บทที่ 96 ใต้ต้นไม้ใหญ่จะเย็นสบาย
ถังฉือเย่ทำสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะแอบไปดึงตัวหลินเฉี่ยวเชี่ยนมาซักถามสิ่งที่ค้างคาในใจ ซึ่งบุตรสาวท่านเจ้าเมืองนั้นเป็นสตรีที่ไร้เดียงสามาก นางถามเพียงไม่กี่คำก็ได้รับคำตอบ “หลังจากที่ท่านแม่ของข้ามาเปิดกิจการร้านอาหารแห่งหนึ่ง เดิมทีกิจการก็เป็นไปได้ด้วยดี คาดไม่ถึงเลยว่าหลังจากที่โรงเหล้าซื่อฟางมีเหล้าฟู่โซ่ว กิจการก็ถูกบีบจนไปต่อไม่ไหว”
“ร้านอาหารอะไรหรือ?”
“เดิมทีชื่อว่าร้านปาเจิน ต่อมาหลังจากที่เปิดแล้ว ก็ได้เปลี่ยนเป็นร้านอาหารซานหยวน”
ถังฉือเย่พยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้ “เมื่อเหล้าของพวกเราส่งไปขายในเมือง ก็ได้สัญญากับทางโรงเหล้าซื่อฟางแล้วว่าจะขายเหล้าให้เขาเพียงผู้เดียว ดังนั้น…พวกข้าต้องขออภัยด้วย”
“ไม่เป็นไรหรอก ข้าเข้าใจ” หลินเฉี่ยวเชี่ยนกล่าว “ไม่มีใครรู้ว่าท่านแม่ของข้าเปิดร้านอาหารซานหยวนนั่น กิจการนี้เป็นเพียงทรัพย์สินเดิมของท่านแม่”
หลังจากที่ส่งท่านเจ้าเมืองหลินกับครอบครัวแล้ว ในหัวของถังฉือเย่ก็กำลังคิดถึงปัญหานี้อย่างหนัก สาเหตุที่นางขายเหล้าฟู่โซ่วให้กับโรงเหล้าซื่อฟางนั้น ไม่เพียงแต่เพราะได้ลงนามในสัญญากันไว้เท่านั้น แต่เป็นเพราะหญิงสาวรู้ดีว่าในช่วงที่เหล้ากำลังเปิดตัวในเมืองเช่นนี้ กิจการที่ผูกขาดเจ้าเดียวนั้น การใช้วิธีเล่นกับความต้องการของผู้ซื้อเช่นนี้จึงจะสามารถสร้างชื่อเสียงได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วที่สุด เพียงแต่ตอนนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปจากเดิม เพราะทางฝั่งของท่านเจ้าเมืองหลินนั้นจะเป็นสิ่งที่ถังฉือเย่ทำเป็นเพิกเฉยไม่ได้!
เคยมีคำกล่าวว่าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่จะเย็นสบาย ซึ่งเมื่อมองดูในตอนนี้แล้วนั้น ท่านขุนนางหลินผู้นั้นก็คงไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ใหญ่ หากคนธรรมดาอย่างนางมีต้นไม้ใหญ่หนุนหลังเช่นนี้ต่อไปหากเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทุกอย่างก็คงง่ายราวกับปอกกล้วย ดังนั้นนางจึงต้องรักษาความสัมพันธ์ครั้งนี้ไว้ให้ได้และต้องให้ดีด้วย
ในเมื่อรู้เรื่องร้านอาหารของฮูหยินท่านเจ้าเมืองแล้ว นางจะทำเป็นเหมือนไม่รู้ไม่ได้ ถังฉือเย่จะต้องหาทางออกสำหรับปัญหานี้ให้ได้
แล้วตอนนั้นเองที่หญิงสาวนึกอะไรขึ้นมาได้…บะหมี่จ้าเจี้ยงได้รับการสืบทอดมาเป็นเวลาสองร้อยปีซึ่งแน่นอนว่าเป็นอาหารมีเสน่ห์เฉพาะตัว แต่เพียงเท่านี้มันอาจจะยังไม่เพียงพอต่อการสร้างชื่อเสียงให้ร้านอาหารกลับมาโด่งดังอีกครั้ง
ถังฉือเย่นั่งบนโต๊ะ พลางครุ่นคิดอย่างจริงจัง ฉีจิงที่สังเกตเห็นความผิดปกติของนางมาตลอดจึงเดินเข้ามาทรุดนั่งลงข้างๆ พลางถามอย่างอ่อนโยน “มีอะไรหรือ…เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”
หญิงสาวเหลือบมองเขาด้วยหางตาแวบหนึ่ง พูดทีเล่นทีจริงว่า “ข้าก็กำลังคิดถึงเจ้าอยู่ไง”
ฉีจิงนิ่งงัน นึกในใจว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ดีไปหมดทุกอย่าง จะเสียก็เพียงอย่างเดียวคือชอบหลอกล้อผู้อื่น ดังนั้นเขาจึงพยายามไม่เก็บมาใส่ใจอะไรมากนัก เพียงส่งเสียงรับเบาๆในลำคอเท่านั้น
“อืม”
“อืม…หมายความว่าอะไร?”
“อืม…ก็แปลว่าข้าอนุญาตให้เจ้าคิดถึงได้ไง”
คราวนี้เป็นถังฉือเย่บ้างที่นิ่งเงียบด้วยความคาดไม่ถึงว่าฉีจิงจะพูดเช่นนี้ ชั่วอึดใจกว่าที่จะตั้งสติได้แล้วลุกขึ้น ยิ้มน้อยๆตรงมุมปากก่อนจะเอื้อมมือไปจับแก้มเขาเบาๆ พูดเสียงสดใส “อาฉี…ทำไมเจ้าถึงได้น่ารักขนาดนี้นะ?”
นางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไป ปล่อยให้ชายหนุ่มตระกูลฉีได้แต่ขมวดคิ้วก่อนจะยืนขึ้นอย่างช่วยไม่ได้…ช่างเถอะ ขอแค่นางมีความสุขก็พอแล้ว!
ขณะเดียวกันนั้นถังฉือเย่ที่กำลังเดินไปอย่างอารมณ์ดีนั้น นางตรงไปหยิบเอาไหสองใบใหญ่ที่ร้านเหล้า ก่อนจะไปที่เตาขนาดใหญ่เพื่อเอาตะกร้าไข่ แล้วจึงตรงไปที่เขตก่อสร้างเพื่อขอเศษปูนขาวบางส่วน ทันทีที่ได้ของที่ต้องการจนครบ นางก็วางทุกอย่างลงแล้วเดินไปหยิบเศษฟางจากกองข้าวสาลีซึ่งอยู่ใกล้ๆกันนั้นมาจำนวนหนึ่งให้มากพอที่จะทำขี้เถ้าแกลบ
ใช่แล้ว! ถังฉือเย่เตรียมลองทำไข่เยี่ยวม้า ด้วยความที่ไม่ชอบทำอะไรชักช้าอืดอาด นางจึงเรียกเด็กน้อยทั้งสองให้ออกมาช่วยล้างไข่ไก่ แม้ว่าพวกเขาจะอายุยังน้อย แต่ก็สามารถทำงานประเภทนี้ได้ไม่เลวเลยทีเดียว พวกเขานั่งลงอย่างจริงจัง พลางนำไข่ไก่ไปเช็ดถูบนหัวเข่าโดยไม่แตกสักใบ
หญิงสาวยิ้มอย่างพึงใจก่อนจะเดินไปหยิบผงปูนขาวมาผสมกับขี้เถ้าแกลบแล้วคนให้เข้าด้วยกันก่อนจะนำไปใส่ลงในไหที่แตก จากนั้นก็นำไปผัดในหม้อเกลือจนสุก เทน้ำและชาต้มลงไป แล้วค่อยกรองใบชา เทลงในปูนขาวและขี้เถ้าแกลบ ซึ่งในขั้นตอนนี้จะต้องค่อยๆเติมอย่างช้าๆ และคนจนสุดท้ายกลายเป็นเนื้อข้นๆ จึงจะถือว่าวัตถุดิบขี้เถ้าแล้วเสร็จ
จากนั้นจึงนำไข่เป็ดหรือไข่ไก่ที่ล้างสะอาดแล้วใส่ลงไปในขี้เถ้าที่เตรียมไว้ กลิ้งมันไปมาให้เปลือกด้านนอกคลุกด้วยขี้เถ้าหนาๆหลายชั้น แล้วก็นำไข่ไก่ใส่ลงไปในฟางข้าวสาลีและกลิ้งให้มันถูกเคลือบอีกชั้นหนึ่ง ขั้นตอนสุดท้ายจึงนำไปใส่ในไหและปิดให้สนิททุกขอบทุกมุม ใช้เวลาประมาณสิบวันก็จะพร้อมรับประทาน
ความจริงเรื่องนี้ไม่ได้รีบร้อนอะไรเพราะทางฝั่งร้านเหล้านั้นหลังจากท่านเจ้าเมืองหลินได้เขียนตัวอักษรให้แล้ว ท่านลุงสี่ตระกูลถังก็ส่งตัวอักษรนั้นไปทำแผ่นป้ายอย่างกล้าๆกลัวๆ ในขณะเดียวกันก็รีบปล่อยข่าวรับสมัครพนักงานทันที
พวกเขาปรึกษากันอย่างละเอียดว่าจะแบ่งพนักงานร้านเหล้าออกเป็นส่วนงานต่างๆอย่างชัดเจน ไม่ก้าวก่ายกัน อย่างเช่นคนกลั่นเหล้าก็มีหน้าที่แค่กลั่นเหล้า คนล้างผลไม้ก็มีหน้าที่แค่ล้างผลไม้ คนที่หั่นก็มีหน้าที่หั่นเท่านั้น ส่วนขั้นตอนการบรรจุปิดผนึกไหต่างๆ ยังคงเป็นพวกเขาที่ทำเองเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อ สามารถป้องกันความลับรั่วไหลนั่นเอง โดยจะจ้างเป็นรายวัน ค่าจ้างวันหนึ่งก็มีตั้งแต่สิบอีแปะถึงสามสิบอีแปะซึ่งแม้แต่ถังหย่งฟู่ยังหน้าด้านมาขอสมัครงาน แต่ก็โดนถังหย่ง ลูกชายคนโตของท่านหัวหน้าตระกูลซึ่งรับผิดชอบจัดการเรื่องรถเกวียน และจดเวลางานปฏิเสธไปตรงๆ
ส่วนเฉินฉางหยวนลูกชายคนโตของหลี่เจิงที่อ่านตัวอักษรออก อีกทั้งยังช่างพูดช่างเจรจาจึงรับผิดชอบจดบัญชีรายรับรายจ่าย และประสานงานติดต่อเป็นหลัก
หลังจากนั้นอีกไม่กี่วันก็ถึงวันเปิดทำการซึ่งได้เชิญเถ้าแก่เฉินมาร่วมงานด้วย ทุกคนดื่มเหล้าฉลองเปิดกิจการ หลังจากจุดประทัด ขึ้นป้ายชื่อร้านแล้วทุกคนก็ต่างเริ่มทานอาหารกันอย่างมีความสุข แล้วระหว่างนั้นเองก็มีใครบางคนจากโต๊ะข้างๆยืนขึ้น
คนผู้นั้นมีนามว่า…ถังเหล่าเฉียวซึ่งมีชื่อเดิมว่าถังเฉียว อายุยังไม่ถึงห้าสิบปี แต่ตำแหน่งเขาค่อนข้างสูง แม้แต่ท่านหัวหน้าตระกูลก็ยังต้องเรียกเขาว่าท่านลุง เขาค่อนข้างได้รับความเคารพนับถืออยู่ไม่น้อย โดยที่ร้านเหล้าแห่งนี้เขาเองก็มาอยู่บ่อยครั้ง เพราะเป็นกิจการแรกในหมู่บ้าน อีกทั้งคนสกุลถังก็เป็นคนเปิดกิจการเอง เพียงแต่ในเมื่อเขาใส่ใจมากขนาดนี้พอมาถึงกลับไม่มีใครเชิญให้ไปนั่งโต๊ะหลัก
ท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงนั้นไม่เป็นไรหรอก แต่เด็กสาวธรรมดาธรรมดาคนหนึ่งอายุสิบกว่าขวบอย่างถังฉือเย่กลับไปนั่งเสนอหน้าอยู่โต๊ะหลักมันสมควรแล้วอย่างนั้นหรือ
เมื่อสองวันก่อนตอนเปิดรับสมัครงาน เขาเห็นนางมาทำท่าชี้นิ้วสั่งก็รู้สึกไม่พอใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอมาวันนี้หญิงสาวอาศัยความใจดีของพวกเขาไปนั่งร่วมโต๊ะกับท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิงนั้น ถังเหล่าเฉียวเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง
ชายหนุ่มนึกสบถอยู่ในใจ พร้อมกับเดินเข้าไปแล้วชูแก้วขึ้นก่อนจะพูดเสียงดัง “มาๆ วันนี้เป็นวันแห่งความสุข ข้าถังเหล่าเฉียวจะขอชนแก้วพวกเจ้าแทนทุกคน!”
ท่านหัวหน้าตระกูลยิ้มพลางยกแก้วขึ้นเช่นเดียวกับคนอื่นก็ให้เกียรติเขา มีเพียงถังฉือเย่คนเดียวเท่านั้นที่ไม่ดื่มเหล้า ในมือของนางถือแก้วน้ำอ้อยอยู่ขณะชูขึ้น
ถังเหล่าเฉียวหน้าตึงขึ้นมาทันที เขาจึงใช้โอกาสนี้พูดว่า “เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ เจ้ารู้เรื่องรู้ราวบ้างไหม ยังไม่รีบลุกออกไปอีก ที่นี่มีที่ให้เจ้านั่งหรืออย่างไร ไม่ได้เรื่อง!”
จากนั้นก็หันไปยิ้มกับท่านหัวหน้าตระกูลและหลี่เจิง “ข้าจะสั่งสอนกฎระเบียบแทนพ่อแม่นางให้เอง!”
และตอนนั้นเองที่ใบหน้าของฉีจิงเคร่งขรึมขึ้นมาในทันที เขาวางแก้วลงบนโต๊ะในทันใด!
บทที่ 97 เจ้าของร้าน
ถังเหล่าเฉียวไม่ทันสังเกตว่าไฟโทสะของฉีจิงกำลังพุ่งมาที่ตัวเอง ท่านหัวหน้าตระกูลรู้ว่ากำลังจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น จึงได้กล่าวอย่างร้อนรน
“ท่านลุง ข้าว่าท่านคงเมามากแล้วล่ะ ผิงจึ รีบมาประคองท่านปู่เจ้าเร็ว!”
ถังผิงรีบเข้ามาช่วยประคองทันที ถังเหล่าเฉียวมึนงงเล็กน้อย แต่ก็ยอมเดินตามไป เพียงแต่ฉีจิงไม่คิดจะปล่อยเขาไปง่ายๆเช่นนี้ ชายหนุ่มยืนขึ้นแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“พรุ่งนี้ร้านเหล้าก็จะเปิดอย่างเป็นทางการ เช่นนั้นข้าจะใช้โอกาสที่ทุกคนอยู่ที่นี่ กล่าวสองเรื่อง”
เมื่อเห็นว่าทุกคนต่างค่อยๆหยุดเคาะถ้วยและตะเกียบ ฉีจิงจึงพูดต่อ “เรื่องแรกบ้านของข้าใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว หลังจากที่สร้างเสร็จ ข้าจะเปิดสำนักศิลปะการต่อสู้ สอนศิลปะการต่อสู้ให้คนอื่น และจะรับเพียงเด็กอายุระหว่างสามถึงเจ็ดขวบเท่านั้น ไม่คิดเงิน และมีอาหารให้พร้อม แต่ว่ามีอย่างหนึ่ง เรียนการต่อสู้นั้นยากลำบากมาก หากมีเด็กๆบ้านไหนที่ทนความลำบากไม่ได้ ขาดเรียนโดยไร้สาเหตุ หรือมีข้ออ้างไม่มาเรียน ต่อไปหากจะมาเรียนอีก ทางสำนักก็จะไม่รับอีกแล้ว”
ทุกคนเคยได้ยินเรื่องนี้ตอนวัดที่ดินมาแล้วครั้งหนึ่งจึงไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร เพียงแค่ประหลาดใจว่าเหตุใดฉีจิงจึงเอามาพูดในเวลานี้ ต่างคนต่างนั่งนิ่งรอฟัง ขณะที่ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนเอ่ยอย่างเคร่งขรึม
“เรื่องที่สอง มีความเกี่ยวข้องกับข้อแรก เนื่องจากข้าจะต้องยุ่งกับเรื่องสำนักศิลปะการต่อสู้ ดังนั้นเรื่องของร้านเหล้า ข้าจะให้ถังฉือเย่เป็นคนจัดการทั้งหมด ไม่ว่าจะเรื่องใหญ่ขนาดไหน อาเย่จะเป็นคนตัดสินทั้งหมดเอง ดังนั้นไม่จำเป็นต้องมาถามข้าอีกต่อไป”
ชาวบ้านทุกต่างอยู่ในความโกลาหล พวกเขาตกใจจนแม้แต่ตะเกียบก็ยังถือไว้ไม่มั่น จนมีคนอดไม่ไหวถามขึ้นอย่างกล้าๆกลัวๆ “สาวน้อยถังอายุเพียงสิบสองสิบสามขวบเท่านั้น นางจะไปรู้วิธีจัดการได้อย่างไร?”
“แล้วมันจะเป็นอย่างไร?” ฉีจิงหันหน้าไปมองด้วยสายตาเย็นเยียบ “ข้าบอกไปนานแล้วว่าสาเหตุที่ข้าเปิดร้านเหล้าแห่งนี้ก็เพราะความมีน้ำใจของถังฉือเย่เป็นหลัก ข้ายินดียกให้นางจัดการทั้งหมด แม้ว่านางจะทำไม่ได้ หรือเกิดความเสียหายทั้งหมด นั่นมันก็เป็นเรื่องของข้า ข้าชดใช้ไหว แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย”
ตอนนั้นเองที่ฉีจิงเหลือบมองถังเหล่าเฉียวด้วยสายตาเย็นชา “ข้าไม่ได้สกุลเฉิน ไม่ได้สกุลถัง ดังนั้นไม่ว่าจะสกุลเฉินหรือถัง ก็ไม่ควรแสดงท่าทีวางอำนาจชี้นิ้วสั่งต่อหน้าข้า อาศัยความอาวุโสเที่ยวดูถูกคนอื่น ข้าจะพูดให้ชัดเจนในวันนี้ ไม่ว่าใครก็ตามที่ทำให้อาเย่ไม่พอใจ จงไสหัวออกไปจากที่นี่ให้หมด! ไม่เพียงเท่านี้ คนในครอบครัวเขาทั้งหมดก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในร้านเหล้าอีกต่อไป สำนักศิลปะการต่อสู้ก็เช่นกัน หากคนในหมู่บ้านจวี้เป่าทำไม่ได้ ข้าก็จะเปลี่ยนไปที่อื่นซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร”
ทุกคนต่างตกตะลึง เช่นเดียวกับถังฉือเย่ที่มองเขาด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ทั้งตกใจและชื่นชมกับวิธีการพูดจาโอ้อวดและเผด็จการของเขาอย่างนี้ที่สามารถแก้ไขปัญหาได้มากสุด หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังได้ดีที่สุด
ถังเหล่าเฉียวหน้าแดงก่ำไปหมดไม่รู้ว่าเพราะอารมณ์โกรธหรือเพราะฤทธิ์สุรา แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่กล้าแม้แต่แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา เพราะมิเช่นนั้นลูกหลานเขาก็จะไม่สามารถทำงานที่นี่ได้ ครอบครัวเขาอาจจะพลิกเป็นหลังมือได้ทันที เช่นเดียวกับคนอื่นๆก็ไม่กล้าพูดอะไรโต้แย้งสักคำ
บรรยากาศภายในร้านเหล้าเงียบสงัด ทุกคนต่างมองหน้ากันเงียบๆ จนท่านลุงสี่ยิ้มพลางรีบพูดแทรกขึ้น “ทุกคนไม่ต้องกังวลไป เย่เอ๋อร์แม้ว่าจะยังเด็ก แต่นางก็ฉลาดสามารถทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้หลังจากที่ร้านเหล้าเปิดตัวไปแล้ว ข้าเองก็มีเรื่องมากมายที่ต้องทำ จำเป็นต้องออกไปข้างนอกอยู่บ่อยๆ ดังนั้นเรื่องในร้านเหล้าทั้งหมดก็จะยกให้เย่เอ๋อร์ดูแลรับผิดชอบ หากหาเย่เอ๋อร์ไม่พบจริงๆก็ค่อยมาถามข้า”
เมื่อได้ฟังทุกคนยิ่งตกตะลึงไปอีก ต่างมองหน้ากันไปมา เพราะนึกไม่ถึงว่าแม้แต่ท่านลุงสี่ก็ยังวางมือ คำพูดที่ว่าหากหาไม่พบจริงๆค่อยไปถามเขา นั้นไม่เท่ากับยกให้ถังฉือเย่เป็นนายใหญ่ของโรงเหล้าแห่งนี้อย่างนั้นหรือ?
ถังฉือเย่สูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่งแล้วยืนขึ้นพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม “ทุกคนวางใจได้ เย่เอ๋อร์ยังเด็กและอ่อนประสบการณ์นัก หากมีเรื่องอะไรข้าก็จะไปปรึกษากับท่านลุงสี่และฉีจิง ไม่ได้ตัดสินปัญหาด้วยตัวเองแน่นอน ที่ข้าได้มารับหน้าก็เพื่อเห็นแก่หน้าของท่านเจ้าเมือง ทุกคนทำเรื่องต่างๆข้างนอกจะได้สะดวกสบาย ไม่ต้องคอยพะวงหน้าพะวงหลัง”
เมื่อกล่าวเช่นนี้ทุกคนก็เริ่มเข้าใจ ผิดกับหญิงชราตรงโต๊ะหัวมุมที่แอบมากินข้าวอย่างท่านย่าซุนที่ยังคงตกตะลึงอยู่ไม่หาย
ตั้งแต่ที่รู้ว่าถังฉือเย่สนิทกับท่านเจ้าเมือง พวกนางก็ทั้งเสียใจและเกรงกลัว แต่ในเมื่อถังฉือเย่สามารถปีนขึ้นไปถึงขั้นท่านเจ้าเมืองแล้ว ครอบครัวของนางมีหรือจะกล้าหาเรื่องรังแกอะไรอีก ขอเพียงนางไม่คิดแก้แค้นก็ดีมากเท่าไหร่แล้ว ไม่นึกว่าสุดท้ายมาถึงตอนนี้จะกลับกลายเป็นเจ้าของร้านเหล้าไปเสียไม่ทันตั้งตัว
ทุกคนต่างมองหน้ากัน และพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ ส่วนคนในโต๊ะเดียวกันเมื่อเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของท่านย่าซุนที่หน้าด้านหน้าทนมาร่วมทานอาหารด้วยจึงอดไม่ได้ที่จะพูดจาเสียดสี “ท่านย่าซุน หลานสาวได้เป็นเจ้าของร้านแล้ว พวกข้าคงต้องยินดีกับท่านแล้ว”
ท่านย่าซุนที่ปกติเป็นคนดุร้ายมาก แต่ครั้งนี้ต้องเลือกที่จะกล้ำกลืนระงับปากระงับคำไว้ ไม่ตอบโต้อะไร จนมีใครบางคนกล่าวอีกว่า
“น่าเสียดายจริงที่แยกครอบครัวกันไปก่อน ต่อให้นางจะร่ำรวยสักเท่าไหร่ มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเจ้าแล้วล่ะ”
“ใช่แล้ว หลานสาวแท้ๆขอเงินสิบตำลึงเพื่อช่วยชีวิตยังปฏิเสธได้ ทุกวันนี้นางมีเงินในมือเป็นพันเป็นหมื่นตำลึง”
“ข้าว่าบ้านสามก็คือความโชคดีและมั่งคั่ง เมื่อก่อนมีถังหย่งหลี่ ตอนนี้ก็มีถังฉือเย่อีก หากยังไม่แยกครอบครัว ตระกูลพวกเจ้าก็คงจะอยู่อย่างสุขสบายไปแล้ว!”
“ถุย!” ท่านย่าซุนด่าเสียงต่ำอย่างอดไม่อยู่ “วันๆพวกเจ้าเอาแต่จิกกัดข้า ไม่กลัวว่าตายไปแล้วจะต้องถูกดึงลิ้นในนรกหรือ!”
“โอ้! ท่านย่ายังไม่ตายง่ายๆหรอก”
“วันๆเอาแต่ด่าคนอื่นว่าตัวซวย ข้าว่าพวกเจ้านั่นแหละที่เป็นตัวซวย ตั้งแต่ที่เย่เอ๋อร์หนีจากพวกเจ้ามาได้ ชีวิตนางก็ดีขึ้นทุกวัน!”
ท่านย่าซุนอ้าปากอยากจะพูดต่อ แต่เมื่อเห็นว่ามีคนเยอะจึงพูดไม่ได้ อีกทั้งไม่กล้าก่อเรื่อง สุดท้ายจึงต้องเดินจากไปด้วยความโกรธ เหอซื่อและหลี่ซื่อรีบลุกขึ้นแล้วเดินตามออกไป พร้อมกันนั้นก็มีเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นตามหลัง
“ข้าได้ยินมาว่า เย่เอ๋อร์เป็นเด็กสาวผู้โชคดี หากอยู่ใกล้นางก็จะโชคดีตามไปด้วย หากทำไม่ดีกับนาง ก็จะอยู่อย่างยากลำบาก แม้แต่ผลไม้ดีๆก็ไม่มีจะกิน!”
“ฮูหยินของท่านหัวหน้าตระกูลก็บอกเหมือนกัน ว่าตั้งแต่เย่เอ๋อร์เข้าไป บ้านหลังเก่าที่กำลังจะตายของเขาก็กลับมามีชีวิตชีวาได้อย่างน่าประหลาด”
“ใช่แล้วล่ะ วันนั้นข้าไปขอดื่มน้ำ คาดไม่ถึงว่าน้ำของเด็กสาวที่โชคดีผู้นั้นจะมีรสหวาน!” แล้วตอนนั้นที่ทุกคนต่างหัวเราะกันอีกครั้ง
ท่านย่าซุนได้ยินถ้อยคำสรรเสริญถังฉือเย่ทุกคำ หญิงชราได้แต่นึกเยาะสบถอยู่ในใจ…เด็กสาวผู้โชคดีกับผีน่ะสิ! มีเงินมากมายแล้วมันมีประโยชน์อะไร เพราะแม้แต่ถังฉือหรงเองก็ไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว ต่อไปจะมีอนาคตอะไรได้อีก รอให้หลานรักของข้าได้เป็นขุนนางก่อนเถอะ จะสั่งตัดหัวพวกเจ้าทิ้งให้หมดทุกคน!
หลังจากเสร็จสิ้นงานเลี้ยง เช้าวันต่อมาร้านเหล้าของถังฉือเย่ก็เริ่มกลั่นเหล้า การกลั่นเหล้านั้นไม่ใช่ความลับอะไร เป็นเรื่องง่ายๆที่ใครก็สามารถทำได้ด้วยการนำข้าวสาลีไปแช่น้ำจนกว่าข้าวสาลีจะพองตัวขึ้นมา จากนั้นค่อยขัดอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดบางส่วนลอกออกไม่สมบูรณ์ รอให้สะเด็ดน้ำ แล้วใส่ข้าวสาลีลงในหม้อใบใหญ่เพื่อนึ่งอีกครึ่งชั่วยาม จากนั้นจึงยกออกแล้วปล่อยให้ความร้อนกระจายตัว แล้วค่อยชั่งก้อนเหล้าหมัก นำมันไปละลาย รอจนเมล็ดข้าวสาลีเย็นตัวลงจนหมดแล้วก็กรอกใส่ไหขนาดใหญ่และคนให้เข้ากัน เจาะรูตรงกลางแล้วค่อยปิดผนึก ก่อนจะนำไปหมักในที่อบอุ่น โดยปกติในฤดูร้อนมันจะสุกภายในสองวัน ขอเพียงเห็นเหล้าออกมาจากรูเล็กๆตรงกลางที่เจาะไว้ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
บทที่ 98 ไข่เยี่ยวม้า
เมื่อเริ่มงาน ท่านลุงสี่ก็ได้ลงมือสอนด้วยตัวเองไปทีละขั้นตอน เพื่อคัดเลือกคนที่สามารถทำงานได้จริงๆ คล่องแคล่วฉลาดหลักแหลม ส่วนคนที่ทำไม่ได้จริงๆก็ให้ถอนตัวไป ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานนักร้านเหล้าจึงสามารถเปิดดำเนินการต่อไปอย่างปกติ ทุกครั้งที่ท่านลุงสี่มีเวลาว่างก็จะต้องแวะมาชิมเหล้าที่ถังฉือเย่หมัก ก่อนจะไปซื้อผลไม้และเครื่องปรุงสมุนไพร โดยการหมักเหล้าครั้งล่าสุดนี้ใช้เวลาหมักค่อนข้างนานกว่าเดิม กินเวลามากถึงหนึ่งเดือนเต็ม ดังนั้นพอหมักได้ที่ถังฉือเย่จึงเชิญคนมาชิมเยอะเป็นพิเศษ ทั้งคนที่ได้รับเชิญอย่างสวี่เวิ่นชู่ และไม่ได้รับเชิญอย่างกูซูเซิง
กูซูเซิงผู้นี้เป็นคนที่กวนใจฉีจิงอยู่ตลอดเวลา ทั้งยอมทำตัวด้อยกว่าเพียงเพื่อเหล้าอึกเดียวก็สามารถพูดยกยอได้อย่างหน้าไม่อาย แต่เพราะตอนนี้มีคนอยู่มาก ถังฉือเย่จึงยังไม่พูดอะไร
การหมักเหล้าครั้งนี้หญิงสาวเลือกใช้ผลไม้เป็นบ๊วย ผลผีผากับผลไม้อื่นอีกเล็กน้อย ถ้าหากท่านอาสี่ตระกูลถังเป็นผู้เชี่ยวชาญ อย่างนั้นกูซูเซิงก็คือผู้รู้คนหนึ่งเลยทีเดียว เพราะเพียงแค่ความแตกต่างเล็กๆน้อยๆ เขาก็สามารถชิมและแยกแยะออกมาได้เกือบหมด
เมื่อถังฉือเย่ลองดื่มดูบ้างก็พบว่าเหล้าบ๊วยนั้นหอมและกลมกล่อมมาก ผิดกับเหล้าผีผาที่มีรสหวานนุ่มมากกว่า ส่วนรสชาติของผลไม้อื่นนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะมีรสค่อนข้างเปรี้ยวและฝาด สุดท้ายนางจึงตัดสินใจที่จะหมักแค่ผลไม้สองชนิดแรกเท่านั้น
ถังฉือเย่บอกกับทุกคนว่า สรรพคุณของเหล้าบ๊วยนั้นหลักๆ ก็เพื่อบำรุงเลือดและกระเพาะ นอกจากนี้ยังบำรุงผิวและช่วยเรื่องความงามเหมาะสำหรับผู้หญิงเป็นอย่างมาก ฉะนั้นจึงเรียกว่าเหล้าความงามฟู่โช่ว ส่วนสรรพคุณเหล้าผีผาคือการบำรุงปอดให้โล่งและหายใจสะดวก ละลายเสมหะ ทุกเพศทุกวัยสามารถดื่มได้เรียกว่าเหล้าบำรุงปอดฟู่โช่ว
ทันทีที่ขั้นตอนการชิมเหล้าแล้วเสร็จ ถังฉือเย่ก็หัวเราะด้วยความดีใจพลางหันมาพูดกับกูซูเซิงว่า “เมื่อเหล้าหมักแล้ว เจ้าก็คงจะทำงานที่นี่เสร็จ ข้าเองก็จะมอบเหล้าให้เจ้าสองไหเพื่อให้เจ้าเอาไปดื่มกลางทาง โดยที่ข้าจะไม่เก็บเงินเจ้าเลย แต่มีข้อแม้อย่างหนึ่ง คือเมื่อเจ้าเดินทางไปถึงที่ไหนก็ขอให้พูดเรื่องเหล้ากับคนที่นั่นสักหน่อยจะได้หรือไม่?”
“ได้สิ! ทำไมจะไม่ได้เล่า” กูซูเซิงยิ้มจนตาหยี พร้อมกับรับปากอย่างไม่มีข้อโต้แย้งอะไร “ถังฉือเย่เจ้าวางใจได้ พวกข้าไปทั่วทุกที่ในทุกๆวัน ไม่ว่าข้าจะไปที่ไหน ข้าก็จะต้องพูดถึงเหล้านี่อย่างแน่นอน! ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวก่อนนะ”
ถังฉือเย่ยิ้มพลางยื่นเหล้าไหหนึ่งใส่มือของกูซูเซิงก่อนที่เขาจะหันหน้าแล้วเดินจากไป หลังจากนั้นไม่นานนัก สวี่เวินชู่ก็ขอตัวลากลับ โดยมีถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินที่พักหลังนั้นตัวติดกันเหมือนแฝดที่เดินตามออกไปส่ง
หญิงสาวจึงหันมาปรึกษากับท่านลุงสี่ว่าจะหมักเหล้าครั้งนี้เท่าไหร่ดี หลังจากที่ปรึกษากันแล้วพบว่ามีข้าวสาลีอยู่จำนวนไม่น้อย จึงควรหมักเหล้าบ๊วยก่อนสองพันชั่ง และเหล้าผีผาอีกห้าพันชั่ง โดยท่านอาสี่ได้จัดหาสถานที่ปลูกบ๊วยกับผลของผีผาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทุกคนได้ไปลองชิมเรียบร้อยแล้ว
หลังจากนั้นกิจการร้านเหล้าก็ดำเนินไปด้วยดี เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของพวกเขาและครอบครัวของท่านหัวหน้าตระกูลก็สนิทกันมากขึ้น โดยถังฉือเย่ได้มอบหมายให้ถังอี้มีหน้าที่จัดซื้อข้าวของ โดยให้คนมาส่งของที่นี่แทนการเดินทางไปรับด้วยตัวเอง ซึ่งตั้งแต่กูซูเซิงรับเหล้าจากนางไปนั้น เขาก็ได้เอาความกระตือรือร้นที่มีต่อฉีจิงมอบให้นางทั้งหมดแทนด้วยการคอยมารับใช้และช่วยเหลืออยู่เสมอๆ
“ท่านเจ้าบ้านถัง” กูซูเซิงหมายถึงถังฉือเย่ “พรุ่งนี้พวกข้าจะไปรื้อถอนต้นไม้แล้ว ท่านอยากได้ต้นอะไรหรือไม่ พวกข้าจะได้ไปเอามาให้ เป็นต้นไม้ที่อายุสามปีขึ้นไปทั้งนั้น ปีนี้ก็สามารถเก็บผลกินได้เลย ข้าจะได้ปลูกให้ท่านสักสองต้นดีหรือไม่?”
“ต้นไม้งั้นเหรอ” หญิงสาวพยักหน้าพลางพูดเสียงสดใส “ก็ดีเหมือนกันข้าชอบความร่มรื่น”
“ถ้าเช่นนั้นรอบๆกำแพงบ้านท่านอยากปลูกดอกไม้หรือเถาวัลย์อะไรหรือไม่ ถึงตอนนั้นข้าจะได้เอามาปลูกให้ท่านเสียหน่อย ส่วนสระน้ำเดี๋ยวข้าจะช่วยทำความสะอาด หากเสร็จแล้วจะไปซื้อปลา ข้าเห็นท่านมีบ่อปลาอยู่ หรือท่านอยากปลูกดอกบัว?”
จากนั้นผ่านไปเพียงไม่กี่วันทั่วทั้งบ้านของถังฉือเย่ก็เต็มไปด้วยต้นไม้หลากหลายชนิด ทั้งต้นแอปเปิ้ล ต้นสาลี่ ต้นพุทรา หรือแม้แต่ข้าวฟ่าง โชคดีที่บ้านหลังนี้มีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง ส่วนพื้นที่บนภูเขาลูกนั้นก็ไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่น้อย อยากจะปลูกอะไรตรงไหนก็ได้ทั้งนั้น มิเช่นนั้นแล้วต้นไม้ที่กูซูเซิงนำมาเยอะขนาดนี้คงไม่มีที่จะปลูกเป็นแน่
ถังฉือเย่เดินชมต้นไม้อย่างมีความสุข ส่วนใหญ่นางเลือกต้นไม้ที่สามารถให้ผลกินได้มากกว่าความสวยงามอย่างพวกต้นเหมย แล้วกูซูเซิงก็ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม เขาสามารถย้ายต้นไม้ที่มีผลสุกเกือบทั้งต้นมาปลูกไว้ที่หลังบ้านของนางได้อย่างน่าอัศจรรย์ นับเวลาดูอีกไม่เกินสามวันผลไม้พวกนี้ก็น่าจะสุกพร้อมรับประทาน
นอกจากนี้แล้วหญิงสาวยังคิดจะทำแปลงผักเล็กๆสักแปลงหนึ่ง ซึ่งกูซูเซิงได้ล้อมพื้นที่ปลูกผักให้นางเรียบร้อยแล้ว ด้วยการปักไม้ไผ่ไว้โดยรอบ พร้อมกับไถหน้าดินและหว่านเมล็ดผักลงไป จากนั้นถังฉือเย่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าต้องสร้างห้องน้ำขึ้นมาสักห้องจะได้ใช้อาบน้ำ ด้วยการสร้างห้องเล็กๆสักห้อง แล้วก็ทำถังไม้ขนาดใหญ่ไว้ด้านบนพร้อมกับทำฝักบัวยื่นออกมาง่ายๆสักอัน
หากอากาศร้อนก็เติมน้ำเย็นสักหน่อย หาอากาศหนาวก็เติมน้ำร้อนเข้าไป ส่วนข้างๆก็ทำเป็นบันไดขึ้นไปเพื่อใช้เดินขึ้นไปเติมน้ำ ถ้าหากวันไหนฉีจิงไม่อยู่ หรือว่าไม่ยอมหาบน้ำให้ นางก็จะสร้างกังหันน้ำขึ้นมาสักอัน แล้วใช้ถังกดลงไป ความจริงแล้วถังฉือเย่อยากทำท่อน้ำสักอัน แต่ตอนนี้จนแล้วจนรอดนางก็ยังคงคิดไม่ออกว่าจะทำท่อที่สามารถบิดไปมาได้อย่างไร ท้ายสุดจึงทำได้เพียงเปลี่ยนความคิดและหาวิธีอื่นแทน
เมื่อสรุปความคิดของตัวเองได้แล้ว ถังฉือเย่จึงวาดรูปให้กูซูเซิงดูว่าต้องการแบบไหน จากนั้นวันรุ่งขึ้นเขาจึงพาสมัครพรรคพวกมาดู ใช้เวลาเพียงวันเดียวก็สามารถทำห้องและกังหันน้ำจนเสร็จ!
ถังฉือเย่ดีใจมาก นางจึงใช้น้ำผลไม้มาผสมกับเหล้ามอบให้เขาหนึ่งไห กูซูเซิงไม่เคยคิดว่าจะมีวิธีทำแบบนี้มาก่อน เขานั้นรู้สึกทึ่งเป็นอย่างมาก จากนั้นก็ถามนางว่านางอยากจะรับเขาเป็นลูกศิษย์หรือไม่ หญิงสาวปฏิเสธบอกปัดไม่รับ กูซูเซิงจึงถามนางอีกครั้งว่า
“ถ้าอย่างนั้นท่านรับเป็นลูกชายหรือไม่?”
หญิงสาวนิ่งอึ้งด้วยความตกใจและแปลกใจ นางคิดมาตลอดคำว่า ‘คนที่อายุมากกว่าแต่มีศักดิ์ที่น้อยกว่า คนที่อายุน้อยกว่าแต่มีศักดิ์ที่สูงกว่า’ ของเจี่ยหยุนในนิยายความฝันในหอแดงนั้นเป็นแค่การยกตัวอย่างเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าจะมีคนมาทำแบบนี้จริงๆ และที่สำคัญคือมันเกิดขึ้นกับตัวของนางเอง!
และตอนนั้นเองเป็นฉีจิงที่หมดความอดทน ชายหนุ่มออกปากตะเพิดไล่พวกเขาออกไป ถังฉือเย่ส่ายหน้าน้อยๆด้วยความระอาใจ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปเพราะเมื่อนับเวลาดูแล้วก็คงจะใกล้ถึงเวลาที่กำหนดสำหรับไข่เยี่ยวม้าที่ทำไว้
นางค่อยๆนำไข่เยี่ยวม้าออกมา ก่อนจะนำขิงและน้ำส้มสายชูมาผสมให้เข้ากัน แล้วค่อยนำไปให้ทุกคนกิน…ไข่เยี่ยวม้านี้ก็เหมือนกับทุเรียน แม้กินคำแรกอาจจะรู้สึกอยากจะอาเจียน แต่เมื่อได้กินอีกคำแล้วนั้นจะไม่สามารถหยุดกินได้ เลย ดังนั้นเมื่อทุกคนได้ลองกินมื้อนี้แล้วจึงมีครึ่งหนึ่งที่บอกว่าอร่อยส่วนอีกครึ่งหนึ่งบอกว่าไม่อร่อย แต่พวกเขาก็ความรู้สึกเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งว่าไข่เยี่ยวม้าของถังฉือเย่นี้สวยงามมาก
ถังฉือเย่ยิ้มรับนึกในใจว่าการทดลองครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จ นางทำไปทั้งหมดหกสิบกว่าฟอง และได้นำออกมาเพียงครึ่งเดียว ดังนั้นนางจึงเตรียมที่จะไปหาท่านเจ้าเมืองหลินเพื่อเยี่ยมเยียนสักหน่อย โดยก่อนที่จะไปก็เตรียมที่จะให้อาหยางเขียนวิธีทำไข่เยี่ยวม้าให้ แต่กลับกลายเป็นว่าเจ้าเด็กน้อยนั้นได้พาเสี่ยวเหยาไปดูบ้านหลังใหม่เสียแล้ว ถังฉือเย่จึงต้องเดินไปที่บ้านข้างๆแทน
ในตอนนี้สวี่เวิ่นชู่ ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินนั้นไม่ได้ไปช่วยงานที่ก่อสร้างแล้ว พวกเขาจึงอยู่ที่บ้านของบัณฑิตสวี่กันพร้อมหน้าในตอนนี้
บ้านของสวี่เวิ่นชู่นั้นเป็นสถานที่สำหรับคนเรียนหนังสืออย่างแท้จริง ด้านหลังปลูกต้นไผ่เอาไว้ ดูสงบเงียบเป็นอย่างมาก ห้องนั้นก็กว้างขวาง ด้านในนั้นมีหนังสืออยู่มากมาย ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินกำลังเขียนอะไรอยู่สักอย่างเมื่อเห็นนางเข้ามา ก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้น กลับเป็นสวี่เวิ่นชู่ที่นั่งอยู่ข้างๆเองที่ยิ้มพลางวางหนังสือลง ก่อนจะพูดหยอกล้อเล็กน้อยว่า
“แม่นางถัง มีเรื่องอะไรหรือถึงได้มาหาถึงที่นี่?”
“ไม่ทราบว่าท่านว่างอยู่หรือไม่?” เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า ถังฉือเย่จึงพูดอย่างไม่ได้เกรงใจว่า
“ถ้าอย่างนั้นช่วยข้าเขียนอะไรหน่อยจะได้หรือไม่?”
บทที่ 99 การกระทำที่ไม่ตรงกับคำพูด
ถังฉือหรงกระแอมออกมานิดหนึ่ง พร้อมกับหยุดเขียนพู่กันในมือ จนเกือบทำกระดาษบนโต๊ะเปื้อน แต่สวี่เวินชู่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เขาเพียงหัวเราะก่อนจะเดินนำถังฉือเย่ไปที่ด้านหน้าโต๊ะแล้วถามว่า
“เจ้าจะให้ข้าเขียนอะไรรึ?”
“ข้าขอบคุณท่านมาก”
“เรื่องแค่นี้เอง อย่าได้เกรงใจเลย”
จากนั้นถังฉือเย่จึงบอกวิธีการทำไข่เยี่ยวม้าอย่างละเอียด รวมถึงเรื่องที่ต้องระวัง สวี่เวิ่นชู่ฟังไปเขียนไปด้วยความคล่องแคล่ว มิหนำซ้ำยังเอาคำพูดที่ดูน่าเบื่อและยืดยาวของนางมาแปลงให้เป็นคำที่กะทัดรัดแล้วสวยงามอีกด้วย ซึ่งนับเป็นความสามารถนี้น่าทึ่งเอามากๆ
หญิงสาวเอ่ยปากชมไม่หยุดปาก ขณะหยิบกระดาษขึ้นมาแล้วเป่าเล็กน้อย จากนั้นก็ถามเขาว่า “ท่านสวี่ ท่านพอจะรู้จักคนที่มีความสามารถและน่าทึ่งอย่างท่านอีกหรือไม่ ข้าอยากจ้างให้เขามาเขียนสิ่งต่างๆให้ข้าโดยเฉพาะ”
สวี่เวิ่นชู่หัวเราะถามว่า “น่าทึ่งแบบไหนล่ะ?”
“ก็ที่แบบเมื่อข้าพูดจบเขาก็สามารถเขียนจนจบพอดี แถมยังสามารถเขียนได้สละสลวยอย่างคำพวกนี้ที่ท่านเขียนน่ะ”
“แบบนี้นับว่าน่าทึ่งแล้วหรือ” สวี่เวิ่นชู่กำมือแล้ววางไว้ใต้ริมฝีปาก กระแอมออกมาเบาๆ “คนแบบนั้นคงจะให้มาได้ไม่ยาก แถมค่าจ้างก็ถูกเป็นอย่างมากอีกด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นหากท่านเจอคนแบบนั้นก็ช่วยข้าถามหน่อยแล้วกัน”
“ได้ ไม่มีปัญหา”
ถังฉือเย่กล่าวคำขอบคุณพร้อมกับถือกระดาษในมือราวกับเป็นสิ่งมีค่า ก่อนจะเดินจากมาและตรงไปที่ร้านเหล้าเพื่อมอบหมายงานให้เฉินฉางหยวนเสียหน่อย จากนั้นจึงเรียกให้คนออกรถเพื่อไปเดินทางที่จวนของท่านเจ้าเมืองหลิน
แม้ว่าช่วงนี้นางจะไม่ได้ไปมาหาสู่กับครอบครัวท่านเจ้าเมืองหลินมากนัก แต่นางกับหลินเฉี่ยวเชี่ยนก็ได้ส่งจดหมายกันไปมาอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อนางมาถึง หลินเฉี่ยวเชี่ยนจึงดีใจเป็นอย่างมากรีบเข้าไปต้อนรับทันที
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม หยางซื่อก็ออกมาพูดคุยร่วมวงสนทนา ทั้งสามนั่งลงพูดคุยกันอยู่สักพัก เมื่อถึงเวลากินข้าว ถังฉือเย่จึงยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “ครั้งนี้ที่ข้ามา ข้าได้นำอาหารชนิดใหม่มาให้ท่านทั้งสองและอาเฉี่ยวลองชิมดู”
“หืม?” หยางซื่อเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย “อาหารชนิดใหม่อะไรงั้นหรือ?”
“เป็นกับข้าวชนิดหนึ่ง ข้าเรียกมันว่าไข่เยี่ยวม้า เพียงแต่ต้องยืมห้องครัวใช้หน่อยเจ้าค่ะ”
“ได้สิ” หยางซื่อตอบรับ “เจ้าใช้ได้ตามสบายเลย”
จากนั้นหลินเฉี่ยวเชี่ยนที่มีนิสัยร่าเริงเป็นทุนเดิมจึงเดินตามถังฉือเย่ไป พอเห็นหญิงสาวนำไข่ออกมาจากดินที่หุ้มอยู่ หลินเฉี่ยวเชี่ยนก็พูดขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า
“ดูท่าทางแล้วสกปรกมาก แถมยังมีดินโคลนอีก ข้าไม่กินหรอก”
ได้ฟังถังฉือเย่หัวเราะไม่ถือสาอะไร ตรงไปหยิบมีดมาหั่นไข่ ก่อนจะนำขิงซอย กระเทียมบด น้ำส้มสายชู น้ำมันหอม และต้นหอมมาผสมให้เข้าด้วยกัน จากนั้นก็ราดลงไปก่อนจะนำออกไปข้างนอก
ท่านเจ้าเมืองหลินเองที่กำลังนั่งรออยู่นั้นเมื่อเห็นของในมือของถังฉือเย่ก็หัวเราะพลางพูดขึ้นว่า “ดูท่าทางแล้วช่างแปลกประหลาดเสียจริง ข้าขอลองชิมก่อนแล้วกัน”
ท่านเจ้าเมืองใช้ตะเกียบคีบขึ้นมาชิมก่อน คิ้วของเขาขมวดไว้แน่น หยางซื่อและหลินเฉี่ยวเชี่ยนจ้องมองเขาตาไม่กะพริบก่อนที่ท่านเจ้าเมืองหลินจะขมวดคิ้วและกลืนลงไปในคอ
“รสชาติแปลกประหลาดมาก ข้าไม่เคยกินอะไรอย่างนี้มาก่อนเลย”
หยางซื่ออดพูดไม่ได้ว่า “ไม่อร่อยรึ?”
“มันก็ไม่ใช่อย่างนั้น” ท่านเจ้าเมืองหลินลองกินอีกคำหนึ่ง “ฮูหยินเจ้าลองชิมดูสิ รสชาตินี้ช่างแปลกไม่เหมือนใครจริงๆ”
ถังฉือเย่เพียงแต่ยืนมองและหัวเราะอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นว่าหยางซื่อเลือกคีบเฉพาะชิ้นเล็กๆอย่างระมัดระวังพอเอาเข้าปากแล้วก็ทำท่าเหมือนคลื่นไส้เล็กน้อย
“ไม่ได้ ข้ากินของสิ่งนี้ไม่ไหว รสชาตินี้มันแปลกเกินไป”
ท่านเจ้าเมืองหลินหัวเราะพลางคีบขึ้นมาอีกชิ้น “แต่ข้ากลับคิดว่ามันไม่เลวเลยทีเดียว”
สุดท้ายแล้วหยางซื่อที่รู้สึกเกรงใจที่จะคายออกมา จึงต้องกลืนลงไปแต่พอผ่านไปครู่หนึ่ง กลับบอก ว่า “มันมีรสชาติที่พูดไม่ถูก ทั้งอร่อยและก็ไม่อร่อยในคราวเดียวกัน”
“ท่านแม่ สุดท้ายแล้วมันรสชาติอะไรกันแน่?”
“แม่เองก็บอกไม่ได้ เจ้าต้องลองชิมเองถึงจะรู้” หยางซื่อยิ้มพลางคีบขึ้นมาหนึ่งชิ้น หลินเฉี่ยวเชี่ยนปฏิเสธเป็นพัลวัน จนถังฉือเย่ต้องตะล่อมหว่านล้อม
“อาเฉี่ยว หากเจ้ายังไม่กิน ท่านเจ้าเมืองหลินจะกินหมดแล้วนะ”
แล้วตอนนั้นเองที่ท่านเจ้าเมืองหลินเผลอยิ้ม หลินเฉี่ยวเชี่ยนเห็นดังนั้นจึงทำใจฮึกเหิมขึ้นมาแล้วกินไปหนึ่งคำ
ถังฉือเย่เฝ้ามองดูฉากที่การกระทำไม่ตรงกับคำพูดฉากใหญ่ของครอบครัวนี้ด้วยความรู้สึกขำขัน นางรอจนกระทั่งทุกคนกินเสร็จ ก่อนจะกลับท่านเจ้าเมืองหลินจึงกล่าวกับนางว่า “มันพิเศษจริงๆด้วย เจ้าบอกว่ามันชื่อว่าอะไรแล้วนะ?”
“ตรงผิวของไข่มีลายเป็นรูปดอกต้นสน ดังนั้นข้าจึงเรียกมันว่าไข่เยี่ยวม้าเจ้าค่ะ”
“ไข่เยี่ยวม้า” ท่านเจ้าเมืองหลินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่เลว ไม่เลว ชื่อนี้ก็ดูดีเหมือนกัน”
“แล้วท่านเจ้าเมืองหลินกับฮูหยินคิดว่า หากข้านำอาหารชนิดนี้ไปขายที่ร้านเหล้าจะขายได้หรือไม่?”
“ย่อมได้อย่างแน่นอน!”
“ข้าก็ว่าต้องขายได้” หยางซื่อเสริมคำของสามี “หากเจ้าอยากทำอาหารชนิดนี้ก็ควรให้เป็นของแถมก่อนถ้วยเล็กๆ ข้ารับประกันว่าใครก็ตามที่ได้กินแล้วจะต้องติดใจสั่งอีกอย่างแน่นอน”
ถังฉือเย่ยิ้มกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ ก่อนจะนำวิธีทำไข่เยี่ยวม้าที่สวี่เวิ่นชู่เขียนยื่นไปให้ท่านเจ้าเมืองหลินด้วยสองมือ
“นี่คือวิธีการทำไข่เยี่ยวม้าเจ้าค่ะ ข้าเองก็คิดได้ด้วยความบังเอิญ ครั้งก่อนที่ท่านเจ้าเมืองหลินยอมลดตัวลงมาถึงที่บ้านของข้าและมาช่วยพี่ชายของข้า ข้านั้นก็ไม่ได้ของตอบแทนอะไร ดังนั้นจึงขอแสดงความจริงใจขอบคุณท่านเสียหน่อย และหวังว่าท่านจะไม่รังเกียจ”
เมื่อนางพูดคำนี้ออกไป ท่านเจ้าเมืองหลินและภรรยาต่างก็ตกใจอยู่ไม่น้อย มีหรือที่สองสามีภรรยาจะไม่รู้ว่าถังฉือเย่นั้นทำเพื่อร้านอาหารซานฉวน ไม่อย่างนั้นมีอย่างที่ไหนที่จะมอบสูตรอาหารให้อย่างง่ายดายเช่นนี้ เพียงแต่นางกล่าวคำได้อย่างสวยหรูและไม่ได้เอ่ยถึงร้านอาหารเลยแม้แต่คำเดียว จึงยากที่จะปฏิเสธ
เมื่อถังฉือเย่พูดจบแล้ว นางก็ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวด้วยสีหน้าที่อมยิ้ม จากนั้นก็วางกระดาษลงในมือของท่านเจ้าเมืองซึ่งได้ถอนหายใจพลางพูดขึ้นว่า “เจ้าเด็กคนนี้นี่” ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่หลินเฉี่ยวเชี่ยนแวบหนึ่ง
“ท่านพ่อ เหตุใดท่านถึงได้ถลึงตา ข้าทำผิดอะไรงั้นหรือเจ้าคะ?” ท่าทางที่ดูงุนงงนั้นทำให้ท่านเจ้าเมืองหลินอยากโกรธก็โกรธไม่ลง หยางซื่อเองก็หัวเราะแล้วดุไม่จริงจังนักว่า
“เจ้านี่ หากได้สักครึ่งของถังฉือเย่ ข้าก็คงจะวางใจแล้ว”
“ครึ่งหนึ่งอะไรหรือ?” หลินเฉี่ยวเชี่ยนยังคงไม่เข้าใจ “หากฉลาดได้สักครึ่งละก็ข้าคิดว่าข้าก็พอจะได้อยู่นะเจ้าคะ”
ท่านเจ้าเมืองหลินส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะก้มลงเปิดกระดาษใบนั้นออก เมื่อได้ดูแล้ว เขาก็ตกใจ ถามว่า
“กระดาษใบนี้ใครเป็นคนเขียนรึ?”
“เป็นเพื่อนบ้านของเย่เอ๋อร์เองเจ้าค่ะ สกุลสวี่”
“สวี่ซื่อหยวน?”
“เจ้าค่ะ เขาชื่อสวี่เวิ่นชู่ คนอื่นๆเรียกเขาอีกชื่อว่าสวี่ซื่อหยวน”
“ที่แท้ท่านสวี่ ก็อยู่ใกล้ๆบ้านเจ้านี่เอง เจ้าเด็กคนนี้เป็นคนที่โชคดีเสียจริงๆ” ท่านเจ้าเมืองหลินตกใจไม่น้อย เขาถือกระดาษพลางชมไม่หยุดปาก “ที่แท้ก็เป็นเขานี่เอง กระดาษเล็กๆเพียงแผ่นเดียวสามารถเขียนได้สวยถึงเพียงนี้ หากรู้ตั้งแต่แรกว่าสวี่เวิ่นชู่อยู่ที่นั่น ข้าคงไม่กล้ามีหน้าไปเขียนป้ายร้านเหล้าให้เจ้าหรอก”
ถังฉือเย่เห็นท่านเจ้าเมืองพยักหน้าและส่ายหน้าไปมาอยู่พักใหญ่ก่อนจะหันมาถามนาง “ปกติแล้วเจ้าเคยพูดคุยกับเขาบ้างหรือไม่?”
หญิงอ้าปากจะตอบ แต่ไม่ทันได้พูด เขาก็ตอบเองว่า “ดูข้าสิ ถามอะไรก็ไม่รู้ เจ้าเด็กคนนี้นี่ ให้สวี่เวิ่นชู่เขียนของแบบนี้ได้อย่างไรกัน เห้อ! เขาก็ยังยอมเขียนให้นะ”
ถังฉือเย่ยิ้มแหยๆ เพราะไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรผิดกันแน่ แต่เอาเถอะ ตอนนี้นางต้องเชื่อแล้วว่า
สวี่ซื่อหยวน ผู้นี้นั้นมีชื่อเสียงมากจริงๆ เพราะแม้แต่ท่านเจ้าเมืองหลินที่มีอายุมากกว่าเขาแท้ๆ แต่กลับเป็นผู้ที่คลั่งไคล้และให้เกียรติเขามากขนาดนี้
ท่านเจ้าเมืองหลินถามขึ้นอีกว่า “ปกติแล้วเขาทำอะไรบ้าง เจ้ารู้หรือไม่?”
“เหมือนว่าเขาจะอ่านหนังสืออยู่ทั้งวันนั่นแหละเจ้าค่ะ”
“มิน่าล่ะ!” ท่านเจ้าเมืองหลินยังคงชมอยู่ไม่หยุด “ไม่มีวันไหนที่เขาจะวางตำราลง ไม่เสียแรงที่เป็นสวี่ซื่อหยวน แล้วเจ้าได้พูดคุยกับเขาได้อย่างไร เขาชอบพูดอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้าคะ?” ถังฉือเย่ไม่เข้าใจ “ปกติข้าก็เห็นเขาชอบพูด ท่าทางก็ดูอ่อนโยนเป็นมิตร ยังไม่ทันจะพูดก็ยิ้มออกมาก่อนเสมอ หรือหากข้าจะขอความช่วยเหลือก็ง่ายดาย จะเอาหนังสือของเขาไปก็ได้ หากเจอคำที่ไม่รู้ก็ไปถามได้ เขาก็จะหากระดาษมาเขียนคำคำนั้นและสอนให้ข้าอ่าน แถมยังเขียนความหมายและที่มาให้ข้าอีกด้วย”
ตอนนั้นเองที่ท่านเจ้าเมืองหลินมองดูหญิงสาวด้วยความประหลาดใจ จนถังฉือเย่สงสัยต้องเอ่ยปากถาม “มีอะไรหรือเจ้าคะ?”
“ว่ากันว่าสวี่เวิ่นชู่ผู้นั้นมีนิสัยที่แปลกประหลาด หลังจากที่มีการสอบวัดระดับเขตเมืองในปีนั้น เขาได้ที่หนึ่ง หลังจากนั้นผู้ตรวจการก็ได้จัดงานเลี้ยงลู่หมิงขึ้น ในงานเลี้ยงนั้นท่านผู้ตรวจการพูดหยอกล้อว่าอยากรับเขามาเป็นผู้ติดตาม แต่ความจริงแล้วอยากที่จะให้เขามาเป็นพรรคพวกเพื่อประโยชน์ของตนเองต่างหาก เขาไม่ยินยอมและได้ปฏิเสธไปอย่างไม่ไว้หน้า แถมยังบอกอีกว่าผู้ตรวจการผู้นั้นเป็นขุนนางไม่ดี กลางงานเลี้ยงตรงนั้นเลย ผ่านไปได้ไม่กี่วัน ตอนที่เขาออกจากบ้านก็ถูกม้าที่ถูกทำให้ตื่นตกใจกระแทกเข้าจนขาหัก และไม่ได้ไปสอบอีกเลย”
บทที่ 100 ตกลงแล้วมีสวี่เวิ่นชู่กี่คน
ถังฉือเย่ฟังสิ่งที่ท่านเจ้าเมืองพูดเกี่ยวกับสวี่เวิ่นชู่ด้วยความประหลาดใจ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างจนท่านเจ้าเมืองหลินต้องอธิบายให้ฟังอีกรอบ นางจึงจะเข้าใจว่า ตอนนี้ทางการได้อนุญาตให้จ่ายเงินเข้าไปเรียนในกั๋วจื่อเจียนได้ ซึ่งใครก็ตามที่ได้เรียนที่กั๋วจื่อเจียนแล้วก็จะเหมือนกับบุคคลที่ถูกคัดเลือกให้ไปเรียนในเมืองหลวง สามารถสอบเป็นขุนนางรับราชการ โดยจะแบ่งคนเข้าเรียนออกเป็นสองจำพวก กลุ่มแรกเรียกว่ายินเจียนคือคนอาศัยตำแหน่งของบิดาเพื่อรับคุณสมบัติในการเข้าเรียน ส่วนผู้ที่ใช้เงินซื้อคุณสมบัติการเข้ารับจะเรียกว่าลี่เจียน
หญิงสาวคิดไม่ถึงว่าสวี่เวิ่นชู่จะมีช่วงเวลาที่เลือดร้อนเช่นนี้ มันช่างแตกต่างกับท่านสวี่ที่นางรู้จักตอนนี้เอามากๆ จนนางอดไม่ได้ที่จะต้องถามย้ำว่า “เช่นนั้นสาเหตุที่ม้าตกใจ อาจจะเป็นเพราะฝีมือคนมากกว่าอุบัติเหตุเหรอเจ้าคะ?”
ดวงตาของท่านเจ้าเมืองเป็นประกาย เขาเอื้อมมือมาเขกหัวของนางทีหนึ่ง “เจ้าเด็กคนนี้ กล้าถามไปหมดทุกอย่าง”
“แล้วเป็นความจริงหรือไม่เจ้าคะ?”
“เรื่องแบบนี้ใครจะรู้ได้เล่า” ท่านเจ้าเมืองพูดเสียงแผ่ว ถังฉือเย่ขยับเข้าไปใกล้อีกนิด ป้องปากถาม
“เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อใดกันเจ้าคะ?”
“น่าจะเป็นช่วงปีแรกๆของหมิงเหยียน ประมาณหกปีมาแล้ว”
“เช่นนั้นผู้ตรวจราชการคนนั้นมีชื่อว่าอะไรเจ้าคะ?”
“หลี่จิ้นจง”
ในระหว่างที่ทั้งสองคนนั้นพูดคุยสนทนากันอย่างไม่รู้จบนั้น ท้ายสุดก็เป็นหยางซื่อที่ทนไม่ไหวบอกกับสามีว่า “ท่านพี่…ท่านนำสูตรไข่เยี่ยวม้ามาให้ข้าดูก่อนสิ!”
“รอเดี๋ยว ข้าจะคัดลอกทำสำเนาก่อน” พูดเสร็จท่านเจ้าเมืองก็นำกระดาษไปที่ห้องหนังสือ พร้อมกับบอกลาถังฉือเย่
ภายหลังออกมาจากจวนของท่านเจ้าเมืองแล้ว หญิงสาวยังเดินเล่นเพื่อซื้อของอีกหลายอย่างในตัวเมือง รวมทั้งยังแวะดูร้านอาหารซานหยวนด้วย
ร้านอาหารซานหยวนแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก และก็ไม่ได้ดูหรูหราโอ่อ่าเหมือนอย่างโรงเหล้าซื่อฟางที่อยู่ริมถนน โดยดัดแปลงมาจากบ้านเก่าที่ค่อนข้างเล็กและเตี้ยอยู่สักหน่อย เพราะฉะนั้นอาหารธรรมดาอย่างไข่เยี่ยวม้าก็น่าจะพอขายได้บ้าง
เมื่อออกมาจากร้านซานหยวนแล้ว ถังฉือเย่ก็แวะเข้าไปที่ร้านข้าวสาร นางเห็นเด็กในร้านกำลังทยอยขายข้าวที่แตกหัก ซึ่งมีไม่กี่คนที่ซื้อ หญิงสาวจ้องมองข้าวแตกครึ่งถังนั่นพลางครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ตรงเข้าไปต่อรองราคา เมื่อได้ราคาที่ต้องการแล้วก็เหมามาทั้งหมด!
ตอนนี้นางมีปูนขาวอยู่ที่บ้าน เมื่อเห็นข้าวที่แตกหักอย่างนี้จึงนึกถึงอีกสิ่งหนึ่งออก…เหลียงเฟิน เพราะแม้ว่าในต้าเยี่ยนนั้นไม่มีมันเทศ แต่ก็สามารถนำข้าวมาทำเหลียงเฟินได้ เหมาะสำหรับเป็นอาหารหน้าร้อนเช่นนี้
ถังฉือเย่กลับมาบ้านด้วยความสุข แต่ถึงแม้ว่าจะตระเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างครบแล้ว แต่กลับไม่มีเวลาที่จะทำอย่างที่คิด เนื่องจากเหล้ารอบแรกได้กลั่นเสร็จแล้ว ผลไม้และสมุนไพรก็ซื้อมาแล้ว ดังนั้นถังฉือเย่ยังต้องรีบกลับไปกลั่นเหล้าฟู่โซ่วก่อนเป็นอย่างแรก
ทั้งนี้การใส่ส่วนผสมต่างๆนั้นจะทำในห้องพิเศษ โดยก่อนหน้านี้นั้นนางได้เคยบอกกับทุกคนไปก่อนแล้วว่าไม่อนุญาตให้ใครเข้าออกห้องลับนี้ได้ตามต้องการหากนางไม่อนุญาต
ฉีจิงมาถึงนานแล้วพร้อมกับท่านลุงสี่และคุณนายโจว พวกเขานำสมุนไพรที่เตรียมไว้มาชั่งน้ำหนัก แล้วแบ่งใส่ลงไปในโอ่งเหล้าขนาดใหญ่ จากนั้นจึงปล่อยให้ถังฉือเย่จัดการขั้นตอนสุดท้าย และย้ายไปอีกด้านหนึ่งพลางสั่งให้คนปิดผนึกไห
ถังหย่งที่ยืนอยู่ด้านนอกพาคนสองสามคนเดินตรวจตราไปมา ท่านลุงสามเองก็เป็นหนึ่งในนั้น และมีบางคนอดไม่ไหวจึงกล่าวขึ้นท่ามกลางความเงียบ “ถังฉือเย่อายุน้อยเช่นนี้ แต่กลับจัดการทุกอย่างได้อย่างชาญฉลาด ตระกูลไหนได้นางเป็นสะใภ้ ไม่เท่ากับได้ตุ๊กตาทองไปหรือ?”
“เจ้าช่างโง่เสียจริง พ่อหนุ่มฉีใส่ใจนางขนาดนี้ เจ้าคิดว่ามันเป็นเพียงเพราะความใจดีอย่างนั้นเหรอ” เขาพูดพลางหันมาหาท่านลุงสาม
“คุณชายสี่ของท่านก็ระมัดระวังเกินไปแล้ว สี่คนลงมือทำ อีกทั้งหนึ่งในนั้นยังมีเด็กสาวคนหนึ่งเท่านั้นแล้วเมื่อไหร่จะเสร็จ สู้ให้พี่ชายอย่างท่านเข้าไปช่วยจะเป็นอะไรไป”
ท่านลุงสามยิ้มบางๆและไม่ได้กล่าวอะไร แต่ในใจกลับรู้สึกไม่ดีขึ้นมานิดหน่อย น้องชายสี่ของตัวเองระมัดระวังเช่นนี้เป็นเพราะต้องการกันใครออกมาอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่เขาหรือที่เป็นพี่ชายแท้ๆ แล้วเพราะเหตุใดจึงเห็นหญิงสาวอย่างถังฉือเย่สำคัญกว่า!
ท่านลุงสามสะบัดหัวเบาๆไล่ความรู้สึกไม่ดีเหล่านี้ออกไป เมื่อเห็นท่านลุงสี่กวักมือเรียกให้เข้าไปช่วยบรรจุเหล้าที่ครั้งนี้สามารถกลั่นเหล้าผีผาได้มากถึงสองพันชั่ง เหล้าบ๊วยอีกพันชั่งซึ่งต้องใช้โอ่งใหญ่ๆมากกว่าหกสิบใบ จนทำเอายุ่งวุ่นวายไปทั้งวัน
หลังจากนั้นในเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากลุกจากที่นอนแล้ว ถังฉือเย่จึงตัดสินใจที่จะเริ่มทำเหลียงเฟินด้วยการนำข้าวที่ซื้อมาล้างน้ำให้สะอาดก่อน จากนั้นก็แช่ในน้ำประมาณสามชั่วยาม ในระหว่างนี้ค่อยมาละลายปูนขาวกับน้ำลงในน้ำปูนใสที่อิ่มตัว ปล่อยให้มันใสเองโดยธรรมชาติ แล้วกรองเอาส่วนใสๆที่ลอยเหนือตะกอนออก
หญิงสาวกวาดสายตากำลังมองหาเครื่องโม่หิน เพื่อจะได้นำข้าวมาผสมกับน้ำแล้วบดข้าวให้เป็นน้ำนมข้าวข้นๆ อัตราส่วนของน้ำนมข้าว ข้าวและน้ำ โดยทั่วไปจะอยู่ที่หนึ่งต่อหนึ่ง
หลังจากที่นำกลับมาก็ใส่หม้อก็ต้มน้ำนมข้าวด้วยไฟแรง แล้วเปลี่ยนไปตุ๋นด้วยไฟอ่อนๆ เวลาตุ๋นนี้ต้องใช้แท่งไม้คนในหม้อต่อไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้หม้อไหม้ รอให้สุกครึ่งหนึ่ง จากนั้นให้นำน้ำปูนใสที่เตรียมไว้ค่อยๆเทลงไปในหม้อ เพื่อให้น้ำนมข้าวแข็งตัว โดยทั่วไปปริมาณของน้ำปูนขาวจะถูกควบคุมแค่ไม่ให้มีรสขมก็ใช้ได้แล้ว ซึ่งโดยทั่วไป น้ำนมข้าวสิบส่วน ต้องใช้หนึ่งส่วนเพิ่มน้ำปูนขาวอีกหนึ่งจอกเหล้าก็จะถือว่าพอดี จากนั้นก็เทใส่ในอ่าง เมื่อมันเย็นตัวลงแล้วจึงแกะออกมา
ถังฉือเย่ใช้เวลาแทบทั้งวัน กว่าจะทำเหลียงเฟินออกมาสำเร็จ ในระหว่างที่กำลังยืนชื่นชมความสำเร็จของตัวเองอยู่นั้น ฉีจิงก็เดินเข้ามาแล้วถามว่า “เจ้ากำลังทำอะไร?”
หญิงสาวหันไปยิ้มพลางกล่าว “รอเดี๋ยว! เจ้าจะได้กินของอร่อยแล้ว”
จากนั้นไม่นานนักนางตัดเหลียงเฟินชิ้นเล็กๆ ตัดเท่าขนาดของไพ่นกกระจอก แล้วปรุงรสด้วยเกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู ถั่วดำหมัก กระเทียม ผงงาดำ พริกไทยป่น ผสมให้เข้ากันเล็กน้อย ก่อนจะยกไปให้เขาชิม
“เจ้าลองชิมดูสิ”
ฉีจิงรับมาก่อนจะยกขึ้นดมจนกลิ่นเค็มตีจมูก เขาก้มมองแป้งชิ้นเล็กๆดูอ้วนกลม ทั้งผ่องใสและแวววาว ด้านบนมีเครื่องเคียงวางไว้ราวกับกองหิมะบนภูเขาด้วยความแปลกใจ ก่อนจะหยิบตะเกียบมาพลางคลุกเคล้าเล็กน้อย เมื่อชิมไปคำหนึ่ง รสสัมผัสที่ได้นั้นทั้งเย็นและลื่น มีรสเปรี้ยวเค็ม มีกลิ่นหอม ยิ่งได้กินในช่วงอากาศร้อนๆอย่างนี้สักคำทำให้สดชื่นไปทั่วตัว!
“อร่อยไหม?”
“อร่อย” เขาหยุดไปชั่วขณะ “เจ้าอยากลองชิมไหม?”
“ได้สิ ตั้งแต่ทำเสร็จข้ายังไม่ได้ชิมเลย” นางพูดพลางหยิบตะเกียบทำท่าจะโน้มตัวไปคีบ ทันใดนั้นฉีจิงรีบคีบมาชิ้นหนึ่งพลางยื่นไปที่ริมฝีปาก
ถังฉือเย่ตกใจเล็กน้อยเหลือบมองเขาก็เห็นดวงตาดำสนิทคู่นั้นที่กำลังจ้องมองมาอยู่ก่อนแล้ว ทำเอานางทั้งเขินทั้งสับสนไปหมดกับการกระทำและดวงตาของชายหนุ่ม
นางลังเลครู่หนึ่งก่อนจะยอมอ้าปากและกินมันเข้าไป ฉีจิงยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้ากินต่ออีกหลายชิ้น “สิ่งนี้คืออะไร?”
ถังฉือเย่ยืดตัวขึ้นทั้งที่ร้อนวูบวาบไปทั้งตัว พยายามพูดเสียงให้นิ่งที่สุดว่า “ข้าเพิ่งจะคิดขึ้นมาได้ ยังไม่มีชื่อหรือไม่ก็เรียกว่าเต้าหู้นิ่มอาฉี?”
“ในเมื่อเจ้าเป็นคนคิด เช่นนั้นก็เรียกว่าเต้าหู้นิ่มอาเย่ไม่ดีกว่าหรือ?”
ถังฉือเย่หัวเราะ “เอาล่ะ ข้าไม่แกล้งเจ้าแล้ว เจ้านี่ทำมาจากข้าวที่บดเป็นแป้ง เช่นนั้นก็เรียกว่าเหลียงเฟินก็แล้วกัน”
ฉับพลันนั้นเองยังไม่ทันที่นางจะพูดจบก็เห็นใครหลายคนวิ่งกรูเข้ามา ถังจวิ้นเชินอ้าปากพูด “พี่ฉี อาเย่ พวกเจ้าใจร้ายมาก แอบกินอยู่คนเดียว พวกเราอยู่ข้างๆล้วนได้ยินหมดแล้ว”
ชายหนุ่มพูดพร้อมกับยื่นมือจะไปคว้าตะเกียบ ฉีจิงหลบอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ยกเท้าขึ้น และกระโดดไปจนถึงชายคา จากนั้นก็กินช้าๆอย่างไม่รีบร้อน
ถังจวิ้นเชินเงยหน้าขึ้นร้องเสียงหลง “พี่ฉี! ท่านใจร้ายมาก”
“เอาล่ะ เอาล่ะ” ถังฉือเย่ยิ้ม “รีบไปล้างมือแล้วมาลองชิม ข้าทำไว้ให้แล้ว”
ถังจวิ้นเชินร้องตะโกนอย่างยินดีพลางเดินไปล้างมือ เมื่อหญิงสาวเงยหน้ามองก็เห็นฉีจิงยังคงนั่งอยู่บนชายคา ระหว่างคิ้วของเขาแสดงความภูมิใจแบบไร้เดียงสา ความรู้สึกที่เปิดเผยออกมาข้างนอกนี้ ทำให้เขาดูหล่อเหลาอยู่ไม่น้อย
ถังฉือเย่เตรียมจานสองสามใบ ในขณะที่ทุกคนกำลังทานกันนั้นนางก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านนอก ว่า “เจ้าบ้านถัง”
ตอนนี้ไม่เพียงแต่คนที่ร้านเหล้าที่เรียกนางว่าเจ้าบ้านถัง แม้แต่คนในหมู่บ้านเองต่างก็เรียกนางเช่นนี้กันหมด ถังฉือเย่ขานรับ คนที่อยู่ด้านนอกจึงก้าวเข้ามา
“สองคนนี้กำลังหาท่านพี่ ข้าจึงพาพวกเขามา”
ถังฉือหรงและถังจวิ้นเชินกำลังแบ่งจานเหลียงเฟินกินกันอย่างมีความสุข แต่เมื่อเงยหน้าไปมองคนที่มาพวกเขาก็ต่างพากันตกใจ!
Comments
Post a Comment