บทที่ 11: คว้าชัยอันดับหนึ่งอย่างง่ายดาย
ในใจของโม่หลานอีเต็มไปด้วยความคิดโหดร้าย แต่ใบหน้ากลับยิ้มหวาน
“ดีมากเลย ศิษย์น้อง ข้าเห็นเจ้าไม่ออกมานาน แล้วยังนึกว่าเจ้าเกิดเรื่องอันใดขึ้น เจ้าสำเร็จในการนำพลังเข้าร่างแล้วหรือยัง?”
แม้ความประสงค์ร้ายของโม่หลานอีจะปิดบังได้ดี แต่ต่อหน้าจีอู๋ซวง มันกลับเหมือนกระดาษขาวที่มองเห็นอย่างง่ายดาย
วิธีการที่นางทำนั้นหยาบกระด้าง เป้าหมายชัดเจน และไม่คิดปิดบังแม้แต่ความคิดที่จะสังหาร
จีอู๋ซวงเป็นคนที่ไม่เคยทำร้ายผู้อื่นก่อน หากโม่หลานอีมาในลักษณะนี้ ก็จะตามใจนาง แต่ที่นี่มีคนมากเกินไป จึงไม่สะดวกที่จะลงมือ
จีอู๋ซวงยิ้มแล้วตอบว่า “ไม่มี”
โม่หลานอีทำท่าตกใจ ปิดปากแล้วกล่าวขอโทษ “อ้าว ศิษย์น้อง ข้าต้องขอโทษด้วย ข้าไม่รู้ว่าเจ้ายังไม่อาจฝึกฝน แต่เจ้าไม่ใช่ศิษย์สืบทอดคนสุดท้ายของท่านประมุขสำนักหรือ? ทำเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้...”
เหลียนหยวนเพิ่งจะจำได้ว่า สาวงามผู้เยี่ยมยอดนี้คือผู้ที่จับมือตนในวันนั้น
เกี่ยวกับตัวตนของจีอู๋ซวง เหลียนหยวนก็เพิ่งจะได้ยินในภายหลัง
นางผู้นี้มีกายาที่เปี่ยมล้นด้วยธาตุไฟและธาตุไม้ชั้นเลิศ แต่กลับดูเหมือนว่าปราณวิญญาณจะมีปัญหาบางอย่าง ทำให้ไม่คงที่ ถึงกระนั้น นางก็ยังได้รับการยอมรับจากท่านบรรพบุรุษของเขาให้เป็นศิษย์คนสุดท้าย
แม้ว่าข้าจะไม่ชอบในท่าทีของจีอู๋ซวงนัก แต่สุดท้ายนางก็คือศิษย์ของท่านบรรพบุรุษ นั่นก็หมายความว่านางคือคนในครอบครัวเดียวกัน
เหลียนหยวนเอ่ยปากเพื่อช่วยจีอู๋ซวง “เอาล่ะ ศิษย์น้องหญิงโม่ บทเรียนแรกของทั้งหกศาสตร์ใกล้จะเริ่มแล้ว”
แต่โม่หลานอีกลับเข้ามาใกล้อย่างสนิทสนม จับมือจีอู๋ซวงไว้แล้วเอ่ยว่า “ศิษย์น้อง เจ้าจะไปเรียนกับพวกข้าหรือไม่ ไปกันเถิด ข้าจะแนะนำสหายร่วมสำนักที่เพิ่งเข้ามาใหม่ให้เจ้ารู้จัก เพราะหลังจากนี้ เมื่อระดับพลังปราณของพวกเรานั้นแตกต่างกันมากขึ้น พวกเราก็ยากที่จะได้มาอยู่พร้อมหน้ากันเช่นนี้อีก”
คำพูดของโม่หลานอี ล้วนแต่มีแต่คำดูถูกจีอู๋ซวงแฝงอยู่ตลอดเวลา
หากจีอู๋ซวงเป็นเพียงเด็กหญิงอายุสิบสองสิบสามปี นางคงจะละอายใจจนแทบอยากจะหาที่มุดดินหนีไปแล้ว
แต่จีอู๋ซวงผู้นี้ นางมิใช่เด็กไร้เดียงสา นางตอบรับคำเชิญนั้นในทันที
“ตกลง”
โม่หลานอีชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มของนางดูอ่อนหวานยิ่งกว่าเดิม “เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถิด”
“ช้าก่อน” เหลียนหยวนเอ่ยขัดจีอู๋ซวงอย่างกะทันหัน “เจ้ารอเข้าเรียนในครั้งหน้าจะดีกว่าหรือไม่ วันนี้…”
ทว่าโม่หลานอีไหนเลยจะยอมให้เหลียนหยวนมาทำลายแผนการของนางได้ พูดไม่ทันขาดคำ นางก็รีบคว้ามือจีอู๋ซวงวิ่งไปข้างหน้าทันที
“เร็วเข้าศิษย์น้อง เดี๋ยวจะไปสายแล้ว!”
ในหัวของนางคิดถึงแต่แผนการของตนเอง มิได้รู้เลยว่า จิตสัมผัสของจีอู๋ซวงได้แผ่คลุมตัวนางไว้หมดแล้ว
ทว่าแผนภาพทำนายฟ้าของจีอู๋ซวงกลับใช้กับโม่หลานอีไม่ได้
แผนภาพทำนายฟ้าแม้จะเป็นของวิเศษ สามารถทำนายอนาคตของสรรพสิ่งได้ แต่มันก็ถูกจำกัดด้วยพลังของผู้ใช้ แม้จิตสัมผัสของจีอู๋ซวงจะแข็งแกร่งดุจเซียน แต่นางก็เป็นเพียงปุถุชนคนหนึ่ง ไม่สามารถมองเห็นอนาคตของผู้แข็งแกร่ง หรือผู้ที่เป็นบุตรีแห่งโชคชะตาได้
ผู้ที่ครอบครองวาสนาล้วนมีระดับของตนเอง
วาสนาระดับล่างสุด คือใช้ชีวิตอย่างราบรื่น ปราศจากโรคภัย ไร้เคราะห์กรรม ครอบครัวสุขสันต์ ปลอดภัยตลอดชีวิต
วาสนาระดับกลาง มีพรสวรรค์โดดเด่น มั่งคั่ง ร่ำรวย มีอำนาจวาสนา
วาสนาระดับสูง ชะตาชีวิตราบรื่น ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
วาสนาระดับสูงสุด ได้รับพรจากสวรรค์ สามารถก้าวขึ้นเป็นใหญ่ในแผ่นดินได้
ส่วนผู้ที่ครอบครองวาสนาระดับสูงสุดนั้นเล่า ล้วนคือ ‘บุตรแห่งโชคชะตา’ เป็นที่รักยิ่งของสวรรค์ เส้นทางสู่ความเป็นเซียนราบรื่น ปราศจากอุปสรรค มีแต่จะก้าวสู่ความเป็นใหญ่ หากไม่เป็นจักรพรรดิ ก็ต้องเป็นถึงผู้ฝึกตนเลื่องชื่อ
ผู้แข็งแกร่งงั้นหรือ?
โม่หลานอีย่อมไม่ใช่แน่
กล่าวอีกนัยหนึ่ง โม่หลานอีผู้นี้คือบุตรีแห่งโชคชะตาที่สวรรค์เลือกสรรแล้วหรือ?
จีอู๋ซวงมองท้องฟ้าเบื้องบน ถลึงตาอย่างไม่สบอารมณ์ หากเลือกคนเช่นนี้เป็นบุตรีแห่งโชคชะตา สวรรค์คงตาบอดเป็นแน่!
ณ ลานสอนวิถี หอฮวงฟา
ช่วงเวลานี้เป็นการสอนเบื้องต้นของวิถีแห่งโอสถ มีทั้งหมดห้าบทเรียน สอนโดยท่านอาจารย์ขั้นปราณก่อกำเนิดแห่งยอดเขาตันเสีย
ก่อนหน้าจีอู๋ซวงปิดด่านฝึกตน ทำให้พลาดบทเรียนไปถึงสี่บท ส่วนบทเรียนที่ห้านางก็มิคิดใส่ใจ จึงนั่งก้มหน้าก้มตาอ่านตำราอยู่ที่เดิม
ตำราเล่มนี้หนาถึงพันหน้า เห็นที แม้เหล่าผู้ฝึกตนจะมีสติปัญญาเฉียบแหลมเพียงใด ก็ยังต้องใช้เวลาเรียนหลายวัน
จีอู๋ซวงพลิกหน้าหนังสือจบ นางฟังท่านอาจารย์บนแท่นบรรยายเรื่อยเปื่อย จู่ๆ ก็รู้สึกหนังตากำลังจะร่วงลง
หรือว่า... จะหลับเสียตรงนี้เลยดี?
จีอู๋ซวงใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง ดวงตาหรุบลง ราวกับกำลังตั้งใจอ่านหนังสือ ทว่าแท้จริงแล้วนางได้หลับใหลไปแล้ว นอนหลับจนเหลียนหยวนร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูก อยากจะปลุกนางก็กลัวท่านอาจารย์จะดุเอา
ส่วนโม่หลานอีเห็นนางหลับสนิทเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้มขบขัน
เจ้าโง่นี่แย่แล้ว!
วันนี้เรียนจบ จะมีการทดสอบครั้งแรก ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด จะได้รับรางวัลพิเศษ
การทดสอบครั้งนี้มีคะแนนพื้นฐานหนึ่งร้อยแต้ม และคะแนนพิเศษสามสิบแต้ม
ผู้ที่ได้คะแนนรวมหกสิบแต้มขึ้นไป จะได้เริ่มเรียนรู้วิถีแห่งโอสถอย่างเป็นทางการ
ส่วนผู้ที่ได้คะแนนต่ำกว่าหกสิบแต้ม ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ ขอให้พยายามในการทดสอบครั้งต่อไปก็ได้
เพียงแต่มีข้อแม้ว่า หากการทดสอบครั้งนี้เจ้าได้ไม่ถึงสิบแต้ม ก็จะถูกตีตราว่าไร้ซึ่งพรสวรรค์ด้านวิถีโอสถ และจะไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะร่ำเรียนวิชาโอสถอีกต่อไป
พูดง่ายๆก็คือ หากจีอู๋ซวงผู้ไม่เคยเข้าเรียนวิชาโอสถเลย จะไม่มีโอกาสได้ศึกษาการหลอมโอสถไปชั่วชีวิต
นางมิใช่ผู้มีจิตวิญญาณธาตุไฟและธาตุไม้หรอกหรือ?
หากไม่อาจหลอมโอสถได้ แล้วนางยังมีสิ่งใดน่าชื่นชมอีกเล่า?
เบื้องบนแท่นสูง อาจารย์ผู้บรรลุขั้นปราณก่อกำเนิดเอ่ยวาจาประกาศกฎเกณฑ์จนจบประโยค ก็ค่อยๆยกมือขึ้นโบกเบาๆ ม้วนกระดาษในมือก็ร่วงหล่นลงสู่เบื้องหน้าฝูงชนอย่างอ่อนโยน
“เริ่มการทดสอบประเมินพื้นฐานครั้งแรก ส่งม้วนกระดาษภายในครึ่งชั่วยาม ส่วนเจ้าศิษย์น้อยเลิกหลับได้แล้ว”
ม้วนกระดาษที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของจีอู๋ซวงถูกม้วนเป็นแท่งเล็กๆ เคาะศีรษะของนางเบาๆ นางลืมตาขึ้นอย่างงัวเงียว พร้อมกับหาวอย่างเอียงอาย ก่อนจะรับม้วนกระดาษมาลงมือตอบคำถาม
นั่นมันเรื่องอะไรกัน?
เจ้าเข้าเรียนเพียงครั้งเดียว แล้วยังหลับในห้อง เจ้ายังกล้าตอบคำถามอีกหรือ?
เมื่อเหลียนหยวนกำลังคิดว่า ควรจะขอความเมตตาแทนจีอู๋ซวงหรือไม่ ปราณวิญญาณของอาจารย์ขั้นปราณก่อกำเนิดก็ได้กดทับลงบนศีรษะของเขา
“ทุกคนห้ามเหลียวซ้ายแลขวา ตั้งใจตอบคำถามให้ดี นับจากนี้ไป หากพูดแม้แต่คำเดียวจะถือเป็นการขัดขวางการสอบ จะถูกลงโทษอย่างหนัก”
เหลียนหยวน “…”
เฮ้อ ช่างเถิด รอให้การสอบเสร็จสิ้นก่อนแล้วเขาค่อยขอความเมตตาแทนจีอู๋ซวงแล้วกัน
หลังจากตอบคำถามเสร็จแล้วก็ยังไม่สามารถออกไปได้ เนื่องจากผู้ตรวจจะให้คะแนนในที่สอบ ประกาศผลคะแนนในที่สอบ และเรียกชื่อในที่สอบ
เมื่อคะแนนออกมาแล้ว บ้างก็มีความยินดี บ้างก็มีความกังวล
ปัจจุบันผลการสอบที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือ โม่หลานอี ต่อมาคือเหลียนหยวนที่ได้คะแนนเต็มจากคำถามพื้นฐาน ยังไม่มีใครถูกตัดสิทธิ์
โม่หลานอีได้คะแนนสูงสุด เพราะนางตอบคำถามพิเศษได้ หนึ่งในนั้นเป็นคำถามยากและไม่ค่อยพบในการสอบ
ส่วนโม่หลานอีสามารถตอบได้ ก็เพราะมีเซียนผีเฒ่าคอยช่วยโกง
เมื่ออาจารย์ตรวจดูคำตอบของจีอู๋ซวง สีหน้าเขาดูแปลกประหลาดและขมวดคิ้ว “จีอู๋ซวง”
เมื่อได้ยินท่านอาจารย์เอ่ยนามจีอู๋ซวง ทันทีที่โม่หลานอีได้ยิน นางก็ได้เผยประกายวาววับผ่านนัยน์ตา
“มาแล้ว มาแล้ว!”
จีอู๋ซวงจะถูกขับออกจากการศึกษาในวิถีโอสถ!
“คะแนนพื้นฐานเต็ม คำถามเพิ่มเติมก็เต็ม รวมกันได้หนึ่งร้อยสามสิบคะแนน เป็นอันดับหนึ่ง ขึ้นมารับรางวัลของเจ้าซะ”
“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์”
จีอู๋ซวงลุกขึ้น ในขณะที่เหลียนหยวนกำลังตกตะลึง ไม่คาดฝันว่า ตัวตลกนั่นจะเป็นตัวเขาเอง และโม่หลานอีก็จ้องมองด้วยความโกรธแค้น ขณะเด็กสาวตัวน้อยเดินขึ้นเวทีอย่างช้าๆ
“นี่คือรางวัลของเจ้า”
ท่านอาจารย์ส่งก้อนหินวิญญาณเพลิงให้จีอู๋ซวง
เมื่อนางได้รับหินวิญญาณเพลิง โม่หลานอีรู้สึกหัวใจของตนสั่นสะท้านเล็กน้อย ราวกับว่าบางสิ่งที่เป็นของตนถูกใครบางคนแย่งชิงไป
จีอู๋ซวงจับหินวิญญาณเพลิงได้ก็รู้ถึงความสำคัญทันที นี่ไม่ใช่หินวิญญาณเพลิงธรรมดา เพราะในก้อนหินนี้มีกลิ่นอายของไฟอยู่ คงจะเป็นหินวิญญาณเพลิงระดับสูงที่เป็นครื่องมือช่วยเหลือที่ยอดเยี่ยมซึ่งสามารถช่วยผู้ซึ่งเดินบนวิถีโอสถในการฝึกฝนไฟสำหรับหลอมยาได้อย่างรวดเร็ว
“ยอดเยี่ยมสมกับเป็นสำนักอวิ๋นหลาน ใจกว้างยิ่งนัก!”
ครั้นหินศักดิ์สิทธิ์ตกไปอยู่ในมือของจีอู๋ซวง เซียนเฒ่าในจี้หยกของโม่หลานอีก็ปรากฏกายขึ้น
[หลานอี! ไม่ว่าอย่างไร เจ้าต้องแย่งหินมาก้อนนั้นมาให้ได้!]
บทที่ 12: จีอู๋ซวงหาได้รู้สึกผิดแม้แต่น้อยที่รังแกเด็ก
โม่หลานอีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามอย่างรีบร้อน ‘ท่านปู่เซียนเจ้าค่ะ ข้างในหินวิญญาณเพลิงนั้นมีสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ’
เซียนเฒ่าขมวดคิ้วพลางกล่าว
[หากสัมผัสของข้าไม่ผิดพลาด ภายในนั้นได้บรรจุปราณวิญญาณอัคคีที่พิเศษยิ่งนัก อาจจะเป็นเพลิงพิสดารจากสวรรค์ก็เป็นได้]
ได้ยินดังนั้น โม่หลานอีก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่ “หากรู้แบบนี้ แล้วเหตุใดก่อนหน้าท่านจึงไม่บอกคำตอบของสองข้อที่เหลือแก่ข้าเล่าเจ้าคะ”
[หา?] เซียนเฒ่าเกือบจะอดใจไม่ไหวที่จะต่อว่าต่อขานโม่หลานอี
บ้าจริง! นางช่างกล้าโทษผู้อื่นทั้งที่ตนเองโง่งมเช่นนี้?
หากนางไม่ไปแหย่จีอู๋ซวง เรื่องเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้นเป็นแน่!
หากนางไม่ไปยั่วโมโห อีกฝ่ายก็คงไม่ต้องมาเข้าเรียน
และหากไม่มาเข้าเรียน จีอู๋ซวงก็คงไม่ได้รับรางวัลอันดับหนึ่งเป็นแน่
เช่นนั้นแล้ว หินวิญญาณเพลิงนี้คงมิใช่ของผู้ใด นอกจากแม่นางโม่หลานอีแล้วกระมัง
ชัดๆว่าเป็นเจ้าเองที่ทั้งอ่อนหัด ทั้งชอบแหย่หาเรื่อง แล้วจะมาโทษข้ารึ!
เซียนเฒ่าฝืนสะกดโทสะในใจ ก่อนเอ่ยว่า
[มิใช่ข้าไม่ยอมบอกเจ้าหรอก เพียงแต่คำถามอีกสองข้อนั้น ไม่มีผู้ใดทราบได้หรอก เพราะพืชทั้งสองชนิดนั้น เป็นของที่พบได้เพียงแดนสวรรค์เท่านั้น แม้แต่ขอทานน้อยผู้นี้ ก็มิอาจรู้ได้]
ดวงตางามของโม่หลานอีเป็นประกาย ‘จริงรึ’
[อืม]
“ถ้าเช่นนั้น ก็เท่ากับว่ามีผู้นำคำตอบมาบอกศิษย์น้องหญิงจีอู๋ซวง นางโกงสอบ!”
[ถูกต้อง พวกเราก็รู้อยู่แก่ใจ จีอู๋ซวง ไม่เคยแม้แต่จะเข้าเรียน จะตอบได้ถูกต้องครบถ้วนได้อย่างไร?]
โม่หลานอีลุกขึ้นยืนทันที มองไปยังท่านอาจารย์ขั้นปราณก่อกำเนิดอย่างลังเล
ท่านผู้อาวุโสขั้นปราณก่อกำเนิดเงยหน้าขึ้น “มีสิ่งใด โม่หลานอี”
โม่หลานอีค้อมศีรษะลงเล็กน้อย “ท่านอาจารย์เจ้าค่ะ ศิษย์น้องหญิงจีอู๋ซวง ไม่เคยเข้าเรียนเลยสักครั้ง จะตอบได้เต็มคะแนนได้อย่างไรเจ้าคะ แล้วยิ่งพืชวิญญาณในคำถามท้ายบทที่กล่าวถึง พวกข้าไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อมาก่อนเลยเจ้าค่ะ...”
เขาทำสีหน้าเคร่งขรึม เหล่าศิษย์ของเจ้ายอดเขาจื่อหลินผู้นี้เป็นเช่นไร?
ดูเหมือนฉลาดเฉลียว แต่เหตุใดคำพูดช่างขัดหูถึงเพียงนี้?
นี่ตั้งใจประชดประชันว่าเขาแอบบอกข้อสอบแก่จีอู๋ซวงกระนั้นรึ?
ท่านอาจารย์เอ่ยเสียงเย็นชา “ข้อสอบนี้ข้าเป็นผู้คิดขึ้นเอง ไม่มีการแอบบอกข้อสอบอย่างแน่นอน ส่วนตัวยาสมุนไพรสองชนิดสุดท้ายนี้ จีอู๋ซวง เจ้าจงบอกนางไป ว่าสามารถหาได้จากที่ใด”
จีอู๋ซวงยิ้มหวานเอ่ยว่า “อยู่ใน ‘สารานุกรมพืชพรรณวิญญาณแห่งจื่อหลิน เล่มล่าง’ หน้าที่สามร้อยหกสิบแปด เป็นบันทึกในบทของพืชพันธุ์โบราณเจ้าค่ะ”
ท่านอาจารย์ก็มิคิดจะทำให้เด็กสาวผู้นี้ลำบากใจ จนทำให้ระดับของตนเองตกต่ำลง แต่เรื่องนี้ช่างเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของเขายิ่งนัก
“โม่หลานอี ในฐานะที่เจ้าเป็นศิษย์แห่งยอดเขาจื่อหลิน ก็ควรอ่านหนังสือที่เหล่าบรรพชนแห่งยอดเขาจื่อหลินของเจ้าได้รวบรวมเอาไว้บ้าง จะได้ไม่ต้องมาถูกหัวเราะเยาะเย้ยเช่นนี้”
ใบหน้าของโม่หลานอีแทบกลายเป็นสีเขียว...
มิคาดคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้ไปได้!
แต่หากนางยอมรับผิดง่ายๆเช่นนั้น ภายภาคหน้านางจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด?
“แต่... แต่... ข้อกังขาของศิษย์ก็มีเหตุผลนะเจ้าคะ จีอู๋ซวง มิได้เข้าเรียนแม้แต่น้อย...”
แม้อาจารย์ขั้นปราณก่อกำเนิดจะมีจิตใจเมตตาเพียงใด ก็อดมิได้ที่จะกลอกตา ปากอวบอิ่มเอ่ยขึ้นอย่างขบขัน “นี่เป็นเพียงบทเรียนพื้นฐานเท่านั้น นางมิได้เข้าเรียนมิได้หมายความว่านางไม่รู้เรื่อง โม่หลานอี”
ใบหน้าของโม่หลานอีแดงก่ำ ก้มหน้าลงต่ำ แสดงท่าทางน่าสงสาร
อันที่จริงนางมีรากจิตวิญญาณบริสุทธิ์ กอปรกับอุปนิสัยใสซื่อ จึงเป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้คนโดยง่าย ทำให้ใครก็ตามที่พบเห็นมักจะเผลอใจอ่อนโดยไม่รู้ตัว
…ด้วยเหตุนี้ อาจารย์ขั้นปราณก่อกำเนิดจึงแสร้งเป็นลืม ก่อนหันไปทางจีอู๋ซวง พร้อมกับทำสีหน้าดุร้าย “ส่วนเจ้า ลายมือเช่นนี้ช่างน่าเกลียดนัก ลายมืออัปลักษณ์เช่นนี้ ข้าแทบมิอาจเชื่อว่าเป็นลายมือของผู้ฝึกตนได้ แม้แต่เด็กน้อยในโลกมนุษย์ยังเขียนได้งดงามกว่าเจ้าเสียอีก!”
จีอู๋ซวงผู้นี้มีหนังหน้าหนากว่าผู้ใด นางทำสีหน้าเฉยชาอย่างมินึกหวาดหวั่น “ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เอ็นดู”
ผู้อาวุโสขั้นปราณก่อกำเนิด “???”
นี่ข้ากำลังเอ็นดูเจ้างั้นรึ?
เขาเอ่ยเสียงเย้ยแล้วกล่าวว่า “เอาล่ะ วันนี้เอาไว้ถึงเท่านี้ก่อน พวกเจ้าทั้งหมดถือว่าผ่านแล้ว สามารถเลือกวิชาเรียนเองได้ แต่จงอย่าเลือกวิชาของข้าเล่า เอาล่ะ… เลิกเรียนได้”
อาจารย์ขั้นปราณก่อกำเนิดเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาก็หายวับไปราวกับกลัวจะมีภูตผีไล่ตาม
เมื่อเขาเดินจากไป เหล่าศิษย์ก็เริ่มพูดคุยกัน
แต่ส่วนใหญ่เพียงพูดคุยถึงการกระทำของโม่หลานอีอย่างออกรสออกชาติ
ทุกสิ่งในโลกมีสองด้าน แม้รากจิตวิญญาณของโม่หลานอีจะทำให้คนส่วนใหญ่ชอบนาง แต่ก็ยังมีคนที่ไม่พึงพอใจต่อนาง
“นางมารยาจริง นึกว่าจะเป็นคนมีเมตตา แต่จริงๆแล้วเป็นคนพูดจาไพเราะแต่เนื้อแท้ใจดำอำมหิต เมื่อมีใครทำได้ดีกว่านาง นางก็กล่าวหาว่าคนผู้นั้นคดโกงทันที”
“ใช่ น่าสมเพชแท้”
ตาของโม่หลานอีแดงขึ้นทันที แต่เพื่อหินวิญญาณเพลิงนั้น นางยังคงรีบไปหาจีอู๋ซวง
“ข้าไม่ได้ตั้งใจจะสงสัยเจ้า ข้ากลัวว่าเจ้าจะเดินผิดทาง...ถึงอย่างไร เราผู้เดินบนวิถีเต๋าจำเป็นต้องมีใจสุจริต มิเช่นนั้นจะง่ายต่อการเกิดมารในใจ”
จีอู๋ซวงตอบเพียง “อือ” พลางสังเกตพบว่าสายตาของโม่หลานอีมักมองไปยังมือขวาของนางบ่อยๆ
นางจึงเดาว่าอีกฝ่ายต้องการหินวิญญาณเพลิงนี้?
มายามนี้ ในที่สุดจีอู๋ซวงก็มั่นใจแล้วว่าโม่หลานอี คือบุตรีแห่งโชคชะตาที่สวรรค์รักที่สุด
ของที่นางต้องการย่อมเป็นสิ่งของที่ดีแน่นอน
นางหันไปใส่หินวิญญาณเพลิงเข้ากับห้วงมิติและกล่าว “ขอบคุณศิษย์พี่ ข้าพึ่งรู้ว่าผู้ที่ได้อันดับหนึ่งจะมีรางวัล ท่านก็รู้ว่ากระดูกวิญญาณของข้ามีปัญหา ไม่สามารถศึกษาศาสตร์วิถีอื่นได้อย่างง่ายดาย รางวัลนี้สำคัญกับข้ามาก แล้วคาบเรียนต่อไปคืออะไร?”
“อ่า?”
“วันนี้มีแค่หนึ่งคาบหรือ?”
“ไม่ใช่หรอก ยังมีคาบเรียนเบื้องต้นของอีกห้าศาสตร์ที่เหลือ”
“ดี ขอบคุณที่เตือนข้า ข้าจะเอารางวัลทั้งหมดมาให้ได้”
โม่หลานอีถึงกับหัวเราะเบาๆด้วยความโกรธ
โลกนี้ไฉนจึงมีคนที่มั่นใจในตัวเองและหน้าหนาเช่นนี้อยู่ด้วย?
แค่เพียงโชคดีที่คว้าตำแหน่งอันดับหนึ่งในบทเรียนตั้งต้นของวิถีโอสถ จากการ ‘ท่องจำให้ขึ้นใจ’ แต่ทว่าศาสตร์อื่นอีกห้าวิถีย่อมไม่ได้ง่ายดายเช่นนี้แน่…”
…บัดซบ!
นับตั้งแต่จีอู๋ซวงคว้าตำแหน่งที่หนึ่งครานั้น นางก็คว้าเอาตำแหน่งอันดับหนึ่งมาได้อีกครั้งแล้วครั้งเล่า!
ทุกคนต่างพากันงุนงง!!!
ในตอนแรกพวกเขายังไม่ยอมรับ แต่หลังจากนั้นก็เกือบคุกเข่าต่อหน้าศิษย์น้องหญิงผู้นี้แล้ว
ในการสอบของวิถีค่ายกล นางสามารถเห็นจุดศูนย์กลางของค่ายกลในพริบตา และเดินออกมาอย่างสบายใจ
การสอบวิถียันต์ นางสามารถจำแนกและจำยันต์ได้เป็นร้อยแบบ อีกทั้งยังเสนอแนะปรับปรุงเองจนทำให้ท่านอาจารย์ผู้สอนชื่นชม
ในการสอบวิถีหลอมอาวุธ นางสามารถจำแนกวัสดุต่างๆได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ทั้งยังสามารถบอกสรรพคุณและกรรมวิธีการหลอมได้ชัดเจน
การสอบควบคุมสัตว์อสูรยิ่งไม่ต้องพูดถึง เจ้าแมวน้อยที่ขึ้นชื่อเรื่องความดื้อรั้นและโมโหง่าย พอเห็นนางก็พลิกท้องออกมาให้ลูบ พร้อมร้อง ‘เหมียว เหมียว’ อย่างน่ารักไม่หยุด
นอกจากนี้ในการสอบวิถีปลูกพืชวิญญาณ นางยังสามารถจำแนกประเภท คุณสมบัติ อายุ และประสิทธิภาพของพืชวิญญาณทุกชนิดได้อย่างแม่นยำ
นี่ยังเป็นคนอยู่อีกหรือ?!
เจ้ายังเป็นมนุษย์แน่หรือ!!!
ไม่แปลกใจเลยที่ท่านประมุขสำนักยอมล้มล้างข้อกังขาของคนทั้งหลาย ยอมทำทุกอย่างเพื่อรับนางเป็นศิษย์สืบทอด
เทียบกับนางแล้ว สมองของพวกข้าช่างเหมือนเครื่องประดับไร้ค่ายิ่งนัก... โฮๆๆ
จีอู๋ซวงไร้ซึ่งความรู้สึกผิดใดๆที่ได้รังแกเด็ก นางเก็บรางวัลทั้งหมดเอาไว้ ก่อนยกคิ้ว ขยับยิ้ม และเผยแววตาท้าทายพร้อมเอ่ยกับโม่หลานอีว่า
“ศิษย์พี่หญิงช่างใจดีกับข้ายิ่งนัก ขอบคุณมากเจ้าค่ะ”
โม่หลานอี “...”
เจ้านี่มัน…!
บทที่ 13: เจตนาแห่งกระบี่!!!
โม่หลานอีทนความคับแค้นนี้ต่อไปไม่ไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสว่างไสวและความสนใจที่ควรจะเป็นของนาง กลับตกไปอยู่ที่จีอู๋ซวงทั้งหมด
‘ท่านปู่ ข้าอยากให้นางตาย!’
เซียนเฒ่าปวดหัวไม่หาย
[ที่นี่คือภายในสำนัก ด้วยความแกร่งกล้าของเจ้าในตอนนี้ หากเจ้ากล้าลงมือ อย่างไรเสียก็จะถูกคนอื่นจับได้]
‘ข้าไม่สน ข้าอยากให้นางตาย!’
เมื่อรู้สึกถึงความเกลียดชังที่พลุ่งพล่านในใจของนาง เซียนเฒ่าก็เข้าใจดีว่าความอาฆาตพยาบาทของนางที่มีต่อจีอู๋ซวงนั้นใกล้ที่จะกลายเป็นจริงแล้ว
หากไม่ฆ่าจีอู๋ซวงเสีย บางทีสิ่งนี้อาจส่งผลต่อจิตใจของนางได้
[ต้องดูว่านางจะออกจากสำนักหรือไม่ หากออกไป พวกเราก็จะลงมือได้]
ไม่รู้ว่าจีอู๋ซวงได้ยินเสียงภายในใจของนางหรือไม่ ถึงได้ขี่นกกระเรียนเซียนลงจากภูเขาไปจริงๆ
จากสำนักไปจนถึงเชิงเขามีระยะทางค่อนข้างไกล ผู้คนล้วนแต่ใช้ค่ายกลเคลื่อนย้าย หรือไม่ก็ขี่นกฟ้าของสำนัก ซึ่งนกเหล่านี้ก็เพียงแค่ต้องใช้หญ้าวิญญาณหนึ่งต้น ไม่ก็ไข่มุกวิญญาณสิบเม็ด นับว่าราคาถูกมาก
ท่ามกลางนภา มีเพียงจีอู๋ซวงที่เรียกความสนใจได้มากที่สุด ด้วยนางกำลังอยู่บนนกกระเรียนสีขาวที่ดูทรงพลังดั่งเทพเจ้า ยามมันกางปีกโบยบิน ก็ทำให้เมฆหมอกถูกพัดกระจายไป จนเหล่าศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามาต่างมองดูด้วยความทึ่ง
“โอ้ สวรรค์...”
“นกกระเรียนเทพนั่นเป็นของขวัญจากท่านประมุขสำนักที่มอบให้แก่นางหรือ?”
“นี่ท่านประมุขสำนักเอ็นดูนางมากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? ถึงได้มอบสิ่งนี้ให้ ทว่าเหตุใดกัน ข้ากลับไม่รู้สึกอิจฉาเลยสักนิด”
“ใช่แล้ว...”
เพราะมีอะไรให้เราอิจฉาด้วยหรือ?
ผู้ที่มีพรสวรรค์เช่นนี้ เมื่อปัญหาเรื่องปราณวิญญาณได้รับการแก้ไข ย่อมจะกลายเป็นเสาหลักของสำนักได้แน่นอน
โม่หลานอีใช้สายตาเย็นชามองผู้คนโดยรอบ ก่อนก้าวเข้าสู่ค่ายกลเคลื่อนย้ายออกจากสำนักตามจีอู๋ซวงไป
จีอู๋ซวงสัมผัสได้ถึงอาคมติดตามจากเซียนเฒ่าอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงไปเดินเล่นที่เมืองซิ่วเซียนใต้ภูเขาก่อนหลายรอบ แล้วจึงใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายในเมือง เดินทางไปจนถึงขอบป่าทะเลเขียว
ป่าทะเลเขียวนี้ ต้นเหตุของชื่อมันมิใช่เพราะมีทะเลสีเขียว แต่เป็นเพราะมีเทือกเขาเขียวโบราณอันกว้างใหญ่ไร้สิ้นสุด
เนื่องจากไม่ว่าจะฤดูกาลใด ทั้งผลิ ร้อน ร่วง หรือหนาว ต้นไม้ต่างๆล้วนเขียวขจีตลอดทั้งปี แผ่กว้างไพศาลราวกับมหาสมุทร จนไม่มีผู้ใดสามารถมองผ่านทะเลเขียวนี้ไปได้ จนได้รับนามว่า ‘ป่าทะเลเขียว’
ในขณะเดียวกัน ป่าทะเลเขียวยังถือเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของทวีปแห่งนี้
สำนักไม่ว่าใหญ่เล็กต่างก็มีค่ายกลเคลื่อนย้ายอยู่ ณ ที่นี่
เห็นจีอู๋ซวงเดินเข้าไปในป่าทะเลเขียว โม่หลานอีก็อดหัวเราะไม่ได้
‘ท่านปู่เซียน นี่มันโอกาสสวรรค์ประทานชัดๆ!’
ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง เซียนเฒ่ากลับรู้สึกว่าทุกอย่างราบรื่นเกินไปอย่างแปลกประหลาด โดยเฉพาะจีอู๋ซวงที่เดินลึกเข้าไปในป่าทะเลเขียว ราวกับจงใจหาที่ไร้ผู้คน
แต่เมื่อคิดว่าจีอู๋ซวงเป็นเพียงขยะไร้การฝึกฝน จะมีอันใดต้องกลัวกัน ผีเฒ่าชราจึงเลิกกังวลให้มากความ
โม่หลานอีสะกดรอยตามนางมาครึ่งวัน เมื่อเห็นว่าโดยรอบร้อยลี้ปราศจากผู้คน นางจึงหยิบหน้ากากหินไร้กลิ่นที่สามารถปิดกั้นจิตสัมผัสออกมาสวมใส่ จากนั้นก็ร่ายอาคมเรียกธนูสีดำสนิทออกมา…
นี่คือ ‘ธนูพิฆาตวิญญาณ’
เป็นถึงอาวุธกึ่งเซียน!
ศรเพียงดอกเดียวก็สามารถทำลายวิญญาณคนได้!
การใช้อาวุธกึ่งเซียนนี้จัดการกับจีอู๋ซวง ไม่ยากเลยที่จะเห็นว่าโม่หลานอีเกลียดนางมากเพียงใด เกลียดจนอยากจะทำให้นางวิญญาณสูญสิ้นไป!
แน่นอน ด้วยพลังฝีมือของโม่หลานอียามนี้ย่อมไม่สามารถใช้งานอาวุธกึ่งเซียนนี้ได้
ผู้ที่ดึงคันธนูจริงๆ คือผีเซียนเฒ่า
หลังจากยิงธนูนี้ออกไป เกรงว่าเขาจะต้องพักผ่อนสิบวันถึงครึ่งเดือนจึงจะฟื้นคืนพลังได้
แต่เขาไม่มีทางเลือก จีอู๋ซวงได้กลายเป็น ‘ปมหัวใจ’ ของโม่หลานอี นางต้องตาย และต้องตายอย่างสิ้นเชิง!
ดึงคันธนู!
ดึงสายธนูให้สุด!
ฟิ้ว!
พร้อมกับลูกธนูที่พุ่งทะยานผ่านอากาศ ภาพที่น่าพิศวงพลันเกิดขึ้น… ด้วยจู่ๆ จีอู๋ซวงก็หายไปเสียเฉยๆ?!
โม่หลานอีกลั้นหายใจ รีบยกหัวขึ้นมองรอบๆอย่างรวดเร็ว
แล้วคนละ? นางอยู่ที่ใด!
“เจ้ากำลังตามหาข้าอยู่งั้นหรือ?”
เสียงใสดังขึ้นจากด้านหลังอย่างกะทันหัน ทำให้โม่หลานอีสะดุ้งสุดตัว ก่อนสิ่งที่ต้อนรับนางเป็นอย่างแรกคือกระบี่ที่พุ่งเข้าใส่กลางอากาศจากมือของจีอู๋ซวง
กระบี่เล่มนั้นเป็นเพียงกระบี่ไม้ธรรมดาธรรมดา แต่มันกลับสามารถแทงทะลุเสื้อคลุมป้องกันของโม่หลานอี และแทงทะลุหัวใจของนางได้อย่างง่ายดาย!
ผลคือมีโลหิตพุ่งออกเป็นสาย ขณะที่เกิดเสียงฟ้าร้องคำรามลั่นก้องหูจีอู๋ซวง ราวกับฟ้ากำลังเกิดโทสะ คล้ายดั่งต้องการสื่อว่า
[เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้ฆ่าบุตรีแห่งโชคชะตาของข้า!]
จีอู๋ซวงมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างไม่ใส่ใจ ท้องฟ้าที่เคยแจ่มใส บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยเมฆดำมืดมิดจนมองไม่เห็นสิ่งใด ราวกับเมืองทั้งเมืองถูกจองจำ
ทว่านางหาได้หวาดกลัวไม่ กลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า “ผู้ใดคิดฆ่าผู้อื่น ผู้นั้นย่อมถูกฆ่าเป็นธรรมดา บุตรีแห่งโชคชะตาของเจ้าจ้องจะเอาชีวิตข้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หากข้าไม่ตอบโต้ แล้วข้าเล่าจะเป็นคนโง่เขลาหรืออย่างไร?”
“เปรี้ยง!!!”
สายฟ้าสีแดงฉานฉีกกระชากอากาศว่างเปล่า ฟาดลงมาบนศีรษะของจีอู๋ซวงอย่างแรง
จีอู๋ซวงย่อมไม่โง่ เมื่อรู้สึกถึงอันตรายก็รีบหลบหนีทันที เพราะจีอู๋ซวงไม่มีรากจิตวิญญาณ ดังนั้นนางจึงเป็นดั่งมนุษย์ธรรมดา หาใช่ผู้ฝึกฝนไม่
ยามมนุษย์ธรรมดาถูกสวรรค์ลงโทษ ส่วนใหญ่พวกเขาก็มักจะโดนสายฟ้าสีชาด ซึ่งถือเป็นทัณฑ์สวรรค์จากระดับต่ำสุด
กล่าวคือ เมื่อนางผ่านสายฟ้าทั้งเก้าสายนี้ไปได้ ทัณฑ์สวรรค์ก็จะนับได้ว่าผ่านพ้นไปแล้ว
หากไม่ใช่เพราะสมบัติของศิษย์หลานทั้งหลาย มนุษย์ธรรมดาทั่วไปผู้ใดจะสามารถทานทนต้านรับ ‘เก้าสายฟ้า’ ได้?
อีกทั้งหากสังเกตดีๆ จะพบว่าสายฟ้าสีชาดในครั้งนี้ดูจะแดงก่ำจนแทบคล้ำเป็นพิเศษ แสดงออกถึงความอาฆาตที่มากล้นของสวรรค์เป็นอย่างดี
สายฟ้าติดตามจีอู๋ซวงไม่ปล่อย!
จีอู๋ซวงที่เห็นดังนั้นจึงรีบใช้ออกด้วยสมบัติทั้งหมดราวกับพวกมันไม่มีค่าอันใด
ทำให้กิดแสงหลากสี และเสียงเปรี้ยงปร้างดังขึ้นตลอดทาง
หากสวรรค์มีประสาทสัมผัส มันคงจะโกรธจนลุกเป็นไฟนานแล้ว
คนจากต่างแดนผู้นี้ เหตุใดถึงมีสมบัติคุ้มครองชีวิตมากมายนัก?!
แต่สวรรค์ก็แสนเจ้าเล่ห์ ซ่อนทัณฑ์สายฟ้าเส้นที่แปดไว้ในสายที่เจ็ดแล้วฟาดลงมาพร้อมกัน ทำให้เส้นผมของจีอู๋ซวงฟูและไหม้เป็นตอตะโก ก่อควันดำออกจากทวารทั้งเจ็ด
ในขณะที่สวรรค์คิดว่านางคงจะตายเสียที จีอู๋ซวงก็โก่งตัวขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว ปากบ่นว่า “เจ้ามันไร้สัจจะ ไม่สนกฎเกณฑ์!”
เสียงฟ้าร้องดังสนั่นซ้ำขึ้นอีกคราในทันที!
ด้วยสวรรค์โกรธจัดกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น!
ผู้ใดบอกข้าได้หรือไม่ เหตุใดนางผู้นี้จึงทนสายฟ้าฟาดได้? ทำไมนางถึงยังไม่ตายอีก?!
ตอนนี้… เหลือเพียงสายฟ้าเส้นสุดท้ายแล้ว!
ไม่ได้!
ข้าจะต้องฆ่านางเสียให้ได้!!!
“ตูม!!!”
สายฟ้าฟาดเปรี้ยงปร้าง! เป็นสายที่เก้าแล้ว!
ท่ามกลางสายฟ้าสีแดงฉาน มันได้ปรากฏเส้นแสงสีม่วงแฝงเร้นอยู่
ทัณฑ์สวรรค์สีม่วง คือพลังอัสนีบาตที่บริสุทธิ์และเกรี้ยวกราดที่สุดในใต้หล้า เป็นตัวแทนของกฎแห่งสวรรค์และพลังฟ้าดิน เป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมต่อระหว่างสรวงสวรรค์และโลกมนุษย์
เห็นได้ชัดว่าสวรรค์เห็นว่าจีอู๋ซวงนั้นชั่วร้ายยิ่ง จนมิอาจปล่อยให้ลอยนวลอยู่ภายใต้ฟ้าดินนี้อีกต่อไป
เมื่อจีอู๋ซวงเห็นแสงสีม่วง ดวงตาก็กระจ่างขึ้น ฉับพลันความคิดอันบ้าบิ่นพลันผุดขึ้นในใจ
นางหรี่ตาลง คว้ากิ่งไม้ที่อยู่บนพื้นขึ้นมาอย่างไม่ลังเล จากนั้นจึงก้าวเท้าไปข้างหน้า ฟาดฟันกลางอากาศ!
กระบี่แสงพุ่งทะยาน!
ปะทะเข้ากับสายฟ้าอย่างรุนแรง ทำลายมันจนแตกกระจาย!
พลังทำลายล้างไล่บดขยี้ทุกสิ่ง!
จงตัดแยกป่าไม้นี้!
จงพุ่งทะลุสายธารนั้น!
จงผ่าแยกขุนเขานี้เป็นสองส่วน!
“ฮึ่ม——”
รอยแผลจากคมกระบี่นับสิบจั้งปรากฏขึ้นบนผืนแผ่นดิน ขณะที่เสียงคมกระบี่ยังคงก้องกังวาน!
ผู้ฝึกตนที่ไม่ได้อยู่บนวิถีกระบี่ เมื่อได้เห็นต่างแสบตาจนแทบน้ำตาร่วง ดวงตาพวกเขาต่างเจ็บจี๊ดจนปวดร้าว!
ส่วนผู้ฝึกตนที่ก้าวเดินอยู่บนวิถีกระบี่ ต่างก็ตื่นตะลึงจนวิญญาณสะท้าน จำต้องคุกเข่าลงกับพื้น!
เพราะว่า...
นี่คือวิถีกระบี่อันสูงส่ง!
นี่คือกระบี่ของตัวตนที่เก่งกาจดั่งเทพเซียน!
ยามกระบี่เพียงหนึ่งเดียวฟาดฟันลง บนผิวพรรณอันผุดผ่องดุจนวลละอองของจีอู๋ซวงก็ปรากฏรอยร้าวขึ้นในชั่วพริบตา โลหิตสีชาดสดไหลริน ราวกับน้ำพุที่พวยพุ่ง กระเซ็นซ่านเซ็นลงบนผืนดิน
ในชั่วพริบตานั้น ร่างของนางก็เต็มไปด้วยโลหิต กระบี่คู่กายเล่มยาวในมือปรากฏรอยร้าวเช่นกัน ก่อนค่อยๆสลายกลายเป็นผุยผง
แต่นางหาได้ใส่ใจ เพียงทะยานขึ้นสูงดุจเสือตะครุบเหยื่อ มือบางคว้าจับมวลพลังสีม่วงเอาไว้ได้
“ในที่สุดก็จับเจ้าได้แล้ว!”
จีอู๋ซวงยิ้มกว้าง ดึงมวลพลังสีม่วงเข้ามาใกล้ ก่อนจะกลืนลงสู่ท้องอย่างไม่ลังเล
“อึก...”
“???” สวรรค์ได้แต่แสดงความฉงน
“แหวะ... รสชาติไม่ได้เรื่องเลย” นางกล่าว
“!!!” สวรรค์ถึงกับตกตะลึง
เจ้ากำลังจะตายอยู่แล้วนะ!
[เจ้ากล้ากินปราณม่วงของข้าแล้วยังบ่นว่าไม่อร่อยอีกหรือ?! ข้าจะฆ่าเจ้า!!!]
อู๋ซวงเอียงศีรษะน้อยๆ ยิ้มหวานให้สวรรค์ “เก้าสายฟ้าฟาดลงมาแล้ว ท่านมิอาจลงทัณฑ์ข้าได้อีก”
สวรรค์ [...] ประมาทไปแล้ว
เมื่อสิ้นสุดการลงทัณฑ์ สวรรค์ก็ทำได้เพียงจากไปด้วยความขุ่นเคือง เมื่อเมฆฝนสลาย นางจึงถอนหายใจ
“ใช้เจตนากระบี่เพียงน้อยนิดก็ทำให้ตัวเองเป็นเช่นนี้ ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอเสียจริง”
คำพูดนี้ช่างน่าอึดอัดยิ่งนัก
ในสุสานเทพ อู๋ซวงกินสุดยอดสมุนไพรไปมากเท่าใด?
ที่สำคัญ พวกท่านอาจารย์ยังแอบขโมยปราณวิญญาณต้นกำเนิดของสุสานเทพมาหล่อเลี้ยงร่างกายให้นางอีก
แม้มิใช่ผู้ฝึกตน แต่ความแข็งแกร่งของร่างกายนางเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขั้นปราณก่อกำเนิดแล้ว
มิเช่นนั้น สิ่งแรกที่ถูกเจตนากระบี่นี้ทำลายย่อมไม่ใช่ทัณฑ์สายฟ้าเส้นที่เก้า หากแต่เป็นตัวนางเอง!
จีอู๋ซวงหลับตา สัมผัสปราณวิญญาณสีม่วงแห่งสวรรค์ที่ไหลเวียนอยู่ภายในกาย ก่อนใบหน้าคมคายจะเผยรอยยิ้มเปี่ยมสุข ด้วยปราณวิญญาณม่วงนี้ สามารถช่วยให้ ‘กระดูกกระบี่’ ของนางฟื้นฟูโดยไม่ถูกต่อต้านอีก
ถูกต้องแล้ว!
สิ่งที่จีอู๋ซวงปรารถนาจะหลอมสร้างใหม่มีเพียงกระดูกกระบี่เท่านั้น!
ส่วนกระดูกเซียน กระดูกอมตะ กระดูกพฤกษา กระดูกอัคคี และอื่นๆ นางมิเคยใฝ่หา ด้วยมีเพียงกระบี่เท่านั้นที่จะนำพาตัวนางไปสู่ความยิ่งใหญ่ไร้ผู้ต่อต้าน!
ยามนี้ จีอู๋ซวงรู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก ตั้งใจจะไปดูซากศพของโม่หลานอีอีกสักครา เพื่อยืนยันว่าอีกฝ่ายสิ้นใจแล้วจริงๆ แต่เมื่อแหงนหน้าขึ้นมอง รอบกายกลับราบเรียบ เงียบสงัด ถูกสายฟ้าจนไร้สิ่งมีชีวิต แม้แต่ก้อนหินยังไม่เหลือ แล้วศพจะเหลือหรือ?
สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ท่ามกลางความอ้างว้างเวิ้งว่าง คือรอยกระบี่อันเกรียงไกรของจีอู๋ซวง
บางทีโม่หลานอีคงสลายกลายเป็นธุลีดินไปแล้วกระมัง
ก็แน่ล่ะ จีอู๋ซวงใช้กระบี่เพียงหนึ่งเดียวแทงทะลุหัวใจของนาง หากนางยังมีชีวิตรอด นั่นคงไม่ใช่เพราะสวรรค์เข้าข้าง แต่เพราะสวรรค์ตาบอดเสียมากกว่า
บทที่ 14: เจ้าว่าระหว่างเรา ผู้ใดจะตายก่อน?
ภายในห้วงมิติ
“พรวด… แค่กๆๆ...”
โม่หลานอีหายใจติดขัดด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าเล็กๆที่เคยงดงามบัดนี้ไร้สีเลือด เหลือไว้เพียงความเกลียดชังที่น่ากลัว
“น่าชัง น่าชัง น่าชังยิ่งนัก!”
นางกัดฟันสาปแช่ง ขณะที่พลังชีวิตภายในห้วงมิติต่างไหลทะลักเข้าสู่ร่างกาย ซ่อมแซมบาดแผลลึกที่อกตน
“จีอู๋ซวง! เจ้ามันน่าชังยิ่ง!!!”
ร่างของเซียนเฒ่าปรากฏขึ้น ดวงวิญญาณของเขาดูจางลง หากมองดูไกลๆ ตัวคนดูราวกับสายควันจางๆ
เขาเอ่ยอย่างเหนื่อยล้า
[เจ้าประมาทเกินไปแล้ว หากหัวใจของเจ้าไม่ได้อยู่ด้านขวา แม้แต่เซียนผู้ยิ่งใหญ่ก็ช่วยเจ้าไว้ไม่ได้]
ถูกต้อง! หัวใจของโม่หลานอีอยู่ด้านขวา นางมีรากจิตวิญญาณธาตุแสงที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ อีกทั้งเมื่อมีพลังชีวิตภายในห้วงมิติแห่งนี้คอยสนับสนุน บาดแผลเช่นนี้ไม่นานก็หายดี
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่สิ่งที่จะแสร้งเป็นลืมเลือนได้ง่าย ความแค้นที่โม่หลานอีมีต่อจีอู๋ซวงนั้นไม่อาจลบเลือนได้เลย จนแม้แต่ต่อเซียนเฒ่าผู้นี้นางก็ยังพาลเคืองขุ่น
“ท่านมิได้กล่าวว่านางเป็นเพียงแค่บุปผาไร้ค่าหรอกหรือ ไฉนจึงเก่งกาจปานนี้ได้กัน?!”
เซียนเฒ่าได้ยินดังนั้นก็ได้แต่เอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน
[แม้นางจะเป็นบุปผาไร้ค่า แต่ทว่านางกลับบ่มเพาะเจตกระบี่ได้!]
“เจตกระบี่งั้นหรือ?”
[ใช่แล้ว! ดังเช่นผู้ฝึกตนทั่วไป ผู้ฝึกกระบี่มิจำเป็นต้องใส่ใจเรื่องของปราณวิญญาณ ขอเพียงพวกเขาหลอมรวมจิตวิญญาณเข้ากับกระบี่ ขอเพียงในมือยังคงถือกระบี่ คนพวกนั้นก็สามารถฝึกปรือจนถึงขั้นสูงสุด กลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด! ยิ่งควบคุมเจตกระบี่ได้ ยิ่งน่าสะพรึงกลัว กระบี่เดียวทำลายได้ทุกสิ่ง ทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้กระบี่เล่มเดียว เจ้าพอจะเข้าใจหรือไม่]
โม่หลานอีได้ยินดังนั้นก็โกรธจนแทบกระอักเลือด
เดิมทีนางคิดว่าจีอู๋ซวง เป็นเพียงขยะที่ไม่อาจฝึกฝนได้ ใครจะไปคิดว่านางจะเป็นถึงผู้ฝึกกระบี่!
[โชคยังดีที่ตัวตนที่แท้จริงของเจ้ายังมิได้เปิดเผย ต่อไปนี้ก็ทำตัวดีๆกับนางเข้าไว้เล่า]
“อะไรนะ”
[เจ้ามิใช่ผู้ที่ชำนาญการเอาใจผู้คนและเกาะแข้งเกาะขาผู้อื่นหรือ รีบไปเกาะให้แน่นๆเข้าไว้!]
โม่หลานอีนางเจ็บปวดที่อกอยู่แล้ว พอได้ยินคำพูดของเซียนเฒ่ายิ่งทำเอานางเกือบสำรอกเลือดออกมา
ทันใดนั้นนางก็นึกขึ้นได้ หากนางผู้นั้นเก่งกาจปานนั้น ย่อมต้องมีวาสนาแน่นอน มิเช่นนั้นพวกเราไปขโมยวาสนาของนางมาได้หรือไม่?
เซียนเฒ่ามีสีหน้าราวกับท้องผูก
[มิได้ นางไม่มีวาสนาติดตัว…]
“ไม่มี?”
[ถูกแล้ว ไม่มี]
“ไม่มีได้อย่างไร ในเมื่อนางมีชีวิตที่ดีเช่นนี้”
เซียนเฒ่า [...]
จะเป็นไปได้หรือไม่ ที่นางอาศัยเพียงแค่ฝีมือ มิใช่วาสนา?
ร่างของเซียนเฒ่าพลันโปร่งใสราวกับอากาศ รีบกล่าว
[ข้าต้องไปปลีกวิเวกเสียหน่อย ในช่วงเวลานี้ เจ้าจงระวังตัวให้มาก]
“เข้าใจแล้ว”
เซียนเฒ่าถอนหายใจ คิดจะสั่งเสียสิ่งใดอีก แต่ไม่อาจจะทันเสียแล้ว รีบรุดเข้าไปในไม้หล่อเลี้ยงวิญญาณในห้วงมิติ ก่อนหน้า… พลังที่ใช้ไปกับลูกศรก็มากโข ทว่าผลกลับไม่โดนเป้าหมาย ช่างน่าโมโหเสียจริง
หลังจากเซียนเฒ่าหลับใหลไป โม่หลานอีก็เร่งรักษาอาการบาดเจ็บจนหายดี แล้วจึงออกมาจากห้วงมิติในจี้หยก ก่อนฉีกยันต์เคลื่อนย้าย รีบรุดกลับไปยังสำนัก
ขณะเดียวกัน จีอู๋ซวงกำลังคิดจะกลับไปยังสำนักแล้ว จึงเรียกนกกระเรียนเซียนออกมา ทั้งคนทั้งนกจ้องหน้ากันอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายนกกระเรียนก็ยังคงก้มหน้า ยอมทนทุกข์ทรมานจากการถูกเปรอะเปื้อน ปล่อยให้ก้อนถ่านดำๆ ก้อนนี้ขึ้นมาบนหลัง พาบินกลับยอดเขาจู๋ซิงอย่างรวดเร็ว
เมื่อมาถึง จีอู๋ซวงพลันก้มมองดูมือที่ดำเป็นตอตะโกของตน กับรอยเปื้อนรูปตัวคนบนขนนกกระเรียน
แท้จริงแล้วตัวนางเป็นคนรักสะอาดนะ ทว่าเจ้านกกระเรียนจะเชื่อหรือไม่?
ช่างเถิด ครั้งหน้าค่อยเอาของอร่อยมาฝากมันมากหน่อยก็แล้วกัน
จีอู๋ซวงเร่งไปอาบน้ำก่อน จากนั้นก็กินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย ทว่าขณะกำลังจะเข้านอนพักผ่อนให้หายเหนื่อย นางกลับถูกเหลียนซิงที่รีบร้อนกลับมา บ่นจนหูแทบแตกเสียก่อน
“ท่านบรรพชนน้อย ท่านไปโดนอะไรมาทั้งตัวแบบนี้ นี่ท่านอยากให้ข้าตายหรือขอรับ… บลาๆๆ…”
“ท่านบรรพชนน้อย ท่านจะไปที่ใดภายภาคหน้า โปรดแจ้งแก่ข้าด้วยเถิด บลา บลา บลา...”
จีอู๋ซวง “...”
“น่ารำคาญยิ่งนัก”
เหลียนซิงช่างเป็นบุรุษที่จุกจิกเสียกระไร
ในที่สุดจีอู๋ซวงจึงจำต้องรับปากว่า นางจะไม่แอบหนีออกไปอีก ซึ่งแม้ไม่ได้ปฏิญาณต่อสวรรค์ แต่เหลียนซิงก็ยอมปล่อยนางไป
เมื่ออิ่มหนำสำราญ บาดแผลของจีอู๋ซวงก็หายไปเกือบหมด นางลองไปหลอมรวมปราณวิญญาณสีม่วงแห่งสวรรค์ แต่กลับพบว่ามิใช่เรื่องง่าย จำต้องค่อยเป็นค่อยไป
เช่นนั้น ก็ไปศึกษาทั้งหกศาสตร์แห่งการฝึกตนก่อนก็แล้วกัน
เมื่อวานถูกฟ้าผ่า จีอู๋ซวงจึงพลันเกิดความคิด คิดวิธีลัดในการศึกษาทั้งหกศาสตร์ได้!
วันนี้ต้องลองดูสักตั้ง เผื่อสำเร็จขึ้นมาเล่า?
ยิ่งไปกว่านั้น โม่หลานอีถูกนางสังหารไปแล้ว แสงวาสนาของเหลียน หยวนกับลู่สิงโจวสองหน่อนั้น คงจะกลับคืนมาแล้วกระมัง ตัวนางจึงนับว่าทำตามที่รับปากกับท่านอาจารย์รองได้แล้ว
ขณะครุ่นคิดเช่นนั้น จีอู๋ซวงก็มาถึงยังหอฮวงฟา ณ ลานสอนวิถี
เพียงย่างกรายเข้าไป ก็มีผู้คนรี่เข้ามา พูดทักทายนางด้วยความสนิทสนม
“ศิษย์น้อง เจ้ามาแล้วรึ”
จีอู๋ซวงมองใบหน้าอันงดงามไร้ที่ติ พร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจนั่น ขณะที่มีคำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ
‘นางนี่มันโม่หลานอีมิใช่หรือ?’
นางยังมีชีวิตอยู่หรือ?!
มิใช่ว่าข้าแทงทะลุหัวใจนางไปแล้วหรอกหรือ.. นางจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร?
‘หรือนางจะเป็นดั่งแมลงสาบที่ฆ่าไม่ตายพวกนั้น?’
‘ไม่ มิควรเป็นเช่นนั้น ข้าย่อมมั่นใจในฝีมือตนเองเป็นอย่างดี’
เคยได้ยินมาว่าบนโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์กระจกที่มีหัวใจอยู่ทางด้านขวา หรือว่านางผู้นี้จะเป็นเช่นนั้นกัน
‘ไม่เป็นไร ฆ่านางครั้งแรกได้ ก็ฆ่าครั้งที่สองได้ ครั้งนี้ก็แค่ทนเจอฟ้าผ่าอีกรอบก็พอ’
ความตั้งใจฆ่าฟุ้งขึ้นในใจของนาง ทันใดนั้นปราณสีม่วงแห่งสวรรค์ในร่างก็โคจรอย่างเร็วรี่ คล้ายต้องการจะด่าทอนาง
จีอู๋ซวงเข้าใจแล้ว
ความหมายของมันก็คือ หากนางต้องการหลอมรวมมันเพื่อสร้างกระดูกกระบี่ นางจะฆ่าลูกหลานแห่งโชคชะตาของมันไม่ได้ มิฉะนั้นจะถูกทำลายล้างไปด้วยกัน
“แค่เจ้าจะมีปัญญาหรือ?” จีอู๋ซวงเย้ยหยัน
ปราณสวรรค์สายนี้ นางเก็บมันไว้ก็เพราะเสียดายเท่านั้น และนางก็ไม่จำเป็นต้องใช้เจตนากระบี่ เพียงแค่ใช้ปราณวิญญาณก็สามารถกำจัดมันได้แล้ว!
เส้นสายอัสนีสีม่วงหัวเราะ
[ถ้าข้าอยู่นอกร่างของเจ้า ข้าคงทำอะไรเจ้าไม่ได้ แต่ตอนนี้ข้าอยู่ในร่างของเจ้า เจ้าว่าระหว่างเรา ผู้ใดจะตายก่อน?]
จีอู๋ซวงซึ่งเป็นฝ่ายกลืนพลังอัสนีสีม่วงเข้าไปในท้อง “...”
เอ่อ... ประมาทไปหน่อย...
บทที่ 15: ขาดทุนเข้าแล้ว!
ภายหลังการปะทะกันระหว่างปราณสวรรค์สีม่วงและจีอู๋ซวง ต่างฝ่ายต่างได้รับความเจ็บปวด และพร้อมใจกันสงบปากสงบคำไม่พูดจา
แต่จีอู๋ซวงนับว่าช่างรู้จักปลอบประโลมตนเองนัก เมื่อสวรรค์ไม่ยินยอมให้สังหารโม่หลานอี เช่นนั้นนางก็จะไม่สังหาร
เพียงแต่นางก็มิปรารถนาจะเสแสร้งเป็นมิตรกับอีกฝ่ายให้เสียเวลา จีอู๋ซวงจึงสะบัดมือออกอย่างเย็นชา
“เจ้าจงอยู่ให้ห่างข้าไว้”
สีหน้าของโม่หลานอีแข็งค้าง นางแสร้งทำท่าทางหม่นหมองดวงตานั้นราวกับจะร้องไห้
“ศิษย์น้อง ข้าผู้นี้ทำสิ่งใดผิดไปหรือ”
“โอ ข้าร่างกายอ่อนแอ แพ้... ธาตุแสงของเจ้า”
โม่หลานอีรู้จักอาการแพ้ธาตุแสงเป็นอย่างดี หมายถึงบางสิ่งที่ไม่มีพิษภัยต่อผู้อื่น แต่กลับเป็นพิษต่อบางคน
นางแทบจะกรีดร้องออกมา นางคือผู้ครอบครองพลังวิญญาณธาตุแสงอันสูงส่ง เหตุใดจึงเป็นสิ่งที่เป็นพิษได้เล่า!
ยิ่งไปกว่านั้น มีผู้ฝึกตนที่ใดกันที่แพ้พลังวิญญาณธาตุแสง!
เจ้ามิใช่บุคคลธรรมดาไม่ใช่หรือ!
ให้ตายเถอะ ถ้าจะโกหกก็หัดให้มันเนียนกว่านี้ไม่ได้เชียวหรือ?
โม่หลานอีกำลังจะเอ่ยปาก จีอู๋ซวงกลับถอยหลังกรูดสองก้าว ส่ายหน้าไปมาพลางร้องว่า
“ไม่จริงน่า ไม่จริงน่า ข้าบอกเจ้าแล้วว่าข้าแพ้พลังแสงจากร่างกายของเจ้า เจ้าเข้ามาใกล้เช่นนี้ คิดจะฆ่าข้าหรืออย่างไร รู้ทั้งรู้อยู่ว่าตอนนี้ข้าฝึกปรือปราณวิญญาณไม่ได้ ร่างกายก็เหมือนคนธรรมดาสามัญ”
โม่หลานอีกัดฟันกรอด “เจ้าโกหก! เจ้าจะแพ้ได้อย่างไร?” เจ้าเป็นถึงผู้ฝึกตนเชียวนะ!
“ข้ามิได้หลอกเจ้า ศิษย์พี่ ศิษย์พี่จะทำร้ายข้าทำไม หรือเพราะข้าได้ที่หนึ่งในการสอบของทั้งหกศาสตร์วิถี?”
ไม่รู้ว่าเมื่อใด บริเวณรอบลานสอนวิถีก็เต็มไปด้วยผู้คน พวกเขามองมาที่โม่หลานอี พร้อมกับซุบซิบกันต่างๆนานา
“ศิษย์น้องเล็กยังไม่ได้ฝึกปรือปราณวิญญาณ เพียงแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง จะแพ้ก็ไม่แปลก”
“ใช่ๆ ทั้งที่รู้ว่าเข้าใกล้ผู้มีพลังวิญญาณธาตุแสงไม่ได้ โม่หลานอียังจะเข้าไปใกล้ นางต้องการอะไรกันแน่ หรือว่านางยังคงเคียดแค้นศิษย์น้องเล็ก อยากฆ่านางจริงๆ?”
“ถ้าข้าเป็นที่สองตลอดกาล ข้าก็เป็นแบบนี้แหละ...”
ใบหน้าของโม่หลานอีแดงก่ำด้วยความโกรธ นางจ้องเขม็งไปที่จีอู๋ซวงอย่างเคียดแค้น ก่อนจะวิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
จีอู๋ซวงแสยะยิ้มออกมา พลางกล่าวในใจกับสวรรค์ว่า ‘เจ้าช่างตาบอดเสียจริง เลือกคนเช่นนี้มาเป็นผู้สืบทอดได้อย่างไร?’
มันไม่ตอบ สวรรค์เบื้องบนเลือกจะตัดขาดการติดต่อกับนางอย่างหยาบคาย
พอเห็นดังนั้นจีอู๋ซวงจึงเลิกสนใจ หันไปรีบก้มลงคำนับขอบคุณเหล่าพี่ชายพี่สาวทั้งหลายแทน ก่อนจะก้าวเดินอย่างเบิกบานไปยังห้องเรียนที่กำลังสอนวิถีการขีดเขียนยันต์
วันนี้ผู้มาให้ความรู้แก่พวกเราก็คือท่านอาจารย์จิน ผู้เคยประทานความรู้พื้นฐานในการเขียนยันต์ให้ศิษย์ทุกผู้เมื่อคราวก่อน
ท่านอาจารย์จิน บัดนี้บรรลุถึงขั้นปราณก่อกำเนิดช่วงกลาง มีปราณวิญญาณทั้งสิ้นสามธาตุ ได้แก่ธาตุลม ธาตุน้ำ และธาตุดิน แม้พรสวรรค์จะไม่นับว่าเลิศล้ำ แต่กลับมีความสามารถด้านวิถียันต์ยิ่งนัก ฝึกฝนอย่างหนัก และหมั่นเพียรศึกษา จึงได้เป็นถึงผู้อาวุโสประจำสาขานี้
ท่านอาจารย์จินเผยหน้าชื่นชม เขายกยิ้มอย่างพึงพอใจพลางลูบเคราตัวเองแล้วเอ่ยว่า “ดี ดี ยิ่งนัก เส้นทางการวาดยันต์นั้นมิอาจบรรลุได้ในชั่วข้ามคืน สิ่งสำคัญคือความขยันหมั่นเพียร มุ่งมั่นฝึกฝน จดจ่ออยู่กับมัน จึงจะสัมผัสได้ถึงพลังแห่งสวรรค์และผืนพิภพผ่านปลายพู่กัน รังสรรค์ผลลัพธ์อันเป็นธรรมชาติ เหล่าศิษย์ที่เพิ่งเริ่มต้นเอ๋ย หากยังมิอาจใช้ประโยชน์ได้ในยามนี้ก็อย่าได้เร่งร้อนไป สวรรค์ย่อมตระหนักถึงความพยายาม สักวันหนึ่ง เมื่อเจ้าสั่งสมประสบการณ์จนถึงขั้น ย่อมรับรู้ได้ถึงความอัศจรรย์ด้วยตัวเอง”
แทบจะกล่าวได้ว่า คำพูดทั้งหมดนั้นล้วนมีขึ้นเพื่อนางเพียงผู้เดียว หากแปลความหมายตรงๆก็คือ
“บัดนี้เจ้ายังไม่อาจบ่มเพาะพลัง จึงวาดยันต์ที่ใช้ปราณวิญญาณขับเคลื่อนมิได้ แต่ไม่ต้องกังวลไป จงตั้งใจฝึกฝนรากฐานให้มั่นคง รอจนถึงวันที่เจ้าฝึกฝนได้ ความรู้ด้านยันต์ของเจ้าจะพาตัวเจ้าทะยานสู่ฟ้าเอง!”
แน่นอนว่า คำว่าทะยานสู่ฟ้านั้นนางเติมแต่งขึ้นมาเอง
เพราะนางนั้นไม่เคยรู้จักคำว่า ‘ถ่อมตัว’
“เอาล่ะ พวกเรามาเริ่มบทเรียนกันเเถิด วันนี้เราจะเริ่มจากการวาดยันต์ที่ง่ายที่สุด…”
ยันต์เร่งความเร็ว ผลของมันก็เป็นดั่งนาม มันคือยันต์พื้นฐานที่ใช้เร่งความเร็วในการเดิน และไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ก็สามารถใช้ยันต์ชนิดนี้ได้
โครงสร้างของยันต์ชนิดนี้ไม่ได้ซับซ้อน เพียงแต่การจะวาดยันต์ให้สำเร็จภายในครั้งเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
จีอู๋ซวงวาดยันต์พลางมองประกายแสงหลากสีสันที่ผุดพรายขึ้นรอบกาย
หากล้มเหลวเล็กน้อยก็เพียงแค่แผ่นยันต์ถูกไหม้
ร้ายแรงหน่อยก็อาจทำให้เส้นผมถูกเผาไปครึ่งหัว เนื่องจากวาดโครงสร้างยันต์ผิดพลาด
บ้างก็จู่ๆ เกิดมวลน้ำเย็นเฉียบราดร่างจนเปียกโชก
โอ้สวรรค์ นี่มันภัยพิบัติครั้งใหญ่ชัดๆ!
จีอู๋ซวงมองยันต์ในมือตน
“ดูท่าจะเป็นยันต์ที่งดงามสมบูรณ์แบบยิ่งนัก ไม่ว่าจะมองทางขวาทางซ้ายก็ไร้ที่ติ เช่นนี้ แสดงว่าพวกเจ้าล้วนสำเร็จแล้วกระมัง”
ท่านอาจารย์จินที่กำลังทอดสายตาสำรวจรอบด้าน แม้ว่าจะเป็นถึงผู้ฝึกตนขั้นปราณก่อกำเนิด แต่เมื่อทอดมองดีๆก็จะเห็นเข้ากับ ‘หยาดเหงื่อ’ ที่ผุดพรายเต็มไปหมด
เห็นได้ชัดว่ามิใช่ผู้ใดที่ผ่านการทดสอบ จะสามารถฝึกฝนวิชาเขียนยันต์ ได้
ขณะที่อาจารย์จินกำลังเยื้องย่างอยู่นั้น จู่ๆก็หยุดลงข้างกาย สายตาจับจ้องไปยังยันต์ที่จีอู๋ซวงบรรจงวาดขึ้น
‘มันใกล้จะสมบูรณ์แบบแล้ว’ ในใจของอาจารย์จินนั้นเต็มไปด้วยความเสียดาย
ต้นกล้าที่ดีเช่นนี้ หากฝึกปรือได้ คงต้องเป็นปรมาจารย์การวาดยันต์ได้อย่างแน่นอน!
“ไม่เลว ฝึกฝนต่อไปเถิด”
“เจ้าค่ะ”
จีอู๋ซวงในฐานะที่เคยเป็นเทพเซียน ย่อมแยกแยะออกว่ายันต์ที่ตัวเองวาดขึ้นนั้นสำเร็จหรือล้มเหลว
แผ่นแรกนั้นล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด เส้นสายโครงสร้างยังติดขัดอยู่บ้าง
ส่วนแผ่นที่สอง แม้ว่าลายเส้นจะลื่นไหล แต่ดูเหมือนว่ายังคงต้องปรับปรุงในเรื่องของความรู้สึกและการลงน้ำหนักมือ
นางวาดไปจนกระทั่งถึงแผ่นที่สาม จึงค่อยรู้สึกเลือนลางว่ายันต์นั้นสำเร็จแล้ว
โดยทั่วไป หากยันต์ถูกวาดสำเร็จ ลวดลายจะปรากฏแสงทองลางๆให้คนภายนอกเห็นได้
ทว่าแม้ยันต์ที่นางวาดขึ้นจะไร้ซึ่งแสงใด แต่นางกลับรู้สึกรวมถึงมั่นใจยิ่ง …ว่ามันสำเร็จแล้ว!
หลังจากที่สำเร็จแผ่นแรก อู๋ซวงก็ดำเนินการวาดแผ่นที่สอง… ที่สามต่อไป เมื่อหมดคาบเรียนแล้ว และสังเกตเปรียบเทียบกับคนอื่นที่ดูเหนื่อยล้า จีอู๋ซวงกลับยังดูสดชื่น
แต่คนอื่นไม่ได้อิจฉานางแต่อย่างใด เพราะอู๋ซวงนั้นไม่มีปราณวิญญาณ สิ่งที่วาดออกมาแม้ว่าจะดีแค่ไหน นั่นก็เพียงของไร้ค่าเท่านั้น
ที่สำคัญ คือแม้จะใช้ผงหมึกและกระดาษวาดยันต์แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย ทว่าวัตถุดิบเหล่านี้อย่างไรก็มีต้นทุน
ถ้าไม่เป็นเพราะสำนักอวิ๋นหลานมีเงินเหลือเฟือ เหล่าศิษย์ที่กำลังฝึกฝนอย่างพวกเขาก็คงเป็นต้องร่ำไห้ให้กับเงินที่เสียไป
“พอแล้ว ทุกคนเก็บกระดาษเขียนยันต์คืนให้หมด”
“ขอรับ”
สำนักจะเป็นผู้ออกเงินและจัดเตรียมวัสดุเพื่อให้บรรดาลูกศิษย์ได้ฝึกเขียนยันต์โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สิ่งที่วาดเสร็จแล้วจึงต้องถูกส่งคืนให้สำนักด้วย ถือเป็นรายได้ของสำนัก
การกระทำนี้ไม่ว่าจะต่อลูกศิษย์หรือต่อสำนัก ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องดีทั้งนั้น
พออัตราความสำเร็จในการวาดยันต์ของลูกศิษย์สูงขึ้น ก็สามารถซื้อกระดาษยันต์และหมึกวาดได้เอง อีกทั้งยังสามารถมีรายได้พิเศษเพิ่มขึ้นอีกด้วย
อาจารย์จินตรวจงานในห้องเรียนของลูกศิษย์ทีละชิ้น ยิ้มแย้มพยักหน้าเป็นบางครั้ง หรือบางครั้งก็ขมวดคิ้วครุ่นคิด ขณะที่เขาคิดถึงศิษย์บางคนที่มีแววดี
ในจังหวะนั้น เขาก็ได้เห็นยันต์ที่ไม่มีปราณวิญญาณแต่กลับเป็นยันต์ที่สมบูรณ์ที่สุดชิ้นหนึ่งเข้าพอดิบพอดี
ระดับความสำเร็จในการวาดนั้น หากนำไปขายคงจะทำให้สามารถซื้อกระดาษและผงหมึกได้เองด้วยซ้ำ
ดูเหมือนจะเป็นฝีมือของจีอู๋ซวง
เขายิ้มพลางพยักหน้าในใจ แล้วจึงพลิกดูอีกแผ่น
เอ๋ ยังเป็นฝีมือของจีอู๋ซวงอีกแล้วหรือ
แล้วแผ่นถัดไปล่ะ
ยังคงเป็นฝีมือของนางอยู่ดี
เขาตรวจชิ้นงานทีละแผ่น... จนเกือบแทบจะอาเจียนเแล้ว
โอ้โห!
จีอู๋ซวงในเวลาแค่ครึ่งชั่วยาม กลับวาดยันต์ได้ถึงสองร้อยแผ่นเชียวหรือ?!
พูดอีกอย่างได้ว่า นางทำลายแผ่นยันต์ไปสองร้อยแผ่น แล้วยังเปลืองผงหมึกไปมากอีกด้วย
ไม่ใช่ว่าจะตระหนี่ หากแต่สิ่งเหล่านี้นับเป็นต้นทุนการศึกษา พอถึงสิ้นปีเมื่อสรุปยอด ทั้งยอดเขาหงฝูมีเพียงค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของเขาคนเดียวสูงลิ่ว เขาจะอธิบายกับผู้นำยอดเขาอย่างไร?
แต่ถ้าจะไม่ให้จีอู๋ซวงเขียนยันต์?
เอ่อ...นั่นก็ไม่เหมาะนัก!
เขาเป็นถึงผู้อาวุโสของยอดเขาหงฝู เขาจะไม่สามารถจัดหากระดาษยันต์ให้ศิษย์ฝึกหัดได้อย่างนั้นหรือ?
เขาจึงกัดฟันตัดสินใจว่าจะอุดรูรั่วนี้ด้วยตัวเอง ตอนนี้เขาคิดว่า เด็กอย่างจีอู๋ซวง แม้จะมาวาดยันต์ทุกวัน ก็น่าจะไม่เปลืองมาก...กระมัง?
แต่แล้วเมื่อจีอู๋ซวงมารายงานตัวหลายวันติดกัน ทุกวันวาดยันต์เสียไปตั้งแต่สามสี่ร้อยแผ่นจนถึงหกเจ็ดแปดร้อยแผ่น หมึกหนึ่งไหใหญ่ไหลออกไปเหมือนน้ำ อาจารย์จินพลันรู้สึกร้อนจนหนวดเคราแทบจะถูกดึงออกมา
ไม่ ไม่ได้!
หากปล่อยไว้อย่างนี้ ยอดเขาข้าจะต้องขาดทุนถึงขั้นสิ้นไร้ไม้ตอกแน่!
แต่จะให้เขาทำอย่างไรได้เล่า เพราะเบื้องหลังของนาง มีท่านประมุขสำนักคอยหนุนหลังอยู่!
ในวันหนึ่งนั้น อาจารย์จินได้เก็บยันต์มากมายนับพันแผ่นที่จีอู๋ซวงได้รังสรรค์ขึ้นไว้ในถุงสัมภาระ ไม่ว่าจะเป็นยันต์ความเร็ว ยันต์ล่องหน ยันต์เคลื่อนย้าย ยันต์พันธนาการ ยันต์เพลิงสุริยะ ยันต์เรียกอัสนีบาต และอื่นๆอีกมากมาย เก็บไว้โดยไม่ให้ขาดตกบกพร่องแม้แต่ผืนเดียว จากนั้นจึงมุ่งหน้าสู่ยอดเขาจู๋ซิงด้วยท่าทีองอาจ เพื่อไปคิดบัญชีกับท่านประมุขสำนัก ไม่สิ ไปเจรจาตกลงต่างหากเล่า!
บทที่ 16: อัจฉริยะ!
เดิมทีท่านอาจารย์จินหรือจินฝูสี่เองก็มิได้มีพลังฝีมือสูงส่งนัก เพียงเป็นผู้ฝึกตนขั้นปราณก่อกำเนิด อีกทั้งตำแหน่งบนยอดเขาก็มิได้โดดเด่น จึงเกรงว่าหากเป็นตนผู้เดียวจะทำให้ตกเป็นรอง เลยทำการลากผู้นำยอดเขาของตนมาด้วย
ณ ยอดเขาจู๋ซิง
เหลียนซิงและจ้านฝานต่างจ้องตากัน มิมีผู้ใดปรารถนาจะยอมแพ้
“ผู้นำยอดเขาจ้าน เรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็กที่ท่านทำให้ใหญ่โตไปเองหรือ? กฎของสำนักล้วนเป็นเช่นนี้ ต้นทุนการเรียนรู้ของศิษย์ ย่อมต้องให้ยอดเขานั้นๆ เป็นผู้รับผิดชอบไป” เหลียนซิงเอ่ย
“มิใช่ว่าข้าไม่ต้องการรับผิดชอบ เพียงแต่ท่านประมุขก็เห็นเช่นกัน ภาระมันหนักเกินไป!” จ้านฝานกล่าว
เหลียนซิงเริ่มทำหน้าหนาอย่างไม่ละอาย “อย่างไรเสีย ศิษย์ตัวน้อยของข้าก็เรียนอย่างจริงจัง ลงมือเขียนอย่างขยันขันแข็ง มิได้ขีดเขียนเลอะเทอะ ย่อมต้องนับเป็นต้นทุนการศึกษาของยอดเขาหงฝู”
มุมปากของจ้านฝานกระตุกอย่างรุนแรง ในใจด่าทอไม่หยุด ท่านก็รู้ดีว่าศิษย์ของท่านไม่มีปราณวิญญาณ แม้วาดได้ก็ไร้ค่า แม้จะวาดออกมาเป็นยันต์ ยันต์นี้ก็ไม่มีทางสำเร็จได้ ชัดเจนว่าเป็นการทำให้ยอดเขาหงฝูของเขาเป็นเหยื่อ เพื่อหลอกลวงศิษย์ให้มีความสุข!
“มิได้ มิได้เด็ดขาด ท่านประมุข ท่านต้องรับผิดชอบอุดรูรั่วนี้ด้วยตัวท่านเอง”
“เช่นนี้มิใช่เจ้ากำลังเล่นตุกติกหรือ?”
“... ใครกันแน่ที่ขี้โกง”
สายตาคมกริบของอีกฝ่ายจ้องเขม็งมาที่ตน ราวกับเสือที่จ้องมองเหยื่อ ทำเอาประมุขเหลียนเกิดอาการร้อนๆหนาวๆขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เขากระแอมไอเบาๆ แล้วหยิบยันต์ที่วางอยู่ข้างๆขึ้นมาพลางกล่าวว่า “ท่านดูสิ ยันต์ที่ศิษย์น้อยของข้าวาดช่างวิเศษยิ่งนัก ท่านเองก็รู้อยู่แก่ใจมิใช่หรือ ว่ามันช่างสมบูรณ์ขนาดไหน”
หากไม่เห็นแก่พรสวรรค์ของนาง และขาดเพียงปราณวิญญาณเท่านั้น ผู้นำยอดเขาท่านนี้คงเสนอให้ไล่นางออกไปเสียตั้งแต่ตอนนี้แล้ว
จ้านฝานเบนสายตาไปมา ก่อนฉีกยิ้มกว้างแล้วเอ่ยว่า “ท่านประมุข หากท่านไม่ต้องการควักกระเป๋า ปีหน้าก็เพิ่มงบประมาณให้กับยอดเขาหงฝูของพวกข้าก็ได้”
เขาถึงกับพูดไม่ออก
เจ้าคนหน้าหนาอย่างจ้านฝาน คิดจะมาเอาเปรียบข้าเช่นนี้เองรึ!
“ไม่ได้!”
“ไม่ได้ก็จ่ายค่าอุปกรณ์ของศิษย์ท่านมา!”
“นี่มันชัดๆว่าเป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่ยอดเขาเจ้าต้องรับผิดชอบไม่ใช่หรือ?!”
“ท่านประมุข ท่านช่างทำตัวไม่สมกับเป็นผู้หลักผู้ใหญ่เลยนะขอรับ!”
“เหลวไหล!”
เสียงโต้เถียงดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถูกขัดจังหวะด้วยเสียงร้องของนกกระเรียนดังมาแต่ไกล เหลียนซิงรีบจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนยิ้มแย้มต้อนรับ
“โอ๊ะ ศิษย์ตัวน้อยของข้ากลับมาแล้ว”
รอยยิ้มอันเจิดจ้านั่น ทำเอาจ้านฝานกับจินฝูสี่ตกใจจนสะดุ้ง
ทุกคนรู้ก็รู้ว่านี่คือศิษย์ของท่านประมุข แต่ถ้าคนไม่รู้ ได้ยินเข้าคงคิดว่าเป็นบุพการีของท่านประมุขเป็นแน่
ไม่ต้องพูดก็รู้ พวกเขาทั้งสองต่างก็คาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ
จีอู๋ซวงเห็นยันต์ของนาง นึกว่าพวกเขาค้นพบวิธีปลุกพลังยันต์แล้วจึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“ท่านอาจารย์ ยันต์ของข้าเป็นเช่นไรบ้าง”
จีอู๋ซวงไม่เคยคิดว่ายันต์ของนางล้มเหลว เพราะสัญชาตญาณของผู้แข็งแกร่งเช่นนางไม่มีทางผิดพลาด เพียงแต่ยังขาดโอกาสในการปลุกพลังเท่านั้น
เหลียนซิงนั้น แม้จะต้องควักเนื้อตัวเองก็ไม่คิดยอมให้บรรพชนน้อยต้องเสียใจไปด้วย จึงรีบยิ้มกว้างกล่าวว่า “ดีๆๆ ยันต์ของเจ้า ย่อมต้องดีอยู่แล้ว!”
“จริงหรือ”
“จริงสิ!”
เพื่อยืนยันว่าตนนั้นมิได้กล่าวเท็จ เหลียนซิงจึงได้ถ่ายทอดปราณวิญญาณเข้าไปในยันต์ที่อยู่ในมืออย่างเบิกบาน
ชั่วพริบตานั้นเอง ยันต์ในมือเขาก็เปล่งประกายสีทองสว่างไสว!
สว่างไสวขนาดไหนหรือ?
เกือบจะทำให้ตาของเหลียนซิงพร่ามัวไปชั่วขณะ!
รอจนแสงสว่างจางหาย เหลียนซิงก็เบิกตากว้าง จ้องมองยันต์เคลื่อนย้ายขั้นสูงที่อยู่ในมืออย่างอึ้งงัน พูดไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่
เขารู้สึกได้ถึงปราณวิญญาณ... ปราณวิญญาณที่เชื่อมโยงอย่างแนบแน่นระหว่างตัวเขากับยันต์ผืนนี้!
นั่นหมายความว่า... ตัวเขากลายเป็นผู้วาดยันต์ผืนนี้ไปแล้วหรือ?!
ล้อกันเล่นรึ!
“นี่มันยันต์ของจีอู๋ซวงชัดๆ!”
ขณะที่เหลียนซิงกำลังครุ่นคิดศึกษาอักขระบนกระดาษยันต์อยู่นั้น ทันใดนั้นมันก็ถูกแย่งชิงไป
จ้านฝานถือกระดาษยันต์ไว้ในมือประดุจดังได้ของล้ำค่า ดวงตากลมโตเบิกกว้าง จ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์ พลิกไปพลิกมาดูอยู่หลายรอบ พลางพึมพำกับตนเองไม่หยุด
“เป็นไปได้อย่างไร... นี่มันมหัศจรรย์เกินไปแล้ว... จินฝูสี่! เจ้ามาดูนี่เร็วเข้า!”
ร่างกายท้วมใหญ่ของจินฝูสี่เบียดเข้ามาหา มิหนำซ้ำยังใช้บั้นท้ายอันใหญ่โตกระแทกเหลียนซิงจนเซไปอีก
เหลียนซิงได้แต่คิดในใจอย่างงุนงง
นี่มันเป็นไปได้อย่างไรกัน?
ตำแหน่งประมุขอย่างข้าหาได้มีความหมายอันใดไม่?
ทั้งสองปรึกษาหารือกันอยู่นานครู่ใหญ่ จินฝูสี่ก็หยิบกระดาษยันต์หายตัวอีกแผ่นหนึ่งขึ้นมา
เมื่อเขาถ่ายทอดปราณวิญญาณเข้าไปในกระดาษยันต์ แสงสีทองก็ส่องประกายเจิดจ้าอีกครั้ง กระดาษยันต์หายตัวชั้นเลิศสำเร็จลงอีกหนึ่งแผ่น!
ครานี้ ผู้สร้างยันต์กลับกลายเป็นจินฝูสี่เสียเอง
จ้านฝานเองก็ทดสอบดูบ้าง ผลปรากฏว่าไม่ต่างกัน
ทั้งสองต่างตกตะลึงกับผลลัพธ์จนแทบจะหุบปากไม่ลง
“เหลือเชื่อ!”
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?”
“นี่... นี่มันคือยันต์ที่เชื่อมต่อกับกฎเกณฑ์สวรรค์ หากผู้ใดผนึกปราณวิญญาณลงไป ยันต์ก็จะทำงาน กลายเป็นยันต์ขั้นสุดยอดงั้นรึ?”
“ไม่ ไม่ ไม่ใช่เช่นนั้นแน่... หรือบางทีระดับปราณวิญญาณของผู้ใช้ อาจส่งผลต่อระดับของยันต์ก็เป็นได้?”
“อืม พวกเราน่าจะลองให้ศิษย์ขั้นสร้างรากฐานมาทดสอบดูสักหน่อย...”
ขณะสนทนากัน จ้านฝานกับจินฝูสี่ก็เงยหน้าขึ้น มองจีอู๋ซวงด้วยสายตาอันร้อนแรง ราวกับจ้องมองซาลาเปาเนื้อฉ่ำๆ ทั้งสองเอ่ยปากเสียงหวาน
“ศิษย์น้อย ยันต์นี่มันเป็นเช่นไรกันแน่? เจ้าสัมผัสได้หรือไม่ว่าตนเองวาดสำเร็จแล้ว?”
น้ำเสียงหวานหยดย้อยเช่นนี้ ทำเอาขนลุกชูชันไปทั่วทั้งร่าง
จีอู๋ซวงกระตุกยิ้มมุมปาก “ข้ารู้สึกได้ว่าข้าทำสำเร็จแล้ว”
สายตาของทั้งสองอ่อนโยนลง “โอ๊ะ เจ้าศิษย์ตัวน้อยของพวกเรานี่ช่างเก่งกาจยิ่งนัก!”
“อัจฉริยะ! เป็นอัจฉริยะจริงๆ!”
“จีอู๋ซวง เจ้าอยากเข้าร่วมกับยอดเขาหงฝูของข้า เป็นศิษย์ของยอดเขาหงฝูของข้าหรือไม่?”
“???” เหลียนซิงนิ่งงันไป
ข้าที่เป็นถึงประมุขยังอยู่ตรงนี้ พวกเจ้ายังจะกล้ามาแย่งศิษย์ข้ากันอีกหรือ?
บทที่ 17: บทบาทสำคัญของยันต์ที่จีอู๋ซวงทำขึ้น
เหลียนซิงโมโหแทบคลั่ง เดินเข้ามาไล่ทั้งสองคนไปเหมือนไล่แมลงวัน พร้อมด่าด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า “ไปไปไป อู๋ซวงเป็นศิษย์ก้นกุฎิของข้า จะเข้าร่วมยอดเขาหงฝูของเจ้าทั้งสองได้อย่างไร? อย่าคิดฝันเฟื่อง! อีกอย่าง หัดพูดจาให้ดีๆเสียบ้าง เสียงโหยหวนของพวกเจ้าทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจ”
จ้านฝานและจินฝูสี่ “...”
พวกเจ้าคิดว่าพวกเขาเต็มใจที่จะพูดเสียงแบบนี้เหรอ?
ทั้งสองสบตากัน ก่อนจะกล่าวกับเหลียนซิงว่า “ท่านประมุขสำนัก ได้โปรดอย่ามาสร้างความวุ่นวายเลย”
“ใช่แล้ว พรสวรรค์ของอู๋ซวงตัวน้อยนั้น เชื่อมโยงกับชะตากรรมของสำนักอวิ๋นหลานทั้งหมด!”
หากระดับของยันต์นี้มีความเกี่ยวข้องกับปราณวิญญาณของผู้ใช้จริง พวกเราชาวสำนักอวิ๋นหลานที่มีผู้ฝึกตนระดับสูงมากมาย ย่อมสามารถทำให้ยันต์สูงสุดหลายพันใบเหล่านี้ทำงานได้อย่างง่ายดาย
จากนี้ไป ทองคำเหลืองอร่ามยิ่งกว่าศิลาเรียกก็จะได้มาไม่ยากเลยไม่ใช่หรือ?
จีอู๋ซวงมองดูสามผู้เฒ่าเล่นตลกมานาน ก่อนจะหัวเราะเบาๆแล้วกล่าวว่า
“เช่นนี้เถิด ลำบากท่านเจ้ายอดเขาจ้านหาศิษย์ที่เชื่อถือได้มาทดลองดู เราจะได้ศึกษาลักษณะเฉพาะของยันต์นี้ให้ชัดเจน ที่จริง ในมือของข้ายังมียันต์ระดับสามอยู่บ้าง สามารถลองพร้อมกันได้”
ยันต์คมดาบ ยันต์พันธนาการ ยันต์ลูกไฟ ยันต์ฝนตก ฯลฯ เป็นยันต์ระดับหนึ่ง
ส่วนยันต์หายตัว ยันต์กายาแข็งแกร่ง ยันต์ฟื้นฟู ฯลฯ เป็นยันต์ระดับสอง
ยันต์ระดับสามมีเพียงยันต์เคลื่อนย้ายเท่านั้น
ฟังตามที่จีอู๋ซวงพูด ดูเหมือนว่านางจะ ‘สำเร็จ’ ในการสร้างยันต์เคลื่อนย้ายแล้ว!
นั่นไม่ธรรมดาเลย!
ปกติแล้วการจะเป็นผู้เชี่ยวชาญยันต์ระดับสาม ระดับการฝึกอย่างต่ำๆ ต้องอยู่ในขั้นสร้างรากฐาน เพราะว่ามีแต่ถึงสถานะนี้เท่านั้น จึงจะสามารถแตะต้องขีดจำกัดของคาถาระดับสามได้
หรือว่า...จีอู๋ซวงไปถึงจุดนั้นแล้ว?
เป็นไปได้หรือ?
เหลียนซิงมองดูจ้านฝานที่ดูงงงวย อดไม่ได้ที่จะเร่งเร้าว่า “เจ้ายังไม่รีบไปอีกหรือ?”
“อา ใช่!”
เพื่อปิดผนึกความลับของจีอู๋ซวง จ้านฝานจึงเลือกใช้ศิษย์เอกของตนเอง
จ้านฝานมีศิษย์เอกทั้งหมดหกคน ศิษย์คนโตบรรลุถึงขั้นปราณก่อกำเนิดแล้ว ส่วนศิษย์น้องเล็กเพิ่งจะเข้าสำนักได้ไม่นาน บัดนี้ยังคงอยู่เพียงขั้นก่อปราณระดับห้า
คำสั่งที่จ้านฝานส่งไปมีเพียงคำว่า “รีบมา รีบมา รีบมา รีบมา รีบมา!!!”
ด้วยอักขระคำว่า ‘รีบมา’ ถึงห้าคำ ทำเอาเหล่าศิษย์ต่างตกใจจนมิอาจเอ่ยวาจา พวกเขาต่างวางมือจากภารกิจต่างๆ แล้วรีบเร่งเดินทางกลับมา แม้กระทั่งต้องใช้ยันต์เคลื่อนย้ายขั้นสูงไปไม่น้อย
เมื่อมาถึงยอดเขาหงฝู พวกเขายังมิทันได้เอ่ยปากถาม ท่านอาจารย์ก็ใช้ผ้าปิดตาและผนึกปราณวิญญาณของพวกเขาไว้ นำพาพวกเขาเดินวนไปวนมาจนถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีปราณวิญญาณเข้มข้นยิ่งนัก
เหล่าศิษย์ต่างพากันปิติยินดี พวกเขาคิดว่าท่านอาจารย์จะพาไปฝึกฝนในดินแดนลับเป็นแน่!
แต่เมื่อพวกเขากำลังจะนั่งขัดสมาธิโคจรปราณวิญญาณ ท่านอาจารย์กลับใช้มือฟาดไปที่ศีรษะของพวกเขาคนละที “ฝึก ฝึก ฝึก รู้หรือไม่ว่าเวลานี้เป็นเวลาใด ยังคิดจะฝึกฝนอีกหรือ? ห้ามฝึกทั้งนั้น! บัดนี้ จงหยิบสิ่งที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมา แล้วอัดฉีดปราณวิญญาณใส่เข้าไป!”
เหล่าศิษย์รีบทำตามคำสั่ง โดยไม่เห็นแสงสีทองที่ส่องสว่างเป็นระลอกบนกระดาษยันต์
ก่อนที่แสดงทองจะคอยๆแผ่ออกมาจากแผ่นยันต์ทีละแผ่น!
เป็นดังที่จ้านฝานคาดการณ์ไว้ เมื่อผู้ฝึกตนขั้นปราณก่อกำเนิดขึ้นไปรวบรวมปราณวิญญาณใส่เข้าไป แผ่นยันต์ที่สำเร็จออกมาล้วนเป็นยันต์ขั้นสูง ส่วนผู้ฝึกตนขั้นแก่นปราณทองคำสร้างยันต์ระดับสูง ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน สร้างยันต์ระดับกลาง และผู้ฝึกตนขั้นก่อปราณสร้างยันต์ระดับล่าง
โอ้สวรรค์!
ทั้งหมดนั้นมิได้ล้มเหลวแม้แต่ครั้งเดียว!
ยามเมื่อยืนยันความคิดของตนได้แล้ว ครั้นเห็นศิษย์ทั้งหลายยังคงส่งผ่านปราณวิญญาณเข้าไป จ้านฝานจึงตรงเข้าไปแย่งยันต์กลับมาโดยพลัน
“หยุดเสียเถิด พวกเจ้าไม่รู้คุณค่า!”
วาจาที่เอื้อนเอ่ย แฝงไว้ด้วยความขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน จนศิษย์ทั้งสองต้องหดคอด้วยความหวาดหวั่น
จากนั้น จ้านฝานก็สะบัดแขนเพียงคราเดียว ศิษย์ทั้งหมดพลันถูกปัดออกไป เหลือเพียงศิษย์พี่ใหญ่ที่ต้องตรากตรำทำงานหนักเพียงลำพัง ดั่งวัวแก่ที่คอยแต่ส่งผ่านพลังปราณเข้าไปในยันต์อย่างไร้ที่สิ้นสุด
เมื่อส่งผ่านปราณวิญญาณจนหมดสิ้น ศิษย์พี่ใหญ่ก็เหนื่อยหอบไม่ต่างอะไรกับสุนัขหมดแรงข้าวต้ม ก่อนสุดท้ายจะถูกท่านอาจารย์ผู้แสนเย็นชา ไล่ออกมาอย่างไม่ใยดี
จวงเสวียน ศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาหงฝู เกือบจะร่ำไห้ออกมาด้วยความคับแค้นใจ แต่ครั้นเห็นสายตาของเหล่าศิษย์น้องทั้งหลาย จึงฝืนกลั้นน้ำตาเอาไว้พลางกระแอมไอเบาๆ กล่าวว่า “เหตุใดพวกเจ้ายังอยู่ที่นี่อีกเล่า?”
เหล่าศิษย์น้องจึงร้องถามเป็นเสียงเดียวกันว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ขอรับ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือขอรับ”
“นั่นซิ เหตุใดท่านอาจารย์จึงเร่งร้อนเรียกให้พวกเรามาเช่นนี้?”
“เมื่อครู่ข้ารู้สึกประหลาดนัก!”
“ข้า ข้า ข้าก็รู้สึกเช่นกัน! ราวกับสัมผัสประตูบานใดบานหนึ่งได้ ข้ารู้สึกว่าหากข้าสร้างยันต์ครานี้ โอกาสสำเร็จต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน!”
เหล่าศิษย์น้องศิษย์พี่เอ่ยเช่นนั้น จวงเสวียนจึงได้รู้ตัวว่าตนเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
เขาขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า “ไป พวกเรากลับไปลองสร้างยันต์กัน”
“ตกลง!”
จวงเสวียนพาเหล่าศิษย์น้องศิษย์พี่ไปยังถ้ำของตน โบกมือเรียกกระดาษยันต์กับชาดสีแดงออกมา ให้เหล่าศิษย์น้องศิษย์พี่สร้างยันต์ด้วยกัน
พวกเขาล้วนเป็นอัจฉริยะแห่งยอดเขา!
แต่แม้เป็นอัจฉริยะ ย่อมมีคอขวดที่ไม่อาจฝ่าฟัน เดิมทีพวกเขาก็ไม่ได้สร้างยันต์สำเร็จสิบส่วนทุกคราไป ศิษย์พี่ใหญ่ทำได้มากที่สุด ดังนั้นอัตราความสำเร็จจึงอยู่ที่เจ็ดถึงแปดส่วน นับว่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก
ส่วนศิษย์น้องเล็กที่สุด อัตราความสำเร็จอยู่ที่ราวสามถึงสี่ส่วน นับว่าเป็นอัจฉริยะในหมู่คนเช่นกัน
ครานี้ พวกเขาล้วนประสบผลสำเร็จมากขึ้น มิใช่เพียงแค่ยันต์ระดับต่ำ ยันต์ระดับสูงก็ยังมีอัตราสำเร็จที่เพิ่มขึ้น...
เหล่าศิษย์ต่างจ้องมองยันต์ที่ตนรังสรรค์ขึ้น หัวใจเปี่ยมล้นด้วยความเลื่อมใสในตัวท่านอาจารย์ ไหลรินดุจสายธารา
ที่แท้ท่านอาจารย์ได้ครอบครองสมบัติวิเศษที่สามารถเพิ่มอัตราสำเร็จในการสร้างยันต์ นำมาให้พวกเขารับรู้เช่นนี้!
จวงเสวียนถึงกับส่งกระแสปราณไปยังท่านอาจารย์ในทันที “ท่านอาจารย์! ความหวังดีและความตั้งใจของท่าน ศิษย์และเหล่าศิษย์พี่น้องต่างรับรู้แล้ว! จะตั้งใจฝึกฝนอย่างแน่นอน!”
จ้านฝานได้ยินเข้าหู เพียงแต่ไม่ทราบว่าศิษย์โง่งมผู้นี้กำลังพล่ามอะไร จึงไม่สนใจใยดี หันมาจับจ้องที่จีอู๋ซวงด้วยสายตาเป็นประกาย
“จีอู๋ซวง เจ้าลองสร้างยันต์ระดับสี่ดูดีหรือไม่?”
จิตสำนึกของจีอู๋ซวงเป็นถึงตัวตนระดับเซียน สำหรับนางแล้ว การสร้างยันต์ระดับสี่นั้นง่ายดายราวกับดื่มน้ำ
แม้นช่วงแรกจะยังไม่ชำนาญ ทว่าฝึกฝนเพียงไม่กี่ครั้งก็เชี่ยวชาญได้ ยิ่งยันต์ระดับห้า ระดับหก และระดับเจ็ด ก็ยิ่งมิใช่เรื่องยากเย็น
ทว่าจีอู๋ซวงมิได้คิดจะปริปากบอกว่าตนสร้างได้
นางมิใช่คนโง่งม หากเอ่ยความจริงออกไป ชั่วชีวิตนี้คงมิพ้นถูกผู้อาวุโสแห่งยอดเขาหงฝูตามตื๊อเป็นแน่
และนั่นไม่ใช่สิ่งที่นางปรารถนา
“ท่านเจ้ายอดเขา ข้าไม่มีปราณวิญญาณและไม่สามารถฝึกฝน จึงเป็นไปได้ว่ายันต์ระดับสามน่าจะเป็นขีดจำกัดของข้าแล้ว ขออภัยที่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง”
จีอู๋ซวงกล่าวด้วยน้ำเสียงเจ็บช้ำ
“อา เจ้าดูปากข้านี่สิ พูดเหลวไหลไปแล้ว ยันต์ระดับสามก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว! ไม่เป็นไร รอจนเจ้าสามารถฝึกฝนได้ในภายภาคหน้า เจ้าจะต้องกลายเป็นผู้สร้างสรรค์ยันต์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดแน่นอน! แล้วสุขภาพของเจ้ามีปัญหาใดหรือไม่? ที่นี่มีของดีมากมาย เจ้าบอกมาสิว่าต้องการอะไร ท่านอาจารย์ลุงอาจจะช่วยได้”
เหลียนซิง “...”
ฮึ! เจ้า… เจ้ามันใจดำไร้ยางอายนัก… จ้านฝาน!
แต่ก็เรียกไปเถอะ …รอวันหนึ่งที่เจ้าได้รู้ความจริง
เหลียนซิงคิดอย่างสะใจ
‘ท่านอาจารย์ลุง’ คำนี้เรียกออกมาได้ ถ้ารู้ความจริงเข้า เจ้านั่นคงได้หงายเป็นหลัง!
บทที่ 18: มีสมบัติล้ำค่าปรากฏขึ้น
จีอู๋ซวงโบกมือไล่จ้านฝานและจินฝูสี่ไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย ก่อนร่างเล็กจะทรุดลงบนเก้าอี้ เหลียนซิงที่เห็นดังนั้นจึงรีบรินชาส่งให้พลางเอ่ยถาม “ท่านบรรพชนน้อย ท่านสามารถวาดยันต์ระดับสี่ได้แล้วหรือ?”
จีอู๋ซวงประคองถ้วยชาด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู ผิดกับคำพูดของนางที่ทำให้เหลียนซิงตื่นตระหนก “อืม ตราบใดที่ไม่ใช่ยันต์วิเศษ ข้าก็วาดได้หมด”
เหลียนซิงถึงกับพูดติดอ่าง แม้จะพยายามทำใจดีสู้เสือเพียงใดก็ตาม… “ยันต์ ยันต์วิเศษหรือขอรับ”
“อืม”
เหลียนซิงกลืนน้ำลายดังอึก นึกถึง ‘ตำราฝึกวิชา’ ที่จีอู๋ซวงเคยมอบให้ ตอนนั้นเขาคิดว่าเป็นเพียงของเล่นเด็ก จึงเก็บเข้าหิ้งไว้โดยไม่ไยดี
หรือว่า…
นั่นจะเป็นตำราวิเศษ!
เหลียนซิงตัดสินใจเอ่ยถาม “ท่านบรรพชนน้อย ตำราฝึกวิชาที่ท่านเคยมอบให้ข้าน้อย...”
“อ้อ นั่นคือตำราไท่สวี่ สามารถช่วยเจ้าเสริมสร้างรากฐานได้ เจ้ามีพรสวรรค์ก็จริง แต่ความพยายามยังไม่มากพอ ครั้งนี้ที่สามารถทะลวงขั้นได้ก็ด้วยความช่วยเหลือจากข้า แม้จะเป็นเรื่องน่ายินดี แต่รากฐานอาจยังไม่มั่นคง การฝึกฝนตำราไท่สวี่สามารถช่วยเสริมสร้างปราณและรากฐานของเจ้าได้ หากภายภาคหน้าได้ทะยานสู่ฟ้า ก็จะไร้ซึ่งอุปสรรคจากจิตใจ”
เหลียนซิงรู้ดีว่าตนมีปัญหารากฐานไม่มั่นคง แต่ด้วยความเป็นประมุขสำนัก จึงมีภารกิจมากมาย แทบไม่มีเวลาฝึกฝนอย่างจริงจัง
เดิมทีเขาวางแผนไว้ว่า หากมีผู้สืบทอดตำแหน่ง ตนจะปลีกวิเวกฝึกฝนอย่างจริงจัง หรือไม่ก็ลงไปยังแดนมนุษย์เพื่อฝึกปรือตนเอง
แต่บรรพชนน้อยกลับมองทะลุเขาภายในพริบตา!
นี่มัน...
ผู้เยว์ยุคนี้ช่างน่าเกรงขามเสียจริง!
ไม่แปลกใจที่ท่านบรรพชนฉือเรียกนางว่าท่านอาจารย์อาเล็ก พรสวรรค์เช่นนี้… ช่างน่าสะพรึงกลัว!
“ขอบคุณท่านบรรพชนตัวน้อยที่เมตตาชี้แนะ”
จีอู๋ซวงโบกมือ ก่อนนึกอะไรบางอย่างออก ดวงตาทอประกายระยิบระยับ เอ่ยว่า “เสี่ยวซิงซิง”
เหลียนซิง “???”
เเต่เดี๋ยวก่อน เสี่ยวซิงซิงคือผู้ใด
เขาเป็นถึงประมุขสำนัก หากมีนามเช่นนี้จะมีหน้าไปเสนอที่ไหนได้?
“เสี่ยวซิงซิง เจ้าไปหาหนัง เขี้ยว เลือด และผงวิญญาณของอสูรระดับสูงมาให้ข้า พวกเรามาเขียนยันต์ระดับสูงกันเถิด แล้วเจ้าค่อยเปิดใช้ยันต์ ส่วนผลกำไรจากหินวิญญาณ พวกเราก็แบ่งกันคนละครึ่ง” นางกล่าว
หน้าตาสำคัญอันใด!
เมื่อเทียบกับหินวิญญาณแล้ว นับว่าไร้ค่า!
“ได้ขอรับ เสี่ยวซิงซิงจะไปเดี๋ยวนี้”
ครึ่งเดือนต่อมา นางไม่ได้ไปเข้าชั้นเรียนยันต์อีกเลย แต่กลับใช้เวลาทั้งหมดไปกับหอตำรา
กล่าวกันว่าหอตำรานี้ แท้จริงแล้ว… เมื่อก้าวเข้าไปจะเป็นมิติอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ด้านในบรรจุเคล็ดวิชาที่สั่งสมมาเป็นหมื่นปีของสำนักอวิ๋นหลาน และเนื่องจากขั้นพลังของนางสูงพอ จึงสามารถเข้าถึงยันต์ทั้งหมดภายในนั้นได้
นางเลือกคัดยันต์ระดับแปดออกมา ได้แก่ ‘ยันต์แปลงกาย’ ‘ยันต์เพชรคงกระพัน’ ‘ยันต์สายฟ้า’ และ ‘ยันต์เก้าชีวิตป้องกันพิษ’ มาเขียน
ตามชื่อ ‘ยันต์แปลงกาย’ คือยันต์ที่สามารถทำให้กระดาษยันต์กลายเป็นร่างที่เหมือนกับผู้ใช้ทุกประการ อีกทั้งยังสามารถตอบโต้ สนทนา และแม้กระทั่งใช้อำนาจวิญญาณได้ มันสามารถแสดงพลังออกมาได้ถึงเจ็ดในสิบของพลังผู้ใช้ แม้กระทั่งผู้ที่อยู่ในขั้นเบิกวิถีก็ไม่อาจมองเห็นความแตกต่าง
‘ยันต์เพชรคงกระพัน’ จะทำให้ผู้ใช้ถูกคุ้มครองโดยกฎเกณฑ์ฟ้าดิน ในช่วงเวลาสั้นๆ จะอยู่ในสถานะ ‘ไร้พ่าย’
ไร้พ่าย...
ไร้พ่ายจริงๆ...
นี่จะเป็นยันต์ที่น่ากลัวขนาดไหนกัน?
‘ยันต์สายฟ้า’ ก็ตรงๆตามตัว คือเรียกฟ้าผ่า!
แน่นอนว่าไม่ใช่ฟ้าผ่าที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่เป็นฟ้าผ่าจริงๆ ที่มาจากสวรรค์!
เหมาะสำหรับฆ่าคนชิงทรัพย์! เป็นยันต์ที่จำเป็นต้องมี!
‘ยันต์เก้าชีวิตป้องกันพิษ’ สามารถหลีกเลี่ยงพิษจากธรรมชาติ พิษศพ พิษแมลง และพิษต่างๆทุกชนิด ในโลกนี้ ‘พิษ’ ใดก็ตาม สามารถหลีกเลี่ยงได้ การมียันต์นี้เหมือนมีเก้าชีวิต มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย
ภายในครึ่งเดือนที่ผ่านมา จีอู๋ซวงศึกษาและเข้าใจยันต์เหล่านี้ แล้ววันหนึ่งที่ลมเย็นสบาย อากาศแจ่มใส นางจึงพาเหลียนซิงไปวาดยันต์ด้วยกัน
เหตุใดจึงต้องพิธีรีตรองถึงเพียงนี้?
เพราะว่าลวดลายพวกนี้ล้วนต้องใช้หนังและเลือดของสัตว์อสูรระดับแปด...
สัตว์อสูรระดับแปด!
นั่นเทียบเท่ากับท่านบรรพชนขั้นเบิกวิถี!!
ยิ่งไปกว่านั้น สัตว์อสูรยังมีพลังแต่กำเนิด ผนวกกับร่างกายที่แข็งแกร่ง พูดได้ว่าทั้งสำนักมีหนังกับเลือดของสิ่งมีชีวิตระดับนี้เพียงอย่างละหนึ่ง
หากล้มเหลว เหล่าบรรพชนทั้งสิบแปดคงไม่ให้ท่านบรรพชนน้อยไปคุกเข่าที่ตำหนักหรอก แต่จะให้เขาไปแทน! และถ้าตัวเขาไม่บรรลุขั้นเบิกวิถี คงไม่ได้ออกมาเป็นแน่
ดังนั้นเขาจึงเอาความเสี่ยง แค๊กๆ ร้องขอกำลังใจให้ท่านบรรพชนตัวน้อยมาเป็นเพื่อนร่วมทางด้วย
เหลียนซิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงตึงเครียดว่า “ท่านพร้อมหรือยัง?”
จีอู๋ซวงพยักหน้า นางหลอมรวมลมปราณสีม่วงแห่งสวรรค์ได้ส่วนหนึ่งแล้วในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมา
แม้จะสำเร็จไปเพียงน้อยนิด แต่มันก็ยังคงมอบความรู้สึกปลอดโปร่งแก่จิตวิญญาณของนาง มันให้ความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!
นางเชื่อมั่นว่า ยันต์ที่นางสามารถวาดได้จะต้องมีระดับสูงขึ้นไปอีกขั้นอย่างแน่นอน!
จีอู๋ซวงหายใจเข้าลึกหนึ่งเฮือก มิได้หยิบพู่กันขึ้นมาวาดยันต์ดังเช่นเคย นางกลับเลือกกระบี่เล่มหนึ่งออกมาจากห้วงมิติ ทันทีที่เห็นกระบี่เล่มนั้น เหลียนซิงก็พลันงุนงง
บอกว่าจะวาดยันต์มิใช่หรือ?
ท่านบรรพชนน้อย ท่านหยิบกระบี่ออกมาทำอันใดหรือขอรับ?
จีอู๋ซวงยกมือขึ้นสะบัดกระบี่เป็นลวดลายดอกไม้ นางแตะปลายกระบี่ลงในเลือดอสูร ก่อนจะเหาะตัวขึ้นไป ลวดลายอักขระปรากฏขึ้นบนกระดาษยันต์ราวกับแสงสว่าง ไหลไปตามการเคลื่อนไหวของจีอู๋ซวง อย่างเป็นธรรมชาติ...
กระบี่ของนางปราศจากจิตสังหาร ทว่ากลับแผ่อำนาจกระบี่อันแรงกล้า!
ดุจดังคลื่นใต้น้ำอันเกรี้ยวกราด!
ดั่งมหาวาตภัยจากท้องทะเล!
ในที่สุด นางก็ผนึกคลื่นคลั่งและมหาสมุทรอันเกรี้ยวกราดนี้ ไว้ในเศษกระดาษยันต์เล็กๆนี้ได้!
จีอู๋ซวงค่อยๆลอยลงแตะพื้นอย่างมั่นคง นางเก็บกระบี่ไว้ด้านหลัง ทว่ากลับได้ยินเสียงสั่นสะเทือนดังก้องจากคมกระบี่ ก่อนมันจะแตกละเอียดเป็นผุยผงในที่สุด
นางขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะมองดูด้ามกระบี่ที่แหลกสลาย ก่อนหลุดน้ำเสียงแผ่วเบาอย่างเศร้าสร้อยว่า “หาก ‘ไร้นาม’ อยู่ที่นี่ก็ดีสิ…”
‘ไร้นาม’ คือกระบี่คู่กายของจีอู๋ซวง มันไม่ใช่กระบี่เทพสวรรค์แต่กำเนิด แต่เป็นกระบี่ที่พัฒนาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มันอยู่เคียงข้างจีอู๋ซวงตั้งแต่นางยังเป็นเพียงตัวตนไร้ชื่อเสียง จนกระทั่งก้าวสู่จุดสูงสุด ก้าวเข้าสู่ความเป็นเทพเซียน
ในยามที่จีอู๋ซวงสิ้นชีพ ไร้นามก็เลือกที่จะสลายไปพร้อมนาง
เพราะมันเชื่อว่า นอกจากจีอู๋ซวงแล้ว ก็ไร้ผู้ใดคู่ควรเรียกขานนามของมันได้อีก
ทว่าจีอู๋ซวงผู้ซึ่งควรจะแตกดับทั้งวิญญาณ กลับมีชีวิตอยู่ นั่นหมายความว่าไร้นามอาจยังมีชีวิตอยู่ก็เป็นได้?
มีชีวิตอยู่ที่แห่งใดในโลกใบนี้ รอคอยให้นางกลับไปหามันอย่างนั้นหรือ?
จีอู๋ซวงครุ่นคิดถึงตอนนั้นพลางหัวเราะออกมาเบาๆ พร้อมทั้งปรากฏแสงสว่างเรืองรองในดวงตาคู่งามอีกครั้ง
นางเก็บยันต์แต่ละแผ่นส่งให้แก่เหลียนซิง ขณะที่เหลียนซิงก็กำลังมองกลับมาอย่างเหม่อลอย
“สำ... สำเร็จแล้วรึ”
จีอู๋ซวงพยักหน้า “อืม ข้าคาดว่าสำเร็จแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้น... ข้าขอทดสอบดูได้รึไม่”
“ได้สิ”
เดิมทีเหลียนซิงอยากลองรวบรวมพลังปราณเข้าไป แต่แล้วก็นึกถึงยันต์ระดับต่ำก่อนหน้านี้...
ดูเหมือนว่ายิ่งระดับสูง ยันต์ที่ออกมาจะยิ่งมีระดับสูงตามไปด้วย
นี่เป็นถึงยันต์ระดับแปด ตัวเขานั้นเป็นแค่ผู้ฝึกตนขั้นหลอมวิญญาณ หากเปิดใช้หรือสรรค์สร้างขึ้นด้วยตัว ก็คงทำได้แค่ยันต์ระดับหก
…เอ่อ ดูเหมือนว่าข้าจะไม่คู่ควรนัก
จีอู๋ซวงดูเหมือนจะมองความคิดของอีกฝ่ายออก จึงเอ่ยปากพร้อมรอยยิ้ม “ไม่เห็นเป็นไร แค่วาดใหม่ก็เท่านั้น ลองดูผลลัพธ์สักหน่อยจะเป็นไร”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหลียนซิงที่รู้สึกคันไม้คันมือ ท้ายที่สุดจึงหยิบยันต์เก้าชีวิตป้องกันพิษออกมาแผ่นหนึ่งเพื่อทดสอบ
ทว่า เพียงแค่เจ้าตัวจะได้ใส่พลังปราณเข้าไปไม่นาน เขาก็รู้สึกได้ทันควันว่า ปราณวิญญาณในกายถูกสูบเข้าไปในแผ่นยันต์จนหมดสิ้น ทำให้เจ้าตัวถึงกับสะดุ้งโหยง รีบควักเอาหินวิญญาณชั้นเลิศออกมาเสริมปราณวิญญาณอย่างเร่งร้อน
ขณะที่กำลังดูดซับปราณจากหินวิญญาณ ใจของเขาก็ราวกับถูกเฉือนด้วยคมมีด
เพราะนี่มันหินวิญญาณชั้นเลิศเชียวนะ!
จีอู๋ซวงเห็นท่าทางลำบากใจของอีกฝ่าย ก็รีบร้องตะโกนออกมาว่า “เสี่ยวซิงซิง อย่าใช้หินวิญญาณ จงใช้เคล็ดวิชาไท่สวี่!”
เหลียนซิงรีบขัดสมาธิ เพ่งจิตใช้เคล็ดวิชาไท่สวี่ ทำให้ปราณวิญญาณในกายค่อยๆไหลเวียนจนกลับมาเต็มเปี่ยม ขณะนั้นเอง เขาก็รู้สึกได้ว่ารากฐานพลังปราณของตัวเองมั่นคงขึ้นทีละน้อย
สภาพที่เคยล่องลอย ไร้ซึ่งแก่นสาร ดุจดั่งปราสาทกลางนภาหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความรู้สึกอัดแน่น หนักแน่น ไร้ขอบเขต
เขาเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง แต่ก็ไม่กล้าที่จะวอกแวก ยังคงเพิ่มการดูดซับและเร่งการโคจรปราณวิญญาณอย่างต่อเนื่อง
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม บนฟากฟ้าเหนือยอดเขาจู๋ซิงพลันปรากฏเป็นวังวนพลังปราณที่หมุนวนอยู่!
ไม่เพียงแต่เหล่าศิษย์ในสำนักเท่านั้นที่ตื่นตะลึง แม้แต่เซียนเฒ่าที่หลับไหลอยู่ก่อนหน้าก็ยังตื่นขึ้นมา พวกเขาต่างตื่นเต้นดีใจจนแทบคลั่ง พากันตะโกนว่า
[เร็วเข้า! โม่หลานอี! รีบไปที่จุดที่เกิดปรากฏการณ์ประหลาดนั่นเร็ว! มีของวิเศษถือกำเนิดขึ้นแล้ว!!!]
บทที่ 19: สมบัติปรากฏ!
ตลอดเวลากว่าครึ่งเดือนที่ผ่านมา เซียนเฒ่าอยู่ในสภาพหมดสติ โม่หลานอีจึงไม่กล้าที่จะกระทำการใดๆสุ่มสี่สุ่มห้า นางได้แต่พยายามสร้างความดีความชอบเพื่อเข้าใกล้ลู่สิงโจวและเหลียนหยวน
ไม่คิดเลยว่าทันทีที่เซียนเฒ่าผีตื่นขึ้นมา กลับบอกว่ามีสมบัติวิเศษ!
โม่หลานอีดวงตาเปล่งประกายในพลัน
จริงหรือ? อยู่ที่ใด?
[อยู่ภายในสำนักของพวกเจ้านี้แหละ ทางทิศตะวันออก เจ้าไปเร็ว!]
รับทราบ!
โม่หลานอีไม่อาจอดใจไหว นางรีบวิ่งออกจากถ้ำไปโดยพลัน นางขึ้นนกฟ้า แล้วเร่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก แต่แล้วก็พบว่า… โอ้โห! เบื้องหน้าภูเขาไม่ไกลนั้นเต็มไปด้วยผู้คนและวิหคสัตว์ขี่มากมาย
ไม่เพียงแค่ศิษย์เท่านั้น แม้แต่ผู้อาวุโสจากยอดเขาต่างๆ รวมถึงเหล่าผู้อาวุโสฝ่ายนอกบางท่านก็ออกจากการปิดด่านมารวมกัน ณ ที่แห่งนี้
เนื่องจากมีตัวตนทรงอำนาจอยู่ ณ ที่นั้น บรรยากาศจึงเงียบสงบ ปราศจากความวุ่นวาย
“เจ้าศิษย์ผู้นั้น หยุดเดี๋ยวนี้! ข้างหน้าไม่อนุญาตให้เข้าใกล้!”
บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งที่สวมอาภรณ์สีดำสนิท ปักลวดลายประจำยอดเขาจู๋ซิงเข้ามาขวางนางโม่หลานอีไว้ นางนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ท่านลุง ข้างหน้านั้นเกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”
“ดูเหมือนว่าจะมีต้นเหตุมาจากยอดเขาของประมุขสำนัก คาดว่าท่านประมุขอาจจะเลื่อนขั้นก็เป็นได้” บ่าวรับใช้แห่งยอดเขาจู๋ซิงเอ่ยด้วยสีหน้ามั่นใจ
ภายในโลกแห่งการฝึกฝนมีกฎอยู่ว่า หากผู้ใดสามารถทะลวงสู่ขั้นตัดเคราะห์แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องยุ่งกับกิจการของสำนักอีก ต่อไปภายภาคหน้าจะได้เสพสุขเยี่ยงเทพเซียน
แต่ดูเหมือนว่าท่านประมุขเหลียนซิง เพิ่งจะทะลวงสู่ขั้นหลอมวิญญาณได้ไม่นานเอง เหตุใดจึงก้าวหน้ารวดเร็วนัก?
ถ้าเช่นนั้นแล้ว ที่มาของทัณฑ์สวรรค์ครานี้คือสิ่งใดกัน?
ยามนั้นโม่หลานอีร้อนใจยิ่ง กลัวว่าผู้อื่นจะชิงสมบัติล้ำค่าชิ้นนั้นไปก่อน
แต่นางก็ไม่อาจฝ่าสายตาผู้คนนับร้อย พุ่งตรงไปยังยอดเขาจู๋ซิงได้
ทันใดนั้น สายฟ้าฟาดแรกก็ผ่าลงมาจากฟากฟ้า เสียงคำรามกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่น จนผืนดินและท้องฟ้าพลันสั่นสะท้าน ผู้คนต่างพากันสูดหายใจลึกด้วยความตื่นตะลึง
“อัสนีบาตนี้ช่างร้ายกาจนัก!”
“ทว่าเหตุใดจึงไม่เหมือนกับสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ยามข้ามขั้นละ?”
เหล่าผู้ฝึกตนย่อมรู้จักลักษณะของสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ยามข้ามขั้นเป็นอย่างดี ลักษณะที่กล่าวนั้น หมายถึง สีสัน ความหนา และแม้กระทั่งรูปร่าง
ดูอย่างเช่นสีสันก็แล้วกัน สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ขั้นแก่นปราณทองคำนั้นจะเป็นสีแดงเพลิง สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ขั้นปราณก่อกำเนิดจะเป็นสีส้ม สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ขั้นก่อเทพเป็นสีเหลือง สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ขั้นหลอมวิญญาณจะเป็นสีเขียว สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ขั้นตัดเคราะห์จะเป็นสีฟ้า สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ขั้นเบิกวิถีจะเป็นสีน้ำเงิน และสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ขั้นสูงขึ้นไปอีกจะเป็นสีม่วง
ทว่า สีสันของสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์นี้ ไฉนจึงไม่เหมือนกับสีใดๆที่กล่าวมา
“เช่นนั้น นี่คือสิ่งใดกัน”
“ข้าน้อยก็มิทราบขอรับ”
ขณะที่สนทนากันอยู่นั้น สายฟ้าเส้นที่สองและสามก็ผ่าลงมาอย่างต่อเนื่อง
“เปรี้ยง!”
ดูราวกับว่ามีเรื่องแค้นเคืองกับผู้ที่อยู่เบื้องล่าง ราวกับมิอาจระงับโทสะได้ จนกระทั่งสายฟ้าแห่งวิบัติภัยผ่าลงมาถึงหกครั้ง ก้อนเมฆแห่งทัณฑ์สวรรค์จึงค่อยๆสลายไป
ชั่วพริบตานั้นเอง พลันปรากฏลำแสงสีทองพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภา แทรกผ่านชั้นฟ้าทั้งเก้าไปไกลสุดสายตา
ยิ่งไปกว่านั้น บนผืนฟ้ายังปรากฏภาพอัศจรรย์แห่งกฎเกณฑ์สวรรค์และโลก!
นั่นคือยันต์ขนาดมหึมาบดบังท้องฟ้า ปิดกั้นแสงตะวัน!
ยอดฝีมือแห่งเขาหงฝูอย่างจ้านฝานตบเข้าที่ศีรษะตนเองอย่างแรงด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะตะโกนลั่นว่า “มิใช่ผู้ใดบรรลุขั้นใหม่! หากแต่เป็นยันต์วิเศษ! ยันต์วิเศษปรากฏกายแล้ว! ฟ้าผ่าหกสาย เช่นนั้น ยันต์วิเศษนี้ต้องอยู่ในระดับหกเป็นแน่!!!”
ยันต์วิเศษคือยันต์ขั้นสูงสุดอานุภาพของมันนั้นร้ายกาจน่าสะพรึงกลัว ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถใช้ได้หลายครั้ง อีกทั้งต้นทุนในการสร้างยังต่ำมาก เพียงใช้โลหิตและหนังของสัตว์อสูรก็เพียงพอแล้ว ทว่าคุณค่าของมันหาได้ด้อยไปกว่าศาสตราวุธวิเศษไม่
สิ่งสำคัญที่สุดคือยันต์วิเศษนั้นแตกต่างจากศาสตราวุธวิเศษที่ต้องใช้การหลอมรวมจิตวิญญาณและมีเพียงผู้เป็นนายเท่านั้นที่ใช้ได้
เพราะผู้ใดก็สามารถใช้ยันต์วิเศษได้ ตราบใดที่พลังของมันยังไม่สูญสิ้นไป!
ด้วยเหตุที่การคงอยู่ของยันต์วิเศษจึงล้ำฟ้าเกินไป ดังนั้นในชั่วขณะที่มันสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง สวรรค์จึงจำต้องส่งฟ้าผ่าลงมาเพื่อทดสอบ
แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงมุมมองในโลกใบนี้ หากเป็นโลกเบื้องกลางสามพันใบ หรือโลกเบื้องสูงสามพันใบ ยันต์วิเศษนับว่าเป็นสิ่งสามัญ สวรรค์ในโลกเหล่านั้นล้วนไม่จำเป็นต้องส่งฟ้าผ่าลงมาแต่อย่างใด
“ยันต์วิเศษหรือ?!”
“สวรรค์! นี่มันสมบัติวิเศษนี่!”
“สำนักเรามีปรมาจารย์ผู้ล้ำลึกเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ?”
“หรือจะเป็นแขกที่ท่านประมุขเชิญมา...”
ผู้คนที่มารวมตัวกันทั้งหลายต่างพากันซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ มีเพียงจ้านฝานและจินฝูสี่ที่สบตากันอย่างลึกซึ้ง ซ่อนความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ไว้
ไม่ต้องถามก็รู้ว่าต้องเป็นศิษย์ตัวน้อยอู๋ซวงแน่!
โอ้โห!
ศิษย์ตัวน้อยอู๋ซวง ที่แท้แล้วนางเป็นตัวอะไรกันแน่!
ถึงกับสามารถสร้างยันต์วิเศษได้เชียวหรือ?
น่าเสียดาย น่าจะเชิญนางมาเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของยอดเยาหงฝูของพวกข้าเสียหน่อยแล้ว คงต้องดูกันว่าศิษย์น้อยอู๋ซวงจะยินยอมหรือไม่
ขณะเดียวกัน โม่หลานอีที่อยู่ด้านข้าง...
เสียงแผ่วเบาดังขึ้น ‘ท่านปู่เซียน ท่านทราบหรือไม่ว่า บรรพชนผู้หลอมวิญญาณสร้างยันต์ผนึกนี้คือผู้ใด หากท่านยอมหลอมสร้างให้ข้าสักอันก็คงจะดี’
ผีเซียนเฒ่าถอนหายใจ
[วางใจเถิด ชะตาของเจ้ากำลังแรงกล้า เชื่อว่าคงต้องเป็นที่ต้องตาของบรรพชนผู้นั้นเป็นแน่ เอาล่ะ ไปดูกันเถอะ]
เมื่อเสียงอัสนีบาตสงบลง ทุกคนก็มุ่งหน้าสู่ลานหน้า ณ ตีนเขาจู๋ซิง ด้วยว่าเป็นการปรากฏกายของยันต์ศักดิ์สิทธิ์ บรรดาผู้คนในสำนักทั้งหลายจึงไม่ขับไล่เหล่าศิษย์ให้หลีกทาง เพราะแม้แต่พวกเขาเองก็ปรารถนาจะเห็นเป็นบุญตาสักครา
เพราะยามใดที่สำนักแข็งแกร่ง ศิษย์ย่อมมั่นใจ หากวันหน้ามีศิษย์อัจฉริยะถืแกำเนิด สำนักย่อมรุ่งเรืองเฟื่องฟู
เช่นนี้เรียกว่า วัฏจักรแห่งความรุ่งโรจน์!
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
บุรุษผู้หนึ่งรูปงามราวเทพสวรรค์ สวมอาภรณ์ทอประกายระยิบระยับ ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ดวงหน้าคมคายชวนมอง ท่าทางสง่างาม ...เอ่อ หากมิใช่เพราะเส้นผมที่ชี้ฟูเป็นกระเซิงเช่นนั้น ภาพลักษณ์คงดูดีกว่านี้
ผู้นำยอดเขาโฉ่วเฉิน ‘หลิวหรูไถ’ ผู้ขึ้นชื่อเรื่องพูดจาตรงไปตรงมา เห็นท่านประมุขสำนักดูแปลกตาไปเช่นนั้น จึงอดร้องทักไม่ได้ “ท่านประมุขสำนัก ท่านเปลี่ยนโฉมใหม่หรือขอรับ เอ่อ ขอประทานโทษ พูดตามตรง ไม่งามเอาเสียเลย”
เหลียนซิง “...”
ทุกคน “...”
ยังเป็นผู้นำยอดเขาจื่อหลิน เยว่ชิง ที่แอบกระแอมไอขึ้นเบาๆ พูดว่า “เหตุที่ท่านประมุขสำนักเป็นเช่นนี้ ดูเหมือนจะเป็นเพราะสายฟ้าที่ผ่านมาเมื่อครู่”
“โอ้ โอ้ โอ้ เช่นนั้นหรือ ท่านประมุขสำนัก แล้วสิ่งของล้ำค่านั่นคืออะไรกันแน่? เป็นสมบัติจริงหรือ?”
เหลียนซิงด่าทอหลิวหรู่ไถในใจนับครั้งไม่ถ้วน แต่ภายหน้ากลับแสดงท่าทางสุขุมเยือกเย็น เขายกมือเผยให้เห็นยันต์ชั้นสูงที่เปล่งแสงสว่างเจิดจ้า
บนยันต์นั้น มันได้เผยลวดลายตารางลึกลับหกทาง เกิดแสงสีหมุนเวียน อีกทั้งยังมีอำนาจแฝงเร้นที่ล้นทะลึก ทำให้คนทุกผู้ตะลึงอย่างมาก
จ้านฝานตัวสั่นสะท้าน รีบเข้ามาคิดจะจับยันต์วิเศษ แต่ก็กลัวทำมันแปดเปื้อน ดวงตาจ้องมองมันไม่วางตา “ลวดลายลึกลับงดงามยิ่ง… เป็นสัญลักษณ์ของสมบัติระดับหกจริงๆเสียด้วย น่าทึ่ง! ช่างน่าทึ่งอะไรเช่นนี้! ท่านประมุขสำนัก แล้วยันต์วิเศษนี้มีประโยชน์อะไรกันแน่?”
เหลียนซิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนยิ้มแล้วกล่าว “ยันต์นี้คือยันต์เก้าชีวิตป้องกันพิษ มีมันอยู่ สามารถป้องกันพิษธรรมชาติ พิษซากศพ พิษแมลงต่างๆ และเขตที่ป้องกันพิษของยันต์วิเศษนี้ก็กว้างไกลมาก วัดจากความแข็งแกร่งทางจิตของผู้ใช้”
จ้านฝานอ้าปากค้าง “ท่านหมายความว่า...หากผู้ใช้เป็นผู้ที่อยู่ขั้นสูงก็สามารถขจัด กลั่นกรองพิษทั่วทั้งสำนักของพวกเราได้อย่างง่ายดายใช่หรือไม่?”
เหลียนซิงผงกศีรษะอย่างภาคภูมิใจ กล่าวด้วยความปราบปลื้ม “ไม่ผิดเลย”
จงดีใจเถิด!
จงกระโดดโลดเต้นเถิด!
ยันต์วิเศษเช่นนี้ ท่านอาจารย์อาน้อยและตัวข้าได้รังสรรค์ขึ้นมาด้วยกัน! ฮ่าๆๆ!
“เหลือเชื่อ...” ปากของจ้านฝานแทบจะร้องไห้ออกมา “เหลือเชื่อยิ่งนัก... หากมีสมบัติชิ้นนี้อยู่ ต่อไปไม่ว่าจะเข้าไปในแดนลับแห่งใดก็ไม่ต้องกลัวพิษร้ายอีกแล้ว!”
ไม่ว่าจะเป็นแดนลับขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ พิษร้ายย่อมเป็นอุปสรรคที่ข้ามผ่านได้ยาก
หากมีเครื่องรางวิเศษชิ้นนี้ แดนลับใดๆก็สามารถบุกตะลุยได้โดยง่าย!
ช่างน่าตื่นเต้นยิ่งนัก!
จ้านฝานพยักหน้าพร้อมกับเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ท่านเทียนจากโถงบังคับใช้กฎอยู่หรือไม่?”
โถงบังคับใช้กฎ คือหน่วยงานที่รับคำสั่งโดยตรงจากยอดเขาจู๋ซิงและสภาอาวุโส รับผิดชอบงานคุ้มกันของสำนักอวิ๋นหลานทั้งหมด ท่านเทียนอยู่ขั้นหลอมวิญญาณ อีกเพียงก้าวเดียวก็จะบรรลุขั้นตัดเคราะห์ เขาเป็นผู้ที่ไม่ค่อยยิ้มแย้ม พูดน้อย ตรงไปตรงมา เป็นผู้ที่มีขั้นปราณสูงที่สุดในสำนักอวิ๋นหลานรองจากสิบแปดบรรพชน
“อยู่”
“เช่นนั้นเชิญท่านเทียนรับสิ่งนี้ไปเถิด”
“ขอรับ!”
ทันทีที่รับยันต์วิเศษมา ก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนมองหน้าเหลียนซิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ
เป็นไปได้อย่างไร?
กลิ่นอายบนยันต์นี้... เหมือนกับกลิ่นอายของประมุขสำนักไม่มีผิดเพี้ยน!
เช่นนั้น...
หรือว่ายันต์นี้เป็นสิ่งที่ท่านประมุขสำนักเป็นผู้สร้างขึ้น?
เป็นไปไม่ได้ ท่านประมุขสำนักของพวกเขาไม่ใช่ผู้ชำนาญด้านยันต์เสียหน่อย!
หัวหน้าเทียนเอ่ยเสียงเบาด้วยความระมัดระวัง “ท่านประมุขสำนัก ท่านเป็นผู้สร้างยันต์นี้ขึ้นหรือขอรับ”
เหลียนซิงรู้สึกไม่สบายตัวที่ถูกอีกฝ่ายจ้องมองเช่นนั้น แต่เขา... เอ่อ เขาไม่อาจเปิดเผยความลับของนางได้ ในตอนนี้จึงทำได้เพียงเสแสร้งต่อไป
เขากระแอมไอเบาๆ แสร้งทำท่าทางลึกลับ “ถูกต้อง นี่เป็นสิ่งที่ข้าสร้างขึ้นเอง เสียงเบาหน่อย เสียงเบาหน่อย”
จ้านฝานที่บังเอิญได้ยินบทสนทนานี้ “...”
มารดาเจ้าเถอะ! คนหน้าไม่อาย! หากไม่ใช่ประมุขสำนักของพวกข้า ข้าละอยากจะไล่ตะเพิดเจ้าคนหน้าหนาผู้นี้ไปเสียจริงๆ!
บทที่ 20: คิดไม่ถึงเลย หินวิญญาณชั้นยอดก็ยังพ่ายแพ้ให้กับคนตะกละได้เช่นกัน
ต่างจากความตื่นเต้นดีใจของทุกคน เมื่อครู่นางได้ยินสรรพคุณของยันต์วิเศษนี้แล้ว เกือบจะพุ่งตัวขึ้นไปฉีกมันเป็นชิ้นๆ
อะไรที่ว่าป้องกันพิษร้ายได้ทั้งหมดเนี่ยนะ?
ถ้าป้องกันพิษร้ายได้หมดแล้วข้าจะจำเป็นอยู่ได้อย่างไรเล่า?
ข้ามีรากฐานจิตวิญญาณแห่งแสง สิ่งสำคัญที่สุดของรากฐานจิตวิญญาณแห่งแสงก็คือ… การล้างพิษ!
ตอนนี้เมื่อมียันต์วิเศษนี้แล้ว ข้าจะแสดงความสามารถพิเศษของข้าอย่างเต็มที่ได้อย่างไรกัน แล้วจะให้ทุกคนรู้สึกขอบคุณข้าได้อย่างไรเล่า?
‘ท่านปู่เซียน ท่านปู่เซียนเจ้าคะ สิ่งนี้ทำลายทิ้งได้ไหมเจ้าคะ?’
ผีเซียนเฒ่าถึงกับตาเหลือก
[เจ้าพูดว่าอย่างไรนะ? เจ้าอยากทำลายยันต์วิเศษนี้ทิ้ง?]
‘ใช่แล้วเจ้าค่ะ พอมีไอ้ยันต์วิเศษนี่แล้ว ความสำคัญของข้าก็ลดลงสิเจ้าคะ?’
เซียนเฒ่าได้ยินที่นางพูดเข้าก็เกือบจะกลอกตา
[เจ้าเป็นถึงผู้ฝึกตนเชียวนะ! เหตุใดจึงเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับวัตถุไร้ชีวิตเล่า? หากเจ้าสามารถครอบครองสิ่งนี้ไว้ได้ มิใช่จะดียิ่งกว่าหรือ?]
‘แต่ทว่าทุกคนต่างเห็นสมบัติมีค่านี้แล้ว เราจะยึดมันไว้เป็นของเราอย่างไรเจ้าคะ?’
[ฮึม เจ้าพวกที่ไม่รู้เรื่องใดๆ คนเหล่านี้คิดว่ายันต์วิเศษนี่ไม่สามารถปรับปรุงได้ แต่พวกมันคิดผิดแล้ว ยันต์วิเศษนี้สามารถปรับปรุงได้ เพียงแต่มันต้องใช้วิธีการพิเศษ นอกจากนี้เมื่อถูกปรับปรุงแล้ว เจ้ายังสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้หากมีมันในครอบครอง มันเป็นสิ่งที่ยากจะพบเจอ]
แสงสว่างปรากฏในดวงตาของโม่หลานอี ‘จริงหรือ? งั้นเราหาโอกาสเข้าไปใกล้ แล้วนำมันมาเป็นของเราดีหรือไม่?’
[อืม ทำอย่างช้าๆ อย่ารีบร้อน]
‘ได้’
“เมื่อเจ้าปรับปรุงยันต์วิเศษนี้เสร็จ เพิ่มคุณสมบัติพลังแสงของเจ้าเข้าไป เจ้าจะกลายเป็นหมอเทวดาที่เก่งกาจที่สุดในแดนดิน!”
[ในเวลานั้น คนทั้งหลายจะมองเจ้าราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าแน่นอน]
ข่าวการปรากฏของยันต์ระดับหก ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วดินแดน
เหล่าผู้ฝึกตนจากสี่สำนักใหญ่อื่นๆ เมื่อได้ยินข่าว ต่างรีบเดินทางไปยังอวิ๋นหลานในคืนนั้น ไม่เพียงแค่ต้องการดูสมบัติระดับหกนี้ แต่ก็เพื่อเปิดหูเปิดตาด้วย
ณ ยอดเขาหงฝูอันไกลโพ้น
“แม่นางน้อยอู๋ซวง” จ้านฝานพยายามฝืนยิ้มอย่างอ่อนโยนที่สุดในชีวิต เขาเอ่ยปากชวนนางด้วยน้ำเสียงหวานปานน้ำผึ้ง “หากเจ้าว่าง เจ้าคิดเห็นเช่นไรกับการเป็นผู้อาวุโสสูงสุดแห่งยอดเขาหงฝูของข้า พวกข้าสัญญาเลยว่าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดี”
คำเชื้อเชิญของจ้านฝานทำให้นางหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ “ท่านผู้นำยอดเขาจ้าน มิใช่ข้าไม่ยอมเป็นผู้อาวุโสสูงสุดหรอกนะ แต่เป็นเพราะข้าไม่มีคุณสมบัติต่างหาก ท่านก็เห็นอยู่ ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา”
“....” จ้านฝานได้ยินดังนั้นก็พูดไม่ออก
คนธรรมดา?
หากแม่นางน้อยเช่นเจ้ายังเป็นเพียงคนธรรมดา แล้วพวกข้าเล่าจะเป็นอะไรได้ พวกข้าคงไม่ใช่คนแล้วกระมัง!
ในเวลานี้จ้านฝานอยากจะทิ้ง ‘ความภูมิฐานของผู้นำยอดเขา’ ลงเสีย แล้วทรุดลงไปนั่งกับพื้น แสดงท่าทางเอาแต่ใจใส่จีอู๋ซวงเสียตรงนั้น แต่เขาก็ทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะยังมีจินฝูสี่ที่กำลังมองเขาอยู่
“เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ แม่นางช่วยวาดยันต์ให้พวกข้าทุกเดือน จะวาดแบบใดก็ได้ แล้วพวกข้าจะมอบหินวิญญาณชั้นเลิศให้หนึ่งพันชิ้นทุกเดือน เป็นเช่นไร”
หินวิญญาณชั้นเลิศเป็นสิ่งล้ำค่า!
หินวิญญาณชั้นเลิศตั้งหนึ่งพันชิ้น ทำเอาหัวใจของจ้านฝานแทบแหลกสลาย!
แต่เพื่อสมบัติล้ำค่า ข้ายอมเสี่ยง!!!
จีอู๋ซวงส่ายหน้าพลางยิ้มน้อยๆ “ท่านผู้นำยอดเขา หากท่านต้องการยันต์แบบใดข้าสามารถวาดให้ได้ หรือหากติดขัดประการใด สอบถามข้าได้ ข้าจะพยายามถ่ายทอดวิชาให้ แต่หากจำต้องทำเป็นประจำทุกเดือนเช่นนี้ ข้าคงไม่รับ”
จีอู๋ซวงรักอิสระ ไม่ผูกพัน ย่อมไม่ยอมก้มหัวให้กับหินวิญญาณเป็นแน่
ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าศิษย์หลานของนางต่างก็เตรียมหินวิญญาณไว้ให้มากมาย จนชนิดที่ว่านางใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด
“เช่นนั้น เจ้าปรารถนาสิ่งใดเป็นการแลกเปลี่ยนหรือไม่?”
จีอู๋ซวงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ขอเป็นของกินล้ำค่า ไม่ก็อาหารจิตวิญญาณก็ได้”
ชาติภพก่อน นางเกิดมาเป็นเพียงเครื่องมือของตระกูลจี ตั้งแต่เล็กกินแต่เสบียงกรัง จึงไม่รู้จักความ ‘หิว’
แม้แต่ ‘ชีวิต’ แบบที่คนทั่วไปพบเจอ นางก็ไม่เคยได้สัมผัส
กลับกัน ชาตินี้หลังจากได้เกิดใหม่ในสุสานเทพ นางจึงได้รู้จัก ‘รสชาติชีวิต’ อย่างแท้จริง
มีอาจารย์หลายท่านเลี้ยงดูนางมา นางได้กินของแปลกประหลาดมากมาย นางเคยคิดว่านั่นคือ ‘อาหาร’ ตามปกติ แต่พอมาถึงโลกใบนี้ นางกลับได้ลิ้มลองข้าวจิตวิญญาณ ผลไม้จิตวิญญาณ เนื้อสัตว์จิตวิญญาณ… นางถึงได้รู้ว่า ที่พวกท่านอาจารย์เลี้ยงนางมานั้น เพียงเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดเท่านั้น
เพราะฉะนั้น…
ชีวิตนี้ของนางจึงมีสิ่งที่โปรดปรานอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้นมา คือชอบกิน!
“เพียงแค่มีของกินก็พอหรือ?” เขาเอ่ยถามอย่างงุนงง
“อืม” นางพยักหน้าอย่างเขินอาย “แต่ข้าขอเพียงแค่วัตถุดิบจิตวิญญาณเท่านั้น”
ในสุสานเทพเจ้า แม้แต่ลมหายใจก็ยังแฝงไปด้วยกลิ่นอาย ถึงแม้ว่านางจะไม่มีกระดูกวิญญาณ แต่ร่างกายของนางก็ได้รับการหล่อเลี้ยงจากวัตถุวิเศษมาเป็นเวลานาน แม้ว่าจะเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่นางก็มีร่างกายที่แข็งแกร่งดั่งผู้ฝึกฝน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ ‘กิน’ ปราณวิญญาณของสุสานเทพเจ้าเข้าไปแล้ว หากต้องกินอาหารที่มีปราณวิญญาณต่ำกว่า นางจะรู้สึกไม่สบายตัว
จินฝูสี่ที่หาโอกาสพูดไม่ได้เสียที ก็รีบฉวยโอกาสนี้อย่างรวดเร็ว “ข้าเอง! ข้าเอง ข้าเอง! จินฝูสี่ผู้นี้ ข้าขอรับใช้เจ้าเอง! ตระกูลของข้าคือตระกูลผู้สืบทอดวิชาปรุงอาหารจิตวิญญาณ!”
แม้ว่าจะมีผู้กล่าวว่า การฝึกฝนมีหกแขนง แต่แท้จริงแล้ว เส้นทางแห่งการฝึกฝนนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน วิชาปรุงอาหารก็ถือเป็น ‘ศาสตร์’ แขนงหนึ่ง และยังมีผู้ที่ชื่นชอบศาสตร์แขนงนี้อยู่ไม่น้อย
นางตาเป็นประกาย “จริงหรือ?”
“จริง!” จินฝูสี่กำลังยินดีในใจยิ่งนัก คาดไม่ถึงว่าชาติตระกูลของตัวเองในวันหนึ่งจะสามารถใช้ประโยชน์ได้ถึงเพียงนี้ “หากเจ้าอยากรู้อะไรเพิ่มเติม เชิญตามข้ากลับไปดูได้เลย พวกข้าตระกูลจินยินดีปรุงอาหารจิตวิญญาณให้เจ้าได้ลิ้มลองทุกรูปแบบ!”
จีอู๋ซวงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงกล่าวขึ้นทันทีว่า “ตกลง! งั้นตกลงตามนี้!”
จ้านฝาน “...”
คาดไม่ถึงว่าแม้แต่หินวิญญาณชั้นเลิศก็ยังพ่ายแพ้ให้กับคนตะกละได้...
จบตอน
Comments
Post a Comment