sword ep121-130

บทที่ 121: เด็กน้อยของพวกเขาโดนคนอื่นหลอกเข้าแล้ว

 

พอจีอู๋ซวงเพิ่งกล่าวคำอำลาต่อเถาเถี่ยได้ไม่นาน ก็มีอสรพิษสลิลและมังกรกุ้ยโถวกลับมา

 

สำหรับทุกคนในเมืองหงเยี่ยน นี่ถือเป็นเหตุการณ์ที่ยังไม่ทันจบก็เกิดเรื่องใหม่ขึ้นอีกแล้ว

 

โดยเฉพาะพลังอันน่ากลัวขั้นตัดเคราะห์ที่อยู่ในร่างของอสรพิษสลิล ทำให้ผู้คนต่างรู้สึกอยากจะยอมแพ้แทบจะทันที

 

โลกใบนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

 

ทำไมสิ่งที่น่าหวาดกลัวถึงโผล่มาอีกรอบแล้วรอบเล่า…

 

แล้วสัตว์เทพขั้นตัดเคราะห์นี้มันคืออะไรกันเล่า?

 

ทันทีที่เห็นมันพุ่งตรงไปหาจีอู๋ซวงและหมุนวนอยู่รอบๆตัวนาง

 

อสรพิษตัวใหญ่ที่บังแสงตะวัน ทั่วร่างมีเกล็ดเป็นสีฟ้าน้ำทะเลและมีปีกสองข้างที่กางออกมา ส่งผลให้ฝนห่าใหญ่ตกลงมา

 

น่ากลัวมาก!

 

แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นกำลังจะเกิดขึ้นต่อไป เมื่อเห็นจีอู๋ซวงกระโดดลงไปยังหัวของอสรพิษตัวใหญ่และเลือกตำแหน่งที่สบายเพื่อนั่งพัก ก่อนที่นางจะนึกบางอย่างขึ้นได้และโผล่หัวออกมาตะโกนบอกไปยังอิงหรงที่อยู่ข้างล่าง

 

“อ้อ ใช่แล้ว ท่านประมุขอิงหรง ศิลากุยซวีของท่านไม่มีปัญหา ไม่ต้องจ่ายหินวิญญาณแล้วนะเจ้าคะ ช่วยบอกคนที่สวมผ้าคลุมด้วยว่าข้าเอาศิลาของนางไปแล้ว ถ้าอยากได้คืนให้มาหาข้าเองนะ ไปกันเถอะ”

 

“กรร!”

 

อสรพิษสลิลส่งเสียงขู่ พาเมฆหมอกและคลื่นน้ำพัดไป ในพริบตาเดียวก็หายไปจากสายตาของทุกคน

 

หลังจากนั้นทุกคนก็เพิ่งตระหนักว่า สัตว์เทพขั้นตัดเคราะห์ที่น่ากลัวนี้ จริงๆแล้วเป็นสัตว์เลี้ยงของจีอู๋ซวงด้วยหรือ?!

 

โอ้สวรรค์!

 

จีอู๋ซวงที่แท้จริงแล้วอยู่ในสำนักอวิ๋นหลานนั้นได้รับความโปรดปรานมากขนาดไหนกันนะ?

 

ถึงขนาดมีสัตว์เทพขั้นตัดเคราะห์มาคุ้มครอง!

 

มีเพียงคนของเกาะเสิ่นหลงเท่านั้นที่จำอสรพิษสลิลได้

 

พวกเขานึกขึ้นมาได้ว่าทำไมสัตว์เทพใกล้ๆ เกาะเสิ่นหลงถึงมีความเคลื่อนไหวขึ้นมาอีก มันตีกันและพยายามแย่งชิงบางอย่าง ที่แท้เป็นเพราะอสรพิษสลิล สัตว์เทพผู้คุมทะเลถูกจีอู๋ซวงล่อลวงไปนั่นเอง…

 

ไม่น่าเชื่อเลย!

 

ไม่ได้แล้ว พวกเขาต้องรีบไปบอกเรื่องนี้กับท่านเจ้าเกาะ

 

คนของเกาะเสิ่นหลงจึงรีบจากไป ส่วนสำนักอื่นๆก็ทยอยกันกลับไปเช่นกัน

 

อะไรนะ?

 

ท่านบอกว่าอิงหรงสมคบกับปีศาจหน้าเป็นศัตรูในที่ลับเป็นมิตรในที่แจ้ง ซึ่งเป็นผู้ฝึกตนในทางชั่วและสมควรถูกฆ่าโดยคนทั่วไป?

 

ขอร้องล่ะ ไม่เห็นหรือว่าขนาดจีอู๋ซวงก็ยังไม่ลงมือเลย พวกเขาจะเข้าไปยุ่งทำไม?

 

เมื่อเวลาผ่านไป เดี๋ยวศัตรูของปีศาจสองหน้าก็จะต้องมาหาอิงหรงเอง

 

หลังจากที่ทุกคนจากไป อิงหรงและคนของหอห่งเหยียนยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของเมือง สับสนและมืดมนใจ

 

อย่างแรก จีอู๋ซวงไม่ได้ฆ่าพวกเขา แม้แต่ด่าทอหรือทำให้พวกเขาลำบากก็ไม่มี... อย่างที่สอง พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าหอการค้าห่งเหยียนที่ได้ลงทุนดูแลและพยายามมาอย่างยาวนาน ทำไมถึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้?

 

เพื่อไม่ให้คนในหอการค้าห่งเหยียนต้องเดือดร้อน อิงหรงจึงได้ยุติความสัมพันธ์กับหอการค้าห่งเหยียนโดยสมัครใจและแยกตัวออกมา จากนั้นเขาก็หายไปในทะเลทราย...

 

ในมิติลับ

 

โม่หลานอีมองอสรพิษสลิลมารับตัวจีอู๋ซวงไป ในช่วงเวลานั้นนางจึงได้เข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา

 

ไอ้เรื่องไร้สาระเกี่ยวกับสัตว์เทพเหยี่ยนเหว่ยอะไรกัน!

 

ที่แท้เป็นจีอู๋ซวงที่ให้อสรพิษสลิลแกล้งทำเป็นเหยี่ยนเหว่ยนี่เอง!

 

อีกทั้งอสรพิษสลิลไม่ใช่สัตว์เทพขั้นตัดเคราะห์ช่วงปลายหรอกหรือ? ทำไมถึงกลายเป็นสัตว์เลี้ยงของจีอู๋ซวงได้?!

 

หินวิญญาณชั้นยอดของนาง!

 

ทุกสิ่งที่นางเหนื่อยยากสร้างรากฐานเอาไว้ในหอการค้าห่งเหยียน

 

ทุกสิ่งทุกอย่างกลับหายไปหมด!

 

“เกินไปแล้ว!” โม่หลานอีกรีดร้องเสียงดัง “จีอู๋ซวง! จีอู๋ซวง! ข้าจะฆ่านางให้ได้!!”

 

เซียนเฒ่าได้แต่หลับตาฝึกสมาธิต่อไป เงยตามามองโม่หลานอีที่คล้ายคนบ้าอยู่บ้างเป็นบางครั้ง รู้สึกดูถูกในใจ

 

โม่หลานอีเองก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า หลังจากการต่อสู้ครั้งนี้ พลังวาสนานางเริ่มจางหายไปเรื่อยๆ…

 

ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ต้องมีสักวันที่โม่หลานอีจะสูญเสียสถานะที่เป็นบุตรีแห่งโชคไปแน่

 

เมื่อถึงเวลานั้น นางจะต้องพบกับผลกรรมที่ตามมา

 

แต่ดูเหมือนว่าโม่หลานอีเองจะไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้

 

แม้เซียนเฒ่าก็พอจะเตือนนางได้บ้าง แต่ถ้านางยังคงเป็นเช่นนี้ ขี้หงุดหงิดไม่พอใจก็โวยวายอยู่เรื่อยๆ เขาก็ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องเตือนนางเช่นกัน

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เขาไม่ต้องการพันธะกับคนไร้ประโยชน์

 

แต่โม่หลานอีดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง จู่ๆก็สงบลง นางหันกลับมามองเซียนเฒ่า

 

“ท่านปู่เซียน ท่านรู้หรือไม่ว่าชายร่างสูงคนนั้นคือใคร? ข้ารู้สึกว่าเขาไม่ปกติ”

 

เซียนเฒ่ารู้สึกประหลาดใจในความสามารถของโม่หลานอีที่ปรับตัวได้รวดเร็ว และพยักหน้าอย่างเห็นชอบ [นางพูดถูก ข้าและเจ้ามองข้ามไป เมื่อครู่ชายคนนั้นจากยุทธภพแห่งนี้ไปแล้ว แต่เขาไม่ได้ทะยานสู่สวรรค์…]

 

“จากยุทธภพนี้ไปแล้วแต่ไม่ได้ทะยานสู่สวรรค์...” โม่หลานอีพึมพำและความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว “ท่านกำลังหมายความว่า ชายคนนั้นเป็นคนจากแดนสวรรค์เหมือนกับท่านใช่หรือไม่?”

 

[ใช่] เซียนเฒ่าพยักหน้า [แต่เขาไม่ได้ลงมาในฐานะวิญญาณเทพ แต่เป็นการลงมาพร้อมร่างจริง ดังนั้นโลกนี้ไม่สามารถรองรับเขาได้ เขาจึงจำเป็นต้องจากไป ไม่เช่นนั้นจะก่อให้เกิดความวุ่นวายในที่แห่งนี้ และอีกอย่าง ผู้ที่ลงมาพร้อมร่างจริงจะถูกจำกัดพลังให้อยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎสวรรค์ ดังนั้นแม้ว่าเถาเถี่ยจะแสดงออกถึงความยิ่งใหญ่และทรงพลังมากขนาดไหน ความจริงเขาก็แค่ขั้นเบิกวิถีเท่านั้น หากไม่ได้ถูกจำกัดพลังให้อยู่ในขั้นเบิกวิถี แม้กระทั่งค่ายกล ‘ค่ายกลล็อกเทพตำนานเก้าดวงอาทิตย์’ ก็อาจจะไม่สามารถกักขังเถาเถี่ยไว้ได้

 

แต่โม่หลานอีไม่รู้ความจริงเหล่านี้ นางแสดงอาการเข้าใจและพูดขึ้น “งั้นหรือ…เขานี่เองที่เป็นเบื้องหลังที่แท้จริงของจีอู๋ซวง?”

 

“ใช่แล้ว”

 

แววตาของโม่หลานอีเต็มไปด้วยความเกลียดชังและอิจฉา

 

“ไม่แปลกเลย ไม่แปลกเลย...”

 

ไม่แปลกใจเลยที่จีอู๋ซวงจะรู้จักยันต์และค่ายกลที่ไม่น่าจะมีอยู่ในที่นี่

 

ที่แท้ก็มีผู้อยู่เบื้องหลังที่คอยช่วยเหลือนาง

 

และผู้อยู่เบื้องหลังยังทรงพลังถึงเพียงนี้

 

แต่คิดไปคิดมาก็มองเห็นบางอย่าง โม่หลานอีก็คลายความกังวล…

 

ทำไมน่ะเหรอ?

 

แน่นอนเพราะว่าผู้อยู่เบื้องหลังของจีอู๋ซวงได้จากไปแล้ว

 

เมื่อสูญเสียคนที่อยู่เบื้องหลัง จีอู๋ซวงยังจะต่อสู้กับนางได้ยังไง?!

 

แต่ถึงแม้จะไม่มีคนเบื้องหลังแล้ว แต่จีอู๋ซวงยังมีอสรพิษสลิล สัตว์เทพขั้นตัดเคราะห์อยู่นี่สิ...เจ้าสิ่งนี้ไม่ง่ายที่จะจัดการเลย

 

โม่หลานอีตั้งสติและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม “ท่านปู่เซียน ข้าจะปิดด่านฝึกฝนอย่างจริงจังเพื่อเสริมสร้างพลังของข้า”

 

เซียนเฒ่ารู้สึกประหลาดใจที่เมื่อโม่หลานอีตัดสินใจ ‘ฝึกฝน’ พลังวาสนาของนางก็กลับคืนมาเล็กน้อย

 

จริงๆแล้วบุตรีแห่งโชคชะตาอย่างไรก็คือบุตรีแห่งโชคชะตา

 

สวรรค์ยังคงโปรดปรานนางอยู่

 

“ดี เจ้าจงฝึกฝนให้ดี หากต้องการคำแนะนำก็สามารถมาถามข้าได้ทุกเมื่อ”

 

“เจ้าค่ะ ขอบคุณท่านปู่เซียน”

……

จีอู๋ซวงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายขึ้นในหมู่เมฆาแห่งสำนักอวิ๋นหลาน ข่าวการกระทำของนางแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว เหล่านักพรตต่างมายืนรออยู่ที่หน้าประตูสำนักคอยเฝ้าดูข่าวคราวของจีอู๋ซวง…

 

กลัวว่านางจะได้รับอันตรายอะไร

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่อ้างว่าเก่งกาจจนสามารถสังหารปีศาจสองหน้าเป็นศัตรูในที่ลับเป็นมิตรในที่แจ้ง ผู้ฝึกตนสายมารทั้งหลายอย่างเช่น เซียนฮวาป๋ายและเซียนสายมารอีกแปดคนนั้น ไม่ได้เป็นคนของสำนักอวิ๋นหลานเลย!

 

และสัตว์เทพขั้นตัดเคราะห์นั่นก็ไม่ใช่สัตว์เทพของสำนักอวิ๋นหลานเช่นกัน

 

โอ้สวรรค์ เด็กน้อยคนนี้อยู่นอกสำนัก ไม่รู้ว่าโดนใครหลอกบ้างหรือไม่

 

อะไรนะ? อะไรนะ?

 

แล้วก็สัตว์เทพ พวกเขาเองก็มีไม่ได้ขาดแคลน!

 

กลับมาเถิด!

 

รีบกลับมา!

 

กลับมาแล้วจะจัดหาให้เลยสิบตัวแปดตัว เล่นกับเจ้าหนูทุกวัน!

 

ในที่สุด เด็กสาวที่ผู้คนเฝ้ารอคอยก็กลับมาแล้ว

 

และกลับมาพร้อมกับรูปโฉมใหม่ที่เกินกว่าจินตนาการของทุกคน!

 

จีอู๋ซวงกระโดดลงมาจากหลังของอสรพิษสลิล และเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะเดินหมุนตัวรอบๆหน้าเหล่านักพรตพร้อมกับยิ้มและพูดว่า “พวกท่านทั้งหลาย ดูสิ ข้ามีอะไรแปลกไปหรือไม่?”

 

เหล่านักพรตต่างพากันเงียบไปหมด “...”

 

จีอู๋ซวงไม่เข้าใจว่าทำไมใบหน้าของทุกคนถึงเคร่งเครียด จึงขมวดคิ้วและถามว่า “ทำไมพวกท่านถึงทำหน้าตาเช่นนี้เล่า เกิดอะไรขึ้นในสำนักหรือ?”

 

เหล่านักพรตต่างพากันส่ายหัวและพูดอย่างระมัดระวังว่า “ไม่ ไม่เลย สำนักไม่มีอะไรเกิดขึ้น...”

 

“ใช่ๆ สำนักสงบสุขดี”

 

“ทุกคนสบายดี แม้แต่หรงหรงก็ยังอ้วนขึ้นเลย”

……

พวกเขาพูดคุยกันด้วยความอ่อนโยน ราวกับว่ากลัวว่าจะทำร้ายจิตใจของจีอู๋ซวง

 

จีอู๋ซวงหัวเราะและพูดว่า “ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยดี แล้วทำไมพวกท่านถึงได้ทำหน้าคว่ำเช่นนั้นกันเล่า?”

 

เหล่านักพรตต่างพยายามกลั้นความเจ็บปวดและความโกรธไว้ในใจ คิดว่าคนที่ลำบากไม่ใช่พวกเขา แต่เป็นนางต่างหาก!!!

 

เด็กน้อยไม่รู้ว่าถูกชาวบ้านชาวป่าจากไหนหลอก!

 

นางถึงได้…

 

ถึงได้…

 

พลังของนางถึงได้กลายเป็นสภาพขุ่นมัวเช่นนี้!

 

ใช่แล้ว แม้ว่าตอนนี้นางจะมีพลังวิญญาณโคจรอยู่ในร่างกายคล้ายกับว่านางได้สร้างกระดูกวิญญาณใหม่และสามารถฝึกฝนได้แล้ว แต่พลังนี้ไม่ใช่ธาตุไฟและไม้!

 

เหล่านักพรตของสำนักอวิ๋นหลานทุกคนต่างรู้ดีว่า เด็กสาวที่พวกเขารักดั่งแก้วตาดวงใจนั้นมีธาตุไฟและไม้!

 

ต่อให้ประสบความสำเร็จในการนำพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างกาย ก็ควรจะมีพลังของธาตุทั้งสองชนิดนี้ไม่ใช่หรือ?

 

นี่มันอะไร?

 

นี่มันอะไร?

 

ช่างยุ่งเหยิงจริงๆ!

 

โอ้! เด็กน้อยของพวกเขา โดนคนอื่นหลอกแล้วสินะ ไม่รู้ว่าไปฝึกวิชาแบบสุ่มสี่สุ่มห้าแบบไหนเข้า สร้างกระดูกวิญญาณที่ไม่ได้มาตรฐาน โถ! ที่แย่ที่สุดคือพวกเขายังแสดงออกไม่ได้เลย กลัวว่าจะทำร้ายจิตใจของเด็กสาว

 

โอ้! หัวใจของพวกเขาช่างเจ็บปวดเหลือเกิน!


บทที่ 122: ถ้าทำให้เด็กน้อยร้องไห้ขึ้นมา ข้าไม่รับผิดชอบนะ

 

บรรดานักพรตต่างมองหน้ากันไปมา และสุดท้ายคนที่ถูกดันออกมาก็คือเหลียนซิง

 

ในตอนนี้ความรู้สึกของเหลียนซิงก็คือความเสียใจ เสียใจเป็นอย่างมาก ถ้ารู้แต่แรกว่าอู๋ซวงน้อยจะต้องเจอเรื่องร้ายแรงแบบนี้ เขาจะไม่ปล่อยให้นางต้องไปเผชิญหน้ากับ ‘การลักพาตัว’ เพียงลำพังอย่างแน่นอน

 

แต่เมื่อเรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว เขาก็ไม่อาจแสดงความรู้สึกใดๆออกมาได้ เพราะกลัวว่าอู๋ซวงน้อยจะรู้สึกไม่ดีและส่งผลต่อจิตใจของนาง

 

ก่อนอื่นให้นางสบายใจไปก่อน แล้วพวกเขาค่อยคิดหาทางแก้ไขกันทีหลัง

 

ด้วยการที่มีนักพรตของสำนักอวิ๋นหลานคอยอยู่ แม้จะต้องฝืนกฎสวรรค์ พวกเขาก็จะต้องรักษาอู๋ซวงน้อยให้ได้

 

"ฮ่าฮ่าฮ่า..." เหลียนซิงรีบฝืนยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า "พวกเราไม่ได้ทำหน้าตาเศร้าหรอก แต่เราดีใจแทนเจ้านะ อย่างน้อยเจ้าก็เริ่มฝึกฝนได้แล้ว ขอแค่ตั้งใจฝึกฝนก็พอ"

 

จีอู๋ซวงพยักหน้า "แน่นอนเจ้าค่ะ"

 

ก่อนหน้านี้จีอู๋ซวงอิจฉาเหล่านักพรตเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการหดระยะทางให้สั้นเพียงก้าวเดียว ย้ายภูเขาถมทะเล หมุนเวียนดวงดาว หรือแม้แต่พลิกฟ้าคว่ำดิน ทุกท่วงท่าล้วนแต่ ‘ยิ่งใหญ่’ ทั้งนั้น

 

แต่สำหรับนางแล้ว…

 

เอ่อ... นางมีเพียงแค่กระบี่เล่มเดียว ยังห่างไกลนัก

 

ชาตินี้ นางต้องเป็นนักพรตที่สามารถหดระยะทาง ย้ายภูเขาถมทะเล หมุนเวียนดวงดาว และพลิกฟ้าคว่ำดินให้ได้!

 

จีอู๋ซวงตบอกตัวเองและพูดว่า "ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ข้าจะไปฟังบรรยายที่ยอดเขาลั่วเยว่!"

 

ยอดเขาลั่วเยว่เป็นยอดเขาอันดับหนึ่งของสำนักอวิ๋นหลานในเรื่องการต่อสู้!

 

หากต้องการเป็นนักพรตผู้ยิ่งใหญ่ สิ่งสำคัญอันดับแรกก็คือค่าความสามารถทางการต่อสู้!

 

ต้องเรียนการต่อสู้ก่อน!

 

เหลียนซิง “...”

 

ช้าก่อนนะ ถ้าพรุ่งนี้นางจะไปฟังบรรยายที่ยอดเขาลั่วเยว่ แล้วถ้าหากพบว่าตัวเองเรียนอะไรไม่ได้เลย จะทำยังไงเล่า?

 

เหลียนซิงรู้สึกว่าตัวเองทำพลาดไปแล้ว เขารีบทำตาขยิบคิ้วส่งสัญญาณให้นักพรตคนอื่นๆทันที

 

นักพรตทั้งหลาย “…”

 

‘ถ้าเจ้าไม่ใช่ประมุขสำนัก พวกข้าจะตีเจ้าเลยเชื่อหรือไม่?’

 

สุดท้ายก็เป็นนักพรตเสวียนจีที่กระแอมเบาๆ แล้วพูดขึ้นว่า “ไม่ต้องรีบร้อน การต่อสู้นั้นสำคัญจริง แต่รากฐานสำคัญยิ่งกว่า ตอนนี้เจ้ามีพื้นฐานด้านยันต์และค่ายกลแล้ว ต่อไปควรจะไปศึกษาด้านโอสถบ้าง”

 

“โอสถรึ?” จีอู๋ซวงไม่เข้าใจ “ทำไมเล่าเจ้าคะ ข้าไม่ได้จะเป็นนักปรุงโอสถนี่นา”

 

ใบหน้าของเฉินเสวียนจีเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “เด็กโง่ การเรียนรู้เกี่ยวกับโอสถนั้นมีประโยชน์สำหรับเวลาเดินทางอย่างไรเล่า จะได้รู้ว่าอะไรดีหรือไม่ดี เผื่อเวลาเดินทางแล้วเจอของวิเศษหายากที่ใช้ปรุงโอสถระดับสูงได้ จะได้ไม่พลาดไป”

 

จีอู๋ซวงเข้าใจทันที “อย่างนี้นี่เอง!”

 

การเป็นนักพรตช่างยุ่งยากนักสินะ?

 

การเป็นนักกระบี่ยังง่ายกว่าเยอะเลย

 

“ไม่ใช่แค่โอสถเท่านั้น เจ้าจะต้องไปเรียนที่ยอดเขาต่างๆอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการปรุงโอสถ การหลอมอาวุธ การสร้างค่ายกล ยันต์ การควบคุมสัตว์ การเลี้ยงดูพืชจิตวิญญาณ ต้องไม่ขาดสักอย่าง! มีพื้นฐานความรู้ที่แน่นพอถึงจะช่วยให้เจ้าเป็นนักพรตผู้ยิ่งใหญ่ได้ ที่ว่าหอคอยสูงเสียดฟ้านั้นต้องเริ่มจากพื้นฐานที่แน่นหนา!”

 

จีอู๋ซวงพยักหน้า “นักพรตเฉินเสวียนจีไม่ต้องห่วง ข้าจะตั้งใจเรียนพื้นฐานของหกศาสตร์วิถีอย่างดี”

 

เฉินเสวียนจีรู้สึกโล่งใจอย่างมาก

 

คิดว่าหกศาสตร์แห่งการฝึกตนนั้นลึกซึ้งราวกับมหาสมุทร เด็กคนนี้ถ้าต้องการเรียนให้เชี่ยวชาญทุกอย่างคงต้องใช้เวลาสักยี่สิบสามสิบปีเป็นอย่างน้อย

 

ถึงตอนนั้น พวกเขาคงหาวิธีช่วยให้เด็กคนนี้กลับมามีกระดูกวิญญาณดังเดิมได้แน่นอน!

 

“ถ้าเช่นนั้น เราตกลงกันตามนี้ เมื่อเจ้าผ่านการทดสอบของยอดเขาทั้งหกได้แล้ว ก็เริ่มการฝึกฝนพลังวิญญาณได้จริงๆ”

 

“เจ้าค่ะ!”

 

เหลียนซิงและนักพรตคนอื่นๆ ต่างก็ไม่กล้ามองดวงตาที่บริสุทธิ์และสดใสของจีอู๋ซวงด้วยความไม่สบายใจ

 

เฮ้อ เหตุใดสวรรค์ถึงได้กลั่นแกล้งอู๋ซวงน้อยเช่นนี้นะ?

 

น่าสงสารเหลือเกิน…

 

สุดท้ายจีอู๋ซวงถูกนักพรตเฉินเสวียนจี นักพรตหวงหลง นักพรตอวีเจี้ยน นักพรตเลี่ยหยางและบรรดาอาวุโสคุ้มกันอย่างเต็มกำลังไปยังยอดเขาตันเสีย พอถึงยอดเขาก็ทำให้คนที่นั่นตกใจ

 

คนที่รู้ก็รู้ว่าเป็นเพราะศิษย์คนเดียว แต่คนที่ไม่รู้ก็อาจคิดว่านักพรตพวกนี้มาตั้งใจหาเรื่อง

 

เมื่อพวกเขามาเยือนเป็นเนื่องจากเป็น ‘อาวุโสสูงสุด’ ยอดเขาตันเสียจึงไม่สามารถให้เพียงผู้นำยอดเขามาต้อนรับได้ นอกจากผู้นำยอดเขาเนี่ยเสี่ยวแล้ว นักพรตพู่จี่ ผู้อาวุโสสูงสุดโต่วชุนชิวก็มาเองด้วย

 

เนี่ยเสี่ยวไม่เหมือนกับนักพรตหญิงทั่วไป นางมีผมสั้นดูคล่องแคล่ว รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าสง่างามสะดุดตา น้ำเสียงที่พูดจานั้นฟังดูตรงไปตรงมา

 

นักพรตพู่จี่ดูเหมือนเด็กหนุ่มอายุสิบสามสิบสี่ปี ได้ยินว่าครั้งหนึ่งเขาเคยลองโอสถเพื่อช่วยชีวิตคน แล้วไม่ทันระวังตัวจนกลายเป็นเช่นนี้และกลับคืนสู่สภาพเดิมไม่ได้อีก

 

แต่แม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกจะเปลี่ยนกลับไม่ได้ ผู้อาวุโสสูงสุดโต่วชุนชิวก็ยังดื้อรั้นที่จะคงเสียงแก่เหมือนต้นไม้ชราของเขาไว้

 

เมื่อจีอู๋ซวงเห็นเด็กหนุ่มที่ดูอ่อนวัยแต่กลับพูดด้วยเสียงแหบแห้งเหมือนต้นไม้แก่ ความรู้สึกขัดแย้งนี้ทำให้รู้สึกประหลาดใจมาก

 

“นี่คือจีอู๋ซวงใช่หรือไม่?” นักพรตพู่จี่มองจีอู๋ซวงอย่างพินิจพิเคราะห์ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

 

เขารู้จักจีอู๋ซวงอยู่แล้ว

 

อะไรนะ หนูน้อยที่ท่านบรรพชนรักมากที่สุดน่ะหรือ

 

นักพรตพู่จี่มีความสามารถมาก และคิดว่าตัวเองในสำนักไม่จำเป็นต้อง ‘ประจบสอพลอ’ ใคร

 

ใช่แล้ว นักพรตพู่จี่คิดว่าเด็กคนนี้ก็แค่เด็กธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ และยิ่งไม่ใช่คนพิเศษ

 

และวันนี้นักพรตอวีเจี้ยนและคนอื่นๆ ต่างก็ห้อมล้อมนางอย่างกับเป็นของล้ำค่า ชมนางอย่างกับดอกไม้ นั่นก็เพราะพวกเขาประจบบรรพชนกันทั้งนั้น

 

หึ หึ หึ เขาไม่อยากจะไปประจบใคร

 

แต่ไม่คาดคิดเลยว่าพวกนั้นประจบเองยังไม่พอ ยังจะส่งนางมาให้เขาประจบอีก มันน่าขันจริงๆ!

 

เฉินเสวียนจีพยักหน้า “พู่จี่ อู๋ซวงน้อยต้องเริ่มเรียนการปรุงโอสถแล้ว ช่วงนี้นางจะอยู่กับเจ้า ขอให้เจ้าฝึกสอนนางด้วยมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุด อย่าได้อ่อนข้อให้เพราะฐานะพิเศษของนางเป็นอันขาด นั่นเป็นการทำร้ายนาง เจ้าต้องเข้มงวด ให้ใช้ท่าทีของอาจารย์ผู้เคร่งครัดเข้มงวด!”

 

โต้วชุนชิวฟังแล้วถึงกับงง

 

อ้าว ไม่ใช่แล้ว แม้ว่าชายผู้นั้นจะเป็นอาวุโสสูงสุดของยอดเขาหงฝู แต่เขาเองก็เป็นอาวุโสสูงสุดของยอดเขาตันเสียเช่นกัน เขามีสิทธิ์อะไรมาสั่งข้า?!

 

แต่เพียงชั่วครู่หนึ่ง พอเห็นเฉินเสวียนจียื่นกระดาษยันต์ระดับหกหนาเตอะจำนวนมาก แผ่นค่ายกลระดับหกจากยอดเขาต้าวอีหลายแผ่น รวมถึงอาวุธวิญญาณระดับหกจากยอดเขาหว่านเหลียนและ ‘ตั๋วจ้างนักกระบี่ขั้นหลอมวิญญาณ’ จากยอดเขาเทียนเหิน โต้วชุนชิวก็ยอมจำนนด้วยความละอาย อีกทั้งคำพูดที่กำลังจะด่ากลับกลายเป็นคำสัญญาที่อ่อนโยนทันที “วางใจเถิด ข้าจะทุ่มเทฝึกสอนจีอู๋ซวงอย่างเต็มที่”

 

‘ก็แค่ปล่อยผ่านใช่หรือไม่? วางใจได้ ข้าจะปล่อยให้ผ่านแน่นอน’

 

‘แค่กๆๆ ไม่ใช่ว่าข้าไม่มีหลักการ นักปรุงโอสถนั้นจำเป็นต้องใช้เงินมากจริงๆ ของเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นพืชวิญญาณได้มากมาย’

 

อ้อ ที่สำคัญที่สุดในนี้ก็คือ ตั๋วจ้างนักกระบี่ขั้นหลอมวิญญาณ!

 

นี่แหละของดีที่จะใช้จ้างนักพรตอวีเจี้ยนมาเป็น ‘ผู้คุ้มกัน’ ให้กับตัวเอง

 

พวกนักปรุงโอสถเวลาออกไปข้างนอกก็มักจะดูเป็นที่สะดุดตาอยู่แล้ว

 

ถ้ามีนักพรตอวีเจี้ยนคอยคุ้มกัน เดินไปทางไหนก็ยิ่งปลอดภัย!

 

เฉินเสวียนจีเห็นโต้วชุนชิวทำหน้าตาเจ้าเล่ห์ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาเข้าใจผิด เลยส่งเสียงกระซิบถึงเขา

 

[เจ้าบ้าโต่ว เจ้าต้องเข้มงวดจริงๆ เข้มงวดที่สุดแบบจับผิดทุกอย่างเลย เข้าใจหรือไม่?]

 

[???] โต่วชุนชิวงงเป็นไก่ตาแตก [จริงรึ? ต้องเข้มงวดจริงๆหรือ?]

 

[ใช่ เข้มงวดจริงๆ!]

 

โต่วชุนชิวมองจีอู๋ซวงด้วยสายตาเวทนา ก่อนจะกระซิบกลับไปว่า [พวกเจ้ามีความแค้นกับเด็กคนนี้หรือ? ถ้าแค้นก็ไปทรมานนางเองสิ เหตุใดให้ข้าเป็นเพชฌฆาต ข้าไม่เอาหรอก ข้าไม่ทำเรื่องเช่นนี้]

 

ในมุมมองของโต่วชุนชิว การที่เฉินเสวียนจีบอกให้เขาเข้มงวดกับเด็กคนนี้มากๆ นั้นก็หมายความว่าต้องการทรมานนาง

 

พวกนี้นะ แก่แล้วก็ยังจะมาทำกับเด็กคนหนึ่งเช่นนี้อีก

 

แย่จริงๆ!

 

ไม่ใช่ลูกผู้ชาย!

 

[เจ้าจะไปรู้อะไร พวกเราทำแบบนี้ก็เพื่อตัวนางทั้งนั้น! กระบี่ต้องผ่านการลับคมถึงจะคมได้ การสอนอย่างเข้มงวดที่สุดเท่านั้นถึงจะทำให้นางเป็นนักปรุงโอสถที่ยอดเยี่ยมที่สุดได้ เด็กคนนี้ทั้งจิตใจและความสามารถในการเรียนรู้สูงมาก ถ้านางกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้องได้ ยังไงก็ต้องขึ้นไปถึงจุดสูงสุดได้แน่]

 

โต้วชุนชิวอึ้งไป ที่แท้ก็ทำเพื่อเด็กคนนี้จริงๆ

 

เช่นนั้นเขาจะเอาจริงเช่นกัน

 

ถ้าทำให้เด็กคนนี้ร้องไห้ขึ้นมา เขาไม่รับผิดชอบนะ!


บทที่ 123: จีอู๋ซวงเริ่มเรียนการปรุงโอสถแล้ว!

 

ภายใต้แรงกดดันของของขวัญอย่างยันต์ระดับหก แผ่นค่ายกลระดับหก อาวุธวิญญาณระดับหก และตั๋วจ้างนักกระบี่ขั้นหลอมวิญญาณ โต่วชุนชิวในที่สุดก็พยักหน้าและรับจีอู๋ซวงเข้าสู่ ‘ศิษย์’ ของเขา

 

แน่นอนว่า "ศิษย์" ที่ว่านี้ไม่ได้หมายถึงการรับเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นเพียงการเป็นผู้เรียนมานั่งฟังบรรยาย โดยมีเขาคอยชี้แนะเท่านั้น

 

ถึงอย่างนั้นก็ยังคงทำให้หลายคนรู้สึกริษยาอย่างยิ่ง

 

โชคดีที่ศิษย์ของโต่วชุนชิวทั้งหมดได้ออกไปฝึกแล้ว และไม่มีใครมาคิดบัญชีกับจีอู๋ซวงที่ยังเป็นเด็ก นั่นจึงทำให้ไม่ได้เกิดความวุ่นวายใหญ่โต

 

ส่วนผู้นำยอดเขาตันเสีย เนี่ยเสี่ยวก็ไม่มีข้อคิดเห็นใดๆ เพราะจีอู๋ซวงแค่เข้ามาศึกษาที่นี่และได้นำของขวัญมากมายมาให้

 

เด็กสาวคนนี้ไม่ใช่แค่เด็กธรรมดา แต่เป็นเหมือนทองคำ!

 

นางสามารถอยู่ที่ยอดเขาตันเสียได้นานเท่าที่ต้องการ ไม่มีปัญหาใดๆ

 

วันหนึ่ง เมื่อผู้อาวุโสทั้งหลายเดินจากไปอย่างไม่อยากแยกจากกัน โต่วชุนชิวก็พาจีอู๋ซวงกลับไปที่หอซุนชิวของเขา และจัดให้จีอู๋ซวงอยู่ในลานที่เต็มไปด้วยหนังสือ

 

“เริ่มตั้งแต่วันนี้ เจ้าจะอยู่ที่นี่ ที่ลานนี้ ตำราเกี่ยวกับสมุนไพรและตำรับโอสถเป็นผลงานทั้งหมดของข้าตลอดชีวิต สิ่งที่เจ้าต้องทำในช่วงแรกคือการท่องจำให้หมด เมื่อเจ้าท่องจำทุกสิ่งได้อย่างคล่องแคล่วแล้วค่อยมาเจอข้า ข้าจะทำการตรวจสอบแบบสุ่ม หากเจ้าผิดเพียงครั้งเดียว ข้าจะให้เจ้าท่องซ้ำ ถ้าผิดสามครั้ง นั่นหมายความว่าเจ้าไม่เหมาะที่จะเรียนรู้การปรุงโอสถ ออกจากที่นี่ไปได้เลย”

 

“และแน่นอน ข้าจะไม่กำหนดเวลาให้เจ้าท่องจำ เจ้าสามารถใช้เวลาตามที่ต้องการ แต่เมื่อมีความมั่นใจแล้วค่อยมาเจอข้า”

 

โต่วชุนชิวพูดไปอย่างนั้น พร้อมกับมองไปที่จีอู๋ซวงอย่างเงียบๆ คิดในใจว่าคงจะเข้มงวดพอสมควรแล้ว

 

ไม่รู้ว่าจีอู๋ซวงจะถูกเขาแหย่ให้ถอยหนีหรือไม่?

 

อย่างไรก็ตาม จีอู๋ซวงก็พยักหน้าอย่างจริงจังและพูดว่า “เจ้าค่ะ ข้าจะท่องจำให้หมด”

 

โต่วชุนชิวไม่พูดอะไรอีก หันหลังกลับและออกไป ทิ้งให้ลานหนังสือทั้งหมดและพื้นที่ทั้งหมดอยู่กับจีอู๋ซวง

 

จีอู๋ซวงเริ่มต้นด้วยการนำ ‘หนุ่มน้อยนิ้วมือ’ ตัวเล็กๆที่อยู่ในอ้อมกอดออกมา พบว่าเขาหลับสนิท แต่ยังคงจับมือของนางไว้แน่น ดูเหมือนว่าจะตื่นขึ้นยาก

 

จีอู๋ซวงจึงวางเขากลับไปในอ้อมกอดของนางอีกครั้งและหลังจากมั่นใจว่าเขาจะไม่ตกลงมาแล้ว นางก็จดจ่อกับการศึกษา

 

ต้องบอกว่าสำหรับหนังสือที่เต็มไปด้วยลานนี้ ถ้าไม่จัดระเบียบให้ดี จีอู๋ซวงจะอ่านอย่างไรให้เข้าใจ

 

ดังนั้น จีอู๋ซวงจึงจัดเรียงหนังสือและทำการจัดหมวดหมู่ร่วมกับเสี่ยวไป๋เย่แล้วจึงเริ่มอ่านหนังสือทีละเล่ม

 

วันแล้ววันเล่า สี่วัน แปดวัน…

 

เป็นเวลาเต็มสามเดือน จีอู๋ซวงอยู่ในลานนี้ตลอดเวลา อ่านหนังสือ หากหิวก็ทานบ้าง เทียบกับชีวิตที่เคยหรูหรานั้น แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

แต่ก็ยังคงมีสมาธิอย่างเต็มที่ ในสามเดือนนี้ นางไม่เคยออกจากลานเลยแม้แต่ก้าวเดียว

 

โต่วชุนชิวและเนี่ยเสี่ยวก็รู้สึกทึ่ง เด็กสาวคนนี้ดูเหมือนจะมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่ง?

 

เนี่ยเสี่ยวเริ่มเป็นห่วง “ผู้อาวุโส ท่านว่าการสอนนี้จะไม่เข้มงวดเกินไปหน่อยหรือ? ดูเหมือนว่าจีอู๋ซวงจะอยู่ในขั้นเริ่มต้นการฝึกฝนเอง การเรียนอย่างเข้มข้นสามเดือนอาจจะรับไม่ไหว ถ้าร่างกายของนางไม่ดี เกรงว่าจะทำให้นักพรตอวีเจี้ยนและอาจารย์ทั้งหลายไม่พอใจ และจีอู๋ซวงก็เป็นศิษย์สายตรงของท่านอาจารย์”

 

โต่วชุนชิวในใจรู้สึกว่าถูกกล่าวหา เพราะเป็นคำสั่งของเฉินเสวียนจีเองที่ให้เขาเข้มงวดกับนาง

 

เขาขมวดคิ้ว เดินไปเดินมาสักพัก สุดท้ายตัดสินใจที่จะยอมลดความเข้มงวดเพื่อของขวัญที่ได้มา

 

“ข้าจะไปดูนางสักหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง”

 

เนี่ยเสี่ยวจึงยิ้มออกมา “ขอบคุณผู้อาวุโส”

 

“ฮึ่ม” โต่วชุนชิวเดินไปที่ประตูของลานของจีอู๋ซวง เคลียร์คอแล้วพูดด้วยเสียงดัง “เด็กน้อย ผ่านไปสามเดือนแล้ว เจ้าท่องจำหนังสือได้มากแค่ไหน? อืม ข้าก็ไม่ได้เร่งเร้าเจ้าหรอก การศึกษาคือมหาสมุทรที่ต้องพายเรือไปเรื่อยๆ แม้จะมีพรสวรรค์ไม่ดี ก็ไม่ควรเร่งรีบ……”

 

แต่คำพูดที่เหลือของโต่วชุนชิวยังไม่ทันพูดจบ จีอู๋ซวงก็เปิดประตูลานออกมาด้วยดวงตาสีเขียวและพูดอย่างหมดแรง “ท่านผู้อาวุโส เป็นอย่างไรบ้าง? ตอนนี้เราสามารถเริ่มการสอบครั้งแรกได้แล้ว”

 

โต่วชุนชิวถึงกับตะลึงคำพูดที่เต็มไปด้วยลมหายใจ เขากวาดตามองด้วยความตกใจ “เจ้าท่องจำจบแล้วหรือ?”

 

“จบแล้วเจ้าค่ะ”

 

“จำได้ทั้งหมดหรือไม่?”

 

“ใช่ จำได้ทั้งหมดเจ้าค่ะ”

 

โต่วชุนชิวไม่เชื่อ เพราะหนังสือในลานนี้คือผลงานของเหล่าผู้ฝึกปรุงโอสถหลายคน จีอู๋ซวงจะสามารถจำได้หมดในสามเดือนนั้นได้อย่างไร

 

โต่วชุนชิวขมวดคิ้ว กล่าวอย่างจริงจัง “ในฐานะผู้ฝึกปรุงโอสถ การที่มองตนเองสูงส่งและอวดดีเป็นข้อห้ามสำคัญ เนื่องจากแม้แต่ยาสมุนไพรเดียวกัน หากทำผิดขั้นตอนหรือควบคุมความร้อนไม่ได้ ก็จะทำให้ผลลัพธ์แย่ลง บางครั้งอาจจะตรงกันข้าม ดังนั้นความละเอียดและความเอาใจใส่จึงสำคัญมาก”

 

จีอู๋ซวงพยักหน้า “ใช่เจ้าค่ะ ข้าจำได้แล้ว”

 

โต่วชุนชิวเห็นว่าคำพูดนี้ทำให้สีหน้าของเขาดูดีขึ้น เขาจึงถามต่อไป “ถ้าจำได้แล้วก็กลับไปเรียนหนังสือต่อไป จงระวังการพักผ่อนให้สมดุลกับการทำงาน หอสูงสี่ร้อยจั้งไม่อาจสร้างเสร็จได้ในชั่วข้ามคืน...”

 

จีอู๋ซวงในที่สุดก็เข้าใจความหมายของคำพูดอ้อมค้อมของเขา ซึ่งแสดงว่าท่านผู้อาวุโสกังวลเกี่ยวกับนาง

 

จีอู๋ซวงเคลียร์คอเบาๆและยิ้ม “ขอบคุณท่านผู้อาวุโส แต่ข้าจำได้ทั้งหมดแล้ว”

 

โต่วชุนชิวที่รู้สึกเสียเวลาจึงจ้องมองจีอู๋ซวงด้วยความไม่พอใจ คิดในใจว่า ‘ถ้าสาวน้อยนี้มีท่าทีอวดดีขนาดนี้ ข้าจะสั่งสอนนางอย่างหนัก’

 

“ถ้าเช่นนั้นมาลองดูเถิด แต่เจ้าต้องจำไว้ให้ดีว่า เจ้ามีโอกาสทั้งหมดสามครั้ง หากไม่ผ่านสามครั้ง เจ้าจะกลับไปในที่ที่เจ้าจากมารู้หรือไม่?”

 

“เจ้าค่ะ”

 

“เริ่มเลย!”

 

โต่วชุนชิวเต็มไปด้วยความคิดที่จะทดสอบความเฉียบคมของจีอู๋ซวง…

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปเกือบทำให้โต่วชุนชิวสงสัยว่าเขาใช้ชีวิตมาโดยเปล่าประโยชน์

 

"เก้าเร่อตัน ใช้พลังปราณวิญญาณเป็นหลัก กลไกของโอสถเปลี่ยนแปลงได้ตรงไปตรงมาที่สุด หากความร้อนสะสมในโอสถ ควรรีบหลีกเลี่ยงการร้อนเกินไป ไม่เช่นนั้นจะทำลายคุณสมบัติของโอสถ... หากพลังของโอสถเต็มเปี่ยม จะกลายเป็นความล้มเหลวในที่สุด"

  

"โอสถจตุหลอมรวมสมดุล วัตถุดิบที่สำคัญที่สุดคือ ไฉ่หู่ เกาตี้จื่อ ไป๋เหย่าเฉาและปีกกู่เชียงชง เนื่องจากวัตถุดิบทั้งสี่ชนิดนี้มีคุณสมบัติขัดแย้งกัน ดังนั้นห้ามสัมผัสพวกมันก่อนที่จะหลอมรวมสมบูรณ์"

  

"… พลังโอสถต้องไม่เสียหาย พิษขุ่นหนืดจะถูกกำจัดออกไป รอให้แสงสีแดงปรากฏ แล้วจึงใส่ปิงเพี่ยนเพื่อขจัดพิษ…"

  

“... หญ้ากานเจ๋อ จั่วจินหวาน ตงจิง หยกอัคคี เถาวัลย์โลหิตหมอก ไป่เซี่ย ไป๋หลัน…”

  

โต่วชุนชิวและจีอู๋ซวงนั่งสนทนากันมาหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนแล้ว

 

ในหนึ่งวันหนึ่งคืนนี้ เขาถาม นางตอบ โดยคำถามเริ่มต้นจากการท่องจำสูตรโอสถพื้นฐาน การแยกแยะพืชวิญญาณ ไปจนถึงการตรวจสอบสูตรโอสถและความซับซ้อนของการกลั่นโอสถจนถึงการวิเคราะห์หลักการในที่สุด

 

โต่วชุนชิวค้นพบอย่างรวดเร็วว่าความสามารถในการจดจำของอู๋ซวงนั้นเป็นคุณสมบัติที่ไม่โดดเด่นที่สุดของนาง ดูเหมือนว่านางจะมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และปรับใช้ความรู้ได้เป็นอย่างดี แม้แต่สูตรโอสถที่ยากและซับซ้อนก็ยังมีความเห็นที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

 

ต้องรู้ว่าโต่วชุนชิวฝึกฝนศาสตร์การปรุงโอสถมาหลายปี กว่าจะมาถึงระดับในปัจจุบันได้

 

แต่อู๋ซวงเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น!

 

นี่คือพรสวรรค์ที่มาจากสวรรค์โดยแท้!

 

ยิ่งโต่วชุนชิวคิดก็ยิ่งตื่นเต้น เลือดในร่างกายแทบจะเดือดพล่าน!

 

เขาถามไปจนถึงท้ายสุดก็รู้สึกราวกับว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนการปรุงโอสถ แต่เป็นสหายผู้ฝึกตนที่สามารถสนทนาถกเถียงกันได้

 

เขามีความรู้สึกแรงกล้าว่าหากเด็กผู้หญิงคนนี้ศึกษาการปรุงโอสถอย่างต่อเนื่อง วันหนึ่งนางจะกลายเป็นปรมาจารย์ด้านการปรุงยาและเปิดขอบเขตใหม่ๆ กลายเป็นวิถีใหม่สำหรับนักปรุงโอสถทั้งหลาย

 

โต่วชุนชิวนั่งไม่ติดที่อีกต่อไป แม้แต่น้ำเสียงที่เคยแก่ชราก็ยังกลายเป็นเสียงแหลมเหมือนวัยรุ่น "จีอู๋ซวง! เจ้าจะยอมออกจากความมืดมาอยู่ในแสงสว่างและยอมเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่? ข้าขอรับเจ้าเป็นศิษย์คนสุดท้ายของข้า!"


บทที่ 124: อู๋ซวงน้อยคือบรรพชนของท่านอาจารย์!!

 

สำหรับเรื่องที่พูดว่าประมุขสำนักเป็น ‘ความมืด’ นั้น โต่วชุนชิวไม่รู้สึกกดดันใดๆ

 

จีอู๋ซวงรู้ว่าตัวเองได้ผ่าน ‘บททดสอบการเข้าเป็นศิษย์’ แล้ว จึงยิ้มบางๆแล้วกล่าวว่า "ขอบคุณท่านที่กรุณาเสนอ แต่ข้าคิดว่าไม่เหมาะสม และนี่เป็นเพียงการเริ่มต้นในทางทฤษฎี ข้ายังไม่รู้ว่าการปฏิบัติจริงจะทำได้หรือไม่"

 

การจะเป็นนักปรุงโอสถจะต้องทำได้ทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ

 

โต่วชุนชิวหัวเราะเสียงแหลมอย่างยินดี พลางตบหน้าอกตัวเองและพูดว่า "ไม่ต้องกังวล เจ้าใช้เวลาไม่นานในการจดจำความรู้เกี่ยวกับการปรุงโอสถและเข้าใจหลักการ ขอบอกเลยว่านี่ไม่ใช่ใครก็ทำได้ ซึ่งจำเป็นต้องมีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง และจิตวิญญาณนั่นแหละคือรากฐานสำคัญที่สุดของนักปรุงโอสถ!”

 

“มันสำคัญยิ่งกว่าความสามารถในการเข้ากันกับธาตุไม้เสียอีก เพราะนักปรุงโอสถระดับสูงใช้จิตวิญญาณในการควบคุมการสกัดและหยุดยั้งการกระจายพลังวิญญาณของพืช เจ้าจะมีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อสวรรค์ประทานพรให้เจ้า! ข้ากล้ารับประกันว่า หากเจ้าฝึกฝนการปรุงโอสถต่อไป เจ้าจะต้องกลายเป็นผู้บุกเบิกศาสตร์ใหม่และเป็นเสาหลักของแวดวงปรุงโอสถได้แน่นอน!"

 

จีอู๋ซวงฟังแล้วก็ยินดีอย่างยิ่ง ไม่พูดถึงเรื่องอื่น นางก็มั่นใจในจิตวิญญาณของตัวเองมาก หมายความว่านางจะสามารถเชี่ยวชาญการปรุงโอสถได้เร็วๆนี้หรือ?

 

ดีมาก!

 

เมื่อเห็นว่าอู๋ซวงเริ่มมีความสนใจ โต่วชุนชิวก็เร่งนำเสนอตัวเองว่า "เด็กน้อย ข้ารับประกันว่า หากเจ้าเป็นศิษย์ของข้า เจ้าจะได้สิทธิพิเศษที่ยอดเขาตันเสีย หากอาจารย์มีสิ่งใดก็จะให้เจ้า และหากเจ้าอยากได้สิ่งใดแม้ข้าไม่มี ข้าก็จะหามาให้เจ้าได้แน่! การได้เป็นศิษย์ของนักปรุงโอสถขั้นเจ็ดนั้น เป็นเรื่องที่มีความสุขอย่างยิ่ง!"

 

โต่วชุนชิวมองจีอู๋ซวงด้วยรอยยิ้มและคิดว่าเด็กน้อยคนนี้คงต้องประทับใจเมื่อได้ยินว่าเขาเป็นนักปรุงโอสถขั้นเจ็ด

 

เร็วๆเข้า!

 

ตอบรับข้าเร็วๆ!

 

จีอู๋ซวงรู้สึกประทับใจจริงๆ แต่แล้วก็ปฏิเสธโต่วชุนชิว

 

โต่วชุนชิว “…”

 

โต่วชุนชิวโมโหจนหน้าดำหน้าแดง พลางถามว่า "เหตุใดเจ้าถึงไม่ยอมเล่า ข้าเป็นนักปรุงโอสถขั้นเจ็ดนะ การเป็นศิษย์ของข้าเจ้าจะไม่เสียหายแน่นอน"

 

จีอู๋ซวงตอบอย่างจริงจังว่า "เพราะข้ามีอาจารย์แล้ว"

 

และยังมีถึงห้าคนด้วย

 

โต่วชุนชิวไม่รู้ว่าจีอู๋ซวงหมายถึง ‘อาจารย์’ คนอื่น แต่เข้าใจว่านางหมายถึง เหลียนซิง เขาจึงรู้สึกอิจฉาในใจว่าเหลียนซิงนั้นโชคดีอะไรถึงทำให้จีอู๋ซวงเคารพรักเช่นนี้

 

ช่างเถอะ ไม่เป็นไร เขาจะวางแผนใหม่ในภายหลังและแย่งจีอู๋ซวงกลับมา

 

"เอาเถอะ ข้าจะไม่บังคับเจ้า วันนี้เจ้าไปพักผ่อนเสีย พรุ่งนี้เราจะเริ่มเรียนภาคปฏิบัติ"

 

“เจ้าค่ะ”

 

โต่วชุนชิวรับปากว่าจะไม่บังคับจีอู๋ซวง จึงไม่บังคับ แต่เขาสามารถบังคับคนอื่นแทนได้


โต่วชุนชิวไม่ได้ออกจากยอดเขาตันเสียมาหลายปี วันนี้เขาแต่งกายในชึดคลุมเจ็ดดาราที่เป็นสัญลักษณ์ของเขา ขี่สัตว์วิญญาณระดับสูง ออกเดินทางอย่างโอ่อ่าไปที่ยอดเขาจู๋ซิง เพื่อบังคับเหลียนซิง

 

เมื่อเหลียนซิงได้ยินว่าโต่วชุนชิวมาเยือนด้วยตัวเองก็ตกใจเล็กน้อย พอได้ยิน ‘ข้อเรียกร้อง’ ของเขา สีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันที พลางพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆว่า “เหล่าโตว ท่านกำลังบอกว่า... ท่านต้องการให้จีอู๋ซวงมาเป็นศิษย์คนสุดท้ายของท่านหรือ?”

 

โต่วชุนชิวตาเบิกกว้าง “เจ้าเด็กน้อย นั่นมันสีหน้าอะไรของเจ้า? เป็นศิษย์คนสุดท้ายของข้าไม่ดีกว่าเป็นศิษย์ของเจ้าอีกหรือ?”

 

เหลียนซิงพยักหน้า “อืม มันดีกว่าแน่…”

 

“ฮึ่มฮึ่ม เจ้ารู้ก็ดี เช่นนั้นกลับไปยกเลิกความสัมพันธ์อาจารย์ศิษย์ของเจ้า และบันทึกชื่อจีอู๋ซวงไว้ในรายชื่อของข้า” โต่วชุนชิวเท้าเอวด้วยท่าทางเหมือน ‘อันธพาลขโมยเจ้าสาว’

 

ทักษะการปรุงโอสถของโต่วชุนชิวจัดเป็นอันดับสองในสำนักอวิ๋นหลาน กล่าวได้ว่า หากไม่นับบรรดาสิบแปดบรรพชนในสำนักแล้ว ก็มีแต่เขาคนเดียว

 

เหลียนซิงจึงตัดสินใจพาโต่วชุนชิวไปดูด้วยตาตัวเอง

 

“เหล่าโต่ว ขอเชิญท่านตามข้ามา”

 

“ไปที่ใดอีก?”

 

“ไปแล้วท่านจะรู้เอง”

 

เหลียนซิงพาโต่วชุนชิวไปที่ตำหนักสืบทอด โต่วชุนชิวถามด้วยความสงสัย “เจ้าพาข้ามาที่นี่ทำไม?”

 

สำนักมีกฎว่า แม้จีอู๋ซวงจะมีพรสวรรค์มากแค่ไหน หากยังไม่ถึงขั้นแก่นปราณทองคำ ก็ไม่สามารถเข้ามาที่ตำหนักสืบทอดได้

 

แต่โต่วชุนชิวเงยหน้าขึ้นจนคอแทบเคล็ด และในที่สุดก็มองเห็นชื่อที่โดดเด่นจนเหมือนตัวเหาเด่นชัดบนหัวหลวงจีน จีอู๋ซวง?!

 

โต่วชุนชิวอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะหันไปด่าเหลียนซิง “เจ้าเด็กนี่ เจ้าใช้อำนาจในหน้าที่นำชื่อศิษย์ของเจ้ามาจารึกไว้ในตำหนักสืบทอดก่อนอย่างนั้นหรือ?!! เจ้าน่าจะถูกลงโทษ!”


เหลียนซิงยิ้มเจื่อนๆ “เหล่าโต่ว ท่านยกย่องข้าเกินไป... ข้าไม่มีทางทำได้หรอก”

 

“แล้วทำไมชื่อจีอู๋ซวงถึงอยู่ข้างบนสุด?”

 

“เพราะชื่อของนางสมควรจะอยู่ข้างบนสุด”

 

“เหลวไหล!”

 

“ไม่เหลวไหลหรอก ท่านลองดูว่าชื่อที่อยู่ใต้ชื่อจีอู๋ซวงคือผู้ใด?”

 

“จะเป็นใครได้อีก ถ้าไม่ใช่ท่านบรรพชน?”

 

“อืม ใช่แล้ว ท่านบรรพชนนั่นแหละ”

 

โต่วชุนชิวที่รู้สึกตัวช้าก็เริ่มเข้าใจ ตาเบิกกว้าง ร้องเสียงหลง “ช้าก่อน! เหตุใดชื่อจีอู๋ซวงถึงอยู่เหนือชื่อท่านบรรพชนอีกเล่า? ท่านบรรพชนถึงกับไม่โกรธหรือ? นี่มันรักลูกจนเกินขอบเขตแล้ว!”

 

ไม่น่าเป็นไปได้ แม้ท่านบรรพชนจะรักลูกหลานเพียงใด แต่ก็ไม่ควรละเมิดกฎของสำนักหรอก

 

เหลียนซิงคิดในใจว่า แน่นอนว่าท่านบรรพชนไม่มีทางโกรธ กลับกันยังรู้สึกพอใจอยู่นานทีเดียว เขากระซิบเบาๆ “เหล่าโต่ว ท่านบรรพชนไม่ได้รักจนเกินเหตุ แต่เป็นความเคารพ เสี่ยวอู๋ซวงเป็นศิษย์น้องของท่านบรรพชน นั่นก็คือศิษย์อาจารย์ของพวกเราด้วย...”

 

โต่วชุนชิว “???”

 

โต่วชุนชิวไม่อยากกเชื่อหูตัวเอง เขาถูหูพลางพูดว่า “เมื่อครู่ข้าเหมือนได้ยินผิดไป ได้ยินเจ้าบอกว่าจีอู๋ซวงเป็นศิษย์น้องของท่านบรรพชน ฮ่าฮ่า นี่มัน... ข้าแก่แล้วจริงๆ ถึงกับฟังผิดเช่นนี้ เจ้าลองพูดใหม่อีกครั้งสิ?”

 

เหลียนซิงกล่าวอย่างหมดหวังว่า “เหล่าโต่ว ศิษย์อาจารย์น้อยของเราเป็นศิษย์อาจารย์ของพวกเราอย่างแท้จริง เพราะนางคือศิษย์สายตรงของบรรพชนเหลียนเป่ยไห่

 

โต่วชุนชิว “???”

 

โต่วชุนชิว “!!!!”

 

โอ้สวรรค์!

 

แสดงว่าเขาต้องการรับศิษย์อาจารย์น้อยเป็นศิษย์โดยฝ่าฝืนบรรพชนอย่างนั้นหรือ?!

 

ตายแน่!

 

ถ้าท่านฉือเหล่ยรู้...จะถลกหนังเขาหรือไม่?!

 

แม้ว่าโต่วชุนชิวจะแสดงตัวเป็นคนโอหังและไม่ชอบประจบผู้ใด แต่ในความเป็นจริงแล้วมีศิษย์คนใดในสำนักอวิ๋นหลานที่ไม่กลัวท่านบรรพชนบ้าง?

 

สมองของโต่วชุนชิวเหมือนจะว่างเปล่าไปชั่วขณะ เขารู้สึกเหมือนตัวเองต้องตายแน่ๆ และไม่ใช่แค่ตายธรรมดา แต่เป็นความเย็นเยียบจนถึงกระดูก

 

โต่วชุนชิวเกือบจะร้องไห้และตะโกนกลับไปที่ยอดเขาตันเสีย

 

และเมื่อหาจีอู๋ซวงเจอ ปรากฏว่านางกำลังนอนกรนหลับอยู่


เมื่อมองดูแก้มอวบอิ่มของจีอู๋ซวง โต่วชุนชิวก็รู้สึกหดหู่ใจมาก


เด็กที่มีพรสวรรค์ดีเช่นนี้! ฮือๆๆ แล้วจู่ๆก็กลายเป็นอาจารย์ของเขาไปแล้วอย่างนั้นหรือ?!


อนาคตที่สดใสในศาสตร์การปรุงโอสถของเขาที่วาดฝันไว้ก็หายวับไปแล้ว


เขาโกรธมาก!


จีอู๋ซวงรู้สึกได้ถึงความไม่ปกติอะไรบางอย่าง เมื่อนางตื่นขึ้นมาก็เห็นโต่วชุนชิวกำลังนั่งหมอบอยู่มุมห้องเหมือนเห็ดต้นเล็กๆหลังฝนตก และจ้องนางด้วยสายตาเขียวปั้ดที่ทั้งมองแบบน้อยใจและเศร้า


จีอู๋ซวง "..."


จีอู๋ซวงยิ้มเจื่อนๆ แล้วลุกขึ้นนั่งพูดว่า “ท่านผู้อาวุโส มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”


โต่วชุนชิวเผยรอยยิ้มเล็กน้อย “ยังเรียกข้าว่าท่านผู้อาวุโสอยู่อีกหรือ? ข้ารู้เรื่องฐานะของเจ้าแล้ว”


จีอู๋ซวงมองอย่างสงสัย “ฐานะอะไรหรือเจ้าคะ?”


โต่วชุนชิว “เจ้าก็ยังแกล้งไม่รู้เรื่องอีก เจ้าคืออาจารย์บรรพชนของข้า!”


จีอู๋ซวงทันใดนั้นก็ตระหนักได้ รีบพูดอย่างยิ้มแย้มว่า “ก็ใช่ที่ข้าเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะเป็นผู้อาวุโสได้หรอกนะเจ้าคะ ท่านผู้อาวุโสเป็นนักแรุงโอสถระดับเจ็ด เป็นความภาคภูมิใจของสำนักอวิ๋นหลาน ส่วนข้าที่เพิ่งเริ่มเรียนการปรุงโอสถ ยังต้องเคารพท่านอยู่ดี เพราะฉะนั้นควรเรียกท่านว่าท่านผู้อาวุโสถึงจะเหมาะสมเจ้าค่ะ”


โต่วชุนชิวที่รู้สึกแปลกๆในใจ ตอนแรกเมื่อได้ยินจีอู๋ซวงพูดเช่นนี้ ก็โล่งใจขึ้นมาทันที


ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเฉินเสวียนจี พวกนั้นถึงได้ชอบเด็กผู้หญิงคนนี้ แม้จะรู้ฐานะของนางแล้วก็ยังรักและชอบนางเหมือนเป็นคนรุ่นหลัง


ความใจกว้างเช่นนี้เขาเองก็ชอบ


โต่วชุนชิวนั่งลงบนเบาะนั่งข้างจีอู๋ซวง ใช้มือข้างเดียวเท้าคางและพูดว่า “ข้าคิดออกแล้ว”


“คิดออกเรื่องอะไรหรือ?”


“เจ้าเป็นอาจารย์บรรชนของข้า ข้าคงทำอะไรที่เป็นการลบหลู่ไม่ได้ แต่ในฐานะผู้ใหญ่ เจ้าก็ควรชี้แนะเราศิษย์รุ่นหลังในการปรุงโอสถอย่างนั้นก็ไม่ผิดใช่หรือไม่? ต่อไปเจ้าก็ต้องตั้งใจฝึกฝนพัฒนาศาสตร์การปรุงโอสถให้ดีขึ้นแล้วพาพวกเราไปให้ถึงขั้นสูงขึ้นไปด้วยกัน!”


จีอู๋ซวง “???”


ไม่ใช่นะ!


นางเพิ่งเริ่มเรียนปรุงโอสถเอง จะไปมีความสามารถอะไรขนาดนั้น!


โต่วชุนชิวหรี่ตาลงเล็กน้อย มองด้วยสายตาเอาจริงเอาจังแล้วพูดว่า “เจ้าก็เป็นถึงอาจารย์บรรพชนจะทำตัวแย่กว่าศิษย์รุ่นหลังอย่างข้าได้ยังไง?”


จีอู๋ซวง “...”


เมื่อสบตากับสายตาแน่วแน่ของโต่วชุนชิว จีอู๋ซวงจึงได้แต่พยักหน้าอย่างเสียไม่ได้


บทที่ 125: การปรุงโอสถติดขัดงั้นหรือ เช่นนั้นไปหาเชื้อเพลิงกันเถอะ!

 

"ข้าจะพยายาม"

 

"ดีมาก!"

 

โต่วชุนชิวรอคอยประโยคนี้ เมื่อได้รับ ‘ความยินยอม’ จากจีอู๋ซวง เขาก็รีบพานางลงจากเตียงทันที แล้วพาตรงดิ่งไปยังหอปรุงโอสถ

 

เมื่อนางเป็นบรรพชนน้อย โต่วชุนชิวจึงไม่คิดจะเกรงใจ สอนอย่างเข้มงวดเลยทีเดียว

 

ทว่าการปฏิบัติจริงของจีอู๋ซวงกลับแตกต่างจากทฤษฎีราวฟ้ากับเหว!

 

สาเหตุหลักคือ... พลังวิญญาณของจีอู๋ซวงนั้นไร้ธาตุ ในขณะที่การสกัดและกลั่นโอสถวิเศษต้องใช้พลังวิญญาณธาตุไม้ และการควบคุมไฟใต้พื้นในหอปรุงยาต้องใช้พลังวิญญาณธาตุไฟ

 

พลังวิญญาณไร้ธาตุไม่สามารถเปลี่ยนเป็นธาตุไม้หรือธาตุไฟได้ ดังนั้นนางจึงรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของพืชวิญญาณช้ากว่าคนทั่วไป และไม่สามารถควบคุมไฟใต้พื้นในหอปรุงโอสถได้

 

การกลั่นโอสถของจีอู๋ซวงสามารถทำได้โดยใช้จิตสัมผัส ถึงจะช้าหน่อย แต่เมื่อจุดไฟขึ้นมา...

 

ตลอดทั้งเช้านางได้ปรุงโอสถหลายสิบหม้อ ไม่ระเบิด ก็ไหม้เป็นเถ้า หรือไม่ก็ระเหยไปเลย

 

ทำให้โต่วชุนชิวต้องตะลึงงัน

 

หลายครั้งที่จีอู๋ซวงใช้แรงมากเกินไป ทำให้หอปรุงโอสถแทบจะกลายเป็นเมรุเผาศพ...

 

เปลวไฟนั้น!

 

ตู้ม!

 

โชคดีที่โต่วชุนชิวปกป้องตัวเองและจีอู๋ซวงได้ทันเวลา ไฟใต้พื้นจึงไม่ได้ทำอันตรายแก่ทั้งสองคน ไม่เช่นนั้นเกรงว่าผมคงจะไหม้จนหัวล้านไปแล้ว

 

โต่วชุนชิวไม่ยอมเชื่อในเรื่องนี้ จึงบังคับให้จีอู๋ซวงพยายามต่อไปอีกเจ็ดแปดวัน

 

เจ็ดแปดวัน!!!

 

นี่สูญเสียพืชวิญญาณไปมากมายเพียงใด!

 

แม้แต่คนที่มีพรสวรรค์ด้อยที่สุด ตอนนี้ก็น่าจะปรุงโอสถระดับหนึ่งได้สักหนึ่งหรือสองหม้อแล้วกระมัง?

 

แต่จีอู๋ซวงกลับหลีกเลี่ยงวิธีที่ถูกต้องทั้งหมด ไม่มีแม้แต่หม้อเดียวที่สำเร็จ

 

โต่วชุนชิว "..."

 

เยี่ยมจริงๆ!

 

เขาอุทานว่าเยี่ยมจริงๆเลย!

 

โต่วชุนชิวมองดูจีอู๋ซวงด้วยสายตาที่ซับซ้อน จู่ๆก็รู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้งในใจ โชคดีที่ จีอู๋ซวงเป็นบรรพชนน้อยของเขา... หากจีอู๋ซวงเป็นศิษย์เขา ชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ตลอดชีวิต คงต้องเสียหายในบั้นปลายแน่แท้

 

ตอนนี้?

 

ฮึ... ในเมื่อบรรพชนปรุงโอสถไม่ผ่าน มันเกี่ยวอะไรกับเขาผู้เป็นคนรุ่นหลังกันเล่า?

 

เขาเป็นเพียงลูกหลานเท่านั้น!

 

จะสามารถชี้นิ้วสั่งผู้อาวุโสได้กระนั้นหรือ?!

 

โต่วชุนชิวยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่ผิด เขายกมือตบไหล่ของจีอู๋ซวง พูดอย่างจริงจังว่า "ท่านบรรพชนน้อยเอ๋ย... เรื่องนี้น่ะ คนเรามีทั้งความชำนาญและไม่ชำนาญ มีทั้งความถนัดและไม่ถนัด ข้าได้ยินมาว่าท่านบรรพชนน้อยมีพรสวรรค์ในด้านการสร้างยันต์มากนัก ไม่เช่นนั้น พวกเราไปยอดเขาหงฝูกันดีกว่าหรือไม่?"

 

จีอู๋ซวง "???"

 

เจ้าหนุ่มคิ้วดกตาโตนี่!

 

ตอนที่จะรับนางเป็นศิษย์ พูดจาไพเราะเสนาะหู ทำท่าจะให้ทุกอย่างกับนาง

 

พอได้ยินว่าตัวเองเป็นผู้อาวุโส ก็เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาในทันที!

 

ช่างไร้ยางอายเสียจริง!

 

จีอู๋ซวงกลืนความโกรธนี้ไม่ลงเสียแล้ว

 

นางกัดฟันพูดว่า "เรื่องนี้ท่านวางใจได้ ข้าต้องปรุงโอสถระดับหนึ่งให้สำเร็จแน่นอน!"

 

โต่วชุนชิวพยักหน้า "อืม ข้าเชื่อในตัวท่านนะ ข้าจะทิ้งวัตถุดิบและหอปรุงโอสถไว้ให้ไม่มีใครมารบกวนแน่นอน ท่านพยายามเข้านะ!"

 

ทิ้งคำพูดนี้ไว้ โต่วชุนชิวก็ตบก้นแล้วรีบวิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว

 

จีอู๋ซวง "..."

 

จีอู๋ซวงเป็นคนที่มีความดื้อรั้นอย่างประหลาด ยิ่งเขาบอกว่านางทำไม่ได้ นางก็ยิ่งต้องทำให้เขาดู!

 

แค่ปรุงโอวสถระดับหนึ่งเท่านั้นเอง?!

 

นางจะไม่ยอมแพ้อย่างเด็ดขาด!!!

 

หลังจากนั้น จีอู๋ซวงก็อาศัยอยู่ในหอปรุงโอสถ แต่สวรรค์ก็ไม่เป็นใจ ถึงแม้นางจะเกือบเผาหอปรุงโอสถทั้งหมดจนทำให้ศิษย์ทั้งยอดเขาตันเสียกลัวจนตัวสั่น แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ...

 

จีอู๋ซวงคิดไปคิดมา รู้สึกว่าปัญหาอยู่ที่ ‘ไฟ’ ถ้าไม่ใช่เพราะ ‘เชื้อเพลิงใต้พิภพ’ ในหอปรุงโอสถไม่เชื่อฟัง นางจะต้องทำสำเร็จแน่นอน

 

เมื่อเพลิงใต้พิภพไม่ดี นางก็จะไปหาเพลิงอื่น

 

เพลิงที่ดีกว่าเพลิงใต้พิภพ ก็ต้องเป็นเพลิงสวรรค์ มันต้องแตกต่างแน่นอน!

 

ใช่แล้ว!

 

ไปหาเชื้อเพลิงมา!!!

 

ณ ยอดเขาหว่านเหลียนเฟิง

 

หรงหรงกำลังอยู่กับเซี่ยงเหม่ยเหม่ยอย่างหวานชื่น ทว่าทั้งคู่กลับตกใจเมื่อจู่ๆ จีอู๋ซวงก็โผล่มาอย่าง.องอาจ

 

ก็มันเคยบอกไว้ว่าไม่ชอบผู้หญิงเก่ง แต่สุดท้ายก็ยังมาอยู่กับเซี่ยงเหม่ยเหม่ยเสียได้ หรงหรงเองก็ไม่รู้ว่าจีอู๋ซวงจะหัวเราะเยาะหรือไม่

 

ทว่าจีอู๋ซวงกลับมองหรงหรงกับเซี่ยงเหม่ยเหม่ยแล้วถามคำถามหนึ่งที่ทำให้ทั้งสองถึงกับงงงันไปหมด

 

“ข้าจะหาเชื้อเพลิงได้จากที่ไหน? ไม่ต้องเก่งอะไรมาก เอาแค่พอๆกับของพวกเจ้าก็พอแล้ว”

 

หรงหรงคือสัตว์อสูรเพลิงใต้พิภพ บนตัวก็มีไฟใต้พิภพติดตัวมา เรียกได้ว่าเป็นสายเลือดพิเศษ

 

ส่วนเซี่ยงเหม่ยเหม่ยเป็นพยัคฆ์เพลิงทองคำ เพลิงที่มีอยู่บนตัวแม้จะเป็นเพลิงของสัตว์อสูร แต่ระดับก็สูงมาก

 

เปลวไฟของทั้งสองติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ดังนั้นแน่นอนว่าพวกเขาไม่รู้ว่าจะไปหาเชื้อเพลิงได้จากที่ไหน

 

จีอู๋ซวงจึงลดความคาดหวังลงแล้วถามว่า “ถ้ามีเชื้อเพลิงอยู่ที่ไหน พวกเจ้าจะสัมผัสได้หรือไม่?”

 

สองตัวใหญ่พยักหน้ารับ จีอู๋ซวงดวงตาเป็นประกาย คิดหาวิธีจะพาสองตัวนี้ออกไปหาเชื้อเพลิงด้วยกัน แล้วทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างตื่นเต้น [เจ้าต้องการเชื้อเพลิงหรือ? ข้ารู้ที่นะ!]

 

จีอู๋ซวงหันกลับมา มองเห็นแมวลายส้มตัวหนึ่ง?

 

“เจ้าเป็น…”

 

[เป็นข้าไง!]

 

แมวลายส้มส่ายตัวแปลงร่างเป็นสิงโตตัวใหญ่ ที่แท้คือสิงโตเพลิงทองคำ จินโช่วเยว่!

 

จีอู๋ซวง “...”

 

โอ๊ยตายแล้ว! แค่กๆ นางลืมไปเสียสนิท ที่แท้ลืมสิงโตตัวใหญ่ไปนี่เอง…

 

เพื่อปกปิดความกระอักกระอ่วน จีอู๋ซวงทำสีหน้าจริงจัง “เอ๊ะ ข้าตามหาเจ้าไปทั่วเลย เจ้ามาแปลงร่างเป็นแมวลายส้มซ่อนตัวอยู่ที่นี่ทำไม?”

 

[อ้อ ก็เจ้าไม่กลับมาเสียที ข้าเบื่ออยู่คนเดียว แต่พอเป็นร่างคนจะเดินไปไหนก็ไม่สะดวก ก็เลยแปลงร่างเป็นแมวลายส้มตัวน้อยไปหาเหม่ยเหม่ย แล้วข้าก็ค้นพบว่าการแปลงเป็นแมวตัวน้อยที่ยอดเขาหว่านเหลียนเฟิงนั้นเป็นที่นิยมมาก เจ้านี่…”

 

จินโช่วเยว่ทิ้งตัวลงนั่งบนพื้น เอาอุ้งเท้าใหญ่ๆสองข้างล้วงของออกมา มีทั้งน่องไก่ย่าง ไม้ล่อแมว ทั้งหมดนี้เป็นของที่ศิษย์ยอดเขาหว่านเหลียนเฟิงนำมาให้

 

จีอู๋ซวงจ้องท้องพลุ้ยๆของเจ้าสิงโตใหญ่ ถามด้วยท่าทางเคลือบแคลงว่า “เจ้าอ้วนขึ้นหรือไม่?”

 

สิงโตตัวใหญ่สะดุ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดหายใจเข้าปิดพุงไว้ “อย่าพูดมั่วๆนะ ข้าน่ะหุ่นกำยำต่างหาก แล้วข้าก็ไม่ได้กินอย่างเดียวนะ ข้ายังช่วยพวกเขาฝึกควบคุมไฟด้วย”

 

จีอู๋ซวง “…”


ก็ได้ ก็ได้ เจ้าบอกว่าหุ่นกำยำก็คือหุ่นกำยำละกัน ขออย่าให้ตอนทะยานขึ้นสวรรค์ไปแล้ว ท่านเหลี่ยนเยว่ไม่รู้จักเจ้าก็พอ

 

เพื่อปกปิดความจริงที่ว่าตัวเองอ้วนขึ้น จินโช่วเยว่จึงแปลงกลับเป็นแมวลายส้มตัวน้อย ถามว่า [เจ้าต้องการหาเชื้อเพลิงหรือ?]

 

“อืม ข้ากำลังเรียนปรุงโอสถ แต่พลังวิญญาณของข้ามันแปลกไปเสียหน่อย ควบคุมเปลวไฟแบบคนอื่นไม่ได้”

 

แมวลายส้มตัวน้อยเดินวนจีอู๋ซวงสองสามรอบ ตาเบิกกว้างถามว่า [พลังวิญญาณเจ้านี่เป็นธาตุอะไรเนี่ย? ให้ความรู้สึก...พิเศษมาก…]

 

ที่จริงแล้วจินโช่วเยว่คิดจะพูดว่า ‘ให้ความรู้สึกกระจอกมาก’ แต่พอนึกได้ว่าตัวเองยังคงอยู่ใต้อาณัติคนอื่น ก็เลยต้องเปลี่ยนคำพูดแทน

 

จีอู๋ซวงบีบพุงแมวอ้วนเล่นแล้วตอบว่า “เป็นธาตุพิเศษชนิดหนึ่ง”

 

จินโช่วเยว่ [???]

 

จะล้วงไปไหนน่ะ?

 

จินโช่วเยว่ใช้เท้าแมวผลักมือจีอู๋ซวงออก มองจีอู๋ซวงด้วยสายตาสงสารอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาดว่า [ข้าเคยเที่ยวเล่นไปกับอาเหลี่ยน ไปถึงหุบเขาซวีหวั่งทางเหนือสุด อยู่ๆก็มีบางอย่างโจมตีข้า อาเหลี่ยนต้องใช้กำลังพอสมควรกว่าจะสลัดหลุดมาได้ ตอนนั้นเองที่อาเหลี่ยนได้รับบาดเจ็บ จากนั้นอาการก็ค่อยๆแย่.ลง… ถ้าเดาไม่ผิด ของที่โจมตีข้าน่าจะเป็นเชื้อเพลิง มันต้องการกลืนกินเชื้อเพลิงในตัวข้า”

 

สายตาของจีอู๋ซวงเป็นประกายวาววับทันที “ในตัวเจ้าก็มีเชื้อเพลิงหรือ?”

 

“มีสิ”


บทที่ 126: จีอู๋ซวงก็กลายเป็นผู้ฝึกตนขั้นก่อปราณ ระดับสองแล้ว

 

สิงโตเพลิงทองคำมีชื่อว่าสิงโตเพลิงทองคำตามไฟสีทองอันงดงามที่สืบทอดมาแต่โบราณ

 

มันเรียกเชื้อเพลิงออกมา หรงหรงกับเหม่ยเหม่ยก็หูตั้งทันที ถอยหนีจากเปลวไฟสีทองที่ลุกโชนอยู่

 

จินโช่วเยว่เชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจแล้วถามว่า “เป็นอย่างไร เชื้อเพลิงของข้างามหรือไม่?”

 

จีอู๋ซวงรู้สึกได้ว่าระดับของเพลิงทองคำนี้สูงกว่าเพลิงใต้พิภพของหรงหรงเสียอีก

 

ช่างเหลือเชื่อจริงๆ

 

“แล้วเชื้อเพลิงที่คิดจะกลืนกินเจ้าที่หุบเขาซวีหวั่งนั้นเป็นเชื้อเพลิงอะไรหรือ?”

 

[ไม่รู้สิ] แมวอ้วนทำหน้าขรึม [เพลิงทองคำของพวกเราอยู่ในอันดับที่หนึ่งร้อยสามสิบเก้าของรายการเพลิงพิเศษในใต้หล้า จะกลืนกินเพลิงทองคำได้ก็ต้องเป็นเชื้อเพลิงที่อยู่ในอันดับก่อนหน้า เจ้าต้องเตรียมใจไว้ให้ดีนะ]

 

ใต้หล้านี้มีเพลิงพิเศษมากมายนับไม่ถ้วน!

 

พลังเพลิงของจินโช่วเยว่ติดอันดับที่หนึ่งร้อยสามสิบเก้าก็นับเป็นอะไรที่น่ากลัวมากแล้ว พูดได้เลยว่าแม้แต่ชาติก่อนของจีอู๋ซวง ก็ยังไม่เคยเห็นเชื้อเพลิงที่เหนือกว่าเพลิงของจินโช่วเยว่มาก่อน

 

และเชื้อเพลิงที่คิดจะกลืนกินจินโช่วเยว่นั้น… เกรงว่าจะไม่ใช่ของดีแน่ๆ

 

แต่จีอู๋ซวงต้องการ ‘พลังต้นกำเนิด’ เพื่อสร้าง ‘พลังวิญญาณ’ หมุนเวียนให้จูเหยีนนรักษาอาการบาดเจ็บ อีกทั้งยังต้องใช้เชื้อเพลิงปรุงโอสถอีกด้วย

 

อย่างไรก็แล้วแต่ เชื้อเพลิงนี้นางจะต้องได้มาให้จงได้!

 

“ขอบใจนะโช่วเยว่ ข้าจะไปหุบเขาซวีหวั่งคนเดียวเอง”

 

จินโช่วเยว่ชะงักไป [เจ้าไม่ให้ข้าไปเป็นเพื่อนหรือ?]

 

“ไม่ต้อง เจ้าไปคงถูกมันโจมตี อยู่ที่นี่รอข้าก็พอ”

 

จินโช่วเยว่ส่ายหัวเป็นลูกข่าง [ข้าจะไปกับเจ้า หากเจ้าเป็นอะไรไป ข้าจะไปพบหน้าอาเหลียนอย่างไร?]

 

ภายนอกแล้วเหมือนอาเหลียนจะขอร้องให้จีอู๋ซวงดูแลมัน แต่แท้จริงแล้วก็เหมือนจะให้มันปกป้องจีอู๋ซวงด้วย

 

จีอู๋ซวงขมวดคิ้วแน่น “แต่เจ้าบอกว่ามันอยากกลืนเจ้าไม่ใช่หรือ?”

 

จินโช่วเยว่ [อยากกลืนเชื้อเพลิง! เชื้อเพลิงน่ะ!]

 

แมวลายส้มตัวน้อยร้องแง่วๆด้วยความโมโห

 

อะไรจะมาอยากกลืนกินมัน!

 

เด็กผู้หญิงคนนี้พูดจาอะไรทำให้คนเข้าใจผิดไปได้!

 

“แค่กๆ ขอโทษ ขอโทษ คืออยากกลืนเชื้อเพลิง”

 

[ข้าก็แค่เก็บเชื้อเพลิงซ่อนเอาไว้ ไม่ให้มันเห็นได้ก็พอแล้ว]

 

เห็นแมวลายส้มตัวน้อยทำหน้าจริงจัง จีอู๋ซวงก็เลยรับน้ำใจ ลูบหัวมันแล้วพูดว่า “เช่นนั้นรบกวนโช่วเยว่ด้วย เราจะออกเดินทางกันพรุ่งนี้”

 

[ได้เลย]

 

จีอู๋ซวงเป็นคนลงมือทำไวมาก ตอนโต่วชุนชิวรู้ว่าจีอู๋ซวงไม่ได้อยู่ที่ยอดเขาตันเสียก็ตกใจจนหน้าซีด

 

แม่เจ้า!

 

เด็กน้อยคงไม่ได้ถูกเขาตำหนิจนกลายเป็นคนเก็บตัวไปแล้วหรอกหรือ?

 

เช่นนั้นเขาจะเอาหน้าไปพบท่านทั้งหลายแห่งสำนักอวิ๋นหลานได้อย่างไร?

 

เขารีบส่งยันต์สื่อสารไปหา ไม่นานจีอู๋ซวงก็ตอบกลับมาว่าตอนนี้อยู่บนเรือวิญญาณข้ามทวีป กำลังไปทางทิศเหนือแล้ว

 

โต่วชุนชิวตกใจจนขนลุก กุมยันต์สื่อสารไว้ในมือแล้วตะโกนออกมา

 

“เจ้าจะไปทวีปทางเหนือทำไม? ไปทำอะไรที่นั่น? ทวีปเหนือน่ะอันตรายมาก! กลับมาเดี๋ยวนี้!”

 

จีอู๋ซวงตอบกลับอย่างไม่รีบร้อนว่า “ท่านโต่วไม่ต้องเป็นห่วง ข้าแค่ไปหาเชื้อเพลิงเท่านั้นเอง ข้าคิดว่าที่ข้าปรุงโอสถดีไม่ได้เป็นเพราะปัญหาเรื่องไฟน่ะ ท่านสบายใจได้ ข้าหาไฟที่เหมาะสมได้แล้วก็จะกลับมาเอง”

 

พูดจบก็ไม่สนว่าโต่วชุนชิวจะเป็นอย่างไร จีอู๋ซวงก็ตัดการสื่อสารอย่างเด็ดขาด

 

โต่วชุนชิว “…”

 

จบกัน เขาต้องรีบไปเรียนท่านประมุขแล้วละ

 

เหลียนซิงได้ยินข่าวนี้ก็ทำหน้าตกตะลึงจนแทบเก็บไม่อยู่

 

โต่วชุนชิว “ท่านประมุข ท่านต้องคิดหาวิธีสิ”

 

เหลียนซิง “…”

 

‘ตาเฒ่าบ้า มีเรื่องเดือดร้อนก็ท่านประมุข ไม่เดือดร้อนก็เป็นเจ้าเด็กเลว’

 

แต่จะทำอย่างไรได้เล่า นี่เป็นถึงนักปรุงโอสถระดับเจ็ดผู้มีค่าดั่งสมบัติล้ำค่า...ต้องตามใจเสียหน่อย

 

“แค่กๆ” เหลียนซิงลดเสียงลง “ท่านไม่ต้องห่วงไป ไม่มีอะไรหรอก”

 

โต่วชุนชิวร้อนใจเดินไปเดินมา “จะไม่มีได้อย่างไร เด็กตัวเล็กๆแค่นี้เอง อ่อนแอขนาดนั้น ถ้าเกิดไปเจอคนร้ายขึ้นมาจะทำอย่างไร? ไม่ได้ ข้าจะไปหาเด็กคนนั้น!”

 

รู้อย่างนี้แล้ว ต่อให้ต้องระเบิดหัวตัวเองหมดก็ไม่ควรไปตำหนิการปรุงโอสถของนางเลย

 

เด็กคนนี้นี่มันจริงจังเสียจริง

 

เหลียนซิงทำได้แค่ปลอบ “มีสัตว์เทพขั้นตัดเคราะห์คุ้มกันอยู่ข้างกาย อีกทั้งยังมีมังกรกุ้ยโถว และของวิเศษที่อาจารย์กับศิษย์พี่ให้ไว้อีกเพียบ ไม่มีใครทำอะไรนางได้หรอก”

 

โต่วชุนชิวถึงกับอึ้ง “อะไรนะ? สัตว์เทพขั้นตัดเคราะห์?”

 

เหลียนซิงเอ่ยอย่างสะกดกลั้นความประหลาดใจ “ใช่ แล้วยังมีถึงสองตัว”

 

โต่วชุนชิว “…”

 

ที่แท้ คนอ่อนแอก็คือตัวข้าเองหรือ?

…….

หุบเขาซวีหวั่งตั้งอยู่ทางเหนือสุดของทวีปเหนือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักอันดับหนึ่งของทวีปเหนือ นามว่า ‘สำนักเล่ยจี๋’

 

แม้เหลียนซิงจะบอกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องจีอู๋ซวง แต่เขาก็ยังแอบติดต่อไปหาประมุขของสำนักเล่ยจี๋เพื่อขอให้ช่วยดูแลจีอู๋ซวงบ้าง หากถึงคราวจำเป็นก็ขอให้ช่วยเหลือด้วย

 

ประมุขสำนักเล่ยจี๋ ‘หย่าซง’ รู้สึกขบขันขึ้นมา เหลียนซิงคนนี้ ปกติเขามักจะเย่อหยิ่งอยู่เสมอ ไม่คิดว่าจะมีวันที่ยอมก้มศีรษะเพื่อลูกศิษย์เช่นนี้

 

หย่าซงแสดงท่าทีอย่างเย่อหยิ่งก่อนจะยอมรับคำขอของเหลียนซิงอย่างเสียไม่ได้

 

แต่ทันทีที่สิ้นสุดการติดต่อ หย่าซงก็เรียกลูกศิษย์ที่มีพรสวรรค์ที่สุดของตนมา พร้อมกับยิ้มแล้วกล่าวว่า “มาเถอะ อาจารย์มีภารกิจให้เจ้า เจ้าจงไปแถวๆหุบเขาซวีหวั่งแล้วคอยสังเกตว่ามีผู้ฝึกตนจากทวีปตะวันออกมาหรือไม่ มีเด็กผู้หญิงที่เพิ่งเข้าสู่ขั้นก่อปราณ ร่างเล็กหน้าตางดงาม และมีรากวิญญาณธาตุไฟและไม้ นางชื่อ จีอู๋ซวง ถ้าพบเจอนางให้แอบปกป้องนางอย่างลับๆ ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนัก นางมาเพื่อฝึกฝนตนเอง แต่ก็ต้องมั่นใจว่านางจะปลอดภัย”

 

‘หลิงฮู่ซี’ ผู้ซึ่งได้ยินคำสั่งนี้ก็รู้สึกสับสนเต็มหัว คิดว่าหรืออาจารย์ของเขาจะฝึกฝนค่ายกลจนสติฟั่นเฟือนแล้ว จึงกล่าวด้วยความดูหมิ่นว่า “อาจารย์ ท่านได้ฟังตัวเองพูดบ้างหรือไม่? เด็กหญิงในขั้นก่อปราณจะกล้าไปหุบเขาซวีหวั่งได้อย่างไร? สถานที่นั้นผู้ฝึกตนขั้นหลอมวิญญาณไปแล้วยังแทบจะขยับไม่ได้ เด็กหญิงในขั้นก่อปราณไป แค่เดินไปสองก้าวก็คงจะสิ้นชีพแล้ว จะไปฝึกฝนอะไรที่นั่น?”

 

หย่าซงโกรธจนหน้าเบ้ ขบฟันและขมวดคิ้ว “เจ้าเด็กนี่ ข้าไม่ได้บ้า นางเป็นลูกศิษย์สายตรงของประมุขสำนักอวิ๋นหลาน มีสมบัติวิเศษติดตัว เจ้าก็แค่ไปทำตามคำสั่งเถอะ”

 

เมื่อหลิงฮู่ซีได้ยินว่าคนคนนั้นคือลูกศิษย์ของเหลียนซิง เขาก็มีประกายไฟลุกโชนขึ้นในดวงตา

 

ไม่มีอะไรเลย... ย้อนกลับไปในงานประลองห้าสำนักเมื่อหลายปีก่อน หลิงฮู่ซีพ่ายแพ้ให้กับศิษย์เอกของเหลียนซิง คือ ‘เหริ่นซีฉวน’

 

แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี เขาก็ยังคงคิดถึงเหตุการณ์นั้นและต้องการหาโอกาสเอาคืน

 

แต่เหริ่นซีฉวนคนนั้นเหมือนมังกรลึกลับ โผล่หัวทีหายหัวที ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยได้เห็นอีกเลย

 

ตอนนี้ดีแล้ว แม้จะไม่ได้เจอเหริ่นซีฉวน แต่ถ้าได้พบเจอกับศิษย์น้องหญิงของเขาก็ยังดี

 

“ได้เลย เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า”

 

หลังจากหลิงฮู่ซีพูดจบ เขาก็รีบหายตัวไปในทันที หย่าซงอยากเรียกเขาแต่ก็เรียกไม่ทัน สุดท้ายก็ทำได้แค่ปล่อยไป

 

ห้าทวีปใหญ่ ได้แก่ ทวีปตะวันออก ทวีปใต้ ทวีปตะวันตก ทวีปเหนือ และทวีปกลาง ทั้งหมดนี้ไม่ได้เชื่อมต่อกัน พวกมันถูกแบ่งแยกโดยมหาสมุทรกว้างใหญ่ หรือถูกขวางกั้นด้วยป่าและภูเขาที่กว้างใหญ่ไพศาล

 

นอกจากเรือวิญญาณระหว่างทวีปแล้ว ยังมีวงแหวนเคลื่อนย้ายข้ามทวีปด้วย

 

แต่การใช้วงแหวนเคลื่อนย้ายแต่ละครั้งต้องใช้หินวิญญาณชั้นยอดนับแสนก้อนเผาผลาญ หากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้ว ใครจะไปเผาเงินมากมายเช่นนั้นเล่า?

 

เดินทางไปบนเรือวิญญาณข้ามทวีปช้าๆ สักสามถึงสี่เดือนก็ไปถึงได้แล้วไม่ใช่หรือ?

 

สามถึงสี่เดือน ใช้เวลาปิดด่านฝึกตนสักหน่อยก็ผ่านไปเอง

 

จีอู๋ซวงตอนนี้เป็นผู้ฝึกตนอย่างเป็นทางการแล้ว ดังนั้นบนเรือนางจึงเลือกที่จะปิดด่านฝึกตน

 

ขั้นแรก ดูดซับพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างกาย การโคจรพลังนั้นยุ่งยากมาก ขั้นที่สอง ผ่านรากวิญญาณ ใช้จิตสำนึกแยกแยะพลังวิญญาณ ‘ไร้ธาตุ’ ที่มีน้อยนิดนั้นออกมา เก็บไว้ในกระดูกวิญญาณและจุดตันเถียน

 

นางกระโดดข้ามผ่านการใช้รากวิญญาณไปเลย แม้ว่าการดูดซับจะช้ามาก แต่ก็หลีกเลี่ยงปัญหาการขัดแย้งระหว่างรากวิญญาณและกระดูกวิญญาณได้

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ พลังวิญญาณไร้ธาตุที่มีน้อยอยู่แล้วก็ยิ่งน้อยเข้าไปอีก

 

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะน้อยนิดก็ยังมีค่า รวมกันมากๆ ก็กลายเป็นกองโตได้

 

ในที่สุด หลังจากความพยายามไม่ลดละ จีอู๋ซวงก็กลายเป็นผู้ฝึกตนขั้นก่อปราณระดับสองแล้ว!


บทที่ 127: ดูเหมือนว่าพลังเช่นนี้ ต่อไปคงไม่สามารถใช้ได้ตามใจชอบแล้ว

 

ในที่สุด หลังจากความพยายามไม่ลดละ จีอู๋ซวงก็กลายเป็นผู้ฝึกตนขั้นก่อปราณระดับสองแล้ว!

 

เรื่องนี้ทำให้จีอู๋ซวงดีใจจนแทบบ้า!

 

นางลากพวกตัวน้อยๆออกมาทั้งหมด แล้วจับพวกมันลูบคลำอย่างสนุกสนาน แม้แต่จินโช่วเยว่ก็ไม่รอดจากเงื้อมมือนางไปได้

 

จินโช่วเยว่ดิ้นรนหลุดออกมาจากเงื้อมมือจีอู๋ซวง ในที่สุดมันก็รักษาภาพลักษณ์สง่าผ่าเผยของราชสีห์ทองคำไว้ได้ มันถามด้วยความสงสัยว่า [ในเมื่อเจ้ากลายเป็นผู้ฝึกตนขั้นก่อปราณระดับสองแล้ว เช่นนั้นเจ้าก็ใช้พลังวิญญาณของเจ้าให้ข้าดูหน่อยสิ]

 

พูดตามตรง จินโช่วเยว่อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับพลังวิญญาณของจีอู๋ซวงมาก

 

ตอนแรกมันคิดว่านางมีรากวิญญาณที่หลากหลายและยุ่งเหยิง แต่ต่อมากลับยิ่งรู้สึกว่ามันแปลกประหลาด มันไม่เคยรู้สึกถึงพลังวิญญาณแบบนี้มาก่อน

 

จีอู๋ซวงพยักหน้าอย่างระมัดระวัง นางอุ้มจูเหยียนตัวน้อยที่กำลังหลับอยู่ขึ้นมา แล้วค่อยๆปล่อยพลังวิญญาณออกมาปกคลุมจูเหยียน

 

แล้วก็...

 

จูเหยียนหายไป!

 

จินโช่วเยว่ ไป๋เย่ เฟิ่งเลี่ยน มังกรกุ้ยโถว อสรพิษสลิล และจินถงจื่อต่างจ้องมองด้วยความตกตะลึง พวกมันทั้งหมดหมุนวนรอบจีอู๋ซวง พยายามมองหาแต่ก็ไม่เห็นจูเหยียน

 

ไม่เพียงแต่ตามองไม่เห็น พลังวิญญาณก็ไม่สามารถสัมผัสได้ แม้แต่สายลมที่พัดผ่าน พลังวิญญาณ ลมหายใจ หรือยื่นมือไปแตะก็ไม่สามารถสัมผัสได้

 

เพื่อทดสอบคุณสมบัติของพลังนี้ อสรพิษสลิลยังพ่นลูกศรน้ำไป แต่ก็ยังไม่สามารถสัมผัสสิ่งใดได้

 

เหมือนกับว่าจูเหยียนได้เข้าไปยังมิติอื่น!

 

นี่คือ... พลังที่เหนือธรรมชาติถึงเพียงใดกัน?

 

ในสวรรค์และโลก ‘การดำรงอยู่’ คือพันธนาการ

 

แต่ ‘ความไม่มี’... หมายถึงไม่มีสิ่งใดในกฎเกณฑ์ของสวรรค์และโลก ไม่มีกฎเกณฑ์ใดที่สามารถพันธนาการมันได้

 

จินโช่วเยว่ตกใจจนหนวดเคราตั้ง [เร็ว... รีบดึงพลังวิญญาณกลับมาให้ข้าดูหน่อย]

 

จีอู๋ซวงถอนพลังวิญญาณออก จูเหยียนก็ยังอยู่ที่เดิม แถมยังนอนหลับสนิทมากขึ้นอีกด้วย

 

จินโช่วเยว่กล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า [ข้าไม่เคยเห็นพลังวิญญาณที่ลึกลับเช่นนี้มาก่อน... แม้แต่ในความทรงจำจากการสืบทอดของข้าก็ยังไม่มี]

 

จีอู๋ซวงหันไปมองไป๋เย่ เจ้าแมวดำน้อยมีสีหน้าจริงจัง [แม้ในการบันทึกของข้าจะมีอยู่ แต่รายละเอียดเกี่ยวกับ ‘ความไม่มี’ เป็นอย่างไร ข้าก็ยังไม่ชัดเจนนัก ว่าจะฝึกฝนอย่างไร ใช้อย่างไร เลื่อนขั้นอย่างไร ข้าเกรงว่าเจ้าจะต้องค่อยๆศึกษาด้วยตัวเอง]

 

จีอู๋ซวงพยักหน้า แล้วจู่ๆก็รู้สึกเหนื่อยล้ามาก เหมือนกับว่าพลังงานทั้งหมดถูกดูดออกไป นางจึงทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างไม่ลังเล หอบหายใจแล้วพูดว่า “พลังวิญญาณนี้คงใช้ไม่ได้บ่อยนัก มันเหนื่อยเกินไป”

 

เหล่าตัวน้อยเข้าใจในความรู้สึกของนาง

 

พลังที่เหนือธรรมชาติขนาดนี้ หากสามารถใช้ได้ตามใจชอบ แล้วใครเล่าจะไม่สามารถฆ่าคนได้ทั่วหล้า?

 

จีอู๋ซวงนวดหัวของตนเองแล้วพูดว่า “พวกเจ้าเล่นกันเองนะ ข้าจะนอนแล้ว...”

 

ยังพูดไม่ทันจบ จีอู๋ซวงก็หลับลึกไปแล้ว

 

เหล่าตัวน้อยสบตากัน ต่างรู้สึกกังวลกับสภาพของจีอู๋ซวง

 

ในที่สุดจินถงจื่อก็เข้าไปแนบชิดกับจีอู๋ซวง แล้ว ‘สัมผัส’ ว่าทุกอย่างเป็นปกติ นางแค่หลับเท่านั้น ถึงตอนนั้นเหล่าตัวน้อยถึงได้โล่งใจ

 

ดูเหมือนว่าพลังเช่นนี้ ต่อไปคงไม่สามารถใช้ได้ตามใจชอบแล้ว

 

จีอู๋ซวงถูกปลุกขึ้นมาด้วยการ ‘ตะโกน’ จริงๆ มันเป็นการตะโกนแบบสุดเสียงเลยทีเดียว พอคนเรือเห็นจีอู๋ซวงลืมตาขึ้นมาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

 

“เฮ้อ แม่เจ้า เกือบคิดว่าเด็กคนนี้จะสลบไปซะแล้ว”

 

สัตว์เทพที่จีอู๋ซวงเลี้ยงแต่ละตัวนั้นดูโหดร้ายทั้งนั้น เขาเองถึงอยากเข้าไปใกล้เด็กคนนี้ก็ยังถูกกัดจนหัวปูดไปหมด

 

“รีบลุกขึ้นมา! ถึงแล้ว! นี่เป็นจุดลงเรือสุดท้ายแล้วนะ ถ้าเจ้ายังไม่ลงเรือล่ะก็ เราจะกลับไปตะวันออกกันแล้ว”


จีอู๋ซวงลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากขอโทษคนเรือแล้วก็รีบพาสัตว์เลี้ยงตัวน้อยๆลงจากเรือวิญญาณข้ามทวีปไป จุดจอดเรือวิญญาณข้ามทวีปนี้จะอยู่ที่ขอบนอกสุดของทวีปแต่ละทวีป และเพื่อจะเข้าสู่ทวีปใหญ่ก็ยังต้องใช้พาหนะอื่นๆต่อ

 

แต่จีอู๋ซวงพอลงจากเรือแล้วก็พบว่า ที่นี่ไม่ใช่จุด ‘ดาวนำโชคทิศเหนือ’ ของทวีปเหนือตามที่เหลียนซิงบอก แต่เป็นโลกที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดกาลแทน

 

จีอู๋ซวง “...”

 

ซวยแล้วสิ นั่งเรือเลยป้ายไปแล้ว นี่ข้าหลงทางมาไหนกันเนี่ย?

 

แต่จีอู๋ซวงก็ไม่สามารถโทษสัตว์เลี้ยงน้อยๆของนางได้ เพราะใครใช้ให้นางหลับลึกเหมือนหมูตายกันเล่า?

 

จีอู๋ซวงเงยหน้าขึ้นมองหิมะขาวสะอาดตรงหน้า มันกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ลมพัดแรงจนนางต้องหรี่ตา และความหนาวเหน็บก็แทรกซึมเข้าสู่ทุกตารางนิ้วของผิวหนังนางราวกับว่ามันมีชีวิต

 

หากเป็นสถานที่ปกติ ที่มีลมพายุที่น่ากลัวขนาดนี้ พื้นที่รอบๆต้องเรียบเรียงทั้งหมด แต่ที่นี่กลับมีต้นไม้ยักษ์ที่แม้แต่สิบคนก็ยังโอบรอบต้นไม่ได้

 

ต้นไม้ยักษ์เจริญเติบโตอย่างกว้างขวางและไม่สิ้นสุด อีกทั้งยังถูกแต่งแต้มด้วยน้ำค้างแข็งสีเงิน พอมองไกลๆ ดูเหมือนดาบที่สร้างขึ้นจากน้ำแข็งและหิมะ ปักทะลวงท้องฟ้า

 

นอกจากนี้ยังดูเหมือนมังกรยักษ์ที่เอนตัวขดอยู่บนผืนดิน กินพื้นที่ไปจนไกลสุดลูกหูลูกตา

 

จีอู๋ซวงใช้พลังจิตสัมผัสเปิดมุมมองจากบนฟ้าลงมาที่ทิศเหนือ เห็นภาพที่ยิ่งใหญ่และสวยงามอย่างยิ่ง

 

แท้จริงแล้ว ดินแดนนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตมากมายอยู่ ในป่าต้นไม้ยักษ์นี้

 

ก่อนถึงป่าต้นไม้ยักษ์นี้ มีแต่ความหนาวเหน็บไร้ที่สิ้นสุด

 

หลังป่าต้นไม้ยักษ์นี้ เป็นดินแดนที่มีชีวิตชีวาและเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิต

 

จำนวนของต้นไม้ยักษ์นี้มีมากมาย จนแม้แต่พลังจิตสัมผัสของจีอู๋ซวงก็ไม่สามารถมองเห็นทั้งหมดได้ ต้นไม้เหล่านี้ปกป้องและบำรุงรักษาดินแดนนี้ เหมือนเป็นเทพพิทักษ์ของชีวิต

 

จีอู๋ซวงไม่สามารถพูดออกมาถึงความรู้สึกทึ่งและซาบซึ้งในใจได้ นางค่อยๆเดินไปที่ต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่งแล้วสัมผัสกับลำต้นอย่างเบาๆ

 

ผิวสัมผัสใต้ฝ่ามือหยาบมาก เหมือนกับเม็ดทราย มันหยั่งรากในทะเลทราย เติบโตในความหนาวเหน็บ และปกป้องอารยธรรมอันงดงามนี้

 

“น่าทึ่งจริงๆ...”

 

จีอู๋ซวงพูดพึมพำและค่อยๆปัดน้ำแข็งที่เกาะอยู่บนลำต้นออก

 

ไป๋เย่ตัวน้อยกับจินถงจื่อโผล่หัวออกมาจากผ้าคลุมของจีอู๋ซวงพร้อมกัน มองลำต้นด้วยสายตาเป็นประกายและน้ำลายไหล

 

เห็นได้ชัดว่า ต้นไม้ยักษ์นี้เป็นสมบัติ

 

จีอู๋ซวงดันพวกมันกลับเข้าไป “พอแล้ว อย่าคิดจะกินมันเลย เราไปหาวิธีไปที่อื่นกันเถอะ”

 

เนื่องจากจีอู๋ซวงเป็นคนสุดท้ายที่ ‘ตื่น’ คนที่ลงจากเรือวิญญาณระหว่างทวีปลำเดียวกันกับนางก็เดินไปหมดแล้ว โชคดีที่ตอนนั้นมีเรือวิญญาณข้ามทวีปลำหนึ่งมาถึงพอดี จีอู๋ซวงจึงเดินตามคนจากเรือลำนั้นไป

 

เรือลำนั้นมาจากทวีปตะวันตก เพราะจีอู๋ซวงเห็นนักพรตของสำนักอวี๋เซิ่นจำนวนนับไม่ถ้วน

 

สำนักอวี๋เซิ่นเป็นสำนักใหญ่อันดับต้นๆของศาสตร์การปรุงโอสถ ในห้าทวีป นักปรุงโอสถที่เก่งที่สุดล้วนแต่เป็นคนของสำนักอวี๋เซิ่น ตอนฝึกปรุงโอสถกับโต่วชุนชิวในช่วงนั้น เขาก็พูดถึงสำนักอวี๋เซิ่นอยู่บ่อยๆ

 

เพราะในทวีปตะวันออกมีนักปรุงโอสถระดับเจ็ดเพียงสามคน สองคนอยู่ในสำนักอวิ๋นหลาน อีกคนอยู่ในคณะนักปรุงโอสถ ถูกหวงแหนเหมือนดวงตา

 

แต่สำนักอวี๋เซิ่นไม่เหมือนกัน สำนักนี้มีนักปรุงโอสถระดับเจ็ดมากกว่ายี่สิบคน และยังมีนักปรุงโอสถระดับแปดด้วย!

 

ทำให้สำนักอวี๋เซิ่นมีอำนาจเหนือกว่าคนอื่น!

 

จีอู๋ซวงมั่นใจว่าในกลุ่มของสำนักอวี๋เซิ่นนี้มีนักปรุงโอสถชั้นยอดอยู่ด้วย อาจจะเป็นระดับเจ็ดหรือระดับแปด เพราะจีอู๋ซวงรู้สึกถึง ‘กลิ่นโอสถ’ ที่เข้มข้นเหมือนกับโต่วชุนชิว กลิ่นโอสถนี้คล้ายกับ ‘กลิ่นยันต์’ ของจินโช่วสี่ในตอนนั้น ทั้งหมดเป็น ‘พรสวรรค์’ ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

 

หลังจากที่ล็อกเป้าหมายว่าเป็นคนที่มีกลิ่นโอสถแล้ว จีอู๋ซวงก็เห็นระดับการฝึกตนของเขาอย่างชัดเจน ขั้นตัดเคราะห์ ซึ่งนั่นหมายความว่า อย่างน้อยเขาก็น่าจะเป็นนักปรุงโอสถระดับเจ็ดและมีโอกาสมากที่เขาจะเป็นนักปรุงโอสถระดับแปด

 

ไม่รู้ว่านักปรุงโอสถผู้สูงส่งท่านนี้มาที่นี่ทำไม?

 

ขณะที่จีอู๋ซวงกำลังสังเกตนักปรุงโอสถชื่อ ‘หร่วนอู๋เหลียง’ หร่วนอู๋เหลียงก็หันมามองจีอู๋ซวงเช่นกัน

 

เด็กสาวที่อยู่ในขั้นก่อปราณระดับสองค่อยๆกระโดดมาทางพวกเขาเหมือนกระต่ายน้อย พร้อมกับจ้องมองพวกเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย เขาไม่สนใจไม่ได้จริงๆ

 

ในที่สุดหร่วนอู๋เหลียงก็โบกมือ ทุกคนหยุดเดิน เขาหันหลังมามองจีอู๋ซวงแล้วพูดว่า “เด็กน้อย เจ้าตามพวกข้ามาทำไม?”


บทที่ 128: นอนเพลินไปหน่อย

 

จีอู๋ซวงกะพริบตา “ข้าไม่ได้ตามพวกท่าน ข้าก็แค่จะไปทวีปทางเหนือ”

 

“ไปทวีปทางเหนือ? เจ้ามาจากไหน?”

 

“ทวีปตะวันออก”

 

“ที่นี่ถ้าพูดให้ถูก มันไม่ได้อยู่ในเขตแดนของทวีปทางเหนือแล้ว เจ้ารีบออกไปดีกว่า”

 

จีอู๋ซวงทำตาโต “ที่นี่ไม่นับว่าเป็นทวีปเหนือแล้วหรือ?”

 

หร่วนอู๋เหลียงพยักหน้า “ใช่แล้ว ที่นี่เป็นเขตปลายสุดของทวีปเหนือ อันตรายมาก ระดับการฝึกตนของเจ้าอ่อนแอเกินไป ควรไปถามคนที่จุดจอดเรือ แล้วรอเรือวิญญาณกลับไปดีกว่า”

 

พูดจบ หร่วนอู๋เหลียงก็พาคนจากสำนักอวี๋เซิ่นเดินต่อไป

 

จีอู๋ซวงทำอะไรไม่ได้ จึงต้องกลับไปที่จุดจอดเรือ พอไปถามก็ได้ความว่า เรือวิญญาณลำต่อไปจะมาถึงในอีกหนึ่งเดือน

 

จีอู๋ซวงถึงกับร้องคล่ำครวญ “ต้องรอนานขนาดนั้นเลยหรือ?”

 

ผู้ดูแลที่จุดจอดเรือบอกว่า “ใช่สิ แล้วเจ้ามาทำอะไรที่นี่?”

 

จีอู๋ซวง “...ก็เผลอนอนเพลินไปหน่อย”

 

ผู้ดูแลจุดจอดเรืออดขำไม่ได้ แล้วบอกว่า “ถ้าอย่างนั้น เจ้าสามารถเดินผ่านป่าต้นไม้ยักษ์ ไปยังทวีปเหนือข้างใน แล้วใช้วงแหวนเคลื่อนย้ายได้ ก็จะไปยังพื้นที่ในของทวีปเหนือได้”

 

“ราคาสูงหรือไม่?”

 

“สูงสิ ครั้งละแสนหินวิญญาณชั้นยอด”

  

โอ๊ย!

 

แพงขนาดนี้แล้วนางจะนั่งเรือวิญญาณข้ามทวีปมาตั้งนานเพื่ออะไร?

 

แต่จะให้นางรออยู่ที่นี่หนึ่งเดือนก็คงเป็นไปไม่ได้…

 

เช่นนั้นคงต้องไปดูที่เมืองเป้ยจินแล้วกัน

 

จีอู๋ซวงสอบถามเส้นทางไปเมืองเป้ยจินจนชัดเจน แล้วก็ขอบคุณผู้ดูแล จากนั้นก็ตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าต้นไม้ยักษ์ทันที

 

หลังจากที่จีอู๋ซวงเดินจากไป ผู้ดูแลจุดจอดเรือก็ฉุกคิดได้แล้วตบหัวตัวเอง “โอ๊ย แย่แล้ว ลืมบอกเด็กน้อยคนนั้นว่ามีเขตอาคมต้องห้ามในป่าต้นไม้ยักษ์… แต่นางอยู่แค่ขั้นก่อปราณ คงไม่น่าจะมีปัญหานะ?”

 

อย่างไรก็ตาม เขตอาคมต้องห้ามในป่าต้นไม้ยักษ์ยิ่งมีพลังแข็งแกร่งมากเท่าไร ก็จะยิ่งรู้สึกได้มากเท่านั้น

 

ขั้นก่อปราณ คงไม่มีปฏิกิริยาอะไร

…....

เพราะอากาศมันหนาวมากจริงๆ จินโช่วเยว่กับเฟิ่งเลี่ยนเป็นสัตว์เทพธาตุไฟ แน่นอนว่าไม่สามารถทนได้เลย ส่วนอสรพิษสลิลและมังกรกุ้ยโถวก็ทนไม่ได้เช่นกัน ทั้งคู่ดูเหมือนจะเข้าสู่โหมดจำศีลไปแล้ว

 

ไป๋เย่กับจินถงจื่อไม่เป็นอะไรเลย แต่ทั้งสองตัวนี้ก็เอาแต่ใจเสียจริง

 

สุดท้าย จีอู๋ซวงจึงตัดสินใจเดินเท้าไปยังเมืองเป้ยจิน

 

โชคดีที่จากจุดจอดเรือไปยังเมืองเป้ยจินมีแค่เส้นทางเดียว ไม่ต้องกลัวว่าจะหลง


แม้ว่าจีอู๋ซวงจะยังเด็กและมีขาสั้นๆ แต่ความเร็วในการเดินเท้าของนางก็ถือว่าเร็วมากจนไม่ทันรู้ตัวก็ตามทันกลุ่มคนจากสำนักอวี๋เซิ่นทัน

 

มีคนเห็นจีอู๋ซวงจากระยะไกล ก็แสดงความไม่พอใจออกมาเป็นคนแรก “ข้า...แค่กแค่ก อาจารย์ของข้าไม่บอกแล้วหรือว่าเจ้าอย่าตามพวกเรามา”

 

เด็กหญิงที่พูดดูเหมือนจะมีอายุเพียงสิบห้าหรือสิบหกปี ใบหน้าหวานและมีท่าทีหยิ่งยโสเล็กน้อย นางสวมเสื้อคลุมวิญญาณที่มีระดับสูง ทำให้ดูสง่างามท่ามกลางหิมะที่ตกหนักเหมือนเทพธิดา

 

เห็นได้ชัดว่าหญิงสาวได้รับความโปรดปรานอย่างมาก ไม่เช่นนั้นคงไม่ให้ผู้มีวรยุทธ์ขั้นแก่นปราณทองคำเป็น ‘ผู้พูด’ เช่นนี้

 

จีอู๋ซวงกะพริบตาพลางกล่าวว่า "ข้าไม่ได้ตามพวกเจ้านะ ข้าจะไปเมืองเป้ยจิน"

 

"เจ้าน่ะรึ?" หญิงสาวมองสำรวจจีอู๋ซวง "ผู้ฝึกตนตัวน้อยแค่ขั้นก่อปราณระดับสองเช่นเจ้า ต่อให้ไปถึงหน้าประตูเมืองเป้ยจินก็เข้าไม่ได้หรอก"

 

"เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลแล้ว"

 

จีอู๋ซวงรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องปลอบคุณหนูคนนี้ จึงเดินผ่านผู้คนไปอย่างตรงๆ มุ่งหน้าต่อไปยังเมืองเป้ยจิน

 

ภาพนี้ทำให้คุณหนูทั้งคนถึงกับตะลึงงัน

 

พวกเขาสำนักอวี๋เซิ่นร่ำรวยถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงเลือกที่จะเดินไปยังเมืองเป้ยจิน นั่นก็เพราะในป่าต้นไม้ใหญ่แห่งนี้มีคำสาปห้าม แม้นางจะสวมชุดวิญญาณดูเหมือนสบาย แต่ทุกย่างก้าวล้วนหอบแฮ่กๆ

 

เหตุใดเด็กหญิงคนนี้จึงดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

"ท่านอาจารย์ เหตุใดเด็กหญิงคนนั้นจึงไม่ได้รับผลกระทบเลย หรือว่าเป็นเพราะนางอ่อนแอเกินไป"

 

หร่วนอู๋เหลียงครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ข้าไม่ได้ตัดความเป็นไปได้นี้ออกไป คำสาปห้ามในป่าต้นไม้ใหญ่มีผลต่อผู้แข็งแกร่งมากกว่าผู้อ่อนแอ นี่ก็เพื่อปกป้องชาวบ้านในเมืองเป้ยจิน"

 

หญิงสาวเบ้ปาก "เช่นนั้นก็เป็นผลดีกับนางน่ะสิ"

 

แน่นอนว่ายังมีเหตุผลอีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ ‘แข็งแกร่งเกินไป’ เช่น นักพรตที่ผ่านเบิกวิถี

 

แต่สถานการณ์เช่นนี้ หร่วนอู๋เหลียงไม่เคยคิดถึงมันเลยแม้แต่น้อย…

……

จีอู๋ซวงมาถึงเมืองเป้ยจินก่อนกลุ่มของสำนักอวี๋เซิ่นเล็กน้อย เมื่อมาถึงนักพรตที่ทำหน้าที่ลงทะเบียนที่ประตูเมืองก็มองจีอู๋ซวงจนตาแทบถลนออกมา

 

"เจ้า... อยู่ขั้นก่อปราณหรือ?"

 

จีอู๋ซวงพยักหน้า "ใช่แล้ว"

 

นักพรตถามอย่างตกตะลึง "เจ้ามาที่นี่ทำไมถ้ายังอยู่ในขั้นก่อปราณ? มาหาความตายหรือ?"

 

จีอู๋ซวงบ่นอย่างไม่ใส่ใจ "ข้าดันหลับเพลินบนเรือวิญญาณ เลยมาถึงที่นี่โดยไม่ได้ตั้งใจ เดิมทีข้าตั้งใจจะไปท่าเรือแห่งอื่น... แต่เรือวิญญาณเที่ยวถัดไปจะมาอีกตั้งหนึ่งเดือน ข้าจึงคิดจะเข้าเมืองเป้ยจินดูว่าจะใช้วงแหวนเคลื่อนย้ายส่งตัวไปเมืองอื่นได้หรือไม่"

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น นักพรตก็พอเข้าใจ เขารายงานสถานการณ์นี้ให้ผู้บังคับบัญชาฟัง สักพัก หญิงสาวที่สวมผ้าปิดตาข้างเดียวก็เดินมาด้วยท่าทางองอาจ ผมยาวหยักศกเหมือนสาหร่ายทะเล สวมชุดเกราะเต็มยศ นางเป็นนักพรตขั้นหลอมวิญญาณ

 

"ท่านแม่ทัพ!"

 

"ท่านแม่ทัพ!"

 

ทหารยามพากันโค้งคำนับ เห็นได้ชัดว่าหญิงคนนี้เป็นหัวหน้าผู้ดูแลความปลอดภัยของเมืองเป้ยจิน

 

นางขอดูป้ายประจำตัวของจีอู๋ซวง หลังตรวจสอบแล้วก็พบว่านางเป็นศิษย์สายตรงของสำนักอวิ๋นหลาน

 

นางแม่ทัพครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า "เด็กน้อย ไม่ใช่ว่าพวกข้าไม่ให้เจ้าเข้าเมือง แต่วงแหวนเคลื่อนย้ายในเมืองนี้เสียหาย พวกข้าได้เชิญปรามาจารจารย์จากสำนักเล่ยจี๋มาซ่อมแซมแล้ว คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก อีกทั้งสถานการณ์ในเมืองตอนนี้ไม่ค่อยสงบ หากเจ้าเข้าไปก็อาจประสบอันตราย ข้าว่าเจ้ารออยู่ที่ท่าเรืออีกเดือนดีกว่าแล้วค่อยไป"

 

จีอู๋ซวง "..."

 

ตอนนี้จีอู๋ซวงเข้าใจแล้วว่าความโชคร้ายคืออะไร แม้แต่ดื่มน้ำเย็นยังติดคอ!

 

วงแหวนเคลื่อนย้ายเสียหายงั้นหรือ?!

 

แต่ท่าเรือนั้นไม่มีอะไรเลย หากต้องอยู่ที่นั่นอีกหนึ่งเดือน นางคงจะต้องร้องไห้ออกมาแน่

 

จีอู๋ซวงกระแอมเบาๆ แล้วเสนอขึ้นอย่างหน้าด้าน "เรื่องนี้... ข้าต้องสารภาพว่า ข้าพอจะรู้เรื่องวงแหวนเคลื่อนย้ายและค่ายกลอยู่บ้าง หากเป็นไปได้... ข้าขอช่วยพวกท่านซ่อมแซมได้หรือไม่?"

 

เมื่อได้ยินคำนี้ ทั้งนางแม่ทัพและผู้คนจากสำนักอวี๋เซิ่นที่เพิ่งมาถึงก็พากันหัวเราะ

 

โดยเฉพาะหญิงสาวที่เคยไล่จีอู๋ซวง หัวเราะเสียงดังที่สุด

 

"ฮ่าๆๆ เจ้าได้ยินสิ่งที่เจ้าพูดหรือไม่? ที่นี่คือทวีปทางเหนือ สำนักเล่ยจี๋เป็นอันดับหนึ่งที่เชี่ยวชาญเรื่องค่ายกลที่สุด แม้แต่บรรพชนของสำนักเล่ยจี๋ก็ยังซ่อมแซมค่ายกลนี้ไม่ได้ แล้วเจ้าคิดว่าเจ้าจะทำได้หรือ?"

 

จีอู๋ซวงไม่พูดอะไร เพียงจ้องมองนางแม่ทัพด้วยสายตาที่มุ่งมั่น นางไม่ต้องเอ่ยปากก็สื่อความตั้งใจได้อย่างชัดเจน

 

แม่ทัพรู้สึกวูบไหวในใจเมื่อถูกจีอู๋ซวงจ้อง สุดท้ายนางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะตอบ "ถ้าเจ้าไม่กลัว ก็เข้ามาลองดู"

 

เมื่อพูดออกไป แม่ทัพก็รู้ตัวว่าตนเองกำลังหาวิธีแก้ไขอย่างสิ้นหวัง เพราะแค่ผู้ฝึกตนขั้นก่อปราณจะทำอะไรได้? แม้แต่ปรามาจารย์ค่ายกลจากสำนักเล่ยจี๋ที่กำลังพยายามซ่อมแซมมาเนิ่นนานแล้วยังไม่ดีขึ้นเลย

 

ถึงอย่างนั้นสุดท้ายแล้ว เด็กคนนี้ก็เป็นถึงศิษย์สายตรงของสำนักอวิ๋นหลาน ถ้าบังเอิญเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นมาก็ได้

 

"ขอบคุณท่าน"

 

จีอู๋ซวงได้เข้าเมืองเป้ยจินแล้ว เมื่อเข้าไปในเมือง นางก็สังเกตเห็นว่าผู้คนบนถนนต่างเร่งรีบ บางคนยังได้รับบาดเจ็บ ใบหน้าของพวกเขาดูหม่นหมองราวกับถูกปกคลุมด้วยเงามรณะ

 

บางที... นี่อาจเป็นเหตุผลที่เมืองเป้ยจินเชิญสำนักอวี๋เซิ่นมา?

 

จีอู๋ซวงถูกนำตัวไปยังจัตุรัสกลางเมือง ซึ่งเป็นที่ตั้งของวงแหวนเคลื่อนย้าย ตอนนี้มีปรามาจารย์ค่ายกลจากสำนักเล่ยจี๋เจ็ดแปดคน กำลังพยายามคำนวณอะไรบางอย่าง พวกเขาดูโทรมเหมือนไม่ได้นอนมาเป็นเวลานาน

 

"ท่านทั้งหลาย นี่คือจีอู๋ซวง นางถูกส่งมาช่วยพวกท่านซ่อมแซมค่ายกล"

 

ทหารที่นำทางแนะนำจีอู๋ซวงให้กับพวกเขา ก่อนจะรีบจากไป

 

เมื่อได้ยินว่ามี ‘ผู้ช่วย’ ทุกคนก็รีบเงยหน้ามอง แต่เมื่อเห็นว่าจีอู๋ซวงเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นก่อปราณ พวกเขาก็พากันหน้าซีด

 

เด็กสาวในขั้นก่อปราณ?! มาช่วยซ่อมวงแหวนเคลื่อนย้ายหรือ?!

 

ล้อเล่นแล้ว?

 

แต่เพราะจีอู๋ซวงเป็นเด็กสาวที่งดงาม และยังยิ้มทักทายพวกเขาอย่างสุภาพ พวกเขาจึงกลืนคำพูดไม่ดีในใจ เปลี่ยนเป็นไล่แทน

 

"ไปๆๆ อย่ามารบกวนพวกเรา มาจากไหนก็กลับไปที่นั่น!"

 

"เจ้าคือเด็กในขั้นก่อปราณจะเข้าใจอะไรเล่า? อย่ามาสร้างความวุ่นวาย"

 

"รีบไปเสีย ก่อนที่พวกข้าจะอารมณ์เสีย"

 

จีอู๋ซวงคาดการณ์ถึงท่าทีเหล่านี้ไว้แล้ว แต่นางไม่ได้สนใจ เพียงแต่พูดว่า "แม้ว่าข้าจะมีพลังไม่มากนัก แต่ข้ามีตำราค่ายกลที่บรรพชนทิ้งไว้ บางทีอาจจะช่วยพวกท่านได้"

 

"บรรพชนของเจ้างั้นหรือ?" ชายคนหนึ่งที่มีรอยช้ำใต้ตาพูดอย่างไม่พอใจ "เจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเรามาจากสำนักใด? สำนักเล่ยจี๋! สำนักเล่ยจี๋ของเราคือสำนักที่เชี่ยวชาญค่ายกลมากที่สุดในยุทธภพ บรรพชนของเจ้าจะสู้สำนักเล่ยจี๋ได้หรือ?"

 

จีอู๋ซวงหยิบแผ่นค่ายกลออกมาโยนตรงหน้าพวกเขา "สงสัยบรรพชนของข้าหรือ? ถ้าอย่างนั้นลองดูสิว่านี่คืออะไร?"

 

พวกเขามองอย่างดูถูก แต่ทันทีที่เห็นก็ถึงกับตะลึงและอุทานพร้อมกัน

 

"โอ้สวรรค์! แผ่นค่ายกลระดับแปด?!"

 

ใช่แล้ว แผ่นค่ายกลระดับแปดนี้คือของที่โม่หลานอีเคยใช้ ‘หลอก’ จีอู๋ซวง

 

ถ้าโม่หลานอีรู้ว่านางนำมันมาใช้โอ้อวดเช่นนี้ คงจะโกรธจนร้องไห้แน่ๆ!


บทที่ 129: เทียบกับศิษย์ของสำนักอวิ๋นหลานแล้ว พวกเขาช่างยากจนเหลือเกิน

 

เมื่อแน่ใจแล้วว่าแผ่นค่ายกลระดับแปดที่จีอู๋ซวงโยนออกมานั้นเป็นของแท้ เหล่านักพรตกลุ่มนั้นก็รีบเปลี่ยนท่าทีทันที พวกเขายิ้มประจบประแจงเข้ามาใกล้จีอู๋ซวงอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าอยากจะช่วยนวดไหล่ให้นาง

 

"โอ้ย โอ้ย นี่พวกเราช่างไม่มีตาไม่รู้จักผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ทราบว่าท่านมีอาจารย์จากสำนักใดหรือ?"

 

"ใช่ๆ ท่านมีนามว่าอะไรหรือ?"

 

จีอู๋ซวงไม่รีบเผยนามเพียงแต่กล่าวเรียบๆว่า “ข้าก็ยังไม่รู้จักนามของพวกท่านเลยนะ”

 

พวกเขารีบแนะนำตัวเองทันที แน่นอนว่าการที่พวกเขามาซ่อมแซมแผ่นค่ายกลในฐานะศิษย์สำนักเล่ยจี๋นั้นต้องมีฝีมือไม่ธรรมดา โดยคนที่มีระดับสูงสุดคือ ‘หลินซุ่ย’ นักพรตระดับห้าของสำนักเล่ยจี๋ ส่วนอีกหกคนมีสองคนเป็นนักพรตระดับสี่ และอีกสี่คนเป็นนักพรตระดับสาม

 

ในสำนักอวิ๋นหลาน นักพรตระดับห้านั้นถือว่าเทียบได้กับผู้นำยอดเขาเช่นเฉินชิ่งเซียนได้เลย เพราะผู้นำยอดเขาต้าวอีก็เป็นนักพรตระดับห้า

 

แต่ในสำนักเล่ยจี๋ นักพรตระดับห้าเป็นเพียงผู้อาวุโสธรรมดาเท่านั้น

 

จีอู๋ซวงพยักหน้าแล้วกล่าวเสียงดังว่า “ข้าเป็นศิษย์สายตรงของผู้นำยอดเขาจู๋ซิงในสำนักอวิ๋นหลาน จีอู๋ซวง”

 

ศิษย์สายตรงของผู้นำยอดเขาจู๋ซิง? งั้นรึ?

 

นั่นไม่ใช่ยอดเขาของประมุขสำนักอวิ๋นหลานหรอกหรือ?

 

แต่ประมุขสำนักอวิ๋นหลานนั้นไม่ได้มีชื่อเสียงเรื่องค่ายกลไม่ใช่หรือ?

 

ถ้าไม่ใช่เพราะแผ่นค่ายกลระดับแปดวางอยู่ตรงหน้า หลินซุ่ยคงต้องถามไปแล้ว แต่ในตอนนี้หลินซุ่ยคิดแค่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้ขอยืมตำราค่ายกลจากจีอู๋ซวงมาศึกษา

 

“ฮ่าฮ่าฮ่า ท่านที่แท้ก็คือศิษย์ของท่านประมุขเหลียนซิงนั่นเอง ถ้าเช่นนั้นท่านลองดูตำราค่ายกลของท่านประมุขเหลียนดูสิว่า มีคำแนะนำเกี่ยวกับค่ายกลระดับสูงนี้หรือไม่...”

 

จีอู๋ซวงตอบกลับอย่างรวดเร็วว่า “โอ้ ข้าดูแล้ว ไม่มีนะ”

 

พวกเขา “???”

 

ถ้าไม่ใช่เพราะแผ่นค่ายกลระดับแปดวางอยู่ตรงนั้น พวกเขาคงคิดว่าเด็กสาวคนนี้กำลังเล่นตลกกับพวกเขาแน่นอน

 

อดทนไว้!!

 

เพราะแผ่นค่ายกลระดับแปดอยู่ตรงนี้!

 

ต้องรู้ไว้ว่าสำนักเล่ยจี๋แม้จะมีนักพรตฝึกค่ายกลระดับแปดคอยดูแลอยู่ แต่ท่านอาวุโสผู้นั้นปิดด่านฝึกฝนมาหลายร้อยปีแล้ว และในตอนนี้สำนักเล่ยจี๋กำลังต้องการนักพรตฝึกค่ายกลระดับแปดคนใหม่อย่างมาก…

 

แต่การฝึกค่ายกลนั้นยากมากที่สุดในบรรดาหกศาสตร์แห่งวิถีของผู้ฝึกฝน แม้แต่ปรมาจารย์ชื่อดังอย่างผู้อาวุโสคูเจ๋อแห่งตะวันออก หรือเหล่านักพรตทั้งเก้าสำนักทั่วใต้หล้าที่เป็นปรมาจารย์ค่ายกล ต่างก็เป็นเพียงนักพรตค่ายกลระดับเจ็ดเท่านั้น

 

“ถ้าเช่นนั้น...ตำราค่ายกลเล่มนั้น ข้าขอดูได้หรือไม่...?” หลินซุ่ยพยายามยิ้มด้วยความสุภาพ แต่ไม่รู้เลยว่ารอยยิ้มของเขาดูประหลาดมากเพราะรอยคล้ำใต้ตา

 

จีอู๋ซวงไม่รอช้า นางนำตำราเล่มหนึ่งออกมาให้พวกเขาดู

 

ตำรานี้เป็นหนังสือที่นางปรับปรุงแก้ไขจากคัมภีร์โบราณ ในตอนนี้ศิษย์ของสำนักอวิ๋นหลานที่ศึกษาค่ายกลแทบทุกคนมีเล่มนี้ไว้ในครอบครองแล้ว ซึ่งน่าจะยังไม่ถูกเผยแพร่ไปถึงทวีปทางเหนือ แต่ก็คงทำให้พวกเขาตกตะลึงไม่น้อย

 

หลินซุ่ยรีบเช็ดมือกับเสื้อผ้าก่อนจะรับตำรามาอย่างนอบน้อม และเริ่มอ่านอย่างระมัดระวัง

 

ตอนแรกหลินซุ่ยยังรู้สึกไม่พอใจ เพราะตำราเล่มนี้ดูเหมือนตำราพื้นฐานสำหรับผู้เริ่มต้น

 

แต่ยิ่งอ่าน หลินซุ่ยก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า ใบหน้าของเขาค่อยๆแดงขึ้นและเริ่มพูดพึมพำกับตัวเอง

 

“มันเป็นอย่างนี้เอง...ที่แท้มันก็เป็นเช่นนี้...”

 

คนอื่นๆก็กระวนกระวายอยากอ่านบ้าง แต่เมื่อหลินซุ่ยยังไม่อ่านเสร็จ พวกเขาก็ไม่กล้าแย่ง ได้แต่ยืนบนปลายเท้าพยายามมองแอบๆ

 

ที่น่าตกใจที่สุดคือ หลินซุ่ยนั่งลงกับพื้นทันที เริ่มฝึกวางค่ายกล เขาฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

 

เมื่อฟ้ามืดลง จีอู๋ซวงก็สังเกตเห็นว่านักพรตค่ายกลของสำนักเล่ยจี๋เริ่มมีท่าทีวิตกกังวล คนหนึ่งชื่อ ‘ถูเจี๋ย’ ซึ่งเป็นนักพรตค่ายกลระดับสี่พยายามจะรบกวนหลินซุ่ย แต่ถูกจีอู๋ซวงหยุดไว้

 

“อย่ารบกวน เขากำลังบรรลุค่ายกลแล้ว”

 

นักพรตสำนักเล่ยจี๋ “???”

 

ไม่จริงใช่หรือไม่!?

 

แค่นี้ก็จะบรรลุแล้วหรือ?!

 

จีอู๋ซวงพูดต่อว่า “พวกท่านถอยออกไปสักหน่อย การบรรลุเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก ถ้าพลาดโอกาสนี้ไป ไม่รู้ว่าเขาจะมีโอกาสบรรลุอีกหรือไม่”

 

ถูเจี๋ยไม่ได้มีสีหน้าดีใจเลยสักนิด แต่กลับกระวนกระวายอย่างมาก เขาวิ่งวนไปมาเหมือนมดบนกะทะร้อน

 

“ไม่ได้นะ ไม่ได้เด็ดขาด...รีบหยุดเขาเถอะ เขาจะบรรลุที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด!”

 

จีอู๋ซวงสงสัย “ทำไมเขาถึงจะบรรลุที่นี่ไม่ได้?”

 

ถูเจี๋ยตกใจ “ท่านไม่รู้เรื่องราวประหลาดในแถบเมืองเป้ยจินหรือ?”

 

“ข้ายังไม่เคยได้ยิน รบกวนบอกเล่าให้ข้าฟังที”

 

“มันเริ่มขึ้นตั้งแต่ครึ่งปีก่อน...”

 

อย่างที่จีอู๋ซวงคาดไว้ พื้นที่รอบเมืองเป้ยจินนั้นถึงแม้ว่าจะมีสภาพอากาศที่เลวร้ายและเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน แต่ก็เป็นพื้นที่ที่มีพลังวิญญาณหนาแน่น และในที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้ก็มักจะมาพร้อมกับโอกาสเช่นกัน

 

ดังนั้นเหล่านักพรตทางเหนือจึงยังคงเลือกใช้ที่นี่เป็นสถานที่ทดลองฝึกฝน

 

แต่ครึ่งปีก่อน พื้นที่นี้เริ่มมีหมอกพิษปรากฏขึ้น

 

เมื่อใดที่นักพรตเดินอยู่ข้างนอกในตอนกลางคืน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในทุ่งหิมะ ป่าทึบ หรือพื้นที่กลางแจ้งก็ตาม ล้วนแล้วแต่โดนพิษ ไม่มีข้อยกเว้น

 

ผู้ที่ถูกพิษในระยะแรกจะมีอาการเวียนหัวตาพร่าเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อพิษแทรกซึมลึกขึ้น พวกเขาจะตกอยู่ในอาการสลบหรือคลุ้มคลั่งจนทำร้ายผู้อื่นได้ ในที่สุดผู้ที่ถูกพิษถึงขั้นรุนแรงจะไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้อีก และผู้ที่มีพลังน้อยจะถูกพิษเร็วกว่า

 

ต่อมาไม่เพียงแต่นักพรตที่ได้รับผลกระทบ แม้แต่สัตว์เทพบางตัวก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

 

นักพรตที่ฝึกอยู่แถบนี้จึงต้องไปรวมตัวกันที่เมืองเป้ยจิน ซึ่งเป็นเมืองนักพรตเพียงแห่งเดียวในพื้นที่นี้ พวกเขาต้องการสืบหาสาเหตุของหมอกพิษและพยายามทำให้พื้นที่นี้กลับคืนสู่สภาพเดิม

 

แต่ทุกคนต่างประเมินอันตรายของหมอกพิษต่ำเกินไป เมืองเป้ยจินแม้จะมีค่ายกลป้องกัน แต่ในที่สุดค่ายกลก็เริ่มมีปัญหา ทำให้ในเมืองก็ไม่ปลอดภัยเช่นกัน

 

นักพรตในเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ จึงพากันหนีออกจากเมืองเพื่อเอาชีวิตรอดและตอนนี้เหลือเพียง ‘ชาวเมือง’ เท่านั้นที่ยังคงอยู่

 

พวกเขาไม่สามารถละทิ้งบ้านเกิดได้ จึงพยายามจะกอบกู้เมืองบ้านเกิดของตน…

 

ไม่กี่วันก่อน เจ้าเมืองเป้ยจินก็เข้าสู่อาการสาหัสเช่นกัน

 

ตอนนี้ พอฟ้ามืดลง ผู้คนในเมืองก็จะรีบเข้าไปหลบในอาคารอย่างรวดเร็ว

 

จีอู๋ซวงฟังเรื่องราวนี้จนเข้าใจ ที่แท้ความรู้สึก ‘สิ้นหวัง’ ที่นางสัมผัสได้จากผู้คนบนถนนก็มาจากเรื่องนี้ อีกทั้งปรมาจารย์แห่งการปรุงโอสถของสำนักอวี๋เซิ่นที่นางพบก่อนหน้านี้ก็อาจจะมาตามหาแนวทางรักษาเมืองเป้ยจิน

 

“เช่นนั้น ค่ายกลป้องกันและวงแหวนเคลื่อนย้ายเกิดปัญหาในเวลาเดียวกันหรือ?”

 

“จะว่าเช่นนั้นก็ได้”

 

“แล้วค่ายกลป้องกันมีผู้ใดซ่อมแซมอยู่หรือไม่?”

 

“มีอยู่ ผู้อาวุโสท่านอื่นรับผิดชอบเรื่องนี้ ถึงแม้อาจารย์หลินจะมีความสามารถสูงส่ง แต่ถ้าให้อยู่นอกอาคารทั้งคืนก็คงต้องโดนพิษแน่ๆ เขาไม่สามารถบรรลุที่นี่ได้!”

 

จีอู๋ซวงพยักหน้า “ถ้าสิ่งที่เจ้าพูดเป็นจริง เขาไม่สามารถบรรลุเข้าใจที่นี่ได้ แต่ถ้าหากขัดจังหวะโอกาสนี้ไปก็ไม่ดีเช่นกัน...”

 

ถูเจี๋ยหน้าเสีย “แล้วควรทำอย่างไรดี?”

 

“ง่ายนิดเดียว” จีอู๋ซวงหัวเราะเบาๆ “เปลี่ยนตัวเองไม่ได้ ก็เปลี่ยนสภาพแวดล้อมสิ”

 

ถูเจี๋ยยังไม่เข้าใจว่าจีอู๋ซวงหมายความว่าอะไร แต่ทันใดนั้นนางก็หยิบบ้านหลังเล็กๆจากมิติเก็บของออกมา และดึงพื้นบ้านออก จากนั้นนางก็โยนขึ้นไปในอากาศ

 

“ลงมา!”

 

ในพริบตา จวนวิญญาณเคลื่อนอันโอ่อ่าก็ตกลงมาครอบตัวหลินซุ่ยที่กำลังบรรลุอยู่

 

ถูเจี๋ยและคนอื่นๆมองอย่างตะลึงงัน

 

“ฟ้าดินเป็นพยาน...นี่มัน...”

 

“นี่คือ...จวนวิญญาณ?!”

 

จวนวิญญาณนั้นคือจวนเคลื่อนที่ระดับสูง!

 

จวนวิญญาณที่มีขายในท้องตลาดนั้นถึงแม้จะเป็นแบบธรรมดาที่สุด ก็มีราคาแพงมากจนต้องใช้หินวิญญาณชั้นยอดมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งยังเป็นของหายาก เพราะการจะสร้างจวนวิญญาณได้ต้องอาศัยช่างฝีมือระดับเจ็ดขึ้นไป!

 

แต่เด็กสาวคนนี้ไม่เพียงหยิบจวนวิญญาณออกมาได้อย่างง่ายดาย แต่ยัง...ยังดึงพื้นจวนออกอีกด้วย!

 

นี่มันสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว!!

 

แต่จีอู๋ซวงดูไม่ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย นางตบมือแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “นี่อย่างไรเล่า เขาก็ไม่ต้องอยู่นอกอาคารแล้ว ปัญหาก็แก้ได้แล้ว”

 

ถูเจี๋ยและคนอื่นๆ "..."

 

แม้ว่ามันจะช่วยหลีกเลี่ยงการอยู่ข้างนอกได้จริง แต่นี่มันอะไรกัน สำนักอวิ๋นหลานแม้แต่ศิษย์ธรรมดาก็ร่ำรวยขนาดนี้เลยหรือ?!

 

บอกว่าทวีปตะวันออกเป็นพื้นที่ที่พลังวิญญาณขาดแคลนที่สุดไม่ใช่หรือ?

 

ทว่าเทียบกับศิษย์สำนักอวิ๋นหลานแล้ว พวกเขาช่างดูยากจนเหลือเกิน...


บทที่ 130: อย่าทำเป็นไม่รู้เรื่อง นี่เจ้าไม่ได้เตรียมการให้โม่หลานอีหรอกหรือ?

 

จีอู๋ซวงไม่เพียงแต่มีค่ายกลระดับแปดที่น่าทึ่ง แต่ตำราที่นางนำออกมาให้หลินซุ่ยอ่าน ยังทำให้เขาเกิดการบรรลุเข้าใจขึ้นทันทีราวกับฟ้าส่องทางให้ สุดท้ายนางยังสามารถนำ ‘จวนวิญญาณ’ ขึ้นมาเพื่อปกป้องหลินซุ่ยจากการโดนรบกวนในขณะบรรลุเข้าใจอีกด้วย

 

สิ่งที่จีอู๋ซวงทำไม่ว่าเป็นการแสดงอันน่าตกใจชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ถูเจี๋ยและคนอื่นๆถึงกับอึ้ง แต่เมื่อทุกสิ่งนี้รวมกันเข้า ความตกตะลึงยิ่งทวีคูณ และพวกเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกศรัทธาและชื่นชมในตัวจีอู๋ซวงจนสุดใจ

 

หลังจากนั้น เมื่อจีอู๋ซวงบอกว่าจะไปดูวงแหวนเคลื่อนย้าย ถูเจี๋ยและคนอื่นๆก็รีบพานางไปดูทุกซอกทุกมุม โดย.กลัวว่านางอาจจะไม่เข้าใจ และยังอธิบายรายละเอียดอย่างใจเย็นทุกคำถามที่นางสงสัย

 

เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า จีอู๋ซวงและกลุ่มของถูเจี๋ยทั้งหมดก็พากันเข้าไปในจวนวิญญาณ

 

และเมื่อพวกเขาเข้าไปในจวนวิญญาณแล้ว ถูเจี๋ยและคนอื่นๆก็ได้เข้าใจทันทีว่าพลังของจีอู๋ซวงนั้นน่าทึ่งแค่ไหน

 

จวนวิญญาณแห่งนี้ไม่ใช่แค่สถานที่หลบภัยชั่วคราว แต่ทุกสิ่งภายในจวนล้วนแล้วแต่ล้ำค่าจนทำให้พวกเขารู้สึกเสียวสันหลัง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเป็นศิษย์ในสำนักใหญ่ เห็นของล้ำค่ามามาก แต่เมื่อเข้าสู่จวนแห่งนี้ พวกเขาก็ยังไม่กล้าแตะต้องอะไรเลย

 

ท่าทางกลัวเกรงของพวกเขาทำให้จีอู๋ซวงอดหัวเราะไม่ได้

 

“ไม่ต้องเกร็ง นั่งลงเถิด” จีอู๋ซวงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

 

"ขะ ขอรับ..."

 

จากนั้นจีอู๋ซวงถามว่า "พวกเจ้าเคยออกไปข้างนอกตอนกลางคืนหรือไม่?"

 

พวกเขาพากันส่ายหน้า จีอู๋ซวงจึงขอดูพลังวิญญาณของพวกเขา ซึ่งแม้จะเป็นคำขอที่แปลก แต่ถูเจี๋ยและพวกก็ยอมทำตามแต่โดยดี

 

ถูเจี๋ยเป็นผู้มีรากวิญญาณธาตุไม้ เขาจึงใช้พลังวิญญาณเร่งการเติบโตของเมล็ดพันธุ์หนึ่งขึ้นมา แต่จีอู๋ซวงสังเกตเห็นว่าเมล็ดพันธุ์นี้มี ‘พลังความตาย’ แฝงอยู่ หมายความว่าถึงแม้พวกเขาจะไม่ออกไปข้างนอกในตอนกลางคืน ร่างกายของพวกเขาก็ยังคงถูกพิษกัดกร่อนอยู่ดี

 

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ถูกกัดกร่อนคือรากวิญญาณของพวกเขาเอง

 

จีอู๋ซวงตัดสินใจว่าในวันรุ่งขึ้น นางจะไปพบกับปรมาจารย์ปรุงโอสถของสำนักอวี๋เซิ่นและบอกข่าวนี้ให้พวกเขาทราบ

 

ไม่ใช่ว่าจีอู๋ซวงอยากจะยุ่งเรื่องของคนอื่น แต่เพราะนางรู้สึกว่าพลังความตายนี้น่ากลัวเกินไป และดูเหมือนว่ามันจะเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นทางให้ใครบางคนโดยเฉพาะ

 

"เจ้าคิดเหมือนข้าหรือไม่ สวรรค์?" จีอู๋ซวงหันไปถามสวรรค์

 

สวรรค์ที่แสร้งทำเป็นไม่รับรู้อยู่ในร่างกายของจีอู๋ซวงตอบอย่างขุ่นเคืองว่า […]

 

"อย่าทำเป็นไม่รู้เรื่อง นี่เจ้าไม่ได้เตรียมการให้โม่หลานอีหรอกหรือ?" จีอู๋ซวงถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

 

การรักษาพลังความตายที่ดีที่สุดคืออะไร?

 

แน่นอนว่าต้องเป็นพลังวิญญาณแสงสว่าง!

 

จีอู๋ซวงสามารถจินตนาการได้เลยว่า ในไม่ช้าโม่หลานอีจะปรากฏตัวราวกับเป็นผู้ช่วยชีวิต ใช้พลังวิญญาณแสงสว่างชำระล้างและรักษาทุกสิ่ง

 

เหล่าผู้ฝึกตนในเขตเมืองเป้ยจิน แม้ว่าจะไม่ใช่พลังที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่าห้าสำนักใหญ่ แต่เหล่าผู้ที่สามารถฝึกฝนในเขตหนาวเหน็บได้ล้วนแล้วแต่แข็งแกร่งทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น แม่ทัพหญิงคนนั้น

 

หากพวกเขาทุกคนได้รับบุญคุณจากโม่หลานอี คงไม่ต้องคิดเลยว่าพลังของเธอจะเพิ่มมากขึ้นขนาดไหน

 

แล้วจะบอกว่าสวรรค์ไม่ได้เตรียมทางนี้ไว้ให้โม่หลานอีงั้นหรือ จีอู๋ซวงถึงกับอยากจะล้างหัวด้วยน้ำเย็นในตอนนี้!

 

สวรรค์รีบโต้ตอบกลับมาทันที [นี่ไม่ใช่สิ่งที่ข้าจัดการไว้นะ เป็นชะตาฟ้าลิขิตต่างหาก! ข้าเองก็ไม่สามารถควบคุมได้ ในตอนนี้มีเพียงโม่หลานอีเท่านั้นที่สามารถจัดการกับปัญหานี้ได้ หากเจ้าเก่งพอ เจ้าก็ไปจัดการสิ!]

 

คำพูดของสวรรค์นั้นยิ่งพูดยิ่งมั่นใจ!

 

ใช่แล้ว! นี่ไม่ใช่สิ่งที่มันเตรียมการไว้ แต่มันเป็นชะตากรรม!

 

หากจีอู๋ซวงไม่พอใจก็ขอให้นางไปจัดการกับวิกฤตนี้ให้ได้เองเถอะ

 

จีอู๋ซวงหัวเราะเย็นชา "ดี เช่นนั้นข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง!"

 

สวรรค์ตอบด้วยความสะใจ [ดี ข้าจะคอยดู!]

 

จีอู๋ซวงไม่สนใจสวรรค์อีกต่อไป แต่เริ่มคิดว่าพลังความตายนี้มีต้นตอมาจากไหน


ความคิดของนางมีเพียงอย่างเดียว หากแก้ไขพลังความตายไม่ได้ อย่างน้อยนางก็จะกำจัดต้นตอของมันให้สิ้นซาก

 

หากทำลายต้นตอของพลังความตายได้ ร่างกายของผู้คนก็จะสามารถค่อยๆขับพิษออกไปได้ แม้ว่าจะฟื้นตัวช้าหน่อย แต่ก็ยังสามารถรักษาได้

 

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือค้นหาต้นตอของพลังความตาย

……

เช้าวันรุ่งขึ้น จีอู๋ซวงเปิดประตูห้องออกมาก็พบหลินซุ่ยที่ยืนอยู่ในห้องโถงด้วยท่าทางตื่นเต้น

 

เมื่อเห็นจีอู๋ซวง หลินซุ่ยรีบก้าวเข้ามาขอบคุณด้วยท่าทางนอบน้อม

 

"ขอบคุณมากที่ช่วยข้า"

 

หลังจากหลินซุ่ยบรรลุเข้าใจ เขาพบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย จึงไปถามถูเจี๋ยและได้รู้ว่าเขาเกือบจะโดนรบกวนตอนบรรลุเข้าใจ และหากไม่ได้จีอู๋ซวงนำจวนวิญญาณปกป้องไว้ เขาคงจะตกอยู่ในอันตรายจากหมอกพิษที่กัดกร่อนในเวลากลางคืน

 

เมื่อได้ฟังถูเจี๋ยบอกว่า จีอู๋ซวงถึงกับดึงพื้นของจวนออก หลินซุ่ยก็แทบจะตกใจจนหัวใจหยุดเต้น

 

จวนวิญญาณนั้นแพงมาก แม้แต่เขาจะขายตัวเองไปก็อาจจะซื้อไม่ได้!

 

ตอนนี้จีอู๋ซวงกลายเป็นผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ของเขาไปแล้ว

 

จีอู๋ซวงตรวจสอบหลินซุ่ยและพบว่ารอยคล้ำใต้ตาของเขาจางลงบ้าง นางจึงถามว่า "ท่านรู้สึกอย่างไรบ้างวันนี้?"

 

"ข้ารู้สึกดีมาก!" หลินซุ่ยแทบจะตบอกยืนยันให้จีอู๋ซวงฟัง "หลังจากได้อ่านตำราของท่านเมื่อวานนี้ ข้ารู้สึกบรรลุเข้าใจ ไม่เกินสามวัน ข้าจะสามารถซ่อมวงแหวนค่ายกลเคลื่อนย้ายให้ท่านได้สำเร็จ และท่านสามารถใช้มันได้ทุกเมื่อ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่ม!"

 

นี่เป็นวิธีที่หลินซุ่ยคิดขึ้นมาเพื่อตอบแทนจีอู๋ซวง และเขาหวังว่านางจะไม่รังเกียจ


แน่นอนว่า วงแหวนเคลื่อนย้ายข้ามทวีปเขาคงทำให้ไม่ได้…

 

ถ้าเขามีโอกาสเป็นจอมเวทย์ค่ายกลที่เก่งกว่านี้ในอนาคต บางทีเขาอาจจะสามารถทำอะไรได้มากขึ้นเพื่อตอบแทนนาง

 

จีอู๋ซวงไม่รีรอที่จะตอบ "ก็ดี ขอบคุณมาก แต่ไม่ต้องรีบ ข้าคิดว่าจะออกไปข้างนอกสองสามวัน ไปดูสถานที่ที่พบหมอกพิษครั้งแรก"

 

หลินซุ่ยได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้ง "นี่...อันตรายเกินไป!"

 

จีอู๋ซวงหัวเราะ "ไม่เป็นไร ข้ามีจวนวิญญาณอยู่ จะเดินไปตรงไหนก็ตั้งจวนไว้"


หลินซุ่ยยังคงกังวล "แต่จวนวิญญาณอาจถูกกัดกร่อนจนพังได้ในที่สุด มันไม่ใช่ความคิดที่ดี"

 

จีอู๋ซวงนำจวนหลายหลังออกมาราวกับเป็นเรื่องธรรมดา "โอ้ ไม่ต้องห่วง ครอบครัวข้ากลัวว่าข้าจะมีปัญหาเวลาเดินทาง เลยให้จวนวิญญาณมาหลายหลัง"


หลินซุ่ยมองจวนหลายหลังที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าเหมือนเห็นขุมสมบัติที่ส่องประกายไปทั่วทั้งพื้นที่

 

นี่คือ...โลกของคนรวยอย่างนั้นหรือ?!


เหล่านักปรุงโอสถจากสำนักอวี่เฉินถูกเชิญมาเพื่อรักษาอาการป่วยของเจ้าเมืองที่ยังคงสลบไสล แน่นอนว่าต้องพักอยู่ที่จวนเจ้าเมือง

 

ตอนนี้การป้องกันในจวนเจ้าเมืองเข้มงวดมาก หากจีอู๋ซวงต้องการพบกับนักปรุงโอสถผู้ยิ่งใหญ่ก็ต้องแจ้งล่วงหน้าก่อน แต่โชคดีที่นางมีจดหมายแนะนำของหลินซุ่ย ทำให้เรื่องง่ายขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม จีอู๋ซวงไม่คาดคิดเลยว่าคนที่ออกมาพบนางจะเป็นสาวน้อยนักปรุงโอสถขั้นแก่นปราณทองคำคนนั้น!

 

"นางรึ?" สาวน้อยขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจแล้วพูดขึ้น "นางไม่ใช่คนของสำนักอวิ๋นหลานหรือไง ทำไมถึงมีจดหมายแนะนำจากสำนักเล่ยจี๋?"

 

จีอู๋ซวงถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะตอบว่า "ข้าต้องการพบอาจารย์ของเจ้า"

 

สาวน้อยทำหน้าเหมือนว่าได้ยินเรื่องตลกที่สุดในชีวิต หัวเราะเยาะแล้วพูดว่า "เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร? อาจารย์ของข้าคือใครกันถึงจะให้เจ้าพบได้ง่ายๆ ถ้ามีอะไรก็พูดมา พวกเรายุ่งอยู่"

 

จีอู๋ซวงรีบไปต่อ จึงพูดตรงประเด็นทันที "ช่วยแจ้งอาจารย์ของเจ้าหน่อยว่า พิษที่นี่ไม่ใช่พิษทั่วไป แต่เป็น 'พลังความตาย' ที่แอบแฝงอยู่ในพลังวิญญาณ และจะทวีความรุนแรงขึ้นในเวลากลางคืน ดังนั้นการฝึกฝนที่นี่จะทำให้พลังความตายไหลเข้าสู่ร่างกายทีละน้อย หากมีสูตรโอสถที่ใช้วัตถุที่มีคุณสมบัติแห่งแสงก็น่าจะช่วยได้ นอกจากนี้ ไม่ว่าจะมีพลังมากเพียงใด ในบริเวณนี้ควรหยุดฝึกฝนไปก่อน เพราะถ้าปล่อยให้พลังความตายสะสมในร่างกายมากขึ้น แม้แต่เซียนก็คงช่วยไม่ได้"


จบตอน

Comments