superstar ep81-85

 บทที่ 81 พี่สาวเก่งที่สุด


ถังฉือเย่ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยามนางก็ตกแต่งเสื้อผ้าที่เพิ่งซื้อมาแล้วเสร็จ แถมยังมีเวลาเหลือในการต้มน้ำให้เด็กทั้งสองคนได้อาบ พร้อมกับเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่อีกด้วย โดยในระหว่างที่รอฉีจิงและคนอื่นๆ กลับมานั้นหญิงสาวจึงนำเสื้อผ้าตัวสุดท้ายมารีดให้เรียบแล้ววางพาดไว้บนเสา 


หลังจากนั้นไม่นานนักคุณนายโจวก็เดินถือตะกร้าอาหารนำเข้ามา “เย่เอ๋อร์ เจ้ากำลังทำอะไรอยู่น่ะ?” 


“ข้าเพิ่งเย็บลายปักลงบนเสื้อผ้าน่ะเจ้าค่ะท่านป้า” 


เมื่อคุณนายโจวเห็นก็หัวเราะเบาๆ พลางว่า “ข้าเคยเห็นแต่รูที่ขาดล้วนถูกปะถูกชุน ไม่เคยเห็นใครเอาชุดใหม่ๆดีๆมาปะชุนอย่างที่เจ้าทำเลย!” 


“แต่ข้าคิดว่ามันสวยขึ้นมากทีเดียว” นางพูดก่อนจะหันไปขอความคิดเห็นของฉีจิง “หรือว่ามันไม่สวย?” 


ชายหนุ่มทำหน้านิ่งไม่พูดอะไร ท่านลุงสี่ก็แค่ยิ้มๆ ถังฉือเย่ไม่ยอมแพ้ นางหันกลับไปเรียก “อาหยาง! อาเหยา!” 


เด็กทั้งสองคนที่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้วรีบปรี่มา หญิงสาวยิ้มพลางชี้ไปที่ชุด “สวยมากเลยใช่ไหม?” 


ฉีหยางที่ปกติแล้วจะสวมชุดสีดำเช่นเดียวกับพี่ชาย แต่วันนี้เปลี่ยนมาใส่เสื้อคลุมยาวตัวเล็กๆสีแดง ทั้งเนื้อทั้งตัวเต็มไปด้วยคำอวยพร ราวกับตุ๊กตาโชคดี จนคุณนายโจวยิ้มแล้วตอบแทนว่า


“เด็กๆก็น่ารัก เสื้อผ้าก็สวย แต่เจ้า…เจ้าแผ่นแปะนี่ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่”


“นี่ไม่ใช่แผ่นแปะเจ้าค่ะ” ถังฉือเย่เถียง “นี่คือพระอาทิตย์ต่างหาก อาหยาง…ชื่อของอาหยางก็คือพระอาทิตย์ อันนี้ของอาเหยาเป็นหยก เหยาหมายถึงหยกที่สวยงาม ส่วนกลมๆนี่ก็คือไข่มุกวิเศษ ไข่มุกวิเศษก็คือ ‘เย่’ ชื่อของข้า” นางชี้ไปยังชุดที่พาดไว้บนเสา


“ฉีจิง… จิงฉีหมายถึง ‘ธงแห่งชัยชนะ’ ดีจะตายไป แค่มองก็รู้แล้วว่าเป็นชุดของใคร”


ฉีจิงคาดไม่ถึงว่านางจะซื้อเสื้อผ้าพวกนั้นให้ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะดีใจ แต่เมื่อมองดูเสื้อผ้าพวกนั้นอีกครั้งหนึ่งที่เป็นเสื้อคอปกแขนกุด ชายหนุ่มก็ตัวแข็งทื่อขึ้นมาทันที ผิดกับน้องชายที่ยังคงทำหน้าจริงจังและพูดในสิ่งที่ตนเองเพิ่งเรียนมา 


“พี่สาวเก่งที่สุด” 


“พี่สาวเก่งที่สุด” เสี่ยวเหยารีบพูดเช่นกันอย่างไม่ยอมแพ้ และคราวนี้เป็นฉีจิงเองที่อดไม่ไหวถามว่า 


“แล้วข้างๆพระอาทิตย์นั่นคืออะไร?”


“รังสีของดวงอาทิตย์ไง” 


“ภูเขาข้างบนไข่มุกวิเศษนั่นคืออะไรอีก?” 


ถังฉือเย่ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนจะตอบเสียงจริงจังว่า “ไม่ใช่ภูเขา นั่นคือแสงรัศมีของไข่มุกวิเศษต่างหาก!” 


“เช่นนั้นเส้นข้างๆหยกนั่นก็คงเป็นแสงรัศมีของหยก แล้วริ้วข้างๆธงแห่งชัยชนะนั่น หรือว่าจะเป็น...ลม?” 


นางหัวเราะชอบใจพลางเอื้อมมือไปตบไหล่เขาอย่างภาคภูมิใจ “เจ้าโตพอที่จะเรียนรู้ได้แล้วสินะ ฟังจากที่ข้ายกตัวอย่างเจ้าก็สามารถอนุมานไปถึงเรื่องอื่นๆได้แล้ว”


เมื่อได้ยินชายหนุ่มก็ถึงกับทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี ผิดกับคุณนายโจวที่กลั้นหัวเราะตัวโยน แล้วตอนนั้นเองที่วังซื่อเดินออกมาจากห้อง แล้วแวะมาดูผลงานของถังฉือเย่อย่างละเอียด ไม่นานนักก็พูดจาดูถูก 


“ยิ่งทำก็ยิ่งอัปลักษณ์ ไม่เจียมกะลาหัว” 


ถังฉือเย่เลิกคิ้ว ส่วนฉีจิงมีสีหน้าที่เคร่งขรึมขึ้น พลางกล่าวอย่างเย็นชา “อาเย่ เจ้าปักได้ดีมาก ข้าชอบมากทีเดียว” 


คุณนายโจวเองก็หุบยิ้มพูดลอยๆ “น่าเสียดายที่เย่เอ๋อร์ของเราไม่มีใครรัก ต้องคิดต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ก็ไม่รู้ว่าแม่ของนางมีหน้ามาเยาะเย้ยได้อย่างไร ข้าสิกลับต้องหัวเราะเยาะว่าเป็นถึงแม่แต่กลับไม่มีใจเมตตากับลูก” 


“หากนางขอร้องข้า มีหรือข้าจะไม่สอน?” ผู้เป็น ‘แม่’ ร้อนตัวทันที


“เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นคุณหญิงคุณนายที่ไหนกัน จึงต้องมานั่งขอร้อง หน้าใหญ่เสียจริง” 


วังซื่อจ้องคุณนายโจวเขม็งด้วยความโกรธ ช่วงนี้นางไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่นัก แม้ว่าจะไม่ต้องทนหิวทนหนาว วันๆก็ไม่ต้องโดนดุด่าโดนทุบตี กินอยู่สบายขึ้นทุกวัน แต่งกายก็ดีขึ้น อีกทั้งมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่นางยังคงใช้ชีวิตราวกับอยู่ในบ่อแห้งแล้ง ที่เอาแต่มองหาแสงแดดขอบบ่อไปวันๆ ได้แต่ใช้ชีวิตอย่างน่าเบื่อหน่าย…แต่งหน้าใหม่มาก็ไม่มีใครชม ปักผ้าใหม่มาก็ไม่มีใครพอใจ วังซื่อเบื่อ จนในวันนั้นนางอดไม่ได้ที่จะทักทายท่านลุงสี่ตระกูลถังทั้งที่ปกติแล้วไม่ค่อยชอบผู้ชายตรงไปตรงมาและพูดน้อยเช่นนี้เท่าไหร่นัก แต่หากทำให้เขาหลงใหลติดใจจนโงหัวไม่ขึ้น แล้วไปทะเลาะกับภรรยา เรื่องนี้ก็น่าสนใจอยู่เหมือนกัน


เพียงแต่…ใครจะไปรู้ ว่าเขาตาถั่ว ตาบอด ใจก็บอดที่หลงเอาผู้หญิงหยาบคายเช่นนี้มาเป็นภรรยา! วังซื่อเหลือบมองคนอื่นด้วยสายตาโกรธเคือง พลางหันหลังและเข้าห้องไป


ถังฉือเย่ได้แต่ส่ายหน้าไปมาไม่ได้โกรธอะไร “เอาล่ะ เอาล่ะ ทุกคนไม่ต้องไปสนใจนางหรอก” หญิงสาวหันกลับไปหาฉีจิง พลางยิ้มตาหยี


“อาฉี เจ้าบอกแล้วว่าชอบมาก เช่นนั้นพรุ่งนี้เจ้าต้องสวมมันนะ!”


ชายหนุ่มแอบกลืนน้ำลายลงคอ เหลือบมองชุดนั้นเป็นเวลานาน ก่อนจะพยักหน้าอย่างยากลำบาก


หลังจากนั้นทุกคนต่างเริ่มทานอาหารกัน โดยผักเป็นของคุณนายโจวที่ผัดมาจากที่บ้าน ส่วนของถังฉือเย่นั้นนางต้มเพียงโจ๊กและทำขนมปัง ขณะทานอาหารกัน นางก็ถามว่า


“พรุ่งนี้พวกท่านจะไปวัดที่ดินหรือ?” 


“ใช่แล้วล่ะ” ท่านลุงสี่ตอบพลางหันกลับมาหาฉีจิง “อาฉีเจ้าจะสร้างอย่างไร หลังจากวัดที่ดินเสร็จแล้ว หรือต้องให้ผู้อื่นช่วยจะได้เรียกมาดูก่อนล่วงหน้า?” 


“ไม่เป็นไรขอรับ ด้านหน้าข้าจะสร้างห้องไว้สามห้องให้ข้ากับอาหยางสามารถอยู่ที่นั่นได้ก็พอแล้ว”


“แล้วลูกของเจ้าล่ะ” เมื่อได้ฟังเช่นนั้นคุณนายโจวก็เป็นกังวลทันที พลางรีบวางตะเกียบและกล่าว “ตอนนี้มันอยู่เพียงพอก็จริง แต่ต่อไปเจ้าจะไม่แต่งงาน แต่งภรรยาเข้าบ้านหรือ หลังจากแต่งงานรับสะใภ้เข้ามา มีลูกๆสามห้องจะไปพอได้อย่างไรกัน?” 


ชายหนุ่มถึงกับผงะไป เขากระแอมหนึ่งครั้งด้วยท่าทางเขินอายเล็กน้อย ท่านลุงสี่จึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า “หากเจ้าจะสร้าง ก็สร้างให้มันดีหน่อย ต่อไปในอนาคตหากต้องขาย ก็จะขายได้ง่ายขึ้น” 


ฉีจิงเมื่อได้ฟังคำแนะนำแล้วก็เห็นด้วย จนท้ายที่สุดก็ตัดสินใจจะสร้างบ้านทรงสี่เหลี่ยมแบบจีนที่มีทางเข้าออกสองทาง 


เขาดึงกระดาษออกมาใบหนึ่ง พลางวาดบางอย่างลงไป เป็นภาพรวมลักษณะทั่วไปคล้ายกับของถังฉือเย่ เพียงแต่ฝั่งทิศใต้จะมีประตูเพิ่มมาหนึ่งประตู มีมุ้งลวด จากนั้นก็จะสร้างห้องทางทิศใต้อีกแถวหนึ่ง แม้ว่าสร้างเสร็จจะปล่อยโล่งก็ตาม โดยบ้านหลังนี้เป็นลักษณะรูปแบบบ้านที่ไม่ยากเกินไปนัก จึงไม่จำเป็นต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาออกแบบ


ฉีจิงบอกกับทุกคนว่า “เมื่อกลับเข้าไปในตัวเมืองค่อยหาช่างก่ออิฐ ได้ยินมาว่าในอำเภอมีช่างตระกูลเฉิงเห็นว่ามีฝีมือด้านการก่ออิฐมาก เห็นว่าฉาบรอยต่อของอิฐได้สนิทมาก ก็เพราะว่าเขาใช้เครื่องขัดพิเศษเพื่อขัดและถูอิฐให้เป็นสี่เหลี่ยมมุมฉาก เมื่อเอามาก่อเป็นผนัง ช่องว่างระหว่างอิฐจะแนบกันสนิท ผนังไม่ต้องฉาบปูน ทาสี แม้แต่เข็มก็ไม่สามารถสอดเข้าในช่องว่างระหว่างอิฐได้ หลังจากสร้างเสร็จผนังทั้งหมดจะเรียบและแวววาว และไม่สามารถมองเห็นรอยต่อได้ด้วยตาเปล่า ข้าจะให้เขาใช้สารละลายที่มีส่วนผสมของปูนขาวที่ต้มแล้ว ไข่ขาว และน้ำข้าว เทลงระหว่างก้อนอิฐ ให้มันจับตัวเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งมันจะแข็งแกร่งมั่นคงยากที่จะตีเข้ามาได้”


ท่านลุงสี่ได้ฟังแล้วก็ทำหน้าไม่ถูกบอกลอยๆว่า “เจ้าเด็กคนนี้นี่ เจ้าเป็นทั้งคนที่ละเอียดรอบคอบเหลือเกิน เราไม่ได้สร้างมาเพื่อให้ฮ่องเต้อยู่เสียหน่อย เหตุใดจึงต้องลงแรงเช่นนี้” 


“ข้ากลัวว่าคนในหมู่บ้านจะสร้างออกมาได้ไม่ดี” 


ท่านลุงสี่ครุ่นคิดพลางยกมือขึ้นลูบคางเบาๆ “เช่นนั้นก็เอาอย่างนี้ โรงเหล้าของเราไม่ต้องการรายละเอียดอะไรมาก ก็ให้คนในหมู่บ้านมาช่วยกันสร้าง ส่วนบ้านของเจ้า เจ้าก็เชิญช่างอะไรของเจ้ามาสร้าง สองฝั่งเริ่มสร้างพร้อมกัน เจ้าเองก็จะได้ไม่ต้องรอ” 


“อาฉี” คุณนายโจวแทรกขึ้นด้วยความเสียดายเงิน “บ้านของเจ้าก็บอกให้พวกเขาสร้างแบบนี้ ส่วนกำแพงสวนก็ให้ชาวบ้านช่วยกันก่ออิฐเอาก็ได้แล้ว” 


ฉีจิงที่เข้าใจความปรารถนาดีของทุกคนจึงยิ้มรับ และทันใดนั้นถังฉือเย่ก็นึกอะไรบางอย่าง นางหันมาทางเขาแล้วถามว่า “อาฉี ทำไมเจ้าไม่ซื้ออีกสักหลังล่ะ ดูเหมือนว่าข้างหลังบ้านข้าจะมีคนอาศัยอยู่” 


“ข้าเคยถามแล้ว แต่เขาไม่ขาย”


“ห๊า?” ถังฉือเย่สงสัยเล็กน้อย “ใครอยู่ที่นั่นกัน?”


“เป็นผู้มีการศึกษาคนหนึ่งที่มีอายุมาก”


“บัณฑิตอาวุโสหรือ?”


ชายหนุ่มพยักหน้า…ความจริงหลังจากที่ถังฉือเย่ย้ายมาได้ไม่นาน เขาเองก็คิดที่จะย้ายมาที่นี่ เพราะอยากมาอยู่ใกล้ๆนางก็เหตุผลหนึ่ง อีกอย่างเขาก็อยากมาอยู่ที่ที่เงียบสงบ


เพื่อนบ้านแถวนี้ เขาได้มองๆไว้นานแล้ว ครั้งหนึ่งเคยได้ยินเสียงมาจากทางฝั่งนั้น แต่ไม่เคยเห็นใคร หลังจากนั้นเจ็ดแปดวันจึงมีชายชราคนหนึ่งออกมาหลังจากกลับมาจากการซื้อข้าวสารอาหารแห้งโดยรถลากล่อ 


ฉีจิงจึงเข้าไปถามและแจ้งความต้องการที่จะซื้อบ้านหลังนี้ หากอีกฝ่ายนอกจากจะไม่ยอมขายแล้ว ชายชราคนนั้นยังยิ้ม และบอกกับเขา


“เดิมทีข้ารู้อยู่แล้วว่าบ้านข้างๆมีคนอยู่ และคิดจะย้ายที่อยู่ แต่ข้าบังเอิญได้ยินเสียงเฮฮาที่นั่น มันดูมีชีวิตชีวามาก ข้าจึงไม่คิดย้ายไปไหนแล้วล่ะ” 


เมื่อได้ยินชายหนุ่มตระกูลฉีก็รู้สึกไม่สบายใจสักเท่าไหร่ แม้ว่าอีกฝ่ายจะพูดเล่นก็ตาม ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจสร้างมันเองในที่สุด!



บทที่ 82 หนุ่มหล่อ


แม้จะล่วงเข้าสู่ยามซวีแต่ท้องฟ้าของเดือนมิถุนายนก็ยังไม่มืดลงเท่าใดนัก ถังฉือเย่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและเตรียมตัวจะเข้านอน แต่ไม่ทันจะได้ล้มตัวลงก็ได้ยินเสียงคนเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก หญิงสาวจึงก้าวลงจากเตียงเพื่อเดินไปเปิดประตูแล้วก็เห็นว่าเป็นฉีจิงยืนนิ่งอยู่ด้วยใบหน้าเกลี้ยงเกลาสวมเสื้อผ้าที่นางซื้อเพิ่งให้เขา 


ถังฉือเย่มองด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน ผิวสีน้ำผึ้งของเขาที่เผยให้เห็นจากการสวมชุดเสื้อแขนกุดนั้นเป็นสิ่งที่น่าเย้ายวนใจอย่างไรพิกล เพราะปกติแล้วนางมักเห็นฉีจิงสวมชุดแขนยาวที่ดูเคร่งขรึม แต่พอมาวันนี้เขาสวมเสื้อแขนกุดสีขาวตัดด้วยขอบน้ำเงินแถมเนื้อผ้านั้นก็บางเพียงแค่ชั้นเดียว จนเผยให้เห็นมัดกล้ามที่แข็งแรง ภายใต้เสื้อนั้นยังสามารถมองเห็นกล้ามหน้าท้องที่ขึ้นเป็นลอนได้อย่างรางๆ หญิงสาวถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคอเบือนหน้าไปทางอื่น ไม่กล้าสบตาของชายหนุ่มที่กำลังยืนนิ่งราวกับท่อนไม้ คิ้วเข้มๆของเขายังผูกติดกันแน่น 


ทันทีที่สบตาซึ่งเป็นประกายของหญิงสาว ฉีจิงก็รีบมองต่ำลงแล้วพูดด้วยเสียงเรียบๆว่า “ข้า…ข้าแค่ใส่มาให้เจ้าดูสักหน่อย เดี๋ยวก็จะกลับไปเปลี่ยนแล้ว ข้าไม่ค่อยคุ้นชินเท่าไหร่”


“เจ้าสวมเสื้อผ้าแบบนี้แล้วดูดีมาก แถมเนื้อผ้าก็ทั้งเย็นและสบายเหมาะกับหน้าร้อนอย่างนี้ เจ้าจะไม่ใส่อีกจริงเหรอ?” 


“ไม่ใส่” ฉีจิงยืนยันหนักแน่น


“ถ้าอย่างนั้นก็แล้วแต่เจ้า” ถังฉือเย่เฝ้ามองชายหนุ่มที่มีเสน่ห์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ซึ่งหนึ่งในความรู้สึกนั้นคือความปรารถนาที่อยากจะครอบครองแบบเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นนางจึงหันหลังแล้วเดินกลับเข้าห้องไป ก่อนจะหยิบชุดอีกชุดหนึ่งออกมายื่นให้เขา 


“ข้ารู้ว่าเจ้าน่ะปัญหาเยอะ ถ้าอย่างนั้นชุดนี้คงจะไม่มีปัญหาอะไรแล้วนะ” 


ฉีจิงเหลือบมองดูนางแวบหนึ่ง จากนั้นก็รับเสื้อผ้าอีกชุดหนึ่งมาอย่างเงียบๆ พอเห็นว่าเป็นชุดธรรมดาเขาก็โล่งใจ เอ่ยขอบคุณเบาๆก่อนจะจากไป 


และหลังจากนั้นในเช้าวันถัดมาชายหนุ่มตระกูลฉีก็ได้สวมชุดใหม่ชุดนั้นที่เป็นสีครามอ่อน ตัดขอบด้วยผ้าไหมสีเงิน ส่วนผ้าผูกเอวเป็นสีครามเข้ม 


ถังฉือเย่ยังตั้งใจซื้อผ้าผูกผมสีเดียวกันมาด้วย จากนั้นนางจึงเอามามัดให้เขา โดยตลอดทางที่เดินในหมู่บ้านนั้น สายตาของหญิงสาวทุกคนในหมู่บ้านต่างก็จ้องมองมาที่ฉีจิงเป็นตาเดียว และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ตอนที่หลี่เจิงพาพวกเขาไปวัดที่ดินนั้น นอกจากชาวบ้านที่มาดูแล้วก็ยังมีสาวน้อยสาวใหญ่ที่แอบมาดูชายหนุ่มโดยเฉพาะ! 


หลี่เจิงพาไปวัดที่ดินบริเวณบ้านของฉีจิงก่อน เพราะทางทิศตะวันตกนั้นยังมีคนพักอาศัยอยู่ ตรงกลางยังเป็นพื้นที่ว่างเปล่า สุดท้ายพอวัดออกมาได้ ก็เกือบจะได้เนื้อที่ถึงสี่ไร่ เสียแต่ว่าที่ดินผืนนี้แคบและยาวไปหน่อย 


“เจ้าอยากจะเปลี่ยนที่ดินไหม เดี๋ยวข้าจะหาที่อื่นให้” หลี่เจิงถาม 


“ไม่เป็นไรขอรับ ที่นี่ก็น่าจะพอได้อยู่” 


“เจ้าจะสร้างบ้านที่นี่แน่นะ” 


“ขอรับ ข้าจะสร้างบ้านที่นี่แหละขอรับ” 


หลี่เจิงพยักหน้ารับและไม่ได้ถามอะไรอีก จากนั้นจึงพากันไปดูสถานที่ที่จะสร้างร้านเหล้าซึ่งมีเนื้อที่ประมาณสี่ไร่เช่นเดียวกันในราคาที่ไม่แพงมากนักเพียงไร่ล่ะหกตำลึง เมื่อคำนวณดูแล้วรวมทั้งสองที่ราคาก็แค่สี่สิบกว่าตำลึง เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยแล้วขั้นตอนที่เหลือก็จะเป็นหลี่เจิงที่ต้องไปจัดการที่ฝ่ายราชการของเมืองเท่านั้น 


เมื่อหลี่เจิงและท่านหัวหน้าตระกูลนั้นไปพร้อมกัน ทุกคนก็ต่างส่งเสียงแล้วล้อมเข้ามา ต่างพากันถามขึ้นด้วยความสนใจ หลังจากนั้นไม่นานนักทุกคนก็ได้รู้ว่าท่านลุงสี่ตระกูลถังที่มีชื่อจริงว่า...ถังซิ่งเย่ นั้นกำลังจะสร้างร้านเหล้าขนาดใหญ่ขึ้น โดยใช้ชื่อว่าโรงเหล้าฟู่โช่ว โดยมีฉีจิงเป็นเจ้าของร่วมกัน นอกจากนี้แล้วยังมีลูกชายคนโตของท่านหัวหน้าตระกูล…ถังหย่งกับลูกชายคนโตของหลี่เจิง…เฉินฉางหยวนร่วมมือทำร้านเหล้านี้ด้วย


หลายคนในหมู่บ้านต่างพูดด้วยความอิจฉาว่า “เหล่าซื่อรวยใหญ่แล้วนี่ ร้านเหล้าใหญ่ขนาดนี้ จะสร้างขึ้นมาได้สำเร็จต้องใช้เงินไปเท่าไหร่ล่ะเนี่ย” 


ส่วนอีกคนหยอกล้อว่า “รีบบอกมาเร็ว ตกลงแล้วพวกเจ้าพูดคุยและตกลงกับพ่อหนุ่มฉีได้อย่างไร?”


ฉีจิงยังคงไม่พูดอะไรเช่นเคย และก็ต้องเป็นท่านลุงสี่ ถังซิ่งเย่ที่มีความชำนาญในสถานการณ์แบบนี้ที่หัวเราะและพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า


“ทั้งหมดก็ต้องพึ่งอาจิงนั่นแหละ เดี๋ยวก็จะต้องสร้างบ้านแล้ว คงต้องรบกวนพวกเจ้าด้วย ครั้งนี้พวกเราใช้เป็นอิฐเขียวทั้งหมด ข้าจะให้ค่าจ้างวันละสามสิบอีแปะ แล้วยังมีอาหารเลี้ยงอีกด้วย”  


ทุกคนส่งเสียงฮือขึ้นพร้อมกัน เพราะปกติแล้วในการสร้างบ้านของชาวบ้านทั่วไปนั้นจะใช้ดินเหนียวเป็นส่วนใหญ่ ด้วยการนำดินเหนียวมาก่อเป็นอิฐแล้วไปวางตากแดดให้แห้งก่อนจะนำไปสร้างบ้านก่อกำแพง ซึ่งก้อนอิฐประเภทนี้มักจะอยู่ได้ไม่นาน ไม่เกินสองสามปีก็ต้องซ่อมแซมเสียครั้งหนึ่ง แต่บ้านของฉีจิงนั้นได้หาช่างที่มีฝีมือและชำนาญจากในเมืองมาสร้างบ้าน ทุกคนจึงยิ่งดูสนอกสนใจมากขึ้นไปอีก


เดิมฉีจิงนั้นเป็นคนนอกหมู่บ้านและไม่ได้มีญาติหรือครอบครัวที่ไหน คนในหมู่บ้านจึงมองเขาว่าเป็นชายหนุ่มธรรมดาที่ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ กระทั่งนับตั้งแต่เรื่องพระพุทธรูปทองคำนั้นเป็นต้นมา ความคิดของคนในหมู่บ้านก็เริ่มเปลี่ยนไป ต่างก็ให้ความสนใจเขามากขึ้น เพราะอย่างน้อยก็เท่ากับว่าเขาและครอบครัวมีเงินอยู่หลายร้อยตำลึงจากมูลค่าของพระพุทธรูปทองคำองค์นั้น ยิ่งตอนนี้ชายหนุ่มกำลังจะสร้างบ้านเพื่อลงหลักปักฐานจึงแสดงให้เห็นว่าในมือของชายหนุ่มนั้นคงมีเงินเหลือกินเหลือใช้ หรือแม้กระทั่งได้ยินมาว่าสูตรเหล้าของท่านลุงสี่นั้นก็เป็นของเขา ยิ่งทำให้ชาวบ้านต่างก็อิจฉาและอยากได้ฉีจิงเข้ามาเป็นลูกเขยทั้งนั้น 


ดังนั้นจึงมีหญิงสาวคนหนึ่งพูดออกมาด้วยความกล้าปนความเคอะเขิน “พ่อหนุ่มฉีเหตุใดถึงได้เลือกสร้างบ้านตรงนี้ล่ะ?” 


เมื่อได้ยินคำถามฉีจิงไม่ได้หันมองคนถามด้วยซ้ำ แถมยังไม่ได้พูดอะไรอีก ทำเอาหญิงสาวผู้นั้นถึงกับหน้าม้านไปเลยทีเดียว บรรยากาศเริ่มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ท่านลุงสี่จึงพูดเป็นเชิงไกล่เกลี่ยว่า 


“เดิมทีอาจิงเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับมารยาทและกฎระเบียบ เขาไม่ค่อยพูดคุยกับพวกสาวๆหรอก”


ผู้คนต่างก็หัวเราะอย่างเสียมิได้ก่อนจะมีใครคนหนึ่งพูดทีเล่นทีจริงว่า “บางทีพ่อหนุ่มฉีอาจจะอยากอยู่ใกล้สาวน้อยตระกูลถังก็ได้นะ…ใช่ไหมล่ะพ่อหนุ่มฉี ข้าพูดถูกหรือไม่?” 


ฉีจิงพยักหน้า “ข้าอยากอยู่ใกล้อาเย่จริงๆ เลยได้ย้ายบ้านมา แต่นี่เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นของข้า เป็นเพราะเราสองพี่น้องคิดถึงบุญคุณของอาเย่ และยอมที่จะย้ายมาใกล้ขึ้นอีกหน่อยเพื่อที่จะได้ดูแลนาง อาเย่ไม่เกี่ยวอะไรด้วย นางไม่รู้ด้วยซ้ำ”


หญิงสาวหลายคนในที่นั้นถึงกับหน้าเสียขึ้นมาในทันที จากนั้นก็ต้องปลอบใจตัวเองว่าพ่อหนุ่มฉีเพียงแค่อยากจะตอบแทนบุญคุณถังฉือเย่เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องส่วนตัวหรือความรักใคร่อะไรเสียหน่อย ดังนั้นพวกนางก็น่าจะยังมีสิทธิ์อยู่ 


แล้วตอนนั้นเองที่คุณนายโจววิ่งมาด้วยความร้อนรน พร้อมกับตะโกนออกมาแต่ไกล “อาฉี!” 


“เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอท่านป้า” 


คุณนายโจวที่วิ่งมาด้วยความเหนื่อยหอบทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ดีที่คนที่อยู่ใกล้ๆช่วยพยุงไว้ นางเงยหน้าขึ้นก่อนจะพูดหอบๆว่า “อาเย่ อาเย่นาง…”  


“เกิดอะไรขึ้นกับอาเย่?” สีหน้าของฉีจิงเปลี่ยนไปทันที ท่าทางที่เคยสงบนิ่งร้อนรนขึ้น 


“เมื่อครู่มีคนมาสองคน บอกว่ามาจากทางการ พวกเขาไม่อธิบายอะไรสักคำแล้วก็ลากตัวเย่เอ๋อร์ไป ข้าวิ่งตามไปถาม แต่พวกเขาก็ไม่ตอบอะไรเลย!” 


คนของทางการงั้นหรือ…ทุกคนต่างก็ตกใจในทันที พลางมองหน้ากันไปมา ฉีจิงรีบถามขึ้นว่า “เป็นรถม้างั้นหรือขอรับ แล้วพวกเขามุ่งหน้าเข้าไปในเมืองแล้วหรือ?”

 

คุณนายโจวรีบพยักหน้าในทันที พร้อมกับที่ชายหนุ่มรีบมุ่งหน้าเข้าไปในเมืองอย่างรวดเร็ว เมื่อออกมาจากกลุ่มพวกชาวบ้าน ฉีจิงก็เร่งฝีเท้าขึ้นไปอีก เขาวิ่งด้วยแรงทั้งหมดที่มีจนไม่นานนักก็ตามรถม้าทัน ชายหนุ่มรีบเขย่งเท้าก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนรถม้าแล้วใช้เท้าถีบประตูออก! 



บทที่ 83 ที่พึ่งพิงหลัก


เจ้าหน้าที่สองคนที่นั่งอยู่ในรถม้าคันนั้นเงยหน้าขึ้นพร้อมกันด้วยความตกใจ หนึ่งในสองคนนั้นรีบลุกขึ้นพลางส่งเสียงตะคอกด้วยความโมโหว่า


“เจ้าเป็นใครกัน ช่างกล้านัก ไม่รู้หรือว่าพวกข้าเป็นใคร?” ยังไม่ทันพูดจบ ฉีจิงก็ได้พุ่งเข้าไป จากนั้นก็ดึงถังฉือเย่เข้ามาในอ้อมแขน เมื่อเห็นว่านางเพียงถูกมัดมือไว้เท่านั้น ร่างกายไม่มีบาดแผลอะไรชายหนุ่มจึงเบาใจลงมาหน่อย จากนั้นก็ใช้มือเป็นดั่งมีดตัดเชือกที่มัดนางอยู่จนขาด  


เจ้าหน้าที่ของทางการทั้งสองคนถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ คนบังคับรถที่อยู่ข้างหน้าก็ได้หยุดรถลง เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็ได้กลืนน้ำลาย สีหน้าเคร่งเครียดพลางตะคอกออกมาว่า 


“เจ้าเป็นใครกันแน่ พวกข้าเป็นคนของท่านเจ้าเมืองมาทำงานราชการ เจ้ามาขัดขวางเช่นนี้ควรต้องโทษใดกัน!” 


ฉีจิงกวาดสายตาไปที่พวกเขาด้วยความเย็นชา ใบหน้าเคร่งเครียด ปกติแล้วเขาไม่ได้เป็นคนทำอะไรวู่วาม ออกจะเป็นคนใจเย็นมาตลอดด้วยซ้ำ แต่เมื่อได้ยินว่าถังฉือเย่ถูกนำตัวไปและยิ่งเห็นว่าคนของทางการสองคนนี้กล้าที่จะนั่งข้างในรถม้ากับนาง เขาจึงรู้สึกโกรธมากจนยากระงับ 


ถังฉือเย่ยันกายลุกขึ้นมาพลางดึงชายเสื้อของเขาเอาไว้ จู่ๆนางก็ถูกพาตัวออกมาโดยที่ไม่มีสาเหตุ ในหัวจึงครุ่นคิดอยู่นาน เพียงแต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่าตัวเองไปทำความผิดเรื่องอะไร หรือทำให้ใครไม่พอใจบ้าง แต่คงไม่ใช่ว่าถังหย่งหมิงคิดจะขายนางให้กับทางการหรอกนะ


ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งนางจึงฝืนยิ้มแล้วกล่าวว่า “ท่านทั้งสองอย่าได้โมโหไปเลย คนของข้า อาฉีใจร้อนไปหน่อย เขาผิดไปแล้ว” 


จากนั้นหญิงสาวก็ออกแรงดึงเสื้อของเขาอีกครั้ง จนฉีจิงค่อยๆสงบลง จากนั้นก็ถอยออกมาครึ่งก้าว แต่ดวงตานกเฟิงหวงอันดำขลับคู่นั้นของเขายังคงจ้องมองไม่วางตา 


คนของทางการทั้งสองไม่กล้าที่จะทำตัวหยิ่งผยองอย่างเคย แต่ด้วยความที่ไม่อยากเสียหน้าจึงพูดอย่างเคืองๆว่า “ขัดขวางงานของทางการ ยกโทษให้ไม่ได้!” 


ถังฉือเย่อมยิ้มพลางดึงให้ฉีจิงนั่งลง ก่อนจะหยิบเงินออกมาจากกระเป๋าพลางยื่นให้พวกเขาทั้งสองคน “พวกท่านทั้งสองทั้งมีอำนาจทั้งเป็นคนใหญ่คนโต อย่าได้โกรธไปเลย ข้าขอชดใช้แทนพี่ของข้าด้วยนะเจ้าคะ”


สีหน้าของพวกเขาก็ดีขึ้นมาหน่อยเมื่อรับเงินมาประมาณสามถึงห้าตำลึง ถังฉือเย่เองก็ยิ้มตาหยีพลางพูดยออยู่พักใหญ่ จนทั้งสองคนตัวแทบลอย โบกไม้โบกมือแล้วบอกว่า


“เอาล่ะ เอาล่ะ นี่ข้าจะเห็นแก่แม่สาวน้อยหรอกนะถึงไม่เอาเรื่อง” 


“ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามพวกท่านทั้งสองหน่อย ข้าทำความผิดอะไรหรือเจ้าคะ ท่านเจ้าเมืองถึงต้องให้จับตัวข้ามาเยี่ยงนี้” 


“ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน เพียงแต่มีคำสั่งจากท่านเจ้าเมืองหลินให้พวกข้ามาพาตัวเจ้าไปเท่านั้น” ชายคนหนึ่งตอบ ท่านเจ้าเมืองหลินผู้นี้เพิ่งจะมาใหม่เมื่อเดือนก่อนแล้ว จู่ๆวันนี้ก็ได้มีคำสั่งให้พวกเขามาหาเด็กสาวที่ชื่อถังฉือเย่ในหมู่บ้านจวี้เป่าเข้าเมืองไปทันที ส่วนสาเหตุนั้นพวกเขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน


ถังฉือเย่ขมวดคิ้วมุ่น พลางพูดด้วยเสียงที่เคร่งขรึมว่า “ไม่ทราบว่าตอนนั้นสีหน้าอารมณ์ของท่านเจ้าเมืองเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?” 


ทั้งสองส่ายหน้าไปมาพร้อมกัน “พวกข้าไม่เห็น เพราะท่านเจ้าเมืองหลินได้สั่งเรื่องนี้ไว้กับทหาร แล้วพวกข้าก็รับคำสั่งมาจากทหารอีกทีจึงไม่รู้ที่มาที่ไปอะไรเลย! 


…………………………………


ช่วงเวลาเดียวกันนี้เองในระหว่างที่พวกเขาหยุดชะงักกันอยู่ตรงนั้น ภายในหมู่บ้านก็วุ่นวายกันยกใหญ่ คุณนายโจวหายใจเหนื่อยหอบ ก่อนจะเล่าเรื่องให้ฟังอย่างละเอียดอีกรอบ 


ท่านลุงสี่เองก็ตกใจไม่น้อย เขารีบไปหาหลี่เจิงทันที และเมื่อหลี่เจิงได้ฟังก็ทั้งแปลกใจและตกใจ ชายชรารู้ดีว่าหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทางการนั้นเขาจะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างที่สุด จะทำอะไรบุ่มบ่ามสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้โดยเด็ดขาด หากเป็นคนอื่นโดนจับไปหลี่เจิงก็คงไม่กระไรนัก แต่นี่เป็นถังฉือเย่ ที่ถึงแม้ว่าหัวหน้าตระกูลถังจะไม่ได้พูดอย่างชัดเจน แต่เขาก็พอจะเดาได้ว่าที่ฉีจิงยอมเอาสูตรเหล้าออกมานั้นก็เพราะถังฉือเย่เพียงคนเดียว หากหญิงสาวผู้นี้เป็นอะไรไป กิจการร้านเหล้าใหม่นี้ก็คงต้องพังไม่เป็นท่าอย่างแน่นอน 


ด้วยเหตุนี้หลี่เจิงจึงรีบเรียกลูกชายมาพร้อมกับสั่งให้ส่งคนรีบไปรายงานท่านหัวหน้าตระกูลถังให้ทราบ จากนั้นก็นำคนออกเดินไปข้างนอกด้วยตัวเอง หลังจากนั้นไม่นานนักท่านหัวหน้าตระกูลถังก็ได้พาลูกชายทั้งสามคนมาถึง 


แม้ว่าทุกคนจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่เมื่อเห็นว่าหลี่เจิงและท่านหัวหน้าตระกูลดูเคร่งขรึมผิดปกติ ทุกคนต่างก็ให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นอย่างมาก แต่รถเกวียนก็นั่งกันไม่พอ ด้านหลังจึงมีคนวิ่งตามมาติดๆ ซึ่งห่างจากปากทางเข้าหมู่บ้านไม่ไกลนัก พวกเขาก็ตามมาทันรถม้าของทางการ 


ท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงลงจากเกวียนก่อนจะเดินเข้าไปหา ชาวบ้านที่อยู่ข้างหลังต่างก็ส่งเสียงและเข้ามาล้อมรถม้าเอาไว้


คนของทางการชะโงกหน้ามาดูพอเห็นผู้คนมากมายก็ตกใจไม่น้อย เพราะคิดไม่ถึงว่าแค่เด็กหญิงตัวเล็กๆคนเดียวนั้นจะทำให้ผู้คนแตกตื่นได้มากถึงเพียงนี้…เด็กคนนี้มีดีอะไรอย่างนั้นหรือ?


ชายหนุ่มพยายามเก็บอาการอย่างสำรวม ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับถังฉือเย่ที่เดินออกมาด้านนอก


หญิงสาวย่อคำนับพลางพูดว่า “ขอบใจท่านลุงและหลี่เจิงมากที่รีบตามมา เมื่อครู่เย่เอ๋อร์ได้ถามไถ่ท่านเจ้าหน้าที่ทั้งสองแล้ว ยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ในเมื่อท่านเจ้าเมืองอยากเจอ ข้าก็ต้องไปและก็ไม่กล้าที่จะยื้อเวลา นี่ก็กำลังจะไปแล้วเจ้าค่ะ”


ถังฉือเย่ชะงักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะชี้ไปที่ฉีจิงที่ยืนตัวตรงอยู่ด้านหลัง “ข้ามีพ่อหนุ่มฉีไปเป็นเพื่อนด้วย พวกท่านไม่ต้องกังวลหรอก ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรก็จะรีบแจ้งกลับมาทันทีเจ้าค่ะ” พร้อมกันนั้นก็หันมาทางชาวบ้าน นางย่อตัวคำนับพวกเขาอีกครั้ง 


“และขอขอบใจทุกท่านที่วิ่งตามมาในครั้งนี้ด้วย เย่เอ๋อร์จะจดจำความมีน้ำใจของพวกท่านทุกคน”


ทุกคนต่างบอกว่าไม่เป็นไร หลี่เจิ่งรีบถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงและไม่วางใจว่า “เย่เอ๋อร์ พ่อหนุ่มฉีไปด้วยคนเดียวจะได้หรือ?”


“ท่านวางใจเถอะ” ถังฉือเย่กล่าวขึ้นว่า “แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พ่อหนุ่มฉีก็มีเพื่อนที่สนิทอยู่ในเมืองสองสามคน ถึงเวลานั้นเกิดเรื่องอะไรก็ค่อยจัดการกันไป”


“ข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วย หากเกิดอะไรขึ้น จะได้ช่วยพวกเจ้าได้” ท่านลุงสี่ตระกูลถังที่ยืนอยู่อีกฝั่งเสนอตัว แต่ถูกนางปฏิเสธ


“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ “ท่านลุงสี่ อาเหยาและฉีหยางยังอยู่ที่บ้านนะเจ้าคะ แม่ของข้าก็ทำอะไรไม่ค่อยเป็น คงต้องรบกวนให้ท่านและท่านป้าช่วยดูแลหน่อย”  


จากนั้นหลี่เจิงก็หันไปสบตากับท่านหัวหน้าตระกูลพลางพูดขึ้นว่า “อย่างนั้นก็รีบไปรีบกลับ” ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับถังฉือเย่ที่ย่อคำนับอีกครั้งก่อนจะกลับขึ้นรถม้าของทางการ  


ท่านลุงสี่และคุณนายโจวร้อนรนใจไม่เป็นสุข เฝ้ามองจนเห็นเงาของรถม้าเคลื่อนตัวลับสายตาไปจึงยอมตัดใจหันหลังแล้วกลับเข้าหมู่บ้าน 


ท่านลุงสี่พูดเบาๆกับภรรยาว่า “หากพรุ่งนี้ไม่มีจดหมายส่งกลับมา พวกข้าจะลองไปขอร้องเถ้าแก่เฉินดู!” 


“อย่ารีบร้อนไป เย่เอ๋อร์เป็นคนดีสวรรค์ต้องคุ้มครอง นางจะต้องไม่เป็นอะไรอย่างแน่นอน”


คุณนายโจวพูดด้วยความมั่นใจ และเชื่อมั่นสุดหัวใจว่าถังฉือเย่จะต้องไม่เป็นอะไร โดยที่คุณนายโจวไม่รู้เลยว่าตอนนี้ทันทีที่ถังฉือเย่เข้าไปนั่งในรถม้าชายหนุ่มผู้เป็นคนของทางการทั้งสองคนนั้นต่างก็จ้องมองมาที่นางไม่วางตา และไม่ว่าจะมองอย่างไรนางก็ดูเป็นแค่หญิงสาวชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น แล้วเพราะเหตุใดถึงทำให้ชาวบ้านแตกตื่นได้มากขนาดนี้ 


แต่ไม่ว่าจะสงสัยขนาดไหนตลอดทางพวกเขาก็ได้แต่นั่งกันเงียบๆจนมาถึงที่ว่าการอำเภอในที่สุด เมื่อมาถึงก็ได้เจอกับชายร่างใหญ่ซึ่งเป็นทหารของที่นี่ก่อนเป็นคนแรก เจ้าหน้าที่หนุ่มได้กระซิบที่ข้างหูของเขาสองสามคำ นายทหารผู้นั้นก็แสดงสีหน้าที่ดูประหลาดใจ จากนั้นก็จ้องมองชายหนุ่มหญิงสาวทั้งสองคน ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน   


หลังจากนั้นไม่นานนักก็กลับออกมาอีกครั้งพร้อมกับเชิญพวกเขาเข้าไปข้างใน แล้วในจังหวะนั้นเองที่ปรากฏร่างของชายวัยกลางคนที่ดูสง่างามผู้หนึ่ง ด้านหลังยังมีคนเดินตามมาอีกสองคน ดูแล้วน่าจะเป็นท่านเจ้าเมืองหลิน 


ถังฉือเย่และฉีจิงที่กำลังจะก้มคำนับนั้น ท่านเจ้าเมืองหลินก็กล่าวขึ้นก่อนว่า “ไม่ต้องหรอก” ก่อนที่คนที่เดินตามมาข้างหลังจะพูดขึ้นด้วยความดีใจ 


“แม่หญิงคนนั้น คือนางนั่นเอง อาเย่ เจ้ายังจำข้าได้หรือไม่?” 


ถังฉือเย่พยักหน้าและจำได้ในทันทีว่าหญิงสาวผู้นี้คือคนที่นางได้ช่วยไว้โดยบังเอิญในวันนั้นนั่นเอง ท่านเจ้าเมืองหลินหัวเราะพลางตักเตือนว่า “เชี่ยนเอ๋อร์ สำรวมหน่อย” 


“ก็ข้าดีใจนี่เจ้าคะ”


ท่านเจ้าเมืองส่ายหน้าอย่างเอ็นดูพลางหันมาหาถังฉือเย่ “ข้าเชิญเจ้ามาอย่างไม่สุภาพ อย่าได้ถือสาเลย รีบนั่งลงเถอะ” 


เมื่อเห็นว่าท่านเจ้าเมืองหลินพูดจาและแสดงท่าทางสุภาพกับเด็กน้อยคนนี้ นายทหารผู้นั้นก็เบิกตากว้าง เพราะรู้ว่าตัวเองได้เข้าใจผิดไปก่อนหน้านี้ เขาก็รีบถอยออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว


หญิงสาวนามเชี่ยนเอ๋อร์กุมมือถังฉือเย่เอาไว้แน่น พลางพูดว่า “ข้าตามหาตัวเจ้าอยู่นานหลายวัน จนกระทั่งได้เจอชายหนุ่มสกุลหาน ท่านพ่อของข้าได้ส่งคนไปถามแล้ว แต่เขาก็ไม่ยอมบอก จนข้าก็ได้ไปถามด้วยตัวเอง เขาจำข้าได้และรู้ว่าพวกข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร ข้าจึงรีบให้ท่านพ่อส่งคนไปหาเจ้า”


ถังฉือเย่ยิ้ม “จริงๆแล้วมันก็เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ แม่หญิงไม่จำเป็นต้องใส่ใจอะไรหรอกเจ้าค่ะ”


“แม้ว่ามันจะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยสำหรับเจ้า แต่สำหรับเชี่ยนเอ๋อร์แล้ว เป็นเรื่องใหญ่ยิ่งนัก หากไม่มีเจ้าเข้ามาช่วยไว้แล้ว เชี่ยนเอ๋อร์ก็คงจะ…” นางหยุดพูดด้วยความกลัว จากนั้นก็เข้ามากุมมือนางไว้อีกครั้ง 


“บุญคุณยิ่งใหญ่เช่นนี้ ข้าจะไม่ซาบซึ้งได้อย่างไร” 



บทที่ 84 เมื่อคิดจะนอนก็มีคนส่งหมอนมาให้ถึงที่


ท่านเจ้าเมืองหลินผู้นี้เป็นคนง่ายๆ สบายๆ ไม่มีวางมาดอะไร เช่นเดียวกับฮูหยินนั้นก็ดูแล้วเป็นคนตรงไปตรงมา ส่วนบุตรสาวนามว่าหลินเฉี่ยวเชี่ยนนั้นเป็นหญิงสาวที่สดใสร่าเริง แต่งกายงดงามมีปิ่นปักผมประดับอยู่บนศีรษะ


หลินเฉี่ยวเชี่ยนเล่าว่าเหตุการณ์วันที่เกิดเรื่องนั้นเป็นวันแรกที่นางเดินทางมาถึงเมืองหลงเหมินเป็นครั้งแรก ด้วยความอยากรู้อยากเห็นนางจึงพาเหล่าสาวใช้เดินเล่นไปทั่วตลาด จนกระทั่งพลัดหลงเหลืออยู่ตัวคนเดียว และเจอเข้ากับเจ้าอันธพาลสองคนนั้น แต่ยังโชคดีที่ถังฉือเย่มาช่วยไว้ได้ทัน 


เมื่อหลินเฉี่ยวเชี่ยนได้เจอผู้มีพระคุณ พวกนางสองคนก็ยิ่งคุยกันถูกคอมากยิ่งขึ้น ฮูหยินท่านเจ้าเมืองหลินจึงอยากจะให้นางค้างที่นี่สักคืน


ถังฉือเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านเจ้าเมืองและฮูหยินช่างมีน้ำใจเมตตากรุณา ข้าน้อยไม่อาจปฏิเสธ เพียงแต่ข้ามาอย่างกะทันหัน ตอนนี้กลัวเพียงแต่ว่าคนในครอบครัวจะเป็นกังวล ดังนั้นจึงไม่สะดวกที่จะอยู่นานเจ้าค่ะ” 


หลินเฉี่ยวเชี่ยนผิดหวังเป็นอย่างมาก นางกุมมือถังฉือเย่แล้วพูดว่า “อย่าไปเลยอาเย่ มันไม่ง่ายเลยที่ข้าจะมีเพื่อนสักคน เจ้าอยู่เป็นเพื่อนข้าสักคืนเถอะนะ” 


“หากเจ้ากังวลใจเรื่องนั้น เดี๋ยวข้าจะให้คนไปส่งข่าวให้ เจ้าไม่ต้องกังวลใจไปหรอก” ท่านเจ้าเมืองผู้ตามใจบุตรสาวมากกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม จนทำให้หญิงสาวที่กำลังจะพูด จู่ๆก็รีบประมวลผลในหัวอย่างรวดเร็ว หลังจากคิดว่าไม่มีอะไรผิดปกติ นางจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม 


“ในเมื่อท่านเจ้าเมืองหลินกล่าวเช่นนี้แล้ว เย่เอ๋อร์ก็มีบางอย่างจะรบกวน”


“ว่ามาเลย อย่าได้เกรงใจ” 


“ข้าต้องการให้ท่านเจ้าเมืองหลินส่งคนของทางการสองคนกลับไปกับพี่ชายของข้า เย่เอ๋อร์แค่ต้องการยืม ‘อำนาจ’ เพียงแค่เล็กๆน้อยๆของท่านเท่านั้น แต่ท่านเจ้าเมืองหลินวางใจได้ มันเป็นเพียงการแสดงละคร ข้าจะไม่ทำให้ท่านขุนนางและทางการต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างแน่นอน” 


ท่านเจ้าเมืองหลินไตร่ตรองครู่หนึ่ง พลางกวาดสายตาไปมองไปที่สองคนนั้นที่แม้จะสวมเสื้อคอปกและรัดเข็มขัดธรรมดาแต่ก็ดูสะอาด คล่องแคล่ว ใบหน้ายังหล่อเหลาอยู่ไม่น้อย เขาจึงเดาในใจว่าถังฉือเย่ผู้นี้อาจจะมีปัญหากับใครในหมู่บ้าน จึงต้องการใช้อำนาจของทางการเพื่อทำให้คนพวกนั้นตกใจ 


ความจริงแล้วนี่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร อีกทั้งเมื่อมองนางที่อายุยังน้อย ยืนอยู่ต่อหน้าเขาก็ยังสามารถยิ้มได้ เด็กสาวที่ฉลาดหลักแหลมเช่นนี้ไม่มีทางเป็นคนชั่วที่รังแกผู้อื่นอย่างแน่นอน 


คิดได้ดังนี้ท่านเจ้าเมืองจึงพยักหน้าลงพร้อมกับตอบว่า “ได้แน่นอนอยู่แล้ว” พร้อมกันนั้นเขาก็เรียกทหารคนสนิทเข้ามาก่อนจะให้ตามกลับไปหมู่บ้านจวี้เป่าพร้อมกับฉีจิง 


ถังฉือเย่ใช้โอกาสจากช่วงเวลานี้ดึงฉีจิงเข้ามา พลางกระซิบข้างหูสั่งอย่างละเอียด พอเห็นพวกเขาขึ้นรถม้าแล้วเคลื่อนตัวออกไปเรียบร้อยแล้ว มุมปากข้างหนึ่งของหญิงสาวก็รั้งขึ้นอย่างสมใจ 


ในขณะที่กำลังอยากจะหลับก็มีคนส่องหมอนมาให้ถึงที่เช่นนี้ ทำให้นางคิดว่าการแยกครอบครัวในตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว เพียงแต่ต้องพลิกสถานการณ์บางอย่างเท่านั้น เห็นทีว่าคราวนี้ถังฉือเย่คงไม่จำเป็นเสียแรงสร้างเรื่องเอง แต่จะเป็นท่านย่าซุนที่คงทั้งร้องทั้งตะโกนขอแยกครอบครัวด้วยตัวเองแล้วล่ะ 


หลังจากนั้นไม่นานนักขบวนเกวียนของฉีจิงก็กลับมาถึงหมู่บ้านจวี้เป่า แม้ทุกคนจะรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างท่านย่าซุนและถังฉือเย่ไม่ค่อยดีนัก แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ดังนั้นจึงมีคนไม่น้อยไปที่บ้านตระกูลถังเพื่อรายงานข่าว


ท่านย่าซุนและเหอซื่อที่อยู่ด้านนอกต่างก็ได้ยินข่าวคราวมาบ้าง เมื่อกลับมาที่บ้านก็เริ่มพูดถึงเรื่องนี้กัน พวกเขารู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก ท่านย่าซุนถึงกับพูดอย่างอดไม่ได้ว่า


“สมควรแล้ว ข้าล่ะสมน้ำหน้านัก เด็กสารเลวที่แม้แต่กับผู้ใหญ่ก็ยังไม่กตัญญู สมน้ำหน้าแล้วที่นางจะเจอกับโชคร้าย!” 


“ใช่แล้วท่านแม่!” เหอซื่อเองก็ดีอกดีใจกับความโชคร้ายของผู้อื่น “เป็นแค่เด็กสาวคนธรรมดาที่ไร้ซึ่งหนทาง ยังกล้าไปกระโดดโลดเต้นที่สำนักศึกษา แม้แต่ฟ้าดินก็ไม่มองนางแล้ว”  


“เจ้าชาติชั่วไร้ยางอาย ดูสิว่าครั้งนี้เจ้าจะรอดไปได้อย่างไร” ใบหน้าของถังกุ้ยฮวาเต็มไปด้วยรอยยิ้มสาสมใจ 


ในระหว่างที่คนตระกูลถังกำลังดีใจกับความโชคร้ายของถังฉือเย่อยู่ถึงกับเจริญอาหารกินข้าวเพิ่มได้เป็นชามสองชาม ทันใดนั้นก็มีใครบางคนมาเคาะประตู ท่านย่าซุนจึงตะโกนถามออกไป 


“ใครน่ะ!?” 


“เปิดประตู ข้าเป็นคนของทางการ!” 


หญิงชราแข้งขาอ่อนในทันที คนในครอบครัวต่างมองหน้ากันและกัน พลางรีบไปเปิดประตูอย่างรวดเร็วแล้วก็พบกับฉีจิงที่พาเจ้าหน้าที่ของทางการสองคนมาอยู่ด้านนอกพร้อมกับบอกว่า


“นี่แหละขอรับ คือบ้านของถังฉือเย่”


“เจ้าพูดบ้าอะไร” เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ของทางการ ท่านย่าซุนจึงไม่กล้าต่อว่า ทำได้เพียงจ้องเขาอย่างอาฆาตแค้น “เด็กสาวผู้นั้นไม่ได้อยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว มีอะไรก็ไปหาแม่นางนู่น มาหาพวกข้าทำไมกัน” 


เจ้าหน้าที่หนุ่มของทางการคนหนึ่งกล่าว “เหตุใดจึงเป็นผู้หญิง ไปเรียกผู้ชายออกมาคุย” 


แม้ว่าท่านย่าซุนจะไม่เคยชินกับการอดทน แต่นางเองก็ไม่กล้าขัดเจ้าหน้าที่ของทางการ จึงทำได้เพียงถอยหลังไปสองก้าว แล้วให้ถังหย่งฟู่ก้าวออกมาเล็กน้อย พลางโค้งคำนับด้วยความหวาดกลัว 


“ท่านทั้งสองมีเรื่องอะไรให้ข้ารับใช้หรือ?” 


“มีชายคนหนึ่งนามว่าถังหย่งหลี่อยู่ในตระกูลเจ้ามาก่อน และมีคนแจ้งว่าเขากำลังโกงเงิน” 


“น้องสามของข้าเสียไปได้ห้าปีแล้ว” 


“แล้วอย่างไร” เจ้าหน้าที่ซึ่งยืนอยู่ด้านข้างถลึงตา “เขาตายไปแล้ว แล้วพ่อแม่ญาติพี่น้องของเขาก็ล้วนตายไปด้วยอย่างนั้นหรือ หลอกเอาเงินผู้อื่นมา ถึงอย่างไรมันก็เป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ ตอนนี้ข้าจะส่งคนที่รู้เรื่องราวไปสอบถาม พวกเจ้ารีบเตรียมตัวให้ดีว่าใครจะถูกเลือก” 


ท่านย่าซุนตัวสั่น ดูชายที่รูปร่างสูงใหญ่ผิวคล้ำราวกับหอคอยเหล็กด้วยความตกใจ ถามปากคอสั่น “พวกท่านไม่ได้นำตัวลูกสาวของเขาไปแล้วเหรอ?”


“ข้าเพิ่งจะถามไป ตอนที่เขาเสีย ลูกชายเขาอายุได้เพียงแปดเก้าขวบ ลูกสาวก็มีอายุเพียงหกเจ็ดขวบ เขาจะไปรู้อะไร?” 


ทุกคนเงียบเสียงลงและตอนนี้ทั้งท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงก็เข้ามากันแล้ว ชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลรีบถาม “อาฉี ตกลงนี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?” 


ฉีจิงแสร้งถอนหายใจดังเฮือกก่อนจะหันไปบอกว่า “มีใครบางคนที่รู้จักถังหย่งหลี่ในตอนนั้นกลับมา และกล่าวหาว่าเขาโกงเงิน แต่เรื่องนี้มันผ่านมานานแล้ว ดังนั้นจึงต้องทำการสอบปากคำ พออาเย่ไปแล้วจึงได้รู้เรื่องราวว่าถังหย่งหลี่เสียชีวิตไปนานแล้ว”


ท่านลุงสี่ตระกูลถังกล่าวอย่างเป็นกังวล “เป็นเงินเท่าไหร่กัน พวกเราจะชดใช้ให้”


“ท่านลุงสี่” ฉีจิงกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย “สถานการณ์ในตอนนี้ว่ากันว่าคนคนนั้นมีจดหมายและสิ่งของอื่นๆอยู่ ถังหย่งหลี่โกงเงินไปจริงหรือไม่ ก็เป็นเพียงคำพูดจากปากของเขา หากเราชดใช้เงินไป ก็ไม่เท่ากับยอมรับว่าถังหย่งหลี่คือคนร้ายที่โกงเงินไปอย่างนั้นหรือ ดังนั้นถังฉือเย่จึงยอมไม่ได้ นางในฐานะลูกสาว ไม่ยอมให้ใครมาใส่ร้ายทำลายชื่อเสียงท่านพ่อที่เสียไปแล้วเด็ดขาด” 


เมื่อเห็นท่านลุงสี่พยักหน้าในทันทีฉีจิงจึงกล่าวต่อ “อีกทั้งตอนที่ถังหย่งหลี่เสียชีวิตไป อาหรงและอาเย่ก็อายุยังน้อย พวกเขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นจึงมาสอบปากคำคนที่รู้ว่าเวลานั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง”  


“เช่นนั้นหย่งฟู่ เจ้าก็ไปกับเขา!” ท่านหัวหน้าตระกูลสั่ง จนถังหย่งฟู่รีบปฏิเสธทันควัน 


“ท่านหัวหน้าตระกูล เรื่องของน้องสามข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?” 


“ใช่แล้ว!” ท่านย่าซุนกล่าวอย่างอดไม่ได้ “เหตุใดจึงไม่เรียกตัวภรรยาเขาไปล่ะ” 


“นี่คือความมีน้ำใจของท่านเจ้าเมืองเขตคนใหม่ จึงได้เรียกให้เขาไป” 


“ถูกต้อง” เจ้าหน้าที่ทางการพูดแทรก “ผู้หญิงคนเดียวไปสถานที่อย่างคุกศาลาว่าการ นางจะทนได้สักเท่าไหร่ ถึงตอนนั้นท่านเจ้าเมืองสอบปากคำ ต้องโดนตีด้วยไม้กระดานหลายครั้ง ต่อไปนางจะมีหน้าไปพบผู้อื่นได้อย่างไร กลัวแค่ว่าชีวิตก็ยังจะไม่เหลือ!” 


ทันทีที่พวกเขาได้ยินว่าจะต้องถูกตีด้วยไม้กระดาน แต่ละคนในตระกูลถังหัวใจแทบจะหล่นไปที่ตาตุ่ม ถังหย่งฟู่กล่าวอย่างห้าวหาญ “ขอบคุณความเมตตาของท่านเจ้าเมืองมาก เพียงแต่เหตุการณ์ในตอนนั้น มีเพียงภรรยาของเขาคนเดียวที่รู้เรื่อง พวกเราไม่ได้อาศัยอยู่กับเขา จะไปรู้ได้อย่างไร” 


“ใช่แล้ว ตอนนั้นพวกเราไม่ได้อาศัยอยู่กับเขา พวกเขาสองคนอยู่ด้วยกันในเขตเมืองนู่น” ท่านย่าซุนเสริมทันที ก่อนที่จะมีใครบางคนกล่าวอย่างเหลืออด

 

“ตอนนั้นพวกเจ้าทั้งหมดก็ใช้เงินของถังหย่งหลี่นี่ ไม่เห็นจะมีใครบอกว่าไม่รู้เรื่องเลย” 


“มันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย ยังไม่รีบหุบปากไปอีก” ท่านย่าซุนพูดเสียงต่ำพยายามข่มอารมณ์ ส่วนท่านหัวหน้าตระกูลถังขมวดคิ้วแน่น ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร แต่หากว่าจะต้องโดนตีด้วยไม้กระดานที่ศาลจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยเสียแล้ว 


นานครู่หนึ่งท่านหัวหน้าตระกูลก็หันมาสั่งว่า “พวกเจ้าคนใดคนหนึ่งรีบไปส่งข่าวเรื่องของเย่เอ๋อร์ให้แม่ของนางรู้ก่อนเถอะ” 


ใครคนหนึ่งพยักหน้ารับก่อนจะวิ่งหายออกไป 



บทที่ 85 คำพูดเสแสร้ง


วังซื่อเมื่อเห็นผู้คนมากมายมายืนออกันอยู่หน้าบ้าน นางก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย บ่นพึมพำกับตัวเอง “ปกติเรื่องดีๆไม่เคยมาหาข้า แต่พอเป็นเรื่องเช่นนี้กลับนึกถึงข้าขึ้นมาได้” 


ทุกคนต่างสับสนเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้ยินและเป็นท่านหัวหน้าตระกูลที่กล่าวว่า “เจ้ารู้เรื่องนี้แล้วเหรอ เช่นนั้นเจ้าในฐานะที่เป็นแม่ คิดว่าควรทำอย่างไรดี?” 


วังซื่อเช็ดน้ำตาก่อนจะเงยหน้าขึ้นและยืนตัวตรง พูดกับทุกคนอย่างเคร่งขรึม “ข้าคงไปไม่ได้ ตั้งแต่สมัยโบราณก็มีเพียงลูกสาวที่บุกน้ำลุยไฟเพื่อช่วยพ่อแม่ ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเป็นแม่ก็ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อลูกสาว!” 


นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ชื่อเสียงและเกียรติยศของผู้หญิงนั้นสำคัญแค่ไหน ข้ารักษาและทะนุถนอมมันอย่างดีมาหลายปี วันนี้หากต้องไปทนทุกข์รับโทษในที่สกปรกเช่นนั้น เพียงเพื่อช่วยชีวิตของลูกสาว ชื่อเสียงของข้าจะไม่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์อย่างนั้นหรือ ข้าจะมีหน้าไปพบสามีในปรโลกได้อย่างไร” 


ถ้อยคำพร้อมใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดของวังซื่อนั้นทำเอาทุกคนในที่นั้นได้แต่นิ่งอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก กระทั่งผ่านไปครู่หนึ่งก็มีหญิงสาวนางหนึ่งพูดขึ้นว่า “เหตุใดข้าฟังแล้วรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง อะไรคือ ‘เพียงแต่’ เพื่อชีวิตของลูกสาว หากลูกของข้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ต่อให้ข้าต้องแลกด้วยชีวิตข้าก็จะช่วย เจ้าเป็นแม่ประสาอะไรกัน” 


“ใช่แล้ว! ลูกสาวตัวเองแท้ๆยังไม่ช่วย เจ้าเป็นแม่ที่ใช้ไม่ได้เลย ข้าเกิดมาไม่เคยเห็นแม่ที่เป็นเช่นนี้จริงๆ ลูกสาวรับโทษอยู่ในคุกทางการแท้ๆ นางยังมีความคิดเหตุผลแย่ๆเช่นนี้อีก” 


วังซื่อโกรธขึ้นมาในทันที นางต่อว่าผู้หญิงพวกนี้ว่า “ความคิดของข้า หญิงชาวบ้านหยาบคายอย่างพวกเจ้าจะไปเข้าใจได้อย่างไร!” 


“ข้าบอกนานแล้วว่านางเป็นเดรัจฉานที่ไร้หัวจิตหัวใจ แม้แต่หมามันยังรักลูกของมัน อย่างนางเทียบไม่ได้แม้แต่กับหมาจรจัดข้างทาง ตอนนี้พวกเจ้าเข้าใจได้แล้วหรือยัง?” ท่านย่าซุนพูดกลั้วหัวเราะ ส่วนท่านหัวหน้าตระกูลมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น


ฉีจิงที่กำลังยืนรับฟังอยู่นิ่งๆด้านข้างมองดูพวกเขากำลังเกี่ยงกันด้วยความรู้สึกผิดหวังแทนถังฉือเย่เหลือเกิน โชคยังดีที่นางไม่ต้องมารับฟังคำพูดพวกนี้มิเช่นนั้นอาจจะต้องเสียใจมากเป็นแน่ 


ท่านหัวหน้าตระกูลหันมองคนโน้นทีคนนี้ทีด้วยความโกรธ ก่อนจะไปหยุดที่ถังหย่งฟู่ “พอได้แล้ว พวกเจ้าเลิกทะเลาะกันได้แล้ว ข้าตัดสินใจแล้วว่าให้ถังหย่งฟู่ไป…เจ้าไปแล้วกัน” 


เมื่อท่านย่าซุนได้ยินเช่นนั้น นางก็ล้มลงกับพื้นโทษฟ้าดิน “เจ้าเด็กสารเลวที่แม้แต่แม่นางเองก็ยังไม่สนใจ ทำไมท่านกลับส่งลูกชายของข้าไปสู่ความตายเช่นนี้ เด็กสาวธรรมดาคนหนึ่งมันคู่ควรที่ไหนกัน ครอบครัวพวกเราเหลือเพียงเขาคนเดียวที่เป็นเสาหลักแล้ว ทำเช่นนี้ไม่คิดจะให้พวกเรามีชีวิตอยู่ต่อเลยงั้นหรือ?” 


หญิงชราร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญ ก่อนหน้านี้นางอาจจะไม่กล้าหาเรื่องท่านหัวหน้าตระกูลนัก แต่หลังจากที่ก่อเรื่องมาสองสามครั้ง ท่านหัวหน้าตระกูลก็ต่อว่าเพียงไม่กี่คำ และไม่ได้จัดการอะไรอย่างจริงจัง ท่านย่าซุนจึงมีความกล้าเพิ่มขึ้นที่จะเถียงท่ามกลางผู้คนมากมาย


ทุกคนรอการตัดสินใจของท่านหัวหน้าตระกูล แต่กลับกลายเป็นท่านลุงสี่ที่เดินออกมาข้างหน้าเล็กน้อยพลางเอ่ยปากอาสา 


“ให้ข้าไปแทนได้หรือไม่ ข้าเองก็รู้จักกับถังหย่งหลี่” 


ทันทีที่ได้ยินพูดคำนี้ ทุกคนก็ต่างตกใจ เพราะคนในหมู่บ้านต่างรู้ว่าครอบครัวของท่านลุงสี่นั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหญิงสาว แต่ก็คาดไม่ถึงว่าจะดีถึงขนาดกล้าทำเรื่องเช่นนี้ โดยเฉพาะเมื่อเห็นคุณนายโจวทำเพียงแค่เช็ดน้ำตา และไม่ได้ห้ามปราม ทุกคนก็ยิ่งแปลกใจขึ้นไปอีก 


“ไม่ได้! จะต้องเป็นคนในครอบครัวของถังหย่งหลี่เท่านั้น เจ้าคิดว่าศาลาว่าการเป็นที่ที่ใครจะเข้าไปก็ได้หรือ?” 


นายทหารพูดเสียงดังฟังชัดพยายามทำการแสดงครั้งนี้ให้ดีที่สุด เพื่อไถ่โทษกับการกระทำครั้งก่อนที่ลักพาตัวถังฉือเย่ไปอย่างนักโทษทั้งที่ท่านเจ้าเมืองเห็นนางเป็นแขกคนสำคัญ เพราะฉะนั้นหลังจากที่เขาพูดไม่ทันจบประโยคทุกคนก็ฮือฮาอีกครั้ง ก่อนที่จะมีใครคนหนึ่งพูดกับท่านย่าซุนว่า 


“ครอบครัวพวกเจ้าน่ะใครก็ได้ ไปดูก่อนสักคนเถอะ มันไม่มีเรื่องอะไรหรอก คนนอกยังกล้าไปเลย พวกเจ้าคนตระกูลเดียวกันแท้ๆ ยังไม่ได้แยกครอบครัวด้วยซ้ำ เหตุใดจึงได้แล้งน้ำใจไร้คุณธรรมเช่นนี้” 


“แล้งน้ำใจไร้คุณธรรมอะไรกัน!” ประโยคเมื่อครู่ทำให้ท่านย่าซุนรู้สึกตัว นางถลึงตาพลางกล่าว “พวกนางไม่ได้เป็นครอบครัวเดียวกับพวกเราแล้ว ถังฉือเย่อยากแยกครอบครัวมาตั้งนานแล้ว วันนี้เป็นโอกาสดีก็แยกครอบครัวเสียเลย!” 


นายทหารขมวดคิ้วแน่น “แยกครอบครัว?”


ถังหย่งฟู่กล่าว “หากแยกครอบครัว พวกเราก็ไม่ต้องข้องเกี่ยวแล้วใช่หรือไม่?”


นายทหารแอบเหลือบมองฉีจิง พลางพยักหน้าและกล่าว “หากแยกครอบครัวแล้ว หนี้สินก็ไม่จำเป็นต้องคืนแล้ว เพียงแต่...” 


“ถ้าเช่นนั้นก็แยกครอบครัว…แยกครอบครัวตอนนี้เลย!” ท่านย่าซุนโพล่งทันที ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่มีคนถามขึ้น 


“แม้ว่าพวกเจ้าจะแยกครอบครัว แต่เงินที่พวกเจ้าใช้ก็เป็นเงินที่ถังหย่งหลี่หามาได้ไม่ใช่หรือ?”


“พูดจาเหลวไหล นั่นเป็นเพราะความกตัญญูของลูกชายข้าในตอนนั้น ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเงินที่เลี้ยงดูพ่อแม่ก็ต้องคืนให้ด้วย” 


ฉีจิงปล่อยให้ท่านย่าซุนโวยวายไปพักหนึ่ง ก่อนที่เขาจะเอ่ยกับทุกคนด้วยเสียงเรียบเหมือนเดินว่า “พอได้แล้ว พอได้แล้ว นายทหาร พวกท่านก็เห็นสถานการณ์นี้แล้ว ในเมื่อพวกเขาไม่ไป ข้าจะตามพวกท่านไปเอง ข้าจะไปคุยกับคน ๆ นั้น หากท่านเจ้าเมืองจะลงโทษ ข้าก็จะรับมันไว้เอง!” 


นายทหารแสร้งทำสีหน้าลังเล เหลือบมองท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงที่กำลังปรึกษากันแบบตัวต่อตัว ก่อนที่ฉีจิงจะยืนตัวตรง ใบหน้าของเรียบเฉยดั่งน้ำนิ่ง แสดงให้เห็นชัดว่าเขาตัดสินใจมาดีแล้ว


เมื่อหญิงสาวในหมู่บ้านเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก จังหวะนั้นมีหญิงสาวตัวเล็กนามว่าถังซิ่วทนไม่ไหววิ่งเข้าไปเกลี้ยกล่อมเขา “พ่อหนุ่มฉี แม้แต่คนในครอบครัวนางยังไม่สนใจ เจ้าเป็นแค่คนนอก เหตุใดจึงต้องทำเช่นนี้!” 


เมื่อเห็นฉีจิงไม่ตอบ ถังซิ่วจึงกล่าวต่อ “ที่เจ้าทำมันไม่ได้เสียแรงเปล่าหรือ หากถึงตอนนั้นท่านเจ้าเมืองลงโทษเจ้าจริงๆ เจ้าจะทำอย่างไร?”


ชายหนุ่มได้ยินดังนั้นจึงหันหน้าไปมองนางก่อนจะกล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าคิดว่า นางมีครอบครัวที่ไร้คุณธรรมเช่นนี้ นางก็สมควรตายอย่างนั้นหรือ เหตุใดเจ้าจึงไม่คิดว่าหากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเจ้าบ้าง เจ้าจะทำอย่างไร?” 


คำพูดของเขาทำให้ถังซิ่วหน้าแดงด้วยความอับอาย เมื่อเห็นเขาหันหลังเดินจากไป นางก็ตะโกนขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “นางมีดีอะไรกัน ข้ามีอะไรที่สู้นางไม่ได้ เจ้าต้องการ...” 


“ปีนี้ถังฉือเย่ยังอายุไม่ถึงสิบสามด้วยซ้ำ นางต้องคอยเลี้ยงดูแม่ ดูแลน้องสาว อีกทั้งยังต้องหาเงินจ่ายค่าเล่าเรียนให้พี่ชาย นางทำทุกอย่างด้วยอายุน้อยเพียงนี้มันไม่ง่ายเลย ข้านับถือนางจากใจ และข้าก็อายุประมาณหนึ่งแล้ว อยู่ในช่วงเวลาความเป็นความตายของคน กลับยืนมองดูผู้อื่นประสบความหายนะ ยุยงให้ผู้อื่นทะเลาะกัน เป็นคนเลวทรามต่ำช้า หน้าตาอัปลักษณ์ แม้แต่เป็นคนยกเท้าให้นางยังไม่คู่ควร!” 


ชายหนุ่มพูดเสร็จก็สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไปโดยที่เขาไม่รู้เลยว่าคำพูดของตัวเองนั้น เปรียบเสมือนการด่าทุกคนในที่นี้จนถึงกับหัวเราะไม่ออก ส่วนถังซิ่วรู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก แต่ในความอับอายกลับเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา 


หลังจากนั้นทุกคนจึงต่างปรึกษาหารือกัน ฉีจิง ท่านลุงสี่ ลูกชายคนโตของหลี่เจิง และลูกชายคนโตของท่านหัวหน้าตระกูลกำลังไปที่ศาลาว่าการพร้อมกัน แต่ทุกคนก็ไม่เคยมีใครเห็นท่านเจ้าเมืองคนใหม่มาก่อน เคยเห็นก็เพียงแต่ชายวัยกลางคนที่ว่ากันว่าเป็นรองท่านเจ้าเมืองเท่านั้น พอนายทหารหนุ่มเดินเข้าไปรายงานจึงให้ฉีจิงเดินตามเข้าไป ปล่อยให้ท่านลุงสี่และอีกสองคนทำได้เพียงรอด้านนอกเท่านั้น 


พวกเขาทุกคนล้วนเป็นคนที่มีอำนาจในหมู่บ้าน แต่กระนั้นทุกคน แม้แต่หลี่เจิงเองก็ไม่เคยรู้จักหรือติดต่อกับท่านเจ้าเมืองมาก่อน และการที่ชาวบ้านธรรมดาที่ทั้งชีวิตไม่เคยเข้ามาในศาลาว่าการนั้นต่อให้มีความกล้าหาญเพียงใด เมื่อมาถึงที่นี่แล้วก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรบุ่มบ่าม


หลังจากรอมาเป็นเวลานาน ฉีจิงก็พาถังฉือเย่ออกมา ทุกคนต่างดีใจ และต้อนรับนางโดยเร็ว ท่านลุงสี่กล่าว “เย่เอ๋อร์ เป็นอย่างไร ท่านเจ้าเมืองว่าอย่างไรบ้าง?” 



จบตอน

Comments