superstar ep76-80

 บทที่ 76 การวางมาดที่ล้มเหลว


แล้วทุกอย่างก็เป็นอย่างที่คาดไว้จริงๆ เพราะเวลานี้ตระกูลถังตกอยู่ในความเงียบสงบ โดยมีถังฉือจิ้นคุกเข่าลงกับพื้น ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา พร้อมกับตะโกน 


“ข้ายอมตายเสียยังจะดีกว่า” 


ท่านย่าซุนผู้รักหลานชายคนนี้สุดหัวใจเมื่อได้ยินก็เจ็บไปทั้งหัวใจ ราวกับมีใครเอามีดมาปักไว้กลางอก ก่อนที่ท้ายที่สุดนางจะตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า “ข้าจะไปพบท่านอาของเจ้า พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปพบท่านอาของเจ้าด้วยตัวของข้าเอง” 


ใบหน้าของหญิงชราเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม ไม่รู้ว่าจะหาทางแก้ปัญหานี้อย่างไร 


ในช่วงเที่ยงของวันถัดมา ถังฉือเย่ตกลงกันว่าจะมาทานอาหารที่บ้านของท่านลุงสี่ตระกูลถัง นางจึงพาทั้งพี่ชายและน้องสาวออกมารอที่หน้าโรงเหล้าเล็กๆของเขา พร้อมกันนั้นก็ปรากฏรถม้าของใครคนหนึ่งขับอยู่ไกลๆโดยมีระฆังทองแดงห้อยอยู่รอบคอม้าส่งเสียงดังกรุ๊งกริ๊งไปตามถนน กระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบ้านของตระกูลถัง ก่อนที่ร่างสูงโปร่งของถังหย่งหมิงจะก้าวลงจากรถ 


ถังฉือเย่สังเกตเห็นว่าวันนี้ถังหย่งหมิงแต่งกายด้วยผ้าไหมอย่างดี มีเข็มขัดรัดเอวสวยงาม ดูดียิ่งกว่าถังหย่งหลี่ผู้เป็นพ่อของเขา ยิ่งเมื่อแต่งกายเช่นนี้แล้วยิ่งทำให้สง่างามมากขึ้นไปอีก 


ชายหนุ่มรีบหันกลับไปประคองท่านย่าซุน ก่อนจะหันกลับไปประคองหญิงอ้วนผิวคล้ำที่ใส่เงินใส่ทองมาเต็มตัว หญิงผู้นี้มีความสูงไม่มากนัก ข้างหลังยังมีสาวใช้อีกหลายคนที่กำลังทยอยขนของลงมา


ถังหย่งหมิงต้องการแสดงให้คนที่หมู่บ้านจวี้เป่าทุกคนเห็นว่าเขาอยู่อย่างสุขสบาย มีเงินมีทองใช้ในตระกูลชุย หญิงสาวเฝ้ามองอยู่ไกลๆ กระทั่งช่วงเย็นก็ได้ยินข่าวว่าท่านย่าซุนนำเงินไปจ่ายให้ครอบครัวตระกูลเฉินเรียบร้อยแล้ว 


สำหรับชุยฝูหรงนั้นชอบพอรักใคร่ถังหย่งหมิงเป็นอย่างมาก นางจึงปฏิบัติกับเขาอย่างอ่อนโยนตลอด ทำตัวอ่อนน้อม และไม่ได้มองเขาเป็นเขยนอกที่แต่งเข้ามา ดังนั้นเมื่อกลับมาเยี่ยมบ้านคราวนี้นางจึงมอบเงินให้ท่านย่าซุนมากถึงหนึ่งร้อยตำลึงพร้อมทั้งของขวัญอีกมากมายเพื่อเป็นค่าเล่าเรียนของถังฉือจิ้น  


ต่อมาเมื่อถังหย่งหมิงได้ข่าวคราวเรื่องที่ต้องจ่ายเพิ่มอีกสองตำลึงทุกเดือนให้กับสำนักศึกษาแล้ว เขาตบไหล่ถังฉือจิ้นพลางกล่าว “ไม่เป็นไร เรื่องนี้ข้าจัดการเอง พรุ่งนี้อาจจะไปเยี่ยมพี่น้องที่สำนักศึกษา ข้าไม่ทำให้เจ้าเสียเปรียบแน่” 


ด้วยเหตุนี้ฐานะของถังหย่งหมิงในตระกูลถังจึงสูงขึ้นในทันที ไม่ต้องพูดถึงท่านย่าซุนที่ดีใจจนยิ้มไม่หุบ นางเอ่ยปากยกย่องชุยฟูหรงไม่ขาดปาก เช่นเดียวกับถังหย่งฟู่ที่เคยโมโหและตำหนิทุกวันนี้ก็ต้องยิ้มต้อนรับ คอยดูแลทั้งคู่อยู่ไม่ห่าง 


รถม้าของตระกูลชุยรออยู่หน้าบ้านตระกูลถังจนพลบค่ำก่อนจะเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง แต่คราวนี้ถังหย่งหมิงคำนวณผิด เขาคิดว่าชาวบ้านจวี้เป่าคงอิจฉาเขาที่ได้แต่งงานไปกับคนรวยอย่างชุยฟูหรง เพราะแทนที่ทุกคนจะริษยาเมื่อเห็นเขาอวดร่ำอวดรวยกลับเป็นคำซุบซิบนินทาจากการที่เขาแต่งเข้าบ้านของฝ่ายหญิง ซึ่งก็มีทั้ง 


“หากเป็นข้า คงไม่มีหน้าออกไปพบใครได้อีก แต่เขายังมีหน้ามาอวด” หรือคำพูดว่า


“รูปร่างหญิงสาวตระกูลชุยอวบอ้วนเช่นนี้ ไม่กลัวว่าพลิกตัวกลางคืนจะโดนทับตายบ้างหรือ” 


“ทำไมจะไม่พอล่ะ เขยที่แต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิงก็เป็นดั่งนางบำเรอ จะพักผ่อนก็คงไม่แปลกอะไร”


คำพูดเหล่านี้ช่างเป็นการดูถูกได้เจ็บแสบเสียจริง 


.........................................................


เช้าวันต่อมา ฉีจิงไปส่งถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินที่สำนักศึกษา ทันทีที่ถังจวิ้นเชินผ่านประตูเข้าไป เขาก็หันมาคุยกับถังฉือหรงว่า 


“บ้านเจ้าช่างเย็นสบายดีจริงๆ ต่อให้เป็นสามวันที่ร้อนที่สุดของปีก็คงไม่จะไม่รู้สึกร้อนเลยสักนิด รอกลับไปข้าจะเพิ่มเตียงเย็นในห้องของเจ้า ทุกวันหยุดข้าจะไปนอนบ้านเจ้า”


“ไม่รู้ว่าหน้าหนาวจะหนาวมากไหม”


“ไม่หรอก” ถังจวิ้นเชินบอก “บ้านหินแบบนี้จะอบอุ่นในหน้าหนาว และเย็นสบายในหน้าร้อน” 


และทันใดทั้งเองก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง ถังจวิ้นเชินหลีกทางให้อย่างเคยชิน ตั้งใจจะหันไปทักทาย แต่กลับพบว่าเป็นถังฉือจิ้นที่อยู่ด้านหลังเขา คำทักทายที่คิดว่าจะกล่าวจึงถูกกลืนลงไปในทันที


ถังฉือจิ้นมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะรีบเดินไปที่ห้องพักโดยไม่พูดอะไร


ถังจวิ้นเชินหัวเราะเสียงต่ำพลางหันมาพูดกับเพื่อนว่า “ครอบครัวที่ต้องใช้เงินของเขยที่แต่งเข้าบ้านฝ่ายหญิง ไม่รู้ว่ามีอะไรน่าอวดกัน”


“อย่าไปหาเรื่องเขาเลย ถูกผิดก็ว่าไปตามกัน”


บุตรชายคุณนายโจวพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะพากันเก็บของแล้วเดินเข้าห้องบรรยายไป แต่พอเรียนไปได้ครึ่งหนึ่งก็ได้ยินว่าเจ้าของสำนักศึกษาเดินเข้ามาพร้อมกับผู้ดูแลชายอีกสองคนซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ถังหย่งหมิง 


ถังหย่งหมิงมองไปรอบๆห้องด้วยรอยยิ้ม พลางหัวเราะและพูดว่า “ศิษย์พี่สำนักศึกษาแห่งนี้ทำมาดีทีเดียว ดูพ่อหนุ่มเหล่านี้สิ แต่ละคนดูมีบุคลิกดีสง่างาม ต่อไปจะต้องประสบความสำเร็จแน่ๆ”


“หย่งหมิงชมเกินไปแล้ว” เจ้าของสำนักศึกษายิ้มรับ…เจ้าของสำนักศึกษาตระกูลถังแห่งนี้มีนามว่าถังเหว่ยซ่าน อายุราวสี่สิบปี รุ่นเดียวกับถังหย่งหมิงซึ่งเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยมาก แต่ต่อให้ร่ำรวยขนาดไหนก็ไม่อาจเทียบได้กับตระกูลชุย ดังนั้นเมื่อเห็นว่าชุยฟูหรงปรากฏตัว เขาจึงต้องให้เกียรติสองสามีภรรยาคู่นี้ แม้ว่าภายในใจจะนึกดูแคลนขนาดไหนก็ตาม แต่ใบหน้าก็ต้องยิ้มอยู่เสมอ


“วันนี้ข้ามาโดยไม่ได้นัดหมาย ความจริงแล้วก็มาเพื่อให้เด็กๆที่บ้านสบายใจ” ถังหย่งหมิงพูดพลางก้มลง “หรงเอ๋อร์เป็นเด็กที่เอาแต่ใจมาตลอด ทุกวันนี้ครอบครัวก็ยังต้องดิ้นรน แม้เงินจะจ่ายค่าเล่าเรียนยังยาก แต่เขากลับทำตัวลำพองหน้าใหญ่จ่ายเพิ่มสองตำลึงมากกว่านั้น ยังลากจิ้นเอ๋อร์เข้าไปเกี่ยวด้วย ตอนนี้ก็เป็นสี่ตำลึง จะก่อเรื่องวุ่นวายมากเกินไปแล้ว”


เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะหันไปซุบซิบนินทากัน ก่อนหน้านี้ถังฉือจิ้นใช้เงินไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ในสำนักศึกษาไม่เคยมีปัญหาอะไร แต่พอมาวันนี้ถังฉือหรงใช้จ่ายไปเพียงครั้งเดียว เพื่อทำเรื่องที่มันถูกต้อง คนในครอบครัวถึงกับมาหาถึงหน้าประตู…การปฏิบัติติต่อพี่น้องทั้งสองช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว เมื่อเขาเข้ามาถังฉือหรงก็รู้สึกว่าต้องมีอะไรผิดปกติจึงลุกขึ้นจากที่นั่ง และโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ท่านเจ้าของสำนักศึกษาและท่านอา” 


“ตามสบายเถอะ” ถังเหว่ยซ่านพูดพลางโบกมือให้ลุกขึ้น ชายหนุ่มจึงยืดตัวตรงก่อนจะพูดเสียงดัง


“ข้าจะบอกพวกท่านทั้งสองให้ทราบ ความจริงแล้วเงินสองตำลึงนี้ ไม่ใช่เพื่ออวดร่ำอวดรวย แต่เพราะว่าก่อนหน้านี้ข้าเคยลำบากมาก่อน ข้าใช้ร่างกายเกินขีดจำกัดและป่วยหนักมาครั้งหนึ่ง เป็นน้องชายที่เห็นแก่ข้า จึงได้มอบเงินสองตำลึงให้อย่างใจกว้าง ก็เพื่อให้ข้าและพี่น้องที่ยากจนคนอื่นๆตั้งใจเรียนหนังสือได้อย่างไม่ต้องทนหิว ไม่ต้องทนหนาว และมีอุปสรรคจากอาการเจ็บป่วย”


เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อราวกับสายน้ำหลาก “น้องชายเองก็รู้ว่าครอบครัวยังต้องดิ้นรน ดังนั้นเงินสองตำลึงก็เป็นเงินที่ได้มาจากการล่าสัตว์และเก็บพืชสมุนไพร ไม่ได้ใช้เงินของครอบครัวแต่อย่างใด ที่ทำดีเช่นนี้ไม่ใช่เพราะต้องการบุญคุณ หรือหวังผลตอบแทน เราเพียงแค่ต้องการอยู่อย่างสงบสุข ข้าเข้าใจความหวังดีของน้องชาย และเข้าใจความลำบากของเขา ดังนั้นข้าจึงไม่ได้ปฏิเสธ เพราะไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่ผิด”


คำพูดของถังฉือหรงนุ่มนวลแต่กลับแฝงไปด้วยเข็มแหลมทิ่มแทงผู้ฟังหลายคน ชายหนุ่มได้พูดในสิ่งที่ต้องพูดไปหมดแล้ว เขาเหลือบมองถังฉือจิ้นแวบหนึ่ง “สำหรับเงินสองตำลึงของพี่ใหญ่นั้น เป็นพี่ใหญ่ที่ตกปากรับคำเอง ไม่ทราบว่าทำไมจึงตอบตกลงในตอนแรก แล้วมาวันนี้จึงได้พูดกลับไปกลับมาเยี่ยงนี้” 


ถังหย่งหมิงขมวดคิ้ว ความจริงที่เขามาจัดการเรื่องพวกนี้เอง ไม่ใช่เพราะต้องการช่วยเหลืออะไรถังฉือจิ้น แต่เพื่อความสะใจของตัวเองเท่านั้น 


การเป็นเขยที่แต่งเข้าบ้านภรรยานั้นเป็นธรรมดาที่ไม่อาจเลี่ยงกับการโดนดูถูกเหยียดหยาม ถังหย่งหมิงจึงเข้ามาพร้อมกับเจ้าของสำนักศึกษา เช่นนี้แล้วใครจะกล้าดูถูกเขาอีก โดยที่ไม่รู้เลยว่าทุกคนในสำนักศึกษานั้นได้รู้ถึงพฤติกรรมการขายหลานสาวของเขาแล้ว 


ถังหย่งหมิงมองหน้าถังฉือหรงด้วยความรู้สึกที่แตกต่างออกไป จากเดิมที่รู้เพียงว่าหลานชายคนนี้นั้นมักจะเป็นคนที่เงียบและเก็บตัวอยู่เสมอ อีกทั้งยังกตัญญูรู้คุณไม่ค่อยพูดมาก ไม่เคยก่อเรื่อง ไม่คิดว่าจะถูกตอบโต้เยี่ยงนี้ จากคนอ่อนแออย่างถังฉือหรงที่จู่ๆกล้าออกหน้า แถมยังทำได้ดีมากอีกด้วย !



บทที่ 77 ซื้อใจคน


ถังฉือจิ้นยืนขึ้นพร้อมกับรู้สึกอับอายมากที่ต้องเสียหน้าเพียงเพราะเงินแค่สองตำลึง เขานิ่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนจะกลั้นใจพูดพลางเหลือบมองถังเหว่ยซ่าน “ตอนนั้นข้าเมา อีกอย่างสำนักศึกษาก็มีโรงอาหารของตัวเอง หรือว่าที่ออกเงินเพิ่มเพราะรังเกียจว่าอาหารที่มีมันไม่ดีกระนั้นหรือ?” 


ถังเหว่ยซ่านซึ่งเป็นพ่อค้าที่รอบคอบคนหนึ่งยิ้มตรงมุมปากพลางกล่าว “ข้าไม่ถือสาหรอก หากจะมีสิ่งใดที่ทำให้นักเรียนที่นี่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นข้าก็เต็มใจที่จะรับมันเอาไว้” 


ถังหย่งหมิงขมวดคิ้วเอ่ยออกมาอย่างเย็นชา พร้อมกับข่มขู่ด้วยสายตา “ถังฉือหรง หากเจ้าจะทำความดีก็ควรคิดให้มากๆ บุรุษไม่ใช่ขอทาน ไม่กินของให้ทาน เจ้าทำเช่นนี้ แล้วเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆของเจ้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน” 


“คำพูดนี้ของคุณชายตระกูลถังแย่เกินไปแล้ว” มีใครบางคนยืนขึ้นพูดเสียงดัง “นี่เป็นการกระทำที่มีน้ำใจของถังฉือหรงและพ่อหนุ่มเยว่ แม้ว่าพวกเราจะละอายใจ แต่เราก็ซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก มันเป็นราวกับสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในเวลาที่ยากลำบาก เหตุใดจึงมองเป็นการให้ทานและดูถูกไปได้เล่า?” 


“ใช่แล้ว” อีกคนรีบเสริม “ความเห็นอกเห็นใจเป็นบ่อเกิดของความเมตตา พ่อหนุ่มถังมีใจเมตตา เขาทำทุกอย่างอย่างมีคุณธรรม ข้ารู้สึกขอบคุณเขามากด้วยซ้ำ แต่คุณชาย จู่ๆกลับมาพูดเช่นนี้มันไม่แปลกไปหน่อยหรือ?” 


ถังหย่งหมิงฝืนยิ้มตอบอย่างเสียมิได้ “ข้าก็แค่หวังดี...” 


เขาพูดได้เพียงครึ่งประโยค ก็มีใครบางคนแทรกด้วยเสียงต่ำ “ปากหวานก้นเปรี้ยว ไร้ซึ่งความเมตตากรุณา ได้ยินว่าเจ้าขายหลานสาวตัวเองแลกกับเศษเงินใช่หรือไม่ แถมทุกวันนี้คุณชายแต่งงานเข้าบ้านตระกูลชุยด้วยมิใช่หรือ?”

 

เมื่อได้ยินดังนั้นถังหย่งหมิงก็โกรธในทันที ชายหนุ่มกำหมัดแน่นพูดด้วยความโมโหสุดขีด “พวกเจ้าเรียนหนังสือนักปราชญ์ แต่กลับมาดูถูกเหยียดหยาม แอบโจมตีให้ร้ายผู้อื่นลับหลัง นี่หรือคือคุณธรรมที่อาจารย์พวกเจ้าสอน?”


“เจ้าพูดด้วยอคติ คนเราต้องรู้ชั่วดีของตัวเองก่อน คนอื่นจึงจะมาดูถูกได้ ครอบครัวก็ต้องทำลายตัวเองก่อน คนอื่นจึงจะมาทำลายได้ ประเทศก็ต้องโจมตีตัวเองก่อน ศัตรูจึงจะมาโจมตีได้” 


“ถูกต้อง!” นักศึกษาอีกคนแทรกอย่างคนมีอารมณ์ “คนที่เขามีคุณธรรมสูงส่ง เขาต้องปฏิบัติให้ได้ก่อนแล้วค่อยให้คนอื่นปฏิบัติ ไม่ใช่ตัวเองทำไม่ได้ แต่กลับมาสั่งให้คนอื่นทำ ตัวเองยังมีข้อผิดพลาดอยู่แล้วยังมาสอนผู้อื่น เช่นนี้มันไม่ถูกต้อง”


ท้ายที่สุดก็เป็นถังหย่งหมิงที่เป็นฝ่ายทนไม่ไหวหันหลังกลับแล้วเดินออกมาด้วยความโมโห ยิ่งได้ยินเสียงคนข้างหลังกระซิบกระซาบนินทาก็โกรธจนหน้าเปลี่ยนสี


“แต่งงานเข้าบ้านฝ่ายหญิง ขายตัวไปเป็นทาสทำให้ผู้หญิงเป็นใหญ่ชี้นิ้วสั่ง ทำตัวราวกับเห็บหมัดสูบเลือด เป็นของเหลือ ของไร้ประโยชน์ดีๆนี่เอง”


“เด็กหนุ่มเหล่านี้อายุยังน้อย พูดอะไรไม่ทันคิด หย่งหมิงอย่าได้ถือสาพวกเขาเลย” ถังเหว่ยซ่านปลอบใจขณะเดินออกมาพร้อมกัน แม้ปากจะพูดเช่นนั้นแต่ในใจกลับนึกดูถูกอีกฝ่ายอยู่ในใจ 


แต่มีหรือที่คนเจ้าเล่ห์อย่างถังหย่งหมิงจะมองไม่ออก เขาแค่แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง พูดอย่างโกรธเคือง “เด็กหนุ่มเหล่านี้ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ศิษย์พี่ท่านสร้างสำนักศึกษา เชิญอาจารย์มาสอน ใช้เงินไปเป็นจำนวนมาก แต่พวกเขากลับเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ทุกวันนี้ถังฉือหรงจ่ายเพียงสองตำลึง กลับทำให้พวกเขาซาบซึ้งใจ ทุกคนต่างปกป้องเขามากกว่าสำนักศึกษาแห่งนี้” 


ถังเหว่ยซ่านผงะ ใบหน้าเคร่งเครียดขึ้น เพราะแน่นอนว่าเขาเองก็ไม่ได้สร้างสำนักศึกษามาเพื่อการศึกษาอย่างเดียว มันก็เป็นเหมือนการทำการค้าอย่างหนึ่งที่ต้องการให้เด็กหนุ่มผู้มีอนาคตดีเหล่านี้รู้จักจดจำและสำนึกบุญคุณของสำนักศึกษาแห่งนี้ด้วย


ดังนั้นเมื่อได้รับฟังคำพูดของถังหย่งหมิงแล้วจึงหันกลับไปเรียกผู้ดูแล พลางถาม “เรื่องถังฉือหรงผู้นี้ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” 


ผู้ดูแลไม่กล้าปิดบัง เขาจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ถังเหว่ยซ่านฟังแล้วก็ขมวดคิ้วมุ่น เพราะจากที่พิจารณาแล้ว ไม่ว่าพฤติกรรมของถังฉือจิ้นจะน่ารังเกียจแค่ไหน แต่สิ่งสำคัญที่สุดของเด็กหนุ่มคนนี้คือความโง่เขลา ไม่รู้จักสืบเรื่องราวให้ดีก่อน จนถูกจับเอาเสียง่ายดายเพียงนี้ มันน่าอายยิ่งนัก!


แต่เมื่อเทียบกับถังฉือจิ้นแล้ว เขาทนกับถังฉือหรงไม่ได้มากกว่า…เด็กหนุ่มคนนี้กล้าดีอย่างไรเอาจุดนี้มาซื้อใจคน เห็นเจ้าของสำนักศึกษาอย่างเขาเป็นตัวอะไร นักเรียนเหล่านี้ก็ตาต่ำเหลือเกิน เห็นแค่อาหาร เล็กๆน้อยๆก็ถูกซื้อใจไปได้โดยง่าย ลืมบุญคุณของเขาและสำนักศึกษาไปสิ้น! 


หลังจากคิดอย่างขุ่นเคืองถังเหว่ยซ่านจึงหันไปพูดกับผู้ดูแลอย่างเย็นชา “เจ้ากลับไปสั่งสอนพวกเขาให้ดี ไม่ว่าจะเป็นถังฉือหรง หรือเจ้าเด็กหนุ่มที่ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงเหล่านั้นก็อย่าให้พวกเขาลืมว่าใครให้อาหารพวกเขา ใครให้ที่ศึกษาแก่พวกเขา” 


ผู้ดูแลรีบตอบตกลงพลางก้มศีรษะลงด้วยความหวาดกลัว เพราะฉะนั้นเมื่อกลับไปอีกครั้งเขาจึงต่อว่าถังฉือหรงยกใหญ่ เด็กหนุ่มเองก็เอาแต่ก้มหน้ารับฟังจนกระทั่งผู้ดูแลหนำใจแล้วจึงพูดว่า


“เพราะข้าคิดอะไรไม่รอบคอบ เช่นนั้นเงินสองตำลึงของเดือนหน้า ข้าจะมอบมันให้กับผู้ดูแล เมื่อถึงตอนนั้นก็ให้ท่านจัดการดูแลดีหรือไม่?” 


เท่านั้นเองที่ความโกรธของเขาหายไปเกินครึ่ง เขายื่นมือไปรับเงินมาด้วยความยินดี ก่อนจะเดินจากไป เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นต่างก็แปลกใจมาก ว่าเหตุใดผู้ดูแลจึงไม่ต่อว่าถังฉือจิ้น แต่กลับต่อว่าถังฉือหรงแทน


ถังฉือหรงอธิบายเรื่องราวให้ทุกคนฟัง ความจริงความหมายของเขาก็คือ ข้าออกเงินค่าอาหารเพื่อบำรุงร่างกายให้พวกเจ้า แต่กลับโดนเจ้าของสำนักศึกษาสั่งห้ามไว้ ตอนนี้ข้าได้นำเงินสองตำลึงของเดือนหน้าให้พวกเขาไปแล้ว หากถึงตอนนั้นเงินมันมาไม่ถึงพวกเจ้า ก็ไม่ใช่ความผิดของข้า จะมาโทษข้าไม่ได้ เข้าตามคำสอนนักปราชญ์ที่ว่า ‘ทำความดีแม้ว่าจะมีใครเห็น แต่ฟ้าดินจะเห็นและเป็นพยาน’ นั่นเอง 


เมื่อได้ฟังทุกคนต่างก็อยากช่วยต่อสู้เพื่อความยุติธรรมให้ถังฉือหรง แต่ในเมื่อยังคงต้องเรียนที่นี่ก็คงต้องรักษาน้ำใจของเจ้าของสำนักศึกษา ฉะนั้นจึงพูดอะไรมากไม่ได้นัก 


................................................................


ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ณ บ้านของท่านลุงสี่ตระกูลถังในหมู่บ้านจวี้เป่า หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาหลายสิบวัน ในที่สุดการเกี่ยวข้าวที่แสนวุ่นวายก็จบลง ข้าวสาลีตากแห้งถูกเก็บไว้ในโกดัง เหล้าบ๊วยก็บ่มมาได้ยี่สิบวันแล้ว


ทุกคนมาพร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อชิมเหล้าอย่างใจจดใจจ่อ ไม่นานนักท่านลุงสี่ก็นำเหล้าบ๊วยที่หมักได้ที่แล้วออกมา มันส่งกลิ่นหอมหวานกลมกล่อม ทั้งสี่คนยุ่งๆอยู่สองวันในการจัดการเหล้าบ๊วยจำนวนสองร้อยชั่งเพื่อบรรจุตามจำนวนของเถ้าแก่เฉิน ท้ายสุดก็ยังเหลืออยู่อีกสิบกว่าชั่ง


“ที่เหลือนี้เราก็เก็บไว้ดื่มกันเถอะ” ท่านลุงสี่กล่าวอย่างภาคภูมิใจ


คุณนายโจวยิ้มพลางหันไปพูดกับถังฉือเย่ “เจ้าดูลุงสี่ของเจ้าสิ นับวันยิ่งเอาใหญ่ เงินตั้งหลายสิบตำลึงจะเก็บไว้ดื่มเองซะแล้ว” 


“แต่ข้าคิดว่าความคิดท่านลุงก็ดีเหมือนกันนะเจ้าคะ” หญิงสาวพูดพร้อมกับรอยยิ้มสดใสกระจ่าง “หากวิธีหาเงินหนึ่งตำลึงกับหาเงินหนึ่งพันตำลึงก็คือวิธีเดียวกัน เช่นนั้นหาเงินมาได้ก็ไม่มีกำลังใจอะไรแล้ว”


“เย่เอ๋อร์พูดถูก ท่านป้าเจ้าคิดไม่ถึง คราวก่อนข้าซื้อปิ่นปักผมให้นาง นางยังบ่นข้าทั้งคืน”


คุณนายโจวเขินอายขึ้นมาทันทีตวัดสายตามองสามีค้อนๆ “นี่เจ้าเมาแล้วหรือ จึงได้พูดเช่นนี้กับเด็กๆ” 


ท่านลุงสี่เกาศีรษะอย่างมีความสุข ส่วนสาวโสดอย่างถังฉือเย่ที่อิจฉาจึงทำได้เพียงเบือนหน้าหนีแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน


หลังจากนั้นท่านลุงสี่จึงไปยืมรถม้าของท่านหัวหน้าตระกูลจำนวนสองคันเพื่อบรรจุเหล้าจำนวนมากถึงสองร้ายชั่งไปส่งที่โรงเหล้าซื่อฟาง 


หลังจากเถ้าแก่เฉินได้ชิม ดวงตาเขาก็เป็นประกาย พูดอย่างยินดีพร้อมกับยื่นเงินให้ถังฉือเย่


“ข้าคิดไว้อยู่แล้วว่าข้ามองคนไม่ผิด” 


“การส่งคราวหน้าอาจจะใช้เวลานานหน่อย แต่ก็คงไม่นานเกินสองเดือน รอบนี้เราจะเตรียมกลั่นเยอะหน่อย เถ้าแก่คิดว่าหนึ่งพันห้าร้อยชั่งจะเยอะหรือไม่?”  


“ไม่เยอะ ไม่เยอะ!” เถ้าแก่เฉินรีบบอกทันที “ตราบใดที่สามารถขายได้อย่างเหล้ากู้หยวนเจ้าจะขายให้ข้ามากขนาดไหนก็ย่อมได้ รีบเอามาเลย!” 


ถังฉือเย่ตอบตกลงด้วยรอยยิ้ม



บทที่ 78 วีรบุรุษที่ไม่ได้ช่วยเหลือผู้ใด


หลังออกมาจากโรงเหล้าซื่อฟางแล้ว เพื่อรอเวลาให้ฉีจิงไปส่งที่สำนักศึกษา ถังฉือเย่กับคุณนายโจวจึงเดินเล่นอยู่ในเมือง ตั้งใจจะเตรียมชุดสำหรับหน้าร้อนที่กำลังจะมาถึงสำหรับสมาชิกของครอบครัว 


เพราะคนสามัญที่ไม่ใช่ราชวงศ์หรือขุนนางนั้นมีกฎห้ามสวมหมวกกับชุดของขุนนาง รวมทั้งยังห้ามใส่ชุดสีม่วง สีเหลืองทองหรือสีที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้นปกติแล้วชุดที่ชาวบ้านทั่วไปสวมใส่กันเป็นประจำนั้นคือสีดำ ขาว คราม เทา ฟ้าหรือสีที่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งสีแดงอ่อน สีน้ำตาลแดงหรือสีเขียว


เสื้อสำหรับฤดูร้อนของคนในหมู่บ้านจวี้เป่านั้นส่วนมากมักจะใช้ผ้าป่านขาว หากดีขึ้นมาหน่อยก็จะใช้เป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม แต่ก็ไม่ได้พบบ่อยนัก เพราะผ้าไหมนั้นยังนับว่าเป็นของใช้ฟุ่มเฟือย ถึงจะมีเงินแต่ถังฉือเย่ก็ยังคงไม่กล้าซื้อ โชคดีที่บ้านของนางนั้นไม่ร้อน ปกติแล้วจะใส่อะไรก็อยู่ได้สบายๆ


วังซื่อนั้นทำเสื้อผ้าได้ แถมยังทำได้ไม่เลวเลยด้วย เพียงแต่นางตัดเย็บสำหรับตัวเองเท่านั้น ไม่ได้เผื่อแผ่มาถึงคนอื่น และตอนนี้ก็ไม่ค่อยสะดวกที่จะให้คนมาตัดชุดให้เหมือนเมื่อก่อน ดังนั้นหญิงสาวจึงซื้อเพียงผ้ามาให้วังซื่อจำนวนหนึ่งให้นางตัดเย็บเองในบ้าน จะได้ไม่คิดฟุ้งซ่านก่อเรื่องอะไรให้ต้องปวดหัวอีก ส่วนเสื้อผ้าของตัวนางเองกับเสี่ยวเหยานั้น ถังฉือเย่เลือกที่จะซื้อผ้าที่ตัดเย็บเรียบร้อยแล้วแทน แถมยังซื้อชุดยาวสีขาวสำหรับถังฉือหรงอีกต่างหาก  


ถังฉือเย่ยืนเลือกเสื้อผ้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าของผู้ชายอีกชุดหนึ่งสำหรับตัวเอง เพราะตอนนี้ชุดที่นางสวมอยู่นั้นล้วนแต่เป็นของถังจวิ้นเชินทั้งสิ้นที่ล้วนแต่เป็นเสื้อคลุมยาวที่ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ อีกอย่างตอนนี้การทำการค้าเหล้าสมุนไพรก็เรียบร้อยแล้ว นางไม่จำเป็นต้องพบปะแขกคนสำคัญมากมายแล้ว ดังนั้นถังฉือเย่จึงซื้อเสื้อแขนสั้นสีขาวหนึ่งชุด พร้อมด้วยผ้าคาดเอวสีน้ำเงินเข้ม กางเกงสีงาช้างกับเสื้อแขนสั้นสีเลือดหมู ผ้าคาดเอวสีน้ำตาลแดง พร้อมด้วยกางเกงสีน้ำตาลเหลืองหนึ่งตัว สำหรับเสี่ยวเหยานั้นเป็นเสื้อแขนสั้นกระโปรงสั้น พร้อมด้วยกางเกงขาบาน  


คุณนายโจวที่เห็นว่าถังฉือเย่กำลังซื้อชุดของผู้ชายให้ตัวเองก็หัวเราะพลางพูดขึ้นว่า “ชุดเก่าของเชินเอ๋อร์ยังมีอีกเยอะแยะ หากเจ้าไม่รังเกียจล่ะก็ เอาไปใส่ได้ตามสบาย จะมาเปลืองเงินในส่วนนี้ทำไมล่ะ”


“ไม่แน่ว่าท่านป้าอาจจะต้องมีลูกชายเพิ่มมาอีกคนแล้วล่ะ ข้าเพียงจะขอยืมตอนที่ฉุกเฉินเท่านั้น จะไปรบกวนตลอดได้อย่างไร”


คุณนายโจวที่ถูกนางแซวจนหน้าแดงจิ้มที่ศีรษะของนางเบาๆ “เย่เอ๋อร์ไม่ซื้อให้ฉีจิงสักชุดหรือ?”


เมื่อได้ยินคำแนะนำนางก็พยักหน้าลงอย่างเห็นด้วย ก่อนจะเดินเลือกเพิ่มมาอีกสองชุด สมัยก่อนเห็นแต่ฉีจิงใส่เสื้อแขนสั้นสีดำตลอด ถังฉือเย่จึงเลือกชุดสีขาวขอบน้ำเงินแขนกุดให้เขา จากนั้นยังเลือกเสื้อสีฟ้าให้เขาอีกหนึ่งตัว ส่วนฉีหยางนั้นมีผิวขาว ดวงตากลมโตเหมือนตุ๊กตา หญิงสาวจึงเลือกเสื้อตัวยาวสีแดงสดให้เขาอีกหนึ่งชุด


จากนั้นสตรีทั้งสองคนจึงเลือกซื้อของใช้ของกินกันอีกมากมาย รวมๆแล้วกองใหญ่เลยทีเดียว ซึ่งตามปกติแล้วคนในหมู่บ้านนั้นไม่ค่อยจะซื้อเสื้อผ้ากันบ่อยอย่างนี้ เพราะต้องประหยัดเงินให้มากที่สุด หากมีลูกสองคนเสื้อผ้าของลูกคนโตก็จะถูกส่งต่อมาให้ลูกคนรองต่อไป เย็บบ้างปะชุนบ้างแต่ก็ต้องทนใส่กันไปอีกหนึ่งปี แต่อาจเป็นเพราะถูกถังฉือเย่ชักชวน ท้ายที่สุดแม้แต่คุณนายโจวเองก็เลือกซื้อข้าวของกลับมาไม่น้อยเช่นกัน 


สตรีทั้งสองคนพากันเดินออกมาข้างนอก และตกลงกันว่าจะเอาเสื้อผ้าไปวางให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยไปซื้ออย่างอื่น แต่เพิ่งจะเดินมาถึงหน้าปากซอย อยู่ๆก็มีอันธพาลกลุ่มหนึ่งพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว


ถังฉือเย่ตกใจมากเซผงะไปด้านหลัง ก่อนจะได้ยินคนพวกนั้นพูดขึ้นว่า “เป็นชายหนุ่มที่รูปงามเหมือนกันนิ!” ก่อนที่พวกมันจะแปลกใจเมื่อมองดีๆกลับพบว่าเป็นสตรีมิใช่บุรุษ 


“เด็กผู้หญิงหรือนี่! สาวน้อย มาดื่มเหล้ากับพวกข้าเถอะ” 


คุณนายโจวเองก็ตกใจอยู่ไม่ใช่น้อย นางรีบก้าวถอยหลังพยายามมองหาคนช่วยก่อนจะตะโกนร้องเสียงดังลั่น “เย่เอ๋อร์ เราจะทำอย่างไรดี ใครก็ได้ช่วยด้วย ช่วยด้วย!”


ถังฉือเย่ตบลงที่หลังมือของนางเบาๆปลอบประโลม หญิงสาวเหลียวซ้ายแลขวา มองหาทางหนีทีไล่ในขณะที่พวกมันก็กำลังย่างสามขุนเดินเข้ามาเรื่อยๆ กระทั่งห่างกันเพียงก้าวเดียวเท่านั้น แล้วในระหว่างที่นางกำลังอับจนหนทางนั้นเองจู่ๆก็มีชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เดินออกมาพร้อมกับตะโกนมาแต่ไกลว่า “กล้ามาหาเรื่องเพื่อนของข้ารึ ยังไม่รีบไสหัวไปอีก” 


เท่านั้นแหละพวกกลุ่มอันธพาลต่างก็พร้อมใจกันถอยกรูด หันหลังวิ่งกลับไปอย่างไม่คิดชีวิต! 


ถังฉือเย่เลิกคิ้วขึ้นรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างของเหตุการณ์นี้ จึงอมยิ้มนิดๆตรงมุมปากแล้วก้มศีรษะคำนับให้เขาครั้งหนึ่ง “ขอบคุณท่านมากที่ช่วยเหลือข้ากับท่านป้าครั้งนี้ ว่าแต่ข้ายังไม่รู้สกุลของท่านเลย?” 


“หาน…หานอี้” หานอี้ที่รู้ว่าการแสดงนี้มันพังไม่เป็นท่าจากสายตาของหญิงสาวแล้ว เขาจึงหัวเราะพลางแก้สถานการณ์ด้วยการพูดขึ้นว่า “ข้าก็แค่เห็นเจ้าก็เลยมาทักทายเสียหน่อย ลูกน้องของข้าไม่รู้จักเจ้า ทำให้เจ้าไม่พอใจเข้าแล้ว” 


“ขออภัยที่ข้าเสียมารยาท” ถังฉือเย่อึ้งไปชั่วขณะ นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ “ที่แท้ท่านก็คือพี่ใหญ่หานอย่างนั้นหรือ?” 


หานอี้พยักหน้ารับ นางจึงถามต่อ “ไม่ทราบว่าพี่ใหญ่หานจะให้ข้าทำอะไรอย่างนั้นหรือ?” 


“เอ่อ…ข้าได้ยินมาว่าพวกเจ้าเป็นคนส่งเหล้าให้กับโรงเหล้าซื่อฟาง เหล้าฟู่โชว่นั่นเป็นของเจ้ารึ?”


ถังฉือเย่พลางหัวเราะเบาๆ “ไม่รู้ว่าเหล้าฟู่โชว่ของโรงเหล้าซื่อฟางนั่นหนึ่งชั่งขายในราคาเท่าไหร่?” 


“หนึ่งถังแปดสิบตำลึง!”


หญิงสาวอมยิ้มพลางพยักหน้า จากนั้นก็ยื่นห่อผ้าให้หานอี้ที่รับมาอย่างงงๆ นางจึงพูดกระซิบว่า “พี่ใหญ่หานเชิญตามข้ามา”


จากนั้นถังฉือเย่จึงพาเขาเดินมาที่เกวียนพร้อมกับหยิบไหเหล้าบนเกวียนที่เมื่อเช้าเอามาเกินจำนวนหนึ่งไหหนักสองชั่งก่อนจะยื่นให้หานอี้ 


“ขอบใจพี่ใหญ่หานมากที่ช่วยข้า เหล้าไหนี้ก็ถือเสียว่าเป็นสิ่งของแทนคำขอบคุณแล้วกัน”


หานอี้เข้าใจความหมายของนางในทันที เดิมทีเขากะจะแกล้งทำเป็นวีรบุรุษที่ได้ช่วยสาวงามเสียหน่อย จากนั้นก็ค่อยทำเป็นขอเหล้าสักไหเป็นการตอบแทน แต่เจ้าพวกนั้นแสดงได้แย่มากทำให้เจ้าเด็กน้อยคนนี้ดูออกได้ในทันที 


ดังนั้นการที่ถังฉือเย่ให้เขาช่วยถือของ แล้วมอบเหล้าไหนี้ให้เป็นการตอบแทนจึงเป็นการแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม 


หานอี้ที่นานๆทีจะรู้สึกเกรงใจใครสักคนนั้นยืนถือไหเหล้าพลางหัวเราะและพูดขึ้นว่า “สาวน้อย ข้าก็จะไม่ดื่มเหล้าของเจ้าเปล่าๆหรอกนะ หากคราวหลังเจ้าได้มาในเมืองอีกล่ะก็บอกข้าได้เลย ข้าจะให้ลูกน้องของข้าคอยติดตามเจ้า ในพื้นที่ของข้า รับรองได้ว่าจะไม่ให้เจ้าเกิดเรื่องหรือปัญหาอะไรได้อย่างแน่นอน”  


ถังฉือเย่มองดูเขาครู่หนึ่ง หานอี้นั้นไว้หนวดไว้เครามองดูแล้วก็หยาบกร้าน แต่เขามีดวงตาดวงโตที่เป็นตาชั้นเดียวและหัวตาที่เฉี่ยว ดวงตาที่ดำและกลมโตนั้นเหมือนกับเป็นดวงตาของสุนัขในตำนาน ทั้งที่หน้าตาเต็มไปด้วยความเป็นอันพาลแต่กลับไม่ได้ดูเลวร้ายอะไรเท่าไหร่ หญิงสาวจึงพยักหน้า


“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอบใจพี่ใหญ่หานเป็นอย่างมาก ครั้งต่อไปพวกเราก็ต้องมาส่งเหล้าในเมืองอีกอย่างนั้นข้าจะมอบให้พี่ใหญ่หานได้ชิมด้วยสักไห”


“อย่างนั้นก็ตกลงตามนี้” ชายหนุ่มพูดอย่างยินดีพลางชี้นิ้วไปอีกฝั่งหนึ่ง “เห็นหรือยัง คนที่มีเชือกฟางผูกอยู่ที่ไหล่ล้วนเป็นคนของข้า หากมีอะไรก็สั่งพวกเขาได้เลย” 


ถังฉือเย่ขอบอกขอบใจเขาพลางยิ้มตาหยี ก่อนที่หานอี้จะถือไหเหล้าเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี ตอนนั้นเองที่คุณนายโจวหมดเรี่ยวแรงถึงกับทรุดนั่งลงกับพื้นพร้อมถอนหายใจดังเฮือก 


“ข้าตกใจกลัวแทบแย่!” 


พร้อมกันนั้นท่านลุงสี่ตระกูลถังที่อยู่ดูเกวียนก็ชะโงกหน้าออกมามองด้วยความงุนงง ถามอย่างสงสัยว่า “อะไรขึ้น ผู้ชายคนนั้นเขาเป็นใครน่ะ?”


ถังฉือเย่อธิบายให้พวกเขาฟังก่อนจะพูดปิดท้ายว่า “คนแบบนี้อย่าไปทำให้เขาไม่พอใจเลย สู้ยอมเสียของไปนิดหน่อยเพื่อแลกกับความสงบสุขดีกว่า และถ้าหากว่าเขาเป็นหัวหน้าของพวกอันธพาลในเมืองนี้จริงล่ะก็ เช่นนั้นภายหลังพวกเราอาจจะได้ใช้ประโยชน์จากเขาก็ได้”


“จริง!” ท่านลุงสี่ตระกูลถังสนับสนุน “ไม่ว่าที่ไหนก็มีอันธพาลไปหมด คนแบบนี้ไม่ควรจะไปขัดใจจริงๆ”


ถังฉือเย่หัวเราะเบาๆ พลางหันมาหาคุณนายโจวที่ยังคงนั่งหน้าซีดอยู่อย่างนั้นพร้อมกับบอกเสียงใสว่า


“ไม่มีอะไรแล้วท่านป้า พวกเราไปเดินเล่นกันต่อเถอะ ข้ายังมีของอีกมากมายที่ยังไม่ได้ซื้อเลย” 



บทที่ 79 นางเป็นใคร


คุณนายโจวหันมองถังฉือเย่นิ่ง ไม่มีคำพูดใดนอกจากถามด้วยเสียงสั่นๆว่า “เย่เอ๋อร์ นี่เจ้ายังมีกะใจจะไปซื้อของอีกเหรอ ตอนนี้แข้งขาข้ายังอ่อนแรงอยู่เลย ตกใจยังไม่หาย เจ้านี่ช่างกล้าหาญเสียจริง” 


“แล้วเหตุใดข้าจะต้องไม่กล้าด้วยล่ะเจ้าคะ ยิ่งตอนนี้เราก็มีพี่ใหญ่หานหนุนหลังเราอยู่ เราทำอะไรในเมืองนี้ก็ไม่ต้องกลัวใครแล้ว” ว่าแล้วนางก็กวักมือเรียกชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นที่เป็นลูกสมุนของพี่ใหญ่หานให้เข้ามาพร้อมกับสั่งว่า


“พี่ใหญ่หานของพวกเจ้าได้มอบหมายงานให้แล้วใช่หรือไม่ พวกข้าอยากไปเดินเล่นในตลาดเสียหน่อย เจ้าจะช่วยข้าเฝ้าเกวียนเล่มนี้ไว้ได้หรือไม่?” 


“ได้ๆ” ทุกคนตอบพลางโค้งรับทันที “พ่อหนุ่มเชิญเดินเล่นได้ตามสบาย ไม่ต้องห่วงข้าจะดูแลเกวียนเล่มนี้ของท่านให้ดีที่สุด” 


แม้ว่าท่านลุงสี่ตระกูลถังจะยังระแวงอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเห็นถังฉือเย่ผุดลุกขึ้นเดินนำออกไป เขาก็ต้องกัดฟันแน่น ก่อนจะพยุงคุณนายโจวเดินตามหลัง โชคดีที่หลังจากนั้นไม่นานนักฉีจิงก็กลับมา ท่านลุงสี่จึงรีบเล่าให้เหตุการณ์ทุกอย่างให้เขาฟังทันที

 

ฉีจิงพูดเสียงขรึมว่า “ข้าเคยได้ยินชื่อพี่ใหญ่หานมาก่อน เขาเป็นคนที่ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเป็นธรรม ฝีมือก็ไม่เลว ถือว่าเป็นใหญ่ในเมืองนี้เลยก็ว่าได้”


ท่านลุงสี่ถอนหายใจเบาๆ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับชายหนุ่มที่หันมาถามความคิดเห็นของถังฉือเย่ว่า “อาเย่ เจ้าคิดว่าพี่ใหญ่หานคนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?” 


“จริงๆแล้วข้าก็ดูไม่ออกหรอกว่าใครดีหรือเลว” 


“แต่เจ้าก็ยังจะให้พวกเขาเฝ้าเกวียนของเราอีก” คุณนายโจวติง 


“ท่านป้า ท่านลุงสี่ พวกท่านต้องรู้จักการมอบอำนาจให้ผู้อื่น ต่อไปพวกเราก็จะยิ่งรวยขึ้นเรื่อยๆ กิจการก็จะยิ่งเติบโตขึ้นไปอีก หากต้องทำเองในทุกเรื่องด้วยตัวเอง ข้าหมายถึงหากต้องลงมือจัดการเองในทุกเรื่องเช่นนี้ ลงแรงทำจนเหนื่อยตายก็คงไม่เสร็จ ดังนั้นพวกท่านต้องเรียนรู้การที่จะมอบหมายงานให้ผู้อื่นทำบ้าง” ถังฉือเย่พูดพร้อมรอยยิ้ม 


“อย่างเช่นตอนนี้ ข้าไม่รู้ว่าพี่ใหญ่หานจะเป็นคนดีหรือคนเลว ไม่รู้ว่าคนของเขาจะทำอะไรได้บ้าง แต่พวกเราต้องคิดแบบนี้ ว่าผลที่แย่ที่สุดคืออะไร หากครั้งนี้ข้าไว้ใจคนผิด พวกเขาก็คงขโมยเกวียนไป เกวียนเล่มหนึ่งกี่สิบตำลึง พวกเราสามารถซื้อมันใหม่ได้ ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงของเราเลย แต่ในทางกลับกันหากกลับมาแล้ว เกวียนยังอยู่หลังจากนี้หากเรามีเรื่องทำนองนี้อีก เราก็สามารถใช้งานพวกเขาได้ไม่ใช่หรือ” 


ท่านลุงสี่ตระกูลถังถึงกับอ้าปากค้างแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาขมวดคิ้วและเริ่มคิดไตร่ตรองดู คุณนายโจวรีบกล่าวขึ้นว่า “เด็กคนนี้ ตั้งแต่มีเงินเป็นพันเป็นหมื่นตำลึงก็คิดว่าเงินสิบตำลึงไม่มีค่าอะไรเสียแล้ว” 


“ท่านป้า ไม่ใช่ว่าข้าคิดว่ามันไม่มีค่าอะไร ท่านลองคิดดู สมมุติว่าต่อไปท่านได้เป็นนายหญิงของบ้าน มีคนรับใช้ล้อมหน้าล้อมหลัง แบบนั้นแล้วท่านจะมาเลือกซื้อของเองอย่างนั้นหรือ จะไปด้วยตัวเองหรือ ท่านก็คงต้องเอาเงินให้ใครสักคนแล้วให้เขาไปทำแทน นี่ก็เป็นเหตุผลแบบเดียวกันนั่นแหละ”


“ข้าจะไปมีชีวิตอย่างนั้นได้อย่างไร ยังจะเป็นนายหญิงอะไรนั่นอีก” คุณนายโจวกล่าวขึ้นอย่างเหนื่อยใจ 


ถังฉือเย่จึงหัวเราะออกมา ส่วนฉีจิงนั้นไม่ได้แสดงสีหน้าหรือพูดอะไร เขาเพียงเหลือบมองนางแวบหนึ่ง นึกสงสัยอยู่ในใจว่าถังหย่งหลี่และวังซื่อนั้นรู้เพียงแค่ตัวหนังสือนิดๆหน่อยๆ ไม่ได้มีความสามารถอะไร เรียกได้ว่าเป็นคนธรรมดาทั่วไป แต่เหตุไฉนจึงสามารถเลี้ยงดูบุตรสาวได้ฉลาดเฉลียวเยี่ยงนี้…นางคือถังฉือเย่จริงๆอย่างนั้นหรือ?


แต่ถ้าหากนางไม่ใช่ถังฉือเย่ แล้วนางเป็นใครกัน?


ฉีจิงปัดความสงสัยนั้นก่อนจะเดินตามหลังหญิงสาวเข้าไปเดินเล่นในตลาด รอจนกระทั่งบ่ายพวกเขาจึงปรึกษากันว่าจะกินข้าวที่ไหนดี ท่านลุงสี่จึงออกความเห็น


“เมื่อสองปีก่อนข้ากับป้าของเจ้าพูดกันมาตลอดว่าหากวันใดมีเงิน ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไปกินข้าวที่ร้านอาหารหยุนหลายสักมื้อให้ได้” 


“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ไปที่ร้านอาหารหยุนหลายกันเถอะ” ถังฉือเย่สนับสนุนเต็มที่ ก่อนจะพากันเดินไปทางร้านอาหาร


สองสามีภรรยารู้สึกตื่นเต้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนซึ่งใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงร้านอาหารที่ตอนนี้มีลูกค้าอยู่ไม่เยอะ เถ้าแก่หยางที่ยืนอยู่หลังโต๊ะและกำลังดีดลูกคิด หน้าตาเต็มไปด้วยความหงุดหงิด


ท่านลุงสี่ตระกูลถังเดินหลังตรงและยืดอกเข้าไปในร้าน ยังไม่ทันจะได้เปิดปากพูด เถ้าแก่หยางก็ยกมือขึ้น และทำสีหน้าเคร่งขรึม 


“พวกเจ้ามาทำอะไรอีก พวกเจ้าจะมาพึ่งข้าอีกใช่หรือไม่ ข้าบอกไปกี่ครั้งกี่หนแล้ว ถึงแม้เจ้าจะหมักเหล้าออกมารสชาติวิเศษเพียงใดข้าก็ไม่เอา น่ารำคาญจริงๆ ดูพวกเจ้าแต่ละคนสิอย่างกับโคลนเน่าเหม็น”


ท่านลุงสี่ตะโกนตัดบท “ข้ามากินข้าวต่างหาก!” 


เถ้าแก่หยางอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็กะพริบตาพลางพูดอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่า “พวกเจ้าเนี่ยนะ?” แล้วตอนนั้นเองที่ฉีจิงก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับหยิบเงินออกมาจากเสื้อของเขาจำนวนหนึ่ง แล้วค่อยๆโยนไปบนลูกคิดของเถ้าแก่หยาง พลางพูดด้วยสุ้มเสียงเคร่งขรึมว่า 


“ข้าต้องการเหล้าและอาหารอย่างดีหนึ่งโต๊ะ ยกอาหารที่ขึ้นชื่อของพวกเจ้ามาได้เลย เงินจำนวนแค่นี้พอหรือไม่?”


เถ้าแก่หยางหัวเราะออกมาในทันที “พอๆ เงินแค่นี้ต้องพออย่างแน่นอน มาๆ เชิญที่ห้องส่วนตัว”


ฉีจิงถอยหลังไปหนึ่งก้าวพลางเหล่มองถังฉือเย่แวบหนึ่ง จึงได้เห็นดวงตาเปล่งประกายของนางอย่างที่เขาคิดไว้ไม่มีผิด พร้อมกันนั้นท่านลุงสี่และภรรยาก็ไม่รู้สึกเสียดายเงินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งสี่คนเดินเข้าไปในห้องส่วนตัวอย่างอกผายไหล่ผึ่ง


ทั้งที่ความจริงแล้วร้านอาหารหยุนหลายแห่งนี้ก็เป็นแค่ร้านอาหารธรรมดาร้านหนึ่ง อาหารก็ไม่ได้จะอร่อยอะไรมากมาย แต่ท่านลุงสี่กับภรรยากลับกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อกินไปได้ครึ่งหนึ่ง ห้องส่วนตัวที่กั้นไว้ด้วยม่านก็ได้ยินเด็กในร้านวิ่งเข้ามาแล้วพูดขึ้นอย่างรีบร้อนว่า 


“เถ้าแก่! โรงเหล้าซื่อฟางได้บอกมาแล้วว่ามีเหล้าชนิดใหม่มาขาย ชื่อเหล้าคลายร้อนฟู่โช่ว หนึ่งถังหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึง”


“จะมีเหล้าชนิดใหม่ได้อย่างไรกัน” เถ้าแก่หยางรีบพูดขึ้นว่า “เจ้าได้ถามมาหรือไม่ว่าเป็นเหล้าของร้านเหล้าที่ไหน?”


“ไม่ได้ถามขอรับ แต่ข้าได้ยินคนของร้านอาหารป๋ายเว่ยบอกว่าซื้อมาจากในชนบทขอรับ”


“ไปถามมาอีก เจ้าต้องสืบรู้มาให้ได้ว่าเป็นเหล้าของร้านไหน ไม่ว่าจะอยู่ในชนบทอย่างไร ก็ต้องไปซื้อมาให้ได้ หากเป็นอย่างนี้ต่อไป คนทั้งเมืองก็ต้องไปที่ร้านของเขากันหมดพอดี” เถ้าแก่หยางพูดด้วยความหงุดหงิดปนโมโห 


เมื่อได้ยินบทสนทนานั้นอย่างชัดเจน ถังฉือเย่ก็หันไปสบตากับเพื่อนร่วมโต๊ะทั้งสามคนด้วยความอารมณ์ดี พอเดินพ้นมาจากร้านแล้วท่านลุงสี่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า 


“วันนี้เป็นวันที่ข้ารู้สึกสะใจจริงๆ” 


“ในมือมีเงินในใจก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว” คุณนายโจวเสริมพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนจะพูดคุยหัวเราะอย่างสนุกสนานขณะนั่งเกวียนกลับเข้าหมู่บ้าน โดยมาแวะพักที่ร้านเหล้าสกุลถังก่อน เพราะเมื่อหลายวันก่อนนั้น ท่านลุงสี่ได้ประกาศออกไปว่าจะรับซื้อข้าวสาลี ดังนั้นแต่ละบ้านที่มีข้าวสาลีเหลืออยู่จึงมาขายให้เขาอย่างไม่ขาดสาย 


ท่านลุงสี่ตระกูลถังนำพวกเขาเข้าไป พลางแนะนำ “นี่คือลุงสามของเจ้า และนี่คือลูกชายคนโตของพี่รองของข้า… ถังจวิ้นเหลียง โตกว่าเย่เอ๋อร์สองปี พวกเขาคือคนที่ข้าเคยพูดถึง ฉีจิงและเย่เอ๋อร์พวกเจ้าเรียกชื่อไปเลยก็ได้”


ท่านลุงสามและท่านลุงสี่นั้นหน้าตาไม่คล้ายกันเลย ท่านลุงสามหน้าจะซูบตอบหน่อย ดวงตาดูมีชีวิตชีวา และเห็นได้ชัดว่าเขาเองก็รู้สึกประหลาดใจที่ท่านลุงสี่ได้แนะนำเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆด้วยท่าทางจริงจังขนาดนี้ แต่ก็ต้องรีบเก็บความสงสัยนั้นไว้ได้แต่ยิ้มและกล่าวทักทาย


“อาฉี เย่เอ๋อร์”


ถังจวิ้นเหลียงก็เอ่ยขึ้นเบาๆว่า “พี่ฉี เย่เอ๋อร์”


เมื่อทั้งสองฝ่ายได้พบหน้าทักทายกันพอสมควรแล้ว ถังฉือเย่และฉีจิงจึงขอตัวลาและเดินออกมา คุณนายโจวจึงเดินมาส่ง “เจ้าสบายใจได้ ข้าเพียงแค่ให้พี่สามกับเหลียงเอ๋อร์มาช่วยงานนิดหน่อย และข้าก็ได้ให้เงินไปด้วยเหตุผลอย่างละเอียด พวกเขาไม่รู้หรอก”


ถังฉือเย่พยักหน้าไม่ได้กล่าวอะไร โดยที่สองวันมานี้ก็มีท่านลุงสามและถังจวิ้นเหลียงได้มาช่วยเก็บเมล็ดธัญพืชทุกวัน ท่านลุงสี่และฉีจิงจึงแอบไปหาท่านหัวหน้าตระกูลถัง


พวกเขาได้เตรียมคำพูดไว้ก่อนแล้วโดยบอกว่าสูตรเหล้านั้นเป็นของฉีจิง เพราะฉีจิงนั้นซาบซึ้งในบุญคุณของถังฉือเย่ที่นางไม่ยอมรับเงินไป ดังนั้นจึงนำสูตรเหล้าออกมา และคิดจะมอบกำไรให้นางสิบส่วน ก่อนหน้านี้ก็ได้ส่งให้ร้านเหล้าลองหมักไปแล้วหนึ่งชุด ตอนนี้ก็ได้ตกลงกับร้านที่จะรับไปขายเรียบร้อยแล้ว 


ชุดถัดไปจึงตั้งใจจะหมักให้มากกว่านี้อีกหน่อย ดังนั้นจึงอยากที่จะหาสถานที่ในหมู่บ้านที่ใหญ่ขึ้นมาเพื่อจะทำเป็นร้านเหล้า เมื่อถึงเวลาก็สามารถให้คนในหมู่บ้านมาช่วยงานได้ จะได้ถือว่าเป็นการหาอาชีพให้ชาวบ้านด้วย พวกเขาจึงอยากให้ท่านหัวหน้าตระกูลช่วยออกหน้าไปหาหลี่เจิงให้หน่อย ท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงจะได้กินกำไรกันคนละครึ่ง


เมื่อท่านหัวหน้าตระกูลถังได้ฟังก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก เขายิ่งรู้สึกว่าถังฉือเย่นั้นเป็นคนที่นำความเจริญรุ่งเรืองมาให้โดยแท้ เมื่อร้านเหล้าขนาดใหญ่นี้เปิดขึ้น คนในหมู่บ้านไม่ต้องออกไปข้างนอกก็สามารถทำงานได้ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่ง และถ้าหากทำสำเร็จขึ้นมาจริงๆ 


ตัวเขาเองในฐานะหัวหน้าตระกูลถังก็จะเพิ่มเกียรติยศให้วงศ์ตระกูลมากขึ้นไปอีก ที่สำคัญคือหลังจากนี้คนของตระกูลเฉินเองก็ต้องมาหากินที่ร้านเหล้านี้ หากได้พบหน้ากับหลี่เจิงอีกครั้ง คนพวกนั้นก็จะอับอายเสียหน้าแทบแทรกแผ่นดินหนีอย่างแน่นอน! 



บทที่ 80 เขยตระกูลถัง


ท่านลุงสี่กระแอมครั้งหนึ่งหันมองท่านหัวหน้าตระกูลถังก่อนจะพูดขึ้นว่า “เพียงแต่ท่านหัวหน้าตระกูลขอรับ สูตรเหล้าของเรานั้นมีเพียงหนึ่งเดียวในแผ่นดิน ฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเก็บเป็นความลับ จะเกิดความผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นคนที่จะเลือกมาทำงานก็ต้องคัดเลือกอย่างละเอียดรอบคอบ หากเป็นคนในหมู่บ้านด้วยกันก็กลัวว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะปฏิเสธยาก”


ท่านหัวหน้าตระกูลถังเข้าใจที่ท่านลุงสี่พูดทันที กล่าวอีกนัยคือต้องการจะบอกว่าพวกเขาไม่ได้เงินกำไรครึ่งหนึ่งมาเปล่าๆ แต่ยังต้องรับผิดชอบเป็นด่านหน้า เมื่อถึงเวลานั้นต้องคอยออกหน้าป้องกันภัยให้ ชายชราจึงตอบตกลงด้วยรอยยิ้ม 


“มันต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว เจ้าวางใจเถอะ” 


และตอนนั้นเองที่ฉีจิงรีบพูด “ท่านหัวหน้าตระกูล ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง…ครอบครัวของอาเย่ แม้ว่าจะสายเลือดเดียวกัน แต่ระหว่างพวกเขามันไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกันแล้ว อีกทั้งพวกเขาแต่ละคนก็โลภมากอยากได้เงินเสียจนหน้ามืดตามัว ดังนั้นกำไรในส่วนของอาเย่ ท่านหัวหน้าตระกูลรู้เพียงผู้เดียวก็พอโปรดอย่าบอกให้ใครรู้เลย”


“เจ้าไม่ต้องห่วงไปหรอก แม่หนูเย่เองก็เป็นผู้มีพระคุณกับครอบครัวข้าเช่นกัน ส่วนนิสัยของท่านย่าซุนเป็นอย่างไรนั้นข้าย่อมรู้ดี อาฉีเจ้าวางใจได้” 


ท่านหัวหน้าตระกูลพูดอย่างอารมณ์ดี พลางมองชายหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้า ในหัวครุ่นคิดว่าฉีจิงนั้นเป็นคนนอกหมู่บ้าน และสูตรเหล้านี้ก็เป็นของเขา หากในอนาคตฉีจิงจากไป แล้วหลังจากนั้นพวกเขาจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นจะต้องหาทางป้องกันเอาไว้ก่อน ด้วยการให้เขาลงหลักปักฐานที่นี่ก่อน 


ยิ่งกลายเป็นเขยของตระกูลได้ก็ยิ่งดี ยิ่งเมื่อเห็นว่าฉีจิงปกป้องถังฉือเย่เป็นอย่างดี คนที่ระวังคำพูดราวกับมันเป็นทองคำ แต่กลับเอ่ยปากพูดเรื่องนี้เพื่อนาง…ท่านหัวหน้าตระกูลเริ่มเห็นอะไรบางอย่าง พร้อมกันนั้นก็มีแผนการในใจจึงลุกขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มบนหน้าแล้วพูดว่า


“ไปๆ พวกเราไปหาหลี่เจิงกันเถอะ” จากนั้นเขาจึงเดินนำทุกคนไปที่บ้านของเฉินหลี่เจิง ซึ่งก็แน่นอนว่าหัวหน้าตระกูลเฉินผู้นั้นต้องตอบตกลงอย่างแน่นอน โดยตกลงให้ที่ตั้งของโรงเหล้าแห่งใหม่ของถังฉือเย่ที่ฉีจิงกับท่านลุงสี่คิดเอาไว้ล่วงหน้าแล้วนั้นอยู่ไม่ไกลจากบ้านหินของหญิงสาวนัก เพราะหากคิดจะทำการค้าการตั้งโรงงานใกล้แหล่งน้ำน่าจะเหมาะสมที่สุด 


สถานที่แห่งนั้นมีทั้งแม่น้ำและบ่อน้ำจึงเย็นสบายและกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน โกดังหรือขุดห้องใต้ดินก็สะดวก สาเหตุอีกอย่างก็เพราะราคาที่ดินไม่แพงมากนักเพราะตั้งอยู่บริเวณพื้นที่ลาดเอียง หลังจากเจรจากันมาได้สักพักฉีจิงจึงถามอย่างไม่ได้ตั้งใจว่า


“บ้านเก่าทางฝั่งตะวันออกของท่านหัวหน้าตระกูลยังมีที่ดินว่างอยู่ไหมขอรับ?” 


เฉินหลี่เจิงเหลือบมองเมื่อรู้สึกสับสนในใจ เพราะก่อนหน้านี้เรื่องของเจ้าเฉินเสียสตินั้นทำให้เขาไม่ชอบฉีจิงสักเท่าไหร่ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเขาที่จะต้องใช้ชายหนุ่มอย่างไม่มีทางเลือก


“แน่นอนว่ามี อาฉีจะซื้อหรือ?” 


“ขอรับ ข้าต้องการซื้อที่ดินสร้างเป็นบ้านหลังหนึ่ง ให้ยืมตลอดมันไม่ค่อยดีนัก”


“เจ้าต้องการเท่าไหร่?” 


“ข้าต้องการที่ประมาณสี่ห้าไร่ก็พอขอรับ” 


หลี่เจิงตกใจเล็กน้อยถามย้ำว่า “ต้องการที่มากขนาดนั้นเลยหรือ?”


“ขอรับ…ข้าต้องการจะปล่อยที่ดินโล่งๆไว้ด้านหลัง เอาไว้ฝึกวิ่ง ฝึกวรยุทธ” 


หลี่เจิงกระแอมเบาๆ ทั้งที่ในใจนั้นคิดว่าภูเขาใหญ่ตั้งขนาดนี้เจ้ายังวิ่งไม่พอ ยังต้องสร้างบ้านแยกเพื่อวิ่งต่างหากอย่างนั้นหรือ…แต่ถึงอย่างนั้นการที่ฉีจิงเป็นคนนอกหมู่บ้านแล้วต้องการจะซื้อจะขายที่ดินก็ไม่ค่อยสะดวกนัก 


หลังจากปรึกษากันอยู่ครู่หนึ่ง จึงได้ข้อสรุปว่าจะซื้อที่ดินไว้ในนามของท่านลุงสี่ตระกูลถังชั่วคราวไปก่อน หลังจากที่ไปทำขั้นตอนต่างๆที่สำนักราชการเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยเซ็นสัญญาให้เสร็จไปในครั้งเดียวเลย


.................................................


เช้าตรู่วันถัดมา ก่อนที่ฉีจิงจะมาที่บ้านของท่านหัวหน้าตระกูล เขาก็ได้ไปส่งฉีหยางก่อนตามปกติ โดยตอนนั้นถังฉือเย่เพิ่งจะต้มโจ๊กเสร็จ นางนำไข่และขนมปังต้นหอมมาวางไว้ เคียงด้วยผักดองอีกจำนวนหนึ่ง ขนมปังต้นหอมทำมาจากน้ำมันถั่วเหลืองมีสีเหลืองแต่งแต้มด้วยต้นหอมสีเขียว ผักดองก็คือไขมันไก่ นำไขมันไก่ที่ต้มร้อนๆราดบนหัวผักกาดที่ดองแล้ว จนม้วนเข้าไปเล็กน้อยด้วยความร้อน 


นอกจากนี้หญิงสาวยังขอให้คุณนายโจวช่วยซื้อไข่ไก่จากชาวบ้านไว้ให้ หลายวันก่อนบังเอิญเจอกับครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านเสี่ยวเยว่ เขาเลี้ยงเป็ดและได้ขายไข่เป็ดตะกร้าหนึ่ง เป็นเป็ดของเขาเองที่คอยหากุ้งหาปลากินตามบ่อ ไข่แดงของมันมีขนาดใหญ่สีเหลืองอร่าม


ถังฉือเย่แกะเปลือกให้เสี่ยวเหยาก่อน จากนั้นจึงแกะให้ฉีหยาง แต่พอนางเพิ่งจะแกะเปลือกเสร็จเด็กชายกลับคีบไข่ฟองนั้นใส่ในชามของนางแทน 


“ไข่เป็ดเป็นอาหารที่มีประโยชน์มาก เด็กๆต้องกินไข่เป็ดจึงจะฉลาด จึงจะสูง หากเจ้าไม่กินในอนาคตอาจจะเตี้ยเหมือนข้า แล้วคนก็จะหัวเราะเยาะเอาได้” 


ฉีหยางฟังนางเงียบๆ ก่อนจะพยักหน้าแล้วคีบไข่กลับไปตามเดิม ฉีจิงเลิกคิ้วพลางเหลือบมองน้องชายตัวเองเพราะไม่เคยเลือกกิน เมื่อตอนอยู่บ้านมีอะไรเขาก็กินหมด แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่กับถังฉือเย่ ฉีหยางกลับกินโน่นไม่กินนี่ เพื่ออยากให้นางเอาใจ ทั้งที่ถังฉือเย่มองไม่ออกสักนิด 


ฉีจิงที่ไม่มีใครปลอกไข่ให้จึงกินข้าวเงียบๆจนเสร็จ พลางยืนขึ้นและไปหาท่านลุงสี่ตระกูลถัง โดยหลังจากที่ถังฉือเย่ให้เด็กน้อยทั้งสองทานอาหารจนเสร็จแล้ว นางก็เก็บข้าวของไปล้างให้เรียบร้อย ส่วนเด็กทั้งสองก็ไปเรียนหนังสือ จากนั้นนางจึงหยิบผ้าที่คุยกับร้านขายเสื้อผ้าเมื่อวานออกมาดู 


ถังฉือเย่เย็บปักไม่เป็น แต่ก็คิดว่าเสื้อผ้าพวกนี้มันไม่สวยเอาเสียเลยจึงต้องลงมือตกแต่งสักหน่อย และในขณะที่กำลังออกแบบวาดอย่างยากลำบากนั้นเองหางตาก็เห็นฉีหยางเอามือไพล่หลังเดินเข้ามาใกล้ด้วยฝีเท้าเบากริบ ส่วนเสี่ยวเหยายังคงท่องหนังสือเสียงดังอยู่ในห้อง


“คราวหน้าข้าจะซื้อกระดาษมาให้เยอะกว่านี้หน่อย เจ้าเขียนตัวอักษรให้มันใหญ่กว่านี้ แล้วแปะบนผนัง หากว่างๆข้าจะเข้าไปเรียนสักหน่อย” ถังฉือเย่พูดพร้อมรอยยิ้ม เมื่อเห็นฉีหยางพยักหน้ารับ จึงพูดต่อว่า 


“แต่ข้าก็ไม่อนุญาตให้เจ้าเข้มงวดกับข้าขนาดนี้” 


เด็กน้อยครุ่นคิด “หากไม่เข้มงวด ก็ไม่ได้ดี” 


“ไร้สาระ” ถังฉือเย่พูดกลั้วหัวเราะ “สอนตามความถนัดของแต่ละคนน่ะเจ้าเข้าใจไหม เจ้าสอนอาเหยาจำเป็นต้องเข้มงวด เพราะนางชอบเหม่อลอย แต่สอนข้า เจ้าต้องให้กำลังใจ แม้ว่าข้าจะเรียนได้นิดหน่อยหรือเรียนไม่ได้เลย เจ้าก็ต้องพูดกับข้าว่า ‘พี่สาวท่านเก่งที่สุดเลย’ ข้าจึงจะเรียนอย่างมีความสุข หากเพิ่มท่าทางแปลกใจหรือชื่นชมด้วยก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีก”


ฉีหยางครุ่นคิดพักใหญ่ พลางมองนางและกลืนสิ่งที่กำลังจะพูดลงไป จากนั้นจึงพยักหน้าอย่างยากลำบาก


ถังฉือเย่แกล้งเขาต่อ “เช่นนั้นไหนเจ้าลองพูดดูสิ”


“พี่สาวท่านเก่งที่สุดเลย” ฉีหยางกล่าวอย่างเคร่งขรึม


“ไม่ได้! น้ำเสียงไม่ได้ เจ้าต้องพูดด้วยความประหลาดใจ” 


เขาจึงลองพูดด้วยเสียงที่สูงขึ้น “พี่สาวเก่งที่สุด!” 


“ดีแล้ว ดีแล้ว เพิ่มสีหน้าตื่นเต้นและชื่นชมเข้าไปด้วย ไหนๆทำให้พี่สาวประหลาดใจหน่อย เบิกตากว้างๆ” พูดพลางยื่นมือไปดึงมุมปากเขารั้งขึ้น 


“ปากก็ต้องอ้าอีกหน่อย พูดสิ”


เด็กน้อยถูกบังคับให้อ้าปากกว้าง ตากลมโตมองมาที่นางอย่างช่วยไม่ได้ “ท่านพี่เก่งที่สุด!”


ถังฉือเย่หัวเราะออกมาเสียงดัง นางเกาะเขาพลางหัวเราะไม่หยุด เมื่อเห็นว่าฉีหยางกับฉีจิงนั้นเหมาะสมที่จะเกิดมาเป็นพี่น้องกันที่สุด เพราะต่างคนต่างหน้านิ่งด้วยกันทั้งคู่ ทั้งที่ความจริงแล้วภายในใจของเขานั้นไม่ได้เรียบเฉยเหมือนใบหน้าที่แสดงออกมาเลยสักนิด!



จบตอน

Comments