บทที่ 71 หักมุมในหักมุม
ถังฉือเย่นิ่งเงียบ ในหัวครุ่นคิดเรียบเรียงคำพูดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะให้คำตอบ “ก็ค่อนข้างสนิทเจ้าค่ะ” หลังจากนั้นนางก็เห็นถังฉือหรงขมวดคิ้ว ทำหน้าเคร่งขรึมอยู่พักใหญ่ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักที สุดท้ายจึงเป็นนางเองที่เอ่ยขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอึมครึม
“ท่านพี่?”
ถังฉือหรงถอนหายใจนิดหนึ่ง “ถึงแม้ว่าพี่ฉีจะไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แต่เขาเป็นคนต่างถิ่น ไม่ได้มีบ้านหรือทรัพย์สินใด แถมญาติพี่น้องก็ไม่มี ที่สำคัญคือดูแล้วเป็นคนเย็นชา ไร้ความรู้สึก เพราะฉะนั้นพี่คิดว่าเย่เย่จะต้องคิดให้มากกว่านี้หน่อย อย่าได้คิดอะไรง่ายๆเช่นนี้”
ถังฉือเย่หลุดหัวเราะออกมาอย่างอดไม่อยู่ พลางเอื้อมมือไปลูบที่หน้าของเขาเบาๆ ความจริงแล้วหากจะพูดไปถังฉือหรงเองก็ถือว่าเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีมากคนหนึ่ง โดยเฉพาะดวงตากลมโตราวกับตากวางคู่นั้นของเขาที่ยิ่งมองก็ยิ่งดูบริสุทธิ์ ใสซื่อ ชวนให้รู้สึกเอ็นดู
“ข้ารู้แล้ว ท่านพี่อย่าได้เป็นกังวลไปเลย”
“เย่เย่!”
“ข้าเข้าใจแล้วจริงๆ” หญิงสาวพยายามอธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง “พวกเราก็แค่ร่วมทำการค้ากันก็เท่านั้น ตอนที่ข้าเจออาฉีก็มีท่านลุงสี่กับท่านป้าโจวอยู่ด้วย ไม่ได้อยู่กับเขาสองต่อสองเสียหน่อย ท่านพี่ไม่ต้องกังวลไปหรอก”
ผู้เป็นพี่ชายพยักหน้าลงอย่างเสียมิได้ ก่อนจะรีบพากันกลับมาที่บ้านซึ่งท่านลุงสี่กับคุณนายโจวยังรออยู่ด้วยความเป็นห่วง ถังฉือเย่เล่าเรื่องราวให้ฟังคร่าวๆ คุณนายโจวจึงตบขาตัวเองทีหนึ่งแล้วพูดว่า
“หากเป็นข้านะ สู้หาแม่สื่อมาเลยแล้วจัดการจับคู่ฉีจิงกับถังฉือเย่ให้เรียบร้อยดีกว่า”
“ไม่ได้” ถังฉือหรงพูดด้วยสีหน้าที่จริงจัง “เย่เย่ยังเด็กอยู่แล้วก็ไม่ได้มีความชอบพออะไรกับฉีจิงด้วย ท่านป้าพูดแบบนี้ จะทำให้คนอื่นเข้าใจผิดได้นะขอรับ”
คุณนายโจวอึ้งไปเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเขาไม่เห็นดีด้วย จึงกล่าวเพียงว่า “อย่างนั้นก็ช่างมันเถอะ” จากนั้นทั้งสองก็พูดคุยกันอยู่อีกพักหนึ่งก่อนจะขอตัวลากลับ
ถังฉือเย่จัดการล้างหน้าล้างมือให้เสี่ยวเหยากับฉีหยาง ความตั้งใจแรกของนางคือจะให้ทั้งสองคนนอนห้องเดียวกัน แต่คิดไม่ถึงว่าฉีหยางไม่ยอม จนสุดท้ายต้องให้ฉีหยางนอนกับถังฉือหรง ส่วนตัวถังฉือเย่กลับไปนอนห้องรอง
ท่ามกลางแสงสีเหลืองนวลจากดวงจันทร์ที่สาดส่องกระทบเข้ามาภายในห้อง จู่ๆถังฉือเย่ก็ได้ยินเสียงเคาะเบาๆตรงหน้าต่าง ด้วยความที่ห้องรองนั้นอยู่ติดกับกำแพงสวน ไม่มีหน้าต่างด้านหลัง หญิงสาวจึงเลือกนอนทางทิศเหนือที่มีหน้าต่างเล็กๆอยู่เพื่อรับลม
ระหว่างที่ถังฉือเย่กำลังสะลึมสะลืออยู่นั้นหูก็ได้ยินเสียงนุ่มทุ้มที่รู้สึกคุ้นเคยเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนขานชื่ออยู่ด้านนอก
“อาเย่…อาเย่…”
หญิงสาวนอนฟังเสียงที่ราวกับเสียงระฆังนั้นพร้อมกับกดคอลง ฟังแล้วดูมีเสน่ห์ดึงดูดคนเป็นพิเศษ นางคิดว่าตัวเองกำลังฝันอยู่จึงพลิกตัวอย่างงัวเงีย จากนั้นก็งึมงำขึ้นว่า
“ไพเราะจริงๆ เรียกอีกหน่อยสิ”
แล้วเขาก็เรียกชื่อนางอีกสองครั้งอย่างเชื่อฟัง จากนั้นจึงถามขึ้นเบาๆว่า “เจ้าตื่นอยู่หรือกำลังฝันอยู่กันแน่?”
แล้วตอนนั้นเองที่ถังฉือเย่ลืมตาตื่นขึ้นในทันที พร้อมกับพยายามรวบรวมสติ ก่อนจะลุกขึ้นนั่งและถามออกไปอย่างไม่แน่ใจว่า
“อาฉี?”
“ใช่!” ฉีจิงขานรับ “ข้าเอง”
“ดึกดื่นป่านนี้เจ้ามาทำอะไร?”
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก น้ำเสียงดูสุขุมนุ่มลึกแต่เหมือนมีความรู้สึกน้อยใจแฝงอยู่ “เมื่อครู่เจ้ายังชมว่าข้าเสียงเพราะอยู่เลย”
“เปล่าเสียหน่อย ข้าถามว่าเจ้ามีธุระอะไรต่างหาก?”
“ข้าแค่จะมาบอกว่าของได้เรียบร้อยแล้ว”
“รู้แล้ว” นางพูดทันที “คราวหน้าคราวหลังก็ไม่ต้องมาบอกข้ามืดค่ำดึกดื่นอย่างนี้ก็ได้ เพราะถึงอย่างไร ข้าก็มั่นใจว่าเจ้าจะต้องทำมันออกมาได้ดีแน่ๆ”
ฉีจิงเลิกคิ้วขึ้นเมื่อทันใดนั้นถังฉือเย่ก็ผลักหน้าต่างบานเล็กออก ก่อนจะพาดตัวลงที่ขอบหน้าต่างราวกับเป็นกระรอกน้อย นางยิ้มให้เขาด้วยดวงตาที่ดูงัวเงียพร้อมกับยื่นมือเล็กๆ ไปตบที่ไหล่ของเขาแล้วพูดว่า “ที่เหลือให้ข้าจัดการเอง…ฝันดีนะ”
ภายใต้แสงจันทร์สลัวนั้น ฉีจิงกุมมือเล็กๆ ดูน่ารักราวกับเป็นกลีบดอกไม้ของนางไว้ แล้วส่งนางกลับเข้าไป ก่อนจะเอ่ยคำหวานขณะปิดหน้าต่างว่า “อากาศหนาว รีบเข้านอนเถอะ”
…………………………….…
เช้าวันถัดมาถังฉือเย่ตัดสินใจนำผ้าสองผืนไปซักที่ริมแม่น้ำด้วยตัวเอง สาเหตุเพราะรู้ดีว่าเรื่องซุบซิบนินทาของคนในหมู่บ้านที่สามารถแพร่ไปเร็วภายในคืนเดียวนั้น มีจุดกำเนิดมาจากบรรดาสตรีที่เอาเสื้อผ้ามาซักทำความสะอาดตรงริมแม่น้ำของทุกวันนั่นเอง
หญิงสาวเดินหอบผ้าไปสองผืน ตั้งใจจะหลบสายตาของผู้คน กวาดสายตามองหาไม่นานนักก็หาสะใภ้สองคนของตระกูลเฉินเจอ ถังฉือเย่จึงสาวเท้าเดินตรงเข้าไปหา ได้ยินพวกนางกำลังพูดเรื่องพระพุทธรูปทองคำของฉีจิงกันอย่างสนุกสนาน
ถังฉือเย่ได้แต่ส่ายหน้าน้อยๆ ไม่รู้จะต่อว่าหรือชื่นชมดี เมื่อได้ยินพวกนางพูดว่า เหตุใดพระพุทธรูปทองคำจึงถูกเปลวไฟเผาจนกลายเป็นสีดำ แล้วเหตุใดฉีจิงจึงนำเสื้อผ้าที่สะอาดๆมาให้นาง แต่นางก็ปฏิเสธ พวกนางยังบอกอีกด้วยว่าตอนนั้นนางหน้าแดงอย่างไรแต่ก็ต้องรับมันมา…เล่าราวกับได้เห็นเหตุการณ์นั้นด้วยตาของตัวเอง ความสามารถระดับนี้หากเป็นยุคปัจจุบันคงจะเขียนนิยายขายได้อย่างแน่นอน!
ถังฉือเย่ยืนฟังอย่างได้อรรถรส หญิงสาวรอจนกระทั่งได้เวลาที่เหมาะสมแล้วจึงหยิบเสื้อผ้าที่แช่น้ำจนเปียกชุ่มผืนนั้นขึ้นมาก่อนจะพุ่งเข้าไปถามทันที
“พวกเจ้าพูดเรื่องอะไรกันอยู่น่ะ! ข้าไม่เคยได้รับพระพุทธรูปอะไรจากฉีจิงเลยนะ” หญิงสาวพูดคาดคั้น สายตาเอาเรื่อง ส่วนสะใภ้ตระกูลเฉินทั้งสองคนที่ชอบหาเหตุผลมากลบเกลื่อนความผิดของตัวเองนั้นกลับไม่ยอม ท้ายสุดจึงกลายเป็นเรื่องเป็นราวจนต้องให้ท่านหัวหน้าตระกูลมาเป็นผู้ตัดสิน
ชายชราผู้เป็นท่านหัวหน้าตระกูลถังสั่งให้คนไปเรียกตัวฉีจิงมา พอมาถึงชายหนุ่มก็มีสีหน้าบูดบึ้งอย่างเห็นได้ชัด แสดงให้ทุกคนเห็นว่าเดิมทีเพราะเรื่องนี้พัวพันไปถึงชีวิตของคน ดังนั้นเขาจึงยอมแพ้ที่จะตามหาและคาดคั้นถึงสิ่งของนอกกาย แต่กลับไม่คิดเลยว่ามันจะต้องทำให้คนที่มีบุญคุณอย่างถังฉือเย่ต้องเดือดร้อน เขาจึงจะปล่อยผ่านไปไม่ได้อีกเด็ดขาด
ด้วยเหตุนี้หัวหน้าตระกูลถังจึงได้ไปเชิญหลี่เจิงมา พร้อมกับปรึกษากันว่าจะให้คนไปค้นบ้านของเจ้าเฉินเสียสติ เรื่องราวทุกอย่างจะได้กระจ่างเสียที!
เมื่อเฉินหลี่เจิงมาถึง สีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมเป็นอย่างมาก ผิดกับชายผู้เป็นหัวหน้าตระกูลถังที่กำลังมีความสุขฉายชัดผ่านดวงตาออกมาอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นเมื่อถังฉือเย่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดอีกรอบ ด้วยท่าทางและสีหน้าที่ไม่มีพิรุธเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าหากว่าท่านหัวหน้าตระกูลไม่ได้รู้เรื่องมาก่อนแล้วล่ะก็คงเชื่อว่านางได้ยินเรื่องนี้มาโดยบังเอิญเสียแล้ว
เรื่องแบบนี้เฉินหลี่เจิงไม่สามารถห้ามได้ เพราะถ้าหากเอ่ยปากสั่งห้ามแล้วไม่เท่ากับว่าเขานั้นกำลังกินปูนร้อนท้องหรอกเหรอ ท้ายสุดทั้งจึงต้องนิ่งเงียบแล้วสั่งให้เด็กหนุ่มจำนวนหนึ่งไปค้นที่บ้านของเจ้าเฉินเสียสติอย่างละเอียดอีกครั้ง
ถังฉือเย่ยืนรอด้านนอกด้วยความสงสัย มีเพียงสายตาเท่านั้นที่สอดส่ายเข้าไปด้านใน เพราะนางเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฉีจิงนั้นเอาพระพุทธรูปทองคำไปซ่อนไว้ตรงไหนซึ่งเด็กหนุ่มเหล่านั้นกำลังค้นกันขนานใหญ่ รื้อแม้กระทั่งเตาไฟ แต่ก็หาอะไรไม่เจอ ครู่หนึ่งจึงเดินออกมาพร้อมกันด้วยมือเปล่า
สีหน้าของเฉินหลี่เจิงค่อยๆผ่อนคลายลง ก่อนจะหันมาพูดด้วยความเย็นชาว่า “ท่านหัวหน้าตระกูลท่านจะว่าอย่างไร?”
ชายผู้เป็นหัวหน้าตระกูลถังยังไม่ได้ตอบอะไรก็ได้ยินเสียงฉีจิงพูดสุ้มเสียงจริงจัง “ใครหาเจอ ข้าจะให้สิบตำลึง”
และตอนนั้นเองที่ชายกลุ่มนั้นจากที่ดูเกียจคร้านก็ดูขยันขันแข็งขึ้นมาทันที พร้อมกับหยิบเสียมหยิบจอบแล้วรีบเข้าไปในบ้านของเฉินเสียสติอีกครั้ง
เฉินหลี่เจิงที่เพิ่งจะสบายใจได้ไม่นานก็ต้องกลับมาอมทุกข์ เคร่งเครียดอีกครั้ง พลางเหลือบมองฉีจิงด้วยสายตานิ่งๆ ส่วนท่านหัวหน้าตระกูลถังได้แต่ลูบเคราไปมาพูดว่า
“เด็กหนุ่มนั้น…มักจะเอาอารมณ์เป็นใหญ่เสมอ!”
หลังจากนั้นก็เฝ้ามองการค้นบ้านของเฉินเสียสติอีกอย่างใจเย็น ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานนักก็มีคนพูดขึ้นด้วยความดีใจว่า
“หาเจอแล้ว! ข้าเจอแล้ว!” พร้อมกันนั้นเขาก็วิ่งเหยาะๆออกมา ในมือได้กอบดินที่ติดทองออกมาด้วย ก่อนจะวางลงบนพื้นและปัดออกดู ก็กลายเป็นพระพุทธรูปทองคำจริงๆ
ถังฉือเย่มองอย่างสมใจ ไม่รู้เหมือนกันว่าฉีจิงทำอย่างไรก้อนดินที่ติดอยู่บนเศียรนั้นยังมีหญ้างอกออกมาอีกด้วย
ชายคนที่หาเจอนั้นเป็นคนสกุลเฉิน เขาพูดอย่างตื่นเต้นว่า “ฝังเอาไว้ค่อนข้างลึกเลยล่ะ ข้าเห็นว่าด้านบนไม่มีก้อนหิน ในใจก็คิดว่าเจ้าเฉินเสียสติคงจะไม่ฉลาดขนาดนั้น ก็เลยลองขุดดู พอขุดก็ได้เจอจริงๆ”
ฉีจิงรับพระพุทธรูปทองคำมาถือไว้พลางขอบใจคนผู้นั้น ก่อนจะมอบเงินจำนวนสิบตำลึงเป็นการตอบแทน และหันหลังกลับไปพูดกับชายผู้เป็นหัวหน้าตระกูลทั้งสองคนว่า
“ขอขอบใจท่านหัวหน้าตระกูลถัง และเฉินหลี่เจิงมากที่ช่วยข้าหาพระพุทธรูปจนเจอ”
จังหวะนั้นทุกคนต่างซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปาก ซึ่งไม่ว่าคนในหมู่บ้านจะซื่อสัตย์เพียงได้ แต่เงินก็เป็นสิ่งที่ล่อตาล่อใจได้เสมอ ดังนั้นเมื่อกระท่อมของฉีจิงถูกไฟไหม้ด้วยฝีมือของเฉินเสียสติโดยที่หลังจากนั้นก็มีคนจำนวนไม่น้อยเคยไปค้นหามาแล้ว แต่ก็ไม่เคยหาพระพุทธรูปทองคำเจอ ในใจต่างเกิดความลังเล…คิดไม่ถึงว่าจะมีอยู่จริงๆ
ท่านย่าซุนและเหอซื่อก็เป็นหนึ่งในจำนวนผู้คนที่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด และได้กลับมาเล่าให้ถังฉือจิ้นฟัง ซึ่งได้พูดกับผู้เป็นย่าว่า “ถึงแม้จะไม่มีพระพุทธรูปทองคำแล้ว แต่ในมือของถังฉือเย่ก็คงจะไม่ขาดเงินทองอย่างแน่นอน”
ท่านย่าซุนพูดขึ้นด้วยความโมโหว่า “น่าเสียดายจริงๆที่ท่านหัวหน้าตระกูลเอาแต่ปกป้องมันอยู่ทุกครั้งไป มาไม่ถึงมือของเราสักที!”
“มันจะไปยากอะไรขอรับ” แววตาของถังฉือจิ้นเปล่งประกายความเจ้าเล่ห์ เขาอดหัวเราะออกมาไม่ได้พลางพูดเบาๆว่า
“จะให้ท่านหัวหน้าตระกูลเกลียดนาง มันจะไปยากอะไร เพียงแค่ต้องใช้กลอุบายเล็กๆน้อยๆก็เท่านั้นเอง”
บทที่ 72 ชายหนุ่มผู้ไร้อารมณ์
เมื่อเวลาล่วงเข้าใกล้ฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวสาลีซึ่งเป็นเวลาที่ทุกคนในหมู่บ้านจะต้องวุ่นวายมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่มีใครสนใจเรื่องขอตระกูลถังอีกต่อไป โดยการเก็บเกี่ยวนั้นจะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนห้าไปจนถึงต้นเดือนหก และเมื่อถึงตอนนั้นจะเป็นการระดมพลทุกคน ตั้งแต่ลูกเด็กเล็กแดงไปจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่ในครอบครัว
ท่านลุงสี่นั้นแยกบ้านไปตั้งแต่ผู้อาวุโสเสียชีวิต โดยยังมีที่ดินซึ่งอยู่ในความครอบครองอยู่อีกเจ็ดไร่ จึงต้องอาศัยแรงชาวบ้านมาช่วยเก็บเกี่ยวทุกปี เพราะการเก็บเกี่ยวข้าวสาลีนั้นไม่ใช่งานง่าย ต้องโดนแดดแผดเผาแถมยังต้องก้มโค้งตัวงออยู่ตลอดทั้งวัน มิหนำซ้ำการใช้เคียวก็ต้องตวัดลงไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำ มิฉะนั้นอาจถูกใบของข้าวสาลีบาดเอาได้ง่ายๆ
ส่วนแผ่นหลังที่เสียดสีกับข้าวสาลีอยู่ตลอดก็คันยิบๆ จะถอดเสื้อก็ถอดไม่ได้ ต้องอดทนอยู่อย่างนั้นจนเมื่อผ่านไปได้หนึ่งวัน ต่อให้เป็นคนเก่งกล้าแข็งแรงขนาดไหนก็เหนื่อยจนยืนทรงตัวแทบไม่อยู่เลยทีเดียว
ขั้นตอนต่อไปหลังจากเกี่ยวข้าวสาลีเสร็จยังต้องใช้ล่อลากหรือลูกกลิ้งหินบดอันใหญ่อัดข้าวบนลานให้เรียบ เพื่อให้เมล็ดข้าวหลุดออกจากรวงข้าว ต้องทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้กี่ครั้ง จากนั้นก็ต้องแยกรวงข้าวสาลีกับฟางข้าวออกจากกัน เมื่อบดเมล็ดเสร็จแล้วก็ต้องมัดฟางข้าวไว้ วางเป็นกองฟางข้าวสาลีไม่ได้ทิ้งเพราะสามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงจุดไฟทำอาหารได้ในภายหลัง
ส่วนเมล็ดข้าวสาลีนั้นต้องนำมาฝัดข้าวอีกรอบเพื่อร่อนเอาเศษดินและเปลือกรวงข้าวต่างๆออกโดยอาศัยลมให้พัดฝุ่นผงและเปลือกรวงข้าวออกไป เหลือไว้แต่เมล็ดข้าวสาลีเท่านั้น
งานเหล่านี้จึงเป็นงานที่ยากลำบากและยังต้องใส่ใจรายละเอียด ในขณะที่คนหนึ่งกำลังฝัดข้าวอีกคนก็ต้องอยู่ข้างๆ คอยใช้ไม้กวาดขนาดใหญ่กวาดเศษเปลือกรวงข้าว ต้องทำอย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมาอีกหลายครั้ง จนกระทั่งเหลือเพียงเมล็ดข้าวสาลีเท่านั้น จากนั้นก็ต้องกางออกผึ่งลมให้แห้ง เพื่อป้องกันการเป็นเชื้อรา หลังจากตากเสร็จต้องใช้คราดไม้โกยข้าวสาลีให้ตั้งเป็นกอง ก่อนจะบรรจุใส่ถุงแล้วนำกลับบ้าน
ดังนั้นหลายวันมานี้ทั้งหมู่บ้านยุ่งกันพัลวันกับการเก็บเกี่ยวสาลีในไร่ของตนเอง ไม่มีเวลาสนใจใคร ส่วนสำนักศึกษาเองก็มีวันหยุดข้าวสาลีเช่นกัน โดยทุกปีจะหยุดสิบวันหรือหากใครไม่อยากกลับบ้านก็ยัง สามารถมาอ่านหนังสือที่สำนักศึกษาได้ เช่นเดียวกับถังฉือหรงและถังฉือจิ้นที่ไม่ถนัดเรื่องการเกษตร จึงไม่มีใครเรียกให้พวกเขากลับมาในปีนี้
เดิมทีถังฉือเย่คิดจะลงไปช่วยท่านลุงสี่และคุณนายโจวที่กำลังลงไปตัดข้าวสาลีโดยอาสาส่งข้าวส่งน้ำแต่ท่านป้าโจวบอกว่าปีนี้นางมีเงินเหลืออยู่พอสมควร จึงได้จ้างคนงานมาเพิ่ม ถังฉือเย่เพียงแค่ทำอาหารก็พอแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะไม่ต้องการให้ท่านย่าซุนรู้เรื่องนี้และอาจจะก่อปัญหาเพิ่มขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนั้นทั้งถังฉือเย่และฉีจิงจึงเป็นเพียงสองคนในหมู่บ้านที่ว่างงานและสบายที่สุดเพราะไม่มีที่ดินจะเพาะปลูกข้าวสาลีอย่างครอบครัวอื่น ด้วยเหตุนี้นางจึงนัดชายหนุ่มให้เตรียมตัวให้พร้อมเพื่อขึ้นเขาไปพร้อมกัน
ภูเขาบริเวณด้านหลังบ้านของถังฉือเย่นี้สูงชัน โดยปกติแล้วชาวบ้านจะไม่ขึ้นเขากันทางนี้ แต่หญิงสาวคิดว่าตัวเองรูปร่างค่อนข้างเล็กกะทัดรัด น่าจะปีนขึ้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก แต่พอเอาเข้าจริงกลับพบว่ามันยากกว่าที่คิดและว่ามีบางทีที่นางเอื้อมไม่ถึง ต้องใช้เวลาปีนอยู่นาน จอบที่อยู่ในตะกร้าข้างหลังก็เกิดร่วงลงมา โชคดีที่ไม่ตกใส่หัว
ถังฉือเย่อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ “คราวหน้าข้าไม่ขึ้นทางนี้แล้ว ยากเกินไป”
จังหวะนั้นเองฉีจิงก็ได้ยื่นมือของตัวเองมาทางด้านหน้าของนาง…มือของเขานั้นเรียวงาม แข็งแกร่ง มองเห็นเส้นเลือดที่ปูออกมาจากหลังมือ ถังฉือเย่จึงแตะด้วยความสงสัย
ฉีจิงที่กำลังจะดึงมือกลับ แต่นางก็รีบคว้ามือนั้นเอาไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ก่อนจะใช้แรงของเขาปีนขึ้นไปพร้อมกับถามว่า “อาฉี เจ้าว่าข้าจะเรียนการต่อสู้ได้หรือไม่?”
“ใครก็เรียนได้ทั้งนั้น เพียงแต่จะออกมาในรูปแบบไหน”
“ข้าอยากเก่งพอๆกับเจ้า”
ฉีจิงมองไปข้างหน้าพูดเสียงนิ่งๆ “ข้าเริ่มเรียนศิลปะการต่อสู้ตั้งแต่สามขวบ ข้าฝึกมาเรื่อยๆ จากหนึ่งชั่วยามเพิ่มมาเป็นห้าชั่วยาม ฝึกรับน้ำหนักตั้งแต่สองชั่งไปจนถึงสองหาบ รวมทั้งฝึกฝนอาวุธและการต่อสู้ทุกชนิด การต่อสู้บนพื้นดิน บนหลังม้า บนต้นไม้ บนเรือ หรือสถานการณ์ธรรมดาทั่วไป ก็ล้วนเคยฝึกฝนมาทั้งสิ้น หากเจ้าจะเก่งเท่าข้า...ก็คงจะยาก”
ถังฉือเย่ถึงกับนิ่งไป นางมองไปที่ใบหน้าที่แสนสงบนิ่งและแน่วแน่ของเขา ใบหน้าหล่อเหล่านั้น ยังคงเคร่งขรึม เอาจริงเอาจัง ท่าทีของเขาตอนนี้นั้นให้ความรู้สึกมั่นคงราวกับภูผา
“แต่ถ้าเจ้าอยากเรียนจริงจัง ข้าก็จะสอนให้”
“ข้าทำไม่ได้” หญิงสาวปฏิเสธทันที “ข้าแค่อยากเรียนศิลปะการต่อสู้ไว้เพื่อป้องกันตัวเองเท่านั้น อย่างการขึ้นเขาเหมือนวันนี้ก็ใช่ว่าจะสะดวกสบายเหมือนทางเรียบ รู้จักป้องกันตัวเองจะดีที่สุด อย่างน้อยหากเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้น ก็ยังสามารถขัดขืนหลบหลีกได้บ้าง เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองได้มีช่องทางหนี”
ยิ่งพูดเสียงของถังฉือเย่ก็ยิ่งเล็กลง เมื่อสบสายตานกเฟิงหวงของเขาแล้วไม่รู้เพราะเหตุใด นางจึงมีความรู้สึกเหมือนนักเรียนที่ไม่เอาไหนกำลังเผชิญหน้ากับอาจารย์ที่แสนเข้มงวด
ฉีจิงคิดอยู่นานก่อนที่ท้ายสุดจะบอกเพียงว่า “ได้” เล่นเอาคนฟังตกใจเล็กน้อยคิดในใจว่า ไม่ใช่ว่าพรุ่งนี้เขาจะมาลากนางไปซ้อมวันละหลายชั่วยามหรอกนะ ดังนั้นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ถังฉือเย่จึงชี้นิ้วไปอีกทาง พลางตะโกนว่า
“อาฉีเจ้าดูทางนั้นสิ เหมือนมันมีอะไรบางอย่าง”
ฉีจิงหันมองตามและด้วยความที่ภูเขาฝั่งนี้พื้นที่ค่อนข้างลาดชัน ชายหนุ่มจึงต้องประคองนางไว้กับต้นไม้ ก่อนจะเดินไปดู พลางกวาดสายตามองไป แล้วก็ต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย ย่อตัวลงเพื่อดูให้ชัดเจน ก่อนจะหันมาพูดกับหญิงสาวว่า
“โสมจีน” พร้อมกันนั้นเขาก็นั่งลงพลางขุดโสมออกมาวางไว้ในมือ พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน “น่าจะโตมาสิบกว่าปี ยังไม่ถึงร้อยปี”
“เป็นโสมจีนจริงเหรอ?”
ชายหนุ่มพยักหน้า เหลียวมองด้วยความแปลกใจ “เจ้าอยู่ไกลขนาดนั้น มองเห็นได้อย่างไร?”
“ข้าก็แค่โชคดีน่ะ” ถังฉือเย่พูดอ่อยๆ “ความจริงข้าไม่ได้เห็นอะไรทั้งนั้น ข้าแค่หลอกท่านเล่น”
ชายหนุ่มร่างสูงเงียบไปครู่ก่อนจะยืดตัวขึ้นแล้วนำโสมใส่ลงในตะกร้า “ความจริงหากเจ้าไม่กลั่นเหล้า อาศัยเพียงแต่โชคก็อยู่ได้แล้ว มันก็ไม่เลวเหมือนกันนะ”
“มันจะเหมือนกันได้อย่างไร…การกลั่นเหล้ามันเปรียบเสมือนการก้าวไปอีกขั้น มันเป็นขั้นเป็นตอน เราสามารถเหยียบมันเพื่อปีนสูงขึ้น จะปีนขึ้นไปอย่างไรก็สามารถควบคุมได้เอง อีกทั้งเราก็รู้อยู่ในใจ ว่าปืนขึ้นได้แล้วจะได้อะไร แต่โชคดีก็เหมือนเก็บของได้ตามทางไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเก็บได้ ไม่รู้ว่าจะเก็บได้อะไร ความรู้สึกมันต่างกันมาก ข้าอยากได้ความมั่นคงมากกว่าความโชคดีเพียงครั้งคราว”
ฉีจิงพยักหน้าเห็นด้วย “โชคดีอีกอย่างคือเจ้ายังมีสมองที่ชาญฉลาด”
เมื่อได้ยินคำชมต่อหน้า ถังฉือเย่ก็อดที่จะรู้สึกเขินๆไม่ได้ “เจ้าชมข้าเกินไปแล้ว เพียงแต่เจ้ากลับยังโชคร้ายเเหมือนเดิม คนแบบนี้ก็หายากเหมือนกันนะ”
มุมปากของฉีจิงโค้งลงสายตาคมกริบจ้องมองหญิงสาวไม่วางตาก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้ “เพราะมีเจ้า ข้าพบเจ้าแล้ว หลังจากนี้ข้าคงไม่ต้องโชคร้ายอีกแล้วล่ะ”
ถังฉือเย่กุ้มหน้างุด หัวใจที่เคยนิ่งสงบก็กลับมาเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง มือไม้เกะกะไปหมดไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี นางจึงหันหลังแล้วค่อยๆเดินขึ้นไปบนภูเขาอีกรอบโดยไม่พูดไม่จา
หลังจากผ่านส่วนที่สูงชันมา พื้นที่ภูเขาก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นที่ราบ ถังฉือเย่เหนื่อยจนหมดแรงแล้ว ก่อนที่ล้มลงไปกองกับพื้นนั้นนางก็ได้คว้าธนูของเขาเอาไว้จนร่างของฉีจิงเอียงมาตามแรงดึง ชายหนุ่มจึงหยุดเดินพลางหันมาถามด้วยความห่วงใย
“ข้ามภูเขาลูกนี้ไปได้แล้ว พวกเราก็ค่อยพักสักหน่อยแล้วกัน”
หญิงสาวจ้องมองเขาเงียบๆ ก่อนจะถามเสียงสะบัดหน่อยๆว่า “ข้าไม่ได้ทำอะไรให้เจ้าขุ่นเคืองใจใช่ไหม?”
ชายหนุ่มคิดอย่างจริงจัง อึดใจหนึ่งก็บอกเสียงซื่อ “ความจริงแล้วเรื่องที่เจ้าทำให้ข้าต้องขุ่นเคืองใจก็มีมากอยู่”
ถังฉือเย่เม้มปากแน่น ค้อนให้เขาวงใหญ่แล้วพูดอย่างโกรธเคือง “ข้าจะเดินไปจนถึงต้นไม้ต้นนั้น นั่งพักสักหน่อยแล้วก็จะกลับ หากไม่พอใจเจ้าก็ไปเองคนเดียว!”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง พลางกล่าว “ตกลงตามที่เจ้าพูดก็ได้” เมื่อนั้นแหละหญิงสาวจึงกลับมาเบิกบานอีกครั้ง จากนั้นทั้งสองคนจึงเดินลากกันไปมา พอเดินทางมาได้ครึ่งทาง เขาก็หยุดอย่างฉับพลันแล้วหันไปหยิบธนูและคันศรออกมาจากด้านหลัง
บทที่ 73 แมวป่า
ถังฉือเย่รีบปล่อยมือด้วยความตกใจเมื่อมองเห็นเขาคว้าธนูและคันศรไว้ในมือพลางก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว เมื่อเดินไปได้ประมาณเจ็ดแปดเก้าฉีจิงก็หยุดพร้อมกับหันมาบอกนางว่า
“มันตายแล้ว!”
หญิงสาวถอนหายใจด้วยความโล่งอกพร้อมกับเดินตามไป สายตาก็เห็นซากศพของสัตว์ร้ายที่ถูกกินจนเละอยู่ในพงหญ้า
ฉีจิงมองดูอย่างละเอียด พลางกล่าว “มีบางอย่างผิดปกติ”
“มีอะไรผิดปกติงั้นเหรอ?” ถังฉือเย่ถามอย่างกังวลหันหน้ามองเขาด้วยสายตาจดจ่อ เฝ้ารอคำตอบ ชายหนุ่มเหลือบมองนางแวบหนึ่ง นางเห็นรอยยิ้มเล็กน้อยจากสายตาของฉีจิงก่อนจะเดินไปข้างหน้า
หญิงสาวก้าวเดินตามไปทีละก้าวอย่างไร้เรี่ยวแรง ไม่กล้าห่างเขาเลยแม้แต่ก้าวเดียว หลังจากเดินมาได้ครึ่งทาง ฉีจิงก็พบว่าด้านหน้าโพรงต้นโสมโบราณ มีสัตว์ตัวน้อยๆอยู่สองตัว ตัวสีส้มปุกปุยนอนอยู่ตรงนั้นพลางกลิ้งไปมา
“ทำไมถึงมีแมวสองตัวอยู่ที่นี่?”
มุมปากฉีจิงโค้งลง “ไม่ใช่แมวบ้าน มันเป็นแมวป่าชนิดหนึ่ง”
“อะไรนะ…เจ้าบอกว่าอะไรนะ?”
“ข้าบอกว่ามันเป็นแมวป่า” แล้วหลังจากนั้นฉีจิงก็อธิบายลักษณะของแมวป่าที่มีลักษณะดูคล้ายแมวบ้านทั่วไป แต่รูปร่างจะใหญ่กว่า หัวจะเล็กกว่าแมวธรรมดา ปกติแล้วจัดเป็นสัตว์ดุร้ายพอสมควรเลยทีเดียว ลักษณะนิสัยเจ้าเล่ห์และรอบคอบ ถนัดวิ่ง ปีนป่าย ว่ายน้ำ ท่าทางของมันดุดัน มีความอดทนสูง ว่ากันว่ามันสามารถนอนนิ่งๆได้หลายวันโดยไม่ขยับ ทั้งยังสามารถวิ่งได้หลายสิบลี้โดยไม่หยุดพัก
ว่ากันว่าเหล่าขุนนางเมืองฉางอันนั้นมักจะเคยชินกับการเลี้ยงแมวป่าเอาไว้ล่าสัตว์ เพราะเป็นสัตว์ที่ฉลาดและเข้าใจมนุษย์ หากฝึกดีๆจะมีประโยชน์กว่าสุนัขและเสือดาวเสียอีก
“เก่งขนาดนั้นเลยหรือ?” ถังฉือเย่รู้สึกสนใจขึ้นมาทันทีพลางก้มหน้าไปจ้องมองอย่างละเอียด จึงได้เห็นว่าหูของมันตั้งขึ้น มีขอบสีดำ ขนที่ปลายหูแหลมๆของมันตั้งขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้นางสนใจมากที่สุดคงเป็นดวงตาของมันที่มีริ้วแนวตั้งสีดำอยู่ภายใน
ชายหนุ่มมองเห็นจึงพูดว่า “เมื่อมันโต จะมีลายเสือพาดอยู่บนตัวมันด้วยนะ ดวงตาของมันก็จะวับวาวดูแล้วมีเสน่ห์มากทีเดียว”
เมื่อเห็นถังฉือเย่พยักหน้า ฉีจิงจึงถามต่อ “อยากได้ไหม ก่อนหน้านี้เจ้าไม่ได้บอกหรอกหรือว่าอยากเลี้ยงสุนัขไว้เฝ้าบ้าน เจ้าพวกนี้ดีกว่าสุนัขตั้งหลายเท่า”
“อยากได้สิ ข้าอยากได้” หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ พลางเกาะแขนเสื้ออีกฝ่ายอย่างน่ารัก “อาฉี เจ้าฝึกมันเป็นไหม”
“ไม่เป็น”
“อ้าว!” นางดึงมือกลับในทันทีพร้อมทำหน้างอง้ำ
“แต่ข้าหาคนมาฝึกมันให้เจ้าได้นะ”
ดวงตาของถังฉือเย่เป็นประกายพลางยกมือไปเกาะเขาอีกครั้ง ชายหนุ่มยืนนิ่งพูดกับนางว่า
“เพียงแต่ว่าเจ้าสิ่งนี้มันไม่เหมือนสุนัข ที่จะรู้จักและคุ้นเคยกับทุกคนในบ้าน สัญชาตญาณของเจ้าแมวป่าตัวนี้ มันจะรู้จักและเชื่อฟังเฉพาะเจ้าของของมันแค่คนเดียว”
“อย่างนั้นก็ดี ข้าชอบแบบนี้แหละ”
ฉีจิงพยักหน้ายิ้มพลางช่วยนางดึงเถาวัลย์ออกมาถักเป็นตะกร้าก่อนจะจับแมวป่าสองตัวใส่เข้าไปแล้วจึงพากันเดินลงมาจากเขาอย่างมีความสุข
“แมวป่าสองตัวนี้ เป็นของข้าตัวหนึ่ง ของเจ้าตัวหนึ่ง พวกเรามาตั้งชื่อให้มันกันเถอะ”
“เอาสิ” ชายหนุ่มรู้อยู่นานแล้วว่านางชอบตั้งชื่อให้กับสัตว์ อย่างล่อของเขา นางก็ตั้งชื่อให้ว่าหม่าจวิ้น เขาสงสัยอยู่หลายวันว่าเหตุใดต้องสกุลหม่า ต่อมาจึงรู้ว่าความหมายของมันคือ ‘มันดูดีกว่าม้า’ นั่นเอง แต่ที่แปลกที่สุดคือวัวของท่านลุงสี่ตระกูลถัง นางตั้งชื่อให้มันว่า ‘หวงอู่’ เมื่อลองถามจึงรู้ว่ามาจากเขาสองข้างของเจ้าวัวเหมือนกับแขนสองข้างที่ยกขึ้นเต้นรำอยู่ จึงให้ชื่อว่าหวงอู่ นั่นเอง สำหรับแมวป่าทั้งสองตัวนี้ฉีจิงเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าถังฉือเย่จะตั้งชื่อว่าอะไร
หญิงสาวครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะบอกว่า “เช่นนั้นก็ตัวหนึ่งชื่อ ‘หนานเจิง’ อีกตัวนึงชื่อ ‘เป่ยจ้าน’ เจ้าคิดว่าไง”
ฉีจิงผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบหันกลับมามองด้วยสายตาแหลมคม
“ทำไม ไม่เพราะอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นตัว หนึ่งชื่อเตากวาง ตัวหนึ่งชื่อเจี้ยนอิ่ง เป็นอย่างไร?”
“ก็…ดี”
ถังฉือเย่ยิ้มตาหยี พลางมองแผ่นหลังของชายหนุ่มเขม็ง นึกในใจว่าพ่อหนุ่มฉี…ดูเหมือนความลับของเจ้าจะถูกเปิดเผยเสียแล้ว เมื่อได้ยินคำว่าหนานเจิงกับเป่ยจ้านก็มีปฏิกิริยาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมาคิดๆดูแล้วหญิงสาวที่นึกถึงคำพูดของเขาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับฉีหยาง หรือว่าคนในครอบครัวของเขาจะเคยเป็นแม่ทัพมาก่อนกระนั้นหรือ?”
ถังฉือเย่กับฉีจิงเดินกลับลงมาจากภูเขา ชายหนุ่มบอกว่าแมวป่าสองตัวนี้เริ่มมีฟันเล็กๆงอกออกมาแล้ว อายุของมันน่าจะประมาณสองสามเดือนซึ่งสามารถให้เนื้อเป็นอาหารได้แล้ว ดังนั้นทั้งสองจึงเดินอ้อมไปอีกไกล เพื่อไปจับกระต่ายสองตัว นำมาตุ๋นตัวหนึ่ง อีกตัวหนึ่งหั่นเป็นชิ้นเล็กๆเพื่อเป็นอาหารของแมวป่า
แม้ว่าแมวป่าจะตัวเล็ก แต่ถังฉือเย่ก็สามารถเห็นถึงสัญชาตญาณสัตว์ป่า และความดุร้ายในตัวมันได้อย่างชัดเจน หลังกลับมาถึงบ้านแล้วถังฉือหรง เสี่ยวเหยารวมทั้งฉีหยาง จึงมามุงล้อมดูฉีจิงให้อาหารมันอย่างระมัดระวัง
ในขณะที่กำลังให้อาหารอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงใครบางคนดังขึ้นที่ประตู…เป็นคุณนายโจวนั่นเอง ถังฉือเย่เงยหน้ายิ้มร้องทักอย่างยินดี
“ท่านป้ามาหาข้าช่วงนี้มีอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ ข้าตุ๋นกระต่ายเอาไว้อยู่ คิดว่าสักครู่จะเอาไปให้ท่านชามหนึ่ง”
คุณนายโจวไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบกวักมือเรียก “เย่เอ๋อร์มานี่สิ ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า” หญิงสาวเดินเข้าไป คุณนายโจวจึงดึงตัวนางมาที่ริมประตู พลางกล่าวเสียงเบา
“ข้าได้ยินอะไรบางอย่างมา ตั้งใจจะมาบอกเจ้าโดยเฉพาะ”
“อะไรหรือเจ้าคะ?”
“ข้าได้ยินมาว่าท่านย่าซุนและท่านป้าใหญ่ของเจ้า เที่ยวป่าวประกาศไปทั่วว่าตอนแรกที่เจ้ามาอยู่ที่นี่ เจ้าได้ขุดเงินออกมาเป็นจำนวนมาก และแอบเก็บไว้เองไม่น้อย วันๆจึงได้กินอยู่อย่างสุขสบายเช่นนี้” พูดไปคุณนายโจวก็โกรธเล็กน้อย
“และมีคนไม่น้อยเลยที่เชื่อเรื่องนี้ พวกเขาบอกว่าเงินวางอยู่ต่อหน้าต่อตา มีหรือที่เด็กน้อยผู้นั้นจะไม่โลภอยากได้มัน ไม่เอาน่ะสิแปลก”
ถังฉือเย่ขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา “กลอุบายเช่นนี้ น่าจะเป็นความคิดของถังฉือจิ้นไม่ผิดแน่ ตอนนี้พวกเขาคงต้องงัดกลอุบายที่มีออกมาจนหมดหน้าตักแล้วล่ะ”
“ข้าอดเป็นห่วงเจ้าไม่ได้”
ถังฉือเย่กอดปลอบโยนคุณนายโจวพลางพูดว่า “ท่านป้า ข้าไม่เป็นไรหรอก ท่านหัวหน้าตระกูลไม่ใช่คนโง่ เขารู้อยู่แก่ใจ อีกอย่างข้าเห็นว่ามีม้วนกระดาษอยู่ ข้าเดาว่าม้วนกระดาษนั่นน่าจะเขียนจำนวนเงินเอาไว้ งานนี้ตระกูลถังจะต้องกลายเป็นผู้ร้ายขี้อิจฉาแน่ ท่านอย่าได้กังวลไปเลย” คุณนายโจวพยักหน้าลงแม้จะยังไม่ค่อยสบายใจนักก็ตาม
ความจริงตอนแรกที่ได้ยินถังฉือจิ้นคิดวิธีนี้ ท่านย่าซุนดีใจพลางชมเขาฉลาดหลักแหลมไม่ขาดปาก เพราะสาเหตุที่ท่านหัวหน้าตระกูลเห็นความสำคัญของถังฉือเย่นั้นไม่ใช่เพราะนางหาเงินให้กับครอบครัวเขาหรอกหรือ
แต่หากเขารู้ว่าถังฉือเย่แอบเก็บเงินบางส่วนเอาไว้ เช่นนั้นพวกเขาจะไม่รีบมาคิดบัญชีกับนางหรอกหรือ และในเมื่อหญิงสาวไม่มีเงินจ่ายก็คงต้องมีปากเสียงแตกหักกับท่านหัวหน้าตระกูลแน่นอน
ท่านย่าซุนยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันถูกต้องและถูกใจเป็นที่สุด น่าเสียดายอยู่อย่างเดียวคือท่านย่าซุนมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง!
ตอนนี้ตระกูลถังกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ใครก็ต่างหลีกเลี่ยงและหวาดกลัว มีแต่คำซุบซิบนินทา และที่สำคัญคือพวกเขาไม่รู้เลยว่ามีม้วนกระดาษสัญญาอยู่ และไม่รู้แม้แต่จำนวนเงินที่แน่ชัด ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงคิดว่าวิธีการนี้เป็นวิธีการที่ดีที่สุด มันจะต้องทำลายชื่อเสียงของถังฉือเย่ได้แน่นอน
เดิมทีช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวนี้ทุกคนต่างก็ยุ่งวุ่นวาย ไม่มีกะจิตกะใจจะซุบซิบนินทา แต่จากการป่าวประกาศของตระกูลถังจึงทำให้หลังจากนั้นไม่นานข่าวนี้ก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้าน แม้กระทั่งท่านหัวหน้าตระกูลเองก็ได้ข่าวคราวเรื่องนี้เช่นกัน พร้อมกันนั้นก็โมโหจนตะโกนด่าลั่นบ้านไปตั้งหลายรอบ
“ช่างก่อเรื่องกวนใจเสียจริง สิบลี้นี้คงหาหญิงสาวที่ทั้งโง่ทั้งงูพิษทั้งกลับกลอกเช่นนี้ไม่ได้แล้ว”
ดังนั้นถังหย่งฟู่และเหอซื่อที่เพิ่งกลับมาจากทุ่งข้าวสาลี ก็โดนท่านหัวหน้าตระกูลส่งคนมาเรียกตัวไปทั้งที่ยังไม่ได้จิบน้ำสักคำ
เมื่อเข้าไปก็พบท่านย่าซุน หลี่ซื่อ ถังกุ้ยฮวา และแม้กระทั่งถังฉือจิ้นก็ล้วนอยู่ที่นี่ แต่ละคนหดตัวเล็กลงราวกับนกกระทา ข้างๆยังมีชาวบ้านอีกหลายคนที่เพิ่งกลับมาจากทุ่งข้าวสาลี ท่านหัวหน้าตระกูลก็พาเขาไปที่ห้องโถง ม้วนกระดาษใบนั้นจนตอนนี้ก็ยังวางอยู่ด้านบน
ท่านหัวหน้าตระกูลจุดธูปบูชาด้วยตัวเอง พลางนำม้วนกระดาษนั่นลงมา และยื่นมันให้กับเขา ถังหย่งฟู่รีบเช็ดมืออย่างรวดเร็ว พลางเอื้อมไปรับสองมือ เมื่อเห็นมัน ใบหน้าของเขาก็แดงขึ้นมาด้วยความอับอาย
ครั้งนี้ท่านหัวหน้าตระกูลไม่ไว้หน้าเขาสักนิด พูดเสียงดังว่า “อ่านออกมา พวกเจ้าจงฟังเอาไว้”
ถังหย่งฟู่จึงต้องอ่านออกมาอย่างไม่มีทางเลือก มีชาวบ้านจำนวนน้อยที่อ่านตัวอักษรได้ แต่ม้วนกระดาษสัญญานี่เขียนอย่างกระชับและตรงประเด็น ไม่มีคำพูดไร้สาระนอกเรื่อง ทุกคนต่างเข้าใจมันได้ในทันที จากนั้นทุกคนก็พากันซุบซิบนินทา
หลังจากถังหย่งฟู่อ่านจบ ท่านหัวหน้าตระกูลถังก็นำม้วนกระดาษวางกลับไปที่เดิม พลางยืนอยู่ตรงประตูพร้อมไม้เท้า “ทุกครอบครัวทุกตระกูลล้วนอยู่กันอย่างสงบสุข หากมีเรื่องไม่ถูกต้อง เรื่องยุยงให้ครอบครัวแตกแยกกันเกิดขึ้นอีก ข้าไม่ปล่อยนางเอาไว้แน่”
พูดเสร็จก็มองท่านย่าซุนด้วยสายตาอาฆาต จนใบหน้าของท่านย่าแดงขึ้นมาด้วยความอับอายแม้จะมีหลานชายโตพอที่จะแต่งงานได้แล้ว แต่กลับมาโดนท่านหัวหน้าตระกูลต่อว่า ว่าเป็นครอบครัวที่สร้างปัญหาเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนมากมาย นี่มันน่าขายหน้าและน่าอับอายจนแทบอยากมุดแผ่นดินหนี!
บทที่ 74 เกราะป้องกันสกุล
ทันทีที่กลับถึงบ้านตระกูลถัง ถังหย่งฟู่ก็อาละวาดยกใหญ่พร้อมกับตบหลี่ซื่อจนปรากฏรอยแดงปื้นที่ชัดเจน เดิมทีท่านย่าซุนเองก็เป็นคนที่ไม่ค่อยมีเหตุผลอะไรอยู่แล้ว ที่สำคัญคือตัวนางเองก็ไม่ได้เอ็นดูลูกชายคนโตผู้นี้สักเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่ไม่อยากพูดถึงถังฉือจิ้น นางจึงเลือกที่จะแบกความผิดครั้งนี้เอาไว้เอง
ถังหย่งฟู่กัดฟันกรอดรู้สึกทั้งโกรธและอับอาย สู้อุตส่าห์ทำงานทุกวันเหนื่อยสายตัวแทบขาดยังไม่เคยปริปากบ่นอะไรเลยสักคำ ผู้หญิงที่บ้านกลับยังจะสร้างเรื่องวุ่นวายอีก แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เขาโกรธได้อย่างไร
เมื่ออาละวาดจนเหนื่อย ท่านย่าซุนเองก็ไม่กล้าที่จะส่งเสียงออกมา ถังหย่งฟู่จึงนั่งลงพลางพูดขึ้นว่า “เรื่องงานในไร่ในสวนรีบไปหาคนมาทำแทน ข้าไม่ทำแล้ว”
ตอนนี้ตระกูลถังมีที่ดินอยู่ทั้งหมดสามสิบแปดไร่ จำนวนแรงงานผู้ชายในบ้านก็ถือว่ามีไม่น้อย เพียงแต่ตอนนี้นั้นท่านปู่ถังกับบ้านรองถังหย่งกุ้ยไม่อยู่บ้าน ส่วนก่อนหน้านี้ถังหย่งหมิงที่อยู่บ้านก็ไม่เคยทำงานอะไร แถมตอนนี้ก็แต่งงานออกไปแล้ว
ตลอดชีวิตของท่านย่าซุนนั้นไม่ต้องพูดถึงถังฉือจิ้นเลย เพราะเขานั้นเป็นหลานรัก และก็ไปศึกษาที่สำนักศึกษาตั้งแต่เด็ก ไม่ได้กลับมาบ้าน ส่วนถังฉือหยินเองก็มีน้ำหนักมากนั่งเป็นก้อนไขมันไม่ขยับไปไหน ดังนั้นที่ผ่านมาจึงมีเพียงถังหย่งฟู่กับเหอซื่อเท่านั้นที่เป็นคนลงแรงทำไร่ทำสวน หากไม่เสร็จก็ต้องไปว่าจ้างชาวบ้านคนอื่นมาช่วย เพียงแต่ว่าปีนี้ครอบครัวนางไม่มีเงินแล้วจริงๆ
เหตุนี้หญิงชราจึงพูดขึ้นด้วยความโมโหว่า “หากเจ้าไม่ทำแล้วใครจะทำ พวกเราไม่มีเงินไปจ้างคนมาช่วยงานแล้วนะ”
“ก็จริง” เหอซื่อที่เพิ่งจะถูกตบตีจนล้มลงไปกองกับพื้นเมื่อครู่พูดขึ้นพร้อมกับประคองตัวลุกขึ้น “เงินของบ้านใหญ่เราก็ส่งไปให้ส่วนกลางทั้งหมด ตัวข้าเองก็ไม่ได้เอาไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอะไร หากไม่จ้างคนมา พวกเราทำจนเหนื่อยตายก็ทำไม่เสร็จหรอก”
“แต่หมิงเอ๋อร์เป็นพี่น้องแท้ๆของพวกเจ้านะ!”
“โชคดีที่เป็นพี่น้องกันแท้ๆ” เหอซื่อยืดคอพลางพูดว่า “ถ้าหากเป็นหลานสาวแท้ๆละก็ ข้าคงให้เขาขายไปแล้ว”
ในตอนนั้นท่านย่าซุนที่ได้ยินก็คลั่งขึ้นมาทันที นางลุกขึ้นพลางเงื้อมือตบไปที่หูของเหอซื่อที่ไม่กล้าที่จะขัดขืน จึงทำได้เพียงผลักออกเล็กน้อยเท่านั้น
แม่สามีกับลูกสะใภ้คู่นี้ทะเลาะกันร่วมๆหนึ่งชั่วยามได้ เสียงดังจนได้ยินไปทั่ว แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาห้าม กระทั่งวันถัดมาตระกูลถังก็ได้ปล่อยข่าวออกไปว่าจะจ้างคนมาทำงานเก็บเกี่ยวข้าวสาลี
สำหรับเรื่องนี้นั้นเมื่อถังฉือเย่ได้ยินก็ไม่ได้คิดอะไรและก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ หญิงสาวเลือกที่จะนั่งเกวียนเข้าไปในเมืองกับฉีจิงเพื่อหาคนมาฝึกแมวป่าที่เก็บมาได้
ชายหนุ่มขอชุดเก่าของนางมาหนึ่งชุดเพื่อให้แมวป่าได้คุ้นเคยกับกลิ่นของเจ้าของ พอเดินทางมาถึงในตัวเมืองแล้ว ฉีจิงชะลอความเร็วของรถลากเหลือบมองไปที่ถังฉือเย่อย่างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
หญิงสาวที่รู้ว่าเขาคิดอะไร จึงชิงพูดก่อนว่า “เจ้ารีบไปหาคนมาเถอะ ข้ากำลังอยากไปซื้อของพอดี พวกเราค่อยมาเจอกันตอนเที่ยงๆที่โรงเหล้าซื่อฟางแล้วกัน”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ระวังตัวด้วย”
ถังฉือเย่ตอบรับจากนั้นจึงผละจากไป โดยวันนี้นางพกโสมจีนติดมือมาด้วยตั้งใจจะเดินไปร้านยาที่เคยไปในครั้งก่อน
สมุนไพรโชวูในครั้งก่อนนั้นเป็นคู่หยินหยางซึ่งหายากมากจึงสามารถขายได้ราคาสูงถึงห้าพันตำลึงส่วนโสมจีนต้นนี้มีอายุสักสิบปี ถึงแม้คุณภาพจะไม่เลว แต่ก็คงจะขายได้แค่ไม่กี่สิบตำลึง ในใจของถังฉือเย่จึงคิดว่าหากร้านยาให้ราคาสักห้าหกสิบตำลึงนางก็จะขายทันที
บริเวณหน้าร้านขายยานั้นมีผู้คนเดินกันอยู่ขวักไขว่ หนึ่งในนั้นคือชายผู้หนึ่งที่เดินออกมาทางที่หญิงสาวยืนอยู่พร้อมกันนั้นก็หาวขึ้นหลายทีด้วยความขี้เกียจ แต่แล้วจู่ๆก็หยุดระหว่างทางแล้วหรี่ตามองมาที่ตะกร้าเล็กๆที่ถังฉือเย่สะพายอยู่
หญิงสาวรู้สึกได้ว่าตะกร้าด้านหลังนั้นสั่น นางจึงรีบหันกลับมาอย่างรวดเร็ว มองเห็นเพียงเงาร่างสูงเงาหนึ่ง นางจึงรีบคว้าเชือกที่อยู่ด้านหลังเพื่อลองวัดน้ำหนัก พร้อมกันนั้นก็เอ่ยปากร้องเรียกชายผู้นั้นไม่หยุดปาก
“พ่อหนุ่ม หยุดอยู่ตรงนั้นนะ!”
ชายหนุ่มผู้นั้นยังคงเดินต่อไปอย่างสบายๆ ทำราวกับไม่ได้ยินเสียงเรียก ถังฉือเย่จึงสาวเท้าเดินไปเร็วๆ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่เขาหันหน้ากลับมาช้าๆ
ชายผู้นี้สวมเสื้อสีเทาแขนสั้นธรรมดา ร่างกายสูงใหญ่กำยำ บนใบหน้ามีหนวดเครารกเรื้อจนทำให้ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่กันแน่
เขามองดูนางอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็พูดขึ้นด้วยสีหน้าที่เหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “พ่อหนุ่ม เจ้าเรียกข้าอย่างนั้นหรือ?”
หญิงสาวเองก็มองดูเขาอย่างสังเกตเช่นกัน ก่อนจะพูดด้วยท่าทางนิ่งๆ “ดูจากท่าทางของเจ้าแล้ว ข้าคงสู้เจ้าไม่ได้ แต่ข้าเองก็ไม่อยากจะเสียมันไป ของสิ่งนั้นเป็นของข้า ถ้าหากเจ้ากำลังลำบากอยู่ ข้าจะให้เจ้ายืมก่อนก็ได้ แต่จู่ๆกลับมาเอาไปเสียอย่างนั้น” นางเบ้ปากเล็กน้อย “ยังเรียกว่าลูกผู้ชายได้อีกหรือ?”
ชายหนุ่มอึ้งไปเล็กน้อย จากนั้นก็หัวเราะอยู่พักใหญ่ “เดิมทีข้าก็อยากจะเถียงเจ้าเสียหน่อย แต่เจ้าเด็กคนนี้ ปากเจ้านี่พูดไม่หยุดจริงๆ ทำให้ข้าไม่กล้าจะเถียงเลย”
ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปหยิบถุงโสมจีนออกมา จากนั้นก็โยนมันในมือเบาๆ “ถ้าอย่างนั้น ข้าไม่มีเงิน จะขอยืมเจ้ามาใช้ก่อนได้หรือไม่?”
ถังฉือเย่รีบคว้าถุงโสมจีนกลับมาถือไว้ ตวัดสายตาขึ้นบอกเขาว่า “ไม่มีเงิน เจ้าก็ไปหาเงินสิ มีมือมีเท้า ตัวก็ออกใหญ่ หรือว่าจะมีไว้แค่ดูดีอย่างเดียว ไม่หางานหาเงิน แล้วยังมาขโมยของคนอื่น ไม่รู้สึกขายหน้าบ้างหรืออย่างไร?”
ชายหนุ่มหรี่ตามอง ถังฉือเย่เองก็ระมัดระวังอย่างมาก และเมื่อแน่ใจว่าเขาจะไม่ทำอะไร ดังนั้นนางก็หันหลังและเดินไป อีกฝ่ายเองก็ไม่ได้ตามมาดูเหมือนว่าเขาน่าจะเป็นแค่ชายเกียจคร้านคนหนึ่งไม่ได้เลวอะไรขนาดนั้น ถังฉือเย่จึงถอนหายใจเบาๆ พลางเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น
แต่ใครจะไปรู้ว่าเมื่อหญิงสาวเดินมาถึงด้านหน้าของซอยนั้นกลับได้ยินเสียงคนกำลังพูดพึมพำอะไรฟังไม่ได้ศัพท์ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของผู้หญิงที่กำลังกรีดร้อง น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ก่อนจะถูกใครปิดปากเอาไว้ จากนั้นก็เงียบหายไป
ถังฉือเย่ขมวดคิ้วมุ่น นางรีบถอยหลังอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินเรียบกำแพงไปสองสามก้าวจึงได้เห็นคนร้ายสองคนที่อยู่สุดซอยที่อยู่ในอาการเมามายกำลังดึงเสื้อผ้าของหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ มืออีกข้างหนึ่งยกมาปิดปากนางเอาไว้ พลางใช้มือลูบคลำไปทั่ว
หญิงสาวผู้นั้นพยายามขัดขืนสุดความสามารถ แต่ไม่ว่าจะดิ้นอย่างไรก็ดิ้นไม่หลุด เพราะคนร้ายทั้งสองคนนั้นเป็นชายร่างใหญ่ ตอนนี้ฉีจิงก็ไม่อยู่ ลำพังตัวนางเองคงสู้ไม่ได้แน่!
ถังฉือเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถอยออกมาจากซอยนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะวิ่งกลับไปที่ถนน ชายหนุ่มผู้นั้นยังไปได้ไม่ไกลนัก ถังฉือเย่ก็รีบวิ่งเข้าไปพลางยื่นโสมจีนไปให้ในมือของเขา แล้วพูดขึ้นว่า
“อันนี้ข้าให้เจ้าแต่ช่วยข้าทำอะไรหน่อยได้หรือไม่?”
ชายหนุ่มอึ้งไปเล็กน้อยเลิกคิ้วมอง “เจ้าว่าอะไรนะ?”
“เร็วเข้า!” ถังฉือเย่ดึงแขนของเขา “ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว เจ้าช่วยข้าจัดการคนสองคนหน่อย โสมจีนนี้ข้าให้เจ้าเป็นค่าตอบแทน”
ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงเดินไปตามแรงดึง ถังฉือเย่ลากเขาเข้าไปในซอยอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตะโกนขึ้นจากที่ไกลๆ
“หยุดนะ!”
คนร้ายทั้งสองเงยหน้าขึ้นและด่าขึ้นมาด้วยความเมาว่า “อะไรวะ กล้ามายุ่งเรื่องของพวกข้ารึ”
จังหวะนั้นเองที่ถังฉือเย่จัดการผลักหลังของชายหนุ่มให้ออกไปด้านหน้าพร้อมกับสั่งว่า “จัดการพวกเขา!”
ชายหนุ่มเดินเข้าไปข้างหน้าอย่างขี้เกียจ ถังฉือเย่มองดูอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าเขามือเท้าอ่อน มองแค่แวบเดียวก็รู้แล้วว่าไม่ได้เรื่อง และก็คงจะสู้สองคนนั้นไม่ได้แน่ นางจึงตะโกนออกไปว่า
“พวกเจ้ายังไม่หยุดอีก พวกข้าเป็นคนของพี่ใหญ่ซ่งนะ กล้ายั่วโมโหพวกข้า ข้าจะทำให้เจ้ากินไม่ได้เดินไม่ไหวเลยคอยดู!”
สีหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นไร้คำพูด ก่อนจะออกหมัดด้วยความแรงแถมยังต่อยออกไปอีกหลายหมัดในทันที ถังฉือเย่รีบเดินเข้าไปพร้อมกับดึงหญิงสาวผู้โชคร้ายคนนั้นออกมาซึ่งกำลังตกใจเป็นอย่างมาก
ถังฉือเย่เพิ่งจะเดินเข้าไป นางก็กรีดร้องอย่างเสียสติใช้มือทั้งสองกุมหัวเอาไว้ ขยับตัวมาชิดกำแพง
“ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว ไม่เป็นไรแล้ว ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว พวกเราไปกันก่อนเถอะ” ถังฉือเย่พูดไปก็โอบแขนของหญิงสาวผู้นั้นไปด้วย จากนั้นก็ตบที่หลังของนางเบาๆพลางพูดปลอบอย่างอ่อนโยน
“ไม่ต้องกลัวนะ ไม่เป็นไรแล้ว”
ในระหว่างนั้นถังฉือเย่เห็นว่าชายหนุ่มได้จัดการคนร้ายทั้งสองจนวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงไปแล้ว นางจึงไม่ได้รีบที่จะพาหญิงสาวผู้นั้นย้ายไปตรงอื่น รอจนเขาเดินกลับมาแล้วสะกิดที่หลังเบาๆ
หญิงสาวกล่าวขึ้นว่าโดยไม่ได้หันหน้าไปมองว่า “เอาโสมจีนไป เรื่องของวันนี้อย่าได้แพร่งพรายให้ใครรู้ พวกเราไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว”
“ไม่ใช่เรื่องโสม” ชายหนุ่มเอาโสมมาหนีบไว้ที่แขน พูดขึ้นอีกว่า “ไม่ใช่เรื่องโสม เจ้ารู้จักพี่ใหญ่ซ่งด้วยรึ?”
“ไม่รู้จักหรอก แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าได้ไปเจอเข้ากับกลุ่มที่กำลังทะเลาะชกต่อยกันอยู่ และได้ยินว่าพี่ใหญ่ซ่งกับพี่ใหญ่หานเป็นผู้มีอิทธิพลในเมืองนี้น่ะ”
“ออ!” ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “อย่างนั้นแล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่พูดถึงพี่ใหญ่หานล่ะ ทำไมต้องพูดถึงพี่ใหญ่ซ่งด้วย?”
ถังฉือเย่ถอนหายใจดังเฮือก หันกลับมาหาเขาพร้อมกับบอกอย่างไม่ยี่หระ “เกราะป้องกันจะสกุลอะไรมันสำคัญด้วยหรือ?”
บทที่ 75 พี่ใหญ่หาน
ชายหนุ่มผู้นั้นหันหลังกลับแล้วเดินจากไปพร้อมกับโสมจีนทันที แถมยังดูแล้วไม่มีความเกรงกลัวอะไรเลยแต่นิดเดียว
สำหรับถังฉือเย่นั้นต้องใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งจึงจะปลอบใจหญิงโชคร้ายผู้นี้ให้ค่อยๆสงบลงได้ เมื่อพิจารณาจากภายนอกดูแล้วน่าจะมีอายุราวสิบสี่สิบห้าเห็นจะได้ สวมเสื้อผ้าเครื่องประดับราคาแพงงดงาม เห็นได้ชัดว่าน่าจะมาจากตระกูลใดตระกูลหนึ่งที่มีฐานะ นางพยายามข่มเสียงให้นิ่งเช็ดน้ำตาป้อยๆ
“ข้าต้องขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือข้าครั้งนี้”
“ไม่เป็นไรหรอก ข้าแค่บังเอิญมาเจอเข้าพอดี” ถังฉือเย่พูดพลางช่วยจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่ เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้ว นางจึงค่อยๆพยุงหญิงสาวออกมาด้านนอก จากนั้นจึงพูดปลอบอีกครั้งว่า
“ไม่ต้องกังวลหรอก เรื่องนี้จะไม่มีใครรู้”
“ท่านผู้มีพระคุณสกุลอะไรหรือ?”
ถังฉือเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เรียกข้าว่าอาเย่ก็ได้”
“อาเย่”
และทันทีที่ทั้งสองคนเดินพ้นจากซอยนั้นก็มีคนจำนวนหนึ่งวิ่งสวนเข้ามา สาวใช้คนหนึ่งสีหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน เมื่อเห็นนางก็ร้องไห้พลางพูดว่า “คุณหนู หาเจอแล้ว ข้ากลัวแทบตาย!”
ถังฉือเย่ที่เห็นว่าหญิงสาวผู้นี้มีคนอยู่เป็นเพื่อนและไม่น่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นแล้วนางก็ค่อยๆออกมาอย่างเงียบเชียบ เพราะไม่ต้องการให้พวกนางตอบแทนบุญคุณอะไร เพียงแค่เห็นแล้ว หากไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย ตัวนางเองก็คงจะรู้สึกผิดอยู่ในใจ
เมื่อนางก้าวไปข้างหน้าก็ได้เห็นชายคนนั้นโผล่ออกมาจากซอย เขาคาบต้นหญ้าไว้ในปากมองดูเงาด้านหลังของนางแล้วหัวเราะ
“น่าสนุกดีนี่”
ถังฉือเย่ไม่ทันได้ยิน หลังจากนั้นนางก็ใช้เวลาไปกับการซื้อของมากมายมาตลอดทางจนถึงโรงเหล้าซื่อฟาง สายตามองเห็นฉีจิงและเถ้าแก่เฉินยืนอยู่ที่หน้าต่างชั้นสองรอนางอยู่แต่ไกล
ครั้งนี้ที่นางมาด้วยตัวเองนั้นก็เพื่อตกลงกับเถ้าแก่เฉินว่า เหล้าบ๊วยชุดนี้จะแบ่งบรรจุกันอย่างไร นางมาช้าเพียงนิดเดียวก็เห็นได้ว่าฉีจิงได้จัดการธุระไปเรียบร้อยแล้ว
เถ้าแก่เฉินมองนางด้วยสายตาแปลกๆ หลังจากนั้นก็ชวนให้นางอยู่กินข้าวกันก่อนอย่างมีน้ำใจ โดยที่ถังฉือเย่ไม่รู้มาก่อนว่าทั้งสองคนนั้นรู้จักกันมาก่อน และก็ไม่รู้ด้วยว่าครั้งนี้ฉีจิงเอาคำของนางไปบอกให้เถ้าแก่เฉินฟัง เมื่อเธอมองดูแล้วก็แน่ใจว่าเถ้าแก่เฉินไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรจึงตอบตกลงไป
เถ้าแก่เฉินเดินนำพวกเขาเข้าไปในห้องพักส่วนตัวที่กั้นไว้ด้วยผ้าม่านทำให้ถังฉือเย่ได้ยินว่าทุกคนที่เข้ามาในโรงเหล้าแห่งนี้จะต้องถามถึงเหล้าฟู่โช่ว เห็นได้ชัดว่าภายในเวลาสั้นๆ เถ้าแก่เฉินได้ทำให้เหล้านี้เป็นที่นิยมขึ้นมาเป็นอย่างมาก
หญิงสาวรู้สึกอึ้งเล็กน้อย นางคิดว่าเถ้าแก่เฉินน่าจะรอเหล้าชุดที่สองส่งมาก่อนแล้วค่อยวางจำหน่าย ไม่คิดว่าเขาจะไว้ใจนางขนาดนี้ หลังจากนั้นพวกเขาจึงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ก่อนที่จะลากลับนั้นเถ้าแก่เฉินยังมอบกล่องอาหารให้อีกกล่องหนึ่ง ภายในบรรจุอาหารดีๆเลิศรสมากมาย
เมื่อเดินออกมาจากโรงเหล้า ถังฉือเย่ก็พูดกับชายหนุ่มข้างกายว่า “เมื่อครู่ข้าได้เป็นวีรบุรุษช่วยหญิงงามไว้ด้วยล่ะ”
ฉีจิงชะงักไปครู่ แววตาดูเคร่งขรึม “เกิดอะไรขึ้น?”
จากนั้นนางจึงได้เล่าเรื่องราวให้เขาฟังอย่างละเอียด ชายหนุ่มสกุลฉีคิ้วขมวดเมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เขาพยักหน้า
“จัดการแบบนี้ก็ดี โชคดีที่เจ้าไม่บุ่มบ่ามทำอะไรลงไปโดยไม่ระวัง”
“แน่นอนอยู่แล้ว ข้ารู้หรอกน่าว่าการที่จะช่วยคนอื่นแล้วต้องทำให้ตัวเองเข้าไปเสี่ยงนั้นไม่ใช่คนกล้าหาญแต่มันคือคนโง่ต่างหาก ถ้าหากไม่ได้เจอเข้ากับเจ้าโง่ตัวโตนั่น ข้าก็คงจะคิดหาวิธีอื่นช่วยคนให้ได้”
ฉีจิงพยักหน้าลง พร้อมกันนั้นก็ได้ยินเสียงร้องเพลงของถังฉือเย่ดังขึ้น “โลกนี้มีคนอีกมากมายที่เก่งกว่าเจ้า อย่าได้ดันทุรังไปเลย หากยังมีชีวิตอยู่ก็ยังคงมีความหวังต่อไป เมื่อยามเจอคนถูกรังแกแต่ไม่มีกำลังพอก็ค่อยหาคนมาช่วยเหลือแล้วค่อยออกไปสู้”
เมื่อร้องมาจนถึงประโยคสุดท้ายหญิงสาวก็ยิ้มจนตาหยีพลางกระโดดขึ้นไปบนแท่นหินข้างๆ จากนั้นก็ทำท่าชักดาบออกมาอย่างที่ตัวเองคิดว่าไม่มีใครทำได้น่าออดอ้อนเท่านี้อีกแล้ว ฉีจิงนั้นอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ พอเห็นสายตาดุๆของนางก็หยุดทันทีก่อนกระแอมเบาๆ แล้วพูดเสียงขรึมว่า
“น่าเกรงขามมาก!”
“แล้วไป” ถังฉือเย่ทำเสียงหึ! ในลำคอ ก่อนที่ทั้งสองคนจะพูดคุยกันเคล้ากับเสียงหัวเราะไปตลอดทางเพื่อกลับเข้าสู่หมู่บ้าน ซึ่งในระหว่างที่พวกเขากำลังก้าวเท้าขึ้นเกวียนนั้นด้านหลังก็มีร่างผอมๆของขอทานคนหนึ่งวิ่งเหยาะๆกลับไป ก่อนจะเข้าไปในร้านเล็กๆข้างทางอย่างรวดเร็ว
ภายในร้านนั้นปรากฏชายร่างสูงใหญ่ที่ใส่เสื้อแขนสั้นสีเทาที่นั่งอยู่กลางร้าน ขอทานตัวเล็กคนนั้นเดินเข้าไปหาพลางกล่าวขึ้นว่า “พี่ใหญ่หาน พวกนางไปแล้ว ข้าไปถามมาได้ความว่าพวกเขาเป็นคนจากหมู่บ้านจวี้เป่า เจ้าของเกวียนคันนั้นชื่อฉีจิง เพิ่งซื้อมาได้ไม่นาน อย่างอื่นนั้นข้าก็ไม่รู้แล้ว”
ชายร่างสูงใหญ่พยักหน้า จากนั้นก็โบกมือไปมาเพื่อให้ขอทานนั้นไปได้ พลางถามคนข้างๆว่า
“ช่วงนี้กำเริบขึ้นมาอีกแล้วรึ?”
“เขากล้ากำเริบที่ไหน” คนผู้นั้นหัวเราะไปรินเหล้าไปพลางพูดขึ้นว่า “ตั้งแต่เกิดการทะเลาะกันครั้งก่อน ขาก็หัก ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนแล้ว มีอะไรงั้นเหรอ ยังมีใครกล้าเอ่ยถึงเขาต่อหน้าท่านอีกหรือ?”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก” ชายร่างสูงใหญ่เลิกคิ้วและยิ้ม “มีคนชี้มาที่ข้าแล้วบอกว่าเป็นคนของพี่ใหญ่ซ่งน่ะสิ”
เมื่อได้ยินลูกน้องต่างพากันหัวเราะยกใหญ่ “พี่ใหญ่ ใครกันช่างกล้าเสียจริง ท่านไม่จัดการหักขาเจ้านั่นเสียล่ะ?”
“ไม่หรอก” ชายร่างใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าหัวเราะ “ข้าเป็นประเภทพวกรับของคนอื่นมาแล้วก็มักใจอ่อนน่ะสิ”
ความที่เขาก็เป็นคนที่เอ้อระเหยไปวันๆ ไม่มีเงินอะไรมากอยู่แล้ว หากต้องการโสมจีนก็คงไม่มีปัญญาหาซื้อมาได้ โชคดีที่ได้เจอระหว่างทางพอดีจึงหยิบมา ไม่ได้ไปปล้นจี้ใครเขาเสียหน่อย คิดไม่ถึงว่าสาวน้อยที่แต่งตัวเป็นผู้ชายคนนั้นจะกล้าขนาดนี้ เมื่อพิจารณาดูจากมูลค่าของโสมนี้แล้ว หากได้เจอในครั้งต่อไปก็ต้องบอกนางเสียหน่อยแล้วว่า หากมีเรื่องอะไร เมื่อไม่มีพี่ใหญ่ซ่งอีกแล้ว ก็มีแค่พี่ใหญ่หานอี้คนนี้เท่านั้น! ครั้งต่อไปมีเรื่องอะไรก็บอกชื่อของข้าไปได้เลย!
……………………………………….
วันนี้เป็นวันที่ต้องเก็บเกี่ยวข้าวสาลี ฟ้าสว่างแจ่มใสติดต่อกันมาเป็นเวลาครึ่งเดือนแล้ว สำหรับถังฉือเย่นั้นทำไร่ทำนาไม่เป็น นางจึงว่างงานและเลือกที่จะไปช่วยท่านลุงสี่ตระกูลถังตากแห้งข้าวสาลีที่เก็บเกี่ยวมาได้แทน หญิงสาวใช้ใบไม้มามัดรวมกันเป็นร่มคันใหญ่ เดินไปตรงไหนก็กางตรงนั้นจึงก็ไม่ต้องไปหลบแดดใต้ร่มไม้อย่างคนอื่น เมื่อคนในหมู่บ้านคนอื่นเห็นก็เริ่มทำตามกันเป็นแถว
ทุกคนในหมู่บ้านต่างมีอัธยาศัยไมตรีกับถังฉือเย่เป็นอย่างดี นับตั้งแต่ท่านหัวหน้าตระกูลช่วยแก้ชื่อเสียงให้ครั้งนั้น จึงมีชาวบ้านเข้ามาพูดคุยกับนางอยู่เป็นระยะระยะ
ระหว่างนี้เองนางก็ได้ยินเรื่องราวความวุ่นวายของตระกูลถังไม่หยุด หญิงชาวบ้านคนหนึ่งเดินมาบอกว่าหลี่ซุนจึและภรรยานั้นออกไปจากหมู่บ้านตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ก่อนไปยังตบตีลงไม้ลงมือถังกุ้ยจือผู้เป็นภรรยาบาดเจ็บจนเดินแทบไม่ได้
ที่สำคัญพวกเขายังได้ป่าวประกาศว่าจ้าง ว่าจะเชิญคนมาช่วยเก็บเกี่ยวข้าวสาลีอีกด้วย โดยเชิญบ้านสกุลเฉินซึ่งเป็นตระกูลที่มีผู้ชายมากที่สุด ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่มีชายโสดถึงเจ็ดคนซึ่งได้เก็บเกี่ยวจนเสร็จไปตั้งนานแล้ว จึงออกมารับจ้างทำงานซึ่งจะรับค่าตอบแทนเป็นเงินเท่านั้น
ในครั้งนี้บ้านของท่านลุงสี่ตระกูลถังเองก็ได้เชิญพวกเขามาเช่นกัน เพราะทุกคนก็ล้วนแต่ฝีมือดีกันทั้งนั้น ท่านลุงสี่ตระกูลถังจึงให้เงินไปเป็นจำนวนมาก แต่พอมาทางฝั่งของท่านย่าซุนเพียงนางอ้าปากเท่านั้นก็จัดการไล่ชายที่อายุยังไม่ถึงสิบห้าออกไป เพราะกลัวว่าจะไม่ออกแรงทำงานเป็นเหตุให้คนตระกูลเฉินโกรธเป็นอย่างมาก แถมยังกดราคาให้ต่ำว่าเดิมอีกเกือบเท่าตัว
ตอนแรกพวกเขาไม่ยอมเพราะเกรงใจท่านลุงสี่เกรงว่าท่านลุงสี่จะโกรธเคืองที่คนในหมู่บ้านเดียวกันแต่กลับคิดกันคนละราคา แต่ก็กลายเป็นท่านย่าซุนเองที่ทำในสิ่งที่คนทั่วไปเขาไม่ทำกัน นั่นคือการวิ่งไปบอกท่านอาสี่ตระกูลถังให้บอกว่าไม่เป็นไรและบังคับให้ยอมรับในราคานั้น
ท่านลุงสี่จำใจยอมรับเช่นเดียวกับชายสกุลเฉิน แต่ใครจะไปรู้ว่าเมื่อทำงานเสร็จแล้ว ท่านย่าซุนกลับยื้อเวลาออกไปอีกสองวัน ก่อนจะจ่ายค่าแรงเป็นธัญพืชแทนจนเกิดเรื่องราวทะเลาะกันหลายครั้งหลายครา
หญิงผู้นั้นยังเล่าให้ถังฉือเย่ฟังต่ออีกว่า “ข้าจะบอกอะไรให้ฟังนะ เจ้าก็อย่าได้โกรธไป ได้ยินมาว่าย่าของเจ้านั่งร้องไห้อยู่ที่หน้าประตู พร้อมบอกว่าพ่อของเจ้าทำให้กฎของตระกูลต้องพังลง และตอนนี้ที่บ้านจึงไม่มีใครลงมือทำไร่ทำนาอะไรแล้ว”
ถังฉือเย่หัวเราะพลางบอกว่าไม่ได้ถือสาอะไร และในระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอย่างออกรสนั้น นางก็ได้ยินเสียงคนหัวเราะพลางพูดจากด้านหลังว่า
“เย่เอ๋อร์ พี่ของเจ้ากลับมาแล้ว”
หญิงสาวหันหน้าไป ก็เห็นถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินกำลังเดินตรงเข้ามา นางจึงผุดลุกขึ้นก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแจ่มใสว่า
“ท่านพี่ ท่านกลับมาแล้ว”
จากนั้นถังฉือหรงกับถังจวิ้นเชินก็นั่งลงบนขอนไม้พลางพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวสาลีเสร็จจึงพากันกลับบ้าน พอถึงกลางคืนหลังมื้ออาหารเย็น ถังฉือเย่ก็พยายามเอาเงินให้ถังฉือหรงสิบตำลึง โดยเป็นเงินค่าเล่าเรียนหนึ่งเดือนสองตำลึง บวกกับที่ถังฉือเย่เคยประกาศไว้ตอนนั้น อีกสองตำลึงที่ต้องเอามาจากถังฉือจิ้นด้วย รวมเป็นสี่ตำลึง
ตอนนี้ถังฉือเย่อยากรู้นักว่าท่านย่าซุนจะหาเงินมาส่งเสียให้หลานชายสุดที่รักจากที่ไหน เมื่อคิดแล้วหญิงสาวก็ยิ้มให้กับตัวเองพร้อมกับตั้งหน้าตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อทีเดียว
จบตอน
Comments
Post a Comment