บทที่ 241: มารที่ปกปิดตัวตน?
จีอู๋ซวงและฮวาฟ้าอินมียันต์ผนึกพลังวิญญาณติดตัวไว้ โดยบทบาทของพวกนางคือ ‘ผู้ถูกนักพรตธรรมะบีบคั้นให้ต้องหนีเข้าแดนมาร’ เป็นลูกนกน่าสงสารที่มีเป้าหมายเพื่อจะฝึกตนในวิถีมารเพื่อแก้แค้นบรรดาสำนักธรรมะทั้งหลาย
จีอู๋ซวงปีนป่ายได้สบายราวกับเดินบนพื้นราบ แต่ฮวาฟ้านอินกลับยากลำบากกว่า เพราะนางเคยเป็นผู้ฝึกตนสายวิญญาณ ไม่ได้ฝึกการบำเพ็ญกายา
ครั้นมองดูฮวาฟ้านอินที่กำลังหอบเหนื่อย จีอู๋ซวงจึงขมวดคิ้วเล็กน้อยและกล่าวว่า “ศิษย์พี่…หรือว่าท่านจะยอมกลับไปดี?”
ฮวาฟ้านอินถูกผนึกพลังวิญญาณ รวมทั้งพลังหยินบริสุทธิ์แห่งสวรรค์ในกาย ตอนนี้จึงดูเหมือนคนธรรมดาที่มีเพียงใบหน้าที่งดงามเท่านั้น นางเบิกตาอย่างเด็ดเดี่ยวพลางกัดฟันตอบว่า “คิดจะไล่ข้ากลับหรือ ไม่มีทาง ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าเสี่ยงคนเดียวหรอก!”
เจ้าเหยียนซิงนั่นช่างเลวทรามนัก จีอู๋ซวงต้องการให้เขาพานางเข้ามายังแดนมาร เขากลับกล่าวว่าหากฮวาฟ้านอินไม่ไป เขาก็จะไม่ไปเช่นกัน เพราะเขาต้องการตามติดเพื่อปกป้องฮวาฟ้านอินและไถ่บาป
ฮวาฟ้านอินจึงตบอกตัวเองอย่างเต็มที่ว่านางจะไปด้วยกันกับจีอู๋ซวง แต่เมื่อทั้งสองมาถึงทางเข้า เหยียนซิงเจ้าคนสารเลวนั่นกลับไม่ปรากฏตัว อีกทั้งติดต่อผ่านยันต์สื่อสารก็ยังไม่ได้ สมกับที่ว่ากันว่าคำพูดของมารนั้นเชื่อไม่ได้จริงๆ
เมื่อเหยียนซิงผิดนัดกะทันหัน ฮวาฟ้านอินจึงยิ่งทิ้งจีอู๋ซวงไว้เพียงลำพังไม่ได้
นางปาดเหงื่อที่ขมับพลางกล่าวว่า “วางใจเถิด ศิษย์พี่อย่างข้าจะไม่ทำให้เจ้าต้องลำบากแน่นอน”
จีอู๋ซวงถอนหายใจเบาๆ ก่อนยื่นมือให้ฮวาฟ้านอิน “เช่นนั้นให้ข้าช่วยพาท่านขึ้นไปดีไหม?”
ฮวาฟ้านอินรู้สึกตื่นเต้นจนใจเต้นแรง เพราะแม้ว่าศิษย์น้องหญิงผู้นี้จะดูเป็นกันเอง แต่จริงๆแล้วไม่ชอบสุงสิงกับใครมากนัก ทว่าตอนนี้ความสัมพันธ์ของพวกนางก้าวหน้าไปจนถึงขั้น ‘จับมือ’ กันง่ายๆแบบนี้แล้วหรือ?
ฮวาฟ้านอินยิ้มอย่างขวยเขินแล้วรีบจับมือจีอู๋ซวงทันที
“ศิษย์น้องหญิง ขอบใจนะ”
จีอู๋ซวงพยักหน้ารับ แต่กลับยกฮวาฟ้านอินขึ้นพาดบ่าราวกับล่าหมูป่าแล้วแบกขึ้นเขาต่อไป
ฮวาฟ้านอิน “???”
มันไม่เหมือนกับภาพที่นางคิดไว้เลยนี่!
เมื่อแบกฮวาฟ้านอินขึ้นบ่าได้ จีอู๋ซวงก็ออกตัวด้วยความเร็วสูง
“อ๊า! ช้าหน่อย! ช้าหน่อย!”
“ช้าลงหน่อย ช้าลง!!!”
“อ๊าาา!!!”
ถ้าถามถึงความรู้สึกของฮวาฟ้านอินในยามนี้ คงตอบได้คำเดียวว่า ‘เสียใจ’
เสียใจมากจริงๆ
เมื่อทั้งสองปีนขึ้นมาถึงยอดเขาแดนมารได้ในที่สุด ฮวาฟ้านอินก็ยังคงนั่งยองๆอยู่ที่พื้นพร้อมอาเจียนออกมาหลายรอบ
จีอู๋ซวงลูบจมูกตัวเองด้วยความรู้สึกผิด “ขอโทษนะ ศิษย์พี่…ข้าคงจะวิ่งเร็วเกินไปหน่อย”
ฮวาฟ้านอินนั่งพักอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะตั้งสติได้ ร่างกายแทบจะไร้เรี่ยวแรง แต่ถึงอย่างนั้น ใบหน้าซีดขาวของนางก็ยังมีรอยยิ้มปลอบใจศิษย์น้องของตน
“ไม่ใช่ความผิดของเจ้า…เป็นเพราะข้าเองที่อ่อนแอ…เมาง่าย…”
จีอู๋ซวงยิ้มแห้งๆ
นางได้แต่อึ้งและขำไม่ออกกับความเอ็นดูอย่างไม่มีเหตุผลของศิษย์พี่
เมื่อทั้งสองพักกันจนหายเหนื่อยแล้ว พวกนางก็ออกเดินทางต่อ ในใจคิดว่าคงจะได้เห็นทิวทัศน์อัน.งดงามของยอดเขา ทว่ากลับพบกับปราสาทสีดำที่สูงเสียดฟ้าตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางทุ่งร้างอันแห้งแล้ง ดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามยิ่งนัก
สถานที่นี้คือด่านแรกของการเข้าสู่เส้นแดนมาร นั่นคือ ‘เมืองหลอมวิญญาณ’
แท้จริงแล้ว ทันทีที่ทั้งสองออกจากเขตของยอดเขามาร จีอู๋ซวงก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความละโมบและความมืดมนที่จับจ้องมายังพวกนาง
ในแดนมารนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่ากฎ ที่นี่มีเพียงสิ่งเดียวคือ ‘หมัดใครใหญ่ คนนั้นคือผู้มีสิทธิ์’
การปรากฏตัวของทั้งสองเป็นเหมือนเนื้อชั้นเลิศสองชิ้น แม้จะดูเป็นคนธรรมดาไร้พลังวิญญาณ แต่ก็ถือว่าดีสำหรับการทำอาหารเคียงสุรา
พวกผู้ฝึกตนสายมารที่เต็มไปด้วยความโลภเข้าประชิดพวกนางแทบจะทันที
“โฮ่ ข้าเอาตัวใหญ่ ตัวใหญ่มีกล้ามเนื้อมาก น่าจะกินอร่อยเป็นแน่!”
“งั้นข้าขอเอาตัวเล็ก ใครอย่ามาแย่งข้าเด็ดขาด!”
“ไปให้พ้น คิดว่าเจ้าจะเป็นใครกัน! ข้าจะสนทำไมกันเล่า!”
“ใครถึงตัวก่อนคนนั้นได้ไป พวกเจ้าไม่รู้หรือไง!”
ฮวาฟ้านอินรีบยกมือขึ้นปกป้องจีอู๋ซวงไว้ข้างหลัง เตรียมต่อสู้กับพวกนั้น แต่ไม่ทันไร จีอู๋ซวงกลับกดไหล่ของศิษย์พี่ลง ก่อนจะหยิบหม้อขนาดใหญ่ออกมาจากด้านหลัง แล้วหมุนหม้อไปมาราวกับหมุนทวนกระแสลม และพุ่งเข้าไปทุบใส่พวกมารสุดแรง
โครม!!!
ช่างน่าทึ่ง!
พอหม้อเหล็กฟาดลงมา เหล่ามารพวกนั้นก็ถูกทุบจนสมองกระจาย ไม่มีใครส่งเสียงได้อีกเลย
เหล่าวิญญาณน้อยๆ และวิถีสวรรค์ในทะเลจิตของจีอู๋ซวงก็โวยวายขึ้นมาทันที
[อ๊าก จีอู๋ซวง เจ้ากำลังทำอะไรอยู่! เอาหม้อที่เราใช้คั่วเมล็ดแตงโมมาทุบหัวคน! แล้วเราจะเอาอะไรคั่วเมล็ดแตงโมกินอีกล่ะ!]
จีอู๋ซวงตอบเสียงเรียบ ‘นี่ไง รสใหม่ที่เรียกว่าสมองนองพื้น พวกเจ้าอยากลองไหมล่ะ?’
เหล่าวิญญาณน้อยๆ ในทะเลจิตพากันอึ้ง สีหน้าแทบจะซีดเซียว
[นี่เจ้า…เป็นโรคจิตหรืออย่างไร?!]
จีอู๋ซวงตัดการเชื่อมต่อจากทะเลจิต ไม่สนใจเสียงประท้วงอีกต่อไป หม้อในมือของนางหมุนตีเร็วขึ้นและหนักหน่วงขึ้นโดยไม่ต้องใช้พลังวิญญาณใดๆ อาศัยแค่พละกำลังทางกาย หม้อเหล็กฟาดขึ้นลงซ้ำไปซ้ำมา…เป็นได้ทั้งอาวุธและเกราะป้องกัน
เหล่ามารรอซุ่มโจมตีอยู่ในบริเวณนี้ซึ่งเป็นพื้นที่เหมือน ‘หมู่บ้านเริ่มต้น’ ของแดนมาร พวกเขาไม่ใช่ยอดฝีมืออะไรนัก แค่มองหาโอกาสทำร้ายผู้มาใหม่เท่านั้น
แต่ใครจะคิดว่าพวกเขาจะมาเจอคนแข็งแกร่งเข้าให้ในวันนี้
เพียงชั่วพริบตา เด็กสาวตัวน้อยก็ทุบมารตายไปสามสี่คนแล้ว ทว่าภาพที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าก็คือ…
เมื่อเด็กสาวร่างมอมแมมทุบเหล่ามารเสร็จแล้ว กลับโยนหม้อใหญ่ขึ้นฟ้า พลางร้องว่า “เก็บ!”
ศพของมารเหล่านั้นจึงถูกดูดเข้าไปในหม้อ แต่แล้วหม้อก็หมุนพลิกไปมาสักพัก ก่อนจะ “แหวะๆ” คายศพพวกนั้นออกมาหมด
ท่าทางราวกับหม้อใบนี้รังเกียจพวกมารสุดๆ
เด็กสาวเอียงศีรษะเล็กน้อย พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา “อย่าทำตัวเลือกกินนะ”
หม้อใหญ่ลอยวนรอบตัวเด็กสาวด้วยท่าทางน้อยใจอยู่นาน ก่อนที่นางจะหันไปมองเหล่ามารที่ยังรอดชีวิตอยู่แล้วยิ้มหวานให้ เผยให้เห็นฟันขาวสะอาด
“อ๋อ ที่แท้เจ้าชอบกินแบบยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม?”
หม้อเหล็ก: “???”
นั่นมันคำพูดของมนุษย์งั้นหรือ?
ฮวาฟ้านอิน: “???”
เดี๋ยวก่อน! ศิษย์น้องหญิง! เราเผลอหลุดบทไปแล้วหรือไม่?!
เราตั้งใจมาเป็นลูกนกน้อยน่าสงสารนะ ไม่ใช่ปีศาจน้อย!
เหล่ามารที่เหลือ: “!!!”
บัดซบ!
‘กินแบบมีชีวิต’ ที่ว่า หมายถึงกินพวกข้าหรือ?!
เหล่าผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีจากสำนักอวิ๋นหลานที่ตามมาคุ้มครองจีอู๋ซวง: “…”
เรื่องราวเริ่มดำเนินไปในทางที่พวกผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีจากสำนักอวิ๋นหลานคาดไม่ถึง เมื่อศิษย์น้องน้อยของพวกเขาดูเหมือนจะยิ่งคล้ายพวกมารมากกว่ามารตัวจริงเสียอีก แบบนี้นางคงไม่ต้องกลัวเรื่องเผยตัวตนแล้วสินะ?
จีอู๋ซวงใช้ปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ เพียงพริบตาก็ไปโผล่ตรงหน้าพวกมาร ความเร็วของนางเหนือมนุษย์จนพวกมารมองตามไม่ทัน
เมื่อเห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และกลิ่นอายคล้ายปีศาจของจีอู๋ซวง พวกมารก็พากันหวีดร้องราวกับไก่ตื่นตระหนก
"อ๊าก ท่านโปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!"
พวกมารต่างรีบคุกเข่าลงพร้อมเพรียงกัน ทั้งร้องขอชีวิตและกราบกรานไม่หยุด
"โปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย ข้าน้อยตาไม่ถึงภูเขาไท่ซานจริงๆ โปรดเมตตาข้าน้อยด้วย!"
"โปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย ข้าน้อยทำผิดไปแล้ว ผิดไปแล้ว!"
"ท่านโปรดไว้ชีวิต…"
พวกมารรีบคุกเข่าเร็วเสียจนจีอู๋ซวงได้แต่เบ้ปาก เก็บหม้อของตนแล้วเอ่ยเสียงเรียบ "ข้ากับพี่สาวเพิ่งมาที่นี่ ฝากเหล่าท่านผู้อาวุโสช่วยชี้แนะด้วย"
เหล่ามารร้องไห้น้ำตาไหลพราก "ท่านอย่าดูแคลนเราเลย เราผิดไปแล้วจริงๆ"
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเข้าใจผิด คิดว่าจีอู๋ซวงและฮวาฟ้านอินเป็นมารที่ ‘ปกปิดตัวตน’
ในแดนมารนี้มีมารอยู่หลายตนที่ชอบแกล้งปลอมตัวเป็นผู้มาใหม่ และสนุกกับการทำให้ผู้อื่นหวาดกลัว พวกเขาอ้างว่าความหวาดกลัวของเหยื่อคือแหล่งพลังที่ช่วยเสริมสร้างจิตวิญญาณแห่งวิถีของตนเอง
‘พวกโรคจิต’
พวกมารต่างคิดในใจ เพราะพวกเขาเชื่อว่าผู้มาใหม่นี้คือพวกมารโรคจิตที่ลุ่มหลงในการทรมานผู้อื่นเป็นแน่
"จริงๆแล้วพวกเราเป็นผู้มาใหม่" จีอู๋ซวงกล่าวยืนยัน
"ฮือๆๆ ท่านอย่ามาหลอกเราเลย…" เหล่ามารเอ่ยด้วยท่าทีหวาดผวา
ในเมื่อพูดความจริงแล้วก็ไม่มีใครเชื่อ จีอู๋ซวงจึงสั่งเสียงเรียบ "เอาละ พาพวกเราเข้าเมืองได้แล้ว"
"ขอรับ ขอรับ"
บทที่ 242: ถ้าไม่พอใจก็มาสู้กับข้าเลยสิ
เมื่อมีพวกมารนำทาง จีอู๋ซวงและฮวาฟ้านอินก็เข้าใจสถานการณ์ของแดนมารอย่างรวดเร็ว ปรากฏว่าแดนมารนั้นกว้างใหญ่มาก หากนับเฉพาะพื้นที่แล้ว แทบไม่ต่างจากห้าดินแดนของเหล่าผู้ฝึกตนสายวิญญาณ
ยังมีข่าวลือว่าแดนมารนี้อาจกว้างไกลไร้ขอบเขต และบางพื้นที่ยังมีพลังป้องกันแห่งฟ้า สามารถเชื่อมต่อไปยังแดนอื่นได้อีก แต่ความจริงเป็นอย่างไรนั้นยังไม่มีใครไปสำรวจให้กระจ่าง
พื้นที่ส่วนใหญ่ในแดนมารนั้นไร้ผู้คนเพราะเต็มไปด้วยอันตราย ใครพลาดพลั้งเพียงนิดก็มีโอกาสสิ้นชีพ ที่จริงแล้วพวกมารพัฒนาเพียงพื้นที่เล็กๆของแดนมารเท่านั้น โดยพื้นที่นี้แบ่งเป็นสี่ทิศ ได้แก่ ตะวันออก ตะวันตก ใต้ และเหนือ ซึ่งแต่ละทิศมีมารระดับ ‘ประมุขมาร’ ปกครอง
แต่เมืองหลอมวิญญาณนี้กลับไม่สังกัดทิศใดโดยเฉพาะ มันถูกปกครองร่วมกันโดยประมุขมารทั้งสี่ เรียกง่ายๆ ว่าเป็นพื้นที่สำหรับให้ประมุขมาร ‘แย่งคน’ เพราะการเสริมอำนาจนั้นย่อมต้องอาศัยผู้คนมารับใช้
หากใครถูกเลือกให้รับใช้ประมุขมารทิศใด นั่นถือเป็นโชคดีอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าถ้าไม่มีใครเลือก ก็ยังสามารถเป็นมารเร่ร่อนอยู่ได้
จีอู๋ซวงฟังแล้วพยักหน้าเบาๆ ก่อนถามขึ้นว่า “แล้วถ้าข้าถูกเลือกแต่ไม่อยากไปล่ะ?”
พวกมารถึงกับอึ้งไป “หา?”
อ้าว ที่แท้พวกนางก็เป็น ‘พวกหน้าใหม่’ จริงๆงั้นหรือ? แต่ทำไมถึงน่ากลัวขนาดนี้ล่ะ?
จีอู๋ซวงหรี่ตาลงเล็กน้อย กล่าวอย่างเย็นชา “อะไรกัน ข้าจะปฏิเสธไม่ได้เลยหรือ?”
พวกมารนึกถึงความร้ายกาจของจีอู๋ซวง จึงรีบปาดเหงื่อที่ขมับและตอบอย่างเกรงอกเกรงใจ “ก็…ไม่ใช่ว่าปฏิเสธไม่ได้หรอก…เพียงแต่ถ้าปฏิเสธแล้ว ก็เท่ากับขัดแย้งกับประมุขมารทั้งสี่ หนทางข้างหน้าคงไม่ง่ายแล้ว…”
จีอู๋ซวงพยักหน้า “อ้อ ถ้าไม่ง่ายก็เกลี่ยให้เรียบแล้วค่อยเดินไป”
พวกมาร: “…”
พวกมารได้แต่นำทางจีอู๋ซวงด้วยท่าทีนอบน้อม แต่ในใจกลับสบถไม่หยุด
เกลี่ยให้เรียบแล้วเดินไป นี่เจ้าฝันไปหรือไร!
เป็นพวกหน้าใหม่แล้วยังจะทำตัวกร่างได้ถึงเพียงนี้ ต่อให้เจ้าจะข่มขู่พวกมารระดับล่างแบบพวกข้าได้ แต่พอเจอกับพวกองครักษ์ของประมุขมารทั้งสี่ดูสิ หึ! คราวนี้คงได้ก้มกราบเร็วกว่าใครแน่!
อยากจะเห็นนักว่าเมื่อพวกนางเผชิญหน้ากับองครักษ์ของประมุขมาร พวกนางจะทำหน้าอย่างไร!
ครึ่งชั่วยามต่อมา จีอู๋ซวงและพวกมารก็มาถึงแท่นจิตวิญญาณนักรบในที่สุด
ผู้ติดตามของประมุขมารทั้งสี่ทิศ ตะวันออก ตะวันตก ใต้ และเหนือ ประจำอยู่ตามมุมต่างๆ ราวกับกำลังเลือกเนื้อหมู สายตากวาดมองพวกมารเบื้องล่างราวกับกำลังพิจารณาคัดเลือก ผู้ดูแลการลงทะเบียนเพียงขยับเปลือกตาขึ้นมองจีอู๋ซวงและฮวาฟ้านอินแวบหนึ่งอย่างเกียจคร้านแล้วกล่าวว่า "ยืนนิ่งทำไม ยื่นมือออกมาสิ"
มารผู้นั้นชี้ไปยังศิลามารที่อยู่เบื้องหน้า การตรวจสอบเช่นนี้เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ฝึกตนจากสำนักธรรมะปลอมตัวเข้ามา
ตามหลักแล้ว ทั้งผู้ฝึกตนสายวิญญาณและวิถีมารต่างก็ดึงพลังจากปราณฟ้าดิน แต่กลิ่นอายที่ปรากฏนั้นแตกต่างกันสุดขั้ว โดยผู้ฝึกตนสายวิญญาณจะมีแสงขาว ส่วนผู้ฝึกตนสายมารจะเป็นแสงดำ เมื่อสัมผัสศิลามารนี้ พวกเขาจะถูกเปิดเผยตัวตนทันที
แสงที่เปล่งออกมาหากยิ่งแรงก็แสดงถึงพรสวรรค์ของผู้ถูกทดสอบว่ายิ่งสูง
จีอู๋ซวงและฮวาฟ้านอินค่อยๆวางมือลงบนศิลามาร ทว่าศิลามารกลับนิ่งสนิทไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ มารผู้ดูแลทำหน้าบึ้งตึงแล้วเอ่ยอย่างไม่แยแส "ที่แท้ก็พวกไร้ค่า เสียเวลาข้าแท้ๆ ไปท้ายแถวซะ"
ผู้ทดสอบจะถูกจัดระดับเป็นห้าขั้น ได้แก่ เจี่ย อี่ ปิ่ง ติง และอู้ โดยที่เจี่ยคือระดับสูงสุด หากโชคดีอาจได้รับการคัดเลือกจากประมุขมารในทันที
ส่วนระดับอู้นั้นหมายถึงไร้ค่า ต้องทำงานเป็นทาสรับใช้ให้มารคนอื่นๆ หรือรับงานสกปรกต่ำต้อยในเมืองของประมุขมาร เช่น หากเป็นหญิงก็ต้องปรนเปรอทางเพศ แม้แต่การเป็นมารเร่ร่อนยังไม่สามารถทำได้ การถูกจัดมาอยู่ระดับนี้จึงเท่ากับตายทั้งเป็น
พวกมารที่นำทางจีอู๋ซวงมาที่นี่ เมื่อได้ยินว่าทั้งคู่ถูกจัดให้อยู่ในระดับอู้ก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา
แต่ไม่ทันไร จีอู๋ซวงก็เลิกคิ้วขึ้นนิดๆ ก่อนเอ่ยว่า "เจ้าบอกว่าข้าอยู่ในระดับอู้หรือ?"
"ใช่"
"แล้วคนในระดับอู้ต้องทำอะไร?"
"ก็ไม่แย่นัก เพราะได้ไปทำงานที่ 'หอชุนฟง' ก็ไม่เลว"
"ที่นั่นคืออะไร?"
"ก็ถ้ำหฤหรรษ์ยังไงเล่า"
จีอู๋ซวงมองมารผู้ดูแลการจัดระดับด้วยสายตายิ้มๆ แต่แฝงไปด้วยความน่าหวาดหวั่นจนมารผู้นั้นรู้สึกหนาวสันหลังแปลกๆ
"อะไร เจ้าไม่พอใจหรือ?"
จีอู๋ซวงพยักหน้า “ใช่ ข้าไม่พอใจจริงๆ”
มารผู้ดูแลถลึงตาด้วยความโกรธ “พวกไร้ค่าแบบพวกเจ้า ยังจะมาเรื่องมาก ถ้าไม่พอใจก็มาสู้กับข้าเลย…”
คำว่า ‘สิ’ ยังไม่ทันหลุดจากปาก จีอู๋ซวงก็หยิบหม้อใหญ่ขึ้นมาฟาดลงไปที่มารผู้นั้นอย่างเต็มแรง
ในช่วงเสี้ยวอึดใจก่อนที่หม้อจะฟาด.ลง จีอู๋ซวงแกล้งเบนทิศทางออกเล็กน้อย
โครม!!!
เสาเหล็กทมิฬแข็งแรงถูกหม้อฟาดจนเบี้ยวอย่างแรงราวกับถูกกระแทกด้วยอาวุธมหาศาล
จีอู๋ซวงหัวเราะเบาๆ พลางจ้องมองด้วยสายตาอำมหิต ดูทั้งบ้าคลั่งและน่าหวาดหวั่น แม้ร่างจะเล็กผอมบาง แต่กลับแผ่ซ่านกลิ่นอายสังหารออกมาราวกับหลุดมาจากเหวลึก
“อ่า~ ไม่น่าพลาดเลย ไม่อย่างนั้นก็คงได้เห็นหัวเจ้าระเบิดซะแล้ว น่าเสียดายนัก~”
ทุกคน: “……”
บัดซบ!
นี่มันตัวประหลาดอะไรกัน!!
จีอู๋ซวงทิ้งหม้อเหล็กใหญ่ลงกับพื้น ก่อนจะถีบมารผู้ดูแลการลงทะเบียนล้มกลิ้งไป แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ของเขาอย่างเอกเขนก จากนั้นจึงเหยียบหม้อเหล็กไว้ใต้เท้าพร้อมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ จ้องมารผู้ดูแลด้วยสายตาเย้ยหยัน “อะไรนะ เจ้าไม่พอใจหรือ?”
เด็กสาวตัวเล็กๆคนนี้ กร่างเสียจนแทบเห็นควันออกมาจากหัว!
คำพูดนี้ชัดเจนว่าเป็นประโยคที่มารผู้ดูแลเคยกล่าวกับจีอู๋ซวงมาก่อน แต่คราวนี้ถูกสวนกลับมาจนหน้าเขาแทบจมดิน
มารผู้ดูแลรีบลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แอบเหลือบมองศิลามารเพื่อยืนยันให้แน่ใจ เพราะเกรงว่าเด็กสาวเบื้องหน้าอาจเป็นมารอาวุโสที่แฝงตัวมา
พอมองดูชัดๆ…
หือ? อายุแค่สิบหก?!
นี่ข้ากลัวเด็กสาวอายุสิบหกเชียวหรือ? ถ้าเรื่องนี้รู้ไปทั่ว ข้าคงไม่ต้องมีที่ยืนในเมืองหลอมวิญญาณอีกต่อไปแล้ว!
มารผู้ดูแลโกรธจัด “เจ้าเด็กน้อย เจ้านึกว่าแค่พกสมบัติวิเศษแล้วจะมาหยิ่งผยองบนแท่นจิตวิญญาณได้งั้นหรือ?!”
‘ข้าจะฆ่าเด็กสาวนี่ซะ แล้วเอาหม้อใหญ่นั่นมาเป็นของข้า!’
พอเห็นท่าทางละโมบของอีกฝ่าย จีอู๋ซวงไม่ต้องอาศัยพลังจิตช่วย ‘แปล’ ก็รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ นางแค่นเสียงเย็นชา ดวงตาเปี่ยมด้วยความกระหายเลือด “ข้าหยิ่งผยองแล้วอย่างไร? ข้าไม่ทำให้หัวเจ้ากลายเป็นแค่กองเลือดก็ถือว่าเมตตาแล้ว ไปสิ ไปเรียกเหยียนซิงมาพบข้า ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดจึงเชิญข้ามาที่นี่แล้วให้คนมากล่าวหยาม หากเขาไม่อาจอธิบายให้ชัดเจน ข้าจะจับพวกเจ้าโยนลงหม้อไปให้หมด!”
สิ้นคำ หม้อเหล็กใหญ่ของจีอู๋ซวงก็ส่งเสียงก้องตอบรับทันที เปลวไฟสีดำลุกโชนขึ้นพุ่งสูงราวกับจะทะลุฟ้า กลิ่นอายแห่งความตายอันเข้มข้นเยือกเย็นและน่าสะพรึงกลัวก็แผ่ขยายออกมาจากหม้อ คลอไปด้วยเสียงร้องของเหล่าวิญญาณอาฆาตที่ฟังแล้วขนลุกขนพอง…
เพียงชั่วพริบตา แท่นจิตวิญญาณทั้งแท่นก็ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาแห่งความตาย หมอกแห่งความตายกลายร่างเป็นเถาวัลย์ขนาดยักษ์พันธนาการสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในบริเวณนั้นไว้แล้วยกขึ้นสูง ทำท่าจะโยนลงไปในหม้อ
“อ๊าก!!!”
เปลวไฟร้อนแรงนั้นเพียงแค่เข้าใกล้ เส้นผมของพวกมารก็ลุกไหม้ ‘พรึ่บๆ’ ทันที
“อ๊าก! ร้อนเกินไปแล้ว!”
“ผมของข้า!”
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมไปทั่วบริเวณ ไม่ว่าพวกเขาจะโจมตีเถาวัลย์นั้นอย่างไรก็ไม่อาจสร้างรอยขีดข่วนได้แม้แต่น้อย
พอรู้ว่าไม่มีทางสู้ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือวิ่งหนีเท่านั้น!
พอพวกมารเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าเปลวไฟแห่งความตายและเถาวัลย์ได้โอบล้อมพวกเขาจากทุกทิศทาง ราวกับถูกกักขังอยู่ในเขตแดนอันน่าสะพรึงกลัวที่ไร้ทางหนี
หากจีอู๋ซวงต้องการฆ่าพวกเขาจริงๆ มันคงจะง่ายเหมือนขยี้มด พวกมารต่างขาสั่นแทบทรุด โดยเฉพาะมารผู้ดูแลการลงทะเบียนที่เกือบจะปัสสาวะราดกางเกงด้วยความหวาดกลัว
โอ้โห!
เด็กสาวตัวเล็กอายุแค่นี้ ทำไมถึงมีภูมิหลังแข็งแกร่งปานนี้? นางกลายเป็นแขกคนสำคัญของประมุขมารแห่งเขตเหนือได้อย่างไร? มิน่าเล่าถึงได้มีสมบัติมากมายเหลือเกิน มีมาแบบไม่ขาดมือจริงๆ!
พวกมารคุกเข่าลงกับพื้นกันอย่างรวดเร็ว พลางร้องขอชีวิตด้วยสีหน้าหม่นหมอง
“ทะ…ท่านผู้ยิ่งใหญ่…โปรดอภัยให้เราด้วย เราไม่รู้จริงๆ ว่าท่านเป็นแขกคนสำคัญที่ประมุขมารเขตเหนือเชิญมา…”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ได้โปรดอภัยให้เราด้วยเถิด…”
“โปรดเมตตา ปล่อยพวกเราไปสักครั้งเถอะ…”
[1] มาจากสิบลำดับแผนภูมิสวรรค์ ซึ่งเป็นระบบการนับและจัดลำดับในจีนโบราณ ใช้ในการบันทึกเวลา กำหนดทิศทาง และจัดลำดับในหลายๆด้าน
บทที่ 243: ประมุขมารเผยตัว
ประมุขมารเขตเหนือหรือเหยียนซิง แม้จะเคยประกาศสละตำแหน่งให้หวงชิ่ง แต่ก็กลับมารับตำแหน่งอีกครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่อไม่นานมานี้ นอกจากประมุขมารทั้งสี่แห่งทิศตะวันออก ตะวันตก ใต้ และเหนือแล้ว ไม่มีใครกล้าเอ่ยชื่อของเหยียนซิงออกมาโดยไม่เคารพ แม้แต่หวงชิ่งที่เคยได้เป็นประมุขมารชั่วคราวก็ยังไม่กล้าหยามเขา
พวกมารมองดูจีอู๋ซวงที่นั่งเอกเขนกพาดตัวอยู่บนเก้าอี้ใหญ่ สะบัดขาไขว่ห้างอย่างสบายใจ และยังมีท่าทางหยิ่งผยองสุดๆ
พวกมารยิ่งมองก็ยิ่งอัดอั้น อยากจะสาปแช่งนางให้ถึงบรรพบุรุษสิบแปดรุ่น
นางมีปัญหาทางจิตหรืออย่างไร?!
นางเป็นแขกคนสำคัญที่ประมุขมารเขตเหนือเชิญมา แต่กลับมาแกล้งทำตัวเป็นเด็กน่าสงสารกับพวกเขาเนี่ยนะ?!
เห็นหรือไม่? พวกเขากำลังขุดหลุมฝังตัวเองแล้ว!
จีอู๋ซวงรอให้พวกมารร้องขอชีวิตจนหนำใจแล้วจึงค่อยๆสั่งให้ม่านม่านปล่อยพวกเขาลงมา ก่อนเอ่ยเสียงเย็นว่า “ไปเรียกเหยียนซิงมา”
พวกมารได้ยินแล้วถึงกับงง “อะไรนะ?”
พวกข้ามีอำนาจแค่ไหนกันเล่า!
ถ้าประมุขมารแห่งเขตเหนือเป็นคนที่พวกเขาเรียกมาได้ง่ายๆ แล้วพวกเขาจะต้องมาติดอยู่ที่นี่ทำไมกัน?!
พวกมารกำลังแอบบ่นกันในใจ จู่ๆก็มีเสียงคำรามดังกึกก้องกัมปนาทราวกับเสียงเสือคำรามสั่นสะเทือนจากฟากฟ้า ทุกคนเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นชายหนุ่มในชุดคลุมสีดำทรงพลังขี่เสือสีดำยักษ์ตรงเข้ามา ดวงตาของเขาคมกริบ พลังลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึง
เป็นใครไปไม่ได้นอกจากประมุขมารเขตเหนือ เหยียนซิง
เหยียนซิงมองดูภาพเบื้องล่างที่ชุลมุนวุ่นวาย พวกมารหลายคนถูกจีอู๋ซวงเผาจนกลายเป็นเหมือน ‘นักพรตพุทธ’ หัวโล้นไปหมด เขาอดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปาก
ไม่เสียทีที่เป็นลูกรักของสำนักอวิ๋นหลาน ความสามารถในการก่อเรื่องนี่ระดับหนึ่งจริงๆ
จีอู๋ซวงกับฮวาฟ้านอินจ้องเขาอย่างไม่พอใจ เหยียนซิงได้แต่ลูบจมูกเขินๆ ไม่ใช่ว่าเขาอยาก ‘ผิดนัด’ แต่บังเอิญเจอคนสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถละตัวออกมาได้ทัน จึงมาช้ากว่าที่ควร
แต่ในสถานการณ์นี้ เขาควรรีบขอโทษสองเด็กมหาภัยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นคนหัวโล้นรายต่อไปอาจเป็นเขาเอง
เหยียนซิงกระโดดลงจากหลังเสือดำ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมา “ขออภัยจริงๆ ข้ามาช้าไปหน่อย”
จีอู๋ซวงลุกขึ้น ชี้ไปยังเหล่ามารหัวโล้นที่เพิ่ง ‘อบเสร็จใหม่ๆ’ แล้วกล่าวว่า “ท่านมาช้าไปจริงๆนั่นแหละ นี่แหละบทเรียนสำหรับท่าน”
เหยียนซิงหัวเราะเบาๆ “ใช่แล้ว ใช่แล้ว สมควรแล้ว”
พวกมารหัวโล้น: “…”
พวกเขาได้แต่เก็บคำสบถไว้ในใจ นี่มันเรื่องอะไรกัน! พวกท่านทะเลาะกัน แล้วทำไมคนที่ต้องหัวโล้นคือพวกข้าล่ะ?!
จีอู๋ซวงเก็บหม้อเหล็กแล้วเอ่ยอย่างรวบรัด “ไปกันเถอะ”
เหยียนซิงงุนงงเล็กน้อย “ไปไหนล่ะ?”
“ก็ไปบ้านท่านน่ะสิ!”
บุตรแห่งโชคชะตาในฝั่งนั้น ทั้งหมดน่าจะถูกโมหลานอีกวาดเรียบไปหมดแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ตอนนี้โม่หลานอีคงเหลือเพียงแค่เหยียนซิงผู้เป็น ‘คู่แท้แห่งโชคชะตา’ ที่ฟ้าลิขิตไว้ในชะตาแล้ว
ถ้านางตัดขาดสายสัมพันธ์ระหว่างโม่หลานอีกับเหยียนซิงได้ โม่หลานอีก็จะสูญเสียโชคชะตาในฐานะ ‘บุตรแห่งโชคชะตา’ ไปโดยสมบูรณ์ ถึงตอนนั้นนางก็จะสามารถมอบโม่หลานอีให้กับจักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆาได้ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณของอีกฝ่าย
คิดจะจับลูกเสือ ก็ต้องเข้าถ้ำเสือสินะ!
ไปจับคู่แท้ที่บ้านเหยียนซิงกันเถอะ!
เหยียนซิงรู้สึกแปลกๆกับสายตาที่จีอู๋ซวงมองเขา ทว่าก็ได้แต่กล่าวว่า “บ้านข้าก็ไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ…”
“พอเถอะ เลิกพูดมากได้แล้ว”
จีอู๋ซวงคว้ามือฮวาฟ้านอิน กระโดดขึ้นหลังเสือดำตัวใหญ่ในพริบตา
พยัคฆ์ทมิฬตัวนี้เป็นสัตว์พันธสัญญาคู่ใจของประมุขมารเขตเหนือ ถือเป็นสัตว์อสูรวิญญาณระดับแปดขั้นสูงสุด เรียกได้ว่ามันคือราชาแห่งอสูรวิญญาณในขั้นเบิกวิถี หากไม่ใช่เพราะเหยียนซิงทำพันธสัญญากับมันมาตั้งแต่เล็ก เขาก็คงไม่อาจควบคุมอสูรวิญญาณผู้มีสายเลือดทรงพลังและดุดันเช่นนี้ได้
การกระโดดขึ้นหลังเสือดำโดยไม่ขออนุญาตของจีอู๋ซวงทำเอาเหยียนซิงถึงกับตะลึง และแม้แต่เหล่ามาร (หรือตอนนี้จะเรียกว่าฝูงนักพรตพุทธหัวโล้นก็ได้) ก็พลอยใจเต้นไปตามๆกัน แต่แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้กังวลเรื่องความปลอดภัยของจีอู๋ซวง พวกเขากำลังลุ้นในใจอยู่ต่างหาก
‘กินนางเลย! กินนางเลย! จัดการให้เข็ดหน่อยเถอะ ท่านเสือดำ!’
พยัคฆ์ทมิฬเองก็ตกใจที่จีอู๋ซวงขึ้นขี่หลังมันอย่างคุ้นเคยขนาดนี้ มันเตรียมจะสะบัดนางลง แต่ไม่ทันไร นางก็นั่งลงอย่างมั่นคง แล้วยกมือขึ้นตบหัวมันเบาๆ พร้อมเอ่ยว่า “อย่ามาทำเป็นเล่น ถ้าเจ้ากวนประสาท ข้าจะเผาเจ้าจนเป็นเนื้อเสือแห้ง”
ทันทีที่จีอู๋ซวงสัมผัสตัวพยัคฆ์ทมิฬ กลิ่นอายของแผนภาพทำนายฟ้า กระดูกหงเหมิง และเพลิงไท่ซวี ก็แผ่ออกมารอบตัวนาง โดยเฉพาะเพลิงไท่ซวีที่ทำให้พยัคฆ์ทมิฬรู้สึกสะท้านถึงปลายหาง
แต่สิ่งที่ทำให้มันยอมสยบอย่างสมบูรณ์คือ.กลิ่นอายแห่งเผ่าปีศาจอสูรที่จีอู๋ซวงและฮวาฟ้านอินแผ่ออกมา
จีอู๋ซวงมีกลิ่นอายของเถาเถี่ย และฮวาฟ้านอินก็มีกลิ่นอายของโห่ว ซึ่งเป็นสัตว์ในตำนานที่น่าหวาดหวั่น
ในสายตาของสัตว์วิญญาณอย่างเสือดำ ทั้งสองนั้นคือสัตว์ร้ายยิ่งกว่าสิ่งใด ยิ่งไปกว่านั้นคือพลังอำนาจอันน่าหวาดกลัวที่แผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัว ทำให้พยัคฆ์ทมิฬต้องหดหางลงและอยากจะพลิกตัวนอนหงายท้องยอมจำนนทันที
พยัคฆ์ทมิฬเบิกตากว้างแสดงความไร้เดียงสาอย่างสุดซึ้ง “ข้าไม่กล้าขยับ ไม่กล้าขยับเลย”
จีอู๋ซวงยกยิ้มเอ็นดู “เจ้านี่เชื่องดีจริงๆ”
“โฮก~” พยัคฆ์ทมิฬครางรับด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู
จีอู๋ซวงไม่รอช้า ลูบขนเสือดำอย่างสนุกมืออยู่หลายที ก่อนจะหันมายิ้มกว้างให้เหยียนซิงที่ยืนตะลึงเหมือนถูกสาปอยู่ด้านล่าง
“ท่านมัวยืนอึ้งอะไรอยู่ล่ะ? ขึ้นมาสิ กลับบ้านได้แล้ว”
เหยียนซิงมองเสือดำคู่ใจที่กำลังเอาหัวไปคลอเคลียกับฝ่ามือของจีอู๋ซวงด้วยท่าทางประจบประแจง ทำเอาเขาถึงกับอดยิ้มแห้งๆไม่ได้
“มาแล้ว มาแล้ว” เหยียนซิงเดินเข้ามาใกล้เสือดำตัวใหญ่ แต่ก็พบว่า…ที่นั่งบนหลังเสือนั้นเต็มหมดแล้ว
ใครจะคิดว่าตอนมายังมีที่ให้เขานั่งอย่างดี แต่ตอนกลับเขากลับไม่มีที่เสียแล้ว
ในขณะที่ทั้งสามคนและพยัคฆ์ทมิฬเตรียมจะออกเดินทาง จีอู๋ซวงก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ นางก้มลงมองพวกมารด้านล่างก่อนจะเชิดหน้าขึ้นด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง พลางแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน
“พวกเจ้าทั้งหลายมองไม่เห็นระดับพลังของข้าก็ไม่แปลก ข้าหาใช่มารหรือผู้ฝึกตนสายวิญญาณ ข้าเป็นผู้บำเพ็ญกายา ต่อให้ข้าไม่ออกแรงใดๆ แต่หากข้าเริ่มลงมือ ข้าจะสยบผู้แข็งแกร่งทุกคนในแดนมารแห่งนี้ หากไม่พอใจ ก็เชิญมาหาข้าที่จวนของประมุขมารเขตเหนือได้เลย”
กล่าวจบ จีอู๋ซวงก็ตบหัวพยัคฆ์ทมิฬเบาๆ พยัคฆ์ทมิฬแผดเสียงคำราม “โฮก!” ก่อนจะพุ่งทะยานออกไปดั่งสายลมพัดกระหน่ำ
เหยียนซิงที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังอีกครั้ง “…”
นี่มันถิ่นของข้านะ…จะไม่เคารพเจ้าของบ้านบ้างเลยหรือ?
พวกมารด้านล่างรีบถามด้วยความสงสัย “ท่านประมุขมาร นางเป็นใครกัน?”
อยู่ๆ นางก็ประกาศคำท้าทายเช่นนั้น พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่านางหมายความว่าอย่างไร
เหยียนซิงไม่ได้ตอบ เพียงแค่หันกลับไปมองพวกมารด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะก้าวเดินบนอากาศจากไป ทิ้งพวกมารไว้ท่ามกลางความสับสน
แม้จีอู๋ซวงจากไปแล้ว แต่ตำนานเรื่องราวของนางก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว!
เด็กสาวผู้บำเพ็ญกายา ผู้ถือสมบัติเพียงไม่กี่ชิ้น กลับกล้าท้าทายว่าจะสยบผู้แข็งแกร่งทุกคนในแดนมารอย่างเปิดเผยเช่นนี้! ถ้านี่ไม่ใช่การประกาศคำท้าแล้วจะเป็นอะไรได้?
ท้าทายแดนมารอย่างนั้นหรือ?
บ้าบอสิ้นดี!
นางฝันไปหรือไร?!
ถูกท้าทายกันถึงเพียงนี้ หากเหล่าผู้แข็งแกร่งจากสี่เขตของแดนมารยังยอมทนได้ เช่นนั้นก็คงจะต้องถูกเหยียบหัวจนอับอายขายหน้าแล้ว
ยอมไม่ได้!
ต้องทำให้นางรู้จักบทเรียนเสียบ้าง!
บทที่ 244: หญิงสาวปริศนา
บนหลังพยัคฆ์ทมิฬ ฮวาฟ้านอินมองจีอู๋ซวงอึ้งๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ศิษย์น้องหญิง เอ่อ เมื่อครู่…นั่นคือ…”
จีอู๋ซวงยิ้มแย้มอย่างภาคภูมิใจ “ข้าก็ประกาศคำท้ายน่ะสิ”
ฮวาฟ้านอิน “…”
คำท้าอย่างนั้นหรือ? ทว่าในสายตานาง นั่นมันเหมือนกับการหาเรื่องให้โดนรุมตีเสียมากกว่า
“ทำไมเจ้าต้องประกาศคำท้าด้วยล่ะ?”
“แน่นอนว่าก็เพื่อให้ทุกคนในแดนมารจับจ้องมาที่ข้า” จีอู๋ซวงยิ้มอย่างมั่นใจ
สายตาที่แฝงความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมทำให้ฮวาฟ้านอินอดชื่นชมไม่ได้ แม้ยามนี้ศิษย์น้องคนนี้จะไม่ได้ใช้ใบหน้าเดิมของเจ้าตัว แต่ก็ยังงดงามในแบบของนางจริงๆ
แสงสว่างจากเด็กคนนี้ราวกับเปล่งออกมาจากจิตวิญญาณอย่างแท้จริง!
แผนการของจีอู๋ซวงนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา โม่หลานอีที่ได้ชื่อว่าเป็นบุตรแห่งโชคชะตานั้นได้รับโชคจากการขโมยพลังของผู้อื่น
จีอู๋ซวงจึงต้องการให้ตัวเองกลายเป็น ‘ยอดแห่งโชค’ ที่ทั้งโอหังและโดดเด่นในสายตาของทุกคนในแดนมาร
เช่นนั้น โม่หลานอีก็จะต้องจับจ้องมายังนาง
และตราบใดที่โม่หลานอีกล้าเข้ามาใกล้ จีอู๋ซวงก็จะมีโอกาสกำจัดนางให้สิ้นซาก!
จีอู๋ซวงถึงกับถามวิถีสวรรค์ว่าหากนางกำจัดโม่หลานอีในตอนนี้จะโดนฟ้าผ่าหรือไม่ และคำตอบที่ได้รับคือไม่เพียงจะไม่ถูกลงโทษ แต่ยังจะได้รับรางวัลจากสวรรค์อีกด้วย!
เห็นได้ชัดว่าพลังแห่งฟ้าดินอาจจะได้รับประโยชน์มากมายหลังจากการมาเยือนของจักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆาจน ‘มีสติ’ ขึ้นมาบ้างแล้ว และเห็นถึงความไม่ชอบมาพากลของโม่หลานอีในฐานะผู้ทำให้โชคชะตาต้องแปรปรวน
การกำจัดโม่หลานอีจะทำให้ฟ้าดินหวนกลับคืนสู่เส้นทางที่ถูกต้อง!
หากวิถีสวรรค์สามารถตามหาโม่หลานอีจนพบ มันคงอยากลงมือเองเสียด้วยซ้ำ อยากฟาดนางสักสองที แล้วอัดนางให้เละเหมือนหัวหมูแน่ๆ
จวนประมุขมารเขตเหนือ แท้จริงแล้วคือวิหารที่ตั้งอยู่บนยอดเขามารมรกตที่ทอดยาวน่าเกรงขาม พื้นที่แห่งนี้ปกคลุมด้วยน้ำแข็งและหิมะที่ไม่เคยละลาย ท่ามกลางหมอกควันที่ลอยอยู่รอบๆ ราวกับเป็นสถานที่ฝึกตนที่เข้มงวดเคร่งครัดที่สุด
เมื่อจีอู๋ซวงแตะพื้น ก็หันมามองเหยียนซิงด้วยสายตาสงสัย “นี่คือที่อยู่ของท่าน?”
“ใช่” เหยียนซิงพยักหน้า ขณะที่ลมพัดหิมะปลิวฟุ้งทั่วภูเขา จนทั้งบริเวณดูราวกับแดนสวรรค์ “งามไหมเล่า? มีความรู้สึกเหมือนอยากจะทะยานกลายมาเป็นมารขึ้นมาเลยใช่ไหม?”
ฮวาฟ้านอินกวาดตามองไปรอบๆ ที่โล่งกว้างราวกับทะเลทรายขาวโพลน แล้วกระตุกมุมปาก “ไม่แปลกใจเลยที่มารเขตเหนือหลายคนกลายเป็นพวกเชือดหมู ขายของกิน หรือคนขายน้ำมันเพราะพอเข้าดินแดนวิญญาณ พวกท่านที่อุดอู้อยู่แต่ในภูเขากันก็คงเหงาล่ะสิ?”
เหยียนซิงหัวเราะเบาๆ มองฮวาฟ้านอินด้วยสายตาอ่อนโยน “เจ้านี่รู้จักข้าดีจริงๆ นี่เป็นจวนที่บรรพจารย์ประมุขมารสร้างไว้ให้ข้า แต่ข้าก็ไม่ได้ชอบบรรยากาศนี้นัก ข้าเองก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง”
บรรพจารย์ประมุขมารเคยกล่าวไว้ว่าเหยียนซิงคือ ‘ความหวัง’ ที่มีพรสวรรค์สูงที่สุดในหมู่มารแห่งเทียนหลาน และจะนำพาแดนมารทั้งสี่เขตให้รวมกันได้ในสักวัน
แต่เกรงว่าเขาคงจะทำให้บรรพจารย์ต้องผิดหวังแล้ว
ฮวาฟ้านอินรู้สึกตะขิดตะขวงใจเล็กน้อย จึงยกมือขึ้นกอดอกเป็นเชิงปฏิเสธ “ข้าไม่ได้สนใจท่านขนาดนั้นหรอก ข้าแค่อยากรู้ว่าเหตุใดท่านจึงผิดนัดไม่มารับเราตามที่สัญญาไว้ต่างหาก”
เหยียนซิงกำลังจะตอบคำถาม แต่ก็พอดีกับที่มีมารเฒ่าผู้รับใช้วิ่งออกมาจากวิหาร
“ท่านประมุขมาร หญิงผู้นั้นฟื้นแล้ว! หญิงผู้นั้นฟื้นแล้ว!”
“ฟื้นแล้วหรือ?” เหยียนซิงเลิกคิ้วขึ้นแล้วหันไปหาจีอู๋ซวงกับฮวาฟ้านอิน “พวกเจ้าสงสัยใช่ไหมว่าทำไมข้าจึงผิดนัด ก็เพราะข้าไปช่วยหญิงสาวที่พิเศษมากคนหนึ่งกลางทางพอดี และบังเอิญว่าตอนนี้นางก็ฟื้นแล้ว เราไปดูด้วยกันดีหรือไม่?”
ฮวาฟ้านอินไม่มีทีท่าสนใจ แต่จีอู๋ซวงกลับเบิกตากว้างอย่างกระตือรือร้น “ไปสิ ไปสิ ต้องไปดูให้ได้!”
หาก ‘หญิงสาว’ ที่ว่านี้เป็นคนอื่นก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าเป็นโม่หลานอีก็คงต้องบอกว่าชะตากำหนดชัดเจนแล้ว แม้เรื่องราวจะเบี่ยงเบนไปแค่ไหน ก็ยังนำพาให้ทั้งคู่ต้องมาพบกันจนได้ น่าตกใจจริงๆ
ถ้าเหยียนซิงยังคงปล่อยให้โม่หลานอีล้างสมองและกลายเป็นกำลังของอีกฝ่าย นางก็พร้อมจะฆ่าเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มต้น
ในเมื่อครั้งนี้นางมีคนมากมายอยู่ข้างๆ รวมถึงศิษย์สำนักอวิ๋นหลานที่อยู่ในขั้นเบิกวิถีอย่างน้อยเจ็ดแปดคน การใช้คนมากเข้าข่มย่อมได้เปรียบเสมอ
หืม?
ทำแบบนี้ไม่เหมาะกับการเป็นคนดีงั้นหรือ?
เหอะ! เหยียนซิงเป็นมาร เรื่องศีลธรรมจะต้องใส่ใจทำไมกัน?
ขณะที่เหยียนซิงเดินนำหน้าไป เขาก็รู้สึกถึงความหนาวเย็นแผ่กระจายอยู่เบื้องหลัง พอหันกลับมามองก็เห็นจีอู๋ซวงกำลังจ้องมาที่ท้ายทอยของเขาด้วยรอยยิ้มแปลกๆ ทำให้เขาพลันขนลุกวูบขึ้นมา
ถ้าเหยียนซิงเป็นพยัคฆ์ทมิฬจริงๆละก็ ตอนนี้เขาคงกำลังยืนตั้งท่าขนฟูเต็มตัวแล้ว
เหยียนซิง: “???”
ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรให้เจ้าขุ่นเคืองนี่นา? เหตุใดต้องมองข้าด้วยสายตาแบบนั้น?!
หรือว่านางไม่ถูกใจใบหน้านี้ของข้า?
ดูเหมือนว่าทุกครั้งที่ข้าเปลี่ยนเป็นใบหน้าในคราบประมุขมาร นางจะทำหน้าเหม็นเบื่อราวกับกำลังมองแมลงที่น่ารำคาญ…
หรือว่านางจะชอบใบหน้าธรรมดา.ธรรมดา ของ ‘อาจารย์เหยียน’ มากกว่าใบหน้าหล่อเหลาของประมุขมาร?
เหยียนซิงรีบยกมือแตะหน้าตัวเอง จากนั้นใบหน้าหล่อเหลาก็เปลี่ยนเป็นใบหน้าคมเข้มของ ‘อาจารย์เหยียน’ และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดูธรรมดายิ่งขึ้น คราวนี้จีอู๋ซวงจึงมองเขาด้วยสายตาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
เหยียนซิง: “…”
ไม่รู้ว่าทำไม แต่เขาก็.อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจจีอู๋ซวง
อายุยังน้อยนัก ดวงตากลมโตน่ารัก แต่ไฉนมองโลกผิดแปลกจนไม่รู้จักชื่นชมความงามกันนะ?
ภายในโถงใหญ่ที่เงียบสงบและโอ่อ่า จีอู๋ซวงเหลือบไปเห็นหญิงสาวที่นอนพิงอยู่บนเตียงหยกทันที
ใบหน้าของหญิงสาวผู้นั้นงดงามอ่อนหวาน ดวงตาฉ่ำเยิ้มราวกับสายน้ำ ผิวพรรณขาวดุจหิมะบนยอดเขา
ด้วยบุคลิกอันแสนบอบบางน่าเวทนาและความงามอันไร้ที่เปรียบ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า…นี่คือโม่หลานอี
ต้องยอมรับว่าการเดินทางกลับมาจากแดนวิญญาณทำให้นางดู.งดงามขึ้นอีกขั้น ไม่เพียงแค่ความงามทางกาย แต่บุคลิกอันสูงส่งของนางก็เปล่งประกายยิ่งขึ้น จนกระทั่งแม้แต่ฮวาฟ้านอินยังตกตะลึงจ้องมองอย่างลืมตัว
สำหรับโม่หลานอี นางเพียงแค่มองจีอู๋ซวงและฮวาฟ้านอินอย่างผ่านๆ ก่อนจะหันไปทำความเคารพเหยียนซิงด้วยความนอบน้อม
“ขอบคุณพวกท่านที่ช่วยชีวิตข้าไว้”
จีอู๋ซวงและฮวาฟ้านอินได้เปลี่ยนใบหน้าของตนเอง อีกทั้งยามนี้พวกนางยังอยู่ในสภาพเสื้อผ้าเก่าโทรม ทั้งยังไร้ซึ่งพลังวิญญาณหรือพลังมาร บอบบางน่าสงสาร ทำให้โม่หลานอีไม่อาจคาดเดาตัวตนที่แท้จริงของพวกนางได้
หากเซียนเฒ่าอยู่ที่นี่ บางทีก็อาจจะช่วยเตือนนางได้บ้าง แต่เพราะการบุกรุกเข้าเขตมารอย่างกะทันหันทำให้เซียนเฒ่าได้รับบาดเจ็บจากพันธนาการของแดนมารจนสลบไสลไม่ได้สติไป ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้โม่หลานอีดูอิดโรยเช่นนี้
หลังจากโม่หลานอีเอ่ยคำขอบคุณเรียบร้อยแล้ว นางก็เงยหน้าขึ้นมอง และทันใดนั้นเอง เงาร่างใหญ่โตก็พุ่งตรงเข้ามาหานาง พร้อมกับเสียงคำรามของเสือดำ
“โฮก!”
พยัคฆ์ทมิฬร่างดุดันพุ่งเข้าใส่โม่หลานอีทันที จีอู๋ซวงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
นางไม่ต้องลงมือเอง โม่หลานอีก็จะจบชีวิตลงด้วยเขี้ยวเล็บเสือแล้วหรือ?
ทว่าอึดใจต่อมา จีอู๋ซวงก็ต้องประหลาดใจยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นเสือดำตัวใหญ่สะบัดหางและขยับตัวไปมา ไม่เพียงแค่ไม่ทำร้ายนาง แต่ยังเอาหัวไปคลอเคลียนางอย่างอ่อนโยน
โม่หลานอียิ้มหวาน เสียงหัวเราะอันอ่อนโยนของนางทำให้บรรยากาศอ่อนละมุน ใครเห็นเป็นต้องเอ่ยปากชมว่านี่คือภาพ ‘นางเซียนลูบไล้เสือ’
จีอู๋ซวงและฮวาฟ้านอิน “…”
ไม่ไหวแล้ว เสือดำตัวนี้สกปรกเกินไปแล้ว นางไม่เอาแล้ว
ฮวาฟ้านอินแสยะยิ้มมุมปากด้วยความรังเกียจ นางรู้อยู่แล้วว่าผู้ที่โจมตีนางคราวนั้นคือโม่หลานอี แต่เหยียนซิงดันไปช่วยชีวิตนางกลับมา อีกทั้งพยัคฆ์ทมิฬที่เขาเลี้ยงยังสนิทสนมกับนางขนาดนี้…มันเกินไปแล้วจริงๆ
ถ้าในอนาคตเหยียนซิงยัง ‘ใกล้ชิด’ กับโม่หลานีแบบนี้ นางกับเขาคงต้องกลายเป็นศัตรูกันเท่านั้น!
เหยียนซิงเห็นสายตาของฮวาฟ้านอินที่เริ่มแฝงไปด้วย ‘จิตสังหารแห่งการต่อสู้’ ก็รู้สึกงุนงง แต่เขาก็ยังคงส่งเสียงผ่านจิตบอกพวกนางทั้งคู่ว่า ‘นี่แหละคือความพิเศษที่ข้าพูดถึง…พยัคฆ์ทมิฬของข้าสนิทกับนางเป็นพิเศษ ซึ่งมันแปลกมาก’
อสูรวิญญาณของเหยียนซิงในฐานะสัตว์อสูรระดับสูงสุดในขั้นเบิกวิถี มันเป็นสัตว์ที่แทบจะไม่สนใจใครหน้าไหน แม้แต่เหยียนซิงเองยังเอาใจมันได้ไม่ง่ายนัก
แต่ทันทีที่มันเห็นหญิงสาวคนนี้บาดเจ็บ นางกลับทำให้พยัคฆ์ทมิฬแสดงความดีใจอย่างเห็นได้ชัด ถึงกับเป็นฝ่ายเข้าไปช่วยนางเองเสียด้วย
หลังจากพาตัวกลับมาที่นี่ พยัคฆ์ทมิฬก็ยังคงอยากอยู่ใกล้ชิดและคอยเฝ้านางไม่ห่าง เขาจึงไม่เชื่อเด็ดขาดว่าหญิงสาวผู้นี้ไม่มีอะไรพิเศษ
บทที่ 245: เนื้อท่านคงจะเป็นอาหารชั้นเลิศสินะ?
จีอู๋ซวงฟังจากที่เหยียนซิงเล่ามาแล้วก็เข้าใจทันที จึงแอบส่งเสียงผ่านจิตถามกลับไปว่า ‘นอกจากพยัคฆ์ทมิฬแล้ว สัตว์วิญญาณตัวอื่นเป็นแบบนี้ด้วยหรือไม่?’
เหยียนซิงตอบ ‘ใช่ ข้าเจอสัตว์วิญญาณตั้งสี่ห้าตัวที่พยายามตามเรามาด้วยระหว่างทางที่พานางกลับมา ทั้งหมดนั้นเป็นสัตว์ที่มีสายเลือดชั้นสูง แต่ละตัวล้วนแสดงออกว่าอยากอยู่ข้างนางตลอดเวลา…’
‘แล้วสัตว์วิญญาณพวกนั้นอยู่ไหน?’
‘ข้าขังไว้หมดแล้ว’
โอกาสได้สัตว์วิญญาณสายเลือดชั้นสูงมารอถึงมือขนาดนี้ ใครเล่าจะไม่เก็บไว้! การได้สัตว์วิญญาณเหล่านี้มาง่ายๆ ก็เหมือนกับมีหินวิญญาณชั้นเลิศร่วงหล่นลงมาจากฟ้า เหล่าผู้คนในแดนมารคงไม่พลาดที่จะเก็บเกี่ยว
ฮวาฟ้านอินอยากส่งเสียงผ่านจิตเช่นกัน แต่เนื่องจากพลังยังไม่เพียงพอ นางจึงทำได้แค่กระวนกระวาย จนกระทั่งรู้สึกถึงพลังจากกระต่ายจันทราที่แผ่เข้ามาช่วยเสริม นางจึงรีบส่งเสียงถามว่า ‘หรือว่านี่จะเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์ดึงดูดสิ่งมีชีวิตทั้งปวง อาจจะเป็นเคล็ดวิชาสะกดใจสัตว์?’
จีอู๋ซวงเองก็แปลกใจ นางจึงแอบส่งจิตไปตรวจสอบโม่หลานอีอย่างละเอียด ทว่ากลับไม่พบสิ่งใด จนกระทั่งเพลิงไท่ซวีเริ่มบ่นออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
‘อ๊าก… นางกล้าใช้ปราณแห่งแดนวิญญาณของพวกเรา! แถมยังกล้าดูดซับและหลอมรวมกับตัวเองอีก! นางเป็นมนุษย์ธรรมดาไม่ใช่หรือ?! นางขโมยปราณจากพวกเราไปได้อย่างไร!!’
‘นางใช้ปราณจากแดนวิญญาณของพวกเราหรือ?’ จีอู๋ซวงถาม
‘ใช่! นังขโมยชั้นต่ำ! ช่างน่าชังยิ่งนัก! ปล่อยข้าออกไปนะ ข้าจะเผานางให้มอดไหม้!’
หากโม่หลานอีใช้ปราณจากแดนวิญญาณ จีอู๋ซวงก็พอจะเข้าใจถึงเคล็ดวิชาสะกดใจสัตว์ของอีกฝ่ายแล้ว
นั่นเพราะปราณในแดนวิญญาณนั้นใช้หล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตวิญญาณ มีความบริสุทธิ์สูง โดยธรรมชาติแล้วมักจะมีแรงดึงดูดสัตว์วิญญาณให้เข้าหา
การที่โม่หลานอีใช้พลังนี้บวกกับการฝึกฝนจนเลื่อนขั้นมาเช่นนี้ ย่อมทำให้พลังดึงดูดต่อสิ่งมีชีวิตยิ่งเด่นชัดขึ้นเป็นพิเศษ
‘ข้าจะเผานางให้มอดไหม้!’
จีอู๋ซวงกดพลังของเพลิงไท่ซวีที่กำลังเตรียมระเบิดตัวออกมา ‘ใจเย็นก่อนเถิด’
‘จะให้ใจเย็นได้อย่างไร! นางขโมยของสำคัญที่สุดของพวกเรา! ปราณจากแดนวิญญาณมีคุณค่าเพียงใด ข้าบอกเลยว่าสัตว์เทพอย่างเถาเถี่ยกับพีซิวต่างภาคภูมิใจที่ได้หลอมรวมกับพลังนี้!’
‘เจ้าไม่ต้องห่วง ปล่อยให้ข้าจัดการ ข้าจะดึงปราณจากแดนวิญญาณออกจากตัวนางเอง’
‘จริงหรือ?’
‘แน่นอน’
เพลิงไท่ซวีสงบลงในที่สุด และยังเอ่ยอย่างใจกว้าง ‘หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็จะยกปราณแดนวิญญาณในตัวนางให้เจ้าในนามของวิญญาณแห่งแดนวิญญาณเอง’
จีอู๋ซวง: ‘...’
ขอบคุณนะ แต่ข้าก็ไม่ค่อยอยากได้เท่าไหร่เลยแฮะ
เพลิงไท่ซวีสัมผัสได้ถึงความรังเกียจของจีอู๋ซวงในทันที มันพลันระเบิดอารมณ์อีกครั้ง
‘ทำไมท่านไม่พูดออกมาล่ะ?! นี่ท่านรังเกียจปราณแห่งแดนวิญญาณของข้าหรือ?! ท่าน… ท่าน… ท่านน่ะทำข้าโกรธจนแทบขาดใจแล้วนะ อย่ามองข้ามน้ำใจข้าแบบนี้สิ!’
แม้แต่คำว่า ‘มองข้ามน้ำใจ’ ยังถูกงัดขึ้นมาใช้ แสดงว่าไท่ซวีนั้นโกรธจริงๆแล้ว
จีอู๋ซวงจึงรีบปลอบเจ้าเพลิงไท่ซวีตัวน้อย พร้อมทั้งให้คำมั่นว่าจะรับพลังนี้ไว้อย่างมีความสุข มันจึงค่อยยอมสงบลง
แม้ว่าการสื่อสารกับเพลิงไท่ซวีผ่านจิตจะยืดยาว แต่ความจริงแล้วทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
ขณะเดียวกัน โม่หลานอีก็ค่อยๆผลักพยัคฆ์ทมิฬออกเล็กน้อย พร้อมทั้งลูบหัวมันเบาๆด้วยท่าทีอ่อนโยน “ขอบใจเจ้าที่ช่วยข้า… แล้วนายของเจ้าอยู่ที่ไหนหรือ? ข้าอยากขอบคุณเขาด้วยตนเอง”
พยัคฆ์ทมิฬเบิกตากว้างราวกับตกหลุมรัก มันสะบัดหางและคลอเคลียไม่ยอมห่าง ไม่มีท่าทีอยากอธิบายอะไรให้นางฟังแม้แต่น้อย
ดวงตาของโม่หลานอีกลับแฝงความหม่นเศร้าลงเล็กน้อย ก่อนหันไปถามเหยียนซิงว่า “ท่านนักพรต นายท่านผู้ที่ช่วยเหลือข้าคือท่านไหนกันหรือ? ข้าอยากขอบคุณเขาด้วยตนเอง…”
โม่หลานอียืนยันจะกล่าวขอบคุณ ไม่ใช่เพราะต้องการแสดงความกตัญญูใดๆ แต่เพราะก่อนที่เซียนเฒ่าจะหมดสติ เขาได้รวบรวมพลังทั้งหมดที่เหลือส่งเสียงสุดท้ายเตือนนางว่า ‘ผู้ชายคนนี้โชคดีกว่าใคร… พลังแห่งโชคไหลเวียนอยู่ในตัวเขา… จงดูดซับมัน… จงดูดซับพลังแห่งโชคของเขาซะ…’
โม่หลานอีจึงยึดถือผู้ชายคนนั้นเป็นทางรอดสุดท้าย ไม่ว่าอย่างไร นางก็ต้องได้ครอบครองโชคชะตาของเขา!
เหยียนซิงกำลังจะบอกว่าเขานี่แหละที่ช่วยนาง แต่ฮวาฟ้านอินก็ดึงเขาจากด้านหลังอย่างแรง
เพราะนางยังโกรธแค้นที่โม่หลานอีเคยวางแผนทำร้ายนาง แม้ในตอนนี้จะไม่สามารถแก้แค้นได้โดยตรง แต่ความไม่พอใจนี้ก็ได้ระบายออกไปที่เหยียนซิงแทน
ฮวาฟ้านอินรูปโฉม.งดงาม แต่แรงดึงของนางกลับเจ็บแสบจริงๆ เหยียนซิงกัดฟันข่มความเจ็บไว้แล้วตอบด้วยน้ำเสียงสงบว่า “ประมุขมารของเราออกไปข้างนอกน่ะ”
ประมุขมาร? ดวงตาของโม่หลานอีฉายแววสดใสยิ่งขึ้น “เขาคือประมุขมารหรือ?”
“ใช่แล้ว”
โม่หลานอีนึกถึงภาพที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ ชายผู้สวมชุดคลุมมารหรูหราสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลา แฝงด้วยท่าทางหยิ่งผยอง สายตาเย็นชาและห่างเหิน…ไม่น่าเชื่อว่าเขาคือประมุขมารที่ทรงเกียรติ
นางเริ่มมองเห็นวิธีใหม่ที่จะค่อยๆช่วงชิงพลังแห่งโชคของเขาได้แล้ว
ชายที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้จะต้องมีมูลค่ามหาศาล โม่หลานอีคิดว่านางต้องรีดเค้นทุกอย่างออกมาจากเขาให้ได้! หากวันหนึ่งเขาหลงใหลคลั่งไคล้ในตัวนาง ยอมมอบทั้งทรัพย์สมบัติและทรัพยากรในแดนมารให้นาง บางทีเขาอาจยอมสละตำแหน่งประมุขมารให้นางเลยด้วยซ้ำ
และเมื่อถึงวันนั้น นางจะไม่ขาดแคลนสมบัติล้ำค่าเพื่อเปิดใช้งานมิติลับอีกครั้งอย่างแน่นอน!
โม่หลานอีกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ มองเหยียนซิงด้วยแววตาคาดหวัง “ท่านนักพรต พอจะช่วยแจ้งประมุขมารให้ข้าได้หรือไม่ว่าข้าอยากขอบคุณเขาเป็นการส่วนตัว?”
เหยียนซิงยังรู้สึกเจ็บแปลบจากแรงหยิกของฮวาฟ้านอิน ไม่กล้ารับคำขอบคุณใดๆ เพราะกลัวว่าฮวาฟ้านอินจะฉีกหนังเขาออก!
เขารีบถอยหลังพร้อมเผยสีหน้าไม่ยินยอม “ประมุขมารของพวกเรานั้นยุ่งมาก ไม่มีเวลาพบปะกับคนทั่วไป อีกอย่างคนที่ช่วยท่านคือเสือดำของประมุขมาร ไม่ใช่ประมุขมารเอง ท่านอย่าเข้าใจผิด หากจะขอบคุณก็ขอบคุณเจ้าเสือดำนี่เถอะ”
พยัคฆ์ทมิฬครางเบาๆ พลางมองโม่หลานอีด้วยสายตาคล้ายมอง ‘ขาไก่ตัวใหญ่’ จนนางเริ่มรู้สึกหวั่นๆ แต่ก็พยายามฝืนยิ้มและถามด้วยเสียงอ่อนโยน “เจ้าคือเสือดำวิญญาณสินะ? เจ้าอยากให้ข้าตอบแทนอย่างไรดี?”
พยัคฆ์ทมิฬนั้นอยากให้กอดให้คลอเคลีย เพราะมันชื่นชอบกลิ่นของนางมาก
แต่ก่อนที่มันจะได้คำตอบ เสียงเย็นชาปนหยาบกร้านก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ง่ายมาก ก็แค่ถอดแขนให้มันกินซะสิ ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิต”
เสียงพูดนั้นทำให้โม่หลานอีเงยหน้าขึ้นมอง จึงเห็นว่าเป็นเด็กสาวธรรมดาผู้หนึ่งในชุดเก่าโทรม โม่หลานอีสบตากับอีกฝ่ายเพียงแวบเดียว แต่กลับทำให้รู้สึกขนลุกวาบไปทั้งตัว
โม่หลานอีเชื่อในสัญชาตญาณของตัวเองเสมอ… และสัญชาตญาณนั้นก็กำลังบอกว่าเด็กสาวตรงหน้าแฝงความอาฆาตรุนแรงต่อนาง เป็นคนที่อันตรายยิ่ง…แต่ทำไมกันนะ?
ทั้งที่พวกนางพบกันเป็นครั้งแรกแท้ๆ
โม่หลานอียิ้มบางๆ แล้วเอ่ยกลบเกลื่อน “น้องสาว เจ้าพูดเล่นเกินไปแล้ว…”
จีอู๋ซวงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ใครพูดเล่น? ไม่ใช่ท่านหรือที่บอกว่าอยากขอบคุณเสือดำ? เสือดำมันติดท่านขนาดนี้ก็เพราะกลิ่นเนื้อของท่านนั้นพิเศษ กลิ่นนี้คืออะไรนะ…อ้อ คล้ายกับโอสถทิพย์ที่มีจิตวิญญาณตัวหนึ่งที่ข้าเคยเจอ แปลกจริงๆ เนื้อท่านนี่มันแปลกดีนะ ท่านเป็นมนุษย์จริงหรือ? หรือว่าท่านมาจากเผ่าวิญญาณ? เช่นนั้นเนื้อท่านคงจะเป็นอาหารชั้นเลิศสินะ?”
สีหน้าของโม่หลานอีแข็งทื่อไปทันที นางเคยดูดซับสมบัติล้ำค่าหลายชนิดในแดนวิญญาณจนกลิ่นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปจริงๆ ให้ตายสิ! เด็กสาวสกปรกคนนี้รู้ได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น พยัคฆ์ทมิฬที่ตอนแรกไม่ได้คิดถึงเรื่องการ ‘กินเนื้อ’ โม่หลานอีเลย และกลับรู้สึกชื่นชอบที่จะอยู่ใกล้นางเพราะกลิ่นหอมรัญจวน แต่เมื่อจีอู๋ซวงพูดถึงเรื่องนี้ มันก็จ้องมองนางอย่างสนอกสนใจมากขึ้น
เนื้อหรือ?
เนื้อ…
กลิ่นนางหอมเย้ายวนปานนี้ ถ้าได้ชิมจะรสชาติจะเป็นอย่างไรกันนะ?
พยัคฆ์ทมิฬจ้องโม่หลานอีด้วยตาเป็นประกาย น้ำลายไหลหยดลงบนพื้นจนกลายเป็นแอ่งเล็กๆ
โม่หลานอี “…”
นี่มันอะไรกัน?! นางมีความแค้นอะไรกันนักกับคนพวกนี้?!
บทที่ 246: เรียกข้าว่า ‘ท่านอู๋ซวง’ ก็แล้วกัน
โม่หลานอีชักมือกลับอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าแตะพยัคฆ์ทมิฬอีกต่อไป กลัวว่ามันจะกัดเข้าจริงๆ
“ข้า…ข้ารู้สึกเหนื่อย คงต้องขอตัวพักผ่อนก่อน…”
“ได้สิ ท่านพักได้เลย แต่พักเสร็จแล้วก็อย่าลืมตัดเนื้อท่านให้เสือดำสักหน่อย”
“นี่เจ้า…”
“มีอะไรหรือ?” จีอู๋ซวงหรี่ตาลง “หรือที่ท่านพูดเรื่องตอบแทนเมื่อครู่จะเป็นแค่ลมปาก? ไม่ต้องกังวล ข้ามีสมบัติล้ำค่ามากมายที่จะช่วยให้ท่านหายดีในพริบตา แค่ตัดแขนข้างหนึ่งออก มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนักหรอก”
โม่หลานอีแทบอยากจะสบถออกมา
ก็แค่ตัดแขนข้างหนึ่ง? นี่มันเรื่องเล็กตรงไหนกัน?!
โม่หลานอีกัดฟันกรอด ก่อนจะมีแผนการหนึ่งแวบขึ้นมาในหัว นางแสร้งทำหน้าตาน่าสงสาร หันไปมองเสือดำด้วยสายตาออดอ้อน “เจ้าคงไม่อยากได้แขนของข้าหรอก ใช่ไหม?”
นางมั่นใจว่าเสือดำตัวนี้จะต้องเข้าข้างนาง มันชื่นชอบและใกล้ชิดกับนางมาตลอด และสัญชาตญาณของนางบอกว่าไม่ผิดแน่
พยัคฆ์ทมิฬกำลังจะพยักหน้าเห็นด้วย แต่ทันใดนั้นเอง เด็กสาวในชุดขาดรุ่งริ่งก็เอ่ยแทรกขึ้น “เจ้าเสือดำ คิดให้ดีแล้วค่อยตอบนะ”
พยัคฆ์ทมิฬถึงกับตัวสั่น ขนตั้งชันไปทั้งตัว มันนึกถึงกลิ่นพลังของสัตว์ร้ายโบราณที่แผ่ออกจากจีอู๋ซวง ซึ่งกดดันมันจนทำอะไรไม่ถูก มันได้แต่เหลือบมองจีอู๋ซวงอย่างลำบากใจ แล้วพยายามเข้าไปคลอเคลียขอความเห็นใจ แต่กลับถูกจีอู๋ซวงเอาหม้อใบใหญ่ขวางไว้
“หยุดเลย อย่ามาใกล้ กลิ่นเจ้ามันฉุนเหลือเกิน”
ฉุน?!
พยัคฆ์ทมิฬได้แต่ก้มลง.ดมอุ้งเท้าตัวเองอย่างงุนงง ก่อนเงยหน้ามองจีอู๋ซวงด้วยท่าทีสับสน คล้ายกำลังถามว่าข้าฉุนตรงไหน?
จีอู๋ซวงย่นจมูกพลางเอ่ยว่า “เจ้าไม่รู้สึกเลยหรือว่าตัวเองมีกลิ่นติดมา? เจ้าได้รับกลิ่นของนางเข้าไปจนฟุ้งไปหมด มันไม่ใช่กลิ่นของมนุษย์ ไม่ใช่กลิ่นของเผ่าวิญญาณ ไม่ใช่กลิ่นของสัตว์…อ้อ แล้วยังมีกลิ่นปะปนจากหลายๆคน ทั้งคนแก่คนหนุ่ม หญิงชายครบครัน…เหม็นคลุ้งจนเกินจะรับไหว กลิ่นแบบนี้คืออะไรกันนะ? ช่างเป็นเหมือนกลิ่นของบางสิ่งที่ฝ่าฝืนกฎฟ้าดินจริงๆ”
จีอู๋ซวงกล่าวพร้อมกับยกมือขึ้นปิดจมูกอย่างโจ่งแจ้ง ทำเอาโม่หลานอีรู้สึกถึงความกดดันจนใจสั่นไปหมด
ที่นางมีวันนี้ได้ก็เพราะดูดซับปราณของเผ่าวิญญาณ รวมทั้งสมบัติล้ำค่าของเผ่าสัตว์ และโชคชะตาจากคนมากมายซึ่งมีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ หญิงชายทุกเพศทุกวัย…ตามที่เด็กสาวคนนี้ว่าไว้ทุกอย่าง
ทุกคำพูดล้วนแทงใจดำของนางทั้งหมด!
แต่เด็กสาวคนนี้…รู้ได้อย่างไร?!
ไม่ได้การ… นางต้องออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด!
เด็กสาวคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว เพียงสบตากับนาง โม่หลานอีก็รู้สึกราวกับถูกมองทะลุจิตวิญญาณ ตอนนี้มิติของนางก็กลับไปไม่ได้ เซียนเฒ่าก็กำลังหมดสติ นางจะต้องระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง
โม่หลานอีครุ่นคิดหนัก นางต้องออกไปจากที่นี่!
นางไม่สนใจประมุขมารเขตเหนืออะไรอีกต่อไป ไม่ว่าคนที่มีโชคใหญ่ในแดนมารจะมีแค่เขาหรือไม่ก็ตาม แดนมารกว้างใหญ่นัก ถึงอย่างไรก็ยังมีคนอื่นให้เลือกอยู่!
“เจ้าเสือดำ หากเจ้าเข้าใกล้นางอีกแม้เพียงก้าวเดียว ข้าจะจัดการเจ้าแน่”
สายตาคมกริบของจีอู๋ซวงทำให้พยัคฆ์ทมิฬถึงกับหูตก บัดนี้มันต้องเลือกระหว่าง ‘มนุษย์ที่มีกลิ่นหอมน่าดึงดูด’ กับ ‘ชีวิตของตัวเอง’ พยัคฆ์ทมิฬย่อมเลือกชีวิตของตัวเองอย่างไม่ลังเล มันหันไปจ้องโม่หลานอีก่อนคำรามเบาๆ
“มนุษย์ ส่งแขนของเจ้ามาเป็นการขอบคุณซะ… เจ้าจะตัดเองหรือให้ข้าไปเอาเองด้วยเขี้ยวก็ได้!”
เพื่อเอาใจจีอู๋ซวง พยัคฆ์ทมิฬจึงตัดสินใจทวงแขนของโม่หลานอีตามคำขู่ เพราะถึงอย่างไรนางก็ต้องขอบคุณที่มันช่วยชีวิต
โม่หลานอีถึงกับตะลึง เสือดำสามารถพูดได้ราวกับมนุษย์? นี่ต้องเป็นสัตว์วิญญาณที่ทั้งแข็งแกร่งและมีสายเลือดสูงส่งแน่นอน!
นางตกใจจนกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก พลางเหลียวมองไปรอบๆ ศาลากว้างที่มีเพียงตัวเองและกลุ่มคนตรงหน้า
จบเห่แล้วหรือ? นางจะต้องเสียแขนไปจริงๆหรือ?!
“ข้า…ข้า…”
ในที่สุด นางก็พยายามบีบตาน้ำตาคลอด้วยท่าทางน่าสงสาร หันไปหาเหยียนซิงซึ่งเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวในที่นั้น “ท่านนักพรต…ช่วยข้าด้วยเถิด…”
เหยียนซิงถูกนางมองจนรู้สึกกระอักกระอ่วน เขาถอยหลังออกไปสองก้าวก่อนเอ่ย “ช่วยอย่างไร? ก็ท่านเองที่ถามเสือดำว่าจะตอบแทนมันอย่างไร พอมันบอกว่าอยากได้แขนของท่าน ท่านก็ไม่พอใจ แล้วท่านไปถามทำไมกันเล่า? นี่ไม่ใช่การผิดคำหรืออย่างไร? ไม่ว่าทางเซียนหรือทางมาร ล้วนต้องรักษาสัจจะไว้ให้มั่น”
โม่หลานอี “…”
บ้าบอ! คนพวกนี้สมองมีปัญหากันหมดหรือไร!!
นางแทบจะสบถ.ออกมา แต่สุดท้ายก็จำต้องยอมตัดแขนเพื่อรักษาชีวิต
ยังดีที่นางมีรากวิญญาณแสง ซึ่งทำให้สามารถฟื้นฟูแขนที่ขาดได้ในภายหลัง แต่ความอับอายในวันนี้ นางจะจดจำไว้เป็นบทเรียน!
วันข้างหน้า นางจะต้องกลับมาล้างแค้นแน่นอน!
โม่หลานอีกัดฟันแน่น ตัดแขนตัวเองจนขาดก่อนจะโยนให้เสือดำ เมื่อเลือดสดของนางพุ่งกระจายออกมาก็ปล่อยกลิ่นหอมพิเศษที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งศาลาทันที แม้แต่พยัคฆ์ทมิฬยังทนไม่ไหวจนส่งเสียงคำรามออกมาเบาๆ
‘นี่แหละคือผลกรรมของการขโมยปราณจากแดนวิญญาณ ถึงแม้นางจะหลอมรวมบางส่วนได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่อาจหลอมได้สำเร็จ เพียงแค่ได้รับบาดเจ็บ ปราณนั้นก็จะไหลทะลักออกมา กลิ่นปราณที่เข้มข้นเช่นนี้จะทำให้สัตว์วิญญาณถึงขั้นคลุ้มคลั่งได้ทันที!’ เพลิงไท่ซวีพูดขึ้นด้วยความสะใจ
จีอู๋ซวงแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ‘แล้วทำไมเจ้าไม่บอกก่อน?’
‘ก็ท่านไม่ได้ถามนี่นา
“โฮก!”
เพียงชั่วพริบตา พยัคฆ์ทมิฬก็ถูกกลิ่นของปราณเร่งเร้า ดวงตาแดงก่ำด้วยความบ้าคลั่ง อุ้งเล็บที่มักซ่อนอยู่ก็ปรากฏออกมา พร้อมทั้งร่างที่เริ่มขยายใหญ่ขึ้นจนมีท่าทีจะกลายร่างเป็นร่างจริง
“แย่แล้ว!” เหยียนซิงตกใจ “พยัคฆ์ทมิฬกำลังจะคลุ้มคลั่ง! พวกเจ้ารีบออกไปก่อน ข้าจะคุ้มกันข้างหลังเอง!”
พยัคฆ์ทมิฬเป็นอสูรวิญญาณระดับสูงสุดในแดนมาร หากมันคลุ้มคลั่งขึ้นมาจะเป็นอันตรายต่อทั้งแดนมารเขตเหนือ การปกป้องจีอู๋ซวงและฮวาฟ้านอินออกไปก่อนจึงเป็นเรื่องสำคัญ
“พยัคฆ์ทมิฬ! ตั้งสติหน่อย!”
“พยัคฆ์ทมิฬ!”
ไม่ว่าเหยียนซิงจะเรียกมันอย่างไร ทว่าพยัคฆ์ทมิฬก็ไม่สนใจ สายตาแดงก่ำของมันจ้องแขนของโม่หลานอีที่ถูกโยนทิ้งไว้
หอมเหลือเกิน!
กลิ่นหอมเหลือเกิน!
ทันใดนั้น มันก็กระโจนไปเพื่อจะกลืนกินแขนของโม่หลานอี แต่กลับถูกใครบางคนเตะกระเด็นออกไปอย่างแรง
ร่างเล็กของจีอู๋ซวงมีพลังมหาศาล เตะพยัคฆ์ทมิฬหมุนคว้างกลางอากาศ ก่อนจะร่วงลงมาบนพื้นอย่างแรง ร่างที่เคยขยายกลับหดเล็กลงทันทีและกลับสู่สภาพปกติในพริบตา
เสือดำตัวใหญ่ลุกขึ้นมาอย่างหงอยๆ ดวงตาเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา มันมองจีอู๋ซวงอย่างน้อยใจและร้องครางราวกับจะถามว่า ก็ท่านเองไม่ใช่หรือที่บอกให้ข้ากิน แล้วมาเตะข้าทำไม?
จีอู๋ซวงยิ้มมุมปากด้วยความขบขัน ก่อนหันไปหาโม่หลานอีแล้วพูดว่า “อย่าลืมรีบกินโอสถนะ จะได้ฟื้นฟูร่างกายได้ไวๆ และแขนใหม่ก็จะงอกขึ้นมา แต่ระวังหน่อย อย่าพลาดให้ตัวเองต้องบาดเจ็บง่ายๆ ไม่เช่นนั้นพวกสัตว์วิญญาณจะกรูเข้ามารุมกินร่างท่านแน่”
โม่หลานอีขนลุกซู่ นางเห็นเหตุการณ์ที่เสือดำคลุ้มคลั่งเมื่อครู่กับตาตัวเอง ชัดเจนว่าพลังของนางนั้นดึงดูดมัน โชคดีที่นางยังมีศิลาไร้ชีวิตซึ่งช่วยปิดกั้นกลิ่นเลือดได้บ้าง แต่สิ่งที่ทำให้นางกลัวสุดๆคือ เด็กสาวตรงหน้าที่ดูเหมือนจะเป็น ‘มนุษย์ธรรมดา’ คนนี้ กลับเตะเสือดำจนปลิวได้อย่างง่ายดาย
หรือว่า…เด็กสาวคนนี้ก็เป็นผู้มีโชคชะตาเช่นกัน?
ใช่แล้ว! คงจะต้องเป็นผู้มีโชคชะตายิ่งใหญ่! คนธรรมดาที่ไหนจะมีพลังปานนี้?
นางอดคิดไม่ได้ว่าโชคชะตาของเด็กคนนี้จะยิ่งใหญ่เท่ากับของประมุขมารแห่งแดนเหนือหรือไม่ น่าเสียดายที่เซียนเฒ่ากำลังหลับ ไม่เช่นนั้นนางคงขอคำแนะนำไปแล้ว
“ขอบคุณเจ้าที่เมตตา ข้ายังไม่ได้ทราบนามเจ้าเลย” โม่หลานอีพยายามข่มความกลัวแล้วเอ่ยถาม
จีอู๋ซวงเอียงคอเล็กน้อย สีหน้าดูเย่อหยิ่ง “จะบอกให้ก็ได้ ข้าคืออัจฉริยะที่จะทำให้แดนมารต้องสั่นสะเทือนในอนาคต ข้าคือผู้ยิ่งใหญ่ในใต้หล้า…เจ้าเรียกข้าว่า ‘ท่านอู๋ซวง’ ก็แล้วกัน”
สีหน้าของโม่หลานอีซีด.ลงทันที
หากจะถามว่าคนที่นางเกลียดชังที่สุดในโลกนี้คือใคร คำตอบนั้นคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากจีอู๋ซวง! แล้วเด็กสาวตรงหน้านี้ก็ยังใช้ชื่อ ‘อู๋ซวง’ เช่นกัน?!
บทที่ 247: หญิงสาวคนแรกที่โม่หลานอีขโมยโชคชะตาไป
โม่หลานอีพยายามฝืนยิ้มเพื่อบอกลา ก่อนจะรีบจากไปด้วยท่าทางโซเซขณะกุมบาดแผลไว้
ส่วนจีอู๋ซวงก็หันมาสังเกตท่าทางของเหยียนซิงซึ่งกระตุกยิ้มขื่นๆออกมาเล็กน้อย “เอ่อ…อีกแล้วหรือ? มองข้าแบบนั้นทำไมกันเล่า!”
ไม่ต้องมามองแบบนั้นใส่เขาเลย จีอู๋ซวงเป็นคนบ้า! บ้าอย่างสมบูรณ์แบบ! และจากฝีเท้าที่สามารถเตะพยัคฆ์ทมิฬจนปลิวลอยไปได้ แสดงว่านางมีพลังที่ไม่ใช่แค่คนธรรมดาอย่างที่เห็น
เหยียนซิงไม่กล้าทำให้นางไม่พอใจเด็ดขาด เพราะหากนางไม่สบอารมณ์ขึ้นมาแล้วหวดเขาเหมือนพยัคฆ์ทมิฬ คราวนี้เขาอาจจะกระดูกหักเอาได้
เขาไม่กล้าสร้างศัตรูกับคนเช่นนี้แน่!
จีอู๋ซวงหรี่ตาลงก่อนถามขึ้นว่า “ท่านไม่รู้สึกเสียดายบ้างหรือ?”
เหยียนซิงรีบกล่าวด้วยเสียงอันไร้เดียงสา “ข้าจะต้องเสียดายอะไรกันเล่า?”
จีอู๋ซวงยิ้มบางๆ “ก็ย่อมต้องเสียดายความงามของนางไม่ใช่หรือ?”
เหยียนซิงได้แต่นิ่งเงียบ…
บ้าไปแล้ว! บ้าไปแล้ว!
ถึงเขาจะโง่แค่ไหนก็มองออกว่าจีอู๋ซวงมีความแค้นฝังใจกับหญิงผู้นั้นแน่นอน ไม่ใช่แค้นธรรมดา แต่เป็นแค้นลึกซึ้งเสียด้วย นางยังจะบอกให้เสียดายอีกหรือ จากนี้หากพบเจอหญิงคนนั้นอีก เขาคงต้องเลี่ยงเสียแล้ว!
ช่างเป็นเคราะห์กรรมจริงๆ!
จีอู๋ซวงไม่รู้เลยว่านางได้ตัดสายใยอันบางเบาระหว่างเหยียนซิงกับโม่หลานอีอย่างสิ้นเชิง
ต่อจากนี้ แม้ว่าเหยียนซิงจะได้พบโม่หลานอี เขาก็ไม่มีวันที่จะเกิดความคิดแบบ ‘นางช่างพิเศษ’ หรือ ‘นางช่างบอบบาง’ ขึ้นมาอีก อีกทั้งไม่คิดจะนำพานาง ‘กลับจวน’ อย่างที่เคยหวังไว้เลยแม้แต่น้อย
ขณะเดียวกัน โม่หลานอีกำลังเร่งหนีไปด้วยความอุตสาหะ นางพยายามกระตุ้นรากวิญญาณแสงเพื่อให้แขนฟื้นกลับคืนมา ทว่าไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หรือเป็นเพราะพื้นที่รอบกายถูกปิดกั้น การฟื้นฟูร่างกายของนางในครานี้กลับล่าช้าอย่างยิ่ง แม้จะดื่มโอสถเซียนไปมากมายก็ยังคงล่าช้าอยู่ดี
“ทำไมถึงเป็นเช่นนี้…”
ต้องเร็วอีก!
เร็วอีกหน่อย!
หากฟื้นตัวไม่ทันเวลา แล้วบังเอิญเจออสูรร้าย ไม่ว่าจะเป็นหมาป่าหรือเสือโคร่ง นางจะยังเอาชีวิตรอดได้อยู่หรือ?
โม่หลานอีเฝ้าคิดอย่างร้อนใจ นางถึงกับหลับตาเพ่งพินิจดูภายในร่างกาย เพื่อหวังจะค้นหาพลังวิญญาณใดๆที่อาจช่วยฟื้นฟูตนเองได้
ขณะที่กำลังสำรวจ โม่หลานอีก็พบกับสายพลังสีเขียวอ่อนอันจืดจางซึ่งแทบจะสังเกตเห็นได้ยาก
“นี่คืออะไร?”
โม่หลานอีครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะพึมพำกับตนเองว่า “อ๋อ เป็น ‘พลังโชคชะตา’ ของมนุษย์ธรรมดานั่นเอง ในเมื่อเป็นแค่ของคนธรรมดาก็ไม่มีสิ่งใดที่น่าหวงแหนอยู่แล้ว เช่นนั้นก็เอาพลังนั้นมาซ่อมแซมแขนข้าดีกว่า”
เมื่อตัดสินใจได้ นางจึงลงมือกระตุ้นพลังสีเขียวอ่อนนั้นมาช่วยเสริมรากวิญญาณแสงของตน เพื่อฟื้นฟูแขนข้างที่ขาดไป
เพียงไม่นาน แขนของนางก็กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม
โม่หลานอีดีใจยิ่งนัก แต่ขณะเดียวกันนางก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนจะถูกดึงออกไปจากร่างกายของนาง...
ความรู้สึกไม่สบายใจพลันเกิดขึ้น แต่เมื่อเพ่งมองดูสภาพร่างกายแล้วไม่พบความผิดปกติ นางก็เลิกสนใจ
……
ณ เมืองโม่อวิ๋น แถบชายแดนตะวันออก หญิงสาวร่างผอมบางผู้หนึ่งกำลังเก็บสมุนไพรอยู่ในป่าทุ่งสีเขียว
หญิงสาวผู้นี้มีหน้าตาธรรมดา ไม่มีรากวิญญาณใดๆ และไม่ใช่ผู้ฝึกตน ทว่านางมีจมูกที่ไวเป็นพิเศษ ตั้งแต่เล็กมาแล้วที่นางสามารถแยกแยะกลิ่นที่คนอื่นไม่อาจสัมผัสได้ จึงค้นพบสมุนไพรและพืชวิญญาณได้มากมาย
ด้วยสมุนไพรเหล่านี้ นางสามารถเลี้ยงชีพครอบครัวให้อยู่กันอย่างอบอุ่นได้
ทว่าต่อมาไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ในครานั้นเมื่อนางขึ้นเขาเพื่อช่วยชีวิตเด็กหญิงตัวเล็กที่น่ารักราวกับตุ๊กตา หญิงสาวก็ไม่อาจ ‘ได้กลิ่น’ ของพืชวิญญาณเหล่านั้นได้อีกเลย
หลังจากเหตุการณ์นั้น ร่างกายนางก็อ่อนแอ.ลงทุกวัน อีกทั้งความเป็นอยู่ก็ยิ่งยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่เพียงแต่บิดามารดาของนางต้องทนหิวจนสิ้นใจ แม้แต่พี่น้องของนางก็ไม่อาจรักษาชีวิตไว้ได้
วันนี้ นางกลับมาที่ป่าทุ่งเขียวขจีอีกครั้งด้วยหวังว่าจะพบสมุนไพรบ้าง เผื่อว่าจะแลกเปลี่ยนเพื่อหาหีบศพบางๆสองหีบสำหรับฝังศพพี่น้องของนาง
นางคิดว่าวันนี้คงจะกลับบ้านด้วยความล้มเหลวอีกครั้งเช่นเดิม ทว่าทันใดนั้น กลิ่นหอมจางๆก็โชยมาแตะจมูก นางหยุดฝีเท้าไปโดยไม่รู้ตัว ราวกับมีบางสิ่งดึงดูดให้เดินไปยังทิศทางหนึ่ง…
นางพบสมุนไพรอายุเกือบร้อยปี
น้ำตาของหญิงสาวพลันไหลริน ราวกับสิ่งที่เคยเป็นของนางได้หวนคืนกลับมาอีกครั้ง…
นางร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้า ก่อนจะขุดสมุนไพรขึ้นมาอย่างทะนุถนอมและนำมันกลับบ้าน
ทว่าในบ้านนั้นไม่มีทั้งบิดามารดา และไม่มีพี่น้องเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว
……
หญิงสาวผู้นั้นเป็นเพียงหนึ่งในผู้อาศัยอันต่ำต้อยในแดนเทียนหลาน ประหนึ่งหมากบนกระดานที่ไร้ความสำคัญ แม้แต่ชะตากรรมของนางเอง วิถีสวรรค์ก็ไม่อาจสัมผัสได้
ทว่าทันใดนั้นเอง มันกลับตะโกนก้องเพื่อเรียกจีอู๋ซวงอย่างลนลาน
[จีอู๋ซวง! จีอู๋ซวง! ข้ารับรู้ได้…รับรู้ได้แล้ว!]
จีอู๋ซวงกำลังเขียน ‘สารท้าประลอง’ ส่งถึงเหล่ามารในแดนอื่น ทันใดนั้น เสียงโหยหวนของวิถีสวรรค์ก็ทำให้นางสะดุ้งจนเกือบจะเขียนพลาด นางขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจและเอ่ยในใจว่า ‘ท่านจะตะโกนทำไม?’
[เรื่องของโม่หลานอี! มันเกี่ยวกับโม่หลานอี!] วิถีสวรรค์กัดฟันเอ่ยพร้อมกับรับรู้ถึงพลังโชคชะตาที่หวนคืนไปยังหญิงสาวในหมู่บ้านลวี่ใกล้เมืองโม่อวิ๋น
[ใต้สำนักอวิ๋นหลานในแดนตะวันออกของเทียนหลาน หมู่บ้านนั้นมีหญิงสาวมนุษย์คนหนึ่งชื่อลวี่เย่าเหนียง หญิงผู้นี้ได้ชื่อมาเพราะนางค้นพบสมุนไพรต่างๆได้ตั้งแต่ยังเยาว์ เมื่อเติบโตขึ้น แม้จะไม่มีพลังมากนัก แต่สิ่งที่นางค้นพบกลับเป็นที่ต้องตาของเซียนในเมืองโม่อวิ๋น อันเป็นโชคชะตาที่เกี่ยวกับพืชวิญญาณ…]
จีอู๋ซวงพลันตระหนักได้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างโม่อวิ๋นและพลังแห่งโชคชะตา
“หรือว่า… นางเองก็ถูกโม่หลานอีขโมยโชคชะตาไป”
[ถูกต้อง! แถมนางยังเป็นคนแรกด้วย!]
“นางเป็นคนแรก? แต่นางเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา โม่หลานอีจะต้องการโชคชะตาของนางไปทำไมกัน?”
[ข้าเองก็ไม่รู้ แต่ข้ามั่นใจว่านางคือคนแรกแน่นอน ไม่มีทางผิดพลาดแน่!]
จีอู๋ซวงขมวดคิ้วแน่น เริ่มครุ่นคิดถึงความผิดปกติในตัวโม่หลานอี
ข้อแรก โม่หลานอีเคยหลบหนีเข้าสู่มิติพิเศษได้ทันทีเมื่อเผชิญอันตราย แต่ครั้งนี้ไม่สามารถทำได้ หมายความว่ามิตินั้นไม่อาจใช้งานได้ชั่วคราว จีอู๋ซวงคาดว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ระหว่างนางและโม่หลานอี
ข้อสอง เซียนเฒ่าผู้เคยอยู่ข้างกายโม่หลานอีก็ไม่ปรากฏตัว ซึ่งอาจเป็นเพราะพลังของโม่หลานอีอ่อนแอลงหลังจากได้รับบาดเจ็บและสูญเสียโชคชะตา พลังของเซียนเฒ่าจึงไม่เพียงพอที่จะปรากฏกายได้เช่นกัน
สิ่งเหล่านี้บ่งบอกได้ว่า ทั้งมิติพิเศษและเซียนเฒ่าเองไม่ได้มีพลังอันไร้ขีดจำกัด หากจะใช้งานได้ จำเป็นต้องมี ‘พลังงาน’ ซึ่งพลังงานนั้นน่าจะมาจากโชคชะตา หรือไม่ก็พลังวิญญาณ…
หากเริ่มต้นจากโม่หลานอีที่ไร้รากวิญญาณมาแต่แรก การที่จะขโมยรากวิญญาณของโม่หลานซินโดยตรงย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่หากผู้ที่ถูกขโมยพลังไปเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา อย่างเช่นลวี่เย่าเหนียง มันก็ง่ายดายยิ่งกว่านั้น!
ใช่ ต้องเป็นเช่นนี้แน่!
ในสายตาของผู้ฝึกตน โชคชะตาในตัวลวี่เย่าเหนียงอาจดูเล็กน้อยและไร้ค่า แต่เพราะนางเป็นมนุษย์ธรรมดา การขโมยโชคชะตาจึงทำได้ง่าย โม่หลานอีจึงสามารถขโมยโชคชะตาไปสะดวก
เมื่อมีโชคชะตา นางก็สามารถค้นหาพืชวิญญาณได้ จากนั้นโม่หลานอีก็สามารถนำพืชเหล่านั้นไปแลกเป็นหินวิญญาณและสมบัติวิญญาณ ใช้เปิดมิติพิเศษและเติมพลังให้เซียนเฒ่า กระบวนการนี้ก็ยิ่งเติบโตเหมือนก้อนหิมะที่ยิ่งกลิ้งก็ยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นไป นางยังสามารถใช้พืชวิญญาณเพื่อสร้างความพึงพอใจแก่ผู้คนในตระกูลโม่ โดยเฉพาะตระกูลโม่ในอดีตที่เคยเป็นเพียงตระกูลฝึกตนที่อยู่ปลายแถวในเครือตระกูลโม่ทั้งหมด
โม่หลานอีค่อยๆเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป จนกระทั่งนางสามารถเปลี่ยนโชคชะตาได้แล้ว ในจังหวะนั้น นางจึงเริ่มเกลี้ยกล่อมโม่ฟู่เหริน เพื่อขุดเอารากวิญญาณแสงของโม่หลานซินไป พร้อมทั้งดูดซับโชคชะตาจากตระกูลโม่และเหล่าผู้ฝึกตนในเมืองโม่อวิ๋น จากนั้นจึงใช้ตระกูลโม่และตระกูลอู๋เป็นบันไดก้าวไปสู่สำนักอวิ๋นหลาน…
เมื่อนางดูดพลังจากสำนักอวิ๋นหลานจนหมดสิ้น นางจะก้าวข้ามไปยังดินแดนอื่นและสำนักต่างๆ โดยไม่เลือกว่าจะเป็นผู้ฝึกตนสายวิญญาณหรือมาร ทั้งหมดนี้ล้วนต้องอยู่ภายใต้นาง
สุดท้ายแล้ว นางจะทำให้แม้แต่สวรรค์แห่งเทียนหลานต้องกลายเป็นเพียงบันได ที่นางจะใช้เหยียบย่างไปสู่การเป็นเซียนได้อย่างสมบูรณ์!
บทที่ 248: ทายาทประมุขมารแห่งแดนเหนือมีนามว่าโม่อู๋ซวง ไม่ใช่จีอู๋ซวง
หลังจากเข้าใจแผนการทั้งหมดของโม่หลานอี จีอู๋ซวงก็รู้สึกอยากจะไปพบลวี่เย่าเหนียงทันที และจะต้องปกป้องนางไว้ แต่ในเมื่ออุตส่าห์เดินทางมายังแดนมารแล้ว คงต้อง ‘สะสาง’ งานที่นี่ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน
ทว่านางก็ยังกังวลว่า หากปล่อยให้เวลาล่วงเลยไป พลังโชคชะตาของลวี่เย่าเหนียงอาจจะถูกขโมยไปอีกครั้ง
เมื่อเห็นจีอู๋ซวงขมวดคิ้วด้วยความลังเลและกระวนกระวาย
เหยียนซิงที่คอยดูแลเรื่องการเขียนคำท้าประลองก็วางแท่งหมึกลงอย่างรวดเร็วและยิ้มอย่างฝืดฝืน “อู๋ซวง เจ้าคงจะเปลี่ยนใจแล้วใช่ไหม? ข้าเคยบอกเจ้าแล้วว่าการท้าประลองเช่นนี้มันอันตรายเกินไป พวกเราน่าจะระมัดระวังสักหน่อย…กลับสำนักอวิ๋นหลานกันเถอะ สำนักอวิ๋นหลานนั้นดีจะตายไป…”
นับตั้งแต่ที่จีอู๋ซวงประกาศว่าจะใช้ตำแหน่ง ‘ทายาทประมุขมารแห่งแดนเหนือ’ ท้าประลองมารผู้แข็งแกร่งแห่งแดนเหนือ รวมถึงบรรดาศิษย์ของประมุขมารทั้งสาม เหยียนซิงก็ถึงกับมองเห็น ‘ภาพแห่งความตาย’ แวบผ่านหัวไปชั่วขณะ
ใช่ เขารู้สึกว่าชีวิตนี้ของเขาคงจะไม่ยืนยาวแล้ว
หากถูกประมุขมารทั้งสามไล่กระทืบจนสิ้นชีพละก็…
ดังนั้น พอเห็นจีอู๋ซวงมีท่าทีลังเล เหยียนซิงจึงรีบใช้โอกาสนี้เกลี้ยกล่อมให้นางกลับสำนัก
จีอู๋ซวงมองเหยียนซิงด้วยสายตาเย็นชา ทำเอาเขาถึงกับหุบปากไปทันที
ขณะนั้น ฮวาฟ้านอินซึ่งละเอียดอ่อนกว่ามากพลันเอ่ยถามเสียงเบา “ศิษย์น้องหญิง เจ้าเจอเรื่องลำบากอะไรมาหรือ?”
แววตาของจีอู๋ซวงสว่างวาบขึ้นทันที นางกุมมือฮวาฟ้านอินไว้แน่น “ศิษย์พี่ ข้ามีเรื่องอยากรบกวนท่าน ท่านช่วยข้าได้หรือไม่?”
ฮวาฟ้านอินพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “แน่นอน ย่อมได้อยู่แล้ว”
“ใกล้ๆเมืองโม่อวิ๋นมีหมู่บ้านหนึ่งแห่งชื่อหมู่บ้านลวี่ ในหมู่บ้านมีหญิงสาวชื่อลวี่เย่าเหนียง ท่านช่วยไปพานางมายังสำนักอวิ๋นหลานทีเถิด ได้ไหมเจ้าคะ?”
“ก็ได้…แต่หญิงผู้นั้นเป็นใครกันหรือ?” ฮวาฟ้านอินถามด้วยความสงสัย
“เป็นคนสำคัญมากคนหนึ่ง” จีอู๋ซวงตอบ
ฮวาฟ้านอินเบ้ปากเล็กน้อย พลางเอ่ยอย่างงอนๆ “คนสำคัญหรือ? ศิษย์น้องหญิงไม่เคยบอกว่าข้าสำคัญเลยสักครั้ง…”
จีอู๋ซวงได้แต่ยิ้มขำออกมา อีกฝ่ายช่างดูเหมือนเด็กน้อยจริงๆ
“ศิษย์พี่เองก็สำคัญ สำคัญกว่าลวี่เย่าเหนียง สำคัญกว่าเจ้าสำนักและศิษย์พี่คนอื่นๆเสียอีก!”
ฮวาฟ้านอินได้ฟังดังนั้นก็ยิ้มกว้างออกมาอย่างยินดี ก่อนตบอกแล้วกล่าวว่า “วางใจเถิด เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง! ข้าจะไปพาตัวนางมาเดี๋ยวนี้เลย!”
สายตาของเหยียนซิงวาววับขึ้นทันที เขาจึงเอ่ยอย่างเร่งรีบ “แดนมารนั้นเต็มไปด้วยภัยอันตราย ให้ข้าไปด้วยจะดีกว่า…”
“ไม่ต้องหรอก” ฮวาฟ้านอินตอบพร้อมยกมือขึ้นวางบนหว่างคิ้วของตนเอง จากนั้นอักขระเร้นลับงดงามก็ปรากฏขึ้นพร้อมเปล่งแสงอันน่าเกรงขามออกมา
เพียงชั่วพริบตา จีอู๋ซวงก็เห็นกระต่ายอ้วนปุกปุยที่มีขนฟูขาวดั่งดวงจันทร์ งดงามจนไม่อาจละสายตาได้ มันโผล่ขึ้นตรงหน้าฮวาฟ้านอินได้อย่างมหัศจรรย์
จีอู๋ซวงอ้าปากค้าง มองกระต่ายยักษ์อยู่พักหนึ่งก่อนพึมพำอย่างไม่เชื่อสายตา “ศิษย์…ศิษย์พี่…ท่านทำพันธสัญญากับกระต่ายตัวนี้แล้วหรือ?”
“ใช่แล้ว พันธสัญญาแห่งฟ้าดิน” ฮวาฟ้านอินยิ้มกว้างพลางกอดกระต่ายยักษ์ของนาง “ข้าบอกเจ้าเลยนะ ตอนที่เจ้าเก็บตัวฝึกวิชา ข้าทุ่มเทสุดกำลังจนในที่สุดท่านบรรพชนก็ยอมรับข้าแล้ว”
“พันธสัญญาแห่งฟ้าดินหรือ?”
จีอู๋ซวงมีสีหน้าสับสน ในหัวเต็มไปด้วยคำถาม “เดี๋ยวก่อน นี่ไม่ใช่ว่า…”
ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ กระต่ายยักษ์ก็ตวัดสายตามองมา ทำเอานางรีบกลืนคำพูดที่เหลือกลับไปในทันที
จีอู๋ซวงได้แต่นิ่งเงียบ…
ได้ๆ ข้าขออภัย ท่านเป็นสัตว์ร้ายโบราณ ข้าสู้ไม่ได้หรอก ไม่พูดก็ไม่พูด
ฮวาฟ้านอินหัวเราะร่า “เจ้าไม่รู้อะไร ข้าตามตื๊อท่านบรรพชนของข้ามานานหลายปี กว่าจะได้ใจมานั้นยากเย็นแค่ไหน? พันธสัญญาทั่วไปไหนเลยจะคู่ควรกับท่าน! แน่นอนว่าต้องใช้สิ่งที่ดีที่สุด พันธสัญญาแห่งฟ้าดินนี้ ข้าบังเอิญพบมันในคลังสมบัติ และคิดว่ามันช่างเหมาะกับข้ากับท่านบรรพชนจริงๆ”
ขณะที่นางพูดไปก็ลูบขนกระต่ายยักษ์ด้วยความอ่อนโยน แสดงถึงความรักและทะนุถนอมยิ่งนัก
จีอู๋ซวงจ้องกระต่ายตัวโต นางมั่นใจว่าภายใต้ขนปุกปุยนั้น ผิวของมันคงแดงซ่านเป็นแน่…
นางรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย ช่างเถอะ! สัตว์โบราณผู้ทรงอำนาจ เหตุใดถึงได้ปฏิบัติต่อศิษย์พี่ของนางอย่างอ่อนโยนเช่นนี้กัน? ความจริงแล้วคงไม่ใช่เพราะเหตุผลใดอื่นนอกจากความรู้สึกที่ลึกซึ้ง
‘บังเอิญ’ เจอพันธสัญญาแห่งฟ้าดินงั้นหรือ? มีเพียงศิษย์พี่ผู้ใสซื่อคนนี้เท่านั้นที่เชื่อคำนี้ได้
จีอู๋ซวงลังเลอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างอ้อมค้อม “ศิษย์พี่…พันธสัญญานี้ดูเหมือนจะเป็นสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากเลย หากในอนาคตท่านมีคู่ชีวิตที่ไม่ชอบกระต่ายตัวนี้ ท่านจะทำอย่างไร?”
ฮวาฟ้านอินหน้าบึ้งทันที ก่อนจะตอบคำถามนี้อย่างดุเดือด “ข้าก็ให้เขาไสหัวไปเสียสิ! ไม่มีใครสำคัญเท่าท่านบรรพชนของข้าแล้ว!”
จีอู๋ซวงได้แต่กลั้นขำ ปล่อยให้นางพูดไป สุดท้ายก็เลือกที่จะเงียบเสีย
ช่างเถอะ นางยังจะพูดอะไรได้อีก นอกเสียจากอวยพรให้มีความสุขก็เท่านั้น
กระต่ายยักษ์พาฮวาฟ้านอินออกเดินทางไปหาลวี่เย่าเหนียง
เมื่อหนึ่งคนและหนึ่งกระต่ายจากไปแล้ว เหยียนซิงก็สังเกตเห็นว่าเจ้าเสือดำของเขาก้มหน้าซุกตัวอยู่กับพื้น แทบจะกลายเป็นลูกแมวขี้กลัวไปเสียแล้ว
เหยียนซิงมองมันด้วยความสงสัย “พยัคฆ์ทมิฬ เจ้ากลัวอะไรอยู่หรือ?”
เจ้าเสือดำมองเหยียนซิงด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะคลานไปที่เท้าของจีอู๋ซวง ค่อยๆถูไถหาไออุ่นและความเอ็นดู
จีอู๋ซวงรู้ดีว่าเจ้าเสือดำตัวนี้กลัวสิ่งใด นางลูบขนมันเบาๆพลางเอ่ยปลอบ “ไม่ต้องกลัว กระต่ายยักษ์นั่นเลือกกิน ไม่ใช่ว่าจะกินอะไรไปเสียหมดหรอก”
พยัคฆ์ทมิฬ: “…”
รู้สึกสบายใจขึ้นมาแปลกๆ แต่ก็เหมือนถูกสบประมาทในเวลาเดียวกัน ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้กันนะ?
เมื่อเห็นว่าเหยียนซิงยังคงมองตามทิศทางที่ฮวาฟ้านอินจากไปเป็นระยะ จีอู๋ซวงก็หรี่ตาลงพลางเอ่ยถาม “ทำไมท่านมองตามตาละห้อยเช่นนั้น คงไม่ได้ชอบศิษย์พี่ของข้าหรอกนะ?”
เหยียนซิงสะดุ้งเล็กน้อยก่อนรีบปฏิเสธพร้อมหัวเราะกลบเกลื่อน “เจ้าพูดอะไรน่ะ แน่นอนว่าไม่ใช่หรอก”
หญิงสาวดีเลิศเช่นนั้น ย่อมไม่คู่ควรกับเขา
จีอู๋ซวงพยักหน้า พลางเขียนสารท้าประลองต่อไป “ไม่ใช่ก็ดีแล้ว ไม่เช่นนั้นข้าคงสงสัยว่าท่านจะพอให้กระต่ายนั่นเคี้ยวเล่นเป็นคำๆ ไหวหรือไม่”
ในที่สุด เมื่อเขียนสารท้าประลองเสร็จสิ้น เหยียนซิงก็รับมันไปส่งด้วยสีหน้าที่เหมือนกับทำใจได้แล้ว
ก่อนจะจากไป เขายื่นแผ่นคำสั่งลับให้จีอู๋ซวง ซึ่งเป็นกุญแจที่สามารถเปิดประตูสู่มรดกของประมุขมารเฒ่า
จีอู๋ซวงขมวดคิ้ว “ทำไมถึงให้ข้าล่ะ?”
เหยียนซิงทำหน้าเหมือนจะตำหนิ “อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่ยอมรับตำแหน่งนี้? เจ้าไม่ได้ตั้งใจจะใช้ชื่อทายาทประมุขมารแห่งแดนเหนือประกาศท้าทายเหล่ามารในแดนมารหรอกหรือ? อย่าบอกนะว่าเจ้าจะเบี้ยวเอาดื้อๆ!”
จีอู๋ซวงขมวดคิ้วหนักขึ้น “ข้าเพียงแค่ยืมชื่อเสียงของพวกท่านมาใช้เท่านั้นเอง”
“เจ้าก็แค่ตอบว่าใช้หรือไม่ใช้?”
“...ใช้”
“หากใช้แล้วก็ต้องรับผิดชอบสิ!” เหยียนซิงตบไหล่จีอู๋ซวงพลางยิ้มแย้ม “ในฐานะอาจารย์…โอ๊ย! ปล่อยมือ ปล่อยมือ ข้าผิดไปแล้ว ศิษย์พี่ก็ได้!”
เพียงคำว่า ‘อาจารย์’ หลุดจากปาก เหยียนซิงก็เกือบจะถูกจีอู๋ซวงบดขยี้มือไปเสียแล้ว
สวรรค์! เหตุใดคนที่ดูบอบบางเช่นนี้ถึงมีแรงมหาศาลเช่นนี้ได้?
“จำไว้ให้ดี ทายาทประมุขมารแห่งแดนเหนือมีนามว่าโม่อู๋ซวง ไม่ใช่จีอู๋ซวง ขอเพียงเหล่ามารในแดนเหนือไม่คิดร้าย ข้าก็พร้อมจะปล่อยผ่านได้ทุกสิ่ง แต่หากพวกเขากระทำสิ่งใดอันมิชอบต่อหน้าข้า ก็อย่าได้โทษว่าข้าไร้ปรานี”
เมื่อจีอู๋ซวงเอ่ยจบ กลิ่นอายของอักขระรุนแรงและเย็นเยียบพลันแผ่กระจายไปทั่ว เสียงฟ้าร้องดังสะท้อนขึ้นมา ทำเอาทุกคนในที่นี้สัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงนี้ได้
ก่อนหน้านี้จีอู๋ซวงฝึกฝนกับจักรพรรดินีมานาน จึงมีความเชี่ยวชาญในพลังแห่งสายฟ้า และสามารถควบคุมมันได้อย่างเชี่ยวชาญดียิ่ง
ดวงตาเหยียนซิงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เพราะสายฟ้านั้นนับว่าเป็นยอดแห่งพลังทั้งปวง เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจีอู๋ซวงสามารถเรียกสายฟ้าจากฟากฟ้าได้เพียงใจนึก!
นี่มัน…
นางเป็นตัวอะไรกันแน่?!
จีอู๋ซวงมองสบตาเหยียนซิงด้วยความเยือกเย็น หลังจากนิ่งเงียบไปพักใหญ่ เหยียนซิงก็ยิ้มบางๆ และเอ่ยว่า “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าวางใจเถิด”
หากจะเป็นโม่อู๋ซวงก็โม่อู๋ซวงเถิด…
เขาเชื่อในความเป็นคนซื่อตรงของนาง เชื่อว่านางจะรักษาคำสัญญา และในวันข้างหน้า นางคงจะช่วยคุ้มครองผู้คนในแดนเหนือนี้ได้แน่
หลังจากที่เหยียนซิงก้าวออกไป จีอู๋ซวงก็สัมผัสได้ถึงเสียงเคลื่อนไหวเบาๆ นางก้มลงมองและเห็นว่าเป็นจูเหยียนที่ตื่นขึ้นมา
ทว่าครานี้ เจ้าตัวน้อยไม่ทักทายเหมือนเคย ใบหน้าของเขาแดงก่ำและซุกหน้าอยู่กับเสื้อของนาง ผ่านไปครู่หนึ่ง จึงค่อยๆเอ่ยเรียกนางด้วยเสียงนุ่มนวล
“อู๋ซวง…”
“อืม มีอะไรหรือ?” จีอู๋ซวงกดเสียงต่ำลงอย่างอ่อนโยน กลัวว่าจะทำให้เขาตกใจ
ท่าทางของนางทำให้เจ้าตัวน้อยยิ่งหน้าแดงกว่าเดิม หลังจากลังเลอยู่นาน เขาก็ตัดสินใจพูดออกมา “อู๋ซวง…เจ้าจะยอมรับได้หรือไม่ ถ้าคู่ชีวิตของเจ้า…ไม่ใช่มนุษย์?”
จีอู๋ซวงถึงกับอึ้ง “หา?”
นางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจขึ้นมาทันที ดูเหมือนเจ้าตัวน้อยนี้คงจะเห็นเรื่องของฮวาฟ้านอินกับกระต่ายยักษ์นั่นเข้าแล้ว
จีอู๋ซวงยิ้มขำ พลาง.ยกนิ้วไปจิ้มที่หน้าผากของเจ้าตัวน้อยเบาๆ “ถ้าข้าชอบ จะเป็นคนหรือไม่ก็ไม่สำคัญ”
“จริงหรือ?”
“อืม”
ดวงตาของเจ้าตัวน้อยเปล่งประกาย จ้องมองจีอู๋ซวงด้วยความยินดี ก่อนจะค่อยๆโอบนิ้วของนางไว้และถูไถเบาๆ ราวกับเจ้าหนูตัวน้อยผู้ขี้อาย จากนั้นก็หดตัวกลับไปอย่างว่องไว
ในใจของจีอู๋ซวงถึงกับระเบิดเสียงร้องออกมาอย่างแผ่วเบาเพราะความน่ารัก!
น่ารัก!
น่ารักเกินไปแล้ว!!!
……
[ตอนพิเศษเล็กน้อย]
หลายปีให้หลัง จีอู๋ซวงประคองเอวตัวเองพลางบ่นในใจต่อความคิดที่เคยคิดว่าจูเหยียนน่ารักอยู่หลายร้อยรอบ
น่ารัก?
น่ารักบ้าอะไรกัน!!!
บทที่ 249: ลงสนามประลองพร้อมกับผ้าขาด?
เมื่อประมุขมารอีกสามเขตได้รับ ‘สารท้าประลอง’ จาก ‘มาร’ นามอู๋ซวง พวกเขาก็ไม่ได้ถือเอาเป็นเรื่องสำคัญแต่อย่างใด หนึ่งเพราะพวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อ ‘อู๋ซวง’ มาก่อน ไม่มีใครรู้ว่าประมุขมารเหยียนซิงยังมีศิษย์รุ่นหลานที่ใดอีก บุคคลที่เรียกตนเองว่า ‘มารอู๋ซวง’ นี้ ยังไม่ทราบว่าโผล่มาจากมุมใดของแดนมาร
อีกประการหนึ่งคือ เขตเหนือแห่งแดนมารนั้นเป็นที่รู้กันว่าระดับฝีมือได้เสื่อมถอยลงมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว มารรุ่นหลังที่มีความสามารถเลื่องลือก็หาได้ยากเมื่อเทียบกับเหล่าศิษย์ผู้เป็นดั่งดาวเด่นในเขตอื่น จึงไม่ได้มีใครเห็นความสำคัญกับคำท้าทายของจีอู๋ซวง เพียงแค่เอ่ยกับศิษย์ทั้งหลายเพื่อให้พวกเขาระวังไว้เท่านั้น
สำหรับประมุขมารแห่งเขตตะวันออก ตำแหน่งนี้ครองโดย ตงฟางซ่ง ผู้ทะลวงขั้นเบิกวิถีระดับสมบูรณ์ ในบรรดาศิษย์ของเขานั้นมีคนที่ไม่ใช่เพียงแค่ศิษย์ แต่ยังเป็นสายเลือดของเขาเอง เป็นเหลนสาวผู้มีนามว่า ตงฟางไท่หยวน
ตงฟางไท่หยวน หญิงสาวผู้ครอบครองปราณอันหายากยิ่งในหมู่เก้าลมปราณ นั่นคือปราณทมิฬแห่งรัตติกาล อันเป็นคุณสมบัติที่นับว่าหาได้ยากในห้าดินแดนหกสมุทร แม้ปีนี้นางจะอายุเพียงหนึ่งร้อยปีเท่านั้น แต่พลังของนางก็ถึงขีดสุดของขั้นทารกวิญญาณแล้ว และกำลังจะเข้าสู่ขั้นแยกจิตในไม่ช้านี้
ยามที่สรรพชีวิตมองไปยังห้าดินแดนหกสมุทร หรือแม้แต่บรรดาตระกูลเร้นลับ ผู้มีอำนาจนั้น ต่างยอมรับว่ายากจะหาผู้ใดที่เลิศล้ำกว่าตงฟางไท่หยวนได้
หากในรุ่นก่อนผู้ฝึกตนสายวิญญาณมีเหลิงอู๋ซินเป็นผู้ครองชื่อเสียง ในรุ่นนี้กลับเป็นทางสายมารที่มีตงฟางไท่หยวนนำหน้า หญิงสาวผู้นี้กำลังกลายเป็นผู้ที่เหล่าผู้คนในแดนมารนับถือ และเป็นผู้มีศักยภาพสูงสุดที่จะก้าวขึ้นเป็นประมุขมารในอนาคต
ส่วนประมุขมารแห่งเขตใต้นามว่า เค่อจี๋ ผู้มีพลังขั้นเบิกวิถีระดับปลาย เขามีศิษย์ผู้สืบทอดนามว่า หลัวซิ่ว ผู้ครอบครองปราณวารีอันหายากยิ่ง ด้วยอายุเก้าพันปีและทะลวงขั้นหลอมวิญญาณ หลัวซิ่วไม่ได้โดดเด่นด้วยพลังท่วมท้น ทว่าครั้งหนึ่งเขาเคยออกไปฝึกตนจนสามารถเชื่อมปราณวารีได้ หากเขาไม่ได้สิ้นชีพในชาตินี้ วันข้างหน้าย่อมทะลวงขั้นเบิกวิถีแน่นอน
อีกด้านหนึ่ง ประมุขมารแห่งเขตตะวันตก หลี่อวี้เจ๋อ ผู้ทะลวงขั้นเบิกวิถีระดับสมบูรณ์ เขาเลือก เฉาหยุน ให้เป็นศิษย์ผู้สืบทอด แม้เฉาหยุนจะมีบุคลิกละเมียดละไม ทว่าพลังของเขาและรากวิญญาณไม่ได้เลิศล้ำเฉกเช่นศิษย์อีกสองคน ด้วยอายุเพียงสามพันปี พลังเพียงแค่ขั้นทารกวิญญาณระดับสูงซึ่งไม่ได้โดดเด่นใดๆ แต่กลับเชี่ยวชาญวิถีอสูรวิญญาณ เขาสามารถใช้มันกำราบอสูรวิญญาณในแดนมารมาแล้วมากมาย
สามศิษย์ฟังคำจากอาจารย์ของตน แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมารอู๋ซวงมากนัก จนกระทั่งวันที่อีกฝ่ายปรากฏตัวขึ้นหน้าประตู
วันนี้ตงฟางไท่หยวนกำลังฝึกตนอยู่ภายในถ้ำของนาง ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงคลื่นพลังที่แผ่กระจายมาใกล้ตัว นางเบิกตากว้างและเห็นพยัคฆ์ทมิฬร่างยักษ์ในขั้นเบิกวิถีระดับสมบูรณ์ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ข้างกายมันมีบุรุษสวมชุดคลุมมารพิถีพิถันยืนอยู่ อีกฝ่ายใช้วิชาผนึกวิญญาณจับตัวนางไว้ได้อย่างแน่นหนา
พลังของอีกฝ่ายนั้นลึกซึ้งจนไม่อาจหยั่งถึงได้คล้ายกับบรรพชนของนางเอง ทำให้ตงฟางไท่หยวนรู้ทันทีว่าครั้งนี้นางเจอศัตรูที่ยากจะรับมือเสียแล้ว
“เจ้าเป็นใคร! กล้าบุกเข้ามายังแดนตะวันออกของข้าเชียวหรือ?”
เหยียนซิงคลี่ยิ้ม “อะไรกัน? ตาเฒ่าตงฟางไม่ได้บอกเจ้าหรือ? ข้าเป็นประมุขมารแห่งแดนเหนือ วันนี้มารับเจ้าไปประลองยังไงล่ะ”
ตงฟางไท่หยวนชะงักไปเล็กน้อย นึกถึงเรื่องสารท้าประลองที่ท่านบรรพชนของนางเคยเอ่ยไว้
หมายความว่าเป็นเรื่องจริงงั้นหรือ?
เหยียนซิงยื่นมือออกมาหิ้วนางขึ้น ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ทันให้นางได้โต้ตอบ ทั้งยังตะโกนลั่นออกมาลอยๆว่า “ตาเฒ่าตงฟาง รีบมาด้วยเล่า! พวกเรารอเจ้าอยู่!”
ตงฟางไท่หยวนรู้สึกมึนงง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางก็พบว่าตัวเองอยู่เบื้องหน้าภูเขาสูงใหญ่
เบื้องบนมีลานประลองขนาดมหึมาลอยล่องอยู่กลางอากาศ ครั้นเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าหลัวซิ่วแห่งแดนใต้และเฉาหยุนแห่งแดนตะวันตกก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน
สีหน้าของทั้งสองดูไม่สบอารมณ์นัก คาดว่าคงถูก ‘จับตัว’ มาไม่ต่างกัน
และผู้ที่กล้าบุกเข้ามายังแดนของประมุขมารทั้งสองเพื่อลักพาตัวศิษย์เอก ย่อมมีเพียงเหยียนซิงเท่านั้น!
ตงฟางไท่หยวนได้แต่ยืนงง “นี่มันอะไรกัน?”
ท่านเป็นถึงประมุขมารแห่งแดนเหนือ? ไฉนจึงกล้ามาหยามศิษย์รุ่นเล็กถึงเพียงนี้ ไม่คิดหน้าคิดหลังเลยหรือ?
เหยียนซิงยกมือขึ้นพลางส่งพลังมหาศาลดุจคลื่นทะเลผลักนางเข้าสู่ลานประลอง ไม่มีทางให้ปฏิเสธได้เลย
ตงฟางไท่หยวนกัดฟันจนใบหน้าคล้ำเข้ม สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มกลั้นความโกรธที่กำลังพลุ่งพล่านใน.อก
แม้นางจะอดทนไม่กล่าวคำใด แต่กลับมีผู้อื่นเอ่ยแทนเสียแล้ว
ไม่นานนัก เสียงแหวกอากาศก็ดังมาจากทิศทั้งสี่ พร้อมด้วยเสียงอันเกรี้ยวกราดประดุจเสียงสวรรค์สะท้อนก้องมา
“นี่มันอะไรกัน! เหยียนซิง สมองเจ้ามีปัญหาหรืออย่างไร! เจ้ามาลักพาตัวศิษย์ของข้าไปได้อย่างไร! ออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้นะ!”
“เจ้าเหยียนซิงชั่วช้า ออกมานี่ซิ ข้าต้องการรู้ว่าศิษย์ที่ข้ารักสุดดวงใจอยู่ที่ใด!”
“เหยียนซิง หากเส้นผมของศิษย์ข้าหายไปแม้เพียงเส้นเดียว ข้าจะถล่มภูเขาแห่งแดนเหนือของเจ้าให้ราบ!!”
“ออกมาเถิด!”
“เหยียนซิง เร็วๆ ออกมาเถิด!!”
ประมุขมารทั้งสามตะโกนด่าทอพลางพุ่งเข้ามา ทว่าพอได้เห็นหน้ากันและกันก็ถึงกับตัวชา เส้นผมตั้งชันขึ้นมา
"บัดซบ! เจ้าเหยียนซิงนี่มันบ้าสิ้นดี!"
ไม่เพียงแต่ลงมือกับเขตเดียวเท่านั้น แต่ยังกล้าลงมือกับถึงสามเขตเชียวหรือ?
เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน?
คิดจะสู้กับสามคนพร้อมกันงั้นหรือ?
วันนี้หากไม่สั่งสอนเหยียนซิงให้เจ็บปวดจนเนื้อลอกออกมาสักชั้น พวกเขาจะกลับไปเขียนชื่อตนเองใหม่ให้กลับด้าน!
ทั้งสามล้วนเป็นปีศาจเฒ่าที่ทะลวงถึงขั้นเบิกวิถีมานาน เมื่อความโกรธเคืองปะทุขึ้น ปราณมารที่แผ่ขยายออกไปจึงทำให้ฟ้าดินระส่ำระสาย
เหยียนซิงเงยหน้าขึ้นมองฟ้าท่ามกลางปราณมารที่ม้วนตัวคล้ายเมฆดำที่ปกคลุมไปทั่ว แววตาพลันกระตุกเล็กน้อย เขาถอนหายใจอย่างแสนเสียดายแล้วหันไปกล่าวกับจีอู๋ซวง “เพื่อเจ้าแล้ว ข้าสูญเสียสิ่งสำคัญไปมากทีเดียว… ตาเฒ่าพวกนั้นล้วนใจแคบสุดประมาณ…”
จีอู๋ซวงเพียงโบกมือเบาๆ พลางเอ่ยเสียงเรียบ “วางใจเถิด ข้ารู้ว่าข้ากำลังทำอะไรอยู่”
กล่าวจบ นางก็ค่อยๆคลี่ผ้าคลุมสีรุ้งขึ้นมาพันไว้ที่มือ ผ้าผืนนี้จีอู๋ซวงตั้งชื่อเองว่า ‘ผ้าคลุมเมฆาสงัด’ ซึ่งแท้จริงแล้วมันคือ ‘ผ้าขาด’ ที่จักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆามอบไว้ให้จีอู๋ซวง
เมื่อกล่าวถึง ‘ผ้าขาด’ ผืนนี้ จีอู๋ซวงเองก็เพิ่งตระหนักถึงความล้ำค่าของมัน ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้ไท่ซวี
วันก่อน ขณะที่เหยียนซิงออกไปส่งสารท้าประลอง จีอู๋ซวงซึ่งนั่งว่างอยู่ก็รู้สึกเบื่อ จึงคิดจะลองฝึกปรุงโอสถอีกครั้ง ทว่าที่ผ่านมามักจะล้มเหลว นางจึงคิดว่าน่าจะเป็นเพราะไฟที่ใช้ไม่ได้ผลดีพอ เลยชักชวนให้ไท่ซวีช่วยร่วมมือ
ไท่ซวีเองก็ยินดีอย่างยิ่ง ทว่าทันทีที่เปลวเพลิงปรากฏขึ้น ก็เกือบจะเผาไหม้ไปทั้งห้องเลยทีเดียว
ยามที่จีอู๋ซวงคิดว่าตนคงถูกไฟแผดเผาจนกลายเป็น ‘สาวผมหยิก’ อยู่รอมร่อ ผ้าขาดผืนนั้นกลับลอยมาขวางหน้า ป้องกันไม่ให้เปลวเพลิงของไท่ซวีเผาไหม้นาง
เหตุการณ์นี้ทำให้จีอู๋ซวงถึงกับตกใจในคุณสมบัติของผ้าผืนนั้น พอพินิจดูดีๆก็พบว่าผ้าขาดผืนนี้ก็คือสมบัติล้ำค่าที่จักรพรรดินีทิ้งไว้นาง
จีอู๋ซวงได้ลองทดสอบด้วยวิธีอื่นอีกมากมาย ทั้งดาบหงเหมิงก็ลองมาแล้ว และพบว่าผ้าขาดผืนนี้แท้จริงแล้วไร้เทียมทาน ไม่อาจทำอันตรายด้วยคมดาบหอกหลาวและยังทนต่อเปลวเพลิงได้อย่างสิ้นเชิง
แต่หากเรียกมันว่า ‘ผ้าขาด’ ซ้ำๆนั้น ก็คงจะแลดูหยาบคายไปเสียหน่อย นางจึงตั้งชื่อใหม่ให้มันว่า ‘ผ้าคลุมเมฆาสงัด’
ช่วงที่เหยียนซิงออกไปส่งสารท้าประลองนั้น จีอู๋ซวงใช้เวลาฝึกฝนกับผ้าคลุมเมฆาสงัดจนสามารถคิดค้นยุทธวิธีการต่อสู้ได้หลายแบบ หวังว่าแผนเหล่านี้จะใช้กำราบคู่ต่อสู้ในการประลองครั้งนี้ได้สำเร็จ
เมื่อเหยียนซิงมองไปยังจีอู๋ซวงที่พันผ้าขาดนั้นรอบหมัด เขาก็.อดไม่ได้ที่จะกระตุกมุมปากแล้วกล่าวว่า "นี่คือวิธีที่เจ้าบอกว่าคิดไว้แล้วหรือ?"
“ถูกต้องแล้ว” จีอู๋ซวงตอบ
"เจ้าจะลงสนามประลองด้วยการเอาผ้าขาดมาพันหมัดเท่านั้นหรือ?"
“ใช่แล้ว ข้านี่แหละผู้ฝึกวิถีแห่งการบำเพ็ญกายา”
เหยียนซิงได้แต่นิ่งเงียบ ยอมปล่อยเลยตามเลย หากถูกคู่ต่อสู้ทำให้บาดเจ็บละก็ เขาก็จะยอมทิ้งเกียรติขอร้องไม่ให้คนพวกนั้นเล่นงานจีอู๋ซวงให้มากนัก
บทที่ 250: ค้างคาวโลหิตขุมนรก
ในที่สุด ประมุขมารทั้งสามจากแดนใต้ ตะวันออก และตะวันตกก็มาถึงลานประลอง พวกเขาต่างก็ตรวจสอบจนมั่นใจว่าศิษย์รักของตนปลอดภัยดี แล้วค่อยหันมาเบิกตาโกรธเกรี้ยวมองเหยียนซิงด้วยท่าทีพร้อมจะพุ่งเข้าใส่ เสมือนอยากจะกลืนกินเขาเสียตรงนั้น
ทว่าเหยียนซิงกลับแสดงท่าทางไม่หวาดหวั่น เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แผ่บารมีงามสง่าให้เห็นอย่างเด่นชัด
“ทั้งสามท่านมาถึงกันแล้วหรือ?”
ในบรรดาประมุขมารทั้งสี่นั้น เหยียนซิงอายุน้อยที่สุด เมื่อครั้งเขาได้รับตำแหน่งประมุขมารแห่งแดนเหนือ สามประมุขมารที่เหลือก็มักสร้างปัญหาให้เขาเสมอ แต่สุดท้ายก็ถูกเขาเล่นงานจนเจ็บตัวทุกครั้ง พอเห็นเหยียนซิงอีกครั้ง ความโกรธเก่าเดิมก็ประทุขึ้นมาใหม่จนพวกเขาแทบกัดฟันเสียงดังกรอด
ตงฟางซ่งเอ่ยอย่างเย็นชา "เหยียนซิง เจ้าต้องให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลกับเรา"
เหยียนซิงยิ้มตอบ "ข้าจำได้ว่าข้าได้ส่งสารท้าประลองไปนานแล้ว และพวกท่านก็รับไว้ไม่ใช่หรือ? เพราะฉะนั้นการที่ข้ารับศิษย์ของพวกท่านมาให้พร้อมท้าประลองนี้ ย่อมสมเหตุสมผลแล้ว"
ทั้งสามนิ่งอึ้งไปชั่วครู่
"ว่าอย่างไรนะ? นี่เจ้ารับศิษย์แล้วหรือ?"
เหยียนซิงส่ายหน้า "เปล่าหรอก เป็นศิษย์ของบรรพชนข้า ไม่ใช่ศิษย์ของข้าเอง"
บรรพชน?
ใบหน้าที่เคยโกรธขึ้งของสามประมุขมารพลันแปรเปลี่ยนไป พวกเขามองไปรอบด้านเพื่อหาศิษย์อัจฉริยะที่ว่า แต่ก็ไม่พบ
ท่ามกลางความสงสัยของพวกเขา เด็กสาวร่างเล็กที่ยืนอยู่ข้างเหยียนซิงก็ยกมือขึ้นแล้วเอ่ยว่า "ข้าอยู่ตรงนี้"
ประมุขมารทั้งสามพร้อมด้วยศิษย์ต่างหันไปมองเด็กสาววัยสิบห้าสิบหกที่ยืนยิ้มอยู่ รูปร่างผอมบาง ดวงหน้าน่ารักน่าเอ็นดู โดยเฉพาะดวงตาเรียวยาวดั่งหงส์ที่เปล่งประกายใสกระจ่าง
หากถามว่าเด็กสาวผู้นี้มีอะไรพิเศษ ก็คงจะมีแต่ ‘ความงาม’ กระมัง?
โอ้ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ...เป็นบุคคลไร้ความสามารถอย่างยิ่ง
เนื่องจากบนร่างกายของนางไม่ได้มีทั้งปราณมารหรือปราณวิญญาณให้สัมผัสได้เลย
ประมุขมารแห่งแดนตะวันตก หลี่อวี้เจ๋อ ขมวดคิ้วแน่น แววตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “เหยียนซิง การที่เจ้าทำเช่นนี้เพื่อล้อเล่นกับพวกเรา เจ้าคิดหรือไม่ว่าพวกเราจะตัดไมตรีจริงจัง?”
คนธรรมดาที่ปราศจากปราณใดๆเช่นนี้ จะเป็นผู้สืบทอดของบรรพชนได้อย่างไร
“เจ้าคิดจะหลอกลวงพวกเรางั้นหรือ?”
ก่อนที่เหยียนซิงจะทันได้เอ่ยตอบ จีอู๋ซวงก็ก้าวออกมาข้างหน้าแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงท้าทาย "จะเป็นอย่างที่ว่าหรือไม่ ลองประมือกันดูก็รู้ได้ง่ายๆ! พวกท่านสามคน ใครจะมาก่อน?"
เด็กสาวเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ผมมัดสูงของนางสะบัดตามแรงก้าวสร้างเส้นโค้ง.งดงามในอากาศ สีหน้าแสดงออกถึงความทะนงดูน่าหมั่นไส้ แต่ดวงตาของนางที่ฉายแววพร้อมต่อสู้นั้น กลับดึงดูดสายตาของทุกคนเป็นพิเศษ
เฉาหยุนยิ้มบางๆอย่างสุขุมพลางเอ่ยอย่างสุภาพว่า “ในพวกเราสามคน ข้าคือผู้ที่อ่อนแอที่สุด ให้ข้าเป็นผู้ทดสอบเจ้าก่อนดีหรือไม่? ถ้าเจ้าชนะ ข้าจะยกสมบัติให้หนึ่งชิ้น แต่ถ้าเจ้าแพ้ เจ้าต้องควักดวงตาหนึ่งข้างของเจ้ามามอบให้ข้าเป็นรางวัล ตกลงหรือไม่?”
น้ำเสียงของเฉาหยุนเรียบนิ่งราวกับว่าการควักดวงตาของคนเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ไม่ได้ชวนสยดสยองแต่อย่างใด
จีอู๋ซวงไม่ได้รู้สึกแปลกใจ เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกตนวิถีมาร ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญตนด้านศีลธรรม
จีอู๋ซวงแย้มยิ้ม “เจ้าต้องการดวงตาข้าได้ แต่ข้าไม่ต้องการสมบัติของเจ้า ข้าไม่ได้ขาดแคลนสมบัติ แต่ข้าขาดคนรับใช้ ข้าต้องการให้เจ้ามาเป็นทาสรับใช้ของข้า”
จีอู๋ซวงนั้นรู้ดีว่าในแดนมาร บุคคลที่เต็มไปด้วยโชคลาภนอกจากประมุขมารแล้วยังมีบรรดาศิษย์ของพวกเขาอีกด้วย
ตามที่แผนภาพทำนายฟ้าวิเคราะห์มานั้น บุตรแห่งโชคชะตาสามารถดำรงอยู่ในแดนมารได้ราวกับปลาที่แหวกว่ายในสายน้ำ และบรรดาศิษย์แห่งประมุขมารเหล่านี้ก็เปรียบเสมือน ‘หินใต้เท้า’ ของนาง หากให้พวกเขาอยู่ข้างกาย ย่อมป้องกันไม่ให้โม่หลานอีแย่งชิงโชคชะตาไปได้
เฉาหยุนสีหน้าดำครึ้ม ดวงตาหรี่ลงอย่างเย็นชา “เจ้าต้องการให้ข้าซึ่งเป็นศิษย์ของประมุขมารไปเป็นทาส? ดี เช่นนั้นข้าก็ขอเปลี่ยนเงื่อนไข หากเจ้าพ่ายแพ้ เจ้าต้องมอบวิญญาณของเจ้ามาให้ข้าฝึกวิชาหลอมวิญญาณเป็นอย่างไร?”
เมื่อถูกหลอมวิญญาณแล้ว วิญญาณนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่คนไม่ใช่ผี ไม่มีชีวิตไม่มีความตาย จนกว่าจะถูกใช้กระทั่งหมดพลังงาน
จีอู๋ซวงพยักหน้า “ได้ ข้าตกลง”
เหยียนซิงที่ยืนฟังอยู่ถึงกับขมวดคิ้ว แต่เมื่อเห็นแววตามั่นใจของจีอู๋ซวง อีกทั้งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่นางเคยเตะพยัคฆ์ทมิฬจนกระเด็นออกไป เขาก็ต้องยอมปิดปากไม่พูดอะไร
หลี่อวี้เจ๋อพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แม้ว่าเด็กคนนี้จะเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่พลังวิญญาณบริสุทธิ์ของนางน่าจะนำไปหลอมวิญญาณได้ดี ศิษย์ของเขานั้นฝึกวิชาหลอมวิญญาณจนติดขัดมานาน วิญญาณที่มอบตัวให้อย่างสมัครใจนี้อาจช่วยศิษย์ของเขาทะลวงขีดจำกัดได้
จีอู๋ซวงกล่าวถึงกติกาในการประลองอย่างเรียบง่าย ผู้ใดกล่าวว่า ‘ข้ายอมแพ้’ ก่อน ก็ถือว่าแพ้ไป
“เชิญ”
“เชิญ”
ทั้งสองประสานมือตอบรับกันแล้วกระโดดลงสู่ลานประลองทันที เฉาหยุนเป็นฝ่ายรุกก่อนทันทีโดยไม่ให้โอกาสจีอู๋ซวงได้ตอบโต้ เงาดำเข้มข้นผุดขึ้นจากใต้เท้าของเขา ก่อตัวเป็นม่านดำโถมทับใส่จีอู๋ซวงจากทุกทิศทาง
ด้วยพลังที่บรรลุถึงขั้นทารกวิญญาณระดับสูงเช่นนี้ การที่เขาสามารถเรียกพลังเช่นนี้ได้ทันทีก็แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมานาน
ม่านดำเหล่านั้นเสมือนมีชีวิต แผ่กลิ่นอันตรายออกมาอย่างเด่นชัด
จีอู๋ซวงยืนนิ่งราวกับเด็กโง่ ปล่อยให้ม่านดำเข้ากลืนร่างตนเองโดยไม่ได้ขยับเขยื้อน ตงฟางไท่หยวนและหลัวซิ่วที่มองดูอยู่ต่างขมวดคิ้ว
แค่นี้เองหรือ?
เฉาหยุนหน้าซีดเทา เขากัดปลายลิ้นจนโลหิตกระเซ็นออกมา ขับเคลื่อนเคล็ดวิชาทลายฟ้าทมิฬขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อคำสาปโลหิตปรากฏ บรรยากาศรอบข้างก็พลันมืดหม่นราวกับฟ้าดินกลายเป็นรัตติกาล
ทว่าจีอู๋ซวงไม่ได้โง่พอจะยืนนิ่งให้ถูกโจมตี นางก้าวเท้าขึ้นอย่างคล่องแคล่ว ใช้วิชา ‘เหยียบวิถีเจ็ดดารา’ ร่างพลันเคลื่อนตัวดุจอัสนีวาบผ่านไปทางด้านหลังเฉาหยุนอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ฟาดมือใส่หลังคอเขา พลางเอ่ยเย้ยหยันว่า “ใครบอกให้เจ้าอาเจียนโลหิตออกมา? กลืนกลับไปเสียสิ!”
เฉาหยุนไม่ทันตั้งตัว โดนโลหิตตนเองกระแทกเข้าหน้าเต็มๆ จนไอค่อกแค่กอย่างรุนแรง โลหิตเปรอะเปื้อนไปทั่วใบหน้า ความโกรธทำให้ร่างของเขาสั่นเทิ้ม
นี่นับว่าเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่!
เขาไม่กล่าวคำใด ใช้เคล็ดวิชาหนึ่งผลักจีอู๋ซวงออกไป แล้วชักขลุ่ยหยกสีเงินออกมาจากแขนเสื้อ สีหน้าที่เคยสุภาพอ่อนโยนพลันบิดเบี้ยวไปด้วยโทสะ “เจ้าเด็กน้อย เจ้าบีบให้ข้าต้องใช้ท่าไม้ตาย!”
ทันทีที่เฉาหยุนเริ่มเป่าขลุ่ยหยก คลื่นพลังเสียงก็กระจายออกมา
จีอู๋ซวงยกมือขึ้นปิดหูอย่างสุภาพเพื่อแสดงความเคารพต่อคู่ต่อสู้ แต่เมื่อพบว่าคลื่นเสียงไม่มีผลใดๆต่อร่างกายนาง นางก็เริ่มสงสัยว่าเขาใช้ท่าไม้ตายที่ ‘เสื่อมคุณภาพ’ หรือไม่
ทันใดนั้นเสียงแหลมก็ดังขึ้นจากฟากฟ้า
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมอง เห็นหมู่ก้อนดำคล้ายเมฆฝนกำลังม้วนตัวมุ่งหน้าสู่ลานประลองอย่างรวดเร็ว
จีอู๋ซวงใช้พลังจิตมองดูอย่างละเอียดและเห็นได้ชัดว่า ‘เมฆดำ’ นั้นแท้จริงแล้วคือฝูงสัตว์ร้าย!
“นั่นมัน…ค้างคาวโลหิตขุมนรก?”
ค้างคาวโลหิตขุมนรกนับพันนับหมื่นตัว!
เหยียนซิงหน้าซีดเผือด มองภาพนั้นด้วยความไม่สบายใจ
แม้ว่าค้างคาวโลหิตขุมนรกจะมีระดับต่ำ ปกติเมื่อโตเต็มที่แล้วก็มีพลังเพียงขั้นทารกวิญญาณ แต่มันไม่เคยออกมาเพียงตัวเดียว มันมักจะมากันเป็นฝูงใหญ่ และทุกที่ที่มันผ่านไปจะกลายเป็นดินแดนรกร้างไร้ชีวิต
อสูรร้ายนี้ปกติแล้วอาศัยอยู่ในเขตหวงห้ามของแดนมาร การปรากฏตัวของมันในครั้งนี้จึงเป็นที่แน่ชัดว่าเกิดจากฝีมือของเฉาหยุน
เหยียนซิงหันไปมองหลี่อวี้เจ๋อด้วยสายตาเย็นเยียบ “นี่มันเกินไปแล้วกระมัง? ค้างคาวโลหิตพวกนี้มีนับพันตัว หากควบคุมมันไม่ได้ ผู้คนในแดนเหนือของข้าจะเป็นอย่างไร?”
หลี่อวี้เจ๋อเองก็ไม่คาดคิดว่าเฉาหยุนจะใช้ค้างคาวโลหิตขุมนรกอันเป็นวิชาลับของเขาเอง แถมการควบคุมก็ยังไม่สมบูรณ์ดีนัก ทว่ายามนี้ย่อมไม่อาจหักหลังศิษย์ตนเองได้ เขาเพียงยิ้มเยาะแล้วกล่าวว่า “ศิษย์ของข้าสามารถใช้ขลุ่ยวิเศษควบคุมสัตว์ร้ายพวกนี้ได้เป็นอย่างดี หากเจ้ากลัวก็ให้นางยอมแพ้เสียสิ”
จีอู๋ซวงมองฝูงค้างคาวโลหิตขุมนรกด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะหันกลับไปมองขลุ่ยหยกในมือเฉาหยุน
อักขระพลังบนขลุ่ยหยกนั้นไม่ธรรมดาเลย มันเป็นอาวุธเซียนครึ่งขั้น
ทว่าด้วยพลังของเฉาหยุน การใช้พลังของอาวุธเซียนครึ่งขั้นเช่นนี้ เท่ากับเขากำลังเร่งหายนะของตนเอง ต่อให้ไม่ตายก็จะถูกผลกระทบของมันจนสติวิปลาส
จีอู๋ซวงยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยด้วยความหวังดี “เจ้าหยุดเป่าขลุ่ยเสียจะดีกว่า…”
เฉาหยุนนึกว่าจีอู๋ซวงเริ่มกลัวแล้ว จึงเผยสีหน้าเย้ยหยันขึ้นมา ทว่าก็ได้ยินนางเอ่ยต่อไปว่า “ระวังจะถูกขลุ่ยนั่นเล่นงานจนกลายเป็นคนบ้า”
เฉาหยุนกระอักเลือดเต็มปากจนน้ำลายเปรอะจมูก เสียงขลุ่ยถึงกับพลิ้วไปเป็นทาง
“บัดซบ!”
ใครกันแน่ที่เป็นคนบ้า?!
ทั้งตระกูลเจ้านั่นแหละที่เป็นคนบ้า!!!
จบตอน
Comments
Post a Comment