sword ep1-10

ปรมาจารย์กระบี่อย่างเธอ ตื่นขึ้นมาในร่างของเด็กน้อยผู้ถูกผู้เป็นแม่ช่วงชิงรากวิญญาณไปแล้วผลักเธอทิ้งลงหน้าผาอย่างไม่ใยดี


โชคดีที่ได้เหล่าปรมาจารย์ผู้ล่วงลับคอยดูแลเลี้ยงดูเป็นอย่างดีจนเติบโตเป็นเด็กน้อยหน้าตา.งดงามพร้อมด้วยความสามารถอันล้นเหลือ 


ออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่เหนือสุสานเทพเจ้า เข้าร่วมการคัดเลือกศิษย์ใหม่ของสำนักยุทธ์ใช้ชีวิตเป็นศิษย์น้องน้อยผู้ได้รับการโปรดปรานจากบรรดาอาจารย์ พร้อมด้วยภารกิจลับนำพากระดูกของบรรดาผู้เลี้ยงดูผู้ล่วงลับ ส่งพวกท่านกลับบ้านเกิด !


บทที่ 1: ไก่ป่าในสำนักยังอายุยืนกว่านาง


   “ร้องไห้แล้ว! ร้องไห้แล้ว! ในที่สุดก็ร้องไห้แล้ว!”


   “สวรรค์! ก่อนหน้านางนิ่งเงียบมาตลอด ข้าคิดว่านางตายแล้วเสียอีก!”


   “เจ้าโง่ เจ้าพูดอันใดออกมา!”


   จีอู๋ซวงค่อยๆลืมตาขึ้น พบว่าตนเองอยู่ในดินแดนอันแสนวุ่นวาย มีผีเฒ่าห้าตนล้อมรอบนางราวกับกำลังดูสิ่งล้ำค่าแปลกประหลาด


   ประหลาด ?


   ไม่ใช่ว่าข้าตายแล้วรึ? เหตุใดจึงยังมีชีวิตอยู่?


   จีอู๋ซวงคิดจะเอ่ยถาม ทว่าเสียงที่เปล่งออกมากลับเป็นเพียงเสียงร้องไห้อันแสนแผ่วเบา


   พวกผีเฒ่าต่างพากันส่ายหน้า “ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย เด็กน้อยผู้นี้ถูกคนชั่วชิงรากวิญญาณแล้วโยนลงมาจากหน้าผา ก่อนพลัดหลงตกลงไปในรอยแยกสุสานเทพเจ้า แต่กลับยังมีชีวิตรอดอยู่ได้ ช่างเหลือเชื่อจริงๆ”


   ไม่นานจีอู๋ซวงก็รู้ความจริง นางได้มาเกิดในร่างใหม่แล้ว!


   แม้ว่านางจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนจึงฟื้นคืนชีพได้หลังจากถูกบรรดาจอมยุทธ์จากทุกเผ่าพันธุ์รุมล้อมเล่นงาน แต่เมื่อเทียบกับความตาย การมีชีวิตอยู่ย่อมดีกว่าเป็นไหนๆ ดังนั้นแม้จะแปลกใจ แต่นางก็พึงพอใจยิ่งนัก


   ทว่าร่างเดิมของนางนั้นยังเยาว์นัก เพิ่งจะมีอายุเพียงสองถึงสามขวบเท่านั้น ความทรงจำจึงเลือนราง สิ่งเดียวที่นางจดจำได้คือ… ก่อนสิ้นใจ ตนได้กินขนมหวานรสหอมลิ้น ก่อนจะถูกคนใจบาปกรีดหลังคอแล้วชิงเอากระดูกวิญญาณไป ทำให้นางเจ็บปวดแสนสาหัส


   ในช่วงเวลานั้น นางร้องเรียกหา ‘ท่านแม่ ท่านแม่’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไม่อาจทำให้จิตใจของคนที่นางเรียกอ่อนยวบลงได้แม้แต่น้อย ซ้ำร้ายคนที่นางเรียกว่ามารดายังตบหน้านางอย่างแรง พร้อมกับเอ่ยว่า “อย่ามาเรียกข้าว่าแม่ เจ้ามันก็แค่ขยะสกปรก มองเห็นเจ้าแล้วข้ารู้สึกขยะแขยงนัก!”


   ในอึดใจนั้น จิตวิญญาณของร่างเดิมก็ดับสลายลง


   น่าเสียดายยิ่งนัก


   ร่างของเด็กน้อยผู้นี้มีคุณสมบัติดีทีเดียว น่าจะเป็นรากจิตวิญญาณธาตุไฟและธาตุไม้ เหมาะแก่การฝึกฝนบนวิถีของนักปรุงยามากที่สุด


   ทว่าเมื่อร่างกายไร้ซึ่งกระดูกวิญญาณเช่นนี้ มันก็ย่อมกลายเป็นไร้ค่าโดยสิ้นเชิง แม้จะมีธาตุที่ดีเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ เพราะมันเปรียบเสมือนถังรั่วขนาดใหญ่ ไม่ว่านางจะฝึกฝนอย่างไร ทุ่มเทเพียงใด สุดท้ายปราณวิญญาณก็จะรั่วไหลออกไปจนหมดสิ้น ไร้ซึ่งความสำเร็จใดๆ


   เฒ่าชราทั้งห้าต่างมุงดูนางพร้อมกับกระซิบกระซาบกัน


   “แล้วเช่นนี้พวกข้าจะทำเช่นไรดี นางยังไม่ตาย เจ้าเลี้ยงเด็กเป็นหรือไม่?”


   “เลี้ยงบ้านเจ้าสิ ไอ้แก่บ้า! แม้ข้าจะสวมอาภรณ์สตรีและมีหน้าอกใหญ่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าข้าเป็นสตรี!”


   จีอู๋ซวงในชีวิตก่อน นางคือเทพกระบี่ผู้ไร้เทียมทาน เป็นที่ครั่นคร้ามแม้แต่เทพบนสวรรค์ ด้วยวรยุทธ์ขั้นสูง นางทะลวงขีดจำกัดของมนุษย์ กลายเป็นเซียนที่แม้แต่ในเก้าพันภพภูมิก็ไร้ผู้ต่อต้าน ปราณวิญญาณของนางแข็งแกร่งจนน่าพรั่นพรึง


   เพียงชั่วพริบตา นางก็มองทะลุปรุโปร่งถึงสถานการณ์ภายใน ‘สุสานเทพ’ แห่งนี้ ว่ามีเพียงวิญญาณเฒ่าตรงหน้านี้เท่านั้นที่พอจะเรียกได้ว่าเป็น ‘มนุษย์’ ส่วนที่เหลือล้วนเป็นภูตผีปีศาจ


   กล่าวคือ หากจีอู๋ซวงปรารถนาจะรอดชีวิต นางต้องรั้งวิญญาณเฒ่าเหล่านี้ไว้ให้ได้


   นางกะพริบตาใสแป๋วแวววาว จ้องมองวิญญาณเฒ่าทั้งห้าด้วยแววตาน่าเอ็นดู ทำเอาวิญญาณเฒ่าทั้งห้าถึงกับนิ่งงัน ก่อนจะถกเถียงกันอย่างดุเดือดยิ่งกว่าเดิม


   “เด็กคนนี้ ดวงตางดงามยิ่งนัก”


   “งามไปแล้วไยเล่า? นางยังเยาว์นัก ทั้งยังปราศจากรากวิญญาณ คงอยู่ได้ไม่เกินสามวันเป็นแน่”


   “เนิ่นนานเท่าใดแล้ว ที่เราได้พานพบสิ่งมีชีวิต อนิจจา อนิจจัง…”


   “ท่านปู่ ท่านย่าทั้งหลาย เหตุใดพวกท่านจึงลอยอยู่กลางอากาศเช่นนี้?”


   น้ำเสียงใสดุจกระดิ่งเงิน ผสานความน่ารักน่าชังของเด็กน้อย ฟังน่าเอ็นดูราวกับหยาดน้ำผึ้ง


   วิญญาณเฒ่าทั้งห้าเมื่อได้ยิน ต่างก็ตะลึงงันราวกับถูกสาป


   จีอู๋ซวงนั้นหน้าหนา ไม่รู้จักความเขินอายแม้แต่น้อย


   เรื่องที่ท่านหญิงไร้เทียมทานอย่างข้าต้องทำตัวน่ารักน่าเอ็นดูเพื่อเอาชีวิตรอดน่ะหรือ บอกเลยว่าข้าไม่หวั่น!


   ครู่ต่อมา เหล่าผู้เฒ่าต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะพากันร้องลั่น


   “บ้าเอ๊ย! เจ้าเด็กนี่มองเห็นพวกข้าได้หรือเนี่ย?!”


   “เด็กบ้าเด็กบออะไรกัน! นี่มันศิษย์ข้าต่างหากเล่า!”


   “ไปไกลๆเลย! นี่มันแก้วตาดวงใจของข้าต่างหาก!”


   “หลีกไปให้หมด ข้าจะเป็นคนเลี้ยงดูนางเอง!”


   หือ? นี่มันเรื่องอะไรกัน?


   บอกว่าหน้าอกใหญ่เหมือนบุรุษ แล้วแบบนี้จะเลี้ยงดูอะไรได้เล่า?


   เมื่อเหล่าผู้เฒ่าทั้งห้าต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่ก็ไม่อาจตัดสินได้ จึงตกลงใจร่วมกันรับนางเป็นศิษย์เสียเลย


   ส่วนเหตุผลที่ต้องรับนางทั้งที่ดู ‘ไร้ค่า’ น่ะรึ?


   เหตุผลนั้นแสนเรียบง่าย พวกเขาทั้งห้าล้วนแต่พานพบกันอย่างมิได้นัดหมายในสุสานเทพแห่งนี้ ดุจเรือน้อยล่องลอยไร้ทิศทาง และแม้แต่จีอู๋ซวงเองก็พลัดตกจากหุบเหวแล้วร่วงลงมาจากที่แห่งนั้นดุจเรือน้อยเช่นกัน


   เฮ้อ… นี่แหละหนาลิขิตสวรรค์!


   ต่อให้จีอู๋ซวงสูญสิ้นรากวิญญาณไป หรือแม้กระทั่งกลายเป็นเพียงเด็กน้อยไร้สติ พวกเขาก็จะสั่งสอนนางจนเลิศล้ำดุจดั่งอัจฉริยะ แล้วส่งตัวนางออกไปจากสุสานเทพแห่งนี้ พร้อมฝากฝัง ‘ข่าวสาร’ กลับไป


   ทารกน้อยจีอู๋ซวงผู้ซึ่ง ‘จุติ’ ลงมาในสุสานเทพอย่างกะทันหันผู้นี้ คือความหวังสุดท้ายของพวกเขา


   สิบปีผ่านไปดุจพริบตา


   แม้สุสานเทพจะเป็นแดนบรรจุร่างผู้ล่วงลับ แต่กลับอุดมไปด้วยพลังปราณและของวิเศษมากมาย


   พวกผู้เฒ่าพานางออกไปสร้างความวุ่นวายมิได้ขาด วันนั้นขุดเอาโสมพันปี วันโน้นกินปลาสามตาที่ใกล้บรรลุเป็นมังกร มะรืนนี้อีกก็จิบน้ำผึ้งเทพมงคลที่หมักจากผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังแอบขโมยปราณวิญญาณของสุสานเทพมาหล่อเลี้ยงรากจิตวิญญาณให้นางอีกด้วย


   จีอู๋ซวงจึงเติบโตขึ้นมาได้ด้วย ‘โอสถทิพย์’ อันล้ำค่าเหล่านี้


   วันนี้ จีอู๋ซวงในวัยสิบสองปีกำลังสะพายย่ามใบโต มองผู้เฒ่าทั้งห้าที่กำลังร้องคร่ำครวญด้วยความลำบากใจ


   ท่านอาจารย์ใหญ่ผู้มีผมและนัยน์ตาสีขาว บุคลิกสง่างามราวเทพเซียน ทว่ากลับชอบแอบเอาขนมมาให้นางกินลับๆ เขาเป็นเพื่อนกินของนางเอง


   ส่วนท่านอาจารย์รอง แม้จะดูดุดัน แต่เป็นเพราะปากหนักและนิสัยใจร้อน ทว่าแท้ที่จริงแล้วเขาอ่อนโยนยิ่ง ทั้งยังขี้แยอีกต่างหาก นางเคยเห็นเขาแอบร้องไห้หลายครั้งเพราะห่วงร่างกายของนาง


   ท่านอาจารย์สามเจ้าเล่ห์ที่สุด เป็นชายชราหน้าตาดี แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมกลโกง เขามักสอนวิชาแปลกๆให้นางเสมอ


   ท่านอาจารย์สี่ชอบแต่งกายเป็นสตรี เป็นผู้ที่งดงามที่สุดในบรรดาอาจารย์ทั้งห้า ผิวพรรณขาวผ่องราวหยก แม้แต่จิตวิญญาณก็ยังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพร


   ส่วนท่านอาจารย์ห้าเป็นผู้ที่พูดน้อยที่สุด แต่กลับเป็นผู้ที่รักและตามใจนางที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น เขายังแอบตามใจนางอยู่บ่อยๆ เพียงแค่เอ่ยปากขอสิ่งใด ในวันรุ่งขึ้นนางจะต้องได้รับมันอย่างแน่นอน


   เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ทางเข้าสุสานเทพจะเปิดออก ท่านอาจารย์ใหญ่กลับรู้สึกเสียใจ


   “อู๋ซวงเอ๋ย เจ้ายังเด็กนัก หากออกไปแล้วถูกกลั่นแกล้งจะทำเช่นไร? ไม่อย่างนั้น พวกเรารอให้สุสานเทพเชื่อมต่อกับโลกกว้างในครั้งหน้าดีหรือไม่? ครั้งหน้าไว้ค่อยออกไป?”


   ท่านอาจารย์สี่ที่ได้ยินเช่นนั้นพลันชกท่านอาจารย์ใหญ่ไปหนึ่งหมัด


   “รอให้แก่ตายรึไง นี่นับว่าโชคดีแล้วนะที่เวลาผ่านไปเพียงสิบปี สุสานเทพก็เชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้ หากครั้งหน้าต้องรอเป็นร้อยปีเล่าจะทำเช่นไร? อย่าลืมนะว่า เสี่ยวอู๋ซวงไม่มีรากวิญญาณ นางต้องกลับไปเอารากวิญญาณของตนเองกลับมา! มิเช่นนั้น ศิษย์น้อยผู้น่ารักของพวกเราก็จะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงไม่กี่ปี! ฮือๆๆ แม้แต่ไก่บนเขายังอายุยืนกว่านางเลย”


   จีอู๋ซวง “...”


   ขอบน้ำใจท่านอาจารย์สี่ยิ่งนัก…


   ไกลออกไป จู่ๆก็บังเกิดกระแสสั่นสะเทือน ก่อนที่ประตูสุสานเทพเจ้าทำทีเผยอจวนจะเปิดออกแล้ว


   ท่ามกลางน้ำตาอาบแก้มและเสียงคร่ำครวญของเหล่าอาจารย์ นางก้าวเท้าออกจากสุสานเทพทีละก้าว


   เมื่อปราศจากปราณวิญญาณ นางจึงไม่อาจครอบครองสมบัติวิเศษสำหรับบรรจุสิ่งของได้


   สิ่งที่นางทำได้เพียงแค่กอดห่อผ้าแน่น มันคือห่อผ้าที่ภายในบรรจุ ‘ชิ้นส่วนกระดูก’ ซึ่งเหล่าอาจารย์ทั้งห้าได้ร่ายมนตร์สะกดวิญญาณลงไป


   ส่วนจะเป็นชิ้นส่วนกระดูกส่วนใดนั้น เหล่าอาจารย์เป็นผู้เลือกด้วยตนเอง


   บ้างเห็นว่ากระดูกซี่โครงของตนช่างงามนัก บ้างเห็นว่ากะโหลกของตนหล่อเหลาหาใครเทียบ ส่วนบ้างก็เห็นว่ากระดูกนิ้วก้อยเท้าซ้ายของตนช่างวิเศษนัก


   สำหรับนางแล้ว ภารกิจมีเพียงหนึ่งเดียว นั่นคือการนำกระดูกของอาจารย์แต่ละคนกลับไปยังบ้านเกิด


   เมื่อภารกิจสำเร็จ นางก็จะได้อยู่อย่างสุขสำราญไปจนวันสิ้นลมหายใจ


   ส่วนเรื่องที่เฒ่าชราทั้งหลายกล่าวไว้ว่า ให้ข้าตามหาเศษรากวิญญาณของตนเองนั้น นางได้แต่คิดในใจว่า ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมเถิด


   เพราะสุสานเทพเชื่อมต่อกับเก้าพันโลกใบนี้ ร่างกายนี้สกุลอะไร ชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนดึงรากวิญญาณของนางไป


   นางล้วนมิรู้เลยแม้แต่น้อย!


   ส่วนเรื่องชาติภพก่อนหรือ?


   ความทรงจำเหล่านั้นคงโดนสุญญากาศกลืนกินไปจนสิ้นแล้วกระมัง สิ้นซากยิ่งกว่านางเสียอีก


   ด้วยความคิดอันปล่อยวางเช่นนี้ ในที่สุด นางก็คลานออกมาจากสุสานเทพได้สำเร็จ ผมเผ้าของนางยุ่งเหยิง ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นละออง ทว่าแสงรำไรอันอบอุ่นกลับโปรยปรายลงมาบนร่างของนางอย่างแผ่วเบา


   แสงตะวันนี่เอง


   จีอู๋ซวงค่อยๆเงยหน้าขึ้น ปล่อยให้แสงแดดสาดส่องลงบนแก้มของนาง


   พวงแก้มอวบอิ่มนั้นเผยรอยยิ้มพึงพอใจ


   นางรู้สึกสบายใจ แต่ผู้คนทั้งหลายที่อยู่ระหว่างทางต่างตกตะลึงกันเป็นแถว


   “สวรรค์! ช่างเป็นบุรุษผู้มีโชคลาภยิ่งนัก! ใกล้เวลาสิ้นสุดการทดสอบกลับรอดออกมาได้!”


   “ช่างโชคดีราวกับเหยียบอุจจาระสุนัข!”


   “แต่เขาเป็นคนของตระกูลใดกัน?”


   “เหตุใดจึงสวมอาภรณ์ขาดรุ่งริ่งเช่นนี้มาเข้าร่วมการคัดเลือกของสำนัก? ช่างไม่ให้เกียรติกันบ้างเลย!”


   ชั่วขณะหนึ่ง อารมณ์ริษยา เยาะเย้ย ดูถูก เกลียดชัง ต่างพุ่งตรงมายังจีอู๋ซวง


   นางกะพริบตาด้วยความงุนงง เพิ่งสังเกตเห็นว่าทางออกของสุสานเทพแห่งนี้ ‘เชื่อมต่อ’ กับสถานที่ทดสอบของสำนักอื่น!


   ช่างน่าอับอายยิ่งนัก หากนางเอ่ยว่าพวกเข้าใจผิดคิดไปเอง พวกเขาจะเชื่อหรือไม่?


   สตรีรูปโฉมงดงาม นัยน์ตาดุจน้ำผึ้ง บรรจงเดินเข้ามาจับมือนางอย่างแผ่วเบา เอ่ยว่า “ยินดีกับเจ้าด้วยศิษย์น้อง ที่สามารถผ่านการทดสอบครั้งแรกในวาระสุดท้าย บัดนี้ เจ้าคือศิษย์ของสำนักข้าแล้ว”


   จีอู๋ซวง “???”


   เรื่องนี้... มิจำเป็นเช่นนั้นกระมัง?


   จีอู๋ซวงกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธ ทันใดนั้น นางก็เงยหน้าขึ้นมองเห็นอักษรสามตัวขนาดใหญ่ส่องประกายระยิบระยับอยู่บนท้องฟ้า ‘สำนักอวิ๋นหลาน’


   โอ้สวรรค์ นี่มันไม่ใช่ ‘ปลายนิ้วเท้า’ เอ่อ… ไม่สิ… นี่มันสำนักของท่านอาจารย์รองนี่!


   ช่างเหมือนกับการเสาะแสวงหาสิ่งของอย่างยากลำบาก แต่สุดท้ายกลับได้มาโดยไม่ต้องออกแรง!


บทที่ 2: อัจฉริยะหรือขยะ?


   เมื่อสถานที่แห่งนี้คือสำนักอวิ๋นหลาน จีอู๋ซวงจึง ‘แสร้งจำใจ’ เป็นว่าเข้าร่วมการทดสอบขั้นต่อไป นั่นคือ บันไดถามใจ


   กฎนั้นเรียบง่ายยิ่ง ภายในหนึ่งวัน ผู้ใดสามารถไต่ขึ้นไปถึงยอดเขาได้ ผู้นั้นก็จะได้เข้าเป็นศิษย์สำนักสายใน ส่วนผู้ที่ไต่ขึ้นไปไม่ถึง ก็จะถูกแบ่งเป็นศิษย์สำนักสายนอกและศิษย์รับใช้ ตามลำดับขั้นที่ไต่ได้


   เมื่อจีอู๋ซวงจัดแจง ‘ท่านอาจารย์’ ทั้งหลายบนหลังเรียบร้อย นางจึงค่อยๆเหยียบย่างขึ้นบันไดถามใจ


   เพียงก้าวแรก ราวกับมีศิลาขนาดยักษ์ทับลงบนบ่า


   นี่คือความน่าเกรงขามของบันไดถามใจ เป็นการทดสอบจิตใจของศิษย์ กระทั่งเมื่อก้าวเดินไปจนถึงขั้นสุดท้าย น้ำหนักที่กดทับร่างกายในแต่ละก้าวยังจะทวีคูณ ยิ่งไปกว่านั้นการถามใจยังมาพร้อมภาพมายาแห่งจิตใจที่คอยหลอกลวงให้ไขว้เขว


   ความทรหด ความมั่นคง และความเฉียบคม …จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้


   ทว่าจีอู๋ซวงเพียงแต่มาส่งท่านอาจารย์รองกลับสำนัก ย่อมจะไม่มาร่วมเล่นสนุกกับเด็กๆเช่นนี้


   นางเพียงแค่มองไปรอบๆ ก่อนพ่นลมหายใจเบาๆออกมา ทำให้พลังกดทับรอบกายสลายหายไป


   นางก้าวเดินขึ้นไปอย่างผ่อนคลายและสบายๆทีละก้าว ทีละก้าว โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำของนางมิเพียงแต่ทำให้เหล่าผู้มีพรสวรรค์ที่เข้าร่วมการทดสอบต้องตกตะลึงจนขวัญผวาเท่านั้น แม้แต่ผู้คนจากสำนักใหญ่ต่างๆก็ยังเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง


   บนลานวิเศษหลิงเซียว เหล่าประมุขเจ้าสำนักและผู้อาวุโสแห่งห้าพรรคมารชุมนุมกัน แต่ครานี้ พวกเขามิได้สงบนิ่งดังเช่นเคย หากแต่เบิกตากว้าง จ้องมองร่างเล็กบนบันไดถามใจราวกับจะแผดเผา


   ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!


   แม้แต่พวกเขาที่ผ่านบันไดถามใจมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ต่างก็ยังมีอันต้องสะดุดบ้าง


   เหตุใดเด็กน้อยผู้นี้จึงก้าวเดินได้รวดเร็วปานนั้น?


   หรือว่า... นางคือผู้มีรากจิตวิญญาณพิเศษโดยกำเนิด ดังเช่นที่เล่าขานกัน


   เป็นบุตรแห่งสวรรค์กระนั้นหรือ?!


   “ยินดีด้วย ขอแสดงความยินดีกับท่านประมุขสำนักเหลียน”


   เสียงหนึ่งดังขึ้น ผู้นั้นคือเซียวเฉิน ประมุขสำนักเฟิงเสวียน


   ผู้ใดบ้างไม่รู้ว่าเซียวเฉินกับเหลียนซิง ประมุขสำนักอวิ๋นหลานนั้นเป็นคู่อริกันมาช้านาน ทั้งสองล้วนมาจากดินแดนเดียวกัน ความริษยาพยาบาทจึงก่อเกิดดั่งโจโฉที่เป็นอริกับจิวยี่


   บัดนี้ เหลียนซิงกลับได้พบกับอัจฉริยะเช่นนี้ ช่างน่าอิจฉาจนดวงตาแทบกลายเป็นสีเขียวแล้ว!


   ส่วนประมุขสำนักและผู้อาวุโสอีกสามสำนัก แม้มิได้เอ่ยวาจา แต่สายตาที่มองมายังเหลียนอู่เฉินล้วนเต็มไปด้วยความริษยา


   ด้วยนิสัยของตาเฒ่าชั่วช้าผู้นี้ คงจะดีใจจนหางชี้ฟ้าเป็นแน่


   น่าโมโหยิ่งนัก!


   บุคคลผู้มีพรสวรรค์ดุจเทพเซียนเช่นนี้!


   เหตุใดจึงมิได้เป็นศิษย์ของสำนักของพวกเขา!


   ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยสอดแนมที่ส่งไปก่อนหน้านี้ เหตุใดจึงไม่มีผู้ใดพบเห็นนางเลย?


   ปล่อยให้ตาเฒ่าฉวยโอกาสเช่นนี้ไปได้อย่างไร!


   เหลียนซิงได้สติกลับมา มุมปากก็แทบจะฉีกถึงใบหู แต่ยังคงแสร้งทำเป็นพูดว่า “โอ๊ย โธ่ โอ๊ย เจ้าสำนักทุกท่าน โปรดสงบสติอารมณ์ ก็แค่เด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น หากนางมีรากจิตวิญญาณธรรมดาเล่า? ต้องรอดู รอดูกันก่อน”


   ทุกคน “...”


   ถุ้ย!


   ข้าขอถ่มน้ำลายรดหน้าเจ้า! หน้าไหว้หลังหลอกนัก แม้ปากจะเอ่ยเช่นนั้น แต่เจ้าจะยอมยกนางให้พวกข้ารึ!


   บนบันไดถามใจ จีอู๋ซวงก้าวข้ามผู้เข้ารับการทดสอบทีละคน ทีละคน เพียงสองชั่วยามก็ถึงยอดเขาแล้ว


   ในชั่วพริบตาที่ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด แสงสว่างก็พลันดับลง คลื่นหมอกจางหายไป นางจึงมองเห็นความงามอันรุ่งเรืองของอาคารใหญ่เบื้องหน้า มันคือวิหารที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือแท่นศิลาแดนสวรรค์ มียอดหลังคาสูงเสียดฟ้า


   ท่ามกลางม่านหมอกบางเบา ภาพฉากเช่นนี้ดูราวกับวิมานในแดนเซียน 


   มันคือ วิหารเติงเซียว


   ใฝ่หาหนทางสู่ความเป็นหนึ่ง ต้องขึ้นสู่เติงเซียว ช่างเป็นวิหารที่สมชื่อเติงเซียวเสียจริง!


   “ยินดีด้วย ขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วยน้องหญิง” เสียงของหญิงสาวผู้แสนอ่อนโยนดังขึ้น รอยยิ้มของนางอบอุ่นยิ่งนัก “น้องหญิงคือคนแรกที่ผ่านด่านทดสอบจิตใจ ท่านอาจารย์และผู้อาวุโสต่างรอเจ้าอยู่ภายในวิหาร เชิญน้องหญิงเข้าไปเถิด”


   นางคารวะขอบคุณ ก่อนจะก้าวเท้าเล็กๆเพียงสองสามก้าว ก็ขึ้นไปถึงยังวิหารเติงเซียว


   เหลียนซิงกระแอมไอเบาๆ พยายามอย่างยิ่งที่จะกดมุมปากที่ยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เพื่อรักษาภาพลักษณ์อันเคร่งขรึมของเจ้าสำนักเอาไว้ “ศิษย์ที่อยู่เบื้องล่าง จงเอ่ยนามมา”


   จีอู๋ซวงคารวะด้วยท่าทางของผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน “ข้าคือจีอู๋ซวง”


   เหลียนซิงคิดว่าเด็กน้อยคงเพิ่งเข้าสู่เส้นทางนี้ จึงยังไม่เข้าใจธรรมเนียม จึงไม่ได้ถือสาอะไรมากนัก


   “ขึ้นไปบนแท่นทดสอบพลังวิญญาณ”


   ก้าวแรกของการคัดเลือกศิษย์ของสำนักใหญ่ทั้งหลาย คือ การขึ้นไปบนแท่นทดสอบพลังวิญญาณ แต่สิ่งที่พวกเขาทำในตอนนั้น เป็นเพียงการทดสอบว่ามีพลังวิญญาณหรือไม่เท่านั้น


   เมื่อผ่านด่านทดสอบสองด่านแรก และมาถึงยังวิหารเติงเซียวแล้ว จึงจะมีสิทธิ์ทดสอบความบริสุทธิ์ของปราณวิญญาณ


   โดยทั่วไปแล้ว หากผ่านด่านสองด่านนี้ได้ รากจิตวิญญาณย่อมบริสุทธิ์ไม่น้อย


   อาจถึงห้าส่วน หกส่วน หรือเจ็ดส่วนก็เป็นได้


   หากรากจิตวิญญาณบริสุทธิ์ถึงแปดส่วนขึ้นไป พวกเขาก็มีสิทธิ์อย่างมากที่จะถูกเหล่ายอดคนทั้งหลายดึงตัวไปเป็นศิษย์


   จีอู๋ซวงเดินอย่างสงบนิ่งไปยังเบื้องหน้าศิลาทดสอบ เพียงมือบางแตะลงบนศิลาทดสอบ แสงสว่างเจิดจ้าก็เปล่งประกายออกมา


   สีแดงฉานราวกับดวงตะวัน!


   สีเขียวมรกตสดใส!


   เป็นรากจิตวิญญาณคุณภาพสูง!


   ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นธาตุไฟและธาตุไม้!


   แม้ว่าผู้ฝึกตนที่มีรากจิตวิญญาณสองธาตุจะไม่อาจฝึกได้รวดเร็วเท่ารากจิตวิญญาณธาตุเดียว แต่รากจิตวิญญาณนี้เป็นถึงขั้นคุณภาพสูง! หากใช้สมบัติล้ำค่าหล่อเลี้ยง นางในอนาคตย่อมเก่งกาจเทียบเท่าอัจฉริยะสองคน!


   เซียวเฉินกลั้นไว้ไม่ไหวอีกต่อไป จึงเอ่ยปากพร้อมรอยยิ้ม “แม่นางน้อย ข้าคือเซียวเฉิน ประมุขสำนักเฟิงเสวียน หากเจ้ายินดีเข้าร่วมกับสำนักข้า ข้ารับรองว่าเส้นทางสู่ความเป็นเซียนของเจ้าจะราบรื่น สำนักเฟิงเสวียนทั้งหมดจะเป็นกำลังหนุนหลังให้เจ้าเอง!”


   บรรดาประมุขสำนักทั้งสามต่างก็เข้าร่วมวงแย่งชิงตัวนาง


   “แม่หนูน้อย มาอยู่ที่สำนักหยูเชิ่นของข้าเถิด สำนักของข้าเชี่ยวชาญด้านการปรุงโอ.สถ ด้วยรากจิตวิญญาณเช่นเจ้า เหมาะแก่การเป็นนักปรุงโอสถยิ่งนัก”


   “มิได้ มิได้ แม่หนูน้อย มาอยู่กับสำนักเล่ยจี๋ของข้าดีกว่า รากจิตวิญญาณของเจ้าช่างยอดเยี่ยม ทั้งยังมีปัญญาเฉียบแหลม เหมาะแก่การศึกษาคาถาอาคมยิ่งนัก”


   “แม่หนูน้อย เลือกสำนักเจี้ยนถิงเถิด ในใต้หล้านี้ มีเพียงผู้ฝึกกระบี่เท่านั้นที่ไร้ผู้ต่อต้าน!”


   จีอู๋ซวงกะพริบตาเล็กน้อย ดวงตาที่ใสกระจ่างไร้ซึ่งความหวั่นไหว กำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้นเอง เหลียนซิงก็หัวเราะเยือกเย็น “พวกเจ้าเลิกคิดไปได้เลย นางคือศิษย์ของข้า เป็นศิษย์สืบทอดโดยตรงของข้า...”


   สิ้นคำ พวกประมุขสำนักที่คิดแย่งชิงศิษย์ก็ล้มเลิกความตั้งใจ


   ให้ตายเถอะ! 


   เหลียนซิงผู้นี้ลงทุนมากมายเหลือเกิน!


   รู้กันดีว่า เหลียนซิงได้ให้คำสาบานแห่งสวรรค์ไว้แล้ว ว่าชีวิตนี้จะรับศิษย์เพียงห้าคน และนี่ก็เป็นที่ว่างสุดท้ายแล้ว


   จริงอยู่ว่า จีอู๋ซวงนั้นมีทั้งพรสวรรค์ สติปัญญา และจิตใจอันเฉียบแหลม ที่กล่าวได้ว่าเลิศล้ำหาผู้ใดเทียบ แต่ก็น่าเสียดายนัก ที่เป็นผู้มีรากจิตวิญญาณถึงสองธาตุ


   หากพวกเขาคิดจะรับศิษย์สืบทอด ก็ย่อมต้องเลือกผู้มีรากจิตวิญญาณเพียงธาตุเดียว หากเลือกผู้มีถึงสองธาตุเช่นนาง เห็นทีจะไม่คู่ควรกับคำว่า ‘ศิษย์สืบทอดตำแหน่งประมุขสำนัก’ เป็นแน่


   ในขณะที่ทุกคนกำลังครุ่นคิดอย่างขุ่นเคือง ทันใดนั้น แสงสว่างบนศิลาทดสอบก็พลันดับวูบลง


   รวดเร็วดั่งดาวตก รุนแรงและน่าตื่นตะลึง


   การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ ทำเอาทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้นต่างตกตะลึงพรึงเพริด!


   “ดูสิ! เกิดอะไรขึ้น?”


   บรรดาผู้นำแต่ละสำนักต่างจ้องมองไปยังศิลา พร้อมกันนั้นก็พากันสูดลมหายใจเข้าไปอย่างแรง


   เหตุใดศิลาทดสอบจึงดับลงเล่า?


   เช่นนี้...


   หรือว่าการทดสอบเมื่อครู่ จะมีปัญหาอันใดหรือไม่?!


   พวกเขากำลังตกตะลึง ในพริบตาต่อมา หินทดสอบจิตวิญญาณก็เริ่มสั่นไหวราวกับแผ่นดินไหว แสงสว่างวาบหนึ่งส่องประกายเจิดจ้า อีกคราหนึ่งก็มืดมิดไร้เงา


   กะพริบเป็นระยะระยะ จนเกือบจะทำให้ดวงตาของผู้คนตาบอด


   พวกเขาต่างพากันฉงน


   หินทดสอบจิตวิญญาณเสียหรืออย่างไร?


   เหลียนซิงขมวดคิ้วแน่น ก้าวเท้าหนึ่งก้าว ร่างกายเคลื่อนไหวไปอยู่ข้างกายจีอู๋ซวง ในชั่วพริบตา เขากุมชีพจรของนางไว้ ก่อนพบว่าเด็กสาวผู้นี้มีรากจิตวิญญาณสวรรค์ขั้นสุดยอดอย่างแท้จริง …แต่นางดูเหมือนจะไม่มีกระดูกวิญญาณ?


   เหลียนซิงไม่แน่ใจนัก เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้เล่า ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก!


   เขาแอบส่งกระแสปราณไปยังจีอู๋ซวง “เด็กน้อย กระดูกวิญญาณวิญญาณของเจ้าเป็นเช่นไรกันแน่?”


   หากจีอู๋ซวงไม่ต้องการให้เหลียนซิงล่วงรู้ถึงปัญหาของตน นางย่อมมีวิธีรับมือมากมาย แต่นางกลับตอบอย่างสงบว่า “ถูกผู้อื่นขุดไปแล้ว”


   ดวงตาคมดุจเหยี่ยวของเหลียนซิงเบิกกว้าง กระดูกวิญญาณถูกขุด!


   …พูดอีกนัยหนึ่ง พรสวรรค์อันสูงส่งที่มีย่อมไม่อาจแสดงออกมาได้


   เด็กสาวผู้มีพรสวรรค์เลิศล้ำผู้นี้ ชั่วชีวิตนี้ไม่อาจฝึกฝนได้ เป็นเพียงขยะไร้ค่าหรือ?


บทที่ 3: จี้หยกและบุตรีแห่งโชคชะตา


   ห้วงอารมณ์ของเหลียนซิงราวกับถูกมัดไว้บนหลังของนกเผิงยักษ์ บ้างก็ทะยานสู่ฟ้า บ้างก็ดิ่งลงสู่ก้นบึ้งมหาสมุทร


   อัจฉริยะก็ยังคงเป็นอัจฉริยะ แต่หากปราศจากรากจิตวิญญาณแล้ว ไฉนเลย ‘ตัวนาง’ จะยังมีประโยชน์อันใด


   เหลียนซิงสบตากับดวงตาที่แสนบริสุทธิ์ของเด็กน้อยด้วยท่าทางสับสน ไม่รู้ว่าควรเอ่ยสิ่งใดออกมา


   ร่างกายของนางช่างบอบช้ำ เสื้อผ้าขาดวิ่น ผ่ายผอม แต่กลับสามารถฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการมาถึงที่นี่ได้ ทั้งที่ถูกขุดรากจิตวิญญาณไปแล้ว!


   ช่างน่ายกย่องยิ่งนัก


   แต่หากข้าเอ่ยว่า นางไม่อาจฝึกฝนได้อีกต่อไป และต้องจากสำนักไป นางจะไปที่ใดได้อีกเล่า?


   จะต้องตายอยู่ข้างนอกหรือ?


   จะเคียดแค้นชิงชังโลกใบนี้หรือ?


   หากเป็นยามปกติ เหลียนซิงคงไม่มี ‘ความเห็นอกเห็นใจ’ เช่นนี้หรอก แต่การร่วงหล่นของอัจฉริยะเช่นนาง ย่อมสร้างความอาลัยยิ่งนัก


   ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงอัจฉริยะผู้นี้ที่เกือบจะได้เป็นศิษย์ของเขาแล้ว!


   เขากำลังครุ่นคิดหาถ้อยคำที่ปฏิเสธโดยไม่ทำลายความมั่นใจของเด็กหญิงตัวน้อย ทันใดนั้นก็ได้ยินนางเอ่ยว่า “ท่านไม่จำเป็นต้องรับข้าเป็นศิษย์หรอกเจ้าค่ะ ข้ายอมรับว่าไม่อาจฝึกตนได้ และที่ข้ามาที่นี่ก็มิใช่เพื่อแสวงหาหนทางแห่งเต๋า แต่เพื่อมาส่งของต่างหาก ส่งของเสร็จแล้วข้าก็จะไป”


   “ส่งของ?”


   “ถูกต้องเจ้าค่ะ บรรพบุรุษของข้าเป็นคนของสำนักอวิ๋นหลาน เขาสิ้นชีพไปแล้ว เหลือเพียงแต่โครงกระดูก บรรพบุรุษสั่งเสียให้ข้านำมาคืนยังสำนัก บังเอิญว่ามาตรงกับช่วงคัดเลือกศิษย์ใหม่พอดีเท่านั้น หลังจากฝังร่างของเขาเรียบร้อยแล้ว ข้าก็จะไป ขอท่านโปรดวางใจ”


   ศิษย์สำนักอวิ๋นหลานจำนวนไม่น้อยที่ออกไปฝึกฝนตนภายนอกล้วนจบชีวิตลงและถูกนำกระดูกกลับมาฝังที่สำนัก เหตุการณ์เช่นนี้มิใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด


   เหนือสิ่งอื่นใด โครงกระดูกของผู้ฝึกตนล้วนผ่านการหล่อหลอมด้วยพลังปราณ จึงถือเป็นวัสดุชั้นเลิศสำหรับพวกมารร้ายในการสร้างศาสตราวุธ


   เดิมที เหลียนซิงตั้งใจแน่วแน่แล้ว แต่เมื่อได้ยินว่าเด็กคนนี้เป็นลูกหลานของคนในสำนักอวิ๋นหลาน หัวใจของเขาก็พลันสั่นไหว ไม่กล้าทำตัวเย็นชาอีกต่อไป


   เซียวเฉินซึ่งอยู่ด้านข้างเห็นท่าทางของเหลียนซิงก็รู้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล


   ‘อัจฉริยะ’ ที่ว่านี่ต้องมีปัญหาแน่ๆ เหลียนซิงถึงอยากจะกลับคำไม่รับนางเป็นศิษย์!


   แต่เหลียนซิงก็โอ้อวดไว้ซะดิบดี จะปล่อยให้เขารอดไปง่ายๆได้อย่างไร อย่างน้อยก็ต้องให้เสียหน้าบ้าง!


   เขาถึงกับนึกคำพูดที่จะใช้เยาะเย้ยเอาไว้แล้ว! ท่านคิดดูสิ ประมุขสำนักอวิ๋นหลานผู้สูงส่งจู่ๆก็ผิดคำพูด พลิกลิ้นไปมา ช่างน่าอับอายขายหน้าเสียจริง! ฮิฮิฮิ!


   เซียวเฉินเผยรอยยิ้มกว้างพลางเอ่ยว่า “ท่านประมุขสำนักเหลียน เรื่องมันเป็นเช่นไรกัน? หรือว่าศิลาทดสอบพรสวรรค์ของพวกเจ้าเกิดปัญหาขึ้น? อยากให้ข้าหามาให้ใหม่สักอันหรือไม่? จะได้ดูกันให้แน่ชัดว่าศิษย์ตัวน้อยของเจ้ามีพรสวรรค์เช่นไรกันแน่?”


   เหลียนซิงกัดฟันกรอดก่อนเอ่ยว่า “ไม่รบกวนท่านประมุขสำนักเซียวให้ต้องลำบากหรอก”


   เซียวเฉินยังคงยิ้มราวกับหมาป่าเจ้าเล่ห์ “จะลำบากอันใดเล่า? พวกเราก็ล้วนเป็นผู้ฝึกตนด้วยกันทั้งนั้น นี่ก็ศิษย์คนสุดท้ายของเจ้ามิใช่หรือ? มาๆๆ เด็กน้อย ข้าคือสหายของท่านอาจารย์เจ้า รับของขวัญจากข้าสักหน่อยเป็นไร มานี่ มานี่ มารับของขวัญเร็วเข้าเด็กน้อย”


   ระหว่างที่เอ่ย ดวงตาของเซียวเฉินพลันเปล่งประกายดุจดวงดาว


   เพื่อกลั่นแกล้งเหลียนซิง คนหน้าหนาเช่นเขาถึงกับยอมใช้ ‘คำล่อลวง’ กับเด็กตัวน้อยเช่นนาง


   หัวใจของเหลียนซิงพลันกระตุก หากจีอู๋ซวงพลาดท่าไปรับของขวัญจากอิทธิพลของคำล่อลวงเข้า เขาก็คงไม่ต่างอะไรกับถูกย่างอยู่บนกองเพลิงเป็นแน่


   ประมุขสำนักอีกสามคนที่เหลือต่างก็มุงดูเหตุการณ์อย่างสน.อกสนใจ ต่างอยากรู้ว่าเหลียนซิงจะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร จะยอมกลืนไม่เข้าคายไม่ออกรับอัจฉริยะที่มีปัญหานี่ไว้ หรือจะถูกเซียวเฉินเยาะเย้ยถากถางว่า ‘ตาถั่ว’ กันแน่


   ทว่าจีอู๋ซวงกลับเอ่ยเพียงแค่คำว่า ‘ไม่’ เบาๆ ทำให้คำล่อลวงของเซียวเฉินสลายหายไปราวกับไม่เคยปรากฏ


   นอกจากเซียวเฉินผู้ร่ายคำล่อลวง คนอื่นๆต่างคิดว่าเซียวเฉินเกิด ‘สำนึกผิด’ ขึ้นมา จึงเลิกแสดงท่าทีเป็นเด็กๆแล้ว


   แม้แต่ตัวเซียวเฉินเองยังตระหนก “!”


   เขาเริ่มด้วยการบีบมือของตนเองแรงๆ เพื่อให้แน่ใจว่ามันเจ็บจริงๆ และสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ภาพหลอน ก่อนจะผุดลุกขึ้น พลางจ้องมองเด็กสาวคนนี้อย่างแน่วแน่


   เขามี ‘นัยน์ตาจริงแท้’ ที่สามารถมองเห็นอายุขัยกระดูกของทุกคนได้แค่เพียงมองครั้งเดียว


   เด็กสาวที่อยู่ตรงหน้า นางอายุสิบสองปีอย่างแน่นอน!


   ไม่มีผิดพลาดแน่!


   และลมหายใจของนางก็บริสุทธิ์ เป็นไปไม่ได้ว่าจะถูกยึดร่าง!


   เด็กสาวอายุสิบสองปี?!


   แต่แค่วจีเดียว นางกลับทำลายอาคมที่เขาแอบใช้?!


   นี่มันไม่ใช่อัจฉริยะหรอกหรือ?!


   นางผู้นี้ช่างชวนให้ตื่นตะลึงยิ่งนัก!


   เด็กน้อยเช่นนาง แม้ร่างกายจะมีปัญหาอันเนื่องจากกระดูกวิญญาณถูกขุดออก หากทว่าด้วยพรสวรรค์เช่นนี้ มันก็หาใช่เรื่องใหญ่ไม่


   เซียวเฉินก้าวอาดเดียวมาถึงข้างกายจีอู๋ซวง เอ่ยอย่างร้อนรน “คุณหนูน้อย หากเหลียนซิงไม่ต้องการรับเจ้าเป็นศิษย์ ข้ารับเจ้าเป็นศิษย์เอกก็ย่อมได้”


   ฟ้าดินเป็นพยาน


   เซียวเฉินรู้ทั้งรู้ว่ารากจิตวิญญาณของจีอู๋ซวงนั้นมีตำหนิ แต่ยังยินดีรับนางเป็นศิษย์ เพราะนางสามารถก้าวผ่านเส้นทางถามใจได้อย่างราบรื่น และเพียงคำเดียว ก็สามารถทะลวงผ่านอาคมวจีของเขาได้!


   วัยเพียงสิบสองปีกลับมีพรสวรรค์น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ นางต้องมีจิตวิญญาณแห่งเต๋าโดยกำเนิดเป็นแน่!


   ในอนาคต หกศาสตร์แห่งการฝึกตน ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์แห่งข่ายอาคม ยันต์ เล่นแร่แปรธาตุ หลอมสร้างอาวุธ สัตว์อสูร หรือแม้แต่การหล่อเลี้ยงวิญญาณ นางต้องเชี่ยวชาญทั้งหมดอย่างแน่นอน!


   เขาจะต้องแย่งชิงนางมาให้ได้!


   ทว่าท่าทางของเซียวเฉิน เมื่อตกอยู่ในสายตาของเหลียนซิง เขากลับตีความไปว่าเจ้าเฒ่าชรานั่นคิดไม่ซื่อ คิดจะบังคับให้ ‘ตัวเขา’ รับศิษย์


   นี่เป็นเรื่องบาดหมางระหว่างข้ากับเจ้า ไม่ควรมาพาลพาเด็กน้อยผู้นี้ หากนางเข้าเป็นศิษย์ของเจ้า ในภายภาคหน้า หากเจ้ารู้ว่านางไร้ซึ่งกระดูกวิญญาณ ก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่านางจะต้องพบกับจุดจบอันน่าเวทนาเช่นใด!


   เซียวเฉินมองบุรุษผู้มีท่าทางราวเซียนผู้นี้ ก่อนยืดตัวตรงจ้องสวนกลับอย่างไม่ยอมเสียเปรียบแม้เพียงน้อยนิด


   ช่างเถิด!


   เด็กน้อยผู้นี้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการมาถึงที่แห่งนี้ได้ ก็ถือว่ามีวาสนาต่อกัน ยิ่งไปกว่านั้น นางยังต้องมาเผชิญกับความลำบากเพราะเขา ถูกเจ้านั่นที่เป็นถึงประมุขสำนักกลั่นแกล้ง นี่ก็ถือเป็นลิขิตฟ้า


   มีวาสนาต่อกันเช่นนี้ …เอาเป็นว่าตัวข้าจะขอรับนางเป็นศิษย์เอง!


   เมื่อเหลียนซิงตัดสินใจได้แล้ว ก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาก จึงเอ่ยว่า “เจ้าช้าไปแล้ว เมื่อครู่ข้าได้กล่าวไปแล้ว นางคือศิษย์สืบทอดของข้า”


   ครานี้เป็นทีเซียวเฉินที่รู้สึกเสียดายอย่างแท้จริง อัจฉริยะเช่นนี้ เขาก็อยากได้มาครอบครองเช่นกัน! “เรื่องนี้ควรให้เด็กน้อยเป็นผู้ตัดสินใจเองมิใช่หรือ? เด็กน้อย เจ้าอยากเลือกใครเป็นอาจารย์?”


   “เลือกทำไม นางเป็นศิษย์ข้า!”


   “เห็นได้ชัดว่าข้าเหมาะสมกว่า”


   จีอู๋ซวง “...”


   ลึกๆแล้ว ตัวนางผู้นี้หาได้ปรารถนาสิ่งใดไม่


   ครั้นสองสำนักจากยุทธภพยังคงโต้เถียงกัน ในฉับพลันนั้น จู่ๆก็ได้ปรากฏร่างของผู้พิชิตยอดเขาเข้ามาอีกผู้หนึ่ง


   เป็นโฉมสะคราญ งามเลิศล้ำ ดุจนางฟ้าจุติจากสรวงสวรรค์ นางยังเยาว์วัยนัก อายุราวสิบห้าสิบหกปี ผิวพรรณผุดผ่องดุจหิมะแรก ร่างระหงนี้ช่างงามพิสุทธิ์ บริเวณโดยรอบราวกับมีม่านพลังอัศจรรย์แผ่ออกมา


   งามราวกับหมอก ราวกับสายฝน ราวกับสายลม แลดูราวกับภาพมายาในฝัน


   ยามนางเยื้องกรายเข้ามาในโถงใหญ่ บรรดาสายตาของเหล่าผู้คนต่างพุ่งตรงมายังร่างระหงของอีกฝ่ายโดยไม่ได้นัดหมาย แม้กระทั่งสองประมุขสำนักผู้ยิ่งใหญ่ที่ยังคงโต้เถียงกันอยู่ก็ยังพลอยเบนสายตา


   ดูเหมือนนางจะคุ้นเคยกับการตกเป็น ‘จุดสนใจ’ เสียแล้ว สาเหตุคงไม่พ้นความงามที่เปล่งประกายราวกับดวงตะวัน


   แม้จะมีผู้ใดมาบดบังความเจิดจรัสของนางได้ชั่วคราว แต่สุดท้ายแล้วคนผู้นั้นก็ต้องพบกับจุดจบอันน่าเวทนา ดังเช่นพี่สาวร่วมบิดาของนางคนนั้นเป็นต้น


   นางมั่นใจเสมอว่าตนเองนั้นช่างพิเศษ เพราะตั้งแต่เยาว์วัย ‘ลางสังหรณ์’ ของนางมักแม่นยำยิ่ง จึงสามารถหลบภัยอันตรายทั้งปวงได้อย่างง่ายดาย ราวกับมองเห็นชะตาฟ้าลิขิต


   และเมื่อนางได้ครอบครองหยกวิเศษโดยบังเอิญ ความรู้สึกนี้ยิ่งทวีคูณ


   เซียนเฒ่าในหยกได้บอกกับนาง ว่าตัวนางถือกำเนิดมาพร้อมโชคชะตาแห่งสวรรค์ ถือเป็นบุตรแห่งโชคชะตาของผืนพิภพนี้


   นางจึงตัดสินใจออกจากออกมอกบิดามารดา เพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกของสำนักใหญ่


   เอาเถอะ… ตระกูลของข้าก็เป็นเพียงตระกูลผู้ฝึกตนเล็กๆเท่านั้น ไม่อาจเทียบได้กับชะตาบุตรีแห่งโชคชะตาของนางได้หรอก


   เมื่อนางมาถึงดินแดนเทียนหลาน ทวีปตะวันออก สำนักอันดับหนึ่งของที่แห่งนี้ย่อมต้องเป็น …สำนักอวิ๋นหลาน!


   นางรู้สึกได้... โอกาสของนางอยู่ที่นี่แล้ว!


   ไม่ผิดแน่ บุรุษรูปงามทั้งสอง เมื่อเห็นนางต่างก็ตะลึงงัน คงจะตื่นตะลึงในความงามของนางกระมัง?


   สาวน้อยผู้นี้เผยรอยยิ้มบางๆ ค้อมกายคารวะผู้คนรอบด้าน เอ่ยว่า “โม่หลานอีคารวะท่านอาวุโสทุกท่าน”


   จี้หยกของโม่หลานอีสั่นไหว จิตวิญญาณของชายชราที่อยู่ในจี้หยกราวกับรับรู้ได้ เขารีบส่งกระแสปราณบอกโม่หลานอี


   [เห็นบุรุษผู้สง่างามในชุดขาวผู้นั้นหรือไม่ นั่นคือท่านประมุขสำนักอวิ๋นหลาน เจ้าต้องฝากตัวเป็นศิษย์เขาให้ได้! ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า เจ้าต้องได้เป็นศิษย์คนสุดท้ายของเขาแน่นอน พอเจ้าเป็นศิษย์เขาแล้ว ทรัพยากรของสำนักอวิ๋นหลานก็จะเป็นของเจ้าทั้งหมด ไปเถอะ! ไปแสดงพรสวรรค์ให้พวกเขาดู!]


   โม่หลานอีมั่นใจยิ่งนัก ‘ท่านปู่วางใจเถิด ข้าจะต้องทำให้ท่านประมุขสำนักอวิ๋นหลานรับข้าเป็นศิษย์เอง!’


   ส่วนจีอู๋ซวงที่ชุดก็ขาดวิ่น ตัวก็ผอมแห้งน่าสงสาร โม่หลานอีจึงไม่แม้แต่จะชายตามอง


บทที่ 4: รากจิตวิญญาณธาตุแสง


   เมื่อเห็นผู้เข้ารับการทดสอบอีกคนขึ้นสู่จุดสูงสุด เหลียนซิงและเซียวเฉินต่างจ้องมองกันชั่วครู่ ก่อนจะมิได้โต้เถียงกันอีก


   ทั้งสองคนต่างกลับไปยังตำแหน่งของตนเอง กลับคืนสู่ท่าทางของประมุขสำนักอันแสนยิ่งใหญ่ ผู้ปราศจากมลทิน และไร้ซึ่งผู้ใดกล้าลบหลู่


   เหลียนซิงไม่ลืมที่จะใช้ปราณวิญญาณประคองร่างของจีอู๋ซวงขึ้นมาวางไว้ข้างกาย ทั้งยังนำเบาะรองนั่งที่เปล่งประกายสีทองอร่าม ซึ่งดูก็รู้ว่าเป็นของวิเศษล้ำค่าไว้ใต้ร่างของนาง พร้อมกับนำผลไม้จิตวิญญาณมาให้นางหลายผล บอกให้นางกินเล่น


   ท่าทางราวกับปกป้องลูกรักเช่นนี้ ทำให้จีอู๋ซวงได้แต่ขมวดคิ้วและอมยิ้มไปพร้อมๆกัน นางส่งกระแสปราณถึงเขาอีกครั้ง


   ‘ท่านอาจารย์เหลียน ขอบพระคุณสำหรับความเมตตา ทว่าด้วยร่างกายของข้าน้อย คงมิอาจเป็นศิษย์ของท่านได้’


   เสียงของเหลียนซิงเต็มไปด้วยความยินดี ‘หนูน้อยไม่ต้องกังวลใจไป ข้ารู้สึกผูกพันกับเจ้าเป็นอย่างยิ่ง คาดว่าตัวเจ้ากับข้าต้องมีวาสนาเป็นศิษย์อาจารย์กันไม่ผิดแน่’


   ‘ผูกพัน?’


   ‘ท่านอาจารย์รู้ได้อย่างไร?’


   ‘เป็นสัญชาตญาณ!’


   ง่ายเพียงนั้นเลย?


   ในชีวิตก่อน จีอู๋ซวงฝึกตนจนบรรลุขั้นเซียน ใช้อำนาจตนฝืนชะตาฟ้าดิน มีพลังปราณวิญญาณลึกล้ำเกินหยั่งถึง


   บัดนี้ แม้จุติใหม่ และพลังฝึกตนจะสูญสิ้น แต่วิถีเต๋า อำนาจญาณ และอาณาเขตพลังกลับไม่สูญหาย


   ด้วยเหตุนี้ในอึดใจนั้น นางพลันยอมเสี่ยงถูกทัณฑ์สวรรค์ ก่อนเปิดใช้ ‘อาณาเขตพลัง’ เพื่อสัมผัสกับความจริงแท้เบื้องหลังเหลียนซิง และเพียงชั่วพริบตานางก็เข้าใจแจ่มแจ้ง


   ที่แท้ประมุขสำนักผู้นี้ก็เป็นทายาทสายเลือดเดียวกับท่านอาจารย์รองของข้านี่เอง! ไม่แปลกที่ประมุขสำนักเหลียนผู้นี้ ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับท่านอาจารย์รองจอมขี้แยของข้านัก ภายนอกดูน่าเกรงขาม ดุจดั่งบุปผาบนยอดเขา ราวกับจันทราส่องสว่าง ทว่าแท้จริงแล้วจิตใจอ่อนโยน ทั้งยังหลอกง่ายอีกด้วย ที่แท้ก็เป็นเพราะสืบทอดมาทางสายเลือดนั่นเอง!


   ในใจของจีอู๋ซวงคิดโดยพลัน ‘ประมุขเหลียน เห็นทีชะตาอาจารย์ศิษย์อาจมิได้มีวาสนาต่อกัน แต่ข้าอาจเป็นท่านอาจารย์ย่าของท่านก็เป็นได้’


   ในเมื่อเป็น ‘ทายาทรุ่นหลัง’ ของตน จีอู๋ซวงก็ไม่เกรงใจอีก นางนั่งลงกับพื้น เผยธาตุแท้แห่งความเกียจคร้าน หยิบผลไม้น้อยใหญ่มากัดกิน ‘กรุบกรุบ’ อย่างเอร็ดอร่อย


   ขณะที่โม่หลานอีกำลังจะสัมผัสศิลาทดสอบพรสวรรค์ หวังใช้พรสวรรค์อันเลิศล้ำของตนให้โลกเห็น ทันใดนั้น นางก็ได้ยินเสียงใครบางคนกำลังกัดเคี้ยวผลไม้อย่างเอร็ดอร่อย


   ดวงตาคู่งามพลันเบิกกว้าง มองไปด้วยความเคลือบแคลง ก่อนพบว่าเด็กสาวขอทานผู้นั้น บังอาจนั่งลงข้างกายท่านประมุขสำนัก ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าเด็กนั่นยังหยิบผลไม้จิตวิญญาณของเขามากินอีกด้วย!


   นี่มัน...


   ‘ท่านปู่เซียน ผู้นั้นเป็นผู้ใดหรือ?’


   เซียนเฒ่าเหลือบมองแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างดูแคลน


   [คนไร้ค่ามิอาจบ่มเพาะพลัง เจ้าอย่าใส่ใจเลย จงมุ่งมั่นเตรียมตัวสร้างความตื่นตะลึงแก่ทุกคนเถิด!]


   ‘เจ้าค่ะ!’


   โม่หลานอีค้อมศีรษะต่ำ ปล่อยเส้นผมยาวสลวยราวกับม่านน้ำหมึก ปลายนิ้วเรียวบางแตะลงบนศิลาทดสอบจิตวิญญาณ ทำให้แสงเจิดจ้าดุจตะวันเปล่งประกายออกมาจากศิลาในทันที...


   เหล่าประมุขสำนักที่นั่งเอื่อยเฉื่อยอยู่ต่างพากันนิ่งงัน


   “นั่นมัน...รากจิตวิญญาณธาตุแสงงั้นรึ!”


   “ดูเหมือนว่า...ระดับความบริสุทธิ์จะสูงถึงเจ็ดส่วนเป็นอย่างต่ำ!”


   “นี่มัน! อัจฉริยะอีกคนแล้วรึเนี่ย!”


   เหตุใดโชคชะตาของสำนักอวิ๋นหลานช่างดีเยี่ยมถึงเพียงนี้!


   รากจิตวิญญาณธาตุแสง นับว่าเป็นรากจิตวิญญาณที่พิเศษที่สุดในบรรดารากจิตวิญญาณทั้งเก้า อันได้แก่ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ลม สายฟ้า แสง และความมืด... มีเพียงรากจิตวิญญาณธาตุแสงเท่านั้นที่ใกล้เคียงกับพลังแห่งต้นกำเนิด กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ครอบครองรากจิตวิญญาณธาตุแสงนับได้ว่าเป็นผู้รักษาโดยกำเนิด เมื่อบ่มเพาะจนแข็งแกร่ง จะแทบไร้ผู้ต่อต้าน สามารถกระทั่งหลอมสร้างร่างใหม่ ชุบชีพคนตาย ผลัดเปลี่ยนกายาและกระดูกถือเพื่อกำเนิดใหม่


   ที่สำคัญ แม้การใช้โอสถจะให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกัน ทว่าหากไม่ใช่โอสถชั้นเลิศ ไม่ว่าจะเป็นยาขนานอื่นใดก็ย่อมทิ้งตะกอนพิษร้ายเอาไว้อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง


   ผิดกับผู้มีรากจิตวิญญาณแห่งแสง ที่สามารถรักษาคืนสู่สภาพอย่างที่ควร โดยที่ปราศจากผลข้างเคียงใดๆ!


   “รากจิตวิญญาณแห่งแสง คุณภาพเกินเจ็ดส่วน!”


   “ช่างเหลือเชื่อ!”


   โม่หลานอีฟังคำสรรเสริญและถกเถียงของเหล่าผู้คน ขณะที่มุมปากยกยิ้มอย่างพึงใจ รอคอยให้สำนักใหญ่ๆ แย่งชิงตัวนางเป็นศิษย์


   ทันใดนั้น ผู้อาวุโสจากยอดเขาจื่อหลินกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เจ้าหนู ข้าคือผู้นำยอดเขาจื่อหลิน ยอดเขาแห่งนี้มีโอสถสมุนไพรนับไม่ถ้วน เหมาะสมกับผู้มีรากจิตวิญญาณแห่งแสงเช่นเจ้ายิ่งนัก เจ้าอยากจะคารวะข้าเป็นอาจารย์หรือไม่?”


   ผู้อาวุโสผู้นี้มีรูปลักษณ์ใจดี ดวงตาเป็นประกายอ่อนโยน มองแล้วช่างละม้ายคล้ายคนดีมีเมตตา


   โม่หลานอีชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่เอ่ยวาจา ก่อนเป็นผู้อาวุโสรูปโฉมงดงามอีกนางที่กล่าวขึ้นว่า “เจ้าหนู ข้าคือเจ้าแห่งยอดเขาลั่วเยว่ ยอดเขาแห่งนี้เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ เจ้าอยากจะคารวะข้าเป็นอาจารย์หรือไม่?”


   โม่หลานอียังคงนิ่งเงียบ เพียงแต่สายตาชำเลืองมองไปยังท่านประมุขสำนักเหลียนซิงเป็นครั้งคราว


   ทันใดนั้น บรรดาผู้นำยอดเขาก็เข้าใจ พวกเขาล้วนมองนางออกว่าแท้จริงแล้ว นางมิได้เห็นพวกเขาเหล่าผู้นำยอดเขาที่บรรลุขั้นก่อเทพอยู่ในสายตา และคงคิดจะขอฝากตัวเป็นศิษย์ท่านประมุขสำนักเป็นแน่


   หากนางมาก่อนจีอู๋ซวงเพียงก้าวเดียว …ใครจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นศิษย์สืบทอดคนสุดท้าย ก็ยังไม่อาจทราบได้


   แต่บัดนี้ นางคงไม่อาจได้สิ่งใด นอกจากความผิดหวังเป็นแน่


   รากจิตวิญญาณธาตุแสงหาได้ยากยิ่ง แล้วไหนจะความบริสุทธิ์ถึงเจ็ดส่วนนั่นอีก พรสวรรค์เช่นนี้นับเป็นมังกรในหมู่มนุษย์ …แต่นางกลับมาช้าเกินไป


   เหลียนซิงขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “ในเมื่อเจ้ามิอยากเป็นศิษย์สืบทอดของผู้นำยอดเขา ก็จงเป็นศิษย์ทั่วไปในสำนักก็แล้วกัน”


   โม่หลานอีชะงักไปครู่ ในใจคิดว่ามันไม่ควรเป็นเช่นนี้สิ!


   เหตุการณ์เช่นนี้ แตกต่างจากที่นางคาดการณ์ไว้โดยสิ้นเชิง!


   ใน ‘ลางสังหรณ์’ นางควรจะเป็นที่ต้องการตัวของประมุขสำนักแต่ละสำนัก พวกเขาต้องปรารถนาแย่งชิงตัวนางไปเป็นศิษย์ และสุดท้ายนางจะตกลงปรงใจเลือกที่จะอยู่กับสำนักอวิ๋นหลาน


   จากนั้นประมุขสำนักอวิ๋นหลานก็จะรักใคร่นาง ยอมทำตามใจนางทุกอย่าง


   เหตุใดตอนนี้...


   มันจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?


   ‘ท่านปู่ ข้าควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ?’


   แม้แต่เซียนเฒ่าในหยกก็ยังไม่เข้าใจ เดิมทีเขาเป็นถึงเซียนจากเบื้องบน ก่อนถูกลอบทำร้ายจนร่วงหล่นมาที่นี่


   เหตุที่ยอมทำสัญญากับนาง เพราะนางมากล้นด้วยพรสวรรค์ มีโชคลาภวาสนา มีสายเลือดพิเศษบางอย่าง ทำให้ใช้อาคมที่ให้ผลในเชิงทำนายได้โดยไม่รู้ตัว


   หากติดตามนางไป เซียนเฒ่าจะต้องกลับขึ้นไปเบื้องบนได้อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น นางยังรับปากว่าจะช่วยหล่อหลอมร่างใหม่ให้เขาด้วย พวกเขาร่วมมือกันมาตลอด และ ‘ลางสังหรณ์’ หรือคำทำนายของนางก็ไม่เคยพลาดเลยสักครั้ง


   เหตุใดครั้งนี้จึงใช้ไม่ได้?


   [ในเมื่อเหลียนซิงไม่รับเจ้าเป็นศิษย์ เจ้าก็เลือกผู้นำยอดเขาท่านอื่นสิ แม้ศิษย์โดยตรงของผู้นำยอดเขาจะเทียบไม่ได้กับศิษย์สืบทอดประมุขสำนัก แต่ก็เหนือกว่าศิษย์ทั่วไปมาก รีบเลือกเข้า]


   ‘ข้าควรเลือกใครดีเจ้าคะ?’


   [ยอดเขาจื่อหลิน เจ้าต้องใช้ความได้เปรียบของเจ้าให้เป็นประโยชน์ จากนั้นเจ้าจะเป็นดั่งอัญมณีแสนล้ำค่าของสำนัก!]


   ‘เจ้าค่ะ!’


   โม่หลานอีกะพริบตา เผยท่าทางขี้อาย เอ่ยปากพร้อมรอยยิ้มละมุนละไม “เช่นนั้น ข้ายินดีขอฝากตัวเป็นศิษย์ท่านผู้นำยอดเขาจื่อหลิน เพียงแต่เมื่อครู่ ท่านผู้นำยอดเขาหลายท่านต่างก็เอ่ยปากอยากรับข้าเป็นศิษย์ ทำให้ข้าตื่นตระหนกจนตัดสินใจไม่ได้ จึงเกิดความเข้าใจผิดเช่นนี้...”


   เมื่อกล่าวจบ โม่หลานอีก็หันหลังกลับไปมองท่านผู้นำยอดเขาจื่อหลิน ก่อนจะคุกเข่าคำนับลงอย่างนอบน้อม พร้อมกับเอ่ยว่า “ศิษย์ปรารถนาเข้าร่วมยอดเขาจื่อหลินเจ้าค่ะ”


   เดิมทีโม่หลานอีนั้นมีรูปโฉมงดงามอยู่แล้ว ทั้งยังมีรากจิตวิญญาณระดับสูง ทำให้ดูมีเสน่ห์น่าหลงใหลอย่างเป็นธรรมชาติ


   ยามที่นางยิ้ม ราวกับต้นสาลี่นับหมื่นนับแสนต้นผลิบานสะพรั่ง


   ผู้นำยอดเขาจื่อหลิน นามว่า เยว่ชิง ถูกภาพลักษณะอันชวนตะลึงลานนี้ทำให้เผลอยิ้มกว้างตามไปด้วย รีบใช้ปราณวิญญาณประคองโม่หลานอีขึ้นพลางลูบหนวดเคราที่ยาวเฟื้อยของตนพร้อมเอ่ยว่า “ดี ดีนัก ดีจริงๆ ไม่นึกเลยว่าการทดสอบเพิ่งจะเริ่มไม่นาน ข้ากับท่านประมุขสำนักต่างก็ได้พบกับศิษย์ที่ดีเยี่ยมเป็นของตนเช่นนี้ ช่างน่ายินดีจริงๆ”


   “ฮ่าฮ่าฮ่า ขอแสดงความยินดีกับท่านประมุขสำนัก ขอแสดงความยินดีกับท่านผู้นำยอดเขา”


   “ขอแสดงความยินดีกับท่านประมุขสำนัก ขอแสดงความยินดีกับท่านผู้นำยอดเขา”


   เมื่อได้ยินดังนั้น รอยยิ้มของโม่หลานอีก็แข็งค้าง นางได้แต่พร่ำบ่นอยู่ในใจกับเซียนเฒ่า ‘ท่านปู่ ท่านบอกว่าขอทานน้อยผู้นี้ไร้ค่าไม่ใช่หรือ? เหตุใดท่านประมุขสำนักถึงรับนางเป็นศิษย์ได้เล่า?’


   ยามที่เซียนเฒ่าสิ้นชีพก็ถือว่าเป็นเซียนแท้ผู้หนึ่ง ผู้คนมากมายจึงมิต่างจากกระดาษแผ่นหนึ่งที่เพียงกวาดตาอ่านก็สามารถเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่ง เขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า


    [ขอทานน้อยผู้นี้มีรากจิตวิญญาณระดับสูงจริง แต่กลับไร้ซึ่งกระดูกวิญญาณ ดังนั้นภายในรากจิตวิญญาณจึงไม่มีปราณวิญญาณแม้แต่น้อย นางคงจะปกปิดเรื่องนี้ไว้แล้วหลอกลวงท่านเหลียนซิงเป็นแน่]


   ในใจของโม่หลานอีเต็มไปด้วยความเย็นชาในพลัน นางเอ่ยเย้ย ‘ข้าว่าแล้วว่าลางสังหรณ์ของข้าจะต้องไม่ผิดพลาด ขอทานผู้นี้กล้าดียังไงถึงกล้าโกหกเพื่อแย่งชิงโอกาสของข้า เชอะ! ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้นางอยู่อย่างสงบสุขเป็นแน่!’


   โม่หลานอีเผยรอยยิ้มหวานละไม เอ่ยวาจาอ่อนหวานไร้กังวล “สวัสดีศิษย์น้อง ข้าชื่อโม่หลานอี เพิ่งฝึกถึงขั้นก่อปราณระดับสอง... เอ๊ะ? ศิษย์น้อง เหตุใดบนกายเจ้าจึงไร้ซึ่งร่องรอยปราณหรือเจ้ายังมิได้ชักนำลมปราณเข้าสู่ร่างกาย? เป็นไปไม่ได้! เจ้าคือศิษย์ที่ท่านประมุขสำนักรับเป็นศิษย์สืบทอด ย่อมต้องเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า เหตุใดจึงไม่อาจแม้แต่จะชักนำลมปราณเข้าสู่ร่างกาย? หรือเจ้ามีสิ่งใดผิดปกติ? ข้ามีรากจิตวิญญาณแห่งแสงสว่าง สามารถช่วยรักษาเจ้าได้นะ!”


บทที่ 5: แสงสีทองแห่งโชคชะตา วาสนาระหว่างคิ้ว... จางลงไป?


   ถ้อยคำของโม่หลานอีนั้นช่างไร้เดียงสาและน่าเอ็นดู สมกับเป็นเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน แม้จะดูเสียมารยาทไปบ้าง แต่จุดประสงค์ก็ดีงาม ความตั้งใจที่จะรักษาจีอู๋ซวงแสดงให้เห็นถึงจิตใจที่งดงามของนาง


   ดังนั้น แม้การกระทำนั้นจะดูหุนหันพลันแล่นไปบ้าง แต่บรรดาผู้อาวุโสจากยอดเขาทั้งหลายก็เห็นว่าพอรับได้ เพียงแต่เสียมารยาทเล็กน้อยเท่านั้น


   แน่นอนว่า สำหรับประมุขเหลียนผู้หวงศิษย์ยิ่งชีพและยังคิดมากแล้ว ย่อมไม่คิดเช่นนั้น


   เดิมทีเขาก็กังวลว่าเรื่องที่กระดูกวิญญาณของศิษย์รักถูกขุดออกไปจะถูกผู้อื่นล่วงรู้เข้า จนอาจถูกนินทาว่าร้ายและดูถูกดูแคลนได้ จึงพยายามหาวิธีปกปิดเรื่องนี้ทุกวิถีทาง


   เฮอะ! กระดูกวิญญาณแค่นั้นไม่ได้สลักสำคัญอันใดหรอก! พวกเจ้าไม่รู้หรอกรึ ว่าข้าสามารถออกตามหาสมบัติล้ำค่าจากฟ้าดิน เพื่อหลอมสร้างกระดูกวิญญาณขึ้นมาใหม่ให้ศิษย์รักของข้าได้!


   แต่เจ้าเด็กนี่กลับมาพูดจาซ้ำเติมเรื่องที่ศิษย์ข้าไร้ซึ่งกระดูกวิญญาณต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้งั้นหรือ?!


   ช่างไร้มารยาทนัก!


   เช่นเดียวกับเซียวเฉิน ที่รู้สึกโกรธเคืองไม่ต่างกัน จีอู๋ซวงผู้นี้สามารถสลายอาคมของเขาได้อย่างงายดาย นางคืออัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่ง แม้กระดูกวิญญาณจะมีปัญหาไปบ้าง แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่พวกเจ้าซึ่งเป็นแค่โอสถเคลื่อนที่จะมาเสนอตัว!


   ถูกต้องแล้ว เซียวเฉินผู้นี้นั้นแท้จริงแล้วแสนหยิ่งทระนงและถือตัว จึงมองผู้อื่นต่ำต้อยกว่าตน ในสายตาของเขา ไม่ว่ารากวิญญาณที่คนผู้นั้นมีจะล้ำค่าเพียงใด ก็เป็นเพียงแค่โอสถเคลื่อนที่เท่านั้น


   ตราบใดที่คนผู้หนึ่งแข็งแกร่ง และถือครองพลังอำนาจยิ่งใหญ่ ชั่วชีวิตของคนผู้นั้นก็คงมีแต่ข่มเหงผู้อื่น ไร้ซึ่งผู้ใดกล้าข่มเหงเขา จึงเป็นธรรมดาที่จะมองผู้อื่นเป็นเพียงโอสถเคลื่อนที่


   เขายิ้มน้อยๆ หางตายาวเรียวสีแดงเลือดสะท้อนประกายเย้ยหยัน ราวกับดอกทิวลิปสีเลือดที่บานสะพรั่งแฝงไว้ด้วยพิษร้าย กล่าวว่า “คงเป็นการดีกว่าที่เจ้าจะอยู่เฉยๆ เพราะบางทีนี่อาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้ารับมือได้”


   คำพูดนี้ หากให้แปลตรงๆก็คือ เจ้าเป็นแค่ศิษย์ธรรมดา ดังนั้นอย่าได้มาเสนอตัวยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของผู้อื่น!


   โม่หลานอีรู้สึกจุกในอก มองนัยน์ตาสีแดงเพลิง ผมดำขลับ ใบหน้าหล่อเหลาโอ่อ่าของบุรุษตรงหน้า ในใจก็คิดไปด้วยว่าเรื่องราวไม่ควรเป็นเช่นนี้


   ‘ลางสังหรณ์’ ของนาง บอกว่าบุรุษผู้นี้ควรจะปรารถนาแย่งชิงนางมิใช่หรือ?


   เหตุใดจึงเยาะเย้ยนางเช่นนี้?


   น่าโมโห!


   ล้วนเป็นเพราะเจ้าขอทานตัวน้อยนี่!


   แท้จริงแล้ว โม่หลานอีเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบกว่าปี ถูกบิดามารดาตามใจมาแต่เล็ก ผู้ใดขัดใจล้วนพบจุดจบไม่สวย หลังจากเริ่มบำเพ็ญตน ก็มีผีเซียนเฒ่าคอยคุ้มครอง ได้รับทั้งสมบัติวิเศษ ห้วงมิติ และวิชาต้องห้าม แม้กระทั่งปราณวิญญาณก็พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ชีวิตของนางจึงมีแต่ความราบรื่นมาโดยตลอด


   แม้กระทั่งก่อนมาที่นี่ ลางสังหรณ์ก็ยังคงบอกว่าทุกอย่างจะต้องเป็นไปได้ด้วยดี


   “ข้า...ข้าเพียงแต่มีใจปรารถนาดี...อยากช่วยเหลือศิษย์ร่วมสำนักเท่านั้น...”


   “ใจปรารถนาดี?” เซียวเฉินเลิกคิ้วขึ้น “หึหึ ตั้งแต่เมื่อใดที่สำนักอวิ๋นหลานอันสูงส่งเช่นนี้ ต้องลำบากให้ศิษย์ตัวกระจ้อยอย่างเจ้ามาช่วยเหลือ? ที่สำคัญคือยังมีท่านประมุขสำนักและท่านอาจารย์ของเจ้าอีกมิใช่หรือ? ไฉนจะถึงคราวที่เจ้าต้องลงมือ? ยิ่งไปกว่านั้น หากพวกเขาจัดการไม่ได้ เจ้ายิ่งไม่สามารถจัดการได้ คำพูดเช่นนี้ของเจ้า หากผู้ใดเข้าใจก็คงคิดว่าเจ้ามีใจปรารถนาดี แต่หากผู้ใดไม่เข้าใจ พวกเขาคงคิดว่าเจ้าจงใจก่อเรื่องให้ผู้อื่นรังเกียจ”


   “ข้า...มิได้...”


   “มีหรือไม่มี เจ้าเองย่อมรู้ดี เก็บซ่อนเล่ห์เหลี่ยมในใจของเจ้าเสียเถิด คิดว่าผู้อื่นโง่งมไปหมดหรืออย่างไร?”


   เซียวเฉินหาใช่คนใจดีเช่นเหลียนซิงไม่ โม่หลานอีผู้นี้ ตั้งแต่มาถึงเป้าหมายของนางก็คือเหลียนซิง เมื่อยืนยันได้ว่าเหลียนซิงมีศิษย์แล้ว นางจึงเบนเข็มหวังระบายอารมณ์ใส่จีอู๋ซวง


   เฮอะ! เล่นเล่ห์เหลี่ยมเล็กจ้อยเช่นนี้ โม่หลานอีผู้นี้คิดว่าตนเองฉลาดล้ำนักหรือ?


   เยว่ชิงผู้นำยอดเขาจื่อหลินแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วน ใช้นัยน์ตาส่งสัญญาณให้โม่หลานอีอย่าได้เอื้อนเอ่ยอันใดอีก เพราะรู้ดีว่าเซียวเฉินผู้นี้ใจแคบ ปากคอเราะร้ายยิ่งนัก


   แต่เรื่องเล่ห์เหลี่ยมอันใด เย่ว่ชิงหาได้เชื่อไม่


   เด็กสาวตัวเล็กๆผู้นี้ กลิ่นอายก็ออกจะบริสุทธิ์สะอาด หาได้เป็นเช่นที่เซียวเฉินกล่าวอ้างไม่


   จีอู๋ซวงมองเซียวเฉินด้วยความประหลาดใจ นางมิได้คาดคิดว่าเขาจะปกป้องนางเช่นนี้


   เมื่อเห็นสายตานั่น เซียวเฉินก็ได้จ้องมองกลับมาพลางกะพริบตาถี่ๆ “หนูน้อยจีอู๋ซวง หรือเจ้าจะหลงใหลในความสง่างามของข้าเข้าแล้ว? ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าจะคารวะข้าเป็นอาจารย์ก็ได้นะ”


   ‘จีอู๋ซวง’


   ได้ยินดังนั้น ใบหน้าเล็กๆของโม่หลานอีก็แดงก่ำ ในใจตะโกนใส่ผีเซียนเฒ่าว่า ‘ท่านปู่ ท่านมีวิธีจัดการนางบัดซบนี่หรือไม่!’


   ลึกๆแล้วเซียนเฒ่าไม่ชอบใจนัก ที่โม่หลานอีมักเรียกผู้อื่นว่า ‘นางบัดซบ’ อยู่ร่ำไป เพราะมันดูไม่งามเลย


   แต่นางเป็นถึงบุตรีแห่งโชคชะตา และมีรากจิตวิญญาณที่พิเศษยิ่ง …เขาจะทำเช่นไรได้?


   ผีเซียนเฒ่าเอ่ยเสียงแผ่ว


   [จะรีบร้อนไปไย? นางเป็นเพียงแค่คนไร้ค่าที่บ่มเพาะพลังไม่ได้ รอวันข้างหน้าเมื่อประมุขสำนักและผู้อาวุโสจากไป เจ้าจะกำจัดนางก็ง่ายดายยิ่งนัก เจ้ายังอ่อนเยาว์และอวดดีนัก การรู้จักอดทนเป็นบทเรียนแรกของเจ้า เข้าใจหรือไม่?]


   ‘เจ้าค่ะ ท่านปู่’


   โชคยังดีที่ในตอนนั้น ศิษย์คนที่สามและสี่ก็ปีนขึ้นมาถึง ดึงความสนใจของทุกคนไปได้


   ผู้ที่ปีนขึ้นมาถึงเป็นเด็กหนุ่มสองคน คนหนึ่งอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี ท่าทางเฉียบคม แม้แต่งกายเรียบง่าย แต่แววตากลับมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว และหล่อเหลาองอาจ สมเป็นผู้ฝึกกระบี่ที่ดูมีแวว


   อีกผู้หนึ่งดูเหมือนจะมีอายุสิบเจ็ดสิบแปดปีเช่นกัน รูปโฉม.งดงามดุจหยก บุคลิกสง่างาม ผึ่งผาย สมกับเป็นยอดคนผู้สง่า ดูเหมือนเขาจะรู้จักกับประมุขสำนักซักแห่งใน ณ ที่นั้น จึงเผยยิ้มน้อยๆ แล้วทำความเคารพเช่นผู้เยาว์พบผู้อาวุโส


   “ศิษย์ลู่สิงโจว คารวะประมุขและผู้นำยอดเขาทุกท่าน”


   “ศิษย์เหลียนหยวน คารวะประมุขและผู้นำยอดเขาทุกท่าน”


   จีอู๋ซวงนั่งอยู่ข้างเหลียนซิง จึงเห็นสถานการณ์ของทั้งสองอย่างชัดเจน ทั้งสองคนล้วนมีแสงทองคุ้มครอง คิ้วผ่องใสมากล้นด้วยวาสนา นับเป็นบุคคลชั้นยอด


   นั่นหมายความว่าทั้งสองคนไม่เพียงโชคดี แต่ยังเป็นคนดี ไม่ใช่คนชั่วร้าย


   แล้วไหนจะแซ่หลียนนั่นอีก ใช่เป็นคนตระกูลเดียวกับเหลียนซิงหรือไม่?


   การที่สำนักของอาจารย์รองสามารถรับศิษย์รุ่นเยาว์เช่นนี้ได้ ดูเหมือนว่าจะสามารถดำรงอยู่ได้อีกห้าพันปี


   ไม่เลว!


   จีอู๋ซวงยิ้มน้อยๆ แล้วละสายตาไป นางไม่รู้ว่านอกจากนางแล้ว ยังมีคนอื่นที่มองเห็นโชคชะตาของคนทั้งสอง


   [เดี๋ยวก่อน! หลังจากเห็นลู่สิงโจวและเหลียนหยวน แววตาของเซียนเฒ่าก็เป็นประกาย คนทั้งสองนี้ไม่เลวเลย มีคุณสมบัติที่ดีมาก และยังมีวาสนาอยู่ในตัว เจ้าจงไปดูดซับวาสนาของพวกเขามา!]


   ‘ตกลง ท่านปู่เซียน! ข้าไปเดี๋ยวนี้เลยหรือไม่?’


   [ถูกต้อง ไปตอนนี้เลย! พวกมันทั้งสอง คนหนึ่งเพิ่งบ่มเพาะอยู่ขั้นก่อปราณ ขณะที่อีกผู้บ่มเพาะถึงขั้นก่อปราณระดับสิบสอง หากรอพวกมันถึงขั้นสร้างรากฐานเมื่อไหร่ วิชาลับนี้ก็จะดูดกลืนวาสนาจากพวกมันไม่ได้แล้ว]


   ‘เจ้าค่ะ!’


   [สองคนนี้ คนหนึ่งมีรากจิตวิญญาณน้ำแข็งกลายพันธุ์บริสุทธิ์เก้าส่วน อีกคนมีรากวิญญาณสายฟ้าบริสุทธิ์เก้าส่วน ล้วนเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่ง ย่อมถูกสองท่านผู้อาวุโสไท่ซั่งที่ปิดตนบำเพ็ญรับเป็นศิษย์โดยตรงแน่]


   [ตำแหน่งศิษย์แบบนี้ สูงกว่าศิษย์สายตรงของประมุขสำนักทั่วไปเสียอีก]


   แม้ทั้งสองจะมีจิตใจมั่นคง แต่สุดท้ายก็ยังเป็นเพียงคนหนุ่มที่เพิ่งออกจากบ้านเกิด ย่อมต้องรู้สึกยินดีเป็นธรรมดาเมื่อมาถึงจุดนี้ ดังนั้นขณะยืนอยู่ด้านข้าง ใบหน้าของทั้งคู่ก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่


   “ยินดีกับศิษย์พี่ลู่ ศิษย์พี่เหลียนด้วยเจ้าค่ะ”


   ทันใดนั้น เสียงหวานใสราวกับดอกไม้ผลิบานก็ดังขึ้น ทั้งสองหันกลับไปมองพร้อมกัน พบว่าผู้ที่เอ่ยทักทายคือหญิงสาวรูปโฉมงดงามยิ่งนัก


   เห็นได้ชัดว่านางมาถึงยอดเขาก่อนพวกเขา นั่นหมายความความสามารถของนางนั้นดีเยี่ยม พรสวรรค์ก็สูงส่ง ยิ่งไปกว่านั้น อาจเหนือกว่าพวกเขาทั้งสองเสียด้วยซ้ำ


   “ศิษย์น้องหญิง เจ้าก็เช่นกัน”


   “ศิษย์พี่ ข้าคือโม่หลานอี ศิษย์ของท่านเจ้ายอดเขาจื่อหลิน บัดนี้พวกเราได้ร่วมสำนักเดียวกัน นับว่าเป็นวาสนา ข้าขอมอบยันต์คุ้มกายนี้แก่ศิษย์พี่ทั้งสอง เป็นของที่ข้านำมาจากบ้านเกิด โปรดอย่าได้รังเกียจ”


   โม่หลานอีถือยันต์สองอันไว้ในมือ บนใบหน้างดงามเผยดวงตากลมโตน่ารัก ทำให้ผู้คนไม่อาจเอ่ยปฏิเสธ


   ทั้งสองรับยันต์ไว้พลางกล่าวขอบคุณ


   จีอู๋ซวงจ้องมองยันต์พวกนั้นเป็นพิเศษ ทว่าก็ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษ


   ทว่าเมื่อจีอู๋ซวงมองไปที่ทั้งสองอีกครั้ง ก็พบว่าแสงสีทองแห่งวาสนาที่หว่างคิ้วของพวกเขานั้น... จางลง?!


บทที่ 6สุนัขเลีย สุนัขเลีย เลียไปจนสุดท้ายก็ไม่ได้อะไรเลย!


   แม้ว่ายันต์พวกนี้จะไม่มีสิ่งใดที่ดูผิดปกติ แต่ปริมาณของแสงทองแห่งวาสนากลับหายไปในชั่วพริบตา มันต้องเกี่ยวข้องกับยันต์นั่นอย่างแน่นอน!


   หากเป็นเวลาปกติที่พบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ จีอู๋ซวงคงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย เพราะโดยทั่วไปแล้ว แต่ละคนล้วนมีเคราะห์กรรมและโอกาสเป็นของตนเอง


   แต่นี่กลับเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตานาง ทั้งยังเป็นการขโมยวาสนาจาก ‘ศิษย์รุ่นหลาน’ ของอาจารย์รอง อีกฝ่ายช่างอุกอาจเกินไปแล้ว!


   หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จีอู๋ซวงก็พลันวาดลวดลายบางอย่างออก ทำให้บนสรวงสวรรค์บังเกิดเสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง


   “โครม!!!”


   สายฟ้าฟาดครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ทั้งภูเขาสั่นสะเทือนเท่านั้น แต่ยังมีกลิ่นอายของทัณฑ์สวรรค์ที่หนาแน่นแผ่ซ่านออกมาอีกด้วย


   จีอู๋ซวง “???”


   ‘สวรรค์ชั่วช้าหน้าไม่อาย เหตุใดตอนที่คนผู้นั้นใช้วิธีลับขโมยวาสนาของผู้อื่น เจ้าถึงไม่หยุดเขา!’


   ‘ตอนนี้ข้าแค่ต้องการโต้ตอบเท่านั้น เจ้ากลับคิดจะฟาดใส่ข้า?’


   ‘เจ้านี่มันช่างไร้ยางอายโดยแท้!’


   ครืน...!!!


   ทันใดนั้นสวรรค์ก็ราวกับได้ยินคำพูดเสียดสีของนาง ฟ้าร้องคำรามกึกก้องบ่งบอกถึงโทสะอย่างชัดเจน


   เพราะแท้จริงแล้วสวรรค์มิได้รู้เลยว่ามีผู้ใดมาลักขโมยวาสนาไป!


   สวรรค์จึงคิดว่า ‘ตัวแปลกประหลาด’ ที่ปรากฏขึ้นนี้กำลังหลอกลวงมันอยู่!


   “...”


   นางได้แต่กลอกตา ปล่อยวาง ไม่คิดใช้พลังวิเศษเข้าแทรกแซงเรื่องนี้อีก


   แม้รากจิตวิญญาณของนางจะแข็งแกร่ง แต่ร่างกายนี้กลับอ่อนแอปวกเปียก ถูกฟ้าผ่าเพียงครั้งเดียวก็คงสิ้นชีพลงตรงนี้


   แต่ไม่เป็นไร แม้มิอาจใช้พลังวิเศษได้ นางก็ยังมีหนทางอื่น


   เพราะก่อนหน้านี้ เด็กทั้งสองคนอยู่กับโม่หลานอีเพียงผู้เดียว ความลับเรื่องวาสนาที่ถูกขโมยไป อย่างไรเสียก็ต้องรู้ว่าเป็นนางเป็นแน่


   จีอู๋ซวงลุกขึ้นยืน ก่อนจะเอาผลไม้จิตวิญญาณเข้าปาก แล้วสะพาย ‘อาจารย์’ ไว้บนหลัง จากนั้นก็กระโดดลงมาจากที่สูง เดินอย่างรวดเร็วมาที่ทั้งสาม


   สีหน้าของโม่หลานอีแข็งค้างเล็กน้อย นางไม่เข้าใจว่าจีอู๋ซวงจะมาทำอะไร หรือว่าจะมาแย่งคนของนาง


   ส่วนทางด้านลู่สิงโจวกับเหลียนหยวนก็เห็นร่างของจีอู๋ซวงมาตั้งแต่ไกล หากเป็นลู่สิงโจวคงไม่คิดอะไรมาก เพราะเขาก็เป็นผู้ฝึกตน ไม่ได้ดูถูกคนที่ขัดสน และไม่คิดจะสงสารผู้ฝึกตนด้วยกันเอง


   แต่เหลียนหยวนกลับแตกต่าง เขาอุทานออกมาว่า “ศิษย์น้อง เจ้าบาดเจ็บหรือ ข้าช่วยดูอาการให้ไหม”


   สภาพของจีอู๋ซวงในยามนี้ดูน่าสงสารยิ่ง เหลียนหยวนคิดว่านางคงจะได้รับบาดเจ็บระหว่างการทดสอบ เขาจึงจะหยิบยารักษาให้


   “...”


   สมกับเป็นคนของตระกูลเหลียนจริงๆ ช่างซื่อบริสุทธิ์เสียเหลือเกิน


   “ไม่ต้อง”


   “เช่นนั้น ศิษย์น้องมีอะไรรึ”


   “อืม” จีอู๋ซวงเงยหน้าขึ้น พูดราวกับผู้ทำนายดวงชะตา “ข้าดูแล้ว ท่านทั้งสองมีเคราะห์ ดวงวิญญาณมืดมัว ภายในห้าปีนี้ หากไม่อยากมีอันเป็นไป ขออย่าได้ออกจากประตูสำนัก”


   สิ่งนั้นมิได้ขโมยวาสนาไปในคราเดียวหรอก หากพวกเจ้ารอดพ้นไปได้อีกห้าปี วาสนาย่อมกลับคืนมาเอง


   แท้จริงแล้วที่จีอู๋ซวงเอ่ยเช่นนั้นก็ด้วยความหวังดี แต่เหลียนหยวนกับลู่สิงโจวกลับมิใคร่ชอบใจนัก


   “ศิษย์น้อง เจ้าก็รู้ พวกข้าล้วนฝึกตน ฝืนลิขิตฟ้า หาใช่จะหลบซ่อนเพราะเรื่องโชคเคราะห์เช่นที่เจ้ากล่าวไม่”


   “ใช่แล้ว ศิษย์น้อง หากพวกข้าทำเช่นนั้นแล้วเกิดจิตมารขึ้นจะทำเช่นใด?”


   ทั้งสองมิได้สังเกตเห็นสีหน้าของโม่หลานอีแม้แต่น้อย


   ‘นี่... นี่ขอทานน้อยผู้นี้มองเห็นอะไรหรือไม่’


   [วางใจเถิด นางมิอาจหรอก คงเพียงบังเอิญเท่านั้น]


   โม่หลานอีจึงค่อยวางใจลงแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้ว ศิษย์น้อง เจ้าเองไม่อาจฝึกตนได้ ไยต้องมาขัดขวางศิษย์พี่ลู่กับศิษย์พี่เหลียนเล่า เช่นนี้ช่างไร้น้ำใจนัก”


   โม่หลานอีเอ่ยเช่นนี้ ทั้งสองจึงได้สังเกตเห็นว่าจีอู๋ซวงยังมิได้เริ่มบำเพ็ญ


   “หรือว่า... นางจะฝึกฝนไม่ได้”


   ทั้งสองสบตากัน แม้จะนินทาในใจถึงขอทานผู้นี้ที่เห็นผู้อื่นดีกว่าไม่ได้ แต่ทั้งคู่ก็มิได้ใจแคบ จึงมิได้เอ่ยวาจาใดออกไป เพียงแต่เดินจากไปโดยไม่สนใจจีอู๋ซวงอีก


   บังเอิญ ณ เวลานั้น ผู้เข้าทดสอบคนอื่นๆได้ทยอยกันขึ้นมา ทั้งสองจึงถือโอกาสนี้ เดินห่างจากจีอู๋ซวง


   จีอู๋ซวงกะพริบตา คิดว่าตนเองนั้นทำดีที่สุดแล้วในเมื่อคนทั้งสองไม่ฟัง นางก็ไม่มีทางเลือก


   แต่นางเพิ่งจะตัดสินใจ ยืนดูเฉยๆ จู่ๆก็มีไออันร้อนระอุแผ่ออกมาจากย่าม นางจึงรีบเปิดย่ามดู สิ่งที่ส่องประกายและร้อนระอุนั้น แท้ที่จริงก็คือกระดูกนิ้วเท้าของท่านอาจารย์รอง


   ดูท่าหากจีอู๋ซวงไม่สนใจ มันก็คงจะกลิ้งไปกลิ้งมาไม่หยุด


   “?”


   เหลียนหยวนผู้นี้ คงเป็นบุคคลสำคัญของท่านอาจารย์รองกระนั้นหรือ?


   กระดูกนิ้วเท้าส่องประกายอีกครั้ง จีอู๋ซวงได้แต่เอ่ยอย่างจนใจ ‘เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว ศิษย์เข้าใจแล้ว’


   ในเมื่อเหลียนหยวนมีสถานะพิเศษเช่นนี้ เห็นที ‘เรื่องนี้’ นางคงเพิกเฉยไม่ได้แล้ว


   โชคดีที่นางผู้นี้มีนิสัยประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ ‘หากข้าไม่คิดละอาย ผู้อื่นก็มิอาจทำให้ข้าอับอายได้!’


   จีอู๋ซวงสะพายห่อผ้าขึ้นบ่าอีกครั้ง ก้าวย่างอย่างมั่นคงไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของเหลียนหยวนและลู่สิงโจว


   แม้ทั้งสองจะมีอารมณ์เย็นเพียงใด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะขุ่นเคือง เด็กสาวผู้นี้พบหน้ากันครั้งแรกก็กล่าวคำสาปแช่งพวกเขา บอกว่าพวกเขาต้องทำตัวเป็นเต่าหัวหดถึงจะรอด และบัดนี้ยังกล้ามาขวางทางอีก


   จีอู๋ซวงส่งยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ข้า จีอู๋ซวง ขออภัยในวาจาอันไม่บังควรเมื่อครู่ หากพวกท่านยกโทษให้ข้า โปรดจับมือยอมรับคำขอโทษจากข้าที”


   การ ‘จับมือ’ นี้ จีอู๋ซวงได้พบเห็นมาเมื่อครั้งที่วิญญาณของนางล่องลอยไปในสามพันภพภูมิ ในภพภูมินั้นปราศจากปราณวิญญาณ แต่กลับให้กำเนิดระบบที่แตกต่างจากโลกแห่งการฝึกตนโดยสิ้นเชิง


   เดิมทีเหลียนหยวนต้องการต่อว่าจีอู๋ซวง แต่ใบหน้าผอมๆกับแววตาใสซื่อของนาง ช่างน่าสงสารยิ่งนัก


   ในใจของเหลียนหยวนพลันอ่อนยวบลง ยื่นมือออกไปจับมือของจีอู๋ซวง


   “ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าคือเหลียนหยวน เรื่องที่ผ่านมาข้าจะไม่ติดใจเอาความ แต่ศิษย์น้องเอ๋ย ต่อไปภายภาคหน้า เจ้าก็ควรระวังวาจาสักหน่อย”


   จีอู๋ซวงพยักหน้า นางดึงปราณวิญญาณส่วนหนึ่งออกมา ก่อนเปิดใช้งาน ‘แผนภาพทำนายฟ้า’ และนำไปคลุมร่างของเหลียนหยวนไว้อย่างเงียบเชียบ


   แผนภาพทำนายฟ้านี้ คือหนึ่งในสมบัติวิเศษล้ำเลิศ!


   ไร้รูป ไร้กาย!


   ไร้วิถี ไร้กฎ!


   นี่คือสิ่งที่จีอู๋ซวงได้มาจากการสังหารเทพจักรพรรดิ เป็นรางวัลจากชัยชนะ


   ส่วนสาเหตุที่เทพจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งสวรรค์และปฐพีผู้นั้นถึงได้พ่ายแพ้ ก็เพราะไม่ว่าจะทำนายอย่างไร เส้นทางชีวิตของเขาก็มืดมน มีแต่ความตาย


   ด้วยความหวาดกลัว เขาจึงทั้งต่อต้านฟ้าลิขิตและพยายามพลิกผันโชคชะตา จนกลายเป็นเทพ ทว่าสุดท้ายก็ต้องสิ้นชีพด้วยน้ำมือของจีอู๋ซวง


   เมื่อแผนภาพทำนายฟ้าคลี่ออก จีอู๋ซวงก็มองเห็นอนาคตของเหลียนหยวน นางจึงใช้แผนภาพทำนายฟ้านั้นช่วยเหลือกำจัดเคราะห์ร้าย ช่วยชีวิตผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์รอง ซึ่งนับเป็นการช่วยเหลืออีกรูปแบบหนึ่ง


   แต่จีอู๋ซวงมิอาจคาดคิด...


   นางเห็น ‘ชีวิตคู่’ ที่พันผูกสับเปลี่ยนไปมา?!


   ชีวิตหนึ่ง


   เหลียนหยวนฝึกฝนอย่างราบรื่น แม้จะพบอุปสรรคบ้าง แต่สุดท้ายก็กลายเป็นผู้แข็งแกร่งแห่งยุค!


   ส่วนอีกชั่วชีวิตหนึ่ง...


   เหลียนหยวนหลงรักหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งไม่อาจครอบครองเอาไว้ได้ เขากับนางออกฝึกฝนวิทยายุทธด้วยกัน ครั้งนั้นเขาป้องปรางอันตรายให้นางจนเส้นชีพจรได้รับบาดเจ็บ ทั้งยังพลั้งเผลอสูดดมพิษลึกลับเข้าไปอีก


   นับแต่นั้นมา การฝึกฝนของเหลียนหยวนก็มิอาจพัฒนาขึ้นอีก แต่นางผู้นั้นกลับเอ่ยว่ามีใจรักต่อเขาเพียงเท่าพี่ชาย มิใช่ความรักหนุ่มสาว


   ต่อมามีบุรุษอัจฉริยะผู้พรั่งพร้อมปรากฏกายเคียงข้างนางไม่ขาดสาย ทำให้เหลียนหยวนเกิดความริษยา จิตใจค่อยๆบิดเบี้ยว ถึงขั้นคิดใช้กำลังบังคับให้นางแต่งงานกับตน


   ทว่าสุดท้ายเหลียนหยวนและตระกูลของเขา กลับถูกกลุ่มบุรุษผู้หลงใหลของนางถอนรากถอนโคน แม้กระทั่งเหลียนซิงประมุขสำนักอวิ๋นหลาน ก็ยังต้องจบชีวิตลง พวกเขาล้วนกลายเป็นเพียงบันไดให้หญิงสาวผู้นี้ได้เหยียบย่ำเพื่อก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่


   อะไรกันเนี่ย?


   นี่มันเรื่องบ้าบอคอแตกอะไร แผนภาพทำนายฟ้า… เจ้ากำลังล้อข้าเล่นหรืออย่างไร?


   แผนภาพทำนายฟ้าที่ได้ยินเช่นนั้นก็โกรธจัด มันสวนไปว่า… [เจ้าพูดจาระวังหน่อย! ข้าทำนายอนาคตของเขาอยู่นะ!]


   [เจ้าก็ดูเองซิ เจ้าคนรุ่นหลังนี่ช่างอ่อนแอ ไร้สมอง เป็นเพียงสุนัขรับใช้ที่น่าสมเพชยิ่ง!]


   ดั่งคำพังเพยที่ว่า 'ยิ่งเลีย ยิ่งไร้ค่า' นั่นแหละ ช่างเหมาะกับเขาเสียจริง!


บทที่ 7: ท่านบรรพชน… ท่านบรรพชน… ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว!


   จีอู๋ซวงมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสีหน้าซับซ้อน จนขนทั่วร่างของเหลียนหยวนลุกชัน


   “เป็น… เป็นอะไรไปหรือ ข้าไม่เข้าใจ”


   จีอู๋ซวงส่ายหน้า ปล่อยมือจากเหลียนหยวนแล้วหันไปมองลู่สิงโจวที่อยู่ข้างๆ


   ลู่สิงโจวเม้มปาก ไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากยื่นมือไปจับมือกับนาง


   “ยินดีที่ได้รู้จัก ข้าคือ ลู่สิงโจว”


   ภาพนิมิตปรากฏขึ้นอีกครั้ง และอนาคตของลู่สิงโจว ก็ไม่ได้ดีไปกว่าเหลียนหยวนเลยแม้แต่น้อย


   เช่นกัน… เป็นสองทางเลือก


   ชีวิตหนึ่งราบรื่นไร้อุปสรรค


   อีกชีวิตหนึ่ง… ดับสูญตั้งแต่ยังเยาว์


   อีกนานเท่าใดน่ะหรือ?


   อีกเพียงสองปีเท่านั้น


   สองปีให้หลัง ณ ดินแดนแห่งมรดกของผู้วิเศษผู้หนึ่ง ลู่สิงโจวได้ลอบเข้าไปยังสถานที่แห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ของผู้บำเพ็ญในวิถีกระบี่ หลังจากที่วิญญาณของเขาออกจากร่าง และข้ามผ่านความทุกข์ยากทั้งแปดสิบเอ็ดประการ ในที่สุดเขาก็ไขปริศนาทั้งหมดในมรดกนี้ได้


   ทว่า ทันทีที่ดึงวิญญาณกลับสู่กายหยาบ กลับปรากฏร่างของสตรีผู้หนึ่งขึ้นข้างกาย และราวกับโชคชะตากลั่นแกล้ง นางได้ ‘บังเอิญ’ แตะที่บ่าของลู่สิงโจวเข้าอย่างจัง


   ทันใดนั้น ความผันผวนที่เกิดขึ้นก็ได้ย้อนตีกลับร่าง ทำให้วิญญาณที่กำลังกลับคือสู่ร่างเกิดความผิดพลาด และกลายเป็นบ้าไป


   ขณะที่ ‘ผลลัพธ์’ จากความทุ่มเทของเขา เมื่อระเบิดความคลุ้มคลั่งออกมาแล้ว มันก็สงบเชื่องเชื่ออย่างน่าประหลาด ก่อนจะตกเป็นของสตรีที่ยืนอยู่ข้างกายของลู่สิงโจวไปเสียอย่างงั้น!


   ด้วยโชคอันประเสริฐเช่นนี้ พรสวรรค์ของนางจึงขยายกว้างขึ้นกว่าเดิมถึงสิบเท่า!


   จากที่เคยเป็นเพียงอัจฉริยะ ‘ระดับกลางค่อนสูง’ มาตอนนี้ก็กลายเป็น ‘อัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในโลกหล้า’ !


   ใช่แล้ว ลู่สิงโจวเป็นได้เพียงเครื่องมือเท่านั้น


   ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่า คือการที่นางยังกล่าวอีกว่า แม้จะไม่ทราบว่าเหตุใดลู่สิงโจวถึงกลายเป็นเช่นนี้ แต่นางก็ยินดีที่จะดูแลเขาไปชั่วชีวิต เพราะอย่างไรเสีย พวกเขาก็เป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน


   ผู้อื่นล้วนเอ่ยชม 'จิตใจเมตตา' ของนาง แต่ไร้ผู้ใดล่วงรู้ ว่าเป็นนางที่ชิงเอาโอกาสของลู่สิงโจว แล้วยังทำร้ายจนเขากลายเป็นบ้าไป


   แม้แต่แผนภาพทำนายฟ้ายังเผยรอยยิ้ม ราวกับต้องการเย้ยหยันยินดีในโชคร้ายของผู้อื่น


   [ชะตาของเขาผู้นี้ ช่างน่าสงสารยิ่งนัก]


   จีอู๋ซวงได้ยินแล้วก็ได้แต่นิ่งเงียบไป


   สิ่งที่เห็นจากในแผนภาพทำนายฟ้าสองครั้งก่อนหน้านี้ แม้จะทราบสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ใบหน้าของหญิงสาวในนิมิตกลับพร่าเบลอเลือนลาง ดังนั้นจึงไม่สามารถลงมือสังหารเสียแต่เนิ่นๆได้


   แล้วเช่นนี้ นางจะทำเช่นไรดี?


   ขณะที่จีอู๋ซวงกำลังครุ่นคิด พลันได้ยินเสียงเขินอายดังขึ้นว่า “เอ่อ...ศิษย์น้องหญิง เจ้า...ปล่อยมือข้าก่อนได้หรือไม่”


   จีอู๋ซวงได้สติรีบชักมือกลับทันที


   เด็กสาวเงยหน้ามองขึ้นไป เห็นใบหน้าคมเข้มของลู่สิงโจวแดงก่ำ ดวงตาลึกโหลในยามปกติ บัดนี้กลับเป็นประกายระยับ ราวกับสาวน้อยที่ถูกเจ้าชู้ใส่


   จีอู๋ซวงปล่อยมืออย่างใจเย็น ทำให้โม่หลานอีอดไม่ได้ที่จะกระซิบเตือน “ศิษย์เอ๋ย แม้พวกเราเหล่าผู้บำเพ็ญจะไม่ยึดถือธรรมเนียมแบบชาวบ้านปุถุชน ทว่าถึงเจ้าจะชื่นชอบศิษย์พี่ทั้งสองมากเพียงใด ก็ไม่ควรจับมือเขาเช่นนี้...ท่านประมุขสำนักอื่นๆยังอยู่ มันอาจพาลทำให้ชื่อเสียงของสำนักอวิ๋นหลานเราเสียหายได้”


   แม้โม่หลานอีจะขมวดคิ้วแน่น แต่ความนัยของวจีกลับเต็มไปด้วยความหวังดี ตัดกับสีหน้าอันไม่ยี่หระของจีอู๋ซวงราวฟ้ากับเหว


   ยิ่งทำให้ลู่สิงโจวและเหลียนหยวนมั่นใจว่า คำว่า ‘โชคร้าย’ เมื่อครู่ของจีอู๋ซวงเป็นเพียงข้ออ้าง


   นางจงใจมาเอาเปรียบพวกเขา!


   แม้พวกเขาเป็นบุรุษ จึงไม่คิดเล็กคิดน้อยเรื่องนี้ แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจ


   จีอู๋ซวงรู้ดีว่าต่อให้พูดไปก็ไร้ประโยชน์ รอให้การทดสอบจบสิ้น และเปิดเผยฐานะกับท่านอาจารย์ เดี๋ยวทุกอย่างก็ราบรื่นเอง


   นางพยักหน้าให้ทั้งสอง ก่อนจะหันหลังกลับไปหาเหลียนซิง พลางปีนขึ้นที่นั่ง ในใจก็บ่นไปด้วยว่าเหตุใดต้องให้ที่นั่งของท่านอาจารย์สูงเช่นนี้ด้วยเล่า


   แขนขานางก็สั้น ปีนยังลำบาก


   กว่าจะปีนขึ้นไปนั่งข้างเหลียนซิงได้ นางก็เหนื่อยหอบ ทำให้เหลียนซิงหัวเราะเสียงเบา “ศิษย์น้อย หลานข้า เหลียนหยวนไม่เลวนักใช่หรือไม่? หากเจ้าชอบ ภายภาคหน้าข้ายกให้เจ้าเล่นก็ได้”


   “...”


   นี่ท่านปฏิบัติต่อเขาเหมือนลูกหลานหรือสุนัขตัวหนึ่งกันแน่?


   การทดสอบหลังจากนั้นเป็นไปอย่างราบรื่น มีทั้งผู้มีรากจิตวิญญาณเดี่ยวและรากจิตวิญญาณคู่ ทั้งบริสุทธิ์มากและบริสุทธิ์น้อย เพียงแต่ไม่มีจิตวิญญาณกลายพันธุ์หรือจิตวิญญาณพิเศษปรากฏขึ้นอีก


   เมื่อผู้นำแต่ละยอดเขาล้วนได้ศิษย์เอกไป พวกเขาก็แสนจะปลื้มปิติยินดี


   ก่อนจากไป เซียวเฉินมอบป้ายหยกให้จีอู๋ซวงชิ้นหนึ่ง พลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าหนูน้อย พรสวรรค์ของเจ้าช่างดีนัก หากในภายภาคหน้าเจ้าอัปลักษณ์นี่สอนเจ้าไม่ไหว ก็จงมาที่สำนักเฟิงเสวียนของข้า”


   แม้นาม ‘สำนักเฟิงเสวียน’ จะไม่ใช่ใช่ชื่อสำนักที่เหล่าท่านอาจารย์เอ่ยถึง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเวลาผ่านไปเนิ่นนาน สำนักจะเปลี่ยนชื่อไม่ได้เชียวหรือ?


   รอจนเรื่องของสำนักอวิ๋นหลานสิ้นสุดลง ค่อยไปดูก็ยังไม่สาย


   ครั้นคิดเช่นนั้น จีอู๋ซวงจึงรับป้ายหยกนั้นไว้


   เหลียนซิง “...”


   เหลียนซิงเกือบจะหัวใจวายอยู่ตรงนั้น


   หรือว่าตนมิใช่อาจารย์ที่ดีเลิศ?


   เหตุใดนางจึงรับของจากเจ้าบัดซบนั่นได้!


   หลังจากเก็บซ่อนป้ายแล้ว จีอู๋ซวงจึงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ท่านผู้ยิ่งใหญ่ ข้ามีเรื่องอยากจะปรึกษาท่าน เรื่องที่ข้าเอ่ยถึงการพาบรรพบุรุษคือสู่สำนักอวิ๋นหลาน”


   เหลียนซิงผงกศีรษะรัวเร็ว “แล้วบรรพบุรุษของเจ้ามาจากยอดเขาลูกใดหรือ ข้าจะได้ไปเชิญผู้นำยอดเขาคนนั้นมา”


   “มิต้องขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ ขอเพียงท่านไปกับข้าก็เพียงพอ”


   ท่าทางของเด็กน้อยที่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่เช่นนี้ ทำเอาเหลียนซิงอดหัวเราะไม่ได้ โบกมือหนึ่งครั้ง ปล่อยปราณวิญญาณออกมาพยุงร่างของนางไว้ แล้วพริบตานั้นเอง พวกเขาก็มาถึงยอดเขาจู๋ซิง


   ยอดเขาจู๋ซิง เป็นยอดเขาของประมุขสำนักโดยเฉพาะ มีภูผาหลักหนึ่งลูก และภูผาลูกเล็กๆอีกแปดสิบแปดลูก


   เล่าลือกันว่า เพียงแค่ภูผาหลักของเขา ก็เทียบเท่ากับพื้นที่ของสำนักฝึกฝนทั่วไปแล้ว กว้างใหญ่ไพศาล ปราณเข้มข้น ชวนให้น้ำลายไหลด้วยความอิจฉา


   จีอู๋ซวงวางห่อผ้าลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง ไม่ลืมที่จะปัดฝุ่นออกจากโต๊ะก่อน


   แม้ว่าบนยอดเขาจู๋ซิงจะไม่มีฝุ่นผงเลยแม้แต่น้อย แต่นางก็เตรียมตัวมาอย่างดี


   ยิ่งเห็นดังนั้นเหลียนซิงก็ยิ่งรู้สึกพึงพอใจในตัวจีอู๋ซวง เด็กคนนี้นับว่าเป็นผู้ที่กตัญญูรู้คุณอย่างแท้จริง


   ในที่สุดจีอู๋ซวงก็หยิบกระดูกนิ้วเท้าเล็กๆชิ้นหนึ่งออกมาวางไว้บนโต๊ะเหลียนซิงกำลังจะเอ่ยปาก ทันใดนั้น ท้องฟ้าก็มืดมิดลง...


   กระแสอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านไปทั่วทุกทิศทาง กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างพลุ่งพล่านดุจไฟป่า!


   ปราณวิญญาณอันยิ่งใหญ่ ไร้ขอบเขต กว้างใหญ่ไพศาลดุจมหาสมุทรอันไพศาลได้ระเบิดออก!


   เกลียวคลื่นซัดสาดเข้าใส่เกราะป้องกันของยอดเขาจู๋ซิง บดขยี้ทุกสรรพสิ่งที่ขวางกั้น!


   “โครม!”


   “โครม!”


   แม้แต่เหลียนซิงยังถูกกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ปราณวิญญาณทั่วร่างถูกรีดเค้นออกมาต้านทานจนร่างแทบแห้งเหือด


   น่าตายนัก!


   เรื่องบ้านี่มันอะไรกัน?!


   เหลียนซิงตะโกนก้อง “อู๋ซวง รีบมาหาข้าเร็วเข้า...”


   บัดนี้ เขาทำได้เพียงปกป้องอู๋ซวงเท่านั้น!


   ทว่านางกลับกล่าววาจาชวนให้เขาฉงนใจยิ่งนัก


   “ท่านจงนั่งขัดสมาธิ ประสานใจรักษาจิตวิญญาณหลอมรวมลมหายใจระงับลมปราณ ปล่อยให้มันซึมซาบเข้าไขกระดูก รวบรวมปราณวิญญาณสู่ทิศประตูผี จากนั้นโคจรไปทางตะวันออกเฉียงใต้ วนไปทางตะวันออก ก่อนชักจูงมันมายังบริเวณกลางกระหม่อม!”


   เห็นเขานิ่งงัน นางจึงเร่งเร้า “รีบทำสิ”


   เขาจึงรีบทำตาม บัดดลนั้นปราณวิญญาณที่พลุ่งพล่านกลับเชื่องสงบลง อุปสรรคที่ติดอยู่สองร้อยปี...กลับคลายลง!


   นี่มัน!


   เหลียนซิงดีใจจนเกือบเสียสมาธิ ทว่านางกลับชิงตวาดเสียงเย็น ทำให้เขาคืนสติ


   “อย่าได้วอกแวก ประสานใจรักษาจิต!”


   “ขอรับ!”


   เสียงของนางคงเยือกเย็นและทรงอำนาจยิ่งนัก เขาจึงทำตามโดยไม่รู้ตัว


   เมื่อสิ้นสุดการโคจร เวลาก็ผ่านไปแล้วถึงสิบวัน


   ครั้นได้เพ่งดูภายในกาย เขาก็พลันอิ่มเอมใจยิ่งนัก ตอนนี้เขาเพียงแต่ต้องการโอกาสอีกเพียงนิด ก็จะสามารถบรรลุขั้นหลอมวิญญาณช่วงปลายได้แล้ว!


   เหลียนซิงรีบร้อนเปิดเปลือกตาขึ้น พบว่าศิษย์ตัวน้อยที่เขาเพิ่งรับมา กำลังถือเนื้อชิ้นหนึ่งที่ไม่รู้จักเอาไว้ และกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย


   เมื่อเห็นว่าเหลียนซิงตื่นขึ้นแล้ว จีอู๋ซวงก็รีบกลืนเนื้อในปากลงไปพลางกล่าวว่า “หากท่านตื่นช้ากว่านี้ ข้าคงได้อดตายเสียก่อนแล้ว”


   จีอู๋ซวงนั้นยังไม่อาจตัดขาดการกินเพื่อดำรงชีพได้ ดังนั้นหากไม่ได้กินอะไรเลย นางย่อมต้องอดตายเป็นแน่


   เหลียนซิงเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก “เรื่องนี้... อู๋ซวง เอ่อ... เกิดอะไรขึ้นรึ?”


   กล่าวได้ว่าเขาช่างรู้ตัวช้าเสียกระไร จีอู๋ซวงนั้น แม้แต่ก่อนหน้านี้ นางยังสามารถใช้กระแสปราณพูดคุยกับเขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ นางจะเป็นเด็กธรรมดาได้อย่างไร?


   เพียงแต่ทุกอย่างมันช่างเป็นไปอย่างธรรมชาติ จนกระทั่งเขาไม่ได้เอะใจเลย


   หรือว่าจีอู๋ซวงนั้นจะมีสมบัติล้ำค่าใดติดตัวอยู่?


   จีอู๋ซวงเอ่ยว่า “ขอรบกวนท่านอาจารย์เชิญเหล่าบรรพชนที่อยู่นอกยอดเข้านี้เข้ามาด้วยเถิด”


   เหลียนซิงแผ่จิตสำรวจออกไปดู ครานี้ก็พบว่าเบื้องนอกข่ายอาคมของยอดเขาจู๋ซิง บรรดาบรรพชนของสำนักไม่รู้เหตุใดจึงได้กลับมาอยู่ที่นี่กันหมดแล้ว!


   แม้ยามที่เผชิญภัยพิบัติครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นศึกปราบปรามอสูร ศึกประหารเซียน หรือแม้แต่ยามเผชิญคลื่นอสูรทมิฬนานนับหมื่นปี แต่ด้วยฐานะของสำนักอวิ๋นหลานที่เป็นสำนักอันดับหนึ่ง ณ แดนทิศตะวันออกของเทียนหลาน พวกเขาย่อมมีมรดกตกทอดอันล้ำค่ามากมาย


   ตัวเหลียนซิงเองก็เป็นถึงปรมาจารย์ขั้นหลอมวิญญาณ ยิ่งอย่ากล่าวถึงสิบแปดบรรพชนแห่งอวิ๋นหลานที่เก่งกาจเหนือเขาทุกคน พวกเขาล้วนบรรลุขั้นตัดเคราะห์ บางคนถึงขั้น... เป็นผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีที่ปลีกวิเวก


   แต่ครานี้ สิบแปดบรรพชนล้วนเผยตัว


   เหลียนซิงถึงกับหน้าซีดเผือด รีบปิดค่ายกล ก่อนออกมาต้อนรับเหล่าสิบแปดบรรพชนแห่งอวิ๋นหลานที่พุ่งตรงเข้ามา


   “เหลียนซิง ขอคารวะบรรพชนทุกท่าน”


   น่าเสียดาย บรรพชนขั้นเบิกวิถีมิได้ปรายตามองเหลียนซิงแม้แต่น้อย ดวงตาคู่นั้นกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดลงที่... กระดูกนิ้วเท้าบนโต๊ะ


   ดวงตาขุ่นมัวของท่านบรรพชนพลันเปล่งประกาย น้ำตาไหลรินโดยไม่รู้ตัว เขาลืมไปเสียสนิทว่าตนเป็นถึงปรมาจารย์ขั้นเบิกวิถี เขาพุ่งเข้าไปหา ก่อนจะใช้มือเหี่ยวแห้งอันสั่นเทา ยกกระดูกชิ้นนั้นขึ้น


   “ท่านบรรพชน... ท่านบรรพชน... ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว!”


บทที่ 8: บรรพชนขั้นเบิกวิถีเป็นศิษย์หลานของนาง


   ลองถามดู หากได้เห็นกับตาตนเอง กับภาพฉากบรรพชนผู้อายุขัยใกล้สิ้น ร่ำไห้ราวกับเด็กน้อย กอดกระดูกนิ้วเท้าไว้แน่นพลางร่ำเรียก ‘ท่านบรรพชน’ มันจะออกมาน่าประหลาดเพียงใด?


   ก็... น่าประหลาดยิ่งนัก!


   สำหรับผู้ฝึกตนที่ยังไม่ผ่านขั้นเบิกวิถี พวกเขามักมีอายุขัยเฉลี่ยสามหมื่นปี!


   พูดง่ายๆก็คือ ท่านบรรพชนของเหล่าบรรพชนเหล่านี้… จะมีอายุขัยนานสักเพียงใด?!


   บางทีอาจเป็นเพราะเหล่าบรรพชนแห่งอวิ๋นหลานร่ำไห้โศกเศร้าเกินไป จิตวิญญาณในกระดูกนิ้วเท้าจึงถูกปลุกขึ้น


   ทันใดนั้น ได้ปรากฏร่างโปร่งแสงเปล่งประกายรัศมีแห่งวิถีสวรรค์ โดดเด่นสง่างาม เปล่งรัศมีเจิดจ้า นั่นคือ เหยียนเป่ยไห่ อาจารย์รองของจีอู๋ซวง!


   เหยียนเป่ยไห่ มองบรรพชนแห่งอวิ๋นหลานด้วยสายตาเหยียดหยัน “เจ้าคือ...เสี่ยวฉือโถวหรือ?”


   “ใช่ๆๆ ข้าเอง ข้าเองท่านบรรพชน”


   “ไม่คิดเลยว่า แม้แต่เจ้าก็ยังแก่ชราถึงเพียงนี้”


   “ท่านบรรพชน ท่านจากพวกข้าไปเนิ่นนานเหลือเกิน... ฮือๆ...”


   “ร้องไห้ทำไม ร้องไห้คร่ำครวญหาคนตายหรือ? อ้อ ไม่สิ ข้าตายไปนานแล้ว จะร้องไห้ก็ร้องไปเถิด แต่อย่าร้องนานนักเลย จิตวิญญาณอันน้อยนิดของข้าคงอยู่ได้อีกไม่นาน”


   “ฮือๆๆ ท่านบรรพชน...”


   “พอได้แล้ว”


   “ขอรับ”


   ร่างของบรรพชนผมขาวโพลนนั้น สะอื้นไห้ตัวโยน ก่อนจะหยุดเสียงร้องไห้ตามคำสั่ง เหลือเพียงแววตาที่แสดงความเคารพ เทิดทูน มองมายังร่างเงาของเหลียนเป่ยไห่


   เหลียนเป่ยไห่จึงเอ่ยขึ้นว่า “ในศึกประหารเซียนเมื่อครั้งกระนั้น ข้าและสหายร่วมรบต่างตายตกจนสิ้น ร่างและวิญญาณของพวกเราถูกดูดเข้าไปในสุสานเทพ เร่ร่อนอยู่ในนั้นเลื่อยมา... นับแต่นั้นเป็นเวลานานเท่าใดแล้ว?”


   “ท่านบรรพชน ผ่านไปเกือบหกหมื่นปีแล้วขอรับ”


   “นานถึงเพียงนั้นเชียวหรือ...” เหลียนเป่ยไห่พึมพำ “อย่างไรก็ตาม หากร่างของข้าได้กลับสู่สำนัก ข้าก็คงไม่มีอะไรต้องเสียใจอีกแล้ว พวกเจ้าจงหาสถานที่อันงดงามสงบสุข ฝังร่างข้าเสียเถิด อย่าได้ห่วงใยข้าอีกเลย ข้าควรตายไปนานแล้ว”


   “ท่านบรรพชน…”


   “แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้ายังไม่วางใจ”


   บรรพชนทั้งหลายได้ยินเช่นนั้นก็รีบลุกขึ้นยืนตัวตรงกล่าวว่า “ท่านบรรพชนโปรดสั่งมาเถิดขอรับ”


   “อู๋ซวง!”


   “อาจารย์รองเรียกข้าหรือเจ้าคะ”


   เหลียนเป่ยไหหันไปมองจีอู๋ซวง ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและสงสาร เอ่ยกับท่านเหล่าบรรพชนแห่งอวิ๋นหลานว่า “เจ้าศิษย์น้อย นางคือศิษย์คนสุดท้ายของข้า นับตามศักดิ์แล้วถือเป็นอาจารย์อาของเจ้า นางเป็นเด็กน่าสงสารนัก แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่อาจปกป้องนางได้อีกต่อไปแล้ว พวกเจ้าโปรดรับนางไว้ดูแลแทนข้าได้หรือไม่?”


   “ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ข้าจะดูแลท่านอาจารย์อาเป็นอย่างดี หากนางต้องการสิ่งใด ข้าจะหามาให้ได้แน่นอนขอรับ”


   “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง”


   “ท่านบรรพชนโปรดสั่งมาเถิดขอรับ”


   “อาจารย์อาของเจ้ามีธาตุไฟและธาตุไม้เป็นจิตวิญญาณคู่ขั้นสูงสุด นางเป็นอัจฉริยะโดยกำเนิด แต่น่าเสียดาย กระดูกวิญญาณของนางถูกคนใจร้ายขโมยไปและโยนร่างทิ้งลงสุสานเทพ โชคดีที่พวกข้าไปพบเข้าจึงช่วยชีวิตนางไว้ได้ ทว่าสุสานเทพนั้นเชื่อมต่อกับโลกต่างๆ ข้าจึงไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าอาจารย์อาของเจ้ามาจากที่ใด ดังนั้นเจ้าจงช่วยนางตามหากระดูกวิญญาณกลับมา หากหาไม่พบก็จงสร้างขึ้นใหม่ให้แก่นาง จำไว้! ต้องใช้วัตถุสวรรค์ล้ำค่าที่สุดในการสร้าง!”


   “ขอรับ!”


   “ข้าได้กลับคืนสู่ผืนดินอันเป็นที่รักก็เพราะนาง ดังนั้นศิษย์น้อยผู้นี้ เจ้าจงดูแลนางให้ดี”


   “ขอรับ!”


   เหลี่ยนเป่ยไห่เอ่ยจบ ก็ก้มลงมองจีอู๋ซวง ยกมือขึ้นลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยน เอ่ยว่า “ศิษย์เอ๋ย บัดนี้มีผู้รับหน้าที่คุ้มครองเจ้าแทนอาจารย์แล้ว กระดูกของอาจารย์ก็ส่งกลับไปถึงสำนักแล้ว ความปรารถนาของอาจารย์ก็เป็นจริงแล้ว ข้าจึงขอจากไปก่อน”


   แม้เตรียมใจไว้แล้วกับการจากลา แต่เมื่อจีอู๋ซวงมองดูจิตวิญญาณของเหลี่ยนเป่ยไห่ที่ค่อยๆเลือนราง ดวงตาของนางก็พลันนองไปด้วยหยาดน้ำใสๆ “ท่านอาจารย์รอง…”


   “ศิษย์อู๋ซวง เจ้าจงดูแลตัวเองให้ดี”


   ในท้ายที่สุด ใบหน้าของเหลี่ยนเป่ยไห่ก็คงไว้เพียงรอยยิ้มอันอ่อนโยน ก่อนจะถูกสายลมพัดพาหายไป…


   แผ่วเบา...


   และเนิ่นนาน...


   ครั้นเมื่อลมหายใจของเหลียนเป่ยไห่เลือนหายไปจนหมดสิ้น นางจึงได้แต่ยกมือขึ้นซับน้ำตาที่เปรอะเปื้อนใบหน้าอย่างนอบน้อม ก่อนจะเก็บกระดูกนิ้วเท้าแล้วมอบมันให้กับบรรพชนผู้หนึ่งด้วยความอาลัยอาวรณ์


   บรรพชนผู้นั้นรีบนำกล่องหยกออกมาจากช่องว่างมิติ และเก็บมันไว้อย่างทะนุถนอม จากนั้นจึงซับน้ำตาที่มุมตาของตนเองพลางเผยยิ้มราวกับดอกไม้บานให้กับนาง


   เป็นเวลานานแล้วที่เขาไม่ได้พูดคุยกับคน ‘ตัวเล็ก’ เช่นนี้ อีกทั้งนางยังเป็นอาจารย์อาเล็กของเขาอีก เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงอย่างอ่อนโยน “อาจารย์อาเล็ก ท่านเหนื่อยมามากแล้ว ข้าชื่อฉือเหล่ย ท่านอาจารย์มักเรียกข้าว่าเสี่ยวฉือโถว ท่านอยากไปกับเสี่ยวฉือโถวหรือไม่? ข้าจะพาท่านกลับไปยังเกาะอู๋ว่าง เกาะแห่งนั้นมีจิตวิญญาณบริสุทธิ์อุดมสมบูรณ์ สามารถบำรุงร่างกายของท่านได้เป็นอย่างดี”


   จีอู๋ซวงได้แต่ยิ้มแห้งๆ แล้วกล่าวว่า “ศิษย์หลาน เจ้าไม่ต้องเกรงใจข้าขนาดนั้น ข้ายังมีภารกิจอื่นที่ต้องทำ”


   “ภารกิจอันใดหรือ ท่านบอกข้ามาเถิด”


   “ในตอนนั้น นอกจากท่านอาจารย์รองแล้ว ยังมีท่านอาจารย์อีกสี่ท่านที่อยู่กับข้า ข้าต้องนำกระดูกและความปรารถนาสุดท้ายของพวกท่านกลับไปด้วย”


   เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของฉือเหล่ยก็เศร้าหมองลง เขายิ้มอย่างขมขื่นและกล่าวว่า “อาจารย์อาเล็ก ความจริงแล้ว หลังจากสงครามพวกเราก็สูญเสียสำนักไปมากมาย... จากห้าสำนักใหญ่ในอดีต ตอนนี้เหลือเพียงสำนักอวิ๋นหลานของพวกเราเท่านั้น...”


   แน่นอนว่า เมื่อมีผู้ล่มสลายย่อมมีผู้ผงาดขึ้น เช่นห้าสำนักใหญ่ในตอนนี้


   จีอู๋ซวงยอมรับอย่างสงบ นางพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ถึงอย่างนั้น ข้าก็ต้องไปตามหาพวกเขา”


   “แต่อาณาจักรเทียนหลานกว้างใหญ่ไพศาลปานนี้ ขณะที่ร่างกายของท่าน...” ฉือเหล่ยเอ่ยอย่างลังเล ร่างกายของท่านอาจารย์อาเล็กไม่อาจฝึกปรือ หากคิดจะออกไปเดินทางในอาณาจักรเทียนหลาน ยากยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์!


   หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ชีวิตท่านอาจารย์น้อยคงมิรอดแน่


   แล้วเช่นนั้น ข้าจะเอาหน้าที่ใดไปพบหน้าท่านอาจารย์!


   จีอู๋ซวงครุ่นคิดครู่หนึ่ง สือเล่ยจึงกล่าวต่อว่า “เช่นนี้เถิด ท่านรออยู่ที่สำนักเสียก่อน ศิษย์หลานผู้นี้จะออกตามหาวิธีหลอมสร้างกระดูกวิญญาณให้ท่านเอง รอจนกระดูกวิญญาณของท่านได้รับการหลอมสร้าง ท่านค่อยฝึกปรืออย่างช้าๆ เมื่อถึงเวลานั้น ท่านก็จะออกไปตามหาบ้านเกิดของอาจารย์ทั้งสี่ได้แล้ว เห็นเป็นเช่นไร?”


   บัดนี้ นอกจากวิธีนี้แล้ว คงไม่มีหนทางอื่นอีก


   จีอู๋ซวงเอ่ยด้วยความรู้สึกผิด “เช่นนั้นก็คงต้องรบกวนเจ้าแล้ว”


   ฉือเหล่ยยิ้มจนแก้มปริอีกครั้ง “เช่นนั้น ท่านจะไปกับข้าหรือไม่?”


   จีอู๋ซวงนึกถึงคนผู้นั้นที่ท่านอาจารย์รองเป็นห่วงนัก เหลียนหยวนผู้โชคร้าย นางส่ายหน้ากล่าว “ไม่ต้องหรอก ข้าขออยู่ที่สำนักก็แล้วกัน”


   ในเมื่อเป็นคนรุ่นหลังที่ท่านอาจารย์รองเป็นห่วง เป็นผู้มีวาสนาและโชคชะตาฟ้าลิขิตเช่นนั้น นางก็ควรช่วยเขาสักแรง


บทที่ 9: จีอู๋ซวงได้ลิ้มรสชาติของการเป็นเศรษฐีใหม่


   แม้ฉือเหล่ยจะไม่อาจพาอาจารย์อาเล็กกลับไปได้ แต่เขาก็ไม่กล้ารีรอ


   เพราะตอนนี้อาจารย์อาเล็กไม่มีพลังฝึกฝน หมายความว่าท่าน... เอ่อ ไม่สิ หมายความว่านางเป็นแค่ ‘ปุถุชน’ อายุขัยของปุถุชนมีเพียงร้อยปี นับว่าสั้นยิ่งนัก สำหรับผู้ฝึกฝนอย่างพวกเขา นับเป็นเพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้น


   พูดได้ว่า แม้แต่มดในสำนักอาจมีอายุยืนกว่าอาจารย์อาเล็กเสียอีก


   ดังนั้นเขาจึงต้องรีบลงมือ เพื่อหล่อเลี้ยงกระดูกวิญญาณให้ท่านอาจารย์อาเล็กโดยเร็ว


   โอ้ ใช่แล้ว ก่อนจากไป ฉือเหล่ยได้แนะนำ ‘สิบแปดบรรพชนแห่งอวิ๋นหลาน’ ให้จีอู๋ซวงรู้จัก


   จีอู๋ซวงทักทายทีละคน ก่อนเอ่ยปากให้พวกเขารอสักครู่


   จากนั้น บรรดาบรรพชนก็ได้เห็นอาจารย์อาเล็กคนใหม่ของพวกเขากำลังง่วนอยู่กับพู่กันและหมึก ค่อยๆเขียนอย่างตั้งใจ จนในที่สุดก็ทำงานเสร็จ


   “นี่เป็นของขวัญต้อนรับที่ข้าตั้งใจมอบให้แก่ศิษย์หลานทุกคน”


   ฉือเหล่ยและคนอื่นๆรับมาดู พวกเขาเห็นเพียงแค่ลายเส้นยุ่งเหยิงราวกับอักขระจากปรโลก... ทำเอามุมปากของพวกเขาสั่นระริก...


   พวกเขาอยากเอ่ยยิ่งนักว่า ‘ท่านอาจารย์อาเล็ก พวกข้าอ่านไม่ออกขอรับ!’


   ครั้นได้เห็นแววตาดุดันจริงจังของจีอู๋ซวง เหล่าบรรพชนต่างใจละลาย พากันรับเอาลายพู่กันนั่นมาถืออย่างระมัดระวัง ก่อนเก็บเข้าอกอย่างทะนุถนอม


   “ขอบพระคุณท่านอาจารย์อาเล็กขอรับ”


   “ขอบพระคุณท่านอาจารย์อาเล็กขอรับ”


   จีอู๋ซวงจึงได้ยิ้ม ในชีวิตก่อนนั้นนางคือตัวตนผู้เก่งกาจเยี่ยงเทพเซียน อาวุธศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงตำราวิชาล้วนมีนับไม่ถ้วน แม้ตนเองไม่ได้ฝึกฝน แต่ยามว่างก็มักใช้เวลาไปกับการอ่านตำรา


   อีกอย่าง จิตวิญญาณของนางก็ล้ำเลิศ เพียงกวาดตามองจึงจดจำตำราได้ทั้งหมด ดังนั้นในหัวของนางจึงมีตำราอยู่มากนับไม่ถ้วน


   ตำราที่นางมอบให้ ล้วนแล้วแต่เหมาะสมกับศิษย์หลานแต่ละคนที่สุด


   เมื่อเห็นรอยยิ้มของจีอู๋ซวง ทุกคนต่างก็ตั้งใจ แม้สิ่งที่ผู้น้อยมอบให้จะเป็นเพียงภาพวาดของเด็ก พวกเขาก็จะถือเป็นของล้ำค่า


   ฉือเหล่ยเก็บของขวัญของตน ก่อนเลือกคนสิบคนออกตามหาสมบัติกับเขา ส่วนอีกแปดคนที่เหลือก็อยู่ปกป้องจีอู๋ซวงที่สำนัก


   ทว่าจีอู๋ซวงปฏิเสธ นางกล่าวกับทุกคนด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ครานี้ท่านอาจารย์รองนำวิชาที่ได้จากสุสานเทพมาให้ พวกท่านควรฝึกฝนจนบรรลุผล ตำราที่ข้ามอบให้คงช่วยพวกท่านได้ อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป ข้าอยู่ในสำนัก ไม่มีอันตรายใดๆ ท่านประมุขสำนักก็คุ้มครองข้าอยู่”


   จู่ๆ ถูกเรียกชื่อขึ้นมากะทันหันเหลียนซิงจึงได้แต่ “...”


   ใครเล่าจะเข้าใจความรู้สึกของข้าผู้นี้!


   เดิมทีคิดว่าตนเองกับเด็กน้อยผู้นี้มีวาสนาต่อกัน จึงอยากรับนางเป็นศิษย์


   ไฉนนางถึงได้กลายเป็นศิษย์ของท่านบรรพบุรุษไปได้!


   ข้ามีความสามารถอันใดเล่า ถึงจะคุ้มครองคนอย่างท่านได้!


   หากท่านมีอันใดกระทบกระเทือนเพียงน้อย ข้าเกรงว่าท่านบรรพบุรุษคงจะต้องถลกหนังข้าออกเป็นแน่!


   เห็นเหลียนซิงก้มหน้าคอตกไม่กล้าพูดจา ฉือเหล่ยจึงยกมือขึ้นตีศีรษะไปทีหนึ่ง “เจ้าเด็กโง่นี้ ทำไมถึงได้เอาแต่เหม่อยู่อย่างนั้น ท่านอาจารย์อาเล็กกำลังพูดกับเจ้าอยู่ เห็นหรือไม่ว่าท่านไว้ใจเจ้า”


   เหลียนซิงได้แต่นิ่ง “...”


   ไม่กล้า ไม่กล้าขยับอันใด!


   เหลียนซิงรีบกระแอมเสียงหนึ่ง กล่าวด้วยความเคารพ “ท่านบรรพชนโปรดวางใจ ผู้น้อยจะดูแลท่านเป็นอย่างดี”


   เมื่อฉือเหล่ยและศิษย์หลานทั้งสิบแปดได้ยินดังนั้น ต่างก็รื้อค้นหาสมบัติจากคลังสมบัติของตนเอง พวกเขานำสมบัติมากมายมามอบให้จีอู๋ซวง จนเกือบจะท่วมทับนาง


   ในเมื่อตั้งใจจะรั้งตัวอาจารย์อาเล็กไว้ที่สำนัก พวกเขาจึงต้องเตรียมการป้องกันอย่างเต็มที่


   จีอู๋ซวงรีบเอ่ยห้าม พร้อมกับกล่าวอย่างจนใจว่า “ศิษย์หลานทั้งหลาย ไม่ใช่ข้าไม่รับน้ำใจของพวกเจ้า แต่ข้าไม่มีปราณวิญญาณ แม้จะมีวิชายันต์ศักดิสิทธิ์หรือโอสถศักดิ์สิทธิ์ ข้าก็ไม่อาจใช้งานพวกมันได้”


   ฉือเหล่ยและคนอื่นๆเพิ่งจะตบหน้าผากตัวเอง “เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี?”


   “ขอเพียงศิษย์หลานทั้งหลายมอบสิ่งของธรรมดา ที่ไม่ต้องใช้ปราณวิญญาณก็พอได้แล้ว”


   เรื่องนี้ทำเอาเหล่าบรรพชนลำบากใจยิ่งนัก


   ในมือพวกเขามีหรือจะเป็นสิ่งของธรรมดา ?


   ในที่สุด ก็มีชายชราหนวดเคราสีขาวราวหิมะเอ่ยขึ้น “บังเอิญยิ่งนัก ข้าเพิ่งเก็บก้อนหิน... เอ่อ... ก้อนหินธรรมดาก้อนหนึ่งได้ แล้วพบว่ามันคือศิลาอนันตกาล


   หินก้อนนี้มีไว้สำหรับหลอมสร้างพื้นที่มิติ มีพลังแห่งมิติอยู่ในตัวอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใช้ปราณวิญญาณ ก็สามารถบรรจุและหยิบสิ่งของได้ เพียงแค่ใช้จิตสัมผัสเชื่อมต่อจิตวิญญาณก็เพียงพอ เหมาะสมกับท่านอาจารย์อาเล็กยิ่งนัก”


   จีอู๋ซวงรับหินก้อนนั้นมา พลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “หินก้อนนี้ช่างเหมาะสมกับข้ายิ่งนัก ขอบใจเจ้ามาก ศิษย์หลานเมิ่ง”


   เมิ่งวั่งหยาได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มดีใจ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้คาดคิดว่าท่านอาจารย์อาเล็กจะจำชื่อของตนได้


   “ไม่จำเป็น ไม่จำเป็น”


   ส่วนศิษย์หลานคนอื่นๆทั้งสิบแปด เมื่อเห็นเมิ่งวั่งหยาก้าวล้ำหน้าไป ก็รู้สึกริษยา ต่างก็ค้นหาสมบัติล้ำค่าของตนเอง แต่ก็ไม่พบสิ่งใดที่เหมาะสมกับจีอู๋ซวง


   สุดท้ายแล้ว พวกเขาก็ได้แต่มอบอุปกรณ์ป้องกันตัวขั้นสูงสุดให้กับนางหลายชิ้น


   อุปกรณ์เหล่านี้ล้วนเป็นแบบใช้ครั้งเดียว โดยใช้พลังจากหินวิญญาณชั้นยอด จึงไม่จำเป็นต้องให้ผู้ที่ถูกปกป้องเป็นคนกระตุ้น ข้อเสียคือ ใช้แล้วทิ้ง นับว่าสิ้นเปลืองอย่างยิ่ง และแน่นอนว่าไร้ประโยชน์อย่างมาก


   โดยทั่วไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะมีหินวิญญาณชั้นยอดมากมายจนไม่รู้จะใช้ทำอะไร ก็คงไม่มีใครยอมใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้


   ดังนั้น ทุกคนจึงมีเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น


   แต่จีอู๋ซวงมีศิษย์หลานน้องร่วมสาบานถึงสิบแปดคน!


   “มา มา มา ท่านอาจารย์อาเล็ก รับผ้าผูกผมผืนนี้ไปเถิด”


   “และอาภรณ์คลุมกายผืนนี้ก็มอบให้ท่าน”


   “รวมถึงสร้อยเส้นนี้ด้วย”


   “ต่างหูคู่นี้ด้วย!”


   “แหวน แหวน...”


   เพียงพริบตาเดียว เหล่าศิษย์หลานก็รุมมอบสิ่งของให้จีอู๋ซวงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับอยากมอบแหวนป้องกันภัยให้นางสวมทุกนิ้วเท้า


   จีอู๋ซวงรู้สึกราวกับตนเป็นเศรษฐีใหม่ในชั่วขณะ


   “ขอบใจในความหวังดีของพวกเจ้าทุกคน แต่พอแล้ว”


   “ไม่พอ พวกนี้ใช้ครั้งเดียวก็พังหมดแล้ว โอ้ย ข้าไม่มีแล้ว ครั้งหน้าต้องไปจับตาเฒ่าที่สำนักข้างๆ มารีดไถสักหน่อย”


   “ข้าก็ไม่มีแล้ว ครั้งหน้าพวกเราก็ไปด้วยกันเถอะ”


   “ข้าไปด้วย”


   “...” จีอู๋ซวงไร้คำจะเอ่ย


   ไม่เห็นต้องทำขนาดนั้นก็ได้


   “....” เหลียนซิงที่อยู่ด้านข้างได้แต่นิ่งเงียบ


   ใครกันที่ทั้งปวดใจและอยากได้ ไม่พูดก็รู้


   ในที่สุดจีอู๋ซวงก็ต้องออกแรงมากมายกว่าจะส่งศิษย์หลานทั้งหมดออกไปได้ จากนั้นก็รีบเก็บสมบัติทั้งหมด เหลือเพียงสร้อยคอเส้นเดียวที่ซ่อนไว้ในเสื้อผ้า


   เพราะถ้านำออกมา อาจถูกผู้อื่นมองเป็นเหยื่ออันโอชะได้


   จีอู๋ซวงที่รู้สึกโล่ง.อกยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้เหลียนซิง “ท่านประมุขสำนักเหลียน...”


   “ไม่ต้อง ไม่ต้อง ท่านเรียกข้าว่า ‘เสี่ยวซิง’ ก็ได้”


   เนื่องด้วยศักดิ์ระหว่างจีอู๋ซวงกับเหลียนซิงนั้นมีความต่างชั้นกันมาก หากให้จีอู๋ซวงเรียกตนเองว่าท่านประมุขสำนักเหลียน เขาเองก็รับประกันได้เลยว่า รอท่านอาจารย์บรรพชนกลับมาคงโดนฝ่ามือพิฆาตจนสิ้นชีพเป็นแน่


   ใช่แล้ว อาจารย์ของเหลียนซิงก็คือหนึ่งในสิบแปดบรรพชนผู้ยิ่งใหญ่ ท่านบรรพชนเฟิ่งหลีผู้สง่างามดุจทอง ผู้ฝึกตนขั้นข้ามผ่านเคราะห์กรรม


   “เช่นนั้นก็ดี เสี่ยวซิง นี่คือของกำนัลที่ข้ามอบให้เจ้า”


   เหลียนซิงไม่คิดว่าตนเองจะได้รับของกำนัล จึงรับมันด้วยความยินดี ก่อนจะเก็บเข้าที่ “ขอบพระคุณขอรับ ท่านบรรพชน”


   จีอู๋ซวงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ย “เสี่ยวซิง หากเจ้าออกไปข้างนอก แล้วเรียกข้าว่าท่านบรรพชนคงไม่เหมาะสม”


   เหลียนซิงเองก็เข้าใจเช่นกันว่าจีอู๋ซวงนั้นฐานะสูงส่งยิ่ง แต่ร่างกายกลับเป็นเช่นนี้… หากพวกผู้ฝึกตนที่มีแค้นต่อพวกเขาล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของจีอู๋ซวง นางคงตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่!


   การล้างแค้นผู้ฝึกตนขั้นหลอมวิญญาณกับขั้นตัดเคราะห์นั้นเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่สำหรับคนธรรมดาคนหนึ่ง พวกมันกลับสามารถทำได้โดยง่าย


   “แล้วเช่นนี้ ศิษย์ควรทำเช่นไรดีขอรับ ท่านบรรพบุรุษ”


   จีอู๋ซวงกล่าว “เช่นนี้เถิด ต่อไปนี้ หากอยู่ต่อหน้าผู้อื่น ให้เจ้าบอกว่าข้าเป็นศิษย์ของเจ้า”


   เหลียนซิง อึกอัก พูดติดขัดๆว่า “พะ…พะ... ผู้น้อยไม่กล้า...”


   หมัดเหล็กแห่งความรักของท่านอาจารย์ เขาจะทนไม่ไหวเอา


   “ไม่เป็นไรหรอก หากเฟิ่งหลีด่าเจ้า ข้าจะรับแทนเอง”


   “...”


   เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็คงได้แต่ทำตาม หวังว่าท่านบรรพบุรุษจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบา ให้เขาโดนน้อยหน่อยก็แล้วกัน


บทที่ 10: จุดโคมวิญญาณและหกศาสตร์แห่งการฝึกตน?


   ฐานะที่แท้จริงของนางภายนอกต่างรู้กันว่าเป็นศิษย์คนสุดท้ายของประมุขสำนักอวิ๋นหลาน!


   ส่วนภายในเล่า?


   แน่นอนว่าต้องเป็นบรรพชนของเหลียนซิงอย่างไรเล่า!


   เหล่าศิษย์ของเหลียนซิงล้วนออกไปฝึกฝนวิชาภายนอกแล้ว เขาจึงต้องจัดการที่อยู่ที่กินของจีอู๋ซวงด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นถ้ำที่หรูหราที่สุด เครื่องแต่งกายที่งดงามที่สุด สัตว์วิญญาณที่น่ารัก เชื่อฟัง อ่อนโยน ไร้ภัย และอื่นๆ


   เขากลัวว่านางจะกินอาหารที่มีปราณวิญญาณมากเกินไป จึงสั่งให้คนรับใช้ไปซื้ออาหารที่คนธรรมดากินได้ แต่เมื่อเห็นว่านางสามารถกิน ‘อาหารทิพย์’ ได้ เขาก็ไม่ต้องวุ่นวายกับการเตรียมอาหารแบบคนธรรมดาอีก


   เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เหลียนซิงจึงพานางไปที่ ‘ตำหนักสืบทอด’ เพื่อจุดโคมวิญญาณ


   ทั้งนี้ แม้แต่ศิษย์เอกของผู้นำยอดเขาและประมุขสำนักก็ไม่ใช่ว่าจะมีสิทธิ์จุดโคมวิญญาณได้ในทันที


   ตามปกติแล้ว มีเพียงศิษย์เอกที่บรรลุขั้นสร้างรากฐานเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์จุดวิญญาณได้


   ส่วนศิษย์สายในและศิษย์สายนอก จะต้องถึงขั้นแก่นปราณทองคำก่อน จึงจะมีสิทธิ์จุดโคมวิญญาณได้


   ครั้นเมื่อดวงวิญญาณในโคมสว่างโชน นั่นหมายความว่า นาง ‘จีอู๋ซวง’ ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางอันแสนวิจิตรของสำนักอวิ๋นหลานอย่างเป็นทางการแล้ว


   ผู้อาวุโสผู้ดูแลหอตำราแห่งนี้ เมื่อเห็นว่าท่านประมุขสำนักปรารถนาจะให้ศิษย์ผู้นี้...ผู้ที่ยังมิอาจกักเก็บปราณวิญญาณได้ ก็มีสีหน้าลำบากใจยิ่งนัก


   “ท่านประมุขสำนัก กระทำเช่นนี้...เกรงว่าจะไม่ถูกต้องตามทำเนียมประเพณี...หากเบื้องบนทราบเข้า...พวกเราจะต้องถูกลงโทษอย่างหนักหนา”


   เหลียนซิงได้แต่ครุ่นคิดในใจว่า ไร้สาระสิ้นดี! เขาย่อมรู้ดีว่าการกระทำนี้ผิดทำนองคลองธรรม แต่หากไม่ทำตามบัญชาของท่านบรรพชน หากเกิดอันใดกับ ‘ท่านบรรพชนน้อย’ ผู้นี้ เขาคงไม่เหลือแม้แต่ซาก!


   “นี่เป็นความปรารถนาของท่านอาจารย์”


   ผู้พิทักษ์โคมวิญญาณนามว่า ‘เซิงฉี’ แท้จริงแล้วคือศิษย์ของท่านอาจารย์ผู้ดูแลหอตำราแห่งนี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสิบแปดบรรพชน เมื่อได้ยินว่าท่านอาจารย์เห็นชอบด้วย เขาจึงรีบเร่งเข้ามาจุดโคมให้กับจีอู๋ซวง


   ทันทีที่เปลวไฟลุกโชน ‘ข้อมูลพื้นฐาน’ ของนางก็ปรากฏขึ้นบนคัมภีร์สวรรค์อย่างเงียบงัน


   จีอู๋ซวงศิษย์สืบทอดของประมุขสำนักยังไม่ได้เข้าสู่เส้นทางการฝึกฝน


   ในยามปกติ บรรทัดนี้จะต้องปรากฏอยู่ท้ายสุดของคัมภีร์สวรรค์อย่างแนบเนียน ไร้ซึ่งผู้ใดล่วงรู้


   ทว่าจีอู๋ซวงนั้นช่างสูงส่งเหนือผู้ใด บรรทัดนี้จึงเบียดบังชื่อของฉือเหล่ย เลื่อนขึ้นไปอยู่เหนือ ‘บรรพชนผู้ยิ่งใหญ่’ ราวกับเป็นเหาที่เกาะอยู่บนหัวของหลวงจีน...


   ช่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก!


   จีอู๋ซวง “...”


   นี่มัน... ประจานกันชัดๆมิใช่หรือ?


   ผู้พิทักษ์โคมเห็นดังนั้นก็มือไม้สั่นเทา


   โอ้สวรรค์!


   หรือว่า... ข้าได้พบเจอกับบุคคลที่ไม่อาจล่วงเกิน?


   ผู้พิทักษ์รีบค้อมกายคำนับ “ผู้น้อยไม่ได้ตั้งใจล่วงเกิน ขอท่านบรรพชนโปรด.อภัย!”


   จีอู๋ซวงยิ้มกล่าว “ผู้อาวุโสไม่ต้องมากพิธี ปฏิบัติกับข้าเช่นศิษย์ทั่วไปก็พอ”


   ใบหน้าของผู้อาวุโสเกือบจะกลั้นรอยยิ้มไว้ไม่อยู่ ได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก


   เหลียนหยวนรีบปลอบโยนจีอู๋ซวง “เอ่อ... ไม่ต้องกังวลไปหรอก นี่เป็นสิ่งที่ต้องแสดงให้เห็นอยู่แล้ว เพียงแต่ที่หอตำรานี้ไม่ค่อยมีผู้ใดเข้ามา”


   “แล้วถ้ามีคนเข้ามาเล่า?”


   “... เข้ามาก็ไม่เป็นไรหรอก ปกติแล้วไม่มีใครกล้ามาดูท่านบรรพชนหรอก ถึงแม้ว่าจะถูกพบเห็นเข้าจริงๆ อย่างมากก็แค่ถูกตำหนิ ไม่ได้ทำให้เนื้อหนังข้าหายไปสักหน่อย”


   จีอู๋ซวงรู้สึกสับสนในใจจึงเอ่ยขึ้นว่า “ท่าน... ท่านอาจารย์ลำบากท่านแล้ว”


   เหลียนซิงได้ยิน ‘คำเรียกขาน’ ของนางก็เกือบจะร้องไห้ออกมา ตัวเขานั้นมีบุญญาบารมีอันใดกัน! หากจีอู๋ซวงเรียกตนว่าท่านอาจารย์เช่นนั้นตนเองก็ไม่เท่ากับเป็น ‘ท่านอาจารย์’ ของบรรพชนของตนเองแล้วหรือ?


   เรื่องนี้... แม้จะรู้สึกแปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่เมื่อท่านอาจารย์กลับมา ตนเองคงหนีไม่พ้นถูกตีอย่างหนักเป็นแน่


   “โคมวิญญาณจุดเสร็จแล้ว ต่อไปท่านบรรพบุรุษอยากจะทำสิ่งใดหรือไม่? อยากจะไปเรียนวิชาพื้นฐานหรือไม่?”


   ที่เหลียนซิงกล่าวเช่นนี้ ก็เพราะเห็นแก่จีอู๋ซวง อนาคตข้างหน้านางต้องสร้างกระดูกวิญญาณใหม่ให้สำเร็จและต้องฝึกฝนอย่างแน่นอน


   ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่เริ่มต้นปูพื้นฐานเสียแต่เนิ่นๆเล่า?


   จีอู๋ซวงมองไปยังตัวอักษรสามคำ ‘ยังไม่ได้เข้าสู่เส้นทาง’ นิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็ไปฟังบรรยายสักหน่อยแล้วกัน”


   แท้จริงแล้วตัวนางก็คือศิษย์ ‘ในนาม’ ของเหลียนซิง หากยังคงเป็นคนไร้ค่าอยู่เช่นนี้ ชื่อเสียงและอำนาจของเหลียนซิงในฐานะประมุขสำนักย่อมถูกตั้งคำถาม ซึ่งไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง


   เมื่อข้าไม่อาจฝึกปรือปราณวิญญาณได้ เช่นนั้นก็ขอเริ่มจากหกศาสตร์แห่งการฝึกตนแล้วกัน!


   ถึงเวลานั้น อย่างน้อยข้าก็พึงมีวิชาติดตัวสักอย่างไม่ใช่หรือ?


   จีอู๋ซวงถือป้ายศิษย์สืบทอด ยืนอ่านคำชี้แนะและคำอธิบายอย่างละเอียดอยู่หน้าสำนัก


   สำนักแห่งนี้ไม่แบ่งแยกศิษย์สายในกับสายนอก ศิษย์ทุกคนในสำนักล้วนมาฟังได้ แต่ก่อนจะเข้าฟังนั้น ต้องผ่านการเปิดปัญญาก่อน เพียงท่านเปิดปัญญาผ่านแล้ว จึงจะไปเข้าชั้นเรียนตามสาขาต่างๆในสำนักได้


   และการเข้าชั้นเรียนนั้นหาใช่เพียงแค่การฟังบรรยายไม่ ยังต้องผ่านการประเมินอีกด้วย


   หากท่านประเมินผ่านก็จะสามารถเข้าเรียนในขั้นที่สูงขึ้นไปได้อีกขั้น


   ตราบใดที่ท่านยังเรียนรู้และผ่านการประเมินไปได้เรื่อยๆ ประตูแห่งสำนักวิชาแห่งนี้จะเปิดต้อนรับท่านเสมอ แม้แต่ศิษย์บางคนที่เป็นเลิศก็ยังสามารถอาศัยหกศาสตร์แห่งการฝึกตนนี้ กลายเป็นศิษย์สายใน หรือแม้แต่ศิษย์สืบทอดได้


   นี่คือเหตุผลที่ทำให้ยืนหยัดอยู่ได้นับหมื่นปี นี่แหละคือการสืบทอด!


   “หกศาสตร์แห่งการฝึกตน ได้แก่ วิถีค่ายกล วิถียันต์ วิถีโอสถ วิถีหลอมอาวุธ วิถีควบคุมสัตว์อสูร และวิถีปลูกพืชวิญญาณ…” นางพึมพำกับตนเอง


   วิถีค่ายกล ตามชื่อก็คือค่ายกล ครั้งหนึ่งนางเคยทำลายค่ายกลมานักต่อนัก เพราะเพียงแค่ใช้กระบี่เล่มเดียวก็ทำลายมันได้แล้ว ง่ายและรุนแรง แต่แทบจะไม่เคยสร้างมันขึ้นมาเลย


   นอกจากค่ายกลสวรรค์ขั้นสูงแล้ว ค่าย.กลอื่นๆล้วนต้องใช้อำนาจฟ้าดินเชื่อมโยง วางรากฐาน และวาดลวดลาย นางไม่มีพลังก็เปล่าประโยชน์


   “ต่อไป!”


   ใช้กระดาษ พู่กัน และทรายวิญญาณเป็นสื่อกลาง วาดยันต์อาคมนานาชนิด กักขังปราณวิญญาณไว้ในอักขระ แล้วจึงกระตุ้นเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง


   อืม ดูเหมือนว่าถ้าไม่มีปราณวิญญาณก็ทำไม่ได้เช่นกัน


   “ต่อไป!”


   วิถีโอสถใช้ปราณวิญญาณก่อไฟ มุ่งสกัดพืชวิญญาณ แล้วหลอมรวมกันเป็นเม็ดยาตามกฎเกณฑ์


   “ไม่ได้ ขอเส้นทางอื่นเถิด!”


   “วิถีหลอมอาวุธ แท้จริงแล้วคล้ายคลึงกับวิถีโอสถ เพียงแต่เปลี่ยนจากการสกัดพืชวิญญาณ เป็นการสกัดวัตถุวิญญาณแทน”


   “ต่อไป!”


   “วิถีควบคุมอสูร?”


   “อันนี้น่าสนใจ เพียงแต่ต้องปราบอสูรให้ราบคาบ แล้วให้พวกมันยินยอมพร้อมใจทำสัญญา... แล้วสัญญานี่ทำเช่นไรกันนะ? อ้อ จำเป็นต้องใช้ปราณวิญญาณ...”


   “อย่างอื่น!”


   “วิถีปลูกพืชวิญญาณ...”


   “นี่มันดูแลพืชวิญญาณไม่ใช่รึ? เมื่อนึกดูแล้วเหมือนจะต้องเปลี่ยนปราณวิญญาณเป็นสารอาหารที่พืชวิญญาณต้องการ แล้วเทลงไปหล่อเลี้ยงกระมัง?”


   “เช่นนั้นรึ...”


   “ต่อไป!”


   “ไม่ นั่นคือหกศาสตร์แห่งการฝึกตนทั้งหมดแล้ว!”


   “กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือไม่มีสิ่งใดเหมาะสมกับข้าเลยหรือ?”


   จีอู๋ซวงรู้สึกเหมือนถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์ นางมีสีหน้าสับสน “เหตุใด...จึงเป็นเช่นนี้?”


   แม้รู้ว่าตนเองไม่มีกระดูกวิญญาณ แต่นางก็ยังคงความสุขุมเยือกเย็น ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่นางตกอยู่ในความเคลือบแคลงสงสัยในตนเอง


   เพราะสถานการณ์เช่นนี้ นางไม่เคยพบเจอมาก่อน ชาติก่อนนางไม่เคยลำบากเรื่องการฝึกฝน ด้วยมีร่างกายศักดิ์สิทธิ์โดยกำเนิด ดังนั้นนางจึงบรรลุความเป็นเซียนด้วยร่างกาย ไม่จำเป็นต้องใช้ปราณวิญญาณ


   บัดนี้ควรทำเช่นไรดี?


   ในขณะที่จีอู๋ซวงกำลังลังเลใจ ทันใดนั้นก็มีเสียงใครบางคนดังมาแต่ไกล


   “อ๊ะ? ศิษย์น้องหญิง เจ้าออกจากการเก็บตัวฝึกฝนแล้วหรือ? มาเข้าชั้นเรียนแล้วหรือ? ตัดสินใจได้หรือยังว่าจะฝึกฝนวิชาใดเล่า?”


   จีอู๋ซวงย่อมคุ้นเคยกับเสียงนี้เป็นอย่างดี นอกจากโม่หลานอีแล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก?


   จีอู๋ซวงหันกลับไปมอง พบว่าโม่หลานอีมีรอยยิ้มจางๆบนใบหน้า ดูเหมือนว่าปราณวิญญาณของนางจะบริสุทธิ์กว่าแต่ก่อนเล็กน้อย


   แปลกนัก เหตุใดรากจิตวิญญาณของนางจึงเติบโตขึ้นเรื่อยๆได้เล่า!


   เมื่อมองเห็นเหลียนหยวนที่เคียงข้างโม่หลานอี แม้ยังคงดูสง่างาม แต่แสงชะตาระหว่างคิ้วดูจางลงกว่าครั้งก่อนพบหน้า


   จีอู๋ซวง “...”


   เช่นนี้อีกไม่กี่ปี วาสนาบนตัวเหลียนหยวนคงสลายสิ้นแน่


   จีอู๋ซวงนางสวมชุดศิษย์ที่เหลียนซิงเตรียมให้ รอยเปรอะเปื้อนบนใบหน้าเลือนหายเผยโฉม.งดงามไร้ที่ติ


   แม้ร่างกายยังผอมบาง แต่คิ้วดั่งภาพวาด ดวงเนตรดุจดาว ประกายผิวพรรณผุดผ่อง ดุจหยกขาว ริมฝีปากแดงระเรื่อราวผลท้อสุก ผมดำขลับดุจแพรไหม รวบไว้ข้างแก้มอย่างเรียบร้อย สง่างาม บริสุทธิ์ดุจวิญญาณ มองดูราวกับดอกเหมยฮวาที่ผลิบานท่ามกลางเกล็ดน้ำแข็ง แม้ยังเยาว์วัย แต่ยากจะปิดบังความงามสะคราญในอนาคต นางต้องเป็นหญิงงามล่มเมืองเป็นแน่


   ครั้นเห็นใบหน้าจีอู๋ซวงชัดเจน ความริษยาในใจโม่หลานอีพลุ่งพล่าน


   น่าตายนัก! ยาจกชั้นต่ำ เหตุใดจึงมีรูปโฉมเช่นนี้!


   เหตุใดเจ้าจึงจ้องมองเหลียนหยวน ตาไม่กะพริบเช่นนี้?


   คิดจะทำอันใด?


   คิดจะยั่วยวนกระมัง?


   ไร้ยางอาย!


   ข้าจะข่วนหน้าเจ้าให้เสียโฉม!!




จบตอน

Comments