บทที่ 91 บุคลิกและอุปนิสัย
ด้วยความที่อากาศวันนี้ค่อนข้างร้อนยิ่งนัก คุณนายโจวและถังฉือเย่ที่ทำกับข้าวกันอยู่ทั้งวัน ดมกลิ่นน้ำมันมากเกินไปหน่อย นางจึงอยากกินอาหารที่ไม่มันและรสไม่จัดนัก จึงการนำอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ที่เหลือมาผัดอีกครั้ง ก่อนจะยกออกไปให้พวกเขากินกันก่อน
ถังฉือเย่ยังอยู่ที่ครัวเพื่อเตรียมที่จะทำหมี่เย็นด้วยการใส่น้ำมันหอม เกลือ น้ำตาล น้ำส้มสายชู และพริกไทยอย่างละนิดลงไปก่อน จากนั้นก็เทน้ำมันที่เคี่ยวจนเดือดแล้วตามลงไปเพื่อทำน้ำจิ้ม แล้วจึงเตรียมเต้าหู้ยี้ น้ำมันงา พริกไทยป่นมาทำเป็นเครื่องปรุง พร้อมกับหั่นอกไก่และแตงกวาให้เป็นเส้นทำเป็นเครื่องเคียง ท้ายสุดหันไปต้มเส้นบะหมี่ให้สุกเพียงเจ็ดส่วนเท่านั้นค่อยนำไปล้างด้วยน้ำบาดาลอีกครั้ง
ถังฉือเย่ยกออกมาด้วยน้ำที่เย็นแบบนี้ เครื่องปรุงวางไว้ตรงกลางพลางตักให้ทุกคนชิมถ้วยเล็กๆก่อน เมื่อลองชิมดูแล้วถังจวิ้นเชินก็ร้องทันที
“อร่อย…อร่อยมากเลย”
หลังจากนั้นทุกคนต่างก็พากันชื่นชมไม่ขาดปากแล้วกินกันอย่างรวดเร็วจนหมดเกลี้ยง ในขณะนั้น ยังคงมีแต่ฉีจิงที่สังเกตเห็นท่าทางของฉีหยาง
เด็กชายนั้นไม่ชอบกินไข่และผักทุกชนิด ทุกครั้งที่เห็นว่าถังฉือเย่ไม่ได้มองมา เขาจะคีบไข่เส้นกับผักออก จนถูกฉีจิงลดตะเกียบของเขาลง
ฉีหยางเหลือบมองพี่ชายด้วยสีหน้าที่นิ่งเรียบแวบหนึ่ง พี่ชายของเขาก็มองกลับไปด้วยสีหน้าที่นิ่งเรียบเช่นกัน แต่แล้วขณะที่ถังฉือเย่เงยหน้าขึ้นมานั้นเอง ฉีหยางก็รีบใช้ตะเกียบคีบแตงกวาอย่างรวดเร็วและวางลงในถ้วยอย่างเงียบๆ
หลังจากนั้นไม่นานหมี่เย็นในถ้วยก็หมดเกลี้ยงก่อนจะรินซุปถั่วเขียวมานั่งดื่มกันอย่างช้า ครั้งก่อนที่ถังฉือเย่เชิญช่างหินมาช่วยทำงาน นางได้สั่งให้เขาทำโต๊ะหินและม้านั่งหินซึ่งเป็นโต๊ะขนาดใหญ่ที่ฝั่งหนึ่งนั่งได้สองคนรวมทั้งหมดสี่ด้านก็นั่งได้ถึงแปดคนเลยทีเดียว ตรงกลางโต๊ะมีช่องเล็กๆ เพื่อไว้วางต้นไม้ที่ให้ร่มเงาได้ ม้านั่งที่วางอยู่ทั้งสี่ด้านนั้นตั้งอยู่ริมฝั่งภูเขาที่เย็นสบาย ทุกคนจึงไม่ต้องใช้พัด สามารถนั่งพูดคุยกันได้อย่างสบายๆ
นานชั่วอึดใจ คุณนายโจวจึงพูดขึ้นว่า “แล้วหลังจากนี้จะทำอย่างไร?”
“ในเมืองมีสำนักศึกษาอยู่ ได้ยินว่าไม่แพงมากนักเพียงแต่ไกลหน่อยก็เท่านั้น” เป็นถังฉือหรงที่ตอบ
“แบบนั้นมันไกลเกินไป กว่าจะถึงในเมืองได้ยินมาว่าต้องนั่งรถม้าถึงครึ่งวันเลย อย่างนั้นแล้ว แม้แต่วันหยุดก็คงกลับบ้านไม่ได้ ไปครั้งหนึ่งก็ต้องไปตั้งหลายเดือน”
“ใช่แล้ว” ท่านลุงสี่เสริมขึ้นอีกว่า “ไกลเกินไป หากเกิดอะไรขึ้นก็คงจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง”
“เมืองข้างๆก็มีสำนักศึกษาได้ยินว่าอยู่ในหมู่บ้านอะไรสักอย่าง”
“หมู่บ้านต้าเยว่มีสำนักศึกษาอยู่ แต่อย่าไปที่นั่นเลย ข้าได้ยินมาว่าที่สำนักนั้นมีแต่ชื่อของอาจารย์ ส่วนตัวอาจารย์เองกลับไปดื่มเหล้าไปทั่วไม่เคยเจอตัวที่สำนักศึกษาเลยทั้งวัน”
ฉีจิงที่นั่งฟังมาพักหนึ่งพูดขึ้นว่า “สำนักศึกษาในหมู่บ้านมีทั้งดีและไม่ดี หากเป็นเด็กเล็กๆที่เพิ่งเริ่มเรียนก็ยังพอได้ แต่ถ้าหากจะสอนพวกเจ้า บางที่แม้แต่คนที่ได้รับตำแหน่งซิ่วฉายสักคนก็ไม่มี กลัวเพียงแต่พวกเขาจะด้อยกว่าก็เท่านั้น”
“ไม่อย่างนั้นก็ลองไปที่สำนักศึกษาในเมืองดูก่อน พวกข้าก็ไม่ใช่เด็กแล้ว อย่างไรเสียก็ได้เล่าเรียนมาหลายปีจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้”
ถังจวิ้นเชินรู้สึกลังเลเล็กน้อยหันไปถามถังฉือหรงแล้วบอกว่า “ไปครั้งหนึ่งก็ตั้งหกเดือน ไม่เพียงแต่ที่บ้านจะไม่รู้สถานการณ์หรือเรื่องราวของเราแล้ว พวกเราเองก็ไม่รู้ความเป็นไปของที่บ้านด้วย แบบนี้จะให้วางใจได้อย่างไร?”
ถังฉือหรงมองดูถังฉือเย่ก็รู้สึกลังเลขึ้นมาเช่นกัน ถังจวิ้นเชินพูดต่อ “ถึงอย่างไรเสียก็แค่ตำราเรียน ‘คำสอน ประวัติศาสตร์ บทกวี และการใช้คำ’ พวกเราเรียนที่บ้านก็เหมือนกันนั่นแหละ ท่องจำตำราให้หมด และก็ท่องส่วนที่เป็นคำอธิบายแค่นี้ก็ได้แล้ว”
“แต่ที่สำนักศึกษานั้นมีที่เก็บตำราอยู่มากมาย บทความที่บันทึกเรื่องในประวัติศาสตร์ แบบนี้เจ้าจะเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างไร” ฉีจิงเถียง “อาจารย์ก็ยังจะสอนทักษะต่างๆในการสอบวัดระดับ การประเมินนิสัยอารมณ์ของผู้คุมสอบอีกหลายๆอย่าง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีลู่ทางเส้นสาย ของพวกนี้อ่านให้ตายอย่างไรก็ไม่สามารถได้มันมา การที่อดทนเล่าเรียนมาอย่างยากลำบากแล้วได้เป็นซิ่วฉายนั้นถือว่าเป็นจุดสูงสุด เจ้าจะมาพลาดด้วยเรื่องง่ายๆเช่นนี้ได้อย่างไรกัน”
“หากเป็นตามที่เจ้าพูด” ถังจวิ้นเชินสงสัย “พวกเราทุกคนไม่ต้องไปประจบผู้มีอำนาจหมดหรือ?”
ฉีจิงมองดูเงียบๆ และไม่ได้ตอบอะไร จนถังฉือเย่พับแขนเสื้อขึ้นตอบแทนเขาว่า
“อะไรคือการประจบ ท่านพี่เข้าใจคำว่าประจบผู้มีอำนาจผิดไปหรือไม่ ที่ท่านเรียนหนังสือไม่ใช่เพราะการสอบวัดระดับหรอกหรือ บทกวีอันล้ำค่าของคนรุ่นก่อนที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ เปรียบเหมือนเป็นอาจารย์ ประสบการณ์ความสำเร็จที่มีค่ามากมาย สิ่งเหล่านี้ท่านพี่คิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรเลยหรือ?”
“ไม่ใช่อย่างนั้น แน่นอนว่ามันมีค่า” ถังจวิ้นเชินบ่นพึมพำ “ข้าแค่พูดถึงภายภาคหน้า ข้าเพียงรู้สึกว่าหากการเรียนมาแล้วไม่สามารถออกความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาได้ ในทางกลับกันยังจะต้องมาคาดเดาความคิดของผู้คุมสอบ แล้วเพียงแค่เขียนบทความประจบเสียหน่อย แบบนั้นแล้วอะไรคืออุปนิสัยและความคิดของนักเรียนกันล่ะ?”
ถังฉือเย่จ้องมองอีกฝ่าย ถ้าหากคำพูดนี้เป็นถังฉือหรงที่พูดออกมา นางก็คงจะไม่แปลกใจเท่าไหร่ แต่คิดไม่ถึงว่าถังจวิ้นเชินกลับมีความคิดที่ก้าวหน้าเป็นคนพูดเสียเอง
“ประจบ…บุคลิกอุปนิสัย…ท่านพี่กำลังล้อข้าเล่นอยู่หรือไม่ ข้าขอถามท่านพี่หน่อย ท่านพี่ไปเป็นแขกที่บ้านคนอื่น การที่มอบของให้ก็เป็นการที่จะทำให้ผู้อื่นมาชอบเราไม่ใช่หรือ?”
ถังจวิ้นเชินเถียงเสียงแผ่ว “มันจะเหมือนกันได้อย่างไร?”
“แล้วมันไม่เหมือนกันอย่างไร เรียนหนังสือเพื่อสอบวัดระดับ ท้ายที่สุดก็เพื่อที่จะเลื่อนขั้นให้ชีวิตและครอบครัวดีขึ้นรวมทั้งช่วยให้ประเทศดำรงอยู่อย่างสงบสุขที่ข้าพูดถูกหรือไม่?”
“ใช่” ถังจวิ้นเชินพูดด้วยสีหน้าปกติ
“ถ้าอย่างนั้น ข้าขอถามท่านหน่อย แล้วเหตุใดถึงมีคนที่มีความรู้และชื่อเสียงกันเต็มบ้านเต็มเมืองเช่นนี้ แต่เมื่อเจออุปสรรคและพยายามอยู่หลายครั้งกลับล้มเหลวทุกครั้งไป พวกพี่ก็คงจะบอกว่าเรื่องแบบนี้เป็นเพราะโอกาสที่ไม่เหมาะสมหรือโชคไม่ดีอย่างแน่นอน แต่อะไรคือโอกาสและโชคที่ไม่ดีเล่า เขียนบทกวีได้ไม่ดี เขียนผิด ทุจริตข้อสอบ นั่นไม่ใช่เป็นโอกาสหรือโชคที่ไม่ดี แบบนั้นเรียกว่ายังมีความสามารถไม่พอ ทั้งๆที่รู้ว่าผู้คุมสอบนั้นเป็นพวกที่ชอบความเปลี่ยนแปลงในทันที แต่กลับเขียนเรื่องอนุรักษ์ไว้ ทั้งๆที่รู้ว่าผู้คุมสอบชอบความตระการตา แต่กลับเขียนแค่ธรรมดาธรรมดา ง่ายๆ พยายามเอารสชาติที่เขาไม่ชอบให้เขากิน แบบนี้ก็ไม่ได้เรียกว่าโอกาสหรือโชคไม่ดี แบบนี้เรียกทำตัวเอง สมควรแล้วที่จะไม่ประสบความสำเร็จ!”
ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินเงียบกริบถึงกับเป็นใบ้พูดอะไรไม่ออก หญิงสาวยังพูดต่ออีกว่า “พวกพี่เคยได้ยินประโยคที่ว่า ‘โชคชะตาเป็นข้ออ้างสำหรับผู้อ่อนแอ และโชคเป็นคำพูดที่ถ่อมตนสำหรับผู้แข็งแกร่ง’ หรือไม่ ท่านพี่ไปคาดหวังกับโชคชะตาเช่นนี้ แล้วมันจะไปต่างอะไรกับการรอให้บุญหล่นทับ ดังนั้นสิ่งที่พวกท่านควรจะทำมากที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงตนเองและขวนขวาย นอกจากจะเล่าเรียนอย่างยากลำบากแล้ว ข้าคิดว่าควรที่จะศึกษารสนิยมความชอบของผู้คุมสอบและศึกษาทิศทางความเป็นไปของราชสำนักด้วย นี่เป็นสิ่งที่จำเป็น และต้องทำอย่างยิ่ง มันไม่ใช่การประจบ!”
“แต่ว่า…”
ถังฉือเย่ยกมือขึ้นห้ามเมื่อเห็นถังจวิ้นเชินทำท่าจะพูด นางชิงเอ่ยก่อน “พวกพี่ไม่คิดบ้างหรือว่าการสอบวัดระดับก็เป็นอีกเส้นทางหนึ่ง เมื่อเข้ามาในลู่ทางนี้แล้ว ก็อาจจะต้องก้าวทีละขั้นจนถึงจุดสูงสุด ผู้คุมสอบก็เป็นคนที่จะเอาผู้เข้าสอบแนะนำให้ผู้อื่น ถ้าเขาเองไม่ชอบและรู้สึกว่าพี่เขียนได้ไม่ดี แล้วเหตุใดเขาจะต้องเหนื่อยเพื่อเอาพี่ไปแนะนำให้ขุนนางผู้อื่นด้วยเล่า หรือว่าท่านพี่เป็นลูกชายที่พลัดพรากจากกันไปหลายปีของเขากระนั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินหัวเราะออกมาพร้อมกัน ฉีจิงเองก็ยิ้มมุมปากพลางยกถ้วยขึ้นมาปกปิดเอาไว้ เสียงของเด็กคนนี้ทั้งนุ่มนวลอ่อนหวานและน่าดึงดูด แต่เมื่อพูดแล้วกลับคล่องแคล่ว ตรงไปตรงมา ไม่ติดขัดแม้แต่น้อย เมื่อฟังคำที่นางพูดก็รู้สึกโล่งสบายใจแถมยังสะใจอย่างสุดๆ เพียงแต่ ถังจวิ้นเชินยังคงดื้อและไม่ชอบแพ้อยู่เล็กน้อยจึงเถียงค้างๆคูๆไปว่า
“หากเป็นอย่างที่เจ้าพูด อุปนิสัยและบุคลิกก็เป็นสิ่งไร้ประโยชน์อย่างนั้นหรือ?”
“บุคลิกและอุปนิสัยเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ท่านพี่ก็ต้องแยกให้ชัดเจนว่าอะไรคือบุคลิกและอุปนิสัย” ถังฉือเย่วางถ้วยลงพลางอธิบายอย่างใจเย็น
“สองกองทัพกำลังเผชิญหน้ากันและมีคนถูกจับไปเป็นเชลย เขายอมตายเสียดีกว่าที่จะบอกความลับของกองทัพตนเอง นี่คือบุคลิกและอุปนิสัย การที่ไปประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่ได้มองว่าประเทศตัวเองนั้นด้อยกว่าและปกป้องแผ่นดินของประเทศตนเอง นี่ก็คือบุคลิกและอุปนิสัยเช่นกัน ยังไม่ได้รู้จักตัวอักษรทุกตัวก็คิดว่าตัวเองนั้นมีความรู้เกินกว่าใคร ไม่สนใจว่าผู้อื่นต้องการดูอะไร และตัวเองก็คิดจะเขียนในสิ่งที่ตนอยากจะเขียน นี่สิที่เรียกว่าโง่!”
ตอนนั้นเองที่มีคนหัวเราะขึ้นเบาๆ ฉีจิงกวาดสายตาไปทางซ้าย แต่คนอื่นกลับไม่ได้สังเกตเห็น
บทที่ 92 เสียงหัวเราะข้ามกำแพง
“คนที่คิดว่าตัวเองมีความสามารถจริงๆ ควรรู้ว่าไม่ว่าผู้คุมสอบจะชอบแบบไหนเขาก็สามารถเขียนบทความที่ตรงกับใจผู้คุมสอบได้ ยึดหลักการเริ่มก่อน เมื่อลงสนามก็ต้องทำให้ถึงที่สุด เช่นนั้นจึงจะเป็นคนที่มีความสามารถ เป็นคนที่เก่งจริงๆ”
ถังจวิ้นเชินนิ่งอึ้ง เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง พลางกล่าว “เย่เอ๋อร์ เจ้าเป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่งที่ไม่เคยเรียนหนังสือ เหตุใดจึงสามารถพูดอย่างมีหลักการได้เช่นนี้?”
“ข้าคิดได้เอง การที่เข้าใจโลก เข้าใจความเป็นไป สิ่งเหล่านี้ล้วนคือความรู้ และคุณธรรม ประสบการณ์ต่างๆในชีวิตก็คือหนังสือเล่มหนึ่ง” หญิงสาวพูดอย่างไม่สะทกสะท้านพลางหันมองทุกคนด้วยสายตาซึ่งฉายชัดถึงความจริงใจ และเป็นถังฉือหรงที่ถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ
“เย่เย่…คำพูดนี้เจ้าไปได้ยินมาจากที่ไหน มันสมเหตุสมผลมากทีเดียว”
“ข้าลืมไปแล้วล่ะเจ้าค่ะท่านพี่ ดูเหมือนว่าจะได้ยินมาจากใครสักคน” หญิงสาวพูดพลางเหลือบมองฉีจิงอย่างไม่มีความมั่นใจนัก เมื่อเห็นชายหนุ่มยังคงนิ่งเงียบ นางจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ความจริงแล้ว ข้าคิดว่าพวกท่านกำลังพูดในสิ่งเปล่าประโยชน์ที่ไม่มีทางเกิดขึ้น แม้ว่าต่อไปในอนาคตจะได้รับราชการเป็นขุนนาง อาจจะต้องโดนเจ้านายสั่งให้ทำอะไรไม่ดีบ้างก็ได้”
“ใครว่ากันล่ะ” ถังจวิ้นเชินเถียง จนถังฉือเย่ต้องพูดอีกว่า
“สมมุติว่าตอนนี้มีผู้คุมสอบที่รักประชาชนดั่งลูกตัวเอง ชอบแนวคิดความเป็นธรรม และให้พวกเจ้าทำในสิ่งที่ชอบ เขียนบทความตามความเป็นจริง ชี้ข้อผิดพลาดความชั่วร้ายในสังคมปัจจุบันพวกเจ้าจะเขียนอย่างไร?”
ถังฉือหรงครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะยิ้มแล้วตอบว่า “เมื่อได้ยินเจ้ากล่าวเช่นนี้ ข้าก็รู้สึกว่าตัวเองไร้ประโยชน์จริงๆ”
“อ่านหนังสือเป็นพันเล่ม ก็ไม่เท่าประสบการณ์ที่ได้รับ”
ชายหนุ่มก้มหน้าพลางคิดอย่างรอบคอบ เมื่อคุณนายโจวและท่านลุงสี่ได้ฟังทั้งสามคนเถียงกัน ก็ไม่กล้าพูดแทรก จนกระทั่งเงียบเสียงลง คุณนายโจวจึงหันมาพูดกับฉีจิงและถังฉือเย่ว่า
“กับพวกเขาจะไปพูดอะไรได้เล่า?”
“รักษาโรคต้องใช้ยาที่เหมาะสมกับโรค” ฉีจิงพูด “กับคนก็เช่นเดียวกัน พวกเขาทั้งสองคนควรทำความคุ้นเคยกับสังคมให้มาก เพราะเดิมทีก็เกิดมายากจน ข้อดีก็คือเข้าใจประชาชน หากแม้แต่พื้นฐานครอบครัวยังไม่มั่นคง แล้วจะไปสู้กับคนในตระกูลสูงศักดิ์ได้อย่างไร?”
ชายหนุ่มตระกูลฉีหยุดไปครู่ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อยพลางเบือนหน้ามาทางถังฉือเย่ “สำหรับอาเย่ ยังคงต้องอ่านหนังสือให้มากขึ้น เรียนรู้จากหนังสือ”
“ข้าอ่านแล้ว หนังสือที่ข้าซื้อให้ท่านพี่นั้น ข้าอ่านมันทั้งหมดแล้ว”
“ในเมื่ออ่านแล้วก็เลิกหยิบพวกนวนิยายมาอ่านได้แล้ว ไหนลองไปถามอาหยางสิว่าตัวอักษรนี้อ่านว่าอะไร?”
ถังฉือเย่ตวัดสายตาค้อนให้ฉีจิงไปทีหนึ่ง ปล่อยให้ถังฉือหรงกับถังจวิ้นเชินต่างก็พากันหัวเราะขำอย่างมีความสุข
“รอข้ามีเงินเมื่อไหร่ ข้าจะจ้างคนมาเขียนสมุดบันทึกให้ข้าโดยเฉพาะ จะได้ไม่ต้องเขียนเป็นภาษาสุภาพแบบนั้น เอาแบบที่แค่อ่านแล้วทุกคนสามารถเข้าใจได้ง่ายๆก็พอแล้ว”
ได้ยินดังนั้นถังจวิ้นเชินจึงขยับตัวเล็กน้อยพลางถามนางว่า “ไม่ทราบว่าเขียนหนังสือเล่มหนึ่งราคาเท่าไหร่?”
“เริ่มต้นที่ห้าตำลึง หากเขียนดีจะมีรางวัลให้อีกต่างหาก!” ถังฉือเย่ตบโต๊ะอย่างภาคภูมิใจ
“แม่นางใจดีเกินไปแล้ว” ถังจวิ้นเชินแกล้งพูดพลางลุกจากเก้าอี้พลางคารวะ “พรุ่งนี้ข้าน้อยจะเขียนสักแปดเล่มสิบเล่ม แม่นางน้อยโปรดให้รางวัลข้าเยอะๆด้วยนะขอรับ”
ทุกคนต่างพากันหัวเราะเสียงดัง ก่อนที่จะได้ยินใครบางคนซึ่งยืนอยู่ด้านข้างพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “ข้าเองก็อยากจะลองดูเหมือนกัน ไม่ทราบว่าแม่นางจะอนุญาตหรือไม่?”
“ใครพูดน่ะ?” ถังฉือเย่หันขวับ ทุกคนต่างมองหน้ากัน ชายคนนั้นจึงกระแอมหนึ่งครั้งพลางกล่าวต่อว่า
“ขออภัยด้วย ข้าไม่สมควรฟัง เพียงแต่พวกท่านพูดคุยกันสนุกสนาน ข้าบังเอิญได้ยินมาหลายประโยค”
ฉีจิงยิ้มเย็นชา ก่อนจะได้พูดอะไรถังฉือหรงก็ยืนขึ้นชิงตัดหน้าก่อน “ไม่เป็นไร เป็นพวกเราเองที่รบกวนความสงบของท่าน ขออภัยท่านมีนามว่า?”
“ข้าสกุลสวี่”
“ที่แท้ก็เป็นคุณชายตระกูลสวี่ ข้าน้อยสกุลถัง ชื่อฉือหรง วันนี้เป็นเวลาสายมากแล้ว พรุ่งนี้ข้าน้อยจะไปทักทายแต่เช้า ไม่ทราบว่าได้หรือไม่?”
“แน่นอน…ย่อมได้”
เมื่อเห็นพี่ชายกำลังพูดโต้ตอบกันผ่านกำแพง ถังฉือเย่รู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาครามครัน นางอยากรู้ว่าชายผู้นั้นเป็นคนแบบไหนกันแน่ จึงตั้งท่าจะย้ายเก้าอี้ แต่แล้วฉีจิงกลับสาวเท้าเดินเข้ามา พลางดึงไปที่ริมกำแพงพร้อมกับบอกว่า
“กระโดด”
“กระโดดเลยหรือ?” หญิงสาวถามอย่างกล้าๆกลัวๆ ก่อนจะถูกฉีจิงจับมือยกขึ้น นางจึงกระโดดขึ้นตามสัญชาตญาณ จากนั้นชายหนุ่มก็เหยียดเท้าออกไปและกระโดดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มือของเขาก็ยกนางขึ้นมาวางไว้บนไหล่อย่างง่ายดาย
เมื่อถังฉือเย่ได้สติ นางก็ได้ยืนอยู่บนไหล่ของเขาแล้ว จึงทำได้เพียงรีบเกาะแผ่นหลังแข็งแกร่งแน่น ภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องสว่างอยู่กลางผืนฟ้า สายตาของนางมองเห็นชายผู้หนึ่งสวมเสื้อป่านสีขาว กำลังชูมือขึ้นลงอยู่ใจกลางสวน เมื่อมองไปที่ดวงตาของเขา ช่างดูสดใส ดูสง่างาม และสอดคล้องกับภาพนักปราชญ์สมัยโบราณที่จินตนาการเอาไว้มิผิดเพี้ยน
เขายิ้มพลางโบกมือให้ “ข้าเสียมารยาทแล้ว”
ถังฉือเย่โบกมือทักทายในลักษณะเดียวกันพลางว่า “กล่าวเกินไปแล้ว เราเป็นเพื่อนบ้านกันมานาน ยังไม่เคยได้พบเจอกันเลย!”
“ข้ามักจะได้ยินเสียงหัวเราะข้ามกำแพงมาเสมอ ก็ถือเป็นการทำความรู้จักกันแล้ว”
จากนั้นทั้งสองคนก็พูดจาตอบโต้กันอีกหลายประโยคผ่านกำแพง ฉีจิงยังยืนอย่างมั่นคงอยู่ตลอด กระทั่งเวลาสมควร นางจึงบอกลา พลางก้มมองฉีจิงแล้วพูดสั้นๆ
“กระโดด!” ไม่ทันขาดคำถังฉือเย่ก็กระโดดลงมา ชายหนุ่มรีบเหยียดเท้าออกไปเพื่อรับ จากนั้นก็กระโดดพานางลงมาถึงพื้น นางร้องพลางคว้าแขนเขาเอาไว้ด้วยความตกใจ!
ในค่ำคืนนั้นถังจวิ้นเชิน คุณนายโจวรวมทั้งชายหนุ่มตระกูลฉีตกลงที่จะนอนในบ้านหินของถังฉือเย่ กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้นจึงได้ยินเสียงถังจวิ้นเชินร้องอยากกินบะหมี่กั้วสุ่ย เพียงแต่อากาศยามเช้าที่หนาวอย่างนี้ใครจะอยากกินบะหมี่กั้วสุ่ยกัน ถังฉือเย่จึงทำบะหมี่จ้าเจี้ยงแทน
การทำบะหมี่ชนิดนี้ขั้นตอนแรกต้องนำเนื้อมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆใส่น้ำมันลงในกระทะ ก่อนจะใส่เนื้อลงไปผัดจนเป็นสีเหลืองทอง แล้วยกขึ้นมา เหลือทิ้งน้ำมันที่ก้นไว้ จากนั้นจึงตั้งน้ำมันอีกครั้ง ใส่ขิงสับ หอมแดง ผัดจนหอม จากนั้นใส่โต้วป้านเจี้ยงและซอสหวานอัตราส่วนประมาณสามต่อหนึ่ง เติมน้ำเล็กน้อยก็จะออกมาเป็นซุปมีรสชาติเข้มข้น
ทันทีที่ได้กลิ่นหอมโชยมาค่อยใส่เนื้อหั่นสี่เหลี่ยมเต๋าผัดในซอส แล้วผัดจนสุกก็ถือว่าใช้ได้แล้ว จากนั้นใส่ต้นหอมซอย แตงกวาหั่นฝอย รวมทั้งถั่วงอกร้อนๆ แล้วค่อยยกไปพร้อมกันเพื่อทำบะหมี่
ก่อนที่ถังฉือเย่จะยกออกไป นางก็เห็นถังจวิ้นเชินที่รออยู่ที่หน้าประตูก่อนแล้ว “หอมมาก! เย่เอ๋อร์ นี่คืออะไรหรือ?”
หญิงสาวยิ้มนิดหนึ่งตรงมุมปาก ตอบเสียงดังว่า “บะหมี่จ้าเจี้ยงปักกิ่งโบราณ!”
“บะหมี่อะไรนะ?” ถังจวิ้นเชินทำหน้างง “ทำไมข้าไม่เคยได้ยิน”
ความจริงแล้ว ว่ากันว่าบะหมี่จ้าเจี้ยงปักกิ่งโบราณนั้นถูกคิดค้นขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิงซึ่งห่างจากยุคสมัยนี้หลายร้อยปี แต่พูดหรืออธิบายอะไรไปบุตรชายท่านลุงสี่ผู้นี้ก็คงไม่รู้ ถังฉือเย่จึงบอกเพียงว่า
“ข้าคิดมันขึ้นมาเองตอนว่างๆน่ะ พวกเจ้าลองชิมดูว่าอร่อยไหม?”
พลันนั้นเองที่นางได้ยินเสียงมาจากบ้านข้าง เป็นเสียงเหมือนคนกำลังพลิกหนังสือ ถังฉือเย่จึงเดินไปเคาะกำแพงเบาๆ
“เพื่อนบ้าน มาทานอาหารด้วยกันไหม?”
“ขอบคุณมากสำหรับคำเชิญ เช่นนั้นข้าน้อยก็ขอรบกวนแล้ว” อีกฝ่ายตอบรับอย่างรวดเร็ว
บทที่ 93 บัณฑิตปริศนา
ความจริงถังฉือเย่เองไม่ได้เป็นคนชอบรับแขกอะไรเท่าไหร่นัก เพียงแต่นึกว่าถึงอย่างไรก็ต้องเป็นเพื่อนบ้านกันไปอีกนาน สร้างมิตรกันไว้ย่อมดีกว่าเป็นศัตรู อีกอย่างบะหมี่ที่นางทำนั้นก็ไม่ได้มีราคาแพงหรือทำยากแต่อย่างใด
ธรรมดาที่พวกบัณฑิตมักมีปัญหามาก หากวันนี้ถังฉือหรงไปเยี่ยมบ้านด้วยมารยาทเช่นนั้น ความสัมพันธ์ของพวกเขาในอนาคต หลายครั้งก็อาจจะต้องวางมาดใส่กันเป็นแน่ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถังฉือเย่ต้องการเลยสักนิด นางคิดมาตลอดว่าคนในครอบครัวทานอาหารด้วยกัน คุยเล่นกันอย่างสนุกสนานต่างหากที่เป็นเรื่องที่ดี แต่หากมีแขกผู้ชายที่ไม่สนิทมาร่วมวงด้วย ผู้หญิงก็ไม่สามารถนั่งร่วมโต๊ะด้วยได้ เพราะมันเป็นเรื่องน่าอึดอัดมาก ด้วยเหตุนี้หญิงสาวจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรแทน
หลังจากนั้นไม่นานนัก เมื่ออีกฝ่ายก็เดินเข้ามา ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินต่างลุกขึ้นทำความเคารพ พลางแนะนำตัว อีกฝ่ายยิ้มพลางกล่าว “ข้าสกุลสวี่ นามเวิ่นชู่”
ทันใดนั้นถังจวิ้นเชินก็ส่งเสียงดังออกมา ทำเอาถังฉือเย่ตกใจจนทำชามหล่นลงบนโต๊ะ ก่อนที่บุตรชายท่านลุงสี่จะรีบพุ่งเข้าไปคว้าแขนของเขาเอาไว้ พลางกล่าวเสียงดัง “สวี่ซื่อหยวน! สวี่ซื่อหยวน! ท่านคือสวี่ซื่อหยวนใช่หรือไม่?”
“ใช่…ข้านี่แหละสวี่ซื่อหยวน”
ถังจวิ้นเชินกอดเขาพลางกระโดดไปมา “ข้าได้รู้จักกับท่านสวี่ซื่อหยวนแล้วจริงๆหรือเนี่ย”
“หากเจ้ายังคงตะโกนอยู่อีก เจ้าก็จะกลายเป็นคนที่สวี่ซื่อหยวนจะปฏิเสธตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอ” ถังฉือเย่กล่าวอย่างใจเย็น
ถังจวิ้นเชินจึงเก็บสีหน้าท่าทาง และถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว พลางกล่าวขอโทษ “ขออภัย ข้าดีใจเกินไปหน่อยเลยเสียมารยาท”
หลังจากนั้นเจ้าของบ้านสาวจึงเอ่ยปากเชิญทุกคนนั่งลงเพื่อทานข้าวพร้อมกัน ไม่นานนักก็หันมาถามถังจวิ้นเชินด้วยความสงสัย “สวี่ซื่อหยวนผู้นี้คือใครงั้นหรือ?”
“ขั้นที่สามเจ้าเคยได้ยินไหม?” ถังจวิ้นเชินไม่ทานอาหารอีกต่อไป พูดอย่างตื่นเต้น เรื่องนี้ถังฉือเย่รู้อยู่แล้ว ว่ากันว่าการสอบจอหงวนนั้นมีสามระดับเล็กซึ่งหมายถึงผู้ที่สอบได้ลำดับหนึ่งในรอบอำเภอ มณฑล และทางการ จะถูกเรียกว่าอ้านโส่ว ส่วนผู้ที่สอบได้ที่หนึ่งในรอบเขตการปกครองชนบท รอบทั่วไป และรอบพระราชวัง จะเรียกว่าจอหงวน ซึ่งไม่จำเป็นต้องพูด ถังจวิ้นเชินก็อธิบายเสร็จสรรพ
ถังฉือเย่จึงถามแทน “เช่นนั้นที่เจ้าเรียกเขาว่าสวี่ซื่อหยวน ก็เพราะว่าเขาสอบได้อันดับต้นๆในรอบเขตปกครองชนบทหรือ?”
สวี่เวิ่นชู่พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “แค่โชคดีเท่านั้น อีกอย่างเจ้าก็เรียกข้าว่าสวี่เวิ่นชู่เถอะ”
“น้องสาวของข้าเสียมารยาท ท่านสวี่อย่าได้ถือสาเลย” เป็นถังฉือหรงที่แทรกขึ้น สีหน้าท่าทางแสดงชัดถึงความเกรงอกเกรงใจ
สวี่เวิ่นชู่ยิ้มเล็กน้อยพูดอย่างไม่ถือสา “แม่นางผู้นี้เฉลียวฉลาด และจริงใจต่อผู้อื่นมาก แม้ว่าจะเป็นครั้งแรกที่พบกัน แต่ก็สัมผัสได้ ท่านอย่าได้พูดอะไรเช่นนี้เลย”
ถังฉือหรงทำอะไรไม่ถูก จึงเงียบลงไม่ได้พูดอะไรอีก ปล่อยให้น้องสาวถามแทน “เช่นนั้นเหตุใดท่านจึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
“หลังจากสอบรอบเขตปกครองชนบท ข้าก็เกิดอาการบาดเจ็บโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงไม่ได้สอบต่อ หลายปีมานี้ คอยพักฟื้นรักษาตัวอยู่ตลอดที่นี่”
ถังฉือเย่ส่งเสียงรับคำเบาๆ ไม่ได้ถามอะไรต่อ นางหันกลับไปเรียกให้เด็กน้อยทั้งสองไปล้างหน้าล้างตาก่อนจะมาทานอาหารที่โต๊ะพร้อมกัน แล้วครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่ทำบะหมี่จ้าเจี้ยงแบบดั้งเดิม แต่กลับไม่ได้ยินคำชมใดๆ หญิงสาวรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย จึงหันไปถามถังจวิ้นเชินว่า
“พี่ชาย?”
“หืม?”
“เป็นเพราะข้าทำอาหารไม่อร่อยหรือ ท่านถึงได้เอาแต่มองท่านสวี่โดยไม่ทานสักคำ?”
“คือข้า…” ถังจวิ้นเชินอึกอัก
“น่าจะเป็นเพราะท่านสวี่ดูสง่างาม เช่นนั้นท่านก็กินเขาแทนเถอะ บะหมี่อะไรไม่ต้องกินมันแล้ว” นางว่าอย่างงอนๆ พลางก้าวเท้าตั้งใจจะเข้าไปคว้าชามตรงหน้า แต่ถังจวิ้นเชินก็มือไวรีบคว้าไว้แน่นด้วยมือทั้งสอง
“ข้าผิดไปแล้วเย่เอ๋อร์ ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว บะหมี่จ้าเจี้ยงวันนี้อร่อยมากๆเลยล่ะ เย่เอ๋อร์ช่างมีฝีมือเสียจริง เทพแห่งการทำอาหาร ได้โปรดให้ข้ากินเถอะนะ!”
หญิงสาวหัวเราะขำ แต่ก็ยอมปล่อยมือ ก่อนที่หางตาจะเหลือบมองสวี่เวิ่นชู่ นางเห็นบัณฑิตหนุ่มกำลังเติมชามที่สามอย่างเอร็ดอร่อย
เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังถูกมองชายหนุ่มจึงบอกกับแม่ครัวสาวอย่างทึ่งๆ “อาหารชนิดนี้รสชาติอร่อยจริงๆ ไม่ทราบว่ามันเรียกว่าอะไรหรือ ข้าไม่เคยกินมาก่อนเลย”
“บะหมี่จ้าเจี้ยง”
“บะหมี่จ้าเจี้ยง?” สวี่เวิ่นชู่เลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย ก่อนจะได้ซักไซ้อะไรเพิ่มเติมฉีจิงกับท่านลุงสี่ก็เดินเข้ามา ก่อนจะชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าบ้านของถังฉือเย่นั้นมีแขกคนใหม่ซึ่งเป็นบัณฑิตผู้เป็นเพื่อนบ้านคนนั้นนั่นเอง
ฉีจิงขมวดคิ้วพร้อมกับถังฉือเย่ที่ร้องเรียก “ท่านลุงสี่ ฉีจิง รีบมาทานอาหารสิ!”
ชายหนุ่มตระกูลฉีรวมทั้งท่านลุงสี่พยักหน้าทักทายกับสวี่เวิ่นชู่ก่อนจะนั่งลงทานอาหาร ถังฉือเย่และคุณนายโจวก็นั่งทานพร้อมกัน พอได้ลิ้มรสทุกคนต่างก็เอ่ยปากชมไม่ขาดปาก แม้แต่ฉีจิงก็ยังชมว่า
“บะหมี่ของเจ้านี่อร่อยมากๆเลย”
ถังฉือหรงพยักหน้าเห็นด้วย พลางเหลือบมองสวี่เวิ่นชู่แวบหนึ่ง แล้วถามว่า “เรื่องที่เย่เอ๋อร์พูดเมื่อคืนนั้น ท่านว่ามันเป็นไปได้หรือไม่?”
“ข้าคิดว่ามันมีเหตุผลอยู่ไม่น้อย” สวี่เวิ่นชู่กล่าว “ในเมื่อต้องการเข้าใจความเป็นอยู่ของประชาชน การสังเกตเรียนรู้หากไม่ลึกซึ้งหรือฉาบฉวยก็คงไม่ได้มีประโยชน์อันใด เมื่อวานข้าได้ให้คนจัดเตรียมเสื้อผ้าไว้แล้ว เมื่อถึงตอนนั้นค่อยว่ากันว่าจะสามารถอยู่กับพวกเขาได้ไหม…พ่อหนุ่มฉี ไม่ทราบว่าสะดวกไหม?”
“ข้าอย่างไรก็ได้” ฉีจิงเอ่ยเสียงเรียบเฉย
ถังฉือเย่ประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเข้าใจว่าสี่อาชีพในสมัยโบราณคือผู้มีการศึกษา เกษตรกร คนงานและค้าขายนั้นอาชีพคนงานถูกจัดไว้หลังเกษตรกรด้วยซ้ำ เดิมทีนางคิดไว้ว่า หากพวกเขาสามารถไปคุยกับพวกเขาได้ก็ไม่เลวแล้ว คาดไม่ถึงว่าสวี่เวิ่นชู่จะไปช่วยงาน นางกล้าพนันเลยว่ามีบัณฑิตในยุคโบราณไม่กี่คนที่ทำได้ถึงขนาดนี้!
ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินเองก็ต่างตกใจไม่แพ้กัน ทั้งสองจ้องมองชายหนุ่มไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี ปล่อยให้ถังฉือเย่กล่าวคำยกย่อง
“เพียงแค่มองก็รู้แล้วว่าท่านสวี่เป็นคนที่ยอดเยี่ยมและฉลาดหลักแหลมคนหนึ่ง แม้ว่าเราจะเพิ่งคุ้นเคยกัน แต่ข้าก็ยังต้องบอกว่า ความคิดความอ่านนั้นไม่ธรรมดาเลย”
ถังจวิ้นเชินกระแอมนิดหนึ่งก่อนจะพูดเสียงอ้อมแอ้ม “แต่พวกข้าทำไม่เป็นนี่นา”
“ใครเกิดมาแล้วทำเป็นเลยบ้างเล่า!” ถังฉือเย่กล่าว “หากต้องการเข้าใจคนผู้หนึ่ง ทางที่ดีที่สุดคือการเดินเข้าไปหา ไม่ใช่การยืนมองอยู่ข้างนอก ยืนอย่างมั่นคงดีกว่าการไขว่คว้าที่สิ่งเกินตัว ขั้นบันไดถูกสร้างขึ้นมาทีละขั้น ความเป็นจริงในปัจจุบันคือพื้นฐานความต้องการของอนาคต ท่านเข้าใจหรือไม่ท่านพี่”
ถังจวิ้นเชินพยักหน้า ส่วนฉีจิงมีสีหน้าเรียบเฉย เขากินบะหมี่ในชามเงียบๆ แล้วตอนนั้นเองที่ถังฉือเย่จึงเรียกเขา
“อาฉี ข้ายืมเสื้อผ้าของเจ้าสองชุดให้พวกท่านพี่ใช้ ไว้คราวหน้าข้าจะซื้อคืนให้ใหม่”
ชายหนุ่มค้อมศีรษะลงเล็กน้อย “ตามใจเจ้าเถอะ”
และด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้ทั้งถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินไปช่วยงาน ทำเอาคนในหมู่บ้านตกใจอ้าปากค้าง แม้ว่าคุณนายโจยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงต้องมาทำงานก่อสร้างเช่นนี้ แต่เพราะเชื่อในตัวของถังฉือเย่มาก อีกทั้งถังจวิ้นเชิน ผู้เป็นบุตรชายได้เล่าให้นางฟังว่าสวี่เวิ่นชู่มีความสามารถมาก แถมยังมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว นางจึงไม่ได้เอ่ยปากทักท้วงอะไร
จากนั้นเวลาผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งวัน คนทั่วทั้งหมู่บ้านก็รู้เรื่องที่ถังฉือจิ้นขโมยเงินไม่สำเร็จ อีกทั้งยังถูกถังฉือเย่ทำให้อับอาย ดังนั้นเขาจึงโกรธและต้องการแก้แค้น จึงสร้างเรื่องโกหกใส่ร้ายจนทำให้ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินต้องถูกขับไล่ออกมาจากสำนักศึกษากันทุกคน
ชาวบ้านจวี้เป่าต่างนึกสงสัยว่าเพราะเหตุใดถังฉือจิ้นและถังหย่งหมิงถึงได้ซื้อตัวเจ้าของสำนักศึกษาไว้สำเร็จ แถมยังสามารถขับไล่ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินออกมาจนพวกเขาต้องมาทำงานแบกอิฐก่อสร้างเช่นนี้ ซึ่งในความรู้สึกสงสัยนั้นยังแฝงไปด้วยความสงสาร จนทำเอาหลายคนที่ได้ฟังต่างน้ำตาไหลด้วยความเวทนา!
บทที่ 94 ยอมตกต่ำมาแบกอิฐแบกปูน
ข่าวคราวการถูกไล่ออกของถังฉือหรงกับถังจวิ้นเชินจากสำนักศึกษาแพร่ไปถึงบ้านตระกูลถังอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะถูกบิดเบือนหรือขาดหายไปบางส่วนก็ตาม จนแม้แต่ถังฉือจิ้นที่กลับมาบ้านในวันหยุดนั้นพอได้ยินเข้าก็แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“นี่พวกเขาตกต่ำถึงขนาดต้องไปทำงานก่อสร้างบ้านเชียวหรือ?”
“ถูกต้อง!” ท่านย่าซุนหัวเราะเสียงดัง “มีคนเห็นพวกมันแล้วด้วย สมน้ำหน้าเหลือเกินไอ้เด็กจองหองพองขนพวกนั้น ทีนี้แหละจะได้รู้สำนึกเสียบ้าง”
ถังฉือจิ้นหัวเราะหึๆในลำคอ คิดไม่ถึงว่าถังฉือหรงจะยอมลดตัวไปทำงานเป็นช่างก่อสร้าง เสียแรงที่ท่านอาจารย์บอกว่าเขานั้นเป็นคนมีความสามารถ แถมยังทะเยอทะยาน คิดไม่ถึงว่าจะตกต่ำไปถึงขั้นแบกอิฐแบกปูนแบบนี้!
เด็กหนุ่มรู้สึกมีความสุขจนล้นอก ความจริงแล้วในตอนนั้นเขารู้ว่าถังฉือเย่มีคดีติดตัวอยู่จึงรีบไปบอกถังหย่งหลี่ให้รับทราบ พอเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบก็รู้สึกใจฝ่อเล็กน้อย แต่เขาไม่อยากที่จะยอมแพ้ในความหวังที่จะได้แก้แค้นครั้งนี้
คราวก่อนเรื่องของถังหย่งหมิงนั้นทำให้ถังฉือจิ้นรู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก ดังนั้นเมื่อทราบข่าวเรื่องราวคดีความของถังฉือเย่แล้ว เขาจึงตัดสินใจวางแผนไปแจ้งให้เจ้าของสำนักศึกษารับรู้ ผลปรากฏว่าเขากลับถูกไล่ออกมา มิหนำซ้ำยังคิดไม่ถึงว่าจะมีเพื่อนร่วมห้องหลายคนไปโต้เถียงกับท่านผู้ดูแล
ในตอนนั้นเขาเห็นถังฉือหรงยืนกอดอกอมยิ้มอยู่ พลางพูดเกลี้ยกล่อมคนพวกนั้นด้วยท่าทางดูสุขุมและใจกว้าง ไม่ได้ดูเหมือนกำลังตกที่นั่งลำบากเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับเหมือนเป็นวีรบุรุษคนหนึ่งเลยทีเดียว!
ถังฉือจิ้นมองด้วยความสงสัย เพราะไม่รู้ว่าถังฉือหรงมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ยิ่งพอมองเข้าไปในตาของเขาแล้วก็เหมือนมีกระดูกที่ติดคออยู่ โดยเฉพาะหลังจากนั้นเมื่อรู้ว่าถังฉือเย่ไม่ได้รับโทษเพราะช่วยลูกสาวของท่านเจ้าเมืองเอาไว้ ถังฉือจิ้นก็รู้สึกกลัวมาก เพราะวันหนึ่งหากถังฉือหรงนั้นพลิกกลับมาได้อาจจะกลับมาแก้แค้นแล้วไล่เขาออกจากสำนักศึกษาก็เป็นได้!
เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเมื่อกลับมาเยี่ยมบ้านรอบนี้จะได้ยินข่าวดีแบบนี้ เพราะฉะนั้นในใจของ ถังฉือจิ้นจึงมีความกล้าหาญเกิดขึ้นมาในทันที เขาพูดด้วยความฮึกเหิมว่า
“ท่านย่า ข้าอยากไปดู”
“ดูอะไร?” ท่านย่าซุนถามกลับ “หลานรัก ที่นั่นมันสกปรกฝุ่นลอยคละคลุ้งไปหมด ไม่ใช่สถานที่ซึ่งคนเล่าเรียนหนังสืออย่างเจ้าควรจะไปเลยสักนิด กลับมาก็คงจะมีแต่ฝุ่นเลอะเต็มตัว”
“ไม่ๆ ข้าอยากไปดู”
“เอาอย่างนั้นรึ?”
“อยากไปเห็นกับตาตัวเอง ท่านย่าพาข้าไปนะขอรับ”
เมื่อท่านย่าซุนไม่สามารถห้ามปรามหลานชายได้สำเร็จ ท้ายสุดจึงต้องพาถังฉือจิ้นไปดูจนได้ และในเมื่อมาแล้ว หญิงชราก็คิดว่าจะต้องเข้าไปดูเสียหน่อยว่าตัวเองจะหยิบฉวยอะไรกลับไปได้บ้างอย่างไข่เป็ดหรือไข่ไก่ ดังนั้นนางจึงมุ่งหน้าไปที่ห้องครัวก่อนเป็นอย่างแรก
ส่วนถังฉือจิ้นที่กำลังตื่นเต้นอยู่นั้นพยายามสอดส่ายสายตามองหา ไม่นานนักก็เห็นถังฉือหรงและถังจวิ้นเชิน ทั้งสองสวมชุดสีดำแขนสั้น สวมหมวก กำลังผสมปูนอยู่ ดูท่าทางแล้วก็ดูชำนาญเป็นอย่างมาก แถมยังมีชายหนุ่มที่โตกว่าอยู่ข้างๆ กำลังใช้มีดมาแซะผิวอิฐด้วยท่าทางที่งุ่มง่าม สีหน้าดูสนอกสนใจเป็นอย่างมาก
เด็กหนุ่มรู้สึกสะใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนจนแทบเก็บอาการไว้ไม่อยู่ เด็กหนุ่มจัดชุดตัวเองให้เรียบร้อยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะอมยิ้มแล้วเดินเข้าไป พอเห็นก็แสร้งทำเป็นตกใจพูดว่า
“พี่หรง พี่เชิน คิดไม่ถึงเลยว่าจะเจอพวกเจ้าที่นี่”
ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินทำงานไปพลางพูดคุยไปหันขวับมองไปที่ถังฉือจิ้นไปพร้อมกัน แล้วก็เป็นบุตรชายของท่านลุงสี่ที่หัวเราะออกมาอย่างเย็นชา พูดขึ้นว่า
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้า ไอ้คนขี้ขลาดต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง”
“ข้าก็แค่อยากมาดูว่าอะไรที่เรียกว่าปัญญาชนที่ตกอับ” ถังฉือจิ้นพูดกลั้วหัวเราะ ถังฉือหรงสูดลมหายใจเข้าช้าๆ สีหน้าเรียบเฉยขณะพูดอย่างเย็นชา
“เมื่อเห็นแล้ว เจ้าก็ไปได้แล้วสิ?”
“ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ พวกเจ้าก็พอรู้ตัวหนังสืออยู่บ้าง ถึงแม้จะไปช่วยคัดลอกหนังสือ เขียนจดหมายก็ยังมีงานเยอะแยะไป เหตุใดถึงลดตัวลงมาตกต่ำเลือกทำงานที่ไม่มีศักดิ์ศรีอย่างงานก่อสร้างเช่นนี้ไม่กลัวที่จะทำให้เหล่าบัณฑิตทั้งหลายเสียหน้าเอาเสียเลย!”
ถังฉือจิ้นยังคงพล่ามไม่รู้จบ จนคนงานที่ทำงานอยู่ข้างๆ ซึ่งฟังอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกรำคาญอยู่ไม่น้อย ความจริงแม้ว่าพวกของถังฉือหรงทั้งสามคนจะขอมาทำงานได้สี่ถึงห้าวันแล้ว แม้ยังไม่สามารถทำงานหนักได้ แถมยังไม่ได้ชำนาญนัก แต่พวกเขากลับตั้งอกตั้งใจทำงานเป็นอย่างมาก และที่สำคัญคือปฏิบัติกับพวกคนงานคนอื่นอย่างอ่อนโยนและเป็นมิตร ไม่เคยถือตนว่าเป็นบัณฑิตที่ผ่านการเล่าเรียน ด้วยเหตุนี้บรรดาคนงานจึงอดไม่ได้ที่จะชื่นชมอยู่ในใจ
แล้วตอนนั้นเองที่ถังฉือเย่หัวเราะมาแต่ไกลพลางพูดขึ้นว่า “หมาบ้านไหนไม่ล่ามเอาไว้ให้ดี วิ่งมาทางนี้แล้วเห่าไม่หยุดเสียที ข้ารำคาญเหลือทน”
ถังฉือจิ้นเปลี่ยนสีหน้าในทันทีพร้อมกับเสียงหัวเราะของทุกคนในที่นั้น คนงานผู้หนึ่งพูดขึ้นมาว่า “ใช่แล้ว ใช่แล้ว รีบมาจูงกลับไปเสียที รำคาญจะตายอยู่แล้ว”
“ไม่อย่างนั้นก็ฆ่าแล้วเอามาทำเนื้อหมาตุ๋น หมาที่มันชอบหาเรื่องแบบนี้เลี้ยงไปก็เปลืองอาหารเปล่าๆ”
“พวกแก…ไอ้คนชั้นต่ำพูดจาไร้สาระ ไม่รู้จักกฎเกณฑ์แบบแผน!” ถังฉือจิ้นพูดขึ้นอย่างโมโห
“กฎเกณฑ์แบบแผน…เจ้ายังรู้ด้วยหรือว่าอะไรคือกฎเกณฑ์หรือแบบแผน?” หญิงสาวหัวเราะ “หากเจ้าเป็นคนที่มีความสามารถจริงแล้วจะทำท่าทางที่สูงส่งกว่าคนอื่นข้าก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่ความจริงแล้วเจ้ากลับเป็นคนที่ไม่มีอะไรเลยแท้ๆ เพียงแค่รู้ตัวหนังสือไม่กี่ตัว ก็อดใจไม่ได้ที่จะวิ่งมาโอ้อวดต่อหน้าพวกข้า เจ้ามีสิทธิ์อะไร หรือถือสิทธิ์การสั่งสอนแบบผิดๆของบ้านเจ้าที่ทำกันมาเป็นสิบปี หรือว่าถือสิทธิ์ที่เจ้านั้นอยู่ไปโดยเปลืองข้าวเปลืองเงินมาเป็นสิบปีกระนั้นหรือ?”
ทุกคนก็ส่งเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง ถังฉือจิ้นโมโหมากถลกแขนเสื้อขึ้นพูดปากคอสั่น “เจ้ามันก็แค่ผู้หญิงปัญญาอ่อน เนรคุณเท่านั้น เห็นแก่ตัวและเลี้ยงดูยาก”
“ได้ฟังคำที่เจ้าพูดแล้วข้าก็รู้เลยว่าเจ้าไม่ได้อ่านหนังสืออย่างเข้าใจ ความหมายของขงจื้อมีเพียงผู้หญิงที่เห็นแก่ตัวและไม่มีคุณธรรมเท่านั้นที่เลี้ยงดูยาก ข้านั้นทั้งเก่งและมีคุณธรรมไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้น…อย่างแน่นอน” พูดเสร็จถังฉือเย่ก็หันไปพูดว่า “ใช่หรือไม่ท่านสวี่?”
สวี่เวิ่นชู่กลั้นขำ “สาวน้อยถัง…เจ้าพูดถูก”
ถังฉือจิ้นที่ไม่รู้จักจึงเยาะเย้ยเขาไปว่า “ไม่รู้ว่าช่างก่อสร้างที่หยาบช้าแบบนี้มาจากไหน ยังจะกล้ามาอ้างถึงอาจารย์อีก ใครให้สิทธิ์นั้นกับเจ้า มาพูดพล่ามไร้สาระตรงนี้ ดูถูกผู้มีความรู้”
ถังจวิ้นเชินทำท่าฮึดฮัดอยากจะพูดอะไรสักหน่อย แต่กลับถูกถังฉือเย่ดึงกลับมา…ความจริงที่ถูกเปิดเผยเร็วเกินไปก็ไม่สนุกน่ะสิ ให้เขามารู้ทีหลังว่าตัวเองด่าใครไป แบบนี้จะสนุกมากกว่าเป็นไหนๆ ด้วยเหตุนี้หญิงสาวจึงหัวเราะออกมาเบาๆ พลางหันมองทุกคนแล้วพูดว่า
“ทุกท่าน พวกเรามาร่วมมือกัน ไล่หมาตัวนี้ออกไปดีกว่า!”
สิ้นเสียงทุกคนก็ลุกฮือขึ้นพร้อมกับส่งเสียงขับไล่ออกมาทันที ถังฉือจิ้นคิดไม่ถึงว่านางจะกล้าลงมือแบบนี้ ตั้งแต่แยกครอบครัวกันเรียบร้อยแล้ว หากนางจะตบตีเขาจริงๆ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่กล้าที่จะอยู่นานได้แต่สะบัดหน้าหนีแล้วเดินจากไป
หญิงสาวส่ายหัวช้าๆ ความจริงแล้วเขาแค่ต้องการขู่เท่านั้น เมื่อเห็นว่าถังฉือจิ้นตกใจจนวิ่งหนีไปแล้ว นางก็ถอนหายใจออกมา “ท่านสวี่ ท่านพี่ พวกท่านลองบอกมาหน่อยสิว่าเรียนหนังสือแล้วมีประโยชน์อะไรกันแน่”
ทุกคนต่างก็อึ้งกับคำถามของนาง ถังฉือเย่จึงกล่าวต่อ “ซูฉินสามารถใช้คำพูดของเขาจนได้รับตราประทับจากหกอาณาจักรมาได้ แต่พวกท่านมีอยู่ตั้งหลายปากแต่กลับไล่ไอ้เจ้าหมูโง่นั่นไปไม่ได้ ได้ยินมาว่าคนที่อยู่ในราชสำนักส่วนกลางสามารถด่าได้สามวันสามคืน แต่พวกท่านเพียงคำด่าง่ายๆก็ยังด่าไม่เป็น” หญิงสาวใช้หางตาเหลือบมองพวกเขาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะสะบัดหน้าหนีแล้วเดินจากไป ทิ้งให้ชายหนุ่มผู้อยู่เบื้องหลังได้แต่ยืนนิ่งราวกับเป็นรูปปั้น!
หลังจากนั้นเวลาไปอีกไม่กี่วัน แม้ว่าบ้านของฉีจิงนั้นยังไม่เรียบร้อย แต่เมื่อร้านเหล้าได้สร้างเสร็จแล้วนั้น ถังฉือเย่ก็ได้ส่งจดหมายไปเชิญท่านเจ้าเมืองหลินตามที่ตกลงกันไว้…ผ่านไปสองสามวัน ท่านเจ้าเมืองหลินก็ได้พาภรรยาและลูกสาวมาหาที่บ้านหิน ด้วยความที่ท่านเจ้าเมืองหลินสวมใส่ชุดธรรมดาชาวบ้าน จึงไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร เพียงแต่มีรถม้าในขบวนมาถึงสามคัน รวมทั้งมีคนขับรถม้า และสาวใช้จำนวนหนึ่ง แค่นี้ทุกคนก็รู้แล้วว่าเขาต้องไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
บทที่ 95 ท่านเจ้าเมืองมาเยือน
ถังฉือหรงในฐานะที่เป็นเจ้าบ้านรีบออกไปรอต้อนรับพร้อมกับได้เชื้อเชิญท่านหัวหน้าตระกูลกับหลี่เจิงมาด้วย เดิมทีตั้งใจจะเชิญสวี่เวิ่นชู่มาด้วย แต่เขาปฏิเสธ
พวกเขาออกไปยืนรอต้อนรับท่านเจ้าเมืองหลินด้วยท่าทางที่กล้าๆกลัวๆ ท่านเจ้าเมืองจึงยิ้มน้อยๆ บนใบหน้าพลางพูดขึ้นอย่างเป็นกันเอง “ทุกคนไม่ต้องมากพิธีไปหรอก ที่ข้ามาไม่ได้มาทำงานราชการอะไร เพียงแค่มาเพื่อมิตรภาพส่วนตัวเท่านั้น หากทำให้ดูโอ่อ่าเกินไป รังแต่จะทำให้ข้ารู้สึกอึดอัดเสียมากกว่า”
ท่านเจ้าเมืองสาวเท้าเดินเข้าไปในบ้าน ก่อนจะหันมาหัวเราะเบาๆ “แม่สาวน้อยถังนั้นทั้งหน้าตาสวยงามและมีจิตใจเมตตา เรียกได้ว่าเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่ง อีกทั้งยังมีบุญคุณกับลูกสาวของข้าอีก อย่าว่าแต่ลูกสาวและฮูหยินของข้าเลย แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังรู้สึกว่านางอายุยังน้อยแต่กลับมีความรู้และประสบการณ์ที่มากมาย หลังจากนี้พวกเราต้องไปมาหาสู่กันบ่อยๆเสียแล้ว เพราะฉะนั้นครั้งต่อไปพวกเจ้าก็ไม่ต้องทำอะไรเอิกเกริกจนทำให้ใครแตกตื่นอีก ไม่เช่นนั้นก็จะทำให้ความตั้งใจเดิมของข้าหายไป”
ท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงเพียงแต่หัวเราะออกมา เพราะคำพูดของเจ้าเมืองหลินนี้มีความหมายแฝงอยู่มากมาย อย่างแรกคือเป็นการสนับสนุนถังฉือเย่ ซ้ำยังออกปากแทนนางด้วย ในเมื่อท่านเจ้าเมืองยังบอกเองว่านางนั้นเป็นผู้มีหน้าตาที่สวยงาม มีจิตใจที่มีเมตตา แล้วอย่างนี้จะมีใครในหมู่บ้านกล้าพูดว่านางไม่ดีอีกเล่า
นอกจากนี้ก็ยังแสดงให้เห็นว่าทั้งครอบครัวของเขานั้นต้องตาถังฉือเย่เป็นอย่างมาก หลังจากนี้ยังเตรียมที่จะไปมาหาสู่กับตระกูลถังบ่อยๆ เพียงแต่พวกเขานั้นไม่ต้องมาแล้วจะได้ไม่ทำให้เรื่องมันยุ่งยาก
ท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงนั้นเข้าใจในสิ่งที่ท่านเจ้าเมืองพูดในทันที ตลอดทางที่เดินเข้าไปนั้น ท่านเจ้าเมืองหลินไม่ได้พูดคุยอะไรกับพวกเขาอีกเลย เพียงแต่หันไปพูดกับถังฉือหรงเท่านั้น
เมื่อได้ยินว่าเขาลาออกจากสำนักศึกษายังถามอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับเน้นย้ำว่า หากต้องการความช่วยเหลืออะไรก็ให้มาที่จวนได้ทุกเวลา!
สำหรับถังฉือหรงนั้นในตอนแรกเขาเองก็อดที่จะรู้สึกเกร็งเล็กน้อยไม่ได้ ใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าที่จะผ่อนคลายลง ท่านเจ้าเมืองหลินยังทดสอบความรู้ของเขาอยู่สองสามประโยค กระทั่งในตอนท้ายท่านเจ้าเมืองได้หัวเราะแล้วบอกว่า
“เจ้าทุ่มเทในการเรียนจริงๆ เห็นได้ชัดว่าเจ้าต้องใช้เวลาและความขยันถึงจะได้มันมา แต่ว่าการเรียนนั้นต้องได้รับจากอาจารย์ที่ดี เพราะฉะนั้นเจ้าควรหาอาจารย์ที่เก่งๆมาสอนถึงจะได้ผลดีกว่านี้”
ถังฉือหรงขอบคุณเขาอย่างระมัดระวัง ท่านเจ้าเมืองหลินจึงกล่าวต่อ “แต่วิธีการสอนของสำนักศึกษานั่นความจริงแล้วก็ไม่เหมาะสักเท่าไหร่ กลับทำให้เจ้าเสียเวลาไปอีก”
ชายหนุ่มรีบพูดว่ามิกล้าอยู่หลายครั้งพลอยทำให้ท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงก็ทำได้เพียงยืนเป็นตัวประกอบอย่างเงียบๆ พร้อมกันนั้นก็ยังได้ยินเสียงหัวเราะดังออกมาเป็นระยะๆ จากห้องรองทางทิศตะวันตก แสดงให้เห็นว่าพวกผู้หญิงที่อยู่ทางฝั่งนั้นก็พูดคุยกันได้อย่างสนุกสนานอยู่เช่นกัน
เหตุการณ์ในวันนี้นั้นสำหรับคนในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้แล้วถือว่าเป็นเรื่องใหญ่โตเอามากๆ วังซื่อเองก็แต่งตัวอย่างสวยงามและออกไปร่วมวงด้วยตนเอง
นางนั้นโอ้อวดว่าตนเองเคยพบปะกับขุนนางมาก่อน ต้องวางตัวดีมีมารยาท ไม่มีใครกล้าที่จะไปแข่งกับนาง เพียงแต่ฮูหยินของท่านเจ้าเมืองหลิน หยางซื่อนั้น ตั้งแต่ต้นจนจบก็คุยกับแค่ถังฉือเย่เท่านั้น ถึงแม้วังซื่อจะพยายามเข้าไปพูดแทรก แต่ทุกคนก็ไม่มีใครพูดหรือสนใจนางเลยสักนิด!
วังซื่อรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ดวงตาเริ่มแดง ทั้งที่ทำตัวเรียบร้อยวางตัวเหมาะสม แต่อีกฝ่ายกลับไม่ให้เกียรตินางเลย ถังฉือเย่ต้องไปพูดอะไรแน่นอน นางถึงได้เป็นเหมือนตัวน่ารังเกียจเช่นนี้!
วังซื่อได้แต่คิดแค้นใจ ปล่อยให้ทั้งสามคนหัวเราะพลางพูดคุยกันไปอยู่พักใหญ่อย่างสนุกสนานก่อนที่หลินเฉี่ยวเชี่ยนจะตะโกนออกมาว่าอยากขึ้นไปบนภูเขา ถังฉือเย่ไม่มีทางเลือกจึงต้องพานางไปอย่างเสียมิได้!
หลังจากที่ทั้งสองคนไปแล้วนั้น หยางซื่อก็หยุดพูดลง และค่อยๆดื่มชาอย่างช้าๆ เมื่อดื่มได้ครึ่งแก้วนางก็เงยหน้ามองวังซื่อแวบหนึ่ง
วันนี้วังซื่อสวมชุดชาววังแต้มจุดสีเหลืองตรงระหว่างคิ้ว ริมฝีปากแดง รูปร่างท่าทางดูอ้อนแอ้นมาก ในตอนนี้นางกัดริมฝีปากและบีบผ้าไว้แน่นพลางเบือนหน้าไปทางอื่น สีหน้านั้นราวกับกำลังบีบน้ำตาอยู่ หยางซื่อนั้นได้แต่นึกยิ้มเยาะอยู่ในใจ
เดิมทีนางเองก็ไม่ค่อยอยากจะเข้าไปยุ่งเรื่องครอบครัวคนอื่นเท่าใดนัก แต่อย่างไรเสียนางก็เป็นถึง ฮูหยินของท่านเจ้าเมือง จึงอดไม่ได้ที่จะถามไปว่า
“แม่หญิงวัง เจ้าเป็นอะไรไปน่ะ?”
วังซื่อรีบหันหน้ากลับมาทันที นางฝืนยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “ไม่มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ”
“ไม่มีอะไร และน้ำตาของเจ้านั่นคืออะไรกันเล่า หากไม่รู้ก็คงคิดว่าไม่ต้อนรับพวกข้าเสียแล้ว?” หยางซื่อยิ้มอย่างเย็นชาพลางดื่มน้ำชา จนสาวใช้ของนางหัวเราะออกมาเบาๆ
วังซื่อรีบปฏิเสธทันที สาวใช้พูดต่อว่า “ไม่ว่าเจ้าจะต้อนรับหรือไม่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคใดๆ เดิมทีพวกข้าก็ไม่ได้ที่จะมาหาเจ้าอยู่แล้ว พวกข้าตั้งใจจะมาหาสาวน้อยตระกูลถัง ถังฉือเย่ต่างหาก”
สาวใช้อีกคนรีบพูดขึ้นว่า “อย่าพูดไปเลย แม่นางวังผู้นี้ เป็นแม่ของสาวน้อยตระกูลถังนะ”
“แม่?” ทำหน้าเหลอหลา “สาวน้อยถังยังมีแม่ด้วยรึ แต่ข้าได้ยินมาว่าตอนที่สาวน้อยนั้นอยู่ที่ที่ว่าการอำเภอคนเดียวไม่มีใครคอยช่วยเหลือ ปล่อยให้นางโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ในตอนนั้น หากแม่ของนางรู้เข้าก็คงทุกข์ใจเป็นอย่างมากคงจะวิ่งมาปกป้องลูกสาวของตัวเองอย่างไม่คิดชีวิตน่ะสิ!”
“เจ้าพูดผิดแล้ว” สาวใช้อีกคนกล่าวขึ้น “ข้าได้ยินท่านทหารที่เฝ้าที่นั่นบอกว่า ตอนนั้นมีคนจำหนึ่งวิ่งเข้ามาช่วยนาง แม่ของนางเองไม่ได้ไปด้วยซ้ำ มิหนำซ้ำยังอ้างเรื่องชื่อเสียงศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิงอีก และด้วยความที่คนในหมู่บ้านเป็นคนซื่อๆ จึงมองแผนของนางไม่ออกน่ะสิ”
“นั่นก็เพราะไม่อยากไปไม่ใช่หรือ ยังจะแถไปเรื่องอื่นให้ใหญ่โต ทำท่าทำทางพูดจาให้ดูน่ากลัว กลับทำให้ข้านึกถึงประโยค ประโยคหนึ่ง ปากก็พูดแต่เรื่องมีคุณธรรมมีเมตตา แต่จริงๆข้างในนั้นเน่าเฟะเหลือเกิน!”
วังซื่อได้ยินคำสนทนาของสาวรับใช้ชัดเจนทุกถ้อยคำ สีหน้าสีตาจึงดูอึดอัดจนแทบจะกลายเป็นสีเขียวอยู่รอมร่อ นางนั้นตัวสั่นเทา น้ำตาไหล ท่าทางดูเปราะบางเป็นอย่างมาก ราวกับว่าทุกๆคำพูดนั้นสามารถทำให้นางเจ็บปวดจนแทบไม่มีเสียงร้อง แต่จริงๆแล้วนางก็กลับนั่งอยู่อย่างนั้น แม้แต่จะพูดแก้ตัวก็ไม่กล้า
หยางซื่อพูดตำหนิเบาๆไม่จริงจังนัก “พวกเจ้านี่…หยุดพูดเหลวไหลได้แล้ว!”
สาวรับใช้คุกเข่าลงด้วยรอยยิ้มที่เยาะเย้ย “ข้าทำให้นายหญิงโกรธ ข้าไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อนจึงได้พูดเหลวไหลไป ต้องขออภัยด้วยเจ้าค่ะ”
หยางซื่อพยักหน้ารับก่อนจะหันมาพูดกับวังซื่อ “แม่หญิงวัง ข้าขอพูดอะไรอีกสักหน่อย ถึงแม้ตอนนี้เจ้ายังหน้าตาสะสวยอยู่ แต่ต่อไปก็ต้องแก่เฒ่าลงตามกาลเวลา และก็ยังต้องให้ลูกๆเลี้ยงดู การที่จะเป็นแม่คนก็ต้องเอาใจใส่ลูกของตนเองบ้างไม่ใช่สนใจแค่ตนเองอย่างเดียว”
วังซื่อนิ่งเงียบไม่กล้าเถียงหรือโต้แย้งอันใด ซึ่งเวลาเดียวกันนั้นเองในขณะนั้นบ้านข้างๆ กำลังก่อสร้างกันอยู่ มีคนงานทำงานอยู่เยอะแยะจึงไม่สะดวกที่จะเดินเข้าไป
ถังฉือเย่จึงพาหลินเฉี่ยวเชี่ยนเดินอ้อมไปด้านหลังแทน เดินขึ้นภูเขามาได้ไม่นาน หลินเฉี่ยวเชี่ยนก็เหนื่อยจนแทบจะไม่ไหว ทั้งสองคนจึงหัวเราะคิกคักก่อนพากันเดินกลับมา
เมื่อกลับมาแล้วก็รู้สึกว่าบรรยากาศในห้องมันแปลกไป แต่ถังฉือเย่ก็ทำเป็นว่าไม่รู้ไม่ชี้ และยังคงพูดคุยกับหยางซื่อตามเดิม
หลังจากนั้นอีกสองชั่วยามก็ถึงเวลารับประทานอาหาร ด้วยความที่วันนี้ถังฉือเย่ต้องคอยรับแขก ดังนั้นคนที่ทำอาหารก็จะเป็นคนในครอบครัวของท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงที่ช่วยกันทำ รอจนทั้งสองฝ่ายกินข้าวกันเสร็จแล้ว ท่านเจ้าเมืองหลินจึงขอตัวกลับ ถังฉือเย่รีบถือกระดาษและพู่กันเข้ามา นางยิ้มและพูดขึ้นว่า
“ท่านเจ้าเมืองหลิน ร้านเหล้าของพวกข้ากำลังจะเปิดกิจการ ข้าขอให้ท่านช่วยเขียนอะไรสักหน่อย ข้าจะเอาไปทำเป็นป้ายร้านได้หรือไม่เจ้าคะ?”
ท่านเจ้าเมืองหลินมองนางด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มและยินดี “เหตุใดถึงให้ข้าเขียนล่ะ?”
“จริงๆแล้ว เดิมทีข้าไม่รู้หรอกเจ้าค่ะว่าท่านเจ้าเมืองเขียนพู่กันได้อย่างสวยงามขนาดไหน ข้าแค่เพียงขอให้ท่านหญิงหยางซื่อแนะนำให้เท่านั้น ซึ่งท่านหญิงก็แนะนำท่าน และบอกว่าอย่าได้เกรงใจ ข้าเลยถามว่าหากท่านเจ้าเมืองหลินไม่เขียนให้ข้าจะทำอย่างไร ท่านหญิงจึงบอกว่าให้ข้าไปหากระดาษกับพู่กันมาเตรียมไว้”
แล้วตอนนั้นเองที่ท่านเจ้าเมืองหลินหยุดหัวเราะเหลือเพียงรอยยิ้มน้อยๆตรงมุมปาก พร้อมกับยื่นมือไปรับการกระดาษและพู่กันมาถือไว้ ถังฉือหรงรีบไปฝนน้ำหมึก
“ได้ยินมานานแล้วว่าร้านเหล้านี้เจ้าก็มีส่วนในนี้ด้วย แต่ยังไม่ได้ถามอย่างละเอียด ร้านเหล้านี้เป็นแบบไหน หมักเหล้าอะไรงั้นหรือ?”
“เหล้าฟู่โช่วเจ้าค่ะ” ถังฉือเย่ยิ้ม “โรงเหล้าซื่อฟางในเมืองนั้นขายเหล้า และก็เป็นเหล้าที่หมักจากร้านของเรา เย่เอ๋อร์ยังเก็บเหล้าคลายร้อนให้ท่านสองไหด้วยนะเจ้าคะ รอให้เหล้าชนิดใหม่ออกมาก่อน ข้าก็จะส่งไปให้ท่านชิมเจ้าค่ะ!”
“เหล้าฟู่โช่วเป็นของพวกเจ้าเองหรือ?” ท่านเจ้าเมืองหลินพูดขึ้นอย่างตกใจ เมื่อเห็นถังฉือเย่พยักหน้าเล็กน้อย จึงหันหน้ามาบรรเลงพู่กันลงบนกระดาษอย่างชำนาญ
จบตอน
Comments
Post a Comment