บทที่ 111: หนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอด นับมาให้ข้าดูหน่อยเถิด!
เถาเถี่ยเห็นว่าจีอู๋ซวงใช้พลังสร้างเกราะป้องกันให้จูเหยียนแล้วก็ไม่สามารถสัมผัสถึงตัวตนของเขาได้อีก มันก็เบิกตาโตขึ้นด้วยความสงสัย
[เจ้าไปทำอะไรไว้ ทำไมข้าถึงไม่รู้สึกถึงตัวตนของเขาอีกแล้ว?]
จีอู๋ซวงตอบว่า “ข้าใช้พลังวิญญาณสร้างเกราะป้องกันให้กับจูเหยียน”
[พลังวิญญาณ…] เถาเถี่ยกล่าวด้วยความตกใจ [ที่แท้เจ้าสามารถเปลี่ยนหงเหมิงให้เป็นกระดูกได้สำเร็จแล้ว?] มันนึกว่านางแค่รอดชีวิตมาได้เท่านั้น แต่กลับกลายเป็นว่าเด็กน้อยคนนี้น่ากลัวยิ่งนัก [แต่พลังวิญญาณนี้มันอะไรกัน? ทำไมถึงพิเศษขนาดนี้? ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย…]
“นี่คือพลังแห่งความว่างเปล่า” จีอู๋ซวงตอบ
[พลังแห่งความว่างเปล่า…] หูของเถาเถี่ยตกลงมาคล้ายปีกนก [เจ้าว่า...นี่คือพลังแห่งความว่างเปล่างั้นรึ!?]
“ใช่แล้ว”
เถาเถี่ยสูดหายใจเข้าลึก พึมพำว่า [ไม่น่าเชื่อเลย...มันคือพลังแห่งความว่างเปล่าจริงๆ แล้วเจ้ารอดมาได้อย่างไร…ช่างเป็นปาฏิหาริย์…แต่ทำไมหงเหมิงถึงโจมตีเจ้า? มันอยู่ข้างข้ามาหลายปีไม่เคยก่อเรื่องอะไรเลย]
นี่เป็นคำถามที่ใหญ่ที่สุดในใจของเถาเถี่ย
หากพลังแห่งความว่างเปล่าโจมตีเถาเถี่ยเช่นเดียวกับที่โจมตีจีอู๋ซวง ต่อให้มันเป็นสัตว์อสูรโบราณ ก็มีแต่ต้องกลายเป็นกองเลือดเท่านั้น
แต่ความจริงแล้วหงเหมิงจงใจโจมตีแผนภาพทำนายฟ้า สมบัติอันล้ำค่าซึ่งอยู่ในร่างจีอู๋ซวงไม่ใช่ตัวนางเอง
จีอู๋ซวงที่เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคงไม่สามารถดึงดูดความสนใจของมันได้
แต่นางไม่สามารถบอกเรื่องนี้ให้เถาเถี่ยรู้ได้ จึงกล่าวว่า “อาจจะเป็นเพราะมันอิจฉาที่ข้างามกว่า?”
เถาเถี่ย [...]
ใครจะไปเชื่อเรื่องที่เจ้าแต่งขึ้น!
เถาเถี่ยกลอกตาทั้งหกด้วยความหงุดหงิด จากนั้นก็ใช้หางสะบัดเบาๆ ส่งเด็กตัวเล็กทั้งห้าที่อยู่ใกล้ๆไปที่อ้อมอกของจีอู๋ซวง
“เด็กพวกนี้เป็นของเจ้า ดูแลพวกเขาดีๆด้วย”
มันเป็นถึงสัตว์อสูรเถาเถี่ยผู้ยิ่งใหญ่ แต่กลับต้องมาช่วยจีอู๋ซวงเลี้ยงเด็กตั้งหลายวัน ช่างน่าอายเสียจริง
จีอู๋ซวง “...”
จีอู๋ซวงมองหน้าเถาเถี่ยและส่งกระแสจิตไปหาเถาเถี่ย [จินถงจื่อเป็นลูกของเจ้าชัดๆ!!]
เถาเถี่ย [ข้าบอกว่าเป็นของเจ้าก็เป็นของเจ้า]
จินถงจื่อเป็นสัตว์คู่หูของพีซิว ไม่ใช่ของเถาเถี่ย เมื่อเถาเถี่ยจะต้องเดินทางออกไปนอกโลก มันคงไม่สามารถพาจินถงจื่อไปได้ ดังนั้นเถาเถี่ยจึงตัดสินใจให้จีอู๋ซวงดูแลจินถงจื่อแทน
เพื่อเป็น ‘ค่าดูแลเด็ก’ เถาเถี่ยจึงค้นหาของในคลังสมบัติของตนแล้วหยิบเมล็ดโพธิ์ให้กับจีอู๋ซวง
“นี่เป็นเมล็ดโพธิ์ หากเจ้าสามารถเลี้ยงมันจนเติบโต มันจะกลายเป็นของวิเศษธาตุแสงได้”
จีอู๋ซวงเห็นดังนั้นก็ตาเป็นประกาย รู้ทันทีว่านี่คือ ‘ค่าดูแลเด็ก’ นางแทบอยากจะทุบอกสัญญาว่า “ไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลจินถงจื่ออย่างดี!”
เถาเถี่ย [...]
ตกลงว่าใครกันแน่คือเถาเถี่ย ใครคือสัตว์โลภละโมบ?
ช่างเป็นเด็กตระหนี่จริงๆ
เถาเถี่ยหัวเราะเบาๆ ก่อนที่ร่างจะเปลี่ยนกลับไปเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาเรียบๆ แล้วกล่าวว่า “ไม่ใช่ว่าจะไปที่งานประมูลหรอกรึ? รีบไปสิ”
จีอู๋ซวงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังมีงานประมูลรออยู่ รีบเก็บของทั้งหมดให้เรียบร้อยแล้วออกจากโรงน้ำชาไปพร้อมกับเถาเถี่ย
โชคดีที่เถาเถี่ยมีความสามารถพิเศษที่ไม่มีใครรู้ ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงน้ำชาเลย
แม้จะมีบางคนรู้สึกถึงอะไรบางอย่างและพยายามจะมาดู แต่พวกเขาก็ไม่พบอะไรผิดปกติและต้องจากไป
อาคารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศูนย์กลางของเมืองหงเหยียนคือสถานที่ตั้งของหอการค้าห่งเหยียน ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประมูล
จีอู๋ซวงมีป้ายประจำตัวของศิษย์สายตรงของสำนักอวิ๋นหลาน ทำให้นางมีสิทธิ์เข้าสู่ห้องประมูลโดยไม่ต้องแสดงหลักฐานการเงิน แต่คราวนี้กลับถูกขัดขวางไว้
คนที่ขัดขวางนางพิจารณาจีอู๋ซวงตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะขมวดคิ้วและกล่าวว่า “ขอโทษด้วยนะท่านศิษย์น้อง เนื่องจากวันนี้มีคนมาร่วมงานประมูลเยอะมาก ทุกคนจึงต้องแสดงหลักฐานการเงินก่อนเข้า”
มีคนหนึ่งบอกมาว่านางมีความบาดหมางกับคนของสำนักอวิ๋นหลาน และไม่อยากให้คนของสำนักอวิ๋นหลานเข้ามา ถ้าทำให้พวกเขาลำบากหรืออับอายจนถอยกลับไปได้ยิ่งดี
แต่ถึงอย่างไรสำนักอวิ๋นหลานก็เป็นสำนักใหญ่อันดับหนึ่งของทวีปตะวันออก หอการค้าห่งเหยียนไม่อยากสร้างความบาดหมางกับพวกเขา ดังนั้นจึงคิดวิธีใช้ ‘ลูกไม้เล็กๆ’ ในการขัดขวางไม่ให้จีอู๋ซวงเข้า โดยอ้างว่าต้องแสดงหลักฐานการเงิน
จีอู๋ซวงพยักหน้าและตอบอย่างไม่ลังเล “ต้องใช้หินวิญญาณจำนวนเท่าไหร่?”
“หนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอด”
หนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอดนั้นแน่นอนว่าเป็นการโกหก เพื่อทำให้จีอู๋ซวงรู้สึกกลัวจนต้องถอยกลับไป
โดยปกติแล้ว ศิษย์ทั่วไป แม้แต่ศิษย์สายใน หากมีหินวิญญาณชั้นยอดสักไม่กี่ก้อนก็นับว่าร่ำรวยแล้ว นับประสาอะไรกับการมีถึงหนึ่งแสนก้อน!
หนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอด แม้แต่สำนักขนาดกลางทั้งสำนักรวมกันก็ยังไม่แน่ว่าจะมีครบ
จีอู๋ซวงฟังแล้วก็เข้าใจได้ทันที ว่าอีกฝ่ายต้องการสร้างอุปสรรคให้นาง
แต่จีอู๋ซวงไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร นางค่อยๆยกเสียงขึ้นอย่างช้าๆ ในโทนเสียงที่สุภาพแต่ไม่แหลมเกินไป ทำให้คนรอบข้างได้ยินอย่างชัดเจน “ต้องใช้ถึงหนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอดเพื่อจะเข้าได้ไปหรือ? กฎเข้มงวดขึ้นขนาดนี้แล้วหรือนี่?”
เมื่อได้ยินว่าจีอู๋ซวงพูดถึง ‘หนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอด’ เสียงดัง คนตรงหน้าก็รู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาทันที แต่ก็ยังคงตอบว่า “ใช่แล้ว ขอโทษด้วยนะ หากท่านศิษย์น้องไม่มีหนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอด แม้จะเป็นศิษย์ของสำนักอวิ๋นหลาน ก็ไม่สามารถเข้าไปได้”
จีอู๋ซวงพยักหน้าและยิ้มหวาน “ไม่เป็นไร หนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอดเอง ข้ามี”
พูดจบ จีอู๋ซวงก็เริ่มหยิบหินวิญญาณออกมาเป็นกองๆ เกือบจะทำให้ตาของชายคนนั้นสว่างวาบ
เหล่าหินวิญญาณที่นางหยิบออกมาทั้งหมดนั้นล้วนเป็นหินวิญญาณชั้นยอดทั้งสิ้น!?
ไม่เพียงแค่ชายคนนั้นที่อึ้งไป คนอื่นๆที่อยู่รอบๆ ที่ดูการแสดงของจีอู๋ซวงก็ถึงกับอ้าปากค้าง
นี่มัน…
ศิษย์ของสำนักอวิ๋นหลานถึงกับร่ำรวยขนาดนี้เลยหรือ!?
หนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอดเลยนะ!!!
นางบอกจะหยิบออกมาก็หยิบออกมาเลยหรือ!?
บ้าไปแล้ว!
จีอู๋ซวงกระตุ้นด้วยรอยยิ้ม “หนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอดอยู่ตรงนี้แล้ว นับดูสิ”
ชายคนนั้นรู้สึกอึดอัดใจอย่างมาก รีบกล่าวว่า “ไม่...ไม่ต้องนับแล้ว เชิญท่านเข้าไป...”
ปกติถ้าเป็นคนทั่วไป คงปล่อยให้เรื่องจบแค่นี้
แต่จีอู๋ซวงวันนี้ตั้งใจมาหาเรื่อง นางยิ้มบางๆและพูดว่า “เข้าไปอะไรกัน เจ้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าต้องใช้หนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอด ถ้ามีไม่ครบมันก็คงไม่ใช่หนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอด ดังนั้นนับดูให้แน่ใจหน่อยเถิด ถ้ามากหรือน้อยกว่านี้ก็ไม่ได้หรอกนะ”
ชายคนนั้น “???”
หนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอด!
ถ้าจะนับทีละก้อน ต้องนับไปถึงเมื่อไหร่กัน!?
เด็กสาวคนนี้จงใจหาเรื่องกันชัดๆ!
“นี่…ไม่ต้องแล้ว” ชายคนนั้นเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก ยิ้มแหยๆให้จีอู๋ซวง “เรายังเชื่อใจในชื่อเสียงของศิษย์สำนักอวิ๋นหลาน…”
“ไม่ได้ เจ้าต้องนับ” จีอู๋ซวงกดมือของชายคนนั้นที่พยายามจะหลบหนีลงและยิ้มเบาๆ “หนึ่งแสนหินวิญญาณชั้น นับให้ข้าดูหน่อยเถิด”
บทที่ 112: มีเถาเถี่ยอยู่ด้วยทั้งทีถ้าไม่ทำให้เขาหมดตัวก็ถือว่านางแพ้
ชายคนนั้นขยับตัวไม่ได้แม้แต่น้อย ทำได้เพียงร้องตะโกนเสียงดังลั่น ทำใหผู้คุ้มกันของหอการค้าห่งเหยียนที่อยู่ห่างออกมาได้ยินและรีบเร่งมาทันที ทว่าในชั่วพริบตาเดียว พวกเขาทั้งหมดก็ถูกพลังลึกลับสะบัดกระแทกจนล้มลงไปกับพื้น
โครม!!!
หลังจากเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พวกผู้คุ้มกันก็ล้มลงคุกเข่ากับพื้นอย่างเป็นระเบียบ
หญิงสาวผู้เลอโฉมยังคงยืนอยู่เหนือพวกเขาด้วยท่าทางเยือกเย็น ก่อนจะกระตุ้นซ้ำอีกครั้ง
“นับสิ”
นางยังคงยิ้ม ยิ้มที่ดูสุภาพเรียบร้อยและงดงาม ราวกับไม่รู้จักความทุกข์ร้อนบนโลกใบนี้ แต่ทว่ายิ้มนี้กลับทำให้ทุกคนในหอการค้าห่งเหยียนเหงื่อตกกันถ้วนหน้า
การใช้กำลังบังคับพวกเขาไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่ แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ… คนที่อยู่เบื้องหลังนาง ‘แค่’ ทำให้พวกเขาล้มลงโดยที่คนอื่นๆไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย
การควบคุมพลังที่น่ากลัวขนาดนี้ต้องเป็นอย่างไร?!
“เกิดอะไรขึ้น?” เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด “จางชิง เจ้ากล้าทำตามอำเภอใจและสร้างความลำบากให้แขกคนสำคัญของหอการค้าห่งเหยียนเชียวหรือ?!”
ชายที่ชื่อจางชิงนั้นอ้าปากค้าง
ทำตามอำเภอใจอะไร?
แขกคนสำคัญอะไร?
คนที่รองประมุขสั่งให้หยุดไม่ใช่คนของสำนักอวิ๋นหลานหรอกหรือ?
จางชิงกำลังจะอธิบาย แต่คนที่มาใหม่กลับโจมตีก่อนเลยทันที ฝ่ามือหนึ่งกระแทกลงไปบนศีรษะของจางชิง เขายังไม่ทันส่งเสียงร้องก็เบิกตาโต พ่นเลือดออกมาและเสียชีวิตในทันที
ผู้มาใหม่เพียงแค่แค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะก้มหัวอย่างเคารพต่อเถาเถี่ยอยู่เบื้องหลังจีอู๋ซวงด้วยท่าทางนอบน้อม "ข้าคือเนี่ยหย่วน รองประมุขหอการค้าห่งเหยียน ไม่ทราบว่าท่านจะมาเยือนถึงที่นี้ เลยไม่ได้ออกมาต้อนรับ ขอท่านโปรดอภัยที่จางชิงคนชั่วผู้นี้ได้รบกวนท่าน"
หอการค้าห่งเหยียนในฐานะที่เป็นกองกำลังที่ ‘ร่ำรวย’ ที่สุดในทวีปตะวันออก ย่อมมีทรัพย์สมบัติมากมาย พวกเขาได้วางค่ายกลไว้รอบบริเวณงานประมูลแล้ว
ทันทีที่จีอู๋ซวงมาถึง ภาพนั้นก็ถูกส่งเข้าไปยังภายในหอการค้าห่งเหยียนทันที
เมื่อคนในเห็นตราของจีอู๋ซวง พวกเขาก็สันนิษฐานถึงตัวตนของนางได้ทันที ศิษย์คนสำคัญของเหลียนซิง จีอู๋ซวง
ข้อแรกเพราะจีอู๋ซวงไม่มีพลังการฝึกฝน ทำให้จดจำได้ง่าย
ข้อสอง เพราะพวกเขาได้รวบรวมข่าวสารของศิษย์คนสำคัญอื่นๆของสำนักอวิ๋นหลานไว้แล้ว ทั้งรูปร่างหน้าตา การดำเนินชีวิต สถานที่เกิด สภาพแวดล้อมในการเติบโต และอื่นๆล้วนถูกบันทึกไว้ในบันทึกของหอการค้าห่งเหยียนยกเว้นจีอู๋ซวงที่เหมือนจะโผล่มาจากรอยแยกในหิน ซึ่งนี่แสดงให้เห็นถึงความน่ากลัวของข่าวกรองของหอการค้าห่งเหยียน
ข้อสาม ความน่ากลัวของเถาเถี่ย…
เพื่อยกระดับงานประมูลให้สูงขึ้น ในครั้งนี้หน่วยผู้คุ้มกันยังประกอบไปด้วยผู้ฝึกตนขั้นหลอมวิญญาณช่วงปลายด้วย แต่กลับถูกเถาเถี่ยสะบัดมือหนึ่งทีจนพวกเขาคุกเข่าลงได้
ลองถามดูเถิดว่าในใต้หล้านี้ มีผู้ใดอื่นที่ทำได้เช่นนี้อีกนอกจากผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถี?
เพราะฉะนั้น ชายธรรมดาคนนี้จะต้องเป็นปราจารย์ขั้นเบิกวิถีของสำนักอวิ๋นหล ฉือเหล่ย!
ฉือเหล่ยจงใจปลอมตัวมาร่วมงานประมูล เพื่อจีอู๋ซวงใช่หรือไม่?
พวกเขาได้ข่าวมาว่า สำนักอวิ๋นหลานดูแลจีอู๋ซวงเหมือนลูกตา ตอนแรกพวกเขาก็ยังไม่เชื่อ เพราะถึงอย่างไรจีอู๋ซวงก็เป็นเพียงคนไร้พรสวรรค์ในการฝึกตน สำนักอวิ๋นหลานจะทะนุถนอมจีอู๋ซวงไปทำไม? มีเวลาว่างนักหรือ?
แต่ตอนนี้…
แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถียังอำพรางตัวมาทำหน้าที่คุ้มกันให้จีอู๋ซวง สำนักอวิ๋นหลานไม่ใช่แค่ดูแลนางหรอกนะ?
เรียกได้ว่าบูชานางเป็นเช่นบรรพบุรุษน้อยเลยทีเดียว!
หากถามว่าตอนนี้เนี่ยหย่วนรู้สึกอย่างไร เขาคงรู้สึกเสียใจอย่างมาก…เสียใจอย่างสุดซึ้ง…
หากรู้ว่าจีอู๋ซวงเป็นศิษย์คนโปรดของสำนักอวิ๋นหลาน เขาคงไม่ปล่อยปละละเลยนางหลังจากที่เจียงถู่ลักพาตัวนางไป หากเขาพานางมาที่หอการค้าห่งเหยียน เลี้ยงดูให้กินดีอยู่ดีป่านนี้คงดีกว่า!
เนี่ยหย่วนได้แต่ภาวนา ขอให้จีอู๋ซวงไม่รู้อะไรเลย
ในใจของเนี่ยหย่วนเปลี่ยนไปมาหลายตลบ แต่บนใบหน้ากลับเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ เขาเผยยิ้มที่เผยให้เห็นฟันแปดซี่ ยิ้มที่เรียกว่าท่าทางเป็นมิตรเสียไม่มี “อ๋อๆๆ เจ้านี่เองศิษย์คนโปรดคนใหม่ของท่านประมุขเหลียน ศิษย์น้อง๋ซวงสินะ ฮ่าฮ่า ว่ากันว่า ข้านั้นก็เป็นสหายเก่ากับท่านประมุขเหลียน เจ้าเรียกข้าว่าลุงเนี่ยก็ได้ ท่านประมุขเหลียนรับศิษย์ก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี ข้าก็ควรไปแสดงความยินดีด้วย แต่ก่อนหน้านี้ติดภารกิจไปไม่ได้ ศิษย์น้องอู่ซวงอย่าได้ถือสาลุงเนี่ยเลยนะ”
จีอู๋ซวงทำหน้าเครื่องหมายคำถามเต็มหน้า
ตายจริง!
นางคิดว่าตัวเองหน้าหนาแล้ว ไม่นึกว่าเนี่ยหย่วนจะหน้าหนากว่า
การเปลี่ยนศัตรูให้เป็นมิตรที่งดงามเช่นนี้ ทำเอาจีอู๋ซวงถึงกับรู้สึกสะอิดสะเอียน
นางคงพูดไม่ได้ว่าท่านประมุขกับเขา ‘ไม่คุ้นเคย’ กันใช่ไหม? เพราะนั่นเท่ากับเป็นการปฏิเสธความสัมพันธ์ระหว่างสำนักอวิ๋นหลานกับหอการค้าห่งเหยียน ซึ่งไม่เป็นผลดีกับสำนักอวิ๋นหลานเลย
และจางชิงก็ถูกเนี่ยหย่วนกำจัดไปแล้ว เขากลายเป็นผีตายตาไม่หลับ หากนางยังคงเคี่ยวเข็ญก็คงดูเป็นคนที่ใจคอคับแคบไป
จีอู๋ซวงมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มจอมปลอมของจิ้งจอกเฒ่านี่ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมาด้วยเช่นกัน “ทำความเคารพเจ้าค่ะ รองประมุขเนี่ย เคยได้ยินท่านประมุขกล่าวถึงท่านว่า ท่านเป็นคนมีปฏิภาณ ไหวพริบดี และมีน้ำใจใหญ่หลวง เป็นผู้ที่สามารถค้ำจุนเรือนใหญ่ที่กำลังจะพังทลายได้ มาดูวันนี้ก็เห็นได้ชัดเลยเจ้าค่ะว่เป็นจริงเช่นนั้น ศิษย์น้อยผู้นี้ในอนาคตจะต้องศึกษาจากท่านรองประมุขเนี่ยให้มากๆแน่นอน”
เนี่ยหย่วน “…”
ปฏิภาณอะไร ค้ำจุนเรือนใหญ่ที่กำลังจะพังทลายอะไร… นี่คือการเย้ยหยันว่าเขาเชี่ยวชาญการประจบสอพลอไม่ใช่หรือ?
นังเด็กบ้า!
ถ้าหากฉือเหล่ยคนเฒ่านี่ไม่อยู่ตรงนี้ล่ะก็ เจ้าไม่ตายดีแน่!
เนี่ยหย่วนหยิบแหวนไข่มุกออกมาจากอกเสื้อแล้วส่งให้จีอู๋ซวง กล่าวว่า “ฮ่าฮ่าฮ่า มาๆ นี่คือของขวัญเล็กๆน้อยๆที่ลุงเนี่ยเตรียมไว้สำหรับเจ้า รีบรับไว้เถิด”
จีอู๋ซวงทำหน้าตาใสซื่อแล้วพูดว่า “ไม่จำเป็นต้องมีของขวัญก็ได้เจ้าค่ะ ท่านประมุขส่งศิษย์มาคราวนี้เพื่อฝึกฝนอย่างยากลำบาก หากท่านประมุขรู้ว่าศิษย์รับของขวัญระหว่างทาง เขาจะต้องโกรธแน่ๆ”
คนอื่นที่ล้อมอยู่รอบๆ “???”
เจ้าลงมือทีก็เป็นหินวิญญาณชั้นยอดหนึ่งแสนก้อน…แล้วเจ้าบอกว่ามาฝึกฝนอย่างยากลำบาก?
เจ้ากำลังหลอกใครกัน?
ถ้าหากเจ้ามา ‘ฝึกฝนอย่างยากลำบาก’ พวกเขาทุกคนก็เป็น ‘ขอทาน’ กันหมดสิ!
เนี่ยหย่วนก็ไม่ได้แสดงความอับอาย เขาเก็บแหวนไข่มุกกลับไปพร้อมหัวเราะเสียงดัง แล้วคุ้มกันจีอู๋ซวงกับเถี่ยเข้าไปข้างในด้วยตนเอง พร้อมเชิญทั้งสองนั่งลงในห้องแขกคนสำคัญชั้นสาม และสั่งให้เด็กรับใช้ในห้องดูแลทั้งสองอย่างดี จากนั้นจึงหันหลังเดินจากไป
จีอู๋ซวงสำรวจห้องรับรองแขกคนสำคัญนี้ ไม่เพียงแต่มีความโอ่อ่ามีระดับสูงส่งเท่านั้น แต่บนแท่นชมยังมีโต๊ะยาวที่แกะสลักจากไม้บำรุงจิตวิญญาณอายุนับหมื่นปี บนโต๊ะมีชาศักดิ์สิทธิ์ ผลไม้วิญญาณ อาหารทิพย์ สุราวิญญาณและอื่นๆครบครัน บนโต๊ะยังมีแผ่นรายการอาหารเพิ่มเติมอีก สามารถเพลิดเพลินไปพร้อมกับชมการประมูลได้
ไม่แปลกใจที่หอการค้าห่งเหยียนจะยิ่งใหญ่ขึ้นทุกวัน มีความรอบคอบในการพิจารณาเรื่องต่างๆอย่างแท้จริง
เด็กรับใช้อธิบายกฎของงานประมูลให้กับจีอู๋ซวงฟัง รวมถึงวิธีการยกป้าย วิธีการเพิ่มราคา และวิธีการชำระเงิน ไม่ว่าผลการประมูลจะเป็นอย่างไร หอการค้าห่งเหยียนจะได้รับค่าบริการจากผู้ซื้อและผู้ขายคนละห้าส่วนร้อย
หลังจากที่จีอู๋ซวงทราบกฎเกณฑ์เรียบร้อยแล้ว นางก็ถามขึ้นทันทีว่า “พวกอาหารทิพย์ ชาศักดิ์สิทธิ์ ผลไม้วิญญาณพวกนี้ต้องเสียเงินหรือไม่?”
เด็กรับใช้ยิ้มอ่อนโยนแล้วตอบว่า “แน่นอนว่าไม่คิดเงินเจ้าค่ะ”
“อ้อ เช่นนั้นข้าขอสั่งอาหารทุกอย่างในแผ่นรายการอาหารนี้มาอย่างละสิบที่ให้ข้าที”
“ห๊ะ?”
เด็กรับใช้ตกตะลึง เพราะไม่ว่าจะใครก็ตามที่มีสิทธิ์เข้าไปในห้องรับรองชั้นสาม ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีอำนาจจากกองกำลังใหญ่ๆทั้งนั้น
ยังจะมีคนมาสนใจเรื่องนี้ด้วยหรือ?
แล้วยังจะสั่งอย่างละสิบที่อีก?
แล้วทำไมไม่ยกครัวหลังบ้านของหอการค้าห่งเหยียนไปด้วยเลยเล่า?
แต่พอคิดถึงเรื่องที่รองประมุขกำชับแล้วกำชับอีก ให้พวกนางดูแลคนทั้งสองให้ดี เด็กรับใช้จึงรีบพูดว่า “ได้เจ้าค่ะ แต่เกรงว่าคงต้องใช้เวลาสักครู่ กรุณารอสักครู่นะเจ้าคะ”
“ได้เลย ขอบคุณ”
“ไม่...ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
เด็กรับใช้ทุกคนเดินออกไปอย่างมึนๆ แต่เมื่อพวกเขากลับมาพร้อมอาหาร ก็พบว่ามีสัตว์ตัวเล็กๆหลายตัวเพิ่มขึ้นมาในห้องรับรอง คงเป็นสัตว์เลี้ยงของแขกผู้มีเกียรติ แต่ก็น่าเอ็นดูดี
ทว่าพอทั้งสองคนกับเจ้าตัวเล็กๆ กินอาหารทิพย์ทุกอย่างจนเกลี้ยงในพริบตา เด็กรับใช้ถึงกับอ้าปากค้าง
จีอู๋ซวงคีบอาหารให้พวกตัวเล็กๆ พร้อมกับยิ้มแล้วพูดว่า “ท่านผู้อาวุโสเชิญกินให้เต็มที่เลย เรื่องประมูลหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่พวกอาหารพวกนี้เรากินได้โดยไม่จ่ายเงินเจ้าค่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า กินให้มากๆเลยน้า~ พี่ๆสาวงาม! รบกวนเพิ่มอาหารอีกสิบที่ด้วยนะเจ้าคะ! อ้อไม่ใช่ เอามาสามสิบที่เลย!”
ปล่อยให้เนี่ยหย่วนรู้เสียบ้าง
มีเถาเถี่ยอยู่ด้วยทั้งทีถ้าไม่ทำให้เขาหมดตัว ก็ถือว่านางแพ้
เด็กรับใช้ทุกคน "..."
บทที่ 113: เสื้อคลุมสีดำเตรียมใช้แผนกับจีอู๋ซวงด้วยแผ่นค่ายกลระดับแปด?
“รายงาน รายงาน”
งานประมูลกำลังจะเริ่มขึ้น มีคนวิ่งเข้ามาหาเนี่ยหย่วนด้วยความรีบร้อน คนคนนั้นเป็นหัวหน้าห้องครัวใหญ่ที่มีท่าทางตื่นตกใจและพูดขึ้นว่า “ท่านรองประมุข…ที่ห้องรับรองบนชั้นสามนั้น พวกเขาเริ่มสั่งอาหารวิญญาณอย่างบ้าคลั่ง เราควรทำอย่างไรดีขอรับ?”
เนี่ยหย่วนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “สั่งอาหารทิพย์ก็ให้สั่งไปสิ พวกเขาจะกินได้สักเท่าไหร่กัน? ปล่อยให้พวกเขาสั่งเถิด”
“แต่ว่า…แต่ว่า…พวกเขายังพาอสูรน้อยมาอีกห้าตัวนะขอรับ”
“พามาก็ให้พามา นังเด็กนั่นต้องการแก้แค้นเราชัดๆ ไม่ต้องสนใจหรอก ปล่อยให้พวกเขาสนุกกันไป”
หัวหน้าห้องครัวใหญ่ดูเหมือนอยากจะพูดอะไรต่อ แต่สุดท้ายก็พยักหน้าตอบรับ “เข้าใจแล้วขอรับ”
เมื่อหัวหน้าห้องครัวใหญ่จากไป เนี่ยหย่วนก็เผยรอยยิ้มเย้ยหยัน
คิดไม่ถึงเลยว่า จีอู๋ซวงที่เคยคิดว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่ยากจะรับมือ จะเป็นแค่คนโง่ที่ใช้วิธีเล็กๆน้อยๆเช่นนี้มาแก้แค้นจริงๆ คิดว่าจะกินจนพวกเขาล้มละลายหรืออย่างไร? ช่างน่าขัน!
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เนี่ยหย่วนก็รีบกลับไปยังห้องโถงหลังของหอการค้าห่งเหยียน เขาเดินผ่านค่ายกลมากมาย จนในที่สุดก็มาถึงที่ซึ่งคนที่สวมเสื้อคลุมสีดำกำลังนั่งอยู่
บุคคลนั้นนั่งอยู่ข้างประมุขของหอการค้าห่งเหยียน ข้างหน้ามี ‘น้ำพุแห่งชีวิต’ และ ‘โอสถมรกตไขกระดูก’ ที่จะใช้ในการประมูลครั้งนี้วางอยู่
หัวใจของเนี่ยหย่วนก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง…ในที่สุดเขาก็ได้เห็นแล้ว! น้ำพุแห่งชีวิตและโอสถมรกตไขกระดูก!
ประมุขหอการค้าห่งเหยียนอิงหรงที่กำลังสนทนาเบาๆกับคนข้างๆ เมื่อเห็นเนี่ยหย่วนกลับมาก็เงยหน้าขึ้นพร้อมพูดอย่างเย็นชา “คนที่ก่อกวนคือผู้ใด?”
เนี่ยหย่วนตอบด้วยความเคารพ “เรียนท่านประมุข คือนางจีอู๋ซวง”
คนที่สวมเสื้อคลุมสีดำค่อยๆเงยหน้าขึ้น หน้าปกคลุมด้วยหน้ากากที่สามารถขจัดการสอดส่องทั้งหมดได้ คนผู้นั้นก็คือ โม่หลานอี
“ท่านบอกว่าเป็นจีอู๋ซวงจากสำนักอวิ๋นหลานใช่หรือไม่?”
“ใช่ นางคือจีอู๋ซวง”
เนี่ยหย่วนเพียงแค่จ้องมองโม่หลานอีเพียงชั่วครู่แล้วก็ลดสายตาลง ตอนแรกพวกเขาคิดว่า คนสวมเสื้อคลุมใช้ศิลาไร้ชีวิต แต่ภายหลังพวกเขารู้ว่าหน้ากากของคนสวมเสื้อคลุมนี้มีพลังมากยิ่งกว่าศิลาไร้ชีวิต เพราะมันไม่เพียงป้องกันการสอดส่อง แต่ยังสามารถเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของคนได้อีกด้วย
ตัวอย่างเช่น เมื่อปีแรกที่คนผู้นี้มาเยือนหอการค้าห่งเหยียน นางมีรูปลักษณ์เป็นหญิงชรา ปีต่อมากลับกลายเป็นชายหนุ่ม ในทุกๆปีรูปลักษณ์ของคนคนนี้เปลี่ยนไปตลอด
นี่คือเหตุผลว่าทำไมแม้จะใช้เวลาสิบปี หอการค้าห่งเหยียนก็ไม่สามารถติดตามตัวคนผู้นี้ได้
“ทำไมนางถึงมาที่นี่?”
“นางมาพร้อมกับผู้แข็งแกร่งลึกลับผู้หนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีช่วงปลาย ฉือเหล่ย”
“แน่ใจหรือ?”
“เมื่อผู้นั้นลงมือ ผู้ฝึกตนขั้นหลอมวิญญาณต้องคุกเข่าลง นอกจากฉือเหล่ยแล้วคงไม่มีผู้ใดทำได้”
โม่หลานอีหลับตาลงเล็กน้อยแล้วสื่อสารกับเซียนเฒ่าด้วยจิตว่า [ท่านปู่เซียน ท่านพอดูออกหรือไม่ว่านั่นคือฉือเหล่ยหรือไม่?]
เซียนเฒ่ารีบปล่อยสัมผัสวิญญาณออกไป และได้คำตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว [ข้ามองไม่ชัดเท่าไหร่ น่าจะใช้เคล็ดวิชาบางอย่างเพื่อปิดบังลมหายใจของตนเอง แต่ก็ให้ความรู้สึกลึกล้ำเกินหยั่งถึง]
[แสดงว่าเป็นฉือเหล่ยจริงๆ]
[ผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีทั่วไปไม่น่าจะมีอันตรายเช่นนี้ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ควรตัดความเป็นไปได้นี้ออกไป]
โม่หลานอีพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้วหัวเราะเบาๆ จากนั้นจึงหยิบแผ่นค่ายกลป้องกันออกมาจากอกเสื้อ แล้วดันไปที่อิงหรง “ข้าขอเพิ่มสิ่งนี้เข้าไปด้วย”
เมื่ออิงหรงเห็นแผ่นค่ายกล ตาของเขาก็สว่างวาบด้วยความตื่นเต้น
“นี่…นี่คือ…แผ่นค่ายกลระดับแปดหรือ?”
“ใช่”
“แผ่นค่ายกลนี้มีประโยชน์อย่างไร?”
“มันเป็นแผ่นค่ายกลป้องกัน ใช้ได้เพียงสามครั้งเท่านั้น และหลังจากสามครั้งจะทำลายตัวเองทันที”
อิงหรงได้ยินดังนั้นก็ตะลึง “ไม่นึกว่าจะไร้ประโยชน์เช่นนี้?”
แผ่นค่ายกลระดับแปดนั้นเป็นสิ่งที่มีราคาสูงลิ่ว! แต่ใครจะยอมใช้หินวิญญาณจำนวนมากไปกับแผ่นค่ายกลระดับแปดที่ไม่สามารถใช้ซ้ำได้?
นี่ไม่เท่ากับโยนหินวิญญาณทิ้งน้ำหรืออย่างไร?
โม่หลานอีหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ท่านแค่เอาขึ้นไปประมูลก็พอ”
แม้อิงหรงจะคิดว่าไม่มีใครซื้อแผ่นค่ายกลนี้ แต่ก็ยอมรับตามที่อีกฝ่ายเสนอ
โม่หลานอีคือผู้สนับสนุนหมายเลขหนึ่งของหอการค้าห่งเหยียน สิ่งใดที่นางต้องการทำ พวกเขาต้องยอมตาม
แต่ในความเป็นจริง แผ่นค่ายกลที่โม่หลานอียื่นให้ไม่ใช่แผ่นค่ายกลป้องกัน แต่เป็นค่ายกลสังหาร!
เมื่อค่ายกลนี้เปิดใช้งาน ใครก็ตามที่ก้าวเข้ามา จะไม่มีทางรอดพ้น จนกว่าจะทำลายค่ายกลได้สำเร็จ!
โม่หลานอีเคยใช้ค่ายกลนี้เพื่อสังหารวิญญาณอสูรขั้นเจ็ดมาแล้วครั้งหนึ่ง นางได้สมบัติมากมายจากวิญญาณอสูรนั้น ค่ายกลนี้เป็นหนึ่งในวิธีการป้องกันชีวิตของนางและเป็นเหตุผลที่ทำไมในอดีตนางกล้าใช้พลังขั้นสร้างรากฐานไปชมการต่อสู้ระหว่างเจ้ามังกรกุ้ยโถวกับอสรพิษสลิล
จีอู๋ซวงไม่ได้เป็นที่รักของฉือเหล่ยและคนอื่นๆหรอกหรือ?
ของวิญญาณขั้นสูง อาวุธวิญญาณ หรือยันต์วิญญาณใดๆที่ใช้กับนาง ล้วนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งนั้น
หากได้ยินมาว่าแผ่นค่ายกลนี้เป็นแผ่นค่ายกลป้องกันขั้นแปด ฉือเหล่ยจะต้องไม่ลังเลที่จะซื้อไปอย่างแน่นอน
เพียงแค่พวกเขาซื้อไป และจีอู๋ซวงเปิดใช้ค่ายกลนี้ นางก็จะต้องตายอย่างแน่นอน!
เมื่อนึกถึงภาพนั้น โม่หลานอีก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง
ตายเสียเถอะจีอู๋ซวง!
ไปตายซะ!
“ฮัดชิ่ว!”
จีอู๋ซวงจามออกมา นางรู้สึกเหมือนมีสิ่งชั่วร้ายบางอย่างมามองดูตนเอง และเจ้าเฟิ่งเลี่ยนตัวน้อยก็ส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างบ้าคลั่ง
[มันมาแล้ว! เจ้านั่นมาแล้ว!]
“เจ้านั่น?”
[ใช่ จำกลิ่นอายที่เคยอยู่ข้างๆ ศิษย์พี่เย่เชี่ยนได้หรือไม่? เจ้าของกลิ่นนั้นแหละ มันเพิ่งมาที่นี่!]
จีอู๋ซวงพยักหน้าเข้าใจ ในที่สุดก็รู้แล้วว่าเป็นเซียนเฒ่าของโม่หลานอีที่มาที่นี่ นางตามกลิ่นอายนั้นไปและสืบหาร่องรอย จนพบคนสวมเสื้อคลุมกำลังแสดงท่าทางต่างๆ ในห้องโถงหลังของหอการค้าห่งเหยียน ซึ่งก็คงเป็นโม่หลานอี
คนสวมเสื้อคลุมหยิบแผ่นค่ายกลระดับแปดออกมา? บอกว่าจะเอาขึ้นประมูล?
จีอู๋ซวงอาจไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับค่ายกล แต่สิ่งที่นางรู้ดีก็คือเรื่องของโม่หลานอี
เซียนเฒ่าของโม่หลานอีค้นพบตัวนางแล้ว แต่จู่ๆกลับต้องการประมูลแผ่นค่ายกลระดับแปดที่ไร้ประโยชน์…
พูดตามตรง นอกจากตัวนางเองในอดีตที่ไม่มีพลังวิญญาณและเป็นพวกหัวอ่อน นางนึกไม่ออกจริงๆ ว่าใครจะซื้อแผ่นค่ายกลระดับแปดที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้
ดังนั้น…โม่หลานอีกำลังหมายหัวนางอยู่งั้นหรือ?
ดีเลย! แผ่นค่ายกลนี้ต้องมีอะไรแอบแฝงแน่นอน
แต่เสียใจด้วย ทว่ามีแต่จีอู๋ซวงในอดีตใช้วิธีที่รุนแรงในการทำลายค่ายกลต่างๆ หรือการฟันค่ายกลให้แตกเป็นเสี่ยงๆเท่านั้นแหละ ที่ทำเพราะนอกเหนือจากค่ายกลที่โด่งดังแล้ว นางไม่รู้จักค่ายกลเล็กๆน้อยๆเหล่านี้เลยจริงๆ
ชักอยากรู้แล้วสิว่าค่ายกลนี้คือค่ายกลอะไร
จีอู๋ซวงลูบขนน้อยๆของเฟิ่งเลี่ยนพร้อมพูดว่า “ไม่ต้องกังวล ข้าอยู่ที่นี่แล้วนะ”
เฟิ่งเลี่ยนพยักหน้า มันไม่ได้บอกความจริงกับจีอู๋ซวงว่า…
มันไม่ได้กังวลและไม่ได้กลัว
แต่ในชั่วพริบตาที่มันได้กลิ่นอายนั้น มันกลับรู้สึก…หิวขึ้นมา…
ทั้งที่เพิ่งกินอิ่มแท้ๆ
ฮือ ฮือ ฮือ เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ไปได้?
กลิ่นอายเซียนนี่นะ แต่ถ้ากินเข้าไปมากๆ ก็อาจท้องเสียได้ใช่หรือไม่?
บทที่ 114: เด็กคนนี้ช่างกล้าบ้าบิ่นจริงๆ
เถาเถี่ยก็รู้สึกถึงพลังของเซียนเฒ่าเช่นกัน เขาประหลาดใจและส่งเสียงผ่านจิตไปหาจีอู๋ซวงว่า [ที่นี่ทำไมถึงมีพลังของเซียนเฒ่า? และ... ดูเหมือนจะได้รับการคุ้มครองจากสวรรค์อีกด้วย? ทำไมสวรรค์ถึงไม่แยกแยะดีชั่ว? ปกป้องพวกมารชั่วนี้ทำไมกัน?]
จีอู๋ซวงเกือบจะหัวเราะออกมาและพูดยิ้มๆ [ท่านผู้อาวุโสพูดถูก สวรรค์ในดินแดนนี้มันโง่เง่าเหลือเกิน]
พลังสวรรค์อัสนีสีม่วงกล่าวว่า […]
‘พวกเจ้าไม่มีมารโอสถทหรืออย่างไร?’
‘ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนใช้พลังแห่งดินแดนนี้เพื่อผนึกและทำลายเถาเถี่ยและพีซิว มันก็คงไม่เสื่อมสลายและอ่อนแอเช่นนี้หรอก…’
‘ตอนนี้ดีแล้วไม่ใช่หรือ เถาเถี่ยยังจะหันกลับมาบ่นอีก?!’
เถาเถี่ยขมวดคิ้วถามว่า [จะให้ข้าลงมือหรือไม่?]
จีอู๋ซวงส่ายหัวและพูดว่า [ตอนนี้ไม่ควรถามว่าจะลงมือหรือไม่ แต่ควรคำถามว่าจะทำได้หรือไม่ต่างหาก เจ้าเซียนเฒ่าผู้นั้นมีนายที่เป็นบุตรีแห่งโชคชะตาในดินแดนนี้ ถ้าเจ้าลงมือฆ่าเซียนเฒ่านั้นแล้วทำให้บุตรีแห่งโชคตาได้รับผลกระทบ พวกเราทุกคนจะโดนฟ้าผ่า]
เถาเถี่ยตกใจถามว่า [เจ้ารู้ได้อย่างไร? เจ้าเคยโดนฟ้าผ่ามาแล้วหรือ?]
จีอู๋ซวงยอมรับว่า [ใช่ พลังอัสนีสีม่วงนั่นยังคงอยู่ในร่างข้าจนถึงตอนนี้]
เถาเถี่ย […]
เมื่อก่อนเคยคิดว่าเด็กคนนี้แข็งแกร่ง แต่ตอนนี้ดูแล้ว มันไม่ใช่แค่แข็งแกร่ง เด็กคนนี้ช่างกล้าบ้าบิ่นสุดๆ
รอครึ่งชั่วยาม การประมูลก็เริ่มขึ้นในที่สุด
ผู้ดำเนินการประมูลที่เดินขึ้นแท่นสูงคือผู้ฝึกตนสาวงามขั้นหลอมวิญญาณ นางมีผมที่ดุจหมอก ใบหน้าเปรียบเสมือนพระจันทร์สว่างไสว ริมฝีปากแดงระเรื่อ เมื่อนางยิ้มก็เหมือนดอกไม้หลายร้อยดอกบานพร้อมกัน ให้ความรู้สึกเหมือนได้อยู่ในฤดูใบไม้ผลิ
“สหายผู้ฝึกตนทุกท่าน ข้าคือสหายเก่าของทุกท่านเอง ไป๋ซู ยินดีต้อนรับสู่การประมูลหอการค้าห่งเหยียนประจำปีของเรา ในการประมูลนี้ ไม่เพียงแต่มีสัตว์อสูร อาวุธ ยันต์ และแร่ธาตุวิญญาณมากมาย แต่ยังมีสมบัติล้ำค่าอีกมากมายที่ข้ามั่นใจว่าจะทำให้ทุกท่านพึงพอใจ เอาล่ะ มาเริ่มชมสิ่งของชิ้นแรกกันเลย”
เมื่ออาคมส่องแสงขึ้น ในที่สุดทุกคนก็เห็นของที่อยู่ตรงกลางกล่องสมบัติ... เป็นโอสถวิเศษ?
เม็ดโอสถสีขาวใสดุจหยก สะอาดเหมือนน้ำค้างแข็ง
แต่การใช้โอสถเป็นสิ่งของเปิดประมูล จะไม่เป็นการธรรมดาเกินไปหน่อยหรือ?
มีผู้ฝึกตนจากข้างล่างทนไม่ได้จึงถามขึ้นว่า “ท่านไป๋ นี่เป็นโอสถอะไรหรือ?”
“เมื่อไม่นานมานี้เหมือนจะไม่ได้ยินว่ามีอาจารย์ท่านใดสร้างโอสถตัวใหม่ออกมานะ”
“แล้วนี่เป็นโอสถอะไร?”
หลังจากที่ได้ปล่อยให้คนฟังโอสถกรู้สักพัก ไป๋ซูก็พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานมีเย้ายวนว่า “ทุกท่าน โอสถที่เป็นสิ่งของเปิดประมูลของหอการค้าห่งเหยียนเรา ไม่ใช่สิ่งของธรรมดาแน่นอน แม้ว่าช่วงนี้จะไม่มีอาจารย์ท่านใดสร้างโอสถตัวใหม่ออกมา แต่การปรากฏตัวของโอสถนี้มีอิทธิพลไม่น้อยไปกว่าอาจารย์ท่านใดเลย... ทุกท่าน นี่คือโอสถที่ถูกเรียกได้ว่ามารดาของโอสถทั้งหลาย โอสถมรกตไขกระดูกขั้นเจ็ด!”
เมื่อคำพูดของไป๋ซูจบลง ไม่เพียงแค่ผู้ฝึกตนชั้นหนึ่งที่เริ่มตื่นเต้น แม้แต่แขกคนสำคัญบนชั้นสองและชั้นสามก็หันมาสนใจทันที
โอสถมรกตไขกระดูกขั้นเจ็ดถูกเรียกว่าเป็นมารดาโอสถ เพราะมันสามารถใช้พลังของตนเองละลายพิษโอสถได้
ไม่ว่าจะเป็นโอสถเพื่อรักษาโรค โอสถแก้พิษ โอสถเสริมพลัง โอสถเพิ่มความแข็งแกร่ง หรือโอสถสำหรับวัตถุประสงค์อื่นๆ ทุกอย่างจะมีพิษโอสถ ไม่เว้นแม้แต่โอสถคุณภาพดี
มีโอสถเพียงชนิดเดียวที่ไม่ทิ้งพิษโอสถ คือ โอสถมรกตไขกระดูก
แต่ยังไม่มีอาจารย์ท่านใดที่สามารถปรุงโอสถมรกตไขกระดูกเช่นนี้ได้ มันจึงเป็นแค่ตำนานเท่านั้น
มีผู้ฝึกตนมากมายแลยอดฝีมือที่ต้องหยุดการเจริญก้าวหน้า หรือแม้แต่พบกับความล้มเหลวก็เพราะได้รับพิษจากโอสถมากจนเกินไป
ถ้าใครได้ครอบครองโอสถมรกตไขกระดูกขั้นเจ็ดได้!
มันจะไม่ต่างจากการได้รับโอกาสใหม่ในการฝึกฝนพลังเลย!
ไม่นานนัก เสียงที่คุ้นเคยสำหรับจีอู๋ซวงดังขึ้นจากที่ไกลๆ
“ไป๋ซู นี่เป็นโอสถมรกตไขกระดูกขั้นเจ็ดจริงๆหรือ?”
“แน่นอน ท่านยังสงสัยในชื่อเสียงของหอการค้าห่งเหยียนเราอีกหรือ?”
“ราคาเริ่มต้นเท่าไหร่?”
ไป๋ซูหยุดสักครู่และยิ้มเบาๆ กล่าวว่า “โอสถมรกตไขกระดูกขั้นเจ็ด ราคาเริ่มต้น หนึ่งหมื่นหินวิญญาณชั้นยอดต่อเม็ด! เชิญทุกท่านประมูลได้”
ทันทีที่คำพูดของไป๋ซูจบลง คนรู้จักเก่าของจีอู๋ซวงก็กล่าวว่า “สามหมื่น!”
จีอู๋ซวง “???”
โอ้!
คนรววยที่โง่งมจริงๆ!
จีอู๋ซวงในที่สุดก็ยืนยันตัวตนของอีกฝ่ายประมุขสำนักเฟิงเสวียน เซียวเฉิน!
คนที่พยายามรับนางเป็นศิษย์เมื่อครั้งนางผ่านทางด่านถามใจสำเร็จ
เหมือนจะเป็นคู่แค้นของประมุขสำนักของนางด้วย?
แม้ว่าเซียวเฉินจะเสนอราคาสามหมื่นทันที แต่คนอื่นๆก็ไม่ได้แสดงท่าทางหวาดกลัว เริ่มเพิ่มราคากัน
ไม่นาน โอสถมรกตไขกระดูกขั้นเจ็ดก็ถูกประมูลไปในราคาสูงถึงหนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอด…
จีอู๋ซวงเริ่มรู้สึกเจ็บใจ!
หนึ่งแสน!
หนึ่งแสน!
ที่แท้ตอนแรกที่พวกเขาตรวจสอบทรัพย์สินและบอกว่าต้องมี ‘หนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอด’ ไม่ได้เป็นการสร้างยากลำบากสำหรับนาง แต่เป็นเพียงเกณฑ์ขั้นต่ำเท่านั้น...
จีอู๋ซวงได้แต่เปลี่ยนความเศร้าโกรธให้เป็นความอยากอาหาร สั่งให้คนนำอาหารทิพย์มาเพิ่ม
พวกผู้รับใช้ชาชินเสียแล้ว กินเถอะ กินเถิด ใครเล่าจะกินได้เท่าพวกเจ้า?
ในที่สุด โอสถมรกตไขกระดูกทั้งสามเม็ดก็ถูกประมูลไปในราคาสูงถึงสามแสน ห้าแสน และแปดแสนตามลำดับ!
เห็นได้ชัดว่า โอสถมรกตไขกระดูกนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะบริโภคได้ ล้วนแต่ใช้เพื่อจัดหาให้แก่บรรพบุรุษของสำนักและกลุ่มอิทธิพลต่างๆ... หากมีโอสถมรกตไขกระดูก เมื่อบรรพบุรุษสามารถขับพิษในร่างกายออกได้ ก็อาจจะเหมือนกับเหลี่ยนเยว่แห่งเกาะเสิ่นหลงที่ได้ทะยานสู่สวรรค์ก็เป็นได้
เมื่อมีโอสถมรกตไขกระดูกสามเม็ดมาสร้างบรรยากาศให้คึกคัก สมบัติล้ำค่าในการประมูลก็ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ล้วนเป็นของหายาก แต่ที่มีมูลค่าหลายแสนหินวิญญาณชั้นยอดนั้น ก็มีเพียงโอสถมรกตไขกระดูกเท่านั้น
ไม่แปลกใจเลยที่หอการค้าห่งเหยียนยอมเสี่ยงขัดใจสำนักอวิ๋นหลานเพื่อให้ได้สิทธิ์ในการประมูลโอสถมรกตไขกระดูกนี้ นี่ก็เพราะกลิ่นหอมเงินทองนั่นเอง
"...รายการประมูลต่อไปคือน้ำตาของมนุษย์เงือกจากทะเลลึก น้ำตาเม็ดนี้มีสีอำพันเลือด เป็นน้ำตาที่มนุษย์เงือกหลั่งออกมาในยามดีใจหรือเสียใจอย่างสุดซึ้ง มีพลังบริสุทธิ์ที่สุด ราคาเริ่มต้นที่หนึ่งพันหินวิญญาณชั้นยอด"
จีอู๋ซวงสนใจน้ำตามนุษย์เงือกจากทะเลลึกนี้อยู่บ้าง เพราะมันพอจะนับเป็น ‘วัตถุวิเศษธาตุน้ำ’ ได้ แม้จะอ่อนด้อยกว่าเมล็ดโพธิ์ที่เถาเถี่ยส่งให้นางมากนัก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
จีอู๋ซวงยกป้ายขึ้น "หนึ่งพัน...หนึ่งหินวิญญาณชั้นยอด"
เสียงอันไพเราะของหญิงสาวดังมาจากชั้นสาม ทำให้ทุกคนต่างตะลึงงัน ไม่ใช่เพราะเสียงของจีอู๋ซวงไพเราะ แต่เป็นเพราะ...นางช่างตระหนี่และขี้เหนียวเหลือเกิน!!!
ผู้คนชั้นหนึ่งพากันซุบซิบ
"นักฝึกตนผู้ยิ่งใหญ่บนชั้นสามนั่น ทำไมถึงขี้เหนียวถึงเพียงนี้ เพิ่มราคาทีละหนึ่งพันหินวิญญาณเชียวหรือ?"
"ใช่ นางก็ยังมีหน้ากล้าเอ่ยออกมาอีกหรือ?"
"มีคนมองอยู่มากมายเช่นนี้..."
"นี่เป็นฝ่ายอำนาจใดกัน?"
"ดูเหมือนจะเป็นสำนักอวิ๋นหลาน?"
"ช่างน่าเสียดาย สำนักอวิ๋นหลานก็ถึงคราวตกต่ำลงแล้ว..."
จีอู๋ซวงไม่ใช่ว่าไม่ได้ยินคำพูดของผู้คน แต่นางไม่สนใจ ใครก็อย่าคิดจะโกงหินวิญญาณของนาง แม้แต่ก้อนเดียวก็ไม่ได้!
"สองพันหินวิญญาณชั้นยอด"
"สองพันหนึ่งหินวิญญาณชั้นยอด"
"สามพันหินวิญญาณชั้นยอด"
"สามพันหนึ่งหินวิญญาณชั้นยอด"
ต่อมาทุกคนก็ได้เห็นภาพอันน่าอัปยศของจีอู๋ซวง ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะเพิ่มราคาเท่าไหร่ นางก็จะเสนอราคาสูงกว่าเพียงหนึ่งก้อนเท่านั้น ควบคุมขอบเขตได้อย่างพอดิบพอดี
ตอนแรกยังมีคนที่ดูถูกอยู่ แต่ต่อมาทุกคนก็ถูกจีอู๋ซวงทำให้ขบขัน สงสัยว่าผู้ฝึกตนชั้นสามผู้นี้มีรสนิยมแปลกๆอะไรหรือไม่
โดยไม่รู้ตัว ราคาก็พุ่งขึ้นไปถึงสามหมื่นหินวิญญาณชั้นยอดแล้ว พูดตามตรง ราคานี้ค่อนข้างสูงเกินไปมาก
มนุษย์เงือกทะเลลึกก็ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่อะไรนัก
ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำก็ดังขึ้นมา "หนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอด"
ในชั่วพริบตา ทั้งห้องก็ตื่นตะลึง
ซื้อน้ำตาเงือกหนึ่งเม็ดด้วยราคาหนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอด ช่างฟุ่มเฟือยเหลือเกิน
จีอู๋ซวงได้ยินเสียงนี้ก็รู้ว่าเป็นโม่หลานอีที่ออกโรง นางจึงกล่าวทันที "โอ้ เจ้าต้องการมันก็เอาไปเถอะ ซื้อของสิ่งนี้ด้วยราคาหนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอด ช่างเป็นคนโง่เสียจริง"
โม่หลานอี "..."
จีอู๋ซวงเหตุใดจึงไม่เล่นตามกฎเกณฑ์ปกติเล่า!
นางไม่ควรจะต่อราคาสูงขึ้นเรื่อยๆกับข้าหรอกหรือ?
ช่างน่าโมโหเสียจริง!
แต่โม่หลานอี ก็ไม่ได้เสียดายเงินจำนวนเล็กน้อยนี้ เพียงแต่เย้ยหยันเย็นชาใส่จีอู๋ซวงว่า "ฮ่าๆๆ ทุกคนต่างพูดกันว่าสำนักอวิ๋นหลานเป็นสำนักใหญ่อันดับหนึ่งแห่งตะวันออก แต่บัดนี้ดูเหมือนว่าแม้แต่หินวิญญาณเพียงเท่านี้ก็ยังไม่อาจจ่ายได้ สำนักอวิ๋นหลาน ของเจ้าคงเป็นเพียงเปลือกนอกที่สวยงามแต่ภายในกลับเน่าเปื่อย ไร้แก่นสารเท่านั้น"
จีอู๋ซวงไม่ได้โกรธเคือง ยิ้มตาหยีพลางกล่าวว่า "สำนักอวิ๋นหลานของข้าเป็นสำนักใหญ่อันดับหนึ่งแห่งตะวันออก ไม่ใช่คนโง่อันดับหนึ่งแห่งตะวันออก จะใช้เงินมากมายเช่นนี้ซื้อของสิ่งนี้ไปทำไมกัน? ส่วนท่านที่ยกราคาสูงขึ้นในทันทีเช่นนี้ ท่านคงไม่ใช่คนที่ถูกจ้างมาประมูลหรอกใช่หรือไม่?"
ไป๋ซูสีหน้าหม่นลงกล่าวเย็นชาว่า "ท่านผู้มีเกียรติ โปรดระวังคำพูดด้วย"
จีอู๋ซวงยิ้มตาหยี "หากไม่ใช่คนที่ถูกจ้างมาก็คงเป็นคนโง่ที่มีเงินมาก ผู้อาวุโสในครอบครัวของข้าสอนไว้ว่า อย่าไปเถียงกับคนโง่ มาเถิด มาเถิด ให้การประมูลดำเนินต่อไปเถิด"
ไป๋ซู "..."
พูดตามตรง ไป๋ซูก็คิดว่าคนที่เพิ่งเอ่ยปากเพิ่มราคาอย่างกะทันหันเช่นนี้เป็น ‘คนโง่ที่มีเงินมาก’ จริงๆ
ไม่เพียงแต่นางที่คิดเช่นนี้ ผู้คนที่อยู่ในที่นี้ต่างก็คิดเช่นเดียวกัน
โม่หลานอี "..."
โม่หลานอีโกรธจนตับปวด!
แน่นอน ทุกครั้งที่เจอจีอู๋ซวง ไม่เคยมีเรื่องดีๆเลย!
อ๊าก… โกรธจนแทบขาดใจตาย!!!
แต่ไม่เป็นไร ขอเพียงจีอู๋ซวงซื้อค่ายกลนั่นไป นางก็จะไม่สามารถเชิดหน้าชูตาได้อีกต่อไป!
บทที่ 115: จีอู๋ซวงและโม่หลานอีต่างพึงพอใจ
ในการประมูลครั้งถัดมา จีอู๋ซวงยังคงลองประมูลอีกหลายครั้ง ทั้งหนังสัตว์ กระดูกสัตว์ โอสถแปรรูปจากสัตว์ พืชวิญญาณ และแร่ธาตุวิญญาณ แต่ทุกครั้งที่จีอู๋ซวงเรียกราคาก็มักถูกโม่หลานอีแย่งไปเสมอ
นานเข้า แม้แต่คนตาบอดก็ยังมองออกว่าชายลึกลับคนนี้มีเรื่องกับสำนักอวิ๋นหลาน
ทุกคนต่างคาดการณ์ว่า ผู้อาวุโสของสำนักอวิ๋นหลานอาจจะ ‘โกรธ’ แล้ว
ในที่สุด เมื่อไป๋ซูสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่และพูดด้วยน้ำเสียงที่สูงขึ้น ของประมูลถัดไปก็ถูกเปิดเผยออกจากม่านลึกลับ
“เหล่าสหายผู้ฝึกตน! ของประมูลถัดไปนี้เป็นของล้ำค่าเหนือชั้นของล้ำค่า มีมันก็เท่ากับมีชีวิตที่สอง เป็นสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง! ท่านทั้งหลายโปรดดูแผ่นค่ายกลอาคมระดับแปด ค่ายกลป้องกันวิถีเพชร!”
ค่ายกลป้องกันระดับแปด!
ทุกคนในสามชั้นต่างนั่งไม่ติด มองไปที่ค่ายกลป้องกันวิถีเพชรด้วยสายตาเปล่งประกาย มันมีพลังที่ลึกลับ อักขระอาคมวิจิตรซับซ้อน และการจัดเรียงที่แสนประณีต
มีผู้อาวุโสกล่าวขึ้นมาเบาๆ “ไม่อยากเชื่อเลยนะ ข้าไม่คิดว่าจะได้เห็นค่ายกลป้องกันวิถีเพชรระดับแปดในชีวิตนี้ ถือว่าโชคดีจริงๆ”
ผู้อาวุโสคนนี้คือ ‘นักพรตคูเจ๋อ’ ปรมาจารย์ค่ายกลที่มีชื่อเสียงที่สุดในทวีปตะวันออก
แม้แต่เขายังยืนยันว่าค่ายกลป้องกันวิถีเพชรระดับแปดนี้เป็นของแท้ ซึ่งแสดงว่ามันเป็นสมบัติล้ำค่าที่แท้จริง!
ค่ายกลป้องกันวิถีเพชรระดับแปด!
ผู้คนถึงกับสงสัยว่ามันอาจเป็นค่ายกลป้องกันวิถีเพชรระดับแปดเพียงหนึ่งเดียวในทั้งทวีปนี้ก็ได้
แม้ว่าไป๋ซูจะเสนอราคาที่ทำให้ผู้คนรู้สึกตื่นตะลึง แต่ผู้คนก็ยังคงรีบเสนอกันอย่างบ้าคลั่ง
“ราคาเริ่มต้น ห้าล้านหินวิญญาณชั้นยอด!”
“เจ็ดล้าน!”
“เก้าล้าน!”
“สิบเอ็ดล้าน!”
ผู้คนดูเหมือนจะเสียสติไปแล้ว เสนอราคากันอย่างบ้าคลั่ง
จีอู๋ซวง “…”
ถ้าว่าการเป็นผู้ฝึกวิชาค่ายกลทำเงินได้มากขนาดนี้ สมัยก่อนหากต้องเอาหัวทุบต้นเสาหรือเจาะต้นขา นางก็จะตั้งใจเรียน
อย่านึกถึงเลย นึกไปก็มีแต่จะเสียใจจริงๆ
ไป๋ซูกำลังดีใจที่เห็นผู้คนเสนอราคากันอย่างต่อเนื่อง แต่จู่ๆก็มีคนกระซิบอะไรบางอย่างที่หู เมื่อได้ยินสีหน้าเปลี่ยนไป นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะต้องหยุดความกระตือรือร้นของทุกคนด้วยความอับอาย
“เอ่อ... ขอโทษท่านทั้งหลายจริงๆ ค่ายกลป้องกันวิถีเพชรนี้เป็นค่ายกลป้องกันวิถีเพชรระดับแปดจริงๆ แต่ว่ามันเป็นเพียงค่ายกลป้องกัน ไม่มีความสามารถในการโจมตี และใช้งานได้เพียงสามครั้งเท่านั้น หลังจากสามครั้งมันจะทำลายตนเอง...”
เมื่อคำพูดนี้ออกมา ก็เหมือนน้ำเย็นราดดับความกระตือรือร้นของทุกคน
“ช่างน่าขันสิ้นดี!”
“ค่ายกลป้องกันวิถีเพชรใช้แล้วทิ้งเช่นนี้ ยังกล้าเรียกว่าเป็นแค่ค่ายกลป้องกันอีกหรือ แล้วกล้าขายแพงขนาดนี้ได้อย่างไร?”
“คิดจะหลอกพวกเราหรือ?”
ไป๋ซูรีบอธิบายว่า “ขออภัย เจ้าของค่ายกลป้องกันวิถีเพชรเพิ่งบอกข่าวสารนี้เมื่อครู่นี้เอง เขาบอกว่าเพื่อแสดงความขอโทษ ยินดีที่จะคัดลอกอักขระอาคมบนแผ่นค่ายกลนี้ให้ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ได้สำเนากันคนละหนึ่งชุด ส่วนค่ายกลป้องกันวิถีเพชรนี้ เราจะเปิดประมูลใหม่โดยตั้งราคาเริ่มต้นที่ห้าแสนหินวิญญาณชั้นยอด”
เจ้าของค่ายกลป้องกันวิถีเพชรมีความจริงใจมากขนาดนี้ คนอื่นๆจึงไม่กล้าจะโกรธอีก
เพราะสุดท้ายแล้ว หัวใจของค่ายกลป้องกันวิถีเพชรก็คือ ‘อักขระอาคม’ เมื่ออักขระอาคมเปิดเผย ก็เท่ากับเปิดเผยความลับของค่ายกล ผู้ฝึกวิชาค่ายกลอาวุโสอย่างนักพรตคูเจ๋อก็ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าร่วมการประมูลอีกต่อไป
แต่ราคาเริ่มต้นห้าแสนหินวิญญาณชั้นยอด ก็ยังทำให้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าร่วมได้
สุดท้าย เสียงเรียบๆเบาๆก็ดังขึ้นจากผู้ฝึกตนสำนักอวิ๋นหลานคนเดิม
อีกเช่นเคยครั้งนี้นางยังคง ‘เพิ่มทีละหนึ่งก่อน’
“ห้าแสนหนึ่งหินวิญญาณชั้นยอด”
และครั้งนี้ อาจเป็นเพราะของแพงเกินไป ชายลึกลับนั้นจึงไม่ได้แย่งจีอู๋ซวงทำให้ค่ายกลป้องกันวิถีเพชรตกเป็นของจีอู๋ซวงอย่างราบรื่น
โม่หลานอีที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับเกือบหลุดหัวเราะออกมา
ในที่สุด! ในที่สุด!
ค่ายกลป้องกันวิถีเพชรนี้ก็ถูกจีอู๋ซวงซื้อไปจนได้!
เมื่อถึงวันนั้นที่นางใช้ค่ายกลป้องกันวิถีเพชร มันก็จะเป็นวันสุดท้ายของจีอู๋ซวง!
ค่ายกลป้องกันวิถีเพชรถูกส่งมาอย่างรวดเร็ว จีอู๋ซวงจ่ายหินวิญญาณด้วยความเต็มใจ ทำให้เถาเถี่ยไม่เข้าใจเลยว่า [เจ้าตัวน้อย เจ้าไม่รู้หรือว่าของชิ้นนี้มีปัญหา? นี่เป็นกับดักที่ฝ่ายตรงข้ามจงใจวางไว้]
[ข้ารู้]
[แล้วเจ้าซื้อทำไม?]
[ทำไมข้าจะไม่ซื้อเล่า? นี่คือค่ายกลป้องกันวิถีเพชรระดับแปดนะ ซ่อมอีกหน่อยถ้าฟื้นฟูขึ้นมาใช้ได้]
[เจ้าใช้ค่ายกลเป็นหรือ?]
[ไม่เป็น]
เถี่ยเถี่ยพูดไม่ออกแล้ว ไม่รู้ว่าเจ้าตัวน้อยนี้ไร้เดียงสาหรืออะไร
จีอู๋ซวงมองค่ายกลป้องกันวิถีเพชรด้วยความดีใจ และกล่าวอย่างเบิกบานว่า [อีกอย่างนะ ต่อให้ซ่อมไม่ได้ แต่แค่เอาวัสดุมันออกมา ข้าก็ยังได้กำไรอยู่ดี มันไม่มีทางขาดทุนหรอก โม่หลานอีให้ของหายากแก่ข้า ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ต้องรับไว้อย่างดี ได้กำไรแล้วไม่เอา จะบ้าหรือ?]
เถาเถี่ยบ่น [เอาเถอะ เจ้ามีความสุขก็พอ]
จีอู๋ซวงประมูลค่ายกลป้องกันวิถีเพชรระดับแปดได้ จีอู๋ซวงก็พอใจ โม่หลานอีก็พอใจ และคนอื่นๆก็พอใจ เพราะพวกเขาไม่ต้องเสียเงินก็ได้ดูอักขระอาคมของค่ายกลป้องกันวิถีเพชรระดับแปด
สมบูรณ์แบบ!
หลังจากค่ายกลป้องกันวิถีเพชรระดับแปด สิ่งที่ปรากฏถัดไปคือก้อนศิลาสีเทา
ไป๋ซูยิ้มอย่างสดใสและกล่าวว่า “ก้อนศิลาก้อนนี้เป็นวัตถุจากอีกมิติ ผู้ตรวจสอบของพวกเราตรวจดูแล้ว มันไม่สามารถถูกทำลายด้วยกระบี่หรือหอก ไม่ไหม้และไม่เปียกน้ำ มันเป็นสมบัติที่หายากอย่างยิ่ง แต่ก็มีปัญหาหนึ่งคือ พวกเราไม่สามารถมองเห็นได้ว่าข้างในนั้นมีอะไรบ้าง การประมูลสมบัตินี้มีทั้งความเสี่ยงและความท้าทาย ดังนั้นเราจะไม่กำหนดราคาขั้นต่ำ ตอนนี้ เชิญท่านทั้งหลายเริ่มประมูลกันได้!”
ก้อนหินก้อนนี้ดูเหมือนพิเศษมากจริงๆ แม้แต่จีอู๋ซวงก็ยังดูไม่ออกว่ามันมีคุณสมบัติอะไร
ดังนั้นจีอู๋ซวงจึงตั้งใจว่าจะไม่เข้าร่วม เพราะตอนนี้นางไม่มีหินวิญญาณแล้ว
ส่วนแบ่งที่สำนักมอบให้ นางก็ได้ใช้จ่ายหมดไปเกือบหมดแล้ว
แต่ในขณะนั้นเอง กระดูกหลังของนางก็ร้อนขึ้น เป็นสัญญาณจากกระดูกหงเหมิง
กระดูกหงเหมิงของจีอู๋ซวงมีคุณสมบัติเป็น ‘ความว่างเปล่า’
จีอู๋ซวงจ้องมองก้อนหินนั้น และความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในหัว หรือว่าก้อนหินนี้ก็เป็นความว่างเปล่าเช่นกัน?
บทที่ 116: ข้ารับของขวัญชดเชยของพวกเจ้าแห่งหอการค้าห่งเหยียนไว้แล้ว
[ท่านผู้อาวุโส ท่านรู้จักหินสีเทานั่นหรือไม่?]
อะไรหินสีเทาน่ะหรือ? เจ้าสัตว์เทพเถาเถี่ยก็ไม่รู้จักหรอก แต่เพื่อรักษาหน้าของมันไว้ จึงกระแอมเบาๆ แล้วโยนความรับผิดชอบออกไปว่า [เจ้ามีไป๋เจ๋อไม่ใช่หรือ? พอดีเลยให้มันลองดูหน่อยสิว่า มันยังมีชื่อเสียงเหมือนบรรพบุรุษหรือไม่]
ไป๋เย่ตัวน้อยที่กำลังกินข้าวอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมาถามว่า [หือ?]
ไป๋เย่ตัวน้อยเหมือนกับเฟิ่งเลี่ยนตัวน้อย ไม่รู้ทำไมถึงได้หิวตลอดเวลา
แน่นอนว่า มังกรน้อยกุ้ยโถวและอสรพิษสลิลก็เหมือนกัน
ไม่เช่นนั้นพวกมันก็คงไม่กินข้าวได้เรื่อยๆแบบนี้ เหมือนมีเจ้าแห่งความหิวเถาเถี่ยสิงสถิตอยู่
เถาเถี่ยตบหัวแมวดำตัวน้อยพลางพูดว่า [ใช้พลังพิเศษของเจ้าดูสิว่านั่นมันคืออะไร]
ไป๋เย่ตัวน้อยพยักหน้าทำตามอย่างว่าง่าย ขนทั่วร่างของมันเปล่งประกายแสงระยิบระยับ และจากท่ามกลางทางช้างเผือกที่ส่องประกายระยิบระยับเต็มท้องฟ้า มันก็มองเห็นคำตอบ
[อู๋ซวง ข้ารู้แล้ว! นี่คือศิลากุยซวี!]
[กุยซวี? แปลว่ามันมาจากกุยซวีอย่างนั้นหรือ?]
[ไม่ใช่ แม้ว่ามันจะชื่อว่ากุยซวี แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งของที่อยู่ภายในกุยซวี มันเป็นสิ่งของที่มีพลังวิญญาณชนิดหนึ่ง ที่ได้ชื่อว่ากุยซวีก็เพราะว่ามันไม่มีคุณสมบัติพิเศษใดๆ แต่สามารถทนทานต่อการโจมตีทุกประเภทได้อย่างแข็งแกร่งราวกับกุยซวีที่น่ากลัวและยากจะคาดเดาได้ จึงได้ชื่อว่ากุยซวี! แต่ว่าจริงๆแล้วมันเป็นวัตถุวิญญาณธาตุ ‘ว่างเปล่า’ เหมือนกับกระดูกหงเหมิงของเจ้า อีกทั้งคุณภาพของมันยังสูงมาก พลังธาตุว่างภายในนั้นเข้มข้นยิ่งนัก หากเจ้าสามารถกลืนพลังนั้นเข้าไปอาจจะสามารถดึงพลังเข้าร่างได้สำเร็จ!]
ไม่มีใครรู้ว่าจีอู๋ซวงดีใจเพียงใดเมื่อได้ยินสี่คำว่า ‘ดึงพลังเข้าร่าง’
ผ่านมาสองชีวิต ในที่สุดนางก็สามารถดึงพลังเข้าร่างได้จริงหรือ?
นางจะสามารถฝึกพลังวิญญาณได้แล้วหรือ?
จริงๆด้วย!
ตราบใดที่มีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ ก็จะต้องมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นแน่นอน!
หัวใจของจีอู๋ซวงเต้นรัว นางตั้งใจว่าจะต้องได้ครอบครองหินก้อนนี้ แต่หากนางเอ่ยปากไป โม่หลานอีต้องขัดขวางแน่…
จะทำอย่างไรดี?
จีอู๋ซวงขมวดคิ้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ นางก็หันไปมองอสรพิษสลิลและมังกรกุ้ยโถวที่กำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย…
เจ้าสองตัวนั้น “???”
ไม่รู้ทำไม พวกมันถึงได้รู้สึกไม่ดีเลย!
……
โม่หลานอีสนใจหินสีเทาจากมิติก้อนนี้อยู่เหมือนกัน แต่คิดว่าจะประมูลมันในตอนท้าย เพราะนางไม่สนใจเรื่องการประมูลเล็กๆน้อยๆที่ผ่านมาเท่าไหร่
อิงหรงเองก็เห็นว่าโม่หลานอีชอบ เขาจึงพูดขึ้นว่า “ท่านต้องการให้เราเก็บก้อนศิลานี้ไว้ให้หรือไม่?”
โม่หลานอีตอบเรียบๆว่า “ไม่จำเป็น หากข้าชอบ ข้าจะไปประมูลเอง”
โม่หลานอีรู้ดีว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาอย่างง่ายๆ
ถ้านางรับของจากหอการค้าห่งเหยียนไป ไม่รู้เลยว่าต้องจ่ายอะไรคืนไปบ้างถึงจะเท่ากัน
ในขณะนั้นเอง จู่ๆเซียนเฒ่าก็ตะโกนดังลั่นในใจโม่หลานอี [โม่หลานอี! โม่หลานอี! มีรัศมีของสัตว์เทพ! เร็วเข้า! มีรัศมีของสัตว์เทพ! มันกำลังเคลื่อนตัวออกไปจากที่นี่อย่างรวดเร็ว... มันมีสองหัวและหางงู! โอ้สวรรค์! มันมีสองหัวจริงๆ! รัศมีนี้... มันคือเหยี่ยนเหว่ย!!!]
สัตว์เทพเหยี่ยนเหว่ย!
สิ่งมีชีวิตที่มีร่างเป็นงูสองหัว เกิดมาพร้อมกับพลังแห่งจักรพรรดิในตัว มีตำนานเล่าว่าเพียงแค่ได้พบเห็นเหยี่ยนเหว่ย ก็สามารถได้รับพรจากสวรรค์ มีบุคลิกของจักรพรรดิมนุษย์!
โม่หลานอีผุดลุกขึ้นทันที ทิ้งคำพูดสั้นๆไว้กับอิงหรงว่า “ข้ามีบางอย่างต้องทำ จะกลับมาในไม่ช้า” จากนั้นก็ฉีกม้วนมิติ แล้วหายตัวไปต่อหน้าอิงหรง
อิงหรงยังไม่ทันได้พูดอะไร โม่หลานอีก็หายตัวไปแล้ว
เมื่อโม่หลานอีจากไป จีอู๋ซวงก็สามารถประมูลศิลาก้อนนั้นได้สำเร็จ และใช้เพียงหนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอดเท่านั้น
ตามหลักแล้ว ศิลาก้อนนี้จะไม่หวั่นต่อกระบี่ หอก หรือน้ำไฟ แม้แต่ใช้ทำเป็นเครื่องป้องกันก็ยังดีมาก แต่เนื่องจากการประมูลใกล้จะสิ้นสุดแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็ใช้หินวิญญาณไปมากและสิ่งที่ต้องการมากที่สุด คือ น้ำพุแห่งชีวิตที่ยังไม่ได้ขึ้นบนแท่น ดังนั้นทุกคนจึงต้องเก็บหินวิญญาณไว้เพื่อเสี่ยงกับน้ำพุแห่งชีวิต การเสี่ยงกับ ‘หินจากมิติ’ ในตอนนี้จึงไม่สมเหตุสมผลนัก เลยทำให้จีอู๋ซวงได้ของดีมาในราคาถูก
หลังจากที่จีอู๋ซวงกลายเป็น ‘เจ้าของใหม่’ ของหินสีเทาแล้ว ก็ไม่ลืมที่จะส่งเสียงให้อสรพิษสลิลและมังกรกุ้ยโถว
[เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว ขอบใจพวกเจ้ามาก]
อสรพิษสลิลและมังกรกุ้ยโถวที่กำลังอดทนไม่กัดกันเองอยู่ ได้ยินดังนั้นก็รีบคลายตัวออกจากกันแล้วดีดตัวออกห่างไปแปดจั้ง
[อ่ะแหวะ!]
[ซวยจริง!]
โม่หลานอีก็รู้สึกซวยเช่นกัน เพราะนางไม่ได้พบสัตว์เทพเหยี่ยนเหว่ยเลย แค่เกล็ดงูก็ยังไม่เห็นสักแผ่น
นางเริ่มสงสัยว่า เซียนเฒ่ามองผิดหรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นในเมื่อใช้ม้วนประตูมิติไปแล้ว ทำไมยังหาเหยี่ยนเหว่ยไม่เจออีก?
เซียนเฒ่าสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจของโม่หลานอี ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์เช่นกัน พลางพูดเย็นชา [นี่คือเหยี่ยนเหว่ยนะ มีกี่คนในโลกที่ยอมทุ่มเททุกสิ่งเพื่อได้พบมันสักครั้ง? เจ้าแม้จะเป็นคนมีโชค แต่ก็ยังห่างไกลจากการเป็นจักรพรรดิมนุษย์มากนัก การมองไม่เห็นก็เป็นเรื่องปกติ]
โม่หลานอีไม่พูดอะไรอีก นางนำเรือวิญญาณออกมา แล้วควบคุมมันมุ่งหน้าไปทางเมืองห่งเหยียน
ส่วนจะใช้ม้วนมิติเพื่อกลับไปอีกครั้งหรือ?
ไม่ต้องคิดเลย!
ม้วนมิติมีค่ามาก ใช้ไปหนึ่งครั้งก็จะน้อยลงหนึ่งครั้ง นางต้องเก็บไว้เพื่อรักษาชีวิตตัวเอง
โม่หลานอีใช้เวลาหนึ่งชั่วยามในการไปกลับนี้ ในตอนที่นางกลับมาก็คิดว่าการประมูลน่าจะใกล้จบแล้ว แต่ทันทีที่ก้าวเข้ามาในสถานที่จัดงาน ก็ได้ยินเสียงคำรามด้วยความโกรธดังสนั่น
“สิบล้านหินวิญญาณชั้นยอด! ใครกล้าเพิ่มอีกเป็นการหาเรื่องกับข้า!”
เห็นได้ชัดว่าการประมูลน้ำพุแห่งชีวิตเข้าสู่จุดเดือดแล้ว
สิบล้านหินวิญญาณชั้นยอด!
นี่มันเกินความคาดหมายของโม่หลานอีมาก!
นางดีใจยิ่งนัก รีบกลับไปที่ห้องโถงทันที และพอดีกับที่ได้ยินเสียงการประมูลขวดสุดท้ายของน้ำพุแห่งชีวิตสิ้นสุดลง!
“ท่านกลับมาแล้วหรือ?” อิงหรงยิ้มไม่หุบ มองโม่หลานอีราวกับมองเห็นเทพแห่งโชคลาภ
โม่หลานอีรีบถามว่า “ประมูลไปได้ทั้งหมดกี่หินวิญญาณ?”
“โอสถมรกตไขกระดูกสามเม็ด ประมูลไปได้สามแสน ห้าแสน และแปดแสนหินวิญญาณชั้นยอด ค่ายกลป้องกันวิถีเพชรระดับแปด หนึ่งแสนหินวิญญาณชั้นยอด น้ำพุแห่งชีวิตห้าขวด แยกเป็นเจ็ดล้าน แปดล้าน และสิบล้านหินวิญญาณชั้นยอด ดังนั้นการประมูลของท่านในครั้งนี้ รวมทั้งหมดได้ยี่สิบหกล้านเจ็ดแสนหินวิญญาณชั้นยอด!”
การซื้อขายในหอการค้าห่งเหยียนมีค่าบริการ จึงสามารถได้ค่าบริการแสนเจ็ดหมื่นศิลาวิญญาณชั้นยอดจากทั้งโม่หลานอีและผู้ซื้อ
นี่เป็นทรัพย์สินก้อนโต!
โม่หลานอีพอใจมาก จีอู๋ซวงแม้จะเป็น ‘แก้วตาดวงใจ’ ของสำนักอวิ๋นหลานแล้วอย่างไร?
ไม่ใช่ว่าเป็นแค่คนจนคนหนึ่งหรือ?
เมื่อนางถือครองทรัพย์สินเหล่านี้ ใต้ฟ้าเบื้องล่างนี้ อะไรที่นางอยากจะทำไม่ได้บ้าง?!
“ดี หินวิญญาณอยู่ที่ไหน?”
“ไป๋ซูกับพวกเขากำลังจัดการอยู่ โปรดรอสักครู่”
“ดี!”
โม่หลานอีไม่ได้รีบร้อนอะไร เพราะหอการค้าห่งเหยียนยังคงรักษาความน่าเชื่อถือ เว้นแต่ว่าพวกเขาจะไม่คิดจะได้ครอบครองน้ำพุแห่งชีวิตอีก
ห้องพักโถงหลัง
จีอู๋ซวงและ ‘ปลาตัวใหญ่’ คนอื่นๆ ต่างมีคนที่รับผิดชอบการ ‘จัดการบัญชี’ ของตัวเอง หินวิญญาณชั้นยอดจำนวนห้าหมื่นหนึ่งก้อนก็ต้องตรวจสอบทีละก้อน
แต่ไม่รู้ว่ามีปัญหาตรงไหน คนที่กำลังนับหินวิญญาณให้จีอู๋ซวงเหมือนจะนับผิดไปตลอด นับใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
เขามีเหงื่อท่วมศีรษะ “ขอโทษท่าน ข้า...ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร...ทำไมถึงนับผิดอยู่เรื่อย”
จีอู๋ซวงยิ้มพลางพูดว่า “ไม่เป็นไร เจ้านับไปเถิด”
มีจีอู๋ซวงคอยรบกวนอยู่เช่นนี้เขาจะนับถูกได้ยังไง?
จนกระทั่งคนคนนี้นับหินวิญญาณของจีอู๋ซวงเรียบร้อย ผู้ซื้อคนอื่นก็จัดการบัญชีเสร็จและออกไปหมดแล้ว ในหอการค้าห่งเหยียนเหลือแค่จีอู๋ซวงเป็นลูกค้าเพียงคนเดียว
เนี่ยหย่วนรออยู่ที่หน้าห้องพักของจีอู๋ซวง พวกเขาร้อนใจมาก เหลือแค่รอให้จีอู๋ซวงส่งมอบหินวิญญาณเพื่อให้โม่หลานอีจัดการบัญชีเท่านั้น!
เดิมทีหอการค้าห่งเหยียนสามารถออกหน้าแทนโม่หลานอีได้ แต่ว่าโม่หลานอีไม่ยอม
นางต้องการหินวิญญาณจากจีอู๋ซวง เหมือนเป็นการยึดมั่นอะไรบางอย่าง
จีอู๋ซวงสัมผัสสถานการณ์โดยรอบ รู้ว่าเนี่ยหย่วนใส่หินวิญญาณของนางเข้าไปในแหวนมิติวงหนึ่ง นางจึงถามช้าๆว่า “รองประมุขหอเนี่ย หินวิญญาณในแหวนมิติวงนี้เป็นของคนนั้นในชุดคลุมหรือ?”
เนี่ยหย่วนยังไม่ทันตอบ นี่...จีอู๋ซวงรู้จักคนในชุดคลุมได้ยังไง?!
“ดูเหมือนจะใช่” จีอู๋ซวงพยักหน้า “งั้นข้าก็ขอรับไว้ไม่เกรงใจแล้ว”
“ห๊ะ?” เนี่ยหย่วนอึ้งไป นี่มันหินวิญญาณของคนนั้นนะ เหตุใดคนผู้นี้ถึงไม่เกรงใจอะไรเลย?
ชั่วพริบตาเดียว จากที่เคยอยู่ห่างจากเนี่ยหย่วนสิบจั้ง จีอู๋ซวงก็ปรากฏตัวอยู่ข้างหลังเนี่ยหย่วนราวกับผี แล้วโบกมือเบาๆ แหวนมิติก็เข้ามาอยู่ในมือของจีอู๋ซวง
จีอู๋ซวงกำแหวนมิติไว้แน่น บินกลับไปยังที่เดิมราวกับสายฟ้าแวบผ่าน ยิ้มกว้างด้วยท่าทีสดใส แล้วโบกแหวนมิติให้เนี่ยหย่วนดูว่า “ของขวัญชดเชยของหอการค้าห่งเหยียนของพวกเจ้าข้ารับไว้แล้ว ไม่ต้องห่วง ข้าเอาหินวิญญาณมาแล้ว เรื่องลักพาตัว ข้าก็จะถือว่าให้อภัยอย่างกรุณาแล้วก็แล้วกัน”
[1] กุยซวี เป็นสถานที่ในตำนานของจีนที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่าคล้ายกับวังวนหรือหลุมดำที่ดูดกลืนทุกอย่างเข้าไป
บทที่ 117: ผู้อาวุโสของข้าสามารถล้มได้สิบคนในคราวเดียว!
เนี่ยหย่วนรู้สึกมึนงง เขาอาจไม่ใช่ผู้แข็งแกร่งที่สุดในหอการค้าห่งเหยียน แต่การรับมือกับเด็กสาวไร้พลังวิญญาณอย่างจีอู๋ซวงนั้นควรจะง่ายดายเหมือนการดื่มน้ำ
แต่จีอู๋ซวงกลับหยิบแหวนมิติออกจากมือของเขาราวกับหยิบของในกระเป๋า โดยที่เขาไม่ทันได้ตอบโต้เลย?!
นี่มัน…
เมื่อเนี่ยหย่วนกลับมาได้สติ เขาก็โกรธจัด "เจ้าโจรน้อย! เจ้าเชื่อจริงๆหรือว่า สำนักอวิ๋นหลานของเจ้าจะครองอำนาจหนึ่งเดียวในตะวันออกได้?!"
จีอู๋ซวงหัวเราะเยาะ จากนั้นก้าวถอยหลังสองก้าวแล้วตะโกนว่า "ท่านอาวุโส! ลงมือได้เลย!"
เถาเถี่ย “???”
อะไรนะ นี่เจ้ากำลังเรียกสุนัขออกมาหรืออย่างไร?
แต่เถาเถี่ยได้สัญญากับจีอู๋ซวงแล้วว่าจะสนับสนุนนาง เมื่อถึงเวลาสำคัญเขาจะไม่ทิ้งนางแน่นอน เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว พื้นที่โดยรอบก็เริ่มบิดเบี้ยว มีเสียงฟ้าร้องแผ่วเบาดังขึ้น แม้แต่เสียงพูดของเขาก็เริ่มฟังดูเลือนราง
"หากท่านยอมสำนึกผิดจริงๆ ข้าจะละเว้นให้หอการค้าห่งเหยียนไม่ต้องถูกทำลาย!"
ทุกคำพูดที่เถาเถี่ยกล่าวออกมาทำให้หน้าอกของเนี่ยหย่วนรู้สึกบวมเจ็บมากขึ้น จนกระทั่งเขาพ่นเลือดออกมาคุกเข่าลงบนพื้น
เมื่อมองไปยังคนอื่นๆ พวกเขาก็หมดสติไปแล้ว
จีอู๋ซวงรีบส่งเสียงผ่านจิตไปว่า [ท่านอาวุโส อย่าฆ่าคนเลยนะ]
เถาเถี่ย [...]
ถ้าบอกว่าไม่ได้ตั้งใจนางจะเชื่อหรือไม่?
เถาเถี่ยก็รู้สึกแปลกใจ คนพวกนี้อ่อนแอยิ่งกว่ามดเสียอีก เขายังไม่ทันทำอะไรมากมาย พวกเขาก็มีทั้งพ่นเลือดและหมดสติไปแล้ว
ไม่เพียงแต่คน แม้แต่ค่ายกลของห้องโถงใหญ่หอการค้าห่งเหยียนก็เริ่มปรากฏรอยร้าว
เมื่อพลังของเถาเถี่ยแพร่กระจายออกไป เมืองห่งเหยียนทั้งเมืองก็ถูกคลุมไว้ภายใต้พลังของเขา
ดุดัน ชั่วร้าย โบราณ
ทำให้จิตใจของผู้คนสั่นสะท้าน!
เหล่าผู้มีอำนาจที่เพิ่งเสร็จสิ้นการประมูลก็ยังไม่ได้จากไปไกล เมื่อรู้ว่ามีคนโจมตีหอการค้าห่งเหยียน พวกเขาจึงตัดสินใจกลับมาช่วย
ความตั้งใจของพวกเขาคือการช่วยหอการค้าห่งเหยียนเพื่อให้สามารถเจรจาต่อรองได้ในภายหลัง
ดังนั้นผู้คนจึงพากันกลับมาอย่างพร้อมเพรียง
แน่นอนว่ายังมีคนที่มาด้วยความอยากรู้อยากเห็น อยากเห็นว่าใครที่กล้าหาเรื่องกับหอการค้าห่งเหยียน
แต่ทันทีที่พวกเขากลับมาถึงด้านบนห้องโถงใหญ่ ก็ได้ยินเสียงเย็นชาดังขึ้น
"ฉือเหล่ย! เจ้าเหยียบย่ำข้ามหัวข้าเกินไปแล้ว!!!!"
เสียงนี้หลายคนจำได้ มันคือเสียงของอิงหรง ประมุขหอห่งเหยียน
เขาพูดว่า "ฉือเหล่ย" ?!
ผู้ชมพากันสูดหายใจเข้าลึกๆ ที่แท้เขาคนนั้นก็คือฉือเหล่ย ผู้อาวุโสของสำนักอวิ๋นหลานนี่เอง ไม่แปลกใจเลยที่กล้าลงมือกับหอการค้าห่งเหยียน
เมื่อได้ยินว่าคนที่ลงมือคือ ‘ฉือเหล่ย’ คนที่คิดจะมาช่วยหอการค้าห่งเหยียนก็หยุดนิ่งและตัดสินใจเฝ้าดูสถานการณ์
ดูเหมือนทั้งสองฝ่ายจะสู้กันแล้ว
พริบตาเดียว คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า!
ความร้อนที่แผ่ซ่านออกมาเป็นของอิงหรงที่ใช้ไฟวิญญาณ!
ไฟวิญญาณกลายเป็นดวงดาวและหิ่งห้อยลอยบนท้องฟ้า เหนือห้องโถงใหญ่ เกิดเป็นโลกแห่งเปลวเพลิงจนหลายคนรู้สึกถึงความร้อน
แม้ว่าฉือเหล่ยจะอยู่ขั้นเบิกวิถี ส่วนอิงหรงอยู่เพียงขั้นตัดเคราะห์ ดูเหมือนว่าทั้งสองควรจะมีความแข็งแกร่งต่างกันอยู่พอสมควร แต่ก็ได้ยินมาว่าหอการค้าห่งเหยียนนั้นมีผู้แข็งแกร่งกว่านี้หนุนหลังอยู่ หากไม่เช่นนั้นหอการค้าห่งเหยียนก็คงไม่สามารถปกป้องน้ำพุแห่งชีวิตได้!
นอกจากนี้อิงหรงเองก็เป็นผู้ที่โหดเหี้ยม มีพลังไฟวิญญาณที่แข็งแกร่ง จึงไม่แน่ว่าอาจจะไม่สามารถสู้กับขั้นเบิกวิถีได้
ขณะที่ผู้ชมกำลังคิดเช่นนี้ ก็เห็นร่างหนึ่งถูกโยนออกมาเหมือนตุ๊กตาผ้าขี้ริ้ว กระแทกลงกับพื้นอย่างแรงจนลานกว้างหน้าห้องโถงใหญ่หอการค้าห่งเหยียนแตกเป็นหลุมลึก ในกลุ่มหมอกควันคนยังคงมองเห็นร่างที่เหมือนคนได้
ห้ะ!?
ไม่ใช่อิงหรงแล้วใครเล่า?!
ไหนว่าไฟวิญญาณของผู้ฝึกตนขั้นตัดเคราะห์จะสามารถสู้กับผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีได้?!
เท่านี้เองรึ!?
เมื่อหมอกควันจางลง ร่างสูงใหญ่ที่ให้ความรู้สึกกดดันรุนแรงก็เดินออกมาจากหมู่หิ่งห้อย
ที่ข้อพับแขนของเขายังมีร่างเล็กนั่งอยู่ ใบหน้าของนางงดงามเหมือนภาพวาด แม้ใบหน้าจะแดงระเรื่อเพราะความร้อน แต่นางก็ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย?!
เถาเถี่ยใช้พลังของตัดอากาศร้อนออก มองไปยังอิงหรงที่บาดเจ็บสาหัสด้วยความเย็นชาแล้วพูดอย่างเยือกเย็นว่า "จีอู๋ซวงคือศิษย์รุ่นหลังของข้า หอการค้าห่งเหยียนของเจ้าเพื่อเอาใจคนในชุดคลุมนั้นถึงกับส่งคนไปลักพาตัวนาง หากไม่ใช่เพราะนางมีบุญวาสนา เกรงว่าคงจะมีอันตรายถึงชีวิต คราวนี้นางแค่ต้องการเอาหินวิญญาณของคนในชุดคลุมมา นั่นถือว่าเป็นความเมตตายิ่งใหญ่ที่สุดที่มีให้หอการค้าห่งเหยียนของเจ้าแล้ว พวกเจ้านี่มันไม่รู้จักคุณคน"
คำพูดเหล่านี้แน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่เถาเถี่ยคิดเอง จีอู๋ซวงใช้เถาเถี่ยเป็นผู้กล่าวคำพูดเหล่านี้ ไม่เพียงแต่เป็นการบอกกล่าวแก่อิงหรง แต่ยังเป็นการบอกให้ผู้ชมคนอื่นฟังด้วย
นางต้องการเตือนพวกเขาว่า หอการค้าห่งเหยียนเป็นฝ่ายเริ่มเล่นงานนางก่อน ดังนั้นนี่จึงเป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเขา
หากมีใครเข้ามายุ่ง นั่นคือการรนหาที่ตาย
อิงหรงพ่นเลือดออกมาอีกขณะพยายามลุกขึ้นจากหลุมลึกอย่างสั่นเทา แล้วพูดด้วยเสียงกร้าวว่า "ฉือเหล่ย เจ้าใช้กำลังมากขนาดนี้ไม่กลัวเสียหน้าเลยหรือ?"
เถาเถี่ยคราวนี้ไม่ต้องให้จีอู๋ซวงสอนแล้ว โต้กลับไปทันที
"เจ้ากล้ากลั่นแกล้งเด็กสาวตัวน้อยที่ไม่มีพลังวิญญาณอย่างหน้าไม่อาย ข้าจะกลัวเสียหน้าอะไรกัน?"
ในเมื่อตอนนี้เขาคือ ‘ฉือเหล่ย’ เสียหน้าก็เสียไป มีอะไรเกี่ยวข้องกับเถาเถี่ยอสูรร้ายอย่างเขากัน?
อิงหรงจ้องเขม็งจนตาแดงก่ำ จู่ๆก็พูดขึ้นว่า "ฉือเหล่ย...เจ้าคงไม่ได้คิดว่าบนโลกนี้มีแค่เจ้าเพียงผู้เดียวที่เป็นผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีใช่หรือไม่?"
จีอู๋ซวงกะพริบตาแล้วพูดว่า "เจ้ามีตัวช่วยงั้นหรือ? มาเถอะ มีเท่าไหร่เรียกมาให้หมด ท่านอาวุโสของข้าสามารถล้มได้สิบคนในคราวเดียว! เพราะท่านไร้เทียมทานสุดๆ!"
เถาเถี่ยเมื่อได้ฟังคำชมจากจีอู๋ซวงก็ตัดสินใจเชิดหน้าขึ้น ยืดอกอย่างภาคภูมิแล้วแยกเขี้ยวราวกับพร้อมจะต่อสู้ "มาเลย! มาให้หมด! ข้าจะจับพวกเจ้าแล่เป็นชิ้นๆเลย! ฮึ!"
บทที่ 118: ปีศาจสองหน้า
เหล่าผู้ชมคนอื่นๆตกตะลึงไปตามๆกัน ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่สำนักอวิ๋นหลานโอหังถึงขั้นนี้แล้ว?! พูดว่าจะหั่นคนเหมือนหั่นผักได้เต็มปากเต็มคำเชียวหรือ?!
อิงหรงกัดฟันแน่นและกล่าวว่า “ฉือเหล่ย ถึงแม้เจ้าอยู่ขั้นเบิกวิถี แต่ทั่วหล้าก็ใช่ว่าจะมีเพียงเจ้าผู้เดียวที่เป็นเบิกวิถีนะ! เกาะเสิ่นหลงเองก็เพิ่งมีคนเหาะเหินขึ้นสวรรค์ไปหมาดๆ แต่เขาก็ไม่เห็นโอหังเย่อหยิ่งเช่นเจ้าเลย! ข้าเชื่อว่ายังมีผู้มีคุณธรรมในโลกนี้อีก!”
คนของเกาะเสิ่นหลงที่ถูกเอ่ยถึงโดยไม่ทันตั้งตัว “???”
‘อย่ามาเอ่ยชื่อพวกเราเลย พวกเราไม่เกี่ยว!’
คนของเกาะเสิ่นหลงก็มางานประมูลนี้เช่นกัน แต่พวกเขาได้รับสารจากเจ้าเกาะตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าใครจะทำอะไรก็ทำได้ แต่ห้ามไปล่วงเกินสำนักอวิ๋นหลานเป็นอันขาด เพราะในสำนักอวิ๋นหลานนั้นมีของล้ำค่าบางอย่างที่บรรพบุรุษของพวกเขาได้กำชับกำชาไว้ก่อนจะทะยานขึ้นสวรรค์ว่าให้ปกป้องดูแลอย่างดี
และถ้าพวกเขาจำไม่ผิด ของล้ำค่านั้น...ก็คือ จีอู๋ซวง
คนของเกาะเสิ่นหลงที่มานี้ก็เพื่อซื้อ ‘น้ำพุแห่งชีวิต’ ให้กับนักพรตปี่ซินเพื่อช่วยชีวิตของอินถาน เพราะเขาไม่รู้โดนอะไรเข้าสิง ไม่เพียงแค่พลังยุทธ์ถอยหลังลงคลอง แต่ราวกับว่าร่างกายทั้งหมดสูญเสียพลังชีวิตไปด้วย
“แค่กๆๆ...” หัวหน้าของเกาะเสิ่นหลงรีบพูดขึ้นว่า “นี่เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างหอการค้าห่งเหยียนกับสำนักอวิ๋นหลาน เราเกาะเสิ่นหลงขอไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยแล้วกัน”
อิงหรงคิดไม่ถึงว่าคนของเกาะเสิ่นหลงจะขี้ขลาดถึงเพียงนี้ ถึงกับปฏิเสธที่จะช่วยอย่างชัดเจน จึงหันไปทางผู้อาวุโสคูเจ๋อว่า “ท่านคูเจ๋อ ท่านเป็นผู้ทรงคุณธรรม จะปล่อยให้ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นอย่างนี้ได้เชียวหรือ?!”
ผู้อาวุโสคูเจ๋อ “...”
แม้ว่าคูเจ๋อจะเป็นผู้ฝึกตนด้านการสร้างค่ายกลที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปตะวันออก แต่เขาก็เป็นเพียงปรมาจารย์ค่ายกลจะไปสู้กับผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีอย่างฉือเหล่ยได้อย่างไร?!
อีกอย่าง ชายคนนั้นเองเวลาเก็บเงินจากเขาก็ไม่เคยยั้งมือไม่ใช่หรือ?
“เอ่อ...” คูเจ๋อลูบเคราขาวแล้วพูดว่า “ข้าว่าคนของเกาะเสิ่นหลงพูดถูก เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเจ้า”
อิงหรงหันไปมองกลุ่มอิทธิพลอื่นๆ เช่น สำนักเฟิงเสวียน สำนักอวี๋เซิ่น สำนักหวั่งเจียงเอ๋อ หุบเขาหว่านเซี่ยง และอื่นๆอีกมากมาย แต่ไม่มีใครต้องการยื่นมือเข้าช่วยเขาเลย
อิงหรงถึงกับอยากจะอาเจียนออกมาเป็นเลือด
พวกเฒ่านี่ไม่มีใครใช้เล่ห์เหลี่ยมเหนือไปกว่ากันเลยสักนิด!
ในตอนนี้เถาเถี่ยได้เริ่มเบื่อหน่ายแล้วจึงขมวดคิ้วถามขึ้นว่า “พวกเจ้าจะมาหรือไม่? เลิกบ่นไร้สาระเสียที”
“ดีๆๆ!” อิงหรงจู่ๆก็มีแววตาโหดเหี้ยมขึ้นมา “ในเมื่อพวกเจ้าไร้เมตตา ก็อย่าหาว่าข้าไร้น้ำใจแล้วกัน!”
อิงหรงพุ่งทะยานขึ้นฟ้าแล้วกัดปลายลิ้นเพื่อบังคับให้เลือดออกมา เขาใช้เลือดเขียนอักขระกลางอากาศ แสงสีเลือดพุ่งขึ้นฟ้าพุ่งทะลุผ่านเมฆหมอกไปยังท้องฟ้าเบื้องบน
เปรี๊ยง!!
อักขระที่เขียนเสร็จสมบูรณ์แล้วทำให้เกิดเสียงฟ้าร้องดังสนั่นเหมือนมีสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวกำลังจะข้ามผ่านขอบฟ้ามา
และร่างของอิงหรงก็แห้งเหี่ยวไปอย่างรวดเร็วอย่างน่าสะพรึง กลายเป็นเหมือนคนที่สูญเสียเลือดไปจนหมดเพื่อ ‘อัญเชิญเทพ’ ลงมาประทับ
สักครู่ต่อมา ตรงกลางค่ายกล มีคน...ไม่สิ ควรจะบอกว่ามีชายหญิงคู่หนึ่งค่อยๆก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ
ทั้งสองเป็นคนละคนกันแต่ใช้ร่างเดียวกัน ราวกับเป็นฝาแฝดที่ตัวติดกันตั้งแต่กำเนิด
ชายผู้นั้นมีใบหน้าราวกับพระโพธิสัตว์ แต่บนบ่าของเขากลับมีสร้อยคอที่ทำจากกะโหลกมนุษย์
ส่วนสตรีผู้นั้นสวยงามเกินห้ามใจ มีเด็กทารกอยู่ในอ้อมแขนของนาง แต่ทารกนั้นได้ตายไปนานแล้ว และถูกทำให้กลายเป็นหุ่นเชิด นางอุ้มทารกนั้นไว้และร้องเพลงกล่อมอย่างอ่อนโยนพลางยิ้มมองไปรอบ ๆ
ทั้งสองคนต่างก็มีพลังขั้นเบิกวิถีช่วงปลาย เมื่อพวกเขาปรากฏตัวขึ้น ทุกคนในที่นั้นต่างก็เหงื่อท่วมตัว ยกเว้นเถาเถี่ยและจีอู๋ซวงที่ไม่รู้สึกอะไร
พอได้เห็นรูปร่างหน้าตาของทั้งคู่แล้ว คูเจ๋อก็ถึงกับลืมท่าทีของผู้ทรงคุณธรรม แทบจะดึงเคราของตัวเองออกมา เขาพูดพึมพำว่า “นั่นมัน...ปีศาจสองหน้า?!”
สำนักเฟิงเสวียน สำนักอวี๋เซิ่น เกาะเสิ่นหลง หุบเขาหว่านเซี่ยง และบรรดาผู้ฝึกตนระดับสูงต่างก็ตกอยู่ในภาวะเฝ้าระวังขั้นสูง
“ที่แท้ก็เป็นปีศาจสองหน้า!”
“หอห่งเหยียนนี่มัน...ช่างโหดร้าย!”
ผู้ฝึกตนระดับล่างไม่เข้าใจว่าปีศาจสองหน้าคืออะไร จึงกระซิบถามเสียงเบา พอรู้คำตอบแล้วถึงกับหน้าซีด
ที่แท้ชายหญิงคู่นี้ก็คือจอมมารชั่วร้ายที่สังหารผู้ฝึกตนหลายร้อยคนเมื่อหลายพันปีก่อน!
แต่…
ไม่ใช่ว่าพวกเขาถูกบรรพชนขับไล่ไปแล้วหรอกหรือ?!
เหตุใดถึงยังอยู่ที่นี่ได้…
คูเจ๋อจ้องไปที่อิงหรงด้วยความโกรธและร้องตะโกนว่า “ประมุขอิง! เจ้าต้องให้คำอธิบายแก่พวกเรา!”
อิงหรงปาดเลือดที่มุมปากและหัวเราะอย่างเยือกเย็น “อธิบายอะไร? ในเมื่อพวกเจ้ามาที่นี่แล้ว ทุกคนก็อย่าได้คิดกลับไป…ดีเลยจะให้ท่านทั้งสองได้ลิ้มรสเลือดสดๆ...”
ฝ่ายหญิงของปีศาจสองหน้าลูบหัวทารกในอ้อมแขนและพูดอย่างอ่อนหวานว่า “เสี่ยวอิง เจ้ารีบร้อนเรียกหาข้าทำไมกัน? เจ้าก็รู้ว่าข้าชังบรรดาลูกหลานของตระกูลผู้มีชื่อเสียงพวกนี้มากที่สุด...เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะฆ่าพวกมันจนหมดหรือ?”
ทันทีที่เสียงของนางดังขึ้น ทุกคนรู้สึกขนลุกชัน เหมือนตกลงไปในน้ำแข็ง
พวกเขาเชื่อว่า หากสตรีคนนี้ต้องการฆ่าพวกเขาจริงๆ ด้วยพลังเบิกวิถีช่วงปลายของนาง คงไม่ต่างกับการบี้มดสักตัว
อิงหรงจ้องเถาเถี่ยและจีอู๋ซวงด้วยสายตาอาฆาต แล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าชายหญิงคู่นั้น “ท่านทั้งสอง ฉือเหล่ยได้ทำลายหอห่งเหยียนของข้า ตัดทางทำมาหากินของท่านทั้งสอง...”
“อ้อ?” สตรีผู้นั้นมองไปรอบๆ แล้วกล่าวว่า “ฉือเหล่ยอยู่ที่ไหนเล่า?”
อิงหรงหยุดชะงักเล็กน้อยแล้วชี้ไปที่เถาเถี่ย “อยู่ตรงนั้น”
หญิงสาวมองเถาเถี่ยแล้วแค่นเสียงเยาะอย่างดูถูก “เจ้าโง่ นั่นไม่ใช่ฉือเหล่ย”
ปีศาจสองหน้ากับฉือเหล่ยเป็น ‘ศัตรูคู่อาฆาต’ กัน นานแค่ไหนก็จำได้แม่นยำถึงรูปร่างหน้าตาและกลิ่นอายของฉือเหล่ย
อิงหรงถึงกับอึ้งและคนอื่นๆก็อึ้งไปด้วย
เพราะในบรรดาผู้ฝึกตนทั้งหมดที่นี่ คนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือฉือเหล่ยผู้มีพลังขั้นเบิกวิถี
หากว่า ‘ฉือเหล่ย’ เป็นฉือเหล่ยปลอม นั่นก็แสดงว่าเขาไม่ใช่เบิกวิถี
แล้วพวกเขาจะทำอย่างไรต่อไป!?
…เช่นนี้มันไม่เท่ากับว่าตายสถานเดียวอย่างนั้นหรือ?!
อิงหรงรีบหันไปมองจีอู๋ซวงแล้วถามว่า “เขาไม่ใช่ฉือเหล่ยหรือ?”
จีอู๋ซวงพยักหน้าด้วยความสงบแล้วกระโดดลงจากแขนของเถาเถี่ย หยิบกระบี่เหล็กธรรมดาออกมาแล้วขยับเบาๆ ความเยือกเย็นก็เหมือนจะจางลงเล็กน้อย แต่ไม่มีใครสังเกตเห็น พวกเขามีแต่ความคิดเดียวในหัวนั่นคือคำพูดของจีอู๋ซวง
“ท่านนี้แน่นอนว่าไม่ใช่ฉือเหล่ย”
ทุกคน “!!!!”
หลอกกันนี่!!!
ทุกคนที่ยืนข้างจีอู๋ซวงเมื่อครู่นี้ เป็นเพราะพวกเขาคิดว่าเถาเถี่ยเป็นบรรพชนของสำนักอวิ๋นหลาน ฉือเหล่ย!
แต่ตอนนี้ เจ้าเด็กสำนักอวิ๋นหลานแอบพาคนอื่นมาแอบอ้างเป็นบรรพชนตัวเอง เพื่อออกมาข่มขู่และหลอกลวงพวกเขาอย่างนั้นหรือ!?
ตายแน่ๆ! พวกเขาต้องถูกปีศาจสองหน้าฆ่าตายแน่ๆ…
แต่คนที่โกรธที่สุดในที่นี้คงเป็นอิงหรง…
ระหว่างเขากับปีศาจสองหน้ามีพันธะเลือดต่อกัน เขามีเลือดพิเศษที่สามารถระงับพิษเย็นได้ จึงใช้ตัวเองเป็นทาสเลือดเพื่อให้สองปีศาจนี้ช่วยเหลือ
ครั้งนี้เขาใช้เลือดไปมากมายเพื่ออัญเชิญทั้งคู่มา แต่กลายเป็นว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นเบิกวิถีปลอม?!
เวรกรรม! มีผู้ใดจะซวยเท่าเขาอีกหรือไม่!!!
สตรีปีศาจโบกมืออย่างไม่ใส่ใจแล้วกล่าวว่า “ไม่ใช่ฉือเหล่ยก็ไม่เป็นไร ข้าจะฆ่าพวกเขาแทนเจ้าเอง ไม่ต้องห่วง”
ชายปีศาจที่เงียบอยู่นานพูดขึ้นมา “ช้าก่อน”
เสียงของเขานุ่มนวลเหมือนราวกับเสียงนักพรตผู้บรรลุธรรม แต่คำพูดที่ออกมานั้นกลับทำให้คนฟังขนลุกชัน
เขาจ้องไปที่จีอู๋ซวงด้วยสายตาเมตตาแล้วพูดเบาๆว่า “เด็กสาวคนนี้มีผิวกายเหมือนหยกเย็น อย่าทำลายผิวหนังของนาง ข้าต้องการมันไปทำเครื่องราง”
สตรีปีศาจมองบนแล้วพูดว่า “ถ้ายังขี้บ่นอีกก็ลงมือเองเสียสิ”
“อามิตาพุทธ พระพุทธเจ้ามีเมตตาต่อสรรพสัตว์”
“งั้นก็หุบปากไปเสีย”
“ได้ๆๆ เช่นนั้นก็บดหัวนางให้แหลกไปเลย เพราะข้าไม่ชอบตาของนาง”
ในคำพูดของพวกเขาราวกับว่าจีอู๋ซวงเป็นเพียงสิ่งของที่ไร้ชีวิตไปแล้ว...
บทที่ 119: กลืนกินในคราวเดียว
หากเป็นคนธรรมดาทั่วไปที่ได้ยินสองผู้ฝึกตนแห่งขั้นเบิกวิถีถกเถียงกันถึงวิธีการ ‘ลอกหนังหักกระดูก’ ตัวเอง คงกลัวจนปัสสาวะราดไปแล้ว
แต่จีอู๋ซวงกลับมีสีหน้าสงบนิ่ง หากไม่ใช่เพราะตอนนี้นางไม่มีอาวุธที่ถูกมือ นางคงอยากลองพลังของกระดูกหงเหมิงด้วยตัวเอง
“เจ้าหนู เจ้าจะเลือกตายเองหรือจะให้ข้าบีบหัวเจ้าให้แหลกดี?” สตรีปีศาจเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “หากเจ้าฆ่าตัวตายเองจะสบายกว่านะ”
จีอู๋ซวงเงยหน้าขึ้นมองฟากฟ้าแล้วเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหันว่า “มีแค่นี้หรือ?”
คำพูดเบาๆประโยคนี้ทำเอาอิงหรงถึงกับอึ้งไปเลย
“หมายความว่าอย่างไร?”
จีอู๋ซวงทำหน้านิ่ว “ข้าหมายถึง ผู้ช่วยของเจ้ามีแค่พวกนี้หรือ? ข้าเกรงว่าพวกเขาคงไม่รอดจากการเป่าลมพ่นเดียวของผู้อาวุโสข้า”
อิงหรง “…”
ปีศาจสองหน้า “…”
ผู้ชมอื่นๆ “…”
เคยเห็นคนข่มขู่เพื่อกลบเกลื่อนความกลัวแต่ไม่เคยเจอใครหยิ่งผยองอย่างเจ้านี่!
จีอู๋ซวงหัวเราะเบาๆ “เจ้าเรียกผู้ช่วยของเจ้ามาให้หมด ไม่อย่างนั้นหลังจากนี้ก็จะไม่มีโอกาสแล้ว ใช่แล้ว พวกเจ้าด้วยหากมีครอบครัวหรือผู้ช่วยก็เรียกมาเถิด ผู้อาวุโสของข้าไม่ชอบเรื่องยุ่งยากชักช้า เราชอบกำจัดให้สิ้นซากในคราวเดียว”
ตอนนี้ปีศาจสองหน้าถึงเข้าใจว่า ‘พวกเจ้า’ ที่จีอู๋ซวงพูดถึงหมายถึงพวกเขานั่นเอง
โอหัง!
โอหังเกินไปแล้ว!!!
จีอู๋ซวงดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออกจึงทำหน้าตาเวทนา “ไม่นะ เจ้าคงไม่เป็นพวกโดดเดี่ยวหรอกใช่หรือไม่? แม้แต่คนที่จะช่วยล้างแค้นแทนเจ้ายังไม่มีเลยหรือ?”
“เจ้าเด็กโง่!!”
สตรีปีศาจลงมือทันที ปรากฏกรงเล็บขนาดยักษ์กลางอากาศ แปรสภาพเป็นพลังวิญญาณออกมาจากกรงเล็บพุ่งตรงเข้าหาจีอู๋ซวงอย่างรวดเร็ว
กรงเล็บตกลงมา ทุกที่ที่ผ่านไปทำให้บ้านเรือนโดยรอบแตกออกกลายเป็นผง กำลังมหาศาลนี้ทำให้ปราณพลังวิญญาณเดือดพล่าน!
ตู้ม!!!
พลังที่ทำลายล้างภูเขาคงเป็นเช่นนี้เองหรือ?
ผู้ชมถึงกับลืมหายใจ ในหัวมีเพียงความคิดเดียวว่า นี่คือพลังแห่งขั้นเบิกวิถีหรือ?!
ทว่า!
ทว่า!
ชายร่างสูงใต้กรงเล็บยักษ์นั้น แท้จริงแล้วเพียงแค่เงยหน้าขึ้นแล้วเป่าลม
“ฟู่…”
ทันใดนั้น กรงเล็บยักษ์ก็สลายไปกลายเป็นอากาศธาตุ เหมือนกับสิ่งก่อสร้างรอบข้าง!
ทุกคนอ้าปากค้าง ไม่มีผู้ใดกล้าเชื่อสายตาตนเอง!
นี่มันอะไร?!
นี่มันแค่การเป่าลมพ่นเดียวจริงๆหรือ?!
เมื่อมองกลับไปยังจีอู๋ซวง นางยืนอยู่ข้างชายหนุ่มคนนั้น ผมแทบไม่เสียทรง ยิ้มหวานอย่างไร้เดียงสาเหมือนจะบอกว่า “เห็นไหมเล่า ข้าบอกแล้ว เจ้าไม่เชื่อเอง”
ปีศาจสองหน้าซึ่งเพิ่งฝ่าฟันความเป็นความตายจนบรรลุถึงขั้นเบิกวิถี ผู้ซึ่งมีความดุดันพรสวรรค์และความสามารถในการต่อสู้ ย่อมต้องมีสัญชาตญาณที่เฉียบคม!
ชายตรงหน้านี้ไม่ใช่คนธรรมดา!
ตอนนี้ปีศาจรชายก็งดท่าที ‘เมตตาสรรพสัตว์’ เผยให้เห็นเขี้ยวและอาฆาต
ชายและหญิงปีศาจพุ่งโจมตีเข้าหาเถาเถี่ย แต่เถาเถี่ยไม่ขยับตัวเลย แม้ว่าในจังหวะที่พวกเขากำลังจะสัมผัสตัวเถาเถี่ยก็ตาม หญิงปีศาจกลับกระโจนออกมาจากหลังชายปีศาจมุ่งตรงไปยังลำคอของจีอู๋ซวง!
ที่แท้พวกเขาไม่ได้ตัวติดกันจริงๆ!
ท่อนล่างของสตรีปีศาจสั้นกว่าที่เห็น เหมือนกับคนแคระ ทารกในอ้อมกอดของนางก็เปลี่ยนท่าทางไปเช่นกัน กลายเป็นทารกผีที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม
“ไปตายซะ!”
พวกเขามีพันธสัญญากับอิงหรง ดังนั้นตราบใดที่อิงหรงเสียสละเลือดเนื้อ พวกเขาก็ต้องสู้สุดกำลัง ไม่เช่นนั้นจะถูกสัญญาตอบโต้
ฆ่าผู้อาวุโสนั่นไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องฆ่าเด็กคนนี้ให้ได้!
ทว่า…
เรื่องประหลาดเกิดขึ้นในขณะนี้
ทุกคนเหมือนเห็น… ภูเขาสูงตระหง่านต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด ผุดขึ้นจากพื้นดิน!
เพราะมันใหญ่เกินไปจริงๆ จึงไม่มีใครเห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของมัน!
มันสกัดกั้นสตรีปีศาจไว้ได้ ร่างของนางเมื่อสัมผัสกับมันก็ระเบิดกลายเป็นหมอกเลือดฟุ้งกระจายทั่วท้องฟ้า…
ส่วนชายปีศาจก็เช่นเดียวกัน!
เขาตายอย่างเงียบเชียบ ไม่มีแม้แต่เสียงใดๆ เพียงแค่จากไปอย่างเงียบงัน
แต่แท้จริงแล้ว!
มีภูเขาที่ไหนกัน?!
มีเพียงชายธรรมดาคนนั้น
ทุกคนจ้องมองชายคนนั้นอย่างงงงัน…
ภาพลวงตาของภูเขาที่ปรากฏขึ้นชั่วขณะนั้น เป็นฝีมือของชายคนนี้หรือ?!
เถาเถี่ยเอียงศีรษะมองจีอู๋ซวงขมวดคิ้วเล็กน้อยและเอ่ยว่า “รสชาติไม่อร่อย”
จีอู๋ซวงเก็บกระบี่ยิ้มพลางกล่าวว่า “ต้องขออภัยท่านจริงๆ”
เถาเถี่ยโบกมือ “ขอโทษไปทำไม ไม่มีอะไรต้องเกรงใจ...” พูดไปครึ่งหนึ่งเถาเถี่ยยกมือขึ้นแคะฟันแล้วเอาแหวนมิติสองวงยื่นให้จีอู๋ซวง “อ้อ นี่ให้เจ้า เป็นแหวนของสองคนนั้น ข้างในน่าจะมีของไม่น้อยถือเป็นของขวัญข้าแล้วกัน”
จีอู๋ซวงมองน้ำลายที่เปื้อนแหวน “…”
ถ้ารู้สึกรังเกียจควรทำอย่างไรดี?
แต่นางก็ยังรับมา ใช้ปีกไก่ของเฟิ่งเลี่ยนเป็นผ้าเช็ดแหวนพลางใช้ขนของไป๋เย่เช็ดไปด้วย ขัดให้สะอาดก่อนเก็บเข้าไปในหินวิญญาณ
เจ้าตัวเล็กทั้งสอง “...”
เจ้ามีมารยาทบ้างหรือไม่?
จีอู๋ซวงกระแอมเบาๆด้วยท่าทีจริงจัง “พวกเจ้าไม่เข้าใจหรอก ผู้อาวุโสของข้าตั้งแต่หัวจรดเท้าเป็นของล้ำค่า แม้แต่น้ำลายก็ด้วย”
คำพูดนี้ทำให้เถาเถี่ยอารมณ์ดี หัวเราะเสียงดังและแนะนำอย่างใจกว้างว่า “มา ข้าจะพ่นให้อีกสองคำดีหรือไม่?”
จีอู๋ซวง “...”
ไม่ต้องก็ได้กระมัง?
เถาเถี่ยนึกว่าจีอู๋ซวงเขินอาย หันไปมองนักพรตคูเจ๋อซึ่งกำลังตะลึงงัน “นี่ ข้าขอยืมขวดสองขวดได้หรือไม่?”
นักพรตคูเจ๋อเดินออกมาด้วยความมึนงง ส่งขวดสองขวดให้เถาเถี่ยด้วยอาการสั่นเทา
เถาเถี่ยใจกว้างจริงๆ “ถุยถุยถุย~” เขาพ่นน้ำลายใส่ขวดสองขวดให้จีอู๋ซวง
จีอู๋ซวงหน้าซีดแต่ก็ยังรับไว้
เถาเถี่ยหัวเราะลั่น ตบไหล่จีอู๋ซวงแล้วกล่าวว่า “อ้อ ในความทรงจำของสองคนนั้น มีสิ่งมีชีวิตที่น่ารำคาญบางอย่าง บางทีพวกมันอาจมาหาเรื่องเจ้า รอข้าสักครู่ ข้าจะไปจัดการให้”
พูดจบเถาเถี่ยกระทืบเท้า ไม่นานก็ปรากฏสอง ‘วิญญาณ’ ขึ้นข้างๆ
ลักษณะของมัน เกือบทำให้คนทั้งหมดตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ!
ใช่แล้ว มันก็คือปีศาจชายและหญิงที่เพิ่งตายไปเมื่อครู่!
ทั้งสองนี้ไม่ใช่วิญญาณ หากแต่เป็น ‘จิตวิญญาณ’ เถาเถี่ยในขณะที่เสวยสุข ก็ยังไม่ลืมที่จะสกัดวิญญาณพวกเขาออกมา นับว่าละเอียดรอบคอบยิ่งนัก
เขาฉีกมิติออกด้วยมือเปล่า บังคับให้จิตวิญญาณออกไปจัดการเพื่อ ‘บริการหลังการขาย’ ให้กับจีอู๋ซวง
จีอู๋ซวงยิ่งยอมรับในใจ ยอดคนสมัยโบราณก็คือยอดคนสมัยโบราณ! รอบคอบจริงๆ!
ให้แต้มเต็มร้อย!
จีอู๋ซวงโบกมือพลางกล่าวว่า “ผู้อาวุโส ท่านลำบากแล้วไม่ต้องรีบ ข้าจะรอท่านกลับมานะ~”
พูดจบ นางเพิ่งจำได้ว่ายังมี ‘ศัตรู’ อยู่ข้างตัว
เมื่อมองกลับไปยังอิงหรง ใบหน้าของเขาซีดเผือดร่างกายสั่นเทาเหมือนกับกระชอน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
จีอู๋ซวงพูดขึ้นอย่างช้าๆว่า “ข้าแนะนำให้เจ้าละทิ้งความคิดที่จะทำลายล้างทั้งหมดนี้ลงเถิด ระหว่างข้ากับเจ้าไม่มีความแค้นใหญ่อะไร เจ้าจะทำทุกอย่างเพื่อคนที่สวมผ้าคลุมนั่นทำไม? เจ้าโง่หรือ? อีกอย่างนะ ในขณะเจ้าสู้เป็นตายอยู่ที่นี่ แต่นางหนีไปนานแล้ว”
บทที่ 120: ล่ำลาผู้อาวุโสเถาเถี่ย จีอู๋ซวงเริ่มต้นเส้นทางแห่งการฝึกตนแล้ว!
คำพูดของจีอู๋ซวงเหมือนกับน้ำเย็นที่สาดเข้าใส่ อิงหรงตัวสั่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน และในที่สุดก็ ‘ตื่น’ ขึ้นมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว…
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
ทำไมนางถึงต้องยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อช่วยคนคนนั้น?
เหมือนกับว่าถูกครอบงำด้วยพลังบางอย่าง…
เมื่อเขามองไปรอบๆ ก็พบว่าคนคนนั้นหายตัวไปนานแล้ว
“เจ้าคิดทบทวนดูเองเถิด” จีอู๋ซวงทิ้งคำพูดนี้ไว้ก่อนนั่งขัดสมาธิแล้วเริ่มศึกษาศิลากุยซวี ไม่ว่าจะอย่างไรนางก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี
แต่จีอู๋ซวงไม่เคยสัมผัส ‘พลังวิญญาณ’ ไม่รู้ว่ามันมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร นางใช้ฝ่ามือกดลงบนก้อนศิลากุบซวี รู้สึกถึงความร้อนจากด้านหลัง แล้วก็…
แล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลย…
จีอู๋ซวงเอียงศีรษะแล้วเคาะมันเบาๆ ทันใดนั้นก้อนศิลากุยซวีก็ ‘แตกละเอียด’ กลายเป็นผุยผง
เป็นไปได้อย่างไร? ไหนบอกว่ามันอยู่ยงคงกระพันต่อคมมีดและอาวุธทั้งปวง ไม่หวั่นต่อไฟและน้ำไง?
จีอู๋ซวงลุกขึ้นด้วยความโกรธ อวดฟันขาวเล็กๆของนางแล้วดึงอิงหรงที่ยังตกอยู่ในภวังค์มาถาม “เจ้าหลอกข้า! ทำไมของสิ่งนี้แค่แตะก็พังแล้ว!”
อิงหรงก้มลงมองและพบว่าเป็นก้อนศิลากุยซวีที่จีอู๋ซวงถืออยู่
ทั้งหอการค้าห่งเหยียนพังทลาย เมืองก็เสียหายเกินจะประเมินค่าได้ นางไม่มีอารมณ์มาทะเลาะกับจีอู๋ซวงอีกแล้ว
“ข้าชดใช้ให้เจ้าก็แล้วกัน”
อิงหรงที่อยู่ๆก็พูดจานุ่มนวลขึ้น ทำให้จีอู๋ซวงรู้สึกผิดจึงตัดสินใจมอบ ‘การทำนายชะตา’ ให้เป็นการตอบแทน นางจับข้อมืออิงหรงเพื่อทำนายดวงชะตาและพบกับบางสิ่งที่ทำให้นางถึงกับอ้าปากค้าง…
อะไรกันเนี่ย!?
สุนัขผู้ภักดีคนนี้!
ใน ‘โลก’ ที่นางเห็นจากการทำนาย อิงหรงจะรักและหลงใหลในตัวบุตรีแห่งโชคชะตา ทำทุกอย่างเพื่อนาง ขนาดวิ่งเอาหัวโขกกำแพงเพื่อนาง... และสุดท้ายเพื่อที่จะสามารถติดตามบุตรแห่งโชคชะตาได้ เขาพยายามหลุดพ้นจากพันธะเลือดของปีศาจสองหน้า แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวและถูกปีศาจสองหัวกลืนกินและตายอย่างอนาถ
หลังจากเขาตายไป หอการค้าห่งเหยียนก็จะตกเป็นของบุตรีแห่งโชคชะตา ซึ่งจะกลายเป็นรากฐานให้นางสร้างอาณาจักรของนางในภายภาคหน้า
ดังนั้นการที่ผู้อาวุโสเถาเถี่ยฆ่าปีศาจสองหน้าก็ถือเป็นการช่วยชีวิตเจ้าสุนักผู้ภักดีคนนี้ได้อย่างบังเอิญหรือ?
ตอนนี้จีอู๋ซวงรู้สึกสับสน เพราะนางรู้ว่าอิงหรงคงไม่รู้สึกขอบคุณเถาเถี่ยที่ช่วยชีวิตเขาหรอก เขาคงแค่คิดว่าเถาเถี่ยฆ่าที่พึ่งของเขาไป
จีอู๋ซวงเบะปากพลางกล่าวด้วยเสียงเรียบๆว่า “ท่านประมุขอิง พึ่งพาภูเขา ภูเขาก็พัง พึ่งพาคน คนก็จากไป เจ้าควรหันกลับมาฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่งดีกว่า พันธะเลือดอะไรก็แค่จะย้อนมาทำร้ายเจ้าเองเท่านั้น ถึงปีศาจสองหน้าตายไปแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสียทีเดียว อย่างน้อยเจ้าไม่ต้องเป็นทาสเลือดของพวกเขาอีกแล้ว”
อิงหรง “???”
คำพูดที่เต็มไปด้วยคุณธรรมนี้ เด็กสาวที่ต้องพึ่งพาคนอื่นใช้ชีวิตพูดออกมาได้อย่างไร?
แต่ถึงคำพูดของจีอู๋ซวงจะฟังดูห้วนๆ แต่เนื้อหาก็เป็นเรื่องจริงทั้งนั้น
ปีศาจสองหน้านั่นตายไปแล้ว เขาสูญเสียที่พึ่งก็จริง แต่มันก็ทำให้เขาเป็นอิสระ…
ขณะที่จีอู๋ซวงกำลังคิด เถาเถี่ยก็กลับมา
จากหัวที่เรียงรายบนมือของเถาเถี่ย ดูเหมือนว่าเขาคงผ่าน ‘การต่อสู้อันโหดร้าย’ มา เพราะแต่ละหัวนั้นปลดปล่อยพลังที่น่าสะพรึงกลัวออกมาด้วย…
มีถึงสองหัวที่เป็นของอสูรร้ายขั้นเบิกวิถีที่ขึ้นชื่อว่าเลวทรามที่สุด
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เถาเถี่ยก็ยังกลับมาพร้อมกับทรงผมที่ไม่ยุ่งเหยิงเลย
ท่าทางแข็งแกร่งเช่นนี้ ทำให้ผู้คนจากหลากหลายกลุ่มถึงกับนิ่งงัน…
เถาเถี่ยส่งหัวเหล่านั้นให้จีอู๋ซวง “นี่ เจ้าเด็กน้อย ข้ากำจัดพวกที่อาจมาหาเรื่องเจ้าเรียบร้อยแล้ว เอ๊ะ! เจ้าก็เริ่มฝึกตนแล้วเหรอ?”
เถาเถี่ยไม่คาดคิดว่าแค่เขาออกไปไม่นาน จีอู๋ซวงก็สามารถเริ่มฝึกฝนได้?
การเริ่มฝึกตนหมายถึงการดึงพลังวิญญาณเข้าร่าง เพื่อเริ่มต้นเส้นทางแห่งการฝึกฝน
แต่เนื่องจากจีอู๋ซวงเป็นผู้ฝึกตนที่ไม่มีธาตุ ดังนั้นแม้แต่เถาเถี่ยก็ไม่สามารถบอกได้ว่านางอยู่ในขั้นไหนแล้ว
ใบหน้าของจีอู๋ซวงเต็มไปด้วยความดีใจ “ท่านพูดจริงรึ? ข้าสามารถฝึกตนได้แล้วหรือ?”
“ใช่ ข้าคงไม่มองผิดหรอก เจ้าเป็นผู้ฝึกตนแล้ว” เถาเถี่ยหัวเราะลั่น “ฮ่าๆๆ ถ้ารู้ว่าเจ้าสามารถฝึกตนได้ ข้าคงไม่ฆ่าพวกนั้นหมด ให้เจ้าได้ซ้อมฝีมือบ้างก็ดี”
จีอู๋ซวง “…”
ขอบคุณจริงๆนะ
เถาเถี่ยตบไหล่จีอู๋ซวงพลางกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้าสามารถฝึกตนได้แล้ว แสดงว่าเจ้าได้ผ่านด่านที่ยากที่สุดในการฝึกฝนแล้ว ในอนาคตเจ้าจะต้องก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ข้าคงไม่อยู่ต่อแล้ว”
เถาเถี่ยยังมีความแค้นที่ต้องสะสาง ไม่ใช่แค่ของเขา แต่ยังเป็นของพีซิวด้วย
ยิ่งกว่านั้น ซากของพีซิวยังอยู่ในมิติของเขา
สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการนำพีซิวกลับไปฝังที่ดินแดนบรรพบุรุษ เพื่อให้เผ่าพันธ์ุของพีซิวสามารถสืบทอดต่อไปได้
จีอู๋ซวงพยักหน้า แล้วอุ้มจินถงจื่อที่ขนปุยนุ่มออกมาจากอก นางจับมือเล็กๆของมันให้โบกไปที่เถาเถี่ย “ท่านอาวุโส ท่านวางใจได้ ข้าจะดูแลจินถงจื่อให้ดี และจะคอยกระตุ้นให้มันฝึกฝนอย่างขยันขันแข็ง เมื่อมันบรรลุ เราก็จะได้พบกันอีก”
เถาเถี่ยพยักหน้า แล้วใช้นิ้วจิ้มหน้าผากของจินถงจื่อเบาๆยิ้มเล็กน้อย
“ถ้าอยากเจอกันอีกครั้งก็ต้องตั้งใจฝึกฝนให้ดี”
เมื่อพูดจบ เถาเถี่ยก็หันหลังจากไป
แผ่นดินและท้องฟ้าสั่นสะเทือนทันทีเมื่อเขาหันหลัง!
เมืองห่งเหยียนอันกว้างใหญ่
ไม่สิ ควรจะพูดว่าทั้งดินแดนทะเลทรายของเขตกลางแห่งทวีปตะวันออก ต่างกลายเป็นเงาร่างของสัตว์อสูรยักษ์ที่พุ่งทะยานไปบนท้องฟ้าเหมือนดวงดาว…
ครืน!! ครืน...
ครืน!! ครืน...
ทั้งเวลาและมิติดูเหมือนจะหยุดนิ่ง แต่เมื่อ.ลมอ่อนๆพัดมามันก็กลับดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น…
ความรู้สึกนี้ช่างประหลาด
เหมือนกับว่า…
ทั้งผืนแผ่นดินได้รับพรจากสมัยบรรพกาล…
ความจริงมันก็เป็นเช่นนั้น ภายในใจกลางทะเลทราย ต้นอ่อนเล็กๆที่อ่อนแอได้เติบโตขึ้นอย่างเงียบ ๆ และมั่นคง
แม้ความตายจะยังปกคลุมท้องทะเลทรายอยู่ แต่ชีวิตก็จะไม่หยุดเดินหน้า
จบตอน
Comments
Post a Comment