บทที่ 6 ความโชคดีที่ฝืนลิขิตฟ้า
“ถั่ว?” ถังฉือเย่ครางเบาๆ เมื่อพบว่าภายในอ่างน้ำที่แตกใบนี้มีเมล็ดธัญพืชวางอยู่เต็มไปหมด ทั้งถั่วเหลือง ถั่วเขียว แถมยังมีข้าวสาลีปะปนอยู่อีกจำนวนไม่น้อย หญิงสาวคำนวณดูคร่าวๆน่าจะประมาณสามสิบชั่งเห็นจะได้ ซึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับปากท้องในอีกหลายมื้อของพวกนาง!
ถังฉือเย่ดีใจจนเผลอยิ้มออกมา รอยยิ้มกระจ่างแต่งแต้มอยู่บนใบหน้า นางลงมือขุดดินด้วยตัวเองพลางค่อยๆหยิบอ่างน้ำใบนั้นขึ้นมาอย่างเบามือ ทำราวกับว่ามันเป็นสมบัติล้ำค่า และตอนนั้นเองที่เสี่ยวเหยาวิ่งเข้ามาหาพอดี เมื่อเห็นว่าอะไรอยู่ในมือของพี่สาวก็ร้องขึ้นด้วยความดีใจ
“ท่านพี่! ท่านพี่! นี่มัน!”
“ชู่ว์!” ถังฉือเย่เอามือแตะริมฝีปาก ส่งเสียงออกมาแผ่วเบาก่อนจะนำอ่างน้ำที่แตกแล้วใบนั้นไปซ่อนไว้ตรงมุมห้อง แล้วหันมาบอกกับเสี่ยวเหยาว่า “นี่คงจะเป็นรังของพวกหนู พวกมันหาอาหารมาเก็บไว้ที่นี่คงยังไม่มีใครรู้มาก่อน เจ้าอย่าได้เผลอไปบอกใครเชียว ไม่อย่างนั้นท่านย่าจะต้องมาแย่งไปแน่!”
เสี่ยวเหยารีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองทันทีพร้อมกับพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะแยกนิ้วออกแล้วพูดผ่านช่องว่างนั้น “เหยาเอ๋อร์ไม่พูด เหยาเอ๋อร์จะไม่บอกใครเด็ดขาด”
“ดีมาก…เด็กดี” ถังฉือเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นางนั่งพักเหนื่อยอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งก่อนจะช่วยพยุงเสี่ยวเหยาให้ลุกขึ้นพลางหันไปสั่ง “เหยาเอ๋อร์…เจ้าไปหยิบกระบุงเก่าๆใบนั้นมาให้พี่หน่อย”
เด็กสาวก้าวเดินตรงไปหยิบกระบุงเก่าคร่ำคร่านั้นมาอย่างว่าง่าย ถังฉือเย่ได้แต่ยิ้ม ในใจรู้สึกทั้งรักและสงสารเสี่ยวเหยาเหลือเกิน เด็กอายุแค่สี่ขวบหากเป็นในยุคปัจจุบันคงยังต้องอุ้มและกอดปลอบกันอยู่เลย แต่ที่นี่เสี่ยวเหยากลับโตกว่าอายุมาก ทั้งเชื่อฟังและใช้งานเล็กๆน้อยๆได้แล้ว
ถังฉือเย่คิดอยู่ในหัวพร้อมกับหันไปหยิบกิ่งไม้เล็กๆขึ้นมาแล้วใช้เชือกมัดไว้จนแน่น จากนั้นจึงโปรยข้าวสาลีลงพื้นเล็กน้อย แล้วรับกระบุงที่เสี่ยวเหยายื่นมาให้เพื่อนำมาวางค้ำกับกิ่งไม้ที่มัดกับเชือก…แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับใช้เป็นกับดักจับนกกระจอก
เสียงร้องจิ๊บๆ ดังขึ้นเมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ถังฉือเย่ใช้มือข้างหนึ่งจูงเสี่ยวเหยาให้หลบออกมา ส่วนมืออีกข้างนั้นจับปลายเชือกไว้ สองคนพี่น้องเฝ้ารอให้นกกระจอกฝูงนั้นค่อยๆเดินมุดเข้าไปใต้กระบุงเพื่อจิกกินเมล็ดข้าวสาลีที่โปรยล่อไว้ ก่อนที่ถังฉือเย่จะกระตุกเชือกแรงๆจนกระบุงเก่าใบนั้นล้มครอบฝูงนกไว้ได้หลายสิบตัว
แม้ว่าตอนนี้จะไม่ใช่ฤดูหนาว ไม่ได้มีหิมะตก แต่ถังฉือเย่ก็ยังจับนกกระจอกพวกนี้ได้ ปกติแล้วนกกระจอกพวกนี้ถ้ามีอาหารข้างนอกเยอะแยะ พวกมันก็คงไม่เข้ามาติดกับดักของนางถึงข้างในนี้หรอก
“พวกเราโชคดีมากเลยนะเจ้าคะท่านพี่” เสี่ยวเหยากล่าวด้วยสุ้มเสียงตื่นเต้นแถมยังยิ้มจนตาหยีมองแทบไม่เห็นลูกตา
ถังฉือเย่เองก็รู้สึกโล่งใจอยู่มิใช่น้อย เพราะไม่ต้องกังวลกับการหาอาหารประทังชีวิตไปอีกหลายมื้อ และที่สำคัญคือเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้นางรู้สึกดีขึ้นมาได้บ้างว่าอย่างน้อยนางก็พอมีโชคอยู่บ้าง แม้จะเป็นโชคที่ต้องฝืนกับลิขิตของฟ้าก็ตาม
นี่หากเป็นถังฉือเย่ในชาติก่อน…ตอนที่ได้รางวัลดราม่าควีนถึงสามปีซ้อนนั้น อย่าหวังเลยว่าใครจะกลั่นแกล้งรังแกนางได้ ตอนนั้นหากใครที่คิดทำร้ายนางล้วนต้องแพ้ภัยตัวเอง พวกเขาไม่สามารถแตะต้องนางได้แม้เพียงปลายเล็บ! แต่พอมาเป็นถังฉือเย่ในชาตินี้ไม่น่าเชื่อว่าแค่ความโชคดีเล็กๆน้อยๆที่ได้รับเมื่อเทียบกับสิ่งที่เคยได้รับ แถมยังเป็นโชคดีที่ฝ่าฝืนลิขิตฟ้าอย่างตอนนี้กลับทำให้นางรู้สึกดีใจและสร้างความหวังให้เกิดขึ้นอีกครั้งในหัวใจได้อย่างน่าประหลาด
หญิงสาวบอกกับตัวเองด้วยความเชื่อมั่นว่า หลังจากนี้ไป ต่อให้ลูกไล่ออกมาจากบ้านตระกูลถังก็ไม่เป็นไร นางจะต้องอดทนและค่อยๆทำให้ครอบครัวมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกครั้งให้ได้!
…………………………………………….
ในระหว่างที่ถังฉือเย่และเสี่ยวเหยากำลังง่วนอยู่กับการจับนกกระจอกนั้น ช่วงเวลาเดียวกัน ณ จุดที่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ถังฉือเย่ก็ได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของวังซื่อดังประสานกับเสียงดุด่าของท่านย่าซุน ยิ่งด่าก็ยิ่งเลวร้าย จนเรื่องราวในอดีตทั้งหมดถูกขุดคุ้ยขึ้นมาตีแผ่ เรื่องราวที่มีทั้งบุญคุณและความแค้น!
ตอนนี้ถังฉือเย่จึงเข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดท่านย่าซุนถึงได้จงเกลียดจงชังวังซื่อนักหนา จุดเริ่มต้นมันมาจากการที่วังซื่อเป็นสาวใช้ของตระกูลที่ร่ำรวยมากตระกูลหนึ่ง ในขณะที่ถังหย่งหลี่กำลังทำงานค้าขายซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวนั้นก็ได้บังเอิญพบกับวังซื่อและกลายเป็นรักแรกพบในทันที
ถังหย่งหลี่ตัดสินใจเริ่มทำการค้าขายผ้าเพื่อเก็บเงินให้มากที่สุด เขาต้องเดินทางตะลอนๆ ไปทุกทิศ ลำบากลำบนอยู่หนึ่งปีเต็มถึงจะสะสมเงินได้หลายร้อยตำลึงแล้วนำไปไถ่ตัววังซื่อออกมา ทั้งที่ความจริงแล้ววังซื่อไม่ได้ลำบากอะไรนักเลยในบ้านหลังนั้นเพราะแทบไม่ต้องทำอะไรเลย
หลังจากนั้นถังหย่งหลี่ก็พาวังซื่อออกมาแต่งงานและใช้ชีวิตเยี่ยงสามีภรรยาอยู่ในเมือง จนให้กำเนิดลูกชาย โดยที่ท่านย่าซุนซึ่งไม่พอใจลูกสะใภ้คนนี้นักก็ไม่สามารถเข้ามาก้าวก่ายอะไรได้มาก กระทั่งเมื่อไม่กี่ปีก่อน
ตอนที่ถังฉือเย่เพิ่งจะมีอายุเพียงหนึ่งขวบ ขบวนคาราวานพ่อค้าของถังหย่งหลี่โชคร้ายถูกกลุ่มโจรดักปล้น ถังหย่งหลี่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส สุดท้ายก็กลายเป็นชายพิการขาเป๋ ไม่สามารถทำงานทำการอะไรได้อีก แต่เจ้าของบ้านที่เขาทำงานด้วยก็ใจกว้างได้มอบเงินให้มากถึงหนึ่งร้อยตำลึงเพื่อรักษาบาดแผล พอรักษาหายก็ยังเหลือเงินอยู่อีกหลายสิบตำลึง
ถังหย่งหลี่จึงตัดสินใจพาวังซื่อกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดในหมู่บ้านจวี้เป่า ถึงแม้จะพิการชายหนุ่มก็ยังทำงานหาเงินด้วยการล่าสัตว์ ภายหลังวังซื่อได้ตั้งท้องเสี่ยวเหยา จู่ๆ กลางดึกนางก็แพ้ท้องอยากกินองุ่นป่าขึ้นมา ถังหย่งหลี่ตามใจภรรยาจึงได้ขึ้นไปเก็บองุ่นป่าที่ภูเขา โชคร้ายที่เขาได้พลัดตกหน้าผาจนเสียชีวิต ซึ่งตอนที่พบศพของเขานั้นในมือยังคงกำลูกองุ่นป่าแน่นอยู่เลย!
เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่ท่านยาซุนจะจงเกลียดจงชังสะใภ้ผู้นี้ เพราะถังหย่งหลี่นั้นถูกวังซื่อใช้งานจนตาย!
หลังการเสียชีวิตของบุตรชาย ท่านย่าซุนซึ่งเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นยิ่งได้รู้ว่าการตั้งครรภ์ครั้งนี้ของวังซื่อเป็นบุตรสาวด้วยแล้วก็ยิ่งโหดร้ายกับวังซื่อมากขึ้น
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่รู้ว่าเอ่ยปากขับไล่พวกนางไปกี่สิบครั้ง จนเมื่อคุณชายสี่ตระกูลถังนาม…ถังหย่งหมิง ได้ทำการค้าจนร่ำรวยขึ้นมา นางจึงตัดสินใจได้ว่าจะต้องจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาดเสียที ซึ่งท่านย่าซุนก็ทำสำเร็จ!
แต่แล้วในสถานการณ์ยากลำบากแบบนี้ วังซื่อก็ยังใช้แผนเดิมคือการเสแสร้งร้องห่มร้องไห้เพื่อขอกลับไปอยู่บ้านสกุลถังเช่นเดิม ถังฉือเย่ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา หนักใจกับ ‘ความไม่รู้อะไรเลย’ ของวังซื่อยิ่งนัก
ในระหว่างที่หัวสมองครุ่นคิดเรื่องที่ได้ยิน มือของนางก็ทำงานไปพร้อมกัน ถังฉือเย่ใช้ให้เสี่ยวเหยาไปจับนกกระจอกมาสองตัว แล้วไปแลกเกลือกับเพื่อนบ้านแต่ก็ได้มาเพียงเล็กน้อย
จากนั้นจึงนำถั่วไปล้างน้ำแล้วนำลงใส่ในหม้อต้ม ก่อนจะกลับมาจัดการกับนกกระจอกที่จับมาได้ นางทำการเด็ดหัว ถลกหนังแล้วนำเครื่องในออก ในช่วงแรกยังไม่ค่อยถนัดนัก แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งชำนาญมากขึ้น จนเมื่อล้างทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถังฉือเย่จึงแบ่งเนื้อนกกระจอกส่วนหนึ่งมาหมักไว้เพื่อทำอาหารในวันพรุ่งนี้ อีกส่วนหนึ่งนำมาเสียบไม้ทีละตัว พลางหันมาส่งยิ้มให้เสี่ยวเหยาที่นั่งอยู่ข้างๆมองตาปริบๆ
ถังฉือเย่เลื่อนก้อนหินมาสองก้อน พร้อมกับขนฟืนมาบางส่วน จากนั้นจึงนำนกกระจอกที่เสียบไม้ไว้เรียบร้อยแล้วมาย่างบนกองไฟพลางหันไปบอกกับเด็กสาวว่า
“เหยาเอ๋อร์ รีบไปเรียกท่านแม่มาเร็วเข้า” เมื่อเห็นเสี่ยวเหยาส่ายหน้าเพราะรู้สึกกลัว นางจึงปลอบว่า
“ไม่ต้องกลัว เจ้าไปเถอะ ไปบอกท่านแม่สักหน่อยว่าพวกเรามีนกกระจอกกินแล้ว ถ้านางอยากกลับก็กลับ หากนางไม่อยากเจ้าก็ไม่ต้องพูดอะไรมาก”
ถังฉือเย่ไม่ได้กลัวที่จะต้องไปตามวังซื่อเอง เพียงแต่รู้ว่าคนอย่างวังซื่อนี่ยิ่งง้องอนก็จะยิ่งได้ใจและเล่นตัวเพื่อเรียกร้องความสนใจมากขึ้น การให้เด็กน้อยอย่างเสี่ยวเหยาไปตามก็เพื่อให้นางได้มีช่องว่างบ้าง หากไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตัวเองและถังฉือหรงแล้ว นางไม่มีทางไว้หน้าหรอก
เสี่ยวเหยาที่ได้ฟังคำปลอบของพี่สาวจึงลุกขึ้นและยอมไปตามมารดาแต่โดยดี ทันใดนั้นเองเสียงแหลมๆของท่านย่าซุนก็ดังขึ้น
“ลูกสาวตัวดีของเจ้าล่ะ! ไม่ใช่ว่าได้สติแล้วเหรอ กินข้าวอาศัยอยู่ในบ้านข้ามาตั้งหลายปี ไม่คิดจะเข้ามาคำนับข้าเลยสักนิดหรอ เหอะ! เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ!” หญิงชราทำเสียงบางอย่างในลำคอ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยความแค้นใจ
“ข้าเลี้ยงดูลูกสามมาไม่ดี แต่ข้าก็ไม่เห็นว่าเจ้าจะเลี้ยงดูลูกสาวของเจ้าดีไปกว่าข้าตรงไหน มีอย่างหรือปล่อยให้แม่ตัวเองมานั่งคุกเข่าร้องไห้อยู่อย่างนี้ จะโผล่หน้ามาสักนิดรึก็ไม่มี! ช่างเป็นคนที่ไร้ยางอายไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีเสียจริง!”
หญิงสาวที่ถูกเอ่ยถึงม้วนเก็บกระดาษอย่างใจเย็น ในใจนึกว่าท่านย่าซุนผู้นี้ช่างเปล่งวาจาด่าทอได้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหรือเจ็บคอเสียบ้างเลยสักนิด
หลังจากนั้นผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูป วังซื่อก็พาร่างไร้เรี่ยวแรงของตัวเองกลับมา อาจเป็นเพราะคุกเข่านานเกินไปจึงทำให้เกิดแผลที่ขาทั้งสองข้าง เสี่ยวเหยาประคองมารดาเข้ามาในบ้านแล้วจึงรีบวิ่งไปปิดประตูห้อง เด็กหญิงยันประตูไว้ด้วยกำลังน้อยๆของตัวเองก่อนจะปิดประตูเบาๆ
วังซื่อสูดลมหายใจเข้า จากนั้นค่อยๆเดินไปหาถังฉือเย่พร้อมกับพูดตำหนิ “ถังฉือเย่! ท่านย่าของเจ้าด่าว่าข้าอย่างนั้นแล้ว เจ้าไม่คิดจะโผล่หน้าออกไปช่วยข้าเลยรึ! เจ้าทนฟังนางด่าทอข้าเยี่ยงนี้ได้อย่างไร เสียแรงที่ข้าอดทนตั้งท้องเจ้านานถึงเก้าเดือน เจ้าไม่น่าเกิดมาเป็นลูกของข้าเลย!”
ถังฉือเย่มองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก นางได้แต่ส่ายหน้าช้าๆสองสามที ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับนกกระจอกที่ย่างอยู่บนกองไฟนั้นเริ่มสุกส่งกลิ่นหอมโชยคลุ้งมากับถั่วที่ต้มอยู่ในหม้อ ถังฉือเย่ตัดความสนใจในตัวของวังซื่อ นางหันไปโรยเกลือด้วยความระมัดระวังเพราะรู้ว่าเกลือคือสิ่งมีค่าและหายากมากสำหรับครอบครัวนางตอนนี้ เมื่อเสร็จเรียบร้อยจึงหันกลับไปและพูดด้วยเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่นว่า
“ท่านย่าด่าทอท่านมาตั้งสองชั่วยามก็จริง แต่ถ้าจะให้พูด ก็เป็นตัวท่านเองมิใช่หรือที่วิ่งกลับเข้าไปให้ท่านย่าด่าถึงหน้าบ้าน?”
“เจ้า! ไอ้ลูกไม่รักดี!” วังซื่อโกรธจัด นางเอื้อมมือไปคว่ำจานนกกระจอกสองตัวที่ย่างจนสุกแล้วจนร่วงหล่นลงพื้น
เสียงจานกระทบกับพื้นดังเพล้ง!
ถังฉือเย่ผุดลุกขึ้นทันที ดวงตาลุกวาวราวกับมีกองไฟสุมอยู่ข้างใน จำไม่ได้แล้วว่าตัวเองเคยโกรธจัดแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว! ในใจนึกอยากจะหาก้อนอิฐสักก้อนแล้วทุ่มใส่หน้าวังซื่อให้รู้แล้วรู้รอด
ในยุคปัจจุบันถังฉือเย่คือผู้หญิงที่มีทั้งเงินและคนนับหน้าถือตามากมาย แถมยังเป็นนักแสดงชื่อดังที่มีแต่คนชื่นชอบ แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีใครสักคนที่จะกล้าขึ้นเสียงตะคอกใส่ แต่พอนางข้ามกาลเวลามาสิ่งแรกที่ได้รับคือบาดแผลเต็มตัวไปหมด มิหนำซ้ำยังต้องทำงานยุ่งวุ่นวายทั้งวัน
มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่นางจะสามารถย่างนกกระจอกพวกนี้สำเร็จ เกลือเองก็เหลืออยู่เพียงน้อยนิด และต้องใช้อย่างประหยัด ขนาดตอนโรยเกลือยังต้องเอาจานมารองไว้เพราะจำใจใช้ไม่ลง
วังซื่อผู้นี้ช่างกล้านัก! กล้าเสียจริงๆ!
ถังฉือเย่โกรธจัดกัดฟันแน่น! แต่ดูเหมือนวังซื่อจะไม่ได้เกรงกลัวหรือรู้ตัวเลยสักนิด นางจึงยืดคอแล้วยืนขึ้นด้วยท่าทางเย่อหยิ่งก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“เจ้ามันลูกเนรคุณ! ลูกไม่รักดี!”
หญิงสาวได้แต่จ้องมองนิ่งๆ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ!
จบตอน
Comments
Post a Comment