superstar ep61-65

 บทที่ 61 แต่งลูกเขยเข้าบ้าน


เมื่อทานอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญแล้ว พร้อมกับซุบซิบพูดคุยกันไปพอสมควรแล้ว ทุกคนจึงต่างพากันแยกย้ายกันไป ถังฉือจิ้นที่ดื่มเหล้าหนักจนเมามาย ทั้งที่ในสายตาของผู้อื่นนั้นคิดว่าเขาแกล้งเมาเพราะเห็นว่าเพิ่งดื่มไปได้เพียงสามแก้วเท่านั้น ทุกคนต่างมองพลางดูถูกอยู่ในใจ


สำหรับผู้มีการศึกษานั้นเรื่องชื่อเสียงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ฉะนั้นในเมื่อชื่อเสียงของเขาถูกทำลายไปจึงทำให้แม้แต่เพื่อนของเขาเองก็ยังไม่กล้ายืนข้างๆในเวลานี้ ถังฉือจิ้นจึงต้องเดินโซซัดโซเซออกไปด้านนอกด้วยตัวเอง ไม่มีคนคอยช่วยพยุง


ถังฉือเย่เองก็เริ่มเมาแล้ว ดังนั้นนางจึงเกาะไหล่ของถังฉือหรงไว้แน่น ปล่อยให้เขาประคองพาออกมาส่งด้านนอกของสำนักศึกษา 


หญิงสาวโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหู “ท่านพี่ ข้าไปทำข้อตกลงเล็กๆไว้ที่โรงอาหารแล้ว ในระยะเวลาหนึ่งเดือนจะมีอาหารสองอย่างต่อมื้อ เพราะฉะนั้นทุกมื้อเที่ยงกับมื้อเย็นท่านจะต้องไปทานนะ 


มิเช่นนั้นมันจะสูญเปล่า” 


เมื่อเห็นพี่ชายไม่พูดอะไร นางจึงหยิบกระเป๋าเงินซึ่งมีเงินอยู่สิบกว่าตำลึงออกมาก่อนจะผูกไว้ที่เอวของเขาด้วยตัวเอง พร้อมกับพูดย้ำแล้วย้ำอีก “ท่านพี่ ข้ามีเงิน…ข้ามีเงินจริงๆ ท่านไม่ต้องกังวลไป ข้าเก็บสมุนไพรบนเขาไปขายได้เงินมามากพอสมควร แต่เพราะกลัวว่าจะเป็นจุดสนใจของท่านย่า ข้าจึงได้ปิดบังมาตลอด” 


“เจ้าพูดจริงหรือเย่เย่?” 


ถังฉือเย่จับแขนเขา พลางกล่าวอย่างจริงจัง “เป็นจริงทุกคำ ดังนั้นท่านใช้มันได้โดยไม่ต้องกังวลใจ ใช้เท่าที่ต้องการ เรียนหนังสือให้สบายใจได้ หากยังกล้าไปคัดลอกหนังสืออะไรนั่นอีก ข้าจะตีท่านจริงๆ!”


“เย่เย่…ข้า” ชายหนุ่มอ้ำอึ้งไปครู่หนึ่ง “ข้ามันคนไร้ประโยชน์” 


“ท่านพูดอะไรอย่างนั้น ท่านยังมีข้า…ฟังข้านะ ข้าจะเป็นกำลังให้ท่านเอง” 


พอได้ฟังถังฉือหรงก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ตกลง ข้าจะเชื่อฟังเจ้าเย่เอ๋อร์” 


ชายหนุ่มเดินมาส่งเพียงหน้าประตู เมื่อเห็นถังฉือเย่และฉีจิงได้ขึ้นรถม้าไป เขาก็ยังคงยืนอยู่ที่ประตูครู่หนึ่ง ทอดสายตามองดูรถม้าเลี้ยวจนหายไปจากมุมถนน


ถังจวิ้นเชินที่อยู่ด้านข้างตบไหล่ผู้เป็นสหายเบาๆ สายตานั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างไม่สามารถจะควบคุมได้ 


“เย่เอ๋อร์นี่สุดยอดไปเลย ต่อไปคนที่ข้าเชื่อมั่นที่สุดในชีวิตก็คือเย่เอ๋อร์นี่แหละ เมื่อนึกถึงสภาพของถังฉือจิ้นเมื่อครู่ ข้าก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสดชื่นอารมณ์ดีขึ้นมาทันที “หากเย่เอ๋อร์เป็นน้องสาวข้าก็คงดี ข้าล่ะอิจฉาเจ้าจริงๆ หรงเอ๋อร์”


ถังฉือหรงยิ้มพลางส่ายหัวช้าๆ “พอแล้ว ไปกันเถอะ!” 


“แล้วหลังจากนี้เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อ?” 


“ทำอะไร?” ถังฉือหรงขมวดคิ้ว ดวงตาสีดำราวกับกวางตัวน้อยของเขาดูเปลี่ยนไป “เย่เย่ ปูทางไว้ให้ข้าแล้ว หากข้ายังไม่เดินให้ดี มันก็จะ...เสียไปโดยเปล่าประโยชน์” 


ถังจวิ้นเชินพยักหน้าเห็นด้วย ในสำนักศึกษาแห่งนี้ นักเรียนส่วนใหญ่จะมีฐานะยากจนกันทั้งนั้น ดังนั้นใครหลายคนจึงพยายามทุ่มสุดความสามารถเพื่อประจบพวกคนมีฐานะ แต่ในหมู่บ้านยากจนเล็กๆแห่งนี้ เดิมทีก็ไม่มีใครที่รวยจริงๆหรอก มากสุดก็คือคนที่หน้าอ้วนท้วนอุดมสมบูรณ์อย่างถังฉือจิ้นที่แม้ว่าจะประจบเขาเพียงใด แต่มากสุดที่ได้ก็แค่ได้ทานอาหารดีๆสักมื้อเท่านั้น 


ความสัมพันธ์ที่แสนเปราะบางเช่นนี้ หากจะพลิกให้เป็นหลังมือ มันจะยากตรงไหน?


ก่อนหน้านี้ถังฉือหรงคิดผิดไป แต่หลังจากนี้ เขาจะไม่ให้มันเป็นเช่นนี้อีกแล้ว จะไม่ให้น้องสาวต้องมากังวลใจเพราะตัวเองอีกต่อไป 


...................................................


หลังจากทำตามแผนสำเร็จ ถังฉือเย่ก็นั่งรถม้ากลับบ้านมาอย่างอารมณ์ดี นางกอดอกพิงรถม้า พลางยกขาขึ้นมาพาดไว้ข้างหนึ่ง ฉีจิงที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นเข้าก็อดไม่ได้ที่จะดุนาง


“นั่งลงดีๆ!” 


หญิงสาวไม่สนใจเขา นางแกว่งขาไปมาอย่างมีความสุข พลางร้องเพลงเบาๆ ฉีจิงใช้หางตาเหลือบมองไปพลางถาม


“ตอนนี้เจ้ามีความสุขแล้วสิ!?” 


“ของมันแน่อยู่แล้ว” ถังฉือเย่พูดยิ้มๆ “เจ้าคิดว่าข้าแสดงดีไหมล่ะ?”


“ดีมากทีเดียว” 


ถังฉือเย่กระโดดโลดเต้นอย่างภาคภูมิใจ พลางพับแขนเสื้อขึ้น “ถังฉือจิ้นเป็นใครกัน กล้ามารังแกคนของลูกพี่อย่างข้า เหอะ! ฝันไปเถอะ” 


ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองนาง สาวน้อยที่บอบบางราวกับถั่วงอก แขนเล็กๆนั่นแค่จับเบาๆก็หักแล้ว ยังกล้าเรียกตัวเองว่า ‘ลูกพี่’ 


ฉีจิงยิ้มมุมปาก ติงแบบไม่จริงจังนัก “รีบดึงแขนเสื้อลงมาเร็ว ดูทำสิ เป็นตัวอะไรเข้าไปแล้ว”


ถังฉือเย่สะบัดแขนเสื้อลงโดยไม่ได้ตั้งใจ นางตบไหล่เขาเบาๆ “อาฉี เจ้ารู้หรือไม่ เดิมทีข้าจะให้เจ้าไปขโมยเงินที่เหลืออยู่มาจากถังฉือจิ้น แต่เมื่อข้ามาคิดๆดูแล้ว ถ้าเราไม่ชอบสิ่งไหน ก็ไม่ควรทำสิ่งนั้นกับผู้อื่น ข้าจึงไม่ใช่วิธีนั้น อีกอย่างข้าคิดว่า หากจัดการเขาไปเลยทีเดียวมันจะหมดสนุก ดังนั้นจึงปล่อยให้เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ต่อไปอีกสองสามวัน ให้เขาได้ทุกข์ทรมานในทุกๆวันเช่นนี้จะดีเสียกว่า” 


ฉีจิงส่งเสียงรับเบาๆในลำคอ ถังฉือเย่จึงพูดต่อว่า “ถังฉือจิ้นเป็นหลานรักของท่านย่า หากท่านย่ารู้เรื่องนี้จะต้องอาละวาดเป็นแน่ ข้ารำคาญจริงๆ ครั้งหน้าที่นางอาละวาด ข้าจะต้องใช้โอกาสนี้แยกครอบครัวให้ได้”


ยิ่งพูดถังฉือเย่ก็ยิ่งเข้าใกล้ชายหนุ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ร่างเล็กเอนตัวพิงไหล่ของเขา มือข้างหนึ่งของนางยังคงจับชายเสื้อฉีจิงไว้แน่น พลางพ่นลมหายใจอุ่นๆที่ข้างใบหู 


“อาฉี! ข้าอยากแยกครอบครัวเร็วๆนี้แล้ว เมื่อแยกบ้านได้ ข้าก็จะได้ซื้อข้าวของดีๆ ข้าอยากจะขุดบ่อเลี้ยงปลาในสวน ปลูกต้นหอมหมื่นลี้ไว้หน้าประตูบ้าน หลังบ้านข้าจะปลูกองุ่น เมื่อองุ่นสุกแล้ว มันก็จะแขวนเรียงกันที่นั่นเป็นพวงสีม่วงสวยสด อาฉี…เจ้าจะพาอาหยางมาชิมก็ได้นะ” 


ฉีจิงกะพริบตาปริบๆสั่นไหวเล็กน้อย มือที่กุมแส้บังเหียนแข็งทื่อราวกับท่อนไม้ ลำคอของเขาแห้งผาก ใจอยากจะดุนางให้นั่งลงดีๆ แต่กลับพูดไม่ออก 


เสียงของนางเล็กและเบาลงเรื่อยๆ จนในที่สุดนางก็ล้มพับไป ชายหนุ่มตอบสนองอย่างรวดเร็ว 


รีบยื่นมือออกไปรับในทันทีจนหัวเล็กๆของนางกลิ้งมาอยู่ในอ้อมแขนของเขา


จากนั้นฉีจิงก็ค่อยๆผายมืออย่างช้าๆ ระมัดระวัง เพื่อรั้งร่างน้อยๆกลับมา 


เขาจ้องมองหญิงสาวในอ้อมกอดอยู่สักพัก จึงแน่ใจได้ว่าถังฉือเย่หลับไปแล้วจริงๆ อาจเป็นเพราะดื่มเหล้าไปตั้งสามแก้วแถมยังต้องแสดงละครฉากใหญ่เช่นนั้น เมื่อแสดงเสร็จก็เลยหมดแรงเมาหลับไป


ชายหนุ่มหดแขน พลางกอดนางไว้ในอ้อมอก เมื่อเข้าไปในรถจึงค่อยๆวางร่างบอบบางนั้นลงบนเก้าอี้อย่างระมัดระวัง ฉีจิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจัดการดันนางเข้าไปด้านในอย่างเบามืออีกครั้ง


หลังจากนั้นเมื่อฉีจิงหันกลับไปเหวี่ยงแส้อีกครั้ง ชายหนุ่มก็ระมัดระวังเป็นอย่างมากด้วยกลัวว่าจะไปฟาดโดนนาง หรือไปชนเก้าอี้จนกลิ้งลงมา เขาคิดว่าจะกลับไปล่าสัตว์ใหญ่สักตัวเพื่อจะได้ถลกหนังมัน เมื่อถึงตอนนั้นจะได้เอาหนังของมันเอามาปูไว้ในรถ เพื่อให้ถังฉือเย่สามารถนอนได้ในรถ 


ฉีจิงครุ่นคิดวางแผนอยู่ในใจ ในระยะทางสั้นๆ แต่ใช้เวลาเดินทางไปเกือบสองชั่วยาม ดังนั้นเมื่อกลับไปถึงหมู่บ้านแต่ละครัวเรือนก็เต็มไปด้วยควันที่ปรุงอาหารส่งกลิ่นหอมฉุยมาตามลม 


เมื่อรถม้าจอดอยู่หน้าประตู ฉีจิงเผลอมองไปที่ฝ่ามือโดยไม่รู้ตัว เขาลูบมือบนผ้าอย่างใจเย็น จากนั้นก็ผลักประตูรถเข้าไป เขาเห็นถังฉือเย่กำลังลุกขึ้นนั่ง และหันไปมาด้วยท่าทีงุนงง


“อาฉี ข้าหลับไปได้อย่างไร?” 


ฉีจิงถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ถึงบ้านแล้ว รีบลงมาจากรถเถอะ” พูดเสร็จเขาก็หันหลังและจากไปทันที


ถังฉือเองตบหัวตัวเองเบาๆ คิดไม่ถึงว่านางจะคออ่อนขนาดนี้ ดังนั้นเมื่อตื่นขึ้นมาในเช้าวันรุ่งขึ้น หญิงสาวจึงรู้สึกมึนหัวเล็กน้อย พยายามลุกขึ้นมาตุ๋นโจ๊ก และในขณะที่กำลังทานอยู่นั้น คุณนายโจวก็เข้ามาพอดีพร้อมกับถือต้นหอมจีนมาสี่ต้นในมือ 


ถังฉือเย่ไม่อยากกินจึงนำมันไปแบ่งให้กับวังซื่อและเสี่ยวเหยา เมื่อวังซื่อทานอาหารเช้าเสร็จและเข้าห้องไป คุณนายโจวจึงกระซิบที่ข้างหู


“เย่เอ๋อร์ เจ้าได้ยินเรื่องของท่านอาเล็กของเจ้าแล้วหรือไม่?”


“ถังหย่งหมิง?” นางเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย “เขาเป็นอะไรหรือ?” 


คุณนายโจวถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนจะเล่าให้ฟังว่า “ได้ยินมาว่าครอบครัวที่เขาจะแต่งงานด้วย เดิมทีก็ตกลงกันไว้แล้วว่า สินสอดหนึ่งร้อยตำลึง บวกกับทองคำหรือของอย่างอื่นอีก รวมๆแล้วก็ประมาณสองสามร้อยตำลึง แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องนั้นขึ้นก่อน เมื่อเงินไม่เพียงพอ ฝ่ายหญิงจึงบอกว่า ต้องการให้ถังหย่งหมิงแต่งงานเข้ามาในตระกูลนาง” 


“ห๊า!” ถังฉือเย่ร้องเสียงสูงด้วยความประหลาดใจไม่อยากเชื่อว่าแม่นางผู้นี้จะคบคนไม่เลือกหน้า คนเลวๆอย่างถังหย่งหมิงก็ยังอยากจะแต่งงานด้วยได้ 


คุณนายโจวไม่ทันคิดรีบเล่าต่อทันที “แม่สื่อบอกว่าเรื่องนี้เกิดเมื่อสองวันก่อน เป็นวันที่พวกเจ้าไปที่สำนักศึกษานั่นแหละ ท่านย่าซุนต่อว่าไปตั้งหลายรอบ วันต่อมาก็เอาแต่ก่นด่าสาปแช่งอยู่ภายในบ้าน ด่ากราดไปทั่วถนน ใครๆก็ได้ยินทั้งนั้น ซ้ำยังด่าพวกเจ้าไปหลายประโยค แต่จู่ๆเมื่อวานนางก็หยุดด่า ข้าคิดว่ามันแปลกๆจึงไปสอบถามมา ปรากฏว่าถังหย่งหมิงเขาได้ตอบตกลงไปแล้ว”


“เขาตอบตกลงไปอย่างนั้นหรือ?” 


“ก็ใช่น่ะสิ หน้าไม่อายจริงๆ ท่านย่าซุนก็ไม่ได้ยากจนขนาดที่จะต้องให้ลูกชายแต่งเข้าครอบครัวฝ่ายหญิงได้”


ถังฉือเย่ยิ้มนิดๆตรงมุมปาก นางไม่รู้สึกแปลกใจอย่างคุณนายโจวเลยสักนิด “ข้าคิดว่าน่าจะเป็นเพราะความสมัครใจของถังหย่งหมิงเองกระมัง” 


“คงไม่หรอกมั้ง หากทำเช่นนั้นจริง เขาไม่อายคนอื่นเชียวหรือ?” 



บทที่ 62 เหล้าเฉินจู


“ท่านป้า ท่านเองก็รู้ว่าท่านย่าของข้านั้นรักท่านอาผู้นี้ขนาดไหน หากถังหย่งหมิงไม่เต็มใจมีหรือท่านย่าซุนจะบังคับเขาได้ ดังนั้นเรื่องนี้มีเพียงถังหย่งหมิงเองที่เต็มใจเอาเท่านั้นถึงจะสำเร็จ” ถังฉือเย่เงียบไปครู่ก่อนเอ่ยต่อพร้อมหัวเราะเบาๆ 


“ความจริงแล้วถังหย่งหมิงเองก็น่าจะพอคิดได้ เขาจะกลัวขายหน้าไปทำไมกันในเมื่อหากได้แต่งออกไปที่บ้านของผู้หญิงคนนั้นแล้วร่ำรวยสุขสบาย” 


“ก็ใช่” คุณนายโจวยอมรับ “เรื่องน่าอับอายอย่างนี้ ไม่น่าแปลกใจหรอกที่เขาจะทำลงไปได้จริงๆ” 


ถังฉือเย่หัวเราะออกมา รู้ดีว่าเมื่อผ่านเรื่องนี้ไปแล้วท่านย่าซุนคงจะเกลียดนางเข้ากระดูกดำ แต่ครั้งก่อนนางได้ทำให้ท่านหัวหน้าตระกูลไม่พอใจไปแล้วครั้งหนึ่ง และบ้านที่ถังฉือเย่พักอาศัยอยู่นี้ก็ยังได้ชื่อว่าเป็นบ้านของท่านหัวหน้าตระกูล ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าไม่ว่าท่านย่าซุนจะโกรธเพียงใดก็คงไม่กล้ามารังแกนางไปอีกสักพักใหญ่ 


คุณนายโจวส่ายหน้าน้อยๆ สลัดเรื่องของถังหย่งหมิงออกไปจากหัว แล้วหันมาถามถังฉือเย่ว่า “ช่วงนี้พวกเจ้า ไปทำอะไรที่สำนักศึกษากันแน่?” 


“ท่านป้า” หญิงสาวยิ้มกรุ้มกริ่ม รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที “ข้าจะบอกว่าครั้งนี้ข้าได้ทำเรื่องใหญ่เอาไว้ด้วยล่ะ!” 


“เรื่องอะไร…เจ้าไปทำอะไรมางั้นหรือเย่เอ๋อร์?” 


ถังฉือเย่ขยับเข้าไปใกล้คุณนายโจวอีกนิด พร้อมกับเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบให้ฟังอีกรอบ ด้วยความที่เป็นนักแสดงมากฝีมืออยู่แล้ว หญิงสาวจึงสามารถเล่าให้ฟังได้อย่างถึงพริกถึงขิง รายละเอียดไม่ตกหล่น คำพูดที่เฉียบแหลมรวมทั้งสีหน้าท่าทางที่แสดงออกมานั้นราวกับว่าผุดขึ้นมาตรงหน้า เหมือนกับว่าคุณนายโจวได้เห็นด้วยตาตัวเอง


เวลาเดียวกันนั้นมีชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสือบนโต๊ะหินอยู่ที่ห้องข้างๆอย่างเคย ถังฉือเย่และคุณนายโจวสองคนนั่งอยู่ตรงระเบียงของห้องรองทางทิศตะวันตก ห่างกับเขาเพียงแค่กำแพงหินกั้นเท่านั้น ทุกคำที่พูดมานั้นได้ยินอย่างชัดเจน


เดิมทีชายหนุ่มก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่เมื่อได้ฟังไปเรื่อยๆแล้วก็กลับสนใจมากยิ่งขึ้น สุดท้ายแล้วเขาก็วางหนังสือลงก่อนจะเอามือแนบกำแพงและฟังเสียงที่อ่อนหวานนั้นต่อจนจบ เช่นเดียวกับคุณนายโจวที่เอ่ยปากชมไม่หยุด


“เจ้านี่ต้องเป็นเหวินชู่ซิงกลับชาติมาเกิดแน่เลย ทำไมถึงได้ฉลาดขนาดนี้นะ” 


“ไม่ผิดแน่” ถังฉือเย่พูดกลั้วหัวเราะ “ข้าก็คิดว่าข้านั้นฉลาดไม่เบาเลย ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เหวินชู่ซิงก็ต้องเป็นนักปราชญ์ท่านอื่นแน่นอน” 


ยังพูดไม่ทันจบก็ได้ยินเสียงคนหัวเราะขึ้นเบาๆ ถังฉือเย่ได้ยินจึงรีบหันหน้าไปมองซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับประตูไม้ด้านหน้าที่มีเสียงดังขึ้น หญิงสาวผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมองอ้อมเงาของกำแพงไปจึงเห็นรถลากของตระกูลถังจอดอยู่ด้านนอก ท่านลุงสี่และฉีจิงกำลังช่วยกันยกต้นไม้ต้นเล็กๆขึ้นมา ถังฉือเย่ตะโกนถามออกไป


“ท่านลุงสี่ กำลังทำอะไรกันอยู่หรือเจ้าคะ?”


ท่านลุงสี่ตระกูลถังได้ยินก็หันมาส่งยิ้มให้พลางพูดว่า “ข้าได้ยินอาฉีบอกว่าเข้าอยากขุดสระ ปลูกต้นไม้ งานพวกนี้เป็นงานที่ไม่ต้องใช้เงิน เพียงใช้เวลาว่างในสองวันนี้ให้เป็นประโยชน์หน่อย เดี๋ยวลุงสี่จะช่วยเจ้าเอง”


ถังฉือเย่เม้มปากนิดหนึ่ง จากนั้นก็เหลือบมองฉีจิง เห็นขนตายาวและดำขลับของเขานั้นขยับขึ้นลง แต่กลับไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสบตานาง จากนั้นชายทั้งสองคนก็ช่วยกันแบกต้นไม้เข้ามาในบ้าน ตามด้วยยกหินก้อนสีขาวที่ซื้อมาเข้าไปด้วย ความที่ท่านลุงสี่นั้นเป็นผู้ที่มีความสามารถอยู่แล้ว เมื่อร่วมมือกับฉีจิงจึงทำให้สามารถปลูกต้นกุ้ยสำเร็จได้ในระยะเวลาไม่นาน และได้กลายเป็นสวนดอกไม้ทรงกลมในที่สุด


ถังฉือเย่เฝ้ามองชายทั้งสองคนง่วนกับการจัดสวนด้วยความเพลิดเพลิน หลังจากที่ปลูกต้นไม้จัดสวนเสร็จ พวกเขาก็หาพื้นที่บริเวณข้างๆห้องรองแล้วลงมือขุดเป็นบ่อปลาทรงสี่เหลี่ยม จากนั้นจึงก่อด้วยหินสีขาวที่ซื้อมา ด้วยการก่อเป็นทรงสูงดูแล้วขาวและเรียบเนียนดุจหิมะ มองแล้วงดงามเหลือเกิน 


และด้วยเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการตกแต่ง ดังนั้นกว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดก็ต้องใช้เวลาไปทั้งวัน ดังนั้นในวันถัดมาท่านลุงสี่จึงได้นัดกับท่านลุงอีกคนซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันมาด้วย จากนั้นก็ขอดินเหนียวมาเล็กน้อยเพื่อสร้างห้องครัวง่ายๆข้างห้องรองทางทิศตะวันออกขึ้นมาห้องหนึ่ง 


ส่วนฉีจิงนั้นเขาได้ขี่เกวียนเข้าเมืองไปตั้งแต่เช้าตรู่จึงไม่ได้มาช่วยงานก่ออิฐ ชายหนุ่มซื้อแป้งข้าว เนื้อและผักมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาถังฉือเย่คิดว่าความสุขสบายหรือความเพลิดเพลินเป็นยอดปรารถนาที่สุด ดังนั้นตั้งแต่นางข้ามเวลามาจนถึงตอนนี้ 


ความจริงนางก็ล่าสัตว์มาได้ไม่น้อย หากเป็นคนที่ใช้ชีวิตเป็นก็คงจะมีอาหารเหลือกินจนถึงเทศกาลตรุษจีนเลยทีเดียว แต่ถังฉือเย่เป็นประเภทที่ล่ามาได้เท่าไหร่ก็กินเท่านั้น เมื่อถึงเวลาที่ต้องต้อนรับแขกจึงไม่มีอาหารเหลืออยู่เลย


ด้วยเหตุนี้จึงต้องรอฉีจิงซื้อของกลับมา นางจึงเริ่มลงมือทำอาหาร ด้วยการนำเห็ดเฮยหูจ่างซึ่งมีไม่มากนักมาผสมกับเต้าหู้เพื่อทำเป็นลูกชิ้นเต้าหู้ ขั้นตอนการทำก็ง่ายๆ เพียงแค่นำเต้าหู้มาขยำกับต้นหอมและขิง ส่วนเห็ดเฮยหูจ่างนำมาหั่นเป็นชิ้นๆ จากนั้นค่อยผสมคลุกเคล้ากับเต้าหู้ ใส่เกลือลงไปเล็กน้อยแล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆ จากนั้นค่อยนำไปต้ม 


รสชาติที่ออกมาเลิศรสกว่าลูกชิ้นที่ทำมาจากเนื้อเสียอีก นอกจากนี้ยังมีมะเขือ ผักหางไม้กวาดเอามาผัดไข่กลายเป็นผัดผักอย่างง่ายๆอีกสองจาน สุดท้ายเป็นกับข้าวประเภทเนื้อ ถังฉือเย่นำเนื้อหมูต้มมาสับละเอียดแล้ววางกระเทียมสับข้างๆเคียงด้วยแป้งอบหนึ่งจาน 


เมื่อกับข้าวทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย หญิงสาวจึงตะโกนเรียกทุกคน รวมทั้งท่านลุงคนที่ท่านลุงสี่เชิญมานั้นที่ชื่อ...ถังเหอ ซึ่งความจริงแล้วก็เป็นคนที่ไปพบถังฉือหยินติดกับดักแล้ววิ่งมารายงานนั่นเอง 


ถังฉือเย่เพิ่งรู้ว่าถังเหอและท่านอาสี่ถังนั้นสนิทกันมาก เมื่อท่านอาสี่เอ่ยปากเขาจึงมาช่วยด้วยความเต็มใจ หญิงสาวจึงอยากตอบแทนบ้าง นางจึงนำอาหารมาวางบนโต๊ะพร้อมกับเอ่ยปากชวนเขา


เมื่อเห็นว่าอาหารนั้นค่อนข้างดี ถังเหอจึงอดอย่างพูดไม่ได้ว่า “พี่สี่! จะดีหรือ พวกเราอาจจะทำให้นางต้องลำบากนะ”


“ไม่เป็นไรหรอก เย่เอ๋อร์มีแต่ความจริงใจ เจ้าวางใจแล้วนั่งลงเถอะ” 


“พวกท่านสนิทสนมกับบ้านของนางหรือ?” ถังเหอถามด้วยความสงสัย 


“เปล่าหรอก” ท่านลุงสี่ตระกูลถังพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึมว่า “พวกเราแค่ต้องตาเย่เอ๋อร์คนเดียวเท่านั้น และคบค้ากับเย่เอ๋อร์เพียงคนเดียว”


เมื่อเห็นถังเหอพยักหน้าลง ท่านลุงสี่จึงโน้มตัวไปพูดด้วยน้ำเสียงกระซิบว่า “เจ้าเห็นว่าเย่เอ๋อร์อายุน้อยอย่างนั้นนะ แต่เมื่อนางลงมือทำอะไรแล้วละก็นางทำออกมาได้ดีกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก ความคิดของนางเฉียบแหลม ทำอะไรก็เปิดเผย เพียงแค่เกิดมาเป็นหญิงเท่านั้นเอง หากเป็นชายละก็คงได้เป็นใหญ่เป็นโตอย่างแน่นอน”


ถังเหอที่ไม่เคยได้ยินท่านลุงสี่ตระกูลถังชมใครมากขนาดนี้มาก่อน เขาจึงทั้งสงสัยและประหลาดใจ เมื่อเห็นถังฉือเย่เดินเข้ามาพร้อมกับยกหมูตุ๋นน้ำแดงถ้วยใหญ่ในมือ เนื้อก็ถูกหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่ ทั้งมันวาวและหอมเข้มข้นจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากขอบคุณ 


ถังฉือเย่อมยิ้มและก้มคำนับหนึ่งครั้ง “ท่านลุงวันนี้เหนื่อยทั้งวันเลยนะเจ้าคะ เย่เอ๋อร์รู้สึกขอบคุณท่านมาก คนที่บ้านข้ามีน้อยท่านพี่ของข้าก็ไม่อยู่อีก ข้าเลยขอให้ท่านลุงสี่อยู่เป็นเพื่อนกินข้าวกับท่านด้วย หวังว่าท่านจะไม่ถือสานะเจ้าคะ”


ถังเหอรีบพูดขึ้นด้วยความถ่อมตน ถังฉือเย่จึงจะยิ้มตาหยีแล้วเดินกลับไป โดยตลอดทั้งวันนี้วังซื่อก็ไม่โผล่หน้าออกมาเลย แม้แค่คำพูดสักคำก็ไม่มี ตอนที่ทำอาหารก็ไม่ได้มาช่วยด้วย ถังเหอจึงเอ่ยปากถามท่านลุงสี่ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรนอกจากรอยยิ้มแห้งๆ 


หลังจากวันนั้นมาทุกคนในหมู่บ้านจวี้เป่าก็มั่นใจว่าทั้งครอบครัวของท่านลุงสี่ตระกูลถังนั้นมีความสนิทสนมกับถังฉือเย่เป็นอย่างมาก แม้หลายคนจะซุบซิบนินทาเรื่องที่หญิงสาวทำอาหารอย่างดีมาเลี้ยงต้อนรับทั้งที่กำลังใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแท้ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเลย แต่ถังฉือเย่ก็ไม่เคยเก็บเอามาใส่ใจ 


วันเวลาที่มีเรื่องยุ่งวุ่นวายหลายเรื่องให้ต้องทำผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อนับดูแล้วก็พบว่าเหล้าแอปเปิ้ลป่าที่หมักเอาไว้ได้ครึ่งเดือนแล้ว ถังฉือเย่จึงเดินไปที่ร้านเหล้าของคุณนายโจวที่บ่นพึมพำอยู่ตลอดบอกว่านางนั้นตื่นเต้นจนนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว


ถังฉือเย่หัวเราะเบาๆ เพราะไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเลยแม้แต่นิดเดียว ด้วยความเชื่อมั่นว่าตัวเองเป็นคนที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์และโชคดีประเภทที่ถ้าหากโลกนี้มีคนที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นหนึ่งในร้อย หรือหนึ่งในพัน นางก็จะต้องเป็น ‘หนึ่งในนั้น’


“ถ้าอย่างนั้นเราจะทำอย่างไรดีล่ะเจ้าคะท่านป้า หรือว่าจะเปิดมันออกก่อนเวลา?” 


“ไม่ได้ ไม่ได้!” คุณนายโจวร้องลั่นพร้อมกับโบกไม้โบกมือปฏิเสธ “เปิดตามกำหนดเวลาเดิมนั่นแหละดีแล้ว” 


“จะว่าไปอีกเดี๋ยวเราก็ต้องนำออกขายแล้ว พวกเราต้องตั้งชื่อให้เหล้านี้ก่อนหรือไม่?”


ทุกคนเห็นดีด้วย และต่างก้มหน้าลงเริ่มคิด ก่อนที่ฉีจิงจะพูดโพล่งออกมาว่า “ให้ชื่อว่าเหล้าเฉินจูเถอะ ผลแอปเปิ้ลเหมือนดั่งไข่มุก ดังนั้นจึงเรียกว่าเหล้าเฉินจู”


ท่านลุงสี่พยักหน้าเห็นด้วย “ไม่เลว ไม่เลว” 


ถังฉือเย่ยิ้มมุมปาก ตัวอักษรเย่ของถังฉือเย่นั้น ตำนานกล่าวขานกันว่าเทพเจ้าได้มอบไข่มุกสวรรค์ให้ฮ่องเต้ผู้มีคุณธรรมอันสูงส่ง โดยก่อนที่เส้าเฮ่าจะเกิดปรากฏนกเหิงหวงห้าสีและนกนับร้อยตัวมารวมตัวกันที่หน้าตำหนัก 


จากนั้นนกเฟิงหวงก็คาบผลไม้ผลหนึ่งวางลงบนมือของเส้าเฮ่า ก่อนที่แผ่นดินจะสั่นสะเทือน ผลไม้ผลนั้นแตกออกและมีแสงสว่างจากไข่มุกสวรรค์ปรากฏขึ้น ผู้คนต่างจึงคิดว่ามันคือนิมิตสวรรค์อย่างหนึ่ง และเรียกไข่มุกสวรรค์นี้ว่า “เย่” 


ถังฉือเย่เหลือบมองฉีจิงแวบหนึ่งเห็นใบหน้าหล่อเหลาของเขายังนิ่งเฉย ในใจคิดว่าไม่ใช่เขากำลังเกี้ยวนางอยู่หรอกนะ เพราะถ้าหากใช่วิธีนี้มันก็เจ้าบทเจ้ากลอนเกินไปแล้ว ใครที่ไม่ได้มีความรู้สักนิดไม่มีทางฟังรู้เรื่องเป็นแน่!



บทที่ 63 ขายเหล้า


“แต่ข้าคิดว่าชื่อนี้อาจไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่” ถังฉือเย่พูดพร้อมเสียงหัวเราะสดใส หางตาเหลือบมองฉีจิงแวบหนึ่งก่อนกล่าวต่อว่า “พวกเราควรจะตั้งชื่อที่เมื่อได้เห็นแล้วก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าเหล้านี้เป็นเหล้าอะไร เพราะฉะนั้นเหล่านี้เป็นเหล้าที่สามารถต่ออายุขัยได้ สู้ให้ชื่อว่าเหล้าฉางโชว่ดีกว่า” 


ท่านลุงสี่พยักหน้าหงึกหงักคล้อยตามคำพูดของหญิงสาว “ถ้าอย่างนั้นก็ให้ชื่อว่าเหล้าฟู่โชว่เถอะ! เพราะเป็นเหล้าที่ทำให้ผู้ดื่มมากความสุข อายุยืน” 


ทุกคนในที่นั้นต่างเงียบเสียงลง ตกอยู่ในความคิดของตัวเองอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ทุกคนจะเห็นพ้องต้องกันว่าชื่อ ‘เหล้าฟู่โชว่’ เป็นชื่อที่เหมาะสมที่สุดแถมยังเป็นมงคลอีกต่างหาก! 


ถังฉือเย่พูดเสียงสดใสเสริมว่า “ทุกครั้งเราจะใช้สูตรที่ต่างกัน ดังนั้นพวกเราสามารถตั้งชื่อหลักไว้ และค่อยตั้งชื่อรองก็ได้อีก อย่างเช่นเหล้าแอปเปิ้ลในครั้งนี้ สรรพคุณหลักคือการบำรุงไตและหัวใจ เสริมพละกำลังก็สามารถเรียกว่าเหล้าบำรุงร่างกายฟู่โชว่ หรือว่าเหล้าเสริมพละกำลังฟู่โชว่ จากนั้นพวกเราค่อยหมักเหล้าบ๊วยที่มีสรรพคุณหลัก คือเพิ่มความชุ่มชื้นและบรรเทาอาการไอ ช่วยย่อยและขับความร้อน พวกเราสามารถเรียกมันได้ว่าเหล้าขับความร้อนฟู่โชว่ เหมาะแก่การดื่มในช่วงหน้าร้อนเป็นอย่างมาก”


ทุกคนต่างก็พยักหน้าไปตามๆกัน ก่อนที่ท่านลุงสี่ตระกูลถังจะเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นเราจะขายเท่าไหร่ดีล่ะ หรือว่าพวกเราขายครึ่งลิตรหนึ่งตำลึงดี หรือจะแปดร้อยอีแปะก็ได้?” 


ท่านลุงสี่พูดด้วยความไม่มั่นใจนัก ความจริงแล้วเหล้าที่ร้านเขาเองก็ขายถูกมากๆ เรียกได้ว่าได้กำไรเพียงน้อยนิด เหล้าเซาชุนหนึ่งไหขายเพียงห้าร้อยอีแปะเท่านั้น ยิ่งพอมาช่วงหลังๆที่เหล้าขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่ไหหนึ่งขายได้เงินแค่สามร้อยอีแปะก็เคยทำมาแล้ว ภายหลังเหล้าขุ่นเหลือแค่สองร้อยอีแปะเท่านั้น


ถังฉือเย่เอียงคอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางนึกถึงคำของกวีหลี่ไป๋ที่กล่าวว่า ‘เหล้าในถ้วยทองคำมีค่าหนึ่งหมื่น อาหารล้ำค่าในจานหยกมีค่าหมื่นเหรียญ’ คิดไปคิดมาเหล้าหมื่นเหรียญก็เท่ากับสิบตำลึง เพราะฉะนั้นเหล้าของนางหนึ่งไหก็น่าจะราคาสองตำลึงน่ะสิ 


“ข้าว่าข้าจะขายไหละสองตำลึง” 


“ห๊า!” ท่านลุงสี่ตกใจร้องเสียงสูง “ข้าว่าราคานี้มันจะแพงเกินไปหรือเปล่า?”


“ไม่แพงหรอก” ฉีจิงตอบแทน “ของหายากมักราคาแพงเสมอ เหล้าปี้เทาของร้านหลิวเซียงในเมืองยังขายได้ในราคาห้าตำลึงสามอีแปะเลย เหล้าของพวกเรามีรสชาติดีกว่าเขามาก ต้นทุนก็สูงกว่า หลังจากนี้จะใช้สมุนไพรที่มีชื่อเสียงและราคาแพงก็ต้องคำนวณเข้าไปด้วย อีกอย่างหากมีใครซื้อในปริมาณมากเราก็สามารถลดราคาให้ได้อีกนิดหน่อย” 


“แต่ร้านพวกนั้นเป็นร้านเหล้าขนาดใหญ่นะ” ท่านลุงสี่พูดเหมือนยังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน เพียงแต่ถังฉือเย่ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ


“ใหญ่แล้วยังไงล่ะ ในอนาคตพวกเราก็จะทำมันให้ใหญ่โตกว่าร้านของพวกเขาไปอีก” 


เมื่อเห็นว่าทั้งถังฉือเย่และฉีจิงดูสุขุมลุ่มลึกราวกับเป็นผู้ใหญ่ ท่านลุงสี่จึงอดที่จะมีความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ด้วยไม่ได้ เขาจึงพยักหน้าแรงๆ บอกกับทุกคนว่า


“ได้! ข้าจะเชื่อพวกเจ้าแล้วกัน”


ด้วยเหตุนี้เองในเช้าวันถัดมา เมื่อถังฉือเย่กับฉีจิงเดินทางมาถึงที่ร้านเหล้า ท่านลุงสี่ตระกูลถังก็หาคนมาช่วยคำนวณเวลามงคล เมื่อถึงเวลาก็จัดการไหว้คำนับเทพเจ้าแห่งสุรา จากนั้นจึงไปล้างมือให้สะอาด และเปิดฝาไหออก


ทันทีที่ไหเหล้าถูกเปิดออกกลิ่นหอมเข้มข้นก็ลอยออกมา เพียงได้สูดดมกลิ่นหอมนี้ท่านลุงสี่ก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที เขารีบตักเหล้าในไหมารินใส่ถ้วยเหล้าสี่ใบ จากนั้นจึงใช้สองมือประคองขึ้นมาอย่างระมัดระวัง


เดิมทีถังฉือเย่ไม่ได้จริงจังอะไรมาก แต่เมื่อเขาเห็นสีหน้าท่าทางที่เคร่งขรึมของพวกเขาแล้ว นางก็อดที่จะเกิดความรู้สึกที่เคร่งขรึมขึ้นมาด้วยไม่ได้เช่นกัน หญิงสาวจึงใช้สองมือยกถ้วยเหล้าขึ้นมาและกำลังจะดื่ม แต่อยู่ๆก็มีนิ้วมืออุ่นนิ้วหนึ่งยื่นเข้ามากั้นไว้ตรงริมฝีปาก


ถังฉือเย่หันหน้ากลับไปมองจึงได้เห็นเป็นฉีจิงที่ใช้มือข้างหนึ่งยื่นออกมา และพยายามจะแย่งถ้วยเหล้าของนางไปด้วยท่าทางจริงจัง…ในใจเกิดความคิดที่ซุกซนขึ้นมาชั่วขณะ นางจึงกัดลงบนนิ้วของเขาเบาๆ พร้อมกันนั้นก็ไม่ทันระวังจนทำให้ถ้วยเหล้าที่เพิ่งได้รับมาหลุดมือไป โชคดีที่ฉีจิงมือไวคว้าไปได้ก่อนที่มันตกถึงพื้น 


ท่าทางการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วฉับไวของฉีจิงนั้นทำให้หัวใจของถังฉือเย่เต้นแรง ด้วยความที่อยู่ใกล้กันมาก…ใกล้กันชนิดที่สามารถมองเห็นทุกการเคลื่อนไหวของเขาได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะนิ้วมือเรียวยาวของเขาตอนที่คว้าถ้วยเหล้าไปนั้นมันดูสวยงามแปลกตา และสง่างามเป็นพิเศษ 


หญิงสาวยืนนิ่งเมื่อถูกดวงตาคมกล้าราวกับนกเฟิงหวงของเขามองมาอย่างดุๆ ก่อนที่ฉีจิงจะรินเหล้าของนางลงไปในถ้วยของเขา แล้วส่งถ้วยเหล้าเปล่าคืนมา 


ถังฉือเย่ยื่นมือรับมาถือไว้ โดยที่ท่านลุงสี่ตระกูลถังรวมทั้งคุณนายโจวไม่ได้สังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อย เพราะสมาธิทั้งหมดของสองสามีภรรยาจดจ่ออยู่กับเหล้าในมือ ทั้งสองค่อยๆดื่มเหล้าในถ้วยอย่างช้าๆด้วยความตั้งใจและเคร่งขรึม ก่อนที่ท่านลุงสี่จะพูดออกมาด้วยน้ำตาคลอเบ้า


“สำเร็จแล้ว! สำเร็จแล้ว! ซุ้ยผิง พวกเราทำสำเร็จแล้ว เหล้านี่ใช้ได้จริงๆ” ความดีใจนี้ทำให้ท่านลุงสี่เผลอเรียกชื่อที่ใช้เรียกกันสองคนของคุณนายโจวออกมา จนคุณนายโจวค้อนใส่เขาวงใหญ่พลางก้มหน้าลงด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ


ท่านลุงสี่ที่กำลังตื่นเต้นรีบถลกแขนเสื้อขึ้นและเริ่มลงมือทำงานทันที ด้วยการยกเหล้าทั้งห้าไหนั้นออกมากรองเพื่อให้ได้เหล้าไว้สำหรับขายที่ทั้งใสสะอาดและไม่มีตะกอนปนเปื้อน 


ถังฉือเย่มองความกระตือรือร้นของท่านลุงสี่อย่างมีความสุข ความจริงแล้วหากยึดเอาตามคำพูดของท่านลุงสี่ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ในการขายเหล้ามาก่อนนั้น กรองแค่ไม่กี่รอบก็ใช้ได้แล้ว เพียงแต่นางยังต้องการกรองเพิ่มอีกสักรอบสองรอบ หญิงสาวจึงเกลี้ยกล่อมเขาว่า 


“ท่านลุงสี่ การขายเหล้ารอบนี้ของพวกเราต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพ สาเกก็คือสาเก ต้องใสให้ได้มากที่สุด ไม่สามารถมีตะกอนอะไรหลงเหลืออยู่ได้ อีกอย่างเหล้าของพวกเราไม่เหมือนกับคนอื่น ถ้าหากมีตะกอนหลงเหลืออยู่ ข้าเกรงว่าอาจจะทำให้คนอื่นเดาได้ว่าพวกเราใช้อะไรต้ม ถ้าอย่างนั้นคงจะไม่ดีแน่”


ท่านลุงสี่ได้ยินก็เห็นด้วย เขาจึงจัดการกรองเหล้าอีกสองรอบ ก่อนจะนำเหล้าที่ใสสะอาดปราศจากตะกอนเจอปนมาบรรจุในไหขนาดเล็กสำหรับวางจำหน่าย ที่เหลือนั้นก็แยกไว้ต่างห่าง เพื่อเตรียมไว้ให้คนอื่นได้ชิม


หลังจากนั้นท่านลุงสี่จึงตัดกระดาษที่มีสีแดงให้ฉีจิง เพราะตัวเขาเองนั้นแม้จะรู้ตัวหนังสือ แต่ไม่สามารถเขียนได้ ฉีจิงรับมาถือไว้อย่างรู้หน้าที่ก่อนจะเขียนคำว่า “เหล้าบำรุงร่างกายฟู่โช่ว” ห้าตัวอักษร จากนั้นก็แปะลงบนไหทีละใบ


ถังฉือเย่เองก็คอยช่วยตัดกระดาษอยู่ข้างๆ นางพูดขึ้นว่า “เดี๋ยวพวกเราคอยดูว่าจะมีโอกาสได้รู้จักกับบัณฑิตบ้างหรือไม่จะได้ให้เขาช่วยเขียนให้พวกเราสักหน่อย” 


ฉีจิงเหลือบมองนาง ถังฉือเย่มองเขากลับอย่างไม่ได้รู้สึกผิดอะไร เขาจึงวางพู่กันลง จนหญิงสาวต้องมองเขาอีกครั้งด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย 


“นี่เจ้าจะประท้วงหยุดงานอย่างนั้นหรือ ที่ข้าบอกว่าจะไปหาพวกบัณฑิตก็เพื่อที่จะใช้ชื่อเสียงของเขาเท่านั้น ไม่ได้บอกว่าเจ้าเขียนไม่ดีสักหน่อย”


ชายหนุ่มนั่งนิ่งทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยิน ถังฉือเย่หันซ้ายหันขวาเมื่อเห็นว่าท่านลุงสี่กับคุณนายโจวผู้เป็นภรรยากำลังง่วนอยู่กับการจัดหน้าร้าน นางจึงสลัดศักดิ์ศรีทิ้งไป เดินเข้าไปหาแล้วดึงแขนเสื้อเขาเบาๆ พูดออดอ้อนอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน


“ท่านพี่อาฉี ข้าผิดไปแล้ว อย่าโกรธข้าเลยนะ อาฉีดีที่สุดแล้วล่ะ” 


เจอไม้นี้เข้าไปฉีจิงก็ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็ดึงแขนเสื้อออกไม่กล้าแม้แต่จะมองนางด้วยซ้ำ ความเขินอายทำให้ใบหน้าและใบหูของเขาแดงก่ำขณะก้าวยาวๆไปที่โต๊ะ ในใจที่กำลังสับสนนั้นนึกว่าเด็กสาวคนนี้ทำเช่นนี้ได้อย่างไร เข้ามาใกล้เพียงนี้ จากนั้นก็เอ่ยปากพูดอ่อนหวาน เมื่อพูดจบก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำเช่นนี้…ทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!


พู่กันในมือของฉีจิงนั้นสั่นไปมายากระงับ ทำให้เขียนเสียไปหนึ่งแผ่น ถังฉือเย่ยังไม่ทันได้พูดอะไร เขาก็ลูบหน้าที่ไร้อารมณ์ของตัวเองสั่งนางว่า


“เจ้าน่ะ…อยู่ให้ห่างข้าหน่อย” 


ถังฉือเย่กลั้นขำจนหลุดเปล่งเสียงออกมา จากนั้นนางจึงวิ่งไปช่วยทางฝั่งท่านลุงสี่แทน


รอจนกระทั่งเช้าวันถัดมา ทั้งสี่คนก็นั่งเกวียนเข้าไปในเมืองพร้อมกันด้วยความหวังเต็มเปี่ยม เป้าหมายแรกคือร้านอาหารหยุนหลายซึ่งเป็นร้านที่ท่านลุงสี่ขายเหล้าให้มาหลายปี โดยไม่ได้ใส่ใจกับกิริยาอาการพูดจาไม่น่าฟังแถมยังใจจืดใจดำของเถ้าแก่หยางเลยสักนิด 


เมื่อเถ้าแก่หยางเห็นพวกเขาเดินเข้ามาก็แสดงสีหน้าที่รำคาญพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่หงุดหงิดว่า “พวกเจ้ามาทำอะไรอีก ข้าบอกไปหลายรอบแล้วว่าข้าไม่ต้องการเหล้าจากร้านของพวกเจ้าอีก ฟังไม่เข้าใจหรือยังไง”


ท่านลุงสี่หัวเราะอย่างไม่ถือสา เขาบอกพร้อมรอยยิ้มว่า “ครั้งนี้พวกข้าได้ทำเหล้าชนิดใหม่ออกมา ท่านลองชิมดูก่อน หากชิมแล้วรสชาติดี…”


ยังไม่ทันจะพูดจบเถ้าแก่หยางก็พูดตัดบทเสียก่อนว่า “พอได้แล้ว พอได้แล้ว ใครอยากจะได้เหล้าใหม่ของพวกเจ้ากันรีบออกไปจากร้านข้าได้แล้ว อย่าหน้าด้านทนพูดอยู่เลย วันนี้พวกข้ามีแขกคนสำคัญ หากเจ้ายังพูดพล่ามต่อไปจะชนเข้ากับแขกคนสำคัญของข้า ข้าจะตัดขาของพวกเจ้าทิ้งเสีย!”


“แต่ว่าเถ้าแก่ เหล้าของพวกเรา” 


“พอได้แล้ว เจ้านี่ฟังคำคนพูดไม่รู้เรื่องใช่ไหม” ว่าแล้วเถ้าแก่หยางก็หันไปเรียกลูกน้องซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก “พวกเจ้าน่ะ มารีบไล่คนพวกนี้ออกไปเร็วๆ อย่าให้เท้าสกปรกของเจ้าพวกนี้เหยียบร้านข้าจนเลอะเทอะ”


เด็กในร้านจำนวนหนึ่งจึงรีบเดินมาไล่และผลักพวกเขาออกมานอกร้าน ท่านลุงสี่เอามือลูบหน้า รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย


ส่วนถังฉือเย่นั้นก่อนหน้านี้นางเคยเจอกับเถ้าแก่หยางปากร้ายผู้นี้มาก่อนแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไรเท่าไหร่นัก หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อยริมฝีปากเหยียดตรงก่อนจะเรียก


“ท่านลุงสี่”



บทที่ 64 เจรจาต่อรอง


ท่านลุงสี่หันหน้ากลับมาพร้อมกับมองถังฉือเย่อย่างงุนงงสงสัย นางจึงพูดด้วยสีหน้าท่าทางจริงจังว่า “คิดจะทำการค้าเราก็ต้องยืนหยัดให้ถึงที่สุด แล้วรอเวลา รอโอกาสที่เหมาะสม ในเมื่อเรามั่นใจว่าเหล้าของพวกเราไม่มีใครเหมือน ถึงเวลานั้นคนอื่นจะต้องมาร้องขอเราเอง ไม่ใช่เราไปขอร้องพวกเขาอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นพวกเราก็รอให้เขามาเอาเปรียบได้เลย” 


หญิงสาวพูดช้าลง เน้นย้ำทีละคำ “มีแผนการในใจได้ แต่พลังที่จะแสดงออกมาจะต้องไม่อ่อนแอ หากจะแสร้งทำก็ต้องแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง มิเช่นนั้นแล้วเราจะมีคุณสมบัติในการเจรจาต่อรองได้อย่างไร” 


หลังจากพูดออกไป ถังฉือเย่ก็เก็บสีหน้าท่าทีกลับกลายเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆอ่อนโยนอีกครั้ง “ท่านลุงสี่ ข้าเป็นผู้ด้อยอาวุโสกว่า ข้าต้องขออภัยท่านด้วย ข้าไม่ควรพูดอย่างนั้น ท่านอย่าได้ถือสาข้าเลย” 


“ข้าจะไปถือสาเจ้าได้อย่างไรกัน ที่เจ้าพูดมามีเหตุผลหมดทุกคำ” 


ถังฉือเย่ยิ้มรับพลางรับไหจากมือเขา “เช่นนั้นข้าจะลองบ้าง ท่านคอยดูนะเจ้าคะ” 


ฉีจิงอ้าปากเหมือนจะพูดบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร หลังจากนั้นทั้งสี่คนจึงรออยู่บริเวณหน้าร้านหยุนหลาย ปล่อยให้ถังฉือเย่เดินถือไหเหล้าใบนั้นมองผ่านร้านที่ไม่มีใครผ่านอย่างร้านหยุนหลายตรงไปยังโรงเหล้าซื่อฟาง ซึ่งเป็นโรงเหล้าที่ใหญ่ที่สุดในตัวเมือง 


การจะเปิดโรงเหล้าที่นี่ได้ เบื้องหลังนั้นจะต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่ นางแหงนหน้ามองจากด้านนอกเห็นโรงเหล้าซื่อฟางแห่งนี้มีผู้คนเดินเข้าออกกันขวักไขว่ การทำการค้าคงเป็นไปได้ดี คนในร้านก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร ดูรอบคอบและเฉลียวฉลาด เป็นระเบียบไม่วุ่นวายอย่างร้านหยุนหลาย 


ถังฉือเย่พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะอุ้มไหใบเล็กใบนั้นเดินตรงเข้าไปในร้าน ท่ามกลางความตกใจของท่านลุงสี่ โรงเหล้าใหญ่ขนาดนี้ ไม่รู้ว่ามีเศรษฐีเข้าออกมากมายขนาดไหน เขาไม่เคยกล้าเข้าไปที่นั่นเลย แต่เมื่อเห็นถังฉือเย่เข้าไปแล้ว เขาก็กลัวว่านางจะเสียเปรียบ เขาลังเลอยู่พักหนึ่ง พลางถูพื้นรองเท้าไปมาอยู่ที่หน้าประตู จากนั้นจึงเดินตามเข้าไปด้วยความกล้า 


หญิงสาวมองซ้ายมองขวาอยู่ครู่หนึ่งก็ตะโกนเสียงดังว่า “เสี่ยวเอ้อร์!” 


เมื่อพนักงานในร้านได้ยินก็เดินเข้ามา ถังฉือเย่ยังคงสวมชุดเก่าของถังจวิ้นเชินอยู่ ในเวลานั้นกิจการโรงเหล้าเล็กๆของท่านลุงสี่กำลังเฟื่องฟู ดังนั้นเสื้อผ้าของบุตรชายจึงเป็นเนื้อผ้าที่มีคุณภาพ ส่วนบุคลิกลักษณะของตัวนางเองก็เต็มไปด้วยพลังความมั่นใจ หญิงสาวยืนอยู่ตรงนั้นดูราวกับเป็นชายหนุ่มที่มีฐานะดีคนหนึ่ง


พนักงานสาวยิ้มพลางถาม “คุณชายจะดื่มอะไรเจ้าคะ?”


“เถ้าแก่ของเจ้าอยู่หรือไม่?” 


“ท่านมีธุระอะไรอย่างนั้นหรือ?” 


“ข้ามีเรื่องจะสอบถามหน่อย รบกวนเจ้าช่วยพาข้าไปพบเขาหน่อยได้หรือไม่?” 


“คงไม่สะดวกนัก” พนักงานผู้นั้นยังคงกล่าวอย่างสุภาพ “เถ้าแก่ของเรามีงานมากมาย โดยปกติแล้วเขาไม่ค่อยใส่ใจเรื่องทั่วไป ไม่ทราบว่าคุณชายมีธุระอะไรหรือ?” 


ถังฉือเย่ที่คิดอยู่แล้วว่าจะต้องเจอประโยคแบบนี้ นางจึงยิ้มตาหยี “ท่านลุงของข้ามีนัดกับเถ้าแก่เจ้าเมื่อเดือนที่แล้ว วันนี้เขาส่งข้ามาที่นี่ รบกวนเจ้าพาข้าไปพบเถ้าแก่ อย่าได้ทำให้การงานล่าช้าเลย” 


“ท่านลุงของคุณชายคือ?” 


“ท่านลุงของข้าสกุลวัง” 


พนักงานสาวเงียบไปครู่ ทำหน้าครุ่นคิดก่อนที่อึดใจต่อมาจะพูดว่า “ถ้าเช่นนั้นคุณชายโปรดรอสักครู่” 


จากนั้นนางขึ้นไปชั้นบนของร้าน ถังฉือเย่ยิ้มพลางเดินตามไปห่างๆ เมื่อพนักงานผ่านประตูเข้าไป จึงยืนรออยู่ไม่ไกล ปรากฏว่าผ่านไปไม่นานพนักงานก็ออกมาเชิญนางให้เข้าไปทันที 


ถังฉือเย่ก้าวเข้าไปอย่างใจกว้าง เถ้าแก่ผู้นี้มีอายุราวสี่สิบปี มีใบหน้าเหลี่ยม คิ้วดกเข้ม เคราของเขาดูราวกับนักรบ ไม่มีคราบของคนทำการค้าเลยสักนิด หญิงสาวยิ้มพลางโค้งคำนับ เถ้าแก่ผู้นั้นเหลือบมองนางหัวจรดเท้าถามด้วยความสงสัย


“เจ้าคือ?”  


“ไม่ทราบว่าเถ้าแก่สกุลอะไรเจ้าคะ?” 


“สกุลเฉิน” 


“ที่แท้ก็เป็นเถ้าแก่เฉิน ข้าต้องขออภัยที่ได้โกหกไป” นางยิ้มพลางเปิดฝาไหเหล้าออก “ความจริงแล้วที่ข้าบุ่มบ่ามเข้ามาพบท่าน ก็เพราะข้าเพียงต้องการให้ท่านลองชิมเหล้าที่เราเพิ่งกลั่นมาใหม่เท่านั้น” 


ทันทีที่เปิดฝา กลิ่นหอมหวานของผลไม้ก็ตลบอบอวลไปทั่ว เถ้าแก่เฉินที่กำลังจะกล่าวบางอย่างจึงหยุดลงทันที เขาให้พนักงานไปนำชามใส่เหล้ามา ก่อนเอ่ยอย่างรักษาท่าทีว่า 


“เช่นนั้นข้าจะลองชิมดู”


ถังฉือเย่รินเหล้าส่งให้เขาครึ่งถ้วย เถ้าแก่เฉินดมกลิ่นมันอย่างละเอียด จากนั้นก็ค่อยๆจิบไปหนึ่งคำ เขาหลับตาพลางลิ้มรสอย่างละเมียดละไม ก่อนจะดื่มอีกหนึ่งอึก จนกระทั่งหมดครึ่งแก้ว เขาจึงวางชามลง และเงยหน้ามองอย่างใจเย็น


“เหล้านี่พวกเจ้ากลั่นเองหรือ?”


“เจ้าค่ะ” ถังฉือเย่กล่าว “นี่เป็นเหล้าสดใหม่ที่เราเพิ่งทดลองกลั่น เพิ่มสมุนไพรและผลไม้ลงไป สามารถใช้เป็นยาบำรุงไตและหัวใจ อีกทั้งยังเสริมให้ร่างกายแข็งแรง พวกเราตั้งชื่อว่าเหล้าฟู่โช่วกู้หยวน”


“เพิ่มสมุนไพรอะไรเข้าไป?” 


หญิงสาวยิ้มบางๆแต่ไม่ได้ตอบอะไร เถ้าแก่เฉินจึงยิ้มอย่างรู้ทัน ถามว่า “เจ้าคิดจะนำมาขายให้ข้าอย่างนั้นหรือ ราคาเท่าไหร่ล่ะ?” 


“ไหละสองตำลึง ราคานี้ราคาเดียว” 


เถ้าแก่เฉินมีสีหน้าเคร่งเครียดในทันที เขายืนขึ้นจ้องมองนางพลางต่อว่า “เจ้าคิดจะมาเอาเปรียบที่นี่อย่างนั้นหรือ ไม่รู้เสียแล้วว่าเถ้าแก่เฉินอย่างข้าทำอะไรมาบ้าง ไปๆ รีบไปให้พ้น!” 


ตอนนี้ท่านลุงสี่และฉีจิงเดินมายืนรออยู่ด้านนอก เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านลุงสี่ก็ตื่นตระหนก อยากจะพูดบางอย่างแต่ก็ไม่กล้า 


ถังฉือเย่ยังคงยิ้ม โค้งศีรษะอย่างสุภาพ “เช่นนั้นก็รบกวนท่านแล้ว” พูดเสร็จนางก็อุ้มไหออกไปทันที นางลงมาจากโรงเหล้า พลางขึ้นรถม้า จนกระทั่งรถม้าเคลื่อนตัวออกไปได้สองสามก้าว พนักงานก็วิ่งไล่ตามมาตะโกนเรียก


“คุณชายโปรดรอเดี๋ยว!” รถม้าหยุดในทันที พนักงานผู้นั้นโค้งคำนับก่อนจะพูดรัวเร็ว “เถ้าแก่ของเรามาเชิญให้ท่านกลับไป” 


หญิงสาวเปิดประตูเพียงครึ่งหนึ่ง พลางโบกมืออย่างใจกว้าง “ไม่จำเป็นหรอก เหล้าของเราใช่ว่าจะขายไม่ได้ เถ้าแก่เองก็ไม่ต้องลำบากใจหรอก ข้าขอลา” นางกล่าวพลางสั่งฉีจิง “ไปเถอะ!”  


แต่รถม้าเคลื่อนไปได้ระยะหนึ่งก็มีใครบางคนไล่ตามมาอีก ครั้งนี้กลับเป็นรถม้าคันหนึ่งมาขวางหน้ารถม้าพวกเขาไว้ พวกเขายิ้มแล้วพูดอย่างนอบน้อม “คุณชาย เถ้าแก่เฉินเสียมารยาทไปหน่อย โปรดรอสักครู่ เรามาเจรจาตกลงกันก่อนเถอะ” 


ถังฉือเย่เปิดประตูรถออกมาอีกครั้งโดยไม่พูดถึงเรื่องเมื่อครู่ ส่ายหน้าน้อยๆพูดว่า “ข้านี่แย่จริงๆ ที่ทำให้เถ้าแก่ต้องลำบากมาตามเช่นนี้”


จากนั้นนางจึงเดินเข้าไปในรถม้าของอีกฝ่าย…ข้อดีของยุคสมัยนี้คือ แม้จะเป็นหนุ่มน้อยอายุสิบสองสิบสามปี ขอเพียงมีจุดยืนที่แน่วแน่ ก็จะได้รับการปฏิบัติราวกับผู้ใหญ่ จะไม่มีใครมาบอกว่า ‘ไปเรียกพ่อเจ้ามา’ อย่างแน่นอน ซึ่งเหตุการณ์ทุกอย่างก็เป็นอย่างที่ถังฉือเย่คาดไว้ เพราะคราวนี้เถ้าแก่เฉินกลับดูคล่องแคล่วว่องไวเป็นมิตรมากขึ้น เขากล่าวยิ้มๆ 


“ข้าต้องการซื้อจริงๆ แต่ข้าก็ต้องคิดพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อน” 


“เถ้าแก่ดื่มเหล้าก็เพื่อต้องการเมา ท่านดื่มรสชาตินี้ไป เถ้าแก่เองก็เป็นเจ้าของร้านผู้เชี่ยวชาญ ข้าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก อีกอย่างในเมื่อพวกเรากล้าเรียกเหล้านี้ว่าเหล้าเสริมบำรุงร่างกาย เหล้าก็ต้องมีฤทธิ์เป็นยาอย่างแน่นอน สูตรนี้ตกทอดมาหลายชั่วอายุคน ผ่านมือผู้คนมาก็ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ เรื่องของประสิทธิภาพ ท่านก็ไม่ต้องเป็นกังวลไป เราไม่ทำลายชื่อเสียงของเหล้าที่เราผลิตเองหรอก”


เถ้าแก่เฉินหรี่ตา ถังฉือเย่จึงกล่าวต่อ “เรื่องราคานั้น เราขายให้ท่านสิบตำลึง ท่านจะซื้อยี่สิบตำลึง สามสิบตำลึง หรือหนึ่งร้อยตำลึง นั่นก็เป็นส่วนของท่าน ว่าท่านมีกำลังซื้อแค่ไหน พวกเราจะไม่พูดอะไรไปมากกว่านี้ นอกจากที่กล่าวนี้แล้วเถ้าแก่ยังมีสิ่งใดจะปรึกษาอีกหรือไม่?”


“เจ้าหนุ่มผู้นี้ ช่างพูดช่างเจรจาเสียจริง” เถ้าแก่เฉินหัวเราะออกมา จากนั้นก็กล่าวอย่างจริงจัง “เหล้าของเจ้า มีอยู่เท่าไหร่?”


“ในเหล้านี้ ท่านได้กลิ่นของผลไม้ใช่หรือไม่ เช่นนั้นท่านก็ต้องทราบ ว่าฤดูกาลหนึ่งก็จะเป็นเหล้าชนิดหนึ่ง พวกเราเพิ่งจะเริ่มขาย เหล้านี่ยังมีไม่มาก ไม่ถึงร้อยไห แต่ข้ารับประกันได้ แม้ว่าเราจะเปลี่ยนชนิดผลไม้ เปลี่ยนตัวยาสมุนไพร แต่รสชาติความหอมของเหล้าจะไม่ด้อยไปกว่ากันเลย เพียงแต่ผลลัพธ์มันจะแตกต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น”


เถ้าแก่เฉินคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะยิ้มพรายและพูดว่า “ข้ายังมีอีกเรื่องหนึ่ง”



บทที่ 65 ไม่มีแม้แต่โอกาสจะช่วย


“ท่านว่ามาได้เลย” ถังฉือเย่พูดทันที นางเห็นเถ้าแก่ของโรงเหล้าซื่อฟางแห่งนี้ขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะบอกว่า 


“เหล้านี้ เจ้าจะขายให้กับร้านข้าเพียงผู้เดียวได้หรือไม่?”


“ท่านกังวลเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ?” หญิงสาวแสร้งทำเป็นครุ่นคิดครู่หนึ่งพลางกล่าว “เถ้าแก่ ข้าเข้าใจความคิดท่าน แต่เรื่องนี้ข้ารับปากไม่ได้ ครั้งนี้เป็นการทำครั้งแรกจึงมีไม่ถึงร้อยไห หากท่านขอก็ย่อมได้ แต่หลังจากนี้ พวกข้าจะทำออกมามากกว่าร้อยไห คงไม่สามารถขายให้ท่านเพียงผู้เดียวได้” 


“เหตุใดจึงไม่ได้?” เถ้าแก่เฉินเลิกคิ้วขึ้น “ข้าไม่ได้มีโรงเหล้าเพียงแห่งเดียว จะเท่าไหร่ข้าก็ซื้อไหว” 


“เป็นเช่นนั้นหรือ!?” ถังฉือเย่คิดอยู่ครู่หนึ่ง “ความจริงพวกเราทำการค้ากัน แต่ทำการค้าก็ไม่เท่าทำความคุ้นเคย เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ข้ารับปากท่านได้อย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่กลั่นเหล้าออกมาเสร็จ ข้าจะมาถามท่านเป็นคนแรก นอกเสียจากท่านไม่ต้องการ ข้าจึงจะขายมันให้กับร้านอื่น แน่นอนว่าเราก็จะขายตามปกติ ไม่นับเหล่าญาติสนิทมิตรสหายที่มาซื้อ...ดีหรือไม่?” 


เถ้าแก่เฉินคิดสักพักพลางพยักหน้า “ตกลง!” 


ทั้งสองฝ่ายหารือเรื่องรายละเอียดกันเล็กน้อย จากนั้นเถ้าแก่เฉินก็ออกคำสั่งกับลูกน้อง “เจ้าจงตามไปเอาเหล้ากับพวกเขา” 


“ไปคนเดียวก็พอแล้ว ในชนบทรถม้าพวกท่านมันจะดูโอ่อ่าเกินไป พวกท่านสองคนไปเอาเหล้ากับท่านลุงสี่ของข้าก็พอแล้ว พวกเรามีรถ”


เถ้าแก่เฉินมองนางอย่างเคร่งขรึมก่อนจะพยักหน้าตกลง ดังนั้นถังฉือเย่จึงกลับขึ้นไปดื่มชาที่โรงเหล้ากับฉีจิง ท่านลุงสี่ก็พาคนอื่นๆกลับไปเอาเหล้าที่เหลือมาที่นี่ เถ้าแก่เฉินไปๆมาๆก่อนจะซื้อมันทั้งหมด นางจึงให้ส่วนลดกับเขาสิบส่วน นอกจากนี้ยังมอบเหล้าให้เขาอีกหนึ่งไห


ทั้งสองทำหนังสือสัญญาระหว่างกันโดยมีอายุเพียงหนึ่งปี รอจนท่านลุงสี่ตระกูลถังกลับมาประทับลายนิ้วมือ การค้าขายครั้งนี้ก็ถือเป็นอันเสร็จสมบูรณ์ หลังจากนั้นเถ้าแก่เฉินเองก็ไม่ได้ชักช้า เขาเรียกให้คนไปเอาเงินมาจ่ายให้กับถังฉือเย่ทันที  


จนกระทั่งพวกเขานั่งอยู่ในรถม้าและเดินทางกลับ ท่านลุงสี่ก็ยังตื่นเต้นไม่หาย พวกเขาขายเหล้ามาครึ่งชีวิต มีทักษะพื้นฐานในการชิมอยู่แล้ว จึงต้องรู้ว่าเหล้านี้มีรสชาติดี และมั่นใจว่าจะต้องขายได้อย่างแน่นอน เพียงแค่เขาคาดไม่ถึงเพียงแค่ครั้งแรกที่ออกขาย ถังฉือเย่จะสามารถขายมันออกไปได้ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ไหสองไห แต่เป็นทั้งหมด! ซึ่งเป็นเงินมากถึงหนึ่งพันแปดร้อยตำลึงเลยทีเดียว


ท่านลุงสี่เฝ้ามองการกระทำของถังฉือเย่อย่างละเอียดลออทุกขึ้นตอน ตอนแรกก็ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดเมื่อถังฉือเย่เดินเข้าไปนางจึงไม่ลังเลเลยสักนิด เหตุใดครั้งแรกที่ถูกไล่ออกมาจึงไม่พูดอะไรเลย หรือตอนที่ต่อรองราคาทำไมจึงคิดเล็กคิดน้อย หรือตอนที่เจรจาต่อรองเสร็จเหตุใดจึงต้องลดให้เขามากถึงสิบส่วน แต่มาตอนนี้เขาเริ่มมองภาพอะไรบางอย่างได้กระจ่างขึ้น และเข้าใจแล้วว่าพลังที่ถังฉือเย่กล่าวนั้น ความรู้สึกของมันเป็นอย่างไร…ไม่ใช่การบุกเข้าไปแต่อย่างใด แต่มันเป็นความมั่นใจอย่างหนึ่ง ความเชื่อมั่นที่ว่า ‘เหล้าของข้าเป็นที่หนึ่งในใต้หล้านี้’


ตลอดทางกลับบ้านพวกเขาจึงรู้สึกราวกับฝันไป ถังฉือเย่หยิบสมุดบัญชีพลางคำนวณอย่างละเอียด ครั้งนี้ทำกำไรได้ถึงหนึ่งพันหกร้อยห้าสิบแปดตำลึง ตามข้อสัญญาเดิมหกต่อสี่ โรงเหล้าเล็กๆจะได้ไป หกร้อยหกสิบกว่าตำลึง 


ท่านลุงสี่และคุณนายโจวทั้งร้องไห้และหัวเราะอย่างมีความสุข หลังจากพวกเขายุ่งมาทั้งชีวิตแต่ก็ยังไม่เคยหารายได้ที่มากมายขนาดนี้มาก่อน…มากเสียจนน่าตกใจและคิดว่าเรื่องทุกอย่างเป็นเพียงความฝัน!


ถังฉือเย่รอให้พวกเขาดีใจจนพอแล้วจึงพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ท่านลุงสี่ ท่านป้าโจว ต่อไปจะทำอย่างไร พวกท่านคิดไว้หรือยัง?”


“เย่เอ๋อร์ เจ้าหมายถึง?” 


“มีตั้งหลายอย่าง ก่อนอื่นหลังจากนี้พวกเราต้องเพิ่มยอดขาย ท่านมีพื้นที่พอหรือไม่ในเพิ่มการหมักเหล้าซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นต้องใช้กำลังคนมากขึ้นทั้งนั้น แล้วเราจะไปหากำลังคนมาจากไหนมากมาย หากมีคนเพิ่มขึ้นจะรักษาความลับได้อย่างไร พวกเราต้องขายในโรงเหล้าขนาดใหญ่ ต่อไปอาจจะได้ขายในอำเภอ ดังนั้นเราจึงต้องใช้ความพยายามและเวลาที่มากขึ้น ไหใส่เหล้าเป็นรูปโฉมภายนอก เหล้าสองสามร้อยอีแปะ ไม่มีใครสนใจหรอกว่ารูปลักษณ์มันจะสวยหรือไม่สวย แต่เหล้าสิบกว่าตำลึง หากจะใช้ไหไม่สวยก็คงจะไม่ได้ เรื่องนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณากันให้ละเอียด” 


ทุกคนฟังสิ่งที่ถังฉือเย่พูดอย่างตั้งใจ นางหยุดไปครู่หนึ่งดึงลมหายใจ ก่อนจะบอกต่อว่า “นอกจากนี้ก็ยังมีอีกอย่างหนึ่ง ข้ากำลังคิดว่าเราขายเหล้านี่ คนละแวกนี้และหมู่บ้านอื่นๆจะต้องรู้เป็นแน่ ข้าลดให้เขาสิบส่วน ก็เพราะให้โรงเหล้าซื่อฟางช่วยกันโรงเหล้าอื่นๆให้เรา แล้วคนที่นี่ล่ะ คนในหมู่บ้านจะต้องอิจฉาตาร้อนแน่ๆ” 


ฉีจิงนั่งอยู่ในมุมมุมหนึ่งจ้องมองนางเงียบๆ และฟังเรื่องที่นางกำลังพูด ซึ่งราวกับนางรู้อยู่แล้วว่าพวกเขาจะต้องวางอำนาจบาตรใหญ่ อีกทั้งเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ นางจึงไม่มีอาการตื่นตระหนกเลยสักนิด แต่กลับจัดการได้อย่างเชี่ยวชาญ


เมื่อเข้าไปในเมือง ยังไม่ทันที่เขาจะได้ลงมือทำอะไร ถังฉือเย่ก็จัดการทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว ชายหนุ่มไม่แปลกใจเลยสักนิด ต่อให้ต้องเจอเหตุการณ์ที่ใหญ่กว่านี้ นางก็ไม่มีทางตื่นตระหนกอย่างแน่นอน ตั้งแต่หัวจรดเท้านางดูไม่เหมือนเด็กชาวบ้านธรรมดาธรรมดาเลยสักนิด อีกทั้งยังเป็นเด็กสาวที่เคยโง่เขลามาตั้งหลายปี


ฉีจิงนั่งฟังอย่างเงียบๆ เมื่อนางยิ่งพูด ท่าทีของท่านลุงสี่ก็ยิ่งเคร่งขรึมขึ้น ในที่สุดเขาก็ถามออกมาด้วยความประหม่า


“เช่นนั้นความหมายของเย่เอ๋อร์?” 


“ท่านลุงสี่ ท่านลองคิดดูสิ หลายสิ่งหลายอย่างล้วนมาเร็วกว่าสิ่งที่ท่านคิดไว้ ท่านต้องเตรียมตัวให้พร้อมแต่เนิ่นๆ” 


ท่านลุงสี่ตระกูลถังครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดขึ้นทันที เหล้าบ๊วยที่ถังฉือเย่ลองทำ เมื่อถึงต้นเดือนหกจะเป็นเวลาสิบห้าวันเต็มๆ ความจริงหากลองชิมรสชาติ ก็ไม่จำเป็นต้องรอนานเช่นนี้ พรุ่งนี้ก็สามารถเอาออกมาชิมได้แล้ว จากนั้นก็ต้องซื้อบ๊วย ซื้อสมุนไพร กลั่นเหล้า ขายเหล้า…ท่านลุงสี่มองไปรอบๆบ้านด้วยความกังวลใจ เพราะเมื่อถึงตอนนั้นโรงเหล้าเล็กๆแห่งนี้ก็คงไม่มีที่ว่างเพียงพอ 


ถังฉือเย่ยิ้มพลางยืนขึ้น “ท่านลองคิดดู แล้วเช้าวันพรุ่งนี้ข้าจะมาถามอีก” พูดเสร็จนางก็ดึงตัวฉีจิงออกมาด้วย เมื่อพ้นเขตโรงเหล้า สายตาก็เห็นถังกุ้ยฮวายืนอยู่ข้างบ้านตระกูลถัง ถังฉือเย่จึงรีบเปลี่ยนไปมีท่าทีเขินอายทันที นางดึงแขนเสื้อของฉีจิงพลางกล่าวด้วยเสียงอ่อนหวาน 


“อาฉี มาทานอาหารที่บ้านข้าสิ!” 


ถังกุ้ยฮวาโกรธจนแทบจะพ่นพิษออกมาจากดวงตา แต่นางไม่ได้กล่าวอะไร และก็ไม่อาจทำอะไรได้ ถังฉือเย่ผิดหวังเป็นอย่างมาก เมื่อเดินเลี้ยวผ่านมุมถนนไป นางจึงปล่อยมือออก ความเขินอายบนใบหน้าเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว หญิงสาวเหลือบมองเขา พลางถอนหายใจ 


ฉีจิงสูดลมหายใจลึกๆ เขามั่นใจว่าเห็นความเบื่อหน่ายในสายตาของนาง เห็นได้ชัดว่าถังฉือเย่จงใจใช้ประโยชน์จากเขาอย่างโจ่งแจ้ง ทั้งยังอารมณ์เสียที่ใช้เขาเป็นตัวล่อแล้วไม่ได้ผล


ยิ่งคิดชายหนุ่มก็ยิ่งโมโหและหงุดหงิด เขาจึงพูดว่า “อาเย่ เจ้ารู้ไหมว่าทำไมเจ้าถึงไม่สูง?”


ถังฉือเย่ตอบกลับอย่างรวดเร็วพลางมองส่วนสูงของเขา “ระหว่างรูปร่างกับสติปัญญา ข้าขอเลือกสติปัญญามากกว่า” 


ฉีจิงเงียบเสียงลงทันที เขาได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ คิดในใจว่าหากทะเลาะกัน ตัวเองคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนางแน่ ดังนั้นชายหนุ่มจึงเงียบและไม่พูดอะไรอีก มีเพียงหญิงสาวแซ่ถังเท่านั้นที่ยังพูดต่อแต่เปลี่ยนเรื่องไปว่า 


“ข้าต้องรีบแยกครอบครัว ข่าวคราวนี้คงปิดไว้ได้ไม่นาน คนพวกนั้นมีแต่เรื่องคาวๆ ข้าจะต้องรีบแยกครอบครัวให้เร็วที่สุด!” 


“ท่านหัวหน้าตระกูลอาจจะหลอกเจ้าก็ได้!” 


“จะหลอกหรือไม่ก็ไม่สำคัญ เรื่องในครอบครัวนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและซับซ้อน แม้แต่ขุนนางที่ซื่อสัตย์ก็ยากที่จะตัดสินผิดถูก เรื่องนี้มันจะดีที่สุด หากเขาพูดมันออกมาเอง” หญิงสาวพูดพร้อมกับคิดเรื่องนี้ไปตลอดทาง รอจนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น ท่านลุงสี่ก็มาหานางแล้วพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า 


“เย่เอ๋อร์ เมื่อคืนนี้ข้าคิดมาบ้างแล้ว เจ้าลองฟังดู”



จบตอน

Comments