sword ep261-270

บทที่ 261: ข้าจะทำให้นางกลายเป็นผุยผง!

 

โม่หลานอีสะท้านเฮือก หายใจแรงโดยไม่ได้ตอบคำถามของจีอู๋ซวง

 

ด้วยหน้ากากศิลาไร้ชีวิตที่อยู่บนหน้า นางมั่นใจเหลือเกินว่าจีอู๋ซวงย่อมไม่อาจมองเห็นโฉมหน้านางได้แน่!

 

นางจึงคิดว่าอีกฝ่ายเพียง ‘ขู่หลอก’ เท่านั้น

 

แต่แล้วริมฝีปากของจีอู๋ซวงกลับเผยยิ้มเยาะ รำพึงเบาๆว่า “ตั้งแต่ยังเยาว์ เจ้าก็ขโมยโชคชะตาจากลวี่เย่าเหนียง จึงนำพาให้เจ้าได้ค้นพบสมุนไพรมากมาย อาศัยสิ่งเหล่านั้นสร้างฐานะในตระกูล ต่อมาจึงใช้จุดนี้เข้าทำความรู้จักกับทายาทตระกูลหลี่ และได้ขโมยโชคชะตาของเขาเช่นกัน”

 

“ด้วยโชคชะตาที่ได้จากทายาทตระกูลหลี่ เจ้าสามารถแลกเปลี่ยนเอาสมุนไพรและพืชศักดิ์สิทธิ์นานาชนิด รวมถึงหลอกลวงมารดาของโม่หลานซินจนยอมถอนรากวิญญาณของนางออกมาให้เจ้า เจ้าจึงกลายเป็นบุตรสาวผู้เป็นที่รักของตระกูลโม่”

 

“เมื่อได้โชคชะตาและรากวิญญาณของโม่หลานซิน รวมทั้งได้รับการหนุนหลังจากตระกูลโม่ เจ้าจึงได้สะสมอสูรวิญญาณไว้มากมาย ครอบครองของวิเศษนับไม่ถ้วน กระทั่งสะสมทรัพย์สมบัติผ่านการประมูลเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง”

 

“แต่ถึงแม้จะได้มากเพียงนั้น เจ้าก็ยังไม่รู้จักพอ เพราะสิ่งที่เจ้าต้องการคือโชคชะตา เจ้าจึงเข้ามายังสำนักอวิ๋นหลาน แล้วยังหมายตาเหยื่อต่อไป ไม่ว่าจะเป็นหลานชายของนักพรตปี่ซิน หรือแม้แต่น้องสาวของเจ้าแห่งวังเหลยฮัวเทียน…”

 

จีอู๋ซวงพูดพลางค่อยๆกระตุ้นอย่างเงียบงัน “เจ้าเดินตามแผนการเช่นนี้ทีละก้าว… ทีละก้าว… และยังไม่เคยถูกใครทำให้บาดเจ็บจนถึงตาย ก็ต้องถือว่าเจ้ามีวาสนาจากฟ้าดินปกปัก เจ้าว่าจริงหรือไม่ โม่หลานอี?”

 

ใบหน้าของโม่หลานอีซีดเผือด ไร้สีสันดุจกระดาษ คล้ายมิได้คาดคิดว่าความลับของตนจะถูกเปิดเผยออกจนหมดสิ้น...

 

ในขณะที่นางตกอยู่ในภวังค์ จีอู๋ซวงก็ได้ตั้งค่ายกลล้อมรอบอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว และในชั่วพริบตา ร่างของจีอู๋ซวงก็กระโจนวูบไปปรากฏอยู่ข้างกายโม่หลานอี พร้อมกับหยิบเอากริชแห่งวิถีสวรรค์ขึ้นมาแทงหน้ากากบนใบหน้านาง

 

กร๊อบ!

 

เสียงหน้ากากศิลาไร้ชีวิตแตกหัก โม่หลานอีปรากฏกายขึ้นอีกครั้งต่อสีหน้าอันเยือกเย็นของจีอู๋ซวง

 

ใบหน้าของนางขาวซีด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความอัปยศ ปราศจากความองอาจเฉิดฉายอย่างที่เคยมี

 

จีอู๋ซวงหัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยเย้ยหยันว่า “ดูสภาพเจ้าสิ เหมือนหนูสกปรกชัดๆ… อัปลักษณ์เหลือเกิน… ขโมยก็เป็นได้แค่ขโมย คำลวงก็เป็นเพียงคำลวง… สิ่งที่ไม่ใช่ของเจ้าย่อมไม่ใช่ของเจ้า… น่าสมเพชยิ่งนัก โม่หลานอี…”

 

ถ้อยคำดุจมีดแหลมกระทบจุดอ่อนในใจของโม่หลานอี นางแผดเสียงกรีดร้องอย่างดุร้าย พุ่งเข้าหาจีอู๋ซวงด้วยความเดือดดาล

 

“หุบปาก!!! หุบปากเดี๋ยวนี้!!!”

 

“เจ้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น!!!”

 

“ข้าคือสตรีที่ฟ้าเบื้องบนสรรเสริญ!”

 

“โชคชะตาทั้งหมดในแดนเทียนหลานนี้ มันต้องเป็นของข้า!!”

 

“ต้องเป็นของข้า!!!”

 

แล้วจีอู๋ซวงจะปล่อยให้อีกฝ่ายได้ใจเช่นนี้หรือ?

 

นางไม่ต้องการเสียเวลาฟังคำพูดไร้สาระเหล่านี้ ด้วยรู้ดีว่าคนร้ายมักพ่ายแพ้เพราะพูดมากเกินไป แม้เจ้าตัวจะไม่เคยมองตนว่าเป็นคนร้ายเลยก็ตามที

 

จีอู๋ซวงยกเท้าขึ้นถีบโม่หลานอีจนล้มลงกับพื้น จากนั้นจึงย่ำลงบนอกของอีกฝ่าย ชูกริชแห่งวิถีสวรรค์ขึ้น แล้วแทงตรงไปยังจุดพลังชีวิตบนร่างนั้นอย่างไม่รีรอ คมมีดกรีดผ่านเนื้อหนังจนเผยให้เห็นรากวิญญาณสีขาวพิสุทธิ์ดุจหยก…

 

เป็นรากวิญญาณที่งดงามยิ่งนัก

 

ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดรากวิญญาณแห่งแสงถึงเป็นที่หมายปองของผู้คนมากมาย

 

“อ๊าาา…”

 

โม่หลานอีดิ้นทุรนทุราย เจ็บปวดดั่งปลาที่ถูกถลกหนังทั้งเป็น กระตุกตัวไปมาอย่างบ้าคลั่ง

 

“อ๊าาา…เจ็บ…เจ็บเหลือเกิน…ได้โปรด…อย่าดึงรากวิญญาณของข้า…ได้โปรด…”

 

ใบหน้าเย็นชาของจีอู๋ซวงไร้อารมณ์ นางกำรากวิญญาณไว้แน่น ก่อนจะกระชากมันออกจากร่างของโม่หลานอีในชั่วพริบตา รากวิญญาณแยกออกจากร่างเจ้าของมันในที่สุด

 

ทว่าทันใดนั้น สถานการณ์กลับแปรเปลี่ยน!

 

แสงสีทองสว่างจ้าพลันพุ่งออกจากหว่างคิ้วของโม่หลานอี มันเปล่งประกายดุจดังแสงบริสุทธิ์แห่งสวรรค์ ทะลุผ่านอากาศแล้วพุ่งเข้าหาจีอู๋ซวง

 

จีอู๋ซวงรีบใช้กริชแห่งวิถีสวรรค์ป้องกันแสงนั้นไว้ แม้จะสามารถลดทอนพลังของมันไปได้บ้าง ทว่าก็ยังไม่อาจหยุดยั้งได้ จึงถูกแรงนั้นพุ่งชนอย่างรุนแรงจนกระแทกเข้ากับผนังถ้ำ เจ็บปวดราวกับอวัยวะภายในทั้งหมดพลิกคว่ำ!

 

[จีอู๋ซวง! เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?!] วิถีสวรรค์เอ่ยถามด้วยความตื่นตระหนก

 

‘ข้าไม่เป็นไร’ จีอู๋ซวงตอบอย่างเด็ดเดี่ยว

 

[เจ้าอย่าได้ประมาทเชียวนะ ของพิลึกนี่มันร้ายกาจยิ่งนัก ข้ากดมันไม่อยู่จริงๆ! อ๊าาา จีอู๋ซวง! มันกำลังแย่งรากวิญญาณกลับไปแล้ว!] วิถีสวรรค์ตะโกนเสียงสั่น

 

จีอู๋ซวงก้มมองในมือ พบว่ารากวิญญาณในมือถูกพันด้วยแสงสีทองอีกครั้ง และกำลังถูกดึงกลับไปยังร่างของโม่หลานอี!

 

เด็กสาวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เลือดไหลอาบศีรษะ แต่นางก็ไม่สนใจ สายตายังคงจับจ้องแสงสว่างนั้นที่กำลังพยายามจะคืนรากวิญญาณให้โม่หลานอี ความโกรธในใจพลันปะทุขึ้นมาทันที

 

เจ้าเดรัจฉานทรยศฟ้าดินตัวนี้!

 

ในยามคับขันเช่นนี้ยังจะขโมยของอีกงั้นรึ!!!

 

ขโมยอยู่ได้! คอยดูเถอะ ข้าจะขโมยกลับให้ยิ่งกว่าเจ้าเสียอีก!!!

 

ดีละ ข้ายอมรับว่าอาจสู้เจ้าไม่ได้ แต่เจ้าคิดว่าข้าจะสู้โม่หลานอีไม่ได้หรือ? ครานี้ข้าจะหั่นนางเป็นชิ้นๆ แล้วมาดูกันว่าเจ้าจะช่วยนางเอาโชคชะตากลับคืนไปได้อย่างไร!!!

 

ดวงตาของจีอู๋ซวงลุกโชนไปด้วยประกายดุร้าย คราวนี้นางไม่คิดใช้เพียงกริชแห่งวิถีสวรรค์อีกต่อไป นางดึงกระบี่หงเหมิงออกมา แล้วเหวี่ยงไปที่โม่หลานอีอย่างไร้ปรานี

 

“จงตายไปเสียเถิด!”

 

แสงสีทองนั้นเหมือนจะรู้ทันเจตนาของจีอู๋ซวง มันส่องประกายขึ้นแล้วพุ่งมาคั่นระหว่างนางกับโม่หลานอี รับคมกระบี่หงเหมิงที่ฟาดลงมาด้วยพลังประหนึ่งทำลายล้างฟ้าดิน

 

การปะทะระหว่างกระบี่หงเหมิงและแสงสีทองส่งแรงกดดันมหาศาลมาถึงจีอู๋ซวงจนหายใจแทบไม่ออก และไม่ใช่เพียงแค่ร่างกาย แต่แม้กระทั่ง ‘วิญญาณ’ ของนางก็ถูกกดข่ม

 

จีอู๋ซวงเป็นถึงวิญญาณครึ่งเซียน แต่กลับถูกแสงสีทองนี้กดดันอย่างหนักจนต้องรู้สึกตะลึงอย่างเสียไม่ได้

 

"น่าตายจริงๆ นี่มันแสงบ้าบออะไรกัน? เหตุใดจึงยุ่งยากเช่นนี้?"

 

ในขณะที่จีอู๋ซวงกำลังต่อสู้กับแสงสีทองอยู่นั้น วิถีสวรรค์ก็ทำการคำนวณอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดก็คำนวณได้ว่าต้นตอของแสงสีทองนี้คืออะไร

 

มันตะโกนบอกนางดังลั่น [เสี่ยวอู๋ซวง! นี่คือแสงแห่งผลบุญ!]

 

จีอู๋ซวงแทบจะล้มลงด้วยความตกใจ เอ่ยเสียงตกตะลึงว่า ‘หา? ท่านแน่ใจหรือ?’

 

[แน่ใจ!] วิถีสวรรค์ตอบ

 

จีอู๋ซวงถึงกับหัวเราะอย่างขมขื่น ‘โม่หลานอีคนน่ารังเกียจเช่นนี้ สมควรได้รับแสงแห่งผลบุญมาคุ้มครองเชียวหรือ?’

 

วิถีสวรรค์เองก็ดูเหมือนจะเดือดดาล [ข้าเองก็ไม่รู้! เจ้าแสงประหลาดนี่มันรบกวนการคำนวณของข้า ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่คิดว่านางคือบุตรแห่งโชคชะตา! เป็นไปได้ว่าอาจเป็นผลบุญที่ตกทอดจากบรรพบุรุษของนาง]

 

‘ฟ้าช่างไร้เมตตาจริงๆ!’

 

[จีอู๋ซวง เจ้าถ่วงเวลาแสงแห่งผลบุญนี้ไว้ ข้าจะหาโอกาสใช้สายฟ้าฟาดโม่หลานอีให้ดับสูญ! กล้าหลอกลวงข้าได้เช่นนี้ ข้าจะทำให้นางกลายเป็นผุยผง!]

 

‘จะทำได้แน่หรือ?’

 

[ได้แน่! ยามนี้ข้าแข็งแกร่งกว่าที่เคย การฆ่าคนนอกกรอบอย่างนางไม่ใช่เรื่องยาก!]

 

‘ดี เช่นนั้นระวังตัวด้วย’

 

วิถีสวรรค์แห่งเทียนหลานหัวเราะด้วยความมั่นใจ [อย่าห่วงเลย ข้านี่แหละคือวิถีสวรรค์ของโลกนี้! แสงแห่งผลบุญนี้เข้ามาในดินแดนของข้า ย่อมไม่อาจทำอันใดข้าได้!]

 

‘อย่าประมาท’

 

[วางใจได้ ข้าคือวิถีสวรรค์!]

 

ในขณะที่จีอู๋ซวงกำลังสนทนากับวิถีสวรรค์ แสงสีทองกลับสั่นไหวก่อนจะค่อยๆแยกตัวจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม และจากสามแยกออกจนไร้ขอบเขต…

 

ภาพรอบด้านพลันแปรเปลี่ยนราวกับโลกถูกหมุนรอบตนเอง กลายเป็นดั่งภาพลวงตาที่แปรเปลี่ยนไปไม่สิ้นสุด เดี๋ยวเป็นภูเขา เดี๋ยวเป็นสายน้ำ เดี๋ยวเป็นทางช้างเผือกระยิบระยับ และในพริบตากลับกลายเป็นห้วงเหวลึกอันมืดมิด

 

เมื่อภาพเหล่านั้นแปรเปลี่ยน จีอู๋ซวงก็เริ่มรู้สึกได้ว่าทั้งตัวนางและวิถีสวรรค์ถูกผนึกไว้ที่จุดใดจุดหนึ่ง ราวกับพื้นดินใต้เท้าได้พังทลายลงเรื่อยๆ จนกระทั่งนางเห็น ‘ภาพ’ ที่คุ้นเคยที่สุด

 

ความเวิ้งว้างแห่งห้วงอากาศ!

 

ห้วงเวิ้งว้างนั้นคือพื้นที่ที่เชื่อมระหว่างโลกและมิติต่างๆในจักรวาล พื้นที่พิเศษที่อยู่ระหว่างกฎเกณฑ์ของแต่ละโลกและกฎเกณฑ์ที่เรารู้จักทั้งหลายจะไร้ประโยชน์ไปทันที

 

แสงแห่งผลบุญอันทรงพลังนั้นปิดผนึกทุกสิ่งในอาณาเขตเล็กๆนี้ลงอย่างเด็ดขาด ลากทุกสิ่งที่อยู่ในพื้นที่เข้าสู่ห้วงเวิ้งว้าง และหนึ่งในนั้นรวมถึง ‘วิถีสวรรค์’ เองด้วย…

 

ดูเหมือน ‘มัน’ จะได้ยินคำพูดของวิถีสวรรค์ที่เพิ่งพูดออกไป

 

วิถีสวรรค์: [……]

 

จีอู๋ซวง: ‘……’

 

นางกับวิถีสวรรค์สบตากันท่ามกลางความเงียบ


บทที่ 262: สร้างนางขึ้นมาใหม่

 

เมื่อออกมานอกแดนเทียนหลาน วิถีสวรรค์ก็ถูก ‘บีบคั้น’ จนกลายเป็นร่างจริง มันปรากฏออกมาเป็นเพียงกลุ่มแสงนุ่มนิ่ม กระจ้อยร่อยราวกับเด็กที่ไร้ซึ่งอาวุธ

 

ในห้วงเวิ้งว้าง แม้แต่วิถีสวรรค์ของโลกเองก็เปราะบางราวกับทารกไร้กำลัง

 

ตอนนี้ไม่เพียงแต่ไม่สามารถช่วยจีอู๋ซวงได้ วิถีสวรรค์ยังกลายเป็นตัวถ่วงของนางไปเสียแล้ว

 

มันตัวสั่นเหมือนเด็กน้อยน้ำหนักห้าร้อยจิน กอดจีอู๋ซวงแน่นพลางร้องไห้โฮ [เสี่ยวอู๋ซวง ข้าจะทำอย่างไรดี…]

 

หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ มันคงไม่พูดจาใหญ่โตขนาดนั้น หายนะจริงๆ ฮือ ฮือ ฮือ…

 

จีอู๋ซวงถอนหายใจเงียบๆ แล้วคว้าจับวิถีสวรรค์โยนไปวางไว้บนศีรษะของตนเอง

 

‘เกาะให้แน่น’ นางเอ่ยอย่างมั่นใจ

 

[แต่…]

 

‘ท่านอย่ากลัวไป ที่นี่น่ะ ข้าต่างหากที่แข็งแกร่งที่สุด’

 

จีอู๋ซวงผ่านสงครามแห่งสมรภูมิรบจุดจบแห่งสรรพสิ่งมาก่อน นางมีร่างกายที่แข็งแกร่ง และในห้วงเวิ้งว้างนี้ถือเป็นสนามรบหลักของนาง

 

นางพุ่งตัวอย่างรวดเร็ว เข้าต่อสู้กับแสงแห่งผลบุญโดยไม่ย่อท้อ แถมยังดันให้แสงแห่งผลบุญล่าถอยอย่างต่อเนื่อง ดูเหมือนแสงนั้นก็ประหลาดใจไม่เบาเมื่อพบว่าพลังของนางกลับไม่ได้อ่อนแอลงหลังจากไร้การช่วยเหลือของวิถีสวรรค์ ตรงกันข้ามกลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

  

ความสง่างามของจีอู๋ซวงฉายออกมาราวกับว่านางเป็นกระบี่ที่สามารถทำลายผืนฟ้าอันยิ่งใหญ่ นางร่ายกระบี่ในมือด้วยความรวดเร็ว มองหาเป้าหมายไปทั่ว ทันใดนั้นก็สังเกตเห็นโม่หลานอีที่ร่างกายบอบช้ำใกล้สิ้นใจ ดูท่าว่าร่างของอีกฝ่ายก็ถูกดึงเข้ามายังที่แห่งนี้เช่นกัน

 

แต่ภาพแปลกประหลาดพลันปรากฏขึ้น ร่างที่บาดเจ็บหนักของโม่หลานอีที่ถูกดึงรากวิญญาณไปนั้นยังคงขยับได้? นางจ้องเขม็งไปที่รากวิญญาณนั้น และเริ่มคืบคลานไปยังทิศทางของมันอย่างมุ่งมั่น…

 

น่าเหลือเชื่อ!

 

ช่างตายยากดั่งแมลงสาบ!

 

‘วิถีสวรรค์ ทำไมนางยังขยับได้อีก?’

 

วิถีสวรรค์จับจ้องมองโม่หลานอี และในที่สุดก็พบจุดผิดปกติ

 

[หว่างคิ้วของนาง! มีบางสิ่งที่แปลกประหลาดอยู่ที่นั่น…]

 

‘ดี เช่นนั้นท่านจงเตรียมตัวให้พร้อม’

 

[เตรียมอะไร?]

 

จีอู๋ซวงไม่เสียเวลาพูดคำใดเพิ่มเติม นางคว้าวิถีสวรรค์บนศีรษะแล้วโยนตรงไปที่โม่หลานอีทันที

 

"ไปซะ!!!"

 

วิถีสวรรค์: [อ๊าก…]

 

ข้ายิ่งอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงอยู่แล้วนะ!

 

เมื่อวิถีสวรรค์กระแทกพื้นเบื้องหน้าโม่หลานอีด้วยเสียงดัง ‘ปั้ก’ โม่หลานอีก็จ้องมองมันเขม็ง ดวงตาของนางฉายประกายกระหายเลือดออกมา…

 

นางละทิ้งรากวิญญาณแห่งแสง หันมาพุ่งเข้าหาวิถีสวรรค์แทน พลางเผยรอยยิ้มร้ายกาจที่มุมปาก

 

"ข้าจะกลืนกินเจ้า…กลืนกินเจ้า…"

 

การกลืนกินวิถีสวรรค์นั้น…ก็เท่ากับกลืนกินโชคชะตาทั้งหมดในแดนเทียนหลาน! จากนั้นโชคชะตาทั้งหมดจะตกเป็นของนาง!

 

กินมัน! กินมัน!

 

วิถีสวรรค์ตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ

 

นางเดรัจฉานนี่ยังกล้าคิดจะกลืนกินมันอย่างนั้นหรือ?!

 

ไม่สิ…จากจุดประสงค์แรกที่นางปรากฏตัวบนแดนเทียนหลาน นางก็ต้องการที่จะกลืนกินมันอยู่แล้ว ใช้ชีวิตทั้งมวลในแดนนี้ โชคชะตา และกฎเกณฑ์ต่างๆ มาเป็นสิ่งบำรุงให้ตนเอง!

 

นางช่างฝันเฟื่องนัก!!!

 

ทันทีที่โม่หลานอีพุ่งเข้ามา วิถีสวรรค์พลันเผยกลิ่นอายดุร้ายออกมา มันกำกริชที่แปลงจากพลังอัสนีสีม่วงมาไว้ในมือ กระโจนพุ่งขึ้นสูง และแทงเข้าที่หว่างคิ้วของโม่หลานอี

 

ในขณะเดียวกัน จีอู๋ซวงก็แปรสภาพเป็นรากวิญญาณทมิฬ นางถ่ายพลังไร้ธาตุเข้าไปในกระบี่หงเหมิง รวบรวมพลังไว้สำหรับการโจมตีครั้งสุดท้าย

 

แสงแห่งผลบุญส่องสว่างประดับใบหน้าของนาง ดวงตาแข็งกร้าว ขับให้โฉมหน้าของนางงดงามดุจเทพธิดาอาบแสงบริสุทธิ์…

 

“สลายไปซะ!”

 

เสียงตะโกนดังก้องของจีอู๋ซวงเผยพลังอันเกรี้ยวกราด นางฟาดกระบี่ออกไปกรีดผ่านแสงแห่งผลบุญ แสงสีทองแตกกระจายเป็นประกายดุจทางช้างเผือกที่โปรยปรายลงมาราวกับสายฝนที่แผ่วเบา แสงเหล่านั้นตกลงมาบนร่างของจีอู๋ซวงอย่างอ่อนโยน…

 

ไล่ตั้งแต่หางตา คิ้ว ริมฝีปาก ปลายนิ้ว แม้กระทั่งปลายเส้นผม…

 

จีอู๋ซวงเคยคิดว่าการทำลายแสงแห่งผลบุญที่สืบทอดมาอาจจะนำมาซึ่งบทลงโทษ แต่เมื่อตอนที่แสงสีทองนั้นสลายออก กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างคาดไม่ถึง

 

ดั่งแสงอาทิตย์อบอุ่นในวสันตฤดูที่ต้องการละลายความเย็นเยียบและความเจ็บปวดบนตัวของจีอู๋ซวง…

 

นี่มัน…

 

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้?

 

ใบหน้าของจีอู๋ซวงเผยความงุนงงปนความดุดัน ขณะที่นางเงยหน้ามองประกายดวงดาวที่โปรยปรายลงมา…

 

เป็นท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดารานับพัน…

 

ช่างลึกซึ้งและอ่อนโยนไร้เสียง

 

จีอู๋ซวงค่อยๆเปิดฝ่ามือรับแสงแห่งผลบุญเหล่านั้น เห็นได้ว่ามันค่อยๆซึมเข้าไปในฝ่ามือนาง คล้ายว่าห่าฝนแห่งผลบุญนี้ร่วงลงมาเพื่อมอบให้นางโดยเฉพาะ

 

นางรู้สึกถึงความไม่สมเหตุสมผลอย่างประหลาด…หรือแท้จริงแล้วแสงผลบุญนี้เป็นของนางมาแต่เดิม?

 

เป็นของนาง?

 

มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน…

 

จีอู๋ซวงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะละความสงสัย นางหันไปมองวิถีสวรรค์อย่างรวดเร็ว

 

ครั้นปราศจากแสงผลบุญที่คอยปกป้อง โม่หลานอีก็ไร้ที่พึ่ง วิถีสวรรค์ซึ่งอยู่ในร่างแสงนุ่มนิ่มนี้สามารถแทงกริชเข้าที่หว่างคิ้วของโม่หลานอีได้สำเร็จ!

 

กร๊อบ…

 

เสียงแตกหักดังขึ้น จีอู๋ซวงและวิถีสวรรค์ได้ยินเสียงนี้อย่างชัดเจน ลูกแก้วสีขาวพิสุทธิ์ลูกหนึ่งหลุดออกจากหว่างคิ้วของโม่หลานอี กลิ้งมาหยุดอยู่ตรงปลายเท้าของจีอู๋ซวง…

 

ลูกแก้วกลิ้งตกพื้น

 

ทุกสิ่งดูเหมือนจะจบลงที่ตรงนี้

 

แต่ยังไม่ทันที่จีอู๋ซวงจะเก็บลูกแก้วขึ้นมา ภาพรอบข้างก็เปลี่ยนแปลงอย่างเงียบงัน…บ่งบอกว่าพวกเขาได้กลับมายังแดนเทียนหลานแล้ว…

 

ลูกแก้วนั้นก็หายวับไปต่อหน้าจีอู๋ซวงและโม่หลานอี

 

วิถีสวรรค์กลับคืนสู่ร่างแห่งกฎเกณฑ์ พร้อมทั้งตบอกตนเองอย่างโล่งใจ ก่อนจะเริ่มพร่ำบ่นใส่จีอู๋ซวงไม่หยุด

 

[ตายแน่ๆ! เมื่อครู่ข้าหวาดกลัวแทบตายจริงๆ!!!]

 

[ห้วงเวิ้งว้างนั่นอันตรายยิ่งนัก! ข้าจะไม่กลับไปที่นั่นอีกชั่วชีวิต! เกือบจะดับสูญไปแล้วจริงๆ!]

 

[แล้วเจ้าแสงผลบุญนี่มันอะไรกันแน่? เหตุใดถึงสามารถพาข้าไปได้ด้วย?!]

 

[น่ากลัวเกินไปแล้ว! บรรพบุรุษของโม่หลานอีทำกรรมดีอะไรไว้นักหนา ถึงได้มีแสงผลบุญที่ทรงพลังเช่นนี้…]

……

จีอู๋ซวง ‘……’

 

จีอู๋ซวงเลือกที่จะปิดเสียงวิถีสวรรค์เสีย นางทนกับการพูดจ้อไม่หยุดของมันไม่ไหวแล้ว

 

ทันทีที่เสียงวิถีสวรรค์ถูกปิดลง ทุกอย่างก็กลับสู่ความเงียบสงบ จีอู๋ซวงมองไปยังโม่หลานอีที่กำลังใช้มือกุมหว่างคิ้วของตน ร่างกายอ่อนแอแต่พยายามดึงตัวขึ้น นางดูเหมือนคนบ้าคลั่ง สายตาเริ่มค้นหาบางสิ่งไปรอบๆอย่างไร้ทิศทาง

 

“อ๊าาา…มันหายไปไหนแล้ว…”

 

“มิติของข้า… มิติของข้า!”

 

โม่หลานอีร้องตะโกนด้วยความสิ้นหวัง มือเท้าของนางคืบคลานบนพื้นอย่างบ้าคลั่ง แม้เศษหินจะทิ่มแทงเนื้อหนังจนเลือดไหลก็ไม่สนใจ นางดูเหมือนไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดแต่อย่างใด สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังขั้นสุด

 

และที่น่าขันยิ่งคือ นางคลานผ่านรากวิญญาณแห่งแสงที่เคยเป็นสิ่งล้ำค่าของตน ทว่าไม่แม้แต่จะชายตามอง ราวกับสิ่งนั้นไม่สำคัญอีกต่อไป เสียงตะโกนยังคงดังต่อเนื่อง

 

“เอาคืนมานะ… คืนมิติของข้ามา…อ๊าาา…”

 

“คืนมิติของข้ามา…”

 

“มิติของข้า…”

 

“เซียนเฒ่า… เซียนเฒ่า… เจ้าอยู่ที่ใด?”

 

“มิติ…มิติของข้า…”

 

เสียงร้องเรียกหามิติของโม่หลานอีเริ่มแหบแห้งลงเรื่อยๆ ขณะที่ผิวหนังที่เปลือยเปล่าของนางค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีดำ ลวดลายแปลกประหลาดผุดขึ้นมาจากใต้ผิว ราวกับว่าถูกพลังแห่งความตายกัดกร่อนอย่างช้าๆ ครั้นมือของนางสัมผัสผิวหนังที่แขนตนเอง ผิวหนังกลับยุ่ยเหมือนฟองเต้าหู้ที่บอบบาง ทันทีที่สัมผัสก็หลุดลอก เผยให้เห็นเนื้อหนังที่เน่าเปื่อยภายใน…

 

น้ำเหลืองหยดลงราวเทียนที่กำลังหลอมละลาย แรกเริ่มก็แค่แขนขา แต่ถัดมาอวัยวะภายในก็เริ่มละลายตามไปด้วย...

 

แปะ…แปะ...

 

เสียงเนื้อหนังหลุดร่วงทีละชิ้น…

 

โม่หลานอีกำลังจะตายในไม่ช้า ทว่าดูเหมือนนางจะไม่สนใจ นางยังคงจดจ่ออยู่กับมิติที่หายไป ราวกับว่าสิ่งนั้นคือชีวิตเดียวที่เหลืออยู่ของนาง

 

จีอู๋ซวงไม่คิดจะปล่อยให้อีกฝ่ายตายตกง่ายดายเช่นนี้

 

หากตายไป มันก็จะกลายเป็นคดีที่ไม่มีวันปิด

 

แต่นางเห็นได้ชัดว่าโม่หลานอีถูกสาปด้วยคาถาที่น่ากลัวอย่างยิ่ง และไม่อาจหยุดยั้งการ ‘หลอมละลาย’ นี้ได้

 

นางนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนำ ‘แขนขา’ ของโม่หลานอีออกมาจากมิติของนาง แล้วถามวิถีสวรรค์ว่า ‘ท่านสามารถรักษาชีวิตนางไว้ได้ชั่วคราวหรือไม่?’

  

‘ทำไมไม่ตอบ?’

 

จีอู๋ซวงนึกขึ้นได้ถึงสิ่งที่เผลอลืมไป นางจึงปลดการ ‘ปิดเสียง’ ของวิถีสวรรค์ออกพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ‘โอ้ ขอโทษที ข้าลืมว่าปิดเสียงท่านไว้’

 

วิถีสวรรค์: [….]

 

เมื่อวิถีสวรรค์ได้ระบายอารมณ์จนพอใจแล้ว จีอู๋ซวงก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง ‘ท่านพอจะทำให้นางมีชีวิตต่อได้นานขึ้นหรือไม่?’

 

วิถีสวรรค์เริ่มสงสัย [เจ้าจะทำอะไร?]

 

จีอู๋ซวงเผยยิ้มบางๆที่มุมปาก

 

‘ข้าจะสร้างโม่หลานอีขึ้นมาใหม่’

 

เสียงดนตรีเร้าใจพลันดังก้องขึ้นกลางอากาศ


บทที่ 263: ใครกันที่บังอาจจนถึงขั้นทำให้จักรพรรดินีแหกกฎ

 

เหนือเก้าชั้นฟ้า ณ ใจกลางจุดบรรจบหมื่นวิถี ภายในตำหนักจักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆา เสียงกลองและฆ้องดังก้องสะท้านไปทั่ว จังหวะหยาบคายและบาดหูยิ่งนัก ผิดกับความขรึมขลังแห่งมหาตำหนักโดยสิ้นเชิง

 

เหล่าทวยเทพผู้ปกปักษ์โดยรอบล้วนมีสีหน้าบึ้งตึง ตั้งท่าจะตามหาว่าใครกันที่บังอาจสร้างความวุ่นวายในตำหนักจักรพรรดินี ทว่าก่อนที่จะได้ขยับ มือขององค์จักรพรรดินีผู้ประทับอยู่ ณ แท่นหยกกลับขยับยกขึ้น นางยกยิ้มมุมปากพลางหยิบตราประทับจากอกแล้วสะกดพลังเปิดสัญญาณขึ้น

 

เหล่าทวยเทพ: “???”

 

ผู้ใดกัน?

 

จักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆาทรงเคร่งครัดในกฎยิ่งนัก ในยามว่าราชกิจไม่เคยให้ใครมารบกวนเป็นอันขาด แล้วใครกันที่กล้าบังอาจจนถึงขั้นทำให้พระองค์ ‘แหกกฎ’ ของตนเอง?

 

“อะแฮ่ม อะแฮ่ม... ได้ยินหรือไม่เจ้าคะ? องค์จักรพรรดินี…”

 

เสียงใสกังวานดุจระฆังเงินดังขึ้น ตอนแรกเหล่าทวยเทพเข้าใจว่าเป็นบุตรสาวของจักรพรรดินี แต่เมื่อเงาร่างเผยปรากฏแจ่มชัด ทวยเทพทั้งหลายก็ต้องประหลาดใจยิ่งนัก เด็กสาวผู้นี้ไม่ใช่องค์หญิง แต่เป็นเด็กสาวจากเผ่ามนุษย์ผู้หนึ่งซึ่งพวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน

 

และที่น่าประหลาดไปกว่านั้น ดวงเนตรเยือกเย็นดุจน้ำค้างแข็งขององค์จักรพรรดินีกลับคล้ายเจือด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน ทั้งยังเอ่ยตอบด้วยสุรเสียงอ่อนละมุนอันหาได้ยากยิ่ง

 

“ได้ยินแล้ว เจ้าหมาน้อยของข้า”

  

ครั้งหนึ่งในอดีต ทั้งคู่ได้ให้คำมั่นว่าหากมีโอกาสจะต้องได้พบกันอีก ณ แดนหมื่นเมฆา และเพื่อป้องกันไม่ให้จีอู๋ซวงผิดสัญญา องค์จักรพรรดินีถึงขั้นแปะมือสาบาน หากไม่ยอมมาที่นี่ เจ้าก็คือหมาน้อย

 

ไม่คาดคิดเลยว่าครั้งนี้ เพียงแค่พบกัน อีกฝ่ายกลับเรียกนางว่าเจ้าหมาน้อยเข้าให้ มิหนำซ้ำจีอู๋ซวงยังไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าจะไม่มา

 

เมื่อเห็นคิ้วของจีอู๋ซวงขมวดแน่น เฟิ่งอิ๋งก็รู้ทันทีว่าจีอู๋ซวงคงบ่นพึมพำอยู่ในใจแน่นอน นางยิ้มมุมปากพร้อมเอ่ยเย้าเล่นว่า “ก่อนเจ้ามายังหมื่นเมฆา เจ้าก็ยังไม่ได้ทำตามสัญญา ข้าเรียกเจ้าว่าเจ้าหมาน้อยก็คงไม่เกินไปนักหรอกกระมัง?”

 

“…” ท่านนี่ไม่รู้จักโตจริงๆ

 

จีอู๋ซวงค้อนใส่เฟิ่งอิ๋งก่อนจะเอ่ยอย่างจริงจัง “ข้ามีผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคนที่วางแผนทำร้ายบุตรสาวของท่าน ข้าจับตัวมาได้แล้ว แต่คนผู้นั้นต้องคำสาปร้ายแรงนัก ข้าเองยังไม่สามารถสอบสวนอะไรได้”

 

คิ้วของเฟิ่งอิ๋งขมวดแน่น “เจ้าจงอธิบายมาให้ละเอียด”

 

จีอู๋ซวงจึงบรรยายลักษณะของคำสาปอักขระที่พบ เฟิ่งอิ๋งฟังแล้วสีหน้าฉายแววเคร่งเครียด รีบเอ่ยเตือนว่า “เจ้าอย่าได้แตะต้องนางเป็นอันขาด คำสาปนี้คือคำสาปล้างวิญญาณ ผู้ที่แตะต้องนางจะถูกกัดกร่อนร่างกายจนเนื้อและกระดูกสลายสิ้น และเมื่อร่างกายสลายไปแล้ว คำสาปจะลามไปกัดกร่อนวิญญาณนั่นเอง ปล่อยให้นางพบจุดจบไปเองเถอะ”

 

จีอู๋ซวงไม่คาดคิดว่าเฟิ่งอิ๋งจะไม่คิดสอบสวนต่อ “ท่านไม่คิดจะสอบสวนอีกหรือ? ท่านไม่ต้องการหาความจริงเกี่ยวกับเหตุที่บุตรสาวของท่านถูกทำร้ายบ้างหรือ?”

 

“จะสอบสวนไปเพื่ออะไร?” เฟิ่งอิ๋งกล่าวเสียงขรึม “รู้แล้วว่าคือคำสาปล้างวิญญาณ แล้วยังจะให้อีกคนเสี่ยงชีวิตไปสอบสวนอีกหรือ? สมองเจ้ามีปัญหาหรืออย่างไร หรือจะให้ข้าเสี่ยงเอง? คนผู้นั้นต้องตายอยู่แล้ว ปล่อยให้นางตายไปเถอะ จะใส่ใจไปไย?”

  

คิดผิดแท้ๆ

 

ว่ากันว่าจักรพรรดิทุกพระองค์ยึดมั่นในเป้าหมาย และเพื่อเป้าหมายนั้นก็พร้อมจะเสียสละทุกสิ่งไม่ใช่หรือ?

 

จีอู๋ซวงวางแผนไว้ว่าจะใช้ความรักขององค์จักรพรรดินีแดนหมื่นเมฆาที่มีต่อบุตรสาวมาเป็นเหตุผลให้พระองค์ยื่นมือช่วยเหลือ จากนั้นจึงอาศัยโอกาสนี้สืบเรื่องของลูกแก้วนั้นต่อ

 

ไม่คิดเลยว่าจักรพรรดินีแดนหมื่นเมฆาจะยอมทิ้งเรื่องนี้ไปเสียได้

 

สาเหตุก็เพราะว่า…

 

ไม่อยากให้ข้าเสี่ยงชีวิตหรือ? ความรู้สึกนี้ช่างแปลกประหลาดเสียจริง…

 

แม้ว่าเฟิ่งอิ๋งจะร่วมเดินทางกับจีอู๋ซวงได้เพียงเดือนเศษ แต่ก็นับว่าพอจะเข้าใจนิสัยของจีอู๋ซวงอยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นดวงตา.กลมโตคู่นั้นหลบเลี่ยงเล็กน้อย เฟิ่งอิ๋งจึงหรี่ตาลงเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้ามีอะไรที่ยังปิดบังข้าอยู่หรือไม่?”

 

“อะแฮ่ม อะแฮ่ม… เป็นจริงอย่างที่ท่านว่า นอกจากนางจะเป็นผู้ที่สังหารบุตรสาวของท่านแล้ว นางยังขโมยโชคชะตาแห่งเทียนหลานไปด้วย ข้าจำเป็นต้องสืบหาผู้ที่หนุนหลังนาง และข้าก็ต้องการความช่วยเหลือจากท่าน”

 

เฟิ่งอิ๋งถึงกับหลุดหัวเราะออกมาอย่างเหลืออด หากไม่ติดว่าตอนนี้ทั้งสองอยู่ห่างไกลกัน นางคงจะบีบแก้มสาวน้อยผู้นี้ให้เต็มมือ

 

“หากจะขอให้ข้าช่วยก็บอกมาตรงๆ จะเลี่ยงไปเลี่ยงมาทำไมกัน?”

 

“การบอกว่า ‘ข้าจะช่วยท่านสืบหาฆาตกรไปพร้อมกับสืบเรื่องโชคชะตาแห่งเทียนหลานที่ถูกขโมยไป’ กับการบอกว่า ‘ข้าจะสืบเรื่องโชคชะตาที่ถูกขโมยไปพร้อมกับช่วยท่านสืบหาฆาตกร’ นั้นมันต่างกันมากนักเจ้าคะ!”

 

เฟิ่งอิ๋งคิ้วกระตุกเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์นัก “เช่นนั้น แล้วข้าควรจะขอบคุณเจ้าหรือ?”

 

“ก็ต้องเป็นเช่นนั้นไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

  

เฟิ่งอิ๋งขมวดคิ้วเล็กน้อย นวดหว่างคิ้วเบาๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “เช่นนั้นว่ามาเถิด ต้องการให้ข้าทำสิ่งใด?”

 

“ข้าต้องการสร้างหุ่นเชิดมนุษย์ โดยย้ายวิญญาณของนางลงในหุ่นเชิด”

 

การสร้างหุ่นเชิดมนุษย์ไม่ใช่แนวทางของฝ่ายธรรมะ หากเป็นนักพรตทั่วไปได้ยินจีอู๋ซวงคิดใช้คนทั้งเป็นมาทำหุ่นเชิด ย่อมไม่อาจเลี่ยงคำพูดตำหนิติเตียนได้

 

แต่สำหรับเฟิ่งอิ๋ง ผู้มีทั้งฐานะ อำนาจ และพลังถึงเพียงนี้แล้ว แนวคิดว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายธรรมะหรืออธรรมล้วนไม่มีความหมายอันใดเลย

 

เพราะนางทรงพลังยิ่งนัก!

 

นางนี่แหละที่คือ ‘เต๋า’

 

ทุกสิ่งที่นางกระทำ ย่อมเป็น ‘วิถีแห่งเต๋า’ ที่แท้จริง!

 

ครั้งหนึ่งในลูกแก้วเซียนหมื่นสรรพสิ่งของเฟิ่งอิ๋ง เคยมีหุ่นเชิดมากมายที่ยังสามารถรับรู้ได้ถึงเศษเสี้ยวแห่งวิญญาณอยู่ได้ นั่นหมายความว่าหุ่นเชิดเหล่านั้นมีวิญญาณคงอยู่

 

ด้วยเหตุนี้เอง จีอู๋ซวงจึงเลือกที่จะมาหาเฟิ่งอิ๋ง มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะไม่ตำหนิความคิดนี้ของนาง หากการคาดคะเนผิดพลาด… ก็ถือเสียว่าเรื่องที่พูดมาทั้งหมดเป็นเพียงลมปากเท่านั้น

 

ริมฝีปากแดงของเฟิ่งอิ๋งยกขึ้นเล็กน้อย ดวงตาฉายแววเจิดจ้าดุจเปลวเพลิง “เจ้าต้องการเรียนรู้หรือ?”

 

“ต้องการเจ้าค่ะ”

 

“การสร้างหุ่นเชิดมนุษย์อาจนำความยุ่งยากมาให้เจ้าได้” เฟิ่งอิ๋งมองจีอู๋ซวงอย่างลึกซึ้ง “หากเจอผู้ที่ยึดติดกับความคิดล้าหลัง เจ้าจะถูกกลั่นแกล้งจนลำบาก เจ้าไม่กลัวหรือ?”

 

“หากข้ากลัว ข้าคงไม่มาหาท่าน”

 

สายตาที่แน่วแน่และส่องประกายของจีอู๋ซวง ทำให้เฟิ่งอิ๋งรู้สึกถูกใจยิ่งนัก

 

“ดี ฮ่าฮ่าฮ่า เช่นนั้นข้าจะสอนวิธีสร้างหุ่นเชิดมนุษย์ที่ง่ายที่สุดให้เจ้า เจ้าเพียงสร้างหุ่นเชิดให้ผู้นั้นและป้องกันไม่ให้นางถูกคำสาปล้างวิญญาณทำลายเสียก่อน ส่วนที่เหลือ รอให้เจ้ามาถึงแดนหมื่นเมฆาเมื่อใด ข้าจะค่อยๆสอนเจ้าทีละน้อย เจ้าหมาน้อยของข้า”

 

“…” จีอู๋ซวงกัดฟันแน่น แต่ก็ยอมกล่าวคำขอบคุณด้วยความเคารพ “ขอบคุณท่านยิ่งนัก”

 

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ไม่ต้องเกรงใจ เจ้าหมาน้อย มาเถิด เราเริ่มกันเลยดีกว่า”

 

หลังจากที่จักรพรรดิแห่งแดนหมื่นเมฆาเชื่อมต่อกับตราประทับเรียบร้อยแล้ว ม่านพลังลึกลับก็ปรากฏขึ้นล้อมรอบทันที ปิดกั้นการดักฟังจากภายนอก

 

อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาความปลอดภัยขององค์จักรพรรดินี ทวยเทพผู้พิทักษ์ยังคงมองเห็นนางได้ชัดเจน ดังนั้นการที่จักรพรรดินีแสดงสีหน้าหลากหลายอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเย้าแหย่ ขมวดคิ้ว เอาจริง หรือหัวเราะร่า ต่างก็ตกอยู่ในสายตาของทวยเทพทั้งหมด

 

ความอยากรู้อยากเห็นของเหล่าทวยเทพถึงกับพุ่งขึ้นจนแทบจะลุกไหม้เป็นเปลวไฟแห่งการคาดเดา!

 

สวรรค์! เด็กสาวเผ่ามนุษย์คนนั้นเป็นใครกันแน่?

 

ถึงกับทำให้จักรพรรดินีทรงโปรดปรานถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ดูสิ…พระองค์ยิ้มราวกับบุปผาแรกแย้มแทบจะไหวเอน แม้จะน่ากลัวไปหน่อย…

 

ที่ว่าน่ากลัวนี้ไม่ใช่เพราะจักรพรรดินีทรงมีรูปลักษณ์อันน่าเกรงขาม แต่เป็นเพราะความขัดแย้งระหว่างรัศมีอำนาจอันยิ่งใหญ่กับท่าทีอ่อนโยน

 

พูดง่ายๆก็คือ ใครจะจินตนาการภาพอสูรยักษ์โบราณที่นั่งลูบขนนกเล็กๆอย่างทะนุถนอมกันได้เล่า?

 

เห็นชัดๆเลยว่าแม้แต่กับองค์หญิง จักรพรรดินีก็ยังไม่เคยยิ้มกว้างถึงเพียงนี้มาก่อน!

 

และสิ่งที่ทำให้ทุกคนตะลึงยิ่งกว่านั้นก็คือ หลังจากพูดคุยกับเด็กสาวคนนั้นแล้ว จักรพรรดินีก็ใช้ตราประทับเรียกเอาลูกแก้วเซียนหมื่นสรรพสิ่งออกมา จากนั้นก็สาวเท้าก้าวเข้าไปในลูกแก้ว ก่อนจะหันมาสั่งให้เรียกมือขวาผู้จงรักภักดีมารับภาระงานราชกิจทั้งหมดแทน

 

มือขวาที่เพิ่งกลับมาจากการปะทะกับคู่แข่งทางการเมืองและยังไม่ได้หายใจเต็มปอด: “???”

 

อะไรนะ?

 

เขาจะไม่มีเวลาพักบ้างเลยหรือ?

 

ท่านช่างไร้หัวใจเหลือเกิน!!!


บทที่ 264: เจ้ามีปัญญาก็ฆ่าข้าเสียเถอะ

 

จักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆาปลีกวิเวกอยู่ในลูกแก้วเซียนหมื่นสรรพสิ่งนานถึงสามวันเต็ม ครั้นก้าวออกมาก็มีสีหน้าผ่อนคลาย แววตายังแฝงไปด้วยรอยยิ้มอันพึงพอใจ ทว่าพอหันมาก็พบกับสายตาโกรธขึ้งของมือขวาผู้จงรักภักดีทันที

 

เฟิ่งอิ๋งมองด้วยความสงสัย “เจ้าทำหน้าตัวร้ายเช่นนี้ทำไม?”

 

มือขวาผู้แสนซื่อสัตย์กล่าวด้วยความโกรธเคือง “ท่านไปเสวยสุขกับนางมารร้ายนั่น ท่านหายตัวไปตั้งสามวัน! รู้ไหม? สามวันเต็ม!”

 

เฟิ่งอิ๋งยิ้มตาปิด “ข้ารู้อยู่แล้ว”

 

มือขวาถึงกับกระทืบเท้าด้วยความโกรธ “ท่านรู้แล้วยังมีหน้ามาพูดเช่นนั้น!”

 

เฟิ่งอิ๋งหัวเราะเบาๆ “ข้าก็แค่พบเด็กดีที่มีพรสวรรค์น่ะสิ พอใจขึ้นมาก็เลยอยู่ด้วยกันนานหน่อย เจ้ารู้ไหม พรสวรรค์ในการสร้างอาวุธของนางไม่เป็นรองทายาทของปรมาจารย์ศาสตราวุธเลย แถมยังอาจจะเก่งกว่าทายาทของปรมาจารย์ศาสตราวุธเสียอีก เจ้าเชื่อหรือไม่?”

 

หมิงจื่อมองอย่างดูแคลน “ท่านพูดโอ้อวดไปหน่อยหรือไม่? ทายาทของศาสตราวุธมีฝีมือถึงขั้นนั้น แล้วปรมาจารย์ศาสตราวุธนั่นรักศิษย์เป็นอย่างยิ่ง หากเขารู้ว่าท่านดูถูกศิษย์รักของเขา ข้ากลัวว่าเขาคงมาเปิดศึกกับท่าน แม้แต่ท่านผู้เป็นจักรพรรดินีก็อาจจะเอาไม่อยู่”

 

เฟิ่งอิ๋งกลอกตาใส่ “เชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่เจ้า”

 

สามวันก็สามารถสร้างหุ่นเชิดมนุษย์ได้แล้ว ฝีมือการสร้างอาวุธของเจ้าหมาน้อยของนางนั้นยอดเยี่ยมไร้ที่ติจริงๆ!

 

“หึ เช่นนั้นพาข้าไปดูหน่อย ข้าเองก็อยากเห็นว่าเจ้าเด็กอัจฉริยะนี้เป็นใครกันแน่!” หมิงจื่อไม่เชื่อคำพูดของจักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆา คิดว่าจักรพรรดินีแค่ไม่อยากทำงานจึงหาเหตุผลมาบ่ายเบี่ยงตนเท่านั้น

 

“ข้าจะพาเจ้าไปทำไม?”

 

คำกล่าวที่ว่าต้นไม้ที่สูงเด่นมักถูกพายุโหมซัดนั้น จักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆาเข้าใจดี ก่อนที่เจ้าหมาน้อยของนางจะเติบโตแข็งแกร่งกว่านี้ ก็ควรต้องสงบเสงี่ยมไว้อยู่บ้าง

 

“เช่นนั้นแสดงว่าท่านโกหก!”

 

“ข้าจำเป็นต้องโกหกหรือ?”

 

“เช่นนั้นก็พาข้าไปดูสิ!”

 

“ดูอะไรของเจ้ากันเล่า!”

 

ทั้งสองเถียงกันอยู่ครู่ใหญ่ หมิงจื่อจึงพลันนึกขึ้นได้ว่ามีบางเรื่องที่ลืมแจ้ง “ข้าลืมบอกไปเสียสนิท เรื่องขององค์หญิงเฟิ่งเจิน…”

 

หลังจากนั้น พอได้ยินเรื่องของเฟิ่งเจิน สีหน้าของเฟิ่งอิ๋งก็เปลี่ยนไปทันที คิดว่าบุตรสาวคงต้องมีเรื่องไม่สบายใจบางประการ จึงรีบเร่งเดินทางไปยังตำหนักของเฟิ่งเจินโดยไม่รอช้า

 

หมิงจื่อมองตามแผ่นหลังที่จากไปของเฟิ่งอิ๋งแล้วส่ายหน้าไปมา

 

เฮ้อ… จักรพรรดินีมีคุณสมบัติน่ายำเกรงทุกประการ แต่มีเพียงอย่างเดียวที่เป็นปัญหา คือการที่มีบุตรสาวผู้อ่อนแอปานดอกไม้ ซึ่งสำหรับแดนหมื่นเมฆาแล้ว เรื่องนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก…

 

ตลอดสามวันที่ผ่านมา

 

จีอู๋ซวงต้องทนฟังเฟิ่งอิ๋งเรียกตนว่า ‘เจ้าหมาน้อย’ นับครั้งไม่ถ้วนจนแทบจะขาดใจแล้ว แต่ก่อนที่ความ.อดทนของนางจะหมดลง นางก็สามารถเข้าใจวิธีสร้างหุ่นเชิดมนุษย์แบบง่ายที่สุดได้สำเร็จ

 

วิธีนั้นก็คือ หุ่นเชิดต้อง ‘สละชีพด้วยความสมัครใจ’

 

การสร้างหุ่นเชิดมนุษย์จำเป็นต้องใช้ ‘เลือดเนื้อ’ ของผู้ที่ถูกทำเป็นหุ่น และหุ่นเชิดแบบง่ายนี้ก็ต้องใช้เลือดเนื้อที่มอบให้โดยสมัครใจเท่านั้น

 

บังเอิญเสียจริง…

 

ในพื้นที่มิติของจีอู๋ซวงนั้น นางมี ‘มือและเท้า’ ที่โม่หลานอีตัดเองโดยบังเอิญ ซึ่งก็ทำให้เงื่อนไขของการสละเลือดเนื้อด้วยความสมัครใจถูกตอบสนองโดยสมบูรณ์

 

การสร้างหุ่นเชิดต้องใช้ ‘ดินอัปมงคล’ ซึ่งต้องผ่านการหล่อเลี้ยงในสถานที่หยินเข้มข้นนับหมื่นปี และบังเอิญอีกครั้งที่ดินเช่นนี้มีอยู่มากมายในสถานที่กักขังอาจารย์หมิงท่งของนาง

 

เงื่อนไขสุดท้ายอีกสองข้อคือ ต้องใช้เปลวเพลิงวิญญาณที่ไม่ทำลายล้างวิญญาณ และต้องใช้ปราณทมิฬในการช่วยเขียนอักขระวิญญาณ

 

จีอู๋ซวงไม่มีเปลวเพลิงวิญญาณที่ไม่ทำลายล้างวิญญาณ แต่นางก็มีเพลิงไท่ซวีซึ่งใช้ทดแทนได้

 

ส่วนอักขระปราณทมิฬนั้น สำหรับจีอู๋ซวงแล้วเป็นเรื่องง่ายดาย

 

ด้วยเงื่อนไขทั้งหมดนี้ จีอู๋ซวงผู้ไร้ประสบการณ์ในศาสตร์หุ่นเชิดก็สามารถเริ่มลงมือได้แล้ว

 

นางนำดินอัปมงคลมาผสมกับมือและเท้าของโม่หลานอี จากนั้นใช้เพลิงไท่ซวีและพลังปราณทมิฬของตนช่วยเสริมแรง... ในที่สุดนางก็ปั้นหุ่นดินเผาหน้าตาบูดเบี้ยวผิดรูปขึ้นมาได้สำเร็จ เมื่อลงอักขระปราณทมิฬลงไป... นางก็สามารถย้ายวิญญาณของโม่หลานอีไปยังหุ่นเชิด ก่อนที่คำสาปล้างวิญญาณจะกลืนกินเนื้อและเลือดไปจนหมด

 

เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง โม่หลานอีพลันเห็นใบหน้าของคนที่นางชิงชังยิ่งนักก็รีบสบถด่าทันที

 

“จีอู๋ซวง! เจ้าไม่มีทางตายดีแน่!”

 

แต่สิ่งที่จีอู๋ซวงเห็นกลับเป็น…หุ่นดินเผาหน้าตาบิดเบี้ยว ดวงตาและจมูกอยู่คนละทิศ แถมยังมองนางด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน อัปลักษณ์จนแทบแสบตา

 

จีอู๋ซวง: “….”

 

แค่ก แค่ก ถึงอย่างไรก็เป็นผลงานชิ้นแรกของนาง คงต้องทำใจยอมรับเสียหน่อย

 

จีอู๋ซวงจับหุ่นดินเผาขึ้นมาด้วยรอยยิ้มหวานพลางเอ่ยว่า “ไม่ได้พบกันเสียนานนะ โม่หลานอี เอาละ จงทำตัวดีๆก่อนเถอะ สิ่งแรกที่ข้าต้องการคือ เรียกเซียนเฒ่าผู้พิทักษ์ของเจ้าออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้”

 

หุ่นดินเผาของโม่หลานอียังคงสบถด่ารัวด้วยถ้อยคำหยาบคายไม่หยุด เสียงบ่นพึมพำไม่ชัดเจน แต่ดูเหมือนว่ามีเพียงเจ้าของหุ่นเชิดอย่างจีอู๋ซวงเท่านั้นที่เข้าใจความหมายของคำด่าเหล่านั้นได้

 

“จีอู๋ซวง! เจ้าทำอะไรลงไปกัน?! ทำไมข้าถึงกลายเป็นแบบนี้!”

 

“จีอู๋ซวง! เจ้าช่างร้ายกาจเหลือเกิน! เจ้าจะต้องไม่มีทางตายดี…ขอให้ตุ่มหนองขึ้นทั้งตัวเจ้าไปเลย!”

 

“จีอู๋ซวง เจ้ามัน…” 

.…..

วิถีสวรรค์ดูเหมือนจะสนใจพฤติกรรมบ้าบิ่นของหุ่นดินเผาตัวนี้ยิ่งนัก มองด้วยความสงสัยก่อนจะถามออกมา [จีอู๋ซวง นางกำลังพูดอะไรน่ะ ท่าทางคำพูดดูจะหยาบคายมากเลยนะ]

 

จีอู๋ซวงพยักหน้ารับ ‘หยาบคายมากจริงๆ เด็กเล็กไม่ควรฟังหรอก’

 

พูดจบ จีอู๋ซวงก็จับตัวหุ่นดินเผาของโม่หลานอีขึ้นมาแล้วหันหน้าไปทางซากศพที่ละลายเละอยู่บนพื้น โม่หลานอีจ้องมองดูซากศพนั้นด้วยความตกใจ ใบหน้าและร่างกายที่เละเหลวตรงหน้านั้น…มันเป็นตัวนางเอง!

 

“อ๊าก…เจ้ามันอำมหิต!”

 

จีอู๋ซวงไม่ได้สนใจที่จะทะเลาะกับอีกฝ่าย ยกมือขึ้นบีบหุ่นดินเผาทันที

 

กร๊อบ!

 

แขนของหุ่นดินเผาถูกบีบจนแตกละเอียด และทันทีที่แขนถูกทำลาย โม่หลานอีก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดราวกับวิญญาณถูกฉีกออกจากกัน ความเจ็บปวดนี้เกินกว่าที่นางจะทนรับได้

 

“อ๊าก…เจ้าทำอะไร…เจ้าทำอะไรลงไป…”

 

จีอู๋ซวงยิ้มอ่อนโยนพลางใช้นิ้วจับที่ขาของหุ่นดินเผาอีกครั้ง “ต่อจากนี้ไป อย่าพูดสิ่งที่ข้าไม่อยากฟัง มิฉะนั้น ข้าจะบีบแขนขาของเจ้าจนแหลกเป็นชิ้นๆ จากนั้นจะควักดวงตาของเจ้า และดึงลิ้นของเจ้าออกมา…”

 

“เจ้า…อ๊าก…เจ้ามีปัญญาก็ฆ่าข้าเสียเถอะ!”

 

“ชู่ว! ไม่ใช่ว่าข้าไม่ฆ่าเจ้า แต่เจ้าตายไปแล้วต่างหาก เจ้าเห็นซากศพของเจ้ากับตาแล้วไม่ใช่หรือ? ร่างของเจ้าถูกลงคำสาปล้างวิญญาณ ถ้าหากข้าไม่รีบดึงวิญญาณของเจ้าออกมาทันเวลา วิญญาณเจ้าคงสลายไปแล้ว ตอนนี้ข้าใช้แขนขาและเลือดเนื้อของเจ้าในการสร้างหุ่นเชิดขึ้นเพื่อช่วยชีวิตเจ้า เจ้าไม่รู้สึกซาบซึ้งบ้างเลยหรือ?”

 

“อ้อ? เจ้าไม่สามารถ.จดจำอะไรได้สินะ? ไม่เป็นไร เรียกเซียนเฒ่าผู้พิทักษ์ของเจ้ามาถามสักคำ ก็จะได้รู้ความจริงกันเสียที”

 

“หรือว่าเจ้าไม่ชอบร่างกายนี้?” จีอู๋ซวงหัวเราะเยาะเบาๆ “อาจจะเป็นความผิดข้าเอง ข้าก็เพิ่งลองทำหุ่นดินเผาครั้งแรก ฝีมือยังไม่เชี่ยวชาญนัก”

 

นางเว้นจังหวะไปก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “แต่ไม่ต้องห่วง คราวหน้าถ้าข้าทำหุ่นดินเผาอีก ข้าจะใส่ลำไส้ให้เจ้าด้วย ดีไหม? จะให้ลำไส้พันรอบคอเจ้า พอเจ้าโกรธข้า ข้าก็จะใช้เปลวเพลิงเผาลำไส้เจ้าทีละนิดเป็นอย่างไร?”

 

ขณะที่พูดนั้น คลื่นพลังแห่งความตายพลันแผ่ซ่านจากด้านหลังจีอู๋ซวง นาง.ยกมือทำท่าผูกเงื่อนกลางอากาศ ราวกับดึงดวงจิตของโม่หลานอีออกมาจนลำไส้ปั่นป่วนเจ็บปวดถึงห้วงวิญญาณ ความสั่นสะท้านไม่อาจห้ามได้ ความเจ็บปวดที่แทรกซึมถึงก้นบึ้งของจิตวิญญาณเกินกว่าที่โม่หลานอีจะทานทนได้

 

ในที่สุด นางก็สิ้นท่าด้วยความหวาดกลัว น้ำตาไหลพรากชวนสลดใจ ก่อนจะยกนิ้วสั่นๆ ชี้ไปยังส่วนหนึ่งในพื้นที่มิติด้วยท่าทางยอมจำนน

 

จีอู๋ซวงหันกลับไปทันที ปล่อยปราณทมิฬจากฝ่ามือแล้วบีบลงไปอย่างแรง

 

“อ๊าาา…”

 

เสียงแหบพร่าและทรงพลังดังกึกก้องออกมา ร่างวิญญาณแก่ชราผมเผ้าขาวโพลนปรากฏขึ้น แฝงไปด้วยคลื่นพลังแห่งความตายเต็มตัว ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยและดวงตาที่เต็มไปด้วยพิษสง บ่งบอกได้ทันทีว่านี่คือเซียนเฒ่าผู้พิทักษ์ของโม่หลานอี

 

‘เจ้าหนู เจ้าไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร…’

 

ยังไม่ทันที่เซียนเฒ่าจะได้ข่มขู่ จีอู๋ซวงก็บีบวิญญาณของเขาไว้มือหนึ่ง ส่วนอีกมือบีบวิญญาณของโม่หลานอี เปลวเพลิงอันสว่างเจิดจ้าพลันปรากฏบนร่างของนางทันทีแผ่ไปยังทั้งเซียนเฒ่าและหุ่นของโม่หลานอี

 

ทั้งคู่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดราวกับถูกโยนลงบนแผ่นเหล็กร้อน

 

บทที่ 265: จัดการเซียนเฒ่า

 

โม่หลานอีร้องไห้ฟูมฟายด้วยความสิ้นหวัง “ข้าก็บอกไปแล้วนี่! เหตุใดเจ้าจึงยังเผาข้าอีก?!”

 

จีอู๋ซวงคล้ายจะเพิ่งนึกขึ้นได้ นางยิ้มพลางกะพริบตาปริบๆด้วยความใสซื่อ “อ้อ ขอโทษที ข้าลืมไปน่ะ” จากนั้นนางก็ปล่อยมือจากหุ่นดินเผา โม่หลานอีจึงร่วงหล่นลงไปกระแทกพื้นจนแตกเป็นเสี่ยงๆ

 

โม่หลานอี: “…”

 

วิญญาณของนางราวกับถูกฉีกกระจายเป็นชิ้นๆ ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงจนแทบสิ้นสติ

 

นางบ้าจีอู๋ซวง! นางจงใจทำแน่ๆ!

 

ส่วนเซียนเฒ่านั้นก็ดูท่าทางโกรธจัดกับสถานการณ์นี้เช่นกัน โชคร้ายที่ต้องผูกพันธะกับโม่หลานอี แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีทางที่เขาจะยอมเสียหน้า เขาเป็นถึงเซียนแท้! จะต้องกลัวเปลวไฟธรรมดาของคนธรรมดาจากแดนล่างนี้งั้นหรือ?

 

คิดได้เช่นนั้น เซียนเฒ่าก็เตรียมรับมือด้วยความยโส

 

จีอู๋ซวงยิ้มเยาะ “อ้อ ข้าลืมบอกไป เพลิงนี้ไม่ใช่เปลวเพลิงธรรมดา แต่คือเพลิงไท่ซวีของข้า ส่วนเจ้า ก็แค่เซียนแท้เท่านั้นเอง”

 

เซียนเฒ่า: “!!!”

 

นางเด็กคนนี้รู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นเซียนแท้?

 

เดี๋ยวนะ…ไท่ซวี?!

 

ไม่นะ! เป็นไปไม่ได้!

 

จีอู๋ซวงไม่คิดจะออมมืออีกต่อไป นางฉีกเอาส่วนหนึ่งของวิญญาณจากร่างเซียนเฒ่า แล้วโยนลงให้เพลิงไท่ซวีทันที เปลวเพลิงคำรามรุนแรงกลืนกินเศษวิญญาณนั้นลงไป จากนั้นก็ส่งเสียงเหมือนขยะแขยง ‘แหวะ! รสชาติแย่จริงๆ’

 

เซียนเฒ่าถึงกับตกใจจนวิญญาณซีดเผือด

 

บัดซบ!

 

เขาเองก็เริ่มสงสัยแล้วว่า ระหว่างตัวเขากับจีอู๋ซวง ใครกันแน่ที่เป็นวิญญาณร้ายตัวจริง?

 

เด็กสาวผิวพรรณขาวสะอาดนุ่มนวลผู้นี้ ไฉนถึงลงมือได้โหดเหี้ยมดุจดังปีศาจปานนี้…

 

จีอู๋ซวงเห็นวิญญาณของเซียนเฒ่าถึงกับสั่นสะท้านก็แกล้งถามด้วยรอยยิ้ม “ทำไมกัน? เจ้าไม่เชื่อหรือ? เช่นนั้นข้าจะดึงมาอีกส่วน ดีไหม?”

 

เซียนเฒ่า: “!!!”

 

อย่าดึงเลย! คิดว่าดึงวิญญาณข้าแล้วเหมือนเป็นการป้อนอาหารปลาหรือไร?!

 

‘อย่าดึง! อย่าดึง! เจ้าอยากรู้อะไรก็ถามมาเถอะ! ข้าจะตอบทุกอย่าง ไม่ปิดบังแม้แต่น้อย…’

 

“จริงหรือ?” จีอู๋ซวงทำท่าผิดหวังเล็กน้อย “จริงๆ เจ้าแข็งขืนบ้างก็ได้นะ ข้าเองก็สนุกดีที่ได้ดึงวิญญาณเซียนแท้เล่นเช่นนี้”

 

เซียนเฒ่า: “….”

 

ให้ตายเถอะ! นี่มันปีศาจตัวไหนมาเกิดกันแน่?!

 

“ก่อนอื่น ข้าอยากรู้ว่าเจ้ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับโม่หลานอี แล้วทำไมเจ้าถึงต้องช่วยนาง?”

 

‘ข้าตายไปแล้ว จิตวิญญาณก็ถูกดูดเข้าสู่พื้นที่ในหยกนั้น โม่หลานอีทำพันธะสัญญากับหยกนั้น ข้าก็เลยผูกพันกับนางไปด้วย…ยิ่งโม่หลานอีแข็งแกร่งมากขึ้น ข้าก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย’

 

“แล้วทำไมต้องช่วยนางขโมยโชคชะตาของผู้อื่น?”

 

‘ก็เพราะการจะเปิดพื้นในมิตินั้นได้มากขึ้น จำเป็นต้องใช้โชคชะตาและปราณวิญญาณ’

 

“ต้องใช้โชคชะตา? ใครบอกเจ้าล่ะ?”

 

‘อะไรนะ?’

 

“ใครบอกเจ้าว่าการเปิดพื้นที่มิติต้องใช้โชคชะตา…”

 

‘เป็นพื้นที่ในหยกที่บอกข้าเอง อีกทั้งวิธีลับที่แนบมากับพื้นที่นั้นก็เป็นวิธีขโมยโชคชะตาเป็นลำดับแรก…’

 

“คำถามสุดท้าย หยกนี้ไปถึงมือโม่หลานอีได้อย่างไร?”

 

‘ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน ตอนที่ข้าฟื้นจากหยกนั้น โม่หลานอีก็เป็นเจ้าของหยกนั้นแล้ว…’

 

เซียนเฒ่าไม่รู้เลยว่า ในขณะที่จีอู๋ซวงถามคำถาม นางได้คลี่แผนภาพทำนายฟ้าทำการคาดเดาอดีตของเขาไปด้วย ซึ่งทุกสิ่งที่เขาเล่าตรงกับความจริงทุกประการ

 

หยกนี้มาอยู่ในมือโม่หลานอีได้อย่างไร ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยจริงๆ

 

ขณะเดียวกัน เซียนเฒ่าก็คอยตรวจสอบ ‘กระแสจิต’ ของจีอู๋ซวง และพบว่าพลังจิตของนางนั้นเปรียบเสมือนมหาสมุทรกว้างไกล สงบนิ่ง ยากจะหยั่งถึง

 

นี่มันไม่ใช่พลังจิตของผู้ฝึกตนจากแดนล่างธรรมดา.ธรรมดา…

 

หรือว่านางคือ ‘บุตรแห่งโชคชะตา’ ของเทียนหลานที่แท้จริงกันแน่?

 

เซียนเฒ่านิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยายามยิ้มอย่างประจบพลางกล่าวว่า ‘สหายตัวน้อย ข้าเป็นเซียนแท้ระดับสูง หากเจ้าร่วมมือกับข้า ข้าสามารถชี้นำเจ้าในการบำเพ็ญตนได้ ยามที่ข้าร่วมทาง เจ้าย่อมมีสิทธิ์ทะยานสู่ฟ้า ยืนหยัดครองโลกอย่างสง่างาม! สหายตัวน้อย เจ้า…’

 

แต่คำพูดที่เหลือกลับไม่มีโอกาสให้กล่าวออกมา เพราะจีอู๋ซวงกำลังบีบวิญญาณของเขาให้แหลกละเอียดอย่างไร้ปรานี

 

นางมองวิญญาณเซียนแท้ตรงหน้าค่อยๆ ถูกบดขยี้ในมือของนางทีละนิดโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ ฟังเสียงร้องโหยหวนอันเจ็บปวดของเขาอย่างเย็นชา…

 

“อ๊าาา…เจ้าไม่อาจฆ่าข้าได้! ฆ่าข้าไม่ได้!”

 

“ข้าเป็นถึงเซียนแท้…”

 

“ข้าสามารถช่วยเจ้าให้ทะลวงสู่สวรรค์ได้…”

 

“อ๊าาา…ขะ…ข้าจะ…ชะ…ช่วย…เจ้า…”

 

ทว่าเขาก็ไม่มีโอกาสได้เอ่ยประโยคสุดท้าย เพราะร่างวิญญาณที่แข็งแกร่งของเซียนแท้ถูกบดขยี้จนเป็นผุยผงในมือของจีอู๋ซวง จากนั้นนางก็โยนให้เพลิงไท่ซวีกลืนกิน

 

“กินให้เรียบร้อยนะ”

 

‘ได้เลย นายท่าน!’ เพลิงไท่ซวีส่งเสียงขานรับอย่างกระตือรือร้น พลางเคี้ยววิญญาณของเซียนเฒ่าจนแหลกละเอียด จากนั้นมันก็กลับมานั่งใกล้ๆ หุ่นดินเผาของโม่หลานอี จ้องมองด้วยดวงตาใสแจ๋วแล้วเอ่ยถาม ‘นายท่าน นี่ก็กินได้ใช่ไหม?’

 

โม่หลานอี: “…”

 

วิญญาณของนางนิ่งสงบไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ความเงียบเข้าปกคลุมราวกับวิญญาณไร้ชีวิต

 

นางย่อมรู้ถึงพลังของเซียนเฒ่าดี เขาเป็นดั่งไพ่ตายของนางที่ทำให้นางกล้าเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งหลายคน

 

แต่บัดนี้ เซียนเฒ่าที่เคยทรงพลังและน่ากลัวอย่างยิ่ง…กลับเป็นเพียงเศษธุลีไร้ค่าในเงื้อมมือของจีอู๋ซวง ราวกับไม่มีความสำคัญเลยสักนิด

 

จีอู๋ซวงที่สามารถบดขยี้วิญญาณเซียนแท้ได้ด้วยมือเปล่า จะบีบนางจนแหลกละเอียดก็ไม่ต่างอะไรจากบีบลูกเจี๊ยบเลยสักนิด!

 

โม่หลานอีพลันตระหนักได้ถึงช่องว่างอันกว้างใหญ่ระหว่างตนเองกับจีอู๋ซวง ซึ่งเป็นช่องว่างที่ไม่อาจถมให้เต็มได้ในชั่วชีวิตนี้…

 

จีอู๋ซวงก้มลงมองโม่หลานอีที่แกล้งทำเป็นตาย นาง.ยกเท้าเตะเบาๆ แล้วพูดขึ้น “เฮ้ ข้ามีคำถามอยากถาม ถ้าเจ้าอยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกสักนิดก็ตอบให้ตรงไปตรงมา ไม่เช่นนั้น ข้าจะบดเจ้าให้เป็นเศษธุลีเสียเดี๋ยวนี้”

 

โม่หลานอีร่างกระตุกด้วยความหวาดกลัว “ท่าน…ท่านถามมาเถอะ”

 

“เจ้าฆ่าผู้ฝึกตนขั้นทารกวิญญาณแถวๆทะเลสาบมรกตไปหลายคน เพื่อขโมยโชคชะตาของพวกเขามาใช่หรือไม่?”

  

“ใช่หรือไม่?”

  

จีอู๋ซวงยิ้มอย่างเย็นชา “ถ้าใช่ เจ้าก็จะตายช้าหน่อย แต่ถ้าไม่ใช่ เจ้าก็ตายตอนนี้เลย”

 

โม่หลานอีแทบจะร้องไห้กลั้นสะอื้นตอบอย่างรวดเร็ว “ใช่ ใช่…เป็นเช่นนั้น…แต่ทั้งหลายนี้ก็เป็นฝีมือของเซียนเฒ่านั่นนะ…”

 

จีอู๋ซวงร่ายคาถาเบาๆ รวบรวมเศษดินเผาของโม่หลานอีเตรียมเก็บใส่หีบไว้ส่งมอบให้จักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆา เพื่อเป็นการเสร็จสิ้นคำสัญญาที่ให้ไว้ระหว่างกัน

 

เมื่อจีอู๋ซวงมั่นใจว่าค่ายกลไม่มีเศษซากของอสูรวิญญาณเหลืออยู่ นางจึงหันไปหยิบรากวิญญาณแห่งแสงของโม่หลานซินขึ้นมา สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะก้าวออกจากค่ายกลดาราพิชิตสวรรค์ของตนเอง

 

ย่างเท้าออกไปทีละก้าว…

 

ค่ายกลเริ่มแห้งเหี่ยวและเสื่อมสลาย…

 

ทรัพย์สมบัติที่นางสะสมมาหลายปีก็มลายหายไปพร้อมกับค่ายกลโดยสิ้นเชิง

 

คราวนี้คงได้ยากจนจริงๆเสียที…

 

ระหว่างที่จีอู๋ซวงถอนหายใจกับโชคชะตา สายลมแผ่วเบาจากผืนฟ้าสีครามก็พัดผ่านเบาๆ พัดเอาผมและปลายเสื้อของนางพลิ้วไสวอย่างอ่อนโยน อบอุ่น และลึกซึ้ง…

 

ราวกับเป็นคำอวยพรจากเหล่าสรรพชีวิตทั้งหลาย

 

จีอู๋ซวงรู้ว่านี่เป็นของขวัญจากวิถีสวรรค์ และเป็นการแสดงความขอบคุณจากชีวิตทั้งปวงแห่งเทียนหลาน

 

นางหลับตารับสัมผัสจากสายลมนั้นซึ่งได้ชำระล้างจิตวิญญาณของนาง ภายในสายลมมีเสียงขับร้องโบราณที่ไพเราะจับใจ

 

จีอู๋ซวงไม่รู้จะบรรยายเสียงนี้อย่างไร หากต้องกล่าวจริงๆ ก็คงคล้ายกับ ‘บทเพลงแห่งชีวิต’

 

นางรับฟังอยู่นาน และในที่สุดก็ค่อยๆยิ้มบางๆ พร้อมกระซิบเบาๆว่า “ไม่ต้องขอบคุณ”

 

สายลมพัดผ่านเส้นผมของจีอู๋ซวง หมุนวนขึ้นสูงและดูเหมือนจะสลายหายไปในป่าลึก แต่แท้จริงแล้วกลับกลายเป็นแสงดวงดาวที่ตกลงมาที่กลางหน้าผากของจีอู๋ซวง

 

ทว่าจีอู๋ซวงไม่รู้ตัว นางก้าวออกจากป่าใหญ่ และพบว่าท้องฟ้าสว่างโร่

 

ไม่ไกลกันนัก มีสิ่งมีชีวิตตัวจิ๋วงดงามขนาดเท่าฝ่ามือยืนอยู่บนใบไม้สีดำ ดวงตาเล็กๆจ้องมองมาที่นางด้วยความกังวล และรอบกายนางนั้นคือเหล่าตัวน้อยที่รออยู่ด้วยใจจดจ่อ

 

นอกจากแผนภาพทำนายฟ้า กระดูกหงเหมิง และเพลิงไท่ซวีที่เป็นผู้ทำพันธะกับจีอู๋ซวงอย่างแท้จริงจนต้องตามมาช่วยนางจัดการ ‘บุตรแห่งโชคชะตา’ แล้ว เหล่าเจ้าตัวน้อยอื่นๆที่เหลือนั้น จีอู๋ซวงเป็นกังวลว่าจะถูก ‘โชคชะตา’ ส่งผลกระทบ จึงไม่ได้พาพวกเขามาด้วย

 

การรอคอยอยู่นอกค่ายกลช่างถือเป็นความทรมานยิ่งนัก


บทที่ 266: คำสาปโลหิต

 

เมื่อเห็นจีอู๋ซวงออกมาอย่างปลอดภัย เหล่าตัวน้อยก็ถอนหายใจโล่ง.อก ทว่ากลับรู้สึกประหลาดใจขึ้นเล็กน้อย

 

จะว่าอย่างไรดี…

 

จีอู๋ซวงดูเหมือนจะเปลี่ยนไป แต่ก็เหมือนไม่ได้เปลี่ยนอะไร

 

หากจะพูดให้ชัดเจนขึ้น ดูเหมือนว่านางจะเปล่งประกายเจิดจ้ามากขึ้น ทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยบรรยากาศอันอบอุ่น อ่อนโยน ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอยากเข้าใกล้…

 

จีอู๋ซวงคนเดิม พวกเขาก็ชื่นชอบอยู่แล้ว แต่จีอู๋ซวงในยามนี้…กลับทำให้พวกเขาชื่นชอบยิ่งกว่าเดิม แม้แต่ไป๋เย่ผู้อวดดีก็ยังอยากพลิกตัวหงายท้องให้จีอู๋ซวงลูบเล่นสักหน่อย

 

เหล่าตัวน้อยทั้งหลายเตรียมจะวิ่งเข้าไปใกล้จีอู๋ซวงด้วยความรักใคร่ แต่กลับถูกม่านม่านยกใบขึ้นขวางไว้ทันควัน

 

ในขณะเดียวกัน จูเหยียนก็กระโดดลงมาจากใบของม่านม่าน แล้ววิ่งถี่ๆด้วยขาสั้นๆ ตรงมาหาจีอู๋ซวง

 

จีอู๋ซวงย่อตัวลงและประคองเขาขึ้นมา นางยิ้มบางๆ “ทำให้เจ้ากังวลแล้วสินะ”

 

จูเหยียนส่ายศีรษะก่อนจะกอดนิ้วของจีอู๋ซวงไว้แน่น เขาถูไถเบาๆราวกับอยากถ่ายทอดความ.อบอุ่นทั้งหมดของเขามาให้นาง

 

เด็กสาวรู้สึกอบอุ่นใจที่จูเหยียนแสดงความสนิทสนม นางกอดเขาไว้อย่างอ่อนโยนก่อนจะเก็บเขาไว้ในอก เมื่อเห็นจูเหยียนหลับไปทันที นางก็คิดว่าเขาคงเหนื่อยจึงไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพียงแค่ประคองเขาให้มั่นคง แล้วจึงหันไปเล่นกับเจ้าตัวตัวอื่นๆต่อ

 

ครั้นเห็นเหล่าตัวน้อยทั้งหลายยืนงงกันอยู่ จีอู๋ซวงก็ถามด้วยความสงสัย “เป็นอะไรไปกันหรือ?”

 

เหล่าตัวน้อยจ้องมองจีอู๋ซวงที่กลับมาเป็นปกติด้วยความมึนงง

 

แปลกจริง…

 

เมื่อครู่นายท่านดูอบอุ่นและอ่อนโยนเป็นพิเศษ เหตุใดจู่ๆถึงกลับเป็นเหมือนเดิมแล้วเล่า? หรือว่าพวกเขาแค่คิดไปเอง?

 

โดยเฉพาะไป๋เย่ที่รู้สึกอับอายจนหน้าแดง!

 

อ๊าก! เมื่อครู่นี้เขาต้องโดนคาถาสะกดใจแน่ๆ ถึงได้อยากให้จีอู๋ซวงลูบท้องเล่น!

 

ไม่ได้การแล้ว เขาต้องห้ามใจตัวเองไว้ ห้ามบอกใครเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นเขาคงเสียหน้า!

 

ไป๋เย่กระแอมไอสั้นๆ ก่อนกล่าวขึ้นว่า “คืออย่างนี้ เกิดเรื่องขึ้นกับตงฟางไท่หยวนแล้ว”

 

“นางเป็นอะไรไป?”

 

“นางสังหารไป๋เจ๋อปลอมได้ แม้มันจะเป็นตัวปลอม แต่มันก็แช่ในสระโลหิตของไป๋เจ๋อจริงๆ ตอนนี้ตงฟางไท่หยวนจึงต้องคำสาป…”

 

ณ แดนมารเขตตะวันออก

 

ตงฟางไท่หยวนจ้องมองมือของตนซึ่งเต็มไปด้วยคำสาปที่ปรากฏขึ้นใหม่เรื่อยๆ นางหน้าซีด แต่กลับไม่ส่งเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวด เพราะนางรู้ดีว่าหากนางแสดงความอ่อนแอ ตงฟางซ่งที่ร้อนรนเดินวนไปวนมาด้วยความกังวลจะยิ่งเครียดหนักกว่าเดิม

 

สีหน้าของผู้เป็นถึงประมุขมารแดนตะวันออกที่ปกติมักจะสงบนิ่ง บัดนี้กลับบึ้งตึงจนซีดคล้ำ ร่างสั่นเทาด้วยความโกรธพร้อมสาปแช่งลั่นไปทั่วแดนมารจนเหล่ามารไม่กล้าหายใจแรง

 

“บังอาจนัก! บังอาจนัก! นักพรตสายวิญญาณเหล่านั้นกดขี่กันเกินไปแล้ว! พวกมันเล่นงานเหล่าทายาทมารของสี่แดนเราอย่างต่อเนื่อง ข้าทนไม่ไหวแล้ว! จะไม่ยอมอีกต่อไป!”

 

“พวกสุนัขชั่ว! หากไท่หยวนของข้าได้รับอันตรายเพียงนิด ข้าจะนำกองทัพมารบุกไปเหยียบย่ำแดนวิญญาณให้ราบเป็นหน้ากลอง!”

 

“บังอาจจริงๆ…”

……

“รายงาน! ท่านมารอู๋ซวงเดินทางมาถึงแล้ว!”

 

เมื่อได้ยินว่า ‘ผู้ช่วยเหลือ’ มาที่นี่แล้ว ตงฟางซ่งถึงกับวิ่งออกไปรับด้วยตนเอง แทบจะหลั่งน้ำตาด้วยความโล่งใจ

 

“อู๋ซวง! อู๋ซวง! เจ้ามาถึงเสียที!”

 

จีอู๋ซวงขี่เฟิ่งเลี่ยนในร่างหงส์ดำทมิฬเหินลงจากฟากฟ้า ทันทีที่นางแตะพื้น ตงฟางซ่งก็ถึงกับตะลึง

 

นี่มัน…ทำไมนางถึงดูเหมือนมีกลิ่นอายเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม? แม้จะรู้สึกว่าเป็นคนเดิม แต่ก็คล้ายกับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง…ราวกับพลิกโฉมใหม่หมด!

 

แต่เวลานี้ไม่ใช่เวลามาตกตะลึง ตงฟางซ่งรีบคว้ามือของจีอู๋ซวง “เร็วเถิด รีบไปดูไท่หยวนของข้าเถอะ นางสังหารอสูรเทพธาตุแสงตัวหนึ่ง ถูกคำสาปจากอสูรตัวนั้นเข้า ข้าเองก็จำไม่ได้ว่าอสูรตัวนั้นเป็นอสูรชนิดใด เจ้ารีบไปดูเถอะ…”

 

จีอู๋ซวงก้าวเข้าสู่ตำหนักใหญ่ ภาพที่เห็นคือค่ายกลป้องกันขนาดใหญ่ ใจกลางค่ายกลนั้นคือร่างของตงฟางไท่หยวนที่เต็มไปด้วยอักขระคำสาป คำสาปเหล่านั้นทำหน้าที่คอยระงับการแพร่กระจายของคำสาปจากไป๋เจ๋อ

 

ไม่ไกลกันนั้น ร่างของม้าสวรรค์ที่บัดนี้ดำคล้ำจากคำสาปก็ล้มลง นั่นคือร่างของม้าสรรค์เขาเดียว ซึ่งเป็นสัตว์อสูรที่ทำพันธะกับโม่หลานอี

 

“นายหญิง…” ตงฟางไท่หยวนยิ้มขมขื่น “เหตุใดท่านจึงมาด้วยตนเองเล่า?”

 

จีอู๋ซวงสังเกตตงฟางไท่หยวนอย่างละเอียด เห็นชัดเจนว่าตั้งแต่โม่หลานอีผู้ก่อความวุ่นวายนี้หายไป โชคชะตาของตงฟางไท่หยวนกลับเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

 

ในฐานะผู้ครอบครองรากวิญญาณทมิฬ อนาคตนางย่อมอาจขึ้นเป็นประมุขแดนมารได้

 

แม้ว่าวิถีสวรรค์ที่ค้างคาอยู่ในร่างของจีอู๋ซวงจะ ‘เลือนหาย’ ไปแล้ว แต่นางก็อดถามอีกฝ่ายในใจไม่ได้ว่า ‘นางเป็นบุตรแห่งโชคชะตาของแดนมารใช่หรือไม่?’

  

‘อย่ามาทำเป็นนิ่งเงียบ ข้ารู้ว่าท่านฟังอยู่’

  

‘คิดว่าไม่ตอบแล้วจะเบี้ยวเรื่องที่ต้องทำให้ข้าหรืออย่างไร ฝันไปเถิด’

 

ในที่สุด วิถีสวรรค์ก็บ่นพึมพำออกมา [ใช่ นางเป็นบุตรแห่งโชคชะตาของแดนมาร…แต่เจ้า…อย่าทำอะไรบุ่มบ่ามล่ะ…]

 

เหตุที่วิถีสวรรค์แกล้งเงียบก็เพราะมันเพิ่งตระหนักได้หลังจากโม่หลานอี ‘หายไป’ ว่าแท้จริงแล้วจีอู๋ซวงเองก็เป็น ‘ภัยอันตราย’ และ ‘ตัวแปรสำคัญ’ เช่นกัน!

 

ยิ่งไปกว่านั้น ระดับภัยอันตรายของจีอู๋ซวงนั้นร้ายแรงกว่าโม่หลานอีหลายเท่านัก!

 

นางที่เคยเป็นเพียงลูกเจี๊ยบอ่อนแอ กล้ารับอัสนีสีม่วงอันทรงพลังจากวิถีสวรรค์

 

พอแข็งแกร่งขึ้น นางก็กลายเป็นสิ่งผิดปกติที่ท้าทายกฎฟ้าดิน!

 

นางสามารถโต้กลับพลังแห่งบุญได้แม้อยู่ในความว่างเปล่า!

 

สามารถบดขยี้วิญญาณเซียนแท้ได้ด้วยมือเปล่า!

 

สามารถทำลายกับดักวิถีธรรมและสร้างวงจรพลังวิญญาณขึ้นมาใหม่!

 

และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดก็คือ นางสามารถฟาดฟันฟากฟ้าด้วยกระบี่เดียว ทำลายความโกลาหลและบัญชาชะตาชีวิตและความตายได้!

 

โอ้…เมื่อวิถีสวรรค์แห่งเทียนหลานนึกย้อนถึงสิ่งที่นางทำ ก็รู้สึกขนลุกซู่และเริ่มสับสนกับตนเองว่าใครกันแน่ที่เป็นวิถีสวรรค์ของแท้…

 

มันสู้ไม่ได้ ต่อกรไม่ไหวเลยจริงๆ

 

ไม่มีทางชนะ ชนะแบบถล่มทลายไม่ได้แน่นอน

 

หากจีอู๋ซวงผู้มีพลังถึงเพียงนี้คิดจะทำลายบุตรแห่งโชคชะตาของแดนมารเพียงเพื่อหนุนเผ่าวิญญาณ ต่อให้เป็นวิถีสวรรค์เองก็ไม่อาจขัดขวางได้ และหากตงฟางไท่หยวนต้องจบชีวิตไป โชคชะตาแห่งแดนมารคงถอยร่นไปนับพันปี

 

จีอู๋ซวงเอ่ยเสียงเรียบ ‘วางใจเถอะ ข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยว’

 

วิถีสวรรค์ถึงกับตาเป็นประกาย [เจ้าพูดจริงนะ! อย่าหลอกข้านะ!]

 

‘ข้าจะหลอกท่านทำไมกัน?’

 

[ฮะๆ ข้าก็แค่คิดว่าเจ้าอาจจะลำเอียงเพราะบรรดาศิษย์ของเจ้าอยู่สายวิญญาณน่ะสิ]

 

‘ไม่เลย’

 

เมื่อจีอู๋ซวงกล่าวว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยว นั่นย่อมหมายถึงไม่ยุ่งเกี่ยวจริงๆ การต่อสู้ระหว่างเผ่าวิญญาณและเผ่ามารเป็นเรื่องของตำแหน่ง ทรัพยากร สถานการณ์ และการอยู่รอด พวกเขาในโลกเบื้องล่างต้องอาศัยการปกป้องและความลำเอียงจากนางจึงจะ ‘ชนะ’ ได้

 

แล้วเมื่อขึ้นไปสู่โลกกลาง หรือแม้แต่โลกเบื้องบนล่ะ?

 

ระหว่างที่สนทนากับวิถีสวรรค์ จีอู๋ซวงก็เดินมาถึงข้างตัวตงฟางไท่หยวน นางมองดูคำสาปบนหลังมือของตงฟางไท่หยวน คำสาปนี้ทรงพลังยิ่ง ไม่ต่างจากคำสาปล้างวิญญาณที่ทำให้โม่หลานอีกลายเป็นน้ำเน่าเหม็น

 

ตงฟางไท่หยวนยิ้มขื่นพลางเอ่ยว่า “นายหญิง หากข้าไม่รอด นั่นก็คงเป็นชะตาของข้า…”

 

จีอู๋ซวงเอ่ยเสียงเรียบ “นี่คือคำสาปโลหิตของไป๋เจ๋อ”

 

ทันทีที่ตงฟางซ่งได้ยินคำว่า ‘ไป๋เจ๋อ’ ก็ถึงกับชะงักงัน

 

“มะ…ไม่น่าจะเป็นไปได้กระมัง? ม้าตัวนี้ดูอย่างไรก็ไม่ใช่ทายาทของไป๋เจ๋อนะ?”

 

“มันไม่ใช่ทายาทของไป๋เจ๋อ แต่เคยแช่ในสระโลหิตสืบทอดของไป๋เจ๋อ จึงติดพลังของไป๋เจ๋อมา…”

 

“ไป๋เจ๋อ…ไป๋เจ๋อ…”

 

ตงฟางซ่งเริ่มเดินวนไปมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและกังวลหนักขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็หยุดนิ่งและมองมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารแห่งการฆ่าฟัน

 

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราคงต้องไปเยือนสำนักอวิ๋นหลานสักครั้งแล้ว!”

 

จีอู๋ซวงแสดงสีหน้าแปลกใจอย่างเห็นได้ชัด

 

“ประมุขมารตะวันออกจะไปที่สำนักอวิ๋นหลานทำไม?”

 

“เจ้าคงไม่รู้เรื่องนี้ ข้าได้ข่าวมาว่าภายใต้การนำของเจ้าสำนักอวิ๋นหลาน มีเด็กสาวคนหนึ่งนามว่าจีอู๋ซวง ชื่อเดียวกันกับเจ้าเลย ต่างกันตรงที่นางเป็นเพียงตัวไร้ค่า แต่กลับเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของเหล่าผู้อาวุโสในสำนัก นางมีแมวตัวเล็กสีดำสนิทอยู่ในครอบครอง และเจ้าแมวนั่นก็คือทายาทของไป๋เจ๋อ! หากเราลักพาตัวมันมาได้ ก็คงสามารถแก้คำสาปนี้ได้!”

 

ยิ่งพูดตงฟางซ่งก็ยิ่งเห็นว่าความคิดนี้ดูมีเหตุผลและน่าเชื่อถือ แววตาของเขายิ่งเจิดจ้ามากขึ้น

 

“มารอู๋ซวง เจ้าคิดว่าอย่างไร? ไท่หยวนเป็นทาสของเจ้า จะปล่อยให้นางตายไปไม่ได้นะ!”


บทที่ 267: ตามหาจีฮวน

 

ก่อนจีอู๋ซวงจะมาถึง ตงฟางไท่หยวนได้เล่าถึงความสามารถอันน่าทึ่งของ ‘มารอู๋ซวง’ ให้ตงฟางซ่งฟัง ไม่ว่าจะเป็นคาถายันต์ระดับแปด ค่ายกลหลอมวิญญาณ คู่มือวิชาลับ และความแข็งแกร่งที่ลึกล้ำ จนตงฟางไท่หยวนยอมรับให้นางเป็นนายหญิงด้วยความเต็มใจ ตงฟางซ่งจึงมั่นอกมั่นใจว่า ‘มารอู๋ซวง’ จะสามารถช่วยเหลือได้ในเรื่องนี้

 

จีอู๋ซวง: “…”

 

นางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกล่าวว่า “วางใจเถิด ข้าย่อมไม่ทิ้งไท่หยวนแน่”

 

“เช่นนั้นก็ดียิ่ง!” ตงฟางซ่งม้วนแขนเสื้อขึ้นด้วยความมุ่งมั่น “เรามาวางแผนกันหน่อย ไปจับตัวจีอู๋ซวงนั่นกัน! ถ้าแผนสำเร็จ เราจะได้สร้างความวุ่นวายในแดนตะวันออกสักหน่อย ให้พวกมันได้รู้สึกเสียบ้าง!”

 

จีอู๋ซวง: “…”

 

นี่มันอะไรกัน?

 

ให้ข้าไปลักพาตัวข้าเอง?

 

ให้ข้าไปสร้างความวุ่นวายให้ตัวข้าเอง?

 

ถึงจะลักพาตัว ‘จีอู๋ซวง’ มาได้ ก็ใช่ว่าจะแก้คำสาปของไท่หยวนได้ และแม้จะเป็นไป๋เย่ตัวจริง ก็ยังไม่สามารถคลายคำสาปโลหิตต้องห้ามนี้ได้ เว้นแต่ว่าจะตัดแขนออกแล้วงอกใหม่

 

มีสองทางในการงอกใหม่

 

ทางแรกคือ โอสถเซียน

 

ทางที่สองคือ รากวิญญาณแห่งแสง

 

แต่วิธีปรุงโอสถเซียนด้วยกฎของเทียนหลานในยามนี้ไม่อาจทำได้ ดังนั้นจึงเหลือเพียงทางเดียว นั่นคือการใช้รากวิญญาณแห่งแสงในการฟื้นฟูแขน

 

ทว่าในตอนนี้ นางเป็นผู้ถือรากวิญญาณแห่งแสงเพียงหนึ่งเดียวในเทียนหลานนี้

 

จีอู๋ซวงยกมือนวดขมับแล้วเอ่ยว่า “เอาอย่างนี้ ข้าจะออกไปดูลาดเลาก่อน หากต้องการให้พวกเจ้าลงมือเมื่อใด ข้าจะส่งสัญญาณ”

 

ตงฟางไท่หยวนรู้สึกซาบซึ้ง “มันจะอันตรายเกินไปหรือไม่? ให้ข้าไปกับท่าน…”

 

ตงฟางซ่งรีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ๆ เจ้ารออยู่ที่นี่ดีกว่า ให้ข้าไปกับสหายน้อยก็พอ!”

 

จีอู๋ซวงรีบปฏิเสธ “ไม่เป็นไร ข้าคนเดียวก็พอ เพราะในสายตาของคนภายนอก ข้าก็เป็นแค่คนธรรมดา หากพวกท่านซึ่งเป็นนักพรตมารไปด้วยจะยิ่งเป็นที่สังเกต โดยเฉพาะประมุขมารแห่งแดนตะวันออก ความสง่าของเจ้าย่อมเป็นที่จับตาได้ง่าย หากพวกเจ้าติดตามข้ากลับไปยังแดนตะวันออกจริงๆ เช่นนั้นคงเป็นเรื่องใหญ่!"

 

ตงฟางซ่งถึงกับซาบซึ้งน้ำตาแทบไหล ตอนแรกเขายังไม่ค่อยพอใจที่ตงฟางไท่หยวนยอมรับจีอู๋ซวงเป็น ‘นาย’ แต่เมื่อได้เห็นว่าอีกฝ่ายยอมเสี่ยงเพื่อช่วยตงฟางไท่หยวน เขาก็ปลื้มใจจนพูดไม่ออก!

 

“เจ้าเหยียนซิงยังอุตส่าห์สอนศิษย์ที่มีคุณธรรมและกล้าหาญถึงเพียงนี้! อนาคตเจ้าจะต้องเป็นความภาคภูมิของแดนมารเราแน่ๆ!”

 

จีอู๋ซวงเห็นอาจารย์และศิษย์ที่มองนางด้วยความเลื่อมใสเช่นนี้ก็พลันขนลุกไปทั้งตัว ก่อนจะทิ้งยันต์ติดต่อไว้ให้พวกเขา จากนั้นก็รีบขึ้นขี่เฟิ่งเลี่ยนแล้วโผบินไปทันที

 

ก่อนจะจากไป นางยังไม่ลืมเสริมค่ายกลป้องกันคำสาปโลหิตให้แน่นหนาเพื่อป้องกันไม่ให้คำสาปขยายตัวจนกว่านางจะกลับมา 

……

ระหว่างทาง เฟิ่งเลี่ยนน้อยบินไปพลางถามขึ้นด้วยความสงสัย “ท่านจะไปลักพาตัวเองจริงๆหรือ?”

 

จีอู๋ซวงถอนหายใจ “เอาไว้ค่อยว่ากัน ตอนนี้ต้องเอารากวิญญาณกลับไปให้จีฮวนก่อน”

 

จีฮวนเป็นชื่อใหม่ที่จีอู๋ซวงตั้งให้โม่หลานซิน แต่เมื่อนำรากวิญญาณแห่งแสงส่งคืนให้แล้ว นางจะเลือกเป็นโม่หลานซินหรือจีฮวนต่อไปนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวนางเอง

 

“เข้าใจแล้ว! เช่นนั้นข้าจะบินให้เร็วขึ้น!”

 

เฟิ่งเลี่ยนน้อยดูจะชอบจีฮวนมาก หากรากวิญญาณกลับไปอยู่กับนาง นางคงดีใจไม่น้อย

 

เจ้าตัวน้อยกระพือปีก พุ่งทะยานผ่านขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ของแดนมารดุจดังลูกศร พามาถึงเขตแดนของแดนมารอย่างรวดเร็ว หลังออกจากแดนมารแล้ว จีอู๋ซวงจึงเรียกอสรพิษสลิลออกมาเพื่อให้พานางมุ่งหน้าไปยังแดนตะวันออกต่อไป

 

อสรพิษสลิลดีใจยิ่งนัก นานแล้วที่มันไม่ได้เป็นพาหนะให้จีอู๋ซวง คิดถึงการได้ทำหน้าที่นี้จริงๆ

 

หากเมื่อก่อนมีใครมาบอกอสรพิษสลิลว่า วันหนึ่งมันจะภาคภูมิใจที่ได้เป็นพาหนะให้ใครสักคน มันคงจะกัดคนผู้นั้นไปแล้ว

 

ทว่าตอนนี้…คงต้องยอมรับว่า ‘เสี่ยวอู๋ซวงนั้นดีจริงๆ!’

 

ระหว่างทางกลับสำนัก จีอู๋ซวงไม่ลืมส่งข้อความถึงศิษย์พี่อย่างฮวาฟ้านอิน บอกให้เลี่ยงการกลับไปยังแดนมารเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกจับได้ เพราะหากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นจะไม่มีใครช่วยนางได้

 

ฮวาฟ้านอินรับคำพร้อมรายงานสถานการณ์กลับมาด้วยความกระตือรือร้น

 

“เสี่ยวอู๋ซวง เจ้ารู้ไหม ลวี่เย่าเหนียงผู้นี้นับว่าเป็นอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์จริงๆ แม้จะเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา แต่ข้ารู้สึกว่ารากวิญญาณแทบจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนางเลย นางอาจมีร่างวิญญาณพิเศษบางอย่าง ข้าคิดจะพานางกลับสำนักด้วย”

 

จีอู๋ซวงพลันสงสัย “ร่างวิญญาณพิเศษ?”

 

“ใช่ ร่างที่มีความเข้ากันได้ดีเป็นพิเศษกับพืชพรรณและปราณวิญญาณแห่งพฤกษา”

 

“ใครบอกท่านมาหรือ?”

 

“อ้อ เป็นท่านผู้อาวุโสของข้าน่ะสิ”

 

ในเมื่อเป็นคำแนะนำจากเจ้ากระต่ายยักษ์ ก็แสดงว่านั่นต้องไม่ธรรมดา จีอู๋ซวงจึงเอ่ยว่า “ได้เลย ศิษย์พี่รีบกลับมาก่อน แล้วอย่าลืมแวะเมืองโม่อวิ๋น เผื่อจะได้ตามหาอดีตคุณชายหลี่ผู้มีชะตาที่แสนรันทดผู้นั้น…”

 

“แสนรันทดจริงหรือ?”

 

“ใช่แล้ว”

 

นอกจากลวี่เย่าเหนียงและคุณชายหลี่แล้ว จีอู๋ซวงยังเตรียมการเพื่อตามหาหลานชายของนักพรตปี่ซินแห่งเกาะเสิ่นหลงนามว่าอินถาน รวมถึงน้องสาวของเจ้าแห่งวังสายฟ้า และแทบจะลืมอีกคนคือคุณหนูตระกูลจ้านแห่งเมืองเล่ยสุ่ย ผู้ที่ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นอัจฉริยะ ก่อนที่โชคชะตาจะพาให้ร่วงลงสู่ความตกต่ำ

 

นางอยากดูให้แน่ใจว่าหากโชคชะตาของพวกเขาคืนกลับ ชีวิตของพวกเขาจะกลับมาเป็นปกติหรือไม่

 

“ได้เลย”

 

ฮวาฟ้านอินดูเหมือนจะชอบวิ่งเต้นช่วยเหลือน้องสาวอย่างจีอู๋ซวงมาก ไม่ว่าน้องสาวจะสั่งอะไรก็ตอบรับด้วยความเต็มใจ จนกระต่ายตัวใหญ่กลอกตาไปมา ตั้งใจไว้ว่าคราวหน้าที่เจอกัน จะฝึกฝนเจ้าศิษย์คนซื่อนี้ให้ดี ไม่ให้ถูกน้องสาวสั่งให้วิ่งเต้นได้ทุกที่

 

จีอู๋ซวงลอบเข้าไปในสำนักอวิ๋นหลานอย่างเงียบงัน นางไม่อยากให้เหล่าตาเฒ่าเจ้าสำนักหรือบรรดานักพรตมาหานาง เพราะหากเป็นเช่นนั้น นางคงจะยุ่งจนไม่มีเวลาไปทำสิ่งอื่นแน่

 

ทันทีที่เห็นเหลียนซิง จีอู๋ซวงก็สั่งให้เขาไปเชิญผู้คนจากเกาะเสิ่นหลง ตระกูลจ้านแห่งเล่ยสุ่ย และวังเหลยฮัวเทียน ทำให้เหลียนซิงอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบ

 

“ท่านบรรพชน ท่านหายไปนานขนาดนี้ไม่คิดจะห่วงลูกหลานบ้างหรือ?”

 

บรรดาผู้ฝึกตนและเจ้าสำนักหลายคนต่างเดินทางไปยังดินแดนลี้ลับแห่งแดนเหนือเพื่อฝึกฝนตนเอง แต่เขากลับต้องอยู่ช่วยงานในฐานะเจ้าสำนัก อันที่จริง เขาเองก็อยากจะไปที่นั่นบ้างนะ!

 

จีอู๋ซวงทำอะไรไม่ได้ นางจึงเขย่งกายแล้วตบไหล่เหลียนซิงพลางเอ่ยคำหวานปลอบใจ เช่น “สำนักเราขาดเจ้าไม่ได้” และ “เจ้าคือรากฐานอันแข็งแกร่งของสำนักเรา” สุดท้ายก็พอจะทำให้เขารู้สึกดีขึ้นได้ นางจึงมีเวลาไปตามหาจีฮวน

 

ทว่าจีอู๋ซวงตามหาที่ยอดเขาจู๋ซิงทั้งด้านนอกและด้านในแล้วก็ยังไม่พบจีฮวน

 

อันที่จริง จีฮวนไม่ได้เป็นศิษย์ของสำนักอวิ๋นหลานโดยตรง นางเป็นเพียง ‘ศิษย์ฝึกหัด’ ของจีอู๋ซวง จึงไม่คุ้นเคยกับใครในสำนัก และไม่มีใครรู้ว่านางไปที่ใด

 

จีอู๋ซวงเอ่ยถามศิษย์ที่เฝ้าประตูยอดเขา ได้ความว่าจีฮวนไม่ได้ออกจากยอดเขาจู๋ซิง สีหน้าของนางจึงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้น

 

จีฮวนซึ่งถูกตัดรากวิญญาณ ไม่มีพลังวิญญาณภายในจึงไม่สามารถใช้ยันต์สื่อสารได้

 

จีอู๋ซวงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจใช้วิชาอักขระเพื่อค้นหาตัว

 

อักขระนี้สามารถข้ามข้อจำกัดของพลังวิญญาณและชี้ตำแหน่งของจีฮวนได้โดยตรง ทว่าเพียงอักขระปรากฏขึ้น มันก็ลุกไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านทันที เกือบจะทำให้นิ้วของจีอู๋ซวงถูกเผาเสียแล้ว

 

จีอู๋ซวงรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล การตอบสนองของอักขระนี้หมายความว่าอีกฝ่ายอยู่ในพื้นที่ที่มีกฎเกณฑ์ ‘สูงกว่า’

 

แต่ในแดนเทียนหลาน ยังจะมีสถานที่ที่มีกฎเกณฑ์สูงกว่าวิถีสวรรค์อีกหรือ?

 

แน่นอนว่าไม่มี…เว้นเสียแต่ว่า…

 

ใบหน้าของจีอู๋ซวงเริ่มครึ้มลง ‘วิถีสวรรค์ ท่านสามารถหาตัวจีฮวนได้ไหม?’

 

[แน่นอนว่าได้สิ!] วิถีสวรรค์ตอบมาทันที เพราะจีฮวนเป็นหนึ่งในผู้ฝึกตนของมัน การหาตัวนางจึงไม่ต่างจากการดื่มน้ำ

 

ทว่าหลังจากค้นหาจนทั่วก็ไม่พบตัวจีฮวน สีหน้าของวิถีสวรรค์ถึงกับซีดขาวทันที [นางไม่อยู่! ทำไมนางถึงไม่อยู่? หรือว่านางตายไปแล้ว?]

 

‘ไม่นะ นางไม่ได้ตาย’

 

เพราะในแผนภาพทำนายชะตา จีฮวนคือผู้ที่มีชะตากรรมในการเปิดผนึกลวงสวรรค์ แม้แต่ในชะตาที่เต็มไปด้วยอุปสรรค นางก็ยังไม่ตาย และยิ่งอยู่ภายใต้การคุ้มครองของสำนักอวิ๋นหลาน นางจะตายได้อย่างไร?

 

[แล้วนางอยู่ที่ไหนกันแน่?]

  

ความเงียบของจีอู๋ซวงทำให้วิถีสวรรค์รู้สึกใจคอไม่ดี มันเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก [เจ้าหมายความว่า…พื้นที่ลี้ลับของโม่หลานอีที่เต็มไปด้วยอาถรรพ์นั้นยังคงอยู่? มันกลับมาแล้ว? หรือว่าอาจดึงจีฮวนเข้าไปด้วย?]

 

จีอู๋ซวงนึกถึงลูกแก้วสีขาวนวลที่เคยหายไป ก่อนจะขยายจิตสัมผัสตรวจสอบยอดเขาจู๋ซิงอย่างละเอียดอีกครั้ง สุดท้ายจึงกล่าวว่า ‘ท่านหาตำแหน่งของพื้นที่ลี้ลับนั้นได้หรือไม่?’

 

ในพื้นที่ลี้ลับนั้นย่อมมีความลับมากมาย หากหามันพบ นางอาจจะได้พบต้นตอของทุกสิ่ง

 

วิถีสวรรค์: […]

 

หากข้าหาพื้นที่ลี้ลับนั้นเจอ ก็คงไม่ต้องทนให้มันดูดพลังข้าไปเกือบหมดแบบนั้นหรอก!


บทที่ 268: ลักพาตัวจีอู๋ซวง

 

ครั้นรอฟังคำตอบอยู่นานแต่ไร้เสียงตอบกลับ จีอู๋ซวงก็นิ่งไปก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันเล็กน้อย ‘เกือบลืมไปว่าท่านคือไก่อ่อน ต้องขอโทษด้วย เช่นนั้นท่านให้ข้ายืมเนตรวิถีสวรรค์ของท่านสักหน่อย ข้าจะได้ดูสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้เอง ท่านจะได้ไม่ต้องยุ่งเกี่ยว ดีหรือไม่’

 

วิถีสวรรค์: […]

 

มันอดทนแล้ว…แต่ก็อดไม่ไหว! ส่งเสียงร้องสะอื้นดังลั่นแล้ววิ่งหนีไป

 

รู้ว่าข้าอ่อนแอแล้วยังจะพูดให้ข้าอายอีก ข้าไม่ต้องมีภาพลักษณ์แล้วหรือไร!? ฮือ ฮือ ฮือ…

 

ข้าโกรธแล้วนะ! จะมาใช้เนตรวิถีสวรรค์งั้นหรือ? ฝันไปเถอะ!

 

จีอู๋ซวงมองสายฟ้า ‘ปัง ปัง’ ที่ฟาดลงมาบนผืนฟ้า พลางถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยว่า ‘พอได้แล้ว อย่าร้องเลย ข้าพูดผิดไปแล้ว ต้องขอโทษด้วย คราวหน้าข้าจะคั่วเมล็ดแตงโมให้ท่านกิน ให้ข้ายืมเนตรวิถีสวรรค์เถอะนะ’

  

‘คั่วสองรสเลย พอไหม?’

  

‘สามรสเลยเอ้า นี่สุดๆแล้วนะ!’

 

[…เหอะ ในเมื่อเจ้ามีน้ำใจถึงเพียงนี้ ข้าก็จะยอมให้ยืม แต่เนตรวิถีสวรรค์นี้ใช้ได้แค่กับสายตาของเจ้าเท่านั้น ไม่สามารถผสานเข้ากับจิตสัมผัสของเจ้าได้ นั่นหมายความว่า เจ้าต้องมองเห็นด้วยตาตัวเองจึงจะตัดสินได้]

 

‘แค่นี้ก็พอแล้ว ขอบคุณท่านมาก วิถีสวรรค์ที่รักของข้า!’

 

แม้ว่าเนตรวิถีสวรรค์จะไม่สามารถบอกตำแหน่งพื้นที่ลี้ลับได้โดยตรง แต่มันสามารถช่วยให้มองเห็นความเคลื่อนไหวอันผิดปกติที่เกิดขึ้นรอบๆได้ นับว่าเป็นการ ‘โกง’ ได้เลยทีเดียว

 

วิถีสวรรค์: […]

 

เหอะ! เจ้าเด็กคนนี้…

 

พอไม่พอใจก็เรียกว่าไก่อ่อน แต่พอมีเรื่องก็มาชื่นชมยกยอ ข้าอ่านเจ้าออกหมดแล้ว!

 

หลังจากที่จีอู๋ซวง ‘ปลอบโยน’ วิถีสวรรค์ให้สงบลงได้แล้ว นางก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากทันที

 

เหล่ามารจากแดนมารกำลังจะมาลักพาตัว ‘นาง’ จริงๆแล้ว นางตั้งใจว่าจะใช้สถานการณ์นี้ให้เป็นประโยชน์ โดยจะพาจีฮวนไปช่วยตงฟางไท่หยวน แต่ปัญหาคือจีฮวนกลับหายตัวไป แล้วยามนี้จะทำอย่างไรดีเล่า?

 

จีอู๋ซวงเรียกเหล่าตัวน้อยออกมาทั้งหมด ยกเว้นจูเหยียนที่กำลังง่วงงุนและอยู่ในอุ้งมือนางเหมือนเคย เหล่าตัวน้อยตัวอื่นๆ จึงรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย

 

พวกเขาก็อยากจะอยู่ในอุ้งมือของเสี่ยวอู๋ซวงเหมือนกันนี่นา!

 

จีอู๋ซวงเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “เสี่ยวไป๋เย่ เจ้ามีวิธีทำให้คำสาปโลหิตของไป๋เจ๋อหายไปไหม?”

 

ไป๋เย่ส่ายหัว “ข้าไม่มีวิธี…”

 

“แม้แต่จะพานางกลับไปที่สระโลหิตก็ไม่ได้หรือ?”

 

“นายท่าน สระโลหิตของไป๋เจ๋อไม่ได้อยู่ในดินแดนนี้ ข้าถูกพามาที่นี่โดยบังเอิญ และร่องรอยที่ข้าทิ้งไว้ก็เปิดช่องให้โม่หลานอีเจาะเข้ามา ข้าเองก็กลับไปไม่ได้แล้ว”

 

“คำสาปของพวกไป๋เจ๋อน่ากลัวปานนั้นเลยหรือ?”

 

เมื่อคิดดูแล้ว บรรดาสัตว์เทพทั้งหลายอย่างเถาเถี่ย พีซิว หรือแม้กระทั่งโห่ว ก็ไม่ได้มีคำสาปติดตัวมาแต่กำเนิดเลยนี่นา

 

ไป๋เย่หลุบตามองต่ำ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ “อาจเป็นเพราะ…ม้าสรรค์ตัวนั้นคือสัตว์วิญญาณตัวสุดท้ายที่ได้แช่ในสระโลหิต และเมื่อมันตาย สระโลหิตก็เข้าใจว่าการสืบทอดของไป๋เจ๋อสิ้นสุดลงแล้ว…”

 

“เป็นเช่นนั้นเอง…” จีอู๋ซวงพึมพำกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขมวดคิ้ว และจู่ๆก็จับเข้าที่คอของไป๋เย่ ทำให้ขนฟูฟ่องของมันตั้งขึ้นด้วยความตกใจ

 

“เมี้ยว! ท่านทำอะไรน่ะ!”

 

“เสี่ยวไป๋เย่ ทำไมเจ้าถึงพูดได้?”

 

“หา?”

 

“หา?”

 

ทั้งคนทั้งแมวเผชิญหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ไป๋เย่ค่อยๆเอามือปิดคอของตัวเอง ดวงตา.กลมโตจ้องมองมาอย่างตื่นตะลึง “เมี้ยว…ข้าพูดได้อย่างไร? เมี้ยว…กระดูกของข้า? มันถูกหลอมแล้วหรือ?”

 

จีอู๋ซวงยินดีแทนไป๋เย่อย่างจริงใจ นางช้อนตัวมันอุ้มขึ้นสูง “ยินดีด้วยนะ! เก่งจริงๆ!”

 

ไป๋เย่รีบใช้หางปิดก้นของตัวเองเพื่อไม่ให้โป๊ มันอุทานอย่างกระวนกระวาย “วางข้าลงเร็วๆ!”

 

“ฮ่าๆๆ” จีอู๋ซวงหัวเราะพลางสูดลมหายใจเข้าลึกสองครั้งก่อนจะวางมันลง “เจ้ามีธาตุแสง เจ้าสามารถใช้พลังของเจ้าเพื่อช่วยให้แขนของตงฟางไท่หยวน.งอกใหม่ได้หรือไม่?”

 

“ขะ…ข้าก็ไม่รู้…”

 

“ลองดูไหม?”

 

ดวงตาเป็นประกายของจีอู๋ซวงทำให้ไป๋เย่เม้มปากเล็กๆของมัน ก่อนจะพยักหน้า “ได้ ข้าจะลองดู แต่ท่านก็เห็นนี่ว่า…ข้าไม่เหมือนไป๋เจ๋อทั่วไป ข้า…ไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จ”

 

จีอู๋ซวงลูบหัวไป๋เย่เบาๆ "ไม่เป็นไร เจ้าทำเต็มที่ก็พอ ถ้าไม่ได้ ข้าก็ยังมีไม้ตายสำรองอยู่อีก!”

 

“ไม้ตาย?”

 

เหล่าตัวน้อยต่างเอียงศีรษะมองจีอู๋ซวงอย่างสงสัย อยากรู้ว่าไม้ตายของนางคืออะไร

 

จีอู๋ซวงหยิบเอารากวิญญาณแห่งแสงที่ถูกผนึกไว้ขึ้นมา “นี่ไง ใช้อันนี้”

 

จีฮวนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ตอนนี้นางจึงคิดจะใช้รากวิญญาณของจีฮวนชั่วคราว พอเสร็จงานแล้วค่อยทำความสะอาดแล้วคืนให้นาง น่าจะไม่มีปัญหาหรอกกระมัง? ถึงแม้ในร่างของนางจะมีรากวิญญาณปลอมมากกว่าหนึ่งอยู่แล้ว ทั้งธาตุไฟและธาตุพฤกษา การใส่รากวิญญาณเพิ่มเข้าไปอีกก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

 

เหล่าตัวน้อย: “???”

 

นี่มัน…ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ?

 

ไป๋เย่พลันตกตะลึง “แต่ว่า…ท่านจะแบกรากวิญญาณพวกนี้ไว้ในร่างได้จริงหรือ? จะไม่เป็นอะไรแน่นะ?”

 

จีอู๋ซวงตอบ “ข้าแบกเองไม่ได้ แต่ก็มีวิถีสวรรค์อยู่นี่นา ให้วิถีสวรรค์จัดการให้ อย่างไรก็แนบเนียนอยู่แล้ว”

 

วิถีสวรรค์: […]

 

ให้ข้าทำงานอีกแล้วสินะ เรื่องแบบนี้ต้องยกให้เจ้าเลยจริงๆ!

……

จีอู๋ซวงไม่รอช้า ก่อนออกจากสำนักอวิ๋นหลาน นางก็ทิ้งจดหมายไว้ให้จีฮวน บอกว่ารากวิญญาณของนางได้กลับคืนมาแล้ว แต่ขอยืมไปใช้ชั่วคราวแล้วจะคืนให้ทีหลัง

 

หลังจากที่วิถีสวรรค์ใส่รากวิญญาณแห่งแสงให้จีอู๋ซวงเรียบร้อยแล้ว นางก็บอกแผนการของตนให้บรรดาศิษย์ขั้นเบิกวิถีที่คอยคุ้มกันนางฟัง กำชับพวกเขาว่าอย่าได้ลงมือช่วยเหลือใดๆ ทำเอาเหล่าผู้อาวุโสขั้นเบิกวิถีถึงกับงงงันไปตามๆกัน

 

ท่านจะลักพาตัวเองจริงๆหรือ?

 

แต่พอเห็นแววตาที่เป็นประกายของจีอู๋ซวง เหล่าผู้อาวุโสก็เข้าใจว่าบรรพชนของพวกเขากำลังรอคอยประสบการณ์นี้อย่างเต็มที่

 

ใช่แล้ว การโดน ‘ลักพาตัว’ ก็นับเป็นประสบการณ์ชีวิตเช่นกัน ลองสักครั้งก็คงไม่เสียหาย

 

หลังจากเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จีอู๋ซวงก็ส่งข่าวไปยังแดนมารตะวันออก บอกว่าตนเองพร้อมจะนำไป๋เย่ไปปรากฏตัวที่ทุ่งดอกเบญจมาศป่าในอีกสามวัน ให้พวกเขามารับตัวไปตามแผน

 

ครั้นตงฟางซ่งได้รับข่าวก็ตื่นเต้นจนแทบจะกระโดดติดต่อเหล่าสายลับในหมู่พวกผู้ฝึกตนสายวิญญาณให้ร่วมกันออกไป ‘ลักพาตัว’ จีอู๋ซวง

 

ณ ทุ่งดอกเบญจมาศป่า

 

ทันทีที่จีอู๋ซวงก้าวเข้าไป ก็สัมผัสถึงสายตาหลายสิบคู่จ้องมองมาที่ตนอย่างชัดเจน ทั้งร้อนแรงและจงใจจนเกินไป ทั้งยังมีเสียงกระซิบกระซาบดังไปทั่ว

 

“นี่คือจีอู๋ซวงหรือ?”

 

“ใช่ ใช่ นางคือจีอู๋ซวง ข้าเคยเห็นหน้านางมาแล้ว”

 

“ข้าก็เคยเห็น มั่นใจว่าใช่นางแน่นอน”

 

จีอู๋ซวง: “…”

 

ให้ตายเถอะ! ใครที่ฉลาดกว่านี้สักนิดก็คงดูออกว่าเป็นกับดักสินะ

 

จะต้องทำงานตรงไปตรงมาแบบนี้เลยหรือ?

 

จีอู๋ซวงฝืนยิ้มแล้วแสร้งทำเป็นไร้เดียงสาเดินเข้าไป ครู่ต่อมาก็ถูกเหล่ามารที่ซุ่มอยู่จับกุมทันที นางแกล้งทำเป็นร้องเสียงหลงสองสามครั้ง และยังได้ยินคำตอบกลับมาว่า “ร้องไปเถอะ ร้องให้สุดเสียงก็ไม่มีใครมาช่วยเจ้า!”

 

จีอู๋ซวง: “…”

 

รอให้ข้ากลับไปสวมบทบาทมารอู๋ซวงเมื่อไหร่ ข้าจะจัดการกับพวกบ้าพวกนี้ให้รู้สำนึก!

 

เหล่าผู้อาวุโสที่แอบอยู่ในเงามืดบันทึกภาพของเหล่าผู้ที่มาจับตัวนางไว้ มีทั้งผู้คนจากหลายสำนัก บางคนมีชื่อเสียง บางคนเงียบเชียบไร้ร่องรอย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคือ ‘สายลับ’ ที่แดนมารแทรกซึมเข้ามาในหมู่พวกผู้ฝึกตนสายวิญญาณ

 

ใครจะคิดว่าแผน ‘ลักพาตัวตัวเอง’ ของท่านบรรพชนจะสามารถขุดเอาสายลับและคนทรยศออกมาได้มากขนาดนี้?

 

ดี! ยอดเยี่ยม!

 

รอให้นางกลับมาเมื่อไหร่ พวกเขาจะจัดการกวาดล้างครั้งใหญ่แน่นอน! 

……

จีอู๋ซวงถูกพวกมารห่อด้วยผ้าห่มแล้วอุ้มหนีไป พวกเขาระดมใช้เครื่องราง อสูรวิญญาณ ยันต์สารพัด เสมือนอยากให้ใครต่อใครรู้ว่าที่นี่มีเรื่องผิดปกติเหลือเกิน

 

ระหว่างทาง เหล่ามารต่างก็หวั่นเกรง แต่น่าแปลกที่พวกเขาหลบหนีไปทางแดนตะวันออกโดยไม่พบใครขัดขวางเลยแม้แต่น้อย กระทั่งพวกเขาหนีมาถึงเขตของแดนมารได้อย่างราบรื่น

 

เพียงแค่ก้าวเข้ามายังแดนมาร ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงพลังที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง พวกเขารีบคุกเข่าลงทันที ร้องเรียกขึ้นว่า “แสดงความเคารพท่านผู้อาวุโส!”

 

บุคคลที่ทำให้เหล่ามารแสดงความเคารพถึงเพียงนี้ แสดงว่าตำแหน่งของเขาไม่ธรรมดา

 

จีอู๋ซวงรีบใช้จิตสัมผัสสำรวจดู และพบว่าตนไม่เคยพบชายผู้นี้มาก่อน

 

ตามเหตุผลแล้ว หากตงฟางซ่งส่งคนมารับนางซึ่งยามนี้ถือเป็น ‘โอสถวิเศษ’ ของแดนมาร ก็น่าจะส่งคนมามากกว่าหนึ่งคนแล้ว ทว่าด้านหลังของชายผู้นี้กลับไม่มีใครตามมาด้วยเลย

 

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?


บทที่ 269: แหวนของเขาดูน่าสนใจ

 

ขณะที่นางกำลังครุ่นคิด

 

ชายผู้นั้นก็ก้าวเข้ามาใกล้ด้วยแววตามุ่งมั่น จ้องมองจีอู๋ซวงพลางเอ่ยว่า “นี่คือจีอู๋ซวงใช่หรือไม่?”

 

มารพรตที่รับผิดชอบการลักพาตัวรีบตอบอย่างนอบน้อม “รายงานท่านผู้พิทักษ์ คนผู้นี้คือจีอู๋ซวงอย่างแน่นอน”

 

“พวกเจ้ามั่นใจหรือ?”

 

“แน่นอนขอรับ”

 

หนึ่งในกลุ่มมารพรตเงยหน้าด้วยท่าทีตื่นเต้น “ท่านอาจไม่ทราบ ข้าซ่อนตัวอยู่ในตระกูลจินมานาน จีอู๋ซวงมักมาที่กิจการตระกูลจินเพื่อทานอาหารวิญญาณบ่อยมาก ข้าจำไม่ผิดแน่! นางคือคนผู้นี้!”

 

จีอู๋ซวง: “…”

 

ขอบคุณเจ้ามากนะ…ที่มีความจำแม่นยำปานนี้

 

จีอู๋ซวงที่ถูกกล่าวหาผิดๆ ค่อยๆแสร้งทำเป็นฟื้นคืนสติ พลางหันมองคนรอบข้างด้วยสายตาหวาดกลัว น้ำเสียงสั่นเครือราวกับจะร้องไห้

 

“ทะ…ท่านเป็นใคร…ทำไมถึงจับตัวข้ามาที่นี่? ข้าเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักอวิ๋นหลานเชียวนะ

 

บรรพชนของข้าคือผู้ทะลวงขั้นเบิกวิถี หากพวกท่านฉลาดก็ควรรีบปล่อยตัวข้าไปซะ…”

 

“ขั้นเบิกวิถี?” มารพรตผู้สูงศักดิ์ยิ้มเย้ยหยัน “ข้าเคยกลัวตาเฒ่าฉือเหล่ยหรืออย่างไร?”

 

เหล่ามารพรตที่เหลือต่างพากันหัวเราะเยาะสนับสนุน

 

“เด็กน้อย เจ้าคงมองข้ามขุนเขาไปอย่างไม่รู้จักเกรงกลัว นี่คือท่านตงฟางหลี่ ผู้พิทักษ์แห่งแดนมารตะวันออก! แม้ว่าท่านจะเพิ่งก้าวสู่ขั้นตัดเคราะห์ แต่ความแข็งแกร่งของท่านนั้นสูงส่ง สามารถสังหารขั้นเบิกวิถีได้อย่างง่ายดาย!”

 

ผู้พิทักษ์?

 

นั่นหมายถึงเขาคือมือขวาของแดนมารตะวันออกอย่างนั้นหรือ?

 

ระหว่างที่ฟังอยู่นั้น จีอู๋ซวงก็แอบใช้ ‘เนตรวิถีสวรรค์’ สำรวจดูชายผู้นี้พลางลอบแปลกใจ

 

ขั้นตัดเคราะห์ที่ไหนกัน…นี่มันขั้นเบิกวิถีต่างหาก

 

และยังไม่ใช่ธรรมดาเสียด้วย เพราะวิชาปกปิดพลังของเขาทำให้นางมองไม่ออก หากไม่ได้เนตรวิถีสวรรค์ที่นางขอจากวิถีสวรรค์มาก่อนหน้านี้ก็คงไม่อาจเห็นการปลอมแปลงของเขาได้

 

ในดินแดนนี้…ถึงกับมีวิชาที่สามารถหลบเลี่ยงจิตสัมผัสของนางได้เชียวหรือ?

 

จีอู๋ซวงพิจารณาอีกฝ่ายอย่างถี่ถ้วน เห็นว่ามารพรตผู้นี้อายุไม่น้อยแล้ว แต่หน้าตายังดูอ่อนเยาว์และสง่างามอย่างน่าประหลาด ทว่าสายตาที่เขามองจีอู๋ซวงนั้นเย็นชาและแฝงด้วยจิตสังหาร

 

นี่เขาคิดจะฆ่านางเพื่อไม่ให้นางช่วยรักษาตงฟางไท่หยวน? เพื่อที่ว่าจะมาแทนที่ตงฟางไท่หยวน…หรือกระทั่งแทนที่ตำแหน่งของประมุขมารตะวันออก?

 

ไม่หรอก คงไม่ใช่แบบนั้น

 

ตอนนี้ตงฟางซ่งเองก็ ‘ปล่อยใจ’ อยู่แล้ว หากเขาต้องการก่อกบฏก็เพียงแค่ฆ่าตงฟางซ่งกับตงฟางไท่หยวนเท่านั้น ทำไมต้องมาเสียเวลาเล่นงานนางด้วย?

 

ต้องมีเงื่อนงำอะไรบางอย่าง…

 

ตงฟางหลี่จ้องมองจีอู๋ซวงพลางค่อยๆหมุนแหวนที่นิ้ว มันเปล่งประกายแสงจางๆออกมา ดูเหมือนว่าเขาจะยืนยันอะไรบางอย่างได้แล้ว จึงยิ้มบางๆให้ทุกคนและกล่าวว่า “พวกเจ้าลำบากแล้ว”

 

"ไม่เหนื่อยเลยขอรับ…"

 

"นี่ถือเป็นเกียรติของพวกเรา…"

 

ในขณะที่เหล่ามารโค้งคำนับตอบรับอยู่นั้น จู่ๆ ความเย็นยะเยือกก็ค่อยๆแผ่ซ่านขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

 

หัวของพวกมารเหล่านั้นหลุดร่วงลงไปพร้อมกันอย่างเงียบเชียบ

 

จีอู๋ซวงที่โชคร้ายถูกมารคนหนึ่งแบกอยู่บนบ่ารู้สึกถึงหัวที่หลุดจากคอ หมุนร่วงลงมากระทบหลังนางพอดี เลือดสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนทั่วศีรษะ

 

นางมองลอดม่านเลือดเห็นรอยยิ้มชั่วร้ายของตงฟางหลี่ซึ่งเผยออกมาอย่างน่าขนลุก

 

"เด็กน้อย อย่าเพิ่งรีบร้อนไปเลย เจ้าจะเป็นรายต่อไป"

 

น้ำเสียงของเขานุ่มนวลราวกับนายเหนือหัวผู้กำลังเล่นกับเหยื่อ หากเป็นเหยื่อธรรมดา

 

เขาคงไม่สนใจจะลงมือด้วยตนเอง แต่จีอู๋ซวงคือศิษย์คนสำคัญของฉือเหล่ย

 

หากไม่ทรมานนางจนต้องการทั้งชีวิตและความตาย ก็คงจะไม่สาแก่ใจต่อเขาที่ฝังใจมานาน

 

เขาจะบันทึกภาพนางที่เจ็บปวดนี้ไว้ ก่อนจะควักลูกตา เฉือนจมูก แล้วนำกระดูกสามภพของนางไปหลอมเป็นอาวุธ

 

มันต้องงดงามมากทีเดียว!

 

ฉือเหล่ยเอ๋ย เจ้าสุนัขเฒ่า ข้าแทบอดใจไม่ไหวที่จะเห็นเจ้าร้องไห้ฟูมฟายแล้ว!

 

แต่ตงฟางหลี่พลันสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ

 

จีอู๋ซวงไม่ร้องไห้หรือตื่นตระหนก กลับมองมายังนิ้วมือของเขาอย่างสงบนิ่ง

 

ความสงบนิ่งนี้ทำให้ตงฟางหลี่ไม่พอใจ “ทำไมเจ้าไม่ร้องไห้?”

 

จีอู๋ซวงเงยหน้าขึ้นก่อนเอ่ยว่า “แหวนของเจ้ามาจากที่ใด?”

 

ตงฟางหลี่ชะงักไป

 

คาดไม่ถึงว่านางจะสังเกตเห็นว่าแหวนของเขานั้นไม่ธรรมดา เขานึกถึงคำสั่งของผู้มีอำนาจเหนือเขาทันที

 

จงสังหารจีอู๋ซวง!

 

ขุดรากวิญญาณของนางมาแล้วทำลายศพ เพื่อความรุ่งโรจน์

 

เขาจะไม่ปล่อยจีอู๋ซวงให้รอดไปแน่!

 

ทันใดนั้น ตงฟางหลี่ก็โยนวัตถุที่คล้ายแท่นบูชาออกมา มันขยายตัวขึ้นจนกลืนกินผืนฟ้าและพื้นดิน

 

เบื้องล่างแท่นบูชา ทุกสิ่งเปลี่ยนเป็นสีแดงโลหิต แม้แต่สายลมก็พลิ้วไหวไปตามจังหวะการเต้นของหัวใจ

 

ตุบ ตุบ…

 

ตงฟางหลี่หยิบกริชที่แกะสลักด้วยอักขระพิเศษขึ้นมา เดินย่างก้าวใกล้เข้ามาหาจีอู๋ซวง แล้วเอ่ยขึ้นเสียงเย็นชา “แหล่งที่มาของแหวนข้า เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ รู้ไว้ว่าวันนี้คือวันตายของเจ้าก็พอแล้ว”

 

จีอู๋ซวงมองดูตงฟางหลี่ที่มีผมยาวปลิวไสวแผ่กลิ่นอายมารรุนแรง นางสังเกตแท่นบูชาและกริชในมือเขาซึ่งล้วนแต่เป็นวัตถุพิเศษ ดูแล้วคงไม่ใช่แผนการธรรมดา นี่คือการลอบโจมตีนางอย่างเจาะจง และคนที่วางแผนนี้…ดูเหมือนจะไม่ใช่คนจากโลกนี้

 

หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับลูกแก้วนั้น?

 

หรือจะเกี่ยวกับชาติกำเนิดของร่างเดิม?

 

ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นอะไรก็ตาม มันคงไม่ง่ายแน่นอน จีอู๋ซวงจึงเรียกหาผู้ช่วยตัวน้อยของนาง

 

‘วิถีสวรรค์…’

 

[ซ่า…ซ่าซ่า…]

 

‘วิถีสวรรค์?’

 

[ซ่า…ซ่าซ่า…]

 

จีอู๋ซวง: ‘…’

 

ดีนัก พอถึงเวลาสำคัญก็เหมือนกับว่าเจ้าตัวน้อยจะสูญเสียการติดต่อ

 

หากนางไม่สามารถติดต่อวิถีสวรรค์ได้ ก็แสดงว่าแท่นบูชานี้เป็นอาณาเขตที่แยกออกมาอย่างอิสระ ที่แห่งนี้คงมีเพียงนางและสิ่งที่เป็นสัญญาเลือดกับนางเท่านั้นที่อยู่ด้วย และคนนอก…ก็คงไม่สามารถเข้ามาได้ใช่หรือไม่?

 

โอ้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นางจะมัวแสร้งทำตัวอ่อนแอไปทำไม?

 

ในขณะที่ตงฟางหลี่เตรียมเข้ามาทรมานนาง เด็กสาวที่เดิมทีตัวสั่นราวลูกนกตัวน้อยก็พลันหยุดสั่น และเริ่มมองเขาด้วยสายตาแบบเดียวกับที่มองหมูถูกเชือด ทำให้ตงฟางหลี่รู้สึกสะท้านอย่างน่าประหลาด

 

“เจ้า…ทำไมเจ้าถึง…แสดง…สีหน้า…เช่นนี้…”

 

เขายังไม่ทันพูดจบ จีอู๋ซวงก็สะบัดข้อมือให้พันธนาการบนร่างหลุดออกไป นางประสานนิ้วเข้าด้วยกันและฟาดฝ่ามือเข้าใส่หน้าท้องของตงฟางหลี่ด้วยความเร็วแรงดุจสายฟ้า

 

แรงมหาศาลที่มองไม่เห็นไหลทะลักออกมา ทะลายกระดูกทั่วร่างของเขาอย่างง่ายดาย

 

แรงกระแทกกระจายเป็นระลอก ทำลายทั้งอวัยวะภายใน สะบั้นร่างจนป่นปี้!

 

ประสาทสัมผัสทั้งห้าและจิตสัมผัสทั้งหมดของเขาเหมือนถูกดึงลงไปในห้วงลึกของนรก

 

สับสน เลือนราง

 

โลหิตพุ่งออกจากปากของเขาราวกับสายน้ำที่ไร้การหวงแหน…

 

“แค่ก…แค่ก…”

 

เขาพยายามจะขัดขืน แต่มือของนางกลับแทงเข้าที่ท้องของเขา แผ่พลังวิญญาณสีดำสนิทราวกับรัตติกาลนิรันดร์

 

พลังของตงฟางหลี่ถูกผนึกทันที ร่างของเขาราวกับถูกเหวี่ยงลงในห้วงเย็นอันหนาวเหน็บ

 

เขาขยับตัวแทบไม่ได้ และแม้กระทั่งจะระเบิดเส้นชีพจรวิญญาณเพื่อตายไปพร้อมกับจีอู๋ซวง…ก็ยังทำไม่ได้

 

คนคือเขียง ส่วนเขาก็เป็นแค่เนื้อปลาเท่านั้น

 

ความหวาดกลัวทำให้ตงฟางหลี่ตัวสั่นไม่หยุด เขาฝืนลืมตาขึ้นมองจีอู๋ซวง พลางเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก

 

"เจ้า…เจ้าคือใครกันแน่…"

 

จีอู๋ซวงต่อยเข้าที่หน้าของเขาเต็มแรง พลางเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “ข้าไม่ได้สั่งให้เจ้าพูดก็หุบปากซะ”

 

ตงฟางหลี่: "..."

 

จากนั้น แผนภาพทำนายฟ้าก็ปรากฏขึ้น เริ่มต้นคำนวณหาความเป็นไปเบื้องหลังเรื่องนี้ พอจีอู๋ซวงและแผนภาพทำนายฟ้าได้เห็นต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงแล้วก็พากันแปลกใจ

 

ปรากฏว่าในขณะที่จีอู๋ซวงกับโม่หลานอีต่อสู้กัน มีบุคคลลึกลับผู้หนึ่งมาหาตงฟางหลี่ บุคคลผู้นั้นช่วยให้ตงฟางหลี่ทะลวงขั้นเบิกวิถีได้อย่างง่ายดาย และยังตั้งเงื่อนไขง่ายๆเพียงข้อเดียว นั่นก็คือให้เขาตามหาหญิงสาวที่มีรากวิญญาณธาตุไฟและพฤกษาแต่ไร้กระดูกวิญญาณ ให้สังหารนางเสีย ใช้กริชนี้ขุดรากวิญญาณออกมาและวางไว้บนแท่นบูชา หากทำสำเร็จ บุคคลผู้นั้นยังสัญญาว่าจะช่วยเขาให้สามารถทะลวงขั้นเซียนได้!

 

การจะหาตัวผู้ฝึกตนไร้ชื่อในแดนเทียนหลานนั้นไม่ต่างอะไรกับงมเข็มในมหาสมุทร

 

บุคคลผู้นั้นจึงมอบแหวนวงหนึ่งให้ตงฟางหลี่ บอกว่าแหวนวงนี้จะช่วยปิดบังพลังของเขา และหากเป้าหมายปรากฏตัวขึ้น แหวนนี้จะตอบสนองเอง


บทที่ 270: แย่งมาใช้เองเลยก็แล้วกัน

 

ยามนั้นตงฟางหลี่คิดว่าเรื่องทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงความฝัน แต่มันไม่ใช่ เพราะเมื่อตื่นขึ้น เขาก็พบแหวนสวมอยู่ที่นิ้ว และที่สำคัญคือเขาทะลวงมาสู่ขั้นเบิกวิถีได้สำเร็จ

 

นั่นไม่ใช่ความฝัน!

 

แต่เป็นโอกาสจากผู้ทรงพลังที่จะช่วยให้เขากลายเป็นเซียนได้!

 

ตงฟางหลี่ตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างยิ่ง รีบใช้พลังทั้งหมดของตนระดมค้นหาทันที จนในที่สุดก็ได้ข่าว

 

จีอู๋ซวง ในฐานะศิษย์ของเจ้าสำนักอวิ๋นหลาน นางเป็นผู้มีรากวิญญาณธาตุไฟและพฤกษา แต่กลับไร้กระดูกวิญญาณ และยังเป็นศิษย์ที่ฉือเหล่ยรักมากที่สุดอีกด้วย

 

ครั้นความแค้นใหม่ผสานกับความแค้นเก่า ตงฟางหลี่ก็เห็นโอกาสนี้เป็นโชคชะตาที่ส่งมาให้เขา เขาจึงรีบมาชิงตัวนาง เพราะจีอู๋ซวงไม่เพียงเป็นคนสำคัญของฉือเหล่ยและเป็นทางรอดของตงฟางไท่หยวน แต่ยังสามารถเป็นบันไดให้เขาทะยานขึ้นสู่สวรรค์ได้ หากฆ่านางได้ ความแค้นก็จะได้รับการชำระ และตำแหน่งของเขาก็จะสูงขึ้นอีกด้วย

 

เมื่อเขาได้พบกับจีอู๋ซวง แหวนก็ตอบสนองทันที แสดงว่านางคือตัวจริง!

 

ในหัวของตงฟางหลี่เต็มไปด้วยภาพนางถูกควักรากวิญญาณอย่างน่าเวทนา แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดคือ…เขาจะกลายเป็นฝ่ายถูกนางกดลงกับพื้นอย่างสิ้นท่าแทน

 

จีอู๋ซวงไม่พูดพร่ำ นางดึงกระบี่หงเหมิงออกมา

 

และท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของตงฟางหลี่ นางก็ฟันมันลงบนคอของเขา ศีรษะของเขากลิ้งไปไกลลิบ ดวงตายังเบิกกว้าง

 

แผนภาพทำนายฟ้าถึงกับงุนงง ‘ท่านฆ่าเขาเลยหรือ? ทำไมไม่ถามหน่อยว่าเจ้าคนที่แทรกผ่านขอบเขตผู้นั้นมันเป็นใคร?’

 

‘วัตถุจริง’ ไม่สามารถนำข้ามมิติมาด้วยได้ ดังนั้นทั้งกริช แท่นบูชา และแหวนนี้ล้วนบ่งบอกว่าบุคคลลึกลับในชุดคลุมผู้นั้นคงเป็นผู้ทลายเขตแดน เหมือนอย่างที่จักรพรรดินีแห่งแดนหมื่นเมฆาเคยทำ

 

‘ไม่ต้องถามหรอก เก้าในสิบคงเกี่ยวข้องกับชาติกำเนิดของร่างนี้’ จีอู๋ซวงตอบ

 

‘หืม? ท่านรู้ได้อย่างไร?’

 

‘ตอนที่พวกเขาควักกระดูกวิญญาณออกไปจากร่างนี้ จริงๆแล้วพวกเขาสามารถสังหารร่างนี้เพื่อไม่ให้มีปัญหาภายหลังได้เลย แต่พวกเขาไม่เพียงไม่ทำเช่นนั้น กลับทุ่มเทวางแผนใหญ่โตเพื่อเพาะรากวิญญาณปรสิตเอาไว้ เจ้าว่าทำไปทำไมกัน?’

 

‘หืม? แล้วทำไมกันล่ะ?’

 

‘ก็คงเพื่อหวังจะใช้กลิ่นอายของร่างนี้…มีสองเหตุผลหลักๆ เหตุผลแรกคือ กลัวว่ากระดูกวิญญาณที่ขุดออกไปจะไม่เข้ากับร่างใหม่ จึงใช้กลิ่นอายจากร่างนี้ช่วยให้กระดูกค่อยๆปรับเข้ากับร่างใหม่ได้ ส่วนเหตุผลที่สอง…ก็คือใช้กลิ่นอายจากร่างนี้เพื่อหลอกลวงคนอื่น’

 

‘หลอกลวง? หลอกใครกัน?’

 

‘จะไปรู้หรือ? คงเป็นคนที่ห่วงใยร่างนี้อยู่…นอกจากนี้ หากเจ้านั่นข้ามมิติมาถึงที่นี่ และต้องการให้ตงฟางหลี่ขุดรากวิญญาณของร่างนี้ใส่ในแท่นบูชา ก็ดูเหมือนจะร้อนตัวกลัวความลับแตกจึงต้องรีบทำลายหลักฐาน นั่นอาจหมายความว่ามีใครสักคนกำลังติดตามค้นหาชาติกำเนิดของร่างนี้อยู่’

 

พูดจบ จีอู๋ซวงก็ย่อตัวเก็บแหวนและกริชขึ้นมา แต่ทันทีที่แหวนสัมผัสกับมือของนาง มันก็สลายกลายเป็นผงไปทันที

 

มันเป็นของที่ใช้ได้แค่ครั้งเดียว?

 

ส่วนกริช…

 

จีอู๋ซวงคาดว่าคงเป็นของใช้ครั้งเดียวเช่นกัน เพียงแต่มันยังคงสภาพอยู่เพราะยังไม่เคย ‘ถูกใช้งาน’

 

จีอู๋ซวงจ้องอักขระลึกลับบนกริช แต่นางกลับอ่านไม่ออก และแม้แต่แผนภาพทำนายฟ้า กระดูกหงเหมิง และไท่ซวีก็ยังไม่เข้าใจเช่นกัน

 

สามตัวน้อยพึมพำกันอยู่นาน จนสุดท้ายแผนภาพทำนายฟ้าก็เริ่มรู้สึกกังวล ‘กริชเล่มนี้ดูไม่ธรรมดา พวกเราลงความเห็นว่าอย่าใช้งานมันจะดีที่สุด กันไว้ดีกว่าแก้ เอ้อ จริงสิ ท่านไม่ลองติดต่อจักรพรรดินีแดนหมื่นเมฆาหน่อยหรือ? เผื่อว่านางจะรู้จักอักขระบนกริชนี้’

 

จีอู๋ซวงตอบเสียงเรียบ ‘เอาไว้เจอหน้านางค่อยถามแล้วกัน’

 

‘อ้าว? ทำไมไม่ถามเลยตอนนี้เล่า หรือว่าท่านกลัวว่านางจะเรียกท่านว่าเจ้าหมาน้อย?’

 

จีอู๋ซวงคิ้วกระตุก ‘ไม่ใช่ ข้าใช้พลังในป้ายสื่อสารได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น’

 

แผนภาพทำนายฟ้าได้แต่ตะลึงกับความตระหนี่ของจักรพรรดินี นางเป็นถึงจักรพรรดินี กลับมอบแค่ป้ายแบบใช้ครั้งเดียว นี่มันคนแบบไหนกัน!

 

จีอู๋ซวงโยนกริชเข้าไปเก็บในมิติ จากนั้นนางค่อยๆเดินไปถึงแท่นบูชา มองไปรอบๆด้วยสายตาประเมิน พบว่าพลังของค่ายกลและพลังปิดกั้นพื้นที่รอบตัวล้วนมีที่มาจากแท่นบูชานี้เอง

 

หากนางไม่ทำลายแท่นบูชา นางก็คงออกไปจากที่นี่ไม่ได้

 

จีอู๋ซวงคาดว่านี่อาจเป็นแผนของผู้ลึกลับที่ต้องการขังและสังหารตงฟางหลี่ เมื่อหมากตัวนี้ใช้จนหมดประโยชน์แล้ว ก็คงต้องทำลายหลักฐานเพื่อป้องกันปัญหาในภายหลัง

 

แผนภาพทำนายฟ้าและเพลิงไท่ซวีจึงโผล่ออกมาจากทะเลจิตของจีอู๋ซวง สองตัวน้อยบินวนไปรอบๆแท่นบูชาอยู่หลายรอบ ‘ดูเหมือนว่าแท่นบูชานี้จะไม่ใช่ของใช้ครั้งเดียว แต่เป็นอาวุธวิญญาณชนิดหนึ่ง ท่านจะทำลายมันเลยไหม?’

 

ไท่ซวีตื่นเต้นจนลุกขึ้นดีใจ ‘นายท่าน! ถ้าจะทำลายมัน ข้าขออาสาทำเอง!’

 

พลังของมันแข็งแกร่งขึ้นมากหลังได้รับการเลี้ยงดูจากจีอู๋ซวง ไม่แน่ว่าถ้าเจอเพลิงวิญญาณระดับสูงกว่านี้ มันอาจมีโอกาสท้าประลองได้

 

แต่จีอู๋ซวงส่ายหน้า ‘ไม่ ข้าไม่ทำลายมัน’ นางพูดอย่างแน่วแน่ ‘หากข้าเดาไม่ผิด พลังวิญญาณที่รากปรสิตแอบดูดไปจากร่างนี้ ถูกส่งไปยังคนที่ขโมยกระดูกของข้า แท่นบูชานี้น่าจะทำหน้าที่ตัดการเชื่อมต่อระหว่างร่างนี้กับเจ้าหัวขโมย…’

 

ไท่ซวียังคงงุนงง ‘หากสามารถตัดการเชื่อมต่อได้แล้ว ทำไมถึงไม่รีบตัดไปเลยล่ะ? จะได้ไม่ต้องสูญเสียพลังวิญญาณอีก และนายท่านก็จะได้ฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นเร็วๆ’

 

หากเป็นคนทั่วไปก็คงคิดเช่นนั้น แต่จีอู๋ซวงไม่ใช่คนธรรมดา

 

นางเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ‘หึหึ ขโมยพลังวิญญาณของข้ามาเยอะขนาดนี้ คิดจะตัดการเชื่อมต่อเฉยๆอย่างนั้นหรือ?’ จีอู๋ซวงแสยะยิ้ม ลมหายใจแผ่กลิ่นอายมืดดำด้วยความโกรธ ‘ข้าจะตัดการเชื่อมต่อนี้ก็ต่อเมื่อได้ชำระแค้นคืน เอาคืนทั้งกระดูกและพลังวิญญาณ และฉีกเจ้าหัวขโมยนั่นออกเป็นแปดส่วน’

 

เห็นอย่างนี้แล้ว คิดหรือว่าจะปล่อยให้มันหลุดมือไปง่ายๆ?

 

แผนภาพทำนายฟ้ากับไท่ซวีแทบอยากปรบมือให้นาง พวกมันชื่นชมในความเจ้าคิดเจ้าแค้นของจีอู๋ซวง

 

แต่แล้วเสียงของกระดูกหงเหมิงก็ดังขึ้น ‘แต่ว่า…หากเราไม่ทำลายแท่นบูชา…เราจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร…’

 

จีอู๋ซวงจึงนั่งลงขัดสมาธิ หลั่งโลหิตหยดหนึ่งลงบนแท่นบูชา ทันใดนั้น ลมแรงจากสี่ทิศก็พัดกระหน่ำเข้าหานาง แต่นางกลับยิ้มกว้างราวกับสนุกสนานในพายุคลั่ง

 

‘แท่นบูชานี้แม้จะร้ายกาจ แต่ก็ยังเป็นเพียงเครื่องรางเท่านั้นไม่ใช่หรือ? ในเมื่อมันเป็นเครื่องราง ข้าก็จะแย่งมาใช้เสียเอง!’

 

หากเหล่าสามตัวน้อยมีดวงตา ยามนี้พวกมันก็คงจะเบิกตากว้าง

 

แผนภาพทำนายฟ้าถึงกับตื่นตระหนก ‘ท่านจะใช้จิตวิญญาณเข้าแข่งขันแย่งชิงเครื่องรางกับผู้ทลายเขตแดนหรือ?!’

 

ไท่ซวีกระวนกระวาย ‘นายท่าน นี่จะไม่อันตรายหรือ?’

 

กระดูกหงเหมิงพึมพำอย่างหวาดหวั่น ‘อัน…ตราย…เหลือ…เกิน…’

 

ทั่วร่างจีอู๋ซวงค่อยๆปรากฏอักขระลึกลับปกคลุมตั้งแต่ใบหน้าไปจนถึงหลังมือ ทุกผิวหนังที่โผล่พ้นเสื้อผ้าล้วนเต็มไปด้วยอักขระ สงครามนี้จะเป็นการต่อสู้ที่เงียบเชียบแต่เดิมพันด้วยวิญญาณ!

 

‘ไม่อันตรายหรอก ถ้าไม่แย่งมาให้ได้ ข้าจะเสียอารมณ์จนกินข้าวได้น้อยลงไปอีกสองถ้วย แบบนั้นถึงจะเรียกว่าน่ากลัว’

 

แผนภาพทำนายฟ้าตื่นตระหนก พยายามกระโดดโลดเต้นหวังให้นางใจเย็นลง

 

‘ท่านอย่าหุนหันพลันแล่น! เจ้านั่นเป็นถึงผู้ทลายเขตแดนนะ!’

 

ที่จริงแล้ว ผู้ฝึกตนที่สามารถแทรกผ่านขอบเขตมาในแต่ละโลกได้ ย่อมเป็นผู้ที่น่าหวาดกลัวยิ่ง ไม่เพียงแต่พลังฝีมือสูงล้ำ ยังต้องมีฐานะที่ไม่ธรรมดา มิฉะนั้นอาจดับสิ้นในความว่างเปล่าได้ทุกเมื่อ!

 

การที่จีอู๋ซวงจะไปเผชิญหน้ากับคนเช่นนั้นตรงๆ คงไม่ต่างอะไรกับเอาไข่ไปฟาดหินเลยไม่ใช่หรือ?

 

จีอู๋ซวงมองไปยังเหล่าตัวน้อยที่กำลังกระวนกระวาย สายตาของนางแน่วแน่และเย็นชา ‘หึหึ ผู้ทลายเขตแดนแล้วอย่างไร? เมื่อก่อนข้ายังเป็นถึงกึ่งเซียนเลยทีเดียว!’

 

แผนภาพทำนายฟ้าถึงกับพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง ‘...ก็ได้ ท่านเคยเป็นถึงกึ่งเซียน ข้ายอมรับก็แล้วกัน’

 

จีอู๋ซวงหัวเราะเบาๆพร้อมสั่งการ ‘พวกเจ้ารอให้กำลังใจข้าอยู่ตรงนี้ก็พอ!’

 

‘รับทราบ!’

 

จีอู๋ซวงสูดลมหายใจลึก เปิดจิตวิญญาณออกเต็มที่เพื่อเผชิญกับการตอบโต้ของผู้สร้างแท่นบูชา

 

"คิดจะมาหักหลังข้ารึ? เช่นนั้นข้าจะยึดเอาไว้เสียเอง!"

 

นางเริ่มโหมพลังทะลวงอักขระสีดำที่ปกคลุมแท่นบูชาจนกระจายตัวออกเป็นเสี่ยงๆ พลางใช้จิตวิญญาณกลายเป็นค้อนเหล็กใหญ่ ฟาดลงไปที่รอยประทับทางจิตบนแท่นบูชานั้นเต็มกำลัง

 

ตุบ ตุบ ตุบ!

 

เสียงดังสนั่น นางฟาดจนเหล่าสามตัวน้อยได้แต่เบ้หน้า เพราะแค่ฟังก็รู้สึกเสียวฟันขึ้นมาทันที


จบตอน

Comments