บทที่ 86 แยกครอบครัว
“ข้าไม่ได้ขอพบท่านเจ้าเมือง เพียงแค่ท่านรองเจ้าเมืองเท่านั้น” ถังฉือเย่กล่าว “พวกเขาคงเห็นว่าข้าเป็นเด็กเลยไม่ได้ทำอะไรให้ข้าต้องลำบากใจ”
ฉีจิงพยักหน้า “ข้าได้ค้ำเงินประกันไว้ที่นี่ชั่วคราวก่อนห้าสิบตำลึง รอให้ท่านเจ้าเมืองมาตรวจสอบเรื่องนี้ให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่งก่อน หากต้องชดใช้ให้พวกเขาจริงก็จ่ายไป แต่หากไม่ต้องก็ค่อยเอากลับมา เพียงแต่เย่เอ๋อร์ห้ามหนีไปไหนต้องสามารถเรียกมาได้ตลอดเวลา”
ได้ยินดังนั้นทุกคนก็ถอนหายใจดังเฮือกออกมาพร้อมกัน ก่อนที่ท่านลุงสี่จะบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ไม่ว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ข้าก็จะต้องช่วยอย่างเต็มที่ เพียงแค่ให้เย่เอ๋อร์ได้กลับไปอยู่บ้านสักหน่อยก็ยังดี คุกในเมืองอย่างนี้ นางเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาจะอยู่ได้อย่างไร”
ถังฉือเย่ค้อมศีรษะลงเล็กน้อย สายตามองท่านลุงสี่ด้วยความซาบซึ้งใจและเชื่อฟังเป็นอย่างมาก ทั้งที่ความจริงแล้วตอนนี้ในหัวของนางนั้นมีความคิดที่บรรเจิดผุดขึ้นมากมาย เพียงแต่ต้องโกหกทุกคนจึงรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ในเมื่อการแสดงมันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว นางก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีกนอกจากทำเล่นตามบทบาทต่อไป
หลังจากตกลงกันได้พวกเขาจึงรีบกลับไปยังหมู่บ้าน แต่ก็ยังมีคนอยู่ไม่น้อยที่ยังจับเข่าคุยกันเพื่อรอฟังข่าว ถังฉือเย่รีบลงจากเกวียนพลางอธิบายและกล่าวขอบคุณทุกคน จากนั้นก็ค่อยกลับเข้าบ้านซึ่งก็ได้เห็นวังซื่อกำลังยืนเอาแผ่นหลังพิงกับขอบประตูเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน
วังซื่อใช้มือข้างหนึ่งพิงขอบประตูไว้ อีกข้างก็จับชายเสื้อ จนเผยให้เห็นทรวดทรงองเอวที่เย้ายวนเป็นอย่างมาก ท่าทางที่ดูไม่ตั้งใจนั้นแต่กลับดูสวยงามน่าดึงดูดเป็นอย่างมาก
ถังฉือเย่หยุดฝีเท้าลงทันที พร้อมกับคำพูดหนึ่งที่เคยได้ยินว่า ‘วิถีโสเภณี’ ดังเข้ามาในหัว นางรู้สึกว่าท่าทางและสีหน้าของวังซื่อตอนนี้นั้นแทบจะบรรยายคำคำนี้ออกมาได้อย่างดีเลยทีเดียว แต่ด้วยความที่วังซื่อเป็นคนที่ฉลาดและมีเล่ห์เหลี่ยมมากเกินจึงทำให้ใครหลายคนในหมู่บ้านนั้นดูเนื้อแท้ของนางไม่ออก
คุณนายโจวเห็นแล้วก็แอบเบะปากพลางผลักวังซื่อออก จากนั้นก็เดินเร็วๆเข้ามาหาพร้อมกับสวมกอดถังฉือเย่ทันทีด้วยน้ำตานองหน้า จนทำให้หญิงสาวรู้สึกละอายใจขึ้นมานิดหน่อย
หลังจากนั้นไม่นานนักฉีหยางและเสี่ยวเหยาก็พากันวิ่งกรูออกมาเกาะแขนทั้งสองข้าง ทุกคนไม่มีใครสนใจหรือให้ความสำคัญกับวังซื่อเลยสักคนเดียว จนต้องเรียกร้องความสนใจด้วยการพูดเบาๆว่า
“หากไม่รู้ก็คงคิดว่าป้าโจวเป็นแม่แท้ๆเสียอีก”
คุณนายโจวที่รู้ว่าตัวเองถูกแขวะจึงหันมาตวัดสายตาพร้อมบอกเสียงดังว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับเย่เอ๋อร์นี้ไม่ได้ต่างไปจากแม่แท้ๆเลยสักนิด แต่เป็นเจ้าที่เป็นแม่แท้ๆของนางเสียอีกที่ไม่เคยดูดำดูดีลูกสาวของตัวเองเลย!”
ถังฉือเย่มองด้วยสายตาขอบคุณและซึ้งใจ เพียงแต่นางยังไม่กล้าพูดความจริงกับคุณนายโจว เหตุผลหลักก็คือกลัวว่าพวกเขาจะโกรธ ด้วยเหตุนี้ในวันถัดมานางจึงตัดสินใจเดินทางไปที่บ้านตระกูลถังเพื่อขอยืมเงินท่านย่าซุน โดยที่เมื่อวานหญิงสาวได้วางแผนอธิบายให้ผู้คนในหมู่บ้านฟังแล้วว่าตอนนี้คดียังไม่ได้รับการตัดสิน เพียงแต่หากนางไม่ต้องการนอนอยู่ในคุกที่ว่าการอำเภอล่ะก็ นางจะต้องหาเงินเพื่อกำนัลให้กับคนของทางการซึ่งตอนนี้ฉีจิงก็ได้จ้างคนมาช่วยเหลือแล้วด้วย เพียงแค่รอจดหมายส่งกลับมาเท่านั้น โดยที่ถังฉือเย่ยังขาดเงินอยู่อีกจำนวนสิบตำลึงเท่านั้น!
แต่ถังฉือเย่พูดได้เพียงหนึ่งคำเท่านั้น ท่านย่าซุนก็ไล่ตะเพิดออกมาราวกับหมูหมากาไก่ และต้องการที่จะแยกครอบครัวในวันนี้ โดยหญิงชรารู้ดีว่าหากครอบครัวนางยืนยันที่จะให้ถังฉือเย่แยกครอบครัวไปตอนนี้นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการไปซ้ำเติมนางมากขึ้น เพียงแต่หญิงชราตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ไม่ว่าอย่างไรใครจะพูดจะห้ามอย่างไร นางก็ยังยืนยันที่จะแยกครอบครัวให้ได้
ด้วยเหตุนี้ท่านหัวหน้าตระกูลจึงสั่งให้คนไปเรียกถังฉือหรงกลับมาและถามท่านย่าซุนต่อหน้าผู้คนว่า “เจ้ายังตัดสินใจที่จะแยกครอบครัวใช่หรือไม่ หากต่อไปหรงเอ๋อร์ได้เลื่อนขั้น หรือเย่เอ๋อร์ร่ำรวยขึ้นมา เจ้าก็จะไม่คิดเสียใจทีหลังใช่หรือไม่?”
ท่านย่าซุนเบ้ปากมองด้วยหางตา “อย่างพวกมันเนี่ยนะ!?”
“ข้าถามว่าเจ้าจะเสียใจทีหลังหรือไม่!”
“ไม่เสียใจอย่างแน่นอน” ท่านย่าซุนกลอกตาพลางพูดว่า “สิ่งที่ข้าเสียใจมากที่สุดคือการที่เกิดลูกคนที่สามมาแล้วไม่ได้ตายไปตั้งแต่ตอนนั้น และก็ได้เลี้ยงมาจนมีพวกตัวซวยพวกนี้ มิหนำซ้ำตอนนี้ก็ยังต้องมีคดีติดตัว ทำให้ตระกูลถังของพวกข้าต้องอับอาย ตอนนี้ข้าแค่กลัวว่าจะมีใครหน้าด้านหน้าทนเกาะตระกูลถังของข้า แม้จะแยกครอบครัวไปแล้วก็ยังไม่ยอมปล่อย!”
ถังฉือเย่ยิ้มให้กับตัวเองในใจแล้วพูดเสียงแผ่วเบา “ถังฉือเย่ขอสาบานกับสวรรค์ว่า นับจากนี้ไป ถึงแม้จะยากจนจนต้องกลายเป็นขอทานก็จะไม่ไปเหยียบบ้านของพวกท่านอย่างแน่นอน ไม่มีวันที่จะไปขอความช่วยเหลือจากพวกท่าน หากข้าผิดคำสาบาน ขอให้ข้าตายอย่างอนาถที่สุด!”
“ได้! เจ้าจำคำที่เจ้าพูดไว้แล้วกัน”
“ท่านย่าเองก็สาบานออกมาสิ!”
ท่านย่าซุนถลึงตาในทันที “เรื่องอะไร เจ้าจะให้ข้าสาบานเรื่องอะไร?”
“ก็สาบานอย่างที่ข้าสาบาน” หญิงสาวพูดอย่างเย็นชา “ทำไม ท่านไม่กล้าหรือ ถ้าท่านไม่สาบาน ข้าก็จะไม่แยกครอบครัว”
“ใครว่าข้าไม่กล้า?” ท่านย่าซุนกลัวว่าเรื่องจะเปลี่ยนแปลงนางจึงรีบพูดขึ้นอย่างรวดเร็วว่า “แยกครอบครัวไปแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าก็จะไม่ไปหาเจ้า ไม่ว่าจะร่ำรวยเพียงใดก็จะไม่อิจฉา หากผิดคำสาบานขอให้ข้าจมน้ำตาย ถูกหมาป่ากัด ถูกฟ้าผ่าตาย!”
หลังจากนั้นการแยกครอบครัวอันเป็นเป้าหมายที่สำคัญอย่างหนึ่งของถังฉือเย่ก็สำเร็จเรียบร้อย ท่านหัวหน้าตระกูลตบโต๊ะไปครั้งหนึ่ง รู้สึกโกรธเล็กน้อยที่ครอบครัวของตนนั้นกำลังกลายเป็นโรงละครฉากใหญ่ให้คนในหมู่บ้านจวี้เป่ารับชมและพูดนินทากันอย่างสนุกปาก ผิดกับถังฉือเย่ที่รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากราวกับยกภูเขาลูกใหญ่ออกจากอก ทันทีที่พ้นบ้านท่านหัวหน้าตระกูลถัง ชาวบ้านหลายคนต่างพากันมาพูดปลอบใจถังฉือเย่ คุณนายโจวจึงบอกว่า
“เย่เอ๋อร์หากเจ้าต้องการเงิน ถ้าร้านเหล้าของพวกเราไม่เปิดแล้ว เจ้าก็ใช้จ่ายได้ตามสบายเลย”
ถังฉือเย่อมยิ้มพลางพูดขอบคุณแล้วหลังจากกินข้าวมื้อค่ำเสร็จนางจึงแอบเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ถังฉือหรงฟัง เมื่อเขาได้ฟังก็ถึงกับอึ้งกันเลยทีเดียว ชายหนุ่มขมวดคิ้วแต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร จู่ๆ ฉีจิงก็ลุกขึ้นพลางหันมาส่งสัญญาณให้ถังฉือหรงลุกตามออกไป พออยู่ด้วยกันสองต่อสองแล้วจึงถามว่า
“เจ้าคิดว่าการโกหกนั้นเป็นสิ่งไม่ควรหรือกังวลว่าในภายหน้าเรื่องจะถูกเปิดโปงกันล่ะ?”
“ก็ทั้งสองอย่างนั้นแหละ”
ฉีจิงถอนหายใจเบาๆ “ข้ารู้ว่าการโกหกผู้อื่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่เจ้าจะสามารถไม่โกหกคนไปทั้งชีวิตได้หรือ ในสมรภูมิรบก็ต้องมีการใช้เล่ห์กลตบตาศัตรูแล้วนับประสาอะไรกับเรื่องนี้ ส่วนเรื่องที่เจ้ากลัวว่าเรื่องจะถูกเปิดโปงนั้น เจ้าก็ไม่ต้องใส่ใจไป เดิมทีอาเย่นั้นเป็นคนที่หากคนรอบตัวของนางนั้นทำดีกับนางแม้เพียงน้อยนิด นางก็จะตอบแทนกลับไปเป็นสิบเท่า รอให้เรื่องแยกครอบครัวคลี่คลายก่อน นางต้องหาวิธีตอบแทนผู้อื่นอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าถ้าหากจะเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นก็คงไม่ทำให้ใครต้องเสียใจอย่างแน่นอน ดังนั้นการที่เจ้าแสดงสีหน้าแบบนั้นนอกจะทำให้อาเย่รู้สึกไม่สบายใจแล้ว มันก็ยังไม่มีประโยชน์อะไรอีกด้วย”
ถังฉือหรงอึ้งพูดไม่ออก เมื่อลองคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว การที่ถังฉือเย่พยายามคิดหาวิธีที่จะแยกครอบครัวออกมานั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ ชายหนุ่มรู้ดีแก่ใจว่าพวกของท่านย่าซุนนั้นเป็นพวกที่ไม่มีเหตุผล ตัวเขาเองสามารถซ่อนตัวเงียบๆที่สำนักศึกษาได้ แต่นางล่ะ… เขาเองเสียอีกในฐานะที่เป็นพี่คนโตนั้นแต่กลับไม่สามารถเป็นเสาหลักให้กับครอบครัวได้ ยังทำให้น้องสาวต้องเป็นกังวลไปเสียทุกเรื่องอย่างนี้อีก แถมเมื่อเรื่องสำเร็จแล้ว เขายังคงคิดเล็กคิดน้อยเหมือนเคยซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเอาเสียเลย!
คิดได้ดังนี้ถังฉือหรงถอนหายใจพร้อมกับหันมาหาฉีจิงแล้วเอ่ยว่า “ขอบใจพี่ฉีมากที่เตือนสติข้า”
“ไม่ต้องขอบใจข้าหรอก หากจะมีใครสักคนที่เจ้าต้องขอบใจควรเป็นน้องสาวของเจ้ามากกว่า” พูดเสร็จฉีจิงก็หันหลังแล้วเดินจากไป ปล่อยให้ถังฉือหรงรู้สึกตะขิดตะขวงใจแปลกๆกับการปกป้องถังฉือเย่ของฉีจิง…เหตุใดฉีจิงถึงได้ปกป้องนางขนาดนี้…ขนาดที่ว่าทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนนอกไปเสียแล้ว
ถังฉือหรงสะบัดหัวเล็กน้อยไล่ความสงสัยนั้นออกไป ก่อนที่เช้าวันถัดมา เขากับถังฉือเย่จะทำเครื่องเซ่นไหว้บูชาทั้งครอบครัวที่บนภูเขารวมถึงไปไหว้ถังหย่งหลี่ด้วย เพราะอย่างไรเสียก็แยกครอบครัว ก็ต้องบอกกล่าวกันสักคำ
ถังฉือหรงคุกเข่าลงที่หน้าหลุมศพพลางก้มคำนับเพื่อขออภัย ทุกคนก็จุดธูปสามดอกอธิษฐานไปหนึ่งรอบ จากนั้นก็เก็บจานและชามกลับบ้าน โดยมีวังซื่อเดินอ้อนแอ้นอยู่ด้านหน้าสุด
อากาศร้อนแบบนี้นางกลับสวมชุดหญิงสาวชาววังสีขาว ปักด้วยลายดอกไม้รอบเอว ทำทรงมัดผมขึ้นดูแล้วราวกับเป็นกุลสตรีชาววังที่สวยงามแตกต่างจากหญิงสาวในหมู่บ้านทั่วไป ยิ่งพอได้พบเจอคนในหมู่บ้านต่างก็พากันทักทาย แถมยังมีชายหนุ่มในหมู่บ้านหลายคนคอยแอบมองนางกันเป็นตาเดียว
พอเดินผ่านบ้านตระกูลถังก็ได้พบกับถังหย่งฟู่และเหอซื่อที่กำลังเดินออกมา เมื่อผ่านการเก็บเกี่ยวข้าวสาลีมาแล้ว ใบหน้าของถังหย่งฟู่ก็ถูกแดดเผาจนลอกไปหมด เขายิ้มพลางทักทาย
สำหรับคนในหมู่บ้านการแยกครอบครัวนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พวกเขาก็ได้แยกเป็นสองครอบครัวอย่างแท้จริง เหลือเพียงความสัมพันธ์ที่เมื่อเจอหน้าก็ทักทายกันเท่านั้น!
บทที่ 87 หญิงสาวผู้โชคดี
เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นนายทหารที่ติดตามถังฉือเย่กลับมาที่หมู่บ้านจวี้เป่าก็ได้กลับไปเล่าให้ท่านเจ้าเมืองหลินฟังอย่างละเอียดอีกครั้ง ซึ่งท่านเจ้าเมืองเองก็ตั้งใจฟังและไม่รู้สึกแปลกใจเลยที่นางเอ่ยปากขอร้อง เพราะมีครอบครัวเช่นนี้นี่เอง ทั้งย่าทั้งแม่ไม่รู้ว่าจะหาคำไหนมาพรรณนา
ด้วยความที่ท่านเจ้าเมืองหลินเองก็เกิดในครอบครัวที่ตัวเองเป็นลูกของอนุภรรยา จำได้ว่าในตอนนั้นแม่ของเขาโหยหาไขว่คว้าความรักจากบิดาโดยไม่ได้เผื่อแผ่ความรักความเมตตานั้นมาให้เขาเลยสักนิด ทำให้ตั้งแต่เล็กจนโตเจ้าเมืองหลินต้องเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดและความยากลำบากมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อแต่งงานมีครอบครัวแล้ว แม้ว่าฮูหยินจะไม่สามารถให้กำเนิดลูกได้ เขาเองก็ไม่มีความคิดที่อยากมีบ้านเล็กบ้านน้อยเลยสักนิด เพราะฉะนั้นเมื่อได้ฟังเรื่องราวของถังฉือเย่ เขาจึงรู้สึกเห็นใจหญิงสาวเป็นอย่างมาก
ฮูหยินที่มองเห็นและเข้าใจความรู้สึกของสามีดีจึงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “เด็กคนนี้คงลำบากน่าดู”
“เด็กสาวคนนี้กล้าหาญกว่าข้าตอนนั้นมาก ในตอนนั้นในใจของข้าก็มีแต่ความปรารถนาที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นแต่กลับเลือกที่จะอดทนในทุกๆเรื่อง แต่นางกลับไม่สนเรื่องนี้เลย”
“ยอมเจ็บปวดในเวลาสั้นๆ ย่อมดีกว่าต้องทนเจ็บปวดไปอีกนาน” ผู้เป็นฮูหยินถอนหายใจพลางกล่าวขึ้นว่า “เพียงแต่นางอายุยังน้อยนัก หากไม่มีครอบครัวแล้ว วันข้างหน้าก็กลัวเพียงแค่ว่าชีวิตนางจะลำบาก เพราะฉะนั้นหากพวกเราช่วยได้ก็ควรจะช่วยนาง”
ท่านเจ้าเมืองหลินพยักหน้าเห็นด้วย เพราะเดิมทีครอบครัวเขาเองก็ติดหนี้บุญคุณหญิงสาวตระกูลถังผู้นั้นอยู่แล้วยิ่งรับรู้เรื่องราวก็อดไม่ได้ที่จะสงสารเวทนา ดังนั้นท่านเจ้าเมืองจึงตั้งใจจะช่วยดูแลถังฉือเย่อีกแรงหนึ่ง
และหลังจากเหตุการณ์แยกครอบครัวของถังฉือเย่ผ่านพ้นไปได้ไม่นานนักก็ถึงกำหนดวันที่จะได้ลงเสาเอกของร้านเหล้าที่ได้เริ่มลงมือสร้างไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่ควบคุมการก่อสร้างอย่างใกล้ชิดนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ท่านลุงสี่ ส่วนคุณนายโจวนั้นก็ยุ่งอยู่กับการทำอาหารให้คนงานกิน
ถังฉือเย่จึงถือโอกาสเข้าไปทำธุระส่วนตัวในเมืองสักหน่อย โดยมีฉีจิงเดินทางเข้าไปเป็นเพื่อน
เมื่อถึงตัวเมืองหญิงสาวเดินทางไปติดต่อกับตระกูลเฉิงเพราะในขั้นตอนต่อไปของการหมักเหล้านั้น มีความจำเป็นที่จะต้องใช้สมุนไพรเป็นอย่างมาก และยังต้องให้ร้านยาบดมาให้ละเอียดอีกด้วย ที่สำคัญที่สุดคือการหาร้านยาที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้สมุนไพรขาดแคลนหรือความลับรั่วไหล
เมื่อทำธุระทั้งวันจนเสร็จทั้งสองคนจึงเดินเล่นในตลาดด้วยกันและก็ได้พบกับชาวบ้านอีกสองสามคนซึ่งได้ซักถามเรื่องราวการแยกครอบครัวของนาง
ถังฉือเย่พูดอย่างยิ้มแย้ม เล่าเรื่องราวให้ทุกคนฟังอย่างใจเย็น เห็นได้ชัดว่าในใจของหญิงสาวนั้นมีความสุขเป็นที่สุด ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นางช่างโชคดีนักที่สามารถแยกครอบครัวได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นคงถูกคนในตระกูลถังทำให้ล่มจมแน่นอน
ถังฉือเย่เดินเคียงคู่ไปกับฉีจิงด้วยความรู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเมื่อช่วงเช้าตอนที่นางกำลังจะออกจากบ้านนั้นได้พบเข้ากับลูกคนรองของหลี่เจิง…เฉินฉางเซิงและลูกคนเล็ก…เฉินฉางชิงที่กำลังขับเกวียนผ่านมา เมื่อได้ยินมาว่าพวกเขาจะไปที่ว่าการอำเภอทั้งสองคนจึงขอไปที่นั่นด้วย
ดังนั้นพวกเขาทั้งสี่คนจึงเดินทางไปที่ว่าการอำเภอ โดยรออยู่ที่ด้านนอกประตูอี้เหมิน ไม่กล้าพูดคุยอะไรกันและตอนนั้นเองที่มีหญิงสาวซึ่งสวมหมวกมีผ้าปิดลงมาถึงไหล่เดินมาพร้อมกับสาวใช้สองคนที่กำลังยกกระโปรงขึ้นมาเล็กน้อยเดินเข้ามา
นางสวมชุดของหญิงสาวราชวงศ์ถังลายดอกผีเสื้อ สวมหมวกสีขาวที่มีผ้าปิดลงมาถึงไหล่ บนหมวกนั้นมีลายเส้นสีทองที่ปักอย่างประณีต บริเวณรอบๆ ยังห้อยไว้ด้วยไข่มุกเล็กๆ กิริยาท่าทางเดินอ้อนแอ้น โดยในสายตาของเฉินฉางเซิงนั้นคิดว่าเป็นนางฟ้าที่ตกลงมาจากสวรรค์แน่นอน
ถังฉือเย่เห็นอาการตะลึงก็อมยิ้ม พร้อมกันนั้นหญิงสาวผู้นั้นก็หยุดฝีเท้าลงก่อนจะวิ่งเข้ามาตรงหน้า ก่อนจะเปิดผ้าที่ปิดหน้าอยู่ออกเล็กน้อย และเรียกนางด้วยความประหลาดใจว่า
“ท่านผู้มีพระคุณ?” นางคว้ามือถังฉือเย่มากุมไว้ทันที “ท่านอยู่ที่นี่เองหรือ ข้าหาตัวท่านยากเสียจริง”
หลังจากนั้นถังฉือเย่ก็ได้รับเชิญให้เข้าไปด้านใน แอบสบตากับหลินเฉี่ยวเชี่ยนอย่างรู้กัน เพราะความจริงแล้วความคิดในการเปิดการแสดงครั้งนี้นั้นเป็นของบุตรสาวท่านเจ้าเมือง โดยนางได้พาผู้ชมมาเพิ่มอีกสองคนเพื่อมาเป็นพยานในการแสดง
ถังฉือเย่อดไม่ได้ที่จะชื่นชม หลินเฉี่ยวเชี่ยนพูดขึ้นด้วยความดีใจว่า “ข้าฝึกซ้อมมาหลายวันเลยล่ะ”
สาวรับใช้สองคนก็ยิ้มพลางพูดขึ้น “คุณหนูฝึกซ้อมกับข้ามาหลายร้อยครั้ง นายหญิงเห็นแล้วก็หัวเราะทุกครั้งไป บอกว่านางนั้นบ้าไปแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอขอบใจท่านมาก”
หลินเฉี่ยวเชี่ยนส่ายหน้าน้อยๆ “อย่าได้เกรงใจไปเลย ถ้าอย่างนั้นหลังจากนี้ข้าก็ไปหาและเล่นกับเจ้าได้แล้วสิ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว” ถังฉือเย่ยิ้ม “เพียงแต่ตอนนี้พวกข้ากำลังสร้างร้านเหล้ากันอยู่ หากทำธุระเสร็จแล้ว ข้าจะให้คนฝากจดหมายมาแล้วเชิญพวกท่านไปเที่ยวเล่นนะเจ้าคะ”
“ตกลงตามนี้!”
วันนี้ตระกูลหลินได้เชิญถังฉือเย่ ฉีจิง รวมทั้งคนของสกุลเฉินอีกสองคนเข้าไปดื่มชาในจวน จนถึงตอนบ่ายจึงได้จัดรถม้าไปส่งพวกเขากลับบ้าน
การแสดงครั้งนี้ลูกชายของหลี่เจิงมาเป็นประจักษ์พยานจนทำให้ผลลัพธ์ดีเกินคาด ทุกคนได้รู้ความจริงว่าถังฉือเย่ได้ช่วยลูกสาวเพียงคนเดียวของท่านเจ้าเมืองหลินไว้โดยบังเอิญ ดังนั้นจึงได้เข้าพบท่านเจ้าเมือง ท่านเจ้าเมืองจึงได้เป็นคนไต่สวนด้วยตนเองพร้อมกับคืนความบริสุทธิ์ให้กับถังหย่งหลี่และยืนยันว่าอีกฝ่ายนั้นเป็นคนใส่ร้ายป้ายสี!
คนของตระกูลถังหลายคนเมื่อได้ข่าวนี้แล้วก็ต่างพากันกัดฟันกรอด ในใจก็คิดว่าถังฉือเย่จะอะไรกันหนักหนา เพราะอะไรถึงได้โชคดีนัก มีพ่อหนุ่มฉีคอยดูแลแล้วยังมีลูกสาวของท่านเจ้าเมืองหลินหนุนหลังอีก แล้วอย่างนี้ไม่เท่ากับเป็นเสือติดปีกหรอกหรือ ต่อไปใครจะทำอะไรนางได้!
ท่ามกลางความขุ่นเคืองของตระกูลถังนั้น คนส่วนมากในหมู่บ้านจวี้เป่าโดยเฉพาะท่านลุงสี่ รวมไปถึงบ้านของหลี่เจิงและท่านหัวหน้าตระกูลกลับรู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก และในเมื่อไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลังอะไรอีก พวกเขาจึงสร้างสัญญาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
นอกจากท่านหัวหน้าตระกูล และหลี่เจิงที่ได้กำไรไปคนละครึ่งแล้ว ถังฉือเย่ยังคงเอาการแบ่งผลกำไรนั้นแบ่งเป็นสี่และห้าส่วน เป็นของนางกับฉีจิงสี่ส่วน ส่วนของท่านอาสี่และคุณนายโจวนั้นห้าส่วน ซึ่งไม่ว่าอย่างไรท่านอาสี่กับคุณนายโจวก็ไม่เห็นด้วย จนถังฉือเย่ต้องยอมเล่าเหตุการณ์ที่สร้างเรื่องหลอกผู้อื่นให้ฟัง
เมื่อคุณนายโจวได้ฟังก็หยิกถังฉือเย่แรงๆไปหนึ่งครั้งดุไม่จริงจังนัก “เจ้าเด็กคนนี้ ทำเอาข้านอนไม่หลับตั้งไปหลายคืน ข้าก็คิดอยู่ว่าถ้าหากท่านเจ้าเมืองหลินผู้นั้นเป็นคนไม่มีเหตุผล แล้วพวกเราชาวบ้านตัวเล็กๆจะทำอย่างไร”
หญิงสาวเข้าไปกอดแขนและออดอ้อน “ท่านป้าข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่กล้าทำอีกแล้ว อย่าโกรธไปเลยนะเจ้าคะ”
ฉีจิงกระแอมออกมาเบาๆ พลางหันหน้าไปทางอื่น ผ่านไปครู่หนึ่งชายหนุ่มก็อดไม่ไหวที่จะหันกลับมาและมองนางอย่างไม่แสดงสีหน้าอะไรได้แต่บีบนิ้วไปมาในใจนั้นปรารถนาจะเข้าไปลูบผมของเด็กคนนี้เสียจริงๆ
ท่านลุงสี่หัวเราะพลางพูดขึ้นว่า “ป้าของเจ้ายังบอกกับข้าอยู่เสมอว่าเจ้าเป็นคนดีสวรรค์ต้องคุ้มครอง คงไม่เกิดเรื่องอะไรหรอก แต่พอเอาเข้าจริงๆ แล้วนางเองก็เป็นกังวลแทบทนไม่ไหว สองวันนั้นข้าเรียกนางให้ทำนู่นนี่นางก็ไม่ได้ยินอะไรเลย เมื่อข้าตำหนินางก็มาว่าข้าอีก!”
คุณนายโจวทำเสียงจิ๊จ๊ะ หันมาพูดกับสามีว่า “หากเย่เอ๋อร์เป็นลูกสาวแท้ๆของเรา มันจะวิเศษ ขนาดไหนกันนะ”
ท่านอาสี่ที่หัวเราะอยู่นั้นก็หยุดลงพลางมองดูถังฉือเย่ ผ่านไปครู่หนึ่งก็ต้องถอนหายใจออกมาและหลังจากที่โต้แย้งกันมาทั้งวัน สุดท้ายก็ต้องเอาตามที่หญิงสาวพูดและได้ร่างสัญญาขึ้นมาใหม่พร้อมกับใส่ชื่อถังฉือเย่ลงไปด้วย โดยนางกับฉีจิงเอากำไรคนละสองส่วน
หลังจากนั้นในวันถัดมาก็ได้มีหญิงสาวหลายคนเข้ามาช่วยงานคุณนายโจวอย่างเคยพอพูดถึงเรื่องนี้แล้ว คุณนายโจวก็หัวเราะพลางพูดขึ้นว่า “พวกเจ้าน่ะไม่รู้ว่าเดิมทีแล้ว ถังฉือเย่เป็นคนที่มีโชคเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรแค่มีนางอยู่ปัญหาจะหายไปทุกเรื่อง พวกเจ้าลองคิดดูสิว่าตอนนั้นหญ้าลิ้นงู คนอื่น ๆขายไม่ได้แม้แต่อีแปะเดียว แต่เย่เอ๋อร์ขายไปได้ถึงสิบตำลึง แล้วยังมีที่ครั้งก่อนพวกข้าไปขายเหล้าในเมือง ได้ขอร้องเถ้าแก่หลายร้านก็ไม่สำเร็จเสียที แต่เพียงแค่เย่เอ๋อร์ถามไถ่แค่นิดเดียวก็สำเร็จขึ้นมาได้”
เมื่อได้ยินแล้วทุกคนต่างก็พากันพยักหน้าเห็นด้วยโดยเฉพาะครั้งนี้ พวกเขาไม่คิดว่าทางราชสำนักจะช่วยโกหกได้อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นถังฉือเย่ที่เจอเรื่องไม่ดีแต่ก็กลับกลายเป็นเรื่องดีได้นั้นจะต้องเป็นเรื่องจริงซึ่งก็คงเป็นบุญกุศลที่นางเคยสั่งสมมาก่อนหน้านี้แน่นอน
แล้วตอนนั้นเองที่มีผู้หญิงคนหนึ่งพูดโพล่งขึ้นว่า “พูดแบบนี้แล้วข้าก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ตั้งแต่ที่ตระกูลถังไล่เย่เอ๋อร์ออกก็เจอแต่เรื่องวุ่นวายอยู่ตลอด ตอนที่เย่เอ๋อร์ยังอยู่บ้านนั้น ยังไม่ได้มีเรื่องอะไรมากมายขนาดนี้เลย”
“ใช่ไหมล่ะ” ทุกคนต่างครุ่นคิดกันอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็พากันพยักหน้า “แล้วยังมีบ้านของท่านหัวหน้าตระกูลอีก ทั้งคนแก่และเด็กอยู่กันมากี่รุ่นแล้วก็ไม่เคยมีใครพูดว่ามีเงินอยู่ แต่เมื่อเย่เอ๋อร์ได้เข้าไปแล้วก็ขุดเงินออกมาได้แล้วแบบนี้ยังไม่ใช่ว่ามีโชคอีกหรือ”
“เย่เอ๋อร์นั้นช่างเป็นหญิงสาวที่โชคดีจริงๆ”
บทที่ 88 ดื่มเหล้าซ่างเหลียง
การสร้างโรงเหล้าครั้งนี้มีคนหลายสิบคนมาช่วยงาน เพราะฉะนั้นจึงทำให้ทุกเรื่องกลายเป็นเรื่องใหญ่แม้แต่เรื่องอาหารการกิน พวกเขาตัดสินใจสร้างเพิงหลังเล็กบริเวณริมน้ำห่างจากบริเวณสร้างโรงเหล้าไม่ไกลนักเพียงสองสามร้อยก้าว มีรั้วกั้นอีกชั้นหนึ่งเพื่อทำเป็นโรงครัวเลี้ยงชายฉกรรจ์ที่มาช่วยกันสร้างโรงเหล้าเกือบสามสิบคน จนท่านลุงสี่และคุณนายโจวไม่มีเวลาว่าง ถังจวิ้นเหลียงก็เก็บธัญพืชที่บ้าน ส่วนฉีจิงต้องเตรียมสร้างบ้านใหม่ แต่ละคนยุ่งจนเกินกว่าจะมาพบกัน โชคดีที่ถังฉือเย่ว่างอยู่จึงอาสามาช่วยงานอีกแรงหนึ่ง
ดังนั้นท่านลุงสามจึงชวนถังฉือเย่ออกไปซื้อของข้างนอกทุกวัน โดยเขารับผิดชอบเรื่องรถราและกำลังคน ส่วนหญิงสาวดูแลเรื่องการจ่ายเงิน และเมื่อเห็นว่าถังฉือเย่จ่ายเงินออกไปอย่างง่ายดายราวกับสายน้ำ เขาก็รู้สึกเสียดาย อดไม่ได้ที่จะกล่อมนาง
“เย่เอ๋อร์ ชาวบ้านพวกนั้นไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่ดีขนาดนี้หรอก เป็นอาหารคาวเล็กน้อยก็พอแล้ว”
“ท่านลุงสามเจ้าคะ หากเราดูแลพวกเขาดีหน่อย พวกเขาก็จะได้มีแรงทำงานได้อย่างรวดเร็วขึ้นอย่างไรล่ะ เอาใจใส่กันหน่อยข้าไม่เห็นว่ามันจะเสียหายตรงไหน”
ท่านอาสามตระกูลถังได้ยินสิ่งที่ถังฉือเย่กล่าวก็คิดว่ามีเหตุผล แต่กระนั้นสำหรับเขามันก็ยังดูสิ้นเปลืองเงินทองมากไปอยู่ดี ชายหนุ่มจึงมองไปยังที่ว่างและกล่าวกับท่านลุงสี่เงียบๆ แต่กลับพบว่าใบหน้าของสองสามีภรรยานั้นฉายชัดถึงการความสุขอย่างชัดเจน ปราศจากความกังวลใดๆ พวกเขาเพียงยิ้มและกล่าว
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องสนใจหรอก แค่ทำตามเย่เอ๋อร์ก็พอแล้ว”
“เด็กสาวธรรมดาคนหนึ่งจะไปรู้อะไร น้องสี่ ข้าบอกเจ้า…เจ้าก็ต้องมีแผนในใจสิ”
“แผนอะไรงั้นรึ?” ท่านลุงสี่ยิ้ม “ตั้งแต่เย่เอ๋อร์ลงมือทำ นางยังไม่เคยมาขอเงินข้าสักแดงเดียว เจ้ากังวลใจอะไร?”
ท่านลุงสามเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “หรือว่าทั้งหมดนี่ใช้เงินของพ่อหนุ่มฉี?”
ท่านลุงสี่ยิ้มก่อนจะพยักหน้ายืนยัน เพียงแต่ท่านลุงสามนั้นยังไม่วางใจ เขานิ่งไปครู่หนึ่งเพื่อครุ่นคิดก่อนจะเตือน
“ถึงอย่างนั้นเจ้าต้องระวังเอาไว้บ้าง เขาจะจ่ายเงินตัวเองมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร ถึงตอนนั้นไม่รู้ว่าจะรายงานเท็จอะไรบ้างเพื่อมาเอาเงินคืนกับเจ้า”
“ไม่หรอก พวกเขาไม่ใช่คนแบบนั้น” ผู้เป็นน้องชายเดินไปตบไหล่พี่ชายเบาๆ “เอาล่ะพี่สาม เจ้าไม่ต้องกังวลไป เจ้าฟังเย่เอ๋อร์เถอะ มีอะไรข้ารับผิดชอบเอง”
แล้วตอนนั้นเองที่มีเสียงใครหนึ่งตะโกนเรียกชื่อของท่านลุงสี่ที่ขานรับแล้วเดินออกไป ปล่อยให้ท่านลุงสามยังคลางแคลงใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากเชื่อฟังและทำตาม
หากจะพูดกันตามตรงแล้วก็เห็นความจริงอยู่ข้อหนึ่งว่า ถังฉือเย่นั้นพูดถูกทุกอย่าง เพราะการที่อาหารของพวกเขาที่ปรุงออกมานั้นดีมาก ในอาหารแต่ละชนิดจะมีเนื้อปะปนอยู่ไม่น้อย รวมทั้งยังมีข้าวสวยและขนมปังที่สามารถกินกันจนอิ่ม คนงานทุกคนจึงพยายามตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ราวกับกำลังสร้างบ้านของตัวเองก็ไม่ปาน จนใช้เวลาเพียงสิบวันโรงเหล้าก็สร้างแล้วเสร็จทั้งภายในและภายนอก
ดังนั้นเมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพ หลังจากทานอาหารแล้วพวกเขาจึงได้เชิญช่างไม้มาทำพิธี
พิธีหน่วนเหลียงจะทำโดยการวางเก้าอี้ยาวสองตัวไว้ในบ้านใหม่แล้วนำ ‘คานกลาง’ วางค้ำไว้ตรงกลาง ก่อนจะผูกแถบผ้าสีแดงและสีเขียวไว้ทั้งสองข้างของคานกลาง สีแดงไว้ด้านใหญ่ สีเขียวไว้ด้านเล็ก และผูกผ้าสีแดงไว้ตรงกลางของคานกลางทำเป็นดอกไม้สีแดงขนาดใหญ่
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยท่านลุงสี่ก็ก้าวไปข้างหน้าจุดประทัด พร้อมกับจุดอักษรงาที่อยู่ใต้คานกลาง เวลานี้ช่างไม้ที่เชิญมาจะต้องร้องเพลงเป็นอันเสร็จพิธีหน่วนเหลียง
วันรุ่งขึ้นเป็นวันซ่างเหลียงเริ่มต้นด้วยการทำหลางฉุยอันใหญ่ทาเป็นสีแดงเป็นรูปแปดเหลี่ยม ตรงกลางมีด้ามไม้เขียนตาเล็กๆไว้ที่ปลายด้ามไม้ใช้เชือกสีแดงลอดผ่านไปสำหรับแขวน จากนั้นก็ทำหลางฉุยเล็กๆอีกหลายสิบอัน ทั้งหมดล้วนเป็นทรงแปดเหลี่ยมเสียบตะเกียบไว้ข้างหนึ่งเป็นที่จับ
เจ้าของบ้านต้องเตรียมลูกกวาด ข้าวปั้นข้าวเหนียว ซาลาเปา ขนมแป้งหนึ่งคู่ไว้ล่วงหน้า ทั้งหมดต้องใส่ไว้ในตะกร้าไม้ไผ่ จากนั้นมัดเชือกยาวที่ปลายแต่ละด้านของคานกลาง เพื่อให้ช่างไม้และช่างอิฐถือเชือกและนำขึ้นไปบนเสาได้
จากนั้นก็เริ่มพิธีซ่างเหลียง เจ้าของบ้านจุดประทัดโดยให้ช่างไม้อยู่ด้านตะวันออก ช่างอิฐอยู่ฝั่งตะวันตก แต่ละคนถือเชือกและขึ้นบันได ขณะเดียวกันช่างไม้จะร้องเพลงเสียงดัง
หลังจากนั้นทั้งสองจะปีนขึ้นไปด้านบนสุดของบันได ดึงเชือกค่อยๆยกคานกลางขึ้น จากนั้นก็ใช้หลางฉุยใหญ่นำคานกลางวางไว้บนหัวเสาที่เตรียมเอาไว้ แล้วจึงนำหลางฉุยแขวนไว้ด้านล่างฐานยาวของคานกลาง
ช่างไม้จะยกตะกร้าที่บรรจุลูกกวาดขึ้นอีกครั้ง พลางหยิบของที่อยู่ในตะกร้าโยนให้แก่เจ้าของบ้านและคนอื่นๆ ซึ่งเรียกว่าพาวเหลียง จากนั้นก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี ปล่อยให้ทุกคนแย่งของกันอย่างสนุกสนานก่อนจะถอยออกมา ทิ้งให้แสงอาทิตย์ส่องไว้หนึ่งวัน จากนั้นก็ค่อยเริ่มปูกระเบื้อง
หลังจากทำพิธีซ่างเหลียงเสร็จจึงจะถือว่าบ้านสร้างเสร็จประมาณหนึ่งแล้ว โดยทั่วไปแล้วทุกคนก็จะดื่มเหล้าซ่างเหลียงกัน
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ถังฉือเย่ต้องเข้าตัวเมืองไปสองครั้งติดต่อกัน รวมทั้งยังสั่งอาหารจากโรงเหล้ามามากมาย หญิงสาวหลายคนที่มาช่วยก็ยุ่งวุ่นวายไปทั้งวัน หมูเห็ดเป็ดไก่ถูกนำมาวางเต็มที่ แม้แต่ท่านหัวหน้าตระกูล และหลี่เจิงก็ยังถูกเชิญมาร่วมดื่มเหล้าซ่างเหลียงด้วยกัน
ทันทีที่อาหารถูกนำมาจัดวางบนโต๊ะ ท่านลุงสี่ก็หยิบเหล้าบ๊วยที่เหลืออยู่ที่บ้านออกมา พลางยิ้มและกล่าวกับทุกคนว่า “ไม่ใช่ว่าพวกเราตระหนี่อะไรหรอกนะ แต่เหล้ามันเหลือแค่นี้แล้ว นี่เป็นเหล้าตัวเดียวกับที่ขายให้โรงเหล้าใหญ่ในตัวเมือง ทุกคนลองชิมดู”
ท่านลุงสี่พูดพร้อมรอยยิ้มก่อนจะเดินแจกจ่ายเหล้าโดยหนึ่งโต๊ะจะได้เพียงไหเล็กๆหนึ่งไหเท่านั้น ท่านหัวหน้าตระกูล หลี่เจิ่งและฉีจิง ล้วนนั่งอยู่ที่โต๊ะหลัก นอกจากนั้นยังมีช่างตระกูลเฉิง ซึ่งเขาเรียกตัวเองว่ากูซูเซิง
ช่างตระกูลเฉิงเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีฝีมือมักจะตระเวนไปทั่วเหนือใต้ออกตก วันก่อนเขาได้รับคำเชิญจากฉีจิงจึงมาที่นี่เมื่อวานนี้
แต่เมื่อมาถึงก็พบว่าหมู่บ้านจวี้เป่านี้เป็นหมู่บ้านที่ยากจนและมีขนาดเล็ก กูซูเซิงจึงรู้สึกดูถูกเล็กน้อย แต่ในเมื่อมาถึงแล้ว อีกอย่างบ้านแบบนี้ก็คงจะใช้เวลาสร้างไม่นาน เขาจึงรับงานนี้ วันนี้โชคดีได้มาดื่มเหล้า และเขาก็ได้นั่งที่โต๊ะหลักด้วย
เมื่อได้ยินชาวบ้านอุทานด้วยความตกใจไม่หยุด ราวกับพวกเขาได้ดื่มเหล้าชั้นดี แม้ว่าใบหน้าของกูซูเซิงจะยิ้ม แต่ในใจเขากลับไม่พอใจเล็กน้อย ด้วยความที่ชอบดื่มเหล้ามาแต่ไหนแต่ไร เมื่อไปที่ไหนก็ต้องตามหาและดื่มเหล้าท้องถิ่นของที่นั่น เรียกได้ว่าเขาชิมเหล้าราคาแพงมาทั้งใต้หล้านี้แล้ว แม้แต่เหล้ากงจิ่ว แล้วอย่างนี้จะไปสนใจเหล้าที่กลั่นจากหมู่บ้านเล็กๆเช่นนี้ได้อย่างไร
ท่านลุงสี่หยิบไหเหล้าออกมา พลางรินมันให้พวกเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม กูซูเซิงเหลือบมองถ้วยเหล้าที่บรรจุเหล้าสีแดง กลิ่นหอมเตะจมูก ราวกับเหล้าองุ่น แต่ไม่ใช่เหล้าองุ่น เขาประหลาดใจเล็กน้อยจึงใช้สามนิ้วยกถ้วยเหล้าขึ้นมา และดื่มไปหนึ่งคำ เหล้าที่ดื่มเข้าไปมีรสชาติกลมกล่อม เป็นรสชาติที่เขาไม่เคยลิ้มรสมาก่อน
“นี่มันเหล้าอะไรกัน?” พูดด้วยความประหลาดใจ ท่านลุงสี่ตระกูลถังยิ้มแล้วบอกว่า
“นี่เป็นเหล้าที่เรากลั่นเอง เรียกว่าเหล้าฟู่โซ่ว และนี่คือหนึ่งในนั้นเรียกว่าเหล้าคลายร้อน!”
“ในนี้มีส่วนผสมของผลไม้และสมุนไพรจีนใช่หรือไม่?”
“ถูกต้องแล้วล่ะ”
“เป็นสมุนไพรชนิดไหนกัน?”
“นี่เป็นสูตรลับของเรา คงบอกท่านไม่ได้” ท่านลุงสี่ตระกูลถังพูดยิ้มๆ
หลังจากที่กูซูเซิงถามเสร็จ เขาก็นึกบางอย่างได้จึงมาถามฉีจิงว่า “นี่เป็นสูตรของพ่อหนุ่มฉีหรือ ไม่รู้ว่าใส่อะไรลงไปบ้าง เหตุใดจึงได้กลั่นออกมารสชาติดีเช่นนี้?”
ฉีจิงเลิกคิ้วแต่ไม่ได้ตอบอะไร จนท่านหัวหน้าตระกูลเห็นท่าไม่ดีจึงไกล่เกลี่ย “ในเมื่อเป็นสูตรลับ ก็ไม่ควรบอกคนอื่น”
หากเป็นเรื่องอื่นกูซูเซิงก็รู้ว่าอะไรควรไม่ควร แต่เมื่อได้ลิ้มรสเหล้าบ๊วย เขากลับรู้สึกคันไม้คันมือ อดไม่ได้ที่จะชิมแล้วชิมอีก ครู่หนึ่งก็หลับตาลงแล้วพูดเสียงเบาว่า “หยางเหมย ดอกเบญจมาศขาว เมล็ดเก๋ากี้”
ท่านลุงสี่ตกใจเล็กน้อยรู้สึกกังวลใจพลันเหลือบมองฉีจิง!
บทที่ 89 ทำคุณบูชาโทษ
ฉีจิงนั่งตัวตรงไม่ขยับและไม่ได้พูดอะไร ส่วนกูซูเซิงรับรู้เพียงสามรสชาติเท่านั้น ส่วนผสมอื่นคืออะไรก็ไม่รู้แล้ว แต่ช่างเถอะเพราะสิ่งสำคัญคือรสชาติของสมุนไพรสองสามตัวและผลไม้เหล่านี้ถูกผสมเข้าด้วยกันก่อนจะกลั่นออกมาเป็นเหล้าที่มีรสชาติแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หลังจากที่กูซูเซิงดื่มหมดไปถ้วยหนึ่ง เขาก็อดใจไม่ไหวรินเหล้าอีกถ้วยด้วยตัวเอง กระดกหมดในแก้วเดียว แถมยังคิดจะเติมอีก ไม่รู้จักเกรงใจสักนิดเดียว ท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงรู้สึกทนดูต่อไปไม่ไหว ต่างพากันดื่มเหล้าด้วย ไม่นานเหล้าหนึ่งไหก็หมดไปในพริบตา กูซูเซิงกล่าว
“ยังมีเหล้าอีกหรือไม่?”
“ไม่มีแล้ว” ท่านลุงสี่พูดอย่างเบื่อหน่าย “นี่เป็นเหล้าที่เหลือจากการขายครั้งที่แล้ว ไม่มีอีกแล้ว”
“เหตุใดจึงไม่มีแล้ว!” กูซูเซิงพูดน้ำเสียงร้อนรน “พวกเจ้าขายมันให้กับโรงเหล้าไหนในตัวเมืองหมดแล้วรึ? ”
“เหล้าฟู่โซ่วของเราขายให้กับโรงเหล้าซื่อฟางแห่งเดียวเท่านั้น เพียงแต่มันมีราคาค่อนข้างสูงสักหน่อย”
“เท่าไหร่กัน?” กูซูเซิงถามทันที
“หนึ่งถังหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึง”
หลังจากกล่าวไปทุกคนที่ได้ยินแม้แต่ท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงต่างพากันตกใจ หลี่เจิงตกใจจนพูดติดขัด “พะ…แพงขนาดนั้นเชียวหรือ นั่นมันแพงเกินไปแล้ว”
“พวกเราไม่ได้ขายให้เขาแพงขนาดนี้ แต่โรงเหล้าซื่อฟางเป็นโรงเหล้าขนาดใหญ่แห่งเดียวจึงสามารถขายในราคาแพงได้”
ท่านลุงสี่อธิบายอย่างใจเย็น ตอนนี้ทุกคนไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมพวกเขาถึงมีเงินเปิดโรงเหล้าใหม่แห่งนี้ได้!
..............................................................
เช้าวันรุ่งขึ้น กูซูเซิงก็มาหาฉีจิงอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ชายหนุ่มไม่เห็นสายตาดูถูกก่อนหน้านี้ของกูซูเซิงหลงเหลืออยู่อีกแล้ว มิหนำซ้ำยังขยันวาดแบบร่างของบ้านจนแล้วเสร็จในชั่วข้ามคืน
“พ่อหนุ่มฉี แม้ว่าแบบที่เจ้าร่างมันจะไม่ค่อยเรียบร้อยสักเท่าไหร่ แต่พื้นที่บ้านของเจ้านั้นมีทั้งภูเขาและแม่น้ำล้อมรอบ หากสร้างออกมาดีๆ ก็น่าเสียดายภูเขาลูกนี้ ดังนั้นข้าจึงทำมาอีกแผ่น เจ้าลองดูสิว่าชอบไหม?”
ฉีจิงขยับเข้าไปใกล้แล้วก็เห็นแบบบ้านที่กูซูเซิงวาดนั้นน่าจะจำลองตามแบบสวนของซูโจว โดยประตูใหญ่ยังคงอยู่ที่มุมตะวันออกเฉียงใต้ แต่หลังจากที่เข้าไปจะต้องขุดบ่อเลี้ยงปลาทางด้านซ้ายมือ สร้างราวกั้นที่ทางเข้า รวมทั้งทางเดินน้ำชิดกำแพงทางทิศตะวันตก ตรงบ่อน้ำนั้นทำเป็นสะพานโค้ง เชื่อมสู่ห้องรับแขก มีประตูถ้ำพระจันทร์ทั้งสองข้าง ด้านหลังจึงจะเป็นที่อาศัย
จากนั้นพื้นที่ตรงกลางเขาจะสร้างประตูอีกบาน ด้านหลังสุดจึงจะเป็นสนามซ้อมฝึกการต่อสู้ โดยจะมีทางเดินทั้งสองฝั่งรายล้อมด้วยภูเขาลูกเล็กๆ ฉีจิงตั้งใจว่าจะสร้างศาลาหกเหลี่ยมขึ้นมาหลังหนึ่งสำหรับพักผ่อน เพราะเมื่อขึ้นไปยืนบนศาลาก็คงสามารถมองเห็นด้านล่างได้หมด
“มันดีมาก เหมือนอย่างที่ข้าตั้งใจจะทำเลย เอาแบบนี้แหละ เจ้ารีบสร้างเลย”
“ได้! ไม่มีปัญหา” กูซูเซิงรีบตอบตกลงอย่างรวดเร็ว เมื่อกลับไปเพื่อวาดแผนผังอย่างละเอียดอีกครั้งก็พบกับถังฉือเย่ที่จ้องมองไปยังแบบบ้านใบนั้นอยู่ พลางถาม
“สนามซ้อมการต่อสู้ตรงนี้จะใหญ่ประมาณไหน?”
เมื่อได้ยินกูซูเซิงอธิบาย จู่ๆถังฉือเย่ก็คิดอะไรขึ้นมาได้ นางหันหน้าไปถามฉีจิงว่า “อาฉี เจ้าเคยคิดจะเปิดสำนักศิลปะการต่อสู้หรือไม่?”
"สำนักศิลปะการต่อสู้?” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูง
“เจ้าดูสิ! ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้ชอบทำการค้าเสียหน่อย สู้ไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบไม่ดีกว่าหรือ หากในบ้านเจ้ามีสนามซ้อมการต่อสู้ที่ใหญ่ขนาดนี้ ทำไมเจ้าจึงไม่เปิดสอนไปเลย เป็นสำนักศิลปะการต่อสู้อะไรทำนองนั้น สอนการต่อสู้ให้คนอื่นโดยเฉพาะ นี่มันก็เป็นเรื่องที่เจ้าถนัดไม่ใช่หรือ?”
ฉีจิงรู้สึกสับสนเล็กน้อย และมองนางอยู่อย่างนั้น จนเวลาผ่านไปสักพัก นางจึงเดินเข้ามาจับมือเขาเบาๆ พูดอย่างจริงจัง “อาฉี เจ้าอาจจะเคยยืนอยู่บนที่สูงมาก่อน แต่ตอนนี้เจ้ากลับมาอยู่ในจุดเริ่มต้นแล้ว ทุกย่างก้าวของเจ้า จะเข้าใกล้สิ่งที่เจ้าใฝ่ฝันขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น เหตุใดเจ้าจึงไม่ลองดูล่ะ?”
น้ำเสียงของนางทั้งแผ่วเบาและอ่อนโยน แต่ในหูของเขามันกลับดังราวกับเสียงระฆังที่กึกก้อง น่าแปลกที่มันทำให้ความทุกข์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาของเขานั้นหายไปจนหมด!
ชายหนุ่มจ้องมองดวงตาของนางครู่หนึ่ง ดวงตาดำสนิทคู่นั้นค่อยๆเริ่มมีประกายขึ้นมาราวกับเปลวไฟแห่งการคืนชีพของนกเฟิงหวงที่ส่องสว่างจนไม่กล้ามอง
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง ฉีจิงจึงตอบเสียงเบา “ขอบใจเจ้ามาก อาเย่” พร้อมกันนั้นก็อ้าแขนออกและกอดนางเบาๆ
ถังฉือเย่ยังไม่ทันจะทำอะไรก็เหมือนกับชายหนุ่มจะรู้สึกตัวขึ้นว่าได้ทำอะไรลงไป ดังนั้นเขาจึงรีบหันหลังและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้หญิงสาวยืนอยู่เพียงลำพังพร้อมกับหัวใจที่เต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ!
จากนั้นในเช้าวันรุ่งขึ้น ด้วยความที่ฉีจิงเป็นคนที่เอาจริงเอาจังกับงาน เมื่อตัดสินใจจะทำแล้ว เขาก็จะเริ่มต้นวางแผนทันที ด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงไปพบกูซูเซิงก่อนเพื่อบอกให้เพิ่มประตูด้านข้างบริเวณด้านหลังบ้าน ในขณะเดียวกันก็ให้เพิ่มบ้านอีกแถวหนึ่งในด้านหลัง ก่อนจะไปหาช่างไม้เพื่อสั่งชั้นวางอาวุธ ดาบไม้ กระบี่ไม้ ปืนไม้ และเป้าหญ้า เมื่อทุกอย่างแล้วเสร็จจึงเดินมาหาถังฉือเย่ที่กำลังช่วยคุณนายโจวทำความสะอาดโรงเหล้า
“อาฉีมา เจ้ารีบออกไปเถอะ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีเรื่องอะไรให้เจ้าช่วยกระมัง” นายโจวยิ้มพลางหยิบไม้กวาดในมือของถังฉือเย่มาถือไว้เสียเอง
หญิงสาวจึงหยิบผ้าโพกหัวกันลมก่อนจะเดินออกไปพบฉีจิงที่ยืนอยู่ด้านนอก แต่พอเห็นชายหนุ่มกลับทำแปลกๆ ลังเลอยู่สักพักซึ่งปกติแล้วท่าทางเช่นนี้ ไม่มาสารภาพรักก็มาขอยืมเงิน แต่คนอย่างฉีจิงจะต้องไม่ใช่เรื่องสารภาพรักเป็นแน่ ดังนั้นถังฉือเย่จึงถามเขาว่า
“มีปัญหาเรื่องเงินหรือ?”
ฉีจิงถึงกับผงะ “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“ข้ารู้เหตุการณ์ก่อนล่วงหน้าได้ราวกับเทพ” ถังฉือเย่พูดกลั้วหัวเราะพลางถาม “ต้องใช้เงินเยอะขนาดนั้นเลยหรือ เงินจากการขายเหล้าที่ได้แบ่งไปก็ไม่ใช่น้อย?”
ชายหนุ่มตระกูลฉีจากที่ตกใจในคราวแรกเมื่อได้ยินก็เผยรอยยิ้มออกมาบนใบหน้าหล่อเหลา “แต่นั่นเป็นเงินของเจ้า”
“ไม่เป็นไร” ถังฉือเย่ตบไหล่เขาเบาๆ “พวกเราเป็นพี่น้องกันไม่ใช่หรือ ให้เจ้าไปก็เป็นเงินของเจ้า ใช้ได้ตามสบาย”
เมื่อได้ยินหญิงสาวกล่าวเช่นนี้ ความอับอายของเขาที่มีมาก็ได้หายไปจนหมดสิ้น ฉีจิงยิ้มกว้าง “ตกลง อาเย่ หากข้าสร้างเสร็จแล้ว ข้าจะสอนศิลปะการต่อสู้ให้เจ้า”
ฉีจิงยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน จากนั้นก็หันหลังและเดินจากไป แต่ถังฉือเย่ก็มือไวรีบคว้าดึงมือของเขารั้งเอาไว้ก่อน…ความจริงเรื่องการเรียนการต่อสู้นี้หญิงสาวคิดว่าเขาลืมมันไปนานแล้ว ยังคิดอยู่เลยว่าหากถึงตอนนั้นจะบอกว่า ‘ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากเรียนแต่เพราะเจ้าไม่สอนต่างหาก’
คาดไม่ถึงว่าฉีจิงจะยังรอที่จะสอนอยู่และไม่ได้ลืม!...นี่เรียกว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณบูชาโทษหรือเปล่าเนี่ยพ่อหนุ่มฉี!
“เจ้ามีอะไรอีกรึ?”
“เอ่อ…เปล่าไม่มีอะไร” ถังฉือเย่ถอนหายใจดังเฮือก ไม่รู้ว่าจะพูดกับเขาอย่างไรดี ท้ายสุดจึงต้องปล่อยมือ และหลังจากนั้นไม่นานนางก็ได้ข่าวว่าฉีจิงได้ซื้อบ้านทางฝั่งทิศตะวันออกนั่นมาแล้ว แถมยังซื้อที่ดินใหม่อีกแปลงที่มีพื้นที่ใหญ่กว่าโรงเหล้าเสียอีกซึ่งนอกจากคนของตระกูลเฉิงแล้ว ชายหนุ่มยังได้ขอความช่วยเหลือจากคนอื่นๆอีกไม่น้อย ก่อนที่การก่อสร้างจะเริ่มขึ้น
การก่อสร้างครั้งนี้นั้นฉีจิงทั้งประณีตและละเอียดอ่อน ซึ่งคาดว่าน่าจะต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือนและก็อีกเช่นเคยที่คุณนายโจวรับผิดชอบเรื่องการทำอาหารเลี้ยงคนงาน โดยถังฉือเย่เป็นคนจ่ายเงิน โดยวันแรกถังฉือเย่ก็ไปตามสถานที่ต่างๆในตัวเมืองไม่ว่าจะเป็นร้านขายเนื้อ ขายหมูเห็ดเป็ดไก่ ขายเต้าหู้ นางจัดการติดต่อให้พวกเขามาส่งให้ในทุกวัน
ถังฉือเย่จัดการธุระทุกอย่างด้วยความรวดเร็วเพื่อจะรีบกลับบ้าน แต่ก่อนที่จะถึงประตูเมือง นางก็เห็นเงาร่างที่คุ้นเคยสองคน ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินนั่นเองที่กำลังแบกตู้หนังสือตู้ใหญ่รวมทั้งสัมภาระ และกำลังสอบถามราคากับรถเกวียนที่อยู่หน้าประตู!
บทที่ 90 แม่ทัพของพลทหารนับหมื่น
ถังฉือเย่ขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะตะโกนออกมาทันที “ท่านพี่!”
ถังฉือหรงหันหน้ามา พอเห็นว่าเป็นน้องสาวสีหน้าของเขาก็ตื่นตระหนกตกใจขึ้นมาทันที พร้อมกับยืนรอถังฉือเย่เดินตรงดิ่งเข้ามาหาราวกับลูกศรที่ถูกปล่อยจากคันธนู
“นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
ถังจวิ้นเชินรู้สึกโกรธอยู่เล็กน้อย เมื่อได้ยินคำถามพลางเหลือบมองถังฉือหรงแวบหนึ่ง ก่อนที่จะได้ยินหญิงสาวถามย้ำคาดคั้นว่า
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่ หากพวกท่านพี่ไม่พูดข้าจะไปถามที่สำนักศึกษาเองนะ!”
“สำนักศึกษาไม่ให้พวกเราไปแล้ว” ถังฉือหรงพูดออกมาด้วยความเบื่อหน่าย จากครั้งก่อนที่แยกครอบครัวนั้น ท่านหัวหน้าตระกูลได้เรียกให้เขากลับไป ชายหนุ่มจึงขอลาสองวัน พอกลับไปที่สำนักศึกษาอีกครั้งกลับรู้สึกว่าบรรยากาศรอบกายดูเปลี่ยนไป ซึ่งหลังจากนั้นจึงรู้ว่าถังฉือจิ้นป่าวประกาศไปทั่วว่า คนในบ้านของเขานั้นมีคดีติดตัวอยู่เพราะทำให้ท่านเจ้าเมืองหลินไม่พอใจ
เดิมทีถังฉือหรงคิดว่าคงเป็นแค่ข่าวลือ ไม่ได้มีอะไร เขาเองจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อวานถังหย่งหมิงและเจ้าของสำนักได้ไปที่สำนักศึกษาอีกครั้งพร้อมกับเรียกเขาต่อหน้าทุกคนจากนั้นก็ป่าวประกาศว่าบิดาของเขานั้นได้ฆ่าคนเพื่อเอาสมบัติ ในตอนนั้นถังฉือหรงพยายามโต้เถียงด้วยเหตุผลแต่กลับกลายเป็นว่าถูกเจ้าของสำนักต่อว่าพร้อมกับไล่ออกจากสำนักศึกษา
ถังฉือหรงยืนกรานไม่ย้ายออก เพราะมั่นใจในความบริสุทธิ์ของครอบครัว จนกระทั่งเช้าวันนี้เจ้าของสำนักจึงให้คนที่ดูแลหอนอนขนข้าวของทั้งหมดของเขาไปทิ้ง แถมยังพูดอีกว่าหากใครไม่อยากเรียนแล้วก็ให้ช่วยถังฉือหรง เพื่อนนักเรียนทุกคนเงียบกริบ จะมีก็เพียงถังจวิ้นเชินคนเดียวเท่านั้นที่ออกหน้า จนถูกไล่ออกมาพร้อมกัน!
ถังฉือเย่ฟังจนจบอย่างเงียบๆด้วยใบหน้าเรียบเฉย นางคิดไม่ถึงเลยจริงๆว่าแผนการของตัวเองจะทำให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตภายหลังเช่นนี้
หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกพลางถามพี่ชายว่า “ความจริงแล้วเจ้าของสำนักกลัวว่าท่านพี่จะทำให้พวกเขาเดือดร้อนใช่หรือไม่?”
เมื่อเห็นถังฉือหรงพยักหน้า นางจึงบอกต่อทันที “ข้าผิดเอง…แต่ท่านพี่ไม่ต้องรีบร้อนไป ข้าจะไปขอร้องท่านเจ้าเมืองหลินเดี๋ยวนี้ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ข้าจะทำให้เขาร้องไห้อ้อนวอนให้รับพวกท่าน กลับเข้าไปเรียนได้อย่างแน่นอน”
“อย่าเลยเย่เย่ เจ้าฟังข้านะ” ถังฉือหรงลุกขึ้นพลางขวางนางเอาไว้ “ในตอนนั้นไม่ใช่ว่าข้าไม่มีโอกาสอธิบายให้ชัดเจน คำโกหกของถังฉือจิ้นนี้ถูกเปิดโปงง่ายจะตายไป และพี่ก็รู้ว่าเรื่องนี้จริงๆแล้วมันเป็นอย่างไร หากพี่จะแก้ไขมันก็สามารถแก้ไขได้”
ชายหนุ่มชะงักอยู่ครู่หนึ่ง “แต่สีหน้าท่าทางของเจ้าของสำนัก รวมทั้งการที่เขาจัดการเรื่องนี้นั้น พี่ไม่เห็นด้วยเลย ความจริงแล้วเขาก็แค่ใช้โอกาสนี้ไล่พวกพี่ออกมาเท่านั้น แถมยังไม่ได้สนใจว่าเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไร แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้ก็ให้อภัยไม่ได้ คนแบบนี้ก็ไม่มีคุณธรรมอยู่เลย”
ถังฉือหรงหันมองน้องสาวแวบหนึ่ง “แล้วอีกอย่าง ถึงแม้ว่าพวกเขาทั้งสองคนจะเปี่ยมไปด้วยความรู้แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีจิตวิญญาณความเป็นอาจารย์สักเท่าไหร่ ตอนที่เรียนพวกเขาก็เพียงสอนไม่กี่คำแล้วก็ให้พวกเราศึกษาด้วยตนเอง หากถามคำถามพวกเขาก็จะทำท่ารำคาญ ดังนั้นเมื่อคิดดูดีๆแล้ว การที่อยู่ที่สำนักศึกษาต่อไปพวกเราก็คงไม่ได้รับประโยชน์อะไรสักเท่าไหร่ สู้มาคิดหาวิธีอื่นดีกว่า ดังนั้นพี่จึงออกมาเสีย เพียงแต่ไม่คิดว่ามันจะไปกระทบไปถึงอาเชินก็เท่านั้น”
“กระทบอะไรกัน!” ถังจวิ้นเชินยักไหล่ “เจ้าเองก็พูดอยู่ว่าการอยู่ที่สำนักศึกษานั้นก็ไม่มีอะไรดีเท่าไหร่ แล้วยังจะมีอะไรให้ข้าต้องลังเลอีกล่ะ ข้าว่าพวกเรากลับไปฝึกฝนด้วยตนเอง หรือไม่ก็ไปที่สำนักศึกษาในเมืองก็ได้ อย่างไรข้าก็ไม่มีทางทิ้งเจ้าเด็ดขาด”
ถังฉือเย่ได้ฟังก็ใจเย็นลงทั้งที่ยังคงรู้สึกคับแค้นใจอยู่ไม่น้อย นางรู้ดีว่าถังฉือหรงนั้นเป็นคนพูดจาอะไรก็ถนอมน้ำใจคน ทั้งที่ความจริงแล้วหากจะพูดกันตามตรงนั้นก็คือเจ้าของสำนักนั้นไม่มีความเมตตา ไร้ความรับผิดชอบ ฝืนอยู่ไปก็รังแต่จะเสียเวลาเท่านั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็โกรธอยู่ดี
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของน้องสาวยังไม่สู้ดีนัก ถังฉือหรงจึงพูดปลอบ “จริงๆแล้วที่สำนักศึกษาไม่มีอะไรดีเลย บนเตียงนอนมีแต่จักจั่นเต็มไปหมด ยิ่งหน้าร้อนแล้ว อาหารกับข้าวก็บูดอยู่บ่อยๆ ข้าถูกไล่ออกมาก็ดีแล้ว เจ้าอย่าโกรธเคืองไปเลย”
ยิ่งได้ยินถังฉือเย่ก็ยิ่งโมโหสุดขีด ดังนั้นเมื่อเกวียนขับมาถึงหมู่บ้านแล้ว นางจึงส่งทั้งสองคนไปที่บ้านหินก่อน จากนั้นก็เอาของที่ซื้อมาไปให้โรงครัว แล้วนางก็ได้แอบบอกคุณนายโจวถึงเรื่องนี้
เมื่อคุณนายโจวที่ได้ฟังก็รู้สึกร้อนใจเป็นอย่างมากรีบกลับไปที่บ้านหินพร้อมกับท่านลุงสี่ เมื่อถังฉือเย่กลับมาจากการส่งอาหารก็ได้ยินเขาขู่เอาไว้ว่า
“คืนนี้ค่อยมาคิดบัญชีกับเจ้า!”
พอตกเวลากลางคืน เมื่อทุกคนกลับมาที่บ้านหินอีกครั้ง ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินกำลังดื่มน้ำกันอยู่ ไม่กี่วันที่ถังฉือหรงได้ย้ายเข้ามาที่นี่ บ่อน้ำที่แห้งขอดอยู่ด้านหลังอยู่ๆก็เริ่มมีน้ำขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ผ่านไปไม่กี่วันเมื่อกรองเอาสิ่งสกปรกและทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว นางลองชิมดูอีกครั้งจึงพบว่าน้ำในบ่อนั้นเย็นฉ่ำและมีรสหวานเล็กน้อย ดังนั้นหญิงสาวจึงเอาบ่อน้ำนี้ทำเป็นตู้เย็นขนาดเล็ก
เมื่อเห็นคุณนายโจวเดินเข้ามา ถังจวิ้นเชินก็รีบยืนขึ้นทันที จากนั้นก็ยื่นถ้วยให้นางด้วยความออดอ้อน
“ท่านแม่ดื่มก่อน”
“เจ้ายังมีกะจิตกะใจดื่มน้ำอีกนะ เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้จะทำอย่างไรต่อไป”
ถังจวิ้นเชินหัวเราะแห้งๆ จนคุณนายโจวจะด่าว่าเขาก็ด่าไม่ลง ได้แต่นั่งลงแล้วถอนหายใจดังเฮือก ตอนนั้นเองที่ถังฉือเย่ยกถั่วเขียวต้มมาให้คุณนายโจวหนึ่งถ้วยพร้อมกับท่านลุงสี่ ก่อนจะมีคนพูดขึ้นมาว่า
“อาเย่ ขอข้าดื่มหน่อยสิ”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นจึงเห็นฉีจิงที่เดินเข้ามา เขาถอดหมวกออกจ้องมองนาง จากนั้นก็ยิ้มมุมปาก
นางจึงยกมาให้เขาดื่มหนึ่งถ้วย
ฉีจิงยื่นมือออกไปรับ พลางถามว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“ไม่ได้มีอะไร!”
“ข้าเห็นว่าตอนเที่ยงเห็นเจ้าดูหงุดหงิด ยังไม่หายอีกหรือ?”
ถังฉือเย่ถอนหายใจออกมาแรงๆ ก่อนจะเล่าเรื่องให้เขาฟัง ซึ่งฉีจิงก็ตั้งใจฟังอย่างเงียบๆจนจบ จากนั้นก็ยื่นมือไปขวางท่านลุงสี่แล้วพูดขึ้นว่า
“อาเย่ ข้าถามเจ้าหน่อย ตอนนี้เจ้ามีวิธีมากน้อยเพียงใดที่จะทำให้พวกเขาได้กลับเข้าไปเรียนที่สำนักศึกษา?”
“นับไม่ถ้วนเลยล่ะ” หญิงสาวโวยวายพลางถลึงตาโต “ออกเงินไปสักหน่อยก็ไม่เป็นไร ไปขอให้เถ้าแก่เฉินไปหาถังเหว่ยซ่าน หรือไปหาเขาเองเลยก็ได้ หรือจะไปหาท่านเจ้าเมืองหลิน ข้ามีวิธีเยอะแยะจนนับไม่ถ้วน!”
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะถังฉือเย่อึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหันหน้าไป ฉีจิงผู้นี้เป็นคนที่เกิดมาพร้อมกับความมีเสน่ห์ราวกับเป็นแม่ทัพของไพร่พลทหารนับหมื่นนาย เขานั่งเหยียดหลังตรง สามารถควบคุมบรรยากาศให้สงบอยู่อย่างนั้น ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะเจอเรื่องอะไร ชายหนุ่มก็จะสงบและสุขุม ปล่อยวาง ชวนให้รู้สึกสงบไม่เป็นทุกข์กับเรื่องใดๆ
ฉีจิงหันไปพูดกับท่านลุงสี่ “ดังนั้น…ท่านเข้าใจแล้วหรือไม่?”
คุณนายโจวรีบพูดขึ้นว่า “หมายความว่าอย่างไร?”
ฉีจิงก้มหน้าดื่มซุปถั่วเขียว เขานั้นแค่จะพูดโน้มน้าวหญิงสาวเท่านั้น ส่วนคนอื่นไม่ได้ไปยุ่งด้วย ถังฉือเย่ที่เมื่อไตร่ตรองดูแล้วก็รู้สึกดีใจขึ้นมาจึงพูดขึ้นว่า
“ท่านป้าท่านลองคิดดูสิ พวกเราส่งพวกเขาไปที่สำนักศึกษา เหตุผลหลักแล้วก็เพื่อที่จะให้เขาสอบวัดระดับแล้วได้กลายเป็นจอหงวนใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว!”
“ตอนนี้พวกเราก็ได้จ่ายเงินไป แต่เจ้าของสำนักศึกษาก็ยังคงหาเรื่องไม่หยุดหย่อน แถมพวกเขาก็สอนได้ไม่ดี มิหนำซ้ำต้องเป็นทุกข์ในทุกวัน สถานที่เลวร้ายแบบนี้เราจ่ายเงินค่าเล่าเรียนไปก็ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งใช่หรือไม่ ความจริงเรื่องเงินน่ะเป็นเรื่องเล็ก การที่ทำให้พวกท่านพี่เสียเวลานี่สิเป็นเรื่องใหญ่ ตอนนี้พวกเรามีทั้งเงินมีทั้งลู่ทาง สามารถหาสถานที่ซึ่งดีกว่านี้ได้ แล้วเหตุใดเราถึงยังต้องเสียเวลาอยู่กับที่นั่นด้วยล่ะ”
ท่านลุงสี่และคุณนายโจวต่างก็เงียบไปครู่หนึ่ง จนถังฉือเย่หัวเราะพลางพูดต่อ “ดังนั้น พวกเขาไล่พวกเราออกมาเป็นเพราะเขามีตาหามีแววไม่ พวกเราไม่เพียงแต่ไม่มีอะไรเสียหาย ยังใช้โอกาสนี้สลัดความทุกข์ให้หลุดพ้นออกไปเพื่อจะได้เลือกทางที่ดีกว่า เหตุใดพวกเราต้องร้อนรน ต้องโมโหด้วยเล่า”
เมื่อเห็นว่าทั้งสองสามีภรรยานั้นถูกนางโน้มน้าวจนใจอ่อนแล้ว ถังฉือเย่จึงขยับตัวนิดหนึ่งก่อนบอกว่า “ดังนั้น เพื่อที่จะต้อนรับความโชคดีที่จะมาในข้างหน้า พวกเราก็ต้องฉลองกันเสียหน่อย ข้าจะไปทำกับข้าว”
“เช่นนั้นข้าก็จะไปช่วยด้วยอีกแรง” คุณนายโจวกล่าวก่อนที่ทั้งสองคนจะมุ่งหน้าเข้าไปในครัว ปล่อยให้คนที่นั่งคอหดเพราะคิดว่าคงจะถูกตำหนิอยู่สองชั่วยามอย่างถังจวิ้นเชินค่อยๆยืดหลังตรง และเหลือบมองถังฉือหรงแวบหนึ่งในใจก็คิดอิจฉาเป็นที่สุด
เขาเองก็อยากมีน้องสาวที่ชั่งพูดช่างจาแบบนี้สักคน เดิมทีเขานั้นถูกไล่ออกจากสำนักศึกษา แต่เมื่อนางพูดไปพูดมากลับรู้สึกว่าตัวเองนั้นได้เปรียบได้ผลประโยชน์เป็นอย่างมาก
จบตอน
Comments
Post a Comment