บทที่ 231: ใครทำก็สมควรรับผิดชอบ
วิถีสวรรค์แทบจะกระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิด แต่ไม่มีทางเลือกอื่น จึงต้องเผยไพ่ตายของมันออกมา [บรรพชนของแดนเทียนหลานมีนักปรุงโอสถที่เก่งกาจอย่างยิ่ง หากเจ้าช่วยข้า ข้าจะบอกสถานที่สืบทอดของเขาให้เจ้า! ตกลงไหม!]
'จริงหรือ?'
[จริง!]
'ตกลง!' จีอู๋ซวงไม่คิดว่าจะมีเรื่องดีเช่นนี้ นางยิ้มอย่างพอใจและถามด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นว่า 'เกิดอะไรขึ้น ท่านถึงได้ตื่นตระหนกเช่นนี้?'
[เป็นผู้ทำลายมิติ! ผู้ทำลายมิติมาถึงที่นี่แล้ว!!!]
รอยยิ้มของจีอู๋ซวงหายไปทันที นางขมวดคิ้วแน่นและถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด 'ท่านมั่นใจหรือ?'
[มั่นใจ!] วิถีสวรรค์ตอบอย่างรวดเร็ว [นางมาปรากฏตัวยังจุดที่พวกใช้วิชาเซียนส่งร่างถูกฆ่าตายครั้งก่อน นางต้องมาล้างแค้นแน่นอน! แต่ข้าไม่รู้ว่าใครเป็นคนฆ่าพวกเขา…]
การทำลายมิติและการใช้วิชาเซียนส่งร่างเป็นสองวิธีที่ใช้เดินทางไปยังต่างโลก
แต่ต่างกันตรงที่การทำลายมิติไม่ต้องกลัวพลังของสวรรค์และกฎแห่งโลก ผู้ที่เดินทางมาใช้ร่างจริงของตนเอง ส่วนร่างเซียนต้องยอมรับกฎและใช้เพียงร่างแยก
แม้ฟังดูเหมือนมีความแตกต่างไม่มาก แต่ผู้ที่สามารถทำลายกฎแห่งสวรรค์และใช้ร่างจริงลงมานั้น ต้องเป็นผู้มีพลังอันยิ่งใหญ่ที่ได้รับการปกป้องจากโลกของตน เป็นถึงระดับจักรพรรดิหรือไม่ก็เจ้าแห่งโลกา...
สำหรับจีอู๋ซวงในอดีตนั้น แม้นางจะถึงขั้นกึ่งเซียนแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถทำลายมิติได้ตามอำเภอใจ
แม้แต่เถาเถี่ย ผู้ทรงพลังอย่างยิ่งก็ยังถูกกดข่มเมื่ออยู่ในแดนเทียนหลาน
คราวนี้มาเจอศัตรูที่แข็งแกร่งเข้าแล้ว
จีอู๋ซวงไม่ลังเลที่จะปรับเปลี่ยนรากวิญญาณในทันที ร่างของนางสูงใหญ่ขึ้น รูปลักษณ์เปลี่ยนไป จากศิษย์น้อยแห่งสำนักอวิ๋นหลาน กลายเป็น ‘เทพกระบี่ไร้พ่าย’ นางยังเรียกจิ้งจอกเพลิงหกหางออกมา และด้วยความช่วยเหลือของวิถีสวรรค์ นางยังได้ใช้วิชาเบิกวิถีเหินฟ้า ทำให้ภายในไม่กี่อึดใจก็สามารถมาถึงใจกลางของป่าเขียวมรกตได้
จีอู๋ซวงเห็นหญิงสาวในชุดสีแดงเพลิงคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น ร่างกายของนางงามสง่ายิ่งนัก หญิงสาวคนนั้นใช้นิ้วเรียวยาวลูบไล้พื้นดินชื้นสีดำ จีอู๋ซวงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเลือดที่คุ้นเคย ชัดเจนว่าหญิงงามผู้นี้กำลังตรวจสอบสถานที่ที่กลุ่มผู้ใช้วิชาเซียนส่งร่างถูกฆ่าตาย
จีอู๋ซวงกระโดดลงจากหลังจิ้งจอกเพลิงหกหาง พลางคารวะและเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม “ท่านผู้ทำลายมิติที่ยิ่งใหญ่ ขอโทษที่แดนเทียนหลานต้อนรับท่านได้ไม่สมเกียรติ”
เฟิ่งอิ๋งในตอนแรกไม่คิดจะสนใจจีอู๋ซวงผู้เป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นต่ำต้อย เพราะการจะฆ่าคนระดับนี้ก็ง่ายดั่งขยี้มดตัวหนึ่ง
แต่ทันทีที่จีอู๋ซวงเอ่ยปาก นางก็ระบุได้ทันทีว่าอีกฝ่ายรู้จักตัวตนของนาง เฟิ่งอิ๋งจึงเงยหน้าขึ้นมองและต้องชะงักงันในทันใด
เด็กสาวผู้มีร่างกายสง่างาม ดวงหน้าอันงดงามและคมคาย กลิ่นอายของนางเฉิดฉายและเยือกเย็น ท่าทีไม่หวั่นเกรง ไร้ความหวาดกลัวในแววตา นอกจากนี้ดวงตาของนางยังลึกล้ำดุจดวงดาว พาให้เฟิ่งอิ๋งนึกถึงใครบางคนในอดีต...
นางยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสลับซับซ้อน “ร่างวิญญาณทมิฬหรือ?”
จีอู๋ซวงที่ยืนอย่างสงบและไม่แสดงอาการเกรงกลัวตอบอย่างตรงไปตรงมา “ใช่แล้ว ข้าเป็นร่างวิญญาณทมิฬ”
เฟิ่งอิ๋งลุกขึ้น สะบัดพลังลมเพื่อปัดดินชื้นออกจากปลายนิ้ว ก่อนจะเดินตรงไปหาจีอู๋ซวงช้าๆ “เจ้าชื่ออะไร?”
“จีอู๋ซวง”
“เจ้ารู้จักข้าหรือ?”
“ย่อมรู้จัก”
“ใครบอกเจ้า?”
“วิถีสวรรค์ของที่นี่บอกข้า”
ขณะที่เฟิ่งอิ๋งตั้งคำถาม สายตาของนางจ้องจับอยู่ที่จีอู๋ซวงตลอดเวลา เด็กสาวยืนตรงอย่างสง่าผ่าเผย แววตาของนางใสกระจ่าง ไม่มีอาการหวั่นไหวต่อพลังอำนาจของเฟิ่งอิ๋งเลยแม้แต่น้อย ท่าทีและความสงบนิ่งเช่นนี้ ทำให้เฟิ่งอิ๋งเริ่มรู้สึกชื่นชม
แน่นอนว่าหนึ่งในเหตุผลที่เฟิ่งอิ๋งรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ ก็คือร่างวิญญาณทมิฬนี้...
เพราะคนที่เฟิ่งอิ๋งรักที่สุด ก็เป็นร่างวิญญาณทมิฬเช่นกัน
เฟิ่งอิ๋งเอ่ยเสียงเรียบ “ในเมื่อวิถีสวรรค์ของที่นี่บอกเจ้าเรื่องของข้า เช่นนั้นเจ้าก็ต้องรู้ว่าเหตุผลที่ข้ามาที่นี่คืออะไร แดนเทียนหลานของพวกเจ้ามีผู้ฝึกตนคนหนึ่งที่ทรมานและสังหารบุตรสาวของข้า ข้ามาที่นี่เพื่อทวงความยุติธรรมให้บุตรสาวข้า สมควรแล้วใช่หรือไม่?”
ในขณะที่เฟิ่งอิ๋งกล่าว น้ำเสียงของนางเริ่มเจือแววอำมหิต พลังอันหนักอึ้งแผ่ซ่านออกมารอบกาย ทำให้บรรยากาศทั้งปวงราวกับตกลงไปในทะเลเพลิง แม้จะไม่มีเพลิงจริงๆ แต่ความร้อนแผดเผากลับคละคลุ้งไปทั่วฟ้าดิน
จีอู๋ซวงยังคงสงบนิ่ง แต่วิถีสวรรค์กลับส่งเสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ทั้งบนฟ้า ใต้ดิน แม่น้ำ ภูเขา...ทุกสิ่งดูเหมือนจะถูกเผาผลาญไปด้วยอำนาจนี้
เพียงแค่หญิงสาวผู้นี้ขยับปลายนิ้ว ทุกสิ่งก็สามารถถูกทำลายได้ทันที!
เห็นได้ชัดว่านางตั้งใจจะทำเช่นนั้นจริงๆ
ใครก็ตามที่กล้าทำร้ายบุตรสาวของนาง มันผู้นั้นจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต!!!
แม้จะถูกพลังอันยิ่งใหญ่ของเฟิ่งอิ๋งกดดัน แต่จีอู๋ซวงยังคงยืนหลังตรงอย่างสง่างาม นางตอบกลับด้วยความสงบ
“ข้าขอถามท่านผู้อาวุโส บุตรสาวของท่านเป็นผู้ฝึกตนใช่หรือไม่?”
“ใช่”
“หากเป็นผู้ฝึกตน การฝึกฝนนั้นเป็นการต่อสู้กับฟ้าดิน ท้าทายชีวิตและความตาย สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นไปได้ทั้งสิ้น บุตรสาวของท่านเมื่อออกจากขอบเขตอำนาจของท่านเพื่อลงมาฝึกฝน ย่อมต้องเตรียมใจที่จะเผชิญกับปัญหาต่างๆ นอกจากนี้ การที่นางตายที่นี่ก็เป็นเพียงร่างแยก ไม่ใช่ร่างจริง ยามนี้ชีวิตของนางจึงยังปลอดภัย”
จีอู๋ซวงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ท่านผู้อาวุโส ท่านเป็นถึงจักรพรรดินี ย่อมมองออกว่าแดนเทียนหลานของข้าเคยผ่านความทุกข์ยากมามาก วันนี้สวรรค์และกฎแห่งโลกกำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟู ทุกสิ่งยังอ่อนแอและพร้อมจะพังทลายได้ทุกเมื่อ”
“ท่านผู้อาวุโสทรงพลังดุจสายลมฝนฟ้า ข้าคิดว่าท่านมีความเมตตาต่อสรรพชีวิต ขอท่านได้โปรดละเว้น จะถือว่าเป็นมหากุศลครั้งใหญ่”
คำพูดของจีอู๋ซวงฟังดูสุภาพ แต่โดยสรุปแล้วมีความหมายสองประการ
ประการแรก บุตรสาวของท่านมาฝึกฝน ย่อมต้องยอมรับการเผชิญกับความตาย หากพ่ายแพ้ ก็ไม่ควรกล่าวโทษใคร
ประการที่สอง ท่านเป็นจักรพรรดินีผู้ยิ่งใหญ่ หากท่านมารังแกฟ้าดินของโลกเล็กๆที่กำลังจะพังทลายนี้ จะไม่เป็นการขาดคุณธรรมไปหน่อยหรือ?
เฟิ่งอิ๋งย่อมฟังออกว่าจีอู๋ซวงต้องการสื่ออะไร สีหน้าของนางมืดครึ้มลงทันทีด้วยความโกรธ
“เจ้าหมายความว่า บุตรสาวของข้าถูกทำร้ายเพราะนางอ่อนแอหรือ? ฮึๆ เช่นนั้นถ้าข้าจะทำร้ายเจ้า ก็คงสมควรแล้วใช่หรือไม่?”
“หากท่านผู้อาวุโสต้องการสั่งสอน ก็นับเป็นเกียรติยิ่ง แต่ความหมายของข้าคือ ใครทำก็สมควรรับผิดชอบ ท่านสามารถไปหาผู้กระทำได้”
“เจ้ารู้หรือว่าใครเป็นคนทำ?”
“...ข้าไม่รู้”
แม้จีอู๋ซวงจะสงสัยว่าผู้ที่ลงมือสังหารคือโม่หลานอี แต่โม่หลานอีเป็น ‘บุตรแห่งโชคชะตา’ ที่ได้รับการปกป้องจากสวรรค์ หากเฟิ่งอิ๋งเห็นโม่หลานอี อาจจะเข้าใจได้ว่าโม่หลานอีกับฟ้าดินของแดนนี้มีความเกี่ยวข้องกัน
หากบุตรแห่งโชคชะตาที่ได้รับการปกป้องจากสวรรค์เป็นผู้ฆ่าบุตรสาวของเฟิ่งอิ๋ง นั่นย่อมหมายความว่าฟ้าดินของแดนนี้ช่วยเหลือในการสังหาร และถ้าเฟิ่งอิ๋งโกรธขึ้นมา คนทั้งแดนอาจจะต้องสังเวยชีวิตเป็นของแถมไปด้วย
อย่างน้อยตราบเท่าที่โชคชะตาของโม่หลานอียังไม่หายไป เฟิ่งอิ๋งก็ไม่ควรพบเจอนาง
เฟิ่งอิ๋งหัวเราะเสียงเย็น “นี่ก็ไม่ได้ นั่นก็ไม่ได้ เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนใจอ่อนหรือ?”
“ข้าไม่กล้าคิดเช่นนั้น แต่ข้าเชื่อว่าท่านผู้อาวุโสที่เก็บซ่อนพลังหลังจากมาถึงที่นี่ ย่อมไม่ต้องการทำร้ายผู้บริสุทธิ์”
เฟิ่งอิ๋งจ้องมองจีอู๋ซวงอย่างเย็นชาเป็นเวลานาน ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เจ้ารู้ไหม? สิ่งที่ข้าชื่นชมมากที่สุดก็คือคนที่มีปากกล้าและวาทศิลป์ดีเยี่ยงเจ้า อย่าหาว่าข้าไม่ให้โอกาสเจ้าเลย หากเจ้าสามารถรับการโจมตีสามครั้งของข้าได้ ข้าจะให้เวลาเจ้าไปสืบหาผู้กระทำ แต่หากเจ้าทนรับไม่ไหว ข้าก็จะทำลายแดนนี้ไปเสียในคราวเดียว คนผู้นั้นย่อมต้องตายตกไปพร้อมกัน นั่นก็ถือว่าข้าทวงแค้นให้บุตรสาวได้แล้ว”
“แน่นอนว่าเจ้าสามารถเลือกที่จะไม่รับก็ได้ ข้าบอกแล้วว่าข้าชื่นชมเจ้า อย่างไรเสียข้าก็สามารถพาเจ้าไปยังแดนหมื่นเมฆาและรับเจ้าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของข้าได้”
“แต่ข้าขอเตือนเจ้า หากเจ้าเลือกที่จะไม่รับ เจ้าตายไปก็ยังสามารถเข้าสู่ปรโลกและเวียนว่ายตายเกิดใหม่ได้ แต่ถ้าเจ้าเลือกที่จะรับ... ฮึๆ บางทีเจ้าอาจถูกทำลายล้างทั้งจิตวิญญาณจนไม่อาจฟื้นคืนได้ตลอดกาล”
บทที่ 232: ทนรับสามกระบวนท่า
จีอู๋ซวงเงยหน้ามองเฟิ่งอิ๋ง ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น “ท่านผู้อาวุโสพูดจริงหรือไม่?”
เฟิ่งอิ๋งเลิกคิ้วขึ้นพร้อมรอยยิ้มบางๆ “แน่นอน ข้าพูดแล้วไม่คืนคำ”
ขณะที่จีอู๋ซวงเตรียมจะตอบตกลง วิถีสวรรค์ในจิตของนางก็เริ่มร้องไห้คร่ำครวญด้วยความหวาดกลัว
[จีอู๋ซวง! เจ้าอย่าทิ้งพวกเราเลยนะ...ฮือฮือ...ถึงแดนหมื่นเมฆาจะดูดี แต่แดนเทียนหลานนี่คือบ้านเกิดของเจ้านะ! นึกถึงลูกหลานศิษย์ของเจ้าสิ...ฮือฮือ…]
วิถีสวรรค์หวาดกลัวจริงๆ เพราะไม่ว่าใครก็คงเห็นว่าการเลือกในครั้งนี้ช่างเป็นเรื่องง่าย ตัวเลือกหนึ่งคือการเผชิญหน้ากับความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทางหนึ่งคือการได้รับพลังและสถานะสูงสุด
หากจีอู๋ซวงไม่โง่ นางย่อมต้องเลือกที่จะทิ้งพวกเขา
แล้วแดนเทียนหลานล่ะจะเป็นอย่างไร?
ฮือ ฮือ ฮือ...
จีอู๋ซวงรู้สึกปวดหัวกับเสียงร้องไห้ของวิถีสวรรค์ จึงเอ่ยอย่างเย็นชา 'แผนภาพทำนายฟ้า ทำให้เขาหยุดที'
[รับทราบ!]
แผนภาพทำนายฟ้ารีบจับตัววิถีสวรรค์มัดแน่นด้วยความร้อนรน แต่ก็กล่าวด้วยความกังวลว่า [ท่านต้องคิดให้ดีนะ! นางเป็นถึงจักรพรรดินีแห่งดินแดนหนึ่ง พลังของนางสามารถทำลายพวกเราทั้งหมดได้ภายในสามกระบวนท่า!]
จีอู๋ซวงขบกรามแน่น 'เจ้าเองก็เงียบด้วย'
แผนภาพทำนายฟ้า: [...]
จีอู๋ซวงสูดลมหายใจเข้าลึกและเงยหน้าขึ้นมองเฟิ่งอิ๋งพลางเอ่ยถาม “ข้าขอถามท่านผู้อาวุโส อนุญาตให้ข้าใช้สมบัติวิเศษได้หรือไม่?”
เฟิ่งอิ๋งที่จับตามองจีอู๋ซวงอยู่ตลอดเห็นว่าในดวงตาของอีกฝ่ายไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ซ้ำยังเปล่งประกายด้วยจิตวิญญาณนักสู้ นางรู้สึกสนใจในตัวเด็กสาวคนนี้มากขึ้น จึงยิ้มและตอบว่า “แน่นอน เจ้าสามารถใช้ได้”
จีอู๋ซวงพลิกมือขวาไปทางด้านหลัง และเรียกบางอย่างออกมา...
เฟิ่งอิ๋งจ้องมองด้วยความสนใจ เมื่อเห็นว่า ‘กระดูกวิญญาณ’ ของจีอู๋ซวงค่อยๆถูกดึงออกจากร่าง และกลายเป็นกระบี่เล่มหนึ่ง
นี่มัน...
กระดูกกระบี่?!
แต่นางไม่ใช่ร่างวิญญาณทมิฬหรอกหรือ?
ทำไมนางถึงเป็นเทพกระบี่ไปได้?
เฟิ่งอิ๋งถามด้วยความฉงน “เจ้าเป็นเทพกระบี่หรือ?”
“ใช่” จีอู๋ซวงตอบ
เมื่อจีอู๋ซวงชักกระบี่ออกมาและวาดมันในอากาศ ปราณกระบี่คำรามก้องไปทั่วฟ้าดิน ในชั่วพริบตา พลัง ‘ความร้อน’ ที่เคยปกคลุมทั่วผืนฟ้ากลับถูกพลังกระบี่แยกออก
พลังความร้อนนั้น แท้จริงคือพลังจักรพรรดินีของเฟิ่งอิ๋ง!
นั่นหมายความว่า เด็กสาวตรงหน้านี้มีศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด!
เดิมทีเฟิ่งอิ๋งเอ่ยชวนจีอู๋ซวงไปยังแดนหมื่นเมฆาเพียงเพราะต้องการทดสอบ ตอนนี้นางกลับรู้สึกทึ่งในตัวจีอู๋ซวงอย่างแท้จริง
เด็กสาวผู้นี้ หากสามารถเติบโตขึ้นไปได้ นางจะกลายเป็นผู้ปกครองโลกทั้งปวงอย่างแน่นอน!
สายตาของเฟิ่งอิ๋งเต็มไปด้วยความตื่นเต้น นางถามเสียงเข้ม “เจ้าจะรับการโจมตีสามกระบวนท่าของข้าจริงๆหรือ?”
“ใช่แล้ว ขอท่านผู้อาวุโสได้โปรดชี้แนะ”
จีอู๋ซวงจับกระบี่ด้วยมือข้างเดียว พลังรอบกายของนางเปลี่ยนแปลงไปในทันที ประหนึ่งว่านางกลายเป็นกระบี่ และกระบี่ก็คือนาง
“ดี!”
เฟิ่งอิ๋งรู้สึกประทับใจในพรสวรรค์ของจีอู๋ซวง นางอยากเห็นว่าเด็กสาวคนนี้จะสามารถทำได้ถึงขั้นไหน หากจีอู๋ซวงสามารถรับการโจมตีสามกระบวนท่าของนางได้จริง นางก็จะให้โอกาสแก่แดนเทียนหลาน
เฟิ่งอิ๋งยกมือขึ้น พลันสะบัดฝ่ามือเบาๆ สายลมที่ดูเหมือนอ่อนโยนในชั่วพริบตากลับแปรเปลี่ยนเป็นพายุคลั่งที่พุ่งตรงไปหาจีอู๋ซวงราวกับมหาสมุทรที่ถาโถมเข้ามาบดขยี้
จีอู๋ซวงฟาดกระบี่ออกไป
กระบี่ของนางปลดปล่อยพลังอย่างต่อเนื่อง ฝ่าพายุแยกท้องทะเลออกเป็นสอง ซัดกระหน่ำไปจนทะเลและภูเขาถูกแยกออก แม้ภายนอกจะดูเหมือนนางทำได้อย่างง่ายดาย แต่ความจริงแล้วนางต้องใช้พลังทั้งหมดที่มี นางรู้สึกได้ถึงกระดูก กล้ามเนื้อ และจิตวิญญาณของนางต่างร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
นั่นคือเสียงการทดสอบขีดจำกัดของนาง!
เส้นผมสีดำยาวของจีอู๋ซวงปลิวสยายท่ามกลางลมพายุ แต่สุดท้ายนางก็รับกระบวนท่าแรกได้สำเร็จ
แต่ทันทีที่จบกระบวนท่า เสียงกระหึ่มยังคงดังก้องในหูของจีอู๋ซวง…
“หึ่ง…หึ่ง…หึ่ง…”
พลังในร่างของนางพลุ่งพล่าน อวัยวะภายในแทบระเบิด แต่จีอู๋ซวงบังคับมันไว้และกลืนความเจ็บปวดลงไป
นางเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงตาคมกริบของนางยังคงลุกโชนด้วยจิตวิญญาณนักสู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
เฟิ่งอิ๋งเห็นเช่นนั้น ดวงตาของนางก็สว่างวาบขึ้นด้วยความพอใจ รอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปากของนาง "ไม่เลว"
จากนั้นก็ปล่อยกระบวนท่าที่สองออกมา
คราวนี้ เป็นเพียงการชี้นิ้วเบาๆ…
หากกระบวนท่าแรกเป็นความแข็งแกร่งอันยิ่งใหญ่ของพายุและมหาสมุทร กระบวนท่านี้ก็คือความเงียบงันและการทำลายล้าง ณ จุดที่นิ้วชี้ไป ทุกสิ่งต่างพินาศล่มสลาย!
จีอู๋ซวงยกกระบี่หงเหมิงขึ้นป้องกัน ทันใดนั้น นางก็ได้ยินเสียงดังกังวานมาจากกระบี่
หากไม่ใช่เพราะหงเหมิงเป็นกระบี่แห่งชีวิตของนาง เกรงว่ากระบี่นี้คงแตกเป็นผุยผงไปแล้ว
จีอู๋ซวงกัดฟันแน่น พลางกดพลังด้วยคมกระบี่อย่างต่อเนื่องเพื่อพยายามต้านพลังของเฟิ่งอิ๋ง
ณ เวลานั้นเอง กระบวนท่าของเฟิ่งอิ๋งได้เปิดมุมมองใหม่ให้นาง หากนางสามารถบีบอัดพลังวิญญาณได้ พลังกระบี่ของนางก็ต้องทำได้เช่นกัน!
เฟิ่งอิ๋งเห็นการเติบโตของจีอู๋ซวงในช่วงเวลาสั้นๆ นางรู้สึกประทับใจอย่างยิ่ง นางเลิกคิ้วขึ้นด้วยความตื่นเต้น รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งกว้างขึ้น
ดี! ดีมาก!
ในที่สุด เมื่อจีอู๋ซวงบีบอัดพลังจนถึงขีดสุด นางก็ได้ยินเสียงการแตกสลายจากนิ้วของเฟิ่งอิ๋ง
ตู้ม!
นิ้วของเฟิ่งอิ๋งแตกกระจาย แต่จีอู๋ซวงเองก็ถูกพลังกระบี่ของนางทำร้ายในทันที ร่างของนางถูกฟันเป็นบาดแผลลึกทั่วใบหน้าและร่างกาย เลือดสดๆไหลทะลักออกมาทั่วร่าง กลายเป็นร่างที่ชุ่มไปด้วยเลือด
นี่เป็นสิ่งที่เฟิ่งอิ๋งคาดไม่ถึง
กระบี่อันทรงพลังนี้ช่างเกินกว่าจะควบคุมได้ แม้แต่เจ้าของเองยังทนรับมันแทบไม่ไหวหรือ?
แม้จะอยู่ในสภาพที่เต็มไปด้วยบาดแผลและเลือดท่วมตัว แต่จีอู๋ซวงยังคงยืนหยัด นางสูดลมหายใจลึกและพ่นเลือดที่คั่งอยู่ในอกออกมา จากนั้นยืดอกอย่างมั่นคง ราวกับวิหคเพลิงที่ถือกำเนิดขึ้นจากเปลวไฟ ดวงตาที่มองเฟิ่งอิ๋งนั้นยังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ยังเหลือกระบวนท่าที่สาม”
เฟิ่งอิ๋งขมวดคิ้วเล็กน้อย “จีอู๋ซวง สภาพของเจ้าในตอนนี้ คงไม่สามารถรับกระบวนท่าที่สามของข้าได้แล้ว เจ้าแน่ใจหรือว่ายังอยากจะท้าทายอยู่?”
จีอู๋ซวงกำหมัดแน่น ปาดเลือดที่มุมปากด้วยหลังมือ
“ข้ามั่นใจ”
“เจ้าไม่กลัวตายหรือ?”
“แน่นอนว่าข้ากลัวตาย แต่ที่นี่คือบ้านเกิดของข้า”
แม้จีอู๋ซวงจะอยู่ที่แดนเทียนหลานเพียงไม่กี่ปี แต่นางก็รักแผ่นดินนี้ และรักสิ่งมีชีวิตบนผืนแผ่นดินนี้
เฟิ่งอิ๋งจ้องมองจีอู๋ซวงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มกว้าง
“ดี”
สำหรับกระบวนท่าที่สามนี้ เฟิ่งอิ๋งไม่ได้ใช้การโจมตีที่เป็นรูปธรรมอีกต่อไป เพราะนางมั่นใจว่าเด็กสาวตรงหน้าคงจะไม่สามารถรับไหว กระดูกของอีกฝ่ายเพิ่งอายุสิบกว่าปีเท่านั้น เด็กคนนี้ก็แค่ต้นอ่อนเล็กๆ
ในฐานะจักรพรรดินีผู้ยิ่งใหญ่ นางไม่มีความจำเป็นต้องถือสากับเด็กน้อยคนนี้มากมาย
อีกทั้งนางเคยสัญญาว่าจะช่วยเด็กสาวคนนี้ตามหาฆาตกร นางก็จะเชื่อคำพูดของจีอู๋ซวงสักครั้ง
สำหรับกระบวนท่าที่สาม เฟิ่งอิ๋งจึงสร้างภาพมายาที่สมจริงขึ้นมา ในขณะที่จีอู๋ซวงตกอยู่ในภวังค์ นัยน์ตาของนางพลันกลายเป็นว่างเปล่าเหมือนคนที่หลงเข้าไปในห้วงความฝัน...
เฟิ่งอิ๋งเห็นดังนั้นจึงเดินเข้ามาใกล้ ตรวจจับชีพจรของอีกฝ่าย จากนั้นหยดของเหลววิญญาณสีขาวน้ำนมลงในปากของเด็กสาวตรงหน้า
เมื่อของเหลวนั้นเข้าสู่ร่างกาย บาดแผลที่เกิดจากพลังกระบี่ของจีอู๋ซวงก็เริ่มหายไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งพลังฝึกตนของนางก็พุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง
ภายในพริบตา จีอู๋ซวงก็ทะลวงผ่านขั้นทารกวิญญาณ ผ่านขั้นหลอมวิญญาณ...
เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ!
และยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ!
แต่เฟิ่งอิ๋งกลับไม่แปลกใจ นางพึมพำเบาๆ "ก็อย่างที่คิดไว้ ร่างวิญญาณทมิฬนี่พัฒนาช้าเสียจริง" จากนั้นนางจึงผูกตราประทับไว้ที่เอวของจีอู๋ซวงก่อนจะเดินจากไป
แต่ทันทีที่เฟิ่งอิ๋งเดินไปครึ่งทาง นางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันกลับไปมองใบหน้าของจีอู๋ซวงอีกครั้งอย่างละเอียด และอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกมาบีบแก้มของเด็กสาวเบาๆ
“ถือว่าเป็นค่าตอบแทน นับว่าเจ้าโชคดีจริงๆเจ้าเด็กน้อย”
บทที่ 233: ติดสินบนจักรพรรดินี
เฟิ่งอิ๋งคาดว่าจีอู๋ซวงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสักห้าปีหรือสิบปีในการฝ่าฟัน ‘ภาพมายา’ ที่นางสร้างขึ้น แต่ยังไม่ทันที่นางจะก้าวจากไป เสียงสดใสของเด็กสาวก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ผู้อาวุโส ข้าทำสำเร็จแล้ว”
เฟิ่งอิ๋งหยุดชะงัก ก้าวเท้าค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะหันกลับมาด้วยความประหลาดใจ เห็นเด็กสาวในสภาพเปรอะเปื้อนเลือดเต็มตัว แต่ยังคงจ้องมองนางด้วยแววตาใสกระจ่าง ราวกับจะสื่อว่า ข้ารับการโจมตีสามกระบวนท่าของท่านได้แล้ว อย่าลืมรักษาสัญญานะ
ดวงตาของเฟิ่งอิ๋งเบิกกว้าง “เจ้าฝ่าภาพมายาออกมาได้เอง? หรือว่าวิถีสวรรค์ของที่นี่ช่วยเจ้า?”
ภาพมายาที่เฟิ่งอิ๋งสร้างขึ้นแฝงไว้ด้วยพลังแห่งจักรพรรดินี การจะฝ่าภาพมายานั้นเป็นเรื่องยากยิ่ง แต่หากทำสำเร็จ นั่นย่อมหมายถึงโชคลาภอันยิ่งใหญ่
เฟิ่งอิ๋งตั้งใจมอบ ‘โชคลาภ’ เล็กน้อยให้แก่เด็กสาวเพื่อฝึกฝนจิตใจ วิญญาณ และเจตจำนงของนาง เพื่อให้อนาคตของเด็กคนนี้กว้างไกลและราบรื่นขึ้น
นึกไม่ถึงว่าเด็กคนนี้กลับไม่ต้องการโอกาสเช่นนั้น
นางไม่คิดว่าจีอู๋ซวงจะสามารถฝ่าภาพมายานั้นด้วยตนเองได้ จึงเชื่อว่าต้องได้รับความช่วยเหลือจากวิถีสวรรค์
เมื่อคิดเช่นนี้ ความรู้สึกชื่นชมที่มีต่อจีอู๋ซวงก็พลันเย็นชา ความอบอุ่นในแววตาของเฟิ่งอิ๋งหายไป
จีอู๋ซวงรู้สึกได้ว่าพลังแห่งปฐมกำเนิดของฟ้าดินกำลังหล่อเลี้ยงร่างกายและเส้นลมปราณของนาง นางประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะโค้งคำนับเพื่อขอบคุณเฟิ่งอิ๋ง
“ขอขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่มอบโอสถให้ ข้าขอยืนยันว่าวิถีสวรรค์ไม่ได้ช่วยข้า และภาพมายานั้นก็มีอยู่จริง”
เฟิ่งอิ๋งหรี่ตาลงเล็กน้อย “หากวิถีสวรรค์ไม่ได้ช่วย แล้วเจ้าฝ่าภาพมายาของข้ามาได้อย่างไร?”
จีอู๋ซวงเป็นเด็กซื่อ นางตอบอย่างตรงไปตรงมา “โอ้ ข้าใช้กระบี่ฟันมันออก”
เฟิ่งอิ๋ง: “…?”
ฟันออก…ในครั้งเดียวหรือ?
เฟิ่งอิ๋งถึงกับนิ่งอึ้ง “เจ้าหมายความว่า เจ้าบรรลุถึง ‘เจตจำนงแห่งกระบี่’ แล้ว?”
จีอู๋ซวงพยักหน้า “ใช่ ข้าดูไม่ออกว่าภาพมายานั้นซับซ้อนอย่างไร จึงฟันมันออกเสียเลย”
เฟิ่งอิ๋งมุมปากกระตุก “แล้วถ้าฟันมันไม่ขาดล่ะ?”
“ข้าก็จะฟันครั้งที่สอง ครั้งที่สาม…สักวันหนึ่ง กระบี่ของข้าจะฟาดฟันมลทินทลายความลวงออก เพื่อให้ได้พบกับความจริง”
เฟิ่งอิ๋ง: “…”
คำตอบนี้ทำให้เฟิ่งอิ๋งรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง
แม้นางจะเคยเห็นอัจฉริยะจากสามพันโลกเบื้องบนมาไม่น้อย แต่กลับต้องตกตะลึงในความแน่วแน่ของจีอู๋ซวง
เจตจำนงแห่งกระบี่กับพลังแห่งกระบี่
แม้สองคำนี้จะฟังดูคล้ายกัน แต่ความจริงนั้นกลับห่างไกลกันราวฟ้ากับเหว!
ขณะนี้เฟิ่งอิ๋งมั่นใจอย่างยิ่งว่า หากจีอู๋ซวงรักษาจิตแห่งเต๋าให้มั่นคง ไม่ล้มลงและไม่หลงทาง ในอีกหมื่นปี หรืออาจเพียงไม่กี่พันปี โลกของมนุษย์จะได้เห็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ฝึกเต๋าด้วยกระบี่อีกครั้ง
แต่โชคร้ายที่เฟิ่งอิ๋งเองไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่ ไม่อาจสอนจีอู๋ซวงได้…ไม่เช่นนั้น นางคงหาทางรับเด็กคนนี้เป็นศิษย์ของตน
หรือว่านางจะต้องพลาดโอกาสนี้ไป?
เฟิ่งอิ๋งรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย แต่แล้วนางก็นึกขึ้นได้ถึงพลังเพลิงอันแรงกล้าที่แฝงอยู่ในร่างของจีอู๋ซวง ขณะที่นางป้อนโอสถให้เด็กสาวก่อนหน้านี้ ซึ่งระดับของเปลวเพลิงนั้นสูงไม่แพ้ของนางเอง อีกทั้งยังมีกลิ่นยาสมุนไพรหอมอ่อนๆ โอบล้อมอยู่รอบตัวจีอู๋ซวง
ดวงตาของเฟิ่งอิ๋งเป็นประกายขึ้น “นอกจากฝึกกระบี่แล้ว เจ้าฝึกเส้นทางอื่นอีกหรือไม่? ข้าสังเกตว่าเจ้ามีเปลวเพลิงแปลกพิเศษในตัว อีกทั้งมีกลิ่นสมุนไพร เจ้าฝึกวิถีโอสถด้วยใช่ไหม?”
จีอู๋ซวงรู้สึกประหม่าเล็กน้อย แต่ยังตอบอย่างถ่อมตน “ผู้อาวุโส วิถีโอสถนั้น…ข้าฝึกอยู่บ้างเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” นางกล่าวพลางยกนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่า ‘แค่เล็กน้อยเท่านั้น’
เฟิ่งอิ๋งคิดว่าจีอู๋ซวงพูดถ่อมตัว เพราะทุกคนที่ได้พบเจอนางมักถ่อมตัวต่อหน้านางเสมอ จึงสรุปเอาว่า ‘เล็กน้อย’ ของจีอู๋ซวงนั้นแท้จริงแล้วคงเชี่ยวชาญไม่น้อย
ยิ่งมองเฟิ่งอิ๋งก็ยิ่งพึงพอใจ จีอู๋ซวงมีทั้งร่างวิญญาณทมิฬซึ่งหาได้ยาก ปราณกระบี่ที่แกร่งกล้า เปลวเพลิงพิเศษ และจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ ซึ่งล้วนแต่ทำให้นางยิ่งชื่นชมมากขึ้น
เฟิ่งอิ๋งยิ้มอย่างอ่อนโยนและเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ถ้าเช่นนั้น เจ้าต้องการรับข้าเป็นอาจารย์หรือไม่? ข้าจะสอนวิถีโอสถให้เจ้าเอง”
จีอู๋ซวงถึงกับนิ่งไปและเอ่ยอย่างซื่อตรง “เรื่องนี้คงไม่จำเป็นกระมัง…”
เฟิ่งอิ๋งหน้าขรึม.ลง “หรือเจ้าไม่เห็นว่าวิถีโอสถของข้านั้นดีพอ?”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่เลยเจ้าค่ะ” จีอู๋ซวงรีบพูดพร้อมรอยยิ้มเจื่อน “หากข้าได้ท่านเป็นอาจารย์ ข้าย่อมยินดียิ่ง แต่ปัญหาคือข้าไม่ถนัดในการปรุงโอสถ…พูดตรงๆก็คือ ข้าเป็นคนไร้พรสวรรค์เรื่องนี้ ข้าไม่เหมาะสมเลย”
ไร้พรสวรรค์?
เฟิ่งอิ๋งไม่เชื่อ จึงลองถามคำถามพื้นฐานหลายข้อเกี่ยวกับการปรุงโอสถ ทว่าจีอู๋ซวงกลับตอบได้อย่างแม่นยำ แม้แต่คำถามที่ดูมีการลวงหลอกก็ยังตอบถูก แสดงให้เห็นว่าเด็กสาวมีพื้นฐานที่มั่นคง
ฝีมือเช่นนี้จะมาอ้างว่าไร้พรสวรรค์ได้อย่างไร?
เฟิ่งอิ๋งขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอย่างแน่วแน่ “อย่าได้มากล่าวเรื่องเหมาะหรือไม่เหมาะ ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะรับเจ้ามาเป็นศิษย์ เจ้ายินยอมหรือไม่?”
จีอู๋ซวงถอนหายใจเบาๆ “ท่านช่างเมตตาเหลือเกิน แต่ข้ามีอาจารย์แล้วหกท่าน หากรับท่านเป็นอาจารย์อีกคงไม่เหมาะสม…”
เฟิ่งอิ๋ง: “???”
อะไรนะ?
มีอาจารย์หกคนแล้วหรือ? น่าเจ็บใจจริงๆที่นางมาช้าไป!
“และถ้าท่านได้เห็นข้าปรุงโอสถจริงๆ ท่านคงจะเสียใจที่รับข้าเป็นศิษย์…”
เฟิ่งอิ๋งจ้องจีอู๋ซวงด้วยสายตาคมกล้า เห็นได้ชัดว่าในดวงตาซ้ายเขียนว่า ‘ไม่เชื่อ’ และในดวงตาขวาเขียนว่า ‘ข้าคิดว่าเจ้าโกหก’
จีอู๋ซวงจึงตัดสินใจแสดงการปรุงโอสถให้เฟิ่งอิ๋งดู...หรือที่ถูกต้องควรเรียกว่าการ ‘ระเบิดโอสถ’ ให้ดูจะเหมาะกว่า
ตูม!!!
เตาแรกพังทลาย
ตูม!!!
เตาที่สองก็พังตามไป
ตูม!!!
เตาที่สาม เตาที่สี่…
ระเบิดไปเรื่อยๆ จนเฟิ่งอิ๋งอดไม่ได้ที่จะมุมปากกระตุก นางคิดในใจว่า ทำไมกันนะ มือและเปลวเพลิงของเด็กคนนี้ถึงไม่สามารถประสานกันได้? ราวกับว่ามือก็คือมือ ส่วนไฟก็คือไฟ ต่างคนต่างมาอยู่กันคนละบ้านเลยทีเดียว
“สถานะของเจ้าช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก…”
จีอู๋ซวงหัวเราะ “บางทีอาจเป็นเพราะข้าเป็นร่างวิญญาณทมิฬก็เป็นได้?”
เฟิ่งอิ๋งเองก็ไม่แน่ใจนัก “หรือว่า...ร่างวิญญาณทมิฬจะมีการสั่นไหวโดยธรรมชาติเมื่อต้องเปลี่ยนพลังวิญญาณ?”
“เช่นนั้น ข้าก็คงไม่อาจรบกวนความหวังดีของท่านผู้อาวุโสได้”
จีอู๋ซวงโค้งคำนับอย่างสุภาพอีกครั้ง ทำให้เฟิ่งอิ๋งที่ยืนมองอยู่รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยจนต้องสะบัดเสียงออกมา “เจ้าหนู เจ้ารู้หรือไม่ว่า ในเก้าพันดินแดนนี้ มีคนมากมายเพียงใดที่ปรารถนาในมรดกของข้า? แต่เจ้ากลับกล้าไม่รับมันอย่างนั้นหรือ?”
จีอู๋ซวงยิ้มอย่างสดใส ใจเย็นและสุภาพไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้เฟิ่งอิ๋งรู้สึกแปลกใจ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าอะไรบางอย่างในตัวนางขาดหายไป แต่เมื่อมองกลับมาก็เตือนตัวเองว่านางเป็นถึงจักรพรรดินี ไม่ควรจะลดตัวลงไปอีก หลังจากเสนอให้ถึงสองครั้งแล้ว จีอู๋ซวงไม่ยอมรับก็เรื่องของนาง
เฟิ่งอิ๋งชี้ไปที่ตราประทับบนเอวของจีอู๋ซวง “เมื่อเจ้าพบตัวคนที่สังหารบุตรสาวข้าแล้ว ส่งข้อความมาให้ข้าทราบ”
จีอู๋ซวงประหลาดใจ “แต่พวกเราไม่ได้อยู่บนแผ่นดินเดียวกัน ตรานี้จะส่งพลังไปถึงหรือ?”
“แน่นอน ตรานี้ไม่ได้เป็นเพียงตราธรรมดา”
จีอู๋ซวงได้ยินเช่นนั้นก็ตื่นเต้นอย่างยิ่ง ลูบตราประทับราวกับเป็นของล้ำค่า ดวงตาจับจ้องที่อักขระบนตรา พลางคิดว่าหากสามารถเรียนรู้การใช้ตรานี้ได้ ต่อไปไม่ว่าเสี่ยวฉือเหล่ยและคนอื่นๆจะอยู่ไกลแค่ไหน นางก็ยังสามารถติดต่อพวกเขาได้เสมอ
เฟิ่งอิ๋งเห็นแววตานั้นก็หัวเราะด้วยความสนใจ “ทำไม? อยากเรียนหรือ?”
จีอู๋ซวงพยักหน้ารัวราวกับไก่จิกข้าว ความมั่นคงทระนงเมื่อครู่นี้ก็พลันสลายไป แววตาทั้งสองข้างจับจ้องไปที่เฟิ่งอิ๋ง ราวกับกำลังวิงวอน ใบหน้าด้านซ้ายเขียนว่า ‘อยากเรียน’ ส่วนใบหน้าด้านขวาเขียนว่า ‘สอนข้าเถอะนะ’
เพียงชั่วพริบตา สถานะของทั้งสองก็เหมือนจะสลับกัน
ดีมาก!
เฟิ่งอิ๋งเต็มไปด้วยความพึงพอใจ ยินดีเป็นอย่างยิ่ง
นางคิดอยู่แล้วเชียว!
นางเป็นถึงจักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆาที่เต็มไปด้วยของล้ำค่า ไหนเลยจะไม่สามารถดึงดูดเจ้าหนูนี่ได้?
ในที่สุด เด็กคนนี้ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อนางจนได้!
ฮ่า ฮ่า ฮ่า!
เฟิ่งอิ๋งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ยิ้มแฝงเลศนัยแล้วกล่าวว่า “เจ้าหนู เจ้าอยากเรียนอักขระนี้จริงหรือ?”
จีอู๋ซวงพยักหน้ารัว “ได้ไหมเจ้าคะ ท่านผู้อาวุโส?”
เฟิ่งอิ๋งเชิดหน้าขึ้นอย่างสง่าผ่าเผย “อืม… ถ้าเจ้าเป็นศิษย์ของข้า ข้าก็ย่อมสอนให้ แต่หากเป็นคนอื่น อาจจะต้องคิดทบทวนสักหน่อย”
จีอู๋ซวงครุ่นคิดหาทาง ‘ติดสินบน’ แต่พอคิดถึงตัวเองที่ยากจนถึงขั้นกระเป๋าแห้ง ไม่มีสมบัติล้ำค่าใดที่สามารถมอบให้จักรพรรดินีได้จริงๆ นางจึงหันไปหยิบ…เมล็ดแตงโมหนึ่งกำมือออกมา
แม้ว่ามือของนางจะเต็มไปด้วยเลือดทำให้ดูน่ากลัวเล็กน้อย แต่นางไม่รอช้า เรียกอสรพิษสลิลออกมาพ่นน้ำให้นางล้างมือล้างหน้าล้างตัว จากนั้นเรียกเพลิงไท่ซวีมาเป่าผมและเสื้อผ้าให้แห้ง แล้วจึงยื่นเมล็ดแตงโมกำใหญ่ส่งให้เฟิ่งอิ๋ง
“ท่านผู้อาวุโส นี่สำหรับท่าน อร่อยมากเลยนะเจ้าคะ”
เฟิ่งอิ๋ง: “…”
บทที่ 234: เหมือนมีคำว่า ‘มั่งคั่ง’ ส่องประกายวาววับอยู่
พูดก็พูดเถอะ ตั้งแต่นางมีชีวิตมา ของล้ำค่าจากทั่วทั้งฟ้าดินล้วนผ่านตามาแล้วทั้งสิ้น ผู้คนมากมายเคยนำเครื่องในมังกรหรือเนื้อหงส์เพลิงมาให้ แต่ครั้งนี้กลับเป็นครั้งแรกที่มีคนยื่น ‘เมล็ดแตงโม’ มาให้นาง
แต่พอเห็นดวงตา.กลมโตใสแจ๋วของจีอู๋ซวงที่เต็มไปด้วยความจริงใจ นางก็.อดไม่ได้ที่จะรับมาลองแทะสักเมล็ด
ทันทีที่ได้ลอง รสชาติหอม กรอบ อร่อยก็พุ่งตรงเข้ามาในปาก จนเฟิ่งอิ๋งแทะไปทีละเมล็ดแบบหยุดไม่อยู่
จีอู๋ซวงเห็นเช่นนั้นก็ดีใจจนรีบหยิบเมล็ดแตงโมรสหวานและรสเค็มมาให้เพิ่ม
“ท่านผู้อาวุโส ทั้งหมดนี้ขอถวายให้ท่านเลยเจ้าค่ะ!”
จีอู๋ซวงยื่นเมล็ดแตงโมให้อย่างใจกว้าง แต่ในทะเลจิตของนาง เหล่าผู้คุ้มครองทั้งหลายอย่างแผนภาพทำนายฟ้า กระดูกหงเหมิง เพลิงไท่ซวี และวิถีสวรรค์ต่างพากันร่ำไห้แทบเป็นสายเลือด
โอ้!
ขนมกรุบกรอบอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา!
นางเอาไปให้คนอื่นหมดแล้ว!
เฟิ่งอิ๋งเดิมทีตั้งใจจะสงวนท่าที แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะรับเมล็ดแตงโมทุกรสมาแบบเต็มไม้เต็มมือ
นางกระแอมเบาๆ “ถ้าอย่างนั้น ข้าก็จะไม่ปฏิเสธความหวังดีนี้ก็แล้วกัน”
จีอู๋ซวงยิ้มกว้างยิ่งขึ้น ผิวพรรณของนางที่ล้างสะอาดแล้วดูขาวสะอาดผ่องใส รอยยิ้มสดใสไร้ความซับซ้อนยิ่งทำให้เฟิ่งอิ๋งรู้สึกเอ็นดู
เด็กสาวตรงหน้านี้ไม่เหมือนกับบุตรสาวของนางอย่างเฟิ่งเจินที่อ่อนโยน เรียบร้อย และสุภาพ เฟิ่งเจินนั้นสมบูรณ์แบบ แต่ร่างกายอ่อนแอเสมอ ทำให้นางต้องเก็บกดความเป็นตัวของตัวเองไว้ พยายามเป็นแม่ที่ดี ซึ่งในบางครั้งก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า
ส่วนเด็กสาวตรงหน้านี้ นางมีเป้าหมายเล็กๆของตนเอง และแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา น่าขันแต่ก็น่าเอ็นดู และยังเต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การจะช่วยเด็กสาวคนนี้ให้สำเร็จตามประสงค์ก็คงไม่เป็นไร ถือเสียว่าเป็นค่าตอบแทนที่อีกฝ่ายจะช่วยตามหาฆาตกรให้นาง
“การจะเรียนรู้อักขระนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก” เฟิ่งอิ๋งเอ่ยพลางเก็บเมล็ดแตงโม “จำเป็นต้องเข้าใจพลังแห่งเต๋า ข้าต้องดูก่อนว่าเจ้ามีพรสวรรค์แค่ไหน จะได้วางแผนการเรียนรู้ให้เจ้า เพราะหากเจ้าแสดงฝีมือเช่นเดียวกับตอนปรุงโอสถ ข้าไม่ยอมเสียเวลาเปล่าแน่”
จีอู๋ซวงพยักหน้ารับ พลางตบ.อกยืนยัน “แน่นอนเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านผู้อาวุโส ท่านไม่ต้องกังวลเลยเจ้าค่ะ ในระหว่างที่ข้าเรียนรู้ ข้าจะจัดหาเมล็ดแตงโมมาให้ท่านไม่ขาดมือแน่นอน!”
แผนภาพทำนายฟ้า กระดูกหงเหมิง เพลิงไท่ซวี และวิถีสวรรค์ต่างพากันตั้งคำถามด้วยอารมณ์ล้นเหลือ
อะไรกัน!
ยังจะมาแบ่งขนมของพวกเราด้วยอีกอย่างนั้นหรือ?!
ไม่ไหวแล้ว พวกเราต้องประท้วงบ้างแล้ว!!!
เฟิ่งอิ๋งที่ตั้งใจจะรับข้อเสนออย่างเต็มใจ อยู่ดีๆก็รู้สึกว่าตนเองกลายเป็น ‘นักชิมขี้งก’ ไปเสียอย่างนั้น จึงกระแอมเบาๆ เพื่อรักษาหน้าตัวเอง และคิดว่าการที่นางยอมสอนอีกฝ่ายนั้น ไม่ได้ทำเพราะเมล็ดแตงโมเพียงหยิบมือนี้หรอกนะ!
นางกระแอมแล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องหรอก ข้าเองก็ไม่ได้ชอบแทะเมล็ดแตงโมขนาดนั้น”
จีอู๋ซวงยิ้มออกมาอย่างสบายใจแล้วเสนออีกว่า “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าจะทำอาหารให้ท่านเอง ฝีมือข้าดีมากเลยนะ!”
ในชาติก่อน นางไม่เคยได้ลิ้มรสความสุขจากอาหาร จึงรักในการกินดื่มเป็นอย่างยิ่ง และเมื่ออยากจะแสดงความขอบคุณ นางก็ตั้งใจจะมอบสิ่งที่ตนเองคิดว่าดีที่สุดให้อีกฝ่าย
เฟิ่งอิ๋ง: “…”
เฟิ่งอิ๋งอ้าปากอยากจะบอกว่าไม่ได้ ‘กิน’ ของอะไรแบบนี้มาหลายปีแล้ว ระดับการฝึกตนที่นางมีอยู่ทำให้การกินอาหารเพียงเพิ่มสิ่งเจือปนเข้ามาในร่างเท่านั้น
แต่พอเห็นความตั้งใจของเด็กสาว นางก็ได้แต่ยอมรับอย่างเงียบๆ เอาเถอะ ภายหลังนางก็เพียงแค่เตรียมโอสถล้างสิ่งเจือปนไว้ก็พอ
“ดี”
จีอู๋ซวงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างขึ้น รีบถามต่อ “เช่นนั้นท่านจะไปที่สำนักอวิ๋นหลานกับข้าหรือไม่?”
“ไม่จำเป็น”
ด้วยสถานะของเฟิ่งอิ๋ง ไม่เหมาะที่จะมีความเกี่ยวพันกับคนในแดนเทียนหลานมากมายขนาดนี้ การที่ได้พบปะกับเด็กสาวคนนี้ก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว
ทว่าเพราะนางชื่นชอบเจ้าหนูนี่ เรื่องเหล่านี้จึงไม่สำคัญอะไรนัก
จีอู๋ซวงจึงเสนอว่า “เช่นนั้น เราสร้างถ้ำพำนักพิเศษกัน ดีไหมเจ้าคะ?”
“ดี”
“ท่านผู้อาวุโส ข้ามีสมาชิกครอบครัวอีกสองสามคน ข้าพามาด้วยได้หรือไม่? พวกเขาไม่ใช่มนุษย์ ท่านวางใจได้”
เฟิ่งอิ๋ง: “…”
หากไม่ใช่ว่าเด็กสาวคนนี้ยิ้มหวานปานนั้น นางคงคิดว่าอีกฝ่ายกำลังด่าว่านางอยู่แน่ๆ
“ถ้าเช่นนั้นพวกเขาคืออะไรล่ะ?”
จีอู๋ซวงยกมือขึ้นนับพลางกล่าวว่า “อืม…จูเหยียนกับม่านม่านเป็นเผ่าวิญญาณ ไป๋เย่เป็นทายาทของไป๋เจ๋อ เฟิ่งเลี่ยนเป็นทายาทของเฟิ่งหวงทมิฬ ยังมีจินถงจื่อ อสรพิษสลิล จิ้งจอกเพลิงหกหาง แล้วก็มังกรกุ้ยโถวอีก”
เฟิ่งอิ๋งเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ นึกไม่ถึงว่าทายาทของไป๋เจ๋ออย่างเฟิ่งหวงทมิฬ และมังกรกุ้ยโถว สัตว์วิญญาณระดับสูงสุดของแดนนี้ จะกลายมาเป็นสัตว์ในพันธสัญญาของเด็กสาวคนนี้ได้
เด็กสาวคนนี้เป็น ‘บุตรแห่งโชคชะตา’ ที่สวรรค์โปรดปรานจริงๆ
“ได้สิ”
จีอู๋ซวงดีใจยิ่ง “เช่นนั้นข้าจะไปหาที่สักแห่งเพื่อขุดสร้างถ้ำพำนัก”
เฟิ่งอิ๋งหัวเราะเบาๆ “ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากขนาดนั้น เจ้าเพียงแค่เลือกสถานที่ก็พอ”
จีอู๋ซวงมองไปรอบๆ ก่อนจะชี้ไปยังจุดหนึ่ง “เช่นนั้นตรงนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“ดี”
เฟิ่งอิ๋งสะบัดมือเบาๆ ทำให้ลูกแก้วลูกหนึ่งตกลงบนพื้นและหยั่งราก แตกหน่อ และเติบโตขึ้นในชั่วพริบตา กลายเป็นสวนสวรรค์ที่.งดงามเต็มไปด้วยพลังชีวิต มีพืชวิเศษและสัตว์เทพมากมาย ประหนึ่งภาพทิวทัศน์ในแดนเซียนที่ร่วงลงมาจากฟากฟ้า
ที่กลางสวนสวรรค์ จีอู๋ซวงเห็นตำหนักลอยอยู่กลางอากาศ งดงามสง่างามเกินบรรยาย
เฟิ่งอิ๋งก้าวออกไปหนึ่งก้าว ทางเดินขึ้นสู่ตำหนักที่ปูด้วยเส้นสายวิญญาณก็ค่อยๆปรากฏขึ้น มีเหล่านางกำนัลที่งดงามยืนเรียงรายตลอดเส้นทางเพื่อรอรับอยู่
จีอู๋ซวงจำได้ทันทีว่านางกำนัลและสัตว์เซียนเหล่านี้เป็นเพียงหุ่นเชิดที่เคยเห็นในชาติก่อน ทว่านางไม่เคยมีเงินซื้อได้เลยสักครั้ง…
โดยเฉพาะหุ่นเชิดที่มีความเหมือนจริงถึงขนาดนี้ มันคงเป็นหุ่นเชิดระดับสูงสุด
เฟิ่งอิ๋งรออยู่สักพัก เมื่อเห็นว่าเด็กสาวยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม จึงหันกลับไปถามด้วยความสงสัย “มีอะไรหรือ? รีบตามมาสิ”
จีอู๋ซวงมองเฟิ่งอิ๋งอีกครั้งแล้วพบว่า บนหน้าผากของอีกฝ่ายเหมือนมีคำว่า ‘มั่งคั่ง’ ส่องประกายวาววับอยู่
จีอู๋ซวง: “…”
รู้สึกปวดใจขึ้นมาในทันที!
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผู้ฝึกกระบี่ถึงได้ยากจนที่สุดในบรรดาผู้ฝึกตน
แม้แต่ในชาติก่อน นางบรรลุขั้นครึ่งเซียน แต่ก็ยังอับจนแทบไม่มีอะไรนอกจากกระบี่ของตนเอง
ไม่ได้การแล้ว ชาตินี้ต้องศึกษาวิถีอักขระให้จริงจัง นางจะไม่ยอมเป็นคนจนอีกต่อไป!
เฟิ่งอิ๋งตั้งใจจะสอนจีอู๋ซวงอย่างจริงจัง จึงไม่ได้ปิดบังความรู้อะไรไว้
แต่ปัญหาคือ จีอู๋ซวงอยากศึกษาวิถีอักขระค่ายกล ซึ่งเฟิ่งอิ๋งเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญนัก ความจริงแล้วนางมีความรู้เพียงน้อยนิดเท่านั้น
ระหว่าง ‘เดาแบบไร้หลักการ’ กับ ‘ปล่อยให้จีอู๋ซวงศึกษาด้วยตนเอง’ เฟิ่งอิ๋งจึงตัดสินใจเลือกทางหลัง
นางขุดคุ้ยจากคลังสมบัติของตน สุดท้ายก็เจอบันทึกของคนรู้จักคนหนึ่งแล้วโยนให้จีอู๋ซวง
“นี่เป็นบันทึกของสหายเก่าข้า เจ้าลองศึกษาด้วยตนเองก่อน หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจก็ค่อยถามข้า”
จีอู๋ซวงรับบันทึกมาไว้อย่างนอบน้อม แล้วเปิดออกดูด้วยความกระตือรือร้น ภายในไม่กี่อึดใจนางก็ดื่มด่ำกับข้อมูลในบันทึกอย่างลึกซึ้ง จนไม่ได้ตอบรับเสียงเรียกของเฟิ่งอิ๋งเลย
“…เจ้าหนู?”
“หรือว่า…นางเข้าสู่สภาวะบรรลุแล้วหรือ?” เฟิ่งอิ๋งเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ “การบรรลุเช่นนี้มันง่ายดายปานนี้เชียว?”
ด้วยความอยากรู้ นางจึงชะโงกหน้าเข้าไปดูบันทึกที่จีอู๋ซวงกำลังอ่าน ทว่าเมื่อ.มองดู ข้อความเหล่านั้นกลับเหมือนอักขระวาดเลอะเทอะไม่มีความหมาย
เฟิ่งอิ๋ง: “…”
อืม…เห็นทีวิถีอักขระค่ายกลนี่คงไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะฝึกได้
แค่ดูผ่านๆก็ทำให้นางปวดหัวแล้ว
เมื่อเห็นว่าเด็กสาวเข้าสู่สภาวะเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง เฟิ่งอิ๋งจึงไม่รบกวน ยกมือเบาๆ คว้าเอาสิ่งเล็กๆที่ซ่อนอยู่ในอาภรณ์ของจีอู๋ซวงออกมา
นางพบว่าเป็นเด็กตัวจิ๋วขนาดเท่าฝ่ามือที่กำลังนอนหลับสนิท ไม่ไหวติงแม้ถูกแกว่งตัวเบาๆ และอวัยวะทุกส่วนของเขาดูราวกับจะเปราะบางไร้พลัง ชีวิตกำลังรั่วไหลออกมาทีละน้อยจากร่างกายราวกับตะแกรงรั่ว
เฟิ่งอิ๋งจึงยื่นเด็กน้อยให้กับหุ่นเชิดวิญญาณเซียน แล้วสั่งให้นำเขาไปบำรุงในสถานที่ลับ
การที่เจ้าหนูคนนี้เก็บเด็กตัวจิ๋วนี้ไว้ใกล้ตัว แสดงว่านางให้ความสำคัญกับเขาเป็นอย่างยิ่ง หากเขาจากไป นางคงเสียใจไม่น้อย
และในเมื่อเด็กสาวคนนี้มาศึกษาวิถีอักขระค่ายกลกับนาง นั่นก็เท่ากับว่าถือเป็นศิษย์ครึ่งหนึ่งของนางไปแล้ว
การดูแลสัตว์เลี้ยงตัวเล็กๆของศิษย์ก็ถือเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งเช่นกัน
หุ่นเชิดเซียนรับตัวจูเหยียนไปอย่างนอบน้อม แล้วอุ้มเขาเข้าไปในมิติพิเศษภายในลูกแก้วเซียนหมื่นสรรพสิ่ง
เฟิ่งอิ๋งสะบัดแขนเสื้อพลิ้วไหว นั่งลงข้างจีอู๋ซวงด้วยท่าทีสบายๆ นาง.ยกมือลูบคาง มองเด็กสาวด้วยความสนใจ เห็นอีกฝ่ายตั้งใจอ่านอย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่ได้แสดงอาการเหน็ดเหนื่อยหรือทุกข์ทรมานใดๆ และยังอ่านไปด้วยความรวดเร็วผ่านไปทีละหน้า แสงสว่างรอบตัวสลับกันสว่างไสวไปตามการพลิกหน้ากระดาษ
เจ้าหนูนี่…เข้าใจจริงๆงั้นหรือ?
ไม่น่าจะเป็นไปได้นี่นา…
บทที่ 235: ห้ามใช้กระบี่ แล้วจะให้ใช้สิ่งใดแทน?
บันทึกเล่มนี้เคยเป็นของเซียนผู้สูงส่ง ‘เต้าหวินเซียนจุน’ ผู้เย่อหยิ่งไม่ยอมให้ผู้ใดอยู่เหนือกว่าเลื่องลือกันว่าเขาเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในวิถีอักขระค่ายกลแห่งสามพันโลกเบื้องบน บันทึกนี้จึงเป็นผลงานที่เขาทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อสร้างขึ้น แม้จะดูเหมือนแค่หนังสือเล่มบางๆ ทว่าแท้จริงแล้วกลับบรรจุกฎเกณฑ์แห่งเต๋าที่ลึกล้ำดุจมหาสมุทรอันไร้ขอบเขต หากผู้ฝึกวิถีค่ายกลคนใดได้แค่เหลือบมองก็อาจต้องใช้เวลาย่อยข้อมูลถึงพันปี
โชคชะตาทำให้บันทึกนี้ตกมาอยู่ในมือของเฟิ่งอิ๋ง แต่แล้วทำไมเจ้าหนูนี่ถึงเปิดอ่านได้รวดเร็วปานนั้น?
ขณะที่เฟิ่งอิ๋งกำลังสนใจเด็กสาว ก็พลันได้ยินเสียงดังมาจากระยะไกล นางยกมือสร้างเกราะป้องกันให้จีอู๋ซวงแล้วหันไปมอง พบว่าหุ่นเชิดเซียนกำลังอุ้มสัตว์ตัวเล็กๆเจ็ดแปดตัวมาทางนาง
นอกจากอสรพิษตัวเล็กที่คอยช่วยจีอู๋ซวงอาบน้ำแล้ว ยังมีแมวดำตัวน้อย สิ่งที่ดูเหมือนลูกไก่ขนปุกปุย ก้อนขนสีเหลืองตัวจิ๋ว มังกรตัวยาว เถาวัลย์เล็กๆและลูกจิ้งจอกอีกหนึ่งตัว
สัตว์เหล่านี้ดิ้นไม่ได้เลยเมื่ออยู่ในมือหุ่นเชิดเซียน ได้แต่ส่งเสียงร้องออกมาไม่หยุด มองแล้วรู้สึกว่าน่าเอ็นดูเป็นพิเศษ
เฟิ่งอิ๋งโบกมือเบาๆ สัตว์ตัวน้อยเหล่านี้ก็ถูกแรงบางอย่างผลักจนหมุนกลิ้งมาจนหยุดตรงหน้านาง
พวกมันกลิ้งไปมาเสียจนเละเทะไปหมด เจ้าแมวดำตัวน้อยถึงกับนอนหงายอวดท้องนุ่มๆ เฟิ่งอิ๋ง.อดใจไม่ไหวต้องยื่นมือไปลูบสักที
“เมี้ยว!” ใครกัน! ใครกันกล้าลวนลามข้า!
เฟิ่งอิ๋งอดขำไม่ได้ นางหัวเราะคิกคักแล้วใช้นิ้วจิ้มเจ้าแมวดำที่พยายามทรงตัว ทำให้มันแทบเซไปอีกครั้ง “เจ้าแมวน้อยหย่านมแล้วหรือไม่ เจ้าหนูไป๋”
ไป๋เย่หันมาเห็นใบหน้าของเฟิ่งอิ๋งเต็มตา
คิ้วเรียวยาว ดวงตาดุจท้องฟ้ายามรัตติกาล ความงามล้ำประหนึ่งจันทราสุกสว่างแสนโดดเด่น
“เมี้ยวๆๆ!” เจ้าเป็นใครกัน? แล้วที่นี่ที่ไหน?
เฟิ่งอิ๋งเอียงคอแล้วหัวเราะ “ข้าคืออาจารย์ครึ่งหนึ่งของเจ้าหนูนั่น และที่นี่คือลูกแก้วเซียนหมื่นสรรพสิ่ง”
เฟิ่งเลี่ยนรีบจิกหัวไป๋เย่ให้ตั้งสติ มันมองกลับไปแล้วพบว่าจีอู๋ซวงกำลังฝึกวิชาใน ‘เกราะป้องกัน’ รอบกายของนางมีอักขระเต๋าปรากฏขึ้นราวกับมีชีวิตโลดแล่นอยู่บนท้องฟ้า
เห็นเช่นนี้ เฟิ่งอิ๋งก็.อดชื่นชมไม่ได้ “สมแล้วที่เป็นศิษย์ข้า พรสวรรค์ของนางยอดเยี่ยมยิ่ง...เต้าหวินเซียนจุนกล้าใช้อักขระเต๋าตั้งเป็นนาม เห็นทีจะอวดดีเกินไป อักขระเต๋านั้นควรเป็นของศิษย์ข้าจึงจะเหมาะ”
เหล่าสัตว์ตัวน้อย: “???”
อะไรกัน ท่านดื่มมากี่จอกกัน ถึงได้อวยศิษย์ตนเองขนาดนี้?
ช่างหน้าหนาจริงๆ!
แต่เฟิ่งอิ๋งนั้นเป็นถึงจักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆาที่ขึ้นชื่อเรื่องรักใครชอบใครก็ชัดเจนที่สุด หากรู้สึกว่าใครดี ก็ย่อมถือว่าดีเยี่ยมที่สุด หากรู้สึกว่าใครไร้ค่า ต่อให้เป็นเด็กบริสุทธิ์ นางก็พร้อมจะทิ้งได้โดยไม่ลังเล
นางไม่เคยกลัวหากคนอื่นจะรู้ว่าตนนั้นโหดเหี้ยม เพราะนิสัยของนางเป็นเช่นนี้มาแต่ต้น
และยามนี้นางชื่นชมจีอู๋ซวง เช่นนั้นจีอู๋ซวงก็ย่อมเป็นคนที่ดีที่สุดสำหรับนาง
เฟิ่งอิ๋งมองดูจีอู๋ซวงพลางส่งหุ่นเชิดเซียนไปเตรียมหยกวิญญาณและผลเซียน แล้วตบปุๆลงบนเตียงนุ่มดุจเมฆอันอ่อนนุ่มข้างตัวเบาๆ “พวกเจ้ามัวแต่ยืนจ้องทำไมกัน มานั่งสิ กินดื่มแล้วมาดูด้วยกันเถิด”
สัตว์น้อยๆทั้งหลายเดิมทีมีท่าทีระมัดระวังอยู่บ้าง แต่บนโต๊ะเซียนมีแต่สมบัติล้ำค่า ส่งกลิ่นหอมลอยฟุ้งไปทั่ว ทั้งยังสอดคล้องกับรากวิญญาณและสายเลือดของพวกมันจน.อดใจไม่ไหว ในที่สุดพวกมันก็ทยอยมานั่งลงข้างๆ เฟิ่งอิ๋งที่กำลังหยอกล้อพวกมันอย่างสนุกสนาน
เมื่อจีอู๋ซวงเสร็จสิ้นการบรรลุเข้าสู่สภาวะขั้นสูง ก็ได้เห็นภาพที่แสนหรูหราฟุ่มเฟือยอยู่เบื้องหน้า
เฟิ่งอิ๋งเอนกายอยู่บนเตียงนุ่มดุจเมฆ กอดแมวดำตัวอ้วนขนมันเงาไว้ในอ้อมแขน อีกมือหนึ่งลูบเฟิ่งเลี่ยนขนสีดำวาวแปลกตา แขนข้างหนึ่งของนางมีมังกรกุ้ยโถวตัวเล็กนอนขดพันอยู่ ส่วนอีกข้างมีอสรพิษสลิลนอนอยู่ใกล้ๆ
และที่ปลายเท้าของนาง มีจิ้งจอกเพลิงหกหางนอนอวดพุง แถมตอนนี้มันยังงอกหางเพิ่มเป็นเจ็ดหางแล้วด้วย แม้แต่จินถงจื่อก็มีรัศมีทองคำเปล่งประกายออกมาทั้งตัว ทำให้สมกับเป็นเด็กทองคำอย่างแท้จริง
สิ่งเดียวที่ดูไม่มีการเปลี่ยนแปลงคงจะเป็นเถาวัลย์ตัวน้อย แต่ดอกเล็กๆที่บานอยู่ทั่วตัวก็บ่งบอกได้ดีถึงความรื่นเริงของมัน
จีอู๋ซวง: “???”
ข้าแค่นั่งสมาธิฝึกวิชาแป๊บเดียวเท่านั้นเองนะ?
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
จะเปิดศาลเจ้ากันเลยหรือไร?
เฟิ่งอิ๋งหรี่ตาขึ้นพลางหาวอย่างเกียจคร้าน เอ่ยเสียงเอื่อยเฉื่อยว่า “ในที่สุดเจ้าก็จบการบรรลุแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง? ได้อะไรบ้างหรือไม่?”
จีอู๋ซวงพยักหน้าอย่างจริงใจ “เจ้าค่ะ ได้รับประโยชน์มามากมายเลย”
เฟิ่งอิ๋งยิ้มพอใจ ก่อนจะลุกขึ้นและปลดสัตว์น้อยๆทั้งหลายออกจากตัวทีละตัว พลางเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “เป็นอย่างไรเล่า? อาจารย์ผู้นี้ของเจ้าไม่เลวเลยใช่ไหม?”
จีอู๋ซวงถึงกับนึกขันปนระอาใจ ระดับจักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆา แต่ทำไมท่าทีถึงได้เหมือนเด็กๆแบบนี้กันนะ?
“ใช่แล้ว ท่านเก่งกาจมากเลยเจ้าค่ะ!”
“แล้วเมื่อเทียบกับอาจารย์คนอื่นๆของเจ้า ข้าเก่งกว่าหรือไม่?”
จีอู๋ซวงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบตามจริง “อาจารย์ทั้งหลายช่วยชีวิตข้ามาจากความตาย เลี้ยงดูข้าให้เติบใหญ่ ปกป้องและสอนให้ข้าเติบโต ไม่ว่าเมื่อใด พวกเขาก็จะเป็นบุคคลที่เก่งกาจที่สุดในใจข้าเสมอ”
เฟิ่งอิ๋งเห็นความจริงจังในแววตาของจีอู๋ซวงก็รู้สึกแปลกๆขึ้นมา นางฮึดฮัดเล็กน้อย “เจ้าเด็กน้อย เอาเถอะ ข้าจะไม่ถือสา แล้วเจ้าพร้อมแล้วหรือไม่?”
จีอู๋ซวงงุนงง “พร้อมสำหรับอะไรหรือเจ้าคะ?”
“แน่นอนว่าพร้อมจะฝึกวิชา” เฟิ่งอิ๋งกำมือข้างหนึ่งเบาๆ ทำให้ทุกอย่างรอบตัวที่เคยดูราวกับแดนสวรรค์กลายเป็นสนามฝึกฝน นางเลิกคิ้วขึ้นด้วยความท้าทาย “จำไว้ว่าตั้งแต่ยามนี้ ห้ามใช้กระบี่”
จีอู๋ซวงถึงกับตกตะลึง “ห้ามใช้กระบี่ แล้วจะให้ข้าใช้สิ่งใดแทนเจ้าคะ?”
เฟิ่งอิ๋งก้าวเท้าอย่างสง่างาม เปลวไฟมหาศาลพลันพลุ่งพล่านขึ้นรอบกายนาง คล้ายเทพสงครามที่ฟื้นคืนจากเปลวเพลิง
“แน่นอนว่าเจ้าต้องใช้ค่ายกลอักขระเพื่อต่อสู้”
จีอู๋ซวงยืนนิ่งอึ้ง…ค่ายกลอักขระสามารถใช้ในการต่อสู้ได้ด้วยหรือ?! ไม่ได้ล้อเล่นกันใช่หรือไม่?
เฟิ่งอิ๋งยิ้มมุมปากเบาๆ “เจ้าหนู เตรียมดูให้ดี อาณาจักรของค่ายกลอักขระนั้นกว้างไกลเกินกว่าเจ้าจะคาดถึง…”
วิถีค่ายกลอักขระของเฟิ่งอิ๋งแม้จะไม่สมบูรณ์ แต่ในด้านการต่อสู้ นางเชี่ยวชาญอย่างยิ่ง เพราะนางใช้มันเพื่อบุกโจมตีและสังหารล้วนๆ!
จีอู๋ซวงเห็นอีกฝ่ายร่ายอักขระด้วยมือท่าเดียวกับที่อยู่ในบันทึก เป็นท่า ‘อักขระอสนีบาต’
เฟิ่งอิ๋งรวบอักขระนั้นไว้ที่ฝ่ามือแล้วปล่อยออกมา
สายฟ้าพุ่งตรงเข้ามาทันที!
เปรี้ยง!
เบื้องหน้าจีอู๋ซวงเกิดพลังระเบิดรุนแรงจากสายฟ้า มันรุนแรงเสียจนเกือบทำให้นางกระเด็น
โดยทั่วไปแล้ว ผู้ฝึกตนไม่ว่าจะอยู่ในขั้นใด หากจะเรียกสายฟ้ามาใช้ต้องผ่านกระบวนการซับซ้อน ดึงพลังวิญญาณเข้ามาก่อนจากนั้นจึงเรียกสายฟ้าเข้าโจมตี ผู้ฝึกตนระดับต่ำเรียกสายฟ้าธรรมดา ส่วนยอดฝีมือสามารถดึงสายฟ้าแห่งความพินาศได้
แต่สายฟ้าของเฟิ่งอิ๋ง…กลับเป็นสายฟ้าที่สื่อสารกับฟ้าดินโดยตรง ไม่แม้แต่จะดึงพลังตนเองออกมาใช้?!
“จะมัวยืนนิ่งอะไรอีก ระวังโดนฟาดเอานะ!”
สายฟ้าสองสามสายพุ่งมาอีกครั้ง ทำให้จีอู๋ซวงต้องวิ่งก้มหัวหลบสายฟ้ากระจัดกระจาย
เมื่อไม่สามารถใช้กระบี่ได้ จีอู๋ซวงก็รู้ตัวว่าตนแทบไร้พลังป้องกัน
เฟิ่งอิ๋งขมวดคิ้วเอ่ยเสียงเยือกเย็น “จะหลบทำไม เจ้าก็อ่านบันทึกของเต้าหวินเซียนจุนแล้วมิใช่หรือ? ลุกขึ้น! สู้กลับสิ! เต้าหวินเซียนจุนยังทำได้ เจ้าก็ต้องทำได้ด้วย พรสวรรค์ของเจ้ายังเหนือกว่าเขาเสียอีก เร็วเข้า รีบสู้กลับ!”
จีอู๋ซวงแทบอยากจะสบถ.ออกมาเต็ม.อก นางจะเก่งขนาดเต้าหวินเซียนจุนเพียงแค่อ่านตำราไม่กี่หน้าจริงหรือ? ถ้าอย่างนั้นนางคงกลายเป็นเซียนไปแล้ว!
ขณะที่นางพยายามหลบเลี่ยง เฟิ่งอิ๋งก็ใช้วิชา ‘เสียงบังทิศ’ กักทางหลบหลีกของนางไว้ได้ในที่สุด และฟาดสายฟ้าใส่จีอู๋ซวงจนไหม้เกรียมทั้งภายนอกและภายใน…
ใบหน้าของจีอู๋ซวงมอมแมม ผมชี้ฟูและหงิงงอ.จนดูน่าขัน
จีอู๋ซวง: “…”
นางทั้งโกรธและหงุดหงิด จึงลองใช้มือวาดอักขระตามที่เฟิ่งอิ๋งทำ เพื่อจะดึงพลังฟ้าดินมาใช้บ้าง แต่ผลคือไม่ได้อะไรเลย อีกทั้งยังโดนสายฟ้าฟาดลงมาอีกครา
เมื่อการ ‘ฝึกซ้อม’ ครั้งแรกจบลง จีอู๋ซวงก็ล้มลงนอนบนพื้นจนแทบไม่เหลือแรง นางจำไม่ได้แล้วว่าโดนฟาดไปกี่ครั้ง
เหลือจะเชื่อเลยจริงๆ!
บทที่ 236: หากเจ้าไม่มา ถือว่าเป็นลูกหมา
จีอู๋ซวงนอนหายใจหอบอยู่บนพื้น ขณะที่เฟิ่งอิ๋งเดินเข้ามาด้วยท่าทีสบายๆ ไม่มีแม้แต่ผมสักเส้นที่ยุ่งเหยิง นางใช้ปลายเท้าเขี่ยข้อเท้าของจีอู๋ซวงเบาๆ
“อย่าลืมสิ เจ้าสัญญาไว้แล้วว่าจะทำอาหารให้ข้า ข้าจะเอาเมล็ดแตงโมคั่ว”
จีอู๋ซวง: “???”
นี่ท่านเป็นจักรพรรดินีจริงหรือ? นี่มันราชาปีศาจชัดๆ!
นางเหนื่อยแทบตายอยู่แล้ว ยังไม่ปล่อยนางไปอีก!!
แต่พอเงยขึ้นมองดวงตาแฝงรอยขบขันของเฟิ่งอิ๋ง จีอู๋ซวงก็เข้าใจทันทีว่านี่คือการ ‘เอาคืน’ ที่นางเคยพูดว่าอาจารย์คนอื่นเก่งที่สุดในใจนาง
จีอู๋ซวงแทบอยากร้องไห้ ท่านอาฆาตแค้นเกินไปหรือไม่!
จีอู๋ซวงกัดฟันลุกขึ้นยืน “คั่ว คั่วเลยเจ้าค่ะ ข้าจะคั่วให้ท่านเดี๋ยวนี้แหละ!”
เฟิ่งอิ๋งยิ้มพอใจ เห็นใบหน้ากลมๆของจีอู๋ซวงบูดบึ้งด้วยความไม่พอใจ นางก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปหยิกแก้มเล่น “ลำบากเจ้าแล้วนะ เด็กน้อยของข้า”
จีอู๋ซวงอดทนที่จะกลอกตาด้วยความระอาใจ พลางคิดในใจว่าหากวันหนึ่งนางเชี่ยวชาญวิถีอักขระค่ายกลขึ้นมา นางจะใช้สายฟ้าฟาดใส่เจ้านั่นทุกวัน!
เมื่อเริ่มคั่วเมล็ดแตงโม เฟิ่งอิ๋งก็เห็นหม้อขนาดใหญ่ของจีอู๋ซวง จึงจ้องมองด้วยความสนใจ
นางพยักหน้าเบาๆ “หม้อคั่วของเจ้านี้ใช้ได้ทีเดียว ไว้ข้าจะตีหม้อใหม่ให้เจ้าเอง”
จีอู๋ซวงเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจขณะที่มือก็ยังคั่วอยู่ “ท่านยังตีอาวุธได้ด้วย?”
เฟิ่งอิ๋งเชิดหน้าเล็กน้อยด้วยความภาคภูมิใจ “ข้าบอกเจ้าแล้วว่าข้าทำอะไรได้ตั้งมาก จะปรุงโอสถหรือหลอมอาวุธข้าก็ทำได้ทั้งนั้น เป็นอย่างไรเล่า เริ่มศรัทธาข้าขึ้นมาหรือยัง?”
จีอู๋ซวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกำลังปลอบเด็ก “ใช่ ใช่ ท่านเก่งที่สุดแล้ว”
เฟิ่งอิ๋ง: “?”
แม้จะรู้สึกว่าเจ้าหนูจีอู๋ซวงพูดแบบมีเลศนัย แต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายยอมรับในฝีมือของตนแล้ว นางจึงไม่ถือสาอะไร
“คั่วดีๆนะ ข้าอยากได้แบบเคลือบน้ำตาล”
นี่ท่านยังจะสั่งรสชาติอีกหรือ?
“รู้แล้วเจ้าค่ะ”
เมื่อกลิ่นคั่วเมล็ดแตงโมเริ่มหอมฟุ้ง เฟิ่งอิ๋งอดใจไม่ไหวถึงกับแอบหยิบมาชิม แต่ถูกจีอู๋ซวงตีมือเบาๆ
“อย่าเพิ่งนะเจ้าคะ ระวังจะลวกมือเอา”
เฟิ่งอิ๋งพยักหน้ายิ้มๆ ทว่าแม้ปากจะรับคำ แต่ก็ยังลอบหยิบเข้าปากอย่างรวดเร็ว
จีอู๋ซวง: “...”
จักรพรรดินีที่ไหนกัน นี่มันเด็กน้อยชัดๆ!
…….
หลังได้กินเมล็ดแตงโมคั่ว เฟิ่งอิ๋งก็พอใจยิ่งนัก นางจึงเรียกจีอู๋ซวงกลับมาฝึกฝนต่อ จีอู๋ซวงจากที่แรกเริ่มทำได้แค่หลบหลีกสายฟ้าอย่างทุลักทุเล ก็ค่อยๆเริ่มอ่านทิศทางการโจมตีได้อย่างรวดเร็ว ในที่สุดนางก็หลบสายฟ้าได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ทันทีที่นางทำได้ เฟิ่งอิ๋งก็พลันเปลี่ยนเป็นอักขระไฟ
จีอู๋ซวง: “…”
ครั้นมองดูฝนเพลิงดุจดาวตกที่พุ่งลงมาทั่วผืนฟ้า จีอู๋ซวงอดคิดไม่ได้ว่า “ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย!”
ว่ากันว่าเวลาในภูเขาหยุดนิ่งไม่มีใครล่วงรู้ เหมันตฤดูมาเยือนและล่วงเลยผ่านไป เฟิ่งอิ๋งเพลิดเพลินกับการฝึกสอนจีอู๋ซวงจนเวลาผ่านไปโดยไม่ทันรู้ตัว จนกระทั่งได้ยินเสียง ‘ข้อความ’ จากเฟิ่งเจินลูกสาวของนาง นั่นจึงทำให้รู้ว่านางหายตัวไปนานถึงหนึ่งเดือนแล้ว
[ท่านแม่ ท่านเจอเรื่องอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ ลูกเป็นห่วงท่านเหลือเกิน…ท่านยังอยู่ที่แดนเทียนหลานหรือไม่? ไม่ต้องห่วงลูกนะเจ้าคะ ท่านแม่กลับมาเถอะ ลูกคิดถึงท่านมาก]
เสียงอ่อนหวานของเฟิ่งเจินทำให้เฟิ่งอิ๋งเผยยิ้มอ่อนโยน นางกดเสียงเบาลงขณะตอบกลับไป
จีอู๋ซวงได้ยินเสียงฝ่ายนั้นเรียกว่า ‘ท่านแม่’ ก็รู้ตัว จึงรีบเดินเลี่ยงไปด้านข้าง ปล่อยให้แม่ลูกได้สนทนากันตามลำพัง
แม้ไม่ได้ยินบทสนทนา แต่แค่เห็นสีหน้าอ่อนโยนของเฟิ่งอิ๋ง จีอู๋ซวงก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายรักลูกสาวมากเพียงใด
นี่สินะ…ความรักของแม่
ชั่วขณะนั้น จีอู๋ซวงพลันนึกถึงตัวเองขึ้นมา
ชาติก่อน นางเป็นแค่อาวุธที่อยู่ในมือของ ‘บิดามารดา’ และครอบครัว
ส่วนในชาตินี้ นางเป็นเพียงแค่ลูกที่ถูก ‘บิดามารดา’ ทอดทิ้ง
สายใยที่ควรแน่นแฟ้น กลับกลายเป็นบางเบา…
แต่หากจะบางก็ช่างมันเถิด เพราะแม้จะไร้สายเลือดจากญาติพี่น้อง แต่กลับมีครอบครัวที่รักและผูกพันดุจสายเลือดมากมายเกินพอ
นางจึงไม่รู้สึกเสียใจเลยสักนิด
หลังจากปลอบใจเฟิ่งเจินเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งอิ๋งก็หันมามองจีอู๋ซวงที่นั่งอยู่ใต้เถาวัลย์โบราณ ดวงตาจ้องมองท้องฟ้าอย่างเงียบงัน ปราศจากความรู้สึกใดๆ
แม้นางจะนั่งหลังตรงเรียบร้อย.งดงามเช่นเคย แต่กลับมีความหมองเศร้าเล็กน้อยที่ไม่อาจบรรยายออกมาได้
เฟิ่งอิ๋งเคลื่อนกายไปยืนเคียงข้างจีอู๋ซวง แล้วเคาะศีรษะเด็กสาวเบาๆ “เจ้าจับค่ายกลอักขระได้แค่ไหนแล้ว?”
จีอู๋ซวงมองเฟิ่งอิ๋งอย่างจริงจัง “ท่านจะกลับแล้วใช่ไหมเจ้าคะ?”
เฟิ่งอิ๋งพยักหน้า น้ำเสียง.อบอุ่นเอ่ยด้วยความเอ็นดูที่ปิดไม่มิด “ลูกสาวข้าคิดถึงข้าแล้ว คงต้องกลับไปแล้วล่ะ”
จีอู๋ซวงก็พยักหน้าเช่นกัน “หากข้าพบตัวคนร้าย ข้าจะติดต่อท่านไปแน่นอน”
เฟิ่งอิ๋งนั่งลงข้างๆ พิงเถาวัลย์โบราณอย่างสง่างาม ปล่อยเส้นผมสยายลงดั่งสายน้ำตก แสงแดดอ่อนๆสาดผ่านใบหน้าของนาง ดูราวกับภาพวาดอัน.งดงาม
“แค่นั้นเองหรือ?”
“แล้วยังมีอะไรอีกหรือเจ้าคะ?”
เฟิ่งอิ๋งยิ้มมุมปาก ก่อนจะยื่นมือไปบีบแก้มจีอู๋ซวงแรงขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “เจ้าเด็กไร้หัวใจ ข้าฝึกสอนเจ้าอยู่ตั้งเป็นเดือน จะให้ข้าเป็นอาจารย์เต็มตัวก็ไม่ได้ เป็นได้แค่ครึ่งหนึ่งก็ยังดี เจ้าไม่มีอะไรจะพูดกับข้าบ้างเลยหรือ?”
จีอู๋ซวงลูบแก้มที่แดงด้วยความเจ็บนิดๆ เอ่ยอย่างขบขันว่า “ท่านว่ามาเลยดีกว่าเจ้าค่ะ”
“เมื่อเจ้าบรรลุและทะลวงไปถึงสามพันโลกเบื้องบนนั้นแล้ว จำไว้ว่าต้องมาเยือนแดนหมื่นเมฆาของข้าด้วย เข้าใจหรือไม่?”
“ไปทำไมหรือเจ้าคะ?”
“แน่นอน ข้าจะได้ตรวจสอบว่าเจ้าตั้งใจฝึกหรือไม่ แอบอู้บ้างหรือไม่ หรือว่าทำให้ชื่อเสียงของข้าเสื่อมเสีย” เฟิ่งอิ๋งเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
จีอู๋ซวงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับไปว่า “ร่างวิญญาณทมิฬอย่างข้า การจะฝึกฝนจนทะลวงไปถึงขั้นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย…”
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องรากวิญญาณอันแปลกประหลาดที่อยู่ในร่างของจีอู๋ซวง นับแต่ที่นางเริ่มมีพลังมากขึ้น รากวิญญาณไฟและไม้ในร่างกลับยิ่งดูดกลืนพลังทุกอย่างราวกับไม่รู้จักอิ่ม แม้แต่เจ้าตัวภูตโคลนดิน (ตัวตนจากการตระหนักรู้ที่ก่อกำเนิดจากความโกลาหลซึ่งจองจำอาจารย์ของนางไว้) แถมยังเคยบอกว่ามันรู้วิธีถอดรากวิญญาณปรสิต แต่ก็ไม่รู้ว่าจะจริงหรือไม่
แต่ตอนนี้ภูตโคลนดินนั่นก็หายไปแล้ว เรื่องนี้ยิ่งหาคำตอบได้ยากเข้าไปใหญ่
“ไม่ง่ายแล้วเจ้ากลัวหรือ?” เฟิ่งอิ๋งย้อนถาม
“ข้าย่อมไม่กลัว”
“ไม่กลัวก็ดี ข้าจะรอเจ้าที่แดนหมื่นเมฆา” เฟิ่งอิ๋งยิ้มกว้าง แววตาเปล่งประกายอ่อนโยน พลางยื่นมือไปหาจีอู๋ซวง “มาตีมือสัญญากับข้า หากเจ้าไม่มา ถือว่าเป็นลูกหมา”
จีอู๋ซวง: “…”
นี่มันเด็กน้อยจริงๆ!
จีอู๋ซวงยอมตีมือสาบานไปด้วย และถูกเฟิ่งอิ๋งยกตัวขึ้นอย่างไม่ลังเลพลางยิ้มกริ่ม “มาต่อกันหน่อยเถอะ ข้ายังมีเวลาอีกหน่อย ข้าจะเพิ่มความเข้มข้นในการใช้ค่ายกลอักขระให้เจ้าเอง”
ประกายในแววตาจีอู๋ซวงก็ติดไฟขึ้นมาเช่นกัน “มาเลยเจ้าค่ะ”
ทั้งสองสู้กันอย่างดุเดือดอีกครั้งจนกระทั่งจีอู๋ซวงเหนื่อยล้าจนยกแขนไม่ขึ้น นางทิ้งตัวลงนอนบนพื้นในท่ากางแขนกางขาและหลับลึกไป
เฟิ่งอิ๋งแย้มยิ้ม ปราณพัดแผ่วเบาให้คลุมตัวจีอู๋ซวงด้วยเสื้อคลุม ก่อนจะหายไปจากความว่างเปล่า
นกน้อยบินอยู่บนผืนฟ้า วิหคและอสูรเทพต่างหายไปเช่นเดียวกับเหล่าหุ่นเชิด เงาของแดนสรวงสวรรค์ก็มลายสิ้น แม้แต่เสื้อคลุมที่ห่มตัวจีอู๋ซวงก็ไร้พลังวิญญาณ กลายเป็นเพียงเสื้อผ้าธรรมดา
เมื่อจีอู๋ซวงตื่นขึ้นก็รู้สึกเหมือนทุกสิ่งเป็นเพียงความฝัน แต่ก็แน่ใจว่ามันไม่ใช่ นางเก็บเสื้อคลุมด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะเห็นเจ้าพวกตัวน้อยข้างๆ แต่ละตัวอ้วนพี ขนเป็นมันเงา แม้แต่จูเหยียนก็ฟื้นขึ้นมาแล้ว
“จูเหยียน เจ้าหายดีแล้วหรือ?”
“ใช่ ข้าตื่นมาสามวันแล้ว”
หลังจากที่ตื่นขึ้นมา จูเหยียนก็เฝ้าจีอู๋ซวงอยู่ถึงสามวัน
จีอู๋ซวงพลันยิ้มกว้าง ความรู้สึกโศกเศร้าที่เฟิ่งอิ๋งจากไปก็จางหายลงไปบ้าง นางรวบเอาเจ้าตัวน้อยทั้งหลายมากอดลูบไล้อย่างรักใคร่ สุดท้ายก็ยกจูเหยียนขึ้นมาตรวจดูอย่างละเอียด
“ทำไมถึงฟื้นตัวได้ไวขนาดนี้เล่า?”
จูเหยียนไม่ได้ปิดบัง ตอบอย่างสัตย์ซื่อ “ก็เพราะสมบัติของท่านผู้นั้นนั่นแหละ”
จีอู๋ซวงอึ้งไปเล็กน้อย พึมพำกับตัวเองว่า “ข้าลืมขอบคุณนางเลย”
บทที่ 237: ข้าพูดอะไรผิดไปหรือ?
จูเหยียนที่ถูกจีอู๋ซวงหยิกแก้มจนแดงก็ยังยืนอยู่อย่างสงบนิ่งในฝ่ามือของนาง เขาเอ่ยเบาๆว่า “ที่จริงแล้ว นางควรจะเป็นฝ่ายขอบคุณเจ้ามากกว่า ความสุขยากจะหาซื้อได้ นางหัวเราะยิ้มแย้มจนเห็นฟันขาวทุกวัน นั่นเป็นเพราะเจ้าเลยนะ”
“แต่ถึงอย่างไรข้าก็ควรขอบคุณนาง”
ทว่าก่อนอื่น นางต้องทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้เสียก่อน
จีอู๋ซวงลุกขึ้น ยัดจูเหยียนน้อยเข้ากระเป๋าที่หน้า.อกของนาง ก่อนจะเก็บเจ้าตัวน้อยทั้งหมดเข้ามิติ แล้วปรับเปลี่ยนรากวิญญาณจาก ‘กระบี่ไร้พ่าย’ ให้กลับมาเป็นศิษย์สำนักอวิ๋นหลาน เตรียมมุ่งหน้ากลับสำนัก
เนื่องจากนางสัญญากับเฟิ่งอิ๋งไว้ว่าจะตามหาตัวคนร้ายให้พบ นางจึงต้องไปยังแดนมารสักครั้ง เพราะเป็นไปได้สูงว่าฆาตกรคนนั้นก็คือโม่หลานอี ซึ่งน่าจะหลบซ่อนอยู่ในแดนมาร
ขณะที่จีอู๋ซวงกำลังคิดคำนวณแผนการในใจ เสียงเตือนจากวิถีสวรรค์ก็ดังขึ้น
[จีอู๋ซวง ข้าว่ามีบางอย่างไม่ปกตินะ...]
‘อะไรหรือที่ว่าไม่ปกติ?’
[เมื่อครู่เหมือนมีบางสิ่งทะลุมิติข้ามมาที่นี่ แต่ไม่รู้ว่าทำไมกลับจากไปอย่างเร่งรีบ]
ทะลุมิติข้ามมาแล้วจากไปเหมือนแค่ล้อเล่นงั้นหรือ?
‘หรือจะเป็นจักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆา?’
[ไม่ ไม่ใช่…] วิถีสวรรค์มีท่าทีตื่นตระหนก [หรือว่าจะมีใครหมายตาข้าเข้าแล้ว? ข้ายังเป็นเด็กอยู่เลยนะ! ไม่เอารักแบบบังคับจะได้ไหม!]
ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การสังหาร และการยึดครองก็ล้วนเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป หากเป็นเมื่อก่อน แดนเทียนหลานคงคิดว่าตนเป็นเพียงแค่สถานที่ที่ไม่มีใครสนใจ แต่ตอนนี้พลังฟื้นฟูแล้ว กฎธรรมชาติก็แข็งแกร่งขึ้น ใครจะรู้ว่าจะมีใครอยากครอบครองบ้างหรือไม่?
จีอู๋ซวง: ‘…’
นี่แอบไปดูหนังสือที่นางเขียนส่งให้ท่านอาจารย์หรืออย่างไร?
วิถีสวรรค์ในร่างจีอู๋ซวงยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ ช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก จึงกัดฟันสั่งการไปว่า [จีอู๋ซวง เจ้ารีบไปบอกทุกคนให้ฝึกให้เต็มที่นะ! ทุกคนต้องทะลวงขึ้นไปให้ได้ ข้าต้องแข็งแกร่งกว่านี้!]
จีอู๋ซวงพยักหน้าตอบ.ตกลง ทั้งยังปลอบใจและเร่งฝีเท้าต่อไป ‘ไม่ต้องกังวล ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นอีกมากแน่นอน’
[เจ้าต้องคอยปกป้องข้าด้วยนะ]
‘ได้เลย ข้าจะปกป้องท่านแน่นอน’
[ฮือฮือฮือ จีอู๋ซวง เจ้าดีที่สุดเลย…]
‘หยุดร้องได้แล้ว น้ำมูกท่านเลอะเต็มทะเลจิตข้าไปหมดแล้ว…’
[ข้าเป็นวิถีสวรรค์! จะมีน้ำมูกได้อย่างไร!]
‘อา ท่านนี่จริงๆเลย…’
……
ในขณะที่จีอู๋ซวงไม่รู้ตัวเลยว่าที่วังหลวงในแดนหมื่นเมฆา ยามนี้มีสตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ด้วยความกระวนกระวายใจอย่างยิ่งเพราะการปรากฏตัวของจีอู๋ซวง
หญิงผู้นั้นอยู่ในชุดผ้าแพรไหมสีเงินสลับเข้มงดงามประณีตซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ นางเป็นถึงมือขวาของจักรพรรดินี จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นบุคคลผู้มีอำนาจสูงสุดรองจากจักรพรรดินีเพียงหนึ่งเดียวในแดนหมื่นเมฆา
ดวงตาของนางแฝงไว้ซึ่งความหวาดกลัวที่ยากจะอธิบาย เอาแต่พึมพำกับตัวเองไม่หยุด
"ทำไม…ทำไมนางยังไม่ตาย!!!"
"ทำไมนางยังมีชีวิตอยู่!!!"
"เป็นไปไม่ได้…"
นางแน่ใจว่านางได้ควักกระดูกวิญญาณของอีกฝ่ายออกและโยนร่างลงไปที่หน้าผาฝังวิญญาณแล้ว ไม่น่าจะรอดมาได้…ไม่น่าเป็นไปได้เลย…
ยิ่งไปกว่านั้น จักรพรรดินีเฟิ่งอิ๋งก็เพิ่งไปที่ดินแดนเทียนหลานมา หรือว่า…พบเด็กนั่นแล้วหรือ? หรือว่าจำได้แล้ว?
"อาจื่อ เจ้ามาทำอะไรที่นี่?"
ทันใดนั้น เสียงเรียบเย็นของใครบางคนก็ทำลายความคิดฟุ้งซ่านของนาง เฟิ่งจื่อเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ ก่อนจะพบว่าเฟิ่งอิ๋งกำลังก้าวเข้ามาภายในท้องพระโรง รอยยิ้มระบายอยู่บนใบหน้า ยิ้มแย้มอย่างเบิกบานใจ ซึ่งเป็นรอยยิ้มที่เฟิ่งจื่อไม่เคยเห็นมาก่อน
รอยยิ้มนั้น…ทั้งผ่อนคลายและสบายใจ
ใจของเฟิ่งจื่อดุจจมลงไปในเหวลึกทันที
อีกฝ่ายดีใจเรื่องอะไร? เจอเด็กนั่นแล้วหรือ?
เมื่อเห็นเฟิ่งจื่อไม่ได้ตอบคำถาม สีหน้าเฟิ่งอิ๋งจึงเปลี่ยนไปและเอ่ยด้วยความกังวล “หรือว่าเจินเจินมีปัญหา?”
ไม่แปลกที่เฟิ่งอิ๋งจะคิดไปเช่นนั้น เนื่องจากเฟิ่งจื่อในฐานะนางข้าหลวงที่มีอำนาจสูงสุด มักได้รับหน้าที่ดูแลเฟิ่งเจินแต่เพียงผู้เดียว แตกต่างจากนางข้าหลวงคนอื่นๆ
เฟิ่งจื่อรู้ตัวว่าตนแสดงความลุกลี้ลุกลนเกินไป จึงรีบตอบกลับไปว่า “ใช่แล้วเพ.คะ องค์หญิงคิดถึงฝ่าบาทเหลือเกินเพ.คะ”
เดิมทีเฟิ่งอิ๋งตั้งใจจะกลับไปยังตำหนักของนางเพื่อชำระล้างกลิ่นอายจากแดนเทียนหลานและเปลี่ยนเครื่องทรงก่อนจะไปหาบุตรสาว แต่ตอนนี้นางไม่รอช้าแล้ว รีบตรงไปยังตำหนักของเฟิ่งเจินทันที
เฟิ่งจื่อเองก็ตามติดไป และภาพที่เฟิ่งอิ๋งเห็นก็คือเฟิ่งเจินกำลังนั่งดื่มชาศักดิ์สิทธิ์และชมบุปผาอยู่กับคนอื่นๆอยู่อย่างสบายใจ
เฟิ่งอิ๋งถึงกับชะงักและหันไปมองเฟิ่งจื่อด้วยสายตาแคลงใจ ที่แท้บุตรสาวของนางไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยนี่?
เฟิ่งจื่อรีบกล่าวว่า “องค์หญิงคิดถึงฝ่าบาทมากเพ.คะ หม่อมฉันกลัวว่าหากปล่อยให้ซึมเศร้าแล้วจะส่งผลต่อการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ จึงเชิญคนมาคอยอยู่เป็นเพื่อนเพ.คะ”
เฟิ่งอิ๋งพยักหน้ารับ “อืม เจ้าทำได้ดีมาก”
เมื่อเฟิ่งเจินเห็นมารดาแล้วก็เบิกบานใจ รีบก้าวเข้าไปกอดนางแน่นประหนึ่งนกน้อยโผคืนรัง “ท่านแม่ ในที่สุดท่านก็กลับมา ลูกเป็นห่วงท่านมาก…”
เฟิ่งอิ๋งลูบศีรษะของเฟิ่งเจินพลางยิ้มบางๆ “ต้องขอโทษด้วย ข้ามัวแต่ติดตามเบาะแส จึงเสียเวลาไปบ้าง”
เฟิ่งเจินหลับตาพริ้ม รับสัมผัสแห่งความรักจากมารดา นางเอียงคอนิดๆ และเอ่ยขึ้นว่า “ที่แท้…ในแดนเทียนหลานก็มีสิ่งที่ทำให้ท่านแม่ลำบากถึงเพียงนี้?”
เฟิ่งอิ๋งนึกถึงเด็กสาวน่ารักน่าเอ็นดูที่นางได้พบ ความคิดนั้นทำให้แววตาของนางอ่อนโยนยิ่งขึ้น “ใช่ ข้าเจอเด็กน้อยน่ารักคนหนึ่ง”
“เป็นสัตว์วิญญาณหรือเจ้าคะ?”
ปกติเมื่อมารดาออกไปไกล หากพบสัตว์วิญญาณหายากน่ารักน่ารัก ก็จะนำกลับมาให้นางเสมอ นางจึงตั้งตารอและคิดว่าครั้งนี้ก็คงไม่ต่างจากเดิม
เฟิ่งอิ๋งชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ไม่ใช่สัตว์วิญญาณ เป็นมนุษย์ เป็นผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์น่าทึ่งคนหนึ่ง”
ดวงตาของเฟิ่งเจินฉายประกายบางอย่าง ก่อนที่นางจะยิ้มหวานยิ่งขึ้น “ถ้าท่านแม่ชอบ ทำไมไม่พาตัวนางมาด้วยล่ะเจ้าคะ?”
เฟิ่งอิ๋งส่ายหน้าและหัวเราะอย่างจนปัญญา “นั่นเป็นผู้ฝึกตน แม้ข้าจะเป็นจักรพรรดินี แต่ก็ต้องเคารพความตั้งใจของผู้อื่น ไม่อาจตัดสินใจแทนเจ้าตัวได้ตามใจ แถมเจ้าตัวก็ยังไม่อยากมากับข้าด้วย”
เฟิ่งเจินเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ยิ้มเผล่พลางพูดด้วยท่าทีไม่พอใจเล็กน้อย “อีกฝ่ายคงไม่รู้จักฐานะของท่านแม่ ถ้ารู้ว่าท่านแม่คือจักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆา คงรีบเลือกที่จะตามท่านกลับมาแน่นอน เพราะแดนเทียนหลานนั้นแร้นแค้นยิ่งนัก นี่เป็นบันไดสู่ฟากฟ้าชัดๆ หากไม่รีบคว้าไว้ ก็มีแค่สองเหตุผล ไม่โง่ก็คงเจ้าเล่ห์ หวังใช้วิธีการอื่นดึงดูดความสนใจจากท่านแม่ ข้าฟังมาว่าบางคนจากโลกชั้นล่างทำได้ทุกอย่างเพื่อจะได้เหาะเหินมาสู่เบื้องบน ท่านแม่ อย่าให้อีกฝ่ายหลอกลวงท่านได้นะเจ้าคะ~”
เฟิ่งเจินคือบุตรสาวที่เฟิ่งอิ๋งทะนุถนอมและเป็นที่รักของทุกคน ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างหวงแหนดุจดั่งสิ่งล้ำค่า ไม่เพียงแต่เฟิ่งอิ๋งจะรักใคร่ ทว่าแม้แต่คนในตำหนักเองก็ปฏิบัติต่อนางประหนึ่งอัญมณีล้ำค่า
สิ่งที่น่ายินดีนักคือเฟิ่งเจินไม่ได้ถูกความรักนี้ทำให้เสียคน ตรงกันข้าม นางกลับเป็นผู้มีจิตใจ.งดงามและเมตตา ไม่ใช่แค่เข้ากับสหายในวัยเดียวกันได้ดี แต่ยังเป็นที่ชื่นชมในความเรียบง่ายและความเมตตาต่อผู้คนจนกลายเป็นความภาคภูมิใจของแดนหมื่นเมฆา
ด้วยเหตุนี้ คำพูดของนางจึงมักจะตรงไปตรงมาไร้การปิดบัง รู้สึกอย่างไรก็มักจะพูดออกไปเช่นนั้น
อย่างเช่นครานั้นแม้นางจะไม่ทราบว่าใครคือผู้กระทำการทารุณต่อตัวเอง แต่ด้วยความรู้สึกว่า ‘น้องสาว’ เกลียดชังตน จึงมั่นใจว่าคนผู้นั้นย่อมต้องเป็น ‘น้องสาว’ อย่างแน่นอน
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ แม้นางจะไม่เคยเห็น ‘ผู้ฝึกตนตัวน้อย’ ที่เฟิ่งอิ๋งกล่าวถึงมาก่อน แต่ด้วยสัญชาตญาณ นางเชื่อว่าผู้ฝึกตนตัวน้อยจากแดนเทียนหลานที่แร้นแค้นนั้น ย่อมไม่มีทางปฏิเสธข้อเสนอจากมารดาของตน เพราะหากปฏิเสธก็คงเป็นคน ‘โง่เขลา’ หรือไม่ก็ ‘มีแผนการแอบแฝง’ เท่านั้น
ครั้นผ่านไปครู่หนึ่งทว่ายังไม่ได้ยินคำตอบจากเฟิ่งอิ๋ง เฟิ่งเจินจึงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ ก่อนจะพบว่าสายตาอ่อนโยนที่เฟิ่งอิ๋งมักใช้มองมานั้น บัดนี้กลับมีแววเคร่งขรึมเข้ามาแทนที่
เฟิ่งอิ๋งไม่เคยใช้สายตาเช่นนี้มองบุตรสาวมาก่อน เฟิ่งเจินพลันรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย จึงหดคอเอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “ท่านแม่ ท่านมองข้าด้วยสายตาเช่นนี้เพราะเหตุใด ข้าพูดอะไรผิดไปหรือ?”
บทที่ 238: ความลับของเฟิ่งจื่อ
เฟิ่งอิ๋งถอนหายใจเบาๆ ยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วพลางเอ่ยว่า “เจินเจิน ในโลกนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนจะใฝ่ฝันถึงแดนเซียนเสมอไป และไม่ใช่ว่าทุกคนจะเทิดทูนจักรพรรดิอย่างเราเสมอ โลกนี้กว้างใหญ่นัก กว้างพอที่จะรองรับเหล่านักพรตที่ฝึกฝนด้วยวิถีต่างๆได้หลากหลาย เจ้าควรเรียนรู้ที่จะเข้าใจในวิถีของแต่ละคน แต่หากไม่อาจเข้าใจได้ ก็จงพึงรู้จักการเคารพให้เป็นพื้นฐาน”
คำพูดนี้เจือไปด้วยความหนักแน่นและจริงจัง
เฟิ่งเจินฟังแล้ว ดวงตาก็เริ่มคลอด้วยหยาดน้ำตา นางก้มหน้าลงด้วยความน้อยใจและกล่าวเสียงแผ่วเบา “ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
เฟิ่งอิ๋งยกมือขึ้นลูบศีรษะบุตรสาวเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าไม่ได้ตำหนิเจ้าหรอก จริงๆแล้วนี่ก็เป็นความผิดของข้าด้วย เพราะร่างกายของเจ้าอ่อนแอยิ่งนัก ข้าจึงคอยปกป้องเจ้าไว้ใกล้ตัว ไม่ให้เจ้าได้สัมผัสกับผู้คนและเรื่องราวภายนอก มุมมองของเจ้าจึงคับแคบไปบ้าง แต่ยามใดที่… ยามใดที่เจ้าฟื้นฟูร่างกายได้สมบูรณ์แล้ว ข้าจะจัดคนพาเจ้าออกไปฝึกฝนให้กว้างขวาง ดีหรือไม่? ด้วยพรสวรรค์และจิตใจอันมุ่งมั่น ข้ามั่นใจว่าในอนาคตเจ้าจะต้องเป็นผู้ที่ยอดเยี่ยมได้แน่นอน”
เฟิ่งเจินพยักหน้าแรงๆ น้ำตายังคลอที่หางตา ทำให้เฟิ่งอิ๋งรู้สึกเจ็บแปลบในใจ จึงรีบหยิบของหลายสิ่งออกมาเพื่อปลอบใจนาง
ทั้งสมบัติทิพย์มากมาย รวมถึงสัตว์ขนปุยตัวน้อยน่ารัก จนในที่สุดเฟิ่งเจินก็ยิ้มออกมาและหยุดร้องไห้ด้วยความพอใจ
เฟิ่งอิ๋งนวดหว่างคิ้วด้วยความเหนื่อยล้า นางกล่าวว่าตนมีราชกิจต้องจัดการ จึงปล่อยให้เด็กๆเล่นกันเองแล้วก็หันหลังจากไป
เฟิ่งเจินและเพื่อนๆกล่าวอำลาเฟิ่งอิ๋งด้วยความเคารพ เมื่อเฟิ่งอิ๋งออกไปแล้ว บรรดาสหายก็เข้ามาล้อมรอบนางทันที แต่ละคำที่กล่าวล้วนเปี่ยมไปด้วยคำชมเชย
“จักรพรรดินีรักท่านยิ่งนัก”
“จริงด้วย จริงด้วย ข้าไม่เคยเห็นจักรพรรดินีเคยเอ่ยกับผู้ใดด้วยความอ่อนโยนเช่นนี้มาก่อนเลย ทั้งยังกล่าวคำขอโทษกับท่านอีก ช่างอ่อนโยนจริงๆ”
“องค์หญิง ดูสิ นี่เหมือนจะเป็นสัตว์เทพสายเลือดบริสุทธิ์เลยนะ…”
“แน่นอนว่าจะต้องเป็นสายเลือดสัตว์เทพอยู่แล้ว สัตว์เซียนธรรมดาจะคู่ควรกับองค์หญิงของพวกเราได้อย่างไร?”
เฟิ่งเจินถูกห้อมล้อมด้วยสหายที่คอยเอาใจ เศษเสี้ยวของความไม่พอใจของนางก็พลันมลายหายไปหมดสิ้น พวกเขาต่างร่วมกันชมบุปผาและจิบชาศักดิ์สิทธิ์ จนงานเลี้ยงนี้จบลงด้วยความรื่นเริง
หลังจากทุกคนจากไป เฟิ่งจื่อก็เข้ามาพบเฟิ่งเจิน นางมองอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วงจนทำให้เฟิ่งเจินรู้สึกอึดอัด คิ้วโค้งเรียวงามขมวดเล็กน้อยแล้วกล่าวขึ้นว่า “ท่านอา ท่านมีเรื่องอันใดหรือ?”
เฟิ่งจื่อจ้องมองเฟิ่งเจินด้วยสายตาหวงแหนราวกับไม่อยากละสายตา ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน “จักรพรรดินีพูดจาออกจะตรงไปสักหน่อย ท่านอย่าได้ใส่ใจนักเลย”
เฟิ่งเจินขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “ที่ท่านแม่สอนข้าเพราะท่านแม่รักข้า ไม่ได้มีเจตนาที่จะตำหนิอะไร ข้าว่าท่านพูดจาล่วงเกินไปแล้ว”
ผู้คนในตำหนักย่อมรู้ดีว่าแม้เฟิ่งอิ๋งและเฟิ่งจื่อจะเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน แต่แม่ของเฟิ่งอิ๋งคือเซียนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ส่วนแม่ของเฟิ่งจื่อเป็นเพียงเซียนชั้นต่ำที่เกิดจากความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืนของจักรพรรดิองค์เก่า เพราะนักพรตที่ฝึกบำเพ็ญเพียรนั้นยากนักที่จะมีทายาท จักรพรรดิองค์เก่าจึงตัดสินใจเก็บชีวิตของเฟิ่งจื่อไว้
แม้ว่าเฟิ่งอิ๋งและเฟิ่งจื่อจะเป็นพี่น้องกัน แต่พรสวรรค์และฐานะก็แตกต่างราวฟ้ากับดิน หากไม่ใช่เพราะเฟิ่งอิ๋งรับเฟิ่งจื่อไว้ในตำหนักและมอบสถานะให้ เฟิ่งจื่อคงเป็นเพียงเซียนชั้นปลายแถวเท่านั้น
ภายนอกเฟิ่งเจินแสดงความเคารพต่อเฟิ่งจื่อในฐานะญาติผู้ใหญ่ แต่ลึกๆแล้ว… นางกลับไม่ชอบที่เฟิ่งจื่อมองนางด้วยสายตาเช่นนั้น
สายตาที่ร้อนแรง เปี่ยมด้วยความห่วงใย และความรัก…
ช่างน่าขัน
เป็นเพียงหญิงรับใช้คนหนึ่ง มีสิทธิ์อันใดมามองนางเช่นนี้?
นางคือบุตรีของจักรพรรดินีเชียวนะ!
เฟิ่งจื่อไม่คาดคิดเลยว่าวันหนึ่งเฟิ่งเจินจะพูดคำว่า ‘ล่วงเกิน’ ออกมา ราวกับเป็นฝ่ามือที่ฟาดนางให้ตื่นสู่ความจริง
ริมฝีปากของเฟิ่งจื่อขยับราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เฟิ่งเจินกลับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจแล้วกล่าวว่า “ท่านไปเถอะ”
เฟิ่งจื่อนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มตัวล่าถอยออกไป มุ่งหน้าออกจากตำหนักด้วยความสงบ ทว่าขณะก้าวเดินไปกลับยิ่งเร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแทบจะเป็นการวิ่งหนีไปยังที่พักของตน จากนั้นจึงเปิดค่ายกลป้องกัน และระบายความคับแค้นด้วยการทุบข้าวของจนพังยับ
นางทำทุกอย่างเช่นนี้ไปเพื่ออะไร?
อดทนรับความอัปยศอดสูเพียงนี้ไปเพื่ออะไร?
ถึงขั้นยอมหมอบราวกับสุนัขอยู่ข้างเฟิ่งอิ๋ง รับฟังและเชื่อฟังทุกอย่างเพียงเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ชิด ดูแลเฟิ่งเจินงั้นหรือ?
แต่เฟิ่งเจินกลับพูดออกมาว่าอะไร?
หาว่านางล่วงเกิน!
น่าขันนัก!
น่าขันเหลือเกิน!
เฟิ่งจื่อแทบจะอยากตะโกนบอกความจริงทั้งหมดแก่เฟิ่งเจิน แต่นางก็ทำเช่นนั้นไม่ได้… เพราะคนอย่างเฟิ่งเจินไม่อาจเก็บความลับใดๆไว้ได้ หากล่วงรู้ความจริง เฟิ่งอิ๋งย่อมต้องสงสัยและจับพิรุธได้แน่นอน
อดทนไว้!
ต้อง.อดทนต่อไป!
ตราบใดที่แผนการสำเร็จ ตราบใดที่เฟิ่งอิ๋งตายไป ตำแหน่งจักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆาจะต้องตกเป็นของเฟิ่งเจิน และเมื่อถึงเวลานั้น นางจะกลายเป็นผู้ที่สูงศักดิ์ที่สุดในแดนนี้
เฟิ่งจื่อใช้เวลาอยู่นานกว่าจะสงบสติอารมณ์ได้ ก้าวต่อไปที่นางต้องทำก็คือกำจัดแมลงชั่วร้ายผู้ที่ยังดวงแข็งผู้นั้นให้สิ้นซาก
นางสวมใส่สมบัติหายากที่ชื่อว่า ‘อาภรณ์ลวงสวรรค์’ อีกทั้งยังใช้ยันต์นับไม่ถ้วนเพื่อพรางตัวตลอดเส้นทาง จนสุดท้ายก็มาถึงด้านหน้าของค่ายกลเคลื่อนย้ายที่ถูกทิ้งร้างไว้นาน นางกลั้นหายใจ ใช้เลือดของตนเปิดค่ายกล แม้จะเกือบถูกดูดจนร่างกายแห้งเหือด แต่ในที่สุดนางก็มาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง… มันคือบึงลึกอันน่าสะพรึงกลัว
บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยพลังอันลึกลับที่สามารถกลืนกินวิญญาณได้ สถานที่แห่งนี้มืดมิดราวกับเป็นราตรีชั่วนิรันดร์ เสียงเคลื่อนไหวเล็กน้อยก็ถูกขยายออกมาราวกับอยู่ในวงจรแห่งความตาย
นี่คือสถานที่อันเลื่องลือว่าเป็นสถานที่แห่งความสิ้นหวัง
‘เหวล่มเทพ’
ในหุบเหวแห่งนี้มีวิญญาณไร้ที่ฝังนับไม่ถ้วน เต็มไปด้วยความอาฆาต ความโกรธแค้น และคำสาปแช่ง
เฟิ่งจื่อกอดตัวเองแน่นพลางยึดอาภรณ์ลวงสวรรค์ไว้กับกาย ปล่อยผีเสื้อสีเงินฟ้าออกมา ค่อยๆตามมันไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง…
ไม่รู้ว่าเดินมานานเท่าใด นางจึงเห็นภาพที่คุ้นเคย
เป็นแท่นบูชาอัน.งดงามและหรูหราอย่างยิ่ง
บนแท่นบูชา ชายหนุ่มรูปงามที่มีเสน่ห์ลี้ลับถูกตรึงร่างด้วยเข็มตรึงวิญญาณไว้บนแท่นบูชา ร่างกายเปลือยเปล่าไร้ผ้าพันกาย ราวกับเป็นแกะบูชายัญที่ถูกจองจำอยู่บนแท่นนั้น โลหิตสดๆไหลรินจากบาดแผล แต่งแต้มเรือนกายที่งดงามและสมบูรณ์แบบของเขา ความบริสุทธิ์และความเสื่อมทรามผสมผสานกันอย่างน่าอัศจรรย์ในห้วงเวลานั้น
เขาดูราวกับเป็นเทพเจ้า ไร้ซึ่งมลทิน ขาวพิสุทธิ์ไร้ตำหนิ อีกทั้งยังดูเหมือนเป็นตัวแทนแห่งความปรารถนา เผยความงามล้ำลึกออกมาอย่างเงียบงัน
แววตาของเฟิ่งจื่อเต็มไปด้วยความหลงใหลแต่ก็ไม่กล้าแตะต้องเขา ทำได้เพียงคุกเข่าลงข้างแท่นบูชาด้วยความเคารพ นางเอ่ยเบาๆ “สามีข้า…ข้ามีเรื่องสำคัญจะมารายงาน…”
ชายหนุ่มไม่ได้ลืมตาขึ้น ทว่าริมฝีปากเผยยิ้มเล็กน้อย เสียงที่เปล่งออกมาช่างอ่อนโยน
“ที่แท้ก็เป็นเจ้าเอง อาจื่อ เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร?”
“สามี…” เฟิ่งจื่อแก้มแดงปลั่ง น้ำเสียงแฝงความอ่อนหวานและขวยเขิน “สามี เด็กนั่นยังไม่ตาย…”
ชายหนุ่มชะงักเล็กน้อยก่อนจะลืมตาขึ้น แม้ว่าดวงตาจะเต็มไปด้วยหมอกมัวแสดงถึงความบอดสนิท แต่ก็ยังไม่อาจบดบังความงามเย้ายวนของเขาได้ เป็นความงามเสมือนบุปผาเหี่ยวเฉาที่กำลังร่วงโรย ทว่ากลับเย้ายวนใจยิ่งนัก
“ใคร?”
“เด็กนั่นเจ้าค่ะ”
“เจ้า…หมายถึงเด็กคนนั้น?”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ”
เฟิ่งจื่อรีบเล่าความเป็นมาและเหตุการณ์ต่างๆให้เขาฟัง รวมถึงภาพที่นางได้เห็นเมื่อได้ลองสอดส่องไปยังแดนเทียนหลาน
แววตาของเฟิ่งจื่อเริ่มเผยความเคียดแค้น “ข้าอุตส่าห์ควักกระดูกวิญญาณของนางออกไปแล้ว อีกทั้งยังโยนนางลงเหววิญญาณ หุบเหวนั้นเต็มไปด้วยอสูรภูต นางกลับรอดชีวิตมาได้…เด็กนั่นมันโชคดีเกินไปแล้ว”
ชายหนุ่มหลับตาลงอีกครั้ง หัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ยว่า “ก็ไม่แปลกนัก นางเป็นบุตรีของคนคู่นั้น ก็น่าจะมีดวงชะตาที่พิเศษอยู่บ้าง”
“แต่ข้าได้ฝังรากวิญญาณปรสิตไว้ในร่างนางไปแล้ว อีกทั้งยังควักกระดูกวิญญาณของนางออกมา แล้วนางจะยังฝึกฝนต่อไปได้อย่างไร?”
"ไม่ต้องกังวลอะไรหรอก ตราบใดที่พลังฝึกฝนของเจินเอ๋อร์ยังเหนือกว่านาง นางก็จะเป็นแค่ทรัพยากรเสริมพลังให้เจินเอ๋อร์ไปชั่วชีวิตเท่านั้น"
"แต่ช่วงนี้ร่างกายของเจินเอ๋อร์ดูจะแย่ลงเรื่อยๆ... นางเด็กปีศาจนั่นก็ยังมีชีวิตอยู่ มันจะกระทบกับเจินเอ๋อร์หรือไม่?"
บทที่ 239: ปีศาจน้อยแห่งเหวล่มเทพ
ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ “ไม่เป็นไรหรอก เจ้าไม่ต้องกังวล...เจินเอ๋อร์คือลูกของข้ากับเจ้า เจ้าคือคนเดียวในโลกนี้ที่อ่อนโยนกับข้า เจ้าคือความผูกพันสุดท้ายของข้า หากไม่ใช่เพราะเจ้า ข้าคงอยากจะจากโลกนี้ไปนานแล้ว…ฉะนั้นข้าจะทำร้ายลูกของเราทำไมเล่า? ข้าช่างเป็นบิดาที่ไร้ความสามารถนัก ต้องทำให้พวกเจ้าต้องกังวลเพราะข้าแล้ว…”
เมื่อได้สบสายตาของชายหนุ่มที่อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเสน่หา เฟิ่งจื่อก็รู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมา
“ท่านอย่าพูดเช่นนี้เลย เราเต็มใจทำเพื่อท่าน ข้ายอมเสียสละชีวิตเพื่อท่านได้…”
“เจ้าโง่…” ชายหนุ่มถอนหายใจและเผยยิ้มบางๆ อย่างหมดเรี่ยวแรง “จื่อเอ๋อร์…แม้เจ้าจะมาเยี่ยมข้าทั้งที แต่ข้าก็ยังไม่อาจกอดเจ้าได้…ข้าช่างไร้ค่าเสียจริง…”
หัวใจของเฟิ่งจื่อสั่นไหวแทบจะละลาย นางค่อยๆยกมือขึ้นลูบไล้แก้มของชายหนุ่ม พลางเอ่ยด้วยน้ำแผ่วเบา “ท่านอย่าได้กังวลเลย รอให้เฟิ่งอิ๋งส่งมอบตำแหน่งจักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆาให้ลูกสาวเรา แล้วข้าจะบอกความจริงให้เจินเอ๋อร์รับรู้ และให้เจินเอ๋อร์ใช้ตราจักรพรรดิปลดปล่อยท่านออกมา”
ชายหนุ่มเอียงศีรษะเล็กน้อย แนบแก้มลงกับมือของเฟิ่งจื่อและถูเบาๆ
“ลำบากพวกเจ้าแล้ว…”
ยามได้ยินเสียงแหบพร่าของเขาในชั่วขณะนั้น เฟิ่งจื่อแทบอยากจะมอบทั้งชีวิตให้เขา!
หลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่แรกพบ นางก็ถูกดึงดูดด้วยมนต์เสน่ห์ของเขาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
น่าเสียดายที่ตอนเริ่มแรก สายตาของเขามีเพียงเฟิ่งอิ๋ง
ถึงแม้ว่าเฟิ่งอิ๋งจะมีคนรักแล้ว แต่เขาก็ยังคงเฝ้าหลงรักนาง…ยอมทำทุกอย่างเพื่อจะได้ครอบครองนาง แม้กระทั่งยอมเสี่ยงชีวิต เปิดสงครามเพื่อบีบนางให้ยอมจำนน
ในที่สุด เขาก็ใช้โชคชะตาของเหล่าสรรพชีวิตในแดนหมื่นเมฆาเป็นเครื่องมือ บีบให้เขากับเฟิ่งอิ๋งแต่งงานกันในที่สุด ช่วงเวลานั้น เฟิ่งจื่ออิจฉาจนแทบเสียสติ ราวกับสุนัขป่าที่เฝ้ามองดวงจันทร์ นางได้แต่มองเขายิ้มให้เฟิ่งอิ๋งด้วยความใกล้ชิด…
แต่แล้วจะอย่างไรเล่า?
เฟิ่งอิ๋ง หญิงเย็นชาไร้หัวใจผู้นั้น เพื่อบัลลังก์ เพื่อแดนหมื่นเมฆา นางยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างได้
แม้กระทั่งบุตรในครรภ์ของนางเอง!
เมื่อเฟิ่งอิ๋งควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ยุติการกบฏและทำลายทุกสิ่งที่เขาสร้างขึ้น สิ่งแรกที่นางทำคือค้นหาวิธีการเพื่อถอนทารกในครรภ์ออกมา
ในสายตาของเฟิ่งอิ๋ง เด็กคนนี้แม้จะเป็นสายเลือดของเจ้าตัว แต่แล้วอย่างไรเล่า?
เด็กคนนี้ถือกำเนิดมาพร้อมกับบาปดั้งเดิม!
ไม่ควรมีชีวิตอยู่!
ในเวลานั้น เขาที่หลบหนีไปได้ยินข่าวนี้เข้าก็แทบจะคลั่งด้วยความโกรธเกรี้ยว ความเด็ดเดี่ยวของเฟิ่งอิ๋งทำให้เขาตื่นรู้ได้ในที่สุด เขารู้แล้วว่าเฟิ่งอิ๋งไม่มีวันรักเขา ไม่ว่าจะในชาตินี้หรือชาติหน้า ไม่ว่าจะนานแค่ไหน เฟิ่งอิ๋งก็จะไม่มีวันรักเขา
ไม่ว่าเขาจะทำอะไร ก็ไม่อาจทำให้เฟิ่งอิ๋งประทับใจได้เลย
เขาจึงหันไปหาเฟิ่งจื่อแทน และร้องขอให้นางช่วย
เพราะเฟิ่งจื่อกับเฟิ่งอิ๋งเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด มีสายเลือดเดียวกันไหลเวียนอยู่ในร่าง มีเพียงร่างกายของเฟิ่งจื่อเท่านั้นที่จะสามารถอุ้มท้องเด็กคนนี้ต่อไปได้
ในตอนนั้น เฟิ่งจื่อแทบจะเสียสติ!
เขาต้องการให้นางเป็นแม่ที่อุ้มท้องลูกของเฟิ่งอิ๋งกับเขาต่อไปงั้นหรือ?
ในสายตาของเขา นางไม่มีค่ามากไปกว่านั้นเลยหรือ?
แต่สุดท้ายแล้วเฟิ่งจื่อก็ยอม.ตกลง…
นามเฟิ่งจื่อของนางนั้น นางรู้สึกเสมอว่าชื่อของตนนั้นผิดพลาด นางไม่ใช่เฟิ่งจื่อที่สง่างามตามชื่อ หากแต่เป็น ‘คนบ้า’
เพราะเขา…ทำให้นางกลายเป็นคนบ้าที่แทบคลั่งเพราะความรัก
สุดท้าย นางก็ยอมรับที่จะฝังตัวอ่อนเข้ามาในครรภ์ของตน กลายเป็น ‘แม่ผู้ให้กำเนิด’ ของตัวอ่อนนั้น แต่ในเวลาเดียวกัน นางเองก็มีเงื่อนไข
นางต้องการลูกหนึ่งคนจากเขาเช่นกัน!
และเขาก็ยินยอมตามที่นางต้องการ
ต่อมาเฟิ่งจื่อได้ไปหาเฟิ่งอิ๋งอย่างเปิดเผย โดยอ้างว่าทารกในครรภ์นั้นบริสุทธิ์ไร้ความผิด หากเฟิ่งอิ๋งไม่ต้องการเด็กคนนี้ นางยินดีจะรับเลี้ยงดูและจะไม่ประกาศให้ผู้ใดรับรู้ไปตลอดชีวิต
เฟิ่งอิ๋งผู้เย็นชาราวกับน้ำแข็งกลับยอมตกลงให้นางเก็บเด็กไว้หนึ่งชีวิต…
โดยให้นางอุ้มท้องและรับเลี้ยงดูเด็กคนนี้ในนามของตน
แต่สิ่งที่เฟิ่งอิ๋งไม่รู้ก็คือ ขณะนั้นในครรภ์ของเฟิ่งจื่อมิได้มีเพียงลูกของเขากับเฟิ่งอิ๋ง แต่ยังมีลูกของเฟิ่งจื่อกับเขาด้วย และเด็กคนนั้นคือเจินเอ๋อร์
หลังจากเจินเอ๋อร์และเด็กอีกคนลืมตาดูโลกพร้อมกัน ครั้นมองใบหน้าเล็กไร้เดียงสาของทารกทั้งสอง เฟิ่งจื่อพลันเกิดความคิดอันบ้าคลั่งขึ้นมาในใจ…ตัวนางกับเฟิ่งอิ๋งเป็นพี่น้องกัน แล้วเหตุใดเฟิ่งอิ๋งจึงเป็นจักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆา ส่วนตัวนางกลับต้องเป็นเพียงผู้ที่ต่ำต้อยที่สุด?
นางจะทำให้ลูกสาวของนางเป็นจักรพรรดินีให้ได้!
ความคิดนี้ได้จุดประกายขึ้นมาในใจ และนางก็ลงมือทำตามนั้น!
เฟิ่งจื่อจำต้องจากเว่ยเฉินอย่างอาลัย ทว่าก่อนจะจากไป นางเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างได้ แต่กลับลังเลใจที่จะพูดออกมา
เว่ยเฉินสังเกตเห็นความผิดปกติของนางด้วยสัญชาตญาณ จึงยิ้มเบาๆและถามว่า “จื่อเอ๋อร์ มีอะไรหรือ?”
เฟิ่งจื่อจ้องมองเขาด้วยสายตาลึกล้ำทว่ายังคงเงียบงัน
นางไม่เคยบอกเว่ยเฉินว่านางได้ตั้งครรภ์ลูกของเขาอีกคน อีกทั้งยังไม่เคยเปิดเผยว่าตอนที่ให้กำเนิด นางได้ให้กำเนิดลูกแฝด เว่ยเฉินรู้เพียงแค่ว่ามี ‘เฟิ่งเจิน’ ดังนั้นเขาจึงเชื่อมาตลอดว่าเฟิ่งเจินเป็นลูกของเขากับเฟิ่งอิ๋ง ส่วน ‘เว่ยกั๋ว’ ลูกอีกคนหนึ่งของเขาถูกเฟิ่งอิ๋งผลักลงไปในเหวล่มเทพ สถานที่อันตรายเช่นนี้ แม้แต่เฟิ่งจื่อเองยังต้องทุ่มเทสุดกำลังเพื่อมาเยี่ยมเขาได้สักครั้ง นับประสาอะไรกับเว่ยกั๋วซึ่งยังเป็นเพียงเด็กน้อย
เด็กคนนั้น…คงตายไปแล้วแน่นอน
ในวันข้างหน้า เมื่อเฟิ่งเจินขึ้นครองบัลลังก์จักรพรรดินีได้สำเร็จ และปลดปล่อยเขาออกมา เฟิ่งจื่อจึงจะบอกเขาว่า แท้จริงแล้วเฟิ่งเจินคือลูกแท้ๆของพวกเขา เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขจากทั้งสองคน ไม่ใช่ลูกของนางนั่น เฟิ่งอิ๋ง
เขาจะต้องปลื้มปีติอย่างแน่นอนใช่หรือไม่?
ถึงตอนนั้น บุตรสาวของพวกเขาก็กลายเป็นจักรพรรดินีแล้ว ต่อให้เขาโกรธแค้นแค่ไหนก็คงยอมให้อภัย เพราะคนที่ผลัก ‘เว่ยกั๋ว’ ลงไปในเหวล่มเทพและพรากชีวิตเด็กคนนั้นไปก็คือเฟิ่งอิ๋ง ไม่ใช่นาง
พอถึงยามนั้น นางจะให้เฟิ่งเจินบุตรสาวของนางมอบตำแหน่งให้เขา เพื่อที่นางจะได้เป็นคู่ชีวิตของเขาตลอดไป
นางจะได้เป็นคู่ชีวิตของเขาอย่างเป็นทางการ ร่วมทุกข์ร่วมสุขไปชั่วนิรันดร์
แววตาของเฟิ่งจื่อแฝงไปด้วยความคลั่งไคล้เล็กน้อย นางส่ายศีรษะเบาๆ และกล่าวว่า “ไม่มีอะไร ข้าเพียงมองท่านอีกสักครั้ง วันนี้จากไป คงอีกนานกว่าจะได้กลับมาหาท่าน”
เว่ยเฉินเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่า “เจ้ากับเจินเอ๋อร์ดูแลตัวเองให้ดี เรื่องนี้สำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ไปเถอะ ระวังตัวด้วย”
เฟิ่งจื่อจ้องเขาลึกซึ้งเป็นครั้งสุดท้าย แล้วจึงหันหลังจากไป
เมื่อเฟิ่งจื่อจากไป รอบข้างกลับมาเงียบงันอีกครั้ง…
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ในขณะที่เว่ยเฉินกำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทรา ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียง “แกรกๆ” ดังขึ้นเบาๆ กลิ่นอายอันคุ้นเคยลอยมากระทบจมูก
แม้ว่าเว่ยเฉินจะถูกผนึกพลังวิญญาณและปิดกั้นจิตสัมผัส รวมถึงถูกตรึงด้วยเข็มตรึงวิญญาณจนร่างกายถูกเจาะไปทั่ว อีกทั้งดวงตายังบอดสนิท ทว่าการรับกลิ่นของเขายังคงไวต่อการสัมผัส กลิ่นนี้มาจาก ‘สัตว์ประหลาดน้อย’ อันลึกลับแห่งเหวล่มเทพ
สัตว์ประหลาดตนนี้ปรากฏตัวขึ้นในเหวล่มเทพเมื่อหลายปีก่อน มันมักจะนั่งจ้องมองเขาอยู่นานโดยไม่เข้าใกล้
เมื่อรู้ว่ามันไม่มีเจตนาร้าย เว่ยเฉินที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับความเงียบก็เริ่มหยอกล้อมันไปบ้าง
บางครั้ง กลิ่นอายของมันมาพร้อมกลิ่นคาวเลือดรุนแรง บางครั้งก็เป็นกลิ่นเน่าเปื่อย บางครั้งก็เป็นกลิ่นอายแห่งความตายและความเยือกเย็น…
เขาเองก็ไม่อาจรู้ว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทใด แต่เขากลับรู้สึกชอบที่มันมาอยู่เป็นเพื่อนเขา
เพราะก้นเหวล่มเทพนั้นเงียบสงัดเกินไป…
ที่นี่…เขาแทบจะรู้สึกไม่ได้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ จนกระทั่งเจ้าสิ่งมีชีวิตน้อยนี้ปรากฏตัวขึ้น
“เจ้ามาแล้วหรือ?”
สิ่งมีชีวิตน้อยๆนี้มักจะนั่งยองๆอยู่ข้างเขาเสมอ จนเว่ยเฉินคิดว่ามันคงจะทำเช่นเดิมเหมือนทุกครั้ง ทว่าเขากลับได้ยินเสียงหนึ่ง เสียงนั้นแหบพร่าแต่แฝงไปด้วยความไร้เดียงสา
“เด็กนั่น…เจ้าเรียกว่า ‘เด็กนั่น’…นางอยู่ไหน?”
เว่ยเฉินนิ่งอึ้ง แม้เขาจะมองไม่เห็นแต่ก็หันไปยังทิศทางของเสียงนั้นราวกับพยายามจะจับจ้อง
“เจ้าพูดได้หรือ?”
สิ่งมีชีวิตน้อยพูดได้? หรือมันจะเป็นปีศาจเม่ย?
เว่ยเฉินสูดกลิ่นเบาๆ และคิดว่าเขาอาจจะเดาไม่ผิด นี่อาจเป็นปีศาจเม่ยระดับสูงที่ตื่นรู้และพัฒนาสติปัญญาได้แล้ว
อีกทั้ง…เขายังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันตรายราวกับจิตสังหาร
“เจ้าต้องการฆ่าข้าหรือ?”
นี่เป็นครั้งแรกที่สิ่งมีชีวิตน้อยนี้เผยจิตสังหารต่อเขาหลังจากปรากฏตัวมาหลายปี
อีกฝ่ายไม่ได้ตอบคำถามของเขา ทว่าเงียบงันไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงดื้อรั้นอีกครั้ง
“เด็กนั่น…เจ้าเรียกว่าเด็กนั่น นางอยู่ที่ไหน?…”
บทที่ 240: ตามหาพี่สาวคนนั้น
เว่ยเฉินหัวเราะเบาๆ ใบหน้า.งดงามดุจเทพพลันแฝงด้วยเสน่ห์ลึกลับ “เจ้าถามทำไม?”
“นางอยู่ไหน?”
“ข้าไม่รู้”
อีกฝ่ายเงียบไปนาน ก่อนจะพูดเบาๆ “ที่เพิ่งมานั่นคือหญิงรับใช้ข้างกายจักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆา…ใช่หรือไม่?”
เว่ยเฉินตอบ “ใช่ เจ้าพูดถูกแล้ว”
“เฟิ่งเจินที่นางพูดถึง…คือบุตรสาวของจักรพรรดินีใช่หรือไม่? นางเป็นลูกของพวกเจ้าสินะ?”
“ใช่ อาจกล่าวได้เช่นนั้น เฟิ่งเจินเป็นลูกของข้ากับจักรพรรดินี แต่ด้วยเหตุผลบางประการ เฟิ่งจื่อเป็นผู้ที่อุ้มท้องแทน”
เว่ยเฉินไม่อาจมองเห็น ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าตอนนี้ใบหน้าของ ‘สิ่งมีชีวิตน้อย’ นั้นบิดเบี้ยวและแฝงด้วยความเคียดแค้นมากเพียงใด แววตาของมันเต็มไปด้วยความโกรธแค้นรุนแรง เย็นชามืดมนและบิดเบี้ยว
ความโกรธแค้นนี้ทำให้ใบหน้าเล็กๆของมันดูน่ากลัวยิ่งขึ้น
หลังจากเงียบไปนาน สิ่งมีชีวิตน้อยนั้นก็ถามขึ้น “เจ้า…เจ้ารักเฟิ่งเจินหรือ?”
ใบหน้าของเว่ยเฉินเผยแววอ่อนโยนอย่างยิ่ง “แน่นอน ข้าย่อมรักนาง นางเป็นบุตรสาวของข้า”
“เพราะเหตุนี้เท่านั้นหรือ?” น้ำเสียงของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความท้าทาย “เจ้าไม่เคยแม้แต่จะได้มองหน้านางเลย จะรักได้อย่างไร?”
เปลือกตาของเว่ยเฉินสั่นเล็กน้อย ก่อนจะตอบช้าๆว่า “เจ้าเป็นปีศาจเม่ย ย่อมไม่เข้าใจความรักของบิดาที่มีต่อลูก…ข้าย่อมรักเฟิ่งเจิน แน่นอนว่ารักมาก เพราะนางคือลูกของข้า…”
ลูกที่เกิดจากข้ากับเฟิ่งอิ๋ง
ลูกที่เป็นความปรารถนาอันสูงสุดในชีวิตของข้า ความฝันที่ข้าไขว่คว้ามาตลอดชีวิต
สิ่งมีชีวิตน้อยนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ดังนั้น ตราบใดที่เป็นบุตรสาวของเจ้า เจ้าก็จะรักใช่หรือไม่?”
“แน่นอน”
“ได้ ข้ารู้แล้ว” สิ่งมีชีวิตน้อยนั้นนิ่งเงียบไปนานก่อนจะลุกขึ้นกล่าวด้วยเสียงแหบพร่า “ข้าจะออกไปจากที่นี่แล้ว คงไม่ต้องพบกันอีก”
เว่ยเฉินเบิกตาขึ้นเล็กน้อย มองไปยังเจ้าสัตว์ประหลาดน้อยแล้วถามว่า “เจ้าจะไม่ฆ่าข้าแล้วหรือ?”
“ฆ่าเจ้าหรือ?” สิ่งมีชีวิตน้อยนั้นหัวเราะเยาะ “ค่ายกลบูชายัญที่จักรพรรดินีวางไว้ อย่าว่าแต่ข้าที่เป็นเพียงปีศาจเม่ยตัวน้อยเลย แม้แต่จักรพรรดิปีศาจยังไม่กล้าแตะต้อง”
ชายคนนี้ตั้งใจจะใช้มันเพื่อทดสอบค่ายกลนั้นสินะ ช่างเจ้าเล่ห์และร้ายกาจจริงๆ
เว่ยเฉินยิ้มบางๆ “ช่างน่าเสียดายนัก แล้วเจ้าจะไปที่ใดเล่า?”
“ออกไปหาความสนุกน่ะสิ ที่นี่น่าเบื่อเกินไปแล้ว”
เว่ยเฉินมองมันด้วยสีหน้าอ่อนโยนราวกับกำลังนึกเป็นห่วง ก่อนจะเอ่ยเตือนว่า “เจ้ามีกลิ่นอายมารอยู่ทั่วกาย ตราบใดที่เจ้าออกไปจากที่นี่ เจ้าก็จะถูกพวกนักพรตมนุษย์ตามล่าจนกว่าจะตาย เจ้าแน่ใจหรือ เจ้าปีศาจน้อย?”
“ปีศาจน้อยหรือ?” สิ่งมีชีวิตน้อยนั้นก้มลงมองมือของตน ก่อนจะยิ้มเย้ยหยัน “ปีศาจน้อย…งั้นหรือ…”
มือนี้แห้งกร้านผ่ายผอม เล็บเปื้อนคราบเลือดที่ล้างไม่ออก มันกลายเป็นสีดำฝังลึกถึงชั้นผิวหนัง
ล้างไม่ออก
ไม่มีทางล้างออกได้
ทั้งคราบเลือดที่มือ และเลือดที่แปดเปื้อนอยู่ภายในร่างของมัน
ถูกต้องแล้ว ตัวมันเองคือปีศาจ
เป็นปีศาจที่บิดเบี้ยวด้วยความแค้นและความปรารถนา
“ไม่เกี่ยวกับเจ้า”
สิ่งมีชีวิตน้อยทิ้งคำพูดนั้นไว้และค่อยๆหายลับไปในความเงียบสงัด…
มันไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น ‘เว่ยกั๋ว’ ผู้ที่ถูกเฟิ่งอิ๋งโยนลงมายังเหวล่มเทพในวันวาน
โชคยังดีสำหรับนาง เพราะกระดูกวิญญาณถูกควักออกไป อีกทั้งเส้นพลังวิญญาณในร่างก็ถูกนำไปให้เฟิ่งเจิน ดังนั้นร่างกายนี้จึงไร้ซึ่งพลังวิญญาณอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเข้ามายังเหวล่มเทพ อสูรภูตที่นี่มองร่างกายไร้วิญญาณของนางว่าเป็นเพียง ‘ขยะ’
ใช่แล้ว… แม้แต่เหล่าสัตว์ประหลาดในที่แห่งนี้ก็ยังมีมาตรฐานของตนเอง
สิ่งที่ไร้พลังวิญญาณหรือพลังเซียน แม้แต่สุนัขก็ไม่แลกิน
เว่ยกั๋วจึงอาศัยอยู่ได้อย่างกระเสือกกระสน จนกระทั่งนางพลาดพลั้งตกลงไปใน ‘ดวงตามาร’ พลังอันชั่วร้ายจึงได้สั่งสมในกายนาง กลายเป็นกระดูกและเส้นพลังแห่งปีศาจ จากการครอบครองกระดูกปีศาจนี้ทำให้นางกลายเป็นหนึ่งในเหล่า ‘อสูรภูต’ แห่งเหวล่มเทพ…
ไม่ใช่ทั้งคน ไม่ใช่ทั้งปีศาจ แต่เหมือนเป็นเพียงสัตว์ประหลาด
นางต่อสู้เอาชีวิตรอดกับทุกสิ่งในที่แห่งนี้ กลืนกินพลังชีวิตของพวกมันเพื่อเอาตัวรอด
นับเวลาไม่ถูกว่าผ่านไปนานเพียงใด จนกระทั่งในที่สุด นางก็พบกับเว่ยเฉิน ชายที่ถูกขังอยู่บนแท่นบูชาด้วยค่ายกล ชายผู้เป็นบิดาแท้ๆของนาง
นางเองก็อธิบายความรู้สึกที่มีไม่ถูกนัก
บางทีก็รู้สึกดีใจ บางทีก็สับสน บางทีก็รู้สึกว่าโชคดี…
แม้มารดาจะไม่รักนาง แต่มันก็ไม่สำคัญ เพราะนางยังมีบิดา
บิดาของนางยอมถูกกักขังไว้บนแท่นบูชา ทนทุกข์ทรมานราวกับเป็นความตายที่ไม่มีวันจบสิ้น เพื่อให้นางได้ถือกำเนิดมา
เขาควรจะรักนาง…ใช่หรือไม่?
เขาคง…เฝ้ารอการเกิดมาของนางใช่หรือไม่?
จนกระทั่งวันนี้ เมื่อนางบังเอิญได้พบกับเฟิ่งจื่ออีกครั้งหลังจากไม่ได้พบกันมาหลายปี และได้ยินบทสนทนาของพวกเขา…นางจึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วพี่สาวของนางเองก็ถูกพวกเขาควักกระดูกวิญญาณออกไปเช่นกัน และถูกโยนลงในเหวฝังวิญญาณ
ใช่แล้ว พี่สาว…
แม้เว่ยกั๋วจะเป็นเพียงเด็กน้อย แต่ด้วยจิตที่แข็งแกร่งเกินปกติ ทำให้นางจำได้ถึงทุกสิ่งตั้งแต่ตอนที่นางอายุได้เพียงหนึ่งปี รวมถึงเด็กหญิงร่างผอมบางที่อยู่เคียงข้างนางมาตลอด
ในอดีตนั้น เฟิ่งจื่อไม่ได้ใส่ใจพวกนางสองคนเลย ทุกครั้งที่เว่ยกั๋วต้องทนทรมานด้วยความเจ็บปวดจนร่างกายกระตุกและทำได้เพียงร้องไห้เพื่อปลอบประโลมตัวเอง ก็เป็นพี่สาวคนนี้ที่คอยลูบหลังและกอดนางไว้อย่างอ่อนโยน คอยปลอบโยนและอยู่เคียงข้างให้ผ่านช่วงเวลาอันโหดร้ายเหล่านั้น…
แม้พี่สาวของนางจะดูงุนงงไม่เข้าใจอะไรนัก ราวกับไม่รู้และจำอะไรไม่ได้เลย แต่พี่สาวคนนี้ก็เป็นสิ่งที่อ่อนโยนที่สุดในชีวิตอันแสนสั้นของนาง
ในตอนนั้น เฟิ่งจื่อกล่าวว่าจะควักกระดูกวิญญาณของพวกนาง นางก็ยอมรับมัน
นางเคยคิดว่า เมื่อนาง ‘ยอมสละ’ กระดูกวิญญาณของตนแล้ว พี่สาวคนนี้ก็คงจะไม่ต้องประสบชะตากรรมเดียวกัน
แต่วันนี้นางจึงได้รู้ความจริงว่า แม้เฟิ่งอิ๋งจะไม่ได้ควักกระดูกวิญญาณของพี่สาว แต่เฟิ่งจื่อกลับเป็นคนทำ…
เมื่อได้ยินคำพูดของเฟิ่งจื่อ นางแทบจะพุ่งเข้าไปฆ่าเฟิ่งจื่อให้สิ้นซาก!
ทุกสิ่งเป็นเพียงคำลวง!
เฟิ่งจื่อและเฟิ่งอิ๋ง สองคนนี้ล้วนแต่ชวนให้คนเกลียดชัง!
แม้กระทั่งเว่ยเฉิน เขาเอ่ยคำว่ารักนางไม่หยุด แต่ความจริงแล้วเขาเพียงรักความเป็นสายเลือดสืบทอดของเขาเท่านั้น
‘การสืบทอด’ นี้จะเป็นนางหรือไม่นั้นก็ไม่สำคัญเลย
เว่ยกั๋วรู้สึกขอบคุณที่จิตของตนแข็งแกร่งนัก จึงยังจดจำพี่สาวคนนั้นได้…เด็กหญิงผอมบางที่คอยปลอบโยนนาง จำได้ว่าในโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนที่แฝงความร้ายกาจ นางเคยได้รับความรักจากคนผู้นั้น มือเล็กๆนั้นเคยลูบไล้บรรเทาความเจ็บปวดให้นาง ไม่ใช่มารดาผู้ให้กำเนิด ไม่ใช่ผู้เลี้ยงดู ไม่ใช่บิดาแท้ๆ
แต่มันไม่สำคัญ เพราะนางยังมีพี่สาว
นางไม่ได้อยู่เพียงลำพัง
นางยังมีชีวิตอยู่
และยามนี้นางจะไปตามหาพี่สาวคนนั้น
…….
แดนมารแห่งเทียนหลานนั้นตั้งอยู่นอกเขตห้าดินแดนหกสมุทรโดยสมบูรณ์ ล้อมรอบด้วยขุนเขาอันเวิ้งว้างไร้สิ้นสุด ผืนแผ่นดินแห่งนี้ถือเป็น ‘เขตต้องห้าม’ สำหรับผู้ฝึกตน เนื่องจากในแดนมารมีผู้ฝึกตนสายมารหลายคนที่นิยมใช้ร่างกายของผู้ฝึกตนสายวิญญาณเป็นวัตถุดิบในการหลอมอาวุธ
อย่างเช่นในอดีต มีสองพี่น้อง ‘อสูรสองหน้า’ ผู้ชื่นชอบการใช้เลือดของผู้ฝึกตนสายวิญญาณในการหล่อเลี้ยงพลังอันล้ำลึก
ยามใดที่ผู้ฝึกตนสายวิญญาณถูกพบในแดนมาร ก็คงไม่ต่างจากกระต่ายที่หลุดเข้าไปในถ้ำเสือ ด้วยเหตุนี้ แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีก็ยังไม่กล้าเหยียบเข้ามาในแดนมาร
บัดนี้ กลางวันที่อาทิตย์สาดแสงส่องจ้า มีสองร่างเล็กใหญ่กำลังไต่ยอดเขาแดนมารด้วยความลำบาก
ใบหน้าของพวกนางเปรอะเปื้อนด้วยคราบสกปรก เสื้อผ้าขาดวิ่นไม่เป็นทรง หากพลาดเพียงก้าวเดียว ร่างของพวกนางอาจพลัดตกลงไปในเหวลึกเบื้องล่างและสลายร่างกลายเป็นผุยผงได้
ผู้ที่ได้พบเห็นต่างก็คงต้องอดหวาดเสียวแทนเสียไม่ได้
ทว่าหากมีผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีหรือผู้ฝึกตนสายมารอยู่ที่นี่ พวกเขาคงจะสังเกตเห็นว่ามีผู้อาวุโสขั้นเบิกวิถีแฝงตัวอยู่รอบๆ ทั้งหมดหนึ่ง สอง สาม สี่…เจ็ดคน
ผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีอาจไม่กล้ามาที่นี่เพียงลำพัง แต่หากมาด้วยกันเจ็ดคนก็คงไม่ใช่ปัญหา
บรรพชนขั้นเบิกวิถีจากสำนักอวิ๋นหลานต่างก็มากันครบเพราะเกรงว่าจะมาไม่ทันและปกป้องศิษย์ตัวน้อยของสำนักเอาไว้ไม่ได้ ขณะนี้สายตาของพวกเขาจับจ้องไปที่พวกนางด้วยความเป็นห่วง เกรงว่าหากพวกนางพลาดพลั้ง ก็อาจจะพลัดตกจากยอดเขาแดนมารนี้ไป
และสองคนที่ดูสกปรกมอมแมมนั้น จริงๆแล้วคือจีอู๋ซวงและฮวาฟ้านอินที่ปลอมตัวมา
จบตอน
Comments
Post a Comment