superstar ep7

 บทที่ 7  ความแค้น (แม้เพียงน้อยนิด) ก็ต้องชำระ


ถังฉือเย่หันมาพูดกับเสี่ยวเหยาที่กำลังตกใจกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับพูดปลอบ “เหยาเอ๋อร์...เจ้าเอานกสองตัวนี้ไปล้างที่แม่น้ำเสียหน่อย แล้วก็ระวังตัวด้วยล่ะ”


เด็กสาวพยักหน้าหงึกหงักเชื่อฟัง ก่อนจะก้มลงไปเก็บนกกระจอกซึ่งย่างจนสุกแล้วบนพื้นขึ้นมาแล้วผละจากไป 


เมื่อเห็นร่างเล็กของเสี่ยวเหยาเดินผ่านหน้า วังซื่อก็กระแอมขึ้นด้วยท่าทางเย่อหยิ่งเช่นเดิม ใช้หางตาเหลือบมองนางนิดหนึ่งอย่างไม่สบอารมณ์นักแล้วจึงหันหลังเดินจากไป 


ถังฉือเย่ทอดสายตาจับจ้องร่างเล็กๆของเสี่ยวเหยาที่วิ่งกระย่องกระแย่งตรงไปที่ริมแม่น้ำ อดไม่ไหว…นางอดไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงตัดสินใจหยิบกิ่งไม้จากใต้เตาดินขึ้นมาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ก่อนจะปาใส่ศีรษะของวังซื่อจนหลบไม่ทัน!


วังซื่อกรีดร้องเสียงดังลั่นพลางกระโดดหลบอย่างรวดเร็ว พร้อมกันนั้นผมเผ้าที่ติดเปลวไฟก็เริ่มไหม้อย่างช้าๆ นางรีบใช้มือของตัวเองตบแรงๆเพื่อดับไฟ ความตระหนกตกใจทำให้ท่าทีเย่อหยิ่งนั้นหายไปจนหมดสิ้น! กระทั่งเปลวไฟบนศีรษะดับหมดแล้วนั่นแหละ วังซื่อจึงทรุดนั่งลงอย่างเหนื่อยหอบ 


ถังฉือเย่ก้มหน้ามองดูแล้วจึงพูดด้วยสุ้มเสียงเย็นชาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “ท่านแม่! ทำไมท่านถึงไม่ระวังเอาเสียเลย ครั้งนี้ได้รับบาดเจ็บแค่เสียผม ยังดีที่ไม่ได้เป็นอะไรมาก หากครั้งต่อไปเป็นใบหน้าหรือแขนขา ข้าว่าคงไม่ดีแน่” 


“เจ้า! ...เจ้ากล้า!” วังซื่อตกใจกลัวจนตัวสั่น ชี้ปลายนิ้วมาที่ถังฉือเย่ที่ยืนนิ่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อน 


“ข้าทำอะไรอย่างนั้นหรือ?” ถังฉือเย่พูดกลั้วหัวเราะเบาๆ “ข้าน่ะเป็นคนปัญญาอ่อนมาตั้งหลายปี ถ้าจะโง่อีกสักหน่อยก็คงเป็นเรื่องปกติ ท่านแม่ไม่รู้หรอกเหรอว่าคนโง่เขลาอย่างข้าน่ะถ้าจะพลั้งมือฆ่าคนตายสักคนก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร”


“เจ้า!” 


ถังฉือเย่หัวเราะหึๆ “ท่านจะไล่ข้าออกไปแล้วกลับไปคุกเข่าร้องไห้หน้าบ้านตระกูลถังอีกครั้งก็ได้ แล้วมาดูกันสิว่าท่านย่าจะยอมให้ท่านกลับเข้าไปหรือไม่?” 


วังซื่อถลึงตาออกมา ริมฝีปากเม้มแน่น เวลาผ่านไปครู่หนึ่งจึงพูดด้วยน้ำเสียงแหลม “เจ้าไม่ใช่เย่เอ๋อร์! เจ้าเป็นวิญญาณเร่ร่อนมาจากที่ใดกันแน่ ทำไมถึงได้เข้ามาสิงอยู่ในร่างเย่เอ๋อร์ของข้า!”


“หากข้าไม่ใช่เย่เอ๋อร์ แล้วข้าจะเป็นใครกันเล่า?” หญิงสาวหัวเราะดวงตาเป็นประกาย “ท่านเป็นแม่แท้ๆ ยังดูไม่ออกอีกเหรอ ขนาดข้าไม่ได้สติยังจำท่านได้เลย จำที่ท่านบีบข้า แล้วยังจำได้อีกว่าท่านเอาผ้าห่ม…” 


ไม่ทันจะพูดจบวังซื่อก็ยกมือขึ้นมากุมศีรษะ ก่อนจะเริ่มกรีดร้องออกมาอย่างคนเสียสติ นางกรีดร้องพลางรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เดินโซซัดโซเซเข้าห้องไป ทันทีที่ประตูผุพังนั้นปิดลง ถังฉือเย่ก็หัวเราะออกมาอีกครั้งแต่เป็นการหัวเราะที่ไม่ได้เกิดจากความสุขเลยสักนิด!


ถังฉือเย่คิดว่าตัวเองมองเนื้อแท้ของวังซื่อออกแล้วจริงๆ นางนั้นสมแล้วที่เคยเป็นคนรับใช้มาก่อน ต่อหน้าท่านย่าซุนก็เสแสร้งทำเป็นอ่อนแอ ยอมโดนทุบตี ยอมโดนด่าทอสารพัด แต่พอหลับหลังแม่สามีมาอยู่กับลูกกลับกลายเป็นเจ้านาย หากมีอะไรดีๆก็จะรีบรับเอาไว้ก่อนเป็นคนแรก ทำตัวเหมือนเป็นคนมีเหตุมีผล แล้วค่อยเอาเศษเหลือๆนั้นไปให้ลูกๆ ซึ่งนางคิดว่าเพียงแค่นั้นก็เป็นการให้รางวัลที่เพียงพอแล้ว!


สำหรับถังฉือหรงที่อดทนอดกลั้นกับการกระทำของมารดามาได้หลายปี ไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นหรือหงุดหงิดอะไรนั้นคงเป็นเพราะความกตัญญูในหัวใจเขา แต่สำหรับถังฉือเย่นางจะไม่ทน ด้วยนิสัยตรงไปตรงมา ทำให้ไม่ว่านางจะไปอยู่ที่ไหนก็ไม่มีวันเสียล่ะที่จะยอมให้ใครมารังแกเอารัดเอาเปรียบได้! 


อย่ามาพูดกล่าวหาว่าเป็นการยึดร่าง เพราะผู้หญิงที่เป็นเจ้าของร่างเดิมนั้นได้ตายไปแล้ว และที่สำคัญคือนางเองก็ไม่ได้ต้องการที่จะยึดร่างนี้เลยสักนิด 


………………………………………...


แม่น้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้านจวี้เป่านั้นมีขนาดไม่ใหญ่มาก มีความกว้างไม่ถึงครึ่งจั้งและไม่ลึกมากนัก เพราะฉะนั้นเมื่อถึงฤดูแล้ง น้ำในแม่น้ำแห่งนี้ก็จะเหือดแห้งไปเกือบหมด แต่ก็เพียงพอสำหรับทุกคนในหมู่บ้านเพื่อใช้ในการดื่มกิน รวมทั้งซักล้างเสื้อผ้าได้อย่างสะดวก ไม่มีอันตรายใด 


เสี่ยวเหยาหายไปพักใหญ่แล้ว ถังฉือเย่เฝ้ารอด้วยความเป็นห่วง ทันทีที่เห็นร่างเล็กๆของเด็กสาวเดินกลับมามือเปล่า นางจึงปรี่เข้าไปเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย


“เกิดอะไรขึ้น?” 


“นกกระจอก…” เสี่ยวเหยาเบะปากทำหน้าเศร้า น้ำตาปริ่มๆจะหยดอยู่รอมร่อ “นกกระจอกของเราถูกหยินเอ๋อร์แย่งไปแล้ว”


ถังฉือเย่ดึงเสี่ยวเหยาเข้ามากอดพลางเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันกลับไปหยิบนกกระจอกที่ย่างจนสุกเหลืองกรอบส่งให้ “ไม่ต้องร้องนะ รีบกินเถอะ เดี๋ยวเย็นแล้วจะไม่อร่อย” 


เสี่ยวเหยารับมาถือไว้ สอดส่ายสายตามองไปรอบๆ “ท่านแม่ล่ะเจ้าคะ?”


“ท่านแม่ไม่ค่อยสบายน่ะ เข้าไปพักผ่อนในห้องแล้ว” ถังฉือเย่ตอบ สีหน้าไม่สู้ดีนัก “รีบๆกินเข้าเถอะบนกองไฟยังมีอยู่อีก ถ้ายังไม่อิ่มก็กินได้อีก” 


เด็กหญิงยิ้มก่อนจะลงมือจัดการนกกระจอกตัวเล็กในมืออย่างเอร็ดอร่อย เต็มปากเต็มคำ ก่อนที่ถังฉือเย่จะลุกขึ้นไปเทโจ๊กถั่วแล้วส่งให้น้องสาวแบ่งกันคนละถ้วย จนอิ่มหมีพีมัน จนใบหน้าของเสี่ยวเหยาแดงระเรื่อพลางพูดด้วยความยินดี 


“ท่านพี่ ข้าอิ่มจัง แล้วก็อร่อยมากๆด้วย” 


“ต่อไปนี้หากเจ้าเชื่อฟัง เป็นเด็กดี พี่ก็จะทำให้เจ้าอิ่มท้องในทุกๆมื้อเลย”


เสี่ยวเหยาพยักหน้าตอบรับอย่างไม่ลังเล “เสี่ยวเหยาจะเชื่อฟังท่านพี่เจ้าค่ะ!” 


ถังฉือเย่อดไม่ได้ที่เปล่งเสียงหัวเราะออกมา จนทำให้สตรีที่หลบอยู่ในห้องต้องเปิดประตูออกมาดู ความหิวทำให้นางลืมความกรุ่นโกรธทั้งหมดเดินออกมานั่งตรงข้ามเสี่ยวเหยา 


“ท่านแม่…ทานข้าวเจ้าค่ะ” เด็กหญิงบอกทั้งที่ไม่กล้าเข้าไปใกล้ผู้เป็นมารดา วังซื่อตอบรับเพียงพยักหน้าลงนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้สนใจใคร ถังฉือเย่จึงลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปตักโจ๊กถั่วมาให้นางถ้วยหนึ่ง จากนั้นก็หยิบนกกระจอกที่เหลืออยู่เพียงสองตัวสุดท้ายซึ่งกำลังย่างอยู่นั้นส่งให้นาง 


วังซื่อใช้หางตาเหลือบมองไปที่กองไฟแวบหนึ่ง ก่อนจะกลั้นใจแล้วกัดนกกระจอกที่ถูกย่างจนส่งกลิ่นหอมในมือไปคำ…กล้ำกลืนฝืนใจกินเข้าไปอีกคำหนึ่ง ก่อนจะหมดความอดทนหันมาพูดกับถังฉือเย่ว่า “ไร้รสชาติสิ้นดี! เจ้าจะให้ข้ากินของอย่างนี้ได้อย่างไร?”


“ท่านแม่…เรื่องนี้ท่านจะมาโทษข้าไม่ได้นะ” ถังฉือเย่ยิ้มพร้อมกับชี้นิ้วไปที่พื้น “ท่านแม่ทำเกลือที่บ้านเราเหลืออยู่เพียงน้อยนิดหกจนหมด ข้าคงทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ”


“ที่พวกเจ้ากินมันก็ไม่มีรสชาติอะไรเลยแบบนี้นะเหรอ?” 


ถังฉือเย่ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างช้าๆ “ตัวที่ข้ากินไปก็ไม่รู้เหมือนกัน พวกข้าย่างไปกินไป เหลือตัวที่ยังสดใหม่ไว้ให้ท่านแม่” 


หญิงสาวบอกพร้อมกับแอบยิ้มในใจเพียงลำพัง เพราะความจริงแล้วนางตั้งใจเลือกตัวที่ไร้รสชาติเยี่ยงนี้เหลือไว้ให้วังซื่อ ทั้งที่เดิมทีตั้งใจจะเอานกสองตัวที่ตกลงพื้นนั้นให้แต่กลับถูกถังฉือหยินแย่งไปก่อน ส่วนโจ๊กถั่วนั้นก็ตักให้แต่น้ำเปล่าๆ 


ใช่แล้ว! นี่แหละถังฉือเย่ตัวจริงเสียงจริงที่แม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ นางก็จะต้องแก้แค้น!


เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นสีหน้าโกรธจัดของวังซื่อ ถังฉือเย่จึงบอกอย่างไม่ยี่หระว่า “ข้าเพิ่งเคยทำเป็นครั้งแรก ฝีมือก็อาจจะยังไม่ดีนัก หากไม่ถูกปากท่านแม่ก็อย่าฝืนกินเลย เดี๋ยวข้าจะเก็บไว้กินตอนเช้าเอง” 


ได้ยินดังนั้นวังซื่อก็กัดฟันกรอด แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรได้แต่นั่งกินนกกระจอกที่ไร้รสชาติกับโจ๊กถั่วที่มีแต่น้ำไปอย่างเงียบๆจนหมด 


ถังฉือเย่ยิ้มมุมปาก ก่อนจะนำถ้วยชามไปล้าง และหลังจากนั้นในวันถัดมา ถังฉือเย่ก็จัดการทำอาหารที่มีเนื้อของนกกระจอกกับโจ๊กถั่วที่ใส่ผักป่าเป็นมื้ออาหารหลัก รอจนวันถัดไปที่ร่างกายของนางก็ฟื้นตัวดีขึ้นกว่าเดิมมาก นางจึงออกเดินไปรอบๆตามท้องทุ่งนาในหมู่บ้าน 


และก็โชคดีที่จับหนูนาตัวอ้วนมาได้ ซึ่งเนื้อของหนูนานี้เป็นเนื้อที่สามารถรับประทานได้ดีไม่ต่างไปจากเนื้อสัตว์อื่น เพียงแต่นางไม่กล้าฆ่ามันเอง ถังฉือเย่จึงนำหนูนาตัวนั้นไปหาท่านลุงสี่ตระกูลถัง สามีของคุณนายโจวซึ่งเปิดร้านขายเหล้าอยู่ข้างๆ ห่างออกไปไม่ไกลนักให้ช่วยจัดการแทน…แล้วคนทั้งบ้านก็รอดตาย อิ่มไปอีกมื้อ!


คนในหมู่บ้านทุกคนเฝ้ามองถังฉือเย่อยู่ทุกอิริยาบถด้วยความสนใจ พร้อมกันนั้นก็คิดไม่ถึงเลยว่าวังซื่อผู้เป็นแม่จะไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรเลย นอกจากอาศัยบุตรสาวโง่เขลาคนนี้เพื่อให้มีอาหารกินประทังชีวิตไปแต่ละมื้อ จนกระทั่ง ‘คุณนายโจว’ ผู้เป็นเจ้าของร้านเหล้าซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก อดรนทนไม่ไหวจึงหยิบหมั่นโถวมาหนึ่งจาน ตั้งใจจะนำมาให้ถังฉือเย่ที่บ้าน 


แต่เมื่อมาถึงกลับเห็นวังซื่อเอาแต่นั่งร้องไห้อยู่ตรงริมหน้าต่าง นางก็เลยเอ่ยปากสอนด้วยความหวังดี “การใช้ชีวิตต้องมองไปข้างหน้า ในเมื่อเจ้าไม่มีทางทำให้ท่านแม่เปลี่ยนใจได้ในเร็ววันนี้ก็ต้องทำใจ อีกอย่างเจ้าก็โชคดีมากที่ลูกๆ แต่ละคนล้วนเป็นเด็กดีด้วยกันทั้งนั้น หรงเอ๋อร์ก็ตั้งใจเรียน 


เย่เย่ก็เป็นเด็กที่มีความสามารถ อีกหน่อยก็จะต้องผ่านความยากลำบากนี้ไปแล้วพบกับความสุขได้แน่ เจ้าอยู่ที่นี่ก็เป็นอิสระ เป็นเจ้าของบ้านเองไม่ต้องถูกท่านแม่คอยควบคุมอยู่ตลอดเวลามันไม่ดีกว่าหรอกเหรอ?”


“มันจะมีประโยชน์อะไรกันล่ะ” วังซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง “ถ้าหากพวกนางมีความสามารถจริงล่ะก็ พวกเราก็คงไม่ต้องถูกไล่ออกมาจากบ้านตระกูลถังเช่นนี้หรอก” 


ถังฉือเย่ได้ฟังทั้งหมดก็ทำให้รู้สึกว่าวังซื่อผู้นี้คงเกินจะเยียวยา แถมยังคอยกวนประสาทนางอยู่ทุกวัน ไม่รู้ว่าตอนที่วังซื่อยังเป็นสาวใช้อยู่นั้นไม่ถูกเจ้านายลงโทษหรืออบรมบ้างเลยหรือจึงไม่รู้ว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด…หรืออาจจะเป็นเพราะถูกถังหย่งหลี่ผู้เป็นสามีตามใจจนเคยตัว!


คุณนายโจวที่ถูกตอกหน้าหงายแบบนี้ก็เงียบไปอยู่พักใหญ่ ไม่ได้พูดอะไรนอกจากยื่นจานหมั่นโถวส่งให้ถังฉือเย่ที่เดินออกมาส่ง 


“ท่านป้าโจว ความหวังดีของท่าน ข้าเข้าใจดี และขอบคุณท่านมากที่อุตส่าห์เปลืองแรงมาช่วยพูดแทนข้านะเจ้าคะ เพียงแต่ท่านแม่ของข้าเป็นคนที่เข้าใจอะไรยาก ท่านเองก็อย่าถือสาคิดเล็กคิดน้อยเลยนะเจ้าคะ” 


คุณนายโจวได้ยินก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกับลูบหลังของถังฉือเย่ก่อนจะพูดอย่างเห็นใจว่า “เจ้าคงลำบากไม่น้อยเลย…ว่าแต่ว่าหลังจากนี้เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป?”


…ทำอย่างไรต่อไปงั้นเหรอ ถังฉือเย่ครุ่นคิด ก่อนจะได้คำตอบว่าสิ่งแรกที่ต้องทำตอนนี้คือการทวงเงินคืน…เพราะฉะนั้นเมื่อออกไปส่งคุณนายโจวแล้ว ถังฉือเย่จึงกลับเข้ามาเก็บของเพื่อเตรียมที่จะไปบ้านตระกูลถัง



จบตอน

Comments