี้มันหมายถึงอะไรกัน 


รวมทั้ง ‘เลวทรามไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ไร้ศีลธรรมจรรยา’ อีก…ท่านอาสี่ของถังฉือจิ้นทำอะไร 


ท่ามกลางความเงียบงันเพราะการหมกมุ่นอยู่ในความคิดของตัวเองนั้น มีเพียงฉีจิงคนเดียวที่หายใจเข้าเบาๆ ใช้หางตาเหลือบมองหญิงสาวที่แกล้งเมามายอย่างสมจริง ชายหนุ่มรู้ดีว่าความจริงแล้วนางดื่มไปเพียงสามสี่แก้วเท่านั้น เพราะเป็นตัวเขาเองที่ช่วยสับเปลี่ยนแก้วเหล้าให้นาง ผิดกับถังฉือจิ้นที่เริ่มเมามายไม่ได้สติจนสับสนไปชั่วขณะ เด็กหนุ่มเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพูดอย่างยากลำบากว่า


“ท่านอา…ท่านอาสี่ของข้า”


ถังฉือเย่สัมผัสได้ถึงสิ่งที่ทุกคนกำลังกระซิบกระซาบกัน อึดใจต่อมานางจึงเฉลยข้อสงสัยของทุกคนด้วยการพูดเสียงดังอย่างจงใจ 


“ท่านอาสี่เจ้าต่ำช้ายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน นำหลานสาวแท้ๆของตัวเองไปขายเป็นนางบำเรอกับชายแก่น่ารังเกียจ และยังเป็นตาแก่ที่ชอบทุบตีฆ่าคนเพียงเพราะความสนุกอีก หลายชีวิตอยู่ในกำมือเขา เพียงแค่จ่ายเงินให้ เขาก็จะขายพวกนางในราคาถูกๆ!”


ถังฉือจิ้นก็พูดไม่ออกเพราะไม่อาจแย้งได้ รวมทั้งสติสตังของเขาในตอนนี้ก็ไม่สามารถจะหาเหตุผลใดมาโต้ตอบได้ ทุกคนที่ได้ยินถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ และคิดว่าสิ่งที่ถังฉือเย่พูดต้องเป็นเรื่องจริงแน่ เพราะถังฉือจิ้นไม่ได้ปฏิเสธ 


ถังฉือเย่หันมองรอบกาย ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆพร้อมกับถอนหายใจ มองถังฉือจิ้นด้วยความสงสาร “พวกผู้ใหญ่ก่อเรื่องเลวทราม เด็กรุ่นหลังก็ต้องมานั่งรับกรรม ท่านอาสี่ของเจ้าต้องชดใช้เงินให้ครอบครัวพวกนางไปเป็นจำนวนมาก เงินทั้งหมดในครอบครัวก็คงถูกเอามาใช้หมดแล้ว ข้าได้ยินมาว่าครอบครัวเจ้าอดใจรอไม่ไหวจนจะไปตัดข้าวสาลีรอบใหม่ก่อนแล้วใช่หรือไม่?”


คำพูดประโยคนี้ของถังฉือเย่แม้จะไม่ได้กระตุ้นให้ถังฉือจิ้นระวังตัวเพราะเขาเองไม่เคยใส่ใจเพื่อนที่สำนักศึกษาแห่งนี้เท่าใดนัก แต่กลับสร้างแรงกระเพื่อมให้ใครหลายคนรอบๆ ได้สติกลับมาแล้วก็เข้าใจความหมายที่นางอธิบายในทันที 


ข้าวสาลีใหม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ในเดือนหก ตอนนี้ก็เหลือเพียงครึ่งเดือนเท่านั้นแต่กลับไม่สามารถทนรอได้ แสดงให้เห็นชัดว่าครอบครัวของถังฉือจิ้นกำลังลำบากและขัดสนเป็นอย่างมาก ถังฉือเย่ได้จังหวะที่กำลังถือไพ่เหนือกว่าเอ่ยต่อทันที 


“เจ้าต้องมาพัวพันกับท่านอาสี่ของเจ้าช่างน่าสงสารเสียจริง ได้ยินมาว่าแม้แต่ค่าเล่าเรียนเดือนนี้ ครอบครัวเจ้าก็ไม่มีเงินจะจ่าย เจ้าคุกเข่าร้องไห้ทั้งคืน ท่านย่าซุนจึงได้ออกไปยืมเงินมาสองตำลึง เช้าวันนั้นตอนที่ญาติๆส่งเจ้ามาที่นี่ แม้แต่เงินค่ารถม้าก็ยังติดเขาอยู่เลย เขากลับไปที่หมู่บ้านยังได้เอ่ยว่าเจ้าช่างเกิดมาน่าสงสารจริงๆ เจ้าเคยลำบากแบบนี้เมื่อไหร่กัน” 


นางพูดไปก็เช็ดน้ำตาไปพลางก่อนจะจับแขนเสื้อเขาไว้เขย่าไปมา “เจ้ามีชีวิตที่ยากลำบากเช่นนี้ ข้าวจะกินยังไม่มี ยังมีน้ำใจช่วยจ่ายค่าเรียนให้กับถังฉือหรง คุณธรรมสูงส่งเช่นนี้ ข้าจะจดจำมันเอาไว้ในใจ” 


ในตอนนั้นทุกคนต่างเงียบเสียงลงพร้อมกันทั้งเหล่าอาจารย์ นักเรียนหรือแม้แต่ผู้ดูแล ทุกคนต่างเข้าใจสถานการณ์อย่างถ่องแท้ โดยเฉพาะชายผู้ดูแลสำนักศึกษาที่ได้นึกถึงตอนที่ถังฉือจิ้นนำเงินสิบตำลึงออกมา รวมทั้งคนอื่นๆที่หวนนึกถึงเงินทองแดงมากมายในมือของเขาในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา


“ข้าเข้าใจดี” ถังฉือเย่ยังคงขยี้อย่างดุเดือด “เจ้าต้องไปหางานชั่วคราวทำแน่ๆ ใช่หรือไม่ถึงได้มีเงินมากมายมาช่วยถังฉือหรง?” 


ทุกคนเงียบกริบ ตอนนี้แม้แต่เข็มสักเล่มหล่นพื้นก็คงได้ยิน ถังฉือเย่ยันกายลุกขึ้น กวาดสายตามองทุกคนนิ่งพร้อมกับประกาศก้องว่า “ข้าตัดสินใจจะยึดหลักทำตามคุณธรรมอย่างเจ้า ดังนั้นข้าจะบริจาคเงินจำนวนหนึ่งให้กับสำนักศึกษาให้ญาติผู้พี่และทุกคนได้กินเนื้อทุกวัน!”


ถังฉือเย่คว้ามือถังฉือจิ้นไว้ “พ่อหนุ่มถัง เจ้าเองก็เต็มใจที่จะช่วยข้าด้วยใช่หรือไม่ เอาอย่างนี้แล้วกัน พวกเราทั้งสองคนจะจ่ายเงินสองตำลึงในทุกเดือน แม้ว่าจะไม่มาก แต่เราก็สามารถตุ๋นซุปไก่ให้ทุกคนกินเพื่อบำรุงร่างกายได้ในทุกๆสองวันจะได้มีกำลังใจในการเรียนหนังสือ เจ้าว่าดีหรือไม่!?”


ถังฉือหรงกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด เขากำลังจะอ้าปากพูด แต่ก็ถูกฉีจิงทุบข้อศอกไปอย่างรวดเร็ว 


ถังฉือหรงหันไปมองสายตาของฉีจิงที่กำลังสื่อความหมายอย่างชัดเจนว่าให้ ‘รอดูละครฉากนี้’ จนจบก่อน เขาจึงต้องกล้ำกลืนคำพูดลงไปในคอ ได้แต่นั่งนิ่งมองน้องสาวที่กำลังอวดความร่ำรวยอย่างไม่กังวลอันใด เพราะตอนนี้นางมีฉีจิงอยู่ ไม่ว่าจะอวดอย่างไร ถังฉือจิ้นก็คงคิดว่าเงินเหล่านั้นเป็นของฉีจิงแน่ๆ 


ข้อเสนอของถังฉือเย่ได้สร้างเสียงอื้ออึงให้เกิดขึ้นภายในโรงอาหาร ผู้ดูแลสำนักศึกษาละทิ้งความสงสัยเมื่อครู่ไปทันที พร้อมกับลุกขึ้นกล่าวชื่นชมความมีน้ำใจของนาง ถังฉือเย่จึงหยิบเงินออกมาจากกระเป๋า และตบลงบนโต๊ะทันที


“นี่คือส่วนของข้า พ่อหนุ่มถังข้าจะเดินตามรอยเท้าเจ้า ก้าวไปอย่างกล้าหาญ!”


ในเมื่อเรื่องราวทั้งหมดมันเลยเถิดมาถึงตอนนี้ ถังฉือจิ้นก็ตกอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะถึงอย่างไรเขาก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ ทำได้เพียงนำเงินสองตำลึงออกมาวางไว้บนโต๊ะแล้วบอกว่า “ตกลงข้ายินยอมร่วมมือกับเจ้าน้องชาย!”

 

ทุกคนต่างดีใจเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะโดนหักเงินนิดหน่อย แต่อย่างน้อยก็ได้ดื่มซุปไก่ในทุกๆวัน อีกอย่าง เรื่องที่กล่าวในที่สาธารณะเช่นนี้ ผู้ดูแลเองก็ไม่กล้าจะหักเงินอย่างที่เคยทำ หลังจากนั้นถังฉือเย่เข้าไปหาผู้ดูแลอีกครั้ง พลางบอกเขาว่าเงินสองตำลึงของเดือนหน้าจะจ่ายพร้อมกับค่าเล่าเรียน 


ตอนนี้ทั้งฉีจิง ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินต่างก็เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของถังฉือเย่แล้ว โบราณกล่าวว่าจับโจรต้องมีหลักฐาน แต่หากไม่มีหลักฐานเล่า…นางไม่ได้กล่าวหาถังฉือจิ้นด้วยคำพูดใด แต่กลับฉีกหน้ากากเขาออกมา และเหยียบจนจมดิน แถมยังตัดช่องทางของเขาอีกด้วยการทำลายชื่อเสียง และในท้ายที่สุดถังฉือจิ้นก็จะยืนในฝั่งตรงข้ามเป็นศัตรูกับทุกคน


ช่างไร้ความปรานี…ทุกคนคาดไม่ถึงว่าถังฉือหรงจะมีญาติผู้น้องที่โหดเหี้ยมเช่นนี้ ยอมจ่ายเงินจำนวนมาก เพื่อซื้อความยุติธรรมที่ล่าช้าให้กับผู้เป็นพี่ชาย!



จบตอน

Comments