superstar ep9

 บทที่ 9 ข้าไม่ใช่คนที่จะมาหาเรื่องได้ง่ายๆ


ถังฉือเย่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าประตูบ้านของสกุลถัง มีชาวบ้านหลายคนที่เมียงๆมองๆมา ดูผิวเผินแล้วนางช่างอ่อนน้อมกับผู้เป็นย่าอยู่ตลอดเวลา หารู้ว่าไม่ใบหน้าของนางยามนี้นั้นกลับไร้ซึ่งความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างที่เห็นเลยสักนิด ตรงกันข้ามกับแอบยิ้มตรงมุมปาก ก่อนจะหันไปมองชาวบ้านด้านหลังทีหนึ่งและหันมาพูดกับท่านย่าซุนว่า


“ท่านย่า…ท่านว่าหากข้าบังเอิญพบกับชาวบ้านพวกนี้โดยบังเอิญ และเผลอพูดคุยกับพวกเขาสักไม่กี่ประโยค มันจะเป็นอย่างไรนะ แต่เอ๊ะ! ข้าว่าท่านย่าคงไม่ปล่อยให้ข้าได้พูดคุยกับพวกเขาหรอก แต่เราก็อยู่ใกล้กันแค่นี้ พอมีปัญหาขึ้นมาหน่อยมันคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้ยิน 


ไอ้เรื่องที่สามารถอธิบายได้ก็ไม่เป็นไรหรอก และสำหรับเรื่องที่ไม่สามารถพูดได้อย่างเรื่องที่ท่านย่าขับไล่ข้าออกจากบ้านน่ะข้าไม่พูดหรอก อย่างมากข้าก็แค่พูดเรื่องของท่านอาสี่ อย่างเช่น…” ดวงตาของถังฉือเย่เจ้าเล่ห์ อมยิ้มนิดๆตรงมุมปากก่อนจะพูดต่อว่า 


“เรื่องที่ท่านอาสี่ไปสมคบคิดทำอะไรกันในหมู่บ้าน”


คำพูดแต่ละคำนี้แทงใจดำเสียดลึกเข้าไปในความรู้สึกของท่านย่าซุน จนทำให้เนื้อตัวของนางสั่นเทาด้วยความโกรธ ทันใดนั้นนางก็ก้าวเท้ามาข้างหน้าสองก้าว ดวงตาที่เริ่มฝ้าฟางไปตามวัยยามนี้กลับอาฆาตแค้นจนแทบจะทะลักล้นออกมา 


ถังฉือเย่ที่ยืนเตรียมตัวอยู่แล้วอย่างมั่นคง ยิ้มนิดๆตรงมุมปากพูดว่า “ก่อนจะลงไม้ลงมือท่านย่าจะต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อนนะเจ้าคะ ชีวิตน้อยๆของข้าแค่ท่านกำมือข้าก็ตายแล้ว แต่วันนี้มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเลยที่เห็นข้าเข้ามาที่นี่ ก่อนจะเดินเข้ามาข้ายังได้บอกท่านป้าและน้องๆเอาไว้ด้วย…หากทุกคนรู้ว่าท่านย่าคือคนที่คิดจะสังหารหลานสาวของตัวเอง แถมยังเป็นแม่สามีที่ชั่วร้าย ท่านคิดว่าใครจะกล้าแต่งเข้าตระกูล แต่ถ้าหากมีจริงข้าก็ต้องขอคารวะเพราะนับถือในตัวนางผู้นั้นจริงๆ”


ถังฉือเย่ยิ้มพราย ยกมือขึ้นมากอดอกก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้าย “ชาวบ้านเขาไม่เหมือนท่านอาสี่นะ”  


ท่านย่าซุนกำหมัดแน่น ดวงตาลุกโชนด้วยไฟแห่งโทสะ เพราะทุกคำพูดที่ได้ยินนั้นเสียดแทงเข้ามาในอกราวกับเป็นเข็มเล่มเล็กๆที่ทั้งเจ็บและแสบ แน่นอนว่าเรื่องที่ถังหย่งหมิงเป็นคนปลิ้นปล้อนไม่ได้เรื่องนั้นเป็นเรื่องจริง แต่การที่สตรีนางนั้นจะปฏิเสธไม่เข้าพิธีแต่งงานกับเขาไม่ใช่เพราะเรื่องนี้หรอก หากแต่เป็นเพราะนางผู้นั้นมีทางเลือกต่างหาก หากมีสิ่งใดไม่เหมาะสมแม้เพียงน้อยนิด นางก็คงจะปฏิเสธการแต่งงานกับถังหย่งหมิงทันที! 


ก่อนหน้านี้ทั้งขับไล่ลูกสะใภ้กับหลานๆออกจากบ้าน แถมยังนำน้ำสกปรกมาสาดวังซื่อจนเปียกชุ่มไปทั้งเนื้อทั้งตัว ถังฉือเย่จึงถือเอาเหตุการณ์เหล่านี้มาเป็นไม้ตายที่จะใช้ข่มขู่ท่านย่าซุนที่รักลูกชายคนเล็กดังแก้วตาดวงใจ และท่านย่าซุนคงไม่ยอมแน่หากใครทำให้งานแต่งงานของถังหย่งหมิงกับภรรยารวยๆคนนั้นต้องถูกยกเลิก! 


และก็ได้ผล…ถังฉือเย่แอบยิ้มด้วยความสมใจ เมื่อเห็นร่างที่สั่นเทารวมทั้งดวงตาที่แดงก่ำเพราะความโกรธแค้นของท่านย่าซุนเดินกลับเข้าไปข้างในก่อนจะออกมาพร้อมกับเงินจำนวนหนึ่งแล้วโยนลงพื้นพร้อมกับกล่าวอย่างเดือดดาล


“เงินของข้าไม่ใช่ว่าใครจะได้กันง่ายๆหรอกนะ! หากไม่กลัวตายก็จงรีบรับไปแล้วไปซื้อยาพิษมาดื่มให้ตายไปเสีย…นังชาติชั่ว!” 


“ท่านย่า” รอยยิ้มของหญิงสาวผุดขึ้น ช้อนสายตามองอีกฝ่ายอย่างยั่วโมโห “นี่มันเงินเพียงกี่เหรียญกัน ท่านเอาไว้ไล่ขอทานเหรอ ท่านย่าไล่ข้าออกจากบ้านจนต้องระหกระเหินเร่ร่อนตกระกำลำบากถึงสามปากท้องเชียวนะ!” 


“สามคนอะไรกัน!” หญิงชราตวาดแว้ด “ข้าไว้หน้าแค่เจ้าเท่านั้น เจ้าคิดว่าตัวเองเก่งกาจนักอย่างนั้นเหรอ…เหอะ! เจ้ามันก็แค่เดรัจฉานตัวหนึ่งเท่านั้น ข้าให้เงินไปตั้งมากกลับมาดูหมิ่นว่าน้อย เจ้าเป็นผู้หญิงแบบไหนกันนึกว่าข้าผลิตเงินได้เองอย่างนั้นหรือ?” 


ถังฉือเย่รอให้นางพล่ามจนจบ ก่อนจะพูดอย่างใจเย็น “ข้าไม่ต้องการสิ่งใดจากท่านมากมายนักหรอก แต่หากวันนี้ข้าไม่ได้เงินสิบตำลึงกลับไป ข้าก็จะไปหาทางการเพื่อแยกบ้าน หรือไม่ก็จะเป็นตัวปัญหาให้ท่านอยู่อย่างนี้แหละ ไม่เช่นนั้นท่านย่าก็สังหารพวกข้าเสียให้หมด ไม่ก็…ให้แม่นางผู้นั้นกลับมาอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น” 


“สิบตำลึง!?” ดวงตาของท่านย่าซุนเบิกกว้าง ไม่คิดว่าหลานสาวซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นคนปัญญาอ่อนจะกล้าเอ่ยปากข่มขู่ขอเงินเป็นจำนวนมากขนาดนี้ 


“เจ้ากล้าดียังไงมาขอเงินข้ามากมายขนาดนั้น ถ้าอยากได้นักทำไมไม่แย่งชิงมันไปเสียเลยล่ะ เจ้าคนโลภไม่รู้จักพอ ข้าขอให้ฟ้าผ่าลงมาที่ลิ้นของเจ้า คนอกตัญญู ชั่วร้ายอย่างเจ้าจะต้องไม่ได้ตายดี” หญิงชราตะโกนออกมาด้วยเสียงแหบแห้งแต่ก็ยังไม่ยอมหยุด


“ตอนแม่เจ้าให้กำเนิดเจ้ามา เหตุใดจึงไม่จับเจ้ากดน้ำเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปนะ ไยจึงต้องเลี้ยงสิ่งต่ำช้าไร้ศีลธรรมจรรยาอย่างเจ้ามาจนถึงป่านนี้” 


ถังฉือเย่ไม่พูดอะไรอีกนอกจากยืนรออยู่ตรงนั้น ด้วยความมั่นใจว่าท่านย่าซุนผู้นี้ไม่มีทางทำอะไรนางได้แน่ และหลังจากนั้นเพียงครึ่งชั่วยามถังฉือเย่ก็เดินออกมาจากบ้านสกุลถังอย่างสบายๆ พร้อมกับหอบเงินกว่าแปดตำลึงไว้ในอ้อมอก 


เสียงเอะอะโวยวายเสียงดังของสองย่าหลานนั้นทำให้เหอซื่อ สะใภ้ใหญ่กับหลี่ซื่อผู้เป็นสะใภ้รองต่างยืนรั้งรออยู่ตรงโคมไฟประตูไม่กล้าเข้าไป ทำได้แค่เพียงสอดส่ายสายตามองเข้าไปด้วยความประหลาดใจและงุนงงสงสัย เพราะหลายปีมานี้ไม่เคยมีผู้ใดเอาเงินจากหญิงชราผู้กุมอำนาจของตระกูลถังมาได้ เพราะนางนั้นทั้งขี้งก ขี้เหนียว และเขี้ยวลากดิน แต่ทำไมถึงยอมให้เงินถังฉือเย่มากมายขนาดนั้น! 


เมื่อเป้าหมายของถังฉือเย่สำเร็จลุล่วง นางจึงเดินออกมาอย่างไม่รั้งรอ ผ่านหน้าสะใภ้ใหญ่และรองของตระกูลถังรวมทั้งเด็กในบ้านอีกสองคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือถังฉือหยินก็กำลังนั่งยองๆอยู่ตรงนั้นพลางมองนางด้วยแววตาที่หวาดกลัว! 


ดี! ให้พวกเขากลัวนางไว้อย่างนี้แหละ ต่อไปจะได้ไม่กล้ามารังแกครอบครัวของนางอีก! หญิงสาวครึ้มอกครึ้มใจเมื่อตัวเองคิดถูก แม้ว่าท่านย่าซุนจะดูโหดเหี้ยมเพียงใด แต่หากจับจุดอ่อนได้ก็สามารถจัดการได้ง่ายๆเพียงพลิกฝ่ามือ ทั้งยังไม่จำเป็นต้องตีโพยตีพายเหมือนวังซื่อ แค่เพียงทำจิตใต้สำนึกของตัวเองให้เชื่อมั่นว่าจะต้องทำได้! ต้องทำได้! 


ถังฉือเย่รู้สึกเหมือนตัวเองได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกที่ทรงพลังออกมาในฉากๆนั้น มันเหมือนได้พลิกบทบาทการแสดงจากเรื่องเก่าๆ เป็นความรู้สึกประเภทที่เห็นชัดอยู่แล้วว่าอ่อนแอ แต่กลับมีพลังบางอย่างที่ทำให้ผู้คนตกใจ 


หญิงสาวอยากหันไปบอกกับทุกคนที่กำลังมองมาด้วยความประหลาดใจปนตกใจว่า ‘ข้าก็ยังเป็นคนเดิมที่เจ้ารู้จัก แต่ข้าไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้าคิด และที่สำคัญคือข้าไม่ใช่คนที่ใครจะมาหาเรื่องได้ง่ายๆอีกต่อไป’ 


ถังฉือเย่เดินจากไปด้วยแผ่นหลังตั้งตรง โดยมีดวงตาโกรธแค้นราวกับมีกองไฟสุมอยู่ภายในคู่หนึ่งจับจ้องไปจนลับสายตา ท่านย่าซุนกำหมัดเม้มปากแน่น นางยังไม่กล้าบุ่มบ่ามทำอะไรช่วงนี้ เพราะเกรงว่าจะกระทบกับบุตรชายคนเล็กที่อายุยี่สิบแล้วแต่ยังไม่มีภรรยา เพราะฉะนั้นนางจึงต้องอดทนเอาไว้ก่อน รอให้อย่างน้อยงานแต่งงานของถังหย่งหมิงที่เพิ่งจะตกลงกันได้ผ่านพ้นไปก่อน 


อย่างน้อยก็คงสักครึ่งเดือน แล้วหลังจากนั้นจึงจะลงมือตอบโต้…นางเป็นคนที่ยอมเสียเปรียบใครเสียที่ไหน! ในเมื่อหมากตานี้จำเป็นต้องก้าวเดินนางก็ต้องจำฝืนใจเดิน แต่ตราบใดที่หมากกระดานนี้ยังไม่จบ นางก็ยังมีโอกาสที่จะเอาคืนมิใช่หรือ!


…………………………………………..


ถังฉือเย่กำเงินในมือแน่นและแน่นอนว่าเรื่องราววันนี้นางไม่อาจบอกให้วังซื่อรู้ได้เพราะยังมีอีกหลายอย่างในบ้านที่ต้องใช้เงินจำนวนนี้จัดการ ของในบ้านมีหลายอย่างที่ต้องซื้อเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน และยิ่งไปกว่านั้นนางเคยได้ยินมาว่าที่สำนักศึกษาประจำตระกูลที่ถังฉือหรงเล่าเรียนนั้นในแต่ละเดือนต้องจ่ายค่าตอบแทนอาจารย์มากถึงหนึ่งพันสองร้อยอีแปะ ค่าอาหารอีกสามร้อยอีแปะ รวมแล้วก็เป็นเงินมากถึงหนึ่งพันห้าร้อยอีแปะทีเดียว เพราะฉะนั้นแปดตำลึงที่เอามาจากหญิงชรานั้นคงไม่พอแน่


ความจริงนางน่าจะเอาเงินมาจากท่านย่าซุนให้เยอะกว่านี้หน่อยก็คงดี!


ถังฉือเย่คิดอย่างเสียดายขณะเปิดประตูเข้าไปภายในบ้านที่ยังไม่มีอาหารอะไรเลย นางจึงนำถั่วไปแลกกับบะหมี่ข้าวโพดเพื่อทำเค้กนึ่ง มองไปมองมาก็เห็นว่ายังเหลือเนื้อสัตว์อยู่อีกนิดหน่อยจึงลงมือทำอาหาร…อย่างน้อยวันนี้ก็ไม่ต้องเปลืองแรงคิดอะไรมาก 


หญิงสาวเหลือบมองไปที่เตาเห็นว่าฝาหม้อนั้นเปิดออกจึงสาวเท้าเข้าไปดู ในหม้อล้วนมีแต่ความว่างเปล่า ถังฉือเย่ขมวดคิ้วจังหวะนั้นเสี่ยวเหยาวิ่งเข้ามาพร้อมกับยื่นเค้กข้าวที่เหลืออยู่เพียงครึ่งมาให้ริมฝีปากจิ้มลิ้มนั้นเอื้อนเอ่ย 


“ท่านพี่ ข้าให้!”


ถังฉือเย่กวาดสายตาไปมองบนโต๊ะ จานเนื้อที่ควรจะเหลืออยู่นั้นมีแต่ความว่างเปล่า เค้กข้าวไม่เหลืออยู่แล้ว ทั้งที่ทำไว้ทั้งหมดเจ็ดก้อนซึ่งก็คงเพียงพอสำหรับคนในครอบครัว และอาจมีเหลือสำหรับมื้อเช้าในวันถัดไป หญิงสาวหันไปมองวังซื่อแล้วก็ต้องขมวดคิ้วอีกครั้งเมื่อเห็นนางเอนกายอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทางขี้เกียจเช่นเคย มีเพียงหางตาเท่านั้นที่ชำเลืองมองมาและมีบางอย่างที่ถังฉือเย่ไม่อาจอธิบายได้ ดูเหมือนจะมีทั้งความระอายใจและรำคาญ ที่เหมือนไม่ใช่การรำคาญจริงๆ 


ถังฉือเย่สงสัยจึงหันไปถามเสี่ยวเหยา “เมื่อครู่ใครมากัน?”


“ท่านลุงเจ้าค่ะ ท่านลุงมา” 


หญิงสาวผงะถามทันที “เขากินข้าวแล้วออกไปหรือ?”


เสี่ยวเหยาพยักหน้า​ตอบว่า “เจ้าค่ะ…เพิ่งจะออกไปเมื่อครู่นี้เอง” 


ถังฉือเย่ยังไม่ทันจะพูดอะไร วังซื่อก็ลุกขึ้นพลางกล่าวคำตำหนิ “พวกเรามีที่คุ้มกะลาหัวได้ก็เพราะท่านลุงเจ้าช่วยจัดการให้ ข้าวมื้อเดียวมันจะอะไรกันนักกันหนา”


“ข้าไม่ได้ว่าอะไร ข้าวแค่มื้อเดียวไม่เห็นจะเป็นอะไร เหตุใดต้องร้อนรนเยี่ยงนี้ด้วย?”


วังซื่อเงียบไปจนถังฉือเย่รู้สึกสงสัยจึงจ้องไปที่นางและกล่าวเสียงเรียบ “ข้าแค่ไม่เข้าใจว่าท่านลุงมาจากไหน ทำไมจู่ๆถึงมากินข้าวที่บ้านเรา บ้านที่มีแต่เด็กและหญิงหม้าย ท่านลุงเป็นคนมีการศึกษารู้ว่าอะไรควรไม่ควร ท่านคิดว่ามันไม่น่าสงสัยหรือ?” 


“ครอบครัวเดียวกันจะสงสัยอะไร!” ใบหน้าของวังซื่อแดงก่ำ นางกล่าวอย่างโกรธๆ “กินข้าวด้วยกันแล้วมันเป็นอย่างไร เขามาที่นี่ก็เพราะหวังดีจะมาเยี่ยมเยียน พอพูดจบเขาก็กลับไป เป็นเพราะข้าไม่สบายใจที่ติดหนี้น้ำใจเขาอยู่ จึงได้เชิญเขานั่ง!” 


ถังฉือเย่ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา นางเม้มริมฝีปากแน่น ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมนอกจากกินเค้กข้าวไปอย่างเงียบๆ ก่อนจะนำชามไปเก็บ 


หากจะพูดถึงการเดินทางข้ามเวลามาที่นี่แทบไม่มีสิ่งใดเลยที่ถังฉือเย่ทนไม่ได้นอกจากการไม่ได้อาบน้ำ และที่ทนไม่ได้ยิ่งไปกว่านั้นคือการเข้าห้องน้ำโดยไม่มีกระดาษชำระอย่างในยุคสมัยปัจจุบัน ต้องทนใช้พวกเศษใบไม้บ้าง เศษไม้ไผ่บ้าง ยังโชคดีอยู่หน่อยที่หมู่บ้านจวี้เป่าแห่งนี้มีใบไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าใบหมั่นโถว ใบของมันมีขนาดใหญ่เท่ากับพัด ทั้งเหนียวและนุ่มราวกับเปลือกข้าวโพด จึงสามารถทดแทนกระดาษชำระพอได้บ้าง มิเช่นนั้นถังฉือเย่คงคิดอยากจะฆ่าตัวตายวันละหลายรอบ ตอนนี้เหลือเพียงการอาบน้ำเท่านั้นที่ต้องได้รับแก้ไขให้เร็วที่สุด


ถังฉือเย่คิดพร้อมกับตักน้ำมาล้างมือล้างหน้ารวมทั้งเท้าทั้งสองข้างอย่างละเอียด ในหัวของนางนั้นกำลังคำนวณว่ามีสิ่งใดบ้างที่จำเป็นต้องรีบซื้อเข้ามา สิ่งไหนสามารถใช้ร่วมกับคนอื่นได้และสิ่งไหนไม่จำเป็นต้องซื้อ


หลังจากคิดคำนวณมาทั้งคืน เมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้าซึ่งสายกว่าเดิมไปนิดหน่อย เมื่อนางเดินออกมาจากห้องก็พบว่าบะหมี่ข้าวโพดกับเนื้อไม่เหลือแล้ว ถังฉือเย่จึงใช้ถั่วและผักป่าทำเป็นโจ๊กแบ่งกับเสี่ยวเหยาคนละถ้วย 


“วันนี้พี่จะขึ้นไปบนภูเขา ไปดูว่าพอจะมีอะไรที่สามารถกินได้บ้าง เจ้าอยู่บ้านก็ดูแลท่านแม่ดีๆนะ อย่ามัวแต่วิ่งเล่น ไม่ว่าคนในตระกูลถังจะทำอะไรก็ไม่ต้องส่งเสียงตอบ พวกเขาคงไม่มาสร้างปัญหาไปสักพักหนึ่ง”


เสี่ยวเหยาพยักหน้าเชื่อฟังทั้งที่ยังตักโจ๊กเข้าปากไม่หยุด พร้อมกันนั้นก็มีใครบางคนเคาะประตูก่อนจะเดินเข้ามาแล้วกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม 


“เย่เอ๋อร์ เหยาเอ๋อร์ ตื่นกันแล้วเหรอ?”


ถังฉือเย่ฝืนยิ้มและยืนขึ้นตามมารยาท ถามผู้มาเยือนเสียงเรียบๆว่า “ท่านลุงมาแล้วเหรอ?”



จบตอน

Comments