sword ep191-200

บทที่ 191: ศาตราเหนือเทพ

 

โดยทั่วไปแล้ว สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์สำหรับการเลื่อนขั้นสู่การเป็นเซียนมักจะมีจังหวะที่คงที่ เพราะมันให้เวลาผู้ฝึกตนได้ ‘ฟื้นฟู’ พลัง พวกมันต้องการที่จะ ‘ทดสอบ’ ไม่ใช่ ‘กำจัด’ ไม่ได้ต้องการทำให้เรื่องเลวร้ายถึงขั้นนั้น

 

ทว่า สายฟ้าครั้งนี้กลับเหมือนกับฝนพายุรุนแรง ประกบต่อกันทีละสาย ฟาดเปรี้ยงปร้างอย่างไม่หยุดยั้ง จนท้ายที่สุดกลายเป็นแน่นหนาและน่ากลัวเกินบรรยาย หากมองไปไกลๆ ก็คล้ายกับสะพานที่สร้างขึ้นจากสายฟ้าเชื่อมกันระหว่างฟ้ากับดิน…

 

ทุกคนต่างตกใจ “???”

 

“นี่...เกิดอะไรขึ้นหรือ?”

 

“ข้า...ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน...”

 

“เทพกระบี่ไร้พ่ายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”

 

สายตาของทุกคนหันมองไปยังฉือเหล่ย ฉือเหล่ยเองก็เพิ่งได้รับการยืนยันจากเหลียนซิงว่าจีอู๋ซวงยังคงปลอดภัยดี

 

แล้วสายฟ้านี้เกิดขึ้นเพราะอะไรเล่า?

 

ณ ใจกลางทะเลแห่งสายฟ้า นี่ไม่ใช่แค่ทัณฑ์สวรรค์ แต่ควรเรียกว่า ‘ทะเลแห่งอัสนี’ จีอู๋ซวงใช้มือข้างหนึ่งจับวิญญาณอสูรอาฆาตอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะโยนมันขึ้นไปให้วิถีแห่งสวรรค์

 

‘เฮ้ ครั้งนี้ข้าช่วยเจ้าไปมากเลยนะ เจ้าอย่าได้คิดที่จะเชือดข้าหลังงานเสร็จก็แล้วกัน’

 

[ข้าไม่ใช่คนเช่นนั้น]

 

‘อื้อ ถูกแล้ว เจ้าไม่ใช่คนเช่นนั้น เจ้าก็แค่สวรรค์ที่ไร้ใจและมองไม่เห็นข้า เห็นก็แต่บุตรแห่งโชคชะตาเท่านั้นแหละ’

  

วิถีสวรรค์อยากจะด่า แต่ก็ต้อง.อดกลั้นไว้ เพราะตอนนี้จีอู๋ซวงยังเป็น ‘นายทุน’ ของมันอยู่

 

ภายในธงผนึกวิญญาณนี้ นอกจากจะมีวิญญาณของจู๋หลงแล้ว ยังมีวิญญาณผู้ฝึกตน วิญญาณภูตเซียน วิญญาณเทพเซียน วิญญาณเซียนพิสุทธิ์ วิญญาณเซียนทองคำ วิญญาณเทวะ... รวมถึงวิญญาณนักบุญ...

 

วิญญาณนักบุญเชียวหรือ!

 

หากว่าวิญญาณนักบุญหาได้ง่ายนัก ในอดีต จีอู๋ซวงก็คงไม่ต้องกลายเป็น ‘กระบี่ไร้พ่าย’ เช่นนี้

 

ดูท่าว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นคงจะทุ่มทุนมากเพื่อสังหารหมิงท่งและหมิงจู๋ แม้จีอู๋ซวงจะขจัดความแค้นในวิญญาณของพวกเขาไปแล้ว แต่ด้วยสวรรค์ของโลกนี้ก็ไม่อาจย่อยสลายวิญญาณเหล่านี้ได้

 

โชคดีที่จีอู๋ซวงลงมือ ‘บีบคอ’ ของวิญญาณพวกนี้ไว้ ไม่ให้มันหลุดหนีไปไหนได้ วิถีสวรรค์จึงสามารถใช้สายฟ้าค่อยๆบดขยี้วิญญาณเหล่านี้ให้แหลก แล้วค่อยๆซึมซับเข้าสู่วิถีสวรรค์ได้

 

นับว่าเป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย วิญญาณเหล่านี้ก็ถือว่าได้กลับคืนสู่วงจรของการเวียนว่ายตายเกิดอีกครั้ง และสวรรค์ก็ได้พวกมันไป ซึ่งทำให้กฎแห่งสวรรค์ที่ถูกทำลายค่อยๆฟื้นตัวขึ้น และในวันหน้าผู้คนในโลกนี้ก็จะได้มีหนทางสู่การเป็นเซียนได้ง่ายขึ้น

 

ไม่แน่ว่าในวันข้างหน้า มันอาจจะกลายเป็นมิติที่มีระดับสูงขึ้นอีกก็เป็นได้

 

แน่นอนว่าการที่จีอู๋ซวงยอม ‘เคี้ยวอาหารให้ละเอียด’ เพื่อป้อนสวรรค์นั้นก็ย่อมต้องมีเงื่อนไข... นางต้องการให้สวรรค์ยินยอมในเรื่องการดำรงอยู่ของหมิงท่งและหมิงจู๋ ไม่อย่างนั้น วิญญาณของทั้งสองก็ต้องถูกสายฟ้าผ่าทำลายไปเช่นกัน

 

แต่เดิมวิถีสวรรค์ไม่ยินยอม ทว่าจะทำอย่างไรได้เล่า จีอู๋ซวงได้ ‘ป้อน’ มันมามากเกินกว่าที่จะปฏิเสธได้…

 

สุดท้ายจึงจำต้องหลับตาข้างหนึ่งและเปิดตาข้างหนึ่งไป

 

ขณะที่จีอู๋ซวงกำลัง ‘ป้อน’ วิญญาณให้สวรรค์นั้น ก็เอ่ยขึ้นมาอย่างเบื่อหน่าย

 

‘ช่างเป็นการยกผลประโยชน์ให้เจ้าทั้งหมดจริงๆไม่อย่างนั้น ข้าจะรวบรวมวิญญาณทั้งหมดนี้ไว้เป็นของตัวเอง แล้วสร้างกองทัพวิญญาณเซียนที่แข็งแกร่งไว้ ใครที่ข้ามองว่าไม่ชอบหน้า ข้าก็แค่โบกธงผนึกวิญญาณนี้ ก็จะได้ม้าศึกนับพันนับหมื่น โอ้ ช่างยอดเยี่ยมเสียจริง’

 

วิถีสวรรค์แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินความหมายที่ซ่อนอยู่ของจีอู๋ซวง ทว่าเมื่ออยู่ข้างจีอู๋ซวงมานาน มันก็ได้เรียนรู้อย่างหนึ่งว่า มันต้องพยายามทำตัวให้หน้าหนาเข้าไว้จึงจะอยู่ข้างนางได้

 

จีอู๋ซวง: เฮอะ วิถีสวรรค์นี้ชักจะเสียคนแล้ว ไม่น่ารักเหมือนเมื่อก่อนเลย

 

สุดท้ายวิถีสวรรค์ก็ย่อยสลายวิญญาณทั้งหมดได้สำเร็จ แถมยังแอบเรอออกมาเบาๆ ทำให้จีอู๋ซวง.อดหัวเราะไม่ได้

 

มันกระแอมเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้นว่า [เอ้า นี่ของเจ้า]

 

‘หืม?’

 

ทันใดนั้น สายฟ้าสุดท้ายก็ฟาดลงมา มันดูเล็กและเรียวบาง แต่กลับฟาดผ่านธงผนึกวิญญาณได้อย่างง่ายดาย พลังคำสาปบนธงนั้นแตกกระจายออก กลายเป็นแสงสีทองระยิบระยับกระจายออกมา

 

จีอู๋ซวงมองดูอย่างตื่นตะลึง ดวงตา.กลมโตเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

 

นี่คือ... ศาสตราเหนือเทพ?!

 

ไม่แปลกใจเลยที่มันสามารถกักขังวิญญาณมากมายไว้ได้ แม้แต่จู๋หลงก็หนีไม่พ้น!

 

วิถีสวรรค์พูดขึ้นอย่างภาคภูมิใจว่า [อะไรก็ช่างเถอะ ไม่ว่ามันจะเป็นศาสตราเหนือเทพหรือไม่ก็ตาม เมื่อมันเข้าสู่วิถีของข้าแล้วก็ต้องฟังข้า ไม่ว่าจะเป็นมังกรหรือพยัคฆ์ก็ต้องยอมจำนน ตอนนี้จิตแห่งเจ้าของเดิมของมันถูกข้าลบไปแล้ว ถือว่านี่เป็นของตอบแทนที่ข้ามอบให้เจ้า]

 

จีอู๋ซวงโอบกอดศาสตราเหนือเทพพลางหมุนตัวสองรอบ ด้วยความดีใจ นางยิ้มตาหยีจนมองเห็นแต่ฟันไม่เห็นตา

 

‘อ๊า ขอบใจนะ เจ้าม่วงน้อยของเรา! ฮ่าฮ่าฮ่า!’

 

วิถีสวรรค์: [……]

 

ตอนมีเรื่องก็เรียก ‘ม่วงน้อย’ ตอนไม่มีเรื่องก็เรียก ‘ใครบางคน’ เฮอะ ผู้หญิงก็แบบนี้แหละ

 

[ข้าให้ศาสตราเหนือเทพกับเจ้าแล้ว เจ้าจะทำสัญญากับมันได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของเจ้าเอง ระวังอย่าให้มันหักหลัง เพราะเจ้านี่ดูท่าทางดุดันอยู่พอสมควร]

 

‘ได้เลยขอบใจเจ้าม่วงน้อย ที่เป็นห่วงนะ’

 

[อืม]

 

วิถีสวรรค์ตอบกลับอย่างเย็นชาแล้วหันหลังจากไป ทิ้งไว้เพียงความสง่างามแบบ ‘เสร็จงานแล้วสะบัดผ้าคลุมหลังหายไป แอบเก็บความดีงามและชื่อเสียงไว้เงียบๆ’

 

จีอู๋ซวงรีบใช้เลือดหยดลงบนศาสตราเหนือเทพเพื่อทำสัญญา ทว่าศาสตราเหนือเทพนี้ดูท่าทางจะเป็นพวกอารมณ์เสียง่าย มันไม่ยินยอมที่จะทำสัญญากับคนที่มีขั้นพลังต่ำเตี้ยเช่นนาง ถึงแม้จิตวิญญาณของนางจะเข้าสู่ขั้นเซียนแล้วก็ตาม

 

แต่มันคือศาสตราเหนือเทพเชียวนะ!!!

 

เมื่อพลังแห่งพันธะเริ่มก่อตัว ศาสตราเหนือเทพเตรียมจะโจมตีจิตวิญญาณของจีอู๋ซวงอย่างรุนแรง ทว่าเงาหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้น รอบตัวมันพันด้วยเปลวเพลิงไร้สิ้นสุด

 

ศาสตราเหนือเทพหรี่ตาลงมองให้ชัด ที่แท้ก็เป็นวิญญาณเพลิงที่เข้าสู่ขั้นเซียน?!

 

และเปลวเพลิงนี้…

 

ช่างน่ากลัวนัก!

 

ดูเหมือนจะไม่ใช่เปลวเพลิงธรรมดา!

 

ศาสตราเหนือเทพสั่นสะท้านไปทั้งกาย พร้อมส่งสัญญาณ ว่าเราทั้งคู่ก็เป็น 'วิญญาณ' ไม่จำเป็นต้องฆ่าฟันกัน

 

วิญญาณเพลิงไท่ซวีได้ยินเช่นนั้นก็ไม่พอใจ ยกแขนเสื้อขึ้นพร้อมด่าทอ

 

“เจ้ามันของปลอม จะเทียบกับของแท้อย่างข้าได้อย่างไร! ช่างประเมินตนสูงส่งเกินไปแล้ว!”

 

“จะมัวพูดจาไร้สาระอยู่ทำไม ต่อยให้มันยอมไปเลยสิ!”

 

ทันใดนั้นก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น ศาสตราเหนือเทพหันไปมองอย่างมึนงง พบว่าฝ่ายนั้นมีขั้นที่สูงกว่าตนเอง จนมันมองไม่ออกด้วยซ้ำว่าอยู่ในขั้นไหน...

 

หรือว่า... นี่คือ… ศาสตราหงเหมิง?!

 

นี่มัน… มันไม่ใช่ว่ามีอยู่แค่ในตำนานหรอกหรือ?

 

ในโลกนี้จะมีศาสตราหงเหมิงของจริงอย่างนั้นหรือ?!

 

“ใช่แล้ว...มันไม่ให้เกียรติเจ้านายของพวกเรา...ต่อยมันเลยสิ...”

 

อีกเสียงหนึ่งที่พูดช้ากว่าผู้อื่นครึ่งจังหวะ เป็นเสียงของกระดูกหงเหมิง

 

ศาสตราเหนือเทพ: "......"

 

บัดซบ! ยังมีอีกงั้นหรือ?!

 

สามมหาเทพนี้เป็นพันธะวิญญาณของมนุษย์ตัวเล็กๆคนนี้ทั้งหมดอย่างนั้นหรือ?

 

ยังไม่ทันที่ศาสตราเหนือเทพจะเข้าใจเรื่องราวดี ก็รู้สึกได้ถึง ‘หมัดเหล็ก’ นับไม่ถ้วนที่ฟาดลงมาบนร่างของตน

 

ตอนแรกมันก็สู้พวกเขาไม่ได้อยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นทั้งสามก็ไม่สนใจความเป็นธรรม จู่ๆก็เล่นรุมเสียอย่างนั้น ศาสตราเหนือเทพจึงหมดทางสู้ ได้แต่ยอมจำนนอย่างสิ้นหวัง

 

“อย่าทำข้าเลย ฮือๆๆ ข้าจะทำพันธะกับท่านแล้วก็ได้ อย่าตีข้าอีกเลย ฮือๆๆ…”

 

เดิมทีจีอู๋ซวงคิดไว้ว่านางกับศาสตราเหนือเทพนี้คงจะต้องสู้กันอย่างดุเดือดแบบตายเป็นตาย แต่ไม่ทันไร เมื่อจิตวิญญาณของนางเข้าถึง มันกลับทำตัวเชื่องเหมือนลูกหมาน้อย ยื่นหัวมาให้นางลูบอย่างว่าง่าย แถมยังหงายท้องขึ้นมาอีก ทำท่าทางเหมือนบอกว่า "มาสิ มาสิ อย่าคิดว่าข้าเป็นศาสตราเหนือเทพแล้วจะต้องเย็นชาเลย"

 

จีอู๋ซวง: “......?”

 

ทำไมรู้สึกเหมือนศาสตราเหนือเทพนี่ดูแปลกๆ?

 

หรือว่ามันจะเป็นของปลอมกันนะ?

 

หากศาสตราเหนือเทพรู้ว่าจีอู๋ซวงคิดกับมันเช่นนี้ มันคงโกรธจนนอนไม่หลับไปสามวันสามคืนแน่นอน

 

‘เจ้าสิปลอม!!’


บทที่ 192: ความเศร้าของเจ้าโง่ทึ่มทื่อ

 

แม้จีอู๋ซวงจะยังสงสัยว่าศาสตราเหนือเทพนี้เป็นของปลอม แต่ก็ยังทำพันธะกับมันจนสำเร็จ

 

ด้วยมีสามพี่ใหญ่อยู่ด้วย ศาสตราเหนือเทพนี้จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเป็น ‘พันธะวิญญาณ’ ของจีอู๋ซวงได้ อีกทั้งยังไม่มีสิทธิ์เข้าสู่ทะเลจิตของจีอู๋ซวงเพื่อได้รับการ ‘ฟูมฟัก’ อย่างอ่อนโยน มันทำได้แค่ยอมเป็น ‘ศาสตราวิญญาณ’ ธรรมดาเท่านั้น ซึ่งทำให้ศาสตราเหนือเทพโกรธจนปากเบี้ยว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะมันไม่มีทางสู้สามผู้ยิ่งใหญ่ได้ ได้แต่ยอมเป็นน้องน้อยอย่างจำยอม

 

น่าโมโหนัก!...

 

แต่เมื่อพันธะสมบูรณ์ ศาสตราเหนือเทพกลับรู้สึกถึงพลังที่อบอุ่นและอ่อนโยนค่อยๆห่อหุ้มตน มันค่อยๆซึมเข้ามาช้าๆ ราวกับสายน้ำที่ไหลมาเชื่องช้า และค่อยๆซ่อมแซมรอยร้าวบนธงอย่างนุ่มนวล

 

เดิมศาสตราเหนือเทพคิดว่าตนเองรู้สึกไปเอง แต่เมื่อมั่นใจว่าไม่ได้รู้สึกไปเอง มันถึงกับยืดตัวขึ้นอย่างตื่นตระหนก

 

สวรรค์!

 

พลังสีทองระยิบระยับนี่คือ... ผลบุญเชียวหรือ?!

 

ศาสตราเหนือเทพจึงหยุด ‘โกรธ’ ทันที มันพุ่งไปหาจีอู๋ซวงอย่างรวดเร็วแล้วทำท่าทางออดอ้อนอย่างบ้าคลั่ง

 

“นายท่าน นายท่าน นี่คือ...ผลบุญหรือ?”

 

จีอู๋ซวงได้ยินเสียงใสๆคล้ายเสียงเด็กหนุ่ม ก็เข้าใจได้ทันทีว่านั่นคือเสียงของศาสตราเหนือเทพ จะว่าไปเสียงของมันก็น่ารักเหมือนกันนี่นา

 

“ใช่แล้ว”

 

“งั้น...” ศาสตราเหนือเทพดูเหมือนลังเล รวบธงตัวเองม้วนไปม้วนมา ราวกับกำลังอ้อน “แล้วข้าใช้ผลบุญนี้ได้ไหม?”

 

จีอู๋ซวงเองก็สังเกตเห็นรอยร้าวบนตัวธงแล้ว ไม่รู้ว่ามันเคยเจออะไรมาก่อน แต่ตอนนี้มันเป็นพวกเดียวกันแล้ว ให้ใช้ผลบุญบ้างก็คงไม่เป็นไร

 

“ได้สิ”

 

“อ๊าว ขอบคุณนายท่าน!”

 

ศาสตราเหนือเทพถึงกับอยากจะแปลงร่างเป็นลูกหมาแล้วกระดิกหางให้จีอู๋ซวงอย่างบ้าคลั่ง

 

ในทะเลจิตของจีอู๋ซวง ทั้งแผนภาพทำนายฟ้า หงเหมิง และไท่ซวีต่างก็พากันบ่น "เจ้าลูกหมานี่ไม่รู้จักอายเลย!"

 

จีอู๋ซวงยิ้มพลางเกาคางศาสตราเหนือเทพแล้วถามว่า “จะให้ข้าเรียกเจ้าว่าอะไร?”

 

“นายท่าน โปรดเรียกข้าว่า 'ธงบรรพกาลชำระวิญญาณ'”

 

“ชำระวิญญาณ? ไม่ใช่ธงผนึกวิญญาณหรืออาวุธสำหรับฝึกฝนวิญญาณหรอกหรือ?”

 

จีอู๋ซวงยังเข้าใจมาตลอดว่ามันคือธงผนึกวิญญาณหรืออาวุธที่ใช้ฝึกฝนวิญญาณ คำว่า ‘ชำระ’ กับ ‘ผนึก’ และ ‘ฝึกฝน’ แม้จะต่างกันเพียงแค่หนึ่งตัวอักษร แต่ความหมายต่างกันสุดขอบฟ้าเลยทีเดียว

 

ธงบรรพกาลชำระวิญญาณพูดถึงเรื่องนี้ด้วยท่าทางที่สุดแสนจะอัดอั้น มันรีบยื่นบาดแผลบนตัวให้จีอู๋ซวงดู พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าสงสารว่า “เฮ้อ หน้าที่เดิมของข้าคือการส่งวิญญาณไร้ที่พึ่งไปสู่ความสงบ แต่เจ้าของคนก่อนกลับบังคับให้ข้าผนึกวิญญาณ ข้าไม่มีทางเลือก ต้องทำในสิ่งที่ขัดกับหน้าที่ของข้า ดังนั้น แม้ข้าจะเป็นศาสตราเหนือเทพ แต่ก็เริ่มมีรอยแผลปรากฏขึ้น เพราะเมื่อครั้งแรกที่ข้าถูกสร้างขึ้นมา เซียนผู้หนึ่งได้มอบหมายให้ข้าทำหน้าที่ส่งวิญญาณชั่วร้ายที่ไม่ยอมเข้าสู่วงจรแห่งการเกิดใหม่... หากข้าฝืนทำในสิ่งที่ขัดกับธรรมชาติของตัวเอง สักวันหนึ่งก็ต้องแปรเปลี่ยนเป็นผงธุลีอย่างแน่นอน…”

 

“เซียน?”

 

“ใช่แล้ว”

 

จีอู๋ซวงถึงกับถอนหายใจ ฝ่ายนั้นเป็นผู้ที่เข้าสู่ขั้นเซียนแล้ว ไม่แปลกที่จะสามารถหลอมศาสตราเหนือเทพขึ้นมาได้

 

เมื่อธงบรรพกาลชำระวิญญาณเริ่มพูดถึง ‘ผู้ให้กำเนิด’ ของตัวเอง มันก็พูดไม่หยุดปาก

 

‘ผู้ให้กำเนิด’ ของมันคือเซียนผู้ทรงพลัง ใจดีอ่อนโยน การหลอมศัสตราวุธเก่งกาจถึงขั้นคว้าตำแหน่งสูงสุด และยังได้สร้างอุปกรณ์แบบ ‘มิติสุริยะบรรพกาล’ ขึ้นมาหลายชิ้น และใช้ชีวิตอยู่ภายในนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายจากโลกภายนอก

 

เดิมทีธงบรรพกาลชำระวิญญาณนั้นเป็นเพียงศาสตราวิญญาณธรรมดา ไม่มีจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง และเป็นสิ่งที่ธรรมดาที่สุดในบรรดาผลงานทั้งหมดของเซียนผู้นั้น

 

แต่อีกฝ่ายกลับชื่นชอบมันที่สุด

 

แม้ว่าในตอนนั้นมันยังไม่สามารถพูดคุยกับผู้สร้างมันขึ้นมาได้ แต่อีกฝ่ายก็ยังคงคอยพูดคุยกับมันอยู่เสมอ

 

หลังจากนั้น ธงบรรพกาลชำระวิญญาณก็เริ่มมีความคิดของตัวเอง หรือจะเรียกว่า...มันเริ่มก่อตัวเป็น ‘จิตสำนึก’ ที่คลุมเครืออยู่

 

มันฝึกฝน ปิดประตูเพื่อบ่มเพาะพลัง และใช้ชีวิตร่วมกับเซียนผู้นั้นในมิติสุริยะบรรพกาล... มันเคารพและรักใคร่เซียนผู้นั้นมาก จนถึงขั้นถือว่าอีกฝ่ายเป็น ‘มารดา’ ของมันเอง

 

มันเคยอยากจะบอกความรู้สึกนี้แก่อีกฝ่าย คิดว่าตัวเองและอีกฝ่ายจะมีเวลามากมายไม่รู้จบ จนกว่ามันจะเติบโต และสามารถพูดได้ แล้วจะบอกให้รู้ว่ามันชื่นชอบและรักนางเพียงใด...

 

แต่แล้ววันหนึ่งเซียนผู้นั้นก็หยุดการฝึกบ่มเพาะพลัง นางถอนหายใจเงียบๆ และพามันออกจากมิติสุริยะบรรพกาล

 

นั่นเป็นครั้งแรกที่มันได้เห็น ‘โลกภายนอก’

 

ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยความหดหู่ ศพเกลื่อนกลาดไปทั่ว ดวงวิญญาณไร้ที่พึ่งประหนึ่งเด็กหลงทาง ล่องลอยไปมาระหว่างฟ้าดินอย่างไร้จุดหมาย...

 

เซียนผู้นั้นบอกว่า วิญญาณเหล่านั้นตายจากสมรภูมิดินแดนโกลาหล ต้องพาพวกเขาไปยังยมโลก

 

หลังจากนั้น เซียนผู้นั้นก็พามันออกเดินทางเพื่อชำระวิญญาณที่ตายจากสงครามเหล่านั้นสู่ความสงบ แต่จำนวนวิญญาณนั้นช่างมากมายเหลือเกิน แม้มันและเซียนผู้นั้นจะพยายามแค่ไหนก็ไม่อาจชำระวิญญาณทั้งหมดได้ และเมื่อมันเหนื่อยจนทนไม่ไหว มันก็เผลอหลับไป…

 

เมื่อมันตื่นขึ้นมา มันพบว่าตัวเองรู้สึกสดชื่น และสามารถพูดได้แล้ว มันดีใจมากจนอยากจะพุ่งไปบอกข่าวดีนี้กับเซียนผู้นั้น แต่เมื่อมันมองไปรอบๆอย่างสับสน มันกลับไม่เห็นเซียนผู้นั้นอีกต่อไปแล้ว

 

มันอยู่เพียงลำพังระหว่างฟ้าดิน

 

มันรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง จึงคิดจะออกไปตามหาเซียนผู้นั้น...

 

เรื่องราวการเดินทางต่อจากนั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึง เพราะเป็นเรื่องที่เจ็บปวดใจยิ่งนัก

 

มันเพิ่งกำเนิดจิตวิญญาณ มันจึงบริสุทธิ์ราวกระดาษขาว ไม่มีประสบการณ์กับเผ่าพันธุ์อื่น ถูกหลอกลวง ถูกบังคับใช้เป็นทาส และท้ายที่สุดยังถูกใช้เป็นภาชนะเก็บวิญญาณชั่วร้ายโดยผู้ฝึกตนสายมาร

 

แม้ว่าทุกอย่างจะไม่ใช่ความตั้งใจของมัน แต่ความจริงก็คือมันได้กลายเป็นอาวุธอันแหลมคมในมือของผู้อื่น

 

รอยมลทินเปื้อนเลือด ความชั่วร้ายที่มันก่อขึ้นไม่อาจบรรยายได้หมดสิ้น

 

มันพยายามขัดขืนอย่างสุดความสามารถ เพราะมันกลัวว่า หากในอนาคตได้เจอเซียนผู้นั้นอีกครั้ง อีกฝ่ายจะจดจำมันในสภาพที่กลายเป็นตัวชั่วร้ายไม่ได้

 

เจ้าของผู้ชั่วร้ายคนก่อนหน้านั้นไม่ต้องการศาสตราเหนือเทพที่ไม่เชื่อฟังเช่นนี้ จึงใช้วิชาลับในการทำลายจิตวิญญาณของมันที่เพิ่งตื่นขึ้น และนำมันไปผนึกพร้อมกับวิญญาณชั่วร้ายและพิษร้ายแรง นำไปยังหุบเหวแห่งความโกลาหลเพื่อให้ถูกชำระล้าง

 

หลังจากนั้นมันก็ไม่รู้อะไรอีกเลย กลายเป็นศาสตราเหนือเทพชิ้นแรกที่มีจิตวิญญาณแต่กลับเป็น ‘เจ้าโง่’

 

หากครั้งนี้ไม่ได้สวรรค์แห่งโลกนี้เมตตาช่วยมันเอาไว้ มันก็คงยังเป็น ‘เจ้าโง่ทึ่มทื่อ’ อยู่

 

ทว่าสวรรค์อาจจะช่วยปลุกจิตวิญญาณของมันขึ้นมาได้ แต่ก็ไม่อาจฟื้นฟูร่างกายของมันได้

 

ต้องขอบคุณนายท่านคนใหม่นี่แหละ!

 

ฮือๆ!

 

เมื่อธงบรรพกาลชำระวิญญาณเล่าเรื่องราวอันเจ็บปวดของตัวเองจบ มันก็อยากจะกระโดดกอดจีอู๋ซวงแล้วถูไถอีกหลายๆครั้ง ทว่ากลับถูกบางสิ่งบางอย่างเตะออกไปด้วยแรงมหาศาล

 

“โอ๊ย! ใครกันที่มันกล้าเตะข้า?!”

 

มันเงยหน้าขึ้นมอง สบตากับดวงตาคู่หนึ่งที่เย็นเยียบและมืดมิด

 

“อย่าแตะตัวไปทั่ว เจ้าไม่รู้ตัวเลยหรือว่าตัวเองเหม็น?”

 

แม้จะเป็นเพียงวิญญาณขนาดเท่าฝ่ามือ แต่กลับทำให้ธงบรรพกาลชำระวิญญาณรู้สึกขนลุกไปทั่ว แต่ถึงกระนั้นมันก็ยังต้องพยายามเถียงเพื่อปกป้องตัวเอง

 

“ข้า... ข้าไม่ได้ตัวเหม็นนะ!”

 

จูเหยียนหัวเราะเยาะเสียงเย็น แล้วจึงขยับมาแตะหน้าจีอู๋ซวง เพื่อเช็ดตรงที่ธงบรรพกาลชำระวิญญาณเคยสัมผัสไว้

 

จีอู๋ซวงไม่ได้ปฏิเสธการกระทำนั้น นางยิ้มแล้วกล่าวว่า “ขอบคุณนะ เจ้าตัวน้อยของข้า”

 

จูเหยียนแก้มแดงเล็กน้อย “ไม่เป็นไร”

 

จีอู๋ซวงยิ้มร่า ดูท่าจะอยากพูดอะไรต่อ แต่จู่ๆก็มีเสียงมังกรคำรามลั่นดังขึ้นมาจากความลึกของหุบเหว

 

“โฮก!”

 

จู๋หลงค่อยๆยื่นหัวขึ้นมาจากก้นเหว ดวงตาสีแดงก่ำนั้นบ่งบอกถึงอารมณ์ที่ไม่แน่ชัด ไม่รู้ว่าการสนทนากับอาจารย์ของจีอู๋ซวงนั้นเป็นอย่างไรบ้าง


บทที่ 193: สิงอยู่ใน ‘กางเกงใน’

 

จีอู๋ซวงนั้นเป็นศิษย์ที่ดีแน่นอน นางย่อมรู้ว่าต้องปล่อยพื้นที่ให้กับอาจารย์และหมิงจู๋ได้คุยกันลำพัง การจะเข้าไปหาในตอนนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับการทำตัวเป็นคนโง่

 

แต่เมื่อดูจากสภาพของมันแล้ว ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยลงรอยกันนัก

 

“หมิงจู๋ อาจารย์ของข้าว่าอย่างไรบ้าง?”

 

หมิงจู๋สูดจมูก เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “นางผู้หญิงน่ารังเกียจนั่นบอกให้ข้าไปเข้าสู่วงจรการเกิดใหม่…”

 

“แล้วท่านจะยอมไปหรือไม่?”

 

ทันใดนั้น ร่างใหญ่โตของหมิงจู๋ก็เหมือนจะระเบิดเป็นเสียงประทัด ดวงตา.กลมโตเบิกกว้างเหมือนสัตว์น้อยน่าสงสารที่ถูกทิ้ง

 

“ฮือๆๆ... ข้าจะไปที่ไหนกัน! ข้าจะอยู่กับนางไปตลอดชีวิต ถึงจะกลายเป็นวิญญาณร้ายแล้วจะอย่างไรล่ะ? จะกลายเป็นวิญญาณโกลาหลแล้วจะเป็นอย่างไรล่ะ? ถ้าวันหนึ่งนางถูกดินแดนโกลาหลกลืนกินจนกลายเป็นคนเสียสติ ข้าก็จะเลี้ยงดูนางไปตลอดชีวิต หาอาหารดีๆให้นาง ข้าไม่ยอมให้นางทิ้งข้าไปเด็ดขาด! ข้าต้องอยู่กับนาง...ฝันไปเถอะว่าจะทิ้งข้าไปหามังกรตัวผู้ตัวอื่น!”

 

จีอู๋ซวง: “……”

 

แม้จะไม่รู้ว่าระหว่างอาจารย์ของนางกับหมิงจู๋เกิดอะไรขึ้น แต่จีอู๋ซวงก็พอจะเข้าใจได้บ้างว่า อาจารย์กลัวว่าดินแดนแห่งความโกลาหลจะกัดกร่อนหมิงจู๋ ไม่อยากให้มันอยู่ข้างกายเพราะเกรงว่าจะเป็นอันตราย

 

แต่หลังจากที่หมิงจู๋แยกจากอาจารย์มานานขนาดนี้ จะให้มันยอมไปจากอาจารย์ได้อย่างไรกัน?

 

มันไม่อาจทนห่างจากอาจารย์ได้

 

“เจ้าหนู เจ้ามีอะไรที่ข้าจะสามารถสิงสู่ได้บ้างไหม เพื่อที่ข้าจะได้ไม่ถูกความโกลาหลกัดกิน?” หมิงจู๋ถาม

 

จีอู๋ซวงคิดอยู่ครู่หนึ่ง จริงๆนางก็มีของแบบนั้นอยู่เหมือนกัน

 

นางควักควานหาของจากมิติของนาง สุดท้ายก็เจอ

 

“นี่ ท่านเอาไปสิ”

 

จีอู๋ซวงยื่นเศษเหล็กก้อนหนึ่งให้กับหมิงจู๋อย่างใจกว้าง ซึ่งทำให้กระดูกหงเหมิงถึงกับตะลึงงัน...

 

ก้อนเหล็กก้อนนั้นคือ ‘เปลือกนอก’ ที่เคย ‘ห่อหุ้ม’ กระดูกหงเหมิงอยู่ ซึ่งไม่รู้ว่าทำจากวัสดุอะไร แต่มันมีความพิเศษอย่างยิ่ง แม้แต่พลังของหงเหมิงยังสามารถผนึกไว้ได้ ดังนั้นจึงสามารถป้องกันการกัดกร่อนจากความโกลาหลได้แน่นอน

 

จีอู๋ซวงที่ ‘รู้จักประหยัด’ คิดว่าโยนมันทิ้งไปแล้วจะเสียของ นางเลยเก็บไว้จนถึงตอนนี้

 

กระดูกหงเหมิงมองไปที่เจ้าก้อนนั้นอีกครั้งแล้วก็อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ไม่กล้า

 

แผนภาพทำนายฟ้าสังเกตเห็นท่าทีแปลกๆของมันจึงถามขึ้นว่า [มีอะไรหรือ เจ้าคงไม่คิดจะขี้เหนียวหรอกใช่ไหม? แค่นางเอา ‘เปลือกนอก’ ของเจ้าไปใช้แค่นั้นเอง]

 

หงเหมิงเห็นวิญญาณของจูหลงทะลึ่งพรวดเข้าไปภายในเจ้าสิ่งห่อหุ้มนั้นทันทีจึงค่อยๆเอ่ยขึ้นว่า [ไม่ใช่แบบนั้น... แต่ว่าเจ้าสิ่งนี้... เมื่อก่อนข้าเคยนั่งทับมันไว้ ถ้าจะพูดกันตามตรง มันก็นับว่าเป็นกางเกงในของข้าแล้วน่ะ... นายท่านน่าจะเลือกเปลือกอื่นก็ได้นะ…]

 

แผนภาพทำนายฟ้า: [……]

 

ไท่ซวี: [……]

 

จีอู๋ซวงที่บังเอิญได้ยินคำว่า ‘กางเกงใน’: [……]

 

ตอนนี้หากนางไปบอกหมิงจู๋ว่านั่นคือกางเกงใน หมิงจู๋เจ้าน้ำตาคงต้องร้องไห้โฮแน่ๆ แล้วอาจารย์ของนางก็จะต้องมาเอาเรื่องนางแน่นอน

 

อย่าเห็นเพียงว่าร่างกายของหมิงจู๋นั้นใหญ่มหึมาขนาดปกคลุมฟ้าดินได้ แต่พออยู่ต่อหน้าอาจารย์ของนาง น้ำตากลับไหลพรั่งพรูไม่หยุดเลยทีเดียว

 

จีอู๋ซวงมองเห็นหมิงจู๋ที่กำลังพิจารณาร่างกายใหม่ของมันอย่างพึงพอใจ นางจึงเบือนสายตาออกไปด้วยความรู้สึกผิด

 

แค่ก แค่ก แค่ก ตราบใดที่นางไม่พูด เรื่องที่หมิงจู๋ไปสิงอยู่ในกางเกงในของหงเหมิงก็จะกลายเป็นความลับไปตลอดกาล

 

ใช่แล้ว!

 

ต้องปิดเป็นความลับ!

 

ในห้วงใจที่เต็มไปด้วยความละอาย จีอู๋ซวงก็ยังมีน้ำใจพยายามทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จลุล่วง นางเอ่ยว่าจะมอบ ‘กางเกงใน’ อืม ไม่สิ ต้องเรียกว่าร่างใหม่ของหมิงจู๋ พร้อมกับตกแต่งเพิ่มลวดลายลงไปเล็กน้อย

 

ในเรื่องนี้ แผนภาพทำนายฟ้ากับไท่ซวีได้กล่าวไว้อย่างแสบสันว่า "สมัยโบราณมีคนปั้นรูปประดับอุจจาระ สมัยนี้อู๋ซวงกลับมาประดิษฐ์กางเกงในที่แกะสลักเป็นมังกร"

 

ทว่าฝีมือของจีอู๋ซวงนั้นออกจะไม่ค่อยดีนัก มังกรที่แกะสลักออกมาจึงดูเหมือนแค่หนอนตัวเล็กๆตัวหนึ่ง

 

“อะแฮ่ม… หมิงจู๋ ท่านก็ทนใช้ไปก่อนนะ” จีอู๋ซวงเอ่ยด้วยเสียงที่ลำบากใจ

 

หมิงจู๋ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่ทว่าหมิงท่งกลับชอบมังกรตัวเล็กที่ดูทึ่มๆนี้มาก นางจึงควบคุมลูกแก้ววิญญาณไปถูไถกับเจ้ามังกรตัวน้อย สร้างความสงบสุขให้กับใจของหมิงจู๋ทันที

 

“แค่กๆๆ ก็ไม่เลว ข้าใช้ได้ ขอบใจ” หมิงจู๋กล่าวออกมาอย่างพยายามฝืนใจ

 

จีอู๋ซวงถอนหายใจโล่ง.อก จากนั้นจึงถามถึงสภาพของหมิงท่ง อีกฝ่ายยิ้มพลางตอบว่า “ไม่ต้องห่วง ข้าสบายดี คราวหน้าก็เตรียมหนังสือเรื่องราวพวกนั้นมาให้ข้าเพิ่มอีกเถอะ โอ้ ใช้ให้พี่สาวในนามของเจ้าคนนั้นเลือกให้ก็ได้ นางเลือกได้ดีทีเดียว”

 

“ได้เลย” จีอู๋ซวงตอบรับ

 

“เจ้าก็รีบไปเถอะ อย่าให้พลังโกลาหลที่นี่ส่งผลกับเจ้า” หมิงท่งกล่าว

 

จีอู๋ซวงมองดูลูกแก้ววิญญาณและมังกรตัวน้อยที่แกะสลักขึ้นอย่างอาลัยอาวรณ์ หวนคิดถึงช่วงเวลาที่ทั้งคนและมังกรเคยโลดแล่นในยุทธภพ จนทำให้จมูกของนางเริ่มแสบร้อนขึ้นมา

 

หากไม่ใช่เพราะเพื่อการล้างแค้นให้นาง ทั้งคู่ก็คงจะไม่ต้องลงเอยในสภาพเช่นนี้

 

“คราวหน้าข้าจะมาเยี่ยมพวกท่านอีก” จีอู๋ซวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

 

หมิงท่งพูดอย่างรำคาญ “รู้แล้ว รู้แล้ว รีบไปเถอะ เหตุใดหลังกลับชาติมาเกิดถึงได้พูดจาเยิ่นเย้อเช่นนี้”

 

เสียงมังกรที่ร่วมรับคำ "อืมๆ รีบไปได้แล้ว รีบไป"

 

จีอู๋ซวง “….”

 

เมื่อออกมาจากทางเดินลึกลับ จูเหยียนก็ค่อยๆแนบแก้มลงกับใบหน้าของจีอู๋ซวงอย่างอ่อนโยน “พวกเขาจะต้องดีขึ้น”

 

จีอู๋ซวงหลับตาลง หัวค่อยๆเอนพิงกับจูเหยียนพลางเอ่ยเบาๆว่า “ใช่แล้ว ทุกอย่างจะต้องดีขึ้น ทุกอย่างจะดีขึ้น... ขอบคุณนะ เจ้าจูเหยียนตัวน้อย…”

 

ใบหน้าเล็กๆของจูเหยียนขึ้นสีแดงเรื่อ คิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ธงผนึกวิญญาณอันทรงพลังอย่างธงบรรพกาลชำระวิญญาณกลับลอยมาข้างๆทั้งสองเสียก่อน มันโบกสะบัดอย่างดีอกดีใจ พลางส่งเสียงเอ่ยเชิงขอความดีความชอบว่า “นายท่าน ข้าได้ผนึกวิญญาณร้ายทั้งหมดแล้ว! มีอะไรให้ข้าช่วยอีกหรือไม่?”

 

จูเหยียน “….”

 

เพราะการปรากฏตัวขัดจังหวะของธงบรรพกาลชำระวิญญาณ ทำให้ช่วงเวลาแห่งความ ‘เปราะบาง’ อันหาได้ยากของจีอู๋ซวงหายไป กลับมาเป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยความเฉียบคมและแข็งแกร่งไม่หวั่นเกรงต่อพายุฝนอีกครั้ง

 

“ขอบใจเจ้ามากนะ เจ้าธงบรรพกาล” จีอู๋ซวงกล่าว

 

ชื่อเต็มของธงนี้ช่างยาวเหลือเกิน จีอู๋ซวงจึงเรียกมันอย่างย่อๆว่า ‘ธงบรรพกาล’

 

ธงบรรพกาลชำระวิญญาณคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงยอมรับชื่อใหม่นี้

 

หลังจากเก็บธงบรรพกาลชำระวิญญาณกลับไปแล้ว จีอู๋ซวงก็นั่งสมาธิเพื่อดูดซับพลังปราณยมโลกทั้งหมดในเขตแดนของสำนักเฉียนจี๋เหมินจนหมดสิ้น ทำให้พลังของนางสามารถทะยานไปถึงจุดสูงสุดของขั้นปราณก่อกำเนิด

 

ตามหลักการแล้ว ปราณยมโลกในธงบรรพกาลชำระวิญญาณนั้นเข้มข้นจนมากพอที่จีอู๋ซวงจะสามารถทะลวงไปสู่การเป็นเซียนได้

 

แต่ร่างกายของจีอู๋ซวงนั้นไม่เหมือนผู้ฝึกตนทั่วไป หากเส้นลมปราณของผู้ฝึกตนที่มีรากวิญญาณเดี่ยวเป็นแม่น้ำลำคลอง เส้นลมปราณของจีอู๋ซวงก็คือมหาสมุทรอันกว้างใหญ่

 

กว้างขวางไร้สุด!

 

จีอู๋ซวงคาดว่า อาจเป็นเพราะครั้งก่อนที่ท่านอาจารย์ใหญ่และอาจารย์รองใช้ปราณแห่งสุสานเทพมาหลอมร่างกายของนาง

 

จีอู๋ซวงคิดว่า ชะตาของตนแม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่ก็ยังถือว่าโชคดีอย่างยิ่ง

 

อาจารย์ในชาติที่แล้ว หรือท่านอาจารย์ใหญ่ในชาตินี้ ทุกคนล้วนเป็นคนที่ดียิ่ง...

 

นางต้องการพลังที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่คราวนี้ไม่ใช่เพื่อที่จะพิชิตสมรภูมิโกลาหล ไม่ใช่เพื่อทะลวงขีดจำกัดของตน แต่เพื่อปกป้องคนสำคัญสำหรับนาง

 

เหล่าศิษย์พี่ทั้งหลาย จูเหยียนตัวน้อย และเด็กน้อยหลายคน รวมทั้งแผนภาพทำนายฟ้า หงเหมิง ไป๋เย่ เฟิ่งเลี่ยน อสรพิษสลิล ม่านม่าน ไท่ซวี... และทุกคนในสำนัก...

 

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่นางเองก็ไม่ใช่คนที่อยู่โดดเดี่ยวอีกต่อไป

 

ความรู้สึกเช่นนี้ที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ ‘จิตแห่งวิถี’ ของจีอู๋ซวงเปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบงัน

 

กระแสพลังบางอย่างที่ดูเหมือนจะมีและไม่มีในเวลาเดียวกัน กำลังไหลเวียนอยู่ภายในจิตวิญญาณของนาง

 

นางหลับตาลงอย่างสงบเพื่อรับรู้พลังที่เต็มเปี่ยมในร่างกาย ภายในเก้าชั้นฟ้าเหนือศีรษะ คล้ายมีบางอย่างกำลังตอบรับนางอยู่ ราวกับว่าแค่นางต้องการ ก็สามารถทะลุฟากฟ้าไปได้ทันที

 

แต่จีอู๋ซวงไม่รีบร้อน นางจับกระบี่หงเหมิงในมือไว้แน่น และวาดกระบี่เบาๆในอากาศให้เกิดเป็นลวดลายดอกกระบี่

 

การใช้กระบี่ที่อิสระ ปราศจากการผูกมัดเช่นนี้ ได้กรีดตัดม่านหมอกที่ปกคลุมออกไป ทำให้เหล่าผู้ฝึกตนที่รอคอยอยู่นอกค่ายกลปกป้องสำนักเฉียนจี๋เหมินถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง.อก...

 

“พวกเจ้ามาเร็วเข้า!”

 

“เปิดแล้ว เปิดแล้ว!”

 

“หมอกนั้นในที่สุดก็สลายไปแล้ว!”

 

“วิกฤตการณ์คลี่คลายแล้วหรือ?”


บทที่ 194: ยังต้องการเด็กช่วยดูแลกระบี่อยู่หรือไม่?

 

ไป๋จิงรีบรุดไปข้างหน้าเพื่อตรวจสอบ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอันตรายใดๆ อยู่ที่ศูนย์กลางของค่ายกลป้องกันสำนัก เขาก็รวบรวมความกล้าเพื่อคลายค่ายกลชั้นแรกออก จากนั้นก็ได้เห็นสตรีที่ยืนอยู่กลางอากาศ…

 

นางถือกระบี่ยาว ก้าวเท้าเหยียบอากาศร่ายรำท่วงท่า อ่อนช้อยดุจหงส์ อ่อนโยนดุจมังกรลอยล่อง กระบี่ของนางแฝงไว้ด้วยพลังแห่งการทำลายฟ้าทะลายดิน ทุกที่ที่กระบี่ของนางกวัดแกว่งผ่านไป ผู้คนต่างเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เห็นทั้ง ‘ความเหี่ยวเฉาและการผลิบาน’ แห่งวิถีแห่งธรรม

 

หนึ่งกระบี่กวัดแกว่ง หนึ่งกระบี่สะบัดลง

 

หมื่นวิถีเหี่ยวเฉา หมื่นวิถีผลิบาน

 

นักพรตไป๋จิงตกตะลึง สายตาเหม่อแน่นิ่งไม่กล้าขยับ คนอื่นๆก็เช่นกัน ทุกคนกลัวว่าหากเคลื่อนไหวจะเป็นการรบกวนจีอู๋ซวง และทำให้พวกเขาพลาดโอกาสครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นตรงหน้าครั้งนี้

 

ในชั่วเวลานั้น ในวันนี้ ในชั่วขณะนี้…

 

ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีผู้สูงศักดิ์ หรือเหล่าศิษย์ใหม่ของสำนักเฉียนจี๋เหมิน ทุกคนต่างสัมผัสได้ถึงพลังที่ไพศาลและล้นเหลือซึ่งแฝงอยู่ในกระบี่ของจีอู๋ซวง

 

ผู้ที่เคยเห็นกระบี่ของจีอู๋ซวงต่างพากันสูดลมหายใจเข้าอย่างตื่นตกใจ

 

แค่เพียงไม่กี่วันที่ไม่ได้เห็น...กระบี่ของเทพกระบี่ไร้พ่ายกลับทะลุขีดจำกัดขึ้นอีกขั้นแล้ว?!

 

นี่...นี่คือปีศาจอะไรกัน?!

 

ไม่ ไม่ ไม่ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะทึ่งไปกับเรื่องนี้

 

เจตจำนงแห่งกระบี่ของจีอู๋ซวง พวกเขาต้องจดจำให้ขึ้นใจ จะทำให้ได้ประโยชน์อันไร้สุดแน่นอน!

 

กระบี่ของจีอู๋ซวงนั้นเปี่ยมด้วยความแหลมคมและเด่นชัด ปราศจากใครทัดเทียม เมื่อเจตจำนงแห่งกระบี่ทะลุขีดจำกัดขึ้นไปอีกขั้น ความคมกล้าเหล่านั้นกลับแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนและความลึกซึ้งอย่างไม่เคยมีมาก่อน

 

นางค่อยๆหลั่งไหลเจตจำนงแห่งกระบี่ออกมาท่ามกลางการหมุนเวียนของดวงดาว ในความไม่เหน็ดเหนื่อยนี้ กระบี่ในมือนางหยุดลงเมื่อเจตจำนงแห่งกระบี่ของนางเชื่อมต่อเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

ในช่วงเวลาที่คมกระบี่นั้นหุบเก็บลง ท้องฟ้าก็ส่งเสียงครืนครั่น พลังอันมหาศาลนับไม่ถ้วนแปรเปลี่ยนเป็นฝนชุ่มฉ่ำโปรยลงมาจากฟากฟ้า ประดุจของขวัญจากสรวงสวรรค์

 

จีอู๋ซวงยิ้มบางๆ พลางหลับตาและแหงนหน้ารับการชำระล้างจากฟากฟ้า

 

แพขนตางอนยาวของนางถูกปกคลุมด้วยละอองฝนเล็กๆ แสงที่ตกกระทบทำให้ดูระยิบระยับ เปล่งประกายอันอบอุ่น งดงามจนทำให้ผู้คนที่เห็นต้องตกตะลึง

 

ท่ามกลางสายฝน เงาร่างของหญิงสาวที่เผชิญหน้ากับฟากฟ้าเหนือเก้าชั้นนั้นเปรียบดังตราประทับอันลึกซึ้งที่ตราตรึงอยู่ในสายตา จิตใจ และลึกลงไปถึงจิตวิญญาณของทุกคนที่อยู่ตรงนั้น...

 

ตอนนี้ทุกคนต่างยังไม่รู้ว่าเงาร่างนี้ในอนาคตจะกลายเป็นสายลมแห่งยุคที่กวาดไปทั่วหล้า เป็นเปลวไฟที่ขจัดอุปสรรคเปลี่ยนแปลงชะตาและเส้นทางของทั่วทั้งดินแดน

 

จูเหยียนเฝ้ารักษาจีอู๋ซวงเงียบๆอยู่ด้านข้าง ไม่อาจละสายตาออกจากนางได้

 

ยาวนานนัก...

 

ยาวนานยิ่งนัก...

 

ประหนึ่งว่าเขาเคยเฝ้าดูแลนางเช่นนี้มานับไม่ถ้วน

 

จนกระทั่งพลังโกลาหลและมลพิษที่ห่อหุ้มนางอยู่ถูกชำระล้างออกหมดสิ้น จูเหยียนจึงเข้ามาใกล้ใบหน้าของจีอู๋ซวงอีกครั้ง และแนบแก้มถูไถนางเบาๆ

 

จีอู๋ซวงหัวเราะออกมาเพราะความรู้สึกจั๊กจี้จากการถูไถของจูเหยียน นางเก็บกระบี่ไปพร้อมกับยกมือขึ้นลูบคางของเขา แววตาของนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน

 

“ขอบใจนะ”

  

จูเหยียนแม้จะไม่ได้พูดอะไรมากมาย แต่จีอู๋ซวงรู้ดีว่าฝนที่ตกลงมาในครานี้ไม่ใช่เพียงแค่ของขวัญจากสวรรค์ แต่มันยังแฝงพลังของจูเหยียนเอาไว้ด้วย

 

ถึงตัวจะเล็กนิดเดียว แต่เขากลับต้องคอยห่วงใยนางอยู่เสมอ อีกทั้งยังไม่กล้าให้นางรู้ ทำให้หัวใจของจีอู๋ซวงอบอุ่นอ่อนโยนจนแทบละลาย

 

ในโลกนี้ทำไมถึงได้มีใครสักคนที่น่ารักเช่นนี้นะ?

 

จูเหยียนหน้าแดงก่ำ พูดออกมาอย่างอายๆว่า “มะ...ไม่เป็นไร”

 

“ฮ่าฮ่า” จีอู๋ซวงหัวเราะอย่างมีความสุข นางใช้มือเดียวสะบัดผมยาวไปหลังศีรษะ ก้าวย่างกลางอากาศไปหาเหล่าผู้คนด้วยใบหน้าที่ยังเปื้อนรอยยิ้ม

 

“ธงผนึกวิญญาณได้ถูกสยบแล้ว วิญญาณร้ายทั้งหมดภายในก็ถูกสวรรค์หลอมละลาย พวกท่านยังมีธุระอะไรอีกหรือไม่?”

 

ถูกสวรรค์หลอมละลาย?

 

เหล่าผู้คนต่างเงยหน้าขึ้นมองดู และก็พบว่าพลังวิญญาณรอบตัวนั้นอุดมสมบูรณ์มากขึ้นอย่างชัดเจน

 

ถ้าเหล่าวิญญาณร้ายถูกสวรรค์หลอมละลายไปได้จริงๆ แบบนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดียิ่ง!

 

แต่...เทพกระบี่ไร้พ่ายช่างน่าเกรงขามเพียงใด?

 

ถึงขนาดสามารถสั่งการพลังสวรรค์ได้ด้วย?

 

ไม่แปลกใจแล้วที่นางสามารถชี้นำเหล่าผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีให้ทะยานสู่การเป็นเซียนได้!

 

เหล่าผู้คนต่างคิดถึงสิ่งที่พวกตนได้รับการหยั่งรู้จากกระบี่ของจีอู๋ซวงก่อนหน้านี้ ทำให้หัวใจร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ

 

ทว่ากลุ่มผู้ฝึกตนขึ้นเบิกวิถีอย่างชุนรื่อกลับไม่กล่าวอะไรเพิ่มเติม ทำให้คนอื่นๆก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา ได้แต่แอบมองไปยังพวกของชุนรื่อ หวังว่าพวกเขาจะช่วยเจรจาผลประโยชน์ให้กับแดนเหนือ

 

ขอแค่ไม่มากมายเกินไปนัก ขอแค่ให้เทพกระบี่ไร้พ่ายเหลือศิลาพลังแห่งกระบี่ไว้ที่นี่เช่นเดียวกับที่เคยเหลือไว้ที่เมืองเป้ยจินก็พอแล้ว

 

ชุนรื่อสูดลมหายใจลึก พยายามดึงตัวเองกลับมาจากความตื่นตะลึงที่ไม่อาจอธิบายได้ จากนั้นก็มองไปยังจีอู๋ซวงด้วยสายตาเคร่งขรึม เขาครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนตัดสินใจเอ่ยว่า “ขอบคุณท่านเทพกระบี่ไร้พ่ายที่เมตตา”

 

จีอู๋ซวงส่ายหน้า “ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ นี่เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนระหว่างพวกท่านกับน้องอู๋ซวงเท่านั้น หากไม่มีธุระอื่น ข้าก็ขอลาไปก่อน”

 

จีอู๋ซวงกำลังจะหมุนตัวจากไป แต่เสียงของชุนรื่อก็ลอยมาอีกครั้ง

 

“ท่านเทพกระบี่ไร้พ่าย ท่านยังต้องการเด็กช่วยดูแลกระบี่อยู่หรือไม่?”

 

จีอู๋ซวงหยุดฝีเท้า หันมามองชุนรื่อด้วยความสงสัย

 

ชุนรื่อเหมือนทำใจได้แล้ว สีหน้าแฝงไปด้วยความหน้าหนาเล็กน้อย เขากระแอมเบาๆแล้วกล่าวว่า “ท่านคิดว่า ข้าผู้เฒ่านี้เป็นอย่างไรบ้าง?”

 

จีอู๋ซวง: “?”

 

ชาวแดนเหนือ: “??”

 

ชาวแดนตะวันออก: “???”

 

นี่มันอะไรกัน?

 

เจ้ามันผู้เฒ่าอายุเกินครึ่งที่ใกล้จะเข้าโลง ดูแล้วก็ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับคำว่า ‘เด็ก’ สักนิดเดียว!

 

ยังกล้าคิดจะข้ามหน้าข้ามตาพวกเราไปเพื่อจะเกาะขาของเทพกระบี่ไร้พ่ายตรงๆอีกหรือ?

 

ไม่รู้จักอายบ้างหรือ!!

 

ชุนรื่อแม้จะรู้สึกได้ถึงสายตา ‘ร้อนแรง’ ของทุกคนรอบข้าง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกหวั่นใจเลยสักนิด เขายิ่งพูดยิ่งไหลลื่นไปเรื่อย “ข้าไม่มีสังกัดใด เป็นแค่ผู้ฝึกตนพเนจร ฉะนั้นจึงไม่มีพันธะหรือข้อกังวลใดๆ ข้าไม่ได้มาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้สำนักหรือลูกหลาน ข้ามาที่นี่เพราะชื่นชมในตัวท่านเทพกระบี่ไร้พ่ายอย่างแท้จริง!

 

“หากท่านคิดว่าข้าดูไม่น่าชมนัก ข้ายังสามารถแปลงร่างให้ดูอ่อนเยาว์กว่านี้ได้ และที่สำคัญที่สุด ข้าได้ท่องเที่ยวทั่วแดนเหนือทุกซอกทุกมุม หากท่านต้องการฝึกฝนต่อที่นี่ ข้าจะสามารถช่วยเหลือท่านได้แน่นอน...”

 

ชุนรื่อยังไม่ทันได้พูดต่อ ฉือเหล่ยก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป มือที่ชี้ไปยังนักชุนรื่อถึงกับสั่นเทิ้ม

 

“อย่าแม้แต่จะคิด! ท่านบรรพชนของพวกเราคือของล้ำค่าแห่งสำนักอวิ๋นหลาน! เจ้าเฒ่าหน้าหน้าไร้ยางอายทั้งหลาย อย่าคิดจะเข้ามาใกล้บรรพชนของพวกข้า!”

 

“ถูกต้อง! พวกแดนเหนืออย่าหวังว่าจะมาแย่งชิงอะไรไปได้! คิดจะแตะต้องเทพกระบี่ไร้พ่ายของพวกเรางั้นหรือ!”

 

“ไป ไป ไปซะ! พวกเราไม่ต้องการพวกเจ้า!”

 

ทุกคนจากสำนักอวิ๋นหลานต่างยืนกรานพร้อมใจปกป้องจีอู๋ซวงไว้ราวกับอัญมณีล้ำค่า ไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องได้ แม้แต่หนึ่งก้าวก็ยังไม่ได้เข้าใกล้

 

ชุนรื่อที่อายุยืนมายาวนาน ได้ฝึกฝนความด้านหนาของใบหน้าจนหนาจนไม่รู้จักคำว่าอับอายแล้ว

 

ถ้า...

 

ถ้าไม่ได้เห็นกระบี่ของจีอู๋ซวงกับตา เขาก็อาจจะเตรียมใจที่จะ ‘เข้าสู่สมาธิดับสังขาร’ ไปแล้วก็ได้ เพราะเขาแตกต่างจากคนอื่นๆที่ได้รับการชี้นำจากจีอู๋ซวงจนทะยานขึ้นสู่การเป็นเซียน ความสามารถของเขาไม่อาจเทียบได้กับเหลียนเยว่ เหลิงอู๋ซิน หรือฮั่วซีเลย แม้แต่กับผู้เฒ่าหมวกฟางและชายพู่กันหยก เขาก็ยังไม่เทียบเท่า เพราะเขามีเพียงแค่รากวิญญาณสามธาตุ

 

ในโลกนี้ ยังไม่เคยมีเรื่องเล่าที่บอกว่าคนที่มีรากวิญญาณสามธาตุจะสามารถกลายเป็นเซียนได้เลย

 

แต่เมื่อได้เห็นกระบี่ของจีอู๋ซวง เขาก็เหมือนได้เห็นโอกาสอันไร้ขอบเขตที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

 

เขาไม่ยอมแพ้!

 

เขาไม่ต้องการยอมแพ้จริงๆ!

 

ทำไมรากวิญญาณสามธาตุจะอาจกลายเป็นเซียนได้?

 

เขาไม่ยอม!

 

ไม่ยอม!

 

แม้ว่าพรสวรรค์ของเขาจะไม่พอ แต่มันสำคัญตรงไหน?

 

เมื่อเขาได้เดินมาถึงจุดนี้ หากไม่ลองพยายามสู้ให้ถึงที่สุด การเดินทางในการฝึกฝนวิถีเซียนครั้งแรกก็คงจะสูญเปล่า

 

เมื่อเลือกเดินบนเส้นทางแห่งวิถีเซียนแล้ว ก็ต้องทะยานขึ้นสู่สวรรค์!


บทที่ 195: ยังคงเป็นเพียงเด็กคนหนึ่งเท่านั้น

 

เมล็ดพันธุ์ที่ฝังลึกอยู่ในใจมาเนิ่นนานจนเกือบจะเน่าเปื่อยแล้วนั้น กลับแตกหน่อขึ้นมาอีกครั้งอย่างกะทันหัน

 

แม้แต่ชุนรื่อเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อความมุ่งมั่นนี้เกิดขึ้น สภาพจิตใจและพลังของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างยิ่งใหญ่

 

ดวงตาคู่นั้นราวกับเปล่งประกายสีทองเจิดจ้า

 

จีอู๋ซวงมองนักพรตชุนรื่ออยู่นาน ก่อนจะยิ้มแล้วพูดขึ้นมาว่า “ท่านชุนรื่อ ไม่จำเป็นต้องมาเป็นผู้ดูแลกระบี่ของข้า ท่านควรเตรียมพร้อมเพื่อก้าวสู่การเป็นเซียนจะดีกว่า”

 

คำพูดประโยคเดียวนี้ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจ ทำให้ชุนรื่อถึงกับสะอึกสะอื้น

 

“ท่าน...ท่านพูดว่าอะไรนะ...”

 

จีอู๋ซวงยิ้มละไม “ข้ากล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับท่านแล้ว”

 

ชุนรื่อไม่มีผู้สนับสนุนหรือพรรคพวกใด เขาได้เดินมาถึงจุดนี้ด้วยความมุ่งมั่นและการต่อสู้ที่แท้จริง ท้องฟ้าหลังจากที่ได้ซึมซับวิญญาณร้ายมากมายจนกลับคืนความสมบูรณ์ หากถามว่าใครจะสามารถก้าวสู่การเป็นเซียนได้ แน่นอนว่าชุนรื่อผู้ที่ไม่เคยย่อท้อแม้แต่วันเดียวนี้คือหนึ่งในนั้น

 

เพียงแค่จิตของเขาแข็งแกร่งพอ ก็สามารถดึงดูดฟ้าดินให้ตอบสนอง นำพาทัณฑ์เหินสู่สวรรค์มาลงได้

 

นักพรตชุนรื่อมองจีอู๋ซวงอยู่นาน ก่อนจะรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในตันเถียน น้ำตาคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัว พลางเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ “ขอบคุณท่านเทพกระบี่ไร้พ่าย!”

 

จีอู๋ซวงรีบโบกมือ

 

“ไม่ ไม่ ไม่ นี่เป็นโอกาสของท่านเอง ไม่เกี่ยวข้องกับข้า”

 

คนอื่นๆ “!!”

 

ท่านเทพกระบี่ไร้พ่าย นี่มันเวลาไหนกันแล้ว ท่านยังจะถ่อมตนอยู่อีกหรือ?!

 

หากรู้ว่าการกล่าวประโยคง่ายๆ อย่าง ‘ข้าขอเป็นผู้ดูแลกระบี่ของท่าน’ จะสามารถได้รับการชี้นำจนได้เหินสู่สวรรค์ พวกเขาก็คงยอมทิ้งความละอายไปตั้งนานแล้ว

 

หากจีอู๋ซวงรู้ว่าทุกคนคิดแบบนี้ นางคงต้องร้องออกมาอย่างไม่เป็นธรรม เพราะนางไม่คิดว่าตนได้ชี้นำให้ชุนรื่อให้กลายเป็นเซียน นางแค่ช่วยซ่อมแซมความเสียหายของวิถีสวรรค์เล็กน้อยเท่านั้น ใครจะเป็นคนที่ทำให้วิถีสวรรค์นั้นก่อเกิดการเหินสู่สวรรค์ นั่นเป็นเรื่องของวิถีสวรรค์เอง ไม่เกี่ยวข้องกับนางเลย

 

ชุนรื่อเองก็รู้สึกซาบซึ้งใจมาก เขาคิดในใจว่าท่านเทพกระบี่ไร้พ่ายคงไม่อยากให้เขารู้สึกติดค้างบุญคุณ เลยตั้งใจพูดเช่นนี้สินะ?

 

ไม่แปลกใจเลยที่ท่านจะเป็นที่เคารพบูชาเช่นนี้!

 

จิตใจที่กว้างขวาง พลังอันยิ่งใหญ่ และท่วงท่าที่ปลอดโปร่งเช่นนี้...ทำให้ผู้คนรู้สึกเหมือนเป็นแค่ฝุ่นผงที่ไม่อาจเทียบเคียงได้!!!

 

จีอู๋ซวงไม่สนใจท่าทีซาบซึ้งของชุนรื่อ นางพยักหน้าให้ฉือเหล่ยและคนอื่นๆ แล้วกล่าวว่า “ข้าจะไปแล้ว หากมีเรื่องให้ต้องตามหาข้า ก็ให้จีอู๋ซวงติดต่อมา สำหรับท่านทั้งสี่ผู้ช่วยเหลือจากแดนตะวันออก ข้ารู้สึกขอบคุณมาก หากท่านทั้งสี่มีความต้องการใดๆ ก็สามารถแจ้งจีอู๋ซวงได้นะ ข้าขอลา”

 

‘สี่ท่านผู้ร่วมวิถี’ นั้นหมายถึงผู้ฝึกตนทั้งสี่จากแดนตะวันออกที่ฉือเหล่ยได้เชิญมาช่วยเหลือ

 

เหล่าผู้คนจากแดนตะวันออกพยักหน้าอย่างแข็งขัน พวกเขาแสดงท่าทีภาคภูมิใจท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาของผู้คนจากแดนเหนือ

 

“ท่านบรรพชนผู้สูงศักดิ์ เดินทางปลอดภัยนะขอรับ!”

 

“ท่านเทพกระบี่ไร้พ่าย ขอให้เดินทางปลอดภัย!”

 

จีอู๋ซวงไม่ได้เปิดโอกาสให้ใครเอ่ยอะไรเพิ่มเติม นางเพียงแตะเท้าเบาๆ ร่างกายก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาของทุกคน

 

เหล่าผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีและขั้นตัดเคราะห์แห่งแดนเหนือรีบปล่อยจิตสัมผัสออกไปค้นหา แต่ไม่ว่าจะตรวจสอบบนฟ้าหรือใต้ดิน พวกเขากลับไม่พบร่องรอยของเทพกระบี่ไร้พ่ายอีกเลย

 

ทั้งที่ท่านเพิ่งจะมีเพียงแค่พลังในขั้นปราณก่อกำเนิดแท้ๆ การซ่อนตัวเช่นนี้ ช่างยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!

 

เหล่านักพรตแห่งแดนเหนือคิดแล้วคิดอีก คิดจนหัวใจอัดแน่นด้วยความอิจฉาจนแทบจะกลายเป็นกองมะนาวเปรี้ยวเสียให้ได้ โอ้...กระบี่ไร้พ่ายที่ส่องประกายเจิดจ้าผู้ทรงคุณค่าเช่นนี้ พวกเขาก็อยากจะมีไว้ในครอบครองบ้าง~~~

 

หลังจากที่เทพกระบี่ไร้พ่าย ‘จากไป’ แล้ว จีอู๋ซวงก็แปลงร่างกลายเป็นศิษย์น้อยของสำนักอวิ๋นหลาน เดินต้วมเตี้ยมอย่างเชื่องช้ากลับมา

 

ที่จริงนางไม่ได้อยากกลับมาเลย แต่ก็จำเป็นต้องกลับมา เพราะอสรพิษสลิลยังถูกขังอยู่ในค่ายกลของหม่าชาง โอ้ไม่สิ...ต้องเรียกว่าในค่ายกลมูลม้า นอกจากนี้จิ้งจอกเพลิงหกหางก็ยังมีจุดยึดเหนี่ยวที่จีอู๋ซวงได้สร้างไว้ที่สำนักเฉียนจี๋เหมิน มันจึงจะกลับมายังสถานที่นี้ได้โดยตรงในอนาคต

 

สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องสร้างถ้ำที่พักไว้ เพื่อจะครอบคลุมพื้นที่ที่เชื่อมต่อไปยังอาจารย์ ไม่ให้ใครเข้ามารบกวนอาจารย์ได้

 

จีอู๋ซวงจึงตั้งใจอ้อยอิ่งอยู่เป็นเวลาเกือบครึ่งเดือน คาดว่าหลังจากที่ชุนรื่อทะยานสู่การเป็นเซียนเสร็จสิ้น ผู้คนในแดนเหนือที่มาดูเรื่องราวต่างๆ น่าจะสลายตัวไปหมดแล้ว ในเมื่อทุกคนล้วนอยู่ในขั้นเบิกวิถี ขั้นตัดเคราะห์ เป็นมหาปราชญ์ค่ายกล, และนักปรุงโอสถขั้นสูง ผู้ที่มีตำแหน่งหน้าตา มีหรือที่จะนั่งอยู่เฉยๆ ที่สำนักเฉียนจี๋เหมินเพื่อรอนาง?

 

แต่ใครจะคิดได้ว่า เมื่อเท้าของจีอู๋ซวงก้าวเข้ามาในเขตแดนของสำนักเฉียนจี๋เหมิน เสียงเตือนทั่วท้องฟ้าก็ดังขึ้นทันที

 

"แจ้งข่าว ท่านอาคันตุกะกลับมาแล้ว"

 

เสมือนขว้างก้อนหินลงสู่ทะเลใหญ่ที่สงบนิ่งจนเกิดระลอกคลื่นนับพันชั้น!

 

จีอู๋ซวงเห็นผู้ฝึกตนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายทรงพลังพุ่งกรูกันเข้ามาจากทุกทิศทาง เสมือนคลื่นใหญ่ที่ไม่อาจต้านทานได้ ดวงตาของพวกเขาราวกับปีศาจหิวโหยที่เห็นเหยื่ออ้วน แม้แต่จีอู๋ซวงที่เคยผ่านศึกมาอย่างโชกโชนก็อดที่จะตกใจไม่ได้

 

จีอู๋ซวง: "???"

 

นางรีบหันหลังวิ่งหนีในทันที แต่ก็ถูกใครบางคนขวางไว้ พลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันแข็งแกร่งที่คลุมรอบตัวนางทันที และปิดกั้นไม่ให้คนอื่นสามารถแอบมองหรือสอดส่องเข้ามาได้

 

จากนั้น นางก็ถูกใครบางคนจับที่ท้ายทอย คนที่จับนั้นไม่ใช่ใครอื่น... ฉือเหล่ยนั่นเอง!

 

จีอู๋ซวงถามด้วยความสงสัย "เสี่ยว...แค่กๆ ท่านบรรพชน ท่านเป็นอะไรไปหรือ?"

 

ในเมื่อจีอู๋ซวงอยู่ในร่าง ‘เด็กน้อย’ รูปร่างหน้าตาน่ารักน่าชัง ดวงตา.กลมโตแวววาว นางไม่มีท่าทางความเป็นเทพกระบี่ไร้พ่ายที่มีความเด็ดขาดและเป็นผู้นำเลย อีกทั้งทุกคนที่อยู่รอบๆ ต่างก็รู้ดีว่าจีอู๋ซวงคือศิษย์น้อยของสำนักอวิ๋นหลาน ส่วนฉือเหล่ยเป็นบรรพชนของสำนัก ดังนั้น ‘เสี่ยวฉือเหล่ย’ จึงกล้า ‘ทวนลำดับ’ กับบรรพชนอย่างไม่เกรงกลัวในกลางวันแสกๆเช่นนี้

 

เขาเอ่ยด้วยความแค้นใจ "เสี่ยวอู๋ซวง เจ้าไม่คิดเลยหรือว่าลืมอะไรบางอย่างไป?"

 

จีอู๋ซวง: "อ่า?"

 

ฉือเหล่ยเกือบจะหลุดขำออกมาด้วยความโกรธ "เจ้าหายไปตั้งนานขนาดนี้ เจ้าคิดว่าตัวเองไม่ลืมอะไรเลยหรือ?"

 

จีอู๋ซวงคิดแล้วคิดอีก แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ลืมไป

 

นางส่ายหัวทันที ทำเอาฉือเหล่ยถึงกับหน้าเขียว เขาพูดด้วยเสียงลอดผ่านไรฟัน “เจ้าไม่คิดจะติดต่อพวกเราบ้างหรือว่าปลอดภัยดี?”

 

จีอู๋ซวง: "..."

 

เรื่องนี้จะโทษจีอู๋ซวงเพียงอย่างเดียวก็คงไม่ได้ ในชาติก่อนของนาง นอกจากอาจารย์แล้ว แทบไม่มีใครเลยที่ใส่ใจนางจริงๆ เพราะฉะนั้นไม่ว่านางจะพบเคราะห์ภัยหรือโชคร้ายแค่ไหน นางก็ไม่จำเป็นต้องรายงานใครเลย

 

ชาตินี้แม้ว่าจะมีคนที่ใส่ใจนาง แต่ก่อนหน้านี้จีอู๋ซวงไม่มีพลังปราณเพียงพอที่จะใช้ยันต์สื่อสารได้ ทำให้เรื่องนี้ถูกลืมไปโดยปริยาย

 

หลังจากที่ได้ฟังฉือเหล่ยเตือน จีอู๋ซวงถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านางควรจะ ‘แจ้งข่าว’ ให้พวกเขารู้ว่านางปลอดภัยดี

 

จีอู๋ซวงไอเบาๆหนึ่งครั้ง แล้วมองด้วยสายตาจริงใจพลางเอ่ยว่า “ขออภัย ข้าไม่เคยแจ้งข่าวมาก่อน ทำให้ทุกท่านเป็นห่วง ครั้งต่อไปข้าจะจำไว้”

 

ฉือเหล่ยถึงกับชะงักเล็กน้อยเมื่อได้สบตาที่ใสกระจ่างของจีอู๋ซวง เขาไม่รู้ว่าทำไม แต่อยู่ๆ ในใจก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาอย่างไม่อาจบรรยายได้

 

เด็กคนนี้...ชีวิตก่อนหน้านี้ของนางเป็นอย่างไรกันนะ?

 

ถึงกับไม่มีแม้แต่ใครสักคนที่นางจะสามารถแจ้งข่าวว่าตนเองปลอดภัยได้เลย

 

ใช่แล้ว...เด็กคนนี้

 

แม้จะรู้ดีว่าจีอู๋ซวงคือเทพกระบี่ไร้พ่าย แม้จะรู้ดีว่านางมีพลังที่แข็งแกร่งไร้เทียมทาน แม้จะรู้ว่านางคือบรรพชนสำนักอวิ๋นหลาน…

 

แต่ลึกๆในใจของฉือเหล่ย จีอู๋ซวงก็ยังคงเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง เป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่สำนักอวิ๋นหลานอุ้มชูไว้ในมือ

 

ฉือเหล่ยปล่อยจีอู๋ซวงลง ใช้มือใหญ่ๆขนาดเหมือนใบพัดลูบหัวนางเบาๆ ก่อนสูดจมูกแล้วถามว่า “เหตุใดถึงใช้เวลานานนักเล่า? ระหว่างทางเจอปัญหาอะไรหรือ?”

 

จีอู๋ซวงยิ้มจนเห็นฟันขาวเล็กๆ แล้วหันไปทักทายกับเหล่าสิบแปดศิษย์แห่งสำนักอวิ๋นหลาน จากนั้นถึงตอบว่า “ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่อยากรอให้ความวุ่นวายซาลงก่อนถึงจะกลับมา”

 

ฉือเหล่ยและคนอื่นๆ “...”

 

เด็กคนนี้ช่างใสซื่อเกินไปแล้ว ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ไม่เพียงแต่ไม่ซาลงเท่านั้น แต่กลับยิ่งทวีความครึกครื้นมากยิ่งขึ้นไปอีก


บทที่ 196: เจ้าเฒ่าจมูกแดงกล้าหลอกลวงศิษย์น้อยจีอู๋ซวงเชียวหรือ?

 

จิ่วเหมินกระแอมเบาๆ แล้วกล่าวว่า “เสี่ยวอู๋ซวง เจ้าเตรียมตัวให้ดีๆเถอะ”

 

จีอู๋ซวงกะพริบตาปริบๆ “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”

 

เมื่อเห็นสีหน้าสับสนไม่เข้าใจของจีอู๋ซวง ฉือเหล่ยก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า “ก็เพราะชุนรื่อได้กลายเป็นเซียนแล้วน่ะสิ”

 

เรื่องนี้จีอู๋ซวงย่อมรู้ดีอยู่แล้ว นางตั้งใจรอให้ชุนรื่อบรรลุสู่ขั้นตอนการกลายเป็นเซียนเสร็จก่อนถึงจะกลับมา

 

“แล้วนี่ไม่ใช่เรื่องดีหรือ?”

 

จีอู๋ซวงแอบใช้จิตสัมผัสตรวจสอบและรู้ว่า การกลายเป็นเซียนของชุนรื่อเป็นไปอย่างราบรื่นมาก หลังจากทัณฑ์สวรรค์ฟาดลงมาก็ไม่ได้ทำให้เขามีปัญหามากนัก หลังจากได้เข้าสู่การเหินสู่สวรรค์แล้ว ทั้วทั้งแดนเหนือก็เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความยินดีอย่างแท้จริง

 

การที่ผู้มีรากวิญญาณสามธาตุสามารถบรรลุสู่การเป็นเซียนได้เช่นนี้ ย่อมหมายความว่าผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ในโลกนี้ก็สามารถทำได้เช่นกัน

 

ทุกคนต่างเชื่อว่าหากพวกเขามีความมุ่งมั่นไม่ลดละเหมือนกับชุนรื่อ สักวันพวกเขาก็จะได้รับความมั่งคั่งที่ท่วมท้นแบบเดียวกันนี้ได้แน่นอน!

 

เหล่าคนจากสำนักอวิ๋นหลาน "..."

 

สุดท้าย ถึงแม้ว่านางจะเป็นบรรพชน แต่ก็ยังคงเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้นจริงๆ

 

ฉือเหล่ยกระแอมไอออกมาพลางกล่าวว่า “ทุกคนต่างก็คิดว่านี่เป็นความดีความชอบของเทพกระบี่ไร้พ่าย”

 

จีอู๋ซวงเบิกตากว้าง ร้องออกมาอย่างไม่เป็นธรรม “จะเป็นไปได้อย่างไร? นี่เป็นเพราะท่านชุนรื่อฝึกฝนอย่างมุ่งมั่นและไม่เคยย่อท้อต่างหาก มีอะไรเกี่ยวกับเทพกระบี่ไร้พ่ายเสียที่ไหน ใครช่างพูดอะไรไม่เข้าท่าแบบนี้กัน?”

 

คนจากสำนักอวิ๋นหลาน: “...ก็เป็นชุนรื่อที่พูดเองน่ะสิ”

 

จีอู๋ซวง: "???"

 

ดีนัก เจ้าเฒ่าชุนรื่อหน้าด้านตาคม ข้าแค่ช่วยซ่อมแซมวิถีสวรรค์จนเจ้าบรรลุได้สำเร็จ แต่เจ้ากลับโยนความดีความชอบมาให้ข้า?

 

ไม่ต้องถามก็รู้แล้วว่าต่อไป ‘เทพกระบี่ไร้พ่าย’ จะกลายเป็นเป้าหมายที่ใครๆก็ต้องการ

 

จบสิ้นแล้ว จบสิ้นกัน ชีวิตที่เงียบสงบของข้าไม่มีอีกต่อไปแล้ว…

 

ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นทำลายข้าชัดๆ!

 

ไม่แปลกใจเลยที่เสี่ยวฉือเหล่ยและคนอื่นๆต้องมานั่งรอข้าที่นี่ หากพวกเขาไม่มา ศิษย์น้อยผู้เป็น ‘ศิษย์สายตรง’ ของเทพกระบี่ไร้พ่ายอย่างข้าคงจะถูกคนรุมจับฉีกทึ้งกินสดไปแล้วแน่ๆ

 

หากชุนรื่อรู้ว่านี่คือสิ่งที่จีอู๋ซวงคิด เขาคงจะนึกเสียใจจนต้องร้องไห้ออกมาอย่างไม่เป็นธรรม

 

โธ่เอ๊ย ข้าเพียงแค่ต้องการสร้างความประทับใจให้เทพกระบี่ไร้พ่ายเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดจะทำให้ท่านต้องลำบากเพิ่มเลยจริงๆ!!!

 

ข่าวการกลับมาของจีอู๋ซวงแพร่กระจายไปทั่วทั้งสำนักเฉียนจี๋เหมินอย่างรวดเร็ว และดึงดูดความสนใจของผู้ฝึกตนที่ยังคงเฝ้ารออยู่ พวกเขาต่างพากันเหินฟ้าตรงมายังที่ที่นางอยู่

 

แม้ว่าในตอนนี้ชุนรื่อจะกลายเป็นเซียนไปแล้ว แต่ยังมีไป๋จิงแห่งสำนักเฉียนจี๋เหมินที่ยังคงนั่งคุมสำนักอยู่ การปรากฏตัวของเขาทำให้ผู้คนทั้งหลายที่มองจีอู๋ซวงด้วยสายตาโลภแฝงเร้นไม่กล้าที่จะลงมือบุ่มบ่าม

 

นอกจากไป๋จิงแล้ว ยังมีไท่ซาน ฮั่วซี ผู้เฒ่าหมวกฟาง หนุ่มพู่กันหยก ซึ่งต่างพากันล้อมรอบเครื่องรางวิญญาณของฉือเหล่ยด้วยท่าทีของผู้อารักขา คอยเฝ้ารักษาความปลอดภัยให้กับคนของสำนักอวิ๋นหลานขณะที่พวกเขากำลังแอบพูดคุยกัน

 

ผู้ฝึกตนคนอื่นๆ แม้จะอยากเข้าร่วมด้วย แต่เพราะพวกเขาไม่ใช่คนของสำนักอวิ๋นหลาน จึงทำได้เพียงยืนรออยู่เงียบๆ

 

ในใจลึกๆ พวกเขาต่างคิดว่าหากตนไม่มีสังกัดอย่างชุนรื่อ พวกเขาก็จะรีบเสนอหน้าไปเป็นศิษย์ติดตามของเทพกระบี่ไร้พ่ายทันที

 

อะแฮ่ม! ถึงแม้ว่าเทพกระบี่ไร้พ่ายจะไม่ต้องการพวกเขา แต่ขอแค่ได้เป็นศิษย์ติดตามของจีอู๋ซวงก็ยังดี

 

จีอู๋ซวง ในฐานะศิษย์คนโปรดของเทพกระบี่ไร้พ่าย ย่อมต้องมีความเข้าใจในกระบี่เป็นแน่แท้!

 

ขณะที่กำลังคิดกันเช่นนี้ เครื่องรางวิญญาณของฉือเหล่ยก็ถูกเก็บกลับไปแล้ว เหล่าผู้ฝึกตนจากทั้งห้าดินแดนหกสมุทรที่รวมตัวกันอยู่ในลานกว้างต่างหันไปยังจีอู๋ซวง ราวกับกลุ่มดาวที่รายล้อมดวงจันทร์

 

แม้ว่ารูปลักษณ์ของเด็กสาวจะงดงาม แต่พลังของนางนั้นอ่อนแอยิ่ง พวกเขามองว่ามันไม่ต่างอะไรจากมดปลวกเลย

 

แต่ใครจะกล้าแตะต้องจีอู๋ซวงกันล่ะ? ในเมื่อหลังนางมีผู้หนุนหลังที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้แม้จะเห็นว่าจีอู๋ซวง ‘อ่อนแอและน่ารังแก’ แต่กลับไม่มีใครกล้าที่จะเสนอความต้องการใดๆเป็นคนแรก

 

สาเหตุแรกที่ทำให้พวกเขาลังเลที่จะเข้าหาจีอู๋ซวงคือ ชื่อเสียงของนางเรื่องอารมณ์ร้อนเป็นที่ลือเลื่อง ด้วยผู้หนุนหลังอันแข็งแกร่งของนาง นางจึงกล้าท้าทายทั้งสำนักเฉียนจี๋เหมิน และที่สำคัญคือทำให้ประมุขแห่งสำนักเฉียนจี๋เหมินพ่ายแพ้ย่อยยับ ตำแหน่งประมุขก็ยังสูญเสียไป และปัจจุบันถูกขังอยู่ในค่ายกล สถานะเป็นตายไม่รู้ บางทีอาจกลายเป็นเพียงกองดินเหลืองไปเสียแล้ว

 

สาเหตุที่สอง จีอู๋ซวงมีนิสัย ‘เอาเปรียบ’ เรียกได้ว่าพูดอะไรก็ใหญ่โตเสมอ ครั้งหนึ่งนางเคยเรียกร้องขอให้สำนักอันดับสองแห่งแดนเหนือมอบสิ่งที่นางต้องการ แม้สุดท้ายจะไม่ได้สมหวัง แต่ก็ได้กลายเป็นแขกพิเศษของสำนักเฉียนจี๋เหมิน

 

เฮ้อ... เด็กสาวที่ขั้นพลังต่ำเตี้ยกลับกลายมาเป็นแขกพิเศษของสำนักเฉียนจี๋เหมิน ใครจะรู้ว่าสำนักเฉียนจี๋เหมินจะถูกคนอื่นหัวเราะเยาะอย่างไรหลังจากนี้?

 

และหากพวกเขาเสนอความต้องการไป แล้วจีอู๋ซวงขออะไรที่เกินควร เช่น อยากให้พวกเขาสละร่างกายให้ หรือยอมให้นางขี่หัวขี่คอ เช่นนั้นจะทำอย่างไร?

 

ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจว่าควรรอดูท่าทีไปก่อน รักษารอยยิ้มที่แฝงความเป็นมิตรไว้ แม้จะเต็มไปด้วยการแข่งขันและความขัดแย้งในใจ

 

ยามนี้บรรยากาศเริ่มจะตึงเครียดและแปลกประหลาดขึ้นมา

 

จีอู๋ซวงเลิกคิ้วเล็กน้อย แล้วเอ่ยออกมาตามตรงว่า “พวกท่านมีธุระอะไรหรือไม่? หากไม่มี ข้าก็ขอตัว”

 

บรรดาผู้ฝึกตนต่างหันมองหน้ากันไปมา จนในที่สุดผู้ฝึกตนเฒ่าคนหนึ่งซึ่งจมูกแดงก่ำจากการดื่มสุราก็เป็นคนแรกที่ก้าวออกมา

 

ร่างของเขาผอมแห้ง พลังปราณในร่างดูเหือดแห้งเล็กน้อย เขาอยู่ในขั้นสุดท้ายของขั้นหลอมวิญญาณ มือของเขาถือไม้เท้าขณะไอออกมาเล็กน้อยแล้วพูดขึ้นว่า “ศิษย์น้อยผู้นี้คงเป็นจีอู๋ซวงกระมัง? ข้าต้องขออภัยที่มารบกวนโดยไม่ได้แจ้งล่วงหน้า เพียงแต่ข้าขอถามสักเรื่อง ศิษย์น้อยยังมีศิลาพลังกระบี่ของเทพกระบี่ไร้พ่ายหรือไม่? หากศิษย์น้อยยินดีจะมอบให้ ข้าน้อยยินดีจะแลกเปลี่ยนกับอาวุธวิญญาณขั้นสูง ข้าเป็นนักหลอมอาวุธขั้นที่แปด รับรองว่าศิษย์น้อยจะไม่ผิดหวังแน่นอน…”

 

ผู้เฒ่าจมูกแดงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงความจริงใจ พร้อมกับพยายามยืดหลังตรง มือทั้งสองประคองอาวุธวิญญาณที่ดูเหมือนจะเป็นอาวุธขั้นแปด แต่เมื่อพิจารณาดีๆ กลับพบว่ามันไม่สมบูรณ์หรือไม่ได้มีพลังมากเท่าที่ควร

 

อาวุธวิญญาณที่ผู้เฒ่าจมูกแดงนำเสนอดูเหมือนจะเป็นแค่ ‘ของกึ่งสำเร็จ’ มากกว่าอาวุธขั้นสูงที่สมบูรณ์นัก จีอู๋ซวงยังไม่ทันได้ตอบอะไร ก็มีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากกลุ่มคนที่อยู่รอบๆ

 

“เจ้าเฒ่า อย่ามาพูดจาเหลวไหล เจ้าทำอาวุธวิญญาณที่หักโน่นขาดนี่ แล้วยังกล้าพูดว่าเป็นนักหลอมอาวุธขั้นแปด?”

 

“อยู่เพียงแค่ขั้นหลอมวิญญาณขั้นสุดท้าย จะไปสร้างอาวุธขั้นแปดได้อย่างไร? จะโกหกก็หัดเตรียมตัวสักหน่อยเถอะ”

 

“นั่นสิ ถ้าเจ้าคือผู้หลอมอาวุธขั้นแปด แล้วทำไมถึงไม่มีใครรู้จักเจ้าเลย? ลองบอกชื่อทางเต๋าของเจ้ามาสิ บอกให้พวกเราฟังหน่อย!”

 

“ใช่แล้ว บอกชื่อมา!”

 

ผู้เฒ่าจมูกแดงไม่ได้ตอบอะไร นอกจากจ้องมองจีอู๋ซวงด้วยความดื้อรั้น มือที่ประคองอาวุธวิญญาณของเขาสั่นเล็กน้อย

 

คนอื่นๆก็ยิ่งดูถูกเขามากขึ้น หัวเราะเยาะพร้อมเอ่ยอย่างเหยียดหยาม “เจ้าเฒ่าจมูกแดง เจ้าคิดว่าศิษย์น้อยอย่างจีอู๋ซวงจะโดนเจ้าหลอกล่อได้ง่ายๆหรือ?”

 

“นั่นสิ แล้วสรุปว่าชื่อของเจ้าคืออะไรกันแน่?”

 

ท่ามกลางเสียงเย้ยหยันของเหล่าผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ผู้เฒ่าจมูกแดงยังคงพยายามเงยหน้าขึ้นมองจีอู๋ซวง เขากัดฟันแน่นแล้วพูดว่า “ศิษย์น้อยจี ข้าไม่โกหกเจ้าแน่นอน แม้ว่าพลังของข้าจะมีปัญหาจนตอนนี้อยู่แค่ขั้นหลอมวิญญาณ แต่ข้ายืนยันว่าข้าเป็นนักหลอมอาวุธขั้นแปดจริงๆ...”


บทที่ 197: ข้าดูแคลนท่านแค่คนเดียว

 

จีอู๋ซวงมองอาวุธวิญญาณในมือของผู้เฒ่าจมูกแดงอยู่นาน ก่อนจะยิ้มออกมาแล้วพูดว่า “ท่านไม่ต้องเกรงใจ หากท่านต้องการศิลาพลังกระบี่ ข้ายังพอมีเหลืออยู่ ยินดีจะแลกเปลี่ยนกับท่าน รับไปเถิด”

 

จีอู๋ซวงก้าวไปข้างหน้า ยื่นมือไปรับอาวุธวิญญาณจากชายชรา แล้วโยนหินก้อนหนึ่งที่มีขนาดสูงประมาณครึ่งตัวคนให้เขา

 

หินก้อนนี้เป็นหินที่จีอู๋ซวงได้รับหลังจากที่พลังแห่งกระบี่ของนางทะลวงขีดจำกัด เหล่าสัตว์ตัวน้อยๆของนางช่วยกันเก็บมาให้ โดยผู้นำในการเก็บครั้งนี้ก็คือจินถงจื่อ ซึ่งแม้จะเป็นแค่สิ่งมีชีวิตขนฟูน่ารัก แต่มันเป็นสัตว์พาหนะของพีซิว ซึ่งมีสัญชาตญาณชอบเก็บสมบัติทุกประเภท

 

มันรวมตัวกับเหล่าผองเพื่อนตัวน้อยอย่างไป๋เย่ ม่านม่าน และเฟิ่งเลี่ยน พวกมันตัดสินใจขุดหินทุกก้อนในสำนักเฉียนจี๋เหมินที่ได้รับผลจากพลังดาบของจีอู๋ซวงมาให้หมด

 

จินถงจื่อส่งเสียงเจื้อยแจ้วบอกว่าพลังดาบของจีอู๋ซวงได้รับการอวยพรจากฟ้าดิน มีพลังในการขจัดเคราะห์และปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เป็นสมบัติล้ำค่าที่ไม่ควรให้สูญเปล่า

 

จีอู๋ซวงฟังแล้วได้แต่นิ่งอึ้ง นางรู้สึกว่าคำพูดของจินถงจื่อฟังดูเหมือนพวกนักต้มตุ๋นขายเครื่องราง แถมยังพูดเรื่องรับพรจากฟ้าดิน ขจัดเคราะห์ปัดเป่าอุปสรรคอย่างกับของศักดิ์สิทธิ์ นางไม่ใช่สัตว์เทพอย่างกิเลนนะ...

 

แต่ถึงอย่างไร จินถงจื่อก็เป็นสัตว์พาหนะของพีซิว นางจึงปล่อยให้พวกมันทำตามใจ เพราะพื้นที่ของจูเหยียนกว้างพอจะเก็บหินเหล่านั้นได้อยู่แล้ว

 

ผู้เฒ่าจมูกแดงยืนนิ่งไปด้วยความตกใจ เขารีบรับศิลาพลังกระบี่มาอย่างเร่งรีบ ราวกับได้รับสมบัติล้ำค่า ก่อนจะมองจีอู๋ซวงด้วยสายตาที่สับสนระคนหวาดกลัว พร้อมกับเอ่ยถามเสียงเบา “เจ้ามอบให้ข้าจริงๆหรือ?”

 

จีอู๋ซวงยังคงเล่นอาวุธวิญญาณทรงร่มในมือ แล้วหัวเราะเบาๆ “ท่านก็ให้ข้ามาแลกกับอาวุธวิญญาณนี้แล้วไม่ใช่หรือ?”

 

ผู้เฒ่าจมูกแดงทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง “แต่ว่า...”

 

ในใจเต็มไปด้วยความสับสน เขาได้เตรียมตัวแล้วว่าคงจะถูกจีอู๋ซวง ‘เอาเปรียบ’ และทำให้ต้องยุ่งยาก แต่ใครจะคิดว่านางจะตอบตกลงง่ายดายเช่นนี้

 

ง่ายขนาดนี้เลยหรือ?

 

“ข้าชอบอาวุธวิญญาณชิ้นนี้มาก ต้องขอบคุณท่านผู้เฒ่าแล้ว” จีอู๋ซวงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

 

ชอบอะไรกัน?...

 

ผู้เฒ่าจมูกแดงมองอาวุธวิญญาณที่มีแต่รอยตำหนิในมือของจีอู๋ซวง ดวงตาแดงขึ้นเล็กน้อยด้วยความรู้สึกผิดและอับอาย เขากัดฟันพูดว่า “ศิษย์น้อยจี ข้าให้คำมั่นว่าครั้งหน้าข้าจะนำอาวุธวิญญาณขั้นแปดที่สมบูรณ์มาขอบเจ้าใหม่”

 

อาวุธวิญญาณนี้คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาสามารถสร้างได้ในตอนนี้ แต่เมื่อเทียบกับผลงานก่อนหน้านี้ มันแทบไม่มีค่าอะไรเลย

 

จีอู๋ซวงส่ายหน้าปฏิเสธ “ท่านไม่ต้องลำบากหรอก ของชิ้นนี้ก็เพียงพอแล้ว อาวุธของท่านพิเศษจริงๆ ขอบคุณท่านมาก โอ้ใช่ ข้าทำสัญลักษณ์ไว้บนศิลาพลังกระบี่แล้ว หากมีใครคิดฆ่าแย่งชิงไป...ฮึ่ม นั่นก็หมายถึงเขาต้องการเป็นศัตรูกับสำนักอวิ๋นหลานของข้า”

 

เมื่อได้ยินดังนั้น ไป๋จิงก็รีบฉวยโอกาสกล่าวขึ้นทันที “ข้าก็เช่นกัน! ศิษย์น้อยจีเป็นแขกพิเศษของสำนักเฉียนจี๋เหมิน คำพูดของนางก็คือคำพูดของสำนักเฉียนจี๋เหมิน หากมีใครคิดจะทำร้ายผู้อาวุโสท่านนี้เพื่อแย่งศิลาพลังกระบี่ นั่นย่อมหมายถึงเขาคิดเป็นศัตรูกับสำนักเฉียนจี๋เหมิน!”

 

ไต้ซานได้ยินดังนั้นก็ลอบสาปแช่งไป๋จิงในใจว่าเจ้าเล่ห์เช่นกัน เขาจึงกระแอมไอเบาๆ แล้วกล่าวออกมาเพื่อสนับสนุนจีอู๋ซวงบ้าง “สำนักเล่ยจี๋ก็เช่นกัน ศิษย์น้อยจีเป็นแขกผู้มีเกียรติของสำนักเล่ยจี๋ หากใครเป็นศัตรูกับนาง ย่อมเป็นศัตรูกับพวกเราด้วย”

 

ไป๋จิง: "??"

 

เจ้าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ สำนักเล่ยจี๋ของเจ้าเกี่ยวข้องกับศิษย์น้อยจีหรือ? เจ้าจะหน้าด้านไปหน่อยแล้วหรือไม่!

 

ไต้ซานไม่แม้แต่จะมองไป๋จิง เพราะเขาตั้งใจแล้วว่าจะต้องเกาะ ‘ขาใหญ่’ ของจีอู๋ซวง ไม่สนใจเรื่องหน้าตาใดๆ ตราบใดที่เขาไม่รู้สึกกระอักกระอ่วน ใครจะรู้สึกกระอักกระอ่วนก็เป็นเรื่องของคนอื่นสิ!

 

ฮั่วซี ผู้เฒ่าหมวกฟาง และหนุ่มพู่กันหยกต่างก็รีบแสดงตัวสนับสนุนเช่นกัน พวกเขาทุกคนยืนหยัดอยู่ข้างจีอู๋ซวงเสมอ

 

ผู้เฒ่าจมูกแดงเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง เขาก้มลงคำนับจีอู๋ซวงด้วยดวงตาแดงก่ำ จากนั้นก็รีบออกไปพร้อมกับศิลาพลังกระบี่ที่ถืออยู่

 

ด้วยคำพูดของจีอู๋ซวง เขาคงสามารถปกป้องศิลาพลังกระบี่ได้แล้ว

 

หลังจากที่ผู้เฒ่าจมูกแดงจากไป ชายอีกคนที่มีดวงตาแหลมคมดุจเหยี่ยวและทั้งตัวเต็มไปด้วยเครื่องประดับวิบวับก็ก้าวออกมา เขากระแอมเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นว่า “ศิษย์น้อยจี ข้าเป็นนักหลอมอาวุธขั้นเจ็ด ถ้าเจ้ามอบศิลาพลังกระบี่ให้ข้าสักก้อน ข้าจะทำอาวุธขั้นเจ็ดให้เจ้า”

 

จีอู๋ซวงมองเขาอย่างเย็นชาเล็กน้อย “โอ้? ขอถามหน่อยว่าท่านคือใคร?”

 

ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทางหยิ่งทะนง

 

“เรียกข้าว่าควงจิ่ว”

 

ในมุมหนึ่งที่ไม่มีใครสนใจ ผู้เฒ่าจมูกแดงที่เพิ่งออกไปก็ชะงักตัวเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อนี้ เขารีบหันกลับมามองควงจิ่วและจีอู๋ซวงอย่างลังเล แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร

 

จีอู๋ซวงยิ้ม แต่ในคำพูดของนางไม่มีความเคารพแม้แต่น้อย “อ้อ ท่านคือควงจิ่ว ข้าน้อยต้องขอโทษแล้ว แต่ข้าไม่ต้องการอาวุธขั้นเจ็ด”

 

รอยยิ้มบนหน้าของควงจิ่วหายไปทันที

 

“ศิษย์น้อยจี นี่เจ้าดูแคลนฝีมือของนักหลอมอาวุธขั้นเจ็ดหรือ?”

 

จีอู๋ซวงยักไหล่และตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ท่านอย่ามาอ้างสิทธิ์อะไรใหญ่โตเลย ข้าไม่ได้ดูแคลนนักหลอมอาวุธขั้นเจ็ด ข้าดูแคลนท่านแค่คนเดียว ท่านคิดว่าท่านคือใคร? คิดว่าตัวเองเป็นตัวแทนของนักหลอมอาวุธทุกคนเลยหรือ?”

 

คำพูดของจีอู๋ซวงนั้นถือว่าตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง ไม่มีการรักษาหน้าให้เลยแม้แต่น้อย

 

สีหน้าของควงจิ่วเริ่มดุดันขึ้นเรื่อยๆ แต่สีหน้าของฉือเหล่ยและคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ข้างหลังจีอู๋ซวงนั้นยิ่งดูโกรธเกรี้ยวยิ่งกว่า

 

บรรดาศิษย์ของสำนักอวิ๋นหลานและผู้ฝึกตนหลายคนที่อยู่ข้างจีอู๋ซวงต่างจ้องมองควงจิ่วด้วยสายตาดุดันราวกับปีศาจร้ายจ้องมองเหยื่อ สายตาเหล่านั้นทำให้อารมณ์โกรธเกรี้ยวของควงจิ่วหายไปทันที

 

เฮ้อ... จะทำอย่างไรได้ แม้ว่าควงจิ่วจะเป็นนักหลอมอาวุธขั้นเจ็ดและอยู่ในขั้นตัดเคราะห์ แต่ในเมื่อรอบตัวจีอู๋ซวงเต็มไปด้วยขั้นเบิกวิถีและขั้นตัดเคราะห์อีกนับไม่ถ้วน เขาก็ไม่มีโอกาสที่จะอาละวาดได้เลย

 

ไม่ควรไปสู้กับคนเหล่านี้...ไม่ไหว ไม่ไหว

 

สุภาพบุรุษย่อมไม่เสี่ยงเอาชนะเพียงชั่ววูบ!

 

ถอนตัวก่อนดีกว่า!

 

"ดีๆๆ ข้าขอประกาศไว้ ณ ที่นี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อาวุธวิญญาณที่ข้าควงจิ่วผู้นี้สร้างขึ้น จะไม่มีวันขายให้กับสำนักอวิ๋นหลานและสำนักเฉียนจี๋เหมินอีกต่อไป!" ควงจิ่วเอ่ยอย่างกราดเกรี้ยว ทิ้ง ‘คำประกาศกร้าว’ ไว้ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไปด้วยความหงุดหงิด

 

จีอู๋ซวงไม่แม้แต่จะมองเขาด้วยซ้ำ ทำท่าราวกับไม่สนใจอะไรเลย นางพูดขึ้นเพียงว่า “เอาละ ดึกมากแล้ว ข้ามีธุระต้องกลับสำนักเฉียนจี๋เหมิน หากพวกท่านต้องการแลกเปลี่ยนศิลาพลังกระบี่ ก็มาแลกที่สำนักอวิ๋นหลานในภายหลัง...”

 

นางยังพูดไม่ทันจบ ก็พบกับสายตาของไป๋จิงที่มองมาด้วยความเศร้าราวกับถูกคนรักหักอก จีอู๋ซวงกลืนน้ำลายลงคอเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “หรือถ้าท่านใดอยากจะแลกที่สำนักเฉียนจี๋เหมินก็ได้เหมือนกัน แต่ที่สำนักเฉียนจี๋เหมินมีจำนวนจำกัดนะ”

 

ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น ไป๋จิงก็กลับมายิ้มแย้มอย่างมีความสุข

 

"จำนวนจำกัดก็ไม่เป็นไร~ อย่างน้อยก็ยังมี!"

 

หมายความว่า สำนักเฉียนจี๋เหมินได้ผูกสัมพันธ์กับเทพกระบี่ไร้พ่ายอย่างเป็นทางการแล้ว เอ่อ ไม่สิ ได้สร้างความเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น เรียกได้ว่าเป็นเหมือนครึ่งหนึ่งของคนในกลุ่มเทพกระบี่ไร้พ่ายแล้วก็ว่าได้

 

ไป๋จิงยิ้มอย่างมีความสุข มองไปทางไต้ซานที่มีสายตาเต็มไปด้วยความริษยา เขาหัวเราะในใจด้วยความสะใจว่าทุกอย่างช่างราบรื่นเหลือเกิน

 

ไต้ซาน: "..."

 

เจ้า...นี่มันคือสิ่งที่เรียกว่า ‘คนต่ำต้อยได้ดี’ ใช่ไหม? เขาอยากจะบอกจีอู๋ซวงจริงๆ ว่าดินแดนของสำนักเล่ยจี๋ดีกว่าสำนักเฉียนจี๋เหมินตั้งมากมาย เหตุใดถึงต้องมายุ่งกับที่แคบๆ อย่างสำนักเฉียนจี๋เหมินด้วย?

 

ถ้าต้องการที่พักหรือถ้ำพำนัก ทำไมไม่มาที่สำนักเล่ยจี๋ล่ะ?

 

เราให้เจ้าได้แน่นอน!

 

ให้หมดทุกอย่างเลย!!!


บทที่ 198: อสรพิษสลิลถูกขัง

 

เมื่อจีอู๋ซวงมาถึงเขตด้านในของสำนักเฉียนจี๋เหมิน นางได้พบกับผู้ฝึกตนขั้นตัดเคราะห์ทั้งห้าผ่านการแนะนำของไป๋จิง

 

ทั้งห้าต่างยิ้มแย้มต้อนรับจีอู๋ซวงด้วยท่าทีที่อ่อนโยนยิ่ง แม้กระทั่งน้ำเสียงก็แฝงความนุ่มนวลราวกับกลัวว่านางจะตกใจหรือไม่สบายใจ

 

“อาคันตุกะจีกลับมาแล้วหรือ?”

 

“เดินทางมาเหนื่อยหรือไม่?”

 

“ไม่เป็นไรนะ ที่นี่ก็เหมือนกับบ้านของเจ้า ทำตัวตามสบายได้เลยนะ”

 

ท่าทางพวกเขาต่างเกรงใจนางอย่างยิ่ง พยายามทำให้นางรู้สึกสบายใจที่สุด

 

จีอู๋ซวงก็ไม่ได้เป็นคนที่ถือท่าทีเย่อหยิ่ง ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างมีเหตุผลของตน ก่อนหน้านี้ผู้ฝึกตนขั้นตัดเคราะห์ทั้งห้าเคยทำไปเพื่อปกป้องสำนัก จีอู๋ซวงจึงเข้าใจและเปิดใจแสดงความเป็นมิตรอย่างชัดเจน

 

“ยินดีที่ได้รู้จักทุกท่าน ต่อไปข้าคงต้องขอความเมตตาจากท่านทั้งหลายด้วย”

 

ผู้ฝึกตนทั้งห้าคนต่างยิ้มแย้มดีใจจนปิดไม่มิด ยิ้มจนเห็นฟัน ไม่เห็นตา

 

“เป็นเรื่องที่เราควรทำอยู่แล้ว”

 

“ใช่ๆ พวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันนี่นา”

 

ก่อนหน้านี้พวกเขายังเต็มไปด้วยความกังวล กลัวว่าจีอู๋ซวงจะมาหาความเอาคืน เพราะพวกเขาก็ไม่กล้าขัดแย้งกับเทพกระบี่ไร้พ่าย ถึงจะทำใจไว้แล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าจีอู๋ซวงเป็นคนดีและเปิดใจยิ่งกว่าที่คาดไว้เสียอีก

 

ไม่แปลกใจเลยที่นางเป็น ‘ศิษย์หัวแก้วหัวแหวน’ ของเทพกระบี่ไร้พ่าย

 

นางใจกว้างปานนี้นี่เอง!

 

เมื่อทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันเรียบร้อย พวกเขาก็พากันไปที่ประตูภูเขาของสำนักเฉียนจี๋เหมิน จีอู๋ซวงสังเกตเห็นว่าค่ายกล ‘ทลายเซียนพสุธาสวรรค์’ นั้นยังคงทำงานอยู่ แถมดูเหมือนจะยิ่งมีพลังมากขึ้น ไม่มีทีท่าว่าจะสลายไป นางจึงส่งเสียงทางจิตไปหาสัตว์พาหนะอย่างอสรพิษสลิล

 

‘เป็นอย่างไรบ้าง ท่านยังไหวอยู่หรือไม่?’

 

อสรพิษสลิลตอบด้วยเสียงเหนื่อยหอบ 'ค่ายกลนี้ช่างแข็งแกร่งนัก ไม่ผิดหวังเลยที่เป็นหนึ่งในค่ายกลปราบเซียน ข้าใช้มันในการฝึกตน และข้าทะลวงไปถึงขั้นกลางของขั้นเบิกวิถีแล้ว!'

 

แม้จะเหนื่อย แต่เจ้าอสรพิษก็รู้สึกดีมากกับความท้าทายและการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง

 

จีอู๋ซวงยิ้มและตอบว่า ‘หากเร่งเกินไปอาจไม่ดีนัก พอประมาณแล้วก็ออกมาได้เลย’

 

'ได้! ข้าจะออกมาเดี๋ยวนี้!'

 

อสรพิษสลิลกระตุ้นพลัง งูใหญ่ฟาดหางลงด้วยพลังมหาศาล ทันใดนั้นความเงียบก็ปกคลุมทั่วอากาศ

 

จีอู๋ซวงถาม ‘เกิดอะไรขึ้น?’

 

อสรพิษสลิลฟาดหางอีกครั้ง

 

อสรพิษสลิล: '...'

 

จีอู๋ซวง: ‘...’

 

โอ้ แบบนี้ไม่ต้องให้มันบอก นางก็รู้แล้วว่ามันออกมาไม่ได้

 

อสรพิษสลิลดูสิ้นหวัง หางใหญ่ของมันตบลงกับค่ายกล พลางร้องไห้โฮ 'ฮือๆๆ อู๋ซวง ทำยังไงดี?'

 

ใครจะไปคิดว่าตอนเข้ามามันยังดีๆ แต่ตอนนี้กลับออกไปไม่ได้เสียแล้ว

 

‘อย่าเพิ่งตกใจ ข้าจะลองถามคนอื่นดู’

 

เหล่าผู้ฝึกตนเห็นจีอู๋ซวงยืนมองทลายเซียนพสุธาสวรรค์โดยไม่พูดอะไร พวกเขาต่างก็เริ่มกังวล คาดเดากันว่าอสูรวิญญาณขั้นเบิกวิถีของจีอู๋ซวงน่าจะไม่รอดแล้ว

 

นี่คือค่ายกลปราบเซียนเชียวนะ! ต่อให้เป็นอสูรวิญญาณขั้นเบิกวิถีก็ไม่น่าจะทนได้เกินสามวัน

 

น่าเสียดายจริงๆ... อสูรวิญญาณธาตุน้ำขั้นเบิกวิถีที่สวยงามตัวนั้น

 

จีอู๋ซวงพูดขึ้นทันใดว่า “ท่านไป๋จิง ข้าขอรบกวนท่านช่วยปลดค่ายกลนี้สักครู่ได้หรือไม่”

 

ปลดค่ายกล?!

 

ผู้ฝึกตนทั้งหลายต่างตกตะลึง!

 

ถ้าคนของสำนักเฉียนจี๋เหมินสามารถปลดค่ายกลได้ ค่ายกลนี้ก็คงไม่ตั้งอยู่ด้านนอกของสำนักมานานขนาดนี้หรอก

 

แน่นอนว่าพวกเขาเปิดมันไม่ได้!

 

“จีอู๋ซวง...เอ่อ เจ้า...” ไป๋จิงเหงื่อแตกพลั่ก รีบพูดอย่างระมัดระวังว่า “ค่ายกลนี้เราบังเอิญได้มา มันเป็นค่ายกลที่ยังไม่สมบูรณ์ และพวกเราไม่สามารถปลดมันได้เลย”

 

“ปลดไม่ได้?”

 

“ใช่แล้ว จริงๆนะ...” ไป๋จิงกลัวว่าจีอู๋ซวงจะไม่พอใจจนเรียกเทพกระบี่ไร้พ่ายกลับมาอีก แล้วใช้กระบี่ฟันค่ายกลนี้พร้อมกับสำนักเฉียนจี๋เหมินไปด้วย ถึงยามนั้นสำนักเฉียนจี๋เหมินที่แตกสลายไปมากแล้วคงไม่อาจทนรับได้กระบี่ไร้พ่ายได้แน่

 

พอสอบถามผ่านพลังจิตของตัวเอง ไท่ซวีก็ยืนยันว่าไป๋จิงไม่ได้โกหก สำนักเฉียนจี๋เหมินไม่รู้วิธีปลดค่ายกลนี้จริงๆ

 

อสรพิษสลิลได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับร้องไห้โฮออกมาอีกรอบ 'ฮือๆๆ แล้วข้าจะทำอย่างไรดี อู๋ซวง? ถ้าเจ้าฟันค่ายกล ข้าจะโดนฟันไปด้วยหรือไม่?'

 

จีอู๋ซวงตอบอย่างแน่วแน่ ‘โดนแน่นอน และข้าในตอนนี้เป็นแขกพิเศษของสำนักเฉียนจี๋เหมิน ถ้าข้าหายไปแล้วปล่อยให้กระบี่ไร้พ่ายมาแทนบ่อยๆ คนต้องเริ่มสงสัยในตัวตนของข้าแน่’

 

อสรพิษสลิลสะอึกด้วยความน้อยใจ 'งั้นข้าคงต้องอยู่ในนี้ต่อไป... เผื่อข้าบรรลุสู่ขั้นเซียนเมื่อไหร่ ข้าอาจจะออกมาได้'

 

จีอู๋ซวงหัวเราะเบาๆ 'ท่านอย่าเพิ่งกังวล ข้ามีวิธี'

 

จีอู๋ซวงเดินช้าๆมายังค่ายกลทลายเซียนพสุธาสวรรค์ นางเดินวนรอบมันหลายรอบ สีหน้าสงบนิ่งจนยากจะคาดเดา ทำเอาไป๋จิงและคนอื่นๆเริ่มใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

 

ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อเห็นท่าทีของจีอู๋ซวง พวกเขาอดสงสัยไม่ได้ว่านางคิดจะทำอะไร

 

ไม่ใช่ว่าคิดจะปลดค่ายกลนี้หรอกนะ?

 

ไป๋จิงถึงกับหัวเราะออกมาเมื่อคิดเช่นนั้น ถึงแม้จะได้ยินว่านางมีพรสวรรค์ทางด้านค่ายกล แต่จะมากแค่ไหนก็คงไม่สามารถปลดค่ายกลทลายเซียนพสุธาสวรรค์ได้กระมัง

 

จีอู๋ซวงเดินวนค่ายกลอยู่หลายรอบ ก่อนจะหยุดฝีเท้า นางเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มบางๆ พลางเอ่ยว่า “ท่านไป๋จิง ข้ายืมกระดาษกับพู่กันหน่อยได้หรือไม่? เอาแค่กระดาษธรรมดาก็พอ”

 

“ย่อมได้สิ”

 

ทันใดนั้นก็มีคนรีบจัดเตรียมโต๊ะหนังสือ พู่กัน หมึก และกระดาษให้พร้อมสรรพ จีอู๋ซวงนั่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มขีดเขียนคำนวณลงบนกระดาษทีละแผ่น คล้ายกับว่านางใส่พลังบางอย่างเข้าไปในงานเขียนของนาง

 

คนอื่นๆเห็นดังนั้นก็ยิ่งสงสัย พวกเขาเริ่มพูดคุยกันอย่างเงียบๆ

 

“นางกำลังทำอะไรน่ะ?”

 

“ไม่รู้สิ”

 

“ทำไมถึงต้องมาวาดรูป?”

 

“หรือว่า…นางกำลังจะแก้ค่ายกล?”

 

“เหลวไหล! นี่มันค่ายกลทลายเซียนพสุธาสวรรค์เชียวนะ ใครจะมาแก้ได้ด้วยการเขียนๆวาดๆบนกระดาษกันเล่า นี่มันเรื่องล้อเล่นชัดๆ”

 

เหล่าผู้ฝึกตนจากแดนเหนือพากันพูดคุยและแอบสังเกตกลุ่มของฉือเหล่ยและพรรคพวก ซึ่งพบว่าพวกเขาทุกคนต่างจ้องมองจีอู๋ซวงด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ ราวกับ ‘พ่อแม่ที่ภูมิใจในลูก’ ทำเอาหลายคนรู้สึกขนลุกไปหมด

 

โอ้โห... ชาวดินแดนตะวันออกพวกนี้คิดอะไรอยู่กัน? จะภูมิใจอะไรปานนั้น?

 

แต่พวกฉือเหล่ยก็มีเหตุผลที่ภูมิใจอยู่ เพราะค่ายกลทลายเซียนพสุธาสวรรค์นั้นแม้อาจเป็นสิ่งใหม่สำหรับสำนักอื่น แต่สำหรับสำนักอวิ๋นหลานนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เลย

 

ที่สำนักอวิ๋นหลานมีค่ายกลทลายเซียนตั้งอยู่ในจุดที่มีพลังวิญญาณสมบูรณ์ที่สุด เพื่อปกป้องผลเทียนหยวน ซึ่งค่ายกลนั้นคือค่ายกลทลายเซียนเจ็ดสิบสองดารามรณะ!

 

และจีอู๋ซวงก็คือผู้ที่เคย ‘ออกแบบ’ ค่ายกลนั้นเอง!

 

แม้ว่าชื่อค่ายกลทลายเซียน ‘พสุธาสวรรค์’ และ ‘เจ็ดสิบสองดารามรณะ’ จะฟังดูไม่เหมือนกัน แต่หลักการพื้นฐานของค่ายกลก็น่าจะไม่ต่างกันมาก... ใช่ไหม?

 

การเคลื่อนไหวของจีอู๋ซวงด้วยพู่กันเริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ ตัวอักษรที่วาดลงบนกระดาษก็เริ่มมีความลื่นไหลมากขึ้นทีละน้อย จนในที่สุดก็มีคนสังเกตเห็นบางอย่างและร้องอุทานออกมา

 

"ดูนั่นสิ! ลายเส้นที่นางวาด…"

 

ทุกคนต่างหันไปมองพร้อมกัน และพบว่าตัวอักษรที่จีอู๋ซวงเขียนออกมานั้นเริ่มเปล่งแสงสีทองเล็กน้อย

 

"แปลกจริง! จีอู๋ซวงใช้อุปกรณ์ที่ธรรมดาที่สุดนี่นา ทำไมถึงมีพลังวิญญาณเข้มข้นปานนี้?"

 

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อมองดูบรรดาลวดลายคล้ายอักขระที่นางวาดบ่อยๆ มันกลับให้ความรู้สึกว่าน่าประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก

 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมนางถึงเป็นศิษย์ที่เทพกระบี่ไร้พ่ายโปรดปราน! แม้แต่ ‘ลายเส้นที่ดูเหมือนอักขระยุ่งเหยิง’ ของนางยังไม่ธรรมดา!

 

ไท่ซานในฐานะบรรพจารย์แห่งสำนักเล่ยจี๋และเป็นผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถี เขามีความรู้ด้านค่ายกลมากกว่าทุกคนในที่นั้น สิ่งที่เขาสัมผัสได้จึงทรงพลังยิ่งกว่าคนอื่น!

 

เขาจ้องมองลายเส้นของจีอู๋ซวงแบบตาไม่กะพริบ ดวงตาเบิกกว้างจนแทบถลนออกมา แม้แต่ปลายนิ้วก็ยังสั่นสะท้าน

 

นี่มัน... อักขระแห่งเต๋า?!


บทที่ 199: อักขระแห่งเต๋า

 

‘อักขระแห่งเต๋า’ คืออักขระที่เกิดจาก ‘เต๋า’ หรือ ‘วิถีแห่งเต๋า’ เป็นอักขระที่ใกล้เคียงกับต้นกำเนิดแห่งพลังของจักรวาลมากที่สุด

 

อักขระเหล่านี้สามารถสื่อสารได้ทั้งเสียงจากฟ้าและพลังจากดิน เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่าง ‘เต๋า’ กับสรรพชีวิต

 

ผู้ที่ฝึกฝน ‘อักขระแห่งเต๋า’ จะได้รับความโปรดปรานจากพลังแห่งเต๋า การวาดลายอักขระของพวกเขาจะสามารถควบคุมพลังฟ้าดินได้ และแต่ละอักขระยังสามารถถ่ายทอดเจตจำนงของสวรรค์!

 

หากพูดกันตามตรงแล้ว ค่ายกลใดๆก็คือการใช้พลังแห่งเต๋า ผู้สร้างค่ายกลโดยทั่วไปต้องพึ่งพาเครื่องมือภายนอก เช่น แผ่นค่ายกล แก่นค่ายกล รากฐานค่ายกล จะขาดสิ่งใดไปไม่ได้เลย

 

แต่หากเข้าใจอักขระแห่งเต๋า เพียงแค่มีพู่กันหนึ่งด้าม... หรือบางทีแม้แต่การวาดลายเส้นกลางอากาศด้วยปลายนิ้วก็สามารถสร้างค่ายกลได้แล้ว!

 

นี่คือเหตุผลว่าทำไมในยุคโบราณ ผู้ฝึกตนขั้นสูงมักจะฝึกทั้งวิชาสัญลักษณ์และค่ายกลควบคู่กันไป

 

เพราะ...

 

หนึ่งเส้นพู่กันสามารถกลายเป็นยันต์ หรือค่ายกลได้

 

หนึ่งเส้นพู่กันสามารถทำลายล้างโลก หรือช่วยเหลือสรรพชีวิตได้

 

ไท่ซานเคยคิดเสมอว่าการฝึกฝนอักขระแห่งเต๋าเป็นเพียงเรื่องเล่าขานในตำนานเท่านั้น แต่ใครจะคิดว่า...มันมีอยู่จริงในโลกนี้!

 

สวรรค์ประทานพร!

 

สวรรค์ประทานสิ่งล้ำค่ามาเพื่อช่วยเหลือค่ายกลที่กำลังจะเสื่อมสลายนี้!

 

จีอู๋ซวงคือสิ่งล้ำค่าที่สวรรค์ประทานมาเพื่อฟื้นฟูวิชาค่ายกลที่กำลังจะล่มสลาย!

 

ไท่ซานรู้สึกตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ ถ้าไม่กลัวว่าจะเป็นกาารรบกวนจีอู๋ซวง เขาคงวิ่งลงไปอุ้มนางขึ้นแล้วชูสูงๆไปมาด้วยความดีใจแล้ว

 

ค่ายกลจะกลับมารุ่งเรืองได้แล้วหรือ?!

 

ขณะที่จีอู๋ซวงยังคงคำนวณไม่หยุด ลายเส้นอักขระแห่งเต๋าของนางก็ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ กระทั่งวันคืนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนทั้งยามรุ่งและยามราตรี

 

เพียงพริบตา เวลาก็ล่วงเลยไปกว่าครึ่งเดือน ผู้ฝึกตนหลายคนจากแดนอื่นเริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย บางคนถึงกับอยากบ่นออกมา แต่ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ถึงสายตาคมกริบและทรงพลังจ้องมาที่ตน...

 

เขาสะดุ้งเฮือก รีบเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าสายตานั้นเป็นของไท่ซาน บรรพจารย์ขั้นเบิกวิถีแห่งสำนักเล่ยจี๋ รอยยิ้มแห้งจึงผุดขึ้นที่มุมปากของเขา คำบ่นที่เตรียมไว้ก็ถูกกลืนลงไปในทันที

 

สวรรค์!… ในแดนเหนือแห่งนี้ ใครเล่าจะกล้าไปขัดใจบรรพจารย์ขั้นเบิกวิถีของสำนักที่ใหญ่ที่สุดในแดนนี้?

 

เขาไม่ได้โง่ถึงขั้นอยากเอาหัวไปชนกำแพงเองหรอกนะ

 

แต่ทำไมท่านไท่ซานถึงได้มองเขาแบบนั้นล่ะ?

 

น่ากลัวจริงๆ…

 

ในที่สุด เมื่อจีอู๋ซวงวาดเส้นสุดท้ายเสร็จ นางก็ยิ้มบางๆที่มุมปาก

 

ครั้นคนในสำนักอวิ๋นหลานเห็นรอยยิ้มของนางก็รู้ทันทีว่านางได้ถอดรหัสค่ายกลทลายเซียนพสุธาสวรรค์สำเร็จแล้ว

 

อวี๋จิ้ว หนึ่งในสิบแปดศิษย์ที่เชี่ยวชาญค่ายกลที่สุดในสำนักอวิ๋นหลานดีใจจนแทบกระโดดโลดเต้น เพราะการถอดรหัสค่ายกลนี้ได้ หมายความว่าสำนักอวิ๋นหลานจะมีค่ายกลเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง!

 

เขายิ้มแย้มโชว์ฟันขาวแล้วเตรียมตัววิ่งเข้าไปให้กำลังใจจีอู๋ซวง แต่ยังไม่ทันได้ขยับก็โดนพลังบางอย่างผลักเขาล้มกลิ้งไปข้างๆ จนเกือบหน้าทิ่มลงกับพื้น

 

เมื่ออวี๋จิ้วเงยหน้าขึ้นมองด้วยความโกรธ เขาก็พบว่าคนที่ผลักเขาล้มไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นบรรพจารย์ไท่ซานแห่งสำนักเล่ยจี๋!

 

ไท่ซานยืนอยู่ข้างจีอู๋ซวงแทนที่อวี๋จิ้ว พูดจาด้วยท่าทีอ่อนหวานจนดูน่าขัน “เสี่ยวอู๋ซวง เจ้าทำสำเร็จหรือเปล่า?”

 

“ขอบคุณเจ้ามากที่ยอมเหน็ดเหนื่อย แต่ถ้าไม่เหนื่อยนัก มาพูดคุยกับข้าเรื่องนี้หน่อยได้หรือไม่?”

 

“ไม่ต้องห่วง ข้าจะให้ความร่วมมือเต็มที่!”

 

อวี๋จิ้ว: "???"

 

อะไรกัน? เจ้าเฒ่านี่มีปัญหาอะไร? พอเป็นผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีแล้วก็คิดว่าจะทำอะไรก็ได้งั้นหรือ? ทำไมต้องมาแย่งคนของข้าด้วย!

 

อวี๋จิ้วโกรธจนกัดฟันกรอด พอลุกขึ้นมาอีกครั้งก็พุ่งไปหาจีอู๋ซวงอีกรอบ แต่ก็โดนพลังบางอย่างผลักปลิวไปอีกครั้ง คราวนี้คนที่ผลักเขาคือไป๋จิงแห่งสำนักเฉียนจี๋เหมิน

 

สำนักเฉียนจี๋เหมินที่มีรากฐานเป็นวิชาค่ายกล ไป๋จิงแม้จะมีประสบการณ์น้อยกว่าไท่ซาน ตอนแรกเขาก็ไม่เข้าใจว่า ‘ลายเส้นยุ่งเหยิง’ ที่จีอู๋ซวงวาดคืออะไร แต่เมื่อเฝ้าดูนานเข้าก็เริ่มเห็นความลับที่ซ่อนอยู่ และเลือดในตัวเขาก็พลุ่งพล่านด้วยความตื่นเต้น

 

ลายเส้นที่จีอู๋ซวงวาดนั้น แท้จริงแล้วคือแผนผังถอดรหัสค่ายกลทลายเซียนพสุธาสวรรค์! ทุกเส้น ทุกขีด ล้วนชัดเจนละเอียดถี่ถ้วน

 

หมายความว่าหากมีแผนผังนี้ในมือ แม้แต่ปรมาจารย์ค่ายกลทั่วไปก็อาจจะสามารถปลดค่ายกลนี้ได้!

 

ไป๋จิงร้องเสียงหลงออกมาอย่างตื่นเต้น “โอ้ว!”

 

เขาไม่สนใจเรื่องเกียรติยศหรือศักดิ์ศรีของตนแล้ว ได้แต่ตะโกนอย่างหน้าไม่อายพร้อมพุ่งตัวไปหาจีอู๋ซวง

 

“ข้า! ข้า! เสี่ยวอู๋ซวง เจ้าคือแขกพิเศษของสำนักเฉียนจี๋เหมินเรา เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ครอบครัวไม่ต้องเกรงใจกันหรอก เรื่องเหนื่อยยากแบบนี้ให้ข้าจัดการเอง! ให้ข้าทำเถอะ!”

 

อวี๋จิ้วที่เพิ่งลุกขึ้นมาได้ยินคำพูดที่ไร้ยางอายเช่นนั้น ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวทันที

 

พูดตามตรง ก่อนหน้านี้เพราะไม่มีใครในสำนักอวิ๋นหลานที่ทะเยอทะยานมากนัก ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่จึงใช้ชีวิตแบบปล่อยไปตามยถากรรม แทบไม่มีใครกระตือรือร้นที่จะฝึกฝนพลังอย่างจริงจัง

 

แต่หลังจากที่ถูกคนอื่นๆ ชนปลิวไปสองสามรอบ อวี๋จิ้วก็โกรธจนถึงขีดสุด!

 

ดีมาก! พวกเจ้าทุกคนกำลังรังแกข้าใช่ไหม?!

 

ใช่สิ การเป็นผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีมันสำคัญมากขนาดนั้นเลยใช่ไหม?!

 

อวี๋จิ้วตัดสินใจว่าเขาจะกลับไปปิดด่านฝึกฝนจนกว่าจะบรรลุขั้นเบิกวิถี ไม่เช่นนั้นจะไม่ออกมาอีก!

 

แต่ตอนนี้...

 

จีอู๋ซวงคือคนของสำนักอวิ๋นหลาน พวกเจ้าจะมาแย่งไปไม่ได้!

 

อวี๋จิ้วเผยสายตาดุดัน ถกแขนเสื้อขึ้นแล้วพุ่งตรงไปหา “ถอยไปให้หมด! ข้าจะจัดการเอง!!!”

 

อวี๋จิ้ว ไท่ซาน และไป๋จิง สามผู้เชี่ยวชาญค่ายกลระดับสูงต่างพากันผลักดันและยื้อยุดกันไปมา ไม่มีใครยอมใคร ท่าทางดุดันและเอาเป็นเอาตายของพวกเขาทำให้เหล่าคนที่มุงดูรอบๆ ต่างตกตะลึงจนต้องครุ่นคิด

 

บางคนถึงกับสงสัยว่าตัวเองเห็นภาพหลอน

 

ไม่อย่างนั้นจะอธิบายได้อย่างไรว่าทำไมผู้แข็งแกร่งทั้งสามคนถึงต้องมาแย่งชิงกันเช่นนี้?

 

ในที่สุดจีอู๋ซวงก็เป็นคนตัดสินใจ นางเลือกที่จะแบ่ง ‘อักขระแห่งเต๋า’ ของค่ายกลทลายเซียนพสุธาสวรรค์ออกเป็นสามส่วน ให้แต่ละคนรับไปแก้คนละส่วน ซึ่งช่วยสงบใจทั้งสามคนที่กำลังว้าวุ่นได้ในที่สุด

 

สามคนจ้องมองอักขระแห่งเต๋าอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ ทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ค่ายกลให้รวดเร็วที่สุด พวกเขาไม่ต้องการแพ้หรือเสียหน้าในสายตาของจีอู๋ซวง

 

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พวกเขาจะยอมเสียหน้าไม่ได้!

 

ด้วยการร่วมมือของทั้งสาม ค่ายกลทลายเซียนพสุธาสวรรค์ก็ถูกปลดออกอย่างรวดเร็วถึงสามเท่า จีอู๋ซวงถึงกับ.อดไม่ได้ที่จะตบมือแปะๆ ด้วยความยินดีคล้ายแมวน้ำ

 

“ว้าว! สุดยอดไปเลย! ท่านทั้งสาม!”

 

สามคนยิ้มออกมาอย่างภูมิใจ แสดงท่าทีราวกับเป็นเทพเซียนจากแดนสวรรค์ พากันโบกไม้โบกมือและเอ่ยอย่างถ่อมตน

 

“ไม่ขนาดนั้นหรอก”

 

“ธรรมดามาก”

 

“ก็งั้นๆแหละ”

 

จีอู๋ซวงยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะตะโกนออกมาดังลั่น “อสรพิษสลิล! ออกมาได้แล้ว!”


เมื่ออสรพิษสลิลกระโจนออกมาจากค่ายกลด้วยการฟาดหาง ร่างยักษ์สีครามเข้มของมันก็ปรากฏตัวออกมา ความแวววาวของเกล็ดที่ปกคลุมทั่วร่างนั้นเปล่งประกายยิ่งกว่าตอนที่มันถูกขังไว้ในค่ายกล คล้ายกับอัญมณีที่ฝังอยู่บนตัวของมัน

 

ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือพลังวิญญาณของอสรพิษสลิลไม่ได้อยู่ที่ขั้นเบิกวิถีขั้นต้นอีกต่อไป แต่มันทะลวงเข้าสู่ขั้นกลางของขั้นเบิกวิถีแล้ว!

 

อสรพิษสลิลสะบัดร่างอันใหญ่โตกลางอากาศ ราวกับวิญญาณของพลังปราณที่กำลังเริงระบำบนฟากฟ้า งดงามชวนตะลึง

 

มันหมุนวนอยู่กลางอากาศสองสามรอบก่อนจะร่อนลงข้างจีอู๋ซวง หัวของมันก้มต่ำลงให้จีอู๋ซวงลูบเล่นราวกับสุนัขตัวน้อยที่แสนเชื่อง

 

ผู้คนมากมายที่เห็นฉากนี้ต่างตกตะลึง อสรพิษสลิลดูเหมือนจะรักและเคารพจีอู๋ซวงจากใจจริง ไม่ใช่เพียงเพราะเทพกระบี่ไร้พ่ายเป็นผู้สนับสนุนของนาง

 

หลังจากที่ ‘อ้อน’ จีอู๋ซวงจนพอใจแล้ว อสรพิษสลิลก็หันไปมองไท่ซาน ไป๋จิง และอวี๋จิ้ว มันกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพว่า “ขอบคุณท่านทั้งสาม”

 

ทั้งสามรีบพูดว่าไม่จำเป็นต้องขอบคุณ ทว่าในใจกลับคิดว่าอันที่จริงต้องขอบคุณจีอู๋ซวงต่างหาก พวกเขารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ช่วยเหลือ โดยเฉพาะไป๋จิงและอวี๋จิ้ว พวกเขายังรู้สึกด้วยว่าหลังจากเหตุการณ์นี้ หากกลับไปปิดด่านฝึกฝน พวกเขาอาจทะลวงระดับค่ายกลขั้นแปดได้

 

อสรพิษสลิลพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงตอบรับ จากนั้นก็กลับเข้าไปในมิติของจูเหยียนด้วยความเหนื่อยล้า

 

"เฮ้อ... ข้าคงต้องพักยาวสักหน่อยแล้ว"


บทที่ 200: บรรพจารย์เถื่อน?

 

ไป๋จิงในฐานะ ‘ผู้ครอบครอง’ ค่ายกลทลายเซียนพสุธาสวรรค์ รีบเก็บแผ่นค่ายกลที่ยังเหลือสภาพครึ่งหนึ่งขึ้นมาแล้วยื่นส่งให้จีอู๋ซวง “อาคันตุกะจี แผ่นค่ายกลนี้แม้จะชำรุดไปบ้าง แต่ดูเหมือนว่ายังใช้งานได้อยู่ ข้าอยากมอบให้เจ้า ถือว่าเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆจากพวกเรา”

 

พวกเขาได้เห็นการถอดรหัสค่ายกลของจีอู๋ซวงแล้ว และมั่นใจว่าเมื่อพวกเขาใช้เวลาในการศึกษา มันจะสามารถสร้างแผ่นค่ายกลขึ้นมาใหม่ได้ ดังนั้นการมอบแผ่นค่ายกลให้จีอู๋ซวงจึงถือเป็นการกระชับความสัมพันธ์ที่ดี

 

จีอู๋ซวงไม่รีรอที่จะรับไว้ เพราะนางเองก็กำลังต้องการค่ายกลระดับแปดเพื่อปกป้องเส้นทางไปยังตำแหน่งที่อยู่ของอาจารย์พอดี การนำแผ่นค่ายกลนี้ไปปรับใช้ย่อมเป็นประโยชน์

 

“ขอบคุณท่านมาก”

 

“ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก” ไป๋จิงยิ้มแย้มด้วยท่าทางเอาใจ “แน่นอน หากเจ้ามีเวลาว่างมาชี้แนะบรรดาศิษย์ของสำนักเฉียนจี๋เหมินบ้างก็คงดียิ่ง...”

 

จีอู๋ซวงแย้มยิ้มเล็กน้อย “ท่านเชื่อหรือไม่ วิถีค่ายกลของข้าอาจแตกต่างจากคนทั่วไป”

 

การที่จีอู๋ซวงสามารถแก้ค่ายกลได้มักจะใช้กระบี่เป็นหลัก

 

ส่วนเรื่องการตั้งค่ายกล... เอ่อ นางยังไม่สามารถเปิดใช้ความสามารถนี้ได้อย่างเต็มที่ นางทำได้เพียงแค่ระบุแก่นค่ายกล แล้วบอกให้คนอื่นดำเนินการแทน

 

ไม่ว่าจะเป็นค่ายกลทลายเซียนเจ็ดสิบสองดารามรณะในสำนักอวิ๋นหลาน หรือค่ายกลทลายเซียนพสุธาสวรรค์นี้ หลักการก็เหมือนกัน

 

ส่วนวิธีการตั้งค่ายกลแบบดั้งเดิมนั้น นางยังไม่ชำนาญ

 

แม้ตอนนี้จีอู๋ซวงจะยังไม่สามารถวาด ‘แก่นค่ายกล’ ออกมาได้ด้วยตัวเอง แต่ในอนาคตเมื่อพลังของนางพัฒนาไปถึงจุดหนึ่ง นางอาจจะสามารถวาดและสร้างค่ายกลขึ้นมาได้ทันทีโดยที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งใด

 

ดังนั้น วิถีค่ายกลของจีอู๋ซวงนั้นเป็นวิถีของ ‘อัจฉริยะ’ ไม่ใช่ของคนธรรมดาทั่วไป และไม่อาจนำมาเปรียบเทียบหรือเลียนแบบได้

 

ไท่ซานเกรงว่าไป๋จิงจะพูดอะไรที่ทำให้จีอู๋ซวงลำบากใจ จึงส่งเสียงผ่านจิตเตือนเรื่องอักขระแห่งเต๋าที่จีอู๋ซวงสามารถเขียนได้

 

การที่สามารถเขียนอักขระแห่งเต๋าได้นั้นเป็นพรสวรรค์ที่สวรรค์ประทานมาให้ ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะฝึกฝนได้

 

ครั้นไป๋จิงได้ยินก็เข้าใจในทันที ใช่แล้ว พวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดา ควรเดินไปตามเส้นทางของตนเองทีละก้าว ไม่ควรโลภเกินไป

 

ไป๋จิงจึงรีบขอโทษจีอู๋ซวง ทว่านางเพียงแค่ส่ายหัว แล้วหยิบตำราชุดหนึ่งออกมาให้เขา ตำราชุดนี้คือพื้นฐานของวิชาค่ายกลที่จีอู๋ซวงได้ปรับปรุงแก้ไขและเติมเต็มให้สมบูรณ์

 

ไป๋จิงรับตำรามาอย่างกระตือรือร้นราวกับได้สมบัติล้ำค่า เมื่อเปิดดูแล้วถึงกับน้ำตาคลอ เพราะมันเป็นของล้ำค่าจริงๆ

 

“ขอบคุณท่านอาคันตุกะจีมาก”

 

จากที่เคยเรียกเพียงว่า ‘อาคันตุกะจี’ ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็น ‘ท่านอาคันตุกะจี’ แทน นั่นแสดงให้เห็นว่าหนังสือชุดนี้มีคุณค่าเพียงใดสำหรับไป๋จิง

 

จีอู๋ซวงยกมือโบกเบาๆ บอกว่าไม่ต้องเรียกอย่างเป็นทางการ ให้เรียกนางว่า ‘จีอู๋ซวง’ ก็พอ ไป๋จิงได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งดีใจ เพราะหมายความว่าจีอู๋ซวงสนิทสนมกับเขามากขึ้น

 

“ดี ดี ข้าจะขอเรียกเจ้าว่าอู๋ซวงตามประสาคนแก่นะ”

 

“ได้เลย”

 

ทั้งคู่พูดคุยกันอย่างออกรส ทำให้คนอื่นๆที่มองอยู่รู้สึกอิจฉาไม่น้อย

 

ตอนนี้ไม่มีใครสงสัยในความสามารถของจีอู๋ซวงแล้ว อย่างน้อยในด้านค่ายกล จีอู๋ซวงก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลระดับ ‘ปรมาจารย์’ อย่างไม่ต้องสงสัย

 

แค่ค่ายกลทลายเซียนพสุธาสวรรค์ นางก็ยังสามารถทลายได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บจากพลังของค่ายกลนี้ จะมีสักกี่คนที่ทำเช่นนี้ได้?

 

ไม่ต้องพูดถึงว่านางยังมีเทพกระบี่ไร้พ่ายอยู่เบื้องหลัง หากแม้นไม่มีเทพกระบี่ไร้พ่าย จีอู๋ซวงก็ยังคงเป็นบุคคลที่ทุกคนให้ความสนใจและยกย่องแน่นอน

 

ตอนนี้ทางแดนเหนือก็ได้สร้างความสัมพันธ์กับจีอู๋ซวงแล้ว และแดนตะวันออกก็เป็น ‘บ้านเกิด’ ของนาง ทำให้เหลือเพียง แดนตะวันตก แดนใต้ และแดนกลาง ที่ยังไม่ได้รับความนิยมจากจีอู๋ซวง สามดินแดนเหล่านี้ย่อมกังวลเป็นธรรมดา

 

หนึ่งในนั้นคือชายชราผมขาวคิ้วขาวที่เดินออกมาอย่างสุภาพพร้อมรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้า

 

“อะแฮ่ม... เสี่ยวอู๋ซวง เจ้ายังจำข้าได้หรือไม่? นานมากแล้วที่ไม่ได้พบเจ้า ท่านบรรพจารย์ของเจ้ายังสบายดีอยู่หรือไม่?”

 

บรรพจารย์?

 

บรรพจารย์ที่ไหนกัน?

 

จีอู๋ซวงหันกลับไปมองด้วยความสงสัย

 

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็จำได้ว่าชายชราคนนี้คือ คูเจ๋อ ปรมาจารย์ค่ายกลที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งดินแดนกลาง นางจึงเข้าใจว่าที่เขาพูดถึง ‘บรรพจารย์’ นั้นหมายถึง เถาเถี่ย

 

แต่เนื่องจากตัวตนของเถาเถี่ยไม่อาจเปิดเผยได้ จีอู๋ซวงจึงยิ้มตอบกลับไปอย่างนุ่มนวล “ที่แท้ก็คือท่านคูเจ๋อ ขอบคุณที่ท่านให้ความสนใจ ท่านบรรพจารย์ของข้าได้เหินสู่สวรรค์ไปแล้ว ขอบคุณที่ท่านยังเป็นห่วง แล้วท่านสบายดีหรือไม่?”

 

คนจากสำนักอวิ๋นหลาน: "??"

 

เดี๋ยว!

 

พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่าสำนักอวิ๋นหลานมีผู้ฝึกตนที่บรรลุขั้นเซียนแล้ว? คนที่เก่งที่สุดไม่ใช่ฉือเหล่ยหรอกหรือ? หรือว่าเจ้าหนูคนนี้ไปแอบรับ ‘บรรพจารย์เถื่อน’ มาจากที่ไหนอีก!?

 

ฉือเหล่ยรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา...

 

ทำไมบรรพจารย์เถื่อนที่ไหนก็ไม่รู้ถึงต้องเป็น ‘บรรพจารย์สูงสุด’ แต่ตัวเขาในฐานะศิษย์ที่แท้จริงกลับต้องเป็นเพียง ‘บรรพจารย์รอง’ แบบนี้ด้วย!?

 

ไม่ยุติธรรมเลย!

 

ออกมาสู้กันซะให้รู้เรื่องสิ!

 

เมื่อเห็นความไม่พอใจอันรุนแรงของฉือเหล่ย จีอู๋ซวงก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ และตัดสินใจว่าคงต้องเล่าเรื่อง ‘บรรพจารย์เถื่อน’ นี้ทีหลัง

 

ทว่าผู้คนจากดินแดนต่างๆไม่อาจทนรอได้ จึงเริ่มถามไถ่กันอย่างวุ่นวาย

 

“ท่านคูเจ๋อ บรรพจารย์ที่ว่าคือใครหรือ?”

 

“ใช่เทพกระบี่ไร้พ่ายหรือไม่?”

 

คูเจ๋อรีบตอบกลับทันที “ไม่ๆๆ บรรพจารย์ก็คือบรรพจารย์ ส่วนเทพกระบี่ไร้พ่ายก็คือเทพกระบี่ไร้พ่าย ข้าคิดว่าท่านบรรพจารย์ผู้นั้น…ลึกล้ำกว่าเทพกระบี่ไร้พ่ายเสียอีก...”

 

ทันใดนั้นเสียงฮือฮาก็ดังกระจายไปทั่ว

 

“จริงหรือ!? ลึกล้ำกว่าเทพกระบี่ไร้พ่ายอีก? ท่านอย่ามาหลอกพวกเรานะ!”

 

“ใช่ๆๆ”

 

เทพกระบี่ไร้พ่ายขึ้นชื่อว่าใครที่ท่านชี้ก็จะสามารถเหินสู่สวรรค์ได้ทันที

 

หากสำนักอวิ๋นหลานยังมีบรรพจารย์ที่แข็งแกร่งกว่าเทพกระบี่ไร้พ่าย แล้วสำนักอื่นจะอยู่อย่างไรเล่า?

 

“แน่นอนว่าจริง”

 

คูเจ๋อรีบเล่าเหตุการณ์ที่เขาเคยพบมา ไม่ใช่ว่าเขาจำเก่งอะไร แต่ภาพนั้นยังติดตาเพราะมันน่ากลัวเกินไป…

 

อสูรสองหน้าขั้นเบิกวิถีระดับสมบูรณ์พร้อมที่น่าจะเป็นการรวมตัวกันของสองผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถี ทว่ากลับถูกบรรพจารย์ของจีอู๋ซวงเคี้ยวกินอย่างง่ายดาย!

 

ใช่แล้ว!

 

เขามั่นใจอย่างยิ่ง!

 

อสูรสองหน้าถูกบรรพจารย์ของจีอู๋ซวงกินเข้าไป!

 

ตอนนั้นคูเจ๋ออาจจะยังไม่ทันคิดอะไร แต่พอยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง ผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีระดับสมบูรณ์พร้อมทั้งสอง หากตายแล้วย่อมต้องเหลือพลังวิญญาณไว้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอสูรสองหน้า ผู้ที่เกือบจะทะลวงเข้าสู่การเป็นเซียน

 

ผู้ฝึกตนระดับนี้ หลังตายไปแล้วกลับไม่เหลืออะไรเลย ราวกับถูกกลืนกินจนหมดเกลี้ยง…

 

และสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ยิ่งน่าขนลุกก็คือ หลังจากกลืนพวกเขาไปแล้ว บรรพจารย์ของจีอู๋ซวงยังบ่นอีกว่า ‘ไม่อร่อย’ จากนั้นก็เอาแหวนพันดาราของพวกเขาออกมาจากซอกฟัน

 

ถ้านี่ไม่เรียกว่า ‘กิน’ แล้วจะเรียกว่าอะไร!?

 

แน่นอนว่าคูเจ๋อไม่โง่พอที่จะบอกว่าบรรพจารย์ของจีอู๋ซวง ‘กินคน’ เพราะถ้าพูดออกไป คนต่อไปที่จะถูกกินอาจจะเป็นตัวเขาเอง เขาจึงเลี่ยงไปพูดว่าบรรพจารย์ของจีอู๋ซวงฆ่าอสูรสองหน้าได้ง่ายดายราวกับขยี้มด

 

ทุกคนรวมถึงฉือเหล่ยต่างก็สูดหายใจลึกด้วยความตกใจ แม้แต่ผู้ที่คิดจะใช้วิธีต่างๆ เพื่อเชิญจีอู๋ซวงไป ‘เยี่ยมเยียน’ ต่างก็ล้มเลิกความคิดทันที

 

อสูรสองหน้านั้นมีชื่อเสียงที่ชวนผวา และแม้จะอยู่ในขั้นเบิกวิถีระดับสมบูรณ์พร้อม แต่การตายของพวกเขาก็ทำให้ทั่วทุกดินแดนต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด ทุกคนต่างพยายามเดาว่าใครกันที่ลงมือ แต่ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าผู้ที่ลงมือสังหารก็คือบรรพจารย์ของจีอู๋ซวง!

 

และจากคำพูดของคูเจ๋อ ดูเหมือนทั้งคู่จะแพ้อย่างราบคาบโดยที่ไม่แม้แต่จะสู้กลับได้เลย

 

แล้วใครจะทำแบบนี้ได้อีก!?

 

จีอู๋ซวงไม่เพียงแต่มีเทพกระบี่ไร้พ่ายอยู่เบื้องหลัง แต่ยังมีบรรพจารย์ที่ลึกลับและน่ากลัวอยู่ด้วย นางช่างมีผู้อุปถัมภ์ที่แข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ

 

ผู้คนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ไม่กล้าหาเรื่องนางเด็ดขาด!"


จบตอน

Comments