บทที่ 271: สักวันข้าจะเหยียบเจ้าไว้ใต้เท้า
ในที่สุด รอยประทับทางจิตก็ถูกทุบจนแตกออก เศษเสี้ยวของจิตวิญญาณลอยหลุดออกมาแตกกระจายอย่างไร้ร่องรอย จนเมื่อจิตวิญญาณและเลือดของนางผสานเข้ากับแท่นบูชาได้อย่างสมบูรณ์ จีอู๋ซวงสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่ลึกลับแผ่ซ่านเข้าสู่ทะเลจิตของนาง
มันเหมือนงูพิษที่เฝ้ารอจังหวะ ท่าทางไม่สงบนิ่ง พร้อมจะแว้งกัดจีอู๋ซวงได้ทุกเมื่อและเปลี่ยนให้นางกลายเป็นคนบ้าไปในที่สุด
ที่แท้แท่นบูชานี้มีจิตวิญญาณเป็นของตนเอง อีกทั้งยังรู้ดีว่าใครคือผู้เป็นนายที่แท้จริง
ทว่ามันหารู้ไม่ว่า เมื่อเข้าสู่ทะเลจิตของจีอู๋ซวง สถานที่นั้นเป็นอาณาเขตของนาง แม้มันจะมีจิตวิญญาณก็ไม่อาจต้านทานได้ เพราะภายในทะเลจิตของจีอู๋ซวงมี ‘สามเทพศักดิ์สิทธิ์หงเหมิง’ ซึ่งโปรดปรานความโหดเหี้ยมและชอบสุมหัวร่วมต่อสู้ด้วยกัน
ทันทีที่ทั้งสามพบเห็นจิตวิญญาณของแท่นบูชา ยังไม่ทันที่จีอู๋ซวงจะออกคำสั่ง พวกมันก็พุ่งเข้าล้อมและรุมกระหน่ำหมัดและเท้าราวกับพายุ พวกมันโถมทับจนจิตวิญญาณแห่งแท่นบูชาซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่โดนทำลายลงกระจัดกระจาย ก่อนจะกลายเป็นธาตุอาหารหล่อเลี้ยงในทะเลจิตของจีอู๋ซวง สุดท้ายก็ถูกกลืนหายไปในความสงบแห่งทะเลจิต
แท่นบูชาที่กำลังจะกลายเป็น ‘จิตวิญญาณวัตถุ’ นั้น ก็กลับกลายเป็น ‘โง่เขลา’ ไปในพริบตา
จีอู๋ซวง: ‘……’
ช่างยอดเยี่ยมและโหดเหี้ยมยิ่งนัก น่าประทับใจเสียจริง
จีอู๋ซวงเรียกแท่นบูชาเข้าสู่ฝ่ามือพลางยิ้มหวาน ‘พวกเจ้าทำได้ดีนัก ข้าจะให้พวกเจ้าได้กินเมล็ดแตงโมเป็นรางวัล’
สามเทพศักดิ์สิทธิ์หงเหมิงยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
อะไรนะ?
บอกให้ช่วยนายท่านทำสัญญากับจิตวิญญาณแห่งแท่นบูชา?
หึ มันมีระดับอันใดหรือ?
มันก็แค่ของไร้ค่า!
กำจัดทิ้งไปเสียก็สิ้นเรื่องแล้ว
……
ภายในแดนหมื่นเมฆา
“อ๊าก……”
เฟิ่งจื่อกรีดร้องอย่างคลุ้มคลั่งพลางกุมศีรษะราวกับวิญญาณถูกฉีกกระชากออกเป็นเสี่ยงๆ ความเจ็บปวดราวกับไม่อาจทานทนได้ ต่อให้นางพยายามกดทับไว้ก็ยังไม่อาจระงับได้
แท่นบูชา!
แท่นบูชาถูกชิงไปแล้ว!
ไม่นะ!
เป็นไปได้อย่างไร?!
แท่นบูชานั้นนางแลกมาด้วยความยากลำบากจนถึงขั้นต้องสังเวยมาหลายชีวิตกว่าจะได้มาแท้ๆ มันเพิ่งจะมีสติปัญญาแล้ว ไยถึงได้หายไปเช่นนี้?!
ใครกันที่ทำเช่นนี้!
ใครกันแน่ที่เป็นผู้ลงมือ!!!
ด้วยแรงโกรธแค้นที่เดือดพล่าน ปราณวิญญาณของเฟิ่งจื่อเริ่มแผ่กระจายออกมาจนควบคุมไม่อยู่ ครั้นตระหนักได้ถึงความผิดปกติก็สายเกินไปเสียแล้ว พลังของนางกำเริบอย่างบ้าคลั่งและพุ่งออกมาดั่งพายุ กวาดล้างทุกสิ่งรอบข้างให้ราบเรียบ ก่อนจะก่อเกิดเป็นเกลียวพลังอันตรายเหนือฟากฟ้าแห่งแดนเทพ
เหล่าทหารเทพเบิกตากว้างมองเกลียวพลังมหาศาลในอากาศ พวกเขาไม่กล้ารอช้า รีบรุดไปรายงานเฟิ่งอิ๋ง
"ฝ่าบาท! ปราณเทพของท่านเฟิ่งจื่อกำลังปั่นป่วนอย่างหนัก! ขอฝ่าบาทเสด็จไปดูให้เห็นกับตาเถิด…”
"พลังเทพปั่นป่วนหรือ?" เฟิ่งอิ๋งลุกขึ้นในบัดดล ขณะก้าวเดินก็เอ่ยถามว่า "สามารถระงับได้หรือไม่?"
เหล่าทหารเทพหน้าซีดพลางเอ่ยอย่างลำบากใจ “ยังไม่อาจระงับได้”
"เหตุใดไม่ระงับเล่า?! พลังเทพปั่นป่วนเช่นนี้ย่อมบั่นทอนร่างกาย เจ้าไม่รู้หรือ?"
ทหารเทพได้แต่กลืนความเจ็บใจลงคอพลางตอบว่า "ไม่ใช่ว่าพวกกระหม่อมไม่คิดระงับ แต่พวกกระหม่อมไร้พลังจะต้าน ฝ่าบาทเสด็จไปดูเองเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
เฟิ่งอิ๋งมองสีหน้าของพวกเขาก็พอจะเข้าใจแล้วว่าไม่ใช่เรื่องง่าย นางคลายจิตสัมผัสออกไปเพียงครู่ก็จับสัมผัสถึงพลังอันรุนแรงราวพายุลมกระโชกได้ทันที
นี่คือ…อาจื่อหรอกหรือ?!
พลังของอาจื่อ… เหตุใดจึงรุนแรงถึงเพียงนี้?
ประกายแห่งความมืดวาบขึ้นในดวงตาของเฟิ่งอิ๋ง ก่อนจะเหยียบย่ำกฎเกณฑ์ทั้งปวง เพียงพริบตานางก็มาปรากฏกายอยู่ข้างเฟิ่งจื่อ นางสะบัดแส้เทพเบาๆคราหนึ่ง ลมพายุที่กำลังอาละวาดก็สงบลงราวกับถูกหยุดยั้งในเบื้องต้น เฟิ่งจื่อซึ่งร่างกายกระตุกอย่างรุนแรงพลันล้มลง เฟิ่งอิ๋งจึงใช้พลังค้ำยันอีกฝ่ายไว้ ก่อนที่นางจะส่งปราณเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด
ร่างกายของเฟิ่งจื่อไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่กลับเสียการควบคุมพลังได้อย่างไร? หรือจะเป็นเพราะจิตวิญญาณ?
เฟิ่งอิ๋งจึงส่งจิตสัมผัสตรวจสอบสภาพทะเลจิตของเฟิ่งจื่อ พบว่ามีสภาพที่โกลาหล แถมยังมีส่วนหนึ่งพังทลายไปคล้ายถูกสัตว์ร้ายบางชนิดฉีกกระชาก และกลืนกินไปเสียด้วยซ้ำ
ทว่าหน้าที่ของเฟิ่งจื่อคือการดูแลเฟิ่งเจิน และที่พำนักของนางอยู่ใกล้กับวังหลวง ย่อมไม่มีทางที่นางจะถูกโจมตี หรือหากมี ก็ย่อมไม่ใช่ศัตรูที่มีพลังรุนแรงพอจะทำลายทะเลจิตของนางได้เช่นนี้
ความฉงนเริ่มก่อตัวในใจเฟิ่งอิ๋ง ขณะเดียวกันเฟิ่งจื่อก็ลืมตาขึ้นช้าๆ
เฟิ่งจื่อรู้สึกปวดหัวแทบระเบิด ดวงตาแดงก่ำ เมื่อพบว่าตัวเองถูกคุมขังไม่ให้ขยับเขยื้อน นางก็โกรธเกรี้ยวโดยสัญชาตญาณ แต่ทันทีที่เห็นว่าเป็นใครที่ยืนอยู่ตรงหน้า ร่างกายนางก็สั่นสะท้าน
"ฝ่าบาท…"
"อย่าขยับ เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง?"
"ฝ่าบาท หม่อมฉัน…ไม่เป็นไร... ขอบพระทัยฝ่าบาท"
เฟิ่งอิ๋งจ้องลึกลงไปในดวงตาของอีกฝ่าย "แม้เจ้ามีพลังเพิ่มขึ้นมาก แต่ครั้งนี้ทะเลจิตของเจ้ากลับถูกทำร้าย มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน บอกข้าซิว่าใครทำร้ายเจ้า?"
เฟิ่งจื่อย่อมไม่อาจบอกความจริงได้ หากเฟิ่งอิ๋งล่วงรู้ว่านางแอบข้ามเขตแดนไปยังแดนเทียนหลาน ย่อมต้องเกิดความระแวงสงสัย
"หม่อมฉัน…หม่อมฉันเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใครเพคะ"
"แล้วเจ้าถูกทำร้ายได้อย่างไร?"
"ตอนนั้นหม่อมฉันกำลังพักอยู่ในถ้ำพำนัก แต่จู่ๆก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในหัว แล้วก็หมดสติไป พอตื่นมาก็เห็นท่านอยู่ตรงนี้แล้ว…"
แค่นี้เองหรือ?
ดวงตาของเฟิ่งอิ๋งหรี่ลงก่อนจะยกมือขึ้นเบาๆ เหล่าดาราจากทั่วฟ้ามารวมตัวกัน พวกมันจัดเรียงแปรเปลี่ยนเป็นลวดลายแห่งชะตากรรมดู.งดงามยิ่ง
นี่ย่อมเป็นพลังของจักรพรรดินีแห่งโชคชะตา ผู้ครอบครองกฎแห่งจักรวาลและผืนฟ้า
ไม่นานนัก เฟิ่งอิ๋งก็ได้คำตอบ…แท้จริงแล้วไม่ได้มีใครมาใกล้ชิดนางเลย ไม่เพียงแค่มนุษย์ แม้แต่จิตวิญญาณหรือร่างวิญญาณก็ไม่มีเลย รอบตัวเฟิ่งจื่อปลอดภัยอย่างแท้จริง
นั่นหมายถึงเฟิ่งจื่อถูกทำร้ายได้อย่าง ‘ไร้สาเหตุ’
แน่นอนว่าเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องราวเช่นนี้ขึ้น ยังเป็นไปได้ว่า ‘ผู้ทำสัญญา’ กับเฟิ่งจื่อได้รับบาดเจ็บเข้า
"อาวุธประจำกายของเจ้าล่ะ? ยังปลอดภัยดีอยู่หรือไม่?"
หัวใจของเฟิ่งจื่อสะท้านไหว
เป็นอย่างที่คิด เฟิ่งอิ๋งนั้นระแวดระวังเกินไป ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้นางหลงเชื่อ
บาดแผลสาหัสที่ได้รับในครั้งนี้ ย่อมมาจากแท่นบูชาประจำกายที่ถูกช่วงชิงไป หากแต่จะให้เฟิ่งอิ๋งจับพิรุธนี้คงเป็นไปไม่ได้ นางยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า "ปลอดภัยดีเพคะ ฝ่าบาท โปรดดูเถิด"
เฟิ่งจื่อเรียกอาวุธประจำกายออกมาโดยไม่ลังเล อาวุธนั้นปรากฏตัวอย่างมั่นคง ปลอดภัยไร้ตำหนิใดๆ
"แล้วอาวุธอื่นๆของเจ้าเล่า?"
"ก็ปลอดภัยดีเช่นกันเพคะ"
เฟิ่งอิ๋งพินิจพิเคราะห์ครู่หนึ่ง ไม่ได้สงสัยมากไปกว่านี้ ด้วยอาวุธประจำกายนั้นสำคัญกว่าสิ่งใด หากแม้แต่ของประจำกายปลอดภัยแล้ว การที่อาวุธอื่นๆถูกทำลายก็ไม่น่าจะทำให้เกิดอาการย้อนกลับถึงขั้นหนักหนาเช่นนี้ เว้นเสียแต่สิ่งนั้นจะก่อกำเนิดจิตวิญญาณของตนขึ้นมา
แต่การที่อาวุธใดจะกำเนิดจิตวิญญาณของตนนั้นหาใช่เรื่องง่าย อาวุธเช่นนั้น หากเกิดขึ้นมาล้วนต้องเรียกให้บรรดาผู้คนหลายฝ่ายแย่งชิงเป็นแน่ เฟิ่งจื่อแม้จะเป็นธิดาของจักรพรรดิองค์ก่อนก็จริง แต่อาวุธระดับนั้นย่อมไม่ได้อยู่ในมือนาง
เมื่อหาเหตุผลไม่พบ เฟิ่งอิ๋งก็ประทานโอสถฟื้นฟูจิตวิญญาณให้นาง "พักผ่อนให้เต็มที่นะ อาจื่อ"
"เพ.คะ"
"อีกอย่าง เมื่อพลังของเจ้าเพิ่มพูนจนก้าวหน้าแล้ว ให้รายงานข้าโดยตรง ไม่ต้องปิดบัง เจ้าคือธิดาของจักรพรรดิ.องค์ก่อน หากเจ้าพัฒนาฝีมือขึ้นได้ จักรพรรดิองค์ก่อนจะได้ชื่นใจ และข้าเองก็ย่อมจะยินดีเช่นกัน"
คำพูดนี้ทำให้เฟิ่งจื่อรู้สึกหนาวเยือกจนถึงหนังศีรษะ เหงื่อเย็นผุดซึมออกทั่วกาย...
ทว่าเฟิ่งอิ๋งหาได้สนใจคำอธิบายจากเฟิ่งจื่อ ครั้นกล่าวจบ นางก็หมุนกายจากไปอย่างเยือกเย็น
เฟิ่งจื่อมองตามแผ่นหลังสูงใหญ่ดุจภูผาของอีกฝ่าย ก่อนจะกำหมัดแน่นจนเล็บจิกลงไปในเนื้อ
ยินดีอย่างนั้นหรือ?
นางพูดว่ายินดีเช่นนั้นหรือ?!
คำพูดของอีกฝ่ายหมายถึง... ต่อให้นางแข็งแกร่งขึ้นอีกสักเพียงใด ก็ไม่อาจสั่นคลอนบัลลังก์ของอีกฝ่ายได้เลยอย่างนั้นหรือ?
หยิ่งยโสถึงเพียงนี้ เห็นตนเองอยู่เหนือสรรพสิ่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!
เฟิ่งจื่อกัดฟันแน่นจนเลือดซึมออกมาจากเหงือก ในใจคำรามก้องออกมาอย่างแค้นเคือง
เฟิ่งอิ๋งเอ๋ย วันหนึ่งข้าจะเหยียบย่ำความหยิ่งผยองและศักดิ์ศรีของเจ้าไว้ใต้เท้าข้าให้จงได้!!!”
บทที่ 272: บรรพชนของข้าจัดการได้สบายยิ่งกว่าหั่นผักเสียอีก
หลังจากที่จีอู๋ซวงทำสัญญากับแท่นบูชาเรียบร้อย นางก็ตรวจสอบมันอย่างละเอียด พบว่าแท่นบูชานี้ดูธรรมดาไร้สิ่งพิเศษ ทว่ามันกลับมีคุณสมบัติ ‘เหนือฟ้า’ เพราะมันสามารถ ‘ถ่ายโอนชีวิต’ ได้
ยกตัวอย่างเช่น หากบุคคลหนึ่งใกล้จะสิ้นชีวิตและหมดอายุขัย สามารถใช้พลังของแท่นบูชาถ่ายโอนชีวิตของผู้อื่นมาให้คนผู้นั้นได้ เพื่อให้เขามีชีวิตยืนยาวขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น บนแท่นบูชายังแฝงด้วย ‘พลังอาฆาต’ ที่เข้มข้นนัก รุนแรงยิ่งกว่าที่นางเคยเห็นบนตัวของอาจารย์เสียอีก
แท่นบูชานี้...มันเคย ‘สังหาร’ คนไปมากเพียงใดกัน?
จีอู๋ซวงเบ้ปากด้วยความรังเกียจ หากไม่ใช่เพราะต้องการตัดรากวิญญาณปรสิตให้ขาดสะบั้น นางคงทุบแท่นบูชานี้ให้แหลกคามือเสียแล้ว
แท่นบูชาที่บัดนี้ปราศจากจิตวิญญาณและกลายเป็นสิ่งของโง่งม ไม่มีสิ่งใดนอกจากความว่างเปล่า ทว่ามันยังคงสัมผัสถึง ‘จิตสังหาร’ ของจีอู๋ซวงได้อย่างเฉียบคม มันจึงไม่กล้าขัดขืน แถมยังนอนนิ่งบนฝ่ามือนางอย่างเชื่อฟังไม่ต่างจากลูกเจี๊ยบตัวน้อย
จีอู๋ซวงยิ้มเย็นและจิ้มลงไปบนแท่นบูชา “ยังไม่คิดจะเปิดเขตแดนออกอีกหรือ?”
แท่นบูชาทันทีที่ได้รับคำสั่งก็ปลดเขตแดนออก ทว่าอึดใจถัดมากลับเป็นลมร้อนระอุแผดเผาเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว
จีอู๋ซวงยังไม่ทันเข้าใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ จู่ๆคลื่นพลังมารก็พุ่งเข้าหานาง หากไม่ใช่เพราะแท่นบูชายังอยู่ในมือซึ่งสามารถใช้บังได้สองสามครา เกรงว่าผมของนางอาจถูกเฉือนออกไปแล้ว
แต่แน่นอนว่าคลื่นพลังมารนั้นถูกหางของอสรพิษสลิลร่างยักษ์สะบัดกระแทกจนปลิวกระจายออกไป
จีอู๋ซวงเงยหน้าขึ้นมองอย่างเย็นชา รอบด้านมีแต่เหล่ามารรายล้อมอสรพิษสลิลกับจิ้งจอกเพลิง โดยมีมารทั้งสี่อยู่แถวหน้า อันได้แก่ มารเขตตะวันออกตงฟางซ่ง มารเขตตะวันตกหลี่อวี้เจ๋อ มารเขตใต้เคอจี๋ และมารเขตเหนือเหยียนซิง
นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
จีอู๋ซวงหันไปมองเหยียนซิงด้วยความฉงน อีกฝ่ายส่งสายตาเป็นนัยให้นางมองไปข้างๆ
ครั้นจีอู๋ซวงหันไปมองก็หน้าเครียดขึ้นมาทันที…
ร่างของนักพรตมารนอนเกลื่อนกลาดเต็มพื้น แถมยังมีร่างหนึ่งยิ่งดูน่าสังเวชกว่าร่างอื่น
จีอู๋ซวง: “……”
นางเงยหน้าขึ้นช้าๆ กล่าวอย่างอึดอัดใจว่า “หากข้าบอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ข้าทำ พวกเจ้าจะเชื่อหรือไม่?”
เหยียนซิงผู้เป็น ‘นักสรวลเส’ สลัดคอเบาๆ และเอ่ยถามเสียงเรียบเรื่อย “โอ้? หากเจ้าไม่ได้ฆ่า แล้วใครกันเล่าที่เป็นคนทำ?”
จีอู๋ซวงตอบอย่างจริงจังว่า “ตงฟางหลี่”
เหยียนซิงสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะชี้ไปยังร่างที่นอนแน่นิ่งบนพื้น ซึ่งศีรษะนั้นเป็นของตงฟางหลี่นั่นเอง
จีอู๋ซวง: “……”
ให้ตายเถอะ ลืมเขาไปเสียสนิท
จะทำอย่างไรดี? ความรู้สึกเหมือนต้องโดดลงไปในแม่น้ำวิญญาณถึงจะล้างมลทินได้มันแวบขึ้นมาเลยทีเดียว
จีอู๋ซวงพ่นลมหายใจอย่างขัดใจ ก่อนจะย่อตัวลงไปคว้าร่างของตงฟางหลี่ที่สูงใหญ่ขึ้นมา ลากศพของเขาตรงไปยังเหล่าประมุขมารทั้งสี่…
ใบหน้างามละมุนของนางเผยแววเคร่งขรึม รอยโลหิตกระเซ็นอยู่บนแก้ม นางเดินแต่ละก้าวอย่างสงบและเยือกเย็น แต่กลับสร้างความสะพรึงกลัวให้กับมารทั้งหลายอย่างยิ่ง จนถึงขั้นที่มีบางคนถึงกับกลืนน้ำลายด้วยความประหม่า…
แต่นี่เป็นเพียงเด็กสาวเท่านั้น ประมุขมารทั้งสี่ก็อยู่ที่นี่ พวกเขามีเหตุผลใดจะต้องเกรงกลัวนางเล่า? พวกเขาจึงฝืนใจข่มกลั้นความรู้สึกอยากหนีเอาไว้
ตงฟางซ่งกัดฟันเอ่ยด้วยเสียงเกรี้ยวกราด “เจ้าหนู เราเชิญเจ้ามาเพื่อให้ช่วยชีวิตคน ไยเจ้าถึงต้องลงมือรุนแรงถึงปานนี้?”
จีอู๋ซวงโยนร่างและศีรษะของตงฟางหลี่ไปข้างหน้า หัวนั้นกลิ้งกลุกๆไปหยุดอยู่ที่เท้าของมารคนหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบช้า “ตงฟางหลี่น่ะ ถูกบรรพชนของข้าสังหารก็จริง แต่เหล่ามารที่เหลือนี้ถูกตงฟางหลี่สังหารเองทั้งหมด”
ตงฟางซ่งหัวเราะเยาะ “เจ้าคิดหรือว่าเราจะเชื่อ? ต้องเป็นเจ้าและอสูรขั้นเบิกวิถีของเจ้านั่นแหละที่สังหารทุกคนจนหมดสิ้น!”
จีอู๋ซวงเอ่ยอย่างเยือกเย็น “ข้าและอสูรขั้นเบิกวิถีของข้ายังไม่มีความสามารถถึงขนาดสังหารนักพรตมารขั้นเบิกวิถีอย่างเงียบเชียบไร้ร่องรอยได้เช่นนี้หรอก”
ตงฟางซ่งผงะ “เจ้าว่าอะไรนะ?”
จีอู๋ซวงกล่าว “ข้าบอกว่า ตงฟางหลี่น่ะก้าวสู่ขั้นเบิกวิถีแล้ว ที่เขามาตั้งกับดักรอข้าในครั้งนี้ ก็เพื่อขัดขวางข้าไม่ให้ช่วยศิษย์ของเจ้า หมายจะใช้การตายของศิษย์เจ้าปลุกระดมให้เกิดสงครามระหว่างนักพรตวิญญาณกับนักพรตมาร แล้วเขาก็จะอาศัยช่วงชุลมุนสังหารพวกเจ้าทั้งสี่คน จากนั้นก็ขึ้นสืบทอดอำนาจในแดนมารอย่างเปิดเผย!”
ตงฟางซ่งจ้องมองร่างของตงฟางหลี่อย่างแน่วแน่ ราวกับพยายามค้นหาความจริงในนั้น
แหวนบนร่างตงฟางหลี่กลายเป็นผงไปหมดแล้ว ปราณอันลึกล้ำที่แผ่กระจายออกมาชัดเจนว่าเป็นขั้นเบิกวิถีจริงๆ!
จีอู๋ซวงชี้ไปยังศพของมารคนอื่นๆ พลางเอ่ยเสริมอย่างใจดีว่า “ศพพวกนี้ล้วนถูกสังหารด้วยการโจมตีเดียว ทุกศพมีรอยปราณมารของตงฟางหลี่ที่คอ พวกเจ้าลองตรวจดูสิ จะได้เห็นชัดด้วยตนเอง…อสรพิษสลิล จิ้งจอกเพลิง เอาศพส่งให้พวกเขาซะ”
เนื่องจากมีสองอสูรขั้นเบิกวิถีคอยปกป้อง ‘เขตแดน’ อย่างไม่ยอมละสายตา สี่ประมุขมารจึงยังไม่ได้ตรวจสอบสาเหตุการตายของมารเหล่านี้
เมื่อได้ตรวจสอบศพอย่างละเอียด ก็พบว่าทุกคนล้วนถูกสังหารด้วยวิชาของตงฟางหลี่จริง
เคอจี๋จ้องจีอู๋ซวงอย่างไม่วางใจ ถามเสียงเข้มว่า “ถ้าตงฟางหลี่อยู่ในขั้นเบิกวิถี แล้วเจ้าเอาชีวิตรอดจากเขามาได้อย่างไร?”
เพราะในสายตาของทุกคนนั้น เด็กสาวตัวเล็กคนนี้ยังอยู่เพียงขั้นปราณก่อกำเนิดเท่านั้น หากตงฟางหลี่ต้องการสังหารนางย่อมง่ายดายยิ่ง
จีอู๋ซวงกะพริบตาใสซื่อ กล่าวอย่างไร้เดียงสา “รอดจากเขามันยากตรงไหนหรือ? คนแบบเขา บรรพชนของข้าจัดการได้สบายยิ่งกว่าหั่นผักเสียอีก~”
เหล่ามาร: “……”
เจ้าประชดอะไรของเจ้า
สังหารขั้นเบิกวิถีราวกับหั่นผักงั้นหรือ?
โอ้อวดเกินไปแล้ว!
ยังจะทำหน้าใสซื่อแบบนั้นอีก อืม ดูแล้วชวนให้หมั่นไส้จริงๆ
จีอู๋ซวงสังเกตเห็นท่าทางของเหล่ามารที่ดูไม่ค่อยเชื่อถือ จึงเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย "ทำไม ไม่เชื่อข้าหรือ? ข้าจะบอกอะไรให้ บรรพชนของข้านั้นสามารถใช้กระบี่ทะลวงฟ้าสร้างประตูสวรรค์ได้ คิดว่าแค่ทะลวงหัวมารขั้นเบิกวิถีจะทำไม่ได้หรือ?"
ประตูสวรรค์? ทะลวงหัว?
เรื่องตลกนี้ช่างไร้รสนิยมสิ้นดี
เหยียนซิงเกือบหลุดขำพลางเตรียมจะเปิดปากห้ามปรามจีอู๋ซวง เพราะเกรงว่านางจะโดนคนเหล่านี้รุมตีเสียก่อน ทว่าหลี่อวี้เจ๋อกลับแย้งขึ้นมาก่อน “จีอู๋ซวง หากบรรพชนของเจ้าเก่งกล้าถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงไม่มาด้วยกันกับเจ้า? แถมยังปล่อยเจ้าไว้ในแดนมารนี่อีก เจ้าล้อกันเล่นหรืออย่างไร?”
จีอู๋ซวงกระแอมเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “อ้อ เรื่องมันเป็นแบบนี้ บรรพชนของข้าบอกว่า นางได้รับคำชี้แนะจากฟ้าดิน มีเทวโองการจากวิถีสวรรค์ บัดนี้ปราณฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง การบรรลุวิถีเตรียมพร้อมให้เริ่มใหม่ บรรดาบุตรแห่งโชคชะตา ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนวิถีมาร วิถีวิญญาณ วิถีกายา หรือวิถีเต๋า ต่างก็เป็นโชคชะตาของแดนเทียนหลาน ควรจะร่วมแรงร่วมใจและช่วยเหลือกันเพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรค”
เหล่ามาร: "???"
อะไรนะ?
จะให้พวกเขาจับมือร่วมกับพวกวิถีอื่นจริงๆอย่างนั้นหรือ? เจ้ารู้ตัวไหมว่ามันชวนให้ขบขันขนาดไหน?
ท่ามกลางสายตารังเกียจของเหล่ามาร เหล่าผู้ฝึกตนสายวิญญาณที่ซุ่มอยู่ก็พากันทำหน้าเบ้ ไม่ได้ต่างกันนัก เพราะพวกเขาเองก็ไม่อยากสุงสิงกับพวก ‘ผีดูดเลือด’ เหล่านี้เช่นกัน
จีอู๋ซวงเห็นท่าทางของพวกเขาจึงเลิกคิ้วขึ้น “ทำไม? ไม่เชื่อหรือ? คิดว่าข้าหลอกพวกเจ้าหรือ?”
เด็กน้อยจริงๆ…
จีอู๋ซวงสูดหายใจลึก สะสมพลังที่ตันเถียน แล้วชี้ขึ้นฟ้าอีกครั้ง พลางร้องตะโกนด้วยเสียงอันดังก้องว่า “ด้วยนามแห่งบรรพชนเทพกระบี่ ขอเรียกอัสนีลงมา!”
มารบางคนทนไม่ไหว เอ่ยออกมาด้วยความหงุดหงิด “เจ้าเด็กคนนี้ทำไมถึงได้พูดเพ้อเจ้อไร้สาระ…”
ทว่ายังไม่ทันพูดจบ ท้องฟ้าก็พลันปรากฏกลุ่มเมฆสายฟ้า ไหลวนรวมตัวขึ้นอย่างกะทันหัน อัสนีสีม่วงพุ่งตรงลงมาตามที่นิ้วของจีอู๋ซวงชี้อย่างกึกก้อง
เปรี้ยง!!!
อัสนีสีม่วงฉายแสงเจิดจ้า สาดส่องใบหน้าของเด็กสาวอย่าง.งดงามสะท้านใจ คิ้วของนางเลิกขึ้นเล็กน้อย สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและท้าทาย “ดูให้เต็มตาเสียสิ”
บทที่ 273: ขอสัมผัสท่านได้หรือไม่?
เหล่ามารยืนนิ่งแข็งค้างอยู่กับที่ สีหน้าเต็มไปด้วยความตะลึงงัน
“อะไรนะ? ยังดูไม่ชัดหรือ? เช่นนั้นดูอีกครั้งก็แล้วกัน ด้วยนามแห่งบรรพชนเทพกระบี่ ขอเรียกอัสนีลงมา!”
เปรี้ยง! เปรี้ยง!
“ด้วยนามแห่งบรรพชนเทพกระบี่ ขอเรียกอัสนีลงมา!”
เปรี้ยง!
“อัสนีจงมา!”
เปรี้ยง!
“อัสนี…”
ไม่รู้ว่าสายฟ้าฟาดลงมากี่ครั้ง จนสุดท้ายจีอู๋ซวงก็ไม่ต้องร้องเรียกใดๆ เพียงแค่.ยกมือขึ้น วิถีสวรรค์ก็รีบส่งสายฟ้าลงมาให้ทันที ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างตกตะลึงจนแทบจะคุกเข่ายอมศิโรราบแก่จีอู๋ซวง
แล้ววิถีสวรรค์ล่ะ?
หึ! แท้จริงแล้ววิถีสวรรค์อยากจะฟาดสายฟ้าใส่จีอู๋ซวงเสียเองให้รู้แล้วรู้รอดไป มันกัดฟันกล่าวด้วยความ.อดกลั้น [พอได้แล้ว พอได้แล้ว เลิกใช้พลังของข้าเสียที อย่าได้ใจนักเลย]
จีอู๋ซวงมองท่าทีหงุดหงิดของวิถีสวรรค์พลางยิ้มพึงพอใจ ถอนความคิดที่จะให้สายฟ้าฟาดเป็นดอกไม้ประดับ
‘รู้แล้ว รู้แล้ว ท่านนี่ช่างใจแคบจริงๆนะ’
เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ทุกคนขยาดหวาดกลัว
จีอู๋ซวงยืนอยู่ท่ามกลางพลังแห่งอสนีบาต แสดงท่าทีเย่อหยิ่งขณะเอ่ยว่า “เป็นอย่างไร ตอนนี้เชื่อแล้วหรือไม่?”
เหล่ามารพยักหน้ารับกันทั่ว ไม่ใช่ว่าพวกเขาไร้ศักดิ์ศรี แต่ความจริงประจักษ์อยู่ตรงหน้าเสียจนไม่อาจปฏิเสธได้
ผู้ที่ดีใจที่สุดคือตงฟางซ่ง เขาปาดเหงื่อบนใบหน้า ก่อนจะรีบเข้ามาหาจีอู๋ซวง “ท่านจี… เป็นวิถีสวรรค์จริงๆ หรือที่ชี้นำให้ท่านมาช่วยเหลือหยวนเอ๋อร์ของข้า?”
ฟังดูสิ แม้แต่คำเรียกจาก ‘เจ้าหนู’ ก็เปลี่ยนเป็น ‘ท่าน’ ไปแล้ว
จีอู๋ซวงพอใจยิ่งนัก ตอบกลับว่า “ไม่ใช่วิถีสวรรค์ชี้นำข้า แต่เป็นการชี้นำบรรพชนเทพกระบี่ของข้าต่างหาก”
“ใช่ๆ วิถีสวรรค์ชี้นำบรรพชนเทพกระบี่ของท่านให้มาช่วยหยวนเอ๋อร์ของข้า แต่ท่านแน่ใจใช่หรือไม่ว่าจะช่วยได้?”
“แม้แต่หนทางที่ยากลำบากที่สุดยังมีโอกาสให้รอด ข้าย่อมจะช่วยนางอย่างสุดกำลัง”
“ดียิ่ง!” ตงฟางซ่งมือสั่นด้วยความตื่นเต้น “ขอบคุณ…ขอบคุณท่านและบรรพชนเทพกระบี่…”
จีอู๋ซวงพยักหน้า มองไปยังศพที่เกลื่อนกลาดเต็มพื้น “แล้วเรื่องความตายของพวกเขา…”
“โอ้ นั่นย่อมไม่เกี่ยวกับผู้ฝึกตนสายวิญญาณแต่อย่างใด นี่เป็นปัญหาภายในของแดนมารเราเท่านั้น”
“เช่นนั้นก็นำทางเถิด”
“เชิญๆ เชิญทางนี้”
เหยียนซิงยืนดูทุกอย่างเงียบๆ อดไม่ได้ที่จะยกนิ้วให้จีอู๋ซวงในใจ ถ้าเป็นเรื่องความกล้าและความสามารถในการพูดไปเรื่อยโดยไม่รู้สึกอะไร คนอื่นจะไปสู้จีอู๋ซวงได้อย่างไร…ยอดเยี่ยม!
ณ วิหารมารตะวันออก
ตงฟางไท่หยวนกำลังนั่งสมาธิอยู่ในค่ายกลปิดกั้น แม้ภายนอกนางจะดูสงบนิ่ง แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไหลเวียนเข้ามาไม่หยุด...
บางครั้งนางเห็นตนเองถูกกัดกร่อนจนถึงแก่ชีวิต
บางครั้งนางเห็นตนเองสูญเสียแขนเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ต้องกลายเป็นคนไร้ค่าไปตลอดชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นภาพใด มันก็ดูเหมือนเส้นทางเบื้องหน้าจะมืดมนไร้หนทางสว่าง
นางหัวเราะอย่างขมขื่น หรือว่าวิถีแห่งการฝึกตนของนางจะจบสิ้นลงเพียงเท่านี้?
นาง…ไม่อาจยอมรับได้…ไม่อาจยอมรับได้จริงๆ
ความไม่ยินยอมนั้นเปรียบเสมือนพิษร้ายที่กัดกร่อนจนถึงกระดูก มันค่อยๆกลืนกินสติสัมปชัญญะของนางทีละน้อย
นางรู้สึกราวกับกำลังจมลึกลงในบึงโคลนที่ยากจะหลุดพ้น กระทั่งลมหายใจของนางก็เริ่มหนักหน่วงราวกับใกล้จะขาดหาย
เจ็บปวด…
เจ็บปวดเหลือเกิน…
นางรู้ดีว่าไม่ควรจมอยู่กับความเวทนาตนเอง แต่ก็ไม่อาจควบคุมความรู้สึกนั้นได้...
ทันใดนั้น เสียงใสกระจ่างของใครบางคนก็ดังขึ้น
“จงรักษาจิตวิญญาณของเจ้าให้มั่น หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป เจ้าจะถูกครอบงำจนเสียสติ…โอ้ ไม่สิ เจ้าเป็นผู้ฝึกตนสายมารอยู่แล้ว แต่ที่ข้าพูดนั่นก็คือเจ้าอาจจะเกิดจิตมารขึ้นมาในใจ”
ตงฟางไท่หยวนรู้สึกได้ถึงการสัมผัสเบาๆ ที่ไหล่พร้อมกับเสียงนั้น
พลังบริสุทธิ์แจ่มชัดแผ่เข้าสู่ทะเลจิตของนาง กวาดล้างความมืดหม่นในใจอย่างรวดเร็ว ราวกับมีมือหนึ่งคว้าเข้าที่หลังคอของนางแล้วดึงนางออกจากบึงโคลนอันโหดร้ายในพริบตา
ในที่สุด นางก็สามารถหายใจได้โล่งขึ้น!
ตงฟางไท่หยวนลืมตาขึ้น สิ่งที่เห็นตรงหน้าเป็นใบหน้างดงามสดใสราวกับบุปผาแรกแย้มท่ามกลางแสงจันทร์
เด็กสาวผู้นั้นดูงามสะพรั่งดุจแสงแรกของวันยามวสันต์ ดุจหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า คล้ายกับว่าร่างของนางนั้นส่องแสงระยิบระยับ…
“เจ้า…เจ้าเป็นใคร?”
จีอู๋ซวงเห็นตงฟางไท่หยวนฟื้นคืนสติ นางจึงถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “ข้าคือผู้ที่วิถีสวรรค์และบรรพชนเทพกระบี่ส่งมาเพื่อช่วยเจ้า”
ตงฟางไท่หยวน: “???”
อะไรนะ?
วิถีสวรรค์และบรรพชนเทพกระบี่ส่งคนมาช่วยนาง?
ทุกคำที่พูดมานั้น นางเข้าใจ แต่เมื่อนำมารวมกันกลับทำให้สับสน
จีอู๋ซวงยิ้มอ่อนพลางชี้ไปยังอักขระคำสาปบนแขนของตงฟางไท่หยวน
“อย่าคิดมากเลย เจ้ายินดีให้ข้าช่วยตรวจสอบหรือไม่?”
ตงฟางไท่หยวนค่อยๆซ่อนแขนที่มีคำสาปไว้ด้านหลัง กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มันมีคำสาปของสัตว์เทพ…”
“ข้ารู้ ข้ามาที่นี่เพราะคำสาปนี้เอง”
จีอู๋ซวงยกมือขึ้นเบาๆ เรียกแมวดำตัวหนึ่งลงมาอย่างสง่างาม มันดูคล้ายแมวธรรมดาแต่ท่วงท่ากลับงามสง่า แววตาสดใสราวกับดวงดาวที่ทอดมองตงฟางไท่หยวนด้วยความเยือกเย็นและลึกลับ
มันเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “มนุษย์ ข้าคือทายาทของไป๋เจ๋อ ข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาชีวิตของเจ้า บัดนี้จงฟังคำข้า”
จีอู๋ซวง: “……”
หากยามนี้ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด นางคงปรบมือให้เสี่ยวไป๋เย่สักสองสามที
เจ้าแมวตัวนี้มัน ‘วางมาด’ ได้ไม่เบาเลยจริงๆ!
จีอู๋ซวงไม่ยอมให้สถานการณ์สะดุด รีบเงยหน้าขึ้นและเอ่ยด้วยความหนักแน่น “เชื่อเราเถอะ เราจะทำสุดความสามารถเพื่อช่วยเจ้า”
เหตุใดจีอู๋ซวงและเสี่ยวไป๋เย่ถึงต้องสร้างบรรยากาศนี้ขึ้น?
ที่จริงแล้ว วิธีการรักษาของพวกนาง… ค่อนข้างจะเป็นแบบ ‘หมอเถื่อน’ นั่นคือการ ‘ตัด’ แขนของตงฟางไท่หยวนเพื่อขจัดคำสาป จากนั้นให้ร่างกายของตงฟางไท่หยวนพยายามฟื้นตัวด้วยตนเอง ใช้พลังชีวิตและความมุ่งมั่นที่เหลืออยู่ในการฝ่าฟันอุปสรรคนี้
แต่หากไม่กล่าวให้ดูน่าเชื่อถือเสียหน่อย เกรงว่าทันทีที่พวกนางลงมือ เหล่ามารด้านนอกนั่นอาจจะพุ่งเข้ามาซัดพวกนางก็เป็นได้…
ทว่า หากตงฟางไท่หยวนมีจิตใจที่เข้มแข็ง กอปรกับพลังรากวิญญาณแห่งแสงในตัวจีอู๋ซวงและพลังของไป๋เย่ นางย่อมสามารถผ่านพ้นอุปสรรคนี้ไปได้แน่นอน
จีอู๋ซวงอุ้มไป๋เย่ไว้ ทั้งนางและแมวต่างมองตงฟางไท่หยวนด้วยสายตาที่แน่วแน่ประสานกัน
“เจ้าพร้อมที่จะเชื่อในตัวเราหรือไม่?”
ตงฟางไท่หยวนไม่เคยพบแมวตัวใดที่ทั้งงดงามและสง่างามถึงเพียงนี้ ที่สำคัญไปกว่านั้นคือกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่แฝงอยู่รอบตัวมัน ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตที่มาจากโลกแห่งความฝัน
“ท่าน…ท่านคือทายาทของไป๋เจ๋อจริงหรือ?”
“แน่นอน”
“แต่ท่านกับเจ้าม้าสวรรค์ตัวนั้น…ทำไมถึงดูไม่เหมือนกันเลยเล่า?”
“อ้อ เรื่องนั้นน่ะหรือ?”
ไป๋เย่ยิ้มมุมปาก สะบัดหางแล้วเดินไปที่ร่างของม้าสวรรค์ จากนั้นใช้กรงเล็บสะกิดเบาๆ หยดเลือดสีเงินบริสุทธิ์หนึ่งหยดลอยออกจากหว่างคิ้วของม้าสวรรค์ และถูกดูดเข้าสู่ร่างกายของไป๋เย่ทันที
ทันทีที่พลังของไป๋เจ๋อในร่างนั้นหายไป ศพของม้าสวรรค์ก็ ฟู่ว สลายกลายเป็นผืนทรายละเอียดไป…
ไป๋เย่และม้าสวรรค์นั้นต่างก็ได้รับผลกระทบจากโม่หลานอีไปด้วยกัน และบัดนี้ ไป๋เย่ก็ได้คืนหยดเลือดไป๋เจ๋อนั้นกลับสู่รากเหง้าที่แท้จริงได้ดังเดิมเรียบร้อยแล้ว
ไป๋เย่ยิ้มอย่างพึงพอใจพลางเลียฟันแหลมเล็กของตน จากนั้นหันมามองตงฟางไท่หยวน “ตอนนี้เจ้าคงเชื่อแล้วใช่ไหม?”
ตามหลักแล้ว เมื่อไป๋เย่ได้กลืนหยดเลือดไป๋เจ๋อหยดสุดท้ายนี้เข้าไป มันควรจะมี ‘ร่องรอยการคืนสู่บรรพบุรุษ’ แต่แทนที่จะเปลี่ยนไป ขนสีดำของมันกลับดูเปล่งประกายดุจแพรไหมยามราตรี เรื่องนี้ทำให้จีอู๋ซวงสงสัยเล็กน้อย
แต่ถึงจะเป็นสีดำก็ตาม เสี่ยวไป๋เย่ของนางก็คือไป๋เจ๋อที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก
ตงฟางไท่หยวนกัดฟันพลางจ้องมองไป๋เย่ด้วยสายตาเป็นประกาย ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ข้าจะเชื่อท่าน แต่ข้ามีข้อร้องขอเล็กๆอย่างหนึ่ง…”
“ว่ามาเถอะ”
“ข้าขอสัมผัสท่านได้หรือไม่?”
จีอู๋ซวง: “?”
ไป๋เย่: “??”
อะไรกัน?
ข้าหวังดีมาช่วยเจ้า แต่เจ้ากลับมาอยากสัมผัสตัวข้าอย่างนั้นรึ?!
บทที่ 274: ไปเจ๋อทมิฬ
ไป๋เย่เตรียมจะพองขน แต่จีอู๋ซวงรีบยื่นมือปิดปากเจ้าแมวดำและส่งไป๋เย่ให้ตงฟางไท่หยวน “สัมผัสเลย สัมผัสให้เต็มที่ สัมผัสไปเถิด แต่หลังจากนี้เจ้าต้องเชื่อฟังเรา และถึงแม้จะเจ็บปวดเพียงใดก็อย่าท้อแท้ เพราะเจ้าเป็นอนาคตของแดนมาร!”
เรื่องอนาคตของแดนมารนั้น ตงฟางไท่หยวนไม่ทันฟังอีกต่อไปแล้ว…
ในหัวของนางมีเพียงคำว่า ‘สัมผัส สัมผัสให้เต็มที่’ เท่านั้น
"เฮะๆ เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะ..."
ไป๋เย่ถูกตงฟางไท่หยวนลูบคลำจนขนสวยสะพรั่งพองฟูไปหมด มีเพียงความคิดเดียวในหัวมันนั่นก็คือ ข้าไม่บริสุทธิ์แล้ว!
จีอู๋ซวงเห็นตงฟางไท่หยวนแสดงท่าทีราวกับ ‘ตาแก่ลามก’ ก็ได้แต่ยิ้มกระตุก เบนสายตามองออกไปทางอื่นช้าๆ พลางคิดในใจ ‘ไป๋เย่ อดทนนะ’
‘จีอู๋ซวง ท่านนี่มัน…’
จีอู๋ซวงต้อง ‘ปิดเสียงอัตโนมัติ’ เพราะไป๋เย่ด่าจนหยาบเกินจะทนฟัง
หลังจากตงฟางไท่หยวนสูดดมอุ้งเท้าแมวน้อยจนพอใจแล้ว จีอู๋ซวงก็ถึงกับตัวสั่นเล็กน้อย
คนเราไม่อาจตัดสินกันจากหน้าตาได้ ใครจะคิดว่าตงฟางไท่หยวนจะเป็น ‘ตัวประหลาด’ ขนาดนี้!
“แค่กๆ เรามาเริ่มกันเถอะ”
“ได้”
ตงฟางไท่หยวนถอนมือออกจากไป๋เย่อย่างแสนจะเสียดาย ไป๋เย่รีบวิ่งกลับมาที่จีอู๋ซวง ใช้ ‘หมัดแมว’ ตะปบนางซ้ำไปมา พลางร้อง “เหมียวๆ” อย่างขุ่นเคือง
จีอู๋ซวงยืนอยู่เฉยๆ รับหมัดแมวด้วยความ.อดทน พอไป๋เย่ตบจนเหนื่อยแล้ว นางจึงหยิบมีดธรรมดาออกมาจากมิติ มองไปยังตงฟางไท่หยวนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เพื่อจะขจัดคำสาปให้สิ้น เราจำเป็นต้องตรวจสอบว่าคำสาปกระจายไปถึงไหนแล้ว หากอยู่เพียงแค่หลังมือ เราจะตัดแขนเจ้าออก จากนั้นกระตุ้นพลังแห่งแสงเพื่อสร้างขึ้นมาใหม่ กระบวนการนี้จะยาวนานและเจ็บปวดยิ่ง เจ้ายอมทนไหวหรือไม่?”
ตงฟางไท่หยวน “…”
วิถีสวรรค์ให้ท่านมาช่วยข้าด้วยวิธีนี้รึ? หรือว่าท่านเป็นศัตรูกับข้ากันแน่?
แต่นางก็เข้าใจว่านี่คือโอกาสสุดท้ายของนาง จึงกัดฟันตอบอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้ายอมทำตามวิธีของท่าน แต่ถ้าคำสาปลุกลามเกินแค่หลังมือล่ะ…”
“เช่นนั้นเราจำเป็นต้องตรวจสอบทีละส่วนว่าคำสาปแพร่กระจายไปถึงไหน” จีอู๋ซวงชี้ไปที่ไหล่ของตงฟางไท่หยวน เอ่ยเสียงเรียบว่า “มีคนตั้งค่ายกลไว้เพื่อหยุดการแพร่ของคำสาป ข้าได้ตรวจสอบแล้ว คำสาปน่าจะหยุดที่ไหล่ แต่ก็ไม่แน่ มันอาจแพร่ไปยังอวัยวะภายในได้ ขณะรักษา ยิ่งตัดร่างกายมากเท่าไหร่ พลังที่ต้องใช้สร้างใหม่ก็จะยิ่งมากขึ้น หลังจากฟื้นตัวแล้ว ขั้นพลังฝึกตนอาจจะร่วงลงได้…”
“ร่วงลงไปถึงขั้นไหน?”
“ไม่แน่ใจ”
“ขั้นแก่นปราณทองคำหรือ?”
“มีความเป็นไปได้”
“สร้างรากฐาน?”
“นั่นก็เป็นไปได้…”
ตงฟางไท่หยวนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะและกล่าวว่า “หากแย่ที่สุดก็แค่ต้องกลับไปเริ่มต้นฝึกปราณใหม่เท่านั้น ลงมือเถิด”
จีอู๋ซวงถือมีดในมือไว้แน่น มองดูสีหน้าเด็ดเดี่ยวของตงฟางไท่หยวนก่อนจะฟันลงไปโดยไม่ลังเล
ฉึบ!
การใช้มีดธรรมดาตัดแขนผู้ฝึกตนขั้นทารกวิญญาณนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่าการใช้ดาบหรืออาวุธอื่นที่มีพลังวิญญาณจะยิ่งทำให้คำสาปรุนแรงขึ้น จีอู๋ซวงไม่สามารถเปิดเผยตัวตนหรือใช้เจตจำนงแห่งกระบี่ได้ การตัดแขนนี้จึงไม่ต่างจากการใช้มีดทื่อสับเนื้อ ต้องคอยเฉือนเนื้อทีละน้อยๆ
เลือดสดพุ่งกระจาย เปรอะเปื้อนชายแขนเสื้อของจีอู๋ซวง
ด้านนอกค่ายกล ตงฟางซ่งถึงกับเบือนหน้าหนีด้วยความสั่นสะท้าน ไม่กล้ามองอีกต่อไป
ทว่าโชคชะตาราวกับไม่เข้าข้างตงฟางไท่หยวน เพราะคำสาปได้ลุกลามจากหลังมือไปถึงท่อนแขน และลามขึ้นไปเรื่อยๆ…
จีอู๋ซวงกัดฟัน ก่อนจะตัดสินใจลงมือที่หัวไหล่แทน!
“อึ๊ก…” ความเจ็บปวดทำให้ใบหน้าของตงฟางไท่หยวนบิดเบี้ยว นางกัดฟันแน่นกลั้นลมหายใจไว้ไม่ให้เปล่งเสียงร้องออกมา
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดจีอู๋ซวงก็สามารถตัดแขนของตงฟางไท่หยวนได้สำเร็จ โชคดีที่คำสาปไม่ได้แพร่กระจายไปไกลกว่านั้น ทว่าในขณะที่จีอู๋ซวงและไป๋เย่เริ่มผ่อนลมหายใจ คำสาปกลับพุ่งออกมาจากแขนขาดๆข้างนั้นแล้วมุ่งเข้าหาจีอู๋ซวงทันที
ไป๋เย่ตื่นตระหนกรีบฟาดแขนขาดนั้นให้กระเด็นออกไป ก่อนจะพองขนทั่วร่าง ตั้งท่าปกป้องจีอู๋ซวงราวกับกำลังเผชิญศัตรูที่น่ากลัว เสียงขู่ต่ำๆดังออกมาจากลำคอของมัน
เมื่อแขนขาดถูกกัดกร่อนจนหมดสิ้น กลุ่มหมอกดำก็ลอยขึ้นจากน้ำหนองเป็นไอขุ่นมัวทั่วบริเวณ
ภายในพริบตา เสียงสะอื้นโศกเศร้าพลันดังกึกก้องไปทั่วผืนฟ้า หมอกดำขยายตัวจนกลายเป็นรูปร่างสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ที่ดูน่ากลัว ราวกับมีเขี้ยวเล็บดุร้ายที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
มันค่อยๆลืมตาที่ขุ่นมัวของมันและจ้องมองไป๋เย่แน่นิ่ง เผยเขี้ยวแหลมที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างด้วยความชั่วร้ายอันแรงกล้า
“ไป๋เจ๋อทมิฬ? ที่แท้ก็เป็นสายเลือดของผู้ทรยศ…”
หากกล่าวถึงไป๋เจ๋อนั้น ถือได้ว่าเป็นสัตว์เทพแห่งปัญญาที่รอบรู้ในอดีตกาลและอนาคต เข้าใจสรรพสิ่งทั้งปวง เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับพรจากฟ้าดิน เปี่ยมด้วยความงดงามและสติปัญญา
ทว่าในหมู่ไป๋เจ๋อกลับมี ‘เผ่าพันธุ์แปลกแยก’ อยู่หนึ่ง นั่นคือ ‘ไป๋เจ๋อทมิฬ’
ตามตำนานโบราณ ไป๋เจ๋อทมิฬถือเป็นตัวแทนแห่งภัยพิบัติ ไม่ใช่ภัยของสรรพชีวิต แต่เป็นภัยสำหรับเผ่าพันธุ์ไป๋เจ๋อเอง แต่แรกเริ่มนั้น ไม่มีใครสนใจคำเล่าลือนี้ จนกระทั่งวันหนึ่ง ไป๋เจ๋อทมิฬถือกำเนิดขึ้นจริง และการเสื่อมถอยของเผ่าพันธุ์ไป๋เจ๋อก็เริ่มจากมัน...
เพราะไป๋เจ๋อทมิฬได้พาเผ่าอื่นเข้าสู่แดนศักดิ์สิทธิ์ ทำให้สระโลหิตอันเป็นมรดกของไป๋เจ๋อถูกทำลาย ลบอนาคตของเผ่าพันธุ์ไป๋เจ๋อจากรากฐาน
และบัดนี้ เกิดะไรขึ้น?
ยังมีไป๋เจ๋อทมิฬอีกตัวหนึ่ง!
แถมยังเป็นไป๋เจ๋อทมิฬที่ได้รับคำสาปสายเลือดของพวกมันเอง หมายความว่าไป๋เจ๋อแปลกแยกนี้ได้สังหารและช่วงชิงมรดกสุดท้ายของเผ่าพันธุ์ไป๋เจ๋อไปด้วยหรือ?!
ไม่มีวันอภัย!
ไม่มีวันอภัยให้เด็ดขาด!
“พวกเจ้าอาจหาญถึงกับทำลายสายเลือดแห่งไป๋เจ๋อ! พวกเจ้าสมควรตาย!!!”
เสียงคำรามดังกึกก้องเสมือนมาจากยุคบรรพกาล ดวงวิญญาณสัตว์เทพปลดปล่อยพลังอาฆาตมหาศาล กลายเป็นคลื่นพลังขุ่นมัวที่ถาโถมปกคลุมฟ้าดิน ประหนึ่งต้องการดึงทั้งโลกเข้าสู่เหวนรกแห่งความแค้น
จีอู๋ซวงรีบดึงตงฟางไท่หยวนที่ไม่สามารถขยับตัวได้ให้มาหลบอยู่ด้านหลังของนาง ขณะที่เตรียมจะอุ้มไป๋เย่ขึ้นมา มันก็พลันขยายตัวขึ้นจนมีขนาดเท่าราชสีห์ตัวน้อย
ด้วยพลังจากปราณเสริมร่างของเถาเถี่ย การช่วยเหลือของจักรพรรดิ และหยดเลือดศักดิ์สิทธิ์ของไป๋เจ๋อ ไป๋เย่จึงดูแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
มันจ้องมองดวงวิญญาณสัตว์เทพตรงหน้า แม้จะเข้าขั้นหวาดกลัว แต่ก็ยังคงยืนหยัดไม่ขยับไปไหน ขนพองฟูทั่วร่าง พร้อมคำรามว่า “พวกเราไม่ได้ทำ! ม้านั่นไม่ใช่สายเลือดไป๋เจ๋อ มันขโมยมา!”
“ยังจะกล้าแถอีก!” ดวงวิญญาณสัตว์เทพตะโกนด้วยความอาฆาต ดวงตาทอแสงเกรี้ยวกราด “หากมันไม่ใช่สายเลือดไป๋เจ๋อ แล้วมันจะเข้าไปในสระโลหิตและรวมเข้ากับมรดกของพวกเราได้อย่างไร? ด้วยนามแห่งไป๋เจ๋อ ข้าจะลงโทษพวกเจ้าผู้ทรยศให้สาสม! พวกเจ้าต้องชดใช้ด้วยชีวิต ทั้งเจ้ากับพันธมิตรของเจ้า และสรรพชีวิตในแดนนี้จะต้องรับผลกรรมของพวกเจ้า!”
คลื่นพลังทำลายล้างก่อเป็นกระแสพายุรุนแรงปิดกั้นทุกเส้นทาง ราวกับมันตั้งใจจะให้ทุกคนต้องสังเวยชีวิต
จีอู๋ซวงตกใจอย่างยิ่ง รีบเรียกหาวิถีสวรรค์ แต่ก็พบว่ามันเงียบกริบไม่ตอบสนองใดๆ
บัดซบ!…เจ้าวิถีสวรรค์อ่อนแอ.จอมเจ้าเล่ห์ ช่วงสำคัญทีไรก็ล้มหายไม่เห็นหัวทุกที!
เมื่อเห็นไป๋เย่ที่ตัวสั่นแต่ยังคงยืนปกป้องอยู่ตรงหน้า จีอู๋ซวงก็ตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง นางคว้าไป๋เย่ขึ้นมา.กอดไว้ และหยิบขนเส้นหนึ่งออกจากมิติขึ้นมาชี้ไปที่ดวงวิญญาณสัตว์เทพ พลางตะโกนเสียงดังลั่น
“เดี๋ยวก่อน!!!”
แล้วดวงวิญญาณสัตว์เทพจะหยุดได้หรือ?
เจ้าแมลงตัวกระจ้อยนี้ มันไม่เคยคิดจะสนใจด้วยซ้ำ
ทว่าในขณะที่พลังอาฆาตเคลื่อนเข้ามา จู่ๆกลิ่นเหม็นรุนแรงก็ลอยขึ้นมาจากมือของเจ้าแมลงนั่น…
ดวงวิญญาณสัตว์เทพ: “???”
เดี๋ยวก่อน!
กลิ่นนี้มัน...
“อุก!” ดวงวิญญาณสัตว์เทพสั่นไปทั้งร่าง ขนพองฟูเต็มที่ พลางส่งเสียงอาเจียนออกมา “ไยถึงเหม็นถึงเพียงนี้…นี่มันกลิ่นของพวกสิ่งที่น่าเกลียดพวกนั้นใช่ไหม?” แถมยังเป็นตัวที่เหม็นที่สุดอีกด้วย! “รีบไปให้ห่างจากข้าเสียที!”
จีอู๋ซวง: “…”
จีอู๋ซวงมองดวงวิญญาณสัตว์เทพที่ดูราวกับขนลุกไปทั้งตัวด้วยความตกตะลึง นางก้มมองขนที่ถืออยู่ในมือ แล้วรวบรวมความกล้าก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว
จีอู๋ซวงก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว ดวงวิญญาณสัตว์เทพก็ถอยไปอีกก้าว แถมยังตัวสั่นสะท้านไปด้วย
พอนางก้าวต่อ มันก็ถอยไปอีก
นางถึงกับเบิกตากว้าง “!!!”
ใครจะไปคิดว่าขนของปรมาจารย์เถาเถี่ยจะมีฤทธิ์เช่นนี้ได้?
ไม่เสียทีที่เป็นอสูรร้ายในตำนาน ทุกส่วนของร่างกายล้วนมีค่าจริงๆ!
บทที่ 275: เสี่ยวไป๋เย่ ข้าเชื่อเจ้า
จีอู๋ซวงพลันนึกขึ้นได้ว่านอกจากขนของเถาเถี่ยแล้ว นางยังมีของล้ำค่ากว่านั้นติดตัวอยู่ นางขยับก้าวเข้าไปข้างหน้า ยื่นขวดหยกเล็กๆออกมาโดยหันปากขวดไปทางดวงวิญญาณสัตว์เทพ “รู้หรือไม่ว่าข้างในนี้คืออะไร? ถ้าเจ้าเข้ามาอีก ข้าจะไม่เกรงใจแล้วนะ จะสาดมันใส่หน้าเจ้าเลย!”
ดวงวิญญาณสัตว์เทพถึงกับตัวสั่น เพราะมันได้กลิ่นเหม็นรุนแรงที่พุ่งเข้ามาทันทีที่นางเปิดขวด
“นี่…นี่มันอะไร?”
“ฮ่าฮ่าฮ่า นี่คือน้ำลายของเถาเถี่ยไงล่ะ!”
“เจ้าไม่เชื่อหรือ? ลองเข้ามาดมดูสิ ข้าน่ะบอกแล้ว นี่คือน้ำลายของเถาเถี่ย!”
จีอู๋ซวงไม่ได้โกหก นี่คือน้ำลายของเถาเถี่ยจริงๆ!
ใช่แล้ว ตอนที่ปรมาจารย์เถาเถี่ยคาย ‘กระดูกหงเหมิง’ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่เรียกว่า ‘เหล็กกล้า’ ให้นาง มันก็มีน้ำลายเยิ้มๆติดมาอย่างน่าขยะแขยง จีอู๋ซวงเองก็รังเกียจ.ตอนนั้นไม่น้อย แต่ด้วยความที่นางยากจน ขนเถาเถี่ยบ้าง น้ำลายเถาเถี่ยบ้าง นางก็ลอบกวาดเก็บทุกอย่างไว้หมด
เห็นไหม ตอนนี้ได้ใช้งานจริงแล้ว!
ฮ่าฮ่าฮ่า
จีอู๋ซวงเห็นสีหน้าของดวงวิญญาณสัตว์เทพที่แทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความรังเกียจ นางรู้สึกสะใจยิ่งนัก “คราวนี้ เราพอจะนั่งลงพูดคุยกันอย่างสงบได้หรือไม่? เลิกทำท่าจะฆ่าจะแกงกันตลอดเวลาได้แล้ว เสี่ยวไป๋เย่ของข้านั้นจิตใจดีงาม ถ้าเกิดว่ากลัวขึ้นมาจะทำอย่างไร?”
“อีกอย่าง ตอนที่ข้าเจอเสี่ยวไป๋เย่ครั้งแรก มันก็บาดเจ็บอยู่ ข้าคิดว่าม้าสีขาวตัวนั้นอาจจะขโมยเลือดของเสี่ยวไป๋เย่ไป แล้วสร้างภาพลักษณ์เป็นทายาทของไป๋เจ๋อ”
ดวงวิญญาณสัตว์เทพหมั่นไส้จนแทบอยากจะตะโกนสวนกลับ “พูดจาไร้สาระ เลือดไป๋เจ๋อน่ะง่ายที่จะขโมยหรือไร!”
ดวงตาของดวงวิญญาณสัตว์เทพเบิกกว้างทันที เมื่อสังเกตเห็นว่าจีอู๋ซวงเหมือนจะอ่านใจมันออก นาง.ยกขวดน้ำลายเถาเถี่ยขึ้นขู่ฟ่ออีกครั้ง
ดวงวิญญาณสัตว์เทพ: “……”
เอาละ เอาละ ยอมก็ได้! เจ้านี่น่ากลัวจนไม่อยากเถียงด้วยแล้ว!!
มันจำใจต้องข่มความโกรธไว้พลางบีบจมูกตัวเองแล้วนั่งลงอย่างสง่างามต่อหน้าจีอู๋ซวง เชิดหน้าขึ้นสูงพลางกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้าดูตั้งใจนัก ข้าก็จะให้โอกาส เอาละ เอาหลักฐานมาให้ข้าดู หากเจ้าไม่มีหลักฐานละก็… ต่อให้ต้องทนกลิ่นเหม็นคลุ้งนี้ ข้าก็จะฆ่าพวกเจ้าให้หมด!”
จีอู๋ซวงกล่าว “ก่อนจะเริ่ม ข้ามีเงื่อนไขข้อหนึ่ง”
ดวงวิญญาณสัตว์เทพเผยเขี้ยวแหลมทันที “เจ้ากล้าตั้งเงื่อนไขกับข้ารึ?”
จีอู๋ซวงยิ้มยั่วเย้า พลางเอ่ยอย่างหน้าตาย “ทำไมจะกล้าไม่ได้ล่ะ? เพราะนอกจากข้าจะมีน้ำลายของเถาเถี่ยแล้ว… ข้ายังมีขี้ของเถาเถี่ยด้วยนะ!!!”
ดวงวิญญาณสัตว์เทพ: “???”
เสี่ยวไป๋เย่: “???”
เจ้าได้ยินที่ตัวเองพูดหรือไม่ นี่มันคำพูดแบบไหนกัน!
ดวงวิญญาณสัตว์เทพถึงกับมึนงงด้วยความขยะแขยงไปชั่วขณะ ลืมคิดไปว่าคำพูดของจีอู๋ซวงจะจริงหรือเท็จ ได้แต่กัดฟันพูดอย่าง.อดทนว่า “เจ้าต้องการอะไรกันแน่!”
จีอู๋ซวงดึงตัวตงฟางไท่หยวนเข้ามา “ช่วยรักษานางก่อน แล้วพาออกไป จากนั้นเราค่อยคุยกันต่อ”
ดวงวิญญาณสัตว์เทพตีหางไปมาด้วยอาการรำคาญและพร้อมจะระเบิดใส่ได้ทุกเมื่อ “ปราณแสงบริสุทธิ์ในตัวเจ้าคือรากวิญญาณระดับสูง คิดหรือว่าแค่จะฟื้นฟูแขนให้แมลงตัวน้อยนี้แล้วจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเจ้า?”
จีอู๋ซวงกะพริบตาอย่างใสซื่อ “แต่ข้าอยู่ในขั้นปราณก่อกำเนิดเองนะ! ส่วนนางอยู่ในขั้นทารกวิญญาณเลยนะ!”
ดวงวิญญาณสัตว์เทพชี้ไป๋เย่ด้วยกรงเล็บ “แต่เจ้าก็ยังมีไป๋เจ๋อทมิฬนี่อยู่ไม่ใช่หรือ? คิดหรือว่ามันจะไม่มีความสามารถในเรื่องเล็กๆน้อยๆเช่นนี้?”
จีอู๋ซวงแสร้งถอนหายใจ กล่าวด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า “เจ้าต้องถามตัวเองแล้วล่ะ ไป๋เย่ของข้าเกิดมาด้วยตัวเอง ไม่มีผู้อาวุโสคอยสอนสั่ง มันไม่รู้อะไรสักอย่าง แล้วจะให้มันช่วยคนได้อย่างไร?”
“ข้าก็.อดสงสารมันไม่ได้จริงๆ หากข้ารู้แต่แรกว่าผู้ใหญ่ในเผ่าพันธุ์ของมันดันทึ่ม หัวโบราณ และไร้ปัญญาถึงเพียงนี้ ถึงขั้นจะตัดสินมันด้วยความผิดบรรพบุรุษ ข้าคงให้เสี่ยวไป๋เย่ไปขอเป็นศิษย์ของเถาเถี่ยตั้งแต่แรกแล้ว ให้เถาเถี่ยพามันไปเสียเลย! อย่างน้อยเถาเถี่ยอาจจะเป็นอสูรร้ายในยุคโบราณ แต่สมองก็กระจ่างแจ่มใสดี หาได้เลอะเลือนเหมือนบางตัวที่นี่”
จีอู๋ซวงพูดไปพลางลูบหัวไป๋เย่ไปด้วย “ใช่ไหมล่ะ เจ้าแมวน้อยหัวทึ่ม?”
ไป๋เย่: “…”
ดวงวิญญาณสัตว์เทพ: “…”
เจ้าหนูนี่ช่างประชดประชันนัก แม้แต่แมวของตัวเองยังไม่เว้น
ดวงวิญญาณสัตว์เทพไม่อยากฟังคำพูดไร้สาระของจีอู๋ซวงอีกต่อไป หากต้องฟังอีก มันเกรงว่าตนเองจะกลายเป็นวิญญาณที่เสียสติเต็มตัว
กล่าวตามตรง มันดำรงอยู่มานานถึงเพียงนี้ แม้จะสละตนเพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์ไป๋เจ๋อ มันก็เคยเห็นการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดิน กาลเวลาผ่านไปไม่รู้กี่หมื่นปี แต่เด็กสาวอย่างจีอู๋ซวงที่ทำให้มันหัวเสียได้ถึงเพียงนี้ มันก็เพิ่งจะเคยพบเจอเป็นครั้งแรก
ดวงวิญญาณสัตว์เทพพ่นลมเบาๆ ทันใดนั้น ดวงดาวนับไม่ถ้วนก็พลันไหลมารวมตัวกันกลางผืนฟ้า งดงามจนจีอู๋ซวงถึงกับตะลึง
“ยังจะยืนอึ้งอยู่อีก? รีบเชื่อมต่อกับฟ้าดินเสีย แล้วเติมพลังวิญญาณเข้าไปในร่างมนุษย์นี้เร็วเข้า!”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
“หลังจากนั้นอะไร?”
“แค่เติมพลังเข้าไปแล้วแขนจะงอกใหม่ได้เลยหรือ?”
ดวงวิญญาณสัตว์เทพคิดอยากด่าหลายคำ…เด็กสาวคนนี้ดูเจ้าเล่ห์นัก แต่จริงๆแล้วก็จะโง่เง่าไปหน่อย
พื้นฐานของผู้ที่มีรากวิญญาณแห่งแสงคือการรักษา ซึ่งสามารถทำได้ง่ายดายราวกับการหายใจ แล้วนางที่มีรากวิญญาณแห่งแสงทำไมถึงไม่รู้เรื่องนี้เลย?
จีอู๋ซวงจ้องไปยังดวงวิญญาณสัตว์เทพด้วยดวงตาใสซื่อไร้เดียงสา จ้องเขม็งไม่วางตา ริมฝีปากของมันกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะยอมแพ้ให้กับท่าทีของนางและหันไปมองไป๋เย่แทน
“เจ้าน่ะ มาทำแทน!”
“ข้า?”
ไป๋เย่ผงะไปเล็กน้อย ดูเหมือนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ดวงวิญญาณสัตว์เทพกล่าวว่าการเป็นไป๋เจ๋อทมิฬนั้นถือเป็นลางร้าย หากมันเป็นคนรักษาให้ตงฟางไท่หยวน เช่นนั้นจะถือว่าเป็นการนำโชคร้ายมาสู่นางหรือไม่?
"ข้า...ข้าทำไม่ได้หรอก..."
ไป๋เย่ก้มหน้าลง ใช้กรงเล็บค่อยๆเกาปลายพื้นอย่างไม่มั่นใจนัก จนกระทั่งมีฝ่ามืออันอ่อนโยนมาลูบหัวของมันเบาๆ ความ.อบอุ่นนั้นก็พลันมอบความมั่นใจและพลังใจให้มัน
“วางใจเถอะ ทำให้เต็มที่ไปเลย ข้าจะคอยสนับสนุนเจ้าเอง”
จีอู๋ซวงคิดว่า หากการรักษาครั้งนี้ไม่สำเร็จ ก็จะให้วิถีสวรรค์รักษาตงฟางไท่หยวนแทน เมื่อวิถีสวรรค์ลงมือ ย่อมมีความหวังแน่นอน แต่หากยังไม่สำเร็จ นางก็จะพาตงฟางไท่หยวนออกจากที่นี่ไปยังสามพันโลกเบื้องบนเพื่อหาโอสถเซียนมารักษาแขนขาดๆเช่นนี้ นางไม่กลัวหรอกว่าจะรักษาไม่ได้
ไป๋เย่จ้องมองนางด้วยดวงตากลมโตอันขุ่นมัวเล็กน้อย มันคิดว่าความโชคดีที่สุดในชีวิตนี้คือการได้พบกับจีอู๋ซวง ในเวลาที่เผ่าพันธุ์และเทพผู้พิทักษ์ของมันเห็นว่ามันเป็นลางร้าย มีเพียงนางเท่านั้นที่เชื่อมั่นในตัวมัน
ดีเหลือเกิน…
จีอู๋ซวง การได้พบท่าน…ช่างดีเหลือเกิน
จีอู๋ซวงมองไป๋เย่ที่ทำหน้าเศร้าได้อย่างน่าเอ็นดู นาง.อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดใจ ใช้มือเช็ดน้ำตาออกจากหน้าแมวอย่างลวกๆ ก่อนจะยื่นหน้าผากมาแตะเบาๆกับหน้าผากของมัน
"เสี่ยวไป๋เย่ ข้าเชื่อเจ้า”
ไป๋เย่รู้สึกถึงความ.อบอุ่นที่แผ่ไปทั่วร่างจากหน้าผากที่สัมผัสกับจีอู๋ซวง มันรู้สึกอายจนหน้าร้อนผ่าว ถึงแม้ขนฟูๆของมันจะปิดบังไว้ก็ตาม หากขนบนหน้าไม่บังไว้ จีอู๋ซวงคงได้เห็นใบหน้าที่แดงก่ำไปแล้ว
ครั้นรู้สึกตัวได้ก็รีบใช้สองกรงเล็บดันหน้าของจีอู๋ซวงให้ห่างออกไป พึมพำอุบอิบว่า “เลิกทำอะไรน่าอายได้แล้ว ข้า…ข้าก็เชื่อมั่นในตัวเองได้เหมือนกัน ท่าน…ท่านไปไกลๆข้าหน่อยสิ…”
ใบหน้าของจีอู๋ซวงถูกดันจนบิดเบี้ยว นางบ่นเบาๆว่า “ทำไมล่ะ ข้าแค่จะกอดเจ้า เจ้าไม่ชอบหรือ? ตงฟางไท่หยวนยังได้ลูบอุ้งเท้าเจ้าทั้งสี่ข้างเลยนะ!”
ไป๋เย่: “!!!”
หยุดพูดเลย!
เทพผู้พิทักษ์ยังอยู่ตรงนี้ ข้ามีศักดิ์ศรีนะ!
เสี่ยวไป๋เย่พองขนฟูออกมาด้วยความอับอายและโมโห ก่อนจะหนีออกจากอุ้งมือของจีอู๋ซวง มันเริ่มปลดปล่อยพลังรับแสงแห่งดวงดาวเข้ามาในตัวตามสัญชาตญาณในการรักษา และส่งพลังเหล่านั้นเข้าไปในร่างของตงฟางไท่หยวน
ไม่นานนัก แขนของตงฟางไท่หยวนก็งอกขึ้นมาใหม่ พอร่างกายสมบูรณ์ ดวงวิญญาณสัตว์เทพก็ตบตงฟางไท่หยวนให้กระเด็นไปไกลราวกับไร้เยื่อใยใดๆ พลางสะบัดหางย้ำว่า “ตอนนี้เรื่องมันจบแล้ว อย่าได้เอาของเถาเถี่ยออกมาอีกเป็นอันขาด”
“เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว” จีอู๋ซวงรีบเก็บขนและน้ำลายเถาเถี่ยใส่ศิลามิติ ซึ่งเป็นวัตถุธรรมดาที่ไม่ได้รับผลกระทบจากพลังใด
แต่ดวงวิญญาณสัตว์เทพรู้ทัน คราวนี้มันสะบัดหางทีเดียวก็ผลักศิลามิติเหล่านั้นออกไปนอกค่ายกลทันที
เจ้าหนูน้อย คิดจะขู่ข้าเป็นครั้งที่สองหรือ? ไม่มีวันเสียหรอก!
จีอู๋ซวง: “…”
เจ้านี่มันช่างคิดเล็กคิดน้อยจริงๆ
บทที่ 276: ถูกกลืนกิน
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดจากเถาเถี่ยหลงเหลืออยู่ ดวงวิญญาณสัตว์เทพก็ถอนหายใจเบาๆ สายตาลึกล้ำทอประกายราวดวงดาวนับไม่ถ้วนในฟากฟ้า จ้องไปยังจีอู๋ซวงและไป๋เย่ “พวกเจ้าบอกว่า…มันไม่ใช่ทายาทของไป๋เจ๋อ?”
จีอู๋ซวงพยักหน้า “ใช่แล้ว มันไม่ใช่ทายาทของไป๋เจ๋อแน่นอน”
“แล้วเจ้ามีเหตุผลอันใดที่บอกเช่นนั้น?”
จีอู๋ซวงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าเรื่องของโม่หลานอีให้มันฟัง แต่พอฟังจบ ดวงวิญญาณสัตว์เทพกลับหัวเราะเย้ยหยัน ราวกับเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เลยสักนิด
ใครกันที่จะพลัดหลงเข้าสู่สถานที่สืบทอดของไป๋เจ๋อ แล้วยังบังเอิญได้รับโลหิตคำสาปของทายาทต้องสาป บังเอิญผ่านเข้าสระโลหิต และกลับออกมาได้อย่างปลอดภัยในดินแดนที่กันดารและเสื่อมโทรมเช่นนี้?
ช่างเหลวไหล!
จะมีเหตุบังเอิญมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร?
“แล้วเจ้ามีหลักฐานหรือไม่?”
หลักฐาน?
หลักฐานเดียวที่มีคือมิติเฉพาะตัวของโม่หลานอี แต่มิตินั้นหายไปตั้งนานแล้ว จะหาหลักฐานได้อย่างไร?
“ข้าไม่มี”
“ไม่มี? แล้วข้าจะเชื่อพวกเจ้าได้อย่างไร?”
"ข้าสาบานต่อฟ้าดินเพื่อพิสูจน์ได้ว่าข้าไม่ได้โกหก หากข้าพูดเท็จ ขอให้ฟ้าผ่าข้าลงมาเดี๋ยวนี้!"
มุมปากดวงวิญญาณสัตว์เทพพลันกระตุก ดูราวกับอยากจะกลอกตาขึ้นด้วยความหงุดหงิด
“เจ้าเห็นข้าเป็นตัวโง่งมใช่ไหม? เจ้าน่ะร่วมมือกับวิถีสวรรค์ในแดนนี้ เจ้าให้คำสาบานกับมันย่อมไร้ค่า ถ้าจะสาบานจริงๆ ก็จงสาบานกับข้าดีกว่า!”
จีอู๋ซวงกล่าว “ถ้าท่านยืนยันเช่นนั้น ข้าก็พร้อมจะสาบานกับท่าน”
“…เจ้าเด็กนี่ ใจกล้าหน้าหนาจริงๆ!”
ดวงตาของดวงวิญญาณสัตว์เทพหรี่ลงช้าๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ถ้าอยากให้ข้าเชื่อพวกเจ้า ก็ให้ข้าตรวจสอบวิญญาณของเจ้าสิ”
มันไม่อาจเชื่อใครได้ นอกจากจะได้เห็นด้วยตาของตนเอง มันต้องการเห็นความทรงจำของนาง เพื่อให้รู้ว่าทุกสิ่งที่นางเล่าถึง ‘บุตรแห่งโชคชะตา’ และจุดจบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของเผ่าพันธุ์ไป๋เจ๋อนั้นเป็นจริงหรือไม่
ถ้าทั้งหมดนี้คือความจริง ก็แสดงว่าเผ่าพันธุ์ไป๋เจ๋อสิ้นอายุขัยแล้ว ไม่อาจโทษฟ้าดินหรือวิถีสวรรค์ได้
สายตาของจีอู๋ซวงแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบแฝงอันตรายอยู่ในที “เจ้าต้องการตรวจสอบวิญญาณข้า?”
ดวงวิญญาณสัตว์เทพเห็นสีหน้าและท่าทีของนางก็รู้ได้ทันทีว่านางมีบางสิ่งที่นางต้องการปิดบัง จึงยิ้มเย็นกล่าวว่า “ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายวิญญาณเจ้า ไม่ต้องกังวล”
“ถ้าข้าไม่ยินยอมเล่า?”
“หากเจ้าไม่ยินยอม ก็เท่ากับเจ้าพูดเท็จ ข้าจะให้พวกเจ้าทั้งหมดสังเวยชีวิตเพื่อเผ่าพันธุ์ไป๋เจ๋อ!”
“ท่านจะดึงดันเช่นนี้จริงหรือ?”
“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า?”
“ดี!”
จีอู๋ซวงหัวเราะเย็นเยือก นางพลันชักกระดูกที่ดูแปลกตาขึ้นมาจากด้านหลัง ทว่าไม่ใช่กระดูกธรรมดา กระดูกนี้ค่อยๆเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นกระบี่ยาวที่ส่องประกายเย็นยะเยือก พลันปล่อยพลังลึกลับแผ่ออกมาจากคมกระบี่ ทำเอาผืนฟ้าสั่นสะท้านเบาๆ
ดวงวิญญาณสัตว์เทพจ้องมองกระบี่นั้นครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยความตกใจ “กระดูกหงเหมิง? เจ้าได้มันมาได้อย่างไร?!”
จีอู๋ซวงลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพลางรวบแขนเสื้อ นางคว้าต้นคอของไป๋เย่ดึงมันมาหลบด้านหลังพร้อมเอ่ยเรียกเพลิงไท่ซวี สร้างท่วงท่าแข็งแกร่งปานพยัคฆ์และมังกรประหนึ่งจะประกาศว่า ‘ใครก็อย่าคิดมาแหยม!’
“ข้าได้กระดูกหงเหมิงมาอย่างไร เจ้าจะสนทำไมกัน? ในเมื่อเจ้าไม่เชื่อข้า เช่นนั้นก็มาสู้กันเถิด! ข้าไม่ได้กลัวว่าเจ้าจะเหนือข้า!”
ดวงวิญญาณสัตว์เทพจ้องเปลวไฟเจิดจ้าที่ปรากฏขึ้นแล้วเอ่ยว่า “เพลิงไท่ซวี?”
จีอู๋ซวงเผยรอยยิ้มมั่นใจ “ใช่แล้ว เพลิงไท่ซวี เจ้าเป็นวิญญาณสัตว์แห่งไป๋เจ๋อ น่าจะรู้ดีว่าไฟนี้ติดอันดับห้าของเปลวเพลิงแห่งสวรรค์ในแดนนี้!”
อีกฝ่ายกลับโบกหางใหญ่ของมันเบาๆ พลางหรี่ตาลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ข้ารู้แน่นอน นอกจากนั้นมีอะไรอีกไหม?”
“นอกจากนั้น?”
“หึ…” ดวงวิญญาณสัตว์เทพหัวเราะเบาๆ ปลายหางดูเหมือนจะสั่นสะเทือนด้วยความเพลิดเพลิน “วิญญาณกึ่งเซียน กระดูกกระบี่หงเหมิง เพลิงไท่ซวี อาวุธของเจ้าดีจริงๆ ทว่าต่อให้ทั้งหมดรวมกันก็ยังทำร้ายข้าไม่ได้ เจ้าไม่มีอะไรอีกแล้วหรือ?”
จีอู๋ซวง: “…”
อีกฝ่ายมองออกว่านางเป็นเพียงกึ่งเซียน?
ขณะที่จีอู๋ซวงรู้สึกเหมือนถูก ‘เหยียดหยาม’ ภาพแผนทำนายฟ้าก็ปรากฏขึ้นมาแล้วครอบลงที่หน้าผากของนาง ตั้งท่าตื่นตัวปกป้องนางเต็มที่ แต่ดวงวิญญาณสัตว์เทพก็หัวเราะลั่นยิ่งกว่าเดิม “แม้จะรวมแผนภาพทำนายฟ้า ก็ยังไม่พอหรอกนะ”
จีอู๋ซวง: “…”
สามสิ่งคู่ใจ: “…”
ขอบใจนะ…ดูเหมือนจะถูกเยาะเย้ยอย่างแรงเลยทีเดียว
“ถ้าพวกเจ้ายอมถอยและส่งตัวผู้ทรยศมาให้ข้า ข้าจะละเว้นชีวิตเจ้า ตกลงไหม?” เสียงดวงวิญญาณสัตว์เทพแฝงพลังเย้ายวนใจ “สัญญาของเจ้าเป็นเพียงสัญญาทั่วไป เมื่อต้องเจอภัยใหญ่ก็ต่างคนต่างหนี นั่นย่อมเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล”
ทันทีที่เสียงเงียบลง ดวงวิญญาณสัตว์เทพก็กระจายออกเป็นสัญลักษณ์ดาวอันเรืองรอง แต่ละสัญลักษณ์เปี่ยมด้วยพลังที่หยั่งรู้ถึงสรรพสิ่งทั้งปวง นี่คือพลังของเผ่าพันธุ์ไป๋เจ๋อที่รู้ถึงเรื่องราวทั้งปวงในโลกแห่งเทพและปีศาจ
ในเขตแดนสัตว์เทพแห่งนี้ ทั้งจีอู๋ซวง แผนภาพทำนายฟ้า กระดูกหงเหมิง และเพลิงไท่ซวีต่างดูโปร่งใสไร้ความหมายไปทันที
จีอู๋ซวงกำกระดูกหงเหมิงแน่นแล้วจู่ๆก็แย้มยิ้มท้าทาย
“เจ้าพลาดแล้ว…”
“พลาดอะไร?”
“ในหมู่มนุษย์ของเรา คำกล่าวที่ว่า ‘เมื่อถึงคราวภัย ต่างคนต่างหนี’ ยังมีประโยคข้างหน้าอยู่นะ ว่า ‘สามีภรรยาก็เหมือนนกในป่าเดียวกัน’ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับเสี่ยวไป๋เย่นั้น มั่นคงยิ่งกว่าสามีภรรยาเสียอีก!”
ครืน!
ดวงวิญญาณสัตว์เทพไม่คิดว่าเด็กสาวตัวเล็กๆอย่างจีอู๋ซวงจะกล้าเข้าจู่โจมก่อน นางกระโดดขึ้นสูง กระบี่พุ่งทะยานทะลุฟ้าราวกับจะฉีกสวรรค์เป็นเสี่ยง แม้ถูกฟาดด้วยหางอันทรงพลังจนปลิวกระเด็นไปไกล ทว่าความมุ่งมั่นในเจตจำนงแห่งกระบี่ก็ยังไม่สิ้นสุด สุดท้ายยังสามารถฟาดฟันจนทำลายสัญลักษณ์บางตัวของดวงวิญญาณสัตว์เทพแตกกระจายได้
สัญลักษณ์เหล่านั้นส่องประกายแสงดาวระยิบระยับ กระจัดกระจายไปในอากาศ ดวงตาของดวงวิญญาณสัตว์เทพจ้องมองนางด้วยสายตาที่ลึกล้ำจนยากที่จะอ่านความนัย
“เจ้าหนู เจ้าจะไม่ยอมจริงๆหรือ?”
“ไม่ยอม!”
“ดี…”
เสียงกึกก้องดังกระหึ่มทั่วทั้งเขตแดน
แสงดารารวมตัวกลายเป็นภูเขายักษ์ กดทับลงบนร่างของจีอู๋ซวง จนร่างของนางถูกกดให้จมลึกลงไปยังจุดที่ห่างไกลเหมือนดวงดาราระยิบระยับ เพลิงไท่ซวีถูกปิดผนึก ความสามารถของแผนภาพทำนายฟ้าก็ถูกบดบัง อีกทั้งกระบี่หงเหมิงยังถูกมือโครงกระดูกนับไม่ถ้วนดึงดูดและตรึงให้ค่อยๆจมลงไป
เสียงกระดูกของนางลั่นดัง กร็อบแกร๊บ… จนแทบขยับตัวไม่ไหว
บัดซบ! เขตแดนสัตว์เทพช่างแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ในขณะที่แรงกดดันมหาศาลแทบทำให้วิญญาณของนางแหลกสลาย จู่ๆไป๋เย่ก็กระโจนขึ้นไปเผชิญหน้ากับดวงวิญญาณสัตว์เทพอันยิ่งใหญ่ แม้ตนเองจะเล็กจ้อยราวกับแมวตัวหนึ่งในจักรวาลอันกว้างใหญ่
มันพุ่งชนภูเขาด้วยตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยายามทำลายภูเขานั้นเพื่อปกป้องจีอู๋ซวง และคำรามก้องด้วยเสียงอันทรงพลัง
“ข้ายอมคืนให้พวกเจ้าแล้ว! ข้าจะคืนเลือดเนื้อทั้งหมดให้พวกเจ้า!”
“เลือดทุกหยด กระดูกทุกชิ้นของข้า ข้าจะคืนให้พวกเจ้า...”
“แต่อย่าทำร้ายนาง!”
“อย่าทำร้ายจีอู๋ซวง!”
“อย่าทำร้ายนาง!”
นางคือแสงสว่างที่นุ่มนวลที่สุดที่มันเคยมีมาในชีวิตอันยาวนาน
มันรู้อยู่เสมอ…
มันรู้อยู่แล้วว่า…ตนเองไม่เคยได้รับการยอมรับจากเผ่าพันธุ์ ไม่เคยมีสิทธิ์สืบทอด.มรดก จึงกลายเป็นแมวตัวเล็กๆที่ร้องเรียกไปวันๆ ไม่สามารถฝึกปราณขั้นสูงได้...
จนกระทั่งได้พบกับนาง ได้อยู่ข้างกายนาง ได้รับความรักจากนาง กลายเป็นคู่หูของนาง ผ่านวันเวลาเหล่านี้มาด้วยกัน มันรู้สึกพึงพอใจยิ่งแล้ว
ในเมื่อชีวิตนี้คือบาปตั้งแต่เกิด…
มันก็พร้อมจะคืนทุกอย่างให้
ชีวิตเช่นนี้ มันไม่ต้องการแล้ว!
จีอู๋ซวงได้ยินเสียงร้องแหบแห้งและปวดร้าวของไป๋เย่ นางพลันสูดหายใจเข้าลึก จ้องดวงตาสีชาดไปยังดวงวิญญาณสัตว์เทพ แม้สภาพจะดูย่ำแย่เพียงใด แต่แววตาของนางก็แฝงไว้ด้วยความแน่วแน่
หากมันกล้าทำร้ายเสี่ยวไป๋เย่! วันนี้จะเป็นวันตายของมัน หรือไม่ก็เป็นวันที่ไป๋เจ๋อต้องพบจุดจบอย่างแท้จริง!!!
ดวงวิญญาณสัตว์เทพ.มองลงมาอย่างไม่ไยดี ราวกับมองเพียงมดตัวหนึ่ง
ผ่านไปเนิ่นนาน
ดวงวิญญาณสัตว์เทพฉีกยิ้มกว้าง ก่อนจะโน้มตัวลงกลืนร่างของไป๋เย่เข้าไปทั้งตัว!
กลืนกินทั้งตัวของเจ้าแมวตัวน้อย…
ถูกกลืนลงไปอย่างสะอาดหมดจด แม้แต่ขนสักเส้นก็ไม่เหลือไว้!!
จีอู๋ซวงจ้องมองภาพตรงหน้า ยามนี้ราวกับวิญญาณของนางหลุดลอยไปชั่วขณะ นางยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่นาน จนกระทั่งเสียง ‘กร้วมกร้วม’ จากการเคี้ยวที่ฟังดูพึงพอใจของดวงวิญญาณสัตว์เทพทำให้นางแทบเสียสติ!
[1] สามีภรรยาก็เหมือนนกในป่าเดียวกัน สื่อถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในยามปกติ แต่หากต่อด้วยคำว่า เมื่อถึงคราวภัย ต่างคนต่างหนี จะเป็นการเปรียบเปรยถึงการเผชิญอุปสรรคที่อาจทำให้ความสัมพันธ์แตกหักได้
บทที่ 277: นั่งเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
“อ๊าก!!!”
นางกำมือแน่น กัดฟันรวบรวมพลังทั้งหมดเพื่อจะฝ่าภูเขาที่กดทับออกไป แต่ในร่างของนางมีสิ่งที่เปรียบเสมือน ‘ตรวน’ รัดตรึง พวกมันเปรียบดังปีศาจหิวโหยที่คอยดูดกลืนพลังชีวิตของนางไม่หยุด
นี่เป็นครั้งแรกที่จีอู๋ซวงสัมผัสได้ถึงความทรมานอัน ‘มีชีวิต’ จากรากวิญญาณปรสิตนี้
แค้นนัก! แค้นนัก! แค้นนัก!
นางกระอักเลือดไม่หยุด แต่ไม่สนใจสิ่งใด เพียงคอยรวบรวมปราณกระบี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปลดปล่อยพลังเหล่านั้นให้พุ่งทะลวงผ่านร่างกายของตนเอง โลหิตสดๆ ไหลรินออกมาจากรอยแผล
รากวิญญาณปรสิตบัดซบนี่!
นางต้องขุดมันออกมาให้ได้!
แต่อาวุธของตงฟางหลี่ที่ใช้เพื่อตัดรากวิญญาณนั้นถูกเก็บไว้ในแหวนมิติ ทว่าที่นี่ไร้กฎเกณฑ์ใดๆ ทำให้ไม่สามารถเรียกสิ่งใดจากแหวนนั้นออกมาได้
จะทำอย่างไร?
คิดสิ คิดหาวิธี!
เสี่ยวไป๋เย่กำลังรอให้ข้าช่วยมัน!
ทันใดนั้น ประกายความคิดพลันแวบขึ้นในหัวของจีอู๋ซวง แม้จะไม่มีอาวุธ แต่นางมีปราณแห่งกระบี่นี่นา!
นางจำอักขระบนอาวุธนั้นได้แล้ว แม้จะไม่รู้ความหมาย แต่หากเลียนแบบพอเป็นพิธีก็ไม่เสียหายอะไร
นางจะใช้จิตสัมผัสวาดอักขระเหล่านั้นลงบนปราณแห่งกระบี่ เท่านี้ก็น่าจะสามารถดึงรากวิญญาณปรสิตออกมาได้!
ใช่แล้ว!
ทำตามแผนนี้!
จีอู๋ซวงนั้นแม้จะเพิ่งเริ่มต้นเรียนรู้เรื่อง ‘อักขระแห่งเต๋า’ และไม่เคยลองวาดอักขระด้วยจิตสัมผัสมาก่อน แต่ในเขตแดนนี้ไม่มีวิถีสวรรค์ใดคอยรั้งนางไว้ แล้วนางจะกลัวอะไรอีกเล่า!
นางกัดปลายลิ้นจนรู้สึกเจ็บแสบเพื่อทำให้จิตใจคงความกระจ่าง จากนั้นค่อยๆบีบอัดปราณแห่งกระบี่จนเป็นรูปร่างชัดเจน ก่อนจะวาดอักขระแห่งเต๋าลงไปด้วยจิตสัมผัส…
ในไม่ช้า มีดสั้นที่ประกอบจากอักขระและปราณแห่งกระบี่ก็ปรากฏขึ้นในมือของนาง
ทั้งที่มีรูปร่าง...และไม่มีรูปร่าง
จีอู๋ซวงไม่ลังเลที่จะใช้มันแทงเข้าท้องตัวเองเพื่อขุดรากวิญญาณปลอมออกมา ทว่าทันใดนั้น ดวงวิญญาณสัตว์เทพกลับตะโกนร้องเสียงหลง!
"อ๊าก! เจ้ากำลังทำบ้าอะไร! หยุดเดี๋ยวนี้นะ เจ้าเด็กบ้า!"
ดวงวิญญาณสัตว์เทพถึงกับทนไม่ไหว มัน “อ๊อก! ถุย!” แล้วพ่นไป๋เย่ออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว เจ้าแมวน้อยกลิ้งตัวไปมาบนพื้นด้วยความงุนงง ก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นและมองไปรอบๆด้วยสีหน้าสับสน
เกิดอะไรขึ้น?
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
แล้วจีอู๋ซวงอยู่ไหน?
ไป๋เย่มองไปรอบๆ จนเจอนางที่กำลังถูกเจ้าขนฟูสีขาวตัวใหญ่ทับอยู่
“ปล่อยข้านะ!”
“ปล่อยเจ้าอย่างนั้นรึ!?”
ดูเหมือนพวกเขากำลังยื้อแย่งอะไรบางอย่างกันอยู่?
ไป๋เย่ดีดตัวขึ้น ร้อง “เหมียว เหมียว” วิ่งไปช่วยจีอู๋ซวงทันที!
“อย่ามาแย่งของของจีอู๋ซวงนะ!”
ผลก็คือ เจ้าแมวน้อยโดนขนสีขาวฟาดอย่างหนัก แถมยังโดนด่าอีกชุดใหญ่ “เจ้าดูไม่ออกหรือไงว่านางกำลังจะทำอะไรโง่ๆ!”
“ไสหัวไป เจ้าตัวเหม็น!”
“ถอยไปเลย!!”
เจ้าแมวขนขาวกระโดดเตะไป๋เย่กระเด็นออกไป แล้วสลายภูเขาที่ทับตัวจีอู๋ซวงออก ใช้กรงเล็บจับเสื้อนางแน่น พร้อมตะโกนด่าใส่หน้าอย่างเกรี้ยวกราด
“เจ้าคิดจะทำบ้าอะไร? เจ้าอยากตายหรือ! ไม่รู้หรือว่าอักขระที่เจ้าใช้นั่นคืออะไร? กล้าแทงเข้าร่างตัวเองได้อย่างไร!? เจ้าไปคลุกคลีอยู่กับเถาเถี่ยมากเกินไปหรือ สมองถูกมันรมจนเหม็นไปหมดแล้วหรือไร!? หรือว่าน้ำเข้าหัวเจ้าไปแล้ว? พูดสิ!”
จีอู๋ซวงที่ถูกน้ำลายกระเด็นใส่หน้าจนเปียกปอนนั้นเหมือนจะสงบสติได้ในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นไป๋เย่ที่ยังปลอดภัยดี นางจึงเริ่มเข้าใจแล้วว่าเจ้าเทพขนฟูนี่ไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าไป๋เย่
นางพยายามขยับมือ แต่ก็ถูกขนฟูสีขาวคว้าไว้แน่น มันจ้องนางด้วยดวงตากลมโต แถมหูทั้งสองข้างยังตั้งชันอย่างดุร้าย “เจ้าคิดจะทำอะไรอีกล่ะ? เจ้าจะฆ่าตัวเองอีกหรือ?”
จีอู๋ซวง: “…”
มุมปากนางพลันกระตุกเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงยอมแพ้ “เปล่าหรอก ข้าแค่อยากจะเช็ดน้ำลายบนหน้าตัวเองน่ะ…”
เจ้าขนฟูสีขาวอึ้งไปเล็กน้อย มันเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าตัวเองดุเกินไปจนน้ำลายกระเด็นใส่นางเต็มหน้า
ดวงวิญญาณสัตว์เทพ: “…”
แม้จะอับอาย แต่ถึงอย่างไรก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ มันยิ้มอวดฟันแหลมซี่เล็กพลางพูดว่า “อะไรกัน! ทีน้ำลายของเถาเถี่ยเจ้ายังยอมรับได้ แต่น้ำลายข้า เจ้ากลับรังเกียจงั้นรึ? ข้าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เชียวนะ! สัตว์ศักดิ์สิทธิ์! น้ำลายข้าหอมกว่าของเถาเถี่ยเสียอีก ไม่เชื่อหรือไร?”
จีอู๋ซวง: “…”
เราต้องมาตัดสินกันว่าใครมีน้ำลายหอมกว่าจริงๆงั้นหรือ?
จีอู๋ซวงเกาหัวอย่างกระดากอาย “เอ่อ…ขอบคุณท่านมาก…สำหรับ…”
ดวงวิญญาณสัตว์เทพมุมปากกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะสะบัดหางและถอยห่างออกไปถึงแปดจั้ง แน่นอนว่ามันไม่ลืมที่จะตบมีดที่จีอู๋ซวงสร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบากจนแตกเป็นเสี่ยงๆ
“เลิกล้อเล่นเสีย นั่งลงให้เรียบร้อย! แล้วก็พวกเจ้า นั่งลงให้หมด!”
ไป๋เย่ได้ยินดังนั้นก็ชี้กรงเล็บมาที่ตัวเองแล้วมองจีอู๋ซวงที่ส่งสายตาบอกให้ทำตาม มันจึงรีบไปนั่งลงข้างนางโดยไม่รีรอ ส่วน ‘พวกเจ้า’ ที่เหลือนั้นก็คือแผนภาพทำนายฟ้า กระดูกหงเหมิง และเพลิงไท่ซวี เมื่อพ้นจากการควบคุมของสัตว์เทพแล้ว พวกมันก็รีบกลับมายังฝั่งของจีอู๋ซวงเช่นกัน
จะว่าไปแล้ว เมื่ออยู่ใต้ชายคาบ้านผู้อื่นก็จำต้องก้มหัว แม้แต่พวกมันเองก็หนีไม่พ้น…
เทพผู้พิทักษ์เผ่าไป๋เจ๋อที่คอยปกปักรักษามาตั้งแต่อดีตกาล ช่างแกร่งกล้ายิ่งนัก…
หนึ่งคน หนึ่งแมว หนึ่งแผนภาพ หนึ่งกระดูก หนึ่งเพลิง นั่งเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
ดวงวิญญาณสัตว์เทพตบลงบนพื้นเต็มแรงจนทั้งเขตแดนสั่นสะเทือน ดวงตา.คมกริบดั่งคมดาบจับจ้องไปที่จีอู๋ซวง “เจ้าชื่อจีอู๋ซวงใช่หรือไม่?”
“เจ้าค่ะ ข้าเอง!”
“ว่ามา เจ้าคิดอะไรอยู่? เจ้าไม่รู้หรือว่าอักขระบนมีดนั้นหมายถึงอะไร? หากเจ้าแทงมันเข้าไปในร่างเจ้าจะถึงกับวิญญาณสลายเชียวนะ เจ้ารู้หรือไม่?”
ในฐานะวิญญาณสัตว์เทพที่เฝ้าเผ่าไป๋เจ๋อมานาน…มันไม่เคยพบใครใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้มาก่อนเลยจริงๆ!
จีอู๋ซวงเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เรื่องนี้พูดไปก็ยาว…”
“อะไรนะ? ถ้าจะยืดยาวก็ควรเป็นเพราะเจ้าจะขาดใจหรือตัวข้าจะวิญญาณสลายเสียมากกว่า รีบว่ามาเถอะ!”
“เอ่อ…”
จีอู๋ซวงจึงเล่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับร่างกายนี้ให้ดวงวิญญาณสัตว์เทพฟัง ตั้งแต่กระดูกวิญญาณที่ถูกขโมยไป รากวิญญาณปลอมในร่าง ไปจนถึงศัตรูที่พยายามตามมาสังหารนาง
ดวงวิญญาณสัตว์เทพฟังแล้วพยักหน้าอย่างเชื่องช้า “เป็นเช่นนั้นเอง…”
จีอู๋ซวงเอียงคอ.มองมัน “คราวนี้ท่านไม่สงสัยในคำพูดของข้าแล้วหรือ?”
ดวงวิญญาณสัตว์เทพตอบอย่างเย็นชา “คำถามบางอย่าง อย่าถามให้มากความ”
สิ่งมีชีวิตใดที่พูดเท็จ มันย่อมมองทะลุได้ในพริบตา ยกเว้นเพียงหนึ่งเดียว…ไป๋เจ๋อทมิฬผู้นี้
จีอู๋ซวงรักและห่วงใยไป๋เจ๋อทมิฬก็จริง แต่สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือไป๋เจ๋อทมิฬนั้นตอบรักนางหรือไม่… เผ่าพันธุ์ไป๋เจ๋อไม่สามารถโกหกได้ คำใดเอ่ยออกมาก็ต้องแท้จริงเสมอ แม้แต่เจ้า ‘ไป๋เจ๋อเทียม’ อย่างม้าสวรรค์เองก็เชื่อจากใจว่าตนเป็นไป๋เจ๋อแท้
ทว่าไป๋เจ๋อทมิฬนี้แตกต่าง มันเป็นไป๋เจ๋อตัวเดียวที่สามารถซ่อนความจริงด้วยคำโกหกได้… สำหรับเผ่าพันธุ์ไป๋เจ๋อแล้ว คำลวงคือต้นเหตุแห่งความพินาศ เมื่อไป๋เจ๋อทมิฬเติบโตขึ้น ความสามารถนี้อาจทำให้มันสามารถหลอกลวงสวรรค์และปกปิดความจริงได้ ซึ่งนั่นนับเป็นพลังอันน่าสะพรึงกลัว
ความสูญเสียครั้งก่อนนั้นเกิดขึ้นจากความใจอ่อนของตนเอง… และมันไม่ควรจะใจอ่อนอีก
แต่กระนั้น เผ่าพันธุ์ไป๋เจ๋อได้สิ้นสูญไปแล้ว ไป๋เจ๋อทมิฬตัวนี้เป็นตัวสุดท้ายของพวกเขา
การลงมือสังหารเลือดเนื้อของตนเองเช่นนี้… คงจะเจ็บปวดเกินไป
แต่จะวางใจได้หรือ?
ดวงวิญญาณสัตว์เทพจ้องมองจีอู๋ซวงที่แอบลูบขนไป๋เย่อย่างเงียบงัน พร้อมทำหน้าเคร่งขรึมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่าทางเหมือนลูกศิษย์ที่แอบคุยกันในห้องเรียนโดยหวังว่าอาจารย์จะไม่จับได้
ดวงวิญญาณสัตว์เทพถอนหายใจยาว มองไปยังไป๋เย่ที่แทบจะกระโดดเกาะจีอู๋ซวงอย่างออดอ้อน มันทำตัวให้เล็กและน่ารักเหมือนขอให้กอดหรือยกขึ้นสูงๆ
ท่าทีเช่นนี้ทำให้เผ่าพันธุ์ไป๋เจ๋อดูไม่งามนัก
“น่าขายหน้าจริงเชียว…”
มันลุกขึ้นแล้วเอ่ยว่า “เจ้าไปรอข้างนอก” พร้อมทั้งส่งไป๋เย่กระเด็นออกไปจากเขตแดนสัตว์เทพ
ไป๋เย่: “???”
เดี๋ยวก่อน! ข้าไม่อยากออกไปนะ!!
แผนภาพทำนายฟ้า กระดูกหงเหมิง และเพลิงไท่ซวีรีบพุ่งกลับไปซ่อนตัวในทะเลจิตของจีอู๋ซวงอย่างไว ทิ้งให้เขตแดนสัตว์เทพเหลือเพียงจีอู๋ซวงและดวงวิญญาณสัตว์เทพเพียงลำพัง
“จีอู๋ซวง”
“ท่านต้องการพูดอะไร ข้าฟังอยู่”
“รากวิญญาณปรสิตในร่างของเจ้า ข้าสามารถช่วยถอนได้ ข้าสามารถสอนเจ้าเรื่องการแกะสลักอักขระแห่งเต๋า… ผู้ที่เคยสอนเจ้านั้นยังเข้าใจได้เพียงครึ่งๆกลางๆ แต่หากเจ้าฝึกกับข้า เจ้าจะได้เป็นจ้าวอักขระในโลกนี้”
จีอู๋ซวงสะดุ้งวูบ “แล้วเงื่อนไขของท่านคืออะไร?”
ดวงวิญญาณสัตว์เทพจ้องมองนางด้วยสายตาหนักแน่น และเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความโหดเหี้ยม “เงื่อนไขของข้าคือ หากวันหนึ่งไป๋เย่ทมิฬนั่นกลายเป็นภัยต่อมวลมนุษย์ เจ้าต้องลงมือสังหารมันด้วยตนเอง เจ้าทำได้หรือไม่?”
บทที่ 278: ถอนรากวิญญาณปรสิต
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบงันภายใต้แสงจันทร์สีนวล บรรยากาศเย็นยะเยือกประดุจเหมันต์ หัวใจของดวงวิญญาณสัตว์เทพหรืออสูรเทพไป๋เจ๋อเต้นระรัวเล็กน้อย ครั้นเผชิญหน้ากับแววตาเด็ดเดี่ยวของจีอู๋ซวง แม้จะลังเลอยู่บ้าง แต่กลับเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นลึกซึ้งในตัวนาง
แม้ไม่อาจล่วงรู้เหตุผลได้ว่าไฉนเด็กสาวผู้นี้ซึ่งถือครองวิญญาณเซียนกึ่งสมบูรณ์ถึงต้องมาติดอยู่ในร่างอันแหลกสลายเช่นนี้ แต่ในสายตาของมัน กลับมองเห็นอนาคตของนางที่สว่างไสวด้วยแสงแห่งดวงดารานับพัน
มันคิดในใจว่า หรือนี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่ฟ้าดินจะประทานให้แก่เผ่าไป๋เจ๋อ
“เอาละ เจ้าพร้อมหรือไม่?” ไป๋เจ๋อเอ่ยถามเสียงแผ่ว ทว่าในแววตากลับมีประกายหนักแน่นและจริงจัง
จีอู๋ซวงสบตาอสูรเทพไป๋เจ๋อตรงๆ แสงแห่งความมุ่งมั่นฉายชัดในดวงตานาง ก่อนที่นางจะพยักหน้ารับ
“ดี แต่ข้าขอพูดไว้ล่วงหน้า หากทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของมัน หากแต่เป็นความอธรรมของผู้คนที่ต้องการล้างผลาญมัน ข้าจะอยู่เคียงข้างมัน แม้ต้องเป็นศัตรูกับทั้งโลกหล้า”
คำกล่าวนั้นหนักแน่นยิ่งนัก ดุจเดียวกับเมื่อครั้งในอดีตที่หมิงท่งและหมิงจู๋เคยยืนหยัดอยู่เคียงข้างนาง
“ในโลกนี้จะมีความยุติธรรมใดเป็นสากลเล่า?” นางเอ่ยเสียงเบา “สุดท้ายแล้ว ล้วนขึ้นอยู่กับจุดยืนและมุมมองที่แตกต่างกันเท่านั้น”
เพื่อปกป้องสหาย ญาติพี่น้อง คนรัก และบ้านเกิด จีอู๋ซวงย่อมไม่หวาดหวั่นต่อการชโลมโลหิต.ลงบนสองมือ
อสูรเทพไป๋เจ๋อนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอีกครั้งด้วยความสงสัย “เจ้า…ไม่กลัวหรือ?”
จีอู๋ซวงคลี่ยิ้มบางๆ “กลัวสิ”
“เพราะอย่างนั้นจึงต้องการความช่วยเหลือจากท่านอย่างไรเล่า”
คำตอบของนางเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความหนักแน่น อสูรเทพไป๋เจ๋อจึงได้แต่ถอนหายใจเบาๆ ยอมรับว่าเด็กสาวคนนี้ช่างไม่ธรรมดาเลยจริงๆ…
จีอู๋ซวงขยับตัวเล็กน้อย พลันเลื่อนเข้าไปใกล้ข้างกายอสูรเทพไป๋เจ๋อ นางฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์คล้ายหมาป่าแสร้งเป็นยายใจดี พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า
“ดูสิ ท่านเป็นถึงเทพผู้พิทักษ์ของเผ่าไป๋เจ๋อ แต่ตอนนี้เผ่าไป๋เจ๋อเหลือแค่เสี่ยวไป๋เย่ตัวเดียวเท่านั้นเอง! แทนที่จะกลับไปเฝ้าสระโลหิตที่ไร้ซึ่งปราณชีวิตใดๆ ทำไมไม่อยู่เคียงข้างเสี่ยวไป๋เย่ล่ะเจ้าคะ?”
“เป็นไปไม่ได้!” อสูรเทพไป๋เจ๋อตอบปฏิเสธเสียงดังลั่น “สระโลหิตคือรากฐานของเผ่าไป๋เจ๋อ ข้าต้องพิทักษ์มันจนกว่าวิญญาณของพวกเราจะกลับคืนสู่ดวงดาราในวันนั้น”
จีอู๋ซวงหรี่ตาลงพึมพำเสียงต่ำ “เฮอะ… ดื้อดึงชะมัด”
มุมปากของอสูรเทพไป๋เจ๋อกระตุกเล็กน้อย “เจ้าเด็กคนนี้ คิดว่าข้าไม่ได้ยินหรือ?”
จีอู๋ซวงยังคงยิ้มหวานอย่างเจ้าเล่ห์ “ผู้อาวุโสได้ยินก็ดีแล้วเจ้าค่ะ ข้าก็พูดให้ท่านฟังนั่นแหละ~”
อสูรเทพไป๋เจ๋อ “…”
ตอนนี้มันเริ่มรู้สึกเสียใจที่ฝากเลือดเนื้อสายสุดท้ายของเผ่าไป๋เจ๋อไว้กับเด็กสาวเช่นนี้ นี่มันเป็นการตัดสินใจที่ขาดการไตร่ตรองหรือไม่?
จู่ๆ จีอู๋ซวงก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ ใบหน้าของนางเปื้อนรอยยิ้มราวกับดอกไม้แรกแย้ม “ถ้า…ถ้าเกิดว่า…มีคนขุดสระโลหิตของท่านไปด้วย ท่านจะยอมตามคนผู้นั้นไปหรือไม่เจ้าคะ?”
คำถามเช่นนี้มันเหลวไหลสิ้นดี!
“หึ หากมีใครกล้าขุดสระโลหิตไปได้ อย่าว่าแต่ตามไปเลย ข้าจะไล่ตามมันไปจนสุดขอบฟ้าสุดปลายแผ่นดิน!” อสูรเทพไป๋เจ๋อเอ่ยเสียงขุ่น
จีอู๋ซวงพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
นางคิดอย่างสนุกสนานว่า ‘ดีเลย! ตอนนี้ข้ายังอ่อนแอเกินไป แต่เมื่อข้าแข็งแกร่งขึ้น จะขุดสระโลหิตนั่นมาให้เสี่ยวไป๋เย่แช่เล่นทุกวันเสียเลย ไหนๆเผ่าไป๋เจ๋อก็เหลือมันเพียงตัวเดียวอยู่แล้ว เอาสระโลหิตมาไว้กับมันก็นับว่าสมควรอยู่’
นับว่ายังโชคดีที่อสูรเทพไป๋เจ๋อยังไม่ล่วงรู้ถึงความคิดอันบ้าบิ่นของจีอู๋ซวงในตอนนี้ มิเช่นนั้นคง.อดไม่ได้ที่จะอบรมสั่งสอนเด็กคนนี้ด้วย ‘ความรัก’ อย่างจริงจังเสียหน่อย
“เอาละ มาเถอะ ให้ข้าช่วยถอนรากวิญญาณปรสิตออกจากร่างเจ้าก่อน” มันเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง พลางเริ่มรวบรวมพลังอันมหาศาลของตน…
"โอ้ ดีเลย ขอบคุณท่านมาก" จีอู๋ซวงกล่าว พลางรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ในหัวของนางวาบไหวไปด้วยภาพหลากหลายที่จินตนาการขึ้น นางคาดว่าการถอนรากวิญญาณปรสิตนี้คงไม่ต่างจากการทนทุกข์ทรมานดั่งกระดูกถูกดึงออกจากร่าง อาจถึงขั้นเลือดท่วมร่าง หรือไม่ก็กลายเป็นอัมพาตชั่วคราว
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือ สัมผัสพลังที่อ่อนโยนและอบอุ่นกลับแผ่วผ่านจุดกลางหว่างคิ้วของนาง ดั่งฝุ่นที่ถูกเช็ดออกอย่างเบามือ รากวิญญาณปรสิตที่ฝังแน่นในร่างกลับถูกดึงออกอย่างง่ายดายเกินคาด
"นี่" อสูรเทพไป๋เจ๋อกล่าวพลางยื่นบางสิ่งให้
จีอู๋ซวงลืมตาขึ้นมองอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้านางคือรากวิญญาณสองเส้นที่บิดเบี้ยวคล้ายสัตว์เลื้อยคลาน มันพันกันแน่นและชุ่มไปด้วยพลังชีวิตที่ผิดธรรมชาติ แม้จะดูเป็นรากวิญญาณระดับสูง แต่กลับเต็มไปด้วยอักขระคำสาปที่ปกคลุมทั่วทั้งเส้น และที่สำคัญ มันดูเหมือนยัง ‘มีชีวิต’
"...แค่นี้ก็เสร็จแล้ว?" จีอู๋ซวงอุทานเสียงเบา แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
ปัญหาที่หลอกหลอนนางมานาน ทำให้การฝึกตนของนางยากลำบากถึงเพียงนี้ กลับถูกแก้ไขได้ง่ายดายเพียงเท่านี้เองหรือ?
"ก็เสร็จแล้วน่ะสิ" อสูรเทพไป๋เจ๋อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย มองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตะลึงของจีอู๋ซวงแล้วรู้สึกภาคภูมิใจอย่างประหลาด มันกล่าวต่ออย่างเชื่องช้า "หรือเจ้าคิดว่าต้องลำบากอะไรนัก? เฮอะ สำหรับข้า นี่ก็แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น"
จีอู๋ซวงสัมผัสหน้าท้องของตนเอง พลางพึมพำ "ข้าคิดว่าคงต้องเจียนตายสักรอบแน่ๆ เพราะรากวิญญาณปรสิตเชื่อมติดแน่นกับร่างข้าขนาดนี้..."
"หึๆๆ!" อสูรเทพไป๋เจ๋อหัวเราะอย่างพึงพอใจ "หากถอนในที่อื่น เจ้าย่อมต้องถูกฉีกกระชากจนแทบเหลือแต่ซาก แต่ข้าคืออสูรเทพผู้เป็นบรรพชนแห่งไป๋เจ๋อ รากวิญญาณปรสิตพวกนี้ไม่ต่างอะไรกับของเล่นในมือข้า จะจัดการมันก็แค่พลิกฝ่ามือ นี่ไม่ใช่เรื่องที่พวกอสูรเถื่อนอย่างเถาเถี่ยจะทำได้ง่ายๆหรอกนะ"
จีอู๋ซวงยิ้มเจื่อนๆ นางย่อมไม่คิดดูแคลนเถาเถี่ย แต่เพื่อให้ใจของเจ้าแมวขาวยักษ์ตัวนี้อารมณ์ดี นางย่อมต้องประจบเล็กน้อย
ดวงตาของนางพลันส่องประกาย เอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน "ผู้อาวุโส ท่านทรงพลังขนาดนี้ ไม่ทราบว่าจะสามารถทำให้รากวิญญาณปรสิตนี้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้หรือไม่?"
"ว่าอะไรนะ?" อสูรเทพไป๋เจ๋อหรี่ตา.ลงมองด้วยความสงสัย
"ข้ายังต้องพึ่งรากวิญญาณปรสิตนี้เพื่อตามหาผู้อยู่เบื้องหลัง หากมันแห้งตายไป ข้าก็คงหาไม่พบ..."
อสูรเทพไป๋เจ๋อมองจีอู๋ซวงด้วยสายตาฉงน มันกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย "นี่มันเรื่องยากเย็นตรงไหน หากต้องการ เจ้าก็แค่ปลูกมันลงในร่างของใครสักคน พอเจ้าหาตัวคนอยู่เบื้องหลังพบแล้ว ก็ดึงมันออกมาทำลายเสีย"
"ไม่มีทาง!" จีอู๋ซวงปฏิเสธทันที น้ำเสียงของนางหนักแน่น "สิ่งที่ข้าไม่ต้องการ ก็ไม่ควรโยนไปให้ผู้อื่น มันไม่ยุติธรรมต่อผู้อื่นเลย"
อสูรเทพไป๋เจ๋อหัวเราะเบาๆ "เจ้าเด็กคนนี้ ยังมีหลักการเสียด้วย"
"ขอบคุณที่ชมเจ้าค่ะ" จีอู๋ซวงยิ้มหวาน "แต่ข้ามีความคิดหนึ่ง แม้มันอาจยังไม่สมบูรณ์นัก แต่ก็อยากให้ผู้อาวุโสชี้แนะ"
"ว่ามาเถิด" อสูรเทพไป๋เจ๋อกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่สายตากลับเต็มไปด้วยความสนใจ...
จีอู๋ซวงไอแห้งๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าเคยได้ยินจากบรรพชนในครอบครัวว่ามีตำนานกล่าวถึงปรมาจารย์ผู้มีอำนาจ สามารถสร้างหุ่นเชิดร่วมชีพได้ มันคือเคล็ดวิชาลับสุดยอดที่เหล่าศิษย์ระดับสูงของปรมาจารย์มักใช้เป็นวิธีเก็บงำความลับ ข้าคิดจะสร้างหุ่นเชิดสักตัวหนึ่ง แล้วใช้โลหิตของข้าหล่อเลี้ยงมัน ให้รากวิญญาณปรสิตนี้เกาะอาศัยในหุ่นเชิดนั้น…”
ด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงจะสามารถปกปิดรากวิญญาณยมโลกของนางไม่ให้เป็นที่สังเกต แต่ยังทำให้นางสามารถใช้อัตลักษณ์ ‘รากวิญญาณธาตุไฟ-ไม้’ ผ่านหุ่นเชิดและเดินทางในโลกได้อย่างปลอดภัย
ก็รากวิญญาณยมโลกมันเด่นเกินไปนี่นา!
อสูรเทพไป๋เจ๋อ “…”
มันมองเด็กสาวเบื้องหน้าพลางนิ่งอึ้ง ความคิดของนางนั้นราวกับลูกคิดที่กระทบกันดังเปาะแปะจนลูกคิดกลมๆ แทบจะเด้งใส่หน้ามัน หุ่นเชิดร่วมชีพนั้นเป็นวิชาเร้นลับระดับสูงสุด เพราะเทียบได้กับ ‘การสร้างชีวิต’
ทว่านางเพียงเอ่ยปากง่ายๆ ก็หวังจะได้ครอบครองเคล็ดวิชานี้งั้นหรือ?
แม้ไป๋เจ๋อจะถือว่าเป็นสัตว์เทพที่รับรู้เรื่องราวเหนือโลกและใต้หล้า แต่การเผยความลับอันล้ำค่าทำนองนี้มันผิดกฎสวรรค์โดยแท้ การล่มสลายของเผ่าไป๋เจ๋อในอดีต ก็เพราะความพลั้งเผลอในการเปิดเผยฟ้าดินโดยขาดการยั้งคิดเช่นนี้!
นี่คือข้อห้ามสำคัญยิ่ง!
แต่ถ้าปฏิเสธตรงๆว่า ‘ไม่มีทาง!’ ก็ดูจะรุนแรงเกินไป
บทที่ 279: จับท่านผู้อาวุโสได้อยู่หมัดเลยทีเดียว
อสูรเทพไป๋เจ๋อกระแอมไอเบาๆ แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ “เจ้าไปรู้เรื่องหุ่นเชิดร่วมชีพมาจากไหน?”
“อ้อ ข้าเห็นมันในคลังสมบัติของบรรพชนเจ้าค่ะ…” จีอู๋ซวงตอบโดยไม่ลังเล น้ำเสียงจริงใจ และอสูรเทพไป๋เจ๋อก็มองออกว่าเด็กสาวไม่ได้โกหก
“ถ้าเช่นนั้น ก็ให้บรรพชนของเจ้ามอบให้เจ้าเองสิ” มันกล่าวตัดบทง่ายๆ แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
จีอู๋ซวง: ‘…เฮอะ ล้มเหลวสินะ ข้าหวังจะได้มันมาโดยเปล่าแท้ๆ’
แต่ในเมื่อแผนหนึ่งล้มเหลว นางก็ย่อมมีแผนสอง จึงรีบเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “เช่นนั้นท่านผู้อาวุโสช่วยสอนข้าสร้างอักขระแห่งเต๋าที่สามารถค้ำจุนชีวิตของรากวิญญาณปรสิตนี้ได้หรือไม่?”
อสูรเทพไป๋เจ๋อชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะถอนหายใจ แม้ข้อเสนอนี้ดูจะง่ายขึ้น แต่แท้จริงแล้วการสร้างอักขระเพื่อค้ำจุนชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่ถูกดึงออกจากร่าง ย่อมเทียบเท่ากับการรักษาแขนที่ถูกตัดให้ยังคงสดใหม่และขยับเขยื้อนได้ตามปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากเกินควร
กระนั้น มันก็เริ่มรู้สึกละอายที่จะปฏิเสธอีกครั้ง เพราะการปฏิเสธสองครั้งติดกันอาจทำให้จีอู๋ซวงมองว่าเผ่าไป๋เจ๋อมีดีแค่โม้ไปวันๆ
ในเมื่อไป๋เย่ผู้สืบสายโลหิตสุดท้ายของเผ่ายังคงต้องอาศัยการดูแลจากจีอู๋ซวงอย่างเต็มที่ มันจึงตัดสินใจว่า…
“ได้ ข้าจะสอนเจ้า!”
จีอู๋ซวงเบิกตากว้างด้วยความยินดี “ขอบคุณผู้อาวุโสมากนะเจ้าคะ!”
อสูรเทพไป๋เจ๋อพึงพอใจในสีหน้าแห่งความยินดีของเด็กสาว แต่แน่นอน มันไม่มีวันล่วงรู้เลยว่า สิ่งที่จีอู๋ซวงต้องการตั้งแต่แรกก็คือ ‘อักขระพิเศษ’ ชนิดนี้ต่างหาก นางจึงจงใจใช้วิธีขอในสิ่งที่ยากยิ่งกว่านั้นไปในคราแรก เพื่อให้ดูเหมือนว่าคำขอครั้งสุดท้ายนี้เป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า
…นางเล่นแผนซ้อนแผนกับมันได้อย่างแนบเนียนเลยทีเดียว
จีอู๋ซวงหัวเราะในใจ ‘จับท่านผู้อาวุโสได้อยู่หมัดเลยทีเดียว!’
หากเป็นเพียงอักขระเต๋าทั่วไป อสูรเทพไป๋เจ๋อสามารถส่งผ่านความรู้เข้าสู่ทะเลจิตของจีอู๋ซวงได้ทันทีดั่งการถ่ายสำเนา ส่วนจีอู๋ซวงจะสามารถเรียนรู้ได้มากน้อยเพียงใดหรือจะไปถึงระดับใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับวาสนาและพรสวรรค์ของนาง
แต่สำหรับอักขระเต๋าพิเศษที่เกี่ยวพันกับชีวิตและความตาย รวมถึงพลังแห่งต้นกำเนิดนั้น อสูรเทพไป๋เจ๋อจึงเลือกที่จะอยู่เคียงข้างนางในช่วงเวลานี้ เพื่อค่อยๆสั่งสอนและชี้แนะจนกว่านางจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพราะหากนางเรียนผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ผลลัพธ์อาจร้ายแรงถึงขั้นสร้างสิ่งมีชีวิตที่ ‘ไม่อาจตายได้’ ซึ่งจะกลายเป็นหายนะอันใหญ่หลวง
นอกจากนี้ มันยังถือโอกาสนี้สังเกตนิสัยใจคอของไป๋เย่ ผู้สืบสายเลือดสุดท้ายของเผ่าตนไปพร้อมกัน
มันยื่นอุ้งเท้าขาวสะอาดนุ่มนิ่มออกไปตรงหน้าจีอู๋ซวง อุ้งเท้านี้ดั่งแสงดาวอันนิรันดร์ร่วงหล่นจากฟากฟ้า ดู.งดงามจนแทบลืมหายใจ
จีอู๋ซวงมองอุ้งเท้าของอสูรเทพไป๋เจ๋อด้วยหัวใจที่คันยุบยิบ แต่อดใจไว้ไม่กล้าทำอะไรที่ดูหมิ่น มันเป็นถึงเทพแห่งเผ่าไป๋เจ๋อนี่นา
นางกระแอมเบาๆ ก่อนเอ่ยอย่างระมัดระวัง “ผู้อาวุโส ท่านทำเช่นนี้เพื่อ…”
อสูรเทพไป๋เจ๋อสะบัดหางพลางกล่าวเสียงเรียบ “ช่วงเวลานี้ ข้าจะอยู่ข้างกายเจ้า อาจพักอาศัยในจุดตันเถียนของเจ้า แต่ไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่ทำอันตรายต่อเจ้าหรืออ่านความทรงจำของเจ้า ข้าสาบานด้วยนามของอสูรเทพไป๋เจ๋อ”
“หา? ในร่างข้า?” จีอู๋ซวงอุทานด้วยความตกใจ
“ใช่แล้ว มีปัญหาอะไรหรือ?”
“ก็เปล่าหรอก…” จีอู๋ซวงกล่าวอ้อมแอ้ม น้ำเสียงแฝงความรู้สึกผิด “แต่ทำไมท่านถึงต้องเลือกพักในจุดตันเถียนของข้า? ท่านก็ยังมีเสี่ยวไป๋เย่อยู่ไม่ใช่หรือ?”
อสูรเทพไป๋เจ๋อขมวดคิ้ว “มันยังอยู่ในช่วงทดสอบ ส่วนเจ้าน่ะมีรากวิญญาณแสง หากจะไม่ให้ข้าพักในจุดตันเถียนของเจ้า แล้วจะไปอยู่ที่ไหนได้?”
จีอู๋ซวง “…”
เมื่อเห็นว่าความลับเริ่มปิดไม่มิด จีอู๋ซวงจึงถอนหายใจอย่างจนปัญญา ก่อนยอมสารภาพเสียงอ่อย “ผู้อาวุโส ข้าคงต้องบอกความจริง…ที่จริงแล้ว รากวิญญาณแสงนี้ไม่ใช่ของข้า หากวันใดข้าพบเจ้าของที่แท้จริง ข้าก็ต้องคืนมันไป”
“อะไรนะ?” อสูรเทพไป๋เจ๋ออึ้งไปชั่วขณะ “เช่นนั้นเจ้ามีรากวิญญาณธาตุใด? ทอง? น้ำ? ดิน? หรือว่าเป็นรากวิญญาณแปรผัน?”
ทุกคำที่มันกล่าวออกมา จีอู๋ซวงก็ยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนเข้าไปใหญ่ จนในที่สุด นางก็ต้องยอมเรียกรากวิญญาณที่แท้จริงของตนออกมา พร้อมกับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตนเองไปโดยสิ้นเชิง
ร่างของนางสูงเพรียวขึ้น กลิ่นอายรอบกายเต็มไปด้วยความลึกลับและอันตราย ดวงตาดุจหงส์คู่งามและลึกซึ้งจ้องตรงไปยังอสูรเทพไป๋เจ๋อ บรรยากาศที่แผ่ออกมาดั่งราตรีอันมืดมิดไร้จุดสิ้นสุด แต่กลับเต็มไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่
และที่สำคัญคือ… พลังที่แผ่ออกมานั้น ชัดเจนยิ่งว่าเป็นรากวิญญาณยมโลก!
อสูรเทพไป๋เจ๋อ “???”
อะไรกัน!?
รากวิญญาณยมโลก!
อสูรเทพไป๋เจ๋อขนพองลุกขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด ก่อนจะกรีดร้องเสียงแหลม “เจ้าเด็กนี่! เจ้ามีรากวิญญาณยมโลก!!!”
จีอู๋ซวงรีบถอยหลังไปสองสามก้าว กลัวว่าความตกใจจะทำให้มันควบคุมตัวเองไม่อยู่และพุ่งมาทุบนางด้วยอุ้งเท้านุ่มนิ่ม “ใช่แล้ว ข้ามีรากวิญญาณยมโลก”
อสูรเทพไป๋เจ๋อ “…!!!”
มันมีคำพูดมากมายติดอยู่ในใจ แต่กลับไม่รู้ว่าควรพูดหรือไม่ การที่มันซึ่งเป็นถึงเทพแห่งเผ่าไป๋เจ๋อถูกเด็กสาวเล่นงานกลางอาณาเขตของตนเองเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าขายหน้าสุดๆ หากวันใดเหล่าอสูรเทพตนอื่นรู้ว่ามันรับเด็กที่มีรากวิญญาณยมโลก มาเป็น ‘ศิษย์ครึ่งหนึ่ง’ เกรงว่ามันคงไม่พ้นถูกถากถางไปอีกนาน
ไม่ใช่ว่ามันมีความแค้นอะไรกับรากวิญญาณยมโลกหรือเผ่ายมโลก แต่พลังของทั้งสองฝ่ายนั้นเป็นดั่งเหรียญสองด้าน ดั่งแสงและเงา ดั่งชีวิตและความตาย ซึ่งไม่เคยมีใครในโลกที่สามารถควบคุมทั้งสองด้านได้พร้อมกัน
หากจีอู๋ซวงที่มีรากวิญญาณยมโลกได้รับการถ่ายทอดพลังแห่งเต๋าจากมันจริงๆ ผลที่ตามมาคงยากเกินจะคาดเดา
ทว่าครั้นมองดวงจิตใสบริสุทธิ์ของจีอู๋ซวงแล้ว มันก็รู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้เหมือนจะพูดว่า ข้าไม่ได้ตั้งใจปิดบังอะไรเลยนะ ท่านต่างหากที่มองไม่ออกเอง!
มันได้แต่รู้สึกอัดอั้นตันใจ
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง มันก็กัดฟันเอ่ยเสียงต่ำ “เจ้าเด็กนี่ ที่แท้ตอนแรกที่เจ้าขอให้ข้าช่วยรักษารากวิญญาณปรสิต เจ้าก็มีจุดประสงค์แอบแฝงใช่หรือไม่?”
“ก็…มีเล็กน้อยเจ้าค่ะ” จีอู๋ซวงหัวเราะแห้งๆ พลางใช้สองนิ้วทำท่าสัญลักษณ์ ‘เล็กน้อย’ อย่างที่ว่า
“ข้าแค่ไม่อยากให้รากวิญญาณยมโลกของข้าถูกเปิดเผยจนดึงดูดปัญหา ท่านเองก็คงไม่อยากเห็นเด็กตัวเล็กๆอย่างข้าต้องถูกตามล่าทุกวันใช่หรือไม่?”
อสูรเทพไป๋เจ๋อกล่าว “หึ! ข้าไม่เชื่อเจ้าหรอก เจ้าเด็กเจ้าเล่ห์! ข้าเห็นอยู่ว่านอกจากรากวิญญาณยมโลก เจ้ายังมีพลังอีกด้านซ่อนอยู่ มันคล้ายพลังแห่ง…ความว่างเปล่า!”
พอมาถึงจุดนี้ มันก็รู้ว่าตนเองถูกลากขึ้นเรือโจรเสียแล้ว จะถอนตัวตอนนี้ก็คงไม่ทัน
“ช่างเถอะ!” มันถอนหายใจ ก่อนพุ่งตัวเข้าไปในจุดตันเถียนของจีอู๋ซวงทันที ร่างของมันแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีขาวสว่างจ้าพุ่งเข้าไปในร่างของนาง
จีอู๋ซวงสะดุ้งสุดตัว รีบลูบหน้าท้องตัวเองพลางถามเสียงตื่นตกใจ “ท่านผู้อาวุโส…ท่านไม่เป็นอะไรแน่นะ?”
อสูรเทพไป๋เจ๋อตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ข้าจะเป็นอะไรได้อย่างไร? เจ้าอย่ามัวโอ้เอ้ ไปเถอะ! ขืนชักช้ากว่านี้ คนด้านนอกคงจะรื้อวิหารทิ้งหมดแล้ว!”
“อะไรนะ!?”
“ดูเหมือนพวกศิษย์สำนักของเจ้าจะบุกเข้ามาทำศึกกับเจ้าของวิหารใหญ่จนแทบถล่ม ข้าคิดว่าพวกเขาอยากกระชากหัวอีกฝ่ายมากกว่า!”
จีอู๋ซวงตกใจ รีบเก็บรากวิญญาณปรสิตของนางซ่อนไว้ แต่ในสายตาคนทั่วไปยามนี้ นางก็คือผู้ฝึกตนที่มีรากวิญญาณแสงไปเสียแล้ว
“ผู้อาวุโส ท่านช่วยปกปิดตัวตนของข้าด้วยเถอะ…”
“รู้แล้ว รู้แล้ว” อสูรเทพไป๋เจ๋อถอนหายใจ “ไม่มีใครมองออกหรอก เจ้าไว้ใจข้าได้”
มันบ่นพึมพำกับตัวเองว่า แม้จะเป็นถึงอสูรเทพไป๋เจ๋อ แต่มันกลับต้องลดตัวลงมาช่วยเด็กสาวปิดบังตัวตน สายลมแห่งยุคสมัยช่างแปรปรวนเสียจริง
ทันทีที่จีอู๋ซวงก้าวออกจากอาณาเขตของอสูรเทพ เสียงคำรามที่น่าหวาดหวั่นก็ดังกึกก้องจนแก้วหูแทบแตก
“ตงฟางซ่ง! หากเจ้าไม่คืนเสี่ยวอู๋ซวงของข้ามา เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะล้างเลือดแดนมารของเจ้าให้สิ้น! ไม่ว่ามันจะเป็นไข่วิญญาณหรืออะไรก็ตาม ข้าจะเขย่ามันจนแหลก!!!!”
บทที่ 280: ร่ำลาฉือเหล่ย
เสียงคำรามอันเกรี้ยวกราด ประหนึ่งพยัคฆ์คำรณดังกึกก้องทั่วหุบเขา ย่อมไม่ใช่ใครอื่นใดนอกจาก ฉือเหล่ย!
จีอู๋ซวงเงยหน้าขึ้นทันใด ดวงตาสาดส่องไปยังยอดเขาเมฆาสูงตระหง่านเหนือฟ้า เห็นว่ารอบกายของฉือเหล่ยนั้นถูกห้อมล้อมด้วยปราณวิญญาณที่เกรี้ยวกราด ทั้งหมดไหลเข้าสู่ร่างกายเขาไม่ขาดสาย ราวกับจะกลืนกินเขาในทันที
‘วิถีสวรรค์! ท่านทำอันใดกับเสี่ยวฉือเหล่ยของข้า’
เมื่อวิถีสวรรค์ได้ยินเสียงของจีอู๋ซวง น้ำเสียงนั้นกลับเต็มไปด้วยความปีติยินดี ราวกับเด็กหลงทางพบมารดา
[เจ้ากลับมาแล้ว! เจ้ารู้ไหมว่าช่วงที่เจ้าไม่อยู่ ข้าลำบากแทบบ้าก็เพราะเจ้า! รีบเลย รีบเตือนศิษย์แก่ๆของเจ้าเสีย! อีกก้าวเดียวเขาก็จะเหินสู่แดนเซียนได้แล้ว แต่กลับดื้อรั้นไม่ยอมไป ข้าจะทนไหวได้อย่างไร!]
จีอู๋ซวงรีบใช้จิตสัมผัสตรวจสอบอาการของฉือเหล่ย พบว่าร่างของเขาอยู่บนจุดสุดท้ายก่อนการเหินสู่แดนเซียนจริงดังคำวิถีสวรรค์กล่าว
‘แล้วเหตุใดเขาจึงไม่อยากเหินสู่แดนเซียน?’
[เพราะเขากลัวเจ้าจะประสบภัย กลัวว่าเจ้าจะถูกใครรังแกในยามที่เขาไม่อาจปกป้องได้ เขาจึงยืนกรานว่าจะไม่เหินไป! ข้าแทบจะเป็นบ้าตายอยู่แล้ว!]
คำตอบนั้นทำให้จีอู๋ซวงนิ่งงัน ความรู้สึกที่เอ่อล้นในอกทั้งหวานซึ้งและอบอุ่น นางไม่อาจบรรยายความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นในใจได้
‘ไม่ต้องห่วง ข้าจะทำให้เขาเหินสู่แดนเซียนเอง’
[ดีมาก! หากเขาไม่รีบไป ปราณวิญญาณเหล่านี้จะระเบิดร่างของเขาในไม่ช้า!]
จีอู๋ซวงก้าวออกไปด้วยพลังแห่งการตัดสินใจ หยุดลมหายใจไว้ในจุดตันเถียน ส่งเสียงดังก้องว่า
"ทุกคนหยุดเดี๋ยวนี้!!"
เสียงอันทรงพลังของนางสะท้อนก้องไปทั่ว ผู้อื่นที่ได้ยินย่อมรู้ทันทีว่าเป็นจีอู๋ซวง ฉือเหล่ยและเหล่าผู้ฝึกตนที่กำลังประมืออยู่หันมาด้วยความยินดี
แต่ในยามประมือ การเสียสมาธิเป็นสิ่งต้องห้าม ฉือเหล่ยพลาดจังหวะไปเพียงนิด ตงฟางซ่งจึงใช้โอกาสนั้นโจมตีด้วยดาบโลหิตครวญที่แทงพุ่งเข้ากลางหลัง
เคราะห์ดีที่ในยามสำคัญ อสูรวิญญาณที่เปล่งแสงสีทองอร่ามพลันปรากฏขึ้น ขย้ำดาบนั้นจนหักเป็นสองท่อน พร้อมคำรามเสียงดังกึกก้อง
"เจ้ากล้าดีอย่างไรกัน!"
ตงฟางซ่งถูกแรงพลังสะท้อนจนลอยกระเด็น เขากลับมาทรงตัวกลางอากาศก่อนพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง
"ดีละ! คิดว่าเจ้ามีอสูรวิญญาณได้เพียงคนเดียวหรือไร?"
ว่าแล้วตงฟางซ่งก็เรียกอสูรพันธสัญญาของตนออกมา นั่นคือแมงป่องสารพัดพิษที่อยู่ในขั้นตัดเคราะห์ ปราณสีดำทมิฬปกคลุมร่างของมัน เผยให้เห็นพิษร้ายแรงที่สามารถพรากชีวิตได้เพียงสัมผัสเดียว
"ฟ่อ!!"
"โฮก!!"
เสียงคำรามปะทะเสียงฟ่อ เกิดเป็นการเผชิญหน้าของพลังอันน่าสะพรึงกลัว ความโกลาหล.บนยอดเขาทวีความรุนแรงขึ้น ทุกสายตาจับจ้องว่าศึกนี้จะลงเอยเช่นไร...
สองฝ่ายต่างเข้าห้ำหั่นกันจนลืมตาย สายตาแดงฉานไปด้วยความบ้าคลั่ง บัดนี้ หากผู้ใดหยุดมือก่อนย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบ!
จีอู๋ซวงตะโกนจนเสียงแทบขาดหาย แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงประมือกันต่อไป นางกัดฟันกรอดด้วยความเดือดดาล ก่อนเปล่งเสียงดังลั่นว่า
"ในนามแห่งกระบี่ไร้พ่าย ขอเรียกอัสนีลงมา!!"
อสนีบาตเปล่งเสียงกึกก้อง
วิถีสวรรค์ไม่ลำเอียง สายฟ้าถูกปลดปล่อยลงมาคนละสาย ฟาดทั้งสองฝ่าย รวมถึงอสูรวิญญาณของพวกเขาจนหมดสิ้น นั่นจึงทำให้ทุกคนได้สติและเห็นร่างของเด็กสาวที่ก้าวออกมาจากตำหนักใหญ่อย่างสง่างาม
จีอู๋ซวง!
ตงฟางซ่งรีบปล่อยมือจากฉือเหล่ย แล้วพุ่งเข้าไปหานาง แต่ก็ถูกฉือเหล่ยตวัดมือปัดปลิวไปอย่างไร้เยื่อใย เขาคลั่งจนอยากจะโต้แย้ง แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยคำใด เหล่าผู้ฝึกตนขั้นเบิกวิถีแห่งสำนักอวิ๋นหลานก็พุ่งเข้ามาล้อมรอบตัวเขาไว้โดยพร้อมเพรียง
นับดู...หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด! สำนักอวิ๋นหลานเล็กๆแห่งนี้ เหตุใดจึงมีผู้ฝึกตนขั้นสูงถึงเพียงนี้!
แม้ตงฟางซ่งจะมีคำพูดมากมายในใจ ยามนี้กลับทำได้เพียงกลืนคำพูดทั้งหมดลงคอไปอย่างเงียบงัน
ต้องรอ...รอเวลาอื่นแล้วกัน!
……
"ท่านบรรพชน ท่านเป็นอะไรหรือไม่?" น้ำเสียงห่วงใยดังขึ้น
"ข้าไม่เป็นไร ทำให้เจ้าต้องวิตกแล้ว" จีอู๋ซวงตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ
"ไม่เป็นไรก็ดี ไม่เป็นไรก็ดี..." ฉือเหล่ยถอนหายใจโล่ง.อก แต่ก็พลันรู้สึกได้ถึงเสียงเรียกของสวรรค์ที่เร่งเร้าไม่หยุดหย่อน เขาแย้มรอยยิ้มบางๆออกมาอย่างยากลำบาก "ท่านบรรพชน ข้าเกรงว่าข้าคงต้องไปแล้ว..."
จีอู๋ซวงมองใบหน้าที่เด็ดเดี่ยวของเขา แต่ในแววตานั้นเปี่ยมด้วยความอาทรอันยากจะปิดบัง
ถึงแม้ในนาม นางคือผู้เป็นอาจารย์
แต่แท้จริงแล้ว เขากลับดูแลนางเสมือนนางเป็นคนสำคัญในชีวิต
จีอู๋ซวงเอื้อมมือไปตบไหล่ฉือเหล่ยเบาๆ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "เสี่ยวฉือเหล่ย เส้นทางแห่งชีวิตอันยาวนานเพิ่งจะเริ่มต้น เราจะได้พบกันอีก ไม่ต้องเป็นห่วงสำนักเรา ทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยดี"
ฉือเหล่ยพยักหน้ารับคำ ก่อนยกมือขึ้นลูบศีรษะของจีอู๋ซวง
"ท่านเองก็เช่นกัน ขอให้ทุกอย่างราบรื่น"
"ข้ารับรอง" จีอู๋ซวงยืดตัวตรง ประสานมือคำนับอย่างสง่างาม "ข้า จีอู๋ซวง ขอให้ท่านโชคดีในเส้นทางแห่งการฝึกตน"
ร่างของฉือเหล่ยค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นแสงสว่างทอประกายทั่วฟากฟ้า ก่อนจางหายไปพร้อมสายลมแห่งสวรรค์...
บนยอดเขาที่เงียบสงัด เสียงสะท้อนจากการอำลายังดังก้องอยู่ในใจของทุกผู้คน
ฉือเหล่ยยืนนิ่งพลางมองจีอู๋ซวง ความร้อนผ่าวแล่นขึ้นมาในดวงตาอย่างไม่อาจห้าม เขาค่อยๆยืดตัวตรง ก่อนประสานมือคำนับกลับไปด้วยท่วงท่าสง่างาม
"ข้า ฉือเหล่ย ขอให้ท่านโชคดีในเส้นทางแห่งการฝึกตน"
ขณะที่ฉือเหล่ยกำลังจะหันหลังกลับเดินจากไป จีอู๋ซวงกลับกวักมือเรียกอสูรวิญญาณของเขาให้เข้ามาใกล้ อสูรตัวนั้นถึงจะงุนงง แต่ก็ย่างสามขุมเดินมาหานางอย่างเชื่องช้า
"นี่คือของสำหรับเจ้า เอาไว้ใช้เวลาค่อยๆหลอมรวมมันเถิด"
นางส่งมอบของบางอย่างให้อสูรวิญญาณ เป็นน้ำทิพย์หลอมกายที่นางได้รับมาจากเถาเถี่ยในอดีต
แดนกลางแห่งสามพันโลกเบื้องบนเต็มไปด้วยอันตรายที่คาดไม่ถึง ความประมาทเพียงเล็กน้อยอาจนำพาไปสู่การตกหลุมพรางหรือถูกสังหาร หากอสูรวิญญาณของฉือเหล่ยสามารถพัฒนาได้อีกขั้น มันจะกลายเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญยิ่งสำหรับเขา
อสูรวิญญาณพยักหน้ารับก่อนใช้หางพันรอบตัวจีอู๋ซวงเล็กน้อย เป็นเชิงแสดงความขอบคุณ
เมื่อฉือเหล่ยรับรู้เสียงเรียกแห่งสวรรค์อีกครั้ง เขาก็ทะลวงมิติและหายลับไปในความว่างเปล่า ในตอนนั้นเอง ตงฟางซ่งถึงกับนิ่งงันเมื่อเข้าใจความจริงว่าฉือเหล่ยสามารถเหินสู่แดนเซียนได้ตั้งแต่แรก แต่กลับยั้งตนเองไว้ตลอดเวลาที่พวกเขาประมือกัน
ความคิดนี้ทำให้สีหน้าของตงฟางซ่งเขียวคล้ำด้วยความอับอาย รู้สึกเหมือนศักดิ์ศรีในความเป็นบุรุษของเขาถูกทำลาย
แต่ก่อนที่จะใส่ใจศักดิ์ศรี เขายังมีเรื่องสำคัญยิ่งกว่า
เขารีบสาวเท้าเข้าไปหาจีอู๋ซวงด้วยท่าทีร้อนรนและสายตาที่มองหาอะไรบางอย่าง
"จีอู๋ซวง! ไท่หยวนอยู่ที่ใด?"
"นางไม่ได้ออกมาหรือ?"
"ไม่เลย!"
ใจของจีอู๋ซวงพลันหนักอึ้ง นางจินตนาการถึงเรื่องร้ายต่างๆที่อาจเกิดขึ้น
ทว่าทันใดนั้น อสรพิษสลิลและจิ้งจอกเพลิงที่ยามนี้มีเจ็ดหางแล้ว ก็พลันพุ่งออกมาจากความมืดพร้อมกัน
"นายท่าน นางอยู่ที่นี่!"
ร่างของตงฟางไท่หยวนถูกพันธนาการไว้ด้วยหางของจิ้งจอกเพลิงเจ็ดหางจนขยับเขยื้อนไม่ได้ และด้านข้างนั้น จูเหยียนตัวน้อยกำลังนั่งอยู่บนหัวของอสรพิษสลิล สีหน้าแสดงความเคร่งขรึม
เห็นได้ชัดว่าจูเหยียนเตรียมการไว้ล่วงหน้า หากจีอู๋ซวงไม่สามารถกลับออกมาได้ ตงฟางไท่หยวนก็คงไม่รอดชีวิตเช่นกัน
"อะไรนะ!"
จูเหยียนไม่สนใจเรื่องถูกหรือผิด เขามองเพียงว่าจีอู๋ซวงเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยตงฟางไท่หยวน ดังนั้นคนผู้นี้ย่อมไม่มีความบริสุทธิ์พอที่จะถูกปล่อยตัวไปง่ายๆ
แต่เดี๋ยวก่อน…
สายตาของจูเหยียนพลันจับจ้องไปยังหน้าท้องของจีอู๋ซวงอย่างเคร่งเครียด ก่อนจะกล่าวเสียงหนักแน่น "…ร่างวิญญาณของนาง…ใช่…เผ่าวิญญาณหรือไม่?"
ในขณะเดียวกัน อสูรเทพไป๋เจ๋อ ซึ่งเป็นวิญญาณสัตว์เทพในตันเถียนของจีอู๋ซวงก็พลันตื่นตัวด้วยความตกใจพร้อมกับเอ่ยผ่านจิตของนางว่า
‘เจ้าตัวเล็กนี่…เป็นสมาชิกเผ่าวิญญาณอย่างนั้นหรือ?’
จีอู๋ซวงอุ้มจูเหยียนขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ก่อนยัดเข้าชายเสื้อของตนให้พ้นอันตราย จากนั้นจึงดึงตัวตงฟางไท่หยวนออกจากพันธนาการของหางจิ้งจอกเพลิง
‘ใช่แล้ว! น่ารักใช่หรือไม่?’ จีอู๋ซวงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
อสูรเทพไป๋เจ๋อที่อยู่ในตันเถียนนางแทบจะหลุดหัวเราะออกมา
"นี่เจ้าจริงจังหรือ? เผ่าวิญญาณ? น่ารัก?"
สำหรับไป๋เจ๋อนั้น มันช่างเกินจะรับมือ หากเผ่าวิญญาณผู้ทรงอำนาจเช่นนี้เรียกว่า ‘น่ารัก’ เช่นนั้นมังกรเก้าหัวแห่งปรโลกคงเป็นดอกไม้เล็กๆบนภูผาแล้วกระมัง
ถึงอย่างไร มันก็สังเกตเห็นสายสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างทั้งสอง จึงเลือกที่จะไม่โต้เถียง
จบตอน
Comments
Post a Comment