superstar ep66-70

 บทที่ 66 เสน่ห์ของชายหนุ่ม


ท่านลุงสี่ตระกูลถังเหลือบมองมีหน้าของถังฉือเย่ด้วยหางตา พลางกล่าวว่า “เย่เอ๋อร์ ลุงสี่คิดว่าพวกเราต้องค่อยก้าวทีละก้าว จะเร่งรีบไม่ได้ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวลุงสี่จะออกไปเดินดูข้างนอกสักหน่อย คิดว่าจะหาร้านเผาหม้อดินแถวนี้สักร้าน จากนั้นก็จะสั่งทำไหเหล้าเตรียมไว้ ข้าคิดว่าทำไหละสิบชั่งก่อนดีหรือไม่?” 


“ได้เจ้าค่ะ” ถังฉือเย่ยิ้มและพูดต่อว่า “หากพวกเราต้องการจะเปิดร้านเหล้าเอง อย่างนั้นก็ต้องสองชั่ง ห้าชั่ง หรือสิบชั่งก็สามารถทำได้ แต่ในเมื่อพวกเราตัดสินใจแล้วว่าพวกเราจะขายให้ร้านอาหารก่อน อย่างนั้นก็ทำแค่ไหละสิบชั่งไปก่อนก็ได้เจ้าค่ะ เมื่อกรองเหล้าออกมาแล้วก็จะสามารถขายให้ได้เลย พวกเขาก็จะนำออกขายได้สะดวก พวกเราก็จะประหยัดเงินค่าไหไปด้วย”


“อืม” ท่านลุงสี่พยักหน้าเห็นด้วย “รอให้เรื่องนี้สำเร็จก่อน พวกเราค่อยเปิดไหเหล้าบ๊วยออกมาชิมดูก่อน จากนั้นค่อยเริ่มหมักเหล้าบ๊วยกันอย่างจริงๆจังๆ ข้าลองคำนวณกับท่านป้าของเจ้าดูแล้ว เจ้าบอกว่าบ๊วยนั้นไม่ต้องผ่าออกใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นจำนวนคนน่าจะยังคงพออยู่ พวกเราใช้เวลาสักสองวันก็คงจะแล้วเสร็จ ครั้งนี้ไม่ต้องเรียกคนมาเพิ่ม”  


ท่านลุงสี่มองดูนางอยู่ครู่หนึ่ง นึกชื่นชมนางอยู่ในใจก่อนจะพูดขึ้นว่า “รอให้เรื่องนี้เสร็จเรียบร้อยก่อน ลุงสี่เองก็ต้องไปเก็บเกี่ยวข้าวสาลีสักสามสี่วัน หลังจากนั้นค่อยหมักเหล้าจากข้าวสาลีกัน แล้วเราค่อยเอาไปให้ชาวบ้านชิมอีก เมื่อถึงตอนนั้นเหล้าบ๊วยก็คงหมักได้ที่พอดี คงจะได้เงินมากขึ้นหน่อย หรือหากไม่พอจริงๆ เราค่อยไปปรึกษาท่านหัวหน้าตระกูลเพื่อจะเปิดร้านเหล้าร้านใหญ่ได้…เจ้าคิดว่าอย่างไร?”


หญิงสาวยิ้มพราว ค้อมศีรษะลงเล็กน้อย เห็นด้วยกับความคิดนี้ของท่านลุงสี่…นางดูคนไม่ผิดจริงๆ ท่านลุงสี่ตระกูลถังผู้นี้เป็นผู้มีความสามารถเพียงแต่พูดสะกิดนิดเดียวก็รู้ว่าเขาได้คิดวางแผนทุกอย่างไว้ก่อนแล้ว แถมยังมีความกล้าหาญ ทำอะไรรอบคอบ คนแบบนี้หากร่วมมือด้วยแล้วก็ไม่ต้องมีอะไรต้องหนักใจเลยสักนิด 


“ข้าเห็นด้วยกับท่านลุงเจ้าค่ะ” 


“เจ้ายังมีเหล้าสาลี่ที่หมักก่อนหน้านี้อยู่หรือไม่ ข้าคิดว่าเพื่อไม่ให้เสียเวลา ข้าจะได้ลองหมักลูกท้อกับผลผีผาก่อน” 


“เหล้าสาสี่ ข้ายังพอมีอยู่เจ้าค่ะ”


“ที่ร้านยังมีไหเปล่าอยู่อีกเจ็ดแปดไห มิเช่นนั้นพวกเราลองหมักทีละครึ่งไหเป็นไง?”


“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะท่านลุง”


เมื่อเห็นว่าถังฉือเย่เห็นด้วยกับความคิดตน ท่านลุงสี่จึงเดินไปหาฉีจิงอีกครั้ง ก่อนที่ชายทั้งสองคนจะรีบนั่งเกวียนออกไปเพื่อสั่งทำไหเหล้า 


หญิงสาวที่นั่งอยู่บ้านไม่มีอะไรทำ นางจึงรู้สึกเบื่อขึ้นมานิดหน่อย จึงเดินออกไปหาคุณนายโจวเพื่อชักชวนกันขึ้นไปขุดผักป่าบนภูเขา 


คุณนายโจวถามเรื่องวิธีการดักกระต่าย ถังฉือเย่จึงมองหาที่เหมาะๆ จากนั้นจึงช่วยกันวางกับดักเอาไว้หลายจุด รอจนวันถัด เมื่อถึงกำหนดเวลา พวกเขาจึงเปิดไหเหล้าบ๊วยออกชิม 


ถังฉือเย่บอกกับทุกคนว่าความจริงแล้ว ผลแอปเปิ้ลป่านั้นไม่ได้เหมาะในการต้มเหล้าเท่าไหร่ เพราะเนื้อมันอ่อนเกินไป หากจะต้มเหล้าต้องมีรสเปรี้ยวนำหรือหวานนำ เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้ผลไม้ที่มีน้ำเยอะ อย่างองุ่น บ๊วยเขียว บ๊วย หรือมะเฟืองจึงจะเหมาะที่สุด 


ดังนั้นเมื่อเปิดเหล้าบ๊วยออกมาแล้ว ทันทีที่ได้ชิมรส ท่านลุงสี่ผู้เชี่ยวชาญการหมักเหล้ามาหลายปี จึงได้แต่พูดว่า “รสชาติดีมาก” ซ้ำไปซ้ำมาหลายสิบรอบ แม้กระทั่งฉีจิงที่ไม่ค่อยชอบดื่มเหล้าเท่าไหร่นักก็ยังอดดื่มเพิ่มอีกถ้วยไม่ได้ พร้อมพูดกับนางว่า


“เหล้านี้ไม่เพียงแต่รสชาติดีเท่านั้น สียังสวยอีกด้วย ยิ่งใส่ถ้วยแก้วล่ะก็จะต้องสวยงามมากแน่นอน”


“แก้วแบบเหล้าองุ่นงั้นหรือ?”


ฉีจิงยิ้มเล็กน้อยตรงมุมปาก เหลือบมองนางด้วยดวงตานกเฟิงหวงคู่นั้นของเขาที่สะท้อนกับเงาจันทร์ งดงามราวกับไข่มุกที่เปล่งประกาย


ฉับพลันนั้นหัวใจดวงน้อยของถังฉือเย่ก็เต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อสัมผัสกับ ‘เสน่ห์ของชายหนุ่ม’ ได้เป็นครั้งแรก เสน่ห์ที่ไม่ได้เกิดจากหน้าตาที่ยั่วยวน แต่กลับเป็นความสง่างามของเขาที่แสดงออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจนั้นต่างหากที่ทำให้นางรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษ 


เช้าวันต่อมา พวกเขาก็ได้ซื้อเครื่องปรุงยามา จากนั้นจึงเริ่มต้มเหล้าบ๊วยกันทันที ในขณะที่กำลังยุ่งอยู่นั้นท่านลุงสี่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นว่า “เหล้าบ๊วยของเรานี่หากขายในราคาเดียวกับเหล้าแอปเปิ้ลป่า เราก็ขาดทุนแล้วนะ!” 


“ดูเจ้าสิ! ไม่ทันไรก็โลภเสียแล้ว” คุณนายโจวหัวเราะร่วน “พอตกใจก็แทบจะไม่รู้สกุลตัวเองเสียแล้ว ตอนแรกบอกจะขายสิบตำลึงก็ตกใจแทบแย่ มาตอนนี้กล้าพูดว่าขาดทุนเสียแล้ว”


ท่านลุงสี่มองภรรยาพร้อมรอยยิ้ม “ข้าไม่ได้บอกว่าขายสิบตำลึงแล้วจะขาดทุน ข้าบอกว่าเหล้าบ๊วยหากเราขายในราคาเดียวกับเหล้าแอปเปิ้ลป่าจะขาดทุนต่างหาก” สิ้นเสียงก็หันหน้ามาหาถังฉือเย่ด้วยความเกรงใจ “เย่เอ๋อร์ เจ้าคิดว่าใช่หรือไม่?” 


“ท่านลุงสี่ จริงๆแล้วมีเหล้าอีกมากมายที่มีรสชาติดีกว่าเหล้าแอปเปิ้ลป่า แต่ท่านต้องเข้าใจอย่างหนึ่งก่อน” นางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “พวกเราเป็นแค่คนในหมู่บ้านธรรมดาธรรมดาเพียงไม่กี่คน ที่ไม่มีทั้งอำนาจไม่มีทั้งกำลัง หากขายดีเกินไปมีเงินเป็นกอบเป็นกำ สำหรับพวกเราแล้วอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องที่ดีมากนัก หากมีคนที่จิตใจสกปรกทำเรื่องไม่ดีขึ้นมา พวกเราคงรับมือไม่ไหว ถึงตอนนั้นแม้แต่ชีวิตก็คงจะไม่มี แม้เงินจะมากมายแล้วจะมีประโยชน์อะไรเล่า?” 


ท่านลุงสี่หุบยิ้มฉับในทันที จากนั้นก็เหลียวมองภรรยาอยู่ครู่หนึ่ง พลางพยักหน้า “ใช่! เย่เอ๋อร์พูดถูกทุกอย่าง” 


ถังฉือเย่ค่อยๆพูดขึ้นว่า “ดังนั้น สิ่งที่เราต้องการในตอนนี้คือความปลอดภัย เราจึงต้องไม่ขายให้มากเกินไป สำหรับเถ้าแก่เฉินแล้ว เหล้าแอปเปิ้ลป่าอาจจะเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับเขาในระยะเริ่มแรก ดังนั้นเขาจึงไม่รู้สึกว่าเสียเปรียบ แต่หากได้ลองรสเหล้าบ๊วยนี้แล้วก็คงไม่อยากได้เหล้าหมักแอปเปิ้ลป่าอีก แต่ถ้าหากเหล้าที่ส่งไปรสชาติดีขึ้นในทุกๆครั้งล่ะ เหล้ารสชาติดี แต่ราคาไม่ปรับขึ้น เขาก็จะรู้สึกว่าตัวเอง นั้นได้กำไรเป็นอย่างมาก ทีนี้ท่านเข้าใจความหมายของข้าหรือไม่?”


คราวนี้ถังฉือเย่หันไปมองทุกคนช้าๆ “พวกเราต้องการการปกป้องจากเถ้าแก่เฉิน แต่สิ่งที่เขาจะปกป้องนั้นไม่ใช่พวกเราหรอก แต่จะเป็นผลประโยชน์ที่เขาจะได้รับต่างห่าง ผลประโยชน์ยิ่งมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งปกป้องเรามากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นหากเราต้องการพักใต้ร่มไม้ใหญ่เพื่อซื้อความสงบและปลอดภัยก็ต้องยอมหาเงินได้น้อยลงไปบ้าง”


สองสามีภรรยาตระกูลถังพยักหน้าพร้อมกัน ถังฉือเย่จึงหัวเราะเสียงสดใส ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “แล้วข้าก็ยังคิดอีกว่า อย่างไรเสียเหล้านี้ก็เป็นสูตรลับ เมื่อโรงเหล้าซื่อฟางเอาเหล้านี้ไปขายแล้วก็คงจะขายดีมาก พวกเราก็จะเป็นขั้นบันไดหนึ่งขั้นของเขา ถ้าหากเถ้าแก่เฉินเป็นคนดี เขาก็จะเป็นคนขึ้นราคาให้เราเอง 


แต่หากเขาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ล่ะก็ ผ่านไปหนึ่งปีพวกเราก็น่าจะมีเงินและกำลังที่เพียงพอแล้ว คงสามารถเลือกได้ว่าจะยังทำการค้ากับเขาอยู่หรือไม่ หาไม่แล้วก็เปิดร้านเหล้าเป็นของตัวเองเสียเลย เพราะฉะนั้นร้านเหล้าซื่อฟางกับเถ้าแก่เฉินนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับบันไดขั้นหนึ่งของเราเท่านั้น” 


“เป็นวิธีที่แปลกเสียจริง” ท่านลุงสี่มองนางอย่างเชื่อสุดหัวใจ หัวเราะออกมาแห้งๆ “เจ้าก็ยืนยันที่จะให้เขียนสัญญาแค่หนึ่งปี ตอนนั้นข้าก็คิดว่ามันไม่ง่ายเลยที่ข้าจะกระชับความสัมพันธ์ได้ เหตุใดไม่เขียนสัญญาให้หลายปีหน่อย ข้าร้อนใจจนแทบจะทนไม่ไหว ดีนะที่ยังไม่ได้พูดอะไรออกไป” 


และตอนนั้นเองที่ฉีจิงโพล่งถาม “แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าโรงเหล้าซื่อฟางจะเป็นต้นไม้ใหญ่ให้เราพึ่งพาได้?” 


“ข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับในเมืองหรอก แต่ข้าเห็นว่าโรงเหล้าซื่อฟางนั้นดูหรูหราเป็นอย่างมาก ทั้งที่ไม่ได้ดูใหม่ แม้แต่ป้ายร้านก็เก่าแล้ว เดิมทีโรงเหล้าหากจะเปลี่ยนเจ้าของแล้วละก็ต้องเปลี่ยนป้ายร้านด้วย  


นี่คือประเพณีมิใช่หรือ ซึ่งมันก็แสดงให้เห็นว่าโรงเหล้าซื่อฟางแห่งนี้เปิดมาอย่างน้อยหลายสิบปีแล้ว ชื่อเสียงร้านค้าก็ยังคงเป็นที่นิยมอยู่มาก ลูกค้าก็ไหลมาเทมา นี่ก็แสดงให้เห็นว่าโรงเหล้านี้เป็นตัวเลือกที่ดีตัวเลือกหนึ่งเลยทีเดียว” 


ถังฉือเย่ตอบข้อสงสัยของชายหนุ่ม นางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อว่า “ที่สำคัญข้าก็ยังสังเกตเห็นว่าเมื่อห่างออกไปสักสองสามร้อยก้าวก็ไม่มีโรงเหล้าโรงอื่นอยู่เลย แต่เมื่อเดินต่อไปอีกร้อยสองร้อยก้าว กลับพบว่ามีโรงเหล้าตั้งอยู่อีกหลายแห่ง แต่ไม่มีร้านไหนกล้าแย่งลูกค้าไปเลยแบบนี้แล้ว จะพูดอย่างไรดีล่ะ มันเป็นการผูกขาดด้านการค้า เพราะฉะนั้นจึงข้าจึงคิดว่าพวกเขามีอำนาจมากแค่ไหน”


ฉีจิงพยักหน้าอย่างเงียบๆ เข้าใจความหมายที่นางพูดทุกถ้อยคำ ถังฉือเย่กล่าวขึ้นอีกว่า “ข้ายังพบอีกว่าบริเวณชั้นล่างของโรงเหล้าซื่อฟางนั้นไม่มีขอทานอยู่เลย ข้าจึงรู้สึกว่าโรงเหล้าแห่งนี้อาจจะมีอำนาจที่มองไม่เห็นคอยคุ้มครองพวกเขาอยู่ พวกเราก็ควรที่จะยึดเอาไว้”


ฉีจิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ถังฉือเย่คงไม่รู้เลยว่า คำพูดที่นางกล่าวเหล่านี้หากไปถึงหูเถ้าแก่เฉินแล้วล่ะก็ มันจะทำให้ความคิดของชายผู้นั้นที่มีต่อนางสูงขึ้นไปอีกหลายขั้นทีเดียว!



บทที่ 67 ครอบครัวผู้มีชื่อเสียง


ในวันที่ถังฉือเย่ปิดปากไหเหล้าบ๊วยชุดนี้แล้วเสร็จ ก็เป็นวันที่ถังฉือหรงได้หยุดแล้วพอดี ซึ่งตั้งแต่ย้ายบ้านมา พี่ชายของนางนั้นยังไม่เคยกลับมาบ้านหลังนี้เลย ดังนั้นหญิงสาวจึงไปเรียกคุณนายโจวตั้งแต่เช้าตรู่ ก่อนจะพากันเข้าไปในตัวเมืองเดินเล่นกันทั้งวัน ก่อนจะไปรับถังฉือหรงที่สำนักศึกษาในเวลาต่อมา 


ตอนนี้ถังฉือเย่ยังคงแต่งกายด้วยชุดบุรุษอย่างเคย ซึ่งตั้งแต่งานเลี้ยงครั้งนั้นมา นางยังคงช่วยเหลือให้เงินพวกเขาไปซื้ออาหารมาเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นถังฉือเย่จึงถือเป็นคนหนึ่งที่คนในสำนักศึกษาเคารพและมีชื่อเสียง เมื่อนางโผล่หน้าเข้ามานั้นจึงไม่แปลกเลยที่จะมีคนจำนวนมากทักทายไปตลอดทางด้วยท่าทางอิ่มอกอิ่มใจ ก่อนที่นางจะสัมผัสได้ถึงสายตาที่มองมาอย่างไม่เป็นมิตร พอเงยหน้าขึ้นจึงสบสายตาเคียดแค้นของถังฉือจิ้น 


หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น ตั้งใจจะเดินเข้าไปเผชิญหน้า แต่คิดไม่ถึงว่าถังฉือจิ้นจะขลาดกลัวทำท่าเลิ่กลั่กแล้วรีบวิ่งหนีไป  


ถังฉือเย่ส่ายหน้าอย่างระอา ยืนรออยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งก่อนที่ถังฉือหรงกับถังจวิ้นเชินจะเดินออกมาพร้อมกัน เมื่อพากันเดินขึ้นเกวียนแล้ว หญิงสาวจึงเป็นฝ่ายถามถังจวิ้นเชินว่า “ท่านพี่ สองสามวันมานี้เป็นอย่างไรบ้าง?” 


ถังฉือหรงได้ยินก็หัวเราะ ถามน้องสาวว่า “เย่เย่ เหตุใดเจ้าจึงไม่มาถามข้าเล่า?”


ผู้เป็นน้องสาวเหล่มองเขาเล็กน้อย ตอบอย่างเสียมิได้ “ท่านพี่มักจะบอกแต่เรื่องดีๆ เรื่องไม่ดีไม่เคยพูดถึงเลย ข้าไม่เชื่อท่านพี่หรอก”


แล้วตอนนั้นเองที่ทุกคนต่างหัวเราะพร้อมกัน แม้กระทั่งฉีจิงเองก็อดไม่ได้ ถังจวิ้นเชินมองสองพี่น้องด้วยความชื่นชมก่อนหันมาพูดกับถังฉือเย่ว่า “เย่เอ๋อร์ เจ้าวางใจเถอะว่าสองสามวันมานี้พวกเรามีความสุขมากที่สุด ถังฉือจิ้นต่างหากที่เป็นทุกข์” 


จากนั้นเขาจึงเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่หลังงานเลี้ยงครั้งนั้นให้นางฟังอย่างละเอียด ถังจวิ้นเชินเล่าว่าถังฉือจิ้นตื่นขึ้นจากอาการสร่างเมาในเช้าวันถัดมา พร้อมกับความรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก เขาพยายามอธิบายให้เพื่อนคนอื่นฟัง แต่กลับไม่มีใครยอมฟังเลยสักคน ด้วยความที่คนที่ศึกษา ณ สำนักศึกษาแห่งนี้ล้วนเป็นคนในหมู่บ้านจวี้เป่าแทบทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อตอนเกิดเรื่องของถังหย่งหมิงจนทะเลาะกันใหญ่โต หลายคนก็ได้ฟังเรื่องซุบซิบนินทามาบ้างแล้ว 


และในเมื่อเรื่องของถังหย่งหมิงเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นแล้วสิ่งที่ถังฉือเย่พูดไปทั้งหมดก็น่าจะเป็นเรื่องจริง ถังฉือจิ้นจะพยายามอธิบายอย่างไรก็ไม่มีคนเชื่ออยู่ดี และด้วยความที่คนที่มีการศึกษานั้นจะคำนึงถึงชื่อเสียงเกียรติยศมาเป็นลำดับแรก เพราะฉะนั้นการที่ถังฉือจิ้นทำความผิดเรื่องลักขโมยเงิน แล้วป้ายความผิดให้ผู้อื่น มิหนำซ้ำยังแสร้งทำเป็นคนใจกว้างที่ให้ความช่วยเหลืออีก การกระทำทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจเหลือเกิน 


ยิ่งไปกว่านั้นการที่ถังฉือเย่เลี้ยงซุปไก่ทุกคนอีก แม้จะไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่อะไร แต่สำหรับนักเรียนที่ยากจนแล้วกลับไม่ต่างอะไรกับการยื่นถ่านให้ในวันที่หิมะตกจริงๆ จึงทำให้ทุกคนแม้จะยังเคารพเขาอยู่ แต่กลับไม่มีใครอยากเข้าใกล้เขาเลย


ถังฉือเย่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนที่ผู้เป็นพี่ชายจะพูดอย่างกังวลใจ “กลัวเพียงว่าหากท่านย่ารู้เรื่องเข้าคงจะต้องเกิดเรื่องอีกแน่” 


“ก็ช่างปะไร! นางชังขี้หน้าพวกเราขนาดนั้น ไม่ว่าเราจะทำอะไร เราก็ไม่มีทางดูดีขึ้นในสายตาของนางได้หรอก เพราะฉะนั้นไม่ว่าท่านย่าจะทำอะไรข้าก็ไม่กลัวนาง” หญิงสาวบอกอย่างไม่ยี่หระก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ใช่แล้วท่านพี่ ข้ายังมีข่าวดีจะบอกด้วย” 


“ข่าวดีอะไรหรือ?” 


ถังฉือเย่ขยับเข้ามาใกล้พลางกระซิบเบาๆที่ข้างหูเขาเล่าเรื่องที่ไปขายเหล้ากับท่านลุงสี่เขาฟัง พอชายหนุ่มได้ยินว่าขายได้มากถึงหลายร้อยตำลึง เขาก็ตกใจ ส่วนถังจวิ้นเชินเองก็ถึงอ้าปากค้างกันเลยทีเดียว หญิงสาวหัวเราะคิกคัก 


“เพราะอย่างนั้น ข้าถึงบอกกับท่านพี่นานแล้วว่าพวกเรามีเงินมากพอที่จะให้ท่านใช้จ่ายได้อย่างสบายใจ” 


“แม้ครั้งนี้จะโชคดีที่หาเงินมาได้เยอะ แต่เจ้าก็อย่าได้ประมาทไป ไม่ว่าเงินจะเยอะมากเพียงใด แต่ก็อย่าได้ใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย”


ถังฉือหรงบ่นพึมพำ ก่อนจะหันไปขอบอกขอบใจท่านลุงสี่ตระกูลถังอย่างหนักแน่นอีกครั้ง “ขอบคุณท่านลุงที่ช่วยดูแลเด็กๆแทนข้าในครั้งนี้ เพียงแค่ท่านลุงไม่คิดจะเก็บเงินข้านั้นก็ซาบซึ้งเป็นอย่างมากแล้ว ท่านยังแบ่งเงินให้พวกเราอีกข้าไม่รู้ว่าจะขอบคุณท่านอย่างไรดี” 


เป็นคุณนายโจวที่โบกไม้โบกมือว่อนพยายามอธิบาย แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรถังฉือหรงก็ไม่เชื่อ จนนางอ่อนอกอ่อนใจไม่พูดอะไรอีก 


ฉีจิงเลื่อนสายตาไปมองถังฉือเย่แวบหนึ่งด้วยใบหน้าเรียบเฉย และเห็นว่านางกำลังนั่งอยู่ข้างๆถังฉือหรง มือน้อยๆวางอยู่บนแขนของพี่ชายดูแล้วเชื่องอย่างกับกระต่ายก็มิปาน…ชายหนุ่มได้แต่คิดในใจว่า ‘เจ้าเด็กแสบนี่ แสดงได้เก่งจริงๆ’


ชายหนุ่มแซ่ฉีขมวดคิ้ว เมื่อสังเกตเห็นว่าเจ้าจิ้งจอกน้อยตัวนี้จะพูดว่านางอยากที่จะแยกครอบครัวเมื่ออยู่กับเขาสองคนเท่านั้น แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่นอย่างคุณนายโจวหรือแม้กระทั่งพี่ชายของนางเอง ถังฉือเย่กลับหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงประเด็นนี้เลย แม้ไม่รู้ว่าเพื่ออะไรแต่ความพิเศษแบบนี้ กลับทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างกะทันหัน


เมื่อเดินทางถึงหมู่บ้าน ถังฉือหรงเดินมาขอบอกขอบใจเขาอีก ฉีจิงก็รับคำขอบคุณไว้อย่างนิ่งเงียบ แถมยังชมนางอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน “อาเย่ไม่ซุกซน และเป็นเด็กที่เชื่อฟังมาก”


ถังฉือเย่แอบถลึงตาใส่เขา แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้สะทกสะท้านอะไร กลับเป็นถังฉือหรงเองที่ยังคงขอบคุณอยู่อย่างนั้นไม่ขาดปาก 


“ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนพี่ฉีช่วยดูนางแทนข้าด้วยนะ”


ฉีจิงพยักหน้าพูดเสียงดังฟังชัดว่า “เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก ข้าจะดูแลนางไม่ให้คลาดสายตาเชียวล่ะ” 


ชายหนุ่มทั้งคู่พูดไปพลางหัวเราะไปขณะเดินทางเข้าหมู่บ้านพร้อมกัน โดยถังฉือเย่ได้ซื้อข้าวของจากในเมืองมาไม่น้อย ทุกคนจึงตกลงกันว่ามื้อเย็นนี้จะมากินข้าวที่บ้านของนาง ดังนั้นฉีจิงจึงขับเกวียนตรงเข้าไปที่บ้านหินหลังนั้นทันที และยังไม่ทันจะได้เข้าประตู ทุกคนก็ได้ยินเสียงของเด็กคนหนึ่งดังขึ้นมาจากในสวน


“ท้องฟ้าเป็นสีคราม พื้นดินเป็นสีเหลืองทอง จักรวาลเกิดขึ้นจากความซับซ้อน ยากที่จะหยั่งรู้ ดวงอาทิตย์มีขึ้นก็ต้องมีลง ดวงจันทร์มีเต็มดวงก็ต้องมีเว้าแหว่ง ดวงดาราพร่างพรายอยู่ในอวกาศที่ไร้ขอบเขต หน้าหนาวมาหน้าร้อนก็ต้องไป ฤดูใบไม้ผลิต้องเก็บเกี่ยว ฤดูหนาวต้องกักตุน วันเวลาผ่านไปเป็นเดือนสะสมไปเป็นปี คนโบราณใช้กฎหลู่ในการปรับสมดุลหยินหยาง”


“ใครกำลังท่องตำราอยู่น่ะ?” ถังฉือหรงกล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจ 


 “อาหยาง / เป็นน้องชาย” ถังฉือเย่กับฉีจิงตอบพร้อมกัน จากนั้นก็มีเสียงของเสี่ยวเหยาที่กำลังท่องตามอีกหนึ่งรอบ


ถังฉือหรงรู้สึกประหลาดใจและดีใจไปพร้อมกัน ขณะก้าวเท้าเดินตามถังฉือเย่เข้ามาข้างในก็เห็นว่าในสวนนั้นสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย หน้าต่างของห้องรองทางด้านตะวันตกนั้นเปิดอยู่ ฉีหยางและเสี่ยวเหยานั้นกำลังท่องตำราอยู่ในห้องหนังสือ 


ถึงแม้ว่าพวกเขาทั้งสองคนจะตัวเล็กยังไม่สูงมากนัก แต่ท่าทางที่นั่งอยู่นั้นดูเคร่งขรึมเป็นอย่างมาก สถานที่นี้ไม่ได้ต่างอะไรไปจากสำนักศึกษาเท่าไหร่


ในขณะนั้นเอง เสี่ยวเหยาที่ได้ยินเสียงด้านหน้าก็หันหน้ามามอง ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยความดีใจ กำลังจะวิ่งออกมาแต่ถูกฉีหยางห้ามไว้เสียก่อนด้วยการเคาะไม้สั้นลงที่โต๊ะ


เสี่ยวเหยาหยุดฝีเท้าลงฉับพลัน จากนั้นก็หันกลับไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยืนเอามือแนบลำตัวพูดเป็นเชิงขออนุญาตว่า 


“พี่อาหยาง ข้าขอออกไปได้หรือไม่?” 


ฉีหยางพยักหน้าก่อนจะพูดด้วยสุ้มเสียงเป็นงานเป็นการ “ได้! แต่คราวหลังอย่าทำแบบนี้อีก”


เสี่ยวเหยาตอบรับ จากนั้นจึงจะรีบวิ่งออกมาพุ่งเข้าใส่อ้อมกอดของถังฉือหรงด้วยความดีใจ ทุกคนที่ได้เห็นเหตุการณ์นี้ต่างก็รู้สึกประหลาดใจด้วยกันทุกคน


ถังจวิ้นเชินเป็นคนแรกที่อดถามไม่ได้ “ไม่ได้กลับมาเพียงไม่กี่วัน บ้านของเจ้าก็มีห้องเรียนแล้วหรือ?” 


ถังฉือหรงกอดและพูดคุยกับเสี่ยวเหยาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันมาหาถังฉือเย่ “คิดอะไรถึงให้เสี่ยวเหยาได้เรียนหนังสือล่ะ?”


“ให้เรียนหนังสือไม่ดีหรือเจ้าคะ?”


“แน่นอนว่าต้องดีอยู่แล้ว”


“ใช่ไหมล่ะ!” คุณนายโจวพูดโพล่งขึ้นอย่างอารมณ์ดี “แม้กระทั่งข้ายังรู้เลยว่าการที่ได้รับการศึกษาเล่าเรียนนั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก อย่างน้อยก็จะได้พูดในสิ่งที่ผู้อื่นไม่รู้ได้ ครั้งก่อนที่เราชิมเหล้าบ๊วยกัน อาสี่ของเจ้าก็พูดได้เพียงว่า ‘รสชาติดีมากเลย’ เท่านั้นเอง แต่ดูเย่เอ๋อร์สิยังสามารถพูดออกมาเป็นบทกลอนเลย องุ่นอะไรสักอย่าง ข้าเองก็ไม่กล้าพูดออกไป ในใจก็คิดว่ามีองุ่นที่ไหนกัน นี่มันบ๊วยชัดๆ”


ทุกคนต่างหลุดหัวเราะกันเพราะกลั้นไม่อยู่ แม้กระทั่งฉีจิงเองก็อดส่งเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้จากนั้นถังฉือเย่ก็ดึงถังฉือหรงเข้ามาใกล้ บอกพี่ชายด้วยความตื่นเต้นว่า “ท่านลุงสี่ ท่านป้า พวกท่านเข้าไปนั่งในห้องกันก่อน ท่านพี่รีบมาดูห้องของพี่เร็วเข้า!” 


สองสามีภรรยาตระกูลถังพยักหน้ารับ ความที่คุ้นชินกับที่นี่ราวกับเป็นบ้านตัวเอง ดังนั้นจึงไม่ต้องรอให้นางบอก คุณนายโจวก็หยิบของที่ซื้อมาเดินตรงเข้าไปที่ห้องครัวทันที ก่อนจะจัดของให้เรียบร้อย ส่วนท่านลุงสี่ก็เดินเข้าไปในห้อง


วังซื่อยืนอยู่ที่ประตูห้องนอน นางเปิดม่านออกมาขณะที่กำลังยืนพิงอยู่ตรงริมประตู วันนี้นางสวมชุดขาวคล้ายสตรีในวังที่ในตอนนี้มีน้อยคนนักที่จะสวมใส่ด้วยลายปักดูซับซ้อน เอวที่รัดจนคอด ขับให้หน้าอกดูอวบอิ่มและเอวดูบางยิ่งขึ้น นางก้าวเดินด้วยท่าทางสง่างาม อมยิ้มเล็กน้อยพลางส่งเสียงทักทาย


“พี่สี่มาแล้ว!”


ท่านลุงสี่ที่ไม่คิดว่านางจะโผล่หน้ามาทักทายจึงตกใจ ทำเพียงพยักหน้ารับแล้วหยิบใบชาใส่ลงไปในกากระเบื้องเคลือบเนื้อดี ก่อนจะถือมันออกไปหาคุณนายโจวให้ช่วยต้มน้ำให้


วังซื่อตัวแข็งทื่อ จากนั้นก็รีบสะบัดม่านและกลับเข้าไปในห้องอย่างเดิมด้วยความหงุดหงิดหัวใจ เวลาเดียวกันนั้นในอีกฝั่งหนึ่งของบ้านถังฉือเย่ก็กำลังลากถังฉือหรงพาลงไปที่ห้องรองฝั่งตะวันออกด้วยกัน พร้อมกับฉีจิงและถังจวิ้นเชินเพื่อไปดูห้องของถังฉือหรงที่บนเตียงนอนมีเครื่องนอนอยู่พร้อมสรรพ อีกฝั่งหนึ่งก็มีโต๊ะเก้าอี้และชั้นวางหนังสือ แถมบนชั้นนั้นตอนนี้ยังมีหนังสือวางอยู่อีกหลายเล่ม 


ถังฉือหรงรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เขาเดินเข้าไปหยิบออกมาดูหนึ่งเล่มก่อนจะเผลอหัวเราะแล้วหันมาถามฉีจิงว่า


“เหตุใดเจ้าถึงได้ซื้อหนังสือแบบนี้มา?”


“อาเย่บอกว่าอยากซื้อเล่มที่น่าสนใจ ข้าก็หลงคิดมาตลอดว่าเป็นหนังสือที่มีเนื้อหาน่าสนใจ คิดไม่ถึงว่านางจะหมายถึงหนังสือที่มีปกสวย”


เมื่อถังจวิ้นเชินเดินไปดู เขาก็หัวเราะออกมาเช่นกัน “เจ้าซื้อหนังสืออ่านเล่นพวกนี้มา ไม่กลัวว่านิสัยอารมณ์จะเปลี่ยนไปด้วยหรือ?”


ถังฉือเย่หน้างอขึ้นนิดหน่อย เพราะความจริงแล้วนั้นนางเองซื้อมาโดยไม่ได้ใส่ใจอะไร ในเมื่อซื้อแล้วก็เอามาวางตกแต่งชั้นวางหนังสือเท่านั้นแหละ ไม่ได้คิดจะหยิบอ่าน อีกอย่างนางเองก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องหนังสือที่ใช้อ่านในการสอบจอหงวนเสียหน่อย 


ด้วยเหตุนี้หญิงสาวจึงยืดตัวขึ้นพร้อมกับพูดอย่างไม่ยอมแพ้ว่า “ตำราและบทกวีข้าก็ซื้อมาด้วยไม่ใช่หรือ หากพี่ไม่ชอบอ่านพวกหนังสือนิยายบันทึกเรื่องแปลกก็วางลงเสียสิ!” 



บทที่ 68 ทำอะไรก็ผิด


ถังฉือหรงยิ้มพลางส่ายหัวเล็กน้อยโดยไม่ได้พูดอะไรอีก เขาเหลียวมองไปรอบๆห้องด้วยดวงตาที่เป็นประกายฉายชัดถึงความสุขอย่างชัดเจน 


ถังฉือเย่เดินเข้าไปกอดแขนพี่ชาย ชี้นิ้วออกไปด้านนอกพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “อาฉีและท่านลุงสี่ยังช่วยย้ายต้นหอมหมื่นลี้มาไว้ตรงนี้ด้วยนะเจ้าคะ ข้าทำให้มันเป็นรูปทรงกลมคล้ายกับพระจันทร์ เรียกว่าดวงจันทร์แห่งชัยชนะ!” 


“เย่เย่ของข้าช่างรอบคอบจริงๆ” ถังฉือหรงยิ้มพลางลูบศีรษะน้องสาวไปพลาง ท่ามกลางความอิจฉาหน่อยๆของถังจวิ้นเชิน 


“อาหรง ข้าว่าบ้านหลังใหม่ของเจ้านั้นช่างยอดเยี่ยมมาก มันจะต้องเป็นสถานที่ทั้งเงียบสงบและเย็นสบายแน่ๆ เช่นนั้นแล้วกลางคืนข้าจะมานอนกับเจ้าด้วยได้มั้ย?” 


“ได้สิ!” ถังฉือหรงตอบทันทีพร้อมรอยยิ้มกระจ่าง “ทำไมจะไม่ได้เล่า” 


หลังจากนั้นพวกเขาจึงเดินชื่นชมบ้านหลังนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน รอจนได้เวลาอาหารเย็น ซึ่งคุณนายโจวได้ตุ๋นซุปเนื้อแกะ ส่วนถังฉือเย่นั้นใช้กระเทียมทำซี่โครงหมูทอดกระเทียมจนกลิ่นหอมโชยมาเตะจมูก


เมื่อนำอาหารมาวางบนโต๊ะ ซี่โครงหมูทอดกรอบยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งหอม ทุกคนทานไปก็ต่างชมกันไม่ขาดปาก ท่านลุงสี่กล่าวอย่างอดไม่ได้ว่า “วิธีปรุงซี่โครงหมูของเจ้านี่อร่อยจริงๆ หอมจนทำเอาน้ำลายไหล” 


“เย่เอ๋อร์เป็นเด็กที่มีความสามารถมาก แม้แต่ทำอาหารก็ยังมีวิธีการปรุงที่เก่งกว่าคนอื่นๆ” คุณนายโจวกล่าวขึ้นบ้าง ก่อนที่ฉีจิงจะแทรกขึ้นว่า 


“เพราะว่าชอบกินก็เลยมีวิธีการเยอะน่ะสิ” 


“ใช่แล้ว!” พูดเสร็จถังฉือเย่คว้าจานของชายหนุ่มไป “ถ้าเจ้าไม่ชอบกิน ก็ไม่ต้องกิน!” 


ฉีจิงมองนางพลางหัวเราะลึกๆในลำคอ วิธีการแกล้งอย่างเด็กตัวเล็กๆที่ทั้งกระดากอายเล็กน้อยทั้งหัวเราะออกมานิดหน่อย มันช่างตราตรึงใจเขายิ่งนัก ชายหนุ่มจ้องมองถังฉือเย่ไม่วางตาก่อนจะพูดเบาๆ 


“ข้าเองก็ชอบกินเหมือนกัน” 


ถังฉือหรงที่เห็นเหตุการณ์ตลอดจึงดุน้องสาวอย่างจริงจัง “เย่เย่อย่าเล่นซน รีบวางจานลง!” ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ถังจวิ้นเชินหัวเราะร่าพูดด้วยเสียงอันดังว่า 


“พี่ฉีพูดถูก ข้าเองก็ชอบกินเหมือนกัน อาหารที่อร่อยอย่างนี้ ใครไม่อยากกินบ้างล่ะ”


คำพูดของบุตรชายคุณนายโจวนั้นทำเอาถังฉือเย่ถึงกับกลั้นยิ้ม จากที่เคยคิดว่าถังจวิ้นเชินผู้นี้เป็นคนสุภาพน่าเชื่อถือในตอนแรก พอนานวันเข้ากลับกลายเป็นภาพลวงตาทั้งหมด เมื่อได้รู้จักเขามากขึ้น นางจึงรู้ว่าชายหนุ่มเป็นคนสนุกสนานและออกจะซื่อๆเสียด้วยซ้ำในบางเรื่อง 


ขณะที่ทุกคนกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวพูดคุยกันอย่างสนุกสนานนั้น จู่ๆก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่เจ้าตัวจะผลักเข้ามาพร้อมกับพูดอย่างอวดดี…เป็นถังกุ้ยฮวาอีกแล้ว!


“ถังฉือเย่!” 


ถังฉือเย่หุบยิ้มในทันทีพร้อมกับเลิกคิ้วขึ้น แล้วกล่าวเพียง “ท่านอาหญิงนี่เอง มีธุระอะไรหรือ?”


ถังกุ้ยฮวาเมื่อเห็นว่าทั้งฉีจิงและฉีหยางอยู่ที่นี่ด้วย นางก็ยิ่งโกรธมากขึ้น แต่กลับไม่กระทืบเท้าโวยวายอย่างเคย ได้แต่กัดฟันพูดว่า “เมื่อก่อนพวกเจ้ายากจนร้องห่มร้องไห้ตลอดวัน แต่มาวันนี้มีเงินหน่อยกลับแอบมากินเนื้อกัน อีกทั้งไม่รู้จักให้ผู้อาวุโสชิมสักนิด ไม่กลัวว่าคนอื่นจะนินทาลับหลังหรือ?”


เมื่อได้ยินดังนั้นกลับเป็นฉีจิงที่ขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางกระแอมด้วยความไม่สบายใจ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ถังกุ้ยฮวาเหลือบมองเขาอย่างเขินอายในทันที 


ถังฉือเย่รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ จึงพูดเสียงสะบัดว่า “ท่านอา อาหารเหล่านี้พวกเราไม่ได้ซื้อมา เป็นท่านพี่ฉีจิงที่ซื้อมาให้ พวกเราแค่ช่วยนำมันมาปรุงอาหารเท่านั้น…ท่านเป็นผู้อาวุโสของตระกูลถัง ไม่ใช่ผู้อาวุโสของตระกูลฉี เช่นนั้นข้าคงจะแบ่งให้ไม่ได้หรอก!”


เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ถังกุ้ยฮวากำลังโกรธจัด นางมองถังฉือเย่อย่างโกรธเคือง แต่กลับอดกลั้นไว้ไม่ต่อว่าออกไป หญิงสาวรู้สึกเสียดายมาก 


“ท่านอา ท่านมาที่นี่มีธุระอะไรอย่างนั้นหรือ?”


“ท่านแม่ไม่สบาย เรียกหาให้เจ้าไปดูแล” ถังกุ้ยฮวาพูดพร้อมกับเชิดหน้าขึ้น “ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นหลานสาวของท่านแม่ เจ้าก็ควรจะกตัญญูบ้าง ผู้ใหญ่ไม่สบายเจ้าก็ควรไปเฝ้าไข้ดูแลนางสิถึงจะถูก!”  


ถังฉือเย่ยิ้มออกมาในทันทีเมื่อรู้สึกถึงความแตกต่างของสติปัญญาของถังกุ้ยฮวา นางคงกลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้ว่านี่เป็นความคิดของถังฉือจิ้น ซึ่งคาดว่าก่อนมา ถังฉือจิ้นคงจะกำชับนางมาว่าไม่ให้เอะอะโวยวายก่อเรื่องอย่างที่ใจอยากจะทำ แต่เมื่อถังกุ้ยฮวายิ่งไม่กล้าก่อเรื่อง ถังฉือเย่ก็ยิ่งอยากยั่วโมโห ตั้งใจจะพูดอะไรอีกหลายคำ แต่กลายเป็นถังฉือหรงที่อาสาไปแทน


“ข้าจะไปเอง”


“ไม่ต้องหรอกท่านพี่ ท่านกลับมาเหนื่อยๆจะไปได้อย่างไร ตอนนี้พวกเรากำลังกินข้าวเย็นกันอยู่ เรื่องเฝ้าไข้นี่หากใครรับก็ให้คนนั้นแหละไป” 


ถังกุ้ยฮวาจ้องมองเขม็ง ด้วยตาเต็มไปด้วยไฟแห่งโทสะ “เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร นี่เจ้ากำลังด่าข้าหรือ?”


“จะเรียกว่าด่าได้อย่างไร” ถังฉือเย่ยิ้มพยายามยั่วโมโห “ข้าชมเจ้าต่างหาก ข้าชมว่าเจ้าฉลาด ชมว่าเจ้าสวย ชมว่าเจ้าสบถได้เสียงดังดี กระทืบเท้าได้ยอดเยี่ยม อีกทั้งยังชมว่าเจ้ามีดวงตาที่มากกว่าคนอื่น” 


เมื่อได้ยิน ฉีจิงที่แม้จะเย็นชามาตลอดก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา พลางรีบเบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว ส่วนคนอื่นๆ พอเห็นเขาหัวเราะจึงพากันหัวเราะยกใหญ่ คุณนายโจวหัวเราะจนไม่สามารถยืนตัวตรงได้


แม้ว่าเด็กสาวส่วนใหญ่อายุสิบห้าสิบหกจะดูสวยงามตามวัย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าดวงตาของถังกุ้ยฮวามันตกลงมาเป็นมุมสามเหลี่ยม โดยเฉพาะดวงตาที่ใหญ่ของนางนั้นยิ่งทำให้ดวงตาที่ตกเป็นรูปสามเหลี่ยมก็ยิ่งเห็นชัดขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งหากถังฉือเย่ไม่เอ่ยถึงก็คงไม่มีใครสังเกต 


ถังกุ้ยฮวาโมโหจนหน้ามืดตามัวหลังได้ยินถังฉือเย่บังอาจมาโจมตีต่อว่ารูปลักษณ์ของตัวเองที่เคยมั่นใจมาตลอด นางจึงพุ่งเข้าหาอย่างบ้าคลั่ง แต่กลับถูกท่านลุงสี่และคุณนายโจวดึงตัวเอาไว้ ก่อนจะทั้งผลักทั้งดันจนสุดท้ายก็ไปถึงนอกประตู


หญิงสาวตระกูลถังโมโหจนเสียงแหบแห้ง นางกระโดดไปมาอย่างบ้าคลั่งที่หน้าประตูพลางตะโกนด่าไม่หยุดปาก ไม่นานก็มีผู้คนมามุงดูเป็นจำนวนมาก เมื่อเห็นว่าเป็นถังกุ้ยฮวา หลายคนถึงกับอดไม่ไหว หันไปซุบซิบนินทา 


“ยังไม่จบไม่สิ้นอีก ถังฉือเย่ถึงกับหนีมาอยู่ที่นี่แล้ว นางยังตามมาหาเรื่องถึงหน้าประตูอีก” 


“คนบ้านนี้ยิ่งกว่าศัตรูเสียอีก ศัตรูยังมีเหตุผล แต่คนพวกนี้ไม่มีเรื่องอะไรก็ยังมาหาเรื่องกัน ทะเลาะกันไม่จบไม่สิ้นไม่รู้จักรำคาญกันบ้างเลย” 


ถังกุ้ยฮวาที่ได้ยินชาวบ้านนินทานางในระยะเผาขนจึงถ่ายเทความโกรธมาที่ชาวบ้านแทน พูดปากคอสั่นว่า “นางด่าข้า แล้วเหตุใดพวกเจ้าจึงไม่ว่าอะไรนางบ้าง!?”


“เจ้ามาหาเรื่องนางถึงบ้าน นางด่าเจ้าไม่ได้อย่างนั้นสินะ?” สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งพูดขึ้น ก่อนที่อีกคนซึ่งยืนอยู่ข้างๆกันจะพูดเสริม 


“แม่หนูเย่เป็นคนดีมีคุณธรรม ไหนเจ้าบอกมาสิว่านางด่าเจ้าว่าอะไร?”


ถังกุ้ยฮวาเถียงทันที “นางด่าว่าข้ามีตาสามมุม”


ชาวบ้านทุกคนเงียบกริบ เมื่อได้ยินถังกุ้ยฮวาเปิดเผยข้อด้อยของตัวเอง ผิดกับถังฉือเย่ที่มีความรู้สึกอยากแกล้งขึ้นมาจึงกล่าวเสียงดัง


“ข้าด่าเจ้าแล้วมันจะทำไม?”


จากนั้นทุกคนก็ซุบซิบกันว่า 


“ดูสิแม่หนูเย่โดนกดดันจนถึงขนาดนี้แล้ว” อีกคนสนับสนุนทันทีว่า


“ใช่แล้วล่ะ คนต่ำๆยังไม่ทิ้งสันดานเดิมจริงๆ นางด่าเจ้าคำเดียว เจ้าก็ด่านางเป็นชั่วยามแล้ว” 


ถังฉือเย่แอบยิ้มกับตัวเองในใจ เรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว นางจึงไม่จำเป็นต้องเล่นบทโศกเศร้า หรือร้องไห้อีกต่อไปแล้ว 


หลังจากนั้นไม่นานท่านย่าซุนก็พาเหอซื่อและหลี่ซื่อมาถึง ถังฉือเย่รีบก้าวไปข้างหน้าไม่รอให้หญิงชราได้เอ่ยอะไร นางก็ชิงพูดก่อนว่า


 “ท่านย่า…ท่านไม่สบายหายดีแล้วหรือ?”


“ใช่แล้ว!” คุณนายโจวเสริมขณะเดินมาเคียงข้างถังฉือเย่ “ถังกุ้ยฮวาเดินมาบอกว่าท่านไม่สบาย มาขอให้หรงเอ๋อร์เย่เอ๋อร์ไปดูแลท่านมิใช่หรอกหรือ?”


หญิงชราตระกูลถังที่กำลังเดินมาด้วยท่าทีอาฆาตก็หยุดลงในทันที ทุกคนต่างพากันหัวเราะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า


“ดูท่านย่าซุนสิ ราวกับจะถือมีดไปฆ่าคน นางเหมือนคนป่วยซะที่ไหนกัน”


ท่านย่าซุนจ้องเขม็งพลางกล่าว “ข้าปวดหัวมาก พวกเจ้าเป็นหมอหรือไงที่แค่มองก็รู้ว่าข้าป่วยหรือไม่ป่วย?” 


จากนั้นนางจึงหันไปหาถังฉือเย่ด้วยสายตาอาฆาต “ข้าไม่สบายจึงเรียกให้พวกเจ้ามาดูแล แล้วทำไม พวกเจ้ามาดูแลข้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”



บทที่ 69 ป้าหลานใช้สามีร่วมกัน!?


“ท่านย่าเรียกข้า ข้าจะไม่ไปได้อย่างไร เช่นนั้นจะไปตอนนี้เลยไหม?” ถังฉือเย่พูดเสียงเรียบ พร้อมกับถังฉือหรงที่สืบเท้าเข้ามายืนข้างๆน้องสาวก่อนจะพูดกับผู้เป็นย่าว่า


“ท่านย่า ข้าก็จะไปกับเย่เย่ด้วยเช่นกัน” 


“ไม่ต้อง” ท่านย่าซุนสวนกลับมาทันควัน “ให้ถังฉือเย่ไปคนเดียวก็พอ ข้าใช้คนที่มีการศึกษาสูงอย่างเจ้าไม่ลงหรอก” 


“แต่ข้าเองก็เป็นหลานชายคนหนึ่งของท่าน ในเมื่อท่านย่าไม่สบาย หลานก็ควรอยู่รับใช้เคียงข้างถึงจะถูก”


“ไม่ต้องมาพูดมาก ข้าเห็นเจ้าแล้วก็ชวนให้โมโหนัก พูดอะไรก็ไม่เคยฟัง ดูท่าเจ้าคงจงใจจะยั่วให้ข้าโกรธจนขาดใจตายใช่หรือไม่ ฟังไม่เข้าใจเหรอว่าข้าต้องการเพียงถังฉือเย่คนเดียวเท่านั้น” 


คำพูดของหญิงชราทำให้ถังฉือเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะเดิมทีนางคิดว่าท่านย่าจะเรียกนางไปเพื่อระบายอารมณ์เท่านั้น แต่ตอนนี้ท่าทางของท่านย่าซุนกลับทำให้อดที่จะแปลกใจเล็กน้อยไม่ได้ หากพูดกันตามหลักเหตุผลแล้ว เป็นธรรมดาที่ถังฉือจิ้นจะแค้นเคืองทั้งนางและถังฉือหรง ฉะนั้นเมื่อเห็นช่องทางที่จะเรียกสองพี่น้องไปพร้อมกันได้ เหตุใดจึงยืนกรานไม่เรียกตัวถังฉือหรงไปด้วย 


…หรือว่าเรื่องนี้จะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรที่นางไม่รู้?...


เมื่อคิดเฉลียวใจถังฉือเย่จึงรีบหันกลับไปพลางส่งสายตาให้ฉีจิงบอกเป็นนัยว่า ‘เตรียมพร้อมช่วยเหลือข้าอยู่ตลอดนะ’


ชายหนุ่มเองก็ดูเหมือนจะเข้าใจความหมายดี เขาจึงอมยิ้มนิดๆตรงมุมปาก และน่าจะมีฉีจิงเพียงผู้เดียวที่มองออกถึงท่าทางจริงจังของหญิงสาวแต่กลับซ่อนบางอย่างเอาไว้อยู่ เพราะมีเพียงเวลานี้เท่านั้นที่สตรีอย่างถังฉือเย่จะแสดงท่าทีอ่อนแอต่อหน้าผู้คน และด้วยความที่ตอนนี้มีคนมากเกินไป ไม่เช่นนั้นนางคงพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า ‘พี่อาฉีดีที่สุดแล้ว’ เป็นแน่…นี่นางคิดว่าผู้ชายอย่างเขาจะเป็นคนที่เคลิบเคลิ้มไปกับคำพูดหวานหูกระนั้นหรือ? 


เมื่อเห็นว่าผู้คนเริ่มเดินออกกันไปแล้ว ฉีจิงจึงหันหลังแล้วทำท่าจะตามไป จนคุณนายโจวที่ยืนอยู่ไม่ไกลกันนักถามขึ้น 


“อาฉี เจ้าจะไปไหน?” 


ชายหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ข้าจะไปตกปลาที่ริมน้ำ” 


คุณนายโจวถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก พูดพึมพำกับตัวเองว่า “เด็กคนนี้ดีหมดทุกอย่าง เสียอย่างเดียวก็คือชอบพูดอ้อมค้อม เห็นอยู่ชัดๆว่าเป็นห่วงถังฉือเย่จะไปคอยปกป้องนางที่ริมน้ำแต่กลับบอกว่าจะไปตกปลา คิดว่าข้าดูไม่ออกกระนั้นหรือ?” 


ฉีจิงไม่ทันได้ยินเพราะเขารีบสาวเท้าเดินตามหลังถังฉือเย่ไปติดๆท่ามกลางความเป็นกังวลใจของถังฉือหรงที่หันมาถามทุกคนว่า “พวกท่านคิดว่าท่านย่าคิดจะทำอะไร?”


ทุกคน ณ ที่นั้นถอนหายใจแล้วส่ายหน้าพร้อมกัน เพราะไม่อยากคิดเลยว่าหญิงชราผู้นั้นคิดจะรังแกอะไรถังฉือเย่อีกหรือไม่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังวางใจได้อยู่หน่อยว่าตอนนี้ถังฉือเย่ไม่ได้เป็นหญิงสาวที่อ่อนแออย่างแต่ก่อนแล้ว หากเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นจริงก็มั่นใจได้ว่านางน่าจะเอาตัวรอดได้! 


ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองในขณะที่ถังฉือเย่เดินตามหลังท่านย่าซุนกลับบ้านตระกูลถังไป นางก็แสร้งทำเป็นหูทวนลม ไม่ได้ยินเสียงก่นด่า กระทั่งเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว จึงได้เห็นว่าถังฉือจิ้นกำลังยืนรออยู่ก่อนแล้วตรงหน้าประตู จ้องมองนางด้วยสายตาเย็นยะเยือกด้วยความโกรธแค้นและสับสนเล็กน้อย ผิดกับถังกุ้ยฮวาที่ถอนหายใจด้วยความเป็นกังวล จากนั้นก็หันหลังแล้วเดินจากไป 


ถังฉือเย่ยิ้มบางๆทักทาย “ท่านพี่กลับมาแล้วหรือ?”


ถังฉือจิ้นผงะก่อนจะฝืนพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ หญิงสาวจึงถามอีกครั้ง 


“ช่วงนี้ท่านอยู่ที่สำนักศึกษาเป็นอย่างไรบ้างเล่า?” 


เท่านั้นแหละสีหน้าของถังฉือจิ้นก็เปลี่ยนไปในทันที เขาจ้องมาที่นางเขม็ง หญิงสาวยิ้มอย่างใจเย็นพูดอย่างสุขุม 


“ข้ามักจะได้ยินท่านพี่เล่าเรื่องในสำนักศึกษาให้ฟังอยู่บ่อยๆ ในใจข้าอิจฉาแทบแย่ น่าเสียดายที่ข้าเป็นเด็กผู้หญิงจึงเรียนไม่ได้ แต่วันนี้ท่านอาหญิงมา นางได้กล่าวถึงท่านพี่ ชาวบ้านก็ยังคงงุนงงกันมาก ท่านว่าข้าบอกพวกเขาดีไหม ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นในสำนักศึกษา?”


เด็กหนุ่มกัดฟันกรอด เข้าใจความหมายของนางทุกคำ ถังฉือเย่กำลังบอกเขาว่านางไม่ได้เอาเรื่องนี้ไปบอกกับใคร เพราะเรื่องที่นางปลอมตัวเป็นเด็กผู้ชายเข้าไปในสำนักศึกษานั้นก็ค่อนข้างเกินขอบเขตมากไปหน่อย ดังนั้น ‘น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง’ ในเมื่อนางไม่คิดจะป่าวประกาศเรื่องของเขา ถังฉือจิ้นเองก็ควรเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับเช่นเดียวกัน…ต่างคนต่างอยู่ เจ้าไม่พูดเรื่องข้า ข้าก็ไม่พูดเรื่องเจ้า แต่หากเขาคิดจะหาเรื่องแล้วล่ะก็ นางก็จะไม่เกรงใจเช่นกัน! 


ถังฉือจิ้นยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใดนอกจากฮึดฮัดไปตามเรื่องก็ได้ยินเสียงใครบางคนดังออกมาจากม่าน พลางลากเสียงยาวๆ “เย่เอ๋อร์ตอนนี้เจ้าหาเรื่องอีกแล้ว อย่าลืมสิว่าเจ้าเองเป็นแค่เด็กรุ่นหลัง ไม่รู้จักมารยาท เอาแต่พูดพร่ำไปเรื่อย บ้านหลังนี้เจ้ามีสิทธิ์พูดที่ไหนกัน หากเจ้าเป็นลูกสาวข้า ข้าคงฆ่าเจ้าไปนานแล้ว ไม่ให้เจ้ามายืนยั่วโมโหเช่นนี้ได้หรอก”


ถังฉือเย่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เมื่อหันกลับไปก็เห็นเป็นถังกุ้ยจือบุตรสาวคนโตของท่านย่าซุน ในความทรงจำนั้นหญิงสาวจำได้ว่า ท่านป้าผู้นี้มักมีอารมณ์รุนแรงอยู่เสมอ แม้แต่ถังกุ้ยฮวาเองเมื่อพูดไม่เข้าหูนาง นางก็จะกระทืบเท้าพลางก่นด่า เพราะฉะนั้นจึงทำให้แม้จะมีฝีมือการทำงานทั้งงานไร่ งานในบ้านเป็นอย่างดี แต่เมื่อข่าวคราวนี้แพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านจึงทำให้ไม่มีใครมาขอนางแต่งงาน ภายหลังนางถึงได้แต่งงานออกไปกับคนในหมู่บ้านตงซานที่อยู่ห่างไกลออกไป


หลังจากแต่งงานไปแล้ว ถังกุ้ยจือก็ให้กำเนิดลูกสาวสามคน มีชื่อว่าหลี่เจาตี้ หลี่หลายตี้ และหลี่ฉิวตี้ โดยนางพยายามมาเป็นเวลานานแต่ก็ไม่สามารถให้กำเนิดลูกชายได้ ทุกครั้งที่กลับไปที่บ้านถังกุ้ยจือจึงปฏิบัติกับลูกสาวทั้งสามคนราวกับศัตรูก็ไม่ปาน หากพูดอะไรไม่ถูกใจก็จะบิดหูบ้าง ตบตีบ้างทันที!


ถังฉือเย่ไม่ได้กลัวคำขู่เลยสักนิด หญิงสาวยิ้มบางๆตรงมุมปากก่อนจะพูดจี้ใจดำอีกฝ่ายว่า “ท่านป้ายังมีลูกไม่มากพออีกหรือ ถึงต้องการข้าไปเป็นลูกสาวอีกคน?” 


“เจ้า! นังเด็กสารเลว วันนี้ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!” ถังกุ้ยจือตวาดลั่นทำท่าจะปรี่เข้ามาทำร้าย แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงใครบางคนกระแอมมาจากในตัวบ้าน ก่อนจะเปิดม่านแล้วเดินเข้ามา 


“พอได้แล้ว เจ้าเป็นถึงท่านป้า เหตุใดจึงเจ้าคิดเจ้าแค้นกับเด็กน้อยได้!” เขาพูดพร้อมกับกระแอมอีกสองครั้งก่อนจะพ่นเสมหะหนาๆออกมา แล้วยื่นเท้าไปขยี้มันกับพื้นดิน จากนั้นก็หันหลังกลับมามองนาง พลางยิ้มและกล่าว


“เย่เอ๋อร์ ไม่เจอกันเสียนาน โตเป็นสาวขนาดนี้แล้ว” 


ได้เห็น ได้ฟังดังนี้ถังฉือเย่ก็รู้สึกขยะแขยงเป็นอย่างมาก นางย่อตัวลงเล็กน้อยพอเป็นมารยาทให้กับหลี่ซุนจึ ชายผู้มีศักดิ์เป็นลุงเขยของนาง สามีของถังกุ้ยจือ ทั้งที่ในใจนั้นนึกได้เพียงสองคำคือ ‘อนาถและต่ำทราม’ เมื่อเห็นตาทั้งสองข้างของเขาที่เรียวเล็ก ริมฝีปากทั้งกลมและหนา อีกทั้งยังเป็นขี้เหล้า ดูท่าทางเมาไม่สร่างอยู่ตลอดวันแบบนี้


ถังกุ้ยจือหยุดพูดในทันที หลี่ซุ่นจึจึงนั่งลงบนเก้าอี้ภายในห้อง สายตายังคงจับจ้องมาที่นางไม่วางตา และเป็นท่านย่าซุนเองที่พูดขึ้นว่า


“เด็กเมื่อวานซืนไม่รู้อีโหน่อีเหน่อย่างเจ้า วันๆเอาแต่คลุกคลีอยู่กับพ่อหนุ่มตระกูลฉีนั่น ไม่รักษาประเพณีสักนิด ทำตระกูลถังของเราต้องอับอายขายขี้หน้า แม่เจ้าก็ไม่รู้จักอบรมสั่งสอน อีกทั้งยังทำให้ข้าต้องกังวลใจ เช่นนั้นข้าจะคุยเรื่องการแต่งงานของเจ้า เจ้ารีบแต่งงานออกไปเสีย เรื่องนี้ก็จะได้จบสิ้น!” 


ถังฉือเย่เลิกคิ้ว นางยิ้มเล็กน้อยพูดอย่างไม่ยี่หระ “ท่านย่ากำลังพูดเรื่องแต่งงานอะไร ข้าไม่เข้าใจ?”  


“ท่านป้าของเจ้ารักและเป็นห่วงเจ้ามาตลอด เจ้าก็เองไปอยู่กับนางเสีย จะได้คอยดูแลปรนนิบัติท่านลุงเขยของเจ้า ครอบครัวลุงเขยของเจ้าพวกเขากินอยู่อย่างสุขสบาย ไม่มีทางเอาเปรียบเจ้าแน่นอน!” 


หลี่ซุนจึเหล่มองถังฉือเย่ตลอดทั้งร่าง จนนางขนลุกขนชันด้วยความขยะแขยงจนแทบอยากจะอาเจียน หญิงสาวใช้เวลาครู่หนึ่งสงบสติอารมณ์ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา 


“ป้าหลานใช้สามีร่วมกันไม่ยิ่งน่าขายหน้าหรือ ให้กำเนิดลูกชายไม่ได้ ซ้ำยังไม่มีเงินไปขอภรรยาน้อย จึงมีความคิดสนใจหลานสาวตัวเอง ความคิดวิตถารเช่นนี้ช่างเกินไปจริงๆ เรื่องของท่านอาสี่ยังไม่ทันจบ พวกท่านก็คิดจะขายข้าเป็นครั้งที่สอง ไม่ใช่สิ นี่มันครั้งที่สามแล้ว ข้าดูขัดหูขัดตาพวกท่านขนาดนั้นเลยหรือ?” 


ถังฉือจิ้นที่นั่งอย่างเงียบๆมาสักพักมองคนโน้นทีคนนี้ทีก่อนจะบอกว่า “ตั้งแต่สมัยโบราณ เรื่องการแต่งงานคือคำสั่งของพ่อแม่ เป็นคำพูดของแม่สื่อ หญิงสาวที่เข้าใจกฎเกณฑ์มารยาทจะไม่แทรกแซงเรื่องการแต่งงานของตัวเอง”


“สมัยโบราณ?” ถังฉือเย่หัวเราะพร้อมกับตวัดเสียงสูง “ตั้งแต่สมัยโบราณก็มีหลักการชายเป็นใหญ่เหล่านี้แล้วหรือ ตัวเจ้าเองเป็นขโมยหน้าซื่อใจคด ไม่รู้จักกลับตัวซ้ำยังคิดแก้แค้น บังคับให้เด็กน้อยที่ยังไม่ถึงสิบห้าต้องไปเป็นนางบำเรอของลุงเขยตัวเอง ขอถามหน่อยว่าความเมตตาธรรมทั้งห้าอย่างของเจ้า เจ้าทำข้อไหนได้บ้าง หนังสือนักปราชญ์เจ้าคงจะอ่านจนมันไปอยู่ในท้องหมาแล้วใช่หรือไม่ คนอย่างเจ้ายังมีหน้ามาพูดอวดเรื่องนี้กับข้าอีกรึ?” 


ถังฉือจิ้นถูกนางตอกกลับจนพูดไม่ออก ส่วนท่านย่าซุนเห็นว่าถังฉือจิ้นถูกนางตอกกลับจนเป็นอ้ำอึ้งไปก็เจ็บใจราวกับโดนมีดแทง หญิงชรารีบลุกขึ้นจ้องถังฉือเย่เขม็ง 


“ถึงอย่างไรวันนี้เจ้าก็ต้องยอม ไม่ยินยอมก็ต้องยอม ข้าจะบอกอะไรเจ้าสักอย่าง เจ้าคิดว่าข้ามาขอคำปรึกษาเจ้าเช่นนั้นหรือ ถุย! ทำตัวลำพองจนเป็นนิสัย” 


ถังฉือเย่ไม่ฟังนางรีบหันหน้าหนีและกำลังจะออกไป แต่ถังกุ้ยจือกลับพุ่งตัวเข้าไปคว้านางไว้ ถังกุ้ยฮวาที่ยืนอยู่ทางตะวันตกของบ้านได้ยิน นางก็รีบเข้ามาพร้อมกับใช้โอกาสนี้คว้าใบหน้าของถังฉือเย่เอาไว้ก่อนจะก่นด่าอย่างเคียดแค้น


“นังหน้าด้านไร้ยางอาย ข้าอยากกระชากหน้าจิ้งจอกของเจ้ามานานแล้ว” 


ถังฉือเย่รีบผละออกมาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากถังกุ้ยจือคว้าผมนางเอาไว้ ก่อนหน้านี้ผมของนางเคยถูกไฟไหม้ ยังไม่ทันที่ผมจะงอกขึ้นมาเต็ม นางก็โดนดึงผมจนไรผมขาดกระจายอีกแล้ว 


ท่านย่าซุนยังคงตะโกน “เร็วเข้า รีบไปลากตัวนังเด็กไร้ค่าราคาถูกคนนั้นกลับมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!” 


“ข้าเอง ข้าเอง!” หลี่ซุ่นจึขันอาสาพลางเอื้อมมือไปจับ แต่มือกลับเอื้อมไปแตะที่ก้นของนางแทน!



บทที่ 70 ยืมมือผู้อื่นฆ่า


“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” ฉับพลันนั้นเองถังฉือหรงตะโกนเสียงดังลั่นพร้อมกับพุ่งตัวเข้ามาชนร่างของหลี่ซุ่นจึ แล้วผลักมือหยาบกระด้างของลุงเขยออกอย่างแรง ก่อนจะเข้ามาบังที่ด้านหน้าของถังฉือเย่เอาไว้


พร้อมกันนั้นหัวหน้าตระกูลถังก็กำลังยืนอยู่ด้านหลังด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม เคาะไม้เท้าด้วยความโกรธสุดขีด 


“ทะเลาะกันพอหรือยัง!” 


ตอนนั้นเองที่ความโกรธของท่านย่าซุนหายวับไปทันที หญิงชราสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะฝืนยิ้มแล้วเดินเข้าไปทักทาย “ท่านหัวหน้าตระกูลมาได้อย่างไร เรื่องในวันนี้นั้น” 


“เจ้าไม่ต้องพูด ข้ารู้หมดแล้ว” ท่านหัวหน้าตระกูลกล่าวขึ้นด้วยความโมโห “เจ้าพูดมาสิว่าบ้านของพวกเจ้าแต่ละวันก่อเรื่องอะไรขึ้นบ้าง จะพักสักวันสองวันไม่ได้เลยหรือ” 


“หากไม่ใช่เพราะเจ้าเด็กถังฉือเย่ดื้อรั้นไม่เชื่อฟังล่ะก็” 


“เชื่อฟัง?” ชายชราเลิกคิ้วสูงมองอย่างหยามหยัน “หากนางเชื่อฟังเจ้าก็คงจะถูกเจ้าขายไปแล้ว เจ้าเป็นย่าประสาอะไร บังคับให้หลานสาวแต่งงานกับลุงเขยของตัวเอง!” 


ตอนนั้นเองที่หลี่ซุ่นจึพูดขึ้นอย่างไม่เต็มใจว่า “ชายหญิงรักกัน เป็นความรู้สึกของคนทั่วไป” 


“นี่มันเป็นเรื่องของคนในหมู่บ้านจวี้เป่า คนนอกไม่มีสิทธิ์พูดแทรก” 


หลี่ซุนถลึงตาและเหมือนอยากที่จะพูดอะไรออกมา แต่ถูกถังกุ้ยจือรีบดึงแขนรั้งเอาไว้ จากนั้นก็ดึงมือเขาเข้าไปในห้อง เมื่อปิดประตูและผ้าม่านปิดลงคนด้านนอกก็ได้ยินเสียงร้องของนางดังเกิดขึ้นเพราะถูกสามีตบเข้าไปที่หน้าเต็มแรง!


หัวหน้าตระกูลถังทำสีหน้าเคร่งขรึม แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน เพราะไม่สามารถพูดอะไรกับหญิงสาวที่แต่งงานออกไปแล้วได้ จากนั้นจึงหันกลับมาถามว่า


“ถังหย่งฟู่ล่ะ?”


ชายหนุ่มรีบโผล่หน้าออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับรอยยิ้มประจบเอาใจ ไม่รอช้าท่านหัวหน้าตระกูลถังต่อว่าทันที “ครั้งก่อนข้าก็ได้บอกแล้ว พ่อของเจ้าไม่อยู่ เจ้าก็จะกลายเป็นเสาหลักของบ้าน ต้องเป็นคนจัดการปัญหาไม่ใช่ให้ภรรยาเจ้าเป็นผู้จูงจมูก” 


ถังหย่งฟู่เงียบกริบ เอาแต่ก้มหน้านิ่ง ในอีกฟากหนึ่งของห้องถังฉือหรงช่วยน้องสาวจัดเสื้อผ้าผมเผ้าให้เรียบร้อย ทั้งที่ในใจนั้นยังโกรธจัดจนใบหน้าแดงก่ำ เขารอให้ท่านหัวหน้าตระกูลพูดจบจึงคุกเข่าลงกับพื้นกล่าวด้วยเสียงดังฟังชัด


“ท่านลุง ตอนนี้ที่บ้านเป็นเช่นนี้จะอยู่อย่างมีความสุขก็ยาก หรงเอ๋อร์ขอร้องให้ท่านช่วยเป็นผู้ตัดสิน ให้พวกเราบ้านสามแยกออกมาด้วยเถอะขอรับ” 


ชายผู้เป็นหัวหน้าตระกูลถังขมวดคิ้ว เมื่อเห็นถังฉือหรงที่อายุยังน้อย แต่กลับต้องเป็นเสาหลักของบ้านสาม ดังนั้นเมื่อเอ่ยปากพูดหากเทียบกับถังฉือเย่ช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง


เพียงแต่ประเด็นมันอยู่ตรงที่ตอนนี้ ท่านปู่ถังไม่อยู่บ้าน เขาเองก็ไม่ค่อยอยากจะพูดคุยกับท่านย่าซุนมากเท่าไหร่ และถังหย่งฟู่ก็เป็นรุ่นที่ต่ำลงมาจากเขาอีกรุ่นหนึ่ง หากต้องเป็นคนตัดสิน อาจดูเหมือนกับว่าเขากำลังรังแกผู้อื่นอยู่ 


แต่ในสถานการณ์ตอนนี้พวกของท่านย่าซุนก่อเรื่องทะเลาะกันจนเรื่องมันซับซ้อนใหญ่โต ด้วยความที่เขาเองก็รู้สึกรำคาญมากแล้วจริงๆ จากนั้นจึงถามถังหย่งฟู่ว่า 


“หรงเอ๋อร์ต้องการแยกบ้าน เจ้าจะว่าอย่างไร?”


ถังหย่งฟู่ยังไม่ทันตอบแต่เป็นท่านย่าซุนที่พูดแทรกขึ้นว่า “ไม่ได้ จะแยกไม่ได้เด็ดขาด!” 


เมื่อถูกสายตาดุๆของท่านหัวหน้าตระกูลเหลือบมองแวบหนึ่ง หญิงชราจึงลดเสียงลงเล็กน้อยพูดอ้อมแอ้มขึ้นว่า


“ทุกวันนี้หัวหน้าครอบครัวของพวกเราไม่อยู่ แล้วลูกหลานจะมาแยกบ้านแยกครอบครัวจะให้ข้าพูดว่าอย่างไร ทำแบบนี้ไม่ได้!” จากนั้นนางก็หันต่อว่าถังฉือหรง “เจ้าเป็นผู้ที่มีการศึกษา ได้เล่าเรียนมีจิตใจที่ดีงาม ข้ายังไม่ตายเสียหน่อยจะแยกครอบครัวอะไรกัน เจ้ายังมีหน้าพูดออกมาได้นะ!” 


และเป็นครั้งแรกที่ถังฉือหรงกล่าวขึ้นอย่างห้าวหาญว่า “ท่านย่า ทุกวันนี้พวกเราก็ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว หากจะแยกครอบครัวไปแล้วมันจะต่างกันอย่างไรเล่า?” 


“ให้มันน้อยๆหน่อย อย่างไรเสียก็แยกไม่ได้ ท่านหัวหน้าตระกูล ท่านอย่าได้เข้าข้างเจ้าเด็กชั่วไม่มีจิตสำนึกสองคนนี้เลยนะ ไม่อย่างนั้นข้าจะไปร่ำร้องถึงหน้าประตูบ้านของท่านให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย นี่มันเป็นการรังแกพวกข้าตอนที่หัวหน้าครอบครัวของพวกข้าไม่อยู่” 


ถังฉือเย่ที่ทนฟังมานาน จู่ๆก็พูดเสียงดังว่า “ท่านย่า ถึงแม้ว่าจะไม่แยกบ้าน ท่านก็อย่าได้คิดว่าจะมาหลอกว่าเจ็บหรือไม่สบายแล้วให้ข้ามาหาอีกนะ อีกอย่างก็อย่าได้คิดที่จะขายข้าให้ใครอีก คนที่ท่านเลือกมาข้านั้นรู้จักทั้งหมด จะพูดให้ตายอย่างไรข้าก็ไม่เชื่อ จะว่าข้าอกตัญญูก็ได้ แต่ข้าจะไม่ไปเหยียบที่บ้านพวกท่านอีกต่อไป”


“เจ้าเด็กชั่วช้า ยังจะมาเถียงย่าของตัวเองอีก ชีวิตเล็กๆของเจ้าเป็นของข้าทั้งหมด ข้าวของอันน้อยนิดของเจ้าก็เป็นของข้าทั้งหมด ข้าจะรอดูสิว่าเจ้าจะซ่อนมันไปได้อีกนานแค่ไหน” 


ท้ายที่สุดพูดไปพูดมาสองพี่น้องตระกูลถังก็ยังไม่สามารถแยกบ้านแยกครอบครัวได้ ท่านหัวหน้าตระกูลเองก็รู้สึกรำคาญมากที่ท่านย่าซุนพูดอย่างไม่มีเหตุผล ดังนั้นเมื่อเดินออกมาพร้อมกัน โดยมีถังฉือเย่และถังฉือหรงตามหลังอย่างเงียบๆ พอกลับมาถึงบ้านของท่านหัวหน้าตระกูล ชายชราจึงนั่งลงพร้อมกับพูดกับถังฉือหรงว่า


“เรื่องนี้มันไม่ง่ายเลย หลังจากนี้เจ้าก็เลี่ยงๆหน่อยแล้วกันนะ”  


“ท่านลุง” เป็นถังฉือเย่ที่ตั้งข้อสงสัย “ข้ารู้สึกว่ามันแปลกๆ ท่านได้ฟังที่ท่านย่าพูดหรือไม่ความหมายที่นางไม่ให้แยกบ้าน ราวกับว่านางจะรู้สึกว่าข้ามีของอะไรสักอย่าง แต่ข้าจะไปมีอะไรได้ล่ะ?”


ถังฉือเย่ต้องการหลอกถามเกี่ยวกับเรื่องสัญญาเช่าบ้านว่าพวกเขาได้พูดมันออกไปหรือไม่ ท่านหัวหน้าตระกูลถังรู้ความหมายจึงหันไปเรียกลูกชายและลูกสะใภ้มาถามไถ่ ซึ่งพวกเขาก็ยืนยันเสียงหนักแน่นว่าไม่ได้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปแต่อย่างใด ผิดกับสะใภ้ของหลานคนโตที่กล่าวขึ้นด้วยเสียงเบาๆว่า


“เหมือนข้าจะรู้อะไรมาบ้างนิดหน่อย”


“ถ้าอย่างนั้นก็ยังไม่รีบพูดอีก!”


“เมื่อวานข้าซักผ้าอยู่ที่ริมแม่น้ำ ข้าเห็นคุณนายสามเย่กับท่านป้าเหอกำลังคุยกัน ข้าก็นั่งยองๆอยู่ที่ใต้ต้นไม้ พวกนางคงจะไม่เห็น ข้าเลยได้ยินคุณนายสามเย่พูดเรื่องเรื่องหนึ่ง นางพูดว่าบ้านของพ่อหนุ่มฉี ไม่ใช่ว่ามีพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์อยู่หรือ ได้ยินมาว่าตอนที่พ่อหนุ่มฉีกลับไปหาจุดที่ไฟไหม้นั้นได้หาเจอแล้ว จากนั้นพ่อหนุ่มฉีก็มอบมันให้เย่เอ๋อร์เพื่อเป็นการขอบคุณ ดังนั้นช่วงนี้เย่เอ๋อร์ถึงได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีปลามีเนื้อกินทุกวัน” 


ทุกคนต่างพากันเงียบคุณนายสามเย่ผู้นั้นความจริงแล้วก็คือสะใภ้คนหนึ่งของตระกูลเฉิน ส่วนท่านป้าเหอก็คือภรรยาของถังหย่งฟู่…เหอซื่อนั่นเอง 


เมื่อได้ฟังแววตาของท่านหัวหน้าตระกูลก็เคร่งขรึมขึ้นมา ถังฉือเย่พูดต่อทันที 


“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ ข้ายังไม่เคยเห็นพระพุทธรูปทองคำอะไรนั่นเลย พ่อหนุ่มฉีให้ยี่สิบตำลึงแก่ข้าเป็นการขอบคุณต่างหากล่ะ” 


ในขณะที่พูดอยู่นั้นถังฉือเย่ก็กำลังคิดทบทวนอยู่ในใจ พระพุทธรูปของเขานั้นหากคำนวณราคาแล้วอาจจะมีมูลค่าหลายร้อยตำลึงทีเดียว ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ท่านย่าซุนจะเกิดความโลภขึ้นเมื่อได้ยิน หญิงชราคงคิดว่า หากถังฉือเย่แต่งออกไปหรือว่าตายลง วังซื่อเองก็เป็นหลักอะไรไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อถึงตอนนั้นพระพุทธรูปทองคำองค์นั้นก็จะตกเป็นของนางอย่างแน่นอน 


และตอนนั้นเองที่หญิงสาวคิดถึงเรื่องเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จึงหันมาหาชายชรา “ท่านลุง ท่านรู้สึกหรือไม่ว่าข่าวลือเรื่องนี้มันแปลกๆ?” 


คำพูดของนางได้เตือนสติท่านหัวหน้าตระกูลถังจนทำให้สีหน้าของเขาก็ขรึมขึ้นมาในทันที บางทีนี่มันอาจจะเป็นแผนการที่เจาะจงแก้แค้นเขาเองก็เป็นได้ บางทีพวกเขาอาจจะคิดใช้ท่านย่าซุนทำให้เรื่องนี้มันบานปลาย แล้วมาคิดบัญชีเก่ากับท่านหัวหน้าตระกูล เอาชีวิตที่เสียไปของเจ้าเฉินเสียสตินั้นมาโยนความผิดให้คนตระกูลถัง! 


เมื่อเข้าใจเรื่องนี้แล้ว ท่านหัวหน้าตระกูลก็หันมาสั่งว่า “คังเอ๋อร์เจ้าไปตามพ่อหนุ่มฉีมาที่นี่เดี๋ยวนี้!” 


“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ” ถังฉือเย่เดินเข้าไปหาชายชรา จากนั้นก็พูดด้วยเสียงแผ่วเบา “ท่านลุง เรื่องนี้ท่านจะออกหน้าเองไม่ได้ ท่านไม่รู้อะไรเสียแล้ว” 


ท่านหัวหน้าตระกูลเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ถังฉือเย่พูดแผ่วเบา “ท่านวางใจได้ ให้เย่เอ๋อร์จัดการเองเถอะเจ้าค่ะ” 


ไม่มีทางเลือกอื่นชายชราถอนหายใจ ก่อนจะพยักหน้าแล้วสองพี่น้องจึงขอตัวลา ในขณะที่กำลังหันหลังกลับนั้นก็ได้ยินเสียงกระแอมดังออกมาจากความมืด ถังฉือเย่พูดขึ้นโดยไม่ได้หันไปมองว่า


“เจ้าได้ยินแล้วหรือ?”


ชายหนุ่มพยักหน้า ถามว่า “เจ้าคิดจะทำอย่างไร?”


“ง่ายจะตายไป เพียงแค่ต้องเสียเปรียบนิดหน่อยเท่านั้น” หญิงสาวดึงให้เขาก้มต่ำลงก่อนจะกระซิบข้างๆหูเขาว่า “เจ้าคิดดูสิ โจรน่ะต่อให้ตัวมันตายไปแล้ว แต่รังโจรยังคงมีอยู่มิใช่หรือ?”


ฉีจิงพยักหน้าแสดงให้เห็นว่าเข้าใจ จากนั้นเขาจึงหันหลังไป พร้อมกับทิ้งประโยคหนึ่งไว้ว่า


“ดูแลอาหยางแทนข้าด้วย” 


“รู้แล้ว เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก” ถังฉือเย่พูดพร้อมกับโบกไม้โบกมือ แล้วตอนนั้นเองที่หางตาเหลือบเห็นสายตาแปลกใจของถังฉือหรงที่กำลังมองมาไม่วางตา หญิงสาวยิ้มแหยๆ กระแอมเบาๆ ก่อนที่จะถูกพี่ชายที่ใสซื่อบริสุทธิ์ถามอย่างอดใจไม่ได้ว่า “เย่เย่! นี่เจ้ากับพี่ฉีสนิทกันขนาดนั้นเลยหรือ?” 



จบตอน

Comments